W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 

November 2009 @London: 5th-6th day: Shopaholic กำเริบที่ Harrods และ Incheon airport / ただいま東京



เครดิตภาพ Illustration ของ Big Ben จาก google

------------------------------------------------------------------

วันสุดท้ายกันแล้วค่ะจะได้กลับถิ่นกลับญี่ปุ่นแล้ว งานนี้วางแพลนช้อปปิ้งส่งท้ายไว้กะว่าจะไป Harrods และ Oxford street เพื่อหาซื้อของฝากคนอื่น(และฝากตัวเองด้วย ;)

เช็คเอ้าท์จากโรงแรม ฝากกระเป๋าไว้ที่เคาเตอร์แล้ว ก็นั่ง Tube มาลงที่ Knightbridge Station ที่ตั้งห้าง Harrods กันเลยค่ะ พยากรณ์อากาศวันนี้อากาศไม่ดีตามเคยค่ะฝนตกทั้งวัน แถมลมจะแรงถึง 75 mph ด้วย (เราก็กะไม่ถูกนะคะตอนฟังว่าแรงแค่ไหน เพราะรู้แต่แบบ mps) จะมีก็วันพรุ่งนี้(ที่เราไม่อยู่นี่แล้ว)ที่จะฟ้าใสอากาศดี ก่อนจะฝนตกอีกวันจันทร์ค่ะ -"- (สรุปแล้ว เดือนนึงมีกี่วันที่ฝนไม่ตกเนี่ย)

ออกจากสถานีเดินตามป้ายที่ชี้ว่าไป Harrods ก็จะมาโผล่ข้างๆห้างอย่างนี้เลยค่ะ จริงๆจาก South Kensington เดินมานี่ก็ได้แต่เรายังเข็ดกลัวไปหลงเหมือนวันก่อนเลยเอาชัวร์ไว้ก่อนค่ะ
#1


ในห้างนี่จริงๆคันไม้คันมืออยากถ่ายรูปมากค่ะ ของสวยๆน่ารักๆจัดวางไว้แสงดีๆทั้งนั้นเลย แต่ในห้างถ่ายรูปไม่ได้เลยอดค่ะ วันนั้นวันเสาร์แถมข้างนอกฝนตกลมแรงอีก คนมาอยู่ในห้างกันแน่นมากๆเลยค่ะ แหมคึกคักดี ^_^ จะว่าไปโครงสร้างห้างนี้ซับซ้อนแปลกๆดีเหมือนกันค่ะ เหมือนแบ่งแต่ละส่วนเป็นห้องๆเอาไว้ ต้องเดินผ่านประตูโน้นประตูนี้เพื่อแยกไปแต่ละส่วนยังกะทางวงกตยังไงยังงั้นเลยค่ะ กว่าจะหาทางไปแต่ละที่ได้งงไม่เบา

เดินเลือกซื้อโน่นนี่ หาดูอาหารตาไปเรื่อยๆ มาเจอที่ชั้นล่างจัดแสดงตกแต่งแบบอียิปต์อยู่ เห็นใครๆก็ถ่ายรูปกันเราเลยถือโอกาสถ่ายมั่งค่ะ รูปปั้นคล้ายๆที่เห็นที่ British Museum เลยแต่มาอยู่นี่เราว่าดูน่าสนใจกว่าเยอะนะคะเนี่ย ;)
#2


ที่ด้านหลังก็มีจัดแสดงที่ระลึกเจ้าหญิงไดอาน่าด้วย สงสัยว่าจะเป็นวันครบรอบอะไรสักอย่าง
#3


ไหนๆได้ถ่ายรูปแล้ว ขอถือโอกาสแชะอย่างอื่นมาสักนิด ตอนนี้เดือน พย แล้ว ที่ห้างแต่งเป็นบรรยากาศคริสมาสต์มากๆ ถูกใจเราเป็นที่สุดเลยค่ะ สำหรับเราคริสมาสต์เป็นเทศกาลที่เราชอบมากที่สุดในรอบปีเลย(ทั้งๆที่เราไม่ใช่คริสต์) รู้สึกว่าทุกที่มันดูสวยไปหมด ผู้คนก็ดูสนุกดูมีความสุขกับการได้เลือกหาเลือกซื้อของขวัญเพื่อให้กับคนสำคัญ ไปที่ไหนๆก็เปิดเพลงเฉลิมฉลองกันพลอยทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับเทศกาลด้วยเลย
#4


จริงๆกะว่าจะไป Oxford street ต่อ แต่ไปๆมาๆของฝากทั้งหมดซื้อได้ที่นี่หมดแล้ว แถมเลือกซื้อของเพลินไปหน่อยดูนาฬิกาอีกทีไม่มีเวลาไปที่อื่นแล้วค่ะ (เครื่องออกสองทุ่มต้องเผื่อเวลาไปก่อนอีกหน่อย) ที่สำคัญที่สุดคือ เงินสดที่มีทั้งหมดแทบจะไม่เหลือแล้วค่ะจากการช้อปที่นี่ แหะๆ โรคเก่ากำเริบค่ะ แถมอารมณ์คนมาเที่ยวด้วย จ่ายเงินง๊ายง่าย

อย่างแรกที่ซื้อ โชว์ให้เพื่อนดูเพื่อนยังถามว่า ที่ญี่ปุ่นไม่มีขายหรือไง อ่ะนะมีหรือไม่มีก็ไม่รู้เหมือนกันไม่ได้ไปดูนานแล้ว แต่ไปเจอกลยุทธิ์กวักมือเรียกไปลองสินค้าเข้าเราก็ติดกับอย่างจังเลยค่ะ เป็นพวกที่ว่าตอนไม่ลองก็เฉยๆแต่ถ้าลองแล้วออกมาถูกใจเราล่ะก็พร้อมจ่ายทันที อันนี้เป็น Clipless curling iron ขนาด 25mm ของ Jose Eber ค่ะ
#5


เค้าโฆษณาว่าอันนี้น่ะจะปล่อย Negative Ion และ Infrared เพื่อปิดเกล็ดผมทำให้ผมเรียบเงาไม่ frizzy และก็ทนต่อความชื้นในอากาศ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดจะกระจายความร้อนสม่ำเสมอและใช้เวลาแค่นับ 1-3 ก็ได้ลอนผมสุดเด้งออกมาแล้ว เนื่องจากไม่มีคลิปดังนั้นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องผมจะเป็นรอยแต่อย่างใด ประการสำคัญคือเค้าบอกว่ามันไม่ทำให้ผมเสียค่ะ แต่อะไรๆเราก็ไม่สนเท่าว่ามันเป็น Dual voltage ใช้ได้ทั่วโลก และเค้าม้วนให้แล้วลอนมันเงาและเด้งจริงๆนั่นล่ะค่ะ ไปเดินวนๆในห้างมาก็ยังเด้งสวยทั้งๆที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์เซ็ตอย่างอื่นเลย ม้วนมันผมแห้งๆอย่างนั้นล่ะค่ะ เลยเสร็จจนได้ซื้อมาเลยหนึ่งอันค่ะ (ต้องมาซื้อหัวแปลงปลั๊กเพิ่มอีกด้วย)

วันนั้นเดินฝ่าฝนฝ่าลมจนไปเจอเพื่อนอีกที เพื่อนยังทักเลยว่าเอ๊ะวันนี้ผมมันลอนสวยกว่าปกติ แต่ ณ ตอนนี้เรายังไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการใช้ดีนักค่ะ ลอนเด้งก็จริงแต่เรายังเลือกจับช่อผมอะไรไม่เก่งเลยไม่ค่อยออกมาเป็นทรงดีนัก แต่ก็ดีว่าอันนี้ร้อนเร็วจริงๆแถมถ้ามือแตะๆไปโดนๆก็ไม่ลวกมือด้วย ยกเว้นจะไปแตะหรือจับนานๆเลย

อย่างสองของฝากที่แล็บค่ะ ไม่มากไม่มายแต่ต้องมีตามธรรมเนียมคนญี่ปุ่น
#6


สามคือของฝากสปอนเซอร์และของฝากตัวเองค่ะ บอกแล้วว่าเป็นพวกแพ้เทศกาลคริสมาสต์โดยเฉพาะซานต้านี่เห็นเมื่อไหร่ซื้อประจำเลยค่ะ (จริงๆเค้าเอาไว้ให้เด็กๆอ่านกันแท้ๆ)
#7


ช้อปเกิน 50 ปอนด์ก็ขอทำ tax refund ได้ที่ด้านล่างของห้างเลยค่ะ กะว่าน่าจะได้คืนสัก 13 ปอนด์แต่ดันโดนหักค่าธรรมเนียมของ tax refund ไปอีก(แถมของกินกับหนังสือก็ refund ไม่ได้) ไปๆมาๆได้คืนแค่หกปอนด์เองค่ะ (ไม่ถึงพันเยน ไม่ได้คืนยังเฉยๆเลย) ถ้าเลือกเอาคืนเป็นเงินสดจะโดนหักอีกเราเลยเลือกคืนเป็นแบบเข้าบัตรเครดิตไปเลยค่ะ เดี๋ยวเอาใบนี้ไปยื่นที่สนามบินก็เสร็จแล้ว (ณ ตอนพิมพ์อยู่นี่ได้เงินคืนมาเรียบร้อยแล้วค่ะ ยังคิดอยู่ว่าถ้าเรา refund เยอะๆนี่จะคืนเร็วอย่างนี้ไหมเนี่ย)
#8


เดินช้อปนานหิวแล้วค่ะ ที่ Harrods ด้านล่างมีร้านน่ากินเยอะแยะเลย แต่คนก็มหาศาลมากๆค่ะวันนั้นเราไม่มีเวลาต่อคิวรอเลยจำต้องออกไปก่อนค่ะ ขากลับเดินฝ่าลมสุดแรงมาจนถึงสถานีของโรงแรมได้โดยปลอดภัยแวะกินเบอร์เกอร์ง่ายๆแถวๆนั้นแหล่ะค่ะ (ทั้งๆที่บ่ายสามแล้ว แต่ร้านไหนๆคนก็เต็มค่ะ คาดว่าคนหนีลมสุดแรงด้านนอกมาหลบในร้านกันหมด)
#9


นั่งรอเพื่อนที่ล็อบบี้โรงแรม แล้วก็ลากกระเป๋าไปสถานีกันค่ะ งานนี้คุณเพื่อนเหนื่อยเลยส่งแค่เข้ารถไฟพอ (แค่นี้ก็ขอบคุณมากๆแล้วจ้า เพราะมีปัญหาก็ตอนต้องยกกระเป๋าขึ้นลงสถานีรถไฟนี่ล่ะ) ส่วนเราก็นั่งยาวไปถึง Terminal 4 คนเดียวค่ะ สุดท้ายแล้วก็แชะในรถไฟมาหนึ่งใบค่ะ ส่วนใหญ่ก็ปลายทางเดียวๆกับเราทั้งนั้น สังเกตจากกระเป๋า
#10


จำได้ไหมคะว่าเราบ่นไว้ตอนมาถึงว่า Arrival สนามบินนี้เก่ากึ้กสุดโทรมมากๆ มาเจอส่วน Departure นี่ค่อยน่าดูหน่อยค่ะ สวยงาม ค่อยสมกับเป็นสนามบินของเมืองหลวงสำคัญของโลกหน่อย
#11


รีบเช็คอินก่อนค่ะ แล้วเวลาเหลือค่อยไปยื่น tax refund (คือ จะได้หรือไม่ได้ก็เฉยๆอ่ะค่ะ เงินนิดเดียวเองคุ้มเวลายืนรอหรือเปล่าก็ไม่รู้)
#12

#13


ยืนกดโทรศัพท์ตรง Vat office อยู่นานไม่มีคนมารับ กว่าจะเห็นป้ายว่าให้ไปทำ Refund ที่ตรงชั้นล่างแทน ที่แท้อยู่ตรงข้ามกับ Arrival gate ที่เพื่อนเรามายืนโบกมือรอรับเมื่อวันก่อนนี่เองค่ะ ดูๆแล้วก็คิวไม่ยาวหนิแค่สามสี่คนก่อนหน้าเอง แต่ปรากฏว่าแต่ละคนนี่นานมากกกกกค่ะกว่าจะเสร็จ ยืนรอจนเซ็ง แต่ของเรานี่เสร็จเร๊วเร็ว (คงเพราะเงินนิดเดียว แล้วของเราก็เล็กๆเราเลยเอามาถือติดมือเรียบร้อย มีโชว์ให้เค้าดู)
#14


ไฟลท์ขากลับนี้ไม่โชคดีเหมือนขามาค่ะ เดินเข้าไปเห็นที่นั่งแล้วนึกในใจเลยว่า ซวยแล้วเรา เรานั่งติดหน้าต่างและโดนล้อมรอบด้วยคนเกาหลีกลุ่มใหญ่ที่มาด้วยกัน (เป็นผู้ชายค่อนข้างมีอายุแล้วด้วย) แล้วก็อย่างที่คิดค่ะ คนข้างๆเรานี่ยังมารยาทดีค่ะ แต่คนข้างหลังนี่สิคอยกระทุ้งเบาะเราเรื่อยเลย แถมส่งเสียงโหวกเหวกไรไม่รู้ อย่างเวลาจะกินข้าวก็รู้นะคะว่าต้องเอาเบาะขึ้นแต่ปรากฏข้างหลังเค้าได้ก่อนเราก็ยังไม่รู้ว่าเค้าเสิร์ฟแล้ว เลยโดนคุณลุงกระทุ้งเบาะแรงๆพร้อมส่งเสียงให้เราเอนเบาะขึ้นทุกทีเลย (สองมื้อ ก็โดนสองที)

มากันที่อาหารไฟล์กลับสองมื้อค่ะ (หนนี้นั่ง 11 ชั่วโมง) อันแรกไม่เลือกบิบิมบับแล้วค่ะ เปลี่ยนเป็นนี่แทน (เห็นคนเกาหลีข้างๆกินบิบิมบับเค้าบีบหลอดซอสไปตั้ง 4-5 หลอดแน่ะค่ะ โห ขนาดตอนเรากินยังบีบแค่หลอดเดียวเอง)
#15


อีกมื้อขอเป็นข้าวต้มร้อนๆหน่อยค่ะ ก็โอเคคล้ายๆข้าวต้มญี่ปุ่นเลยมีคล้ายๆเครื่องปรุงรสราดๆอย่างนี้
#16


จบไฟลท์นี้นี่ เราได้ประสบการณ์ใหม่อย่างนึง เพิ่งเคยเห็นใครนั่งเครื่องบินแล้วทิ้งขยะกันเกลื่อนอย่างนี้เป็นครั้งแรกนี่ล่ะค่ะ ลุงๆที่นั่งรอบๆเรานี่อ่านหนังสือพิมพ์อะไรเสร็จก็ขยำทิ้งไว้ที่พื้นนั่นล่ะค่ะ ยังงงๆว่าทำไมต้องขยำทิ้งด้วยเนี่ย ไม่กะให้คนอื่นอ่านต่อหรือไงนะ

มา transit ที่ Incheon airport หนนี้มีเวลาเยอะค่ะก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ สนามบินนี้สวยและใหญ่หรูหราดีจริงๆค่ะ สมเป็นสนามบินน้องใหม่มาแรง มีจุดแสดงวัฒนธรรมเกาหลีให้คนผ่านไปผ่านมาได้แชะรูปกันเล่นๆอย่างนี้ด้วย
#17

#18


แต่สำหรับเราแล้วดีที่สุดคือ Duty free นี่ล่ะค่ะ ที่ Duty free London ดูๆแล้วก็ไม่ได้ถูกกว่าปกติเท่าไหร่เลยไม่ได้ซื้ออะไรเท่าไหร่กะมาดูที่นี่แทนค่ะ คอนเฟิมมากะตัวแล้วว่าถูกกว่า Duty free Narita ชัวร์
#19


แล้วก็ติดกับเข้าอย่างจังค่ะ ได้ถุงสีขาวแดงด้านบนนี้มาจนได้ เงินปอนด์เค้าไม่รับ(แถมเราก็แทบไม่มีเหลือมาด้วย) ก็อุตส่าห์ใช้เงิน euro ที่เหลือ(เยอะ)มาตั้งแต่ครั้งไปฝรั่งเศสมาช่วยจ่ายร่วมกับบัตรเครดิตแทนจนได้
#20


ข้างในถุงคือนี่ล่ะค่ะ กระเป๋า Coach ยี่ห้อโปรดเรา (เพราะราคาที่อเมริกายังพอซื้อได้ เราก็เลยมีกระเป๋าแบรนด์แต่ยี่ห้อนี้ล่ะค่ะ) พอลองถือๆดูแล้วดันซวยถูกใจขึ้นมา เดินไปๆกลับๆหลายรอบจนในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อจนได้ค่ะ มานึกอีกทียังคิดเลยว่ากล้าซื้อมาได้นะนี่ราคาก็ไม่ได้เช็คมาก่อน แถมแพงกว่ารุ่นที่มีอยู่ตั้งเยอะ (เพราะรุ่นที่มีซื้อจาก outlet ที่อเมริกาเลยถูกมากๆ) อุตส่าห์อดทนไม่ซื้อไม่ซื้อมาได้ตั้งนาน กะรอว่าไปอเมริกาอีกรอบค่อยซื้อ ดันมาตบะแตกกลางคันซะได้ค่ะ (ราคาที่ญี่ปุ่นแพงกว่าที่อเมริกา 3-4 เท่าเลย เราซื้อไม่ลงจริงๆค่ะ) แต่ก็เอาน่ะค่ะซื้อมาแล้วไว้หาวันเหมาะๆค่อยหิ้วเปิดตัวซะที ^_^ ไม่ได้ซื้อกระเป๋าใหม่มาซะนานเลย
#21


ช้อปเสร็จสมอารมณ์หมาย ตังค์ก็หมด ก็เลยไปนั่งรอหน้า Gate แต่โดยดีค่ะ เดินต่อเดี๋ยวเสียเงินอีก มื้อสุดท้ายบนเครื่องนี้เป็นเนื้ออบค่ะ สรุปแล้วทริปนี้ได้กินอาหารของ Korean air ไปทั้งหมดหกมื้อ ยังสงสัยว่าได้กินครบทุกเมนูหรือยังเนี่ย
#22


กลับมาถึงนาริตะประมาณสามทุ่ม กว่าจะถึงบ้านก็ล้มหมดแรงเลยค่ะ ผิดคาดว่าอากาศที่ลอนดอนไม่หนาวเท่าที่คิด กลับมาญี่ปุ่นกลับหนาวกว่าซะงั้น อุตส่าห์รักษาสุขภาพโด๊ปวิตามินซีอย่างดีตอนอยู่โน่นไม่อยากซ้ำรอยตอนไปฝรั่งเศส(ที่เป็นไข้หวัดฉับพลัน) มาหวัดกินเอาเพราะอากาศหนาวญี่ปุ่นนี่เองค่ะ นอนเปื่อย(ทำงาน)อยู่กับบ้านไปเป็นอาทิตย์เลย เฮ้อ เพิ่ง พย แท้ๆทำไมมันหนาวขนาดนี้นะเนี่ย

บ่นมากไปหน่อย เป็นอันว่าจบทริปลอนดอนของเราแล้วค่ะ ชอบมากที่สุดคือ Madame Tussauds กับ Harrods นี่ล่ะค่ะโดยเฉพาะอันหลังนี่ยังเดินไม่ทั่วดีเลย เสียดายยยย รีบๆมาปั่นบล็อคไว้เพราะถ้านานไปจะขี้เกียจแน่ๆเพราะทริปนี้รูปเยอะจัดค่ะ (ประสาคนกำลังเห่อกล้อง) ขอบคุณทุกคนที่หลงแวะมาชมนะคะ ลาแล้วสวัสดีค่ะ

------------------------------------------------------------------

ภาพทั้งหมดถ่ายจากสองกล้อง (ซึ่งภาพที่ได้แค่ดูก็รู้ว่าจากกล้องไหน) คือ iPhone 3GS และ Canon Kiss X3 (หอบเลนส์ไปตัวเดียวคือ EF-S 10-22 mm USM) ต้องขอขอบคุณพี่ใจดีผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการที่กรุณาให้ยืมเลนส์มาลองใช้ด้วยค่ะ ^_^


เครดิตภาพการ์ตูน Illustration จาก google

------------------------------------------------------------------

รวมลิงค์ทั้งหมด

1. November 2009 @London: 1st day: Korean air ชั้น business class (first class?) มุ่งหน้าสู่ลอนดอน ;-)
2. November 2009 @London: 2nd day: วันฟ้า(เกือบ)ใสที่ Big Ben และ London Eye / เป็ดย่างที่ Four Seasons
3. November 2009 @London: 3rd day: กว่าจะได้วิวกลางคืนของ Tower bridge, Big Ben และ London Eye
4. November 2009 @London: 4th day: กระทบไหล่คนดังที่ Madame Tussauds
5. November 2009 @London: 4th day: เดินต่อไป British museum & National History museum (แอบเบื่อนะนี่)
6. November 2009 @London: 5th-6th day: Shopaholic กำเริบที่ Harrods และ Incheon airport / ただいま東京




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 21 มีนาคม 2553 11:33:43 น.
Counter : 4031 Pageviews.  

November 2009 @London: 4th day: เดินต่อไป British museum & National History museum (แอบเบื่อนะนี่)



เครดิตภาพ Illustration ของ Big Ben จาก google

------------------------------------------------------------------

เสร็จจาก Madame Tussauds ก็ยังมีเวลาเหลือค่ะ จะมาเก็บตกพิพิธภัณฑ์อื่นๆในลอนดอนกัน จริงๆแล้วเราไม่ใช่คนชอบเข้าพิพิธภัณฑ์เลยนะคะ แต่ในลอนดอนนี่นอกจากที่ๆเราไปมาแล้วก็เหลือแต่พวกพิพิธภัณฑ์นี่ล่ะค่ะที่แนะนำให้ไปกัน (ถ้าเกิดใน Tower of London อนุญาตให้ถ่ายรูปล่ะก็ มันจะเป็น Must go อีกแห่งของเราเลยค่ะ ชอบถ่ายรูปของวิบๆวับๆสวยดีน่ะค่ะ ^_^ )

จาก Baker Street Station นั่ง Tube มาลงที่ Tottenham Court Road Station เพื่อไป British Museum กันเลยค่ะ จริงๆ museum นี้ดูในแผนที่มีสถานีล้อมอยู่สี่อัน แต่ไม่มีอันไหนอยู่ติดเลยสักอันค่ะ เราก็เลยเลือกๆมาอันนึงแล้วค่อยไปงมหาทางเดินไปอีกที
#1


เดินตามป้ายว่าจะออกทาง Museum นะคะแล้วก็มาโผล่ที่นี่เลยค่ะ ยืนงงเลยว่าแล้วมันไปต่อทางไหนยังไงล่ะเนี่ย ไม่มีป้ายอะไรบอกเลยสักนิด นี่มันที่เที่ยวแนะนำจริงๆเหรอเนี่ย (ที่อื่นๆที่ไปมาเนี่ย ออกจากสถานีไปได้ง่ายๆทั้งนั้นเลย)
#2


ฝนก็ยังคงขยันตกต่อไปค่ะ ตกกันทั้งวันเลยทีเดียว ระหว่างที่หมุนๆหาทางไปก็แชะตู้โทรศัพท์นี่มาอีกแล้ว (แชะไปหลายรอบแล้ว แต่ก็ยังจะเอาอีกค่ะ หนึ่งในสัญลักษณ์ของลอนดอนนี่คะ)
#3


หันไปเจอแท็กซี่ลอนดอนจอดนิ่ง แถมคนขับก็ไม่อยู่ซะด้วย งานนี้เสร็จโจรค่ะยืนเล็งได้ตามสบายเลย รอจังหวะไฟเขียวแล้วรถบัสแล่นมา แชะเดียวได้สองสัญลักษณ์ของลอนดอนในภาพเดียวกันเลย ^_^ (ถ้ามีรูปตัวเองด้วยก็คงจะดี แต่งานนี้ไม่มีคนถ่ายให้ค่ะ)
#4


เดินมั่วๆเข้าซอยโน้นนี้จนไปเจอแผนที่เข้าจนได้ค่ะ สรุปว่าจากทางออกสถานี (ภาพ #2) ให้เดินไปทางซ้ายของ Dominion (ที่มีหุ่นคนสีทองตั้งเด่นเลยน่ะค่ะ) เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา จากนั้นตรงไปเรื่อยๆจะผ่านแยกเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวาอีกอย่างละสองค่ะ สุดออกมาตรง Bloomburry Road มั้งคะถ้าจำชื่อไม่ผิด ตรงนี้มองดีๆจะเห็นป้ายบอกให้เดินตรงต่อไปก็จะเจอ British Museum แล้วค่ะ โห มายากดีแท้

ระหว่างทางเจอตู้ไปรษณีย์อันนึง จุดเหมาะๆคนเดินผ่านไม่เยอะเลยขอมาแชะนึงนะคะ มีคนรีเควสตู้นี้มา ^_^
#5


พอเข้าใกล้แล้วคราวนี้จะไม่ยากแล้วค่ะ เพราะคนจะเดินๆไปทางเดียวกันหมด ที่นี่เข้าฟรีค่ะ เป็นพิพิธภัณฑ์หลังคาทรงกรีกโรมันใหญ่ๆตามในภาพเลย สำหรับเราแล้วจุดน่าถ่ายรูปที่สุดที่นี่ก็คือด้านหน้านี้ล่ะค่ะ
#6

#7


อย่างที่บอกไว้แต่แรก ว่าเราไม่ใช่คนชอบเข้าพิพิธภัณฑ์เลยสักนิด แต่ที่นี่เห็นว่าเป็นศิลปะอียิปต์ซึ่งเราก็ชอบประวัติศาสตร์ของทางแถบนั้นอยู่เหมือนกันก็เลยลองมาก็ได้ (เพราะเข้าฟรีด้วย) เข้ามาแล้วก็เป็นอย่างที่คนพูดกันจริงๆล่ะค่ะ มีศิลปะอียิปต์และแถบเมโสโปเตเมียเต็มไปหมดเลย อย่างนี้เป็นต้น
#8


พวกรูปปั้นหินฟาโรห์ หรือรูปปั้นเก่าแก่(คาดว่า)ล้ำค่าต่างๆก็แสดงอยู่เต็มเลยค่ะ
#9


แต่อย่าว่าโง้นว่างี้เลยนะคะ เราเดินไม่ถึงสิบนาทีก็เบื่อแล้วอ่ะค่ะ สำหรับเรามันก็แค่ภาพเก่าๆ หุ่นหักๆพังๆ เท่านั้นเอง แถมบรรยากาศก็ไม่คึกคักเอาซะเลย เดินๆไปนี่จะหลับซะให้ได้เลยค่ะ แต่ไหนๆมาถึงนี่แล้วก็เดินๆให้มันครบๆไปค่ะ พอดีกับคุณเพื่อนเรียนเสร็จมาแจมพอดีด้วย คำถามแรกที่เพื่อนถามคือ "ชอบพิพิธภัณฑ์อย่างนี้ด้วยเหรอ" แน่นอนอยู่แล้วค่ะก็เรียนวิทย์มาเหมือนกันรู้กันอยู่ว่ามีอารมณ์ซาบซึ้งทางศิลปะกะเค้าที่ไหนล่ะ สรุปคือต่างคนต่างไม่ชอบเหมือนกัน เพื่อนก็ไม่เคยมาและก็คงจะมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

ไหนๆมีคนถ่ายรูปให้แล้วก็เอาหน่อยค่ะ บินมาจากญี่ปุ่นมาถึงนี่ กลับมาถ่ายรูปคู่กับชุดเกราะญี่ปุ่นซะงั้น -"-
#10


ครั้งนี้คงเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายของเราที่นี่จริงๆล่ะค่ะ ดังนั้นขอช็อตที่ระลึกด้านหน้าสักหน่อยเพื่อเป็นหลักฐาน อย่างที่บอกล่ะค่ะสำหรับเราด้านหน้านี่ล่ะน่าถ่ายรูปที่สุดแล้ว
#11


เสร็จแล้วก็พากันนั่ง Tube กลับ South Kensington ค่ะสถานีที่โรงแรมเราอยู่นี่มีพิพิธภัณฑ์ดังๆอยู่ถึงสามอันเลย (รู้สึกจะเข้าฟรีหมดด้วยค่ะ) อันที่เราเล็งๆไว้ก็คือ National History Museum นี่ล่ะค่ะ อยากมาถ่ายรูปกับโครงกระดูกยักษ์แบบที่เห็นในหนัง Night at the musuem กะเค้าบ้าง (แต่รู้สึกในหนังจะเป็น National History Museum ที่อเมริกา) ออกจาก Tube มาฟ้าก็เริ่มมืดซะแล้ว (สี่โมงกว่าๆก็เริ่มมืดแล้วค่ะ)
#12


ที่นี่มีตรวจกระเป๋าด้วย แต่ตอนนั้นคนไม่เยอะเลยเข้ามาได้เลยทันที ไฮไลท์ก็อยู่ตรงทางเข้านี่ล่ะค่ะ โครงกระดูกยักษ์นี่ล่ะค่ะที่เรามาเพื่อถ่ายรูป ของใหญ่ๆอย่างนี้นี่แสดงประสิทธิภาพของเลนส์ไวด์ได้ดีนักแล แถมแสงแถวนี้ก็จัดไว้สวย เรืองแสงสีทองๆถ่ายรูปออกมาสวยมากเลยค่ะ ^o^ (จบทริปนี้เพื่อนเราติดใจเลยว่ากล้อง DSLR ถ่ายรูปออกมาสวย เห็นว่าเดี๋ยวไปซื้อมั่งแล้วจะเอาไว้ให้แฟนถ่ายรูปให้ อิจฉาจังแฟนถ่ายรูปเก่ง เรานี่มีแต่ถ่ายให้คุณแฟนซะมาก เพราะคุณแฟนเราเน้นปริมาณ แต่ถ่ายมาสิบภาพดูได้อยู่ภาพเดียว T_T )
#13


สำหรับเรากะเพื่อนแล้ว ที่นี่น่าสนใจกว่า British Museum เยอะค่ะ นอกจากพวกกระดูกไดโนเสาร์ต่างๆ ก็จะมีสัตว์หายากชนิดต่างๆทั้งตัวเล็กๆไปถึงตัวโตๆอย่างช้าง หมีขาว เสือภูเขา และปลาวาฬ(ยังสงสัยอยู่ว่าอันไหนของจริงที่ถูกสต๊าฟ อันไหนหุ่นของปลอมกันแน่นะ) พวกสัตว์น่ากินอย่างกุ้งและปูอะไรก็มีด้วย (โดนเพื่อนเหน็บเลยว่าตะกละ เห็นกุ้งเห็นปูแล้วอยากจะกิน แหะๆก็ของมันแพงอ่ะค่ะไม่ค่อยได้กินเลยตอนอยู่ญี่ปุ่น) ที่ไม่ค่อยชอบนักก็คงเป็นพวกโซนแมลงต่างๆค่ะ ดีว่าไม่มีตัวไหนขยับเลยยังดูได้ไม่เป็นไร
#14


เดินๆจนใกล้เวลาพิพิธภัณฑ์ปิดก็ออกมาสุดท้ายตรงนี้ ที่เป็นโมเดลแสดงโครงสร้างภายในของโลกของเราค่ะ เสียดายว่าบันไดทางขึ้นปิดอยู่เลยไม่ได้เดินขึ้นไปดูถึงข้างในลูกโลกเลย
#15


สำหรับวันนี้ก็หมดเท่านี้แล้วล่ะค่ะ เสียดายว่า British Museum น่าเบื่อ(มาก)กว่าที่คิดไว้ รู้งี้น่าจะเปลี่ยนมาให้เวลากับ Science museum (อยู่ติดๆกับ National History Museum เลยค่ะ) แทนดีกว่า เพื่อนเคยไปมาแล้วบอกว่าน่าสนใจดี(สำหรับคนเรียนวิทย์น่ะนะคะ) ถ้าไม่มี Madame Tussauds ตอนเช้านี่วันนี้คงกร่อยแย่

วันถัดมาเราต้องเช็คเอ้าท์บินกลับญี่ปุ่นแล้วล่ะค่ะ งานนี้ต้องขอช้อปส่งท้ายกันซะหน่อยเพราะเงินที่แลกมาเหลือเพียบเลย ;P

------------------------------------------------------------------

ภาพทั้งหมดถ่ายจาก Canon Kiss X3 (หอบเลนส์ไปตัวเดียวคือ EF-S 10-22 mm USM) ต้องขอขอบคุณพี่ใจดีผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการที่กรุณาให้ยืมเลนส์มาลองใช้ด้วยค่ะ ^_^


เครดิตภาพการ์ตูน Illustration จาก google

------------------------------------------------------------------

รวมลิงค์ทั้งหมด

1. November 2009 @London: 1st day: Korean air ชั้น business class (first class?) มุ่งหน้าสู่ลอนดอน ;-)
2. November 2009 @London: 2nd day: วันฟ้า(เกือบ)ใสที่ Big Ben และ London Eye / เป็ดย่างที่ Four Seasons
3. November 2009 @London: 3rd day: กว่าจะได้วิวกลางคืนของ Tower bridge, Big Ben และ London Eye
4. November 2009 @London: 4th day: กระทบไหล่คนดังที่ Madame Tussauds
5. November 2009 @London: 4th day: เดินต่อไป British museum & National History museum (แอบเบื่อนะนี่)
6. November 2009 @London: 5th-6th day: Shopaholic กำเริบที่ Harrods และ Incheon airport / ただいま東京




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2553 23:55:57 น.
Counter : 2005 Pageviews.  

November 2009 @London: 4th day: กระทบไหล่คนดังที่ Madame Tussauds



เครดิตภาพ Illustration ของ Big Ben จาก google

------------------------------------------------------------------

มาถึงวันที่สี่แล้วค่ะ จริงๆตัดสินใจยากอยู่เหมือนกันอยากไปฟังงานก็อยากไปเพราะหัวข้อวันนี้น่าสนใจ แต่ถ้าไปแล้วก็คงไม่มีเวลาไปไหนอีกพรุ่งนี้ก็กลับแล้ว รักพี่เสียดายน้องแต่สุดท้ายก็เลือกขอเที่ยวไว้ก่อนดีกว่า งานไปตามอ่านทีหลังเอาก็ได้น่า

ที่แรกวันนี้เป็น Must go ของเราในทริปนี้เลยค่ะ ในลอนดอนก็ไม่ได้มีที่เที่ยวมากนักครั้นจะออกไปถึง Edenburg เราก็ไม่มีเวลาขนาดนั้น มีที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง Madame Tussauds นี่ล่ะค่ะที่เราสนใจมากที่สุด ไม่ได้จองตั๋วทางเน็ตมาก่อนเพราะเผื่อโปรแกรมเปลี่ยนแล้วไม่ได้ไปเลยต้องมาซื้อกันที่นั่นเลยค่ะ

กิตติศักดิ์อันเลื่องลือว่าตั๋วที่นี่เข้าคิวยาวมาก (เพื่อนอยู่ลอนดอนก็บอกว่า "อ๋อ ไอ้ที่คิวยาวๆตลอดนั่นน่ะเหรอ") เราเลยรีบตื่นแต่เช้ามาเลยค่ะ นั่ง Tube มาลงที่ Baker Street Station เลย
#1


เดินออกจากสถานีตามป้ายไป เลี้ยวซ้ายนิดเดียวก็เจอแล้วค่ะ ตึกหลังคารูปโดมนี่ล่ะค่ะที่ๆเราจะมาวันนี้ วันนี้อากาศไม่ดีแต่เช้าเลยฝนตกตลอด แต่เราไม่มีแพลนถ่ายรูป outdoor แล้ว จะฝนหรือจะอะไรก็ไม่หวั่นค่ะ
#2


สำหรับคนยังไม่มีตั๋วต้องเดินมาถึงประตู 1 ที่อยู่ริมสุดเพื่อซื้อตั๋วกันก่อนค่ะ เรามาสายนิดหน่อยถึงประมาณ 10:20 (ที่นี่เปิด 9:30) นึกว่าจะคิวยาวแล้วเชียว แต่โชคยังดีมองเข้าไปคิวยังไม่ยาวลงมาถึงประตูด้านล่างนี่เลยค่ะ
#3


จะไปที่ขายตั๋วนั้น ต้องเดินผ่านทางที่กั้นไว้ขดไปขดมา แล้วขึ้นบันไดไปอีกถึงจะเจอค่ะ โชคดีเรามาเร็วตอนนั้นคิวยังอยู่แค่ช่วงหน้าๆที่ขายตั๋วนี่เอง แต่ยืนๆไปไม่กี่สิบนาทีหันมาอีกทีคิวยาวลงไปถึงบันไดชั้นล่างแล้วค่ะ
#4


ต่อคิวประมาณ 20 นาทีก็ได้ซื้อตั๋วแล้วค่ะ จริงๆเค้ามีขายเป็นพวกตั๋วชุดรวมพวก London Attractions ทั้งหลายอย่าง London Eye, Thames Cruise, Dungeon อะไรไว้ด้วย แต่เราไม่เอาค่ะเอาแค่ที่นี่ล่ะก็เสียไป 30 ปอนด์ค่ะ ค่าตั๋วผู้ใหญ่ 25 ปอนด์ที่เหลือคือเราซื้อโบรชัวร์มาด้วยน่ะค่ะ 5 ปอนด์ (คือ แบบว่ามาจนถึงวันนี้ยังไม่ค่อยได้ใช้เงินอะไรเลย เงินที่แลกมาเหลือเพียบ)
#5


ทีแรกกะว่าออกไปหาข้าวเช้ากินก่อนค่อยมาเข้าดีไหม แต่เปลี่ยนใจเข้าเลยดีกว่าเก็บท้องไปกินกลางวันทีเดียวเลย ก็ยื่นตั๋วเข้าลิฟท์ไปกันเลยค่ะ ส่วนแรกที่โผล่ออกมาคือ A-List Party มีหุ่นดาราดังๆในชุดออกงานพรมแดงให้เราได้เก็บช็อตใกล้ชิด(ประชิดและถึงเนื้อถึงตัว ;)กันตามสบายค่ะ
#6


ขนาดเราว่ามาแต่เช้าแล้ว คนยังเยอะเลยค่ะนักท่องเที่ยวทั้งน้านนน แต่ละคนโพสท่ากันได้แบบว่าถึงเนื้อถึงตัวดาราดังมากๆค่ะ ^_^ เรามาคนเดียวยังเหนียมๆอยู่ยังไม่ค่อยกล้าขอให้ใครถ่ายรูปให้เท่าไหร่ บวกกับไม่ได้สนใจเรื่องดาราเท่าไหร่ด้วย เลยเดินวนๆดูคนอื่นเค้าไปค่ะ

เพื่อความสมจริง ดาราระดับ A-List ก็ต้องมีปาปารัชซี่คอยตามติดอยู่แล้ว เลยมีหุ่นนี่ตั้งด้วยค่ะให้คนเข้าใจผิดกันเล่นๆ ทีแรกเราก็นึกว่าคนเล็งกล้องอยู่จริงๆ หันมาอีกทีอ้าวทำไมยังอยู่ที่เดิม ที่แท้หุ่นนี่เอง (ว่าแต่ต้นแบบคือใครหนอ) ไม่ใช่เราคนเดียวนะคะคนอื่นๆก็เข้าใจผิดเหมือนเรานี่ล่ะค่ะ ทำได้กลมกลืนกับคนมาเที่ยวจริงๆ
#7


เก็บภาพมาบางคนที่เราพอรู้จักบ้างก็ Will Smith ชอบหนังของเค้าหลายเรื่องอยู่ แต่ชอบแนว Comedy รู้สึกว่าเข้ากับเค้ามากกว่าแนวเครียดๆนะคะ
#8


สามคนนี้ใครไม่รู้อ่ะค่ะ รู้คนเดียวคือ นิโคล คิดแมน หุ่นนี้นี่เปล่งออร่าจริงๆเลยค่ะ สมกับเป็น A-List >.<
#9


นอกจากนี้เท่าที่จำได้มี เดวิด เบคแฮม กับ วิคตอเรีย เบคแฮม, ลีโอนาโด ดิคาปริโอ, เจโล, แองเจลิน่า โจลี่, แบรด พีท ด้วยค่ะ (มี จิม แครี่ ด้วยเราพลาดไปได้ยังไงนะ คนโปรดเราคนนึงเลย) เดินๆแถวนั้นอยู่เจอสาวไทยสองคนกำลังโพสถ่ายกับเดวิด เบคแฮม(มั้งคะ ถ้าจำไม่ผิด) โพสได้ระยะประชิดไม่เบาค่ะ ใจกล้าดี เราเขินอ่ะค่ะไม่กล้าโพสแบบนั้น (แถมคุณแฟนรู้เข้าโกรธแย่เลย หุ่นก็หุ่นเถอะค่ะ)

ต่อไปเป็น Movie Zone ค่ะ ตรงนี้เราเริ่มใจกล้าขึ้นแล้วเพราะมีหุ่นคาแรคเตอร์ที่เราชอบมากอยู่ด้วย ด้านได้อายอดค่ะไม่งั้นไม่มีรูปตัวเองกลับไปแน่ๆ(ที่แบบนี้ถ้าไม่มีตัวเราเข้าไปในรูปด้วย มันก็ไม่เหมือนว่าเราได้มาแล้วจริงๆน่ะเนอะคะ)

เริ่มจากอันแรก Spider Man ก่อนเลยค่ะติดตามมาตั้งแต่ภาคแรกแล้ว สนุกมาก (แต่ภาคสองเนื้อเรื่องออกจะเฉื่อยๆไปหน่อยนึง) ตอนไปนิวยอร์คก็อุตส่าห์ไปเก็บช็อตหน้า Columbia University ที่เป็นฉากแรกสุดในหนัง(ภาคแรก)ตอนตัวร้ายขับรถไปส่งลูกทัศนศึกษากะเค้าด้วย ^o^
#10


ถัดมาก็เจ้าตัวเขียวสุดโปรดของเรา Shrek ค่ะ ยกเว้นภาคสามแล้วสองภาคแรกชอบหมดเลย คนทำหนังเข้าใจหาเรื่องเสียดสีพวกเทพนิยายดีจริงๆค่ะ เราเองก็ชอบพวกเทพนิยายก็เลยพลอยชอบเรื่องนี้ไปด้วยเลย (สังเกตที่ขามี Gingerbread man ตัวเล็กๆอยู่ด้วย)
#11


นอกจากนี้ก็มี Hulk กับ Jurassic Park ค่ะเสียดายว่าส่วนนี้น้อยไปหน่อย น่าจะมีคาแรคเตอร์อื่นๆจาก Pixar Animation อย่างเช่น Woody จาก Toy Stories, Kitty สีฟ้าขนฟูจาก Monster Inc. แล้วก็ครอบครัว The incredible ด้วยนะคะเนี่ย ตัวโปรดเราทั้งนั้นเลย แต่สงสัยจะเก่าไปหน่อยเลยไม่ค่อยมีคนรีเควสไป (เอ๊ะ หรือจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์?)

ถัดไปเป็นโซนนักกีฬาคนดังค่ะ แต่เราไม่รู้จักใครเลย เลยผ่านไปเฉยๆ เก็บมาช็อตเดียวใครก็ไม่รู้ กว่าจะทำหุ่นท่านี้ออกมาให้บาลานซ์อยู่ได้ยังงั้นนี่ ท่าทางต้องคำนวนศูนย์ถ่วงกันอย่างดีเลยนะคะเนี่ย ไม่งั้นมีร่วงแน่ๆ (เท่าที่มอง ไม่เห็นว่ามีการโยงสายอะไรไว้กับเพดานนะคะ)
#12


ถัดมาเป็นห้องของ Royal Gallery ค่ะ ม่านสีแดงดีได้ใจถ่ายรูปขึ๊นขึ้น แรกสุดเข้ามาก็เจอเจ้าหญิงไดอาน่ายืนต้อนรับอยู่ก่อนเลย (จำได้ว่าเพลง Candle in the wind ของ Elton John เพร๊าะเพราะเสียงดูมีพลังแฝงเศร้าๆ อารมณ์คนเสียใจมากจนต้องร้องระบายออกมา)
#13


นอกนั้นก็มีราชวงศ์เก่าๆคนอื่นๆ แต่งชุดยุคโบราณมาเลยค่ะแต่เราไม่ทันได้ดูละเอียดว่าใครเป็นใครเท่าไหร่
#14


โซนนี้จะมีจุดถ่ายรูปยอดฮิตอยู่ที่นี่ล่ะค่ะ จุดถ่ายรูปคู่กับ Queen ElizabethII ณ ฉากของ Buckingham Palace จริงๆตรงนี้จะกั้นไว้เลยว่าจะถ่ายด้วยกล้องของทางพิพิธภัณฑ์(ซึ่งถ้าอยากได้รูปต้องจ่ายเงินซื้อค่ะ) แต่โชคดีว่าคนที่ถ่ายตรงนี้ใจดีค่ะ นอกจากถ่ายด้วยกล้องเค้าแล้ว ก็ช่วยถ่ายด้วยกล้องเราให้ด้วยเลยได้ภาพนี้มาค่ะ (แต่กล้องเค้าจะถ่ายเต็มตัวสวยกว่านะคะ)
#15


ถัดไปค่อยเป็นโซนที่สมกับเด็กวิทย์อย่างเราหน่อย โซนนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลกค่ะ รูปนี้ได้คนเล่นกล้องรุ่นเดียวกันช่วยถ่ายให้ เค้าเลยช่วงเล็ง ดูคอมโพส ระวังคนให้อย่างดีเลยค่ะ ^_^ รูปนี้คู่กับ Sir Isaac Newton นักคณิตศาสตร์ชื่อดังเจ้าของสมการฟิสิกส์มากมายที่เรียนกันตอน ม.ปลาย ที่จำได้แม่นๆก็คือ กฏการเคลื่อนที่สามข้อของนิวตัน (Isaac Newton's Three Laws of Motion) ว่าด้วย แรงเฉื่อย, F=ma และ action=reaction สั้นๆแค่นี้เองเรียนกันได้ตั้งนาน
#16


นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆอย่างไอสไตน์ก็มีค่ะ แต่เรามัวแต่ไปเล่นตอบคำถามแทนซะงั้นไม่ค่อยได้ถ่ายรูป ต่อมาเป็นโซนเหล่านักร้องชื่อดังค่ะ
#17


แน่นอนว่าฮ็อตสุดก็ไม่พ้น King of Pop หรือ ไมเคิล แจ๊กสัน ราชาเพลงป๊อปผู้ล่วงลับไปแล้ว (จุดนี้ถ่ายรูปเสียเงินด้วยค่ะ ถ้าอยากได้รูปสวยๆจากกล้องเค้า)
#18


คนอื่นๆที่เราพอรู้จักก็ Britney Spears นี่ล่ะค่ะ หุ่นนี้ทำได้เหมือนมากๆจำภาพนี้ตอนรับรางวัล MTV ได้ ออกมาเป๊ะเลยจริงๆค่ะ ส่วนหุ่นสะโพกเด้งข้างหลังนั้นเราไม่รู้จักค่ะ แต่สังเกตว่าผู้ชายทุกคนที่มาถ่ายรูปกะหุ่นนี้จะต้องเอามือนึงวาง(หรือทำท่าลูบ)ตรงสะโพกเด้งๆนั้นทุกคนเลยล่ะค่ะ ^_^
#19


ถัดมาก็จะเป็นเหล่าคนดังในแง่การเมือง(ทุกฝ่าย) และผู้นำคนสำคัญของโลกค่ะ และแน่นอน ณ นาทีนี้จะมีผู้นำคนไหนดังไปกว่าคนนี้เจ้าของคำพูดฮิตติดปากว่า "YES WE CAN" ประธานาธิบดี Barack Obama คนโปรดของคุณแฟนเรานั่นเองค่ะ
#20


จากนักการเมืองที่ไม่เป็นที่รู้จัก แต่ด้วยวาทศิลป์และ speech อันยอดเยี่ยมกินใจด้วยเวลาไม่นานเค้าสามารถเอาชนะ Hillary Clinton ภรรยาของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่มีแบ็คกราวด์และฐานเสียงดีกว่า(มาก)ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้แทนของพรรคได้ จน ณ วันนี้ไม่มีใครเลยที่จะไม่รู้จักชื่อของคนๆนี้ ต้องบอกว่าเค้าไม่ธรรมดาจริงๆค่ะ สามารถขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนดำคนแรกของสหรัฐอเมริกาได้ด้วยอายุเพียงเท่านี้ จะว่าไปการที่เค้าคนนี้ขึ้นมาถึงตำแหน่งนี้ได้นี่ล่ะเป็นสัญลักษณ์ของ "Change" แล้ว
#21


คุณแฟนเราจะพูดให้ฟังอยู่เสมอเลยว่า เห็นมั๊ยขนาด Obama (และ มิเชลภรรยาของเค้า) ยังพูดเลยว่า "เพราะการศึกษานี่ล่ะที่ทำให้เค้ามีวันนี้ได้ คนที่ปฏิเสธการศึกษาก็คือ คนที่ปฏิเสธความก้าวหน้าในชีวิตนั่นล่ะ" แต่ทั้งนี้คุณแฟนเราเค้าตั้งใจจะหมายถึง คนที่มีโอกาสพร้อมทุกอย่างแต่(ทำท่าจะ)ไม่เอา(อย่างเรา)นะคะ ไม่ได้จะว่าอะไรใครหรือตัดสินใครที่ระดับการศึกษาเลย โดยเฉพาะถ้าคนที่เค้าไม่มีโอกาสนี่ก็อีกเรื่องนึงอยู่แล้ว (แต่แหม เราไม่เคยเถียงว่าการศึกษาไม่สำคัญสักหน่อย แค่พูดว่าถ้าไม่ได้กะจบไปเป็นอาจารย์ จริงๆจบแค่โทก็พอเหลือเฟือแล้วหนิ เลยโดนคุณแฟนเทศน์ซะยาวเลยค่ะ เค้าดันมาจากครอบครัวที่ปลูกฝังลูกๆมาให้เห็นความสำคัญของการศึกษาแบบสุดๆเลยค่ะ)

ขอแปะอีกหนึ่งผู้นำคนโปรดของคุณแฟนเรา Tony Blair นั่นเองค่ะ ถ้าไม่นับ(ที่พลาด)ตอนเรื่องที่ไปสนับสนุนอเมริกาบุกอิรัคแล้วล่ะก็ เค้าเป็นผู้นำที่คนอังกฤษชอบมากที่สุดคนนึงในประวัติศาสตร์เลย(ได้ยินมาว่างี้น่ะค่ะ) คุณแฟนชอบฟัง speech ของเค้ามาก(พอๆกับที่ชอบฟังของ Obama) แล้วพูดประจำว่าภาษาอังกฤษแบบของ Tony Blair นี่ล่ะเท่ห์สุดๆ (เราก็แยกไ่ม่ค่อยออกนะคะว่าสำเนียงไหนเป็นอังกฤษ ไหนเป็นอเมริกา รู้แต่ปกติสำเนียงอังกฤษจะฟังยากกว่า แต่อย่าง Tony Blair นี่กลับชัดและฟังง่ายดี)
#22


speech ของ Tony Blaire ที่คุณแฟนเราพยายามจะกรอกหูเราอยู่ตลอดเลยคือนี่ล่ะค่ะ "Ask me my three main priorities for government, and I tell you, Education, Education and Education." ( -"- รู้แล้วจ้า ว่าการศึกษาน่ะสำคัญ คุณแฟนเรานี่ย้ำจั๊ง ฟังจนเอียนแล้วเนี่ย speech คนสำคัญทั่วโลกทั้งอดีตและปัจจุบันที่พูดถึงความสำคัญของการศึกษา)


จบตรงนี้จะมีบู๊ตให้ซื้อภาพด้วยค่ะ (ตอนเค้าถ่ายให้ก็จะให้กระดาษมาใบนึงเขียนเบอร์ไว้) เค้าจะให้ดูภาพก่อนแล้วถ้าเราจะเอาก็จ่ายใบละ 9 ปอนด์ค่ะ ดูเหมือนบริการหลอกเด็กเลยเนอะคะ แต่ก็หลอกได้ผลล่ะค่ะ แหะๆ เราคนนึงล่ะซื้อมาสองใบ ใบนึงกับควีน อีกใบกับโอบาม่าจะเอาไปอวดคุณแฟนซะหน่อย (จำได้ว่าเค้าใช้กล้อง DSLR ของ Nikon ถ่ายรูป ถ่ายสวยนะนี่)
#23


อีกใบนึงค่ะ ถ้าไม่เพราะมีแฟนเป็นคนบ้าการเมืองรอบโลกล่ะก็คงไม่คิดจะซื้อใบนี้เท่าไหร่ แต่นี่เห็นคุณแฟนชอบคนนี้เหลือเกิ๊น งานนี้ต้องซื้อไปอวดค่ะ รูปออกมาหน้าเนี๊ยนเนียนยังนึกอยู่ว่าเค้ามีใส่เอฟเฟคหน้าเนียนให้ หรือเพราะแสงสีส้มๆกันแน่นะ (จริงๆคือ เวลาถ่ายจุดพวกนี้ ถ้ามีคนไปด้วยก็จะช่วยเอากล้องตัวเองถ่ายจากมุมข้างๆได้ แต่เราไปคนเดียวค่ะ แถมจะว่าไปมุมที่ดีที่สุดก็คือมุมที่กล้องของทางพิพิธภัณฑ์ตั้งจองไว้นั่นล่ะค่ะ)
#24


หมดจากโซนคนดังการเมืองก็จะไม่ค่อยมีอะไรมากแล้วค่ะ จริงๆจะมีโซน Scream ด้วย ทางเดินเป็นคล้ายๆโถงใต้ดินดำมืดมาเชียวแถมมีป้ายแปะไม่แนะนำสำหรับ เด็ก คนที่เป็นโรคหัวใจ หรืออะไรทำนองนี้ด้วย เรามาคนเดียวแถมขี้กลัวด้วยเลยไม่กล้าเข้าโซนนั้นเลยค่ะ เดินเลี่ยงไปอีกทางที่เค้ามีไว้ให้สำหรับคนไม่อยากเข้าตรงนั้นแทน

โซนต่อไปเป็นโซนของ Madame Tussaud เองเลยค่ะ จะว่าไปก็แอบน่ากลัวนะคะเนี่ย มีหุ่นของตัวเองตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ของตัวเองอย่างนี้เนี่ย
#25


ตรงนี้จะมีโชว์ด้วยว่ากว่าจะหล่อหุ่นแต่ละคนขึ้นมาได้นั้น ต้องวัดสัดส่วนอะไรกันละเอียดแค่ไหน แต่ว่าก็ว่านะคะดูๆอุปกรณ์ที่วางๆเรียงไว้ ทั้งลูกตาขนาดต่างๆเอย ทั้งเครื่องวัดสัดส่วนอะไรเอย นึกว่าอยู่ในห้องทรมานนักโทษยุคกลางยังไงยังงั้นเลยค่ะ

นอกจากนี้จะไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมากแล้วค่ะ ก็มี Spirit of London ที่จะให้นั่งรถรางทรงแท็กซี่ลอนดอนเพื่อวนไปชมเรื่องราวต่างๆของลอนดอน (ในนี้เค้าห้ามถ่ายรูปแบบใช้แฟลชนะคะเพราะจะรบกวนคนอื่นๆ เราแอบมาแชะนึงเพราะอยากได้บรรยากาศ แต่ปิดแฟลชเรียบร้อยค่ะ) ตอนสุดทางจะมีกล้องถ่ายรูปอัตโนมัติด้วยค่ะ ต้องจำเบอร์รถที่เรานั่งไว้นะคะไม่งั้นก็ไม่ได้(ซื้อ)รูป
#26


สุดท้ายก็เป็นพวกร้านของฝากค่ะ ก็หมดแล้วสำหรับ Madame Tussauds สำหรับเรานี่สนุกดีนะคะเป็นที่ๆเราชอบมากที่สุดในทริปนี้เลย ถือว่าคุ้มค่าบัตรล่ะค่ะ ถ้ามีเพื่อนมาช่วยผลัดกันถ่ายรูปให้กันด้วยจะยิ่งดีมากเลยค่ะ (เสียดายเพื่อนมีเรียนตอนเช้ามาไม่ได้) ต่อจากนี้เราจะไปเก็บตกพิพิธภัณฑ์อื่นๆอีกนะคะ แต่บล็อคนี้รูปเยอะแล้วเลยขอขึ้นเป็นอีกบล็อคแทนค่ะ

------------------------------------------------------------------

ภาพทั้งหมดถ่ายจาก Canon Kiss X3 (หอบเลนส์ไปตัวเดียวคือ EF-S 10-22 mm USM) ต้องขอขอบคุณพี่ใจดีผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการที่กรุณาให้ยืมเลนส์มาลองใช้ด้วยค่ะ ^_^


เครดิตภาพการ์ตูน Illustration จาก google

------------------------------------------------------------------

รวมลิงค์ทั้งหมด

1. November 2009 @London: 1st day: Korean air ชั้น business class (first class?) มุ่งหน้าสู่ลอนดอน ;-)
2. November 2009 @London: 2nd day: วันฟ้า(เกือบ)ใสที่ Big Ben และ London Eye / เป็ดย่างที่ Four Seasons
3. November 2009 @London: 3rd day: กว่าจะได้วิวกลางคืนของ Tower bridge, Big Ben และ London Eye
4. November 2009 @London: 4th day: กระทบไหล่คนดังที่ Madame Tussauds
5. November 2009 @London: 4th day: เดินต่อไป British museum & National History museum (แอบเบื่อนะนี่)
6. November 2009 @London: 5th-6th day: Shopaholic กำเริบที่ Harrods และ Incheon airport / ただいま東京




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2553 23:56:15 น.
Counter : 1203 Pageviews.  

November 2009 @London: 3rd day: กว่าจะได้วิวกลางคืนของ Tower bridge, Big Ben และ London Eye



เครดิตภาพ Illustration ของ Big Ben จาก google

------------------------------------------------------------------

วันที่สามนี้ต้องไปเข้าร่วมงานแต่เช้าค่ะ อาหารเช้าก็เป็นขนมปังยัดไส้ที่ซื้อเตรียมมาจากสถานีตั้งแต่เมื่อวาน กินง่ายๆเข้าว่าค่ะ เสร็จจากงานแอบออกมาก่อนเวลานิดนึงก็กะว่าวันนี้จะไป Tower of London กับ Tower Bridge ค่ะ

ที่จัดงานอยู่ตรงริมแม่น้ำ Thames อยู่แล้วก็เลยกะว่าจะเดินเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆ อากาศ ณ ตอนนั้นไม่ดีไม่ร้ายค่ะ ฟ้าขาวๆดูมืดๆหน่อยฝนก็ทำท่าจะตกแต่โดยรวมก็ยังพอเดินเล่นชิวๆได้
#1


ไม่รู้ว่าต้นพวกนี้เรียกว่าอะไร Maple หรือเปล่า? เห็นใบเป็นแฉกๆคล้ายเมเปิ้ลที่ญี่ปุ่น แต่ขนาดนี่ผิดกันลิบลับเลย ที่นี่ใบใหญ่เบ้อเริ่มสีเหลืองสีส้มร่วงเต็มพื้นเกือบตลอดทางเดินแถวนั้นเลยค่ะ ก็สวยไปอีกแบบ
#2


กะว่าเดินเลียบแม่น้ำเป็นแผนที่ดีแล้วเชียวไม่หลงชัวร์ ที่ไหนได้เดินๆไปไปเจอที่ๆเดินผ่านไม่ได้แถมสถานีตรงนั้นก็ปิดซ่อมอยู่ พยายามหาทางไปต่อเลียบแม่น้ำ ขึ้นๆลงๆ Subway (ทางเดินใต้ดินนะคะ ทีแรกเราก็คิดว่าเป็นรถไฟใต้ดินซะอีก) ตรงนี้หลายรอบมากสุดท้ายก็ยอมแพ้ค่ะ แค่หาทางเดินผ่านจุดที่ปิดซ่อมไปเลียบแม่น้ำต่อนี่ล่ะหาไม่เจอ
#3


สรุปเลยต้องเดินย้อน(ไกลมาก)เพื่อมาขึ้นรถไฟค่ะ รู้งี้ขึ้นรถไฟซะตั้งแต่สถานีตรงที่จัดงานป่านนี้ถึง Tower of London ไปแล้วค่ะ ทำเก่งดีนักเสียเวลาเลย ถือซะว่ามาเดินเล่นถ่ายรูปก็ได้
#4


มัวแต่หลงทางกว่าจะมาถึง Tower Hill Station ก็เริ่มมืดซะแล้วคงเข้า Tower of London ไม่ทันก็เลยได้แต่เก็บภาพรอบๆเอาค่ะ ออกจากสถานีแล้วเดินตามๆคนตามๆป้ายไปก็ไป Tower of London กับ Tower Bridge ได้ไม่ยากเลยค่ะ
#5


ตอนเดินผ่าน Tower of London ฝนก็เริ่มลงเม็ดแล้ว แต่ยังแค่นิดๆหน่อยๆยังสบายๆค่ะ
#6


ดูเหมือนว่าฝั่งนึงของ Tower Bridge จะปิดปรับปรุงอยู่ คนก็เลยมาเดินกันอยู่ฝั่งเดียวกันหมดเลย พอเดินผ่าน Tower of London โผล่มาที่ถนนก็จะมองเห็น Tower Bridge อยู่ไกลๆแล้วค่ะ
#7


รีบๆเดินเข้าไปใกล้ๆอีกนิด เสียดายจริงๆว่าอีกฝั่งซ่อมอยู่เลยได้ Tower Bridge มาแค่ขาเดียวอย่างนี้ล่ะค่ะ อีกขานึงไม่ค่อยเหมาะเอามาโชว์เท่าไหร่
#8


ยิ่งเดิน ลมก็พัดแรงขึ้นๆ ฝนก็ตกเม็ดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนแทบจะถ่ายรูปอะไรไม่ได้เลยค่ะ เม็ดฝนติดหน้าเลนส์ภาพออกมาเสียหมดเลย ถ้าไม่เพราะว่าเราอาจได้มาที่นี่หนนี้หนเดียวล่ะก็คงตัดใจกลับโรงแรมไปแล้ว แต่นี่ก็ยืนตากฝนตากลม เช็ดหน้าเลนส์และเล็งกล้องถ่ายรูปอยู่อย่างนั้นล่ะค่ะ จริงๆร่มก็พกมาอยู่แต่ถ้าจะถือร่มกับกล้องพร้อมกันนี่ยังไม่สามารถพอค่ะ หัวนี่เปียกหยั่งกะเพิ่งสระผมมาเลยเพื่อให้ได้ภาพนี้ (จริงๆลมแรงด้วย ถึงกางร่มก็คงไม่ต่างกันมากค่ะ หัวอาจแห้งแต่ตัวก็เปียกเหมือนกัน)
#9


ยังไม่หมดแค่นี้ค่ะ แพลนวันนี้ของเราคือไปเก็บวิวกลางคืนของ Big Ben และ London Eye ด้วย (วิวกลางวันได้แล้วเมื่อวานแต่ยังไม่พอค่ะ จะเอาวิวกลางคืนอีก) ตอนโผล่ออกจาก Westminster Station ก็ดูเหมือนฝนจะซาลงดีอยู่นะคะเลยได้ภาพ Big Ben สีทองตัดกับฟ้าตอนกลางคืนมาได้
#10


แต่ยิ่งๆเดินๆข้ามสะพานไป ทั้งลมทั้งฝนก็กลับแรงขึ้นมาอีกครั้งค่ะ แถมลมนี่พัดเข้าหน้าเลย ภาพเลยออกมามีรอยเม็ดฝนที่หน้าเลนส์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ขนาดว่าเราลบรอยออกไปบ้างแล้วด้วย Photoshop) แต่ก็ยังคุ้มค่ะว่าก็ยังได้ภาพที่พอดูได้มาบ้าง ถ้าเปียกแล้วไม่ได้ภาพนี่คงเซ็ง (ภาพล่างนี้ไม่น่ามีเงาคนขี่จักรยานผ่านพอดีเลยน้า ไม่งั้นจะคร๊อปส่วนถนนออกให้ดู panorama ไปเลย)
#11


หันไปถ่ายทาง London Eye นี่ค่อยยังชั่วค่ะเพราะลมไม่พัดเข้าเลนส์ ได้ไฟกลางคืนสวยๆของ London Eye กับเรือล่องแม่น้ำ Thames มาจนได้ ^o^ ดูเผินๆในรูปเหมือนบรรยากาศจะโรแมนติกดีนะคะ แต่จริงๆแล้วคือทั้งฝนทั้งลมพัดกันหัวกระจุย คาดว่าไม่น่ามีใครมีอารมณ์ไปล่องเรือชมวิว ณ นาทีนั้นค่ะ
#12


เพิ่งรู้ตอนเห็นนี่เองค่ะว่า London Eye นี่ไฟกลางคืนสีน้ำเงิน จะมีเปลี่ยนสีไฟไปเรื่อยๆตามเทศกาลเหมือนหอไอเฟลหรือเปล่าหนอ เผอิญว่าข้อมูลไปค่อยปึ๊กค่ะ
#13


ถ่ายรูปหมดตรงนี้เราก็โล่งแล้วค่ะเสร็จภารกิจ(กำหนดเอง)ของวันนี้แล้ว คราวนี้เก็บกล้องกางร่มกับเค้าบ้าง ขึ้นรถไฟตัวเปียกๆพลาดรถไฟไปตั้งสองคันแน่ะค่ะกว่าจะได้ขึ้น รู้สึกช่วงเราไปพนักงานรถไฟเค้ามีหยุดประท้วงไม่ทำล่วงเวลาอะไรกันนี่ล่ะค่ะ รถไฟหลายสายเลยขาดช่วงไป มาคันนึงคนก็เต็ม มาอีกคันคนก็เต็มค่ะกว่าจะได้ขึ้นคันที่สาม (จริงๆเราดูๆแล้วรถไฟก็ยังไม่เต็มไม่แน่นเท่าไหร่เลย ยังเบียดเข้าไปได้สบายๆ แต่เห็นคนอังกฤษรอบๆเค้าหยุดยืนรอคันต่อไปกันหมดเลยอ่ะค่ะเลยไม่กล้าเข้าไปเบียดเค้า จริงๆยังว่างกว่ารถไฟญี่ปุ่นตอนแน่นๆตั้งเยอะแน่ะค่ะช่องไฟระหว่างแต่ละคนนี่ยืนสบายๆไม่เบียดเลย)

กว่าจะกลับถึงโรงแรมนี่แทบจะนอนตายเลยค่ะ กินกันตายก็ขนมปังซื้อจากสถานีอีกแล้ว (แต่ก็อร่อยดีนะคะ) ฝนตกทีนึงนี่อะไรๆก็ลำบากไปหมด ทำอะไรทีนี่เหนื่อยกว่าตอนอากาศดีๆปกติๆหลายเท่าเลย

------------------------------------------------------------------

ภาพทั้งหมดถ่ายจาก Canon Kiss X3 (หอบเลนส์ไปตัวเดียวคือ EF-S 10-22 mm USM) ต้องขอขอบคุณพี่ใจดีผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการที่กรุณาให้ยืมเลนส์มาลองใช้ด้วยค่ะ ^_^

ปล ภาพ outdoor กลางคืน ส่วนใหญ่ผ่านการโพรเซสด้วย Photoshop ด้วยนะคะ หลักๆก็เพื่อจัดการส่วนที่ติด Shadow หรือ Highlight และก็เพื่อให้ตัวสถานที่ดูเด่นมากขึ้น บางภาพต้องใช้ Stamp tool เพื่อลบรอยฝนที่เกาะที่เลนส์ออกด้วยค่ะ


เครดิตภาพการ์ตูน Illustration จาก google

------------------------------------------------------------------

รวมลิงค์ทั้งหมด

1. November 2009 @London: 1st day: Korean air ชั้น business class (first class?) มุ่งหน้าสู่ลอนดอน ;-)
2. November 2009 @London: 2nd day: วันฟ้า(เกือบ)ใสที่ Big Ben และ London Eye / เป็ดย่างที่ Four Seasons
3. November 2009 @London: 3rd day: กว่าจะได้วิวกลางคืนของ Tower bridge, Big Ben และ London Eye
4. November 2009 @London: 4th day: กระทบไหล่คนดังที่ Madame Tussauds
5. November 2009 @London: 4th day: เดินต่อไป British museum & National History museum (แอบเบื่อนะนี่)
6. November 2009 @London: 5th-6th day: Shopaholic กำเริบที่ Harrods และ Incheon airport / ただいま東京




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2553 23:56:37 น.
Counter : 2206 Pageviews.  

November 2009 @London: 2nd day: วันฟ้า(เกือบ)ใสที่ Big Ben และ London Eye / เป็ดย่างที่ Four Seasons



เครดิตภาพ Illustration ของ Big Ben จาก google

------------------------------------------------------------------

มาถึงเช้าวันแรกของเราในลอนดอนแล้วค่ะ ตื่นกันตั้งแต่ไก่ที่นั่นยังไม่โห่เลย ตีสี่ตื่นแล้วค่ะยังปรับเวลาไม่ได้ อาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปพรีเซนต์งานตอนเที่ยงแล้ว ก็ยังมีเวลาอีกเยอะแยะเลยกะจะซ้อมที่พรีเซนต์สักนิด(จะพรีเซนต์อยู่แล้วยังไม่ได้ซ้อมเลยค่ะ แหะๆ) ซ้อมๆไปแบตโน้ตบุคหมดแถมพอจะชาร์ตก็ชาร์ตไม่ได้อีกค่ะ ขาปลั๊กที่อังกฤษนี่แบบใหม่เอี่ยมไม่เคยเห็น
#1


ประมาทไปนิดคิดว่ามีตัวแปลงแบบสองขา หัวกลม กับ หัวแบน ก็พอใช้ได้ทั่วแล้วเลยไม่ได้เช็คมาว่าปลั๊กอังกฤษเป็นแบบไหน เกือบซวยแล้วค่ะเปิดโน้ตบุคไม่ได้ นึกว่าต้องโทรไปรบกวนคุณเพื่อนแต่เช้าขอยืมหัวแปลงปลั๊กแล้ว โชคดีว่าไปถามที่ front ของโรงแรมแล้วเค้ามีให้ยืมฟรีค่ะ งานนี้รอดตัวไปเป็นบทเรียนว่าคราวหน้าห้ามประมาทอีกค่ะ

รีบๆซ้อมให้เสร็จก็ออกจากโรงแรมเลยค่ะ ดูพยากรณ์อากาศทาง BBC ดูเหมือนช่วงสี่ห้าวันที่เราอยู่ที่นี่อากาศจะไม่ค่อยดีเลย ฝนตกๆๆๆทุกวันเลยค่ะ ถ้าจะมีช่วงที่พอจะมีแดด ฟ้าจะเปิดบ้างก็น่าจะช่วงสักเก้าโมงเช้าถึงบ่ายต้นๆนี่เอง ทริปนี้เราหมายมั่นปั้นมือว่าต้องพากล้องใหม่ไปเก็บภาพสวยๆของ Big Ben และ London Eye ที่เป็นสัญลักษณ์ของลอนดอนมาให้ได้ งานนี้เลยรีบออกแต่เช้าค่ะจะได้มีเวลาถ่ายรูปก่อนต้องไปพรีเซนต์งาน ถ้าพลาดตอนเช้าฟ้าปิดจะได้ยังแก้ตัวไปถ่ายวิวตอนกลางคืนแทนได้

เติมพลังกันก่อนเล็กน้อยที่ร้านนี้ค่ะ ยังค่อนข้างแปลกถิ่นอยู่ก็เลยเดินงงๆเข้าร้านนึงใกล้ๆโรงแรมนั่นล่ะค่ะ ตอนสั่งก็ยังแอบเขินๆกลัวเค้าฟังเราไม่รู้เรื่องแต่สุดท้ายก็สั่งมาได้ค่ะได้ Porridge มาหนึ่งถ้วย(มีกล้วยแปะมาด้วย) จริงๆอยากทานประมาณ American breakfast แบบมีขนมปังและเนื้อหน่อย แต่ที่นี่เค้ามีแต่แบบ English breakfast น่ะค่ะไม่ค่อยมีเนื้อๆมื้อเช้าเลย (แถมท่าทางใหญ่เบิ้ม น่ากลัวจะกินไม่หมด)
#2


Porridge นี่เราก็คิดว่ามันเหมือนข้าวต้มแบบที่เรากินๆกันที่ไทย แต่ที่ไหนได้มันเละๆบอกไม่ถูกเหมือนอาหารเด็กอ่อนยังไงยังงั้นเลยค่ะ มองซ้ายมองขวาก็หาอะไรมาปรุงเพิ่มรสไม่ได้เลยต้องกินไปทั้งอย่างนั้น จื๊ดจืดอ่ะค่ะ กินไปได้ครึ่งถ้วยกว่าๆก็พอแล้ว ทานไม่ลงแล้วค่ะ ไม่ถูกปากเราจริงๆ

ออกจากร้านก็เดินต่อไปสถานี ตามประสาคนมาเที่ยวก็ต้องถ่ายรูปถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่องกันซะหน่อยค่ะ เดี๋ยวจะไม่เหมือนนักท่องเที่ยวตัวจริง ;)
#3


โชคยังดีว่าวันนี้ดูเหมือนฟ้าจะยังใสอยู่บ้าง งานนี้น่าจะได้ภาพดีๆบ้างล่ะน่า ว่าแล้วก็ขึ้นรถไฟไปสถานี Westminster เลยค่ะ
#4


สมแล้วที่เป็นจุดยอดฮิตของลอนดอน จากสถานีเดินตามป้ายบอกทางออกมาปุ๊บก็เจอ Big Ben เลยค่ะดูเหมือนจะมีการก่อสร้างอะไรกันอยู่ด้วย เลยมีไม้เกะกะตัวตึกหน่อยนึง ว่าแล้วก็แชะมาสักภาพค่ะ ฟ้ายังใสต้องรีบๆกันหน่อยเพราะมองไปเห็นเมฆก้อนเบ้อเริ่มมาแต่ไกลเชียว
#5


แชะมาเยอะแล้วก็มานั่งคัด นั่งโพสเซสภาพกันอีกรอบค่ะ อย่างน้อยก็สมใจเราว่าได้ภาพที่เราคิดว่าโอเคมาบ้างเหมือนกัน ไหนๆแล้วขอลงภาพ Big Ben หลายอันหน่อยนะคะมันต่างกันที่องค์ประกอบนิดๆหน่อยๆ จขบ เลือกไม่ถูกค่ะ รักพี่เสียดายน้อง
#6

#7

#8

#9


เมฆใกล้เข้ามาแล้ว รีบข้ามสะพานเพื่อไปถ่ายรูป London Eye กันบ้างค่ะ จาก Big Ben มองไปก็จะเห็น London Eye อยู่อีกฝั่งแล้ว
#10


ตอนนั้นฟ้าใสมากจริงๆค่ะ(แต่เมฆก็กำลังใกล้เข้ามา) คงไม่ใช่เราคนเดียวที่ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปโคมไฟที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวอะไรกัน ที่เรียงรายอยู่ตรงสะพานเพื่อจะเก็บฉากฟ้าใสๆนี้ไว้เป็นที่ระลึกของทริป
#11


สะพานไม่ยาวเท่าที่คิดเดินๆแป๊บๆก็ถึงอีกฝั่งแล้ว รูปแรกนี้มุมก๊อปชาวบ้านมาเลยค่ะ จำได้ว่าเห็นรูปมุมนี้เลยตอนหาข้อมูล พอเดินมาเจอก็เลยเอามั่งค่ะ ^_^
#12


มุมหลังๆนี่ไม่ได้ก๊อปแล้วแต่คิดว่าก็คงซ้ำๆกับคนอื่นๆอยู่ เพราะถ่ายสถานที่เดียวกันนี่นะคะ มีพร็อพให้เล่นอยู่ไม่กี่อย่างนี่ล่ะ
#13

#14


ตอนเราไปนั้นยังเช้ามาก เห็นแต่คนรีบเร่งเดินกันไปโรงเรียนไปทำงานทั้งนั้น นักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปอย่างเรานี่ไม่ค่อยเจอเลย พวกชะโงกทัวร์อย่างเราที่มีเวลาแค่นิดเดียว ถ่ายรูปสวยๆได้สมใจแล้วก็กลับค่ะ ไม่ได้ขึ้น London Eye ชมวิว หรือเข้าไปดูข้างใน Parliament ตรง Big Ben แต่อย่างใด (ยังเช้ามากด้วย คาดว่าจะยังไม่เปิดให้ใช้บริการ)
#15


ถ่ายรูปเสร็จเดินข้ามสะพานกลับอีกที ตรง Big Ben เมฆขาวจั๊วะบังแล้วค่ะ ไม่มีฟ้าสีฟ้าใสๆแล้วถ้าเรามาช้ากว่านี้นี่คงพลาดแน่ๆค่ะ

จากตรงนี้จะขอข้ามช่วงที่เราต้องไปพรีเซนต์งานนะคะ เอาเป็นว่ากลับถึงโรงแรมอีกทีประมาณสี่โมงครึ่ง จริงๆอยากแวะไป National History Museum หรือ Science Museum ที่อยู่ตรงสถานีโรงแรมเรา แต่เพราะตื่นเช้ามากเริ่มเกิดอาการหนังตาหนัก เลยขอแอบงีบพักที่โรงแรมแป๊บนึงค่ะ

ออกจากโรงแรมมาอีกทีก็ไม่ทันดูพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็เลยขึ้นรถไฟไป Bayswater Station ค่ะนัดกับเพื่อนซี้สองคนสมัยตรีที่เรียนต่ออยู่ที่นี่ไว้ว่าจะไปกินเป็ดย่างกัน (จริงๆคือเราอยากกินนั่นเองค่ะ) ไม่อยากบอกเลยว่าวันนี้ทั้งวันเราขึ้น Tube ผิดคันไปตั้งหลายรอบแน่ะค่ะ ติดนิสัยตอนอยู่ญี่ปุ่นว่าเห็นรถไฟมาปุ๊ปต้องรีบโดดขึ้นเลย แต่ที่นี่ที่ชานชาลาเดียวกันมีรถไฟวิ่งหลายสาย ไม่เหมือนญี่ปุ่นที่จะเป็นรถสายเดียวกันหมดแต่ต่างว่าเป็นแบบ ธรรมดา ด่วน หรือ ด่วนพิเศษ
#16


ติดกล้องมาแล้วก็ขอแอบถ่ายในรถหน่อยเถอะค่ะ แต่ต้องรีบถ่ายรีบเก็บเพราะได้ยินมาว่าที่นี่เค้าก็ถือเรื่องการถ่ายรูปเหมือนกัน เดี๋ยวจะโดนใครมาดุเอาได้ รถไฟที่นี่จะว่าคล้ายก็คล้ายที่ญี่ปุ่นอยู่นะคะคนใช้บริการกันเยอะแยะดูไม่ค่อยอันตราย(ที่ปารีสก็เหมือนกัน) เท่าที่เจอมาก็คงรถไฟของอเมริกานี่ล่ะค่ะ(เน้นด้วยว่าที่นิวยอร์ค)ที่ถ้าให้นั่งคนเดียวนี่คงรู้สึกขนลุก กลัวๆไงชอบกล
#17


เนื่องด้วยขึ้นรถผิดคันเลยมาเลทห้านาที เสียชื่อคนอยู่ญี่ปุ่นหมดเลย >.< เพื่อนคนนึงมาถึงก่อนแล้วก็เลยพากันเดินไปร้านก่อนเผื่อต้องต่อคิว
#18


จากหน้าสถานีข้ามถนนแล้วเลี้ยวซ้ายไป (ตอนเราไปกลางถนนมีการก่อสร้างยาวไปทางซ้ายอยู่ค่ะ เลยข้ามไว้ก่อนเลยไม่งั้นเดี๋ยวต้องเดินอ้อมหาที่ข้ามถนนอีก)
#19


เลี้ยวซ้ายเดินมานิดเดียวก็ถึงร้านแล้วค่ะ รูป จขบ โผล่เป็นรูปแรกเลย(รึเปล่า?) อุตส่าห์มีคุณเพื่อนอยู่วานให้ถ่ายรูปได้ก็เอาซะหน่อยค่ะ ทริปนี้รูปตัวเองค่อนข้างน้อยเพราะมาคนเดียว (ถ้าปกติมีคนช่วยถ่ายรูปให้นี่ เราจะถ่ายดะเลยค่ะ เจออะไรก็ถ่าย ถ่ายทั้งสถานที่ ทั้งสิ่งของ และถ่ายรูปตัวเองด้วย)
#20


ไปตอนเวลากินข้าวร้านก็เต็มอย่างที่คิดค่ะ แต่นั่งรอไม่นานก็ได้โต๊ะสำหรับสามคนแล้ว อย่าว่างั้นงี้เลยนะคะมัวแต่เม้าส์กันจนจำรสเป็ดย่างแทบไม่ได้เลยค่ะ (สามสาวไม่เจอกันมาตั้ง 3-4 ปี) กระทั่งรูปยังลืมถ่ายนึกได้ก็ตอนเกือบหมดจานนี่ล่ะค่ะ
#21


เป็ดย่างก็อร่อยนะคะเป็ดจะเนื้อชุ่มๆมันๆหนังเยอะๆหน่อย ซึ่งสำหรับเราเราไม่หวั่นค่ะ ทานได้สบายมาก (แต่คุณเพื่อนนี่กินไปเลาะหนังออกไป) แต่จะว่าไปก็ตลกดีนะคะ มาเที่ยวลอนดอนแต่ของกินขึ้นชื่อกลับเป็นเป็ดย่างอาหารจีนซะงั้น (แต่ก็อยากกินอยู่ดีค่ะ)

จริงๆนี่เรายังกินเป็ดไม่จุใจเลยค่ะ สำหรับเรามาเที่ยวคงเน้นกินให้เต็มที่เผื่อว่าไม่ได้กลับมาอีก แต่เพื่อนๆนี่เค้าอยู่นี่กันเค้าก็กินกันแค่พอดีพออิ่มน่ะค่ะ เราก็เลยต้องตามนั้นด้วย เลยยังไม่รู้รสเป็ดเต็มที่เลยค่ะ (เหตุเพราะมัวแต่คุย)

กินเสร็จก็แยกกันกลับค่ะ เรากับเพื่อนคนนึง(ที่อยู่สถานีเดียวกัน)ก็มาด้วยกัน คุณเพื่อนเดินนำขึ้นรถไฟแล้วก็นั่งเม้าส์กันต่อในรถไปสักพัก กว่าจะรู้ตัวว่าขึ้นผิดคัน 555 แสดงว่าไม่ใช่แต่เราคนเดียวนะคะเนี่ยที่ขึ้นผิด คนอยู่นี่เองก็ยังพลาดได้ ก็ชานชาลานึงเล่นวิ่งกันตั้งหลายสายนี่นะ ระหว่างลงมารอเปลี่ยนรถไฟที่นี่ว่างๆก็แชะไปเรื่อยค่ะสถานีอะไรก็ไม่รู้
#22


หมดไปอีกวันแล้วค่ะ พรีเซนต์วันนี้ก็เสร็จแล้วเหลือของพรุ่งนี้ที่ไม่ค่อยต้องเตรียมตัวอะไรเท่าไหร่เลยสบายๆเลยค่ะ อาบน้ำ ห่มผ้านอนดูทีวีสบายใจ เฮ้อ นานๆจะได้ re-union เพื่อนซี้กลุ่มสมัยปริญญาตรีสักที คิดถึงจังน้า >.< แปลกดีว่าปกติเพื่อนคนอื่นๆรอบตัวเราไม่ค่อยอยากเรียนต่อเอกกันเท่าไหร่ แต่เพื่อนซี้กลุ่มเรา(ผู้หญิงหมดเลย)กลับต่อเอกกันแทบทุกคนเลย(ทั้งที่ไม่มีใครอยากเป็นอาจารย์สักคน) ตอนนี้ก็กระจายอยู่กันคนละทวีป กลับไทยไม่เคยตรงกัน คงต้องรอเรียนจบโน่นแน่ะค่ะค่อยไปเจอกันอีกทีที่กรุงเทพ

------------------------------------------------------------------

ภาพทั้งหมดถ่ายจาก Canon Kiss X3 (หอบเลนส์ไปตัวเดียวคือ EF-S 10-22 mm USM) ต้องขอขอบคุณพี่ใจดีผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการที่กรุณาให้ยืมเลนส์มาลองใช้ด้วยค่ะ ^_^

ปล ภาพถ่าย outdoor ส่วนใหญ่ผ่านการโพรเซสด้วย Photoshop ด้วยนะคะ หลักๆก็เพื่อจัดการส่วนที่ติด Shadow หรือ Highlight มีทำเลเยอร์และ HDR บ้างในบางภาพเพื่อให้ได้สีของท้องฟ้าที่สดและเห็นเมฆชัดเจนขึ้นค่ะ


เครดิตภาพการ์ตูน Illustration จาก google

------------------------------------------------------------------

รวมลิงค์ทั้งหมด

1. November 2009 @London: 1st day: Korean air ชั้น business class (first class?) มุ่งหน้าสู่ลอนดอน ;-)
2. November 2009 @London: 2nd day: วันฟ้า(เกือบ)ใสที่ Big Ben และ London Eye / เป็ดย่างที่ Four Seasons
3. November 2009 @London: 3rd day: กว่าจะได้วิวกลางคืนของ Tower bridge, Big Ben และ London Eye
4. November 2009 @London: 4th day: กระทบไหล่คนดังที่ Madame Tussauds
5. November 2009 @London: 4th day: เดินต่อไป British museum & National History museum (แอบเบื่อนะนี่)
6. November 2009 @London: 5th-6th day: Shopaholic กำเริบที่ Harrods และ Incheon airport / ただいま東京




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2553 23:56:53 น.
Counter : 1780 Pageviews.  

1  2  3  

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.