W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
ฝรั่งนี่เค้าพูดกันอย่างนี้เป็นปกติเหรอเนี่ย คนฟังเค้าเผลอคิดมากได้นะ

หนนี้อยากมาเม้าส์เรื่องฝรั่ง(คนแคนาดา)คนนึงที่เห็นๆกันบ่อยๆ ประมาณว่าเดินสวนกันในมหาลัย (เราและเค้าตอนนี้เรียนปริญญาเอกทั้งคู่ คณะเดียวกัน) เห็นแว้บๆในคลาส นั่งๆกินข้าวในโรงอาหารแล้วบังเอิญมองไปสบตาพอดีอะไรทำนองนี้ เห็นๆกันมาก็ปีสองปีแล้ว แล้วแบบเค้าเป็นฝรั่งที่หน้าตาฝรั่งจริงๆตัวสูงมากมันก็ยิ่งโดดออกมา เห็นได้ชัดมากท่ามกลางกลุ่มคนญี่ปุ่น ไม่แปลกที่เราจะคุ้นหน้าเค้า (แต่อย่างเรานี่ดูกลืนไปกับคนญี่ปุ่นมากกว่า ก็คนตัวเตี้ยนี่นา)

ก่อนนี้ก็ประมาณว่าเห็นหน้าจนรู้สึกคุ้นๆ แม้ว่าจะไม่เคยได้นั่งคุยกันจริงๆจังๆก็เถอะ บางทีนั่งกินข้าวในโรงอาหารเค้านั่งอยู่คนละโต๊ะแต่หันหน้าเข้าหากันพอดี มองไปเห็นเค้ายิ้มให้เราก็ยิ้มตอบไป แต่ในใจก็นึกว่า เค้ายิ้มให้เราหนินะ แต่เอ๊ะ คนนี้เราเคยคุยด้วยเปล่าแฮะ แบบว่าความจำสั้นอ่ะ ชอบจำสับกับฝรั่งคนอื่นในมหาลัยอยู่เรื่อยเลย

ที่ได้คุยเยอะๆเลยก็ตอนไปแคมป์ของปริญญาเอก(GCOE 合宿) เมื่อเดือนกุมภาที่ผ่านมานี่แหล่ะ เรามักไปนั่งติดกับผู้หญิงฝรั่งคนนึงซึ่งไม่รู้ยังไงเค้าจะนั่งกับคนแคนาดาคนนี้ประจำ ก็เลยได้คุยกันเยอะหน่อยตอนนั้น ก็เรียกว่าจากคนที่แค่เคยเห็นกันผ่านๆก็ได้มาคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวก็หนนี้นี่แหล่ะ เรียกว่าหลังจากแคมป์นี้ไปถ้าเราเดินๆไปเจอเค้าเราก็จะหยุดทักทายกันตามประสา


ไอ้ที่เริ่มตะหงิดๆขึ้นมาก็มาจากบทสนทนาวันก่อน ปกติเราไม่ใช่คนคิดมากเรื่องนี้แต่ฟังๆไปก็ยังอดรู้สึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ว่าที่พูดๆมาเนี่ยมันมีความหมายอะไรแอบแฝงหรือเปล่า หรือมันเป็นแค่การยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับคนใกล้ตัวตามธรรมดาเพื่อจะได้เห็นภาพชัดๆ หรือว่าเป็นวิธีพูดธรรมดาของฝรั่งเค้าอยู่แล้ว

ไอ้ที่ตงิดๆก็มีประมาณนี้ (เหตุเกิดในโรงอาหารของมหาลัย มื้อกลางวัน)

คุยๆกันบอกว่าถ้าเราจบเอกก็คงกลับไทยน่ะนะ อาจลองหางานดู แต่คุณพ่ออาจไม่อยากให้ทำงานต่างประเทศ(เพราะคุณพ่อคิดถึง) เค้าก็แสดงความเห็น(เรียกว่าแลกเปลี่ยนมุมมองกันดีกว่า)ประมาณว่า เราก็โตแล้วนะน่าจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง การอยู่คนเดียวมันทำให้คนโตขึ้นเพราะต้องรับผิดชอบทุกอย่างเองหมดทั้งชีวิต การงาน การเงิน และ บ้าน (ก็จริงว่าตอนอยู่ไทยนี่ วันๆไม่ต้องรับผิดชอบอะไรนอกจากงานตัวเอง และ ค่าช้อปปิ้ง ส่วนอาหารการกินเสื้อผ้าของใช้หยูกยามีพร้อมให้หมดแล้ว)

แล้วเค้าก็มีเพิ่มด้วยว่าถ้าเค้าอยากจะมีแฟนเป็นผู้หญิงที่สามารถแสดงให้เห็นว่าจัดการชีวิตตัวเองได้ด้วยตัวเองประมาณนั้น (ก็คือ พูดถึงผู้หญิงที่สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้ไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง)

ก็ถกๆกันไปสักพัก เราจะเอียงไปในทางที่ว่าเห็นแก่คุณพ่อมากกว่า แต่เค้าจะไปในทางตรงข้ามที่ว่าคนเราควรต้องโตขึ้นและฝึกให้มีความรับผิดชอบต่างๆให้มากขึ้น ลงท้ายๆเราก็เลยพูดสรุปเล่นๆขึ้นมาประมาณว่า เข้าใจแล้ว แสดงว่าเค้าไม่ชอบผู้หญิงที่คิดอย่างเรานี่เอง ตรงนี้นี่เองที่เค้าพูดกลับมาว่า แต่ตอนนี้เราก็อยู่คนเดียวได้หนิ

ตรงนี้ เริ่มนิดๆในหัวแล้วล่ะ แต่เอ๊ะ เราเป็นคนดึงเข้ามาเรื่องนี้เองนี่นา เหมือนเราเป็นคนเริ่มพูดชี้นำก่อนรึเปล่าเนี่ย เราดันพูดยกตัวอย่างตัวเอง เค้าก็เลยตอบกลับมาถึงตัวเรา เออเนอะก็ปกตินี่นา ดันเผลอคิดมากไปแว้บนึงได้

จากนั้นก็คุยจิปาถะต่อ เค้าก็คุยๆถึงว่าเค้ายังไม่เคยมีแฟน (ดูแล้วก็ไม่น่าใช่พวกหาแฟนไม่ได้นะ ถึงจะไม่ใช่แนวหนุ่ม hot ก็เถอะแต่ก็ไม่ได้ดู nerd ขนาดนั้น) เพราะผู้หญิงเอาใจยาก ประมาณว่าผู้หญิงมักอยากให้แฟนเอาใจตลอด ทั้งที่จริงๆผู้ชายก็อยากให้ผู้หญิงเอาใจเหมือนกัน เราก็เถียงไปหน่อยว่า ไม่จริงมั้ง ผู้หญิง(ส่วนใหญ่)เองก็เอาใจแฟนเหมือนกันแหล่ะ เพียงแต่สิ่งที่ผู้หญิงเอาใจมันอาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชายอยากให้เอาใจเท่านั้นเอง

อย่างเช่นถ้าเราซื้อดอกไม้หรือให้ตุ๊กตาหมีกับคุณแฟนของเรากะว่าเค้าคงดีใจ แต่คุณแฟนอาจคิดในใจว่าให้มาทำไมเนี่ยผู้ชายนะผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง (ตรงนี้คนแคนาดาเค้ามีเสริมมาหน่อยว่า แต่ตุ๊กตาหมีนี่โอเคสำหรับเค้านะ >> เอ้อ แต่ว่าคุณไม่ใช่แฟนฉันอ่ะ -"- ) กลับกันคุณแฟนเราก็ไม่มีเซนส์เรื่องผู้หญิงๆเลย เคยซื้อเสื้อมาให้เราตัวนึง เห็นแล้วตกกะใจมากกกกกกก เอาให้ใครดูก็ขำกันกลิ้งว่า โหยเนี่ยมันเสื้ออะไรเนี่ยซื้อมาได้ยังไง (ก็จริงว่ายังไม่เคยใส่เลย หาที่ใส่ด้วยไม่ได้สักทีอ่ะ )

เราก็บอกว่าเนี่ยเห็นป่ะ มันก็เสมอกันแหล่ะ เราก็อาจไม่ treat คุณแฟนในทางที่เค้าชอบ และคุณแฟนก็เช่นกัน (ไม่นับตรงที่ว่า เห็นแก่ความตั้งใจและความพยายามนะ เอาแค่ว่า treat ได้ตรงใจเราหรือเปล่าเท่านั้น) ตรงนี้แหล่ะ ที่คนแคนาดาก็มีหยอดมา(เหมือนจะเล่นๆ)ว่า นั่นแสดงว่าแฟนเราเค้ายังไม่ใส่ใจเราเพียงพอ ถึงไม่รู้ว่าเราชอบอะไรยังไง แถมท้ายด้วยว่า เราก็น่าจะหาแฟนใหม่ที่มีสไตล์เข้าใจอะไรที่เราชอบมากกว่านี้นะ (อุ้ย ถึงจะขำๆก็เถอะ แต่เรื่องแค่นี้จะให้หาแฟนใหม่เลยเหรอจ๊ะ)

เราก็ยิ้มๆขำๆไป เพราะเราคิดว่าผู้ชายน่ะน้อยคนจริงๆที่จะมีเซนส์เรื่องพวกนี้ ไม่ใช่เค้าไม่ใส่ใจเราหรอก เรื่องอื่นๆของเรานี่เค้ารู้เข้าใจเราหมดทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่เรื่องที่จะซื้อของขวัญมาให้ถูกใจเราเท่านั้นแหล่ะ

ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคุยๆไป จากเรื่องว่างานวิจัยตอนนี้เป็นไงกันบ้าง มีแพลนจะsubmitงานที่ไหนอีก ไหงหลังๆมันมาวนๆอยู่ในเรื่องแฟนๆได้ยังไง ฟังๆมาเราก็ได้ความว่าเค้าชอบผู้หญิงที่แนวความคิดแบบตะวันตก ประมาณว่าแชร์ๆ แฟร์ๆ ช่วยๆกัน มากกว่าแนวความคิดแบบเอเชียๆที่มักให้ผู้ชายเป็นคนรับผิดชอบหลักนะ

เราก็บอกว่าสบายๆน่ะ เดี๋ยวอีกหน่อยเรียนจบเค้ากลับประเทศเค้าก็หาไม่ได้ยากหรอกผู้หญิงที่คิดไปในแนวทางนั้น (คือ ที่ประเทศเค้าน่าจะหาคนคิดแนวๆที่ว่าได้ง่ายกว่าแถบเอเชียน่ะนะ) ตรงนี้เค้าก็บอกว่า ก็นั่นล่ะมันคือปัญหา คือเค้าชอบผู้หญิงที่คิดแบบนั้น แต่ว่าเค้าชอบหน้าตาแบบผู้หญิงเอเชียน่ะ (ชักเรื่องมากนะเนี่ยจะเอา 2in1 เลยเหรอ ได้อย่างเสียอย่างสิจ๊ะ)


ก็จริงๆมีอีกหลายๆจุดที่มันรู้สึกฟังแล้วตะหงิดๆขึ้นมา หลายๆครั้งรู้สึกเหมือนพูดๆไปไหงเรื่องมันคอยจะวกกลับมาหาตัวเราเองอยู่เรื่อยเลย บางครั้งไม่ได้พูดถึงเราตรงๆก็จริง แต่มันก็เป็นอะไรที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้เลยอ่ะ ให้สงสัยอยู่ว่าบังเอิญมันมาตรงกับเราเหรอเนี่ย ประมาณว่าแปลกเนอะเนี่ยทำไมสเป็คเธอแต่ละข้อมันดันมาคล้ายฉันหลายอย่างจัง (อันนี้คิดในใจ)



แต่ก็แค่นั้นแหล่ะ กินข้าวเสร็จก็แยกย้ายกันกลับตึก เราก็กลับไปปั่นงานต่อไม่มีเวลาคิดอะไรแล้ว นั่งอยู่กับคอมมาราธอนเกือบ 16 ชั่วโมงเดินออกจากมหาลัยตอนฟ้าสว่างแล้วนี่เดินเป๋กลับมาเลย ในหัวมึนตึ๊บๆจนคิดอะไรไม่ค่อยออก คงไปงาน Thai festival ที่ yoyogi ไม่ไหว เสียดายจังอ่ะ อ่านกระทู้คุณป้าพนอจันแล้วทุเรียนจากไทยในงานนี้น่ากินมากกกกกกกก ไม่ได้กินมาเป็นปีๆแล้ว

จริงๆอยากออกไปเจอใครๆ(ที่ไม่ใช่คนในแล็บ) คุยเรื่องอื่นๆ เดินเที่ยวเล่น ได้ทำอะไรไร้สาระบ้าง แต่ตอนนี้ไม่ไหวจริงๆ เสาร์อาทิตย์นี่นอนตายเลย ต้องเก็บกวาดห้อง ซักเสื้อผ้า ทำกับข้าวไว้เป็นเสบียงของอาทิตย์หน้าอีก แค่นี้ก็หมดเวลาแล้ว ถ้าชาร์ตแบตไม่เต็มอาทิตย์ต่อไปอาจลุยงานต่อไม่ไหว(และจะไม่ทันเดดไลน์) นี่แอบอู้มาเขียนอะไรเล่นซะหน่อยระหว่างนั่งรอหม้อกับข้าวเดือด

เฮ้อ อาจารย์นะอาจารย์ ทีแรกอุตส่าห์มีเวลาทำถึงกันยาโน่นแน่ะ progressเราก็มีตลอดแท้ๆไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆไม่มีผลงาน แต่อาจารย์ดันกลัวเราจะชิวเกินไปเลยบอกมาให้เราส่งงานเพิ่มอีกที่นึง จากที่มีเวลาทำได้สบายๆก็เลยกลายมาเป็นว่าต้องมานั่งตาค้างปั่นงานกันเต็มสปีด กดดัน เครียดกันอาทิตย์ต่ออาทิตย์เลยว่าจะทำเสร็จไม่ทันกำหนด ขอถอนหายใจอีกสักเฮือกใหญ่ๆ เฮ้อออออออออออ




Create Date : 16 พฤษภาคม 2552
Last Update : 16 พฤษภาคม 2552 21:19:19 น. 4 comments
Counter : 769 Pageviews.

 
คิคิ .. สงสัยจะโดนจีบแล้วล่ะมั้งคะเนี่ย
อ่านไปเรื่อยๆ ยังคิดอย่างเดียวเลยค่ะว่า ..
ตานี่เค้ากำลังจะจีบคุณแน่ๆ เลย ..



โดย: pippopunkie วันที่: 16 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:03:24 น.  

 
ขออนุญาตแอด ไว้จะเข้ามาอ่านเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่นๆ นะคะ

เรื่องงานขอให้สู้ๆ และผ่านไปได้ค่ะ



โดย: นางฟ้าหน้าหมวย (บินปร๋อ ) วันที่: 16 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:05:01 น.  

 


โดย: moonfleet วันที่: 16 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:33:38 น.  

 
โดดจีบแบบซึ่งๆ หน้าแล้วค่ะ
แหะๆ


โดย: beuysliv วันที่: 17 พฤษภาคม 2552 เวลา:14:09:02 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.