W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 

[Aug2010 @หัวหิน] ย้อนยุคคุณพ่อคุณแม่ยังสาวที่เพลินวานและตลาดเก่าหัวหิน


>> คลิกเพื่อดูอัลบั้มภาพใน OneDrive

ต่อจากบล็อคก่อนหน้าอีกนิดให้จบภาพทั้งเซ็ตนี้ที่ถ่ายมาจากหัวหิน ไปหัวหินหนนี้นอกจากกินๆนอนๆและเล่นฟิตเนสต่างๆ(ฟรี)ที่โรงแรมแล้ว (จขบ นี่ไปทะเลแต่ไม่ได้เดินเฉียดไปชายหาดเลยด้วยซ้ำ) ก็ได้ไปถ่ายภาพ ณ จุดถ่ายภาพยอดนิยมที่เพลินวานกะเค้าด้วย อารมณ์นี้ต้องบอกเลยว่าอานิสงค์กล้องพาเที่ยวของแท้ อยากจะไปถ่ายรูปที่สวยๆแปลกๆก็ต้องขยันออกเที่ยวอย่างนี้เองล่ะ จะให้มานอนครีเอตภาพ abstract จากเพดานห้องหรือผ้าปูเตียงในโรงแรมมันก็ไม่ใช่แนว จขบ ซะด้วย

เพลินวานนี้ได้อ่านผ่านตามาบ่อยมากในห้องกล้อง แต่เพิ่งจะรู้นี่เองว่ามันอยู่ตรงหัวหิน บทจะได้ไปก็โดนชวนไปกะทันหันกินข้าวเย็นที่โรงแรมเสร็จก็ปุบปับชวนกันไปเลย นั่งรถไปก็พยายามนึกอยู่ว่า เอ๊ ที่เคยผ่านตามาในห้องกล้องนี่ เพลินวานมันเป็นที่แบบไหนกันนะ แต่ยังไม่ทันจะนึกออกเลยก็ถึงซะแล้ว


ไม่ต้องมานั่งนึกกันให้เสียเวลา เห็นกะตาเลยได้อรรถรสกว่าเยอะ ที่แท้ก็เป็นสถานที่จำลองบรรยากาศเก่าๆสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังสาวนี่เอง


ไปเมื่อตอนคืนวันเสาร์ต้นเดือนคนงี้เพียบเลย มีเลนส์ 35mm ติดกล้องไปแค่ตัวเดียวถ่ายหลบคนย๊ากยาก ทำเอานึกอยากไปถอย Tamron 17-50 f2.8 (no VC) มาไว้ใช้กรณีถ่ายกลางคืนแบบต้องการความยืดหยุ่นอย่างนี้เลยเนี่ย (งานนี้ถือมือถ่ายตลอด f/1.4 ก็ช่วยได้เยอะ แต่ก็พลอยทำให้ระยะชัดของภาพตื้นมากๆไปด้วย)


ร้านในนี้ก็จะเป็นไม้(หรือแอ๊บว่าเป็นไม้)ซะมาก ตั้งขายขนม ขายอาหาร ขายน้ำต่างๆ บรรยากาศแนวๆนี้เหมือนจะพอจำได้ลางๆสมัยเด็กๆ (ตอนเด็กๆช่วงนึงเคยถูกเลี้ยงมาในร้านขายของชำ ขายขนมทำนองในรูปนี้เหมือนกัน)


โดยรวมที่นี่จะทำเป็นคล้ายๆบรรยากาศสะพานข้ามแม่น้ำ สองฝั่งเป็นร้านรวงต่างๆ มีสะพานข้ามสองฟากเป็นระยะๆ ตอนกลางคืนก็ตกแต่งด้วยไฟและธงสามเหลี่ยมแบบง่ายๆได้อารมณ์งานวัดสมัยเก่าๆ


ดูๆแล้วก็อดชื่นชมเจ้าของโครงการนี้ไม่ได้ ไอเดียครีเอตดีจริงๆ เปิดไม่นาน(รึเปล่า)ก็กลายเป็นที่เที่ยวยอดฮิตของหัวหินไปซะแล้ว(คิดว่านะ)


