ขอต้อนรับสู่โลกของนิยายยูริ เรื่องจากประสบการณ์ และทำนายดวงชะตา โดย นิ้วนาง-เดียนา-ลำดวนพยากรณ์
Group Blog
 
<<
เมษายน 2562
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
9 เมษายน 2562
 
All Blogs
 

จุมพิตรัตติกาล My Sweet Vampire บทที่ 7 (Yuri)


 
ทมิฬ
คนใจทรามชมชอบทำลายล้าง
เที่ยวเบ่งกร่างอวดอ้างบาตรใหญ่
ทำฉิบหายวายวอดไม่ใส่ใจ
ผิดโทษใครคนอื่น...ยกเว้นมัน
 
ภายในห้องทดลองลับของกลุ่มไครอน มีหลอดแก้วใสขนาดใหญ่ใส่ร่างที่คล้ายมนุษย์หลอดละตัว ตั้งอยู่จำนวนหลายหลอด รูปร่างคล้ายมนุษย์หลับตาสนิท ผิวหนังตะปุ่มตะป่ำตามแขนและใบหน้า มีสี่เขี้ยวยาวยื่นออกมาจากปาก เล็บมือยาวแหลมเหมือนกรงเล็บสัตว์
...พวกมันยังไม่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์  
ทุกหลอดแก้วมีสายเชื่อมต่อไปยังคอมพิวเตอร์หลัก เพื่อบันทึกข้อมูลรายละเอียดของสัตว์กลายพันธุ์แต่ละตัว ซึ่งมีเรื่องปลีกย่อยต่างกันไป...หนึ่งในหลอดแก้วที่ตั้งอยู่ว่างเปล่า    
เสียงประตูอัตโนมัติเปิด พร้อมการปรากฏตัวของใครคนหนึ่ง
“หาเบอร์ ๓๗ ได้หรือยัง?” เสียงต่ำๆ ของบอสใหญ่ถามขึ้น แทบจะทันทีที่ก้าวเข้าไปเจอกับผู้รับผิดชอบห้องปฏิบัติการ
“ยังครับ” เตวิชหัวหน้าห้องแล็บวัยห้าสิบปลายๆ ตอบอย่างนอบน้อม ละมือจากการคีย์คำสั่งทันที รู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นพวกเจ้าอารมณ์จึงไม่อยากทำให้หงุดหงิด   
“ทำไมถึงช้านัก?”
“มันฉลาดมาก แถมประสาทสัมผัสไวอีกด้วย พอคนของเราเข้าไปใกล้ มันก็รู้ตัวแล้วหนีไปก่อนทุกทีครับ”
ก็แค่อสุรกาย จะฉลาดสักแค่ไหนเชียว  
มาร์คหนุ่มหล่อวัยสามสิบเศษส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ มองว่าคนของเตวิชไร้ความสามารถมากกว่า
“ฉันควรจะดีใจใช่ไหม ที่เบอร์ ๓๗ มีคุณสมบัติเกือบเท่ากับผีดูดเลือดจริงๆ แปลว่าการทดลองมนุษย์อมตะใกล้จะสำเร็จแล้วสิ” กล่าวกึ่งประชด ปรายหางตามองลูกน้องด้วยสายตาเย็นชา    
“เอ่อ…” คนอายุมากกว่าพูดไม่ออก เหงื่อซึมหน้าผาก
อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนี้สิ 
ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากอย่างหงุดหงิด ที่ได้คำตอบไม่ถูกใจ
“มันจะมีชีวิตอยู่ข้างนอกได้นานแค่ไหน?”
“น่าจะอยู่ได้นานกว่าตัวอื่นครับ” ด็อกเตอร์ตอบอย่างไม่มั่นใจนัก
หืม?
บอสใหญ่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย สัตว์กลายพันธุ์ที่สร้างขึ้นส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ข้างนอกได้ประมาณหนึ่งเดือน ก็จะกลายสภาพเป็นศพ มันจะฆ่าสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่ขวางหน้า
ข้อดีคือพวกมันมีพละกำลังมหาศาล มากกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า แต่ข้อเสียคือ เตวิชยังไม่รู้วิธีบังคับ หรือควบคุมสัตว์กลายพันธุ์เลย จึงทำให้ชายหนุ่มไม่ถึงกับพึงพอใจนัก           
“ทำไมล่ะ?”
“หลังเบอร์ ๓๗ หนีออกไปได้ไม่กี่วัน มันก็เริ่มหาอาหารด้วยการดูดเลือดคนครับ” อีกฝ่ายรายงานเสียงเรียบราบ
ว้าว!
มาร์คเบิกตาโตเป็นประกาย ไม่คาดคิดว่า ปีศาจร้ายของตนจะโหดเหี้ยมเกินคาด ผุดยิ้มอย่างยินดี
“แล้วมันทำอะไรได้อีก?”  
“นอกจากฆ่าคน คนที่ถูกมันกัดหรือข่วนจะติดเชื้อ ไม่กี่วันก็จะกลายเป็นแบบเดียวกับมันครับ แต่จะเหมือนเบอร์ ๓๗ แค่ไหน คงต้องจับมาตรวจสอบอีกครั้ง”
“มายก็อด...” นายใหญ่ของกลุ่มไครอนหลุดอุทานออกมา “นี่มันดึงจุดเด่นของผีดูดเลือดมาทั้งนั้นเลยนี่”
“ใช่ครับ” เตวิชรับคำเสียงต่ำ “แล้วบอสอยากให้จับตัวมันกลับมารึเปล่าครับ?”
ชายหนุ่มรีบยกมือห้าม นึกอยากชมความสนุกแบบโหดๆ ต่อไป   
“ไม่ต้อง ปล่อยมันไว้ข้างนอกอีกสักพัก คอยติดตามพฤติกรรมของมันไปเรื่อยๆ ฉันอยากรู้ว่า มันจะทำอะไรต่อ” 
จะเอาแบบนั้นรึ?
อีกฝ่ายทำหน้างง ก่อนรับคำอย่างว่าง่าย
“ครับ”
“แล้วมันปะทะกลุ่มฮันเตอร์ในเมืองบ้างรึเปล่า?”
มาร์คจะส่งพวกสัตว์ร้ายไปหลายแห่งในหลายประเทศ เพื่อล่อให้นักล่าหรือพวกแวมไพร์ปรากฎตัว จากนั้นจับมาศึกษาหรือทดลอง โดยไม่คิดแยแสในเรื่องศีลธรรมหรือจรรยาบรรณทั้งสิ้น เขาให้ค่าสิ่งมีชีวิตอื่นไม่ต่างจากหนูทดลอง โดยอ้างว่าเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และอนาคตของมนุษยชาติ  
“มีครับ ไม่กี่วันก่อน กลุ่มสัตว์กลายพันธุ์ของเราปะทะกับพวกนักล่าแถวโรงงานร้างทางเหนือ มีสองคนไม่ค่อยบาดเจ็บนัก ผมเลยสั่งให้เอาตัวกลับมาด้วย”
“เยี่ยม” นายใหญ่ของกลุ่มไครอนพยักหน้า นัยน์ตาแฝงความชั่วร้าย แสยะยิ้ม “งั้นก็เอามาเป็นหนูทดลองเซรุ่มใหม่ก็แล้วกัน”
“ครับบอส”
“มีอะไรก้าวหน้าก็รายงานมาด้วยล่ะ”
“ได้ครับ”
“ฝากด้วยนะ ฉันจะคุยกับลูกค้า” เขามองมือถือราคาแพงที่มีสายโทรเข้าเป็นสายจากลูกค้ารายใหญ่
ลูกค้าที่มาร์คเอ่ยถึงคือ เหล่าอภิมหาเศรษฐีจากหลายประเทศที่ร่ำรวยล้นฟ้า แต่กลัวตายเสียเต็มประดา จึงสนับสนุนเงินมหาศาลให้กลุ่มไครอนคิดค้นเซรุ่ม เพื่อทำให้พวกเขามีชีวิตยืนยาว
พวกซุปเปอร์ริชเชื่อว่า ‘ขอแค่มีเงินก็สามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง แม้แต่โกงความตาย’ โดยพวกเขาหารู้ไม่ว่า มาร์คใช้เงินที่ได้รับส่วนใหญ่ ไปในการสร้างกองทัพปีศาจ มากกว่าพัฒนายาอายุวัฒนะตามที่ตกลงกันไว้    
ถ้ามีกองทัพในมือ ฉันก็จะครอบครองโลกใบนี้ได้ และไม่ต้องฟังคำสั่งพวกแกอีก...ไอ้พวกเศรษฐีหน้าโง่!  
นายใหญ่ของกลุ่มไครอนเดินออกไป พร้อมคุยโทรศัพท์สำคัญไปด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำชวนฟัง   
“Hello Mr Minister…”  
เตวิชรอจนมาร์คออกพ้นประตู จึงถอนหายใจยาวเหยียดออกมา เดินไปดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อผสมเซรุ่มที่จะใช้สร้างสัตว์ร้ายตัวใหม่
สร้างให้ดุกว่าเดิมอีกนิด คุณมาร์คน่าจะชอบ หึหึ   
    
ยี่สิบปีก่อน เตวิชเป็นนักวิทยาศาสตร์ตกยาก หลังหน่วยงานของรัฐถูกยุบลงเพราะขาดเงินสนับสนุน ต่อมาปู่ของมาร์คซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มไครอนได้ไปเชิญเขาด้วยตนเอง โดยบอกว่าชื่นชมในผลการทดลองของเขามาก และอยากให้มาร่วมงานด้วย
หัวหน้าห้องแล็บในวัยหนุ่มไม่มีทางเลือกมากนัก จึงยอมรับเงินก้อนโต เขามีส่วนช่วยพัฒนาเซรุ่มผีดูดเลือดอย่างมาก ต่อมาผู้ก่อตั้งกลุ่มไครอนเสีย พ่อของมาร์คขึ้นรับช่วงต่อ แต่เพียงไม่นานก็จากไป และส่งไม้มาให้มาร์คขึ้นบริหารเมื่อไม่กี่ปีก่อน  
ถึงเจ้านายจะเปลี่ยนคนไป แต่เตวิชก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานของตน เขาเชื่อว่า อีกไม่นานความฝันที่จะทำให้คนเป็นมนุษย์อมตะจะกลายเป็นความจริง   
หากทำได้สำเร็จ เตวิชเชื่อมั่นว่า เขาจะได้รับการยอมรับในฐานะอัจฉริยะ เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าทุกคน รวมทั้งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ซึ่งเป็นไอดอลของเขาด้วย
ถึงเวลานั้น ทุกคนจะต้องทึ่งในตัวฉัน และฉันจะถูกบันทึกเป็นตำนานในประวัติศาสตร์
 
เกือบทุกครั้งที่เกวลินกลัดกลุ้มใจ หรือคิดอะไรไม่ออกจะชอบอยู่คนเดียวตามลำพัง นั่งเล่นชมดาวชมจันทร์บนดาดฟ้าของบ้าน ซึ่งมีเก้าอี้ไม้ยาวตั้งใกล้ๆ กับระเบียงเหล็ก สายตาคู่คมเหม่อมองแสงไฟที่สาดส่องมาจากตัวเมืองซึ่งห่างออกไปพอสมควร  
เธอวิตกไม่น้อย หลังรู้สถานการณ์ปัจจุบันที่ดูเหมือนปกติ แต่แท้จริงเต็มไปด้วยภยันตรายจากเหล่าปีศาจร้าย ที่ไล่ฆ่าคนเป็นผักปลาในยามค่ำคืน  
แค่ดูดเลือดเป็นอาหารไม่พอ ยังทำให้เป็นปีศาจด้วย ต้องเป็นคนโรคจิตมากแน่ๆ ถึงสร้างสิ่งชั่วร้ายแบบนี้ขึ้นมาได้
ในใจด่าทอกลุ่มไครอน     
“พัทยาก็ไม่ใช่เล็กๆ พวกมันไปซ่อนตัวที่ไหนกัน?” หญิงสาวติดนิสัยชอบพูดพึมพำกับตัวเอง
“พวกไหน?” เสียงผู้หญิงถามขึ้น      
“พวกปีศาจสัตว์กลายพันธุ์น่ะ” เกวลินเผลอตอบอย่างใจลอย
“ทางเหนือของเมือง ห่างจากตรงนี้ไปสักยี่สิบกิโลฯ” เสียงหวานเสียงเดิมเฉลย
“จริงอ่ะ”
เกวลินทำท่าดีใจอย่างลืมตัว แล้วนึกฉงนว่าเสียงใคร
ใครพูดกับฉัน?
สาวหน้าคมหันขวับไปมองข้างหลัง เห็นใบหน้าผู้หญิงสวยชุดดำที่เจอหลายวันก่อน ทว่าวันนี้ไม่สวมฮู้ดสีดำ เผยให้เห็นใบหน้าที่ซ่อนไว้ชัดๆ เป็นครั้งแรก ผงะเกือบตกเก้าอี้ไม้ 
เฮ้ย!
หลายวินาทีต่อมา จึงหาเสียงเจอ หลุดถามออกไปเป็นภาษาไทย
“ขึ้นมาได้ยังไง?”
“ปีนขึ้นมา” อารียาตอบหน้าตาเฉย
โหย! พูดภาษาไทยได้ด้วย พูดชัดกว่าพวกเรียกตัวเองว่าคนไทยเสียอีก
คนฟังแอบตกใจ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจสิ่งที่ตนพูด
“ละ แล้ว ต้องการอะไร?” เธอถามเสียงสั่นๆ หลังนึกขึ้นมาได้ว่า อีกฝ่ายไม่ใช่คนแต่เป็นผีดูดเลือด จึงลุ้นระทึกกับคำตอบ พร้อมจะใช้ลิ่มไม้แหลมที่คาดติดกับต้นขา ตามที่ปู่กับย่าเตือนเอาไว้      
อย่าตอบนะว่า ปีนขึ้นมาเพื่อกินฉัน ฉันไม่ได้อร่อยขนาดนั้น
แวมไพร์สาวก้าวไปยังรั้วเหล็ก แล้วยืนเท้าแขนด้วยท่าทีสบายๆ สายตาเหม่อมองไปยังแสงไฟในตัวเมือง ใบหน้าสวยหวานราวรูปปั้น ผมสีทองที่ยาวเกือบกลางหลังปลิวไสวตามกระแสลม ดูประหนึ่งเป็นนางฟ้านางสวรรค์มากกว่าปีศาจร้าย
“มานั่งเล่น วิวบนนี้สวยดีนะ” เสียงตอบราบเรียบไร้อารมณ์
แล้วทำไมต้องเป็นบ้านฉัน ไปบ้านคนอื่นก็ได้ สวยเหมือนๆ กันนั่นแหละ
สาวหน้าคมตอบในใจ หวาดกลัวจับใจเหมือนเลือดในตัวจับเป็นก้อนแข็ง จนไม่กล้าขยับตัว ได้แต่นั่งอยู่ตามเดิม สายตาจ้องร่างบอบบางของอีกฝ่ายที่ยืนห่างไปหลายช่วงตัวอย่างระแวดระวัง  
แต่หากอีกฝ่ายอยากกัดคอตนจริงๆ ระยะห่างแค่นี้ยังไงก็หนีไม่รอด ความแคล่วคล่องว่องไวเทียบกันไม่ได้
...ประมาณเสือกับหอยทาก    
จะทำยังไงดี?
ก่อนที่หญิงสาวจะคิดหาทางหนีทีไล่ อีกฝ่ายก็ถามขึ้น
“ชื่อเกวลิน?”
สาวมนุษย์กระพริบตาถี่ๆ อย่างงงๆ     
“อือ…” ขานรับเสียงต่ำในลำคอ ยังไม่เข้าใจว่า ผีดูดเลือดถามชื่อตนไปเพื่ออะไร กลั้นใจข่มความกลัวเอาไว้เต็มที่
คงไม่ใช่ธรรมเนียม ถามชื่อก่อนกินเลือดตามมารยาทหรอกนะ
แต่สับสนไม่กี่วินาที สาวสวยก็พูดต่อ โดยไม่ได้หันกลับมามองคู่สนทนา
“คราวก่อนเธอแนะนำตัวเอง”
จะจำแม่นไปไหม?
สาวหน้าคมกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ  
“ชะ ใช่...”
“ฉันชื่อ...อารียา” แวมไพร์สาวแนะนำตัวบ้าง
“อารียา” คนฟังเอ่ยทวน รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก แต่มั่นใจว่าไม่ใช่ชื่อของคนไทยแน่ ก็หล่อนหน้าตาฝรั่งชัดๆ “อารียาแปลว่าอะไร?”
แวมไพร์สาวหมุนตัวมามองเธอ ด้วยสายตาแปลกใจแวบหนึ่ง ก็กลับเป็นนิ่งอ่านยากดังเดิม   
“แปลว่าชนชั้นสูง”
“ชื่อเพราะความหมายดี” เธอพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง ก่อนยิ้มบางๆ ออกมา “ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
หล่อนนิ่งไปชั่วอึดใจ  
“เช่นกัน”
เกวลินสบสายตากับนัยน์ตาคู่สีฟ้าสวยตรงหน้าที่ดูเปลี่ยนไป ไม่นิ่งเฉยเย็นชา ทว่าดูอบอุ่นอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก ยามนี้เหมือนเวลารอบตัวหยุดนิ่ง
...มีแค่เราสองอยู่ใต้แสงจันทร์
ทำไมฉันรู้สึกเหมือนเคยเห็น ไม่สิ...เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อน   
มนุษย์สาวรู้สึกคุ้นเคย ซึ่งไม่รู้ว่า ความคิดประหลาดนี้ผุดมาจากไหน ก่อนสะบัดหน้าทิ้งความคิดฟุ้งซ่านไป เธอไม่มีทางรู้จักกับหล่อนมาก่อนแน่ๆ อย่างน้อยก็ในชาตินี้
ส่วนเรื่องอดีตชาติมีจริงหรือไม่นั้น เธอเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ไม่ได้คิดลบหลู่   
“เราเคยเจอกันมาก่อนใช่ไหม?” หลุดปากโพล่งออกไป  
หล่อนจ้องหน้าเธอนิ่งๆ   
สาวหน้าคมยกมือขึ้นเกาต้นคอแบบเขินๆ แล้วอธิบายต่อ
“หมายถึงเจอก่อนหน้าที่เจอวันก่อนน่ะ”
แวมไพร์สาวเบนสายตามองออกไปยังตัวเมือง แล้วย้อนถาม
“ถามทำไม?”
“ฉันคุ้นหน้าเธอน่ะ เหมือนเคยเจอ แต่นึกไม่ออก” เกวลินพูด
“หลายปีก่อนฉันเคยมาแถวนี้” สาวฝรั่งตอบเสียงเรื่อยๆ
หลายปีก่อน
คนฟังจำข้อมูลเอาไว้ แล้วถามต่อ ในใจเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเรื่องของหล่อน
“แสดงว่าเธอไม่ใช่คนที่นี่?”
อารียาปรายหางตามองเธอ แล้วตอบหน้าตาเฉย
“ฉันไม่ใช่คน”
คำตอบนั้นทำให้สาวหน้าคมอึ้งไปหลายวินาที สติสัมปชัญญะจึงกลับเข้าร่าง   
เอ่อ เรื่องนั้นฉันรู้แล้ว จะย้ำทำไม   
“ฉะ ฉันพูดผิดไป ฉันหมายถึงเธอไม่ได้อยู่แถวนี้”
“ฉันมาจากที่อื่น ไกลจากที่นี่มาก” สาวผมทองตอบ เอียงหน้าเพ่งมองไปยังจุดไกลๆ เหมือนเฝ้าสังเกตอะไรบางอย่างอยู่
แสดงว่ามาจากฝั่งยุโรปหรือไม่ก็อเมริกา
สาวหน้าคมนึกเดาจากรูปร่างหน้าตา ก่อนลืมตัวซักต่อ  
“แล้วมาที่นี่ทำไม? ที่นี่มันอันตราย...เธอก็น่าจะรู้”
เกวลินไม่อยากกล่าวตรงๆ ว่า บรรพบุรุษของเราเป็นคู่รักคู่แค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ หากเจอกันที่ไหน ต้องลงไม้ลงมือจนบาดเจ็บหรือล้มตายเสมอ
เธอไม่อยากจะคิดว่า จะเกิดอะไรตามมา หากปู่ย่าหรือพี่ชายมาเห็นหล่อนอยู่บนดาดฟ้าแบบนี้
“ก็รู้” อารียาตอบเสียงเรียบ ใบหน้าสวยขาวซีดนิ่งสงบ โดยไม่มีคำอธิบายอะไรตามมา
หล่อนไม่รู้คำตอบว่าตนมาที่นี่ทำไม? เหมือนมีอะไรค้างคาใจ จึงต้องมาเพื่อค้นหาคำตอบนั้นให้ได้   
...แต่ก็ไม่รู้ว่า จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี 
“อารียา” เกวลินเรียกชื่อสาวผมทอง หลังทั้งคู่เงียบการสนทนาไปหลายนาที
 อีกคนไม่ขานรับ แค่ปรายตาไปมอง
“เธอพอจะรู้เรื่องสัตว์กลายพันธุ์ที่ออกฆ่าคนในเมืองหรือเปล่า?”
“อือ…”
“จริงเหรอ” นัยน์ตาคู่คมเป็นประกายอย่างมีความหวัง อย่างน้อยก็มีข้อมูลของปีศาจที่กำลังอาละวาดอยู่ในพัทยา ไม่อยากให้พวกฮันเตอร์ต้องไปตายเปล่า “เธอรู้อะไร...บอกฉันได้ไหม?”
“เพื่ออะไร?” แวมไพร์สาวย้อนถามเสียงเรียบ
“ฉันไม่อยากให้คนรู้จักต้องไปตาย” หญิงสาวตอบตามที่คิด “ฉันรู้จักพวกเขาหลายคนที่ดีต่อฉัน”
แวมไพร์สาวหมุนตัวกลับหลังหัน ยืนกอดอกเอนตัวพิงราวเหล็ก เผชิญหน้ากับคู่สนทนา แล้วเอ่ยถาม
“ถามมาสิ ถ้ารู้จะตอบ”
สาวหน้าคมทำหน้าผ่อนคลายขึ้น ดีใจที่อีกฝ่ายยอมช่วยง่ายกว่าที่คิด จึงรีบถามคำถามสำคัญออกไปอย่างเร็ว...กลัวอีกฝ่ายเปลี่ยนใจ
“พวกนั้นมีจุดอ่อนไหม?”
“ต้องมีอยู่แล้ว” อารียาตอบเสียงเย็น “พวกมันถูกพัฒนามาจากแวมไพร์ ก็ต้องมีจุดอ่อนแบบเดียวกับแวมไพร์”
แบบเดียวกับแวมไพร์
ไม่ถึงสองวินาที มนุษย์สาวก็ถามต่อ
“แปลว่าพวกมันกลัวแดดกับกระสุนเงิน?”
“ใช่” สาวสวยพยักหน้า “ถ้าให้ดีก็ควรตัดคอ หรือแทงหัวใจด้วย หากตายพวกมันจะไม่กลายเป็นขี้เถ้าแบบผีดิบ แต่จะคืนร่างเป็นคน”
“เพราะดูยากว่ามันตายหรือไม่ตายจริง ถ้าไม่งั้นมันอาจจะลุกมาเล่นงานอีก” เธอพูดต่อตามความเข้าใจของตัวเอง
“อือ” สองมุมปากของอารียายกขึ้นเล็กน้อย เหมือนพึงพอใจกับความเฉลียวฉลาดของผู้หญิงตรงนั้น   
ยิ้ม!...ผีดูดเลือดยิ้มได้ด้วย?
เกวลินประหลาดใจ แล้วจู่ๆ หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะกระทันหัน เหมือน สองแก้มจะเห่อร้อน จึงรีบเฉสายตามองไปทางอื่น
นี่ฉันเป็นอะไรไป?
นึกสงสัยตัวเอง จึงรีบตั้งสติใหม่เพื่อถามเรื่องต่อไป
“อารียา เธอรู้ที่ซ่อนพวกนั้นไหม?”
หล่อนไม่ตอบคำถาม แต่พูดอะไรบางอย่างออกมา
“ไอ”  
“หา?” เกวลินถามอย่างไม่เข้าใจ
“เรียกฉันว่าไอ...สะกดด้วยเอกับไอ”  
สาวหน้าคมพยักหน้า รู้ด้วยว่า AI ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าความรัก
“โอเคไอ พวกมันอยู่ที่ไหน?”
“ตอนนี้หลายตัวป้วนเปี้ยนแถวสวนสาธารณะ ห่างจากตรงนี้ไม่กี่ช่วงถนน เหมือนกำลังหาอาหาร”
“หา! มาใกล้ขนาดนี้เชียว” หัวใจของเกวลินร่วงลงไปกองกับพื้น หน้าซีดขาว แสดงความหวาดผวาออกมา “แล้วจะทำยังไงดี?”
“กลับเข้าบ้านไปซะ อย่าลืมล็อคประตูหน้าต่าง แล้วก็ปิดไฟด้วย แสงไฟจะนำให้มันไปหา”  
“เข้าใจแล้ว” เธอรับคำ พอเดินไปไม่กี่ก้าวก็หันกลับมามองเพื่อนใหม่ ที่ขยับตัวเหมือนจะจากไป “แล้วไอล่ะจะไปไหน?”
อีกฝ่ายหันหน้ากลับมามอง
“จะไปหาพวกนั้น”   
“เฮ้ย!” มนุษย์สาวหลุดอุทานออกมา “แต่มันอันตรายนะ”
“ฉันไม่เป็นอะไรหรอก” หล่อนตอบเสียงเย็น
“โทษทีฉันลืมไป” เกวลินยกมือเกาหัวแบบเขินๆ ไม่ชินกับการมีเพื่อนเป็นแวมไพร์ “ละ แล้วเราจะได้พบกันอีกไหม?”
“ทำไมจะไม่ได้”
“จริงนะ?”
“อืม...”
“งั้นระวังตัวด้วยล่ะ ฝันดีนะไอ” 
“ฝันดี” หล่อนกล่าวตอบแบบเดียวกัน ก้าวยาวๆ ไปยังรั้วเหล็กด้านหลัง เหวี่ยงสองขาปีนข้ามอย่างคล่องแคล่ว หันมองอีกคนแวบหนึ่ง ก่อนกระโดดลงไปจากดาดฟ้าแบบไม่นึกกลัว
แม่เจ้า!
สาวหน้าคมยืนอ้าปากค้าง พอตั้งสติได้ก็ก้าวลงจากดาดฟ้า เพื่อไปทำตามที่แวมไพร์สาวบอกทันที   
OoXoO




 

Create Date : 09 เมษายน 2562
0 comments
Last Update : 9 เมษายน 2562 18:16:49 น.
Counter : 125 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


นิ้วนาง-เดียนา
Location :
พิษณุโลก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




งานเขียนทั้งหมดใน blog นี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ พ.ศ.2537 ห้ามนำไปพิมพ์ เผยแพร่ หรือลอกไปกระทำการใดๆ ก็ตาม หากผู้ใดกระทำการผิด เจ้าของ blog จะเอาผิดท่านตามกฏหมาย ได้ทุกกรณี


Friends' blogs
[Add นิ้วนาง-เดียนา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.