Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
8 ธันวาคม 2551
 
All Blogs
 
เคล็ดลับของไวน์,การเก็บรักษา,ศิลปในการเสริฟไวน์ ...



ศิลปะในการเสริฟ..ไวน์ฝรั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศสเป็นถิ่นกำเนิดไวน์ชั้นเยี่ยม อาทิ แชมเปญ บอร์โดซ์ เบอร์กันดี
และไม่มีประทศใดในโลกที่สามารถผลิตไวน์ได้หลากหลายชนิดเท่าฝรั่งเศส
ไวน์เป็นสัญญลักษณ์เฉพาะของงานเลี้ยง ดังนั้นการเรียนรู้วิธีเสิร์ฟไวน์ที่ถูกต้อง
และการลิ้มรสไวน์ให้ได้รสชาติอย่างแท้จริง เพื่อเข้าใจในคุณค่าของไวน์

การเตรียม ไวน์ ให้ได้รสชาติอย่างแท้จริง
จำเป็นที่จะต้องให้ไวน์สร้างความรู้สึกในปากของเรา ขึ้นอยู่กับสี กลิ่น และรสชาติของไวน์

*ไวน์ขาวรสหวาน แชมเปญ และสปาร์คคลิ่งไวน์
ควรจะเสิร์ฟที่อุณภูมิระหว่าง 6 ถึง 8 องศาเซลเซียส
หากอุณหภูมิต่ำกว่านี้กลิ่นหอมก็จะถูกเก็บกักไว้ ไวน์จะไม่สามารถ"หายใจ"ได้
และกลิ่นหอมของดอกไม้ก็จะถูกกักไว้ ส่วนไวน์ชนิดดรายและไวน์โรเช่
ควรจะเสิร์ฟขณะเย็น แต่ไม่ควรเป็นน้ำแข็ง หรือเย็นจัดจนเกินไป กล่าวคือ ควรเสิร์ฟที่อุณหภูมิสูงกว่า
ไวน์ชนิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นที่อุณหภูมิระหว่าง 8 ถึง 12 องศาเซลเซียส

*ไวน์แดงรสเบา จะมีรสชาติดีที่สุดที่อุณหภูมิระหว่าง 12 ถึง 14 องศาเซลเซียส

*ไวน์แดงรสหนัก ควรเสิร์ฟที่อุณหภูมิห้อง คือ
อุณหภูมิของห้องที่เย็นปานกลาง ระหว่าง 15 ถึง 18 องศา


เคล็ดลับของ ไวน์

*ไวน์ที่เก็บบ่มน้อยปี ควรเสิร์ฟให้เย็นกว่าไวน์ที่เก็บบ่มไว้นานปี

*มักจะนิยมเสิร์ฟไวน์ที่เย็นกว่าอุณหภูมิที่แนะนำ เพราะเมื่ออยู่ในแก้วไวน์จะอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว

*การเตรียมล่วงหน้าว่าจะเสิร์ฟไวน์ชนิดใดเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
เนื่องจากจะต้องค่อยๆ ปล่อยให้ไวน์อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม
โดยไม่ให้มีการปะทะกับความร้อนจัด หรือเย็นจัดโดยทันที


อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บไวน์



*ไวน์ขาว ไม่ควรเสิร์ฟขณะเป็นน้ำแข็ง หรือเย็นจัดเกินไป
*ไวน์แดง ไม่ควรเสิร์ฟอุ่นเกินไป "การทำให้อุ่น" จนถึงระดับอุณหภูมิห้องมิได้หมายถึงการอุ่นให้ร้อน
*ไม่ควรอุ่นไวน์ชั้นดี ที่เก็บบ่มนานปีโดยทันทีทันใด เช่น การแช่ขวดลงในน้ำร้อน
*ไม่ควรวางขวดไวน์บนเครื่องทำความร้อน


การเปิดขวด ไวน์

ไวน์ขวดพิเศษซึ่งได้รับการเลือกสรรเป็นอย่างดีเพื่อเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร จะถูกเก็บไว้ในที่
สงบเป็นเวลาหลายวัน พ้นจากแสงแดด และความร้อนที่อุณหภูมิคงที่ 10-15 องศาเซลเซียส
โดยเฉพาะถ้าเป็นไวน์แดงชั้นเยี่ยม ก่อนที่จะนำเสนอให้แขก ควรจะตรวจดูว่ามีตะกอนที่
มองเห็นได้ชัดอยู่ในขวดหรือไม่ ถ้าไม่มีท่านก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้
ดีแคนเตอร์ (Decanter)หรือตะกร้าไวน์(Cradle) ในการเสิร์ฟ

ถ้าเป็นไวน์ชนิดที่เก็บมานานมักจะมีเศษตะกอนแทนนิค (Tannic)
ซึ่งเป็นเครื่องแสดงคุณภาพสูงของไวน์ ที่มักจะปรากฎอยู่ภายในขวด
ในกรณีนี้ควรระวังให้มีการขยับขวดน้อยที่สุด และควรจะวางขวดในแนวนอน

การเปิดขวดไวน์นับเป็นงานที่ละเอียดอ่อนมาก และควรกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
ควรใช้ที่เปิดขวดไวน์ (Corkscrew) ที่มีคุณภาพดีเท่านั้น

ค่อยๆ ตัดพลาสติกหรือแผ่นโลหะที่หุ้มคอขวดบริเวณด้านล่างขอบปากขวด
ขณะรินไวน์ไม่ควรสัมผัสบริเวณนี้ โดยทั่วไปแล้วจะตัดแต่ส่วนขอบปากขวดออก
และเหลือส่วนที่หุ้มคอขวดไว้

หลังจากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดขอบปากขวด (หรือที่ซอมเมอลิเยร์ เรียกว่า Liteau)
เมื่อเจาะสกรูลงไปบริเวณศูนย์กลางของจุกคอร์ก ขณะหมุนสกรูลง ระวังอย่าดันจุกคอร์กให้
หลุดลงไปในขวด จากนั้นดึงขึ้นในแนวตรง ระวังอย่าให้จุกคอร์กขาด

ไวน์ชั้นเยี่ยมที่ต้องเก็บไว้นานๆ มักมีจุกคอร์กยาวกว่าไวน์ธรรมดา
ก่อนที่จะรินไวน์หยดแรกลงในแก้ว ควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดขอบปากขวดอีกครั้ง
ถ้ามีรสของจุกคอร์กควรจะส่งคืนพนักงานไปทันที

ในการเปิดขวดแชมเปญ หรือสปาร์คคลิ่งไวน์
ขั้นแรก ต้องค่อย ๆ ดึงลวดที่ผูกปากขวด (Wire Cage) ออกเสียก่อน
ขั้นต่อไป เอียงขวดทำมุม 45 องศา ใช้มือข้างหนึ่งจับไว้ที่จุกคอร์ก และมืออีกข้างจับบรเวณก้นขวด
หมุนไป-กลับ 90 องศาจนกอร์กค่อยหลุดออก ด้วยวิธีนี้แก๊สจะค่อยลอดผ่านออกมา
โดยไม่ทำให้จุกคอร์กกระเด็น และไม่เสียไวน์ที่ไหลเลอะเป็นฟองออกมาอีกด้วย

ก่อนเสิร์ฟไวน์ เช็ดขอบปากขวดด้วยผ้าสะอาด ในการเสิร์ฟ รินไวน์เพียงเล็กน้อยลงในแก้วทุกใบ
พักสักครู่ก่อนจะรินเติมให้ได้ระดับ 2/3 ของแก้ว


การเลือกแก้ว ไวน์
ไวน์ชั้นดีย่อมคู่ควรกับแก้วที่เหมาะสม
แม้ว่าจะมีแก้ไวน์อยู่หลายรูปทรงด้วยกันที่ใช้ในการดิ่มไวน์ชนิดพิเศษของแต่ละแคว้น
หรือไวน์ชั้นยอด "Appellations" ลักษณะเฉพาะของแก้วดังต่อไปนี้
จะมีส่วนช่วยในการดื่มไวน์ให้ได้รสชาติยิ่งขึ้น

*ควรเลือกแก้วเนื้อบางไม่มีสีและใส เพื่อโชว์สิ่งที่ซอมเมอร์ลิเยร์เรียกว่าอาภรณ์
หรือ ร็อบ ของไวน์ นั่นคือ สี ความใส และลักษณะทั่วไปของไวน์

*รูปทรงของแก้ว ควรพองออกด้านข้าง ส่วนปากแคบเข้าเล็กน้อย
เพื่อกลิ่นหอมของไวน์จะรวมตัวกระจายขึ้นด้านขนของแก้ว
และทำให้รับรู้กลิ่นบูเกต์ (Bouquet) ได้ดีขึ้น

*ขนาดของแก้วควรใหญ่พอสมควร เพื่อให้เสิร์ฟไวน์ได้ในปริมาณพอเหมาะ
โดยไม่เกินระดับ 2/3 ของแก้ว

*แก้วชนิดมีก้านยาวประมาณ 4-5 ชม.
จะจับถนัดมือกว่า และไวน์จะไม่สัมผัสกับความร้อนจากมือ

*แก้วที่ใช้ควรใสสะอาดหมดจด ไม่มีรอยลิปสติก รอยนิ้วมือ ฝุ่น หรือรอยขีดข่วน
เช็ดและขัดเงาแก้วด้วยผ้าแห้งที่สะอาดก่อนจะนำออกมาใช้เสมอ


วิธีการวางแก้วบนโต๊ะอาหาร
*สำหรับแขกแต่ละท่าน ควรวางแก้วน้ำ 1 ใบ และแก้วไวน์ 1 ใบ ต่อชนิดของไวน์ที่จะเสิร์ฟ
หรืออย่างน้อย วางแก้วไวน์ตามสีของไวน์ (1 ใบต่อ 1 สี)

*การวางแก้วควรเรียงลำดับตามความสูงของแก้วจากสูงไปหาต่ำนับจากด้านซ้ายมือ
แก้วไวน์ขาวจะเล็กกว่าแก้วไวน์แดง แก้วน้ำควรวางด้านซ้ายมือ


การรินไวน์และเสิร์ฟไวน์



ทุกคนสามารถเป็นผู้ชำนาญในการรินไวน์และเสิร์ฟไวน์ได้ เพียงปฏิบัติตามเทคนิคดังนี้

1.ขณะรินไม่ควรให้มือบังฉลากไวน์ เพราะถือว่าฉลากไวน์เป็นเครื่องตกแต่งของไวน์
และเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ควรชื่นชม โดยฉลากไวน์ควรหันเข้าหาผู้ที่เรากำลังเสิร์ฟ

2.ให้ปากขวดอยู่ใกล้กับแก้วแต่มิให้สัมผัสโดนแก้ว เพื่อให้ไวน์ไหลลงแก้วอย่างนุ่มนวล
โดยไม่กระเซ้นออกนอกแก้ว

3.ระวังอย่าให้ไวน์หยดลงบนโต๊ะเมื่อรินเสร็จ ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยบิดขวดเล็กน้อย
และยกปากขวดขึ้นจากแก้ว เช็ดปากขวดเสียก่อนที่จะเสิร์ฟให้แขกท่านต่อไป

4.ไม่ควรรินไวน์เกินระดับ 2/3 ของแก้ว

5.สำหรับแชมเปญ และสปาร์คคลิ่งไวน์ใช้เทคนิคเดียวกันนี้
เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ฟองไวน์ไหลล้นออกมาเลอะเทอะ
แต่จะต้องใช้ความนุ่มนวนในการริน ค่อย ๆ รินอย่างช้าๆ


การเลือกไวน์ในภัตตาคาร
*ไวน์เชลล่าร์(Wine Cellar)เป็นส่วนสำคัญในการเก็บไวน์ให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม
ไวน์ที่ท่านเลือก ควรมีการนำไปทำให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมก่อนเสิร์ฟ

*ไวน์ลิสต์(Wine List) ในไวน์ลิสต์ ไวน์ต่างชนิดจะถูกแบ่งตามชนิด
และแคว้นที่ผลิต โดยจะระบุชื่อ "ชาโต" (Chateau)
หรือ โดเมน (Domaine) พร้อมทั้งจำนวนปีที่เก็บบ่ม และราคา


การชิมไวน์
เขตพื้นที่ที่มีการปลูกองุ่นในประเทศฝรั่งเศสครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล
จากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกจรดตะวันตก ระยะห่างนี้ก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างเขตพื้นที่
ซึ่งมีผลต่อลักษณะของดินที่ใช้ปลูกองุ่น ทิศทางที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์และภูมิอากาศ
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดไวน์ที่ได้จากเขตเพาะปลูกองุ่น จึงมีลักษณะเฉพาะตัวที่ต่างกันออกไป

ประเทศฝรั่งเศสให้ผลผลิตไวน์นานาชนิดแก่นักชิมไวน์ทั้งหลาย คือมีไวน์ appellations
กว่า 400 ชนิด และแว็งเดอเปยี อีกมากมายหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งมีสีสัน รสชาด
และลักษณะเฉพาะตัวให้เลือกตามรสนิยม และความพอใจอย่างเหลือเฟือ


หลักการชิมไวน์ ให้ถือหลัก 3 ด.

ด.ตัวที่ 1 คือ แค่ดูก็รู้

1.โทนสี แตกต่างกันออกไป เช่น สีม่วง,สีแดง หรือสีน้ำตาลสำหรับไวน์แดง หรือสีเหลืองเข้ม,
สีเขียวใบตองอ่อนไปจนถึงใสไม่มีสีของไวน์

2.ความเข้มของสี ให้ถือแก้วไวน์ตั้งตรงแล้วมองไปตรงๆ ให้ดูว่าสามารถทะลุลงไปได้หรือไม่
-ถ้ามองไม่ผ่านก็แสดงว่า ไวน์มีความเข้มของสีมาก
-ถ้ามองผ่านได้บ้าง ก็มีความเข้มปานกลาง
-ถ้ามองผ่านได้ค่อนข้างชัด แสดงว่าสีของไวน์จาง

3.ความใสสะอาด เกี่ยวข้องกับการขุ่นของไวน์ซึ่งลักษณะไวน์ดีจะต้องใสไม่มีตะกอน

ด. ตัวที่ 2 คือ เมื่อดมก็ซึ้ง

1.ปริมาณกลิ่น คือความชัดของกลิ่นว่ามีมากน้อยแค่ไหน

2.ประเภทของกลิ่น มีหลายชนิดแตกต่างกันออกไป เช่น กลิ่นไม้โอ๊ก,
กลิ่นแอลกอฮอล์หรือ กลิ่นน้ำส้มสายชู

ด. ตัวที่ 3 คือ ได้ดื่มจึงเข้าใจ


สิ่งที่ต้องการจากขั้นตอนการดื่มไวน์มี 2 อย่างคือ

1.รสชาติ คือ รสของไวน์ เช่น เปรี้ยว หวาน เค็ม และขม

2.รสสัมผัส คือ ลักษณะของเนื้อไวน์ เช่น ความหยาบ หรือละเอียด,ฝืด หรือลื่น,น้ำหนักหนักหรือเบา

ไวน์นิยมรินใส่แก้วประมาณ 1/2 ถึง 2/3 ของแก้ว ขนาดของแก้วอาจจะต่างกัน
และนิยมเติมไวน์ก่อนหมดแก้ว ผู้ที่ต้องการจำกัดการดื่มสามารถบอกคนเซิร์ฟไว้ล่วงหน้าได้
หรือถ้ารินเองก็ดูจากปริมาณในขวด ขนาดมาตรฐานของไวน์หนึ่งแก้วหมายถึง 150 ซ. ซ.


องค์ประกอบที่มีผลต่อการชิมไวน์

1.แสงสว่าง จำเป็นสำหรับการดูสีไวน์ ควรจะอยู่ในสถานที่ที่มีแสงจากธรรมชาติส่องถึง
เพราะแสงจากธรรมชาติจะให้สีเหมือนความเป็นจริง

2.สถานที่ชิม ควรมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และปราศจากกลิ่นอับเหม็นต่างๆ
เพราะกลิ่นเหม็นเหล่านี้จะไปรบกวนกลิ่นไวน์ได้

2.แก้วไวน์ มีความสำคัญรองมาจากตัวไวน์เองเลยทีเดียว เพราะถ้าแก้วหนาไป
หรือเป็นลอน ไม่เรียบจะทำให้การดูสีลำบาก

3.การแกว่งไวน์ (Swirl) เป็นขั้นตอนหนึ่งที่บ่งบอกได้ว่า
ผู้ที่กำลังแกว่งไวน์อยู่นั้นเป็นคอไวน์ขนานแท้หรือไม่

4.ที่บ้วน ไวน์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะการชิมถ้าต้องกลืนไวน์ลงไปตั้งแต่แก้วแรก
ยันแก้วสุดท้ายเห็นทีต้องเมาพับไปก่อน

5.อุณภูมิไวน์ ไวน์แต่ละชนิดจะมีอุณหภูมิในการเสริฟแตกต่างกันซึ่งถ้าหากว่า
มีการเสริฟไวน์ที่ผิดอุณหภูมิแล้วมันก็แทบจะไม่มีคุณค่าอะไรเลย


เวลาที่เหมาะสมในการดื่มไวน์
1.ช่วงเช้า ระหว่าง 10.00 – 12.00 น.
2.ช่วงบ่าย ระหว่าง 16.00 – 18.00 น.


วิธีจับแก้วไวน์ที่ถูกต้อง



1.การจับที่ก้านแก้ว
2.การจับที่ฐานแก้ว


ลักษณะแก้วชิมไวน์ที่ดี
1.ไม่มีความหนาจนเกินไป
2.ขอบแก้วควรเรียบเสมอกัน ไม่มีขอบนูนขึ้นมาเป็นสัน
3.ส่วนของปลายแก้วควรจะสอบเข้าหากันและตรงกัน
4.แก้วควรจะปล่องออกเล็กน้อยคล้ายดอกทิวลิป
5.ขาหรือก้านของแก้วควรสูงพอและมีที่ให้เราใช้นิ้วจับตรงกันได้อย่างถนัด


อุณหภูมิในการชิมไวน์ชนิดต่างๆ

ไวน์แดงชนิดต่างๆ (องศาเซลเซียส)
โบโฌเล่ส์ นูโว (9 – 11)
ครูส์ โบโฌเล่ส์ (11 – 14)
โก๊ตอูโรน 6 (12 – 14)
บอริโดซ์ทั่วไป (14 – 16)
ชิลีคาแบร์เน่ (14 - 16.5)
โรนชั้นดี (14 - 16.5)
เบอร์กันดี้ 6 (14.5 – 17)
บอร์โดซ์ชั้นดี (16 – 18)
วินเทลฟอร์ต (16 – 18)
ออสเตรเลียชั้นดี (16 – 18)
แคลิฟอร์เนียชั้นดี (16 – 18)

ไวน์ชนิดต่าง ๆ (องศาเซลเซียส)
ไวน์หวาน (4 – 6)
ไวน์ขาวบอดี้เบา (6 – 10)
ไวน์ขาวบอดี้หนัก (10 – 14)
ไวน์แดงบอดี้เบา (10 – 13)
ไวน์แดงบอดี้หนัก (14 – 18)


อุณหภูมิที่พอเหมาะในการเสริฟไวน์

จาก Wine Tasting Guide ของ VinumVitae พอสรุปคร่าวๆได้ดังนี้

Amagnac / บรั่นดี / Congnac (19 องศาเซลเซียส)
ไวน์แดง (Full Bodied / Port) (18 องศาเซลเซียส)
ไวน์หวานหลังอาหาร (Desert Wine) (16 องศาเซลเซียส)
ไวน์แดงชนิด Medium Bodied (15 องศาเซลเซียส)
ไวน์แดงชนิด Light Bodies (13 องศาเซลเซียส)
ไวน์ขาวชนิด Full Bodied (12 องศาเซลเซียส)
ไวน์ขาวชนิด Medium Bodied (11 องศาเซลเซียส)
ไวน์ขาวชนิด Light Bodied, โรเซ่ (Rose) (10 องศาเซลเซียส)
แชมเปญ (Sparkling Wine) (9 องศาเซลเซียส)


จุกคอร์กที่ใช้ปิดขวดไวน์ แบ่งออกเป็น 4 ชนิด

1.Natural Corks (จุกคอร์กธรรมชาติ)
เป็นจุกที่ทำมาจากไม้คอร์กชิ้นเดียวทั้งอัน และเป็นจุกที่ถูกเลือกใช้สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ทั่วไป
มีหลายเกรด ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไม้คอร์ก จุกที่มีขายอาจมีลักษณะมนตรงปลาย
เพื่อง่ายต่อการปิดจุก และอาจมีการเคลือบขี้ผึ้ง หรือ ซิลิโคน เพื่อป้องกันเชื้อรา
และเพื่อสะดวกในการใช้กับเครื่องปิดจุกอัตโนมัติ จุกคอร์กธรรมชาติเกรดดีๆ
จะใช้ในการบ่มไวน์ในขวดได้เป็นเวลานานๆ เช่น 6 ปี ขึ้นไป
ปัจจุบันจุกคอร์กธรรมชาติมีราคาแพงมาก และบางชนิดก็มีปัญหาด้านคุณภาพ

2.Colmated Corks (คอลเมทเท็ด คอร์ก)
เป็นจุกคอร์ก เกรดรองลงมา เพราะมีคุณภาพไม่สมบูรณ์ อาจจะมีรูรอยแยก และอื่นๆ
ซึ่งจะต้องผ่านขบวนการ อุดแต่งความไม่มบูรณ์เหล่านี้ ด้วยผงคอร์กผสมกาวพิเศษ
อย่างไรก็ดีจุกแบบนี้มักมีผิวไม่เรียบ เนื่องจากการหดตัวในเวลาต่อมาของส่วนที่ใช้อุด
ทำให้อาจเกิดการรั่วซึมของไวน์ได้ ส่วนดีของจุกชนิดนี้ คือมีราคาถูก และหาได้ง่ายเท่านั้น

3.Agglomorated Coks (แอกโกลมเมทเรทดท็ด คอร์ก)

จุกชนิดนี้ทำจากคอร์กชิ้นเล็กๆ( cork particle)นำมาอัดขึ้นรูป
โดยทั่วไปจะมีคุณภาพดี แต่ก็จะขึ้นอยู่กับขนาดของชิ้นคอร์กที่ใช้ ถ้าใช้ particle ขนาดใหญ่
ก็จะมีการใช้กาวน้อยลง ทำให้เกิดความยืดหยุ่นได้ดีกว่าชนิดที่ใช้ particle ขนาดเล็ก
ข้อดีเหนือจุกคอร์กธรรมชาติก็คือ จุกคอร์กชนิดนี้จะมีผิวเรียบสนิท ไม่เกิดการรั่วซึม
มีคุณภาพคงที่ แน่นอน และราคาไม่แพง แต่จะมีหลายเกรด ดังนั้นจึงควรเลือกจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้

4.Composite Corks (คอมโพสิท คอร์ก)
เป็นจุกชนิดใหม่ ผลิตขึ้นจากการรวม agglomerated และ natural cork
เข้าด้วยกัน โดยที่ตอนปลายทั้ง 2 ด้านของจุก จะเป็นแถบคอร์กธรรมชาติ
ขณะที่ตัวคอร์กจะเป็น agglomorated ซึ่งทำให้ได้ประโยชน์จากการยืดหยุ่นและ
ความสม่ำเสมอของ agglomorated บวกกับคุณสมบัติพิเศษของคอร์กธรรมชาติ
(ไม่ทำปฏิกิริยาใดๆกับไวน์)เฉพาะส่วนที่สัมผัสกับไวน์และอากาศ จุกชนิดนี้ใช้มากกับแชมเปญ
และ sparkling wine มักมีราคาแพง แต่จะเหมาะมากกับการเก็บไวน์เป็นเวลานานๆ



Create Date : 08 ธันวาคม 2551
Last Update : 8 ธันวาคม 2551 11:28:55 น. 3 comments
Counter : 14128 Pageviews.

 
ดีจังเลยค่ะ ขอเก็บข้อมูลดีหน่อยนะค่ะไม่ได้ทานหรอกค่ะมีแต่คนข้างตัวทาน จะได้รู้วิธีเก็บ ขอบคุณนะค่ะ


โดย: นู๋ดีค่ะ (kun_isara ) วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:12:43:21 น.  

 
ขอบคุณค่า จะได้เก็บกันได้นานๆกันเนอะ


โดย: บ้านหวานเย็น วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:14:00:06 น.  

 
ขอบคุณนะคะที่นำเสนอข้อมูลดีๆๆ จะลองไปหาซื้อไวน์ดูค่ะะ


โดย: ก้อย (mylife_by_aupair ) วันที่: 12 มกราคม 2552 เวลา:2:56:30 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ทุกคนไม่ได้รู้ทุกสิ่ง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 199 คน [?]




















Friends' blogs
[Add ทุกคนไม่ได้รู้ทุกสิ่ง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.