ที่ส่วนลึกที่สุดของโครงการ (ณ ขณะที่ไป) นอกจากจะมีชิงช้าสวรรค์อันใหญ่ก็ยังมีหนังกลางแปลงฉายให้ได้อารมณ์เก่าเก๊าเก่าเข้าไปอีก การเลือกใช้ font ต่างๆที่เพลินวานนี้ก็เลือกให้ได้อารมณ์แบบสมัยเก่าสมัยก่อนจริงๆ (ที่นี่นี่พวก font การ์ตูนคงหมดสิทธิ์ออกโรง)


เห็นพี่ชายบอกว่ามาหนก่อนส่วนด้านในสุดยังไม่เปิด แล้วดูจากป้ายที่ตั้งอยู่เดาว่าคงมีโครงการจะขยายพื้นที่ออกไปอีก (ก็เนอะ เปิดแล้วฮิตอย่างนี้ก็ต้องขยายสิ) เดินๆถ่ายรูปหลบคนกันไปเพลินๆ อากาศตอนกลางคืนก็ไม่ร้อนดี เสียดายว่าอืดมาแล้วจากบุฟเฟ่ต์โรงแรมเลยไม่ค่อยมีอารมณ์กินอะไรที่นี่เท่าไหร่ "กุยช่ายไหมคะ" ในภาพก็อด


จริงๆถ่ายรูปมาเยอะมากแต่ก็เป็นรูปถ่ายกับครอบครัวทั้งนั้น ถ้าจะเซนเซอร์ก็ต้องทำเยอะ แถมอารมณ์คนไปทะเลก็แต่งตัวกันสบายๆแขนกุดขาสั้น ลงรูปเดี๋ยวจะโดนคุณแฟนพิโรธแปลงร่างมาว้ากเอา คัดมาแต่รูปบรรยากาศล้วนๆไม่มี จขบ มาเกะกะสายตาแทนแล้วกัน


จริงๆก็ไม่กะจะกินอะไรเพิ่มนะ แต่สุดท้ายก็ได้กินนมเย็นไปหนึ่งแก้วยักษ์(ทีตอนเด็กๆล่ะ ไม่บังคับก็ไม่ยอมดื่มนมถึงได้โตมาตัวเตี้ยอย่างนี้ มาดื่มเอาตอนนี้ก็สายไปแล้ว) แถมด้วยข้าวเหนียวมะม่วงอีก อิ่มจนแทบจะกลิ้งได้ ความตั้งใจที่ว่าจะมาเดินย่อยมื้อเย็นที่นี่เลยพังไม่เป็นท่าไปโดยสิ้นเชิง

ขึ้นรถไปที่ต่อไปที่ตลาดเก่าหัวหิน ตัว จขบ เองจำไม่ได้เลยแฮะว่าเคยมาที่นี่หรือเปล่า(ปกตินอนอยู่แต่ในโรงแรม) ที่จำได้คือคุณพี่ชายนี่มาประจำ เค้าเป็นคนละแนวกับ จขบ เวลามาเที่ยวจะชอบออกไปโน่นนี่ไม่ชอบกินในโรงแรม ไม่ชอบอยู่แต่ในโรงแรม แต่คนเรามันเปลี่ยนกันได้น่า เดี๋ยวนี้ จขบ เองก็เปลี่ยนมาชีพจรลงเท้ากะเค้าบ้างแล้ว (ไม่งั้นกล้องและเลนส์คงขึ้นรา เน่าอยู่ในกล่องไปซะก่อน)


ตอนข้ามถนนไปฝั่งตลาดก็บังเอิญว่าข้ามไปพร้อมกับน้องช้างเชือกนี้พอดี ก็รู้นะว่าเค้ารณรงค์กันไม่ให้พาช้างมาเดินในตัวเมืองอย่างนี้ แต่น้องช้างเชือกนี้นี่ดูแล้วท่าจะฉลาดไม่เบา ไม่ต้องมีเชือกไม่ต้องมีอะไรจูงเลยเดินตามควาญช้างไปต้อยๆๆ ท่าทางเรียบร้อยและเชื่องมากทีเดียว


บรรยากาศในตลาดก็มีแต่ของน่ากินเต็มไปหมด เห็นโรตีแล้วอยากกินมากๆ ไม่ได้โรตีแบบนี้มานานมากกกกกกกกแล้ว คิดถึงๆ (อยู่ญี่ปุ่นกินโรตีสำเร็จรูปของมาเลเซีย หนึ่งซอง 500 เยนมีโรตีห้าแผ่น เอามานาบกะทะทอดง่ายๆกับเนย โรยน้ำตาลกับนมข้นก็กินได้แล้ว ว่ากันจริงๆถือว่าอร่อยมากเลยล่ะ อร่อยกว่าโรตีหลายๆเจ้าที่ขายที่กรุงเทพเดี๋ยวนี้ซะอีก แต่มันก็อารมณ์ไม่เหมือนโรตีอาบังแบบดั้งเดิมบางๆกรอบๆอ่ะนะ แบบสำเร็จรูปนี่จะหนาเนื้อเยอะหน่อย)


เห็นบรรดาซีฟู๊ดทั้งหลายที่วางขายในตลาดแล้ว คุณพี่ชายก็บ่นอุบอิบว่าทีหลังลากที่บ้านมากินนอกโรงแรมดีกว่า น่ากินกว่าบุฟเฟ่ต์โรงแรมตั้งเยอะ บลาๆๆ (แต่ก็จริงๆนั่นล่ะ ในบุฟเฟ่ต์โรงแรมดุสิตหัวหินนี่ไม่น่ากินเลย แต่ที่บ้านบอกว่าถ้าที่ดุสิตพัทยาบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลจะสดและโอเคกว่านะ)


ที่ตลาดนี้จะเน้นเดินชิวๆซะมาก ไม่ค่อยมีอะไรให้ถ่ายรูปเท่าไหร่ ทิ้งท้ายภาพสุดท้ายกับของที่ระลึกแบบดั้งเดิ๊มดั้งเดิม จะผ่านมากี่สิบปีก็ยังมีอาชีพแกะสลักหรือตกแต่งพวงกุญแจ(ไม้)ที่ระลึกกันอยู่ คลาสสิคจริงๆ


บล็อคนี้เล่นง่ายๆจบสั้นๆเพียงเท่านี้ จขบ เพิ่งกลับจากลุยโกเบและโอซาก้ามา มีรูปเตรียมไว้สำหรับบล็อคญี่ปุ่นเพียบเลย จากการกะคร่าวๆน่าจะแบ่งเป็นสัก 4 ตอนจบได้มั้งเนี่ย (แล้่วจะทำเสร็จไหมล่ะเนี่ย)

---------------------------------------------------

ภาพกลางคืนทั้งหมดนี้ถ่ายมาเป็น RAW+JPEG ด้วย Canon EOS KissX3 + EF 35mm f/1.4L USM หลายภาพมีการปรับ WB temperature ให้ตรงใน DPP เหตุเพราะ WB ของกล้องนี้ค่อนข้างมั่วมากเวลากลางคืน ภาพมักติดโทนแดงเถือกมาเลย ถึงใช้ WB tungsten ช่วยก็ยังได้สีไม่ตรง จะใช้ custum WB เวลาอย่างนี้ก็ปรับไม่ทัน ลงท้ายจบด้วยการทำงานสองต่อถ่าย RAW มาก่อนแล้วค่อยมาตั้ง WB ให้ถูกองศาอีกที

ภาพส่วนใหญ่ถูกคร็อปและย่อ USM ไม่ได้โพรเซสอะไรมากมาย (ขี้เกียจทำ) ภาพต้นฉบับจะอยู่ใน multiply แล้วใช้การ share link มาที่นี่อีกที ภาพที่แสดงในนี้ถูกย่อเลยอาจไม่คมชัดเท่าที่ควร

>> คลิกเพื่อดูอัลบั้มภาพใน OneDrive
>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 21 กันยายน 2553    
Last Update : 14 เมษายน 2558 1:36:15 น.
Counter : 2652 Pageviews.  

[Aug2010 @หัวหิน] Time Machine: รำลึกความหลังเที่ยวกับครอบครัวสมัยเด็กๆ


>> คลิกเพื่อดูอัลบั้มภาพใน OneDrive

อัพบล็อคย้อนหลังที่กลับไทยไปเมื่อเดือนก่อน แบบว่าที่แล็บ(ที่โตเกียว)ช่วงนี้บรรยากาศปิดเทอมยังไม่จางหายดี แต่ละคน(รวมทั้งอาจารย์ด้วย)กลับบ้านกันเร๊วเร็ว พลอยทำให้ จขบ ขี้เกียจไปด้วย เห็นกลับกันหมดแล็บก็เอามั่งสิ กลับมานั่งเล่นอู้งานที่บ้านกะเค้าเหมือนกัน อีกอย่างคือเหลือเวลาทำ research จริงๆจังๆแค่ประมาณครึ่งปีเอง(ไหนจะมีต้องเตรียมตัวไปพรีเซนต์งานต่างประเทศอีก) จะมาเริ่มคิดเริ่มทำอะไรใหม่ๆแหวกแนวมันก็คงทำได้แค่ครึ่งๆกลางๆ เวลาเหลือแค่นี้ก็คงได้แต่จิ้มๆเขี่ยๆ ปรับปรุงงานปัจจุบันไปเท่านั้นถึงแม้จะเบื่อแสนเบื่อกับหัวข้อวิจัยนี้ที่ทำมากว่าสี่ปีแล้วก็ตาม

หนีร้อนจากหน้าร้อนญี่ปุ่นกลับไปไทยคราวนี้ไม่มีผิดหวัง เดินออกนอกตัวสนามบินสุวรรณภูมิแล้วรู้สึกว่าเย็นสบายกว่าโตเกียวตั้งเยอะ ช่วงต้น สค ที่ผ่านมาที่โตเกียวทั้งแดดแรงทั้งความชื้นสูงมากๆ ไม่ได้ร้อนแบบลมโกรกเย็นสบายเหมือนที่กรุงเทพหรอก (แถมช่วงที่กลับ กรุงเทพก็ฝนชุกซะด้วย) จะว่าแปลกก็แปลกนะ แต่ที่ได้ยินบ่นกระปอดกระแปดว่าร้อนๆๆเนี่ย เป็นเหล่าคนไทยจากประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรด้วยกันเกือบทั้งนั้น(จขบ ก็คนนึงล่ะที่บ่น) คนญี่ปุ่นเองไม่ยักกะบ่นเท่าไหร่เรื่องร้อนเลยแฮะ

กลับไทยหนนี้ที่บ้านตั้งใจแพลนเอาไว้เลยว่าจะไปเที่ยวหัวหินกันทั้งครอบครัว(คือ ตั้งใจไปช่วงนั้นเพื่อให้ จขบ ได้ไปด้วยนั่นเอง) ครั้งสุดท้ายที่ไปหัวหินนี่กี่ปีแล้วจำแทบไม่ได้เลย จขบ อยู่ญี่ปุ่นมาเกือบสี่ปี ในช่วงนี้ก็ไม่เคยได้ออกต่างจังหวัดกับที่บ้านเลย ช่วงก่อนที่เรียนตรีอยู่ที่ไทยก็รู้สึกว่าไปพัทยาเป็นหลัก หัวหินนี่เป็นอะไรที่ห่างหายไปนานมากจริงๆ (สมัยเด็กๆประมาณประถม จะเป็นช่วงที่มาต่างจังหวัดบ่อย พัทยาบ้าง หัวหินบ้าง สลับๆกันไป)

ออกเดินทางกันตอนเย็นๆวันศุกร์ ที่แรกที่มาให้ จขบ ได้รำลึกความหลังก็คือ ร้านอาหารโกทิ ตรงหัวหิน 57 นั่นเอง เนื่องด้วย จขบ เป็นพวกแพ้แมลง(แพ้จริงๆนะ โดนกัดนิดเดียวผิวจะกลายเป็นวงแดงปื้นใหญ่มาก)และไม่ชอบทรายมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก่อนเวลามาเที่ยวทะเลก็นอนอืดอยู่แต่ในห้องโรงแรม สิ่งที่ถือเป็นหนึ่งในความชอบในการมาหัวหินก็คือการได้มาทานอาหารที่ร้านนี้นี่ล่ะ (สารภาพเลยว่า ผ่านมาเป็นสิบยี่สิบปี เพิ่งรู้ชื่อร้านเอาปีนี้เอง)


ที่บ้านของ จขบ มาหัวหินทีไรต้องแวะมากินอาหารที่ร้านนี้ทุกครั้ง (ถ้าไปพัทยาก็ต้องแวะกินร้านเลือดหมูคุณศรี และ จั๊วะหลี) จากความทรงจำอันเลือนลาง จำได้แค่ว่าอาหารอร่อย แซ่บ คุ้นๆว่ามาติดใจไข่เจียวที่นี่ด้วยว่าทำได้อร่อยกว่าที่อื่นๆ นานหลายปีผ่านไปได้กลับมาอีกครั้ง เมนูแรก จขบ สั่งเองเป็นแกงป่า จริงๆคืออยากกินกุ้งผัดแกงป่าแห้งๆแบบที่กินที่ จั๊วะหลี(พัทยา) ด้วยความเข้าใจผิดนึกว่าแกงป่ามันแห้งๆแบบนั้นเลยได้เป็นชามนี้มา ผิดคอนเซปต์อันที่อยากกินไปแต่ก็โอเคน่ะ ผักเยอะดีด้วย ไม่ได้กินมะเขือเปราะแบบไทยๆมานานแล้ว


ปลาทอดอะไรสักอย่าง แปลกดีว่าทำไมต้องเอาผักมายัดไว้ในปากปลาด้วย สงสัยกลัวผักโดนน้ำในจานรึเปล่า


เนื้อปูผัดผงกะหรี่ สำหรับ จขบ เฉยๆอ่ะ ชอบกินแบบที่ส่วนไข่เหลวๆแบบที่กินที่ร้านเจริญตรงตลาดสามย่านมากกว่า อันนี้แห้งไปหน่อยมิค่อยถูกสเป็ค


กุ้งอบวุ้นเส้น หม้อนี้คุ้นๆว่า จขบ ไม่ได้กินเลยสักคำ นอกจากตอนถ่ายรูปตอนมันถูกวางเสริฟแล้วก็ไม่ได้เห็นหม้อนี้อีกเลย ใครกินหมดไปตอนไหนก็ไม่รู้


ปลาทอดอีกหนึ่งตัว ตั้งแต่ไปใช้ชีวิตอยู่ญี่ปุ่นก็แทบไม่ได้กินปลาแบบสุกๆเลย ซัดแต่ปลาดิบเป็นหลัก อย่างแซลมอนนี่ก่อนไปญี่ปุ่นชอบกินเป็นแซลมอนสเต๊ก แต่พอกินแซลมอนซาชิมิจนชินแล้วกลายเป็นรู้สึกว่าแซลมอนสเต๊กมันไม่ค่อยอร่อยไปซะงั้น (แต่ถ้าอย่างปลาทอดพวกนี้ ก็ยังอร่อยอยู่นะ)


ไข่เจียวในตำนาน (ตำนานส่วนตัวของ จขบ เองล่ะ) มาคราวนี้ทำไมไม่รู้สึกว่ามันอร่อยเป็นพิเศษเหมือนที่จำได้สมัยก่อนแฮะ คนละเมนูกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่จำได้มันต้องหอมๆกว่านี้ มีหัวหอมกับมะเขือเทศปนอยู่ในเนื้อไข่ด้วยนี่นา (ถามที่บ้านว่าพวกเราเคยมากินร้านอื่นในหัวหินหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่มี มาทีไรก็กินแต่ร้านนี้นี่ล่ะ ไม่ผิดร้านแน่นอน)


แกงจืดหม้อไฟ อาหารจำพวกหม้อๆแบบนี้นี่เป็นอาหารเพื่อความสามัคคีโดยแท้ พวกใช้ชีวิตอยู่คนเดียวที่ญี่ปุ่นอย่าง จขบ แทบหาโอกาสกินของเป็นหม้อๆแบบนี้ไม่ได้เลย ส่วนใหญ่จะได้กินก็ตอนปาร์ตี้ที่แล็บนี่ล่ะ ก็เป็นหม้อๆแนวญี่ปุ่น สุกี้ยากี้บ้าง ชาบูชาบูบ้าง นาเบะบ้าง (ทำกันง่ายๆ ซื้อน้ำซุปสำเร็จจากซุปเปอร์ แล้วหั่นผักหั่นเนื้อลงไป)


ความรู้สึกหลังทานเสร็จอย่างแรกคือ ทำไมมันไม่แซ่บเหมือนที่จำได้อ้ะ ก็สั่งเมนูเผ็ดๆมาหลายอันแล้ว แต่ จขบ กินแล้วก็เฉยๆไม่ได้เผ็ดอะไรเท่าไหร่ หรือว่าผ่านมาหลายปี ฝึกฝนวิทยายุทธกินเผ็ดมานานจนลิ้นมันชินกับความเผ็ดไปแล้วก็ไม่รู้ (อยู่ญี่ปุ่นทำกับข้าวกินเองนี่แทบไม่ขาดพริกสักเมนู)


สรุปว่ายังอร่อยโอเคอยู่นะร้านนี้ แต่แค่อาจไม่เท่าที่จำได้เท่านั้นเอง(ซึ่งก็จำถูกๆผิดๆบ้าง เพราะมันนานมาแล้วววววววว) อ้อ วันที่ครอบครัว จขบ ไปกินที่ร้านนี้น่ะ เจอสุทธิชัย หยุ่นอยู่โต๊ะข้างหลังด้วย ตอนทานอยู่ไม่มีใครรู้กันสักคน ตักกินกันหนุบหนับๆ เพิ่งจะมาเห็นหน้าเค้าติดมาในรูปถ่ายนี่เอง

คืนแรกกินเสร็จก็เช็คอินเข้าโรงแรม ก็โรงแรมเดิมๆอีกแล้ว จขบ กับพี่น้องนี่เรียกได้ว่าโตมากับโรงแรมนี้เลย สงสัยอีกหน่อยรุ่นลูกของ จขบ ก็คงต้องให้มาพักที่นี่เหมือนกันซะล่ะมั้งเนี่ย ผูกพันกันมายาวนานจริงๆ (แบบว่าคุณพ่อ จขบ ชอบที่นี่อ่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าดีกว่าที่อื่นยังไง แต่ก็เห็นมาแต่โรงแรมนี้แทบจะทุกที)


ตื่นมาเช้าวันถัดไปได้เวลาขึ้น Time Machine กันต่อกับบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าของทางโรงแรม


พูดถึงบุฟเฟ่ต์สมัยเด็กๆก็จะถูกสอนว่าต้องกินให้เยอะให้คุ้มที่สุด จำได้ว่ามาเที่ยวโรงแรมทีไร มื้อไหนเป็นบุฟเฟ่ต์จะต้องกินจนจุกแทบกลิ้งได้ทุกทีเลย แต่พอโตมาความคิดก็เปลี่ยนไป มีโอกาสได้ไปงานและไปเที่ยวมาหลายๆที่ที่เค้ามีแถมบุฟเฟ่ต์อาหารให้ ไหนๆเค้าก็แถมมาให้ฟรีๆก็เลยกินแค่พออิ่มก็พอแล้ว กินเยอะไปอาจคุ้มเงินแต่ทรมานกระเพาะตัวเองเปล่าๆ (ถึงจะเป็นมื้อเช้า ก็ต้องขอตักแต่อะไรที่พริกเยอะๆไว้ก่อน ;-)


บุฟเฟ่ต์หนนี้รู้สึกเหมือนจะอร่อยกว่าแต่ก่อนนะเนี่ย หรืออาจเพราะกินแต่พอดีก็เป็นได้ อยากกินอะไรก็ตักอันนั้น แค่ได้นั่งกิน นั่งคุยกับครอบครัวไป ก็โอเคแล้วล่ะ ไม่ซีเรียสว่ากินไม่คุ้ม มีคนให้กินไปคุยไปด้วยยังไงก็ดีและสนุกกว่าเวลาไปงานต่างประเทศคนเดียวแล้วต้องไปนั่งใบ้กินข้าวเงียบๆเหงาๆคนเดียวตั้งเยอะ (คนอื่นเค้ามักมีคนมาด้วยกัน แต่ จขบ ไงไม่รู้ได้ไปลุยเดี่ยวประจำเลย)


บรรยากาศด้านนอกกระจกของห้องอาหาร ตรงนี้แทบไม่เปลี่ยนไปจากที่จำได้เลย ยังเขียวขจีร่มรื่นเหมือนเดิม


น้ำในสระก็ยังใสเหมือนที่เคยจำได้ ปลาคาร์พในน้ำเอย ดอกไม้ที่ร่วงหล่นมาลอยบนผิวน้ำเอย บางทีการที่เค้าไม่เปลี่ยนแปลงบรรยากาศในโรงแรมไปจากเดิมมากมันก็เป็นข้อดีเหมือนกันนะ อย่างเนี้ยะ บรรยากาศมันเหมือนกับว่าถูกหยุดเวลาไว้ตั้งแต่สมัย จขบ เด็กๆเลย กลับมาอีกทีก็เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสมัยนั้นใหม่


อีกหนึ่งสิ่งที่ผ่านไปกี่ปีก็ยังเหมือนเดิมก็คือสระว่ายน้ำของโรงแรม เด็กๆนี่มักจะชอบว่ายน้ำกันเนอะ แต่ไงไม่รู้พอโตมาแล้วการว่ายน้ำนี่เป็นอะไรที่ จขบ มักจะเอาไว้ท้ายสุดของลิสต์เลย สงสัยว่าโตมาเริ่มอายเป็น ชักไม่เซลฟ์ที่จะใส่ชุดว่ายน้ำโดดลงสระซะแล้ว


จำได้แม่นเลยว่าตอนเด็กๆว่ายน้ำสระนี้ไป ก็มีขึ้นมานั่งพักตรงเกาะกลางสีน้ำตาลๆนั่นเป็นระยะๆ แล้วก็จบลงด้วยการที่ชุดว่ายน้ำกลายเป็นขุยๆจากการนั่งตรงนั้นทุกที


จองห้องครั้งนี้มาแบบฉุกละหุก พอรู้กำหนดที่ จขบ จะกลับไทยก็รีบจองกันเลย ได้ห้องที่ชั้นหนึ่งมองไปเห็นสระว่ายน้ำอยู่ตรงหน้า


ฟังเผินๆก็อาจจะดีอยู่ ใครอยากว่ายน้ำก็ออกไปทางระเบียงโดดลงสระได้เลย แต่ถ้าคราวหน้าคราวหลังมาอีก จขบ จะไม่ขอห้องชั้นหนึ่งอีกแน่ๆ แบบว่ายุงเยอะมากๆ ตอนกลางคืนตบกันไปได้คนละสี่ห้าตัว(ไม่ได้นอนเปิดหน้าต่างเลยนะเนี่ย) ก็ยังไม่แคล้วโดนยุงกัดจนขาลาย (อย่างที่บอก จขบ แพ้แมลง จนป่านนี้รอยที่โดนกัดยังไม่จางหายสนิทเลย ขาลายพร้อยน่าเกลียดมาก T_T )


ดอกไม้สัญลักษณ์ของโรงแรมถ่ายระหว่างเดินไปที่ Fitness เพื่อไปเล่นปิงปอง เทนนิส และอะไรต่างๆ (เล่นฟรี) จริงๆไม่รู้นะว่าดอกนี้คือสัญลักษณ์ของโรงแรมหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะสาขาพัทยาหรือสาขาหัวหิน โรงแรมนี้จะต้องเห็นดอกนี้ถูกปลูกอยู่รายทางตลอดเลย เดาเอาว่าใช่ละกัน


บรรยากาศตอนกลางคืนที่ทางเดินจากระเบียงห้องออกไปยังสระน้ำ ก็เพราะบรรยากาศร่มรื่นเขียวขจีอย่างนี้ล่ะทำให้ยุงเพียบเลย เข็ดไปอีกนานแสนนาน


บรรยากาศสระว่ายน้ำร้างยามค่ำคืน


สุดท้ายก็คือบุฟเฟ่ต์มื้อเย็นของทางโรงแรม จริงๆเป็นบุฟเฟ่ต์ที่ไฮไลท์คือของทะเลปิ้งๆย่างๆ(ปู กุ้ง กั้ง) แต่ จขบ ไม่ชอบแกะเปลือก และเท่าที่ดูๆก็รู้สึกย่างไม่ค่อยน่ากินด้วย ก็ลงท้ายด้วยการเลี่ยงไปกินอย่างอื่นแทน ถ้าตีมาเป็นเงินรับรองว่า จขบ กินไม่คุ้มแน่นอน (สมัยเด็กๆที่้บ้านมักบอกให้กินกุ้งเยอะๆเข้าไว้ เพราะมันคุ้มสุด) แต่ถ้าตีเป็นความรู้สึกล่ะก็สำหรับ จขบ มันสุดแสนจะคุ้ม การที่ต้องไปใช้ชีวิตคนเดียวต่างประเทศนี่มันทำให้แบบว่า โหยหา แล้วก็คิดถึงบรรยากาศแบบครอบครัวๆเอามากๆเลยล่ะ


เรื่องสไตล์การกินนั้น จขบ ยังคงยึดคอนเซ็ปของตัวเองอย่างเหนียวแน่นคือ กินแค่เท่าที่อยากจะกิน อิ่มแล้วก็จิ้มผักกินรอคนอื่นไป แต่เท่าที่ดูๆ นอกจาก จขบ ที่เปลี่ยนแนวคิดไปจากการได้เดินทางบ่อยๆจนเบื่อ คนอื่นๆรู้สึกจะยังยึดคอนเซปต์เดิมกันอย่างเหนียวแน่น เห็นกินกันคนละ(หลาย)จานเบ้อเริ่มๆ เรารึก็นึกว่าอร่อยมากมาย ที่ไหนได้พอถามกลับตอบว่าไม่ค่อยอร่อยซะงั้น นี่เค้าตอบมาว่างี้ "ก็เพราะมันไม่ค่อยอร่อยไง ก็เลยกินไปเรื่อยๆเผื่อจะเจออันที่อร่อย" .....อืมนะ -"- ..... แล้วถ้ามันอร่อยล่ะจะทำไง อันนี้ไม่ได้ถามแต่ช่วยตอบแทนให้ได้เลยว่า "ถ้าอร่อยก็ยิ่งต้องกินเยอะๆน่ะสิ" (555 น่าชวนไปโปรโมทร้านอาหารเนอะ ท่าทางจะเป็นหน้าม้าที่ใช้ได้)

บล็อค Time Machine นี้ขอจบด้วยภาพของประดับโรงแรมเล็กๆน้อยๆ กลับไปอ่านดู จขบ บ่นเหมือนคