W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 

[[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 4th Episode:: The YELLOW of Nanohana กับประสบการณ์โดนน้องแกะ...


>> คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ในอัลบั้ม SkyDrive ของบล็อคนี้
>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด


บล็อคท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลับมาอีกครั้งค่ะ ซีรี่ย์ The Colors of Spring in Japan 2011 นี่นับนิ้วดูแล้วจากตอนสุดท้ายที่ค้างไว้ก็ 2 เดือนกว่าๆ จากวันที่ไปเที่ยวมาก็ 4 เดือนนิดๆ จนตอนนี้ที่โตเกียวผ่านมากว่าครึ่งหนึ่งของฤดูร้อนแล้วค่ะเนี่ย ... แบบว่าก่อนเรียนจบเขียนทีสิสเตรียมสอบอะไรยุ่งน่ะค่ะ พอจบได้แล้วก็มัวนอนพักผึ่งสบายไปหน่อย ชดเชยที่ทำงานหนักมาตลอดครึ่งปีก่อนเรียนจบ

สำหรับใครที่งงว่าไอ้ซีรี่ย์บล็อคนี้ไปยังไงมายังไง ที่ด้านล่างสุดของบล็อคมีลิงค์รวมทุก Episode ของ The Colors of Spring in Japan 2011 (เท่าที่ทำเสร็จ)เขียนไว้อยู่ตั้งแต่ตอนแรกเลยค่ะ ... ใครที่หลงเข้ามาครั้งแรกก็ขอเตือนก่อนว่าบล็อคนี้สั้นๆไม่มี มีแต่ยาวๆค่ะ ใครไม่รักการอ่านจริงไม่ขอแนะนำ





.
.
.
.

ทริปนี้ต้องย้อนอดีตกันสักนิดนะคะ จินตนาการกลับไปเมื่อตอนช่วงหยุดสงกรานต์ในวันที่ 17 เมย 2011 ที่ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงอากาศเย็นสบายอยู่ บล็อคนี้พาไปดูสีเหลืองสดใสของดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิอีกชนิดกันบ้าง เผื่อจะเป็นทางเลือกให้หลายๆคนนะคะว่าฤดูใบไม้ผลิที่ญี่ปุ่นไม่ได้มีดีแค่ซากุระอย่างเดียวค่ะ ใครชอบสีสันสดใสก็เลื่อนลงอ่านต่อได้เลย Episode นี้และอันต่อๆไม่มีสีหวานนุ่มนวลแบบซากุระแล้ว มีแต่สีจี๊ดๆค่ะ

Yellow of Spring ของเราคือดอกไม้ที่ชื่อว่า Nanohana 菜の花 ค่ะ ชื่ออังกฤษเห็นเรียกกันว่า Rape blossom, Rapeseed flower, Canola เราก็เพิ่งจะรู้ตอนหาข้อมูลเขียนบล็อคนี่เองว่าดอกไม้ชนิดนี้ใช่ว่าปลูกไว้ดูสวยๆอย่างเดียวแต่เอาไปใช้ประโยชน์ผลิต Rapeseed oil ที่เป็นน้ำมันพืชคุณภาพดี ไขมันต่ำ วิตามินอีสูง ใช้ในการทำอาหารได้ด้วย ... ถ้าใครสนใจรายละเอียดของดอกไม้ชนิดนี้ลองแวะไปชมที่ กระทู้นี้ นะคะ จขกท นั้นให้รายละเอียดไว้ครบแล้ว


แต่จริงๆแล้วทริปหนึ่งวันใน Episode นี้ไม่ได้มีแรงบันดาลใจมาจากดอกไม้หรอกค่ะ อันนั้นแค่ผลพลอยได้ที่เข้าคอนเซปต์กับซีรี่ย์บล็อคชุดนี้พอดี ... ที่ๆจะพาไปนี้เป็นที่ๆเราอยากไปมาตั้งแต่หน้าร้อนปีก่อนแล้ว รุ่นน้องคนไทยที่มหาลัยเค้ายกขบวนเช่ารถไปเที่ยวกันมาแล้วมาบอกกันต่อว่าสนุกน่าไปมากๆ บางคนเพิ่งไปแล้วรอบนึง ก็ยังไปอีกรอบเพราะบอกว่ายังเที่ยวไม่ทั่ว

ฟังงี้แล้วก็หูผึ่งสิคะ แต่หน้าร้อนและใบไม้ร่วงปีก่อนเราติดทริปอื่นๆหลายทริปเลยอดไป ช่วงฤดูหนาวก็ไม่อยากไปเป็นการส่วนตัวค่ะ ไปทั้งทีอยากไปตอนมีวิวใบไม้หรือดอกไม้สวยๆด้วยจะได้คุ้ม

เกริ่นโน่นนี่มาหลายย่อหน้าแล้วไม่บอกสักทีว่าจะไปไหน ที่ๆจะไปชื่อว่า Mother Farm (マザー牧場 Maza-bokujo) อยู่ที่จังหวัด Chiba 千葉県 จังหวัดของ Disneyland อยู่ข้างๆโตเกียวนี่เองค่ะ ปี 2012 จะครบรอบ 50 ปีของเค้าแล้ว ... เราเคยลองเซิร์ชหาใน pantip ดูแล้วแต่ไม่เคยเห็นใครมารีวิวที่นี่ไว้เลย (เจอแต่พูดถึงสั้นๆประโยคสองประโยค) ซึ่งก็ว่าน่าเสียดายนะคะ เราว่าที่นี่เป็นที่เที่ยวที่สนุกและครบวงจรมากๆ ไปที่เดียวได้ทำตั้งหลายอย่างแน่ะค่ะ ดังนั้นบล็อคนี้ก็จะนำเที่ยวอย่างละเอียดกันเลย

ด้านล่างนี้เป็นแบนเนอร์ที่ official website ของเค้าเมื่อใบไม้ผลิที่ผ่านมาค่ะ ฟาร์มนี้เป็นสถานที่เที่ยวครบวงจร แต่หลักๆก็คือเป็นฟาร์มสัตว์ที่มีเครื่องเล่นให้เล่น มีปลูกทุ่งดอกไม้ตามฤดู มีที่ให้นั่งปิคนิควิ่งเล่น มีกิจกรรมเก็บดอกไม้หรือเก็บผลไม้กินสดๆตามฤดูค่ะ ... นิดนึงว่าน้องแกะปุถุชนคนธรรมดาที่เราไปเจอมา ไม่ขาวปิ๊งเหมือนน้องแกะที่เป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาในภาพนะคะ

Credit ภาพแค็ปมาจากหน้าเว็บของ //www.motherfarm.co.jp/

รายละเอียดคร่าวๆของ Mother Farm ก็ประมาณนี้ค่ะ (จริงๆในเว็บเค้ามีส่วนภาษาอังกฤษด้วย แต่เราว่าส่วนภาษาญี่ปุ่นมักเขียนละเอียดกว่า)


เว็บ: //www.motherfarm.co.jp/

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1500 เยน, เด็ก(ต่ำกว่าม.ต้น) 800 เยน

เวลาเปิดทำการ ระหว่าง กพ ถึง พย: วันธรรมดา 9:30 - 16:30 , สุดสัปดาห์และวันหยุด 9:00 - 17:00

เวลาเปิดทำการ ระหว่าง ธค ถึง มค: วันธรรมดา 10:00 - 16:00 , สุดสัปดาห์และวันหยุด 9:30 - 16:00

วันหยุดของฟาร์ม: 12 - 16 ธค 2011 และ 10 - 13 มค 2012

เบอร์โทรศัพท์: 0439-37-3211 (เผื่อเอาไว้ input ใส่ GPS ของรถญี่ปุ่นได้ค่ะ)


หลังเกิดแผ่นดินไหวก็ยุ่งๆไปพักนึง ทั้งเรื่องงานด้วย เรื่องกลัวแผ่นดินไหวด้วย แต่ช่วงต้นๆ เมย ก็เคลียร์ไปได้ระดับนึงค่ะ ... ตอนสงกรานต์คุณพี่ชายมาเที่ยวจากไทย(มาอีกแล้วค่ะ มาทุกปี บางปีมากกว่าหนึ่งรอบ แต่ละรอบไม่เคยต่ำกว่าหนึ่งอาทิตย์ มาเที่ยวทั้งนั้นเลยด้วย) ก็เลยได้โอกาสชวนไปด้วยกันซะเลย ไปกันสองคนจะได้มีคนช่วยถ่ายรูปให้

ตอนนั้นเพิ่งหลังแผ่นดินไหวมาได้เดือนนิดๆ ก็เช็คแผนที่ซะหน่อยค่ะว่าโลเคชั่นอะไรเป็นยังไงบ้าง (แต่คุณพี่ชายที่มาจากไทยไม่ได้มายด์อะไรเลยค่ะ ไม่ว่าจะรังสีหรือแผ่นดินไหว) ... ดูแผนที่แล้วหายห่วงได้เลยค่ะ ฟาร์มอยู่ห่างโรงไฟฟ้ามากกว่าบ้านเราซะอีก อยู่บ้านเราที่โตเกียวได้ก็ไปที่นี่ได้ไม่ต้องคิดมากเลย


คราวนี้มาถึงว่าจะไปถึงโน่นกันอีท่าไหนแล้วค่ะ ถ้าจากแผนที่..นั่งเรือข้ามตัดตรงไปน่าจะเร็วสุด ;P ... เอาจริงๆก็ต้องพวกรถไฟนั่นล่ะค่ะ ถ้าไปกันหลายๆคนแนะนำว่าเช่ารถขับไปเองยืดหยุ่นกว่าเยอะ ทางไปที่นี่มีขนส่งมวลชนเป็นช้อยส์ให้น้อยมากเลยค่ะ ประมาณวันนึงมีรอบเดียว พลาดแล้วพลาดเลย ... น่ากลัวจะเป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมไม่ค่อยมีคนไทยไปเที่ยวที่นี่แล้วมารีวิวเท่าไหร่(ยกเว้นที่อาศัยอยู่ญี่ปุ่นกันเลย)

ในเว็บของเค้าแนะนำวิธีการเดินทางด้วยขนส่งมวลชนไว้สามแบบ รายละเอียดเราแปลและอธิบายไว้ในภาพข้างล่างนี้แล้วค่ะ (ถ้าอ่านไม่เห็นคลิกดูภาพใหญ่ได้นะคะ)


เนื่องจากสองพี่น้องไม่มีใบขับขี่และขับรถไม่เป็นกันสักคน หลังจากพิจารณาถึงความยุ่งยากในการต้องโทรจองรถบัสฟรี(ในแบบแรกสุดของภาพบน)แล้ว ก็เลือกไปด้วยวิธีที่สองค่ะ เหตุผลหลักๆเพราะมีเวลาอยู่ที่ฟาร์มมากกว่าแบบแรกหนึ่งชั่วโมง ... แต่ขอบอกว่าฟาร์มนี้ตอนใบไม้ผลิ(วันอาทิตย์)เปิด 9:00 - 17:00 แต่ขนาดแบบที่สองที่ว่าเวลาเยอะกว่า ยังมีเวลาอยู่ที่นั่นแค่ 10:30 - 15:20 เอง (แถมต้องเผื่อเวลาวิ่งมาขึ้นรถบัสด้วย) ... แสนจะเสียด๊ายเสียดายเวลาค่ะ ถ้าขับรถไปเองได้นี่ได้เวลาเที่ยวเพิ่มอีกตั้ง 3 ชั่วโมงเต็มๆ -"-

หลังจากไปเที่ยวชมซากุระกับคุณพี่ชายที่ชินจูกุใน Episode 1 และที่อาซาคุสะใน Episode 2 กันแล้ว คุณพี่ชายก็หนีไปเที่ยวคิวชูไล่กลับขึ้นมาโตเกียว ก่อนจะมา Mother farm นี่กับเราค่ะ ... อยากบอกว่าแสนจะอิจฉา เราเองก็อยากไปคิวชู อยากไป Huis Ten Bosch ดูสวนทิวลิปที่นั่นเหมือนกัน ... แต่แบบว่าตอนนั้นงานรัดตัวจริงๆ ยังไงก็ไปไม่ได้ค่ะ

คุณพี่ชายกลับมาก็เล่าให้ฟังว่า
... ไป HTB ทิวลิปบานสวยมากกก มีให้นั่งเรือ One Piece ด้วย (แต่เจ้าตัวดันลืมนั่ง)
... ไปกินราเม็ง Ippudo ที่สาขาต้นตำหรับที่คิวชูมา อร่อยมากกกกก อร่อยกว่า Ichiran ramen อีก (เรายังไม่เคยกิน Ippudo เลยค่ะ เคยแต่ Ichiran กับ Jankara)
... ไปเที่ยว Wakayama มา ได้นั่งแช่ออนเซ็นคนเดียวบ่อติดทะเลเลย บรรยากาศดีสุดๆ
... ไปเจอสวนที่มีแพนด้าเป็นฝูง(@Wakayama) อย่างไม่เคยเห็นที่สวนสัตว์ไหนมาก่อน(ถ้าไม่ใช่ที่จีน)
แง้ ฟังแล้วอิจฉาค่ะ คนฟังอยู่นี่เพิ่งจะต้องแคนเซิลทริปเที่ยวไปเพื่อมาปั่นทีสิสอยู่หยกๆ

แต่เรื่องนึงที่ฟังแล้วแอบถอนใจนิดๆ คือ คุณพี่ชายเล่าให้ฟังว่าที่ต่างๆที่ไปนี่แทบหานักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้เลยค่ะ ... ที่ HTB ธีมปาร์คตั้งกว้าง แต่ตอนไปแทบไม่มีคน(วันธรรมดาคนญี่ปุ่นทำงานกัน) ทั้งที่เป็นช่วงฤดูดอกไม้บาน อย่างว่านักท่องเที่ยวยังกลัวเรื่องรังสีและแผ่นดินไหวกันอยู่น่ะนะคะ ... แถวโอซาก้าเอง จุดที่เคยคนเยอะๆ คุณพี่ชายก็บอกว่าคนก็ยังเยอะนะคะ แต่คนญี่ปุ่นล้วนๆเลยค่ะ

ยังไงก็ตามนั่นมันเรื่องอดีตค่ะ เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้นักท่องเที่ยวจะหดก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ แต่ ณ ปัจจุบัน สค 2011 แค่แถว Ueno บ้านเราเองก็เห็นคนต่างชาติกลับมาหนาตาเหมือนเดิมแล้วนะคะ ดูข่าวที่วัด Asakusa จุดยอดฮิตก็ชาวต่างชาติเพียบเลย ขนาดว่าตอนนี้โตเกียวอากาศร้อนแทบละลาย ... ถึงแม้จะยังไม่สามารถกลับไปดีได้เท่าตอนก่อนเกิดเรื่อง แต่เห็นการท่องเที่ยวญี่ปุ่นค่อยๆประคองตัวฟื้นขึ้นมา สำหรับเราก็เป็นสัญญาณที่ดีค่ะ สู้กันต่อไป 頑張れ日本! Gambare Nippon!

เอ รู้สึกจะนอกเรื่องไปไกลอีกแล้ว ขอหันหัวเรือกลับมาที่ทริปของเรากันก่อนนะคะ

ถึงวันเดินทาง เนื่องจากต้องออกกันแต่เช้านั่งบัสกันกว่า 2 ชั่วโมง คุณพี่ชายเลยไปซื้อปลาไหลย่างชิ้นใหญ่จาก Ameyoko มาเตรียมโปะข้าวกินเป็นข้าวกล่องก่อนออกจากบ้านกันค่ะ ... ในภาพคือกล่องของเรา ปลาไหลชิ้นเบ้อเริ่มจริงๆค่ะ ชิ้นขนาดนี้สองชิ้นแค่ 2000 เยนเท่านั้น!! (ช่วงใกล้ๆตลาดปิด เผลอๆได้ 1000 เยนด้วย)


ของแถว Ameyoko นี่ถูกจริงอะไรจริงนะคะ ลองกินแล้วก็รสชาติโอเค มีก้างเล็กๆแบบกินไปได้เลยไม่เป็นอุปสรรค ... แต่หลังจากนั้นเราไปซื้ออีกที คนละเจ้าคนละยี่ห้อ รู้สึกก้างเยอะไปหน่อยนึงค่ะ สรุปว่าแล้วแต่ยี่ห้อด้วย ไม่ก็ไปกินที่ร้านเฉพาะทางอย่าง ลุงปลาไหลแถววัด Sensoji เลย แพงกว่าแต่ชัวร์กว่านะคะ

เนื่องด้วยเราแต่งองค์ทรงเครื่องนานไปหน่อย แถมสถานีโตเกียวก็ไม่ใช่เล็กๆ ที่ขึ้นรถบัส(ขาแรก)ก็อยู่นอกตัวสถานีด้วย ต้องวิ่ง 100m ข้ามถนนไป ขึ้นรถบัสทันก่อนออกแบบพอดีๆเลยค่ะ (วิธีที่เราเลือกไปนี้รถบัสไม่ต้องโทรจองล่วงหน้า) ... ถ้าขึ้นคันนี้ไม่ทันนี่คืออดไปเลยนะคะเนี่ย ความผิดเราเต็มๆ โดนโกรธแหงๆค่ะ


รถบัสขาแรกนี้ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็จะจอดที่ Kisarazu Stn. 木更津(きさらづ) ทาง West Exit ค่ะ ... ลงรถบัสมาแบบง่วงสุดๆลืมตาแทบไม่ขึ้น แต่ได้สูดอากาศดีๆ รับแดดอุ่นๆหน่อยก็ค่อยดีขึ้น ... กว่ารถบัสที่ไป Mother Farm จะออกก็อีกกว่า 20 นาที เลยพอมีเวลาได้สำรวจรอบๆสถานี Kisarazu นี้หน่อยค่ะ ... เป็นสถานีเล็กๆเงียบสงบดีนะคะ แต่ที่ติดใจคือมาสคอตประจำเมืองนี้ ไม่ต้องใช้เวลานานก็รู้ได้ทันทีค่ะว่า แรคคูน(หรือทานูกิ?) เป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง


พวกรูปปั้นรอบๆสถานีก็น่ารักดี แต่ส่วนตัวชอบฝาท่อนี่ที่สุดค่ะ สีสดใสถูกใจ


เสียดายว่าไม่มีเวลาสำรวจอะไรมากกว่านี้ เพราะต้องรีบมุ่งหน้าไปรอรถบัสที่ป้ายค่ะ ... จากตะกี้บัสคันแรกจอดที่ West Exit เราต้องเดินเข้ามาในตัวสถานีเพื่อขึ้นบันไดตัดข้ามฝั่งไปลงบันไดอีกทางที่ออก East Exit นะคะ ... อันนี้ตอนแรกเดินหลงกันนิดนึงเกือบเผลอไปเดินอ้อมรางรถไฟแล้วค่ะ


จริงๆบัสคันแรกจาก Tokyo Stn. ที่เรามา ถ้าไม่มารอบ 8:25 (ที่บอกไว้ในเว็บของ Mother farm) มารอบถัดไป ก็ยังทันบัสคันที่สองที่จะไป Mother farm นะคะ ... แต่เวลามันจะแบบว่ากระชั้นชิดมาก ประมาณว่าลงบัสคันแรกแล้วต้องรีบวิ่งข้ามมาขึ้นบัสอีกฝั่งเลย ไม่มีเวลาให้เดินเรื่อยเปื่อยหรือหลงทางเลยค่ะ ก็เลยแนะนำว่ามารอบที่ทางเว็บแนะนำไว้ดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ ยอมตื่นเช้าอีกหน่อยดีกว่ามาแล้วเก้อไม่ได้ไปเที่ยว

ยืนรอที่ Bus Terminal 3 สักพักบัสก็มาค่ะ ทั้งวันมีคันนี้คันเดียวเท่านั้นพลาดแล้วพลาดเลยนะคะ ... บัสต่อที่สองนี้ไม่ใช่บัสแนววิ่งไกลๆเบาะนิ่มๆสบายๆเหมือนคันแรก แต่เป็นแนวบัสวิ่งในเมืองน่ะค่ะ ที่นั่งไม่สบายเท่าไหร่ ... ขึ้นบัสได้เราก็ตั้งหน้าตั้งตาหลับเลย เพราะต้องนั่งไปอีกกว่า 40 นาที สลึมสลือลืมตาขึ้นมาเห็นบัสกำลังค่อยๆไต่เขาฝ่าดงต้นไม้ลึกเข้าไปถึงเพิ่งรู้ค่ะว่า Mother Farm นี่ตั้งอยู่สูงขึ้นไปบนภูเขานี่เอง มิน่าล่ะถึงมีขนส่งมวลชนมาถึงน้อยแบบนี้


ตื่นมาอีกทีก็ถึงแล้วค่ะ ลงจากรถมารับโอโซนบนภูเขากันให้เต็มที่ไปเลย โชคดีวันนั้นแดดดีฟ้าใสแจ๋วซะด้วย ... ซื้อตั๋วกันก่อนเข้านะคะ ผู้ใหญ่คนละ 1500 เยนได้ตั๋วลายน้องวัวให้ไปเก็บสะสมกันหน้าตาแบบนี้


ซุ้มทางเข้าด้านหน้าหน้าตาแบบนี้ค่ะ ดูแล้วก็ยังเฉยๆไม่อลังการอะไรเท่าไหร่ ... แต่อย่างนึงที่รู้สึกได้ตั้งแต่ลงรถบัสเดินตัดผ่านลานจอดรถมาแล้ว ก็คือ คนที่มาวันนั้น(วันอาทิตย์)มีแต่ครอบครัวพ่อแม่ลูกตัวเล็กๆทั้งนั้นเลยค่ะ กะด้วยสายตาแล้วคนญี่ปุ่นล้วนๆเลยด้วย เรดาห์หาคนต่างชาติไม่เจอสักคน(ยกเว้นเรากับคุณพี่ชาย) ส่วนใหญ่ขับรถกันมาเองมั้งคะเห็นที่จอดรถจอดกันเกือบเต็ม


นิดนึงว่าเราฟังข่าวช่วง Golden week ข่าวบอกว่าปีนี้เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้า สถานที่ท่องเที่ยวแถบโทโฮขุเลยเงียบโล่งไปเลยเทียบกับปีก่อนๆ แต่สถานที่เที่ยวใกล้ๆโตเกียวหลายๆแห่งรวมถึง Mother farm กลับมีจำนวนคนมาเที่ยวมากกว่าปีก่อนๆ (ส่วน Disneyland ทั้งๆที่ที่ตั้งครือๆกันกับ Mother farm แต่เห็นว่าช่วง GW ปีนี้คนน้อยกว่าปีก่อนๆนะคะ สงสัยว่าเพราะเรื่องประหยัดไฟหรือเปล่าหนอ? เพราะเครื่องเล่นเปิดไม่หมดหรือบางส่วนก็ยังซ่อมไม่เสร็จ)

พอผ่านทางเข้ามาแล้ว วิวแรกที่เห็นนี่ทำเอาเราตื่นเต้นดีใจหายง่วงเหงาหาวนอนเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ ... วิวสวยมากกกก บรรยากาศก็กว้างอลังการจริงๆค่ะ จริงๆก่อนมาไม่ได้สนใจดอก nanohana สีเหลืองเลยนะคะ มาเห็นของจริงว่ามันสวยได้ขนาดนี้ถึงจะค่อยมาปลื้มทีหลัง


เริ่มออกเดินกันโดยมุ่งหน้าไปยังจุดที่ล่อตาล่อใจ(และล่อกล้อง)เรามากที่สุด ตรงไปตรงเนินทุ่งดอก Nanohana กันเลยค่ะ ... ระหว่างเดินๆไปจะเห็นบริการรถของทางฟาร์มวิ่งผ่านไปผ่านมาอยู่เรื่อยๆ(ท่าทางเสียเงินชัวร์) รถบริการมีทั้งแบบหน้าตาเบสิคๆ หรือ แบบที่หน้าตาน่ารักๆหน่อยเป็นหน้าน้องหมา แถมบีบแตรทีก็เป็นเสียงน้องหมาเห่าด้วยค่ะ


จริงๆเราสามารถซื้อตั๋วแบบรวมทัวร์ฟาร์มได้ด้วยนะคะ สองพี่น้องหนนี้ไม่ได้ซื้อ แต่จากที่ไปมาเราคิดว่าซื้อไว้ดีกว่า ถ้าซื้อทัวร์ฟาร์มจะมีรถพาไปที่ฟาร์มอีกส่วนนึง(คนไม่ซื้อทัวร์เข้าส่วนนั้นไม่ได้) ซึ่งฟาร์มส่วนนั้นจะมีรวมสรรพสัตว์ที่เป็นไฮไลท์ให้เราได้ไปเจออยู่แล้ว อย่างน้อยก็รับประกันได้ในระดับนึงว่าเราจะได้เจอน้องสัตว์คนดังเกือบครบในทีเดียวค่ะ ... สองพี่น้องหนนี้พลาดไม่ได้เจอคนดังอย่างน้อง アルパカ (Arupaka) Alpaca ขนฟูค่ะ แบบว่าวิ่งรอกไม่ทัน

ทางเดินที่นี่จะต้องเดินขึ้นเขาหน่อยนะคะ ใครเดินไม่ไหวก็ใช้บริการรถได้แต่สำหรับเราคิดว่าค่อยๆเดินละเลียดวิวภูเขาสวยๆ สูดอากาศดีๆไปนี่เพลินมากกว่าค่ะ ... ที่นี่อยู่สูงมากกกกจนเราคิดไม่ถึงเลย ตอนดูแผนที่เห็นอยู่ไม่ห่างทะเลนักก็นึกอยู่ว่าเกิด tsunami มาจะวิ่งทันไหมหนอ แต่พอมาเห็นของจริงนี่หายห่วงเลยค่ะ ถ้าจะมี tsunami ลูกไหนมาสูงขนาดนี้ได้ ก็คงต้องเป็นลูกที่ถล่มโลกนี้ ถล่มประเทศนี้จนจมหายไปทั้งหมดนั่นล่ะค่ะ ดังนั้นถึงอยู่บ้านเราที่โตเกียวก็ไม่รอดเหมือนกัน


วิวบนภูเขาสูงขนาดนี้เราเองก็แทบไม่ได้มีโอกาสมาเห็นเหมือนกันค่ะ นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆปีเลย มองไปนึกว่าอยู่กลางป่าเห็นแต่ต้นไม้ไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้บ้านเมืองและผู้คนไปซุกอยู่แถวไหนหมด ... ในภาพนี่เสียดายว่าเราไปช้าไปอาทิตย์นึงค่ะ ถ้าเป็นหนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้านี้ แนวต้นซากุระในภาพกำลังบานกันสวย จะได้เห็นทั้ง Nanohana สีเหลือง และ ซากุระสีขาวสีชมพูไปพร้อมๆกันเลย


ในบรรดาอัลบั้มภาพที่เราถ่ายๆมาตั้งแต่จับ DSLR นี่เป็นอัลบั้มนึงที่เราชอบมากเลยค่ะ แบบว่าวันนั้นอะไรๆมันเป็นใจจริงๆ แดดดี อากาศไม่ร้อนมาก(แต่แอบร้อนแดดนิดๆเหมือนกันค่ะ ถึงจะเป็นฤดูใบไม้ผลิแต่บนภูเขาสูงแดดเลยแรงพอตัว) ฟ้างี้ใสแจ๋วแบบไม่ต้องมานั่งรีทัชภาพเองทีหลังเลย ... สรุปว่าถ่ายรูปเพลินสมใจเรามากๆเลยค่ะ สีเหลืองกับสีฟ้าสดใสพลอยทำให้คนมาเที่ยวอย่างเราๆสดชื๊นสดชื่นตามไปด้วย


จริงๆเราชอบรูปแถวนี้มากเลย แต่กลัวจะเบื่อกันเลยเลือกมาแค่ไม่กี่ภาพ ที่เหลือถ้าใครสนใจตามไปที่อัลบั้มเต็มใน multiply ลิงค์ด้านบนสุดหรือล่างสุดของบล็อคได้นะคะ (ขอแอบโปรโมตนิดนึง ^^ )

ถึงจะชอบถ่าย landscape แต่ก็ใช่ว่าจะละเลยภาพตัวเอง เจอมุมเหมาะๆก็ขอกันบ้างค่ะ ได้ภาพแบบดอกไม้ล้อมรอบมากที่สุดก็ภาพนี้ ไม่รู้เค้าจงใจปลูกดอกไม้ให้แหวกมุมตรงนี้ไว้สำหรับถ่ายรูปโดยเฉพาะหรือเปล่านะคะ แต่มันพอดี๊พอดีจริงๆ (บอกก่อนว่าไม่ได้นั่งทับดอกไม้นะคะ) ... จริงๆในภาพโปรโมตเห็นเค้าถ่ายมุมแบบว่าซูมถ่ายห่างๆ เห็นคนล้อมรอบด้วยทุ่งดอกไม้เหลืองทั้งภาพเลย แต่เราหามุมนั้นไม่เจอน่ะค่ะ เวลาไม่พอ


คนถ่ายมุมเดียวๆกะเราก็มีเยอะเลยค่ะ อย่างนี่คุณพ่อกำลังอุ้มเด็กๆขึ้นเตรียมถ่ายรูปอยู่เลย ครอบครัวสุขสันต์น่ารักจริงๆ :-)


ยังเดินขึ้นเขาไปไม่ถึงไหน สองพี่น้องก็เดินลงแล้วค่ะ เพราะดูตารางการแสดงแล้วกำลังจะมีการแสดงนึงที่หน้าทางเข้า ก็เลยไปดูทางนั้นก่อนแล้วค่อยไล่ขึ้นไปดูการแสดงบนเขาอีกทีนึง ... วิวตรงเนินขึ้นเขาแถวนี้เป็นอะไรที่เรากรี๊ดมากเลยค่ะ สวยอลังการสุดลูกหูลูกตาจริงๆ


แถวๆมุมบนซ้ายภาพล่างนี้เป็นแถวๆทางเข้าค่ะ เห็นแล้วก็สงสัยว่าฟาร์มนี้อาณาบริเวณมันครอบคลุมถึงแค่ไหนกันแน่นะ กว้างเว่อร์จริงๆค่ะ หารั้วรอบขอบชิดไม่เจอเลย ไม่น่าเชื่อว่านี่อยู่ในจังหวัดข้างๆเมืองหลวงอย่างโตเกียวที่เต็มไปด้วยป่าคอนกรีต


การแสดงแรกที่ด้านล่างคือนี่ค่ะ Kobuta-resu หรือ หมู(ตัวเล็ก)วิ่งแข่ง ... ยังไม่ทันจะเริ่ม แต่ตามประสาคนญี่ปุ่นที่ตรงต่อเวลาเป็นเลิศก็มานั่งรอกันเต็มทุกที่นั่งแล้ว (นิสัยตรงต่อเวลานี่ อยู่ที่นี่มาห้าปีเรายังไม่สามารถตรงต่อเวลาได้เท่าคนญี่ปุ่นเลยค่ะ)


โชว์นี้จะเป็นลักษณะที่ให้คนมาเที่ยวลงไปแข่งกับน้องหมูได้ค่ะ โดยหน้าที่ของเราคือช่วยผลักๆดันๆให้น้องหมูของเราวิ่งไปให้ถึงเส้นชัยก่อนน้องหมูตัวอื่น กติกาง่ายๆก็คือ ห้ามไปทำรุนแรงกับน้องหมู ห้ามเตะ ห้ามกระชาก ห้ามผลักอะไร ได้แค่แปะๆก้นต้อนน้องหมูเบาๆค่ะ ... เส้นทางแข่งก็ใกล้ๆ น้องหมูของใครเข้าที่หนึ่งก็จะมีมอบเหรียญให้(คนต้อน)ด้วย จากนั้นก็จะเริ่มแข่งรอบต่อไปให้คนอื่นๆได้ผลัดกันมาเล่นบ้าง วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนหมดรอบการแสดงรอบนั้นๆ

ถามว่าอยากเล่นมั๊ย ... ตอบได้เลยว่าอยากมากกกกกค่ะ มาทั้งทีก็อยากเล่นให้ครบหมดเลย ... แต่ลองดูในวีดีโอสิคะ วันอาทิตย์วันนั้นมีแต่เด็กตัวเล็กๆมาเล่นกันให้พรึ่บ คุณพ่อคุณแม่ก็เชียร์อยู่ข้างสนามถ่ายรูปถ่ายวีดีโอกันใหญ่ ครั้นจะให้รุ่นใหญ่อย่างเราลงไปเสนอหน้าแย่งเด็กๆตัวสูงน้อยกว่าเอวเราเล่นมันก็น่าอายนะคะ สรุปว่าสองพี่น้องอดเล่นวิ่งแข่งกับน้องหมูไปโดยปริยาย :'-(


ไหนๆสองพี่น้องก็ไม่ได้ลงเล่นอยู่แล้วก็เลยดูแข่งรอบเดียวแล้วไปต่อ ... ไฮไลท์นึงที่สองพี่น้องอยากไปลองมากคือ รีดนมวัวตัวเป็นๆค่ะ ... ว่าแล้วก็มุ่งหน้าไปยังฟาร์มวัว 牛の牧場 Ushi-no-bokujo ที่อยู่ก่อนขึ้นเนินดอกไม้ ใกล้ๆกับที่แข่งวิ่งน้องหมูค่ะ (ต้นบนหัวนี่น่าจะซากุระด้วยนะคะเนี่ย แต่มาช้าดอกร่วงกลายเป็นใบเขียวหมดแล้ว)


ก่อนจะถึงที่รีดนมวัวเจอคอกม้าก่อนค่ะ ได้พบกับต้นฉบับผมหน้าม้าของแท้เลยต้องแวะขอบคุณกันสักนิด ที่ช่วยครีเอตทรงผมเก๋ๆปิดเหม่งได้ให้เรา มีบริการให้ขี่น้องม้าด้วยนะคะแต่ไม่ได้ใช้บริการค่ะ ไม่รู้เสียเงินหรือเปล่า


ผ่านคอกม้ามาก็เห็นเป้าหมายเราอยู่ข้างหน้าค่ะ 乳しぼり Chichi-shibori หรือที่รีดนมวัวค่ะ เต๊นท์ไม่ใหญ่นักแต่ท่าทางจะฮิตไม่เบาเลย ขนาดพวกเรามาก่อนเวลาแล้วยังมีคนต่อคิวรอขนาดนี้แล้วค่ะ


เห็นคิวแล้วก็ไม่รอช้า รีบวิ่งไปต่อทันทีก่อนแถวจะยาวยิ่งไปกว่านี้ ... ระหว่างรอ(กลางแดดแรงแจ๋บนภูเขาสูง)ก็แอบแคนดิตเด็กญี่ปุ่นน่ารักๆรอบๆมาด้วยค่ะ คนญี่ปุ่นนี่ดูเค้าเลี้ยงเด็กติดดินกันดีนะคะ เท่าที่เห็นมาห่างๆประสาคนยังไม่มีลูกเป็นของตัวเอง เห็นเด็กญี่ปุ่นนี่โดนเข็นขึ้นรถไฟ ซ้อนท้ายจักรยานไปไหนมาไหนตั้งแต่ยังแบเบาะ โตมาสักนิดก็จูงมือคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวโน่นนี่ สงสัยเพราะเดินเยอะกันมาแต่เด็กนี่เองค่ะ โตมาจนถึงแก่ไปคนญี่ปุ่นถึงได้แข็งแรงเดินกันเก่งแบบนี้ (ไม่เกี่ยงฤดูร้อนฤดูหนาวด้วยค่ะ เดินทุกฤดู)


พอได้เวลาน้องวัวก็มาค่ะ มาแค่สองตัวเท่านั้น โดยแถวที่ต่อไว้จะแบ่งเป็นสี่แถว ... สองแถวต่อน้องวัวหนึ่งตัว เข้าขนาบน้องวัวกันคนละข้าง โดยกรุ๊ปนึงก็จะเข้าไปทีเดียวพร้อมๆกันเลย ... ตอนนี้หันไปมองด้านหลังอีกทีคนต่อคิวต่อจากเรายาวเฟื้อยไปแล้วค่ะ ดีนะเนี่ยที่รีบมาก่อน


และแล้วก็ถึงคิวเราค่ะ ผลัดกันกับคุณพี่ชาย ... สัมผัสแรกที่จับนมน้องวัวนี่รู้สึกว่านิ่มๆลื่นๆบอกไม่ถูกเลยค่ะ สัมผัสไม่ค่อยเหมือนผิวคน แต่เหมือนนิ่มๆมีขนอ่อนๆรอบๆลื่นนิดๆแต่ไม่ได้ลื่นปรื๊ดแบบผิวเด็กน่ะค่ะ สากกว่านิดนึง ไม่รู้จะอธิบายยังไงคงต้องลองไปหาโอกาสกันเองนะคะ ... นมน้องวัวก็เล็กยิ่งกว่าที่เราคิดอีกค่ะ ขนาดว่าเรามือเล็กๆนิ้วสั้นๆ แต่แค่สองนิ้วก็รวบได้แบบเหลือๆแล้ว แต่ก็ด้วยความเกรงใจน้องวัวน่ะนะคะ ไม่ค่อยกล้าบีบหรือดึงรุนแรง ก็ลองบีบเบาๆดูแต่นมน้องวัวก็ออกได้ค่ะ พุ่งปรี๊ดออกมาเลยมีพลาดไม่ลงถังไปบ้างบางส่วน


แต่เพื่อให้คนอื่นๆ(เด็กๆด้วย)ที่รอกันกลางแดดได้ลองมั่ง สองพี่น้องลองกันคนละนิด รีดนมน้องวัวออกมาได้กันคนละครั้งก็พอแล้วค่ะ ออกมาให้คิวต่อไปเข้าแทน อำลาน้องวัวกันที่ตรงนี้นะคะ จริงๆอยากถ่ายรูปคู่น้องวัวเหมือนกัน สีขาวดำลายสวยเชียวค่ะ เหมือนในภาพโปรโมตตามเว็บเปี๊ยบ


หมดตรงนี้ต่อไปก็จะเข้าไปในส่วนบนภูเขาแล้วค่ะ เดินเลาะรั้วไปเจอบรรดาน้องแพะน้องแกะนอนหลบแดดใต้ร่มเงาไม้กันใหญ่ ... จริงๆวันนั้นตอนอยู่ในตัวเมืองอากาศกำลังเย็นสบายนะคะ แดดแรงแต่ก็ยังไม่ร้อนมาก แต่พอมาบนเขาสูงใกล้ชิดดวงอาทิตย์ขึ้นอีก ใส่โค้ตแขนยาวก็มีแอบเหงื่อซึมเล็กๆตอนตากแดดนานๆค่ะ ... แต่ที่แย่กว่าคือมือค่ะ ฤดูใบไม้ผลิแถมใส่แขนยาวก็เลยชะล่าใจไม่ได้ทากันแดดที่มือ กลับไปวันนั้นมือที่โผล่พ้นเสื้อออกมา(โดยเฉพาะข้างที่ยกกล้องถ่ายรูป)ดำไปเลยค่ะ ตั้งหลายเดือนกว่าจะหายดำ ขนาดแดดวันเดียวเองนะคะเนี่ย (ส่วนคุณพี่ชายนั้นด้านหลังคอแดงจนเปลี่ยนไปดำเลย)


เดินขึ้นเนินผ่านตรงทุ่งดอกไม้นี่กี่ทีก็อดกดถ่ายรูปมาไม่ได้ค่ะเนี่ย สวยสดชื่นจริงๆจังๆ


ขึ้นไปถึงส่วนบนเขาแล้วจะเริ่มเห็นครอบครัวนั่งปิคนิคตามลานหญ้าต่างๆ และพวกเครื่องเล่นตั้งกระจายอยู่เป็นแห่งๆค่ะ(เห็นโกคาร์ทแว้บๆด้วย) แต่สองพี่น้องไม่สนใจเครื่องเล่น(ไม่มีเวลาด้วย)เลยไม่ได้สำรวจนะคะว่ามีอะไรบ้าง ถ้าเข้าไปดูในเว็บเค้าน่าจะมีบอกไว้คร่าวๆค่ะ


ที่ด้านบนนี้มีร้านอาหาร ร้านขนม กับร้านแฮมและไส้กรอกย่างด้วยค่ะ โดยเฉพาะไส้กรอกย่างนี่กลิ่นหอมยั่วใจชวนน้ำลายไหลมาแต่ไกล ขนาดว่าก่อนมาหม่ำปลาไหลชิ้นเบ้อเริ่มรองท้องกันมาจนอิ่มแล้วแท้ๆยังเกือบอดซื้อหม่ำไม่ได้เลยค่ะ


ลองแว่บเข้าไปดูในคล้ายๆ Hall ก่อนค่ะ ยังไม่ถึงรอบการแสดงเลยโล่งสนิท ถ้าจำไม่ผิดจากใน FB น้องๆที่ไปกันมา ที่นี่น่าจะมีการโชว์ตัดขนแกะ แล้วก็มีให้(ต่อคิว)ถ่ายรูปกับเจ้า Alpaca ขนฟูตัวเด่นของฟาร์มนี้ด้วยนะคะ ... สองพี่น้องหนนี้เวลาน้อยไป สุดท้ายก็ไม่ได้ชมการแสดงในนี้ ไม่ได้ถ่ายรูปกับน้อง Alpaca กะเค้าเลยค่ะ


ออกจาก Hall เห็นตรงไหนคนเยอะก็ตามไปมุงกะเค้ามั่งค่ะ


ตรงที่มุงกันเยอะๆนี้เป็นคอกสัตว์หลายๆชนิดค่ะ เช่น ตัวลามะในภาพ ... ป้ายเค้าเขียนว่า ลามะเป็นสัตว์ที่ชอบ Itazura いたずら (ประมาณว่าซน ขี้แกล้ง) ด้วยนะคะ แต่ไม่ได้ประชิดตัวก็เลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือโม้


ถึงเราจะเคยไป Sydney@Australia แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยเห็นน้องแกะในทุ่งหญ้าตามธรรมชาติเลยค่ะ ... ถึงที่ฟาร์มนี้จะไม่ธรรมชาติ 100% แต่ก็ดูแก้ขัดไปก่อนได้ ไว้มีโอกาสอยากไปถ่ายรูปวิวสวยๆ ทานปลาแซลมอนสดๆที่ฟาร์มในนิวซีแลนด์กะเค้ามั่ง


วันนั้นแดดบนภูเขานี่แรงได้ใจเหมือนกันค่ะ โดยที่ไม่ต้องมีใครบังคับ น้องแกะพร้อมใจกันไปนั่งเรียงแถวกันที่ข้างรั้วเพื่อหลบแดดกันหมดเลย


น้องแกะที่เรียงกันข้างรั้วนี่มีแต่ตัวโตเต็มวัยทั้งนั้นเลยค่ะ บางตัวนี่เขาเท่ห์มากเหมือนภาพในราษีเมษเปี๊ยบ ... น้องแกะอยู่ข้างรั้วนี่ก็ดีอย่างนะคะ คนมาเที่ยวอย่างเราๆสามารถแอบขอลูบได้นิดนึง


ด้านหลังนี่เป็นการแสดงฝูงเป็ดเดินเล่นค่ะ อีกหนึ่งการแสดงที่พวกเราพลาดไม่ได้ดูเพราะเวลาไม่พอ อ่านจากชื่อเดาว่าน่าจะมีน้องเป็ดมาเดินกันเป็นร้อยเลย(มั้งคะ)


ตามจุดต่างๆจะมีก๊อกน้ำพร้อมสบู่ให้ล้างมือด้วยค่ะ เพื่อสุขอนามัยที่ดีหลังจากไปจับไปลูบไปกอดสรรพสัตว์กันมาแล้วก็อย่าลืมถูสบู่ล้างมือให้สะอาดให้เหมือนน้องหนูคนญี่ปุ่นคนนี้ด้วยนะคะ


หนึ่งในไฮไลท์ของพวกเราสองพี่น้องคือการแสดงต้อนฝูงแกะค่ะ ระหว่างทางเดินไปยังไม่ทันจะถึงที่แสดงก็มีเหตุให้แวะอีกแล้ว เห็นคนกำลังป้อนหญ้าให้น้องแกะกันอยู่ พวกเราก็รีบเข้าไปแจมกะเค้ามั่ง


ภาพบนนี่ทำตามคนญี่ปุ่นคนอื่นเค้าน่ะนะคะ แอบสงสัยเหมือนกันว่าทางฟาร์มเค้าอนุญาตหรือเปล่าหนอ ... เด็ดหญ้าจากพื้นรอบๆแล้วเอามาป้อนน้องแกะค่ะ ใครมีหญ้าในมือน้องแกะทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ก็รีบมาอ้ำกันใหญ่เลย โดยเฉพาะตัวเล็กๆนี่น่ารักมากเลยค่ะ อ้ำหาย อ้ำหาย (นานๆจะมีรูปที่ไม่ต้องเซนเซอร์หน้าแบบรูปบนนะคะเนี่ย ;P)

ถึงจะมีรั้วกั้นแต่ตรงนี้ก็ได้ใกล้ชิดน้องแกะกันพอควรเลยล่ะค่ะ ... เพิ่งจะรู้ตอนมาเที่ยวที่นี่เองว่าตัวเองก็ชอบสัตว์กะเค้าด้วย ปกติตัวอะไรเราก็กลัวไปหมดเลย แต่คือบรรดาน้องสัตว์ที่นี่เค้าเชื่องด้วยน่ะค่ะ ดูไม่น่ากลัว ไม่คำรามใส่ หรือ วิ่งเข้าใส่เรา ไม่งั้นเราก็คงโกยแน่บเหมือนเดิม


จริงๆอยากเล่นกับน้องแกะอีกหน่อย แต่เดี๋ยวจะพลาดการแสดงต้อนฝูงแกะเลยต้องรีบไปค่ะ ขนาดไปก่อนเวลาแล้วแต่แถวคนญี่ปุ่นที่มุงรออยู่ก็ยาวไปตลอดแนวเรียบร้อย ... เราก็ไปมุงกะเค้าแบบงงๆ ไม่รู้ว่าอะไรจะออกมาจากทางไหนกันแน่ เห็นเค้าหันมาทางไหนก็หันตามค่ะ แต่ไม่เห็นวี่แววน้องแกะอะไรเลย ... จนใกล้ได้เวลา คอนดัคเตอร์การแสดงของเรา คุณคาวบอยและน้องหมาคู่ใจก็มาปรากฏตัวที่ลานด้านหลังแถว พร้อมพูดเปิดการแสดงค่ะ ... โปรดสังเกตแถวในภาพนะคะ ยาวไปถึงไหนๆแล้ว ที่ด้านหลังเราก็มีแถวยาวไปจนสุดเนินด้านขวาอีกด้าน


เกริ่นจบคุณคาวบอยก็เดินผ่านฝูงชนมายืนประจำที่ที่บนเนิน ... จนถึงตอนนี้เรามองซ้ายมองขวาก็ยังไม่เข้าใจเลยค่ะว่าเดี๋ยวมันจะมีอะไรออกมาจากที่ตรงไหนกัน


และแล้วการแสดงก็เริ่มค่ะ ที่แท้เค้าจะปล่อยน้องแกะกว่า 150 ตัวจากในคอกบนเนินทางด้านขวา (ต้นไม้บังเลยจะมองไม่ค่อยเห็นคอกที่ว่าค่ะ) ... น้องแกะนับร้อยก็จะวิ่งลงเนินมาที่ด้านล่างแบบไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก ตรงนี้เป็นหน้าที่ของคาวบอยของเราค่ะ เค้าจะเป่าปากปี๊ดๆบอกให้น้องหมา (เห็นมีน้องหมาอยู่ 2-3 ตัวนะคะ) ไปวิ่งต้อนน้องแกะทั้งฝูงจากที่วิ่งกระจายๆกัน ขมวดเข้ามาเกาะกลุ่มกันเป็นวงกลม

เพื่อให้เห็นภาพลองดูวีดีโอเลยดีกว่าค่ะ ... เราไม่ถนัดถ่ายวีดีโอเท่าไหร่ก็หวังว่าคงพอดูกันได้นะคะ ... จริงๆมีตอนนึงแต่ต้นไม้บังถ่ายไม่ถึง เป็นตอนที่มีน้องแกะหนึ่งตัววิ่งแตกฝูงไปไกล ก็ลำบากน้องหมาหนึ่งตัวต้องวิ่งไปประกบต้อนกลับเข้าฝูงอีกครั้งค่ะ คนดูชอบใจกันใหญ่เพราะน้องแกะกับน้องหมาแบบว่าวิ่งตีคู่กันไปไกลเลยค่ะ


สักพักน้องแกะก็ถูกต้อนให้วิ่งขึ้นเนินตรงทางขึ้นทางซ้ายสุด แล้วน้องแกะทั้ง 150 กว่าตัวก็วิ่งมาเข้าคอกที่อยู่ด้านหลังแถวที่พวกเรายืนกันอยู่ค่ะ ... ตัวในภาพนี่เข้าคอกมาแล้วก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงวิ่งพุ่งตรงมายังรางอาหารเลย


จริงๆแค่เห็นการแสดงต้อนฝูงแกะและได้เห็นน้องแกะนับร้อยที่วิ่งฝุ่นตลบตะกี้มาอยู่ในคอกเตี้ยๆห่างเราแค่รั้วเล็กๆกั้นนี่เราก็ตื่นเต้นดีใจพอควรแล้วนะคะ รีบกดกล้องถ่ายรูปใหญ่เลย ... น้องแกะที่นี่ขนสีออกเหลือง ไม่ขาวจั๊วะเหมือนน้องแกะที่สวนผึ้งที่เราเคยเห็นในรีวิวค่ะ สงสัยที่ฟาร์มไม่มีเวลามาจับอาบน้ำรายตัวทุกวัน


ตอนที่เรากำลังเพลินกับการถ่ายรูปอยู่คุณพี่ชายก็มากระตุกเรียก ... โดยที่เราคาดไม่ถึง ที่นี่เค้าอนุญาตให้เราเข้าไปเดินเล่นในคอกน้องแกะด้วยล่ะค่ะ ... โอกาสใกล้ชิดน้องแกะขนาดนี้มีหรือคะจะยอมพลาด รีบไปต่อคิวเข้าแถวทันทีก่อนจะอด (เพราะเห็นในคอกแค่น้องแกะก็เกือบเต็มความจุแล้ว คนที่มาดูน่าจะเข้าไปได้แค่บางส่วนเท่านั้น) ... ประสบการณ์ใกล้ชิดน้องแกะตัวเป็นๆนับร้อยแบบนี้ไม่เคยคิดเลยค่ะว่าจะได้เจอ


ด้วยความเห่อก็ขอไปกอดน้องแกะซะหน่อย ส่วนตัวขวาในภาพนี่ไม่แน่ใจว่าติดใจอะไรกระเป๋าเรานะคะ อาหารก็ไม่มี (แต่กระเป๋าใบเดียวกันนี้เคยโดนน้องกวางที่ Nara งับมาแล้วเหมือนกัน)


โดยรวมแล้วน้องแกะไม่สนใจคนเลยค่ะ เดินไปเดินมาเสมือนหนึ่งเดินท่ามกลางฝูงน้องแกะด้วยกันเอง ก้มลงกินหญ้าเฉยไม่สนใจใครจะมาเกาะมาแกะ ... เด็กๆหลายคนก็ชอบใจนะคะ แต่บางคนก็เห็นกลัวน้องแกะร้องไห้จ้าเลย คุณพ่อต้องรีบอุ้มขึ้นเพื่อหลบน้องแกะ ... แต่อย่างคนในภาพนี่กลมกลืนดีค่ะ คุณแม่ยังสาวกับทารกน่าร๊ากก (คุณพ่อกำลังถ่ายรูปให้อยู่)


เดินๆอยู่ในนี้นี่ไม่รู้เลยค่ะว่าได้เหยียบอึน้องแกะไปบ้างมั๊ย เพราะทั้งขาคนขาแกะคลาคล่ำไปหมดมองไม่เห็นพื้นเลยค่ะ (แต่เราใส่บู๊ตอยู่แล้ว เลอะนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ) ... สักพักถึงเวลาเค้าให้คนออก เราก็หันไปจะออกนะคะ แต่ดูสิคะน้องแกะขวางทางเต็มเลยออกไม่ได้ ... ระหว่างยืนจ่อก้นน้องแกะอยู่ อยู่ๆมีเสียงคล้ายๆนกหวีดดังปี๊ดแล้วน้องแกะทุกตัวก็พร้อมใจกันวิ่งไปทางซ้ายหมดเลยค่ะ ระหว่างวิ่งก็เหยียบเท้าเราเข้าให้อย่างจัง ... ไม่เจ็บหรอกนะคะ แต่ประสบการณ์ขำๆนี้ไม่รู้ลืมจริงๆค่ะ ... เฉลย "..." ในชื่อบล็อคตรงนี้ มันคือ ประสบการณ์โดนน้องแกะเหยียบเท้านั่นเอง


ได้เล่นกับน้องแกะไปเต็มอิ่มเราก็รู้สึกว่าทริปวันนั้นไม่เสียเที่ยวแล้วล่ะค่ะ ได้ประสบการณ์สนุกๆไปเพียบเลย ... ต่อไปจะค่อยๆเดินลงเขากันแล้วนะคะ ระหว่างทางเห็นครอบครัวปูเสื่อนั่งปิคนิคกันเป็นระยะๆ อย่างในภาพนี้เป็นอะไรที่เราอยากทำมากเลยค่ะ ปิคนิคกันครบครอบครัวตอนอากาศดีๆ ... แต่ก่อนอื่นคงต้องรอได้แต่งงานซะก่อนเป็นอันดับแรก >,<


อย่างที่บอกไปตอนต้นๆบล็อคว่าที่นี่มีให้เก็บผลไม้หรือดอกไม้กันสดๆตามฤดูกาลด้วย คุณพี่ชายเราเค้าก็อยากลองเก็บสตรอเบอรี่กินสดๆมานานแล้ว ก็เลยตั้งใจจะมาเก็บที่นี่ด้วยเพราะตอน เมย ยังมีอยู่ค่ะ (ที่นี่ไม่ใช่ราคาเหมา จะคิดเงินตามจำนวนที่เก็บ) ... ที่เก็บก็อยู่ในโดมในภาพเลยค่ะ แต่ตอนที่พวกเราไปตรงในภาพเค้าปิด ต้องไปอีกจุดนึงด้านล่าง แต่เท่าที่ส่องๆดูสตรอเบอรี่ก็ดูลูกเล็กๆไม่น่ากินเท่าไหร่ สรุปเลยไม่ได้แวะเก็บสตรอเบอรี่สดๆกินค่ะ


อย่างว่าว่า เมย มันปลายฤดูสตรอเบอรี่มากๆแล้วน่ะนะคะ ผลไม้ชนิดนี้ต้องตอนหน้าหนาวถึงจะอร่อยที่สุด(กลางเมษานี่ใบไม้ผลิเต็มๆ ซากุระที่โตเกียวก็ร่วงหมดแล้ว) ... ถึงจะยังมีสตรอเบอรี่แต่ก็ไม่ใช่ช่วงที่พีคอร่อยที่สุด ถ้าใครอยากไปสวนสตรอเบอรี่เน้นๆเลยเราว่าไปหาสวนอื่นตรงๆตอนที่อากาศยังเย็นกว่านี้จะดีกว่านะคะ ... แต่ถ้าแค่อยากลองดู ไม่ซีเรียสมากว่าสตรอเบอรี่ต้องใหญ่เบิ้มอะไรอย่างนี้ เราว่ามาที่นี่ก็ดีค่ะ เพราะได้ทำอย่างอื่นพร้อมกันไปด้วย

ที่ซุ้มข้างๆกันตอนที่ไปมีให้เก็บดอกไม้กันสดๆด้วยนะคะ คิดเงินตามจำนวนที่เก็บไป ... มีขอแวะเข้าห้องน้ำแถวนี้กันนิดนึง แอบตกใจว่าห้องน้ำสะอาดมากกกกค่ะ ถึงจะเป็นที่ญี่ปุ่นแต่ตามสถานที่ท่องเที่ยวปกติความสะอาดมันก็มักจะดร็อปลงระดับนึง ... ไม่รู้ว่าเพราะห้องน้ำนี้มันอยู่ลึก หรือเพราะมีแต่คนญี่ปุ่นมาเที่ยวหรือยังไง แต่สะอาดจนตกใจเลยค่ะสำหรับห้องน้ำในฟาร์ม


เดินลงเขาผ่านทุ่งดอก Nanohana สีเหลืองมาจนถึงด้านล่างตรงใกล้ๆทางเข้าออก เจอตรงซุ้มกระต่ายกำลังอยู่ในช่วงแสดงพอดีเลยค่ะ คนในเต๊นท์เพียบ ... ที่นี่เค้าจะมีน้องกระต่ายเยอะแยะ แล้วให้เอาไปอุ้มนั่งตักคนละตัว มีถุงมือ ผ้ากันเปื้อนทุกอย่างเตรียมไว้ให้แต่ละคนเรียบร้อย ... น้องกระต่ายตัวเป็นๆค่ะไม่มีสแตนอิน


ตอนที่เราไปอีกประมาณ 20-30 นาทีจะหมดรอบการแสดงนี้ แต่มองไปแล้วเห็นที่ว่างยังมี คนเดินออกก็มี แถมน้องกระต่ายก็ยังว่าง แต่ปรากฏว่าเค้าไม่ให้เข้าแล้วค่ะ อดไปอีกอย่าง T_T ... ได้แค่ถ่ายรูปกับน้องกระต่ายกับน้องหนูแฮมสเตอร์(มั้งคะ?)ตัวที่เจ้าหน้าที่หน้าเต๊นท์อุ้มอยู่


อ่านถึงตรงนี้แล้วก็ขอเฉลยเลยนะคะว่า เป้าหมายสุดท้ายที่เราแพลนว่าต้องมาทำที่นี่ให้ได้คืออะไร ... มันคือการมากินเนื้อย่างเจงกิสข่าน(เนื้อแกะ)นั่นเองค่ะ ... เคยกินครั้งนึงที่ชินจูกุ (บล็อคนี้) เป็นปีมาแล้วแล้วก็ไม่ได้กินอีกเลย ... ไหนๆที่นี่เค้าก็โปรโมตเนื้อย่างเจงกิสข่าน(สงสัยจะมาจากน้องแกะที่เลี้ยงในฟาร์มนั่นล่ะค่ะ) มาแล้วก็กะกินให้ได้ค่ะ ที่เห็นตึกมีระเบียงชั้นสองรั้วสีน้ำตาลนั่นเลยค่ะที่กิน (พอยื่นตั๋วเข้าฟาร์มมา ร้านนี้ก็อยู่ซ้ายมือเลยค่ะ)


ร้านนี้ตอนที่ไปเป็นแบบเปิดโล่งนะคะ ไม่ได้เปิดแอร์อะไร (แต่หน้าร้อนอาจเปิดแอร์ หน้าหนาวอาจเปิดฮีตเตอร์ก็เป็นได้) ... ที่นี่เป็นระบบ self service ค่ะ จากทางเข้ามองไปทางซ้ายจะเป็นที่ให้ช้อปให้หยิบกัน ก็เริ่มกันจากตรงนี้เลย อยากกินอะไรก็ไปหยิบที่เค้าวางโชว์ไว้ในตู้แช่เย็น (น้ำเปล่ามีให้กดฟรีที่ตู้ทางขวามือของทางเข้าค่ะ)


ช่วงนั้นมี 期間限定 Kikan-gentei (Seasonal limited) นี่ด้วยค่ะ Spicy Lamb Chop รูปหัวใจ ... คุณพี่ชายอยากลอง แต่เราไม่ชอบกินอะไรที่ต้องแกะต้องแทะเลย pass ไป


พอเลือกเสร็จก็ไปต่อคิวจ่ายเงินที่เคาเตอร์ด้านในค่ะ พวกน้ำหวานเบียร์อะไรก็ซื้อที่เคาเตอร์ ... สองพี่น้องหยิบกันหนุบหนับได้มาเท่านี้ (เนื้อแกะสองถาด ผักหนึ่งถาด ไส้กรอกเครื่องเคียงหนึ่งถาด)


จ่ายเงินเสร็จก็เลือกโต๊ะกันตามสะดวกเลยค่ะ จะเอาโต๊ะด้านในใต้หลังคาก็ได้ หรือถ้ายังรับโอโซนไม่พอจะไปนั่งนอกระเบียง ชมวิวทุ่งดอกไม้สวยๆ วิวภูเขากว้างๆระหว่างย่างเนื้อกินอีกก็ได้ค่ะ


แต่ ณ วันนั้นสองพี่น้องรับแดดพอแล้ว(มือดำ คอดำกันไปหลายเดือน) ก็เลือกนั่งหลบแดดค่ะ ถึงจะเป็น self service แต่ก็มีพนักงานยืนดูอยู่ห่างๆนะคะ ถ้าจุดเตาไม่ได้อะไรไม่ได้มองซ้ายขวาหน่อยเค้าก็รีบมาช่วยค่ะ ... ส่วนผ้ากันเปื้อนลายโลโก้ฟาร์มนี้ให้มาคนละอันที่แคชเชียร์ ถ้าไม่ใส่นี่เสื้อคงเปื้อนไปเยอะ เพราะตอนถอดผ้ากันเปื้อนออกนี่รอยน้ำมันเป๊าะแป๊ะกระเด็นใส่เพียบเลยค่ะ


วิธีการย่างกินให้อร่อยเค้ามีแปะไว้ตั้งแต่ที่หน้าทางเข้าเลยค่ะ ... เริ่มจาก เอามันไปถูๆกระทะก่อน ... จากนั้นวางผักไปย่างก่อนค่ะ แล้วค่อยเอาเนื้อวางย่างด้านบนผักอีกที ... วิธีนี้เนื้อจะได้ไม่ไหม้หรือสุกเกินไป


แต่สองพี่น้องหิวมาก ไม่ทันได้สนใจวิธีย่างอะไรเลยค่ะ หยิบวางหยิบวางประหนึ่งกินบาร์บีคิวพลาซ่าที่เมืองไทย สภาพเตาเลยออกมามั่วๆประมาณนี้ ... เนื้อแกะสไลด์มันบางๆไปหน่อยไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำเท่าที่เรากินที่ร้านเฉพาะที่ชินจูกุ แต่ไส้กรอกที่นี่อร่อยดีค่ะ หยิบมาเพราะเขียนว่าเป็นเครื่องเคียงแนะนำ (ไปๆมาๆอร่อยกว่าเนื้อแกะอีกนะคะเราว่า) ... ที่นี่ถือว่ากินบรรยากาศไปด้วยได้ขนาดนี้ก็โอเคค่ะ เที่ยวเล่นกันมาเหนื่อยๆมานั่งพักกินเนื้อย่างกระทะร้อนๆอร่อยๆ


กินกันอิ่มแล้วก็แวะไปร้านของฝากกันค่ะ มีตุ๊กตารูปสัตว์ในฟาร์มต่างๆเต็มเลย หลังจากตัดใจไปพอควรเราก็ได้มาแค่สองชิ้นเล็กๆค่ะ ... พวงกุญแจน้องแกะ ที่ระลึกโดนเหยียบเท้า ... กับ สร้อยคอนกหวีด ... อันหลังนี่คือตั้งแต่แผ่นดินไหวก็หามานานแล้ว อยากได้นกหวีดสวยๆ แบบที่เป็นเครื่องประดับได้ด้วยมาห้อยติดคอ (ประดับก็ได้ ฉุกเฉินขึ้นมาก็ใช้เป่าขอความช่วยเหลือได้)


ในร้านขายของฝากมีตู้สติกเกอร์ด้วยนะคะ สองพี่น้องไม่คุ้นเคยกับตู้พวกนี้เลย เกือบไม่รอดค่ะ หน้าจอมันเปลี่ยนเร๊วเร็วแถมพอลากน้องวัวมาประดับแล้วลบออกไม่เป็นอีก ... ทีแรกเกือบได้ภาพออกมาแบบมีน้องวัวแปะเกะกะบังเต็มทั้งหน้าจอแล้ว ... ส่วนภาพที่ออกมานี่ก็นะคะ ดั้งเดิ้งจากที่เดิมเราก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว เจอเอฟเฟคแสงออร่าของตู้สติกเกอร์เข้าไปกลายเป็นมนุษย์ดั้งหายไปเรียบร้อยเลยค่ะเรา


หมดจากร้านของฝากก็ต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถบัสอีกแล้วค่ะ ขาขึ้นมีคันเดียวต่อวันขาลงก็ไม่ต่างกัน ... ถ้าให้นับนิ้วว่าพลาดอะไรไปบ้างก็เพียบเลยค่ะ ... ซอฟท์ครีมแนะนำที่ทำจากนมของวัวในฟาร์มก็ยังไม่ได้ลองทาน ... ของฝากขนม นม เนย และของกินต่างๆผลิตในฟาร์มก็ยังดูไม่ละเอียด ... น้อง Alpaca คนดังก็ไม่ได้เจอ ไม่ได้ถ่ายรูปด้วย ... การแสดงตัดขนแกะก็ไม่ได้ดู ... การแสดงน้องเป็ดและอะไรอีกหลายๆอย่างก็แห้ว :'|

นั่งบัสลงเขาและนั่งกลับโตเกียวประมาณสองชั่วโมงก็ถึง Ueno บ้านเราค่ะ ... เพิ่งกินเนื้อย่างเจงกิสข่านกัน เดินย่อยไปไม่กี่ชั่วโมง แต่มื้อเย็นคุณพี่ชายรีเควสเนื้อย่างอีกแล้วค่ะ ทิ้งท้ายก่อนเค้าบินกลับไทย (ไงไม่รู้เค้าบอกไม่ค่อยชอบกินเนื้อย่างที่ไทยน่ะค่ะ) ... ร้านเนื้อย่างนี้แถวบ้านเราเลย อร่อยและราคาไม่แพงมาก อุตส่าห์ยึดเป็นฐานกินเนื้อย่าง เดินเข้าไปกินคนเดียวประจำ ... แต่ประมาณตอนเดือน พค (2011) ไม่รู้ยังไงอยู่ๆก็แปะป้ายปิดไปค่ะ ไม่บอกเหตุผลอะไรไว้ ส่วนเราก็ต้องระเห็จไปหาเจ้าอื่นกินแทน


จบวันจบทริปนั้นแบบสนุกสมใจมากเลยค่ะ เล่นกับสัตว์ต่างๆสนุก อากาศดี วิวสวย อาหารก็อร่อย ... จะติดใจหน่อยก็ตรงว่ายังเที่ยวไม่ทั่วเลย ถ้ามีโอกาสได้ชวนใครไปที่นี่อีกก็ไปนะคะ แต่ขอเป็นตอนเปลี่ยนทุ่งดอกไม้เป็นดอกอื่นบ้างเพื่อความหลากหลายของคลังรูปภาพ ^^

.
.
.
.

สำหรับ The YELLOW of Spring in Japan 2011 นี้ไม่มีเวิ่นเว้อต่อหลายตอน จบแค่ Episode เดียวนี่ล่ะค่ะ สีอื่นๆที่เหลือในแบนเนอร์ตรงหัวบล็อคจะพยายามทำต่อให้เสร็จก่อนจะน็อครอบไปถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2012 นะคะ (แต่ขอบอกว่างานนี้ไม่กล้ารับประกันค่ะ)



The Colors of Spring in Japan 2011

1. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 1st Episode:: The WHITE of Plum Flower and Sakura
2. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 2nd Episode:: The WHITE Spirit of Japanese
3. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 3rd Episode:: The WHITE of Sakura-Panda
4. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 4th Episode:: The YELLOW of Nanohana กับประสบการณ์โดนน้องแกะ...
5.
6.



ทั้งภาพและวีดีโอทริปนี้ถ่ายด้วย Canon Kiss X3 + EF-S 15-85mm F/3.5-5.6 IS USM ล้วนๆค่ะ ภาพคนจะใช้แฟลช Speedlite 430EX เพื่อเปิดเงาบนหน้าเสริมด้วย (แต่เซนเซอร์หน้าไว้ เลยไม่ค่อยเห็นผลในภาพนะคะ) ... เนื่องจากแดดดีเว่อร์ๆเลยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง WB เพี้ยน ส่วนใหญ่ก็เพิ่มลดแสง และแก้ไขรูปเอียง ย่อ usm ปกติค่ะ


>> คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ในอัลบั้ม SkyDrive ของบล็อคนี้
>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2554    
Last Update : 22 มีนาคม 2556 23:28:18 น.
Counter : 5469 Pageviews.  

:: ความรู้รอบตัว :: โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กับ ระเบิดนิวเคลียร์ เหมือนกันหรือต่างกันแค่ไหน ???


เนื่องจากช่วงนี้เรียนจบแล้วระหว่างเก็บข้าวเก็บของเก็บห้องเตรียมกลับบ้านก็พอมีเวลาให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นสงสัยแล้วไปค้นหาข้อมูลมาดับความสงสัยหน่อยค่ะ ประกอบกับที่ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 6 และ 9 สค ที่ผ่านมาก็มีถ่ายทอดพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์ระเบิดนิวเคลียร์กันด้วย

อ่านมาหลายข่าวหลายแหล่งก็สะท้อนและหดหู่ใจไม่แพ้กัน แต่ที่น่าสงสารที่สุดคือ ข่าวนี้ ที่พูดถึงคุณลุงชาวญี่ปุ่นท่านนึงปัจจุบันอายุ 85 ปี เมื่อ 66 ปีก่อนคุณลุงเค้าเป็นทหารอยู่ที่ฮิโรชิม่าที่โดนระเบิด หลังสงครามจบก็กลับบ้านเกิดที่ Minami-soma ใน Fukushima ตั้งรกรากประกอบอาชีพเลี้ยงวัว(เนื้อ)อยู่ที่ฟุคุชิมะแทน

ผ่านมา 66 ปีเคราะห์ซ้ำกรรมซัดต้องมาเจอเหตุการณ์โรงไฟฟ้านี้เข้าอีกบ้านคุณลุงอยู่ในรัศมี 30 km จากโรงไฟฟ้า (ในรัศมีนี้คือ ไม่แนะนำให้ออกมาเดินร่อนนอกบ้านค่ะ) หลังจากเรื่องโรงไฟฟ้าผ่านมาสักพักจนดูเรื่องทรงตัวคุณลุงก็เริ่มเลี้ยงวัวอีกครั้ง แล้วก็มาเจอเหตุการณ์ตรวจพบรังสีในเนื้อวัวเมื่อเดือน กค (วัวไปกินหญ้าแห้งปนรังสี ที่ซื้อมาจากเกษตรกรที่ผลิตหญ้าแห้งพวกนี้)ทำให้เนื้อวัวจากจังหวัดฟุคุชิมะโดนสั่งแบนไปอีกค่ะ

สำหรับเหตุการณ์วัวกินหญ้าปนรังสีนี้จะว่ายาวก็ยาวค่ะ เอาคร่าวๆที่เราเคยตอบไว้ใน กระทู้นี้ ก็ตามใน(หลายๆ)ภาพล่างนะคะ(คลิกดูภาพใหญ่ได้) แบบว่าตอนนี้ยังขี้เกียจพิมพ์สรุปเรื่องนี้ค่ะ



อีกอัน




ก็ด้วยเหตุการณ์โรงไฟฟ้าฟุคุชิมะนี่ล่ะค่ะที่ทำให้ช่วงนี้สนใจเกี่ยวกับเรื่องของนิวเคลียร์ จริงๆตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลายก็สนใจอยู่แล้วแต่ไม่ได้สานต่อ มาตอนนี้พอมีเวลาก็เกิดคำถามในใจมากมาย อย่างกรณีโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล เห็นใน ข่าว ว่าต้องไปใช้เวลากันกว่า 20,000 ปีกว่าบริเวณโรงไฟฟ้าที่เกิดเหตุนั้นจะกลับมาอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยเหมือนเดิม ...

อ้าว ถ้างั้นทำไมเหตุระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ เพิ่งผ่านมาประมาณ 66 ปี (เหตุเกิดเมื่อ สค 1945) ทำไมปัจจุบันทั้งสองเมืองนั้นกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของทางแถบคิวชูไปแล้ว? ทั้งไทยทั้งเทศก็ไปเที่ยว ไปชมพิพิธภัณฑ์รำลึกเหตุการณ์ระเบิดนิวเคลียร์เอามารีวิวกันใหญ่

จากความสงสัยนี้ก็มาสู่คำถามสั้นๆ(แต่คำตอบแสนจะยาว)ที่ว่า "อันตรายและผลกระทบที่เกิดจากระเบิดนิวเคลียร์ แตกต่างกับ ที่เกิดจากอุบัติเหตุเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังไง ?" เพื่อแยกประเด็นให้ชัดเจนขอแยกการอธิบายเป็นหัวข้อต่างๆดังนี้นะคะ ใครรู้เรื่องไหนอยู่แล้วก็ข้ามๆไปได้

1. ทำความรู้จักกับ Nuclear chain reaction หรือ ปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ แบบง่ายๆ
2. โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ กรณีเลวร้ายแบบสุดๆ?
3. โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดตู้ม ... เรื่องนี้มีมูลหรือแค่กังวลกันไปเอง?
4. ทำไมฮิโรชิม่าและนางาซากิที่โดนบอมบ์ สามารถกลับมาฟื้นฟูมีคนอยู่อาศัยปกติได้ในเวลาแค่ไม่กี่สิบปี?
5. เปรียบเทียบอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กับ อุบัติเหตุระเบิดนิวเคลียร์ ... อันไหนส่งผลร้ายแรงมากกว่ากัน?
6. รายชื่อข้อมูลอ้างอิง

ก่อนจะเริ่มบรรเลง ต้องบอกเพิ่มเติมว่าในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรานั้นเหตุการณ์ระเบิดนิวเคลียร์ หรือ Nuclear bomb หรือ Atomic bomb นั้นมีแค่ 2 เหตุการณ์ที่เกิดที่ญี่ปุ่นเท่านั้นค่ะ เหตุการณ์แรก 6 AUG 1945 ระเบิด Little boy ลงที่ Hiroshima และ เหตุการณ์สอง 9 AUG 1945 ระเบิด Fat man ลงที่ Nagasaki ... นอกจากสองเหตุการณ์นี้แล้วก็ยังไม่มีเหตุการณ์อื่นให้ใช้เป็นกรณีศึกษาของระเบิดนิวเคลียร์ที่ถูกนำมาใช้จริงๆ(ไม่ใช่ในการทดลองอาวุธ)ได้ค่ะ

บล็อคนี้ตัวหนังสือเป็นหลักแล้วก็ออกจะปนวิชาการและความรู้หนักๆมากสักหน่อย เป็นการสรุปข้อมูลตามความเข้าใจของเราจากหลายๆแหล่งที่อ่านมาค่ะ(เผื่อไว้ตัวเองกลับมาอ่านทีหลังด้วย จะได้ไม่ต้องไปไล่อ่านหลายๆที่อีก) ถ้ามีตรงไหนข้อมูลผิดไปหรือใครมีข้อมูลอยากเสริมก็บอกได้นะคะ แต่อยากขอแหล่งข้อมูลอ้างอิงนั้นๆประกอบด้วยค่ะ



1. ทำความรู้จักกับ Nuclear chain reaction หรือ ปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ แบบง่ายๆ

ถ้าจะเอาง่ายที่สุดก็ต้องอ้างอิงดรากอนบอลเลยค่ะ ไอ้ที่ทำ fusion รวมร่างกันแล้วกลายเป็นสุดยอดซุปเปอร์ไซย่า(นับไม่ถูกแล้วค่ะว่าซุปเปอร์ไซย่าเค้ามีกี่ระดับขั้นกันแน่)นั่นล่ะค่ะ คำว่า fusion ที่ใช้พูดๆกันในการ์ตูนจริงๆแล้วก็คือชื่อของปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์แบบหนึ่ง

Credit ภาพจาก //eng.hebus.com/image-116110.html

โดยย่อๆปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์นั้นมีสองแบบใหญ่ๆ fission และ fusion หลักการเกิดปฏิกิริยาจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ... fission คือ การทำให้อะตอมใหญ่ แตกเป็นเล็กๆและปล่อยพลังงานออกมา ... fusion คือ การรวมอะตอมเล็กๆให้เป็นอะตอมใหญ่ขึ้นและได้พลังงานออกมาเช่นกัน ... จากความรู้สมัยมัธยมปลายของเรานะคะ การ fusion จะได้พลังงานจากปฏิกิริยามากกว่า fission แต่ fusion เป็นปฏิกิริยาที่มนุษย์ยังไม่สามารถสร้างหรือควบคุมได้ ดังนั้นการ fusion ปัจจุบันก็พบเกิดได้แต่ที่พื้นผิวของดวงอาทิตย์ค่ะ (ไม่งั้นคงต้องไปถามหงอคงดูว่าเค้าไปเจอคนสอนวิชา fusion นี้ที่ดาวดวงไหน )

Credit ภาพจาก //love123abc.wordpress.com/2011/03/06/nuclear-energy/

กลับมาที่เรื่องของเรากันก่อน นอกจากชื่อจะมีคำว่า "นิวเคลียร์" เหมือนกันแล้ว อีกสิ่งที่เหมือนกันระหว่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และระเบิดนิวเคลียร์ก็คือ มันอาศัยปฏิกิริยา fission ค่ะ หลักการคร่าวๆของ Fission nuclear chain reaction ก็คือ การยิงนิวตรอนไปทำให้อะตอมใหญ่ของสารกัมมันตภาพเกิดการแตกตัวเป็นอะตอมกัมมันตภาพรังสีที่ขนาดเล็กลง ผลที่ได้นอกจากอะตอมกัมมันตภาพที่ขนาดเล็กลงแล้ว เราก็ยังได้พลังงานความร้อนและนิวตรอนอิสระเพิ่มออกมาเป็นของแถมด้วยค่ะ แล้วก็เจ้านิวตรอนอิสระที่ถูกปล่อยเพิ่มออกมานี่เองค่ะที่จะวิ่งไปชนอะตอมกัมมันตภาพรังสีอื่นๆต่อ ทำให้เกิดการแตกตัวต่อเนื่องเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่แบบ non-stop (สำหรับในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมี control rod ใช้ช่วยดูดซับนิวตรอนที่วิ่งพล่านนั่น เพื่อหยุดปฏิกิริยาลูกโซ่ได้ค่ะ)

Credit ภาพจาก //hiroshimabomb.free.fr/bombe_a.html

ในเรื่องระเบิดนิวเคลียร์เราเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องละเอียดกว่านี้นัก แต่สำหรับในโรงงานผลิตไฟฟ้าเค้าจะเอาความร้อนสูงที่ได้จากปฏิกิริยาลูกโซ่นี้มาทำให้น้ำเกิดการระเหยเป็นไอจำนวนมหาศาล แล้วไอน้ำพวกนี้ล่ะค่ะที่เป็นตัวไปปั่นให้เกิดไฟฟ้าให้เราใช้กัน ... ลองจินตนาการว่าเราถือกังหันลมเล็กๆอันนึงไว้เหนือหม้อน้ำที่น้ำกำลังเดือดพล่านดูค่ะ ยิ่งน้ำเดือดแรงไอน้ำยิ่งพุ่งแรงจนเพียงพอจะทำให้กังหันอันเล็กๆของเราหมุนติ้วได้ แล้วพอกังหันหมุนได้มันก็ผลิตไฟได้เหมือนที่เราใช้พลังลมหมุนกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้านั่นเอง ... แต่ในระบบไฟฟ้านิวเคลียร์ความร้อนที่เกิดมันมหาศาลมากกว่ากาต้มน้ำมาก แถมยังถูกควบคุมให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ไอน้ำที่เกิด และ ความดันของไอน้ำก็เลยยิ่งมากขึ้นจนเพียงพอจะหมุนให้เกิดพลังงานไฟฟ้ามหาศาลขนาดใช้อุปโภคกันได้ทั่วทั้งภูมิภาคอย่างที่เป็นอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ล่ะค่ะ

Credit ภาพจาก //en.wikiversity.org/wiki/File:PressurizedWaterReactor.gif

ข้อดีของพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์คือ สามารถผลิตไฟฟ้าได้สม่ำเสมอกว่าพลังลมหรือพลังน้ำ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามากโดยเฉพาะถ้าเทียบกับพลังงานแสงอาทิตย์ค่ะ กราฟทางขวามือในภาพด้านล่างเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วยวิธีต่างๆต่อหนึ่งหน่วยการผลิตค่ะ คำแปลอยู่ใต้ภาพนะคะ สำหรับการถกเรื่องอื่นๆของพลังงานทางเลือกชนิดนี้เคยพูดไปแล้วใน บล็อคนี้ ค่ะ

太陽光 Taiyo-hikari พลังงานแสงอาทิตย์ 49 yen
風力 Fu-ryoku พลังลม 10-14 yen
水力 Sui-ryoku พลังน้ำ 8-13 yen
火力 Ka-ryoku พลังความร้อน 7-8 yen
原子力 Genshi-ryoku พลังนิวเคลียร์ 5-6 yen
ปล. พลังความร้อนที่ว่าน่าจะหมายถึง การเผาไหม้ด้วยเชื้อเพลิงอย่างถ่านหิน น้ำมัน หรือ ก๊าซธรรมชาติ(มั้ง)นะคะ



2. โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ กรณีเลวร้ายแบบสุดๆ?

สำหรับหัวข้อนี้ขอทิ้งเรื่องระเบิดนิวเคลียร์ไปก่อนค่ะ แล้วมาดูกันว่าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์นั้นอะไรคือ อุบัติเหตุที่ร้ายแรงสุดๆเท่าที่สามารถจะเกิดได้แล้ว

เหตุร้ายสุดๆที่เกิดได้กับแกนปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้าคือสิ่งที่เรียกว่า meltdown ซึ่งก็แปลตรงตัวคือ แกนเชื้อเพลิงหลอมละลายกลายเป็นของเหลวนั่นเอง โดยในตอนแรกตัวแกนเชื้อเพลิงก็จะหลอมก่อน และถ้าหากความร้อนสะสมยังมีต่อไปไม่ถูกลดลงโดยระบบ cooling systems คราวนี้แม้แต่ตัววัสดุที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอกของแกนเชื้อเพลิงก็จะหลอมละลายตามไปด้วย

ในกรณีที่การหลอมละลายเกิดมากๆเข้า ตัวแกนเชื้อเพลิงที่หลอมละลายก็จะไหลทะลุผ่านวัสดุห่อหุ้มที่ก็ร้อนจนหลอมละลายไปเช่นกัน พอไหลกันไม่มีตัวกั้นอย่างนี้เจ้าแกนเชื้อเพลิงหลอมเหลวนั้นก็สามารถซึมลึกลงไปได้ถึงประมาณ 50 feet ข้างใต้โรงไฟฟ้า ผลของการหลอมและซึมลงใต้ดินนี้ก็คือ ตัวเชื้อเพลิงที่หลอมละลายจะไปทำปฏิกิริยากับสายน้ำใต้ดิน(ที่ไม่รู้ไหลไปถึงไหนบ้าง) ทำให้เกิดการปนเปื้อนของรังสีส่งผลต่อเมืองใกล้เคืองและประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นค่ะ (ไม่แน่ใจว่าที่ฟุคุชิมะมีท่อแตกรั่วเหมือนในภาพการ์ตูนด้านล่างหรือเปล่านะคะ แต่ที่ meltdown แล้วทะลุลงดินน่าจะเหมือน)

Credit ภาพจาก //www.stop-hamaoka.com/ehon/four.html

ปฏิกิริยาการเกิด meltdown นี้แม้ว่า nuclear chain reaction (ที่นิวตรอนวิ่งไปชนอะตอมกัมมันตภาพแตกตัวเป็นลูกโซ่) จะถูกหยุดไปแล้ว แต่ตราบใดที่ตัวแท่งปฏิกรณ์ยังมีความร้อนเหลืออยู่และไม่มีระบบการ cool down มาช่วยมันก็ยังเกิดการหลอมเหลวได้อยู่ค่ะ ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่เกิดในเคสฟุคุชิมะ เพราะทันที่ที่ตรวจจับแผ่นดินไหวได้ระบบก็ถูก shutdown ทำให้ nuclear reaction หยุดลง สิ่งที่เหลืออยู่คือความร้อนเพียงแค่ 7% (เทียบกับตอนเดินเครื่อง) ซึ่งเป็นเศษความร้อนที่หลงเหลือจากปฏิกิริยา fission ที่เพิ่งหยุดไป แต่แค่ 7% ที่ว่านี้ก็เพียงพอจะทำให้เกิดการหลอมละลายของแท่งเชื้อเพลิงปฏิกรณ์จนเป็นปัญหาอย่างในปัจจุบันแล้วค่ะ (ขนาดว่าตอนเกิดเรื่องแถบนั้นยังอากาศหนาวอยู่เลยนะคะเนี่ย)

ตามหลักของการแผ่รังสีแล้ว ยิ่งอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดรังสีมาก รังสีที่เจือปนก็จะยิ่งเข้มข้นและจะค่อยๆจางออกไปตามระยะทางและเวลาที่ผ่านไป ดังนั้้นเมื่อตอนที่เกิดเหตุเลยต้องมีการประกาศด่วนอพยพผู้คนออกจากรัศมีโรงไฟฟ้าทันทีค่ะ ภาพล่างนี้ตัวอย่างที่เค้าคาดการณ์กันว่าจะกระจายเมื่อวันที่ 12 มีค 2011 ที่ผ่านมาค่ะ จะเห็นว่ายิ่งไกลยิ่งจางลง ... ปัจจุบันทั้งสถานการณ์และทิศทางลมอะไรเปลี่ยนไปแล้ว คงไม่เหมือนในภาพนี้แล้วนะคะ

Credit ภาพจาก //www.naturodoc.com/blog/wp-content/uploads/2011/03/fallout1.jpg

ในกรณีเลวร้ายสุดๆที่แท่งเชื้อเพลิงหลอมละลายหมดเกลี้ยงหรือ complete meltdown (ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าคอนเฟิร์มว่าเกิดขึ้นแล้วที่ฟุคุชิมะหรือยังนะคะ แต่เรื่องว่าเกิดการ meltdown ไปบ้างแล้วที่ฟุคุชิมะนี่ออกข่าวชัวร์แล้วค่ะ) พื้นที่ในวงรัศมีหลายสิบกิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าต้นเรื่องก็จะกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถอยู่อาศัยหรือเพาะปลูกใดๆได้เลย เพราะรังสีปริมาณสูงเจือปนมาในพื้นดิน ในฝน และในน้ำอีกค่ะ แถมถ้ามัน complete meltdown จริงปริมาณรังสีใกล้จุดศูนย์กลางก็จะสูงขึ้นมากจนคนไม่สามารถเข้าไปซ่อมแซมอะไรได้ ต้องปล่อยทิ้งร้างรอเวลาไปเหมือนโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลนั่นล่ะค่ะ



3. โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดตู้ม ... เรื่องนี้มีมูลหรือแค่กังวลกันไปเอง?

จากข้อมูลอ้างอิงที่หามา เป็นไปไม่ได้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือเตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะระเบิดในลักษณะ Nuclear explosion เหมือนกับ Nuclear bomb ค่ะ การจะเกิด nuclear chain reaction ที่รุนแรงแบบควบคุมไม่ได้เหมือนในระเบิดนิวเคลียร์นั้นตัวเชื้อเพลิงปฏิกรณ์ที่ใช้จะต้องมีการใช้สารกัมมันตรังสีพวกยูเรเนี่ยมหรือพลูโตเนียมมาเสริมสมรรถนะของสารตั้งต้นกว่า 90% ซึ่งเอาแค่ตรงนี้ก็ไม่ผ่านแล้วค่ะ เพราะในเชื้อเพลิงปฏิกรณ์ที่ใช้ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นไม่ได้ต้องการสารกัมมันตรังสีพวกนี้มากขนาดนั้น

แต่ถ้าใครจำได้ บล็อคเก่าๆเราก็เคยหาข้อมูลมาว่าสมัยโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลสาเหตุที่มันรุนแรงมากก็เพราะ แกนปฏิกรณ์ที่บรรจุเชื้อเพลิงกัมมันตรังสีระเบิดโดยตรง อันนี้เราเองก็เพิ่งไปค้นมาถึงได้เจอในรายละเอียดนะคะว่าไอ้คำว่า "แกนปฏิกรณ์ระเบิด" ที่เชอร์โนบิลมันต่างกับ "การระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์" ยังไง

Credit ภาพจาก //justelectromusic.blogspot.com/2011/01/bucketheads-bomb-hausjacker-remix.html และ //www.tech-faq.com/logic-bomb.html

ถ้าเอาคอนเซปต์แบบสั้นๆก่อน

การระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์เกิดเพราะ nuclear chain reaction ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ไม่สามารถหยุดหรือควบคุมได้ ที่พอจะควบคุมได้ก็คงแค่ตอนสร้างระเบิดค่ะ ว่าจะให้ระเบิดนิวเคลียร์แต่ละลูกมีความรุนแรงแค่ไหน แต่ถ้าเลยไปถึงตอนที่มันระเบิดแล้ว ปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ที่เกิดตอนระเบิดเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุมแล้ว สมมติว่าระเบิดระเบิดตู้มกลางอากาศจะให้เอา control rod ไปหย่อนลดปฏิกิริยาเหมือนที่ทำในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ทุกอย่างเป็นระบบปิดก็คงไม่ได้น่ะนะคะ

ส่วนการระเบิดของแท่งแกรไฟต์(ที่เป็นสารกัมมันตรังสี)ที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลนั้น เกิดจากแท่งแกรไฟต์ที่ meltdown ไปก่อนตามหลัก worst case ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่พูดไปแล้ว แต่คราวนี้ตอนเชอร์โนบิลมันมีปัจจัยอื่นๆมาประกอบ ทำให้วัสดุที่บรรจุแกรไฟต์ที่ว่าเกิดการระเบิดด้วย ตัวแกรไฟต์หลอมเหลวแทนที่จะซึมลึกลงไปใต้ดินอย่างเคสแย่สุดๆของการ meltdown ปกติ คราวนี้ก็กลายเป็นว่าโดนแรงดันระเบิดพาให้พุ่งกระจายออกไปถึงไหนต่อไหนเลยค่ะ ... ดังนั้นสรุปว่าการระเบิดที่เชอร์โนบิลไม่ใช่การระเบิดจาก nuclear chain reaction ไม่เหมือนกับการระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์เลยนะคะ

ลงรายละเอียดอีกนิดถึงสาเหตการระเบิดที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลนะคะ หลักๆเห็นว่าเกิดจากความผิดพลาดในระบบของโรงไฟฟ้าเองทำให้เกิดความดันสูงเกินกำหนด จนทำให้วัสดุที่บรรจุแท่งแกรไฟต์(ที่ meltdown ไปแล้วด้วย)เกิดการระเบิด แล้วแกรไฟต์หลอมเหลวพุ่งกระจายออกไป ... นอกจากเรื่องนี้แล้วสมัยเชอร์โนบิลยังมีปัจจัยอื่นๆเช่น การระเบิดของก๊าซไฮโดรเจน และ การแตกร้าวของโครงสร้าง อีกทั้งสมัยเชอร์โนบิลนั้นไม่มีการสร้าง containment structure (โดมที่ทำจากเหล็กหรือคอนกรีตที่สร้างครอบตัวเตาปฏิกรณ์ไว้เพื่อจำกัดให้รังสีอยู่แต่ในโรงงานในกรณีเกิดอุบัติเหตุอย่างนี้ขึ้น) ดังนั้นแท่งแกรไฟต์หลอมละลายที่โดนแรงระเบิดจากความดันที่สูงเกินไป ก็พุ่งกระจายออกมาสู่โลกกว้างได้ตรงๆนั่นเองค่ะ

ตรงจุดนี้ถ้าเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่ฟุคุชิมะแล้ว ทางฟุคุชิมะจะเป็นการ meltdown ในระบบปิดมากกว่าเมื่อเทียบกับเชอร์โนบิลค่ะ เหตุการณ์ที่เชอร์โนบิลแม้สาเหตแรกๆจะมาจากการ meltdown เหมือนกับที่ฟุคุชิมะ แต่พอบวกเข้ากับการระเบิดจากแรงดันไอน้ำและไฮโดรเจน แถมด้วยเพลิงไหม้ที่เกิดเนื่องจากแกรไฟต์ซึ่งเป็นตัวหน่วงนิวตรอนลุกไหม้ติดไฟ ... ทั้งแรงระเบิดและควันไฟที่เกิดนั่นล่ะค่ะตัวการที่ทำให้สารกัมมันตรังสีถูกพัดพาไปไหนต่อไหน ทำให้เกิดการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีครอบคลุมเป็นบริเวณกว้าง

เทียบกับแล้วที่ฟุคุชิมะจะมีแต่การ meltdown เกือบล้วนๆดังนี้ค่ะ

ที่ฟุคุชิมะ มีการสร้างโดมคลุมอาคารเพื่อจำกัดการแพร่กระจายของกัมมันตรังสีในกรณีอุบัติเหตุอย่างนี้ไว้แล้ว แต่เนื่องจากแรงระเบิดจากก๊าซไฮโดรเจนที่โดนปล่อยออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงวันแรกๆที่เกิดเรื่อง ก็พลอยทำให้ตัวอาคารเสียหาย ดูแล้วตัวอาคารเปิดโล่งโจ้งพอควรเลยค่ะจากภาพข่าว แต่ไม่แน่ใจว่ายังมีชั้นที่คลุมเตาปฏิกรณ์ข้างในอีกชั้นหรือเปล่านะคะ

การระเบิดที่ฟุคุชิมะ คือ ก๊าซไฮโดรเจนทำให้ตัวอาคารระเบิด ไม่ใช่วัสดุที่บรรจุแกนปฏิกรณ์ระเบิดเหมือนตอนเชอร์โนบิล และ ไม่ใช่การระเบิดเพราะ nuclear chain reaction เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ค่ะ

ตัวแกนปฏิกรณ์ที่ฟุคุชิมะอย่างเลวร้ายสุดๆก็คือ complete meltdown อย่างที่อธิบายในหัวข้อก่อนหน้าค่ะ ปัญหารังสีปนเปื้อนที่พบในกรณีฟุคุชิมะจนถึงปัจจุบัน หลักๆมาจากการรั่วไหลของรังสีบางส่วนตามรอยร้าวที่ตัวอาคารหรือรอบอาคาร จากน้ำทิ้งปนรังสีที่ใช้หล่อเย็นแกนปฏิกรณ์ที่โดนปล่อยลงทะเล รวมถึงจากสารรังสีบางส่วนที่เบาและลอยติดมากับอากาศได้ แต่สารรังสีหลักๆในแกนปฏิกรณ์ก็ยังคงอยู่ในบริเวณโรงไฟฟ้าที่เกิดเหตุไม่ได้พุ่งกระจายไปที่ไหน

อ่านหัวข้อนี้จบแล้วน่าจะได้ไอเดียคร่าวๆนะคะ ทั้ง ระเบิดนิวเคลียร์ / โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล / โรงไฟฟ้าฟุคุชิมะ ต่างก็มีการ "ระเบิด" เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดของการระเบิดแล้วมันไม่เหมือนกันเลยค่ะ



4. ทำไมฮิโรชิม่าและนางาซากิที่โดนบอมบ์ สามารถกลับมาฟื้นฟูมีคนอยู่อาศัยปกติได้ในเวลาแค่ไม่กี่สิบปี?

มาถึงคำถามที่เราสงสัยมากที่สุดแล้วค่ะว่าทำไมในเมื่อระเบิดนิวเคลียร์มันรุนแรงกว่าเหตุการณ์โรงไฟฟ้า แต่หลังเหตุระเบิดแค่ 66 ปี (นับจนถึงปี 2011) สองจังหวัดของญี่ปุ่นที่โดนบอมป์แทบไม่เหลือความเสียหายให้เห็น แถมยังกลับมาเป็นที่อยู่อาศัยที่ท่องเที่ยวยอดฮิตได้แล้วด้วย ระดับรังสีที่วัดได้ในอากาศ ณ ขณะนี้ก็เรียกได้ว่าน้อยมากๆ ขอบอกว่าน้อยกว่าที่กรุงเทพเสียอีกค่ะ (กรุงเทพ = 0.05 microSv/hour, Nagasaki = 0.028 microSv/hour, Hiroshima = 0.046 microSv/hour)

... ในขณะที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลผ่านมา 25 ปี(นับจนถึงปี 2011) กลับยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับไปฟื้นฟูหรือระดับรังสีต่ำลงจนคนสามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยได้อีกแต่อย่างใด หลายๆข่าว(ในหนัง Transformer3 Dark side of the moon ก็ด้วย)พูดกันว่าต้องรอกว่า 2 หมื่นปีเลยทีเดียวสำหรับเชอร์โนบิลกว่าคนจะสามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยหรือเพาะปลูกในบริเวณนั้นได้อีกครั้ง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจการทำงานของระเบิดนิวเคลียร์กันนิดนึงค่ะ ระเบิดนิวเคลียร์นั้นจะก่อให้เกิดรังสีกระจายสู่สิ่งแวดล้อมในสองระยะ คือ Initial และ Residual ... อันแรก คือ รังสีที่มาจากการระเบิดโดยตรง ... ส่วนอันหลัง คือ รังสีตกค้าง ทั้งที่ตกค้างโดยตรงจากการระเบิด และที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยการระเบิดทำให้กลายเป็นสารกัมมันตรังสีด้วยค่ะ

รังสีที่ปล่อยออกมาในช่วง initial นั้นมีปริมาณที่สูงมากๆ สูงในระดับที่ว่าสามารถส่งผลกระทบ(หรือทำให้เสียชีวิต)ได้ในระยะเวลาอันสั้นแค่ไม่กี่อาทิตย์ หรือ ไม่กี่เดือน ... แต่เนื่องจากรังสีในช่วง initial นี้ส่วนใหญ่มีครึ่งชีวิตที่สั้นมาก บางตัวอยู่ได้แค่ไม่กี่นาทีก็สลายตัวไปจนตรวจไม่พบแล้ว ... พอรวมสองเหตุผลนี้เข้าด้วยกันผลก็คือ ปริมาณรังสีในจุดที่โดนระเบิดอยู่ในเกณฑ์เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ทันทีในช่วงเวลาหลายชั่วโมงหลังเกิดเหตุระเบิด แต่หลังจากนั้นไม่นานผลจากรังสีในช่วง initial นี้ก็สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ... คนที่ได้ผลกระทบจากรังสีในช่วงนี้เต็มๆก็คือคนที่อยู่ในพื้นที่หรือเข้าไปในพื้นที่ที่โดนระเบิดในช่วงระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังเหตุระเบิดนั่นเองค่ะ

ถ้าดูกราฟใน [2] เปรียบเทียบจะยิ่งเห็นชัดค่ะว่ารังสีที่ปล่อยออกมาโดยระเบิดนิวเคลียร์ในตอนแรกจะมากกว่ากรณีโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลหลายเท่า แต่ปริมาณเริ่มต้นที่มากนี้กลับลดลงด้วยอัตราที่รวดเร็วยิ่งกว่าทำให้ในเวลาไม่นานปริมาณรังสีที่เหลือจากระเบิดก็น้อยลงพอๆกับรังสีที่เหลือจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล (ที่เหลือๆก็คือรังสีในช่วง residual ที่จะพูดในย่อหน้าต่อไปค่ะ)

Credit ภาพจาก //en.wikipedia.org/wiki/File:Chernobylvsbombfallout.png

ส่วนรังสีที่ช่วง residual นั้นต่างกับช่วง initial เพราะหลายๆสารรังสีจะมีระยะเวลาการสลายตัวที่ยาวนานกว่าหรือก็คือสลายตัวช้านั่นเองค่ะ (พวกนี้รวมถึงสารที่แต่เดิมก็ปกติดีไม่ได้แผ่รังสี แต่มาเจอนิวตรอนจากระเบิดนิวเคลียร์พุ่งชนพลอยทำให้กลายเป็นสารแผ่รังสีไปกับเค้าด้วยค่ะ) ในกรณีของระเบิดที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิบรรดา residual เหล่านี้ไม่ได้ปนอยู่ที่สองเมืองนี้นานนักเนื่องจากหลายๆสาเหตค่ะ

หนึ่งคือ การระเบิดนี้เป็นการระเบิดกลางอากาศที่ระดับความสูง 500 เมตรเหนือพื้นดิน ซึ่งระเบิดกลางอากาศนี้ถือว่ามีระดับการปนเปื้อนน้อยที่สุดค่ะ ... ระดับการปนเปื้อนรังสีจากระเบิดนิวเคลียร์จะแตกต่างกันตามสถานที่ระเบิด เรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ ระเบิดในอากาศ > ระเบิดในน้ำ > ระเบิดบนดิน > ระเบิดใต้ดิน

สองคือ การระเบิดแบบของลูกระเบิดนี้ส่งผลให้บรรดาฝุ่นและดินที่ปนเปื้อนรังสีถูกดูดให้เข้ามารวมกันอยู่ในรูปของ mushroom cloud ผลก็คือฝุ่นดินเปื้อนรังสีลอยกระจายออกไปในวงกว้างแทนที่จะปนเปื้อนติดแน่นอยู่ในพื้นดินของเมืองทั้งสองนี้ แต่ก็นั่นล่ะค่ะผลของ mushroom cloud ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์จำพวก ashes of death และ black rain กระจายออกไปในวงกว้างเช่นกัน (ด้านล่างคือ mushroom cloud จากการระเบิดที่นางาซากิ)

Credit ภาพจาก //www.hiroshima-remembered.com/photos/nagasaki/image1.html

สรุปแล้วอาจพูดได้ว่าเหตผลที่สองเมืองที่โดนบอมบ์กลับมาปกติได้เร็วกว่าพวกเหตุการณ์โรงไฟฟ้าก็เพราะผลที่รุนแรงมากๆมันสำแดงเดชไปหมดในช่วงเวลาสั้นๆหลังเกิดเหตุไปแล้ว ส่วนผลที่ตกค้างได้ยาวนานก็กระจายออกไปแบ่งๆกันรับไปในหลายๆพื้นที่ ซึ่งพอกระจายไปแล้วระดับรังสีก็เลยถูกแบ่งออกไป ทำให้ทุกที่ที่ได้รับผลกระทบรวมถึงสองเมืองที่เกิดเหตุไม่มีระดับรังสีสูงกระจุกตัวอยู่ในระยะยาวนั่นเองค่ะ ... เทียบไปอาจเหมือนคนกินยานอนหลับ กินบ่อยๆกินมานานแล้ว แต่กินทีละเม็ดก็ไม่เห็นผลว่ามีอันตรายยังคงดำเนินชีวิตได้เหมือนคนปกติ แต่วันไหนเกิดครึ้มซัดยานอนหลับทีเดียวทั้งกระปุก ผลก็รู้ๆกันคือต้องโดนหามล้างท้องฉุกเฉินลูกเดียวค่ะ

... หรืออีกทีอาจจะคล้ายพวกระบบภูมิต้านทานของคนและสัตว์ อย่างการผลิตเซรุ่มแก้พิษงู เคยเรียนมาว่าใช้วิธีการค่อยๆฉีดพิษงูทีละน้อยเข้าไปในสัตว์อื่น(เช่น ม้า)ทุกวันๆ วิธีนี้นอกจากสัตว์ที่ว่าจะไม่ตายเพราะไม่ได้รับพิษงูเต็มๆแม็กซ์เหมือนตอนโดนงูกัดตรงๆ แถมร่างกายของสัตว์นั้นจะค่อยๆสร้างภูมิต้านทานพิษงูนั้นขึ้นมาได้ด้วย แล้วมนุษย์เราก็ค่อยสกัดเอาภูมิต้านทานนั้นมาทำเป็นวัคซีนนั่นเองค่ะ

... ภูมิต้านทานของสิ่งมีชีวิตนี่จะว่าไปก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์นะคะ แม้แต่คนเองก็ตาม คนที่อยู่อาศัยในที่ๆปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อมสูงโดยปกติ (เช่นที่ดอยอินทนน ที่รังสีในอากาศสูงกว่าโตเกียวตอนนี้ 14 เท่า และสูงกว่ากรุงเทพ 20 เท่า) ก็จะมีการพัฒนาทำให้มีภูมิต้านทานต่อผลของรังสีมากกว่าคนที่ปกติอยู่อาศัยในที่ๆปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า

... แต่จากสองเหตุการณ์ระเบิดนิวเคลียร์นี้ที่กลัวๆกันว่าจะทำให้เกิดมนุษย์กลายพันธ์ตัวฟ้าอย่างใน X-men หรือ พื้นดินกลายเป็นสีและรูปร่างประหลาดๆเหมือนมาจากดาวยูเรนัสอะไรอย่างนี้ก็เห็นว่าไม่มีนะคะ

ขอตบท้ายหัวข้อนี้ด้วยข่าวจาก CNN ข่าวนี้ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วค่ะ

Man who survived 2 atom bombs dies (January 6, 2010)
//articles.cnn.com/2010-01-06/world/japan.bomb.victim.dies_1_nagasaki-atom-bombs-nuclear-weapons?_s=PM:WORLD

เนื้อหาข่าวเป็นการรายงานการเสียชีวิตของนาย Tsutomu Yamaguchi ชาวญี่ปุ่นเพียงคนเดียวที่ได้รับการบันทึกว่าเป็นผู้รอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์ทั้งสองลูก โดยวันที่ 6 สค 1945 เค้าบังเอิญเดินทางไปทำงานที่ฮิโรชิม่าและเจอเจ้า Little boy ลูกแรกเข้าพอดี เค้ารอดชีวิตจากการระเบิดลูกนี้มาได้ แต่ก็มีแผลลวกและไหม้อย่างรุนแรงที่ร่างกายทางด้านซ้าย

Credit ภาพจาก //articles.cnn.com/2010-01-06/world/japan.bomb.victim.dies_1_nagasaki-atom-bombs-nuclear-weapons?_s=PM:WORLD

หลังจากประสบเหตุระเบิดลูกแรก เค้าก็เดินทางกลับไปบ้านของเค้าที่จังหวัดนางาซากิ แล้วก็ได้เจอเจ้า Fat man เข้าอีกลูกในวันที่ 9 สค 1945 เค้าสามารถรอดจากแรงระเบิดนิวเคลียร์มาได้อีกครั้งค่ะ แต่ผลจากการอยู่ในพื้นที่ระเบิดนิวเคลียร์ตกทั้งสองครั้ง นอกจากจะมีอาการบาดเจ็บรุนแรงจากแรงระเบิดรวมถึงไฟต่างๆ ผลที่ติดตัวเค้าไปตลอดชีวิตคือ เค้าสูญเสียการได้ยินของหูซ้าย เป็นลูคิเมีย(มะเร็งในเม็ดเลือดขาว) ต้อกระจก รวมถึงยังมีอาการอื่นๆที่เป็นผลข้างเคียงจากการได้รับรังสีในปริมาณสูงปรี๊ด ณ จุดระเบิดด้วย

สุดท้ายในเดือน มค 2010 เค้าก็เสียชีวิตค่ะ ด้วยสาเหตจากมะเร็งในกระเพาะอาหาร ... แต่ที่ทำให้เราอ่านข่าวแล้วตาโตคือ เค้าเสียชีวิตในขณะที่อายุ 93 ปีแน่ะค่ะ ... คนอื่นๆจะยังไงเราไม่รู้ แต่สำหรับตัวเราเองถ้ามีบุญ(เอ๊ะ หรือมีบาป?)อายุยืนแตะเลข 8X ปีได้นี่ถือว่าใช้ชีวิตได้คุ้มสุดๆแล้ว



5. เปรียบเทียบอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กับ อุบัติเหตุระเบิดนิวเคลียร์ ... อันไหนส่งผลร้ายแรงมากกว่ากัน?

อ่านจากหัวข้อที่แล้วหลายคนอาจสรุปในใจแล้วว่าเหตุระเบิดนิวเคลียร์เสียหายน้อยกว่าเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่จริงๆมันไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ เพราะอะไรลองมาดูกัน

ถ้าใครไปหาข้อมูลมาหน่อยอาจเถียงว่าเทียบระเบิดนิวเคลียร์กับโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลแล้ว ปริมาณรังสีที่เชอร์โนบิลปล่อยออกมา(รวมในระยะเวลากี่ปีแล้วก็ไม่รู้ค่ะเนี่ย)มันมากกว่ากันตั้ง 300 - 400 เท่าก็ต้องอันตรายกว่าระเบิดนิวเคลียร์สิ!! ... แต่อย่าลืมนะคะว่าการจะตัดสินว่าอะไรเป็นอันตรายมันไม่ได้ดูแค่ปริมาณเท่านั้น เหมือนกินยานอนหลับยี่สิบเม็ดแต่กินวันละเม็ดไม่ตายไม่ป่วยไม่เป็นอะไรเลย แต่เมื่อไหร่กินยี่สิบเม็ดพร้อมกันวันเดียวนี่ก็ส่งห้องล้างท้องลูกเดียวค่ะ เห็นมั๊ยคะ ปริมาณโดสที่รับไปคือ 20 เม็ดเท่ากันแต่อันตรายที่เกิดไม่เท่ากัน

Credit ภาพจาก //multiple.kcvs.ca/pictures/prescription%20drugs.jpg

อุบัติเหตุนิวเคลียร์สองประเภทนี้มันมีตัวแปรอย่างอื่นอีกหลายอย่างค่ะ ดังนั้นข้อสรุปแบบกำปั้นทุบดินประเภทว่า "ปริมาณรังสีที่ปล่อยออกมาจากเหตุการณ์นึงมากกว่าอีกเหตุการณ์นึง XX เท่า ดังนั้นมันจึงอันตรายกว่า" จึงใช้ไม่ได้

จากตัวอย่างยานอนหลับจะเห็นว่านอกจากโดส(ปริมาณรังสี)ที่รับแล้ว เรายังต้องพิจารณาช่วงเวลาที่รับประกอบกันด้วยค่ะ ... รังสีที่ปล่อยจากเชอร์โนบิลมีครึ่งชีวิตที่ยาวนานกว่ารังสีที่ปล่อยออกจากระเบิดนิวเคลียร์ แถมปริมาณรังสีที่พูดกันว่าเยอะๆในกรณีของเชอร์โนบิลนี่คือ ปริมาณรังสีที่ถูกปล่อยกระจายครอบคลุมระยะเวลาหลายปีอีกด้วย ... ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลค่ะว่าทำไมรังสีเชอร์โนบิล(รวมแล้ว)มากกว่าแต่กลับอันตรายน้อยกว่ารังสีในปริมาณน้อยกว่าที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงเวลาสั้นๆเหมือนตอนระเบิดนิวเคลียร์

... เอาจริงๆเราไม่แน่ใจด้วยค่ะว่า สถิติบอกว่ามากกว่ากัน 300 - 400 เท่านี่ได้รวมปริมาณรังสีมหาศาลที่ปล่อยจากระเบิดนิวเคลียร์ในช่วง initial ด้วยหรือเปล่า? หรือวัดเฉพาะปริมาณรังสีที่เป็น residual ที่กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ? เพราะรังสีมหาศาลช่วง initial มันมีอยู่แค่ในช่วงเวลาสั้นๆหลังระเบิด ซึ่งเป็นช่วงอันตรายสุดๆ ไม่น่ามีใครเสี่ยงเข้าไปนั่งวัดรังสีเก็บสถิติในพื้นที่ได้มั้งคะ (ย่อหน้านี้เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวของเรานะคะ ไม่ได้ไปหาข้อมูลยืนยันต่อ เค้าอาจมีวิธีวัดหรือประมาณค่าที่เราไม่ทราบก็เป็นได้)

นอกจากประเด็นเรื่องปริมาณรังสีและระยะเวลาแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างค่ะที่เกิดเพราะระเบิดนิวเคลียร์แต่ไม่เกิดในเหตุโรงไฟฟ้า นอกจากเรื่องรังสีที่กลัวกันมากที่สุดแล้ว อย่าลืมว่าระเบิดยังไงๆมันก็คือระเบิดนะคะ เอาแค่ระเบิดปกติไม่ต้องนิวเคลียร์ ลงที่ไหนที่นั่นก็ราบเป็นหน้ากลองกันเห็นๆแล้ว ทั้งแรงระเบิด แรงสะท้อน คลื่นความร้อน เพลิงไหม้ พออัพเลเวลมาเป็นระเบิดนิวเคลียร์แล้วก็มีแถมเพิ่มรังสีนิวตรอน กับ กัมมันตภาพรังสีกระจัดกระจายอย่างที่รู้ๆกันอีกค่ะ

Credit ภาพ Hiroshima หลังระเบิดจาก //2.bp.blogspot.com/_dqm-I6fjefo/Sl3eAGWq0MI/AAAAAAAACVc/3d4fhQ-c9Pk/s1600-h/hiroshimadestruction.jpg

... สำหรับเราแล้วระเบิดนิวเคลียร์เป็นอาวุธที่เลวร้ายที่สุดประเภทนึงเท่าที่มนุษย์คิดค้นกันขึ้นมาได้เลยค่ะ ต่อให้สงครามจบ เซ็นสัญญาสันติภาพปล่อยนกพิราบสงบศึกกันแล้ว แต่ผลกระทบของมันไม่ได้จบตามไปด้วย ... เทียบไปแล้วให้อารมณ์เหมือนพวกหนังผีย้อนยุคน่ะค่ะ ตามจองล้างจองผลาญกันไปยันรุ่นลูกรุ่นหลาน ตายไปเกิดใหม่กันแล้วก็ยังอุตส่าห์ตามไปหลอกหลอนแก้แค้นกันต่ออีก ทั้งๆที่รุ่นลูกรุ่นหลานที่ว่าไม่ได้รู้เรื่องอะไรกะเค้าด้วยเลย ... แต่อย่างวิญญาณอาฆาตนี่ พอเค้าหายแค้นเมื่อไหร่เค้าก็เลิกจองเวรเราใช่มั๊ยคะ แต่ผลจากระเบิดนิวเคลียร์นี่แย่ยิ่งกว่า เพราะต่อให้คนปล่อยระเบิดหายโกรธหายแค้นแล้ว แต่เจ้าตัวเองก็ไม่สามารถจะไปแก้ไขหรือลบผลจากระเบิดนิวเคลียร์ที่จะเกิดในอนาคตออกไปได้อยู่ดี

ถ้าพิจารณาถึงการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสีรวมด้วย ทางระเบิดนิวเคลียร์ก็ยังกินขาดโรงไฟฟ้าค่ะ ... ถ้าจำได้ในหัวข้อที่แล้ว ระเบิดนิวเคลียร์ทำให้เกิดฝุ่นกัมมันตรังสีตอนระเบิด เกิดเป็นกลุ่มควันลอยสูงขึ้นฟ้าในลักษณะ Mushroom cloud ที่ภายหลังก็ถูกลมพัดกระจายออกไปเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ฝุ่นกัมมันตรังสีไปตกยังที่ที่ห่างออกไป ... ดังนั้นยิ่งบริเวณ mushroom cloud นั้นมีซากปรักหักพังเยอะมากเท่าไหร่ ฝุ่นละอองกัมมันตรังสีก็จะยิ่งเยอะและพัดกระจายได้เป็นบริเวณกว้างมากขึ้นเท่านั้น ... ซึ่งตรงจุดนี้อุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ไม่ได้ระเบิด หรือที่ระเบิดแค่ตัวอาคาร(อย่างที่ฟุคุชิมะ) ความเสียหายจะเป็นวงแคบกว่าเยอะค่ะ

ส่วนในหัวข้อเปรียบเทียบที่วิชาการสักนิด(ซึ่งเราเองก็ไม่เข้าใจดีนักนะคะ แค่สรุปจากที่อ่านมาจากคุณ zedth ใน [4]) นิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้าที่ได้ทำการปิดเตาปฏิกรณ์ไปแล้วอย่างที่ฟุคุชิมะจะไม่ปล่อยอนุภาคนิวตรอนออกมาเหนี่ยวนำให้ธาตุอื่นรอบข้างกลายเป็นธาตุกัมมันตรังสีอีก จะมีก็แต่รังสีแกมม่าที่สามารถทำให้ธาตุอื่นๆ กลายเป็นธาตุกัมมันตรังสีได้ แต่ความทะลุทะลวงก็ไม่เท่าอนุภาคนิวตรอน และก็ไม่ได้ผลิตออกมามากเหมือนอย่าง อัลฟ่า หรือเบต้า ดังนั้นการปนเปื้อนจึงน้อยกว่าระเบิดนิวเคลียร์ค่ะ

สุดท้ายถ้าเทียบจากจำนวนผู้เสียชีวิต ทั้งผู้ที่เสียชีวิตโดยทันทีจากเหตุการณ์อุบัติเหตุ และ ผู้ที่คาดว่าจะเสียชีวิตในภายหลังเนื่องจากได้รับผลข้างเคียงจากอุบัติเหตุ(คาดเดาโดย WHO) ... ทั้งสองจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตนี้ เหตุการณ์เชอร์โนบิลมีจำนวนน้อยกว่าของเหตุการณ์ระเบิดนิวเคลียร์อย่างเห็นได้ชัด (RIP แด่ผู้เสียชีวิตมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ )

นิวเคลียร์ที่ฮิโรชิม่าส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 90,000–166,000 คน และ เหตุนิวเคลียร์ที่นางาซากิมีผู้เสียชีวิตกว่า 60,000–80,000 ราย (จริงๆระเบิด Fat man ที่ลงนางาซากิตัวระเบิดมีความรุนแรงมากกว่า Little Boy ที่ลงฮิโรชิม่านะคะ แต่เนื่องจาก Fat Man ไประเบิดในหุบเขาความเสียหายเลยน้อยกว่า) ในจำนวนนี้เกินกว่า 60% เสียชีวิตในวันแรกที่โดนระเบิดทันที ที่เหลือนั้นเนื่องจากอยู่ไกลจากศูนย์กลางแรงระเบิดออกไปจึงไม่เสียชีวิตทันที แต่ก็เสียชีวิตเพราะผลข้างเคียงของรังสีหลังจากนั้น 1-2 เดือน

ส่วนอุบัติเหตุโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลนั้น จำนวนผู้เสียชีวิตในครั้งแรกช่วงเกิดเหตุใหม่ๆ 31 รายและอีกประมาณ 200 รายบาดเจ็บ นอกจากนั้นประชาชนอีกกว่า 135,000 รายต้องอพยพไปอยู่นอกรัศมี 30 km ของโรงไฟฟ้า

แถมว่าสำหรับเหตุการณ์ที่ฟุคุชิมะ ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือเจ็บป่วยจากรังสีในช่วงเกิดเหตุใหม่ๆแต่อย่างใดค่ะ จำนวนผู้อพยพหลังเกิดเหตุก็เป็นหลักแสนเหมือนกันแต่รวมผู้อพยพจากเหตุการณ์สึนามิเข้าไปด้วย เลยไม่แน่ใจว่าเฉพาะเรื่องโรงไฟฟ้ามีจำนวนผู้อพยพเท่าไหร่ ... ณ ตอนนี้ผ่านมาหลายเดือนก็เห็นข่าวที่ญี่ปุ่นรายงานว่ามีคนงานบางรายเริ่มได้รับรังสีเกินค่ามาตรฐานแล้ว สาเหตก็มาจากการที่เค้าต้องเข้าไปคลุกวงในเพื่อซ่อมแซมและตรวจสอบโรงไฟฟ้าที่เสียหายนั่นเองค่ะ

ถ้าสรุปตามตัวเลขความเสียหายตามความเป็นจริงแล้ว เราว่าเรียงลำดับความเลวร้ายของสถานการณ์จากมากไปน้อยก็คือ ระเบิดนิวเคลียร์ > โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล (meltdown และที่บรรจุเชื้อเพลิงปฏิกรณ์ระเบิด) > โรงไฟฟ้าฟุคุชิมะ (meltdown และมีการระเบิดของตัวอาคาร) ค่ะ ... ถ้าใครจะมองว่าระเบิดนิวเคลียร์ดีกว่า ตู้มทีเดียวเสร็จๆไป ไม่กี่สิบปีก็กลับไปอยู่อาศัยได้แล้ว ไม่ส่งผลต่อเนื่องยาวหลายเจเนเรชั่น ก็อย่าลืมคิดเผื่อไว้ด้วยนะคะว่าถ้าระเบิดมันลงที่ๆเราอยู่บ้าง เห็นตัวเลขความเสียหายที่มากกว่ากันขนาดนี้แล้วยังจะว่าดีกว่าหรือเปล่า? แต่ถ้าจะมองในมุมคนที่อยู่ห่างๆ อะไรที่ไม่เกิดกับเรา ไม่เกิดใกล้เรา ไม่เกิดในที่ๆเราอยู่ มันก็คงดีกว่าเรื่องใหญ่น้อยกว่าแต่เกิดกับตัวเราตรงๆทั้งนั้นล่ะค่ะ



6. รายชื่อข้อมูลอ้างอิง

เนื่องจากไม่ได้เขียนเพื่อส่งเป็นงานวิจัยวิชาการอะไรดังนั้นลิงค์ต่างๆก็มาจากในเน็ตนะคะ ไม่ได้อยากยืนยันข้อมูลถึงขนาดไปหาอ่านเปเปอร์หรือวารสารทางวิชาการ บอกตรงๆว่าขี้เกียจแล้วค่ะ มันไม่ใช่ major ของเราด้วยมีอะไรต้องทำความเข้าใจอีกเยอะถ้าอยากรู้และเข้าใจแบบถ่องแท้ แต่เท่าที่อ่านมาข้อมูลทุกอันก็ดูสอดคล้องกันดีไม่ได้ขัดแย้งกันจนน่าสงสัยนะคะ ขอบคุณทุกความรู้จากทุกแหล่งอ้างอิงมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

[1] Nuclear Disasters and Accidents,
//library.thinkquest.org/17940/texts/nuclear_disasters/nuclear_disasters.html


[2] Chernobyl compared to other radioactivity releases,
//en.wikipedia.org/wiki/Chernobyl_compared_to_other_radioactivity_releases


[3] Fukushima Nuclear Accident – a simple and accurate explanation, //bravenewclimate.com/2011/03/13/fukushima-simple-explanation/

[4] -- รั่ว กับ ระเบิด ผลต่างกันหรือไม่ (นิวเคลียร์) --, อ้างอิงเฉพาะความคิดเห็นของคุณ zedth, //topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2011/04/X10454272/X10454272.html

[5] If nuclear fallout lasts thousands of years, how did Hiroshima and Nagasaki recover so quickly?, //www.straightdope.com/columns/read/2466/if-nuclear-fallout-lasts-thousands-of-years-how-did-hiroshima-and-nagasaki-recover-so-quickly

[6] What is the Difference Between an Atomic Bomb and a Nuclear Meltdown?, //www.associatedcontent.com/article/2801234/what_is_the_difference_between_an_atomic.html?cat=37

[7] Frequently Asked Chernobyl Questions, What caused the Chernobyl accident? //www.iaea.org/newscenter/features/chernobyl-15/cherno-faq.shtml



>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2554    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2556 0:21:30 น.
Counter : 5213 Pageviews.  

บันทึกยินดีปรีดา .... เรียนจบปริญญาเอกแล้ววววววว


ปล บล็อคนี้เขียนด้วยการระลึกอารมณ์สดๆ ณ ตอนสอบผ่านใหม่ๆ จริงๆสอบเสร็จมาหลายวันแล้วกว่าจะปล่อยบล็อคนี้ออกมา

-----------------------------------------------------

บล็อคนี้หาสาระอะไรไม่ได้ แค่อยากจะตะโกนให้ก้องบล็อคร้างๆนี้ว่า จบปริญญาเอกแล้วค่าาาาาาาาาาา อยู่โตเกียวมาห้าปีตั้งแต่จบปริญญาโทเมื่อสามปีก่อน (ใน บล็อคนี้) มาวันนี้รู้ผลสุดท้ายหลังจากลุ้นใจตุ้มๆต่อมๆ ในที่สุดก็ได้ยินจากปากอาจารย์แล้วว่า เราเรียนจบ Ph.D. สามารถใช้คำนำหน้าเป็น Doctor ได้อย่างเต็มภาคภูมิไม่ต้องกลัวใครจะยกมือท้วงแล้วววววว

Credit ภาพจาก //happymaker123.cocolog-nifty.com/.shared/image.html?/photos/uncategorized/2009/10/17/photo_3.jpeg

เรียนปริญญาเอก(แบบที่ต้องทำวิจัยและได้ปริญญาเป็น Ph.D.)จะว่ายากก็ยาก จะว่าไม่ยากก็ไม่ยาก(แต่ยังไงก็ยากกว่าตรีและโทแน่นอน) ด้วยความที่เราเองทำวิจัยในด้านที่มีความถนัด มีความสนใจ และมีพื้นฐานมาตั้งแต่ปริญญาตรี ประกอบกับนิสัยส่วนตัวที่ชื่นชมการตั้งใจและทุ่มเทจริงจังให้กับการทำงานเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด ที่ผ่านมาเลยไม่ได้รู้สึกว่าการเรียนปริญญาเอก(ที่ญี่ปุ่น)มันจะลำบาก เครียดจนอยากตายหรืออะไรอย่างที่เคยเห็นบางคนเค้าบ่นกันในเน็ตเลย (คือคนไทยรอบตัว ไม่เคยเห็นใครบ่นเครียดขนาดอยากตายกันเลย แค่ช่วงไหนยุ่งๆก็ดูเหนื่อยๆโทรมๆกันไปหน่อย แต่งานจบแล้วก็เห็นเที่ยวชดเชยกันซะอิ่มเลย)


สำหรับเรามองว่ามันก็แค่เรื่องง่ายๆ งานมีก็ทำไปเท่านั้นเอง ทำไม่ดีผลงานก็ติดตัวเป็นชนักติดหลังเราไปตลอด ถ้าตั้งใจทำให้ดีที่สุดแล้ว อาจารย์คนญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ยักษ์ใช่มารที่จะมาเค้นให้นักเรียนทำงานจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อหรอก (หมายถึง กรณีอาจารย์ชาวญี่ปุ่นโดยทั่วไปที่ไม่ใช่เลเวลฮาร์ดคอร์ โหดเว่อร์นะ ซึ่งเอาจริงๆ เราและนักเรียนไทยที่เรารู้จักที่นี่ก็ไม่เคยมีใครเคยได้ยินหรือเจอเคสอาจารย์โหดหรือไม่มีเหตุผลเว่อร์ๆแบบนั้นกับตัวเอง หรือกับคนใกล้ตัวเลย ที่ได้ยินมามีแต่ที่เค้ามาเล่าประสบการณ์ให้ฟังกันในเน็ต ซึ่งก็เป็นประสบการณ์จากคนที่เราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว ไม่สามารถยืนยันตัวจริงของเค้าหรือสิ่งที่เค้าเล่าได้ซะด้วย แต่ไม่ว่าประเทศไหนก็ต้องมีอาจารย์ฮาร์ดคอร์กันบ้างล่ะน่า ดีแล้วที่พวกเราไม่เคยเจอ)

สไตล์การทำงานที่ญี่ปุ่นถ้าเราตั้งใจจริง(ไม่ใช่คิดเข้าข้างตัวเองว่า..ทำแค่นี้ก็เรียกว่าตั้งใจเหลือแหล่แล้ว) ยังไงอาจารย์ก็เห็นและเข้าใจ คราวนี้อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะสู้งานและมีทัศนคติในการทำงานแบบไหนเท่านั้นล่ะ ใครไม่สู้งาน ไม่ชอบงานที่ทำ เห็นการตั้งใจทำงาน ขยันทำงานเป็นยาขม การเรียนเอกที่ญี่ปุ่นก็คงขมขื่นตามที่คิดนั่นล่ะ


ยังไงไม่รู้หลายๆคนพูดว่า บรรยากาศทำงานที่ญี่ปุ่นไม่ดี ส่วนสาเหตก็คือ เพราะคนญี่ปุ่นเค้าขยันทำงานกันมาก เอ่อ ... คือ ... แบบว่า
... คนเค้าขยันทำงานกันนี่มันเป็นเรื่องไม่ดีเหรอ?
... แข่งกันทำเรื่องที่ดีมันก็ดีแล้วนี่??
... ถ้าเราขยันหรือเก่งไม่เท่าเค้า จะต้องให้เค้า downgrade ลงมาให้เท่าเทียมกับเราถึงจะเรียกว่าเป็นบรรยากาศการทำงานที่ดีเหรอ???
... แทนที่จะสนับสนุนการถอยหลังลงคลอง ทำไมเราไม่ upgrade ตัวเองขึ้นไปให้ดีเท่าเทียมเค้าล่ะ????
... ความเก่งหรือพรสวรรค์บางอย่างมันอาจเท่ากันไม่ได้ แต่ความขยันน่ะใครๆก็ทำได้นี่ หรือว่าที่บอกว่าคนญี่ปุ่นเค้าขยันกว่าเราได้ เพราะเค้ามีสิบหัวยี่สิบมือ หรือ หนึ่งวันมีเวลาให้ใช้มากกว่า 24 ชั่วโมงเหรอ? (อย่าบอกนะว่าเพราะเค้าอยู่กับครอบครัวเลยสบายกว่าเรา คนญี่ปุ่นที่มาอยู่คนเดียวเพื่อเรียนมหาลัยน่ะมีเพียบเลย แถมคนไทยที่เรียนมหาลัยอยู่ญี่ปุ่นก็เด็กทุนกันเกือบทั้งนั้น เรียนก็ฟรี แล้วยังมีเงินเดือนให้ใช้ทุกเดือนไม่มีขาด จำนวนเงินก็เท่าเงินเดือนปริญญาตรีจบใหม่ที่ทำงานรัฐของญี่ปุ่น เพียงพอที่จะให้พวกเราใช้ชีวิตกลางกรุงโตเกียวที่ค่าครองชีพสูงลิ่วได้ แล้วยังเหลือพอให้ไปท่องเที่ยวเล่นกันได้อีก)


ความคิดคนนี่ยากแท้จะเข้าใจจริงๆ แต่สำหรับเราเป็นพวกชอบทำงานแล้วก็ไม่ชอบแพ้ใครในเรื่องงานด้วย(โดยเฉพาะแพ้โดยที่ยังไม่ทันได้ลองสู้ดู) มีงานให้ทำสิดี ปล่อยให้ว่างงานนานๆรู้สึกน่าเบื่อและตัวเองไร้ประโยชน์ยังไงชอบกล เราเชื่อว่าการทำงานไม่ใช่แค่เพื่อรายได้ แต่มันเป็นการสร้างคุณค่าและ self-esteem รวมถึงสร้างจุดยืนให้ตัวเองในสังคมด้วย อีกอย่างคือความรู้สึกหลังเสร็จงานแต่ละทีนี่ มันเป็นอะไรที่ปลอดโปร่งโล่งสบายมาก เที่ยวหลังงานเสร็จนี่ล่ะคือการเที่ยวที่สบายใจที่สุด ถ้าไม่มีวันที่ทำงานหนัก ตั้งใจทุ่มเทให้การทำงาน ก็ไม่มีวันที่จะได้สัมผัสความรู้สึกดีๆแบบนี้ แล้วก็ไม่มีทางรู้ว่าความรู้สึกภูมิใจ๊ภูมิใจพองโตในอกเวลาที่เห็นผลงานสำเร็จลงด้วยสองมือของตัวเองมันยอดเยี่ยมแค่ไหน


สังเกตว่าใครที่ว่างงานมากๆ ชีวิตสบายเกินไปวันๆไม่มีอะไรต้องทำไม่ว่าจะงานราษฏร์หรืองานหลวง(งานบ้านก็ถือเป็นงานเหมือนกันนะ) คนเหล่านี้มักมีอาการฟุ้งซ่านอย่างรุนแรง เรื่องเล็กเรื่องน้อยเรื่องไม่มีเหตุผลไม่มีอะไรเลยก็เก็บมาโวยวายบ้านแตกได้หมด เหตุก็เพราะในแต่ละวันมันไม่มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าไอ้เรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนั้นแล้วนั่นเอง เคยได้ยินมาบางเคสนี่ถึงกับต้องส่ายหัวเลยว่าไม่ไหวจะเคลียร์แล้ว แล้วก็ทำให้เราเห็นด้วยว่าการว่างเกินไปนี่น่ากลัวไม่เบา ทำให้คนๆนึงที่แต่ก่อนก็ปกติดีๆสามารถมาคิดอะไรฟุ้งซ่านได้ปานนั้น ความคิดแบบนั้นนึกว่าจะมีแต่นางร้ายหนังไทยซะอีก


การเรียนปริญญาเอก(สายวิศวะนะ สายอื่นไม่รู้) สิ่งที่ต้องมีไม่ใช่แค่การทำวิจัยเป็น ระบุ/วิเคราะห์/แก้ปัญหาด้วยตัวเอง และสามารถประมวลและแยกแยะความคิดได้ แต่อย่างน้อยๆควรจะต้องมีความสามารถในการวาดรูป การตัดต่อวีดีโอ และ การนำเสนองานในระดับนึงเลยทีเดียว ไม่งั้นก็วาดรูปประกอบงานเพื่ออธิบายงานไม่ได้(ในขณะที่คนอื่นวาดกันซะเริ่ด) ทำวีดีโอโชว์ผลการทดลองงามๆสู้คนอื่นเค้าไม่ได้(บางงานวีดีโอโอเว่อร์หยั่งกะจ้างบริษัททำโฆษณาทำให้แน่ะ) หรือ ต่อให้งานดีเลิศแต่นำเสนอห่วยคนฟังไม่เข้าใจหรือไม่สนใจ ไม่สามารถอธิบายงานเราให้คนอื่น(โดยเฉพาะอาจารย์และคณะกรรมการ)เข้าใจได้ก็จบกัน


ส่วนความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษถือเป็นของแถมสำหรับเรา หลังจากเคยโดน reviewers ของงาน conference นึงทางยุโรปด่าเรื่องภาษาเขียนของเราซะสาดเสียเทเสีย(เล่นเอาซึมไปเป็นอาทิตย์เลย ทั้งๆที่ให้คนอื่นช่วยดูแล้วก็ว่าโอเค) มาวันนี้รู้สึกเลยว่าเราพัฒนาขึ้น(แต่ไม่ได้แปลว่าเก่งแล้วนะ) กลับไปอ่านงานเก่าตัวเองตอนปริญญาโท ทั้งๆที่ตอนนั้นก็ว่าตั้งใจเขียนอย่างดีที่สุดแล้ว แก้แล้วแก้อีก แต่มาอ่านอีกทีวันนี้เจอที่ให้แก้เพียบเลย เขียนเองแท้ๆบางจุดตัวเองยัง(กลับมา)อ่านไม่เข้าใจเลยว่า ตกลงจะให้แปลว่าอะไรดีเนี่ยประโยคนี้

เรียนปริญญาเอกสามปี ช่วงที่รู้สึกว่าเหนื่อยมากที่สุดก็คือหกเดือนก่อนเรียนจบนี่ล่ะ เมื่อหกเดือนที่แล้วก่อนสอบรอบแรก ก็ด้วยความที่วางใจเกินไป ดูจากผลงานตัวเองแล้วก็ผ่านเกณฑ์ทุกอย่าง คิดไปว่าคงฉลุยไม่น่ามีปัญหาอะไร ซึ่งเมื่อไหร่ประมาทเมื่อนั้นคือจุดเริ่มต้นแห่งความซวย...ประโยคนี้ชีวิตนี้ไม่มีทางลืมเลย โดยที่ไม่คาดคิดเมื่อหกเดือนก่อนผลการสอบออกมาเป็น waiting คือ ไม่ใช่ทั้งผ่าน และ ไม่ผ่าน แต่จะให้เวลาอีกสองเดือนเพื่อแก้ไขและทำงานเพิ่มเติม แล้วอาจารย์คณะกรรมการจะค่อยพิจารณาอีกทีว่าจะให้เราผ่านการสอบรอบแรกนี้มั๊ย

ณ ตอนนั้นเรียกว่าช็อคมากที่สุดแล้วในชีวิตการเรียนที่ญี่ปุ่นนี้ (ตอนโดน reviewers ด่าซะไม่เหลือซากเรื่องภาษาอังกฤษยังไม่ช็อคเท่านี้เลย) อย่างว่าล่ะนะ คนไม่ได้เผื่อใจผิดหวังไว้เลย พอเจอผลนี้เข้าไปก็เหมือนหล่นลงมาเสียงดังแอ้กนอนตายอยู่กับพื้นคอนกรีตเลย อาจารย์คณะกรรมการเค้ามีมุมมองแบบ outsider perspective ซึ่งต่างจากอาจารย์ของเราที่เป็น insider perspective ทำวิจัยมากับอาจารย์ตัวเองไม่เคยมีปัญหาอะไร ก็มามีปัญหาตอนต้องสอบกับคณะกรรมการนี่เอง (และในการสอบ เราต้องช่วยตัวเองหมด อาจารย์เราจะไม่สามารถมาช่วยตอบคำถามหรือ defense อะไรแทนเราได้แม้ว่าเค้าจะนั่งอยู่ในห้องสอบด้วยก็ตาม)


ตั้งแต่โดน waiting เมื่อหกเดือนที่แล้วจนถึงวันนี้ที่รู้ผลว่าจบเอกแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ทำงานติดต่อกันยาวนานที่สุด แต่ก่อนงานยุ่งอย่างมากก็กินเวลายุ่งๆไปไม่เกินสองเดือน จบงานเป็นอันๆไป ก็มีเวลาได้รีแล็กซ์หลังงานเสร็จแล้วค่อยเริ่มทำงานชิ้นต่อไป แต่หกเดือนที่ผ่านมานี้ไม่ใช่อย่างนั้น งานทุกอย่างเรียงแถวหน้ากระดานดาหน้าเข้ามาพร้อมๆกัน จนอยากจะมีตัวเองเพิ่มอีกสักสองคนจะได้แบ่งๆกันทำงานทุกอย่างได้ (แต่สุดท้ายก็คนเดียวร่างเดียวนี่ล่ะ ทำเสร็จมาจนได้)

ที่เรียงหน้ากระดานมามีตั้งแต่รายงานที่ต้องปั่นผลการทดลองและเค้นไอเดียออกจากสมองเพื่อส่งเพิ่มให้คณะกรรมการ(แถมเจอแผ่นดินไหว 11 มีนาเข้าไป ทำให้เสียเวลาทำการทดลองไปอีก) ... ส่งไปแล้วก็ลุ้นใจตุ้มๆต่อมๆว่าผลจะเป็นไง (ระหว่างลุ้นไม่ลุ้นเปล่า ต้องเริ่มเขียน thesis ไปด้วย กว่ารอรู้ผลแล้วค่อยเริ่มเขียนมันจะเขียนไม่ทัน) พอรู้ผลว่าผ่านรอบแรกแล้วคราวนี้ก็เต็มสปีด ใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตไปกับการเขียนทีสิส ... ไม่แค่นั้น ด้วยว่าเราเกิดปิ๊งไอเดียใหม่ขึ้นมากะทันหัน ก็ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม ออกแบบการทดลอง และ เขียนโปรแกรมเพื่อ implement ไอเดียนั้นออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้ และผลรูปธรรมที่ว่าต้องทำเสร็จให้ทันเพื่อเขียนรวมเล่มลงไปในทีสิสส่งให้อาจารย์เช็คล่วงหน้า


ช่วงเวลาหลายเดือนนี้เรียกว่าทำงานกันแทบจะทุกวันเลย แต่ก่อนวันหยุดก็ผ่อนคลายด้วยการไปช้อปปิ้ง เขียนบล็อค รีทัชภาพถ่าย แต่ช่วงหกเดือนนี้นอกจากการเข้ามีตติ้งแล็บ เข้าคลาสต่างๆแล้ว เวลาทำงานคือ การเขียนทีสิส เขียนโปรแกรม และ ต่ออุปกรณ์ทำการทดลอง ส่วนในเวลาผ่อนคลาย คือ การนั่งอ่านทีสิสที่ตัวเองเขียนเพื่อเช็คคำผิดและเรียบเรียงรูปประโยค รวมถึงวาดภาพประกอบเล่ม เรียกว่าทำงาน full time กันเลยทีเดียว อาหารทุกมื้อซื้อกินจาก Lawson มาตลอดเป็นเวลาติดต่อกันหลายๆเดือน ซื้อมาแล้วก็นั่งกินมันหน้าคอมนั่นล่ะ อ่านเช็คทีสิสไปกินไป


ถามว่าลำบากมั๊ย ก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไร(อย่างว่า เรามันคนชอบทำงานนี่นะ) แต่ถามว่าเหนื่อยมั๊ยก็เหนื่อยจริงๆนั่นล่ะ งานเต็มมือจนแทบจะแยกร่างไปทำไม่ทัน ทีสิสก็ต้องเขียนแถมต้องอ่านเช็คอีก(อยากเขียนเยอะก็ต้องเช็คเยอะ) ... ในขณะเดียวกันการทดลองก็ต้องทำไปพร้อมๆกัน นั่งแก้ bug โปรแกรม นั่งวิเคราะห์ข้อมูลผลการทดลอง ... กลับไปบ้านมองซ้ายขวา ผ้าเป็นกองยังไม่ได้ซัก พื้นยังไม่ได้ทำความสะอาด บลาๆๆ .....

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังแข็งแรงดีมาตลอดทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต(ยกเว้นช่วงจิตตกเพราะกลัวแผ่นดินไหวเมื่อตอน มีค กับตอนรู้ผล waiting ใหม่ๆ) ยังแอบเจียดเวลามา internet shopping ซื้อเสื้อผ้า summer sale และสั่งเค้ก summer limited (Hinyari-banana-mango ひんやりバナナマングー เค้กเย็นบินมาไกลจาก Otaru, Hokkaido) มานั่งหม่ำหน้าคอมได้อยู่

Credit ภาพนี้แค็ปจากหน้าเว็บของ //www.letao.jp/ ร้านเค้กชื่อดัง

หกเดือนที่ผ่านมานี่เวลาแต่ละนาทีมีค่ายิ่งกว่าทองซะอีก มีทองมากองตอนนั้นก็ไม่ช่วยให้งานเราเสร็จได้(แต่ใครมากองให้ก็เอานะ ) นอกจากงานบ้านแล้วงานอื่นไม่ว่าใครก็ทำแทนให้เราไม่ได้จริงๆ แต่สิ่งนึงที่รู้จากหกเดือนนี้คือ รู้ว่าถ้าเราเลิกอ่านบอร์ด เลิกอ่านกระทู้หรือ FB สัพเพเหระในแต่ละวันไปซะบ้าง เวลาตรงนั้นเนี่ยเราเอามาทำงาน(+นอนพักผ่อน)ได้เพียบเลยล่ะ


ตอนสอบรอบแรกถึงจะวางใจไปหน่อย แต่ก็เตรียมตัวไปอย่างดีที่สุดเท่าที่เราคนนี้จะทำได้แล้ว ยังไงก็ตามพรีเซนต์รอบสุดท้ายนี้ ไม่มีประมาทหรือวางใจเหมือนรอบที่แล้วแล้ว หลังจากพรีเซนต์และตอบคำถามเสร็จ โดนอาจารย์ไล่ให้กลับไปรอที่แล็บ (ทั้งที่จริงๆอยากจะยืนรอฟังผลอยู่หน้าห้องพรีเซนต์เลยมากกว่า) ถึงจะคิดว่าหนนี้ไม่น่ามีปัญหา แต่ก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ เดินงุ่นง่านหมุนไปหมุนมา ลุ้นอยากรู้ผลว่าผ่านหรือไม่ให้ชัดๆไปเลย


ถ้าผ่านสอบรอบแรกที่โตไดไปได้ ก็ว่ากันว่าโอกาสได้จบเอกมีกว่า 80% แล้ว แต่ก็นั่นล่ะ คนเคยโดน waiting มาแล้วอย่างเราใครจะสบายใจได้ว่า 20% นั่นจะไม่โป๊ะแตกที่ตัวเองอีกรอบ แถมตั้งแต่ปีนี้หรือปีที่แล้วมั้งที่โตไดเข้มงวดกับปริญญาเอกมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก กฏใหม่ระเบียบใหม่เพิ่มมายุบยิบหลายอย่าง จะมั่นใจได้ยังไงว่าไอ้ 80% ที่พูดๆกันมาในรุ่นก่อนๆจะยังใช้ได้ในรุ่นนี้ (มีคนรู้จักที่โตได เห็นว่าผลงานผ่านเกณฑ์ปริญญาเอกแล้ว แต่ก็ยังโดนพิจารณาให้ตกตอนสอบรอบแรก) ... กว่าจะได้ยินผลจากปากอาจารย์เราว่า Omedeto おめでとう (= Congratulation) Dr. __(ชื่อเรา)__ ถ้าไม่เกรงใจอาจารย์นะอยากจะร้องกรี๊ดเป็นการฉลองตรงนั้นเลย

Credit ภาพจาก google image search

แล้วสิ่งที่เรากังวลนี้ก็ประจักษ์แจ้งแล้วว่าไม่ได้เป็นการกังวลเกินเหตุแต่อย่างใดนะ คนรู้จักที่โตไดอีกคน(คณะเดียวกัน)โดนกับตัวเป็น case study มาสดๆร้อนๆ จริงๆเค้าน่าจะจบเอกพร้อมกันกับเรา สอบรอบแรกเค้าก็ผ่านฉลุยไร้ปัญหา(ไม่เหมือนเราที่โดน waiting) เขียนทีสิสอะไรเสร็จหมด เตรียมจบหอบปริญญาเอกกลับประเทศเต็มที่ (อนึ่ง ก่อนสอบรอบสุดท้ายที่โตได คือ ทีสิสต้องเขียนเสร็จสมบูรณ์แบบ ส่งเอกสารเตรียมจบทุกสิ่งอย่างกับทางออฟฟิศคณะหมดแล้ว)

... แต่ลงท้ายโดยไม่มีใครคาดคิด เค้ากลับมีปัญหาตอนสอบรอบสุดท้าย จากที่น่าจะรับปริญญาพร้อมเรา เลยต้องดีเลย์ไปอีกเป็นจบเทอมหน้าแทน .... เคสนี้ถือว่าใหม่เอี่ยมแกะกล่องเลยทีเดียว ปกติแม้จะพูดกันว่าโอกาสผ่านรอบสุดท้ายคือ 80% แต่ไอ้เคสไม่ผ่าน 20% นั้นกลับไม่มีใครรอบตัวเราเคยเจอหรือได้ยินกรณีศึกษาของจริงเลย (แม้แต่อาจารย์เราเองก็เพิ่งเคยเจอหนแรก ทั้งกรณี waiting ที่เราโดนตอนสอบรอบแรก และ กรณีไม่ผ่านตอนสอบรอบสุดท้าย) ตัวเราเองถ้าประมาทไป ไม่ทำเต็มที่ก็อาจเจอชะตากรรมแบบเดียวๆกันนี้ก็เป็นได้

ในบรรดาสามปริญญาตรี โท เอก ก็เอกใบสุดท้ายนี้แหล่ะที่ภูมิใจมากที่สุด เพราะอันนี้คือทำมาเต็มที่จริงๆ ทั้งความขยัน เวลา ความสามารถ ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น แรงฮึดทุกๆอย่างที่เรามีนี่ทุ่มให้หมดแล้วเพื่อจะเรียนจบให้ได้ปริญญาใบนี้มา แม้ว่าเราจะไม่เคยคิดล้มเลิกระหว่างทาง(เพราะเป็นคนไม่ชอบเลิกอะไรกลางคัน) แต่หนทางในการเรียนก็มีอุปสรรคเหมือนคนเรียนเอกคนอื่นๆนั่นล่ะ เพียงแต่เรื่องเฟลๆแย่ๆพวกนั้นไม่เอามาเขียนบรรยายในบล็อค แต่เอาไว้ปรึกษากับคนที่เราไว้ใจ คนที่รู้สถานการณ์ทุกอย่างของเราดีเท่านั้น

Credit ภาพจาก//blogs.yahoo.co.jp/syaininon/62282391.html

จริงๆตอนปริญญาตรีก็ภูมิใจนะ จากคนโรงเรียนหญิงล้วนที่เอ๋อๆงงๆตามใครเค้าไม่ทันเลยในช่วงแรก (เพราะดันฟลุคเอนท์ติดไปอยู่ในกลุ่มคนที่กว่าครึ่งหนึ่งมาจากห้องวิทย์ระดับหัวกะทิที่สุดของเตรียมอุดมสมัยนั้น ที่เหลืออีกครึ่งก็เด็กโอลิมปิคจากสาขาต่างๆ ) แต่สามารถพลิกกลับมาจบด้วยเกรดขนาดนี้ได้ เป็นอะไรที่ตอนเข้าไปใหม่ๆคาดไม่ถึงจริงๆว่าเราจะสามารถ(ก็อาศัยลูกฮึด ขยันสู้เอานี่ล่ะ) เข้าไปใหม่ๆคิดในใจอย่างเดียวว่าเราจะเรียนรอดไหมล่ะเนี่ย ที่โหล่แหงมๆ

Credit ภาพจาก //www.dek-d.com/board/view.php?id=1292401

ส่วนตอนจบโทที่ญี่ปุ่นนี่แบบว่า..ค่อนข้างเฉยๆ เพราะยังไงก็ต่อเอกอยู่แล้ว แล้วการเรียนโทมันไม่ห่างจากตรีมากนัก ระบบการทำงานที่ญี่ปุ่นก็ค่อนไปทางที่เรารับได้และค่อนข้างถูกจริต การสอบและการประเมินปริญญาโทก็ไม่ซีเรียสเท่าไหร่ (เท่าที่ได้ยินมาไม่ว่าประเทศไหน ปริญญาตรีและโทจะไม่ห่างกันมาก มีแต่เอกนี่ล่ะที่ระดับความยากจะกระโดดห่างจากโทไปอีกเยอะ ใครจะต่อเอกนี่ต้องคิดให้รอบคอบหน่อย)



หลายๆครั้งที่คุยกับคุณแฟน(เค้าจบโทเอกที่ญี่ปุ่นเช่นกัน)และคนไทยคนอื่นๆที่มหาลัยว่า ถ้าพวกเราเรียนอยู่ที่ไทยนี่จะต้องใช้เวลากี่ปีกันกว่าจะทำงานได้เท่ากับที่ทำที่ญี่ปุ่นนี่ ว่ากันแล้วเรียนที่ไทยกับเรียนที่ต่างประเทศมันไม่ควรจะมีผลในเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่ตัวคนเป็นหลัก แต่เอาจริงๆแล้วมันมีผลนะ อย่างน้อยก็สำหรับเราและคนไทยรอบๆตัวเรา
...
นึกภาพถ้าเรียนโทเอกที่ไทยนั่งทำงานไปยังไม่ทันเท่าไหร่ เดี๋ยวมีเพื่อนมีครอบครัวชวนไปกินมื้อเช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน กินฉลองวันเกิด วันปีใหม่ วันคริสมาสต์ วันโน่นนี่ เดี๋ยวๆคนนั้นชวนไปนู่น เดี๋ยวๆคนนี้ชวนไปนี่ คิดยังไงก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำงานได้เท่านี้ถ้าอยู่กับครอบครัวที่ไทย การมาเรียนต่างประเทศอยู่คนเดียวห่างครอบครัว ไม่ได้มีเพื่อนอยู่กันเต็มเมือง ว่าไปแล้วก็มีผลมากในการสร้างสภาวะบังคับที่ทำให้เรามีเวลาให้กับการทำงานอย่างเต็มที่จริงๆ


พูดโน่นนี่มาซะยาว สรุปสั้นๆว่าสิ่งที่อยากพูดคือ เรียนจบแล้วค่าาาาาาาาา เรื่องน่ายินดีตบท้ายบล็อคก็คือ ปีนี้ทางคณะมีพิธีรับปริญญาให้คนที่จบเดือน กย ด้วยเห็นว่าเพิ่งเริ่มมีให้ตั้งแต่ปีก่อน ก่อนหน้านั้นใครจบคณะนี้ตอนเดือน กย เหมือนเป็นลูกเมียน้อย ไม่มีทะเบียนสมรส..เอ้ย..ไม่มีพิธีในหอประชุมให้ เชิญเดินไปเอาใบปริญญาจากเจ้าหน้าที่ที่ออฟฟิศกันเอง (ตอนเราจบโทก็แบบนี้ล่ะ ไม่มีพิธีอะไรให้เลย ที่ญี่ปุ่นคนส่วนใหญ่จบการศึกษาในเดือน มีค)

Credit: ภาพจาก //www.oizumi-tabunka.jp/images/2010/03/GUM10_CL04216.jpg และ //oiwaigoto.seesaa.net/category/2721111-1.html

แต่จริงๆก็หาได้แคร์สื่อไม่ ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าปีนี้ที่คณะมีพิธีให้ก็ไปเช่าฮากามะเตรียมใส่ถ่ายรูปที่ระลึกกับปริญญาไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนเค้ามาเปิดบู๊ตที่มหาลัยก็เดินดุ่มๆไปลองไปเลือกมา ลองแล้วเค้าเสนอช่วยถ่ายรูปให้ด้วยนะ บอกว่าเราจะได้เอาไว้ดูเทียบตัดสินใจทีหลังได้ว่าจะเอาคอมบิเนชั่นอันไหนดี (ในภาพ 振り袖 Furisode ท่อนบนใส่จริงๆ แต่ฮากามะท่อนล่างใช้มัดติดด้านหน้าไว้เฉยๆไม่ได้สวมจริง ถ้าหันหลังจะเห็นเป็นเหมือนคนกิโมโนฟ้าด้านหลังในภาพเลย)

Credit: ภาพหน้าน้องหมาใส่หมวกปริญญาที่ใช้ sensor จาก //www.clipartof.com/portfolio/mkoudis/illustration/cute-graduate-puppy-1064243.html

ส่วนราคาเช่านี่แบบว่า...แพงจนเหงื่อตก เฉพาะแค่สองชิ้นที่ขาดไม่ได้ กิโมโนท่อนบนกับฮากามะท่อนล่าง เอาแบบไม่รวมออปชั่นอื่นๆเลยนะค่าเช่าสองชิ้นนี้หนึ่งวันปาไปเกือบ 50,000 เยนแล้ว ถึงจะมีส่วนลดนิดๆหน่อยๆแต่ยังไงก็แพงอยู่ดี หลังจากนั้นตอนเอาบิลไปจ่ายเงินที่สหกรณ์นี่ถึงกับต้องกลืนน้ำลายดังเอื๊อกเลย (ตอนที่จองไว้ยังไม่ทันจะได้จ่ายเงินสักเยน เค้าก็มีให้ยูกาตะกลับบ้านมาใส่ดูดอกไม้ไฟเล่นตัวนึงแล้ว เกิดเปลี่ยนใจไม่เช่าแล้ว ไม่ไปจ่ายเงินภายในกำหนดเวลา ก็เท่ากับเราได้ยูกาตะมาฟรีๆเลยนะเนี่ย)


... ที่น่าสนใจคือทั้งสองร้านเช่าฮากามะที่มาเปิดบู๊ตที่มหาลัย ไม่ว่าร้านไหนแพ็คเกจไหนก็ไม่เห็นมีออปชั่นแต่งหน้าให้เลย มีแต่ออปชั่นทำผมให้กับใส่ชุดให้ อย่างนี้ถ้าใครแต่งหน้าเองไม่เป็นคงต้องเหนื่อยวิ่งวุ่นหาคนแต่งหน้าให้อีกสินะ สงสัยเค้าถือว่าสาวญี่ปุ่นแต่งหน้าเองเป็นกันหมดมั้ง

อีกอย่างที่ตอนนี้ยังคิดๆอยู่คือจะเอายังไงกับชุดครุยดีหนอ(เพราะวันพิธีจะใส่ฮากามะ) ที่ญี่ปุ่นไม่ใช่ทุกมหาลัยที่จะมีชุดครุย เท่าที่ได้ยินมาเหมือนว่าส่วนใหญ่จะไม่มีด้วยซ้ำ บางที่คนไทยก็รวมกลุ่มกันทำชุดครุยของมหาลัยขึ้นมาใส่กันเอง แต่สำหรับที่โตไดนั้นมีชุดครุยของมหาลัยหน้าตาประมาณในภาพ (เรียงจากซ้ายไปขวา คือ ชุดของปริญญาเอก โท และ ตรี) เพิ่งรู้จากรุ่นพี่รุ่นเดอะ(เดอะระดับจบก่อนเราเป็นสิบปี)ว่าที่โตไดเองก็เพิ่งจะมีครุยได้สักประมาณสิบปีนี้เอง

Credit: ภาพจาก //www.u-tokyo.ac.jp/stu01/h15_05_j.html

สำหรับเด็กปริญญาตรีและโทจะเช่าได้เท่านั้น ถ้าอยากซื้อเลยจะได้เฉพาะเด็กจบปริญญาเอก ... พอรู้งี้ก็เลยยิ่งลังเลว่าจะซื้อเผื่อไว้ดีไหมเนี่ย ทีหลังเกิดเราเปลี่ยนใจอยากได้ขึ้นมาก็ฝากรุ่นน้องซื้อให้ไม่ได้ด้วย(เพราะตอนไปจ่ายเงิน ต้องมีใบรับรองออกโดยมหาลัยไปโชว์ว่า เรากำลังจะเรียนจบปริญญานี้ๆจริงๆนะ ไม่ใช่ว่าใครๆก็จองแล้วซื้อได้) แต่สนนราคาซื้อชุดครุยก็ไม่ถูกเหมือนกัน 45,000 เยนแน่ะ ยังไม่ทันจะหายจากอาการกลืนน้ำลายดังเอื๊อกเมื่อตอนเช่าฮากามะเลย มีเรื่องจ่ายเงินมาให้คิดอีกแล้ว (ว่าแต่ทำไมเอกค่าเช่าครุยแพงกว่าโทตั้งเท่านึงล่ะเนี่ย??? หมื่นเยนแน่ะ)

Credit: ภาพแค็ปมาจาก //www.u-tokyo.ac.jp/stu01/h15_05_j.html

สอบจบแล้วผ่านอะไรแล้ว จากนี้ก็เป็นเวลาของการเก็บข้าวเก็บของเตรียมกลับไทยถาวร (ระหว่างนี้ก็แวะแล็บไปทำงานเพิ่มเติมให้อาจารย์ซะหน่อย ยังไงนี่มันก็คืองานของเราก็อยากทำให้ดีที่สุดจนถึงตอนสุดท้ายท้ายสุดจริงๆ) ห้องนี้อยู่มากว่าห้าปี มองไปตอนนี้นึกไม่ออกเลยว่าควรเริ่มเก็บจากตรงไหนดี รกระเบิดเหมือนกันหมดทุกซอกทุกมุม

-----------------------------------------------------

ภาพที่ถ่ายเองในบล็อค(ที่มีโลโก้ดารุมะ)มาจาก Sony Alpha NEX-5 + Alpha E 18-55mm OSS ถ่ายมาเรื่อยๆในช่วงหลายเดือนนี้ จับมาปรับแสงและ contrast บางภาพก็ใส่ color filter หรือ lighting effect ให้หน่อย สุดท้ายย่อ USM แล้วใส่ลายน้ำเป็นอันเสร็จพร้อมโพส


Credit: ภาพโลโก้ดารุมะตรงลายน้ำจาก //go-do.jp/user-cgi/diarypro/archives/72.html


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 1 ตุลาคม 2555 1:25:33 น.
Counter : 9595 Pageviews.  

@@@ รวบรวมอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งสำคัญของญี่ปุ่น @@@


ห่างหายจากบล็อคและ multiply ไปสักระยะนึงแล้วเพราะช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญจริงๆค่ะ ไม่อยากเสี่ยงมาเสียเวลาติดพันกับการเขียนบล็อคหรือนั่งทำภาพเยอะๆ อีกแค่อึดใจเดียวเท่านั้นก็จะรู้ผลชี้ชะตาชีวิตนักเรียนปริญญาเอกของเราแล้ว

บล็อคนี้เกิดการจากการที่หาอ่านข่าวเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูงของจีนที่ตกรางไปเมื่อวันที่ 23 กค 2011 ที่ผ่านมาจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 39 รายค่ะ (อ้างอิงจาก BBC) หาอ่านตามกระทู้แล้วเห็นมีคนพูดถึงว่ารถไฟที่ญี่ปุ่นก็เคยมีอุบัติเหตุใหญ่ๆเหมือนกัน ก็เลยเป็นเหตุให้เราสงสัยขึ้นมาว่ารถไฟญี่ปุ่น โดยเฉพาะชินคันเซนนี่มันเคยมีอุบัติเหตุอะไรมั่งรึเปล่านะ

เพราะเท่าที่เราอยู่โตเกียวมาห้าปี ก็เจอแต่รถไฟวิ่งในเมืองหยุดวิ่งเพราะเกิดอุบัติเหตุคนกระโดดให้รถไฟชนตาย อันนี้นี่ได้ยินหนแรกๆยังไม่แน่ใจว่าตัวเองฟังผิดหรือเปล่า(เจอบ่อยด้วยค่ะ ไม่ใช่ว่าร้อยวันพันปีจะแจ๊กพ็อตเจอสักที) แต่นานวันเข้าก็เริ่มรู้ค่ะว่ามีคนญี่ปุ่นเลือกวิธีตายแบบนี้ไม่น้อยเหมือนกัน ขนาดว่าครอบครัวจะโดนปรับทีหลังนะคะเนี่ย (อ้างอิงเรื่องโดนปรับจาก wikipedia ค่ะ)

จาก ข่าว NyTimes ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2009 บอกไว้ว่าในปี 2008 มีคนญี่ปุ่นฆ่าตัวตายด้วยวิธีโดดให้รถไฟชน 2000 ราย คิดเป็น 6% ของจำนวนคนฆ่าตัวตายทั้งประเทศ และในข่าวนี้ก็บอกว่าทาง JR East ได้ทำการติด LED ไฟสีฟ้าเพิ่มในสถานีและในรถไฟ โดยเชื่อว่าไฟสีฟ้าจะช่วยผ่อนคลายจิตใจผู้คนได้บ้าง (แต่ไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์รองรับตรงๆค่ะ เป็นผลทางจิตวิทยาซะมากกว่า)

แต่เคสอุบัติเหตุรถไฟจากคนฆ่าตัวตายก็จะแค่ว่ารถไฟสายที่มีปัญหานั้นหยุดไปแป๊บนึง แต่เคลียร์ไม่นานก็วิ่งกันต่อได้ปกติแล้วค่ะ เราก็แค่เลือกไปสายอื่นแทน รถไฟในโตเกียวมีเยอะแยะไม่มีปัญหาในการเดินทางใดๆ

ส่วนตัวเราไม่ชอบไอเดียการฆ่าตัวตายหรอกนะคะเพราะถ้าเราไม่ใช่คนตัวคนเดียว ฆ่าตัวตายไปคนรอบตัวที่เหลือทั้งครอบครัวทั้งเพื่อนฝูงนั่นล่ะที่จะเศร้าจะเสียใจจะลำบาก (ส่วนคนตายไปแล้ว อันนี้ไม่ทราบได้ค่ะว่าจะเป็นยังไงต่อ) แต่อย่างน้อยสำหรับเราให้อัตราการฆ่าตัวตายสูง ก็ยังดีกว่าให้อัตราการโดนฆาตกรรมหรือตายด้วยอุบัติเหตุสูงค่ะ อย่างน้อยคือเรายังได้ตัดสินใจเองว่าเราจะเลือกมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่ ไม่ใช่อยู่ๆโดนคนอื่นมาตัดสินให้แทน หรือ ตายแบบไม่ทันตั้งตัว
.
.
.
เข้าเรื่องแล้วค่ะ พอสงสัยเรื่องอุบัติเหตุทางรถไฟที่ญี่ปุ่นก็เลยจัดการไปเซิร์ชหามา ไหนๆแล้วก็แปะไว้เป็นเกร็ดความรู้ในบล็อคด้วยซะเลย นานๆจะมีสาระสักทีค่ะ ข้อมูลทั้งหมดแปลจากภาษาอังกฤษอาจตกหล่นไปบ้าง หรือแปลไม่ถูกเป๊ะบ้าง เพราะศัพท์รถไฟบางตัวก็ไม่แน่ใจค่ะว่าแปลไทยยังไงถึงจะเหมาะที่สุด

1. ::25 Feb 1947:: Hachikō Line derailment
2. ::24 April 1951:: Sakuragichō train fire (Keihin line)
3. ::3 May 1962:: Mikawashima train crash (Joban line)
4. ::9 Nov 1963::: Tsurumi rail accident (Tokaido main line) ***
5. ::14 May 1991:: Shigaraki train disaster (SKR, JR West)
6. ::25 Apr 2005:: Amagasaki rail crash (Fukuchiyama Line, JR West) ***
7. ::23 October 2004:: Shinkansen derailment (Joetsu shinkansen, JR East) ***

ปล รวบรวมไว้เฉพาะที่เกิดความเสียหายต่อชีวิตมากพอควร (พอๆกัน หรือมากกว่า เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดที่จีน) นอกจากที่รวมไว้ก็ยังมีเหตุการณ์อื่นที่ตกรางบ้าง หรือ เหตุจากก่อการร้ายที่ส่งผลมาถึงการทำงานของรถไฟบ้าง ที่ไม่ได้เขียนไว้ในบล็อคนี้ค่ะ (แต่พวกนั้นความเสียหายต่อชีวิตน้อยน่ะค่ะ เสียชีวิตไม่ถึงสิบราย หรือ 10+ นิดๆ)

------------------------------------

1. ::25 Feb 1947:: Hachikō Line derailment

//en.wikipedia.org/wiki/Hachik%C5%8D_Line_derailment

เสียชีวิต 184 คน บาดเจ็บ 195 คน

อุบัติเหตุทางรถไฟที่ร้ายแรงที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่ WW2 สาเหตเกิดจากรถไฟวิ่งเร็วเกินไป ประกอบกับคนในโบกี้แน่น นอกจากนั้นตัวโบกี้ที่เป็นไม้ก็เสื่อมสภาพไปมากจากการใช้งานหนักในช่วงระหว่างสงคราม รวมกันจนเป็นเหตุให้รถไฟตกรางแหกโค้งไป

จากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ Japanese Government Railways (JGR) สมัยก่อน ทำการเปลี่ยนรถไฟโบกี้ไม้ที่มีอยู่กว่า 3000 โบกี้ ณ ตอนนั้นเป็นโบกี้เหล็กแทนหลังจากอุบัติเหตุนี้ไม่กี่ปี

------------------------------------

2. ::24 April 1951:: Sakuragichō train fire (Keihin line)

//en.wikipedia.org/wiki/Sakuragich%C5%8D_train_fire

เสียชีวิต 106 คน บาดเจ็บ 92 คน

สาเหตจากการที่สายไฟ(บนเสาไฟฟ้าน่ะค่ะ)ขาดในระหว่างการซ่อมบำรุง ประจวบเหมาะรถไฟก็วิ่งมาพอดี โดนสายไฟที่ขาดห้อยอยู่ทำให้เกิดการติดไฟลุกไหม้ที่ตู้โดยสารแรกซึ่งสร้างจากไม้

ผู้โดยสารที่ติดอยู่ในตู้ที่ไฟไหม้ ไม่สามารถเปิดประตู electronic ออกได้ (เห็นว่าจริงๆมี manual override อยู่ใต้เบาะที่นั่ง แต่ทำป้ายอะไรบอกไม่ดีค่ะ) ประตูที่เชื่อมต่อไปตู้โดยสารที่สองก็เปิดจากด้านในไม่ได้ อีกทั้งหน้าต่างก็แคบเกินกว่าจะปีนหนีออกไปได้ สุดท้ายภายในเวลาแค่ 10 นาที ตู้โดยสาร(น่าจะหมายถึงตู้แรกมั้งคะ)ก็โดนไฟไหม้จนหมดไม่มีเหลือ ผู้โดยสารข้างในก็โดนไฟคลอกเสียชีวิตค่ะ

จากเหตุการณ์นี้ทำให้มีการปรับปรุง fire-proofing ของตู้โดยสารขึ้น และมีการเพิ่มประตูเชื่อมระหว่างแต่ละตู้โดยสารด้วย (ก็คือตรงรอยต่อโบกี้ที่พื้นมันจะโยกเยก บิดไปมาได้เวลารถไฟเลี้ยวน่ะค่ะ ใครเคยนั่งพวก BTS ที่ไทยก็มีแบบนี้เหมือนกัน)

------------------------------------

3. ::3 May 1962:: Mikawashima train crash (Joban line)

//en.wikipedia.org/wiki/Mikawashima_train_crash

เสียชีวิต 160 คน บาดเจ็บ 296 คน

เหตุเกิดจากรถไฟขบวนส่งสินค้าที่พลาดฝ่าสัญญาณไฟแดงไป แม้ว่าระบบป้องกันภัย fail-safe จะทำการเบี่ยงขบวนสินค้านั้นออกไปข้างทางเพื่อป้องกันการพุ่งชนของขบวนรถไฟที่จะตามมาแล้วก็ตาม แต่รถไฟสินค้านี้วิ่งมาด้วยความเร็วที่สูงจนทำให้เกิดการตกราง และ หัวรถจักรรวมถึงโบกี้ก็ยังค้าง ขวางทางวิ่งบนรางรถไฟหลักอยู่

แทบจะในเวลาเดียวกับที่ขบวนขนสินค้าตกราง ก็มีรถไฟโดยสารวิ่งมาในจุดเดียวกันพอดีและชนเข้ากับขบวนสินค้าขบวนแรก(ที่ตกรางไปก่อนแล้ว) ส่งผลให้รถไฟโดยสารขบวนนี้ตกรางไปด้วย ชนครั้งนี้เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 25 ราย ผู้โดยสารที่เหลือก็หนีออกจากรถไฟทางทางออกฉุกเฉินและเดินเท้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานี ในช่วงเวลานั้นฝ่าย operator มัวยุ่งกับการจัดการกับเรื่องการชนและตกรางนี้ จนไม่ทันได้แจ้งเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดให้กับรถไฟขบวนอื่นๆที่วิ่งในรางเส้นที่เป็นปัญหาอยู่

ประมาณแค่ 6 นาทีหลังจากขบวนขนสินค้าแรกตกรางไป รถไฟโดยสารอีกขบวนที่วิ่งตามมาก็พุ่งชนเข้ากับรถไฟโดยสารขบวนแรกที่เพิ่งตกรางไปซ้ำอีกรอบ การพุ่งชนหนนี้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บนับร้อย เนื่องจากเป็นช่วงระหว่างที่ผู้โดยสารในขบวนโดยสารแรกกำลังตะเกียกตะกายออกมาจากรถไฟที่เพิ่งชนกับขบวนขนสินค้าและตกรางไป

จากเหตุการณ์นี้ทาง JNR ได้ทำการเปลี่ยนกฏจากเดิมที่บอกว่า "ห้ามหยุดรถไฟ ถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ" มาเป็นการ play safe ไว้ก่อนโดย "ให้หยุดรถไฟทันทีที่มีอุบัติเหตุเกินขึ้น ไม่ว่าอุบัติเหตุนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม" นอกจากนั้นในปี 1966 ก็มีการเพิ่มระบบ Automatic train stop ที่จะทำการหยุดรถไฟทันที ถ้าเกิดการฝ่าสัญญาณไฟแดงขึ้น

------------------------------------

4. ::9 Nov 1963:: Tsurumi rail accident (Tokaido main line) ***

//en.wikipedia.org/wiki/Tsurumi_rail_accident

เสียชีวิต 162 คน บาดเจ็บ 120 คน

เหตุการณ์นี้ได้รับการอ้างอิงจากหลายๆแหล่งว่าเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟที่ร้ายแรงที่สุดของญี่ปุ่น (เดาว่าหมายถึง เฉพาะระบบรถไฟสมัยใหม่มั้งคะ) เหตุเกิดจากรถไฟขบวนสินค้าเกิดการตกราง ทำให้โบกี้สองโบกี้พลิกคว่ำขวางทางรถไฟที่เป็นจุดเชื่อมต่อในทาง up-line

ภายในเวลาไม่กี่วินาที รถไฟขนาด 12 ตู้โดยสารที่วิ่งมาทาง up-line ก็ชนเข้ากับขบวนสินค้าที่ขวางรางรถไฟไว้ส่งผลให้ 3 ตู้โดยสารแรกของชบวนโดยสารนี้ตกรางลงไปกระแทกโดนด้านข้างของตู้โดยสารที่ 4 และ 5 ของรถไฟขนาด 12 ตู้โดยสารอีกขบวนที่วิ่งมาใน down-line (น่าจะหมายถึงรถไฟรางที่อยู่ด้านบนตกรางลงมาโดนรถไฟขบวนที่วิ่งอยู่ในรางด้านล่างมั้งคะ)

จากการสอบสวน ขบวนสินค้าที่ตกรางตอนแรกไม่ได้ใช้ความเร็วเกินแต่อย่างใด รวมถึงไม่พบว่าเป็นปัญหาของล้อรถไฟ หรือ รางรถไฟด้วย ต้องใช้เวลากันถึง 5 ปีในการจำลองสถานการณ์และทดสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกจึงจะพบว่าสาเหตการตกรางมาจากการประจวบเหมาะ ในทั้งรูปแบบตัวล้อรถไฟ ตัวทางรถไฟ และ geometry ของราง ณ ตรงจุดเกิดเหตุเองด้วย เรียกว่าไม่มีส่วนไหนเลยที่เป็นปัญหาหากพิจารณาแยกเดี่ยวๆ แต่พอมารวมกันแล้วมันทำให้เกิดปัญหาตกรางได้ค่ะ

ผลจากการตรวจพบในครั้งนี้ทำให้มีการเปลี่ยนจากระบบ static track inspection แต่เดิมมาเป็น dynamic inspection และ data collection แทน

------------------------------------

5. ::14 May 1991:: Shigaraki train disaster (SKR, JR West)

//en.wikipedia.org/wiki/Shigaraki_train_disaster

เสียชีวิต 42 คน บาดเจ็บ 614 คน

อันนี้เป็นเหตุรถไฟสองขบวน SKR และ JR West ที่วิ่งมาในทางตรงกันข้ามกันชนกันแบบประสานงาเลยค่ะ ปกติแล้วสองขบวนนี้จะสวนกันได้โดยปลอดภัยที่จุดส่งสัญญาณเพียงจุดเดียวเท่านั้น แต่ในตอนนั้นเกิดความผิดพลาดในการให้สัญญาณ (ไฟเขียวไฟแดง) ซึ่งจากที่เขียนไว้บอกว่าเป็นทั้งความผิดพลาดจากเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณ และรวมถึง fault wiring ด้วย (เหมือนว่าสัญญาณของบริษัทรถไฟ SKR กับ JR มันไม่เหมือนกัน จนเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณงง ปล่อยรถไฟออกมาผิดคิว)

ผลจากเหตุการณ์นี้คือ Signal station ตรงที่เกิดปัญหานั้นถูกปิดทำการไป มีการลดจำนวนการให้บริการในเส้นทางนี้ลงเหลือครึ่งหนึ่ง โดยให้เป็นการสลับกันวิ่งในทางใดทางหนึ่งเท่านั้น ไม่ให้วิ่งสวนกันได้เหมือนเดิม

หลังจากนั้น JR west ก็ยกเลิกการให้บริการใน Shigaraki line ที่เกิดเรื่องนี้ไป และ JR group อื่นๆก็มีการยกเลิกการใช้บริการ private and Third Sector railway lines (คงเพื่อกันสัญญาณสับสนกันในหลายๆบริษัทน่ะค่ะ หันมาใช้แต่รางของตัวเองอย่างเดียวเลย)

------------------------------------

6. ::25 Apr 2005:: Amagasaki rail crash (Fukuchiyama Line, JR West) ***

//en.wikipedia.org/wiki/Amagasaki_rail_crash

เสียชีวิต 106 คน บาดเจ็บ 555 คน

เหตุการณ์นี้ได้รับการอ้างอิงให้เป็นอันที่ร้ายแรงที่สุดอันดับ2 รองจากเหตุการณ์ปี 1963 รถไฟที่เกิดเหตุ คือ rapid train (เหมือนรถไฟวิ่งในเมืองทั่วไปค่ะ แต่จะมีการจอดป้ายน้อยกว่า) ส่วนสาเหตุเห็นว่าเกิดจาก ป้ายก่อนจอดนานไป คนขับคงกลัวว่าจะไปถึงป้ายต่อไปไม่ทันตามตารางเวลาเลยใช้ความเร็วที่สูงไปตอนที่เลี้ยวโค้ง จนเกิดการตกรางแล้วก็ไปพุ่งชนตึกแถวนั้นอีกทอดค่ะ

ผลจากเหตุการณ์นี้ทำให้ทาง รมต ขอให้บริษัทรถไฟทุกแห่งในญี่ปุ่นทำการอัพเดตระบบ automatic stopping โดยให้รถไฟทำการเบรคและลดความเร็วลงอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้ทางโค้ง

นอกนั้นอีกสาเหตหนึ่งน่าจะมาจากการกำหนดบทลงโทษของ JR West ในกรณีที่คนขับพลาดในการเทียบชานชาลาตามตารางเวลาด้วย จากอุบัติเหตุนี้ส่งผลให้ JR West advisor ที่เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญใน JR West และเป็นคนผลักดันบทลงโทษนี้ แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอลาออกในเดือน มิย ส่วน Chairman และ Presiden ของ JR West ก็ลาออกตามกันมาในปี 2005 เดียวกันกับที่เกิดเหตุ

แต่เห็น note ไว้ว่าบรรดา senior officers เหล่านี้ หลังจากลาออกก็ไปได้รับ senior positions ในบริษัทอื่นที่เป็นสาขาหรืออะไรกัน แล้วบางคนก็ยังเป็นสมาชิกใน board ของ JR West อยู่ด้วย แต่ข้อมูลนี้ไม่มีแหล่งอ้างอิงคงต้องไปคุ้ยข่าวญี่ปุ่นคอนเฟิร์มกันเอาเองนะคะ

------------------------------------

ทั้งหกอันที่ว่าไปนี้เป็นอุบัติเหตุกับรถไฟธรรมดาที่ไม่ใช่ตระกูล shinkansen หมดเลยค่ะ พยายามหาอุบัติเหตุของ shinkansen ที่ญี่ปุ่นด้วยแต่เจอแค่การตกรางอันเดียวเท่านั้น (shinkansen ญี่ปุ่นเห็นว่ามีทั้งรุ่นที่วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 240-300 km/h และรุ่นที่ความเร็วสูงสุด 130 km/hr ค่ะ ส่วนของจีนที่เกิดอุบัติเหตุเป็นรุ่นที่ความเร็วเฉลี่ย 150 km/h)


7. ::23 October 2004:: Shinkansen derailment (Joetsu shinkansen, JR East) ***

//www.jreast.co.jp/e/investor/ar/2005/pdf/ar2005_17.pdf
//www.uic.org/apps/presentation/rtishida.pdf

สาเหตของอุบัติเหตุการตกรางครั้งเดียวของ shinkansen ญี่ปุ่นนี้เกิดจากแผ่นดินไหวขนาด M6.8 (2004 Chūetsu earthquake) ที่จังหวัด Niigata ผู้โดยสาร 154 คนไม่มีการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่รางรถไฟและอุโมงค์โดยรอบก็มีความเสียหายพอควรค่ะ

หลังจากที่วิเคราะห์สาเหตการตกรางนี้แล้ว ก็มีการติดตั้งระบบ anti-derail ให้ shinkansen กันใหม่ ได้ผลแค่ไหนไม่แน่ใจ(เรายิ่งห่วยเรื่อง mechanic อยู่ด้วยค่ะ เห็นเอกสารชี้แจงแล้วมึนเลย) แต่อย่างน้อย The Great East Japan Earthquake ที่ผ่านมาเมื่อ 11 March 2011 นี้ แผ่นดินไหว M9.0 แรงมากกว่าปี 2004 มาก(ห่างกัน M0.1 คือ ความแรงของแผ่นดินไหว x2 นะคะ) แต่ไม่มีรายงานว่า shinkansen ที่ไหนตกรางหรือเกิดอุบัติเหตุแต่อย่างใดเลยค่ะ (แต่หยุดวิ่งกันไปเป็นวันๆ ผู้โดยสารตกค้างกลับบ้านไม่ได้ ไม่มีที่นอนเพียบ)

------------------------------------

ทั้งหมดนี้คือเท่าที่เราอ่านและรวบรวมมานะคะ นานๆจะเขียนบล็อคมีสาระสักทีนึง จากการอ่านทั้งหมดนี้อย่างแรกที่เรารู้คือ ถ้าเกิดอุบัติเหตุรถไฟไม่ควรไปมุงค่ะ ถ้าวิ่งทันพยายามเผ่นให้พ้นรัศมีไปให้ไกลที่สุด ไม่งั้นเดี๋ยวเกิดรถไฟขบวนอื่นตามมาแล้วชนกันซ้ำอีกเราจะกลายเป็นผู้ประสบเหตุทางรถไฟทั้งๆที่ไม่ได้นั่งรถไฟไปซะงั้น

สอง คือ เรื่องอุบัติเหตุค่ะ เพิ่งรู้เหมือนกันว่ารถไฟญี่ปุ่นก็มีเกิดอุบัติเหตุกะเค้าเหมือนกัน ยิ่งอันปี 2005 นี่คือ ก่อนที่เราจะมาเรียนที่ญี่ปุ่นแค่ปีเดียวเอง อุบัติเหตุมันไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดแล้วไม่ละเลยปล่อยหยวนปล่อยผ่าน รับผิดชอบตามที่ควรจะเป็น ค้นคว้าจนเจอสาเหต ปรับปรุงแก้ไข โดยเอาอุบัติเหตุเป็นบทเรียนอย่างนี้ก็ขอปรบมือให้ค่ะ ความจริงมันอาจโหดร้ายหน่อยแต่คำที่ว่า "ไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จโดยไม่เคยล้มเหลวมาก่อน" หรือ "คนที่ไม่ประสบความสำเร็จใดๆ คือ คนที่ไม่เคยลงมือทำอะไรเลย" มันก็ใช้ได้จริงในทุกสถานการณ์นะคะ



สุดท้ายขอบคุณแหล่งข้อมูลจากลิงค์ล่างนี้ด้วยค่ะ มีเขียนรวบรวมอุบัติเหตุรถไฟใหญ่ๆทั่วโลกไว้จนถึงปี 2009
//www.infoplease.com/ipa/A0001450.html

ส่วนลิงค์ล่างนี้เป็นการรวมอุบัติเหตุรถไฟต่างๆของญี่ปุ่นที่มีการบันทึกไว้ สามารถไปหาอ่านค้นคว้าในรายละเอียดได้ต่อนะคะ เขียนภาษาอังกฤษค่ะ
//en.wikipedia.org/wiki/Category:Railway_accidents_in_Japan



>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2554 0:03:16 น.
Counter : 4047 Pageviews.  

@Tokyo เรื่องนู้นเรื่องนี้เรื่องนั้น สถานการณ์ต่างๆตั้งแต่กลับมาโตเกียว :: เรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินไหว และ ของกิน


ต่อจาก บล็อคก่อน กับสถานการณ์ในโตเกียวตั้งแต่ช่วงมีนาถึงปัจจุบัน(= ต้นๆเดือน มิย)นะคะ บล็อคตะกี้เป็นเรื่องโรงเรียน โรงไฟฟ้า เรื่องดับไฟไปแล้ว บล็อคนี้จะเน้นๆแต่เรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินไหว รวมถึงอาหารการกินและน้ำดื่มค่ะ(มีนอกเรื่องบ้างตามประสาบล็อคนี้) ซึ่งเราว่ามันคือผลกระทบโดยตรงเลยสำหรับคนที่อยู่อาศัย(ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่มาเที่ยวแป๊บๆ)ในแถบโตเกียวอย่างเรา

ลิงค์ของหัวข้อที่เขียนในบล็อคนี้นะคะ เผื่อจะคลิกข้ามอันที่ไม่สนใจไปได้ไม่ต้องลาก scroll bar กันยาวๆ
1. เรื่องของแผ่นดินไหว
2. เรื่องของน้ำดื่ม
3. เรื่องของอาหารการกิน
4. รวมลิงค์เช็ครายงานอัพเดตการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ


อ้อ..แล้วหลังจากนี้ไปรูปถ่ายจากจอทีวีจะมีเยอะหน่อยนะคะ ถือซะว่าใช้งานให้คุ้มเพราะทีวี analog นี้ 24 กค 2011 ก็จะใช้ไม่ได้ถาวรแล้ว เพราะที่ญี่ปุ่นเค้าเปลี่ยนเป็นเผยแพร่ภาพระบบ Digital ทั่วประเทศ (= เรากำลังจะไม่มีทีวีดูแล้วค่ะ ) เห็นมียกเว้นให้ก็สามจังหวัดที่ประสบภัยซึนามิ มีการต่อเวลาไปให้อีก 1 ปีถึงปีหน้าค่ะ

ประกาศให้เตรียมตัวเรื่องนี้มีมาหลายปีแล้วล่ะค่ะ บนทีวีเราที่ซื้อมาตั้งแต่ 5 ปีก่อนก็มีแปะสติกเกอร์บอกไว้หราเลยว่าทีวีนี้ใช้ได้ถึงปี 2011 เท่านั้น


กวาง 地デジ化 Chi-deji-ka ภาพล่างนี้คือ สัญลักษณ์ของการแพร่ภาพทีวีในสัญญาณดิจิตอลค่ะ (แต่จะเรียกกันว่า Chide-jika ซึ่งคำว่า jika พ้องเสียงกับ Shika 鹿 ที่แปลว่ากวางด้วยค่ะ) ตั้งแต่ปลายๆ พค แล้วดูทีวีไปก็จะเห็นกวางนี่โผล่มาเตือนให้เปลี่ยนทีวีประจำเลย






Credit ภาพแค๊ปจากหน้าเว็บ //www.nab.or.jp/chidejika/


เรื่องของแผ่นดินไหว


ปล ถ้าใครสนใจความรู้รอบตัวและวิธีการอ่านค่าข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับแผ่นดินไหว ลองเช็คใน บล็อคนี้ นะคะ เขียนบอกไว้หมดเท่าที่เรารู้แล้ว

ตอนต้นเมษากลับจากไทยมาหลายวันก็ยังคิดอยู่ค่ะว่า aftershock (余震 Yoshin) ไม่ค่อยมีแล้วนะเนี่ย (ตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ มาทุกๆ 5-10 นาที) แต่แค่คิดถึงมันก็มาเลยค่ะ

7 เมษา ตอนกลางคืน aftershock ลูกใหญ่ที่สุดเท่าที่เกิดมา เข้าหนักที่เดิมตรง 宮城 Miyagi และ 岩手 Iwate มีการเตือนซึนามิประมาณ 1 เมตรด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรค่ะ ปัญหาคือ โรงไฟฟ้าที่กำลังซ่อมๆกันอยู่ก็ต้องหยุดซ่อมกลางคันเพื่ออพยพหลบภัยซึนามิ ไฟฟ้าที่เพิ่งต่อเข้าไปในโรงไฟฟ้าได้ เจอ aftershock ลูกเบ้อเริ่มนี้เข้าไปก็เป็นอันหลุดอีกค่ะต้องไปต่อกันใหม่

นี่คือรายงานแผ่นดินไหวของ aftershock ลูกนั้นค่ะ วงสีแดงคือแถวโตเกียวบ้านเราเอง แค่ Shindo3 เท่านั้น (เมื่อตอน 11 มีนา ประมาณ Shindo 5+) ส่วนว่าค่าอะไรหมายถึงอะไร มีไปเขียนอธิบายเพิ่มแบบละเอียดๆไว้ในบล็อคเก่าแล้ว ตรงนี้ นะคะ เอาเป็นว่าตรงจุดที๋โดนหนักไหวแรงมากกกกกค่ะ (มากกว่าโตเกียวเมื่อวันที่ 11 มีนาเยอะ)


ที่โตเกียวนั้นไหวไม่แรง ไม่ติดฝุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาเลยค่ะ แต่ก็แรงพอที่ทุกคนจะรู้ตัวกันหมดและลิ้นชักเปิดอ้าออกได้เอง(บนตึกสูง) แต่เนื่องจากลูกนี้มันไหวนานหลายนาทีน่ะค่ะ คนไทยแต่ละคน(เพิ่งจะกลับกันมาจากไทย)ก็หยุดทำทุกอย่าง รอลุ้นใจตุ้มๆต่อมๆกลัวว่าที่ไหวนานๆเนี่ยเดี๋ยวมันจะพัฒนามาไหวแรงขึ้นจนเหมือนเมื่อเดือนที่แล้วหรือเปล่าล่ะเนี่ย

กว่าจะหยุดสั่นก็เล่นเอาใจแป้วไปนิดๆเหมือนกันค่ะ มันไม่ได้น่ากลัวอะไร แต่มันเสียวสันหลังน่ะค่ะ เพราะประสบการณ์หนก่อนยังตราตรึงอยู่ นี่ก็เพิ่งกลับมากันตบะยังไม่ค่อยแข็งกล้า บางคนก็ถึงกับครวญว่า....please don't test my patience (ความหมายเบื้องลึกก็คือ อย่าเพิ่งไหวมาอีกเลย ใจยังไม่แข็งพอ ยังแอบหวั่นๆอยู่ ตอนนี้ขอปั่นทำงานก่อนเถ๊อะ ยิ่งกำลังเร่งๆอยู่ด้วย )

ณ ตอนนั้นคือยังแอบกลัวกันอยู่ค่ะ มือถือทุกคนตอนนี้ลงโปรแกรมเตือนแผ่นดินไหวกันหมด(แต่ก่อนไม่เคยคิดจะลงค่ะ) เสียงเตือนแผ่นดินไหวก็เป็นเสียงเดียวกันเป๊ะกับเสียงเตือนแผ่นดินไหวในทีวีด้วย ช่วยย้อนความทรงจำอันแสนหลอนในช่วงเกิดเหตุใหม่ๆได้(ไม่)ดีมากค่ะ สำหรับ iPhone ก็เป็น app ตัวนี้ค่ะ Yure-kuru ゆれくる คนไทยเรียกกันว่าโปรแกรมปลาดุก (ในโดราเอมอนเก่าๆ มีตอนนึงเป็นปลาดุกแผ่นดินไหวหน้าตาแบบนี้เลยค่ะ) เกิดแผ่นดินไหวที่ไหนปุ๊บมันจะส่งเตือนมาให้เราทันที ว่าอีกประมาณกี่วินาทีแรงสั่นจะมาถึงเรา


มีโปรแกรมเตือนในมือถือไว้อย่างน้อยก็เบาใจได้เวลาต้องห่างทีวีค่ะ (เช่นตอนอาบน้ำ) ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดไม่ได้ยินเสียงเตือนจากในทีวีรึเปล่าหนอ ซึ่งช่วงแรกๆนี่เราได้ยินเสียงเตือนแผ่นดินไหวจากมือถือทีไร ไม่ว่าจะนอนหรืออะไรอยู่ก็จะสะดุ้งตกใจลุกมาดูสถานการณ์ได้ทันที (เสียงเตือนแผ่นดินไหวนี่ดังกว่าเสียงปลุกตอนตั้งเป็นนาฬิกาปลุกอีกค่ะ นึกอยู่ว่าน่าเอามาตั้งเป็นเสียงนาฬิกาปลุกซะเลย) ประมาณว่าได้ยินทีไรก็ตกใจ เสียวสันหลังวาบขึ้นมาทุกที

หลังจาก aftershock ลูกใหญ่นี้ แผ่นดินไหวก็เงียบๆไปสักหลายวัน จนวันครบรอบหนึ่งเดือน วันที่ 11 เมษา ค่ะ มี aftershock ใหญ่ๆมาอีกแล้ว แม้จะเล็กกว่าลูกเมื่อ 7 เมษาแต่ก็เป็นระดับที่เกือบทุกคนที่โตเกียวรู้ตัว


แล้วแถมลากยาวไปจนถึงวันที่ 12 เมษาเลยค่ะ ช่วงสองวันครบรอบหนึ่งเดือนนี้ aftershock มาถี่พอควรเลย ปลาดุกร้องเตือนไม่รู้กี่ครั้งต่อวัน ถึงแม้ที่โตเกียวจะไหวไม่แรงเท่าไหร่ แต่จุดที่ได้รับแรงสั่นมากสุด(ทาง Tohoku)ก็ไหวหนักมากค่ะ ประมาณ Shindo 5-6 หรือก็คือพอๆกันหรือแรงมากกว่าที่โตเกียวโดนไปเมื่อ 11 มีนาค่ะ


หลังจากนั้นก็เงียบๆไปอีกค่ะ มาอีกลูกใกล้โตเกียวมากวันที่ 16 เมษา อันนี้โตเกียวไหวแรงกว่า aftershock ลูกก่อนๆนี้(เฉพาะในเดือนเมษา)เหมือนกัน ชักแอบเสียวๆค่ะ


แต่ ณ ปัจจุบันนี้น่ะเหรอคะ (มิย 2011) เราเริ่มกลับไปเฉยๆกับแผ่นดินไหวแล้วอีกแล้วค่ะ ตอนก่อนนี้ก็บางช่วงไหวบ่อยจนเริ่มไม่ไหวจะมาคอยระแวง(แบบว่าทำงานก็เหนื่อยแล้วน่ะค่ะ) ส่วนตอนนี้ก็คือมันไม่ค่อยจะมีมาแล้วด้วยน่ะค่ะ หลายๆอาทิตย์ถึงจะมีแบบรู้สึกได้มาสักครั้ง แต่ก็แค่เบาๆน่ะค่ะ ถ้านอนอยู่ก็ลืมตามาดูแล้วก็นอนต่อได้อย่างไม่แยแส ถ้านั่งทำงานอยู่ก็เงยหน้ามองนิดนึงแล้วก็ทำงานต่อค่ะ ถ้าจะให้กลับมา alert ได้อีกครั้ง ก็คงต้องไหวแรงขนาดเมื่อวันที่ 11 มีนาหรือมากกว่านั้นเท่านั้นล่ะค่ะ

ส่วนแผนเราที่คิดว่าน่าเอาเสียงปลาดุกมาเป็นนาฬิกาปลุกก็ต้องพับไปแล้วค่ะ เดี๋ยวนี้ปลาดุกส่งเสียงเตือนมาแทนที่เราจะสะดุ้งตื่นเหมือนก่อนหน้านี้ กลับนึกว่าเป็นเสียงนาฬิกาปลุก งัวเงียเอิ้อมมือไปสไลด์ปิดเสียงแล้วนอนต่อไม่ได้รู้เรื่องเลยค่ะ -*- (อีกอย่างคือเจ้าปลาดุกเนี่ยค่อนข้างไม่แม่นยำด้วยนะคะ มันเตือนมาโดยไม่ได้รอคอนเฟิร์มก่อนเหมือนข่าวในทีวี ที่ไหนไหวปุ๊บมันก็ประมาณค่าความสั่นในสถานที่ที่เรา register ไว้แล้วรีบส่ง push notification มาเลย ผลคือสั่นเตือนมาว่า Shindo 4,5,6 ประจำ แต่มาจริง ร่วงไป 1,2,3 เบาๆจนถึงไม่รู้สึกถึงความสั่นเลยค่ะ)


เรื่องของน้ำดื่ม


จริงๆแล้วผลจากโรงไฟฟ้าที่ตรงประเด็นมากที่สุดในแถบโตเกียว ไม่ใช่รังสีในอากาศ แต่เป็นพวกการปนเปื้อนรังสีในผักผลไม้(ที่มักเป็นวัตถุดิบจากจังหวัดใกล้เคียงกัน ซึ่งก็อยู่ใต้จังหวัด Fukushima กันทั้งนั้น) และ น้ำประปาซะมากกว่าค่ะ โดยเฉพาะน้ำประปานี่ถือว่าเรื่องใหญ่พอตัวเลย เพราะคนญี่ปุ่นดื่มน้ำประปากันเป็นส่วนมาก ปกติก็รองจากก๊อกน้ำในครัวดื่มกัน

ช่วงกลางถึงปลายมีนา ที่มีข่าวตรวจพบ Idoine-131 และ Cesium-134 และ 137 ในบ่อพักน้ำของ Water Purification Plant (浄水場 Josuijo)ในโตเกียว แถมช่วงนึงก็สูงจนแตะระดับที่ห้ามใช้น้ำประปาชงนมให้เด็กต่ำกว่าหนึ่งขวบดื่มด้วยค่ะ (แต่ในข่าวเขียนว่าถ้าจำเป็น ผู้ใหญ่ก็ยังดื่มน้ำประปาได้ปกติ ส่วนตัวเราคิดว่าถ้าไม่ได้ดื่มน้ำปนรังสีขนาดนั้นติดต่อกันนานๆก็คงไม่เป็นไรค่ะ ที่ปนเปื้อนเยอะหน่อยก็แค่ช่วงนั้นแต่ตอนนี้ก็ปกติแล้ว)

ข่าวที่ว่านี้ส่งผลให้น้ำดื่มบรรจุขวด(โดยเฉพาะขวด 2L)ขาดตลาดอย่างรวดเร็วค่ะ(ดีว่ามันไม่มีผลต่อการอาบน้ำด้วย) ตอนนั้นต้องมีการต่อคิวกันซื้อน้ำขวดตั้งแต่ไก่โห่ และ จำกัดปริมาณการซื้อ รวมถึงให้สิทธิกับคุณแม่ลูกอ่อนได้ซื้อก่อนด้วย เราดูข่าว NHK ตอนอยู่ไทยเห็นว่าปริมาณการสั่งน้ำแร่บรรจุขวดจากบริษัทในเกาหลีนี่ sky-rocketing เป็นประวัติการณ์เลยล่ะค่ะ (ไม่รู้ยังไงแต่ที่ญี่ปุ่นพูดถึงน้ำดื่มบรรจุขวด มันต้องเป็นน้ำแร่ทุกครั้งไปค่ะ น้ำเปล่าบรรจุขวดที่ไม่ใช่น้ำแร่แต่ก่อนไม่เคยเห็นเลย)

ช่วงต้นเดือนเมษาที่เรากลับมาใหม่ๆ ในโตเกียวน้ำดื่ม(น้ำแร่)ขวดยังหายากอยู่ค่ะ ยิ่งขวด 2L นี่ ช่วงนั้นเราหาซื้อตามหน้าร้าน Lawson สาขาประจำในมหาลัยไม่ได้เลย เห็นว่าถ้าไปแต่เช้าๆจะเจออยู่บ้างแต่แป๊บเดียวก็หมดค่ะ ตอนนั้นทั้งที่ Lawson ทั้ง CO-OP ก็มีแปะป้ายขอความร่วมมือในการซื้อน้ำขวดว่าจำกัดให้แค่คนละขวดเท่านั้น (แต่ถ้าพวกน้ำผลไม้หรือน้ำชาอื่นๆยังซื้อได้ปกติค่ะ ขาดแต่น้ำเปล่าและนมปรุงรสต่างๆของโปรดของเรา )


รูปข้างบน ด้านซ้ายคือป้ายขอความร่วมมือจำกัดปริมาณการซื้อน้ำดื่มขวดๆ ส่วนด้านขวาของรูปเป็นป้ายบอกค่ะว่าถ้าเราช่วยๆกันแบ่งปันให้กันใช้ แบ่งๆกันซื้อ ของแต่ละอย่างมันจะใช้ได้แค่ไหน เช่นว่า
- ทิชชู่ 12 ม้วนสามารถให้คน 1000 คนใช้เข้าห้องน้ำได้
- น้ำมัน 10 L เพียงพอให้รถฉุกเฉินวิ่งไปช่วยคนบาดเจ็บได้ถึง 4 คน
- ขนมปัง 1 แถว พอให้คนหนึ่งครอบครัวกินกันได้
- แก๊ส 1 กระป๋อง สามารถใช้หุงข้าวร้อนๆให้คน 10 คนกินได้
- ข้าวสาร 5 kg สามารทำโอนิกิริเลี้ยงคนได้ 120 คน

โดยรวมแล้วหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ค่าน้ำดื่มเพิ่มขึ้นพอควรค่ะ จากแต่ก่อนขวด 2L ประมาณ 100-105 yen แต่ตอนต้นเมษาใน Lawson มหาลัยเราเจอแต่ขวด 1L ซึ่งก็มีแต่ยี่ห้อที่ราคา 179yen/1L ด้วย ดังนั้นถ้าจะดื่มน้ำให้ได้เท่าเดิมก็ราคาเพิ่มไปเท่ากว่าๆเลยค่ะ (ปกติเราต้องดื่มขวด 2L ให้หมดทุกวันน่ะค่ะไม่งั้นผิวจะแห้ง ไหนจะน้ำใช้ทำอาหารอะไรอีก)

ผ่านจากมีนามาถึงช่วงต้นเมษา แม้ระดับรังสีในน้ำประปาที่เค้าตรวจทุกวันจะไม่เจออะไรแปลกปลอมมาสักพักแล้ว แต่บรรดาคนต่างชาติที่เพิ่งทยอยกันกลับจากประเทศตัวเองมาเรียน/มาทำงานต่อส่วนใหญ่ก็ยังระแวงกันอยู่ค่ะ หลายคนก็ไม่ดื่มน้ำประปาเลย(แต่ถ้ากินในร้านอาหารยังไงก็น้ำประปาอยู่แล้ว) ขนาดว่าน้ำแพงๆก็ยังใช้น้ำแร่นั่นล่ะค่ะ ลวกมาม่าเอย(น่ากลัวค่าน้ำจะเกินค่าเส้น) ลวกเส้นสปาเก็ตตี้เอย(ลวกแล้วทิ้งด้วย เสียดายแทน) แต่คนไทยที่ไม่คิดอะไรดื่มน้ำประปาตามปกติก็มีนะคะ

ส่วนเรานั้นตั้งแต่อยู่ไทย จัดการสั่งเครื่องกรองน้ำ Reverse Osmosis (RO) มาเรียบร้อยค่ะ จากขนาดตัวกรอง(และจากโฆษณาตามเว็บญี่ปุ่น) ระบบนี้เป็นระบบเดียวในปัจจุบันที่ละเอียดพอจะกรองพวกสารรังสีได้เพราะกรองได้ถึงอนุภาคขนาด 0.0001 micron เลยค่ะ...ซึ่งนั่นก็แปลว่าสำหรับสาร Iodine-131 ที่อนุภาคใหญ่ก็กรองได้สบายเลย แต่พวก Cesium-134/137 ที่เล็กขนาด 0.0006 micron แม้จะกรองได้ไม่หมดจด 100% แต่ก็บอกว่าเอาออกไปได้กว่า 80-90% เลยนะคะ


ปัญหาคือในเว็บ kakaku.com ของญี่ปุ่นพวกรุ่นเล็กๆตอนเราจะสั่งมันขายหมดเรียบ เหลือแต่รุ่นใหญ่ๆที่ต้องมีช่างมาติดตั้งกันจริงจัง เดินท่อต่อเข้าซิงค์ เสียบปลั๊กไฟอย่างดี แถมราคาเรือนแสนเยนโน่นแน่ะค่ะ สุดท้ายเราเลยสั่งตัวเล็กจากอเมริกามาแทน เสียค่าส่งแพงหน่อยแต่รวมแล้วยังไงก็ถูกกว่าเครื่องราคาแสนกว่าเยน ที่สำคัญคือขนาดเล็กกว่ากินที่น้อยกว่า และหอบกลับไปใช้ต่อที่ไทยได้ด้วยค่ะ


ถ้าเป็นแต่ก่อนอยู่บ้านเราจะต้มน้ำประปากินน่ะค่ะ(เหตุเพราะไม่ชอบกลิ่นคลอรีนที่ยังมีหลงเหลืออยู่ในน้ำประปา) พอมีเครื่องกรองน้ำนี้แล้วชีวิตสบายขึ้นเยอะเลย ตอนนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องระวังรังสีแล้ว(เพราะก็ซัดน้ำตามร้านอาหารและโรงอาหารอยู่เป็นประจำ)แต่ใช้เจ้าเครื่องกรองน้ำนี้ที่บ้านเพราะมันสะดวกดีค่ะ ไม่ต้องมาคอยนั่งรอน้ำเดือดทีละกาทีละกาเหมือนแต่ก่อน (เคยเผลอหลับไปตอนรอด้วยค่ะ ดีว่าเตาไฟฟ้าไม่งั้นไฟไหม้บ้านไปแล้ว แต่กาน้ำก็ก้นดำปี๋ไปเลย) แล้วที่สำคัญคือมันกรองกลิ่นคลอรีนที่เราไม่ชอบหายหมดจดจริงๆค่ะ (มองข้ามๆครกหินข้างล่างไปนะคะ หอบหิ้วกันมาจากไทยเลยทีเดียว หนักมากกกก)


เจ้าเครื่องกรองน้ำรุ่นเล็กนี้จะเสียก็ตรงว่าน้ำไหลค่อยมากค่ะ ในภาพบนนี่คือเปิดก๊อกน้ำแรงเต็มที่แล้ว แต่น้ำที่กรองมาได้ก็ไหลเบาๆออกมาตามสายยางสีขาวๆนั่นล่ะค่ะ ถ้าน้ำปริมาณ 2.5L ก็ใช้เวลารองน้ำประมาณ 20-25 นาทีได้ ส่วนน้ำอีกสายเล็กๆที่เห็นไหลออกมาจากท่อเล็กๆข้างๆปากก๊อกอันนั้นเป็นน้ำทิ้งค่ะ ระบบกรอง RO มันจะมีน้ำทิ้งเหลือเป็นปริมาณเท่าๆกันกับปริมาณน้ำที่กรองได้ (แต่เทียบกันแล้ว วันนึงเราดื่มน้ำอย่างมากก็ 3L แต่การกดชักโครกหนึ่งครั้งเห็นว่าใช้น้ำไปกว่า 6-13 L แล้วนะคะ)

นอกจากนี้ด้วยตอนอยู่ไทยกลัวกลับมาแล้วหาซื้อน้ำไม่ได้กะเค้า (เผื่อตอนเครื่องกรองน้ำยังไม่ส่งมาด้วย) ก็จัดการสั่งน้ำแร่มาเพิ่มอีกค่ะ ตอนปลายๆมีนานี่น้ำดื่มบรรจุขวดขึ้นแท่นสินค้าขายดีสุดของ kakaku.com ไปเลย ต้องมีการกำหนดช่วงเวลาขายด้วยค่ะว่าตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง และต่อหนึ่งออเดอร์ก็มีกำหนดว่าห้ามสั่งเกินกี่ชุดๆ

สำหรับเราจัดน้ำแร่จากเกียวโตมาค่ะ ขวดละ 12L x 2 ชุด รวมเป็นสี่ขวดทั้งหมด 48L ค่ะ ตอนมาส่งคนหอบมานี่ท่าทางเหนื่อยจัดเพราะน้ำพวกนี้หนักเว่อร์ (จริงๆมาส่งช้ามากจนเรานึกว่าเค้าลืมไปแล้วด้วยซ้ำค่ะ แต่ช่วงนั้นเค้าก็เขียนบอกอยู่แล้วว่าคมนาคมไม่ดีเหมือนก่อนอาจส่งช้าได้)


ตอนมาส่งเราเองก็คิดค่ะว่าไม่น่าสั่งมาเล้ยเรา เครื่องกรองน้ำก็มาแล้ว แถมน้ำพวกนี้ขวดใหญ่อ้วนมากแทบจะหาที่เก็บไม่ได้ แถมจนปัจจุบันนี้ (มิย 2011) ก็ยังดื่มไม่หมดเลยค่ะเนี่ย (แบบว่าขวดมันหนักน่ะค่ะ จะกรอกน้ำทีกล้ามแทบขึ้น)

เรื่องเครื่องกรองน้ำนี่มีพี่คนไทยที่รู้จักกัน เค้ามาทุนที่ co กันระหว่างญี่ปุ่นกับมหาลัยในไทยอีกทุนนึงที่มีจัดหอพัก มีอาหารครบทุกมื้อให้ฟรีเรียบร้อย (ไม่ใช่ทุน Monbusho หรือทุนเอกชนอื่นๆที่รู้จักกันดีนะคะ) เห็นว่าที่หอเค้าหลังเหตุการณ์นี้ก็ติดตั้งเครื่องกรองน้ำ RO ไว้ให้เรียบร้อยเลยค่ะ คนในหอก็ดื่มกันตามสบายไม่ต้องเสียเงินซื้อมาติดเอง

มาถึงช่วงเดือน พค อะไรๆก็เริ่มค่อยๆกลับเข้าที่แล้วค่ะ คิดว่าร้านเค้าคงขยับขยายกันไปหาแหล่งขายใหม่ๆซื้อน้ำมาเข้าร้านกันได้แล้ว น้ำขวด 2L ใน Lawson เจ้าประจำก็กลับมาแล้วไปทีไรก็เจอ ไม่มีป้ายจำกัดให้ซื้อได้แค่หนึ่งขวดต่อคนแล้วด้วย แต่ที่เปลี่ยนคือ มันไม่ใช่ยี่ห้อ 2L/105yen อันเดิมที่เราเคยดื่มมาตลอดสี่ปีกว่า กลายเป็นยี่ห้ออื่นแทนค่ะ 2L ก็เกือบๆสองร้อยเยนได้ (ในรูปล่าง ขวดซ้ายสุด คือ น้ำแร่ยี่ห้อที่มีวางขาย Lawson มาตลอดค่ะ แต่อันนี้แพงหน่อย 2L เกือบ 200 เยน)


แต่อย่างที่ CO-OP ของมหาลัยนี่ตั้งแต่ พค น้ำ 2L/100yen ก็กลับมาตั้งเรียงแถวขายแล้วค่ะ (เราเพิ่งจะเห็นตอนกลางๆ พค แต่คนอื่นบอกว่ามีมาสักพักแล้ว)


นอกจากนั้นก็มีตาม Donkihote ด้วยค่ะ เดี๋ยวนี้เค้ามีทำน้ำดื่มบรรจุขวดยี่ห้อของตัวเองมาขายด้วย(แต่ก่อนไม่เคยเห็นทำ) 2L/98yen เท่านั้นค่ะ(แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าที่ถูกๆนี่ไม่ใช่น้ำแร่นะคะ) แต่ของดองกี้นี่ก็ลำบากหน่อยว่าต้องแบกน้ำขวดหนักๆกันไกล ไม่สะดวกเท่าซื้อ Lawson แล้วเดินเข้าแล็บไปเลย (จะซื้อไปดื่มที่บ้านก็แบกเหนื่อยอยู่ดีค่ะ เพราะในโตเกียวนี่คนส่วนใหญ่ไม่มีรถส่วนตัวใช้กัน)


ณ ปัจจุบันเดือน มิย2011 แล้วปริมาณรังสีในน้ำประปาล่าสุดที่ดูก็ไม่ได้มีอะไรน่าเป็นห่วงค่ะ น้ำดื่ม 2L ก็เจอขายได้ทั่วไปหลากหลายยี่ห้อ แบบราคาไม่แพง 2L / 100yen ก็มีขายเยอะแยะ แต่จะบอกว่าเหมือนก่อนเกิดเหตุเป๊ะก็ไม่เชิงนะคะ เพราะก่อนเกิดเรื่องโรงไฟฟ้าเรารู้สึกว่ามันไม่ได้มีขายน้ำดื่มบรรจุขวดกันเยอะแยะหลากยี่ห้อขนาดนี้ เพราะอย่างที่บอกว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เค้าดื่มน้ำประปากันค่ะ สำหรับเราก็คิดว่าเป็นช่องทางการตลาดใหม่ๆที่มีแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ครั้งนี้น่ะค่ะ


เรื่องของอาหารการกิน


ที่มีผลกระทบโดยตรงนอกจากเรื่องน้ำดื่มก็คงเป็นอาหารล่ะค่ะ โดยเฉพาะพวกผักต่างๆซึ่งที่ขายและที่ใช้กันในร้านอาหารที่โตเกียวก็มาจากเกษตรกรในแถบจังหวัดรอบข้าง อยู่ใต้จังหวัด Fukushima เหมือนๆกัน แถมหลายๆจังหวัดก็โดนสั่งห้ามขายผลิตภัณฑ์นมและผักหลายอย่างไประยะหนึ่งด้วย

ตั้งแต่มีนา(ที่หลบไปอยู่ไทย) ก็เห็นข่าวการสั่ง ban (โดยรัฐบาลญี่ปุ่น) สินค้าพืชผักและนมจากสี่จังหวัดเสี่ยงรอบโรงไฟฟ้าอยู่ทุกวัน(เหตุเพราะตรวจพบรังสีมากกว่ามาตรฐาน) เห็นข่าวแล้วเราก็สุดเศร้าค่ะ คนทำฟาร์มโคนมต้องเทนมทั้งหมดที่รีดมาได้ต่อวันทิ้งไป คนปลูกผักต้องทิ้งผักทั้งหมดมูลค่ากว่า 20 ล้านเยน ราคาพืชผักและนมช่วงนั้นก็ดำดิ่งจนต่ำกว่าต้นทุน ผู้ผลิตก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่รอให้สถานการณ์คงตัวเพื่อพิจารณาต่อว่าจะปลูกต่อหรือไม่ปลูกยังไงดี (แล้วก็มีข่าวการแบนจากประเทศอื่นๆด้วยค่ะ )

ช่วงปลายมีนาเห็นข่าวว่าการแบนผลิตภัณฑ์การเกษตรนี้ส่งผลกระทบมาถึงร้านอาหารในโตเกียวแล้ว เช่น ร้าน Saizeriya ต้องตัดสลัดออกจากเมนูไปช่วงนึง จนกว่าจะหาสั่งออเดอร์ผักจากแหล่งใหม่ที่ชัวร์ว่าไม่มีอันตรายได้ เค้าให้สัมภาษณ์บอกว่า "ไม่สามารถขายอาหารที่เสี่ยงอันตรายให้ลูกค้าได้หรอก" น่ะค่ะ

ช่วงเรากลับไปญี่ปุ่นใหม่ๆ ไปซุปเปอร์ก็เห็นมีคนมาซื้อผักแล้วก็พลิกดูชื่อจังหวัดใหญ่เลยว่าผักนี้มาจากจังหวัดไหน ซึ่งเราเองก็ดูเหมือนกันค่ะ(ช่วงนั้นแม่นแผนที่ญี่ปุ่นมากค่ะว่าจังหวัดไหนอยู่ตรงไหน เพราะบนฉลากสินค้าบางอันเค้าจะบอกแหล่งผลิตเป็นภาพแผนที่มาให้) ถึงเพิ่งรู้ว่าผักในซุปเปอร์ที่ซื้อประจำก็มาจากแถบจังหวัดรอบข้างโรงไฟฟ้ากันทั้งนั้น (ก็จังหวัดเหล่านี้อยู่ใกล้โตเกียวนี่นะคะ) แต่ไปซุปเปอร์รอบหลังๆเดือน พค และ มิย นี่ไม่ค่อยเห็นใครเพ่งพิจารณาฉลากกันอย่างจริงจังเท่าไหร่แล้วนะคะ


เราเห็นหลายคนโบ้ยบอกว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบซื้อขึ้นมาทั้งหมด ประมาณว่าห้ามปล่อยผักหรือนมที่ปนเปื้อนออกมาในตลาดเลย (เห็นว่ามีการเอานมจากจังหวัดที่มีปัญหาไปผสมกับนมจากแถบอื่น เพื่อให้ปริมาณรังสีไม่เกินเกณฑ์ค่ะ) สิ่งที่เรา(อยาก)ถามกลับไปคือ...ถ้าไม่ให้ปลูกแล้วจะทำยังไง? จะให้เกษตรกรเค้าทำอาชีพอะไรต่อไป? เราไม่เห็นด้วยเลยค่ะกับทฤษฏีโบ้ยให้รัฐบาลรับผิดชอบซื้อขึ้นให้หมด ในระยะสั้นมันก็คงต้องทำอย่างนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

แต่ในระยะยาวรัฐบาลไม่มีทางทำอย่างนั้นได้ตลอดอยู่แล้ว ก็จะเอาเงินจากที่ไหนมาทำขนาดนั้นไปได้ตลอดล่ะคะ แค่ฟื้นฟูจุดที่ประสบภัยซึนามิก็ใช้เงินมหาศาลแล้ว ไหนจะต้องรับผิดชอบปากท้องที่อยู่อาศัยของผู้คนมากมายที่กลายเป็นคนไม่มีงานทำ กลายเป็นผู้ประสบภัยจากเหตุโรงไฟฟ้าอีก เท่ากับรายได้ของรัฐบาลจากภาษีคนทำงานก็ลดลง แถมช่วงนี้การท่องเที่ยวก็ซบเซา สรุปแล้วรัฐบาลรายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม แล้วอย่างนี้มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะคะ ที่จะให้รัฐบาลมาเหมาซื้อผลิตผลทั้งหมดอย่างเดียว (แถมถ้ารู้ว่าปลูกไปแล้วก็โดนทิ้งตลอด ต่อไปใครเค้าจะปลูกล่ะเนอะ ทิ้งทีก็ช้ำใจที)

สำหรับระยะยาวแล้วเราว่ามันควรจะมีวิธีอื่นที่สามารถทำให้ระบบเดินต่อไปได้ด้วยตัวเอง อย่างเรื่องการผสมนมนั่นเราก็คิดว่าเป็นวิธีนึงที่โอเค เพราะถ้ารวมแล้วได้ปริมาณรังสีอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัยได้มันก็คือ "ผ่าน" สำหรับการดื่มกินปกติ เพราะยังไงเราก็รับรังสีในชีวิตประจำวันกันในระดับนึงอยู่แล้ว สถานการณ์อย่างนี้มันก็ต้องยอมรอมชอมด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายเกษตรกรผู้ผลิตและฝ่ายลูกค้าผู้บริโภคต่างก็เป็นประชาชนของประเทศด้วยกันทั้งคู่ ถ้าจะให้รัฐบาลเอาใจผู้บริโภคฝ่ายเดียวเราว่ามันก็ไม่ใช่แล้วนะคะ
.
.
.
จริงๆช่วงแรกๆตอนต้นเมษาที่เรากลับไปก็ว่าจะงดๆพวกปลาดิบของโปรดไปก่อนเหมือนกันค่ะ เพราะรังสีลงทะเลนี่มันคือ fact เลยว่าลงไปเพียบไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่มาถึงญี่ปุ่นได้ไม่กี่วันก็ตบะแตกซัดข้าวปลาดิบไปเรียบร้อยแล้วค่ะ แบบว่าคนมันขาด..ไม่ได้กินมาหลายอาทิตย์เลยอดใจไม่ไหว (ปลาดิบในบุฟเฟ่ต์โรงแรมที่ไทยมันยังไม่เป๊ะน่ะค่ะ การรักษาอุณหภูมิไม่เย็นพอ อย่างเนื้อปลาแซลมอน แม้จะไม่คาวแต่เนื้อมันเหลวคืนตัวมากเกินไป จริงๆน่าจะรักษาอุณหภูมิในที่วางปลาดิบให้เย็นกว่านั้น)

อันนี้แล้วแต่วิจารณญาณอีกล่ะนะคะ ใครจะแย้งว่าอาหารที่ญี่ปุ่นมันปนรังสี(จริงๆก็ปนอยู่แล้วโดยปกติ) รัฐบาลปิดข่าวไม่บอกความจริง ไม่บอกค่าที่วัดได้จริง กินไปไม่ตายวันนี้แต่ตายวันหน้า ก็แล้วแต่จะพิจารณาค่ะ เอาเป็นว่าสำหรับเรา ข้อมูลมีไว้ให้เลือกเชื่อหรือเลือกไม่เชื่อก็ได้ แต่หลังจากที่ได้คิดไตร่ตรองดีแล้ว ข้อมูลไม่ได้มีไว้ให้แย้งหัวชนฝาท่าเดียวเพราะความเชื่อ(ที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิง)แค่ว่า "ก็เค้าปิดข่าวกันน่ะซิ" เพราะไม่งั้นชีวิตนี้เราคงไม่ต้องเชื่อข่าวอะไรอีกแล้วล่ะค่ะ เอาเป็นว่าเราคิดแล้วและเลือกที่จะเชื่อว่าถ้าคนญี่ปุ่นเค้ายังกินกันได้เราก็กินค่ะ

ปลาดิบที่แสนจะคิดถึงมื้อแรกนี้กินที่ Maguro Ichiba สาขาหน้าโตไดค่ะ เมนูนี้มีเฉพาะฤดูเป็นปลาเนื้อขาว(ราดไข่ดิบ) แถมมีป้ายบอกด้วยค่ะว่าปลาจากคิวชูนะจ๊ะ (เผื่อใครไม่ทราบ คิวชูคือเกาะทางใต้ๆๆๆของญี่ปุ่นค่ะ ไกลจากโรงไฟฟ้าจุดเกิดเหตุหลายร้อยกิโล จากโตเกียวเห็นว่านั่งชินคันเซ็น 5 ชั่วโมงแน่ะค่ะ ถ้าโตเกียวจะอยู่ห่างโรงไฟฟ้า 200-250 km ระยะนั่งชินคันเซ็นประมาณ 2 ชั่วโมง)


มีมื้อแรกแล้วก็ต้องมีมื้อต่อไป คราวนี้กินไม่ยั้งค่ะ(เมื่อมีโอกาส) อันนี้จาก Maguro Ichiba สาขาเดิมหน้ามหาลัย


ที่ Sushizanmai ก็ไม่พลาด วิ่งกลับไปกิน Otoro, Chutoro ต่างๆอีก(หลายรอบ)แล้วค่ะ


โบรชัวร์ที่ร้าน Sushi-zanmai ตอนช่วงเมษามีพูดถึงที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยมา และตอนนั้นมีคูปองลด 500 เยนให้ด้วยค่ะ


นิดนึงว่าตอนกลับไทยมีคนพาไปลองกินที่ Honmono สาขาเซ็นทรัลชิดลมค่ะ (ข่าวลือว่าแพงเว่อร์ๆ) เท่าที่เราดูๆพวกอาหารทะเลก็ดูดีและสดอร่อยเหมือนที่กินที่ญี่ปุ่นนะคะ แต่ปัญหาคือมันแพงมากกกกกกค่ะ แต่ละอันแพงลิบลิ่วแต่มาที่เล็กนิดเดียว กินจนหมดยังไม่ระคายกระเพาะเลย (เพราะถ้าจะกินให้อิ่มคงกระเป๋าฉีกค่ะ) ....ภาพนี้คือ ซูชิฟัวกราส์ค่ะ แปลกดี รสชาติก็โอเค (ถูกกว่าตระกูลซูชิปลาดิบเลยสั่งค่ะ)


Otoro ซูชิที่เรากินที่ญี่ปุ่นร้าน Sushi-zanmai ราคาคำละ 398 เยน ส่วนของ Honmono คำละ 400 บาทค่ะ จะว่าไปก็ง่ายดีนะคะ ราคาเท่าราคาเยนโดยไม่ต้องคิดเลขในใจแปลงหน่วยเงินกันให้วุ่นวายเลย (สรุปว่าแพงกว่าที่ญี่ปุ่นประมาณ 3 เท่านั่นเองค่ะ )

ไม่ใช่แค่ร้าน Honmono นี้ด้วยนะคะ แต่ร้านญี่ปุ่นร้านอื่นที่ไทยที่เราอ่านรีวิวมาว่าปลาดิบอร่อยมากกกกกกก (จนเราอ่านรีวิวแล้วเกิดอาการคัน ต้องขอไปลองพิสูจน์กับตัวเวลากลับไทย) ก็ราคาแบบนี้เลยค่ะ ความสดอะไรได้มาตรฐาน(ทั่วๆไป)ของปลาดิบที่กินที่ญี่ปุ่นจริงนะคะไม่เถียง แต่ราคามันแพงไปสำหรับคนเคยกินคุณภาพเท่ากันนี้ในราคาญี่ปุ่นอย่างเราน่ะค่ะ

เข้าใจว่ามันมีค่าโน่นค่านี่เยอะ...แต่ก็นะคะ...แพงจริงๆจังๆอ่ะค่ะ ถ้าใครอยากรู้ว่าปลาดิบร้านทั่วๆไปที่ญี่ปุ่นขายกันประมาณเท่าไหร่ ลองไปเปิดๆเมนูตามร้านพวก Honmono, The Grill Tokyo ดูได้ค่ะ ราคาซาชิมิหรือซูชิของเค้าเขียนราคาบาทไว้เท่าไหร่ ราคาเยนก็เป๊ะๆเท่านั้นโดยไม่ต้องแปลงหน่วยเงินเลยค่ะ (แต่ในราคานั้น กินที่ญี่ปุ่นจะได้ปริมาณเยอะกว่านะคะ)

สรุปว่ากิน Honmono งวดนั้นก็สั่งแต่พวกที่ไม่แพงมากตระกูลแซลมอนแทน พวกตระกูล Toro ขอกลับมากินที่ญี่ปุ่นดีกว่าค่ะ ไว้กลับไทยถาวรแล้วลงแดงอยากกินรสแบบญี่ปุ่นมากๆค่อยแวะไปร้านพวกนี้ค่ะ ... ภาพล่างนี้คือ Salmon-don ค่ะชามกระติ๋วเดียวแต่ราคาบาทเท่าราคาเยนที่ญี่ปุ่นเลย เรากินที่ Minatoya ที่ Ameyoko (ทางไปจิ้มดูได้ใน บล็อคนี้ นะคะ) ราคานี้ได้มาชามเบ้อเริ่ม (ขอกระซิบดังๆว่าที่ The Grill Tokyo @SiamParagon เราอ่านรีวิวแล้วกลับไทยรีบไปลองเลยค่ะ Negi-toro-don ของเค้าก็มาชามกระจิ๋วครือๆกันแบบนี้เลย รสชาติโอเคเหมือนที่กินที่ญี่ปุ่น แต่ที่ Minatoya เมนูเดียวกันนี้เราได้ปลาโปะมาเพียบจนกินแทบไม่หมดแน่ะค่ะ)


จริงๆในบรรดาปลาดิบที่ญี่ปุ่น แซลมอนคือปลาที่ราคาถูกที่สุดนะคะ อย่างที่ Sushi-zanmai ซูชิแซลมอนคำละ 98 เยนเท่านั้น โชคดีว่าของถูกนี่มันดันถูกปากเรา ตอนอยู่ญี่ปุ่นเลยกินซะอิ่มเลยล่ะค่ะ ภาพล่างนี้คือซูชิแซลมอนที่ Honmono ค่ะ ด้านบนมีคล้ายๆซอสมิโสะครีมๆอยู่ด้วย ก็แปลกอร่อยดีค่ะ รสนี้อยู่ญี่ปุ่นไม่เคยกินมาก่อน (ที่ Honmono อะไรที่เป็นปลาดิบมันจะแพงกว่าน่ะค่ะ เราเลยเอาแบบไม่ดิบแทน)


ไหนๆแล้วมีลองสั่ง 和牛 Wagyu มาด้วยค่ะ มาแบบเล็กกะทัดรัดจัดจานสวย มีหินย่างเนื้อฉู่ฉ่าน่าตื่นเต้นดี แต่เจ้าเนื้อที่เป็นตัวหลักนี่กลับให้มาก้อนเล็กๆไม่กี่ก้อนเองค่ะ กินแล้วก็ต้องบอกว่า Wagyu อันนี้(ไม่รู้พันธ์ไหนนะคะ)ความนุ่มอะไรยังห่าง Wagyu เนื้อโกเบที่เราเคยกินที่โกเบ(ใน บล็อคนี้)เยอะค่ะ แถมปริมาณก็น้อยนิดกระจิดริดจริงๆ ...สรุปว่า Honmono หนนั้นไปกินด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นหลักค่ะ สำหรับเราที่ยังไม่คุ้นราคาขนาดนี้ที่ไทยถ้าจะกินร้านนี้อีกก็คงต้องรอโอกาสพิเศษสุดสเปเชียลหรือมีคนเลี้ยงเท่านั้น


หลังจากกลับไปญี่ปุ่นหลายวัน จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ทานนมรสต่างๆของโปรดเราเสียทีค่ะ Lawson สาขาที่ใกล้เราที่สุดไม่มีขายเลยเห็นแต่นมสดไม่ปรุงรสธรรมดา แต่แล้ววันนึงเราก็หานมของโปรดเราได้ค่ะ (ไปเจอจาก lawson สาขาอื่นแทน) จริงๆไม่ใช่นมปรุงรสธรรมดา ที่ญี่ปุ่นเรียกว่า O-re オレ น่ะค่ะไม่รู้จะแปลว่าอะไรดี แต่เป็นนมที่หวานมันเข้มข้นยิ่งกว่าปกติ ในส่วนผสมเห็นมี Coconut oil ด้วย

เกิดนึกสงสัยเลยพลิกๆดูหน่อย เจ้านมนี่มาจาก Gunma 群馬 นี่เองค่ะ หนึ่งในสี่จังหวัดรอบๆฟุคุชิมะที่ช่วงแรกเคยโดนบล็อคผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไประยะนึง แต่รู้แล้วก็หาได้แคร์ไม่ค่ะ 500 mL นี่ดูดซะเกลี้ยงเลย (ถ้ากลัวก็คงไม่ซื้อนมทานแต่แรกแล้ว)


สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าที่รู้จากการดูฉลากคือ Ore นี่ 500ml ซัดไป 52x5 = 260 kCal แน่ะค่ะ ช่วงไหนน้ำหนักขึ้นนี่ต้องงดนมพวกนี้ไปเลย แคลอรี่เกือบจะเท่าเบนโตะเล็กๆกล่องนึงแล้วนะคะเนี่ย (ที่ญี่ปุ่นฉลากของกินมักระบุแคลอรี่ไว้ค่ะ เหมาะสำหรับคนลดน้ำหนัก)


นมรสอื่นที่เราชอบกินนี่ยิ่งหนักกว่า อย่างเจ้า Melon-Banana Milk นี่ ขนาดไม่ใช่ Ore แต่ 500ml นี่ซัดไปถึง 61x5 = 305 kCal แล้วค่ะ จะไม่กล้าดื่มนมก็เพราะแคลอรี่นี่ล่ะค่า ไม่ใช่เพราะกลัวรังสี


ปากบอกกลัวอ้วน แต่เอาเข้าจริงการกระทำเรานี่ค่อนข้างตรงข้ามค่ะ เจอนมพวกนี้ทีไรซื้อทุกที บางทีซื้อทีเดียวสามกล่องเอาไปแช่ตู้เย็นที่บ้านกินต่ออีกแน่ะ ยิ่งนมรสสตรอเบอรี่นี่ของโปรดเราเลยค่ะ เท่าที่กินมาไม่ว่ายี่ห้อไหน จะ Ore หรือไม่ Ore ก็อร๊อยอร่อย(สำหรับเรานะคะ) (จริงๆเราไม่ชอบกินสตรอเบอรี่สดนะคะเพราะเป็นคนไม่ชอบทานเปรี้ยว ขนาดสตรอเบอรี่ญี่ปุ่นว่ากันว่าหวานๆ ก็ยังอยู่แค่ระดับทานได้สำหรับเราแต่ก็ไม่ได้ชอบค่ะ ไม่ต้องพูดถึงแบบที่เปรี้ยวจี๊ดซึ่งเราแทบกินไม่ได้เลยล่ะค่ะ)


หรืออย่างอันนี้ ภาพล่างนี่คือพัดที่แจกในโรงอาหารที่โตไดเดือน มิย นี้เองค่ะ(ช่วงนี้หลายวันเริ่มร้อนจนอยากเปิดแอร์แล้ว) ในภาพเป็นการช่วยโปรโมทและสนับสนุนผลิตภัณฑ์นมจากจังหวัด Fukushima ที่มีปัญหาโรงไฟฟ้ากันอยู่น่ะค่ะ


อยากช่วยอุดหนุนแต่ก็ลังเลค่ะ...เหตุเพราะเราไม่ชอบกินอะไรรสช็อคโกแลตหรือรสกาแฟเลย หาดูรสอื่นๆก็ไม่มี(นมสดไม่ปรุงรสเราก็ไม่ชอบค่ะ) สุดท้ายรสกาแฟก็รสกาแฟค่ะช่วยซื้อ Coffee Ore มาหนึ่งกล่อง(แถมแคลอรี่สูงเชียวค่ะ หนึ่งกล่อง / 300mL / 229kCal) สำหรับคนไม่ชอบกาแฟอย่างเราก็ว่ารสนี้มันขมไปนิดค่ะ ปกติไม่เคยซื้อรสกาแฟเลย ผลจากการดื่มกล่องนี้ปรากฏว่าวันนั้นยังไงไม่รู้ค่ะทำงานจนดึกดื่นแล้วก็ไม่ง่วงสักที...นึกได้ทีหลังว่าสงสัยเพราะอิทธิฤทธิ์นมกาแฟนี้แน่ๆเลย


โดยรวมถ้าใครตัดสินใจกลับมาญี่ปุ่นแล้ว ยังไงก็ต้องใช้ชีวิตไปตามปกติล่ะค่ะ นักเรียนนักศึกษาก็ทานโรงอาหารกัน เค้าใช้น้ำอะไรทำมาก็กินค่ะ (ชัวร์ว่าน้ำประปาอยู่แล้ว) เราว่าสถานที่ที่อยู่ก็มีผลนะคะ ถ้าตอนอยู่ไทยใครๆก็ไซโคมาว่ากินไม่ได้ๆคนมันก็พลอยกลัวไม่กล้ากินไปด้วย แต่พอกลับมาที่ญี่ปุ่นเข้าจริงๆเห็นคนญี่ปุ่นเค้ายังกินกันได้ปกติ มันก็สบายใจน่ะค่ะว่ามันคงกินได้ปกตินั่นล่ะ อย่างนี้น่าจะเกี่ยวกับพวกจิตวิทยามวลชนหรือเปล่าคะเนี่ย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าควรจะเรียกว่าอะไรดี


เรื่องการตรวจพบรังสีเกินในผลิตภัณฑ์การเกษตรก็ยังแว่วๆมาเรื่อยๆตรงโน้นตรงนี้เปลี่ยนไปเรื่อยค่ะ ล่าสุดที่ได้ยินมาก็คือใบชาจากจังหวัดนึงไม่ห่างโตเกียวนักน่ะค่ะ อุตส่าห์ปลูกกันซะเยอะแยะกว่าจะโต ก็ต้องทิ้งหมดเลยล่ะค่ะ เห็นข่าวแล้วก็เห็นใจคนปลูกจริงๆ จังหวัดไหนความเสี่ยงเยอะก็ต้องมีมาตรการตรวจวัดกันรายสัปดาห์เพื่อเอาผลมาประกาศให้คนไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของจังหวัดเค้า

เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงก็เห็นข่าวว่าต้องมีการไปขอตรวจสอบจากหน่วยงานเพื่อให้ได้ใบยืนยันรับรองมาว่าผลิตภัณฑ์ของเค้าปลอดภัยหรือไม่จะได้เอาไปยืนยันกับบรรดาลูกค้าได้ค่ะ คนไหนผ่านก็โชคดีไป แต่ก็มีบางรายผลออกมาไม่ผ่านฉลุยแต่ก็ยังไม่แตะขั้นอันตราย ออกแนวคลุมเครืออย่างนี้คนปลูกก็กลุ้มไปเลยค่ะ

เราเห็นสัมภาษณ์ทีไรสิ่งที่เกษตรกรทุกคนมักพูดตบท้ายก็คือ อยากขอให้ช่วยกันอุดหนุนผลิตภัณฑ์ที่เค้าปลูกมาเท่านั้นก็พอ ส่วนตัวเราชอบแนวความคิดแบบนี้มากกว่า ความคิดที่ว่าแค่บริจาคเงินไปให้ก็พอแล้ว ภาพล่างนี้ถ่ายมาไม่กี่อาทิตย์นี้เองค่ะรายการพาไปดูการปลูกแครอทที่ว่ากันว่าหวานๆ เห็นเค้ากัดกินกันสดๆเราก็เพิ่งเอะใจว่าแครอทมันกินสดๆได้หนินะ หลังๆนี้เราทำกับข้าวกลายเป็นว่าหั่นแครอทไปก็หยิบใส่ปากไปเลยค่ะ แทบไม่ต้องลงหม้อลงกะทะแล้ว


ช่วง เมษา ถึง ต้น พค เห็นข่าวบ่อยๆที่มีคล้ายๆตลาดจัดพิเศษเพื่อขายผักจากจังหวัดที่เคยโดนแบนสินค้าการเกษตรไป(ในราคาลดพิเศษด้วย) มีการกินโชว์ว่าปลอดภัยจริงๆนะกินได้ไม่อันตรายแล้ว ร้านอาหารหลายร้านก็จัดเมนูทำจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากพื้นที่ประสบภัยโดยเฉพาะเพื่อเป็นการช่วยอุดหนุนกัน (แปะป้ายบอกไว้หราเลยค่ะว่าใช้ผลิตผลจากพื้นที่ไหน)


ณ ปัจจุบันที่เข้าสู่เดือน มิย แล้ว แม้สถานการณ์โรงไฟฟ้าก็รู้ๆกันอยู่ว่า meltdown (จริงๆเห็นว่า melt ไปตั้งแต่วันแผ่นดินไหวแรกๆแล้วล่ะค่ะ แต่ตอนนั้นยังเข้าไปตรวจสอบยืนยันไม่ได้) แต่คนส่วนใหญ่รอบตัวเราทั้งไทยทั้งญี่ปุ่นทั้งต่างชาติ ก็เห็นกินดื่มกันตามร้านอาหารเหมือนปกติค่ะ เมนูต่างๆก็กลับมาครบเต็มเมนูเหมือนเดิมแล้ว เราเองถ้ามีจังหวะก็หลบไปหาเรื่อง enjoy eating กะเค้าเหมือนกันค่ะ (ปัญหาคือไม่ค่อยมีเวลาให้หลบไปนี่สิคะ)

แต่แว่วๆมาว่าคนไทยที่ยังกังวลไม่กล้ากินอาหารที่ญี่ปุ่นก็ยังมีนะคะ ยังแอบนึกในใจอยู่ว่า ตั้งแต่เค้ากลับมาญี่ปุ่นนี่กินแต่อาหารสำเร็จรูปที่เอามาจากไทยตลอดเหรอเนี่ย โห...ไม่กลัวจริงทำขนาดนี้ไม่ได้นะคะเนี่ย ตอนงานยุ่งๆเราต้องกินอาหารสำเร็จรูปพวกนี้ติดกันสักอาทิตย์ก็เบื่อจะตายอยู่แล้ว

ล่าสุดมิถุนานี้เห็นข่าวว่าราคาผลิตภัณฑ์จากทะเลต่างๆเริ่มจะขึ้นค่ะ เช่น Ikura หรือไข่ปลาแซลมอน ต่อ 1kg ราคาขึ้นมา 1000yen / สาหร่าย Wakame ถึงจะมีขายปกติ แต่ดูดีๆก็มีแบรนด์จากเกาหลีหรือจีนมาทดแทนแบรนด์ญี่ปุ่นที่ปริมาณขาดไป / พวกปลาดิบต่างๆก็มีวี่แววว่าเข้าหน้าร้อนแล้วราคาอาจจะค่อยๆขึ้นมาอีกค่ะ .... ส่วนสาเหตของการขึ้นราคาก็เพราะจำนวนเรือที่ออกทะเลมีน้อยลงเพราะเจอเหตุซึนามิและแผ่นดินไหวเข้าไปนั่นล่ะค่ะ เห็นว่าหลายจุดที่ประสบภัยซึนามิถล่มเป็นแหล่งประมงด้วย






สำหรับสถานการณ์ต่างๆที่อยากบอกอยากเล่าก็เท่านี้ล่ะค่ะ ทีแรกก็สั้นๆ แต่ค่อยๆเขียนเพิ่มไปวันละนิดละหน่อยไปๆมาๆเลยได้ยาวอีกแล้วค่ะ จัดไปสองบล็อคเต็มๆเลย สุดท้ายนี้ให้ลิงค์ต่างๆเอาไว้เผื่อใครสนใจหาข้อมูลเพิ่มนะคะ

ตอนช่วงที่กลับมาญี่ปุ่นใหม่ๆนี่ตื่นมาทีเช็คข้อมูลกันเหนื่อยเลยค่ะ จากที่แต่ก่อนเคยเช็คแค่เว็บพยากรณ์อากาศว่าวันนี้ฝนตกไหม ความชื้นเท่าไหร่ ลมพัดแรงสะบัดรึเปล่า ตอนช่วงยังเกาะติดสถานการณ์หนึบนี่ วันๆนึงต้องเช็คข้อมูลเหล่านี้เป็นประจำวันเลยค่ะ (แต่ ณ ปัจจุบันนี้เลิกดูแล้วค่ะเสียเวลานอนเรา ดูแต่อากาศอย่างเดียวพอ)

วงเล็บ [--] ด้านหน้าบอกว่าในลิงค์นั้นๆเขียนเป็นภาษาอะไรนะคะ

    รายงานทั่วๆไปหลายๆเรื่อง
  1. [Eng & Jp] ข่าว NHK Live แบบมีพากษ์อังกฤษประกอบ
  2. [Eng] รายงานสรุปความคืบหน้าสถานการณ์ของโรงไฟฟ้าที่มีปัญหาโดย NyTimes ดูเข้าใจง่ายแต่อธิบายสั้นมากจนไม่ค่อยได้รายละเอียดเท่าไหร่ ไม่เหมาะสำหรับใครที่อยากติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  3. [Th] Twitter ติดตามสถานการณ์ รายงานโดยสถานฑูตไทยในญี่ปุ่น ตอนเกิดเหตุใหม่ๆอัพเดตข่าวสารทันใจ แต่เดี๋ยวนี้นิ่งสนิทไปเลยค่ะ ตามข่าวเองละเอียดและทันใจกว่าเยอะ

    รายงานผลตรวจสอบปริมาณกัมมันตภาพรังสีโดยเฉพาะ
  4. [Jp] Interactive website: cumulative radioactive since 15 MAR 2011
  5. [Eng] @Shinjuku รายงานผลวิเคราะห์กัมมันตภาพรังสีในอากาศ(รายงานต่อชั่วโมง + graph) และ ในน้ำประปา(รายงานต่อวัน) มีข้อมูลเก่าๆสมัยตอนยังไม่เกิดเรื่องให้เปรียบเทียบค่าด้วย
  6. [Jp] @Tokyo 東京都水道局 การประปาโตเกียว รายงานผลวิเคราะห์กัมมันตภาพรังสีในโรงทำน้ำประปาทั้งสามของโตเกียว (รายงานผลวันละครั้ง) เขตไหนได้น้ำจากโรงไหนหาง่ายๆใน google
  7. [Jp] @Tokyo ผลวิเคราะห์กัมมันตภาพรังสีในโรงทำน้ำประปาทั้งสามของโตเกียว + graph (รายงานผลวันละครั้ง) เขตไหนได้น้ำจากโรงไหนหาง่ายๆใน google
  8. [Eng] ปริมาณรังสีในอากาศและน้ำประปาของภูมิภาคต่างๆทั่วญี่ปุ่น (รายงานผลวันละครั้ง)
  9. [Eng] ปริมาณรังสีในอากาศ น้ำประปา และ อาหาร ในจังหวัดต่างๆทั่วญี่ปุ่น (อันนี้มีแผนที่ ดูง่ายกว่าลิงค์ด้านบน)
  10. [Jp] เว็บคำนวนว่าปริมาณรังสีที่ได้รับอยู่ในระดับอันตรายหรือยัง

    เช็ครายละเอียดอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นี้
  11. [Jp] รายงานแผ่นดินไหวทั่วญี่ปุ่น แผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่พยากรณ์ไม่ได้ ในเว็บจะเป็นข้อมูลแผ่นดินไหวที่เกิด ไหวปุ๊บอัพเดตทันที วิธีอ่านค่าเคยเขียนไว้แล้วที่ ตรงนี้
  12. [Jp] เว็บ TEPCO ไว้เช็คตารางการดับไฟหรือข่าวอัพเดต
  13. [Jp] Keisei, JR, TokyoMetro เว็บของรถไฟบางยี่ห้อ(ที่เราใช้) ไว้ดูว่าสายไหนวิ่งหรือไม่วิ่งยังไงบ้าง




รวมลิงค์บล็อคสรุปสถานการณ์

1. @Tokyo เรื่องนู้นเรื่องนี้เรื่องนั้น สถานการณ์ต่างๆตั้งแต่กลับมาโตเกียว :: เรื่องโรงเรียน โรงไฟฟ้า และ ไฟดับ
2. @Tokyo เรื่องนู้นเรื่องนี้เรื่องนั้น สถานการณ์ต่างๆตั้งแต่กลับมาโตเกียว :: เรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินไหว และ ของกิน


--------------------------------------------------------------

รูปในนี้(นอกจากที่แค็ปเว็บมา)มาจาก Sony Alpha NEX-5 + Alpha E 18-55mm OSS ที่กลายเป็นกล้องห้อยติดตัวเราล้วนๆค่ะ ย่อ usm ใส่โลโก้ไม่ค่อยได้แต่งอะไร


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2554    
Last Update : 22 มีนาคม 2556 14:13:01 น.
Counter : 2661 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.