ขอต้อนรับสู่โลกของนิยายยูริ เรื่องจากประสบการณ์ และทำนายดวงชะตา โดย นิ้วนาง-เดียนา-ลำดวนพยากรณ์
Group Blog
 
<<
เมษายน 2562
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
11 เมษายน 2562
 
All Blogs
 

จุมพิตรัตติกาล My Sweet Vampire บทที่ 8 (Yuri)


 
เกวลินรีบลงไปชั้นล่างของบ้าน เห็นปู่กำลังคุยโทรศัพท์ ขณะที่ย่ากับพี่ชายนั่งดูโทรทัศน์ จึงก้าวไปนั่งโซฟาเดี่ยวที่ว่างอยู่
“ขอบใจนะที่โทรมาบอก” ปู่กล่าวกับคนในสาย ก่อนกดวางสายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หันมาสั่งสมาชิกทั้งสามเสียงเข้ม ประหนึ่งกำลังอยู่ในช่วงศึกสงคราม “รีบล็อกประตูกับหน้าต่างให้สนิท พวกนั้นอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้แล้ว”
ไม่ต้องพูดว่า ‘พวกนั้น’ คืออะไร ทุกคนต่างรู้กันดี
“คะ ครับ” ดิเรกรับคำเสียงสั่นๆ ทะลึ่งพรวดลุกขึ้นอย่างเร็ว   
“ค่ะปู่” เกวลินรับคำนิ่งๆ ไม่ตื่นเต้นกระวนกระวายใจมากนัก ดูเหมือนว่า ‘เพื่อนใหม่’ จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้   
หวังว่าไอคงไม่เป็นอะไรนะ
อดเป็นห่วงความปลอดภัยของหล่อนไม่ได้ ทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งเท่านั้น
นี่ฉันต้องเพี้ยนไปแน่ๆ ถึงได้เป็นห่วงผีดูดเลือด
เธอนึกอยากเขกหัวตัวเอง เพื่อให้สติกลับเป็นปกติ เคยอ่านเจอว่า พวกแวมไพร์มีฟีโรโมนสูงมาก สามารถกระตุ้นให้มนุษย์เพศตรงข้ามหลงเสน่ห์ได้อย่างง่ายดาย
...เพียงแต่ไม่เคยรู้ว่า มันจะมีผลกับเพศเดียวกันด้วยหรือเปล่า?
เป็นไปไม่ได้หรอก ฉันไม่มีทางหลงเสน่ห์แวมไพร์แน่ บ้า!           
“คุณพระ! มันมาแถวนี้แล้วเหรอเนี่ย” ลิเลียนบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง แต่ไม่ได้ตื่นกลัวแต่อย่างใด หากต้องสู้กับพวกมันจริงๆ เธอก็พร้อมจะแสดงฝีมือแม่เสือร้ายที่ซ่อนเอาไว้เนิ่นนานออกมา ให้สมกับที่เป็นศรีภรรยาของอดีตวีรบุรุษนักล่า
“เดี๋ยวค่อยคุยนะ ไปห้องใต้ดินกับผมหน่อย” ดอนบอกกับภรรยา ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาตกอกตกใจ...ต้องเตรียมพร้อมแข่งกับเวลา  
“เอาอาวุธ?” ลิเลียนกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจของสามีออกมา   
“ใช่” ชายอาวุโสผงกศีรษะ ก่อนหันไปเร่งหลานทั้งสองที่กำลังปิดหน้าต่างกับประตูรอบบ้าน “ดิเรก ลินเร็วเข้า”
“เกือบแล้วค่ะปู่”
เกวลินสาละวนกับการดึงหน้าต่างไม้ที่ค่อนข้างฝืดเข้ามา แต่มันไม่ยอมขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ทั้งที่เธอก็เพิ่งทานมื้อเย็นอิ่ม   
เฮ้ย! จะฝืดไปไหนเนี่ย
บ่นในใจ หลังพยายามดึงหน้าต่างไม้แสนหนักจนมือเจ็บ    
“มาพี่ช่วย” ดิเรกมีพละกำลังมากกว่าบอก หลังไล่ปิดหน้าต่างบานอื่นไปจนถึงบานของน้องสาวเป็นบานสุดท้าย ช่วยดึงจนปิดได้สำเร็จ
“ฮู่ม...”
เสียงคำรามประหนึ่งฟ้าผ่าของสัตว์ทดลองดังแว่วมา
“เฮ้ย!” พี่ชายสะดุ้งเฮือกผวาแทบเข่าอ่อน
หลังออกภาคสนามวันก่อนแค่เพียงครั้งเดียว เขาก็เข็ดหลาบ ไม่คิดเสนอหน้าไปร่วมงานกับกลุ่มภากรอีก โดยให้เหตุผลว่า ยังต้องเรียนรู้และฝึกฝนอีกมาก
...ซึ่งแน่นอนว่าเขาพูดจริง และตั้งใจจะทำจริง
ทว่าภากรกับพวกเพื่อนหัวเราะเยาะและถากถางหลายคำว่า เขาขี้ขลาดตาขาว ซึ่งดิเรกก้มหน้ายอมรับโดยดี  
แต่เขาไม่คิดเอาชีวิตน้อยๆ ไปทิ้ง แลกกับคำชื่นชมยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแบบบรรพบุรุษ ยังไม่อยากรีบไปพบหน้าพ่อกับแม่เร็วเกินไป เริ่มซาบซึ้งกับเจตนาของปู่กับย่าแล้วว่า หวังดีต่อเขากับน้องจริงๆ    
ใครจะว่าผมขี้ขลาดยังไงก็ได้ แต่ผมจะไม่ยอมตายง่ายๆ แบบไร้ค่าเด็ดขาด
เขาสาบานกับตัวเองไว้ว่า ‘บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ’ ไม่ว่าจะกี่สิบปีก็ต้องแก้แค้นพวกปีศาจร้ายให้ได้
เสียงของพวกมันเหรอเนี่ย...น่าขนลุกชะมัด
เกวลินขวัญเสียไม่น้อยกว่าพี่ชายนัก หลังได้ยินเสียงของสัตว์กลายพันธุ์ ไม่แน่ใจว่าอยู่ห่างจากบ้านของตนแค่ไหน ได้แต่หวังว่ามันจะไม่มาแถวนี้
ดอนกับลิเลียนกลับมาพร้อมกับอาวุธหลายชิ้น แล้ววางกองบนโต๊ะรับแขก เป็นพวกหน้าไม้หลายขนาด ปืนยาว กริช และดาบอย่างละหลายเล่ม  
“พวกมันอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล” ชายผู้เจนสนามรบคาดคะเนขึ้น แล้วคาดเดาต่อ “แต่ส่งเสียงขู่แบบนี้ พวกมันน่าจะกำลังปะทะกับศัตรู ไม่พวกฮันเตอร์ ก็พวกตำรวจ”
หลังมีการตายปริศนาหลายศพ ทางการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ส่งสายตรวจลาดตระเวนรอบเมืองบ่อยขึ้น หวังจับคนร้ายมาลงโทษ แต่ดอนเชื่อว่า ตำรวจคงทำอะไรพวกมันไม่ได้ และมีโอกาสเป็นอาหารอันโอชะของพวกมันมากกว่า  
เขาไม่อยากให้กลุ่มฮันเตอร์ปะทะกับสัตว์ร้ายนัก ประเมินว่าฝ่ายคนค่อนข้างเสียเปรียบ แถมยังไม่รู้วิธีกำจัดพวกมัน แต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุย ซึ่งดีกว่ารอความตายเฉยๆ
ตามสโลแกนที่ว่า...ถ้ามีมัน ก็ต้องไม่มีเรา
หวังว่าจะไม่มีใครติดเชื้อเพิ่มหรอกนะ ไม่งั้นสนุกแน่
ชายสูงวัยพยายามมองโลกในทางบวกสุดๆ   
“แถบนี้ฮันเตอร์มีแค่บ้านเรา” ลิเลียนเปรยขึ้นอย่างกังวล เธอเป็นอดีตคิลเลอร์ฝีมือดี จึงไม่ได้ขี้ขลาดรักตัวกลัวตาย แต่เป็นห่วงหลานสองคนมากกว่า
“ถ้ามันอยากรนมาหาที่ตาย เราก็เล่นงานมันก่อน ง่ายจะตายไป” คนเป็นสามีพูดติดตลก “ถึงจะแก่ แต่ก็ยังเตะปี๊บดังนะโว้ย”
ไม่มีใครรู้ว่า แท้จริงเขาเตะปี๊บไหวหรือไม่...นอกจากศรีภรรยา
กล้าพูดอีก...ไม่อายหลานบ้างหรือไง
สาวสูงวัยค้อนน้อยๆ อย่างหมั่นไส้
“ให้มันจริงเถอะ”
“อย่าท้านะ” ดอนจ้องหน้าคู่ชีวิต ยิ้มเจ้าเล่ห์ โน้มหน้าไปกระซิบข้างหูอีกฝ่าย “จัดการพวกมันเสร็จ คุณจะมาทดสอบดูก็ได้นะ ผมพร้อมเสมอ...กี่ยกดี?” พูดจบเขาก็หลิ่วตาให้ภรรยา
อ๊าย!
ลิเลียนหน้าแดงก่ำ เข้าใจความหมายที่เขาสื่อออกมา แม้จะอยู่ด้วยกันมานาน แต่ก็ยังอดเขินไม่ได้
“ทะลึ่ง!”
สามีหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี ส่วนภรรยายิ้มบางๆ สายตาของทั้งคู่สื่อถึงความรักและความเข้าใจลึกซึ้ง ในแบบที่คู่รักอื่นยากจะเข้าถึง
หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ ยังมีอารมณ์จีบกันอีก จิตใจเข้มแข็งชะมัด...น่านับถือจริงๆ
เกวลินนึกขำกับคำเกี้ยวพาราสีแบบหนุ่มสาวของรุ่นใหญ่ ชื่นชมปู่กับย่าที่รับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดได้เป็นอย่างดีเกินคาด เธอชอบวิธีมองโลกในแง่บวกของผู้ใหญ่ทั้งสอง ที่มีอารมณ์ขันกับทุกเรื่อง ทำให้มีกำลังใจเข้มแข็งเพื่อเดินหน้าต่อไป ไม่หวั่นกลัวกับความล้มเหลว และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตัวเองอีกด้วย
ในใจหญิงสาวแอบหวังว่า สักวันเธอจะเจอกับคนรัก ที่เข้าอกเข้าใจแบบเดียวกับปู่ย่าบ้าง ซึ่งความหวังนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แค่หาคนดีก็ว่ายากแล้ว คนรู้ใจยิ่งยากขึ้นไปอีก ยากเสียยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ที่มีโอกาสถูกเพียง 0.0001% หรือหนึ่งในล้านเสียอีก
แต่ทั้งๆ ที่โอกาสถูกหวยต่ำเตี้ยจนแทบเป็นไปไม่ได้ ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะได้เงินรางวัลก้อนโตนั้นทุกงวด   
ฉันจะหาคนรักแบบปู่ได้ที่ไหนล่ะเนี่ย เฮ้อ!
เธอฝืนยิ้มปลอบใจตัวเอง เชื่อว่าตนคงไม่โชคดีแบบสองผู้อาวุโส 
ผิดกับดิเรกที่ส่ายหน้าอย่างเซ็งๆ ประหนึ่งว่า สองผู้เฒ่ากำลังคุยเรื่องไร้สาระอย่างที่สุด
หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ ปู่กับย่ายังจะมาจู๋จี๋กันอยู่ได้ คืนนี้ฉันจะรอดไหมเนี่ย
“โอ๊ย!” ดอนร้องลั่น เมื่อโดนภรรยาหยิกที่หลังมือ หลังพยายามจะกอดเอวอีกคน  
“เลิกเล่นได้แล้ว จริงจังหน่อยสิ” ลิเลียนเอ็ด
ดุจริงๆ เมียใครฟ่ะ
 ชายสูงวัยกระแอมเบาๆ ทำหน้าจริงจัง
“ลินกับดิเรกเลือกเอาว่าจะใช้อะไร” ดอนถาม “แต่ปู่ไม่แนะนำให้ใช้ปืนยาว ยกเว้นจวนตัวจริงๆ”  
เขาไม่อยากให้เพื่อนบ้านแตกตื่น โผล่หน้ามาสอดรู้สอดเห็นตามประสาไทยมุง และอาจโดนลูกหลงไปด้วย นั่นจะทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม...จนเกินจะควบคุมไว้ได้
ฉันไม่อยากให้คนบริสุทธิ์ต้องกลายไปเป็นพวกมัน
“ค่ะ” / “ครับ” หลานทั้งสองพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ดิเรกเลือกหน้าไม้ขนาดใหญ่ กับดาบยาวเล่มหนึ่ง  
ส่วนเกวลินหยิบหน้าไม้ขนาดกลางที่เหมาะมือผู้หญิง ซึ่งเธอเคยหยิบแอบซ้อมบ่อยๆ แต่ไม่ทันจะคว้าดาบสั้น ก็ได้ยินเสียงของลิเลียนดังขัดขึ้น
“อันนี้ย่าให้ลิน เป็นดาบของแม่เราน่ะ”
หญิงสาวหันไปมองดาบสั้นที่หญิงสูงวัยยื่นออกมาให้ตรงหน้า จึงยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณ
“ขอบคุณค่ะ”
เธอหยิบดาบมาพิจารณาอย่างละเอียด ฝักดาบสีขาวนวลทำด้วยงาช้าง มีเพชรสีแดงเม็ดใหญ่ติดโดดเด่น รอบเพชรประดับด้วยพลอยหลากสีหลายเม็ดเป็นรูปข้าวหลามตัด น้ำหนักกำลังดีไม่หนักเกินไป
“ขอบคุณค่ะ เป็นดาบที่สวยมาก” เกวลินพึมพำชื่นชม ด้วยเคยเห็นอาวุธที่ร้านขายของเก่ามาจำนวนไม่น้อย แต่ไม่เคยเห็นอะไรที่สวยถูกใจแบบนี้มาก่อน
“ไม่ใช่แค่สวยหรอกนะ มันคมมากด้วย เป็นดาบปราบปีศาจที่หายากมาก ออกแรงนิดเดียวรับรองทะลุอก” ดอนพูดเสริม เคยเห็นพิษสงของมันมาแล้วต่อหน้าต่อตา จึงเลือกให้ชิ้นนี้กับหลานสาวไว้ป้องกันตัว
“เหรอคะ”
เกวลินชักดาบออกจากฝักมาชื่นชม แล้วต้องอ้าปากค้าง หลังเห็นลายสลักบนดาบนั้น  
ว้าว! สวยจริงๆ
หลังเพ่งมองเห็นอักษรโบราณที่เธอจนปัญญาจะอ่าน จึงเงยหน้าขึ้นเหมือนจะถามสองผู้รู้
“เป็นภาษาเก่าน่ะ ย่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอ่านว่าอะไร หรือแปลว่าอะไร” ผู้เป็นย่าบอกตรงๆ
ลูกสะใภ้ตอนมีชีวิตเคยเล่าให้เธอฟังว่า ดาบสั้นเล่มนี้เป็นมรดกที่ตกทอดกันมาหลายต่อหลายรุ่น จึงไม่รู้ที่มาชัดเจน รู้แต่เพียงว่ามันกำจัดผีดิบจำนวนไม่น้อยนับเป็นอาวุธหายากระดับตำนาน หากพวกฮันเตอร์เห็นต้องจ้องตาเป็นมัน อยากได้ไปครอบครองน้ำลายไหล
“เก็บไว้อย่าให้ห่างตัวนะลูก มันเป็นของสำคัญมาก” ปู่กล่าวย้ำ หากไม่ใช่เวลาจวนตัว เขาคงไม่มอบสิ่งสำคัญนี้ให้    
“ค่ะ หนูจะรักษาอย่างดี” หญิงสาวพูดย้ำหนักแน่น ใบหน้าสวยคมยิ้มกว้างยินดีจนปากฉีกแทบถึงหู   
เธอจำแม่ไม่ค่อยได้ เห็นเพียงรูปถ่ายไม่กี่สิบใบในอัลบั้มเท่านั้น แม่เป็นผู้หญิงที่สวยและดูใจดีมาก เคยได้ยินย่าเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่าแม่เก่งมาก เก่งกว่าพ่อซะอีก ยิ่งทำให้เกวลินรักแม่มากขึ้นไปอีก   
ฉันอยากสวยและเก่งได้สักครึ่งนึงของแม่จัง
ขณะที่น้องสาวกำลังชื่นชมของดูต่างหน้ามารดา ดิเรกก็อดอิจฉานิดๆ ไม่ได้ ที่เขาไม่ได้อะไรสักอย่าง
ไม่มีของผมบ้างเหรอ ผมก็อยากได้เหมือนกันนะ
เขาอยากพูดแบบนั้น แต่อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ จึงไม่กล้าเอ่ยปาก
ดอนเหมือนอ่านใจหลานชายได้ จึงหยิบของอย่างหนึ่งส่งให้ดิเรก
“นี่เป็นของปู่ของปู่อีกที เก็บไว้ให้ดีนะ”
“ขอบคุณครับ”
ชายหนุ่มแสดงความดีใจออกนอกหน้า รับถุงผ้าสักหลาดสีแดงเหมือนที่ได้จากร้านขายทอง รีบเปิดถุงเพื่อดูสิ่งที่อยู่ในนั้น กระตือรือร้นอยากรู้ว่าตนจะได้อะไร เพ่งมองวัตถุสีดำ ผิวเป็นมันเงา เขากระพริบตาอย่างงงๆ สงสัยว่ามันคืออะไร และมีเอาไว้ทำอะไร
ก้อนหิน?
“เป็นหินนำโชคน่ะ” ย่าเฉลยข้อสงสัยของดิเรก “พกติดตัวไว้แล้วจะปลอดภัย”
“จริงเหรอครับ?” เขาทำท่าไม่เชื่อนักว่า มันศักดิ์สิทธิ์ ดูยังไงก็แค่ก้อนหินธรรมดา หยิบมันขึ้นส่องแสงไฟ แต่ไม่เห็นอะไรนอกจากความวาวที่สะท้อนแสงตามเหลี่ยมมุม อยากเอาแว่นขยายมาส่อง เผื่อว่ามันจะดูดีมีราคาขึ้นบ้าง...แต่เกรงใจคนให้    
ดูยังไงก็แค่หิน ให้ฟรีก็คงไม่มีคนอยากได้...กระจอกชะมัด
ดิเรกทำหน้าเศร้า ผิดหวังที่ตนได้ของไร้ค่า เทียบกับดาบสั้นของน้องสาวไม่ได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยว แต่สงบปากสงบคำไว้
ปู่ย่าลำเอียงมาก
ผู้ใหญ่ทั้งสองมองเห็นอากัปกิริยาของเขาแต่ไม่พูดอะไร ไม่อยากขยายความ แต่ต้องการให้ดิเรกใช้ปัญญาขบคิดหาคำตอบเอาเอง โดยหวังว่าชายหนุ่มจะเข้าใจในไม่ช้า
ถ้าคิดไม่ออก ก็โง่ตามเดิมไปแล้วกัน
ดอนถอนใจเบาๆ
คุณสมบัติเครื่องรางของขลังที่ดี คือคุ้มครองให้เจ้าของปลอดภัยเป็นอันดับแรก เรื่องโชคลาภสำคัญเป็นอันดับสอง เสน่ห์เมตตามหานิยมหรือด้านอื่น ก็ดีเป็นอันดับรองลงไป
ทว่าคนยุคปัจจุบันจะเลือกสวนทางจากคนสมัยก่อน นำมาพกติดตัว เพราะรูปร่างสวยหรือถูกใจ หาได้รู้ถึงสรรพคุณแท้จริงของเครื่องรางที่ตนพกไม่ จึงไม่แปลกที่ชีวิตจะพานพบความผิดหวังมากกว่าสมหวัง   
แต่ความจริงแล้ว เครื่องรางจะดีแค่ไหน ก็มีติดไว้ให้อุ่นใจ ยังไงเสียก็ต้องพึ่งตนเองเป็นหลัก การฝากชีวิตไว้กับอย่างอื่น นอกจากตัวเอง คือความเสี่ยงที่ไม่ควรกระทำอย่างที่สุด
“อ๊าก...”
เสียงสัตว์ร้ายกรีดร้องโหยหวนดังแว่วมาแต่ไกล เหมือนมันกำลังเจ็บปวด
ฝีมือใคร?
สองสามีภรรยาหันสบตากันอย่างสงสัยว่า ใครสามารถทำร้ายสัตว์ร้ายพวกนั้นได้ ซึ่งไม่น่าใช่พวกตำรวจ กระสุนปืนธรรมดาอาจเรียกเลือดจากมันได้บ้าง แต่ไม่อาจทำให้พวกมันตาย ดีไม่ดีพวกมันจะคลั่งหนักกว่าเดิมเสียอีก  
“สงสัยจะฝีมืออาแซมกับพวกเรา” ดิเรกกล่าวโพล่งออกมาอย่างร่าเริง  
แต่ไม่ว่าจะเป็นฝีมือใคร เขาก็ดีใจทั้งสิ้น ขอแค่ให้สัตว์ร้ายหมดไปจากพัทยาก็พอ
แบบนี้ก็มีโอกาสรอดแล้วเรา โชคดีสุดๆ  
คิดแบบโล่งอกหายใจทั่วท้องกว่าเดิม 
“ก็เป็นไปได้” ดอนพยักหน้าเห็นพ้องหลังคิดตาม ทีมของแซมเป็นทีมฝีมือดีที่สุดของกลุ่มนักล่า ต้องขอบคุณการสั่งสอนอย่างเข้มงวดของออสวีน    
หากลูกชายฉันยังอยู่ ก็คงจะดีไม่น้อย
ทุกครั้งที่เขาเห็นแซมก็อดสะท้อนใจไม่ได้ นึกอยากให้ลูกชายคนเดียวยังมีชีวิตอยู่เหลือเกิน    
ความหวังของดอนเป็นแค่ฝันกลางวัน ที่ไม่มีทางเป็นไปได้ คนตายไม่อาจฟื้นคืนชีพ แต่หากลูกชายฟื้นขึ้นมาจริง นั่นก็ไม่ใช่ลูกชายของเขา ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะกล้าลงมือกำจัด ‘ลูกชาย’ ได้หรือไม่    
ขณะที่สามคนในครอบครัวโล่งใจ และคาดเดาว่า สัตว์กลายพันธุ์ได้รับบาดเจ็บจากฝีมือสมาชิกกลุ่มนักล่ากริช
เกวลินนิ่งเงียบ ไม่เห็นพ้องด้วย หวนคิดไปถึงเพื่อนใหม่ที่บอกว่าจะไปหาพวกนั้น จึงได้แต่ส่งใจไปช่วยหล่อน
น่าจะเป็นฝีมือไอ...หวังว่าจะไม่ได้รับบาดเจ็บ
OoXoO




 

Create Date : 11 เมษายน 2562
0 comments
Last Update : 11 เมษายน 2562 19:53:37 น.
Counter : 112 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


นิ้วนาง-เดียนา
Location :
พิษณุโลก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




งานเขียนทั้งหมดใน blog นี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ พ.ศ.2537 ห้ามนำไปพิมพ์ เผยแพร่ หรือลอกไปกระทำการใดๆ ก็ตาม หากผู้ใดกระทำการผิด เจ้าของ blog จะเอาผิดท่านตามกฏหมาย ได้ทุกกรณี


Friends' blogs
[Add นิ้วนาง-เดียนา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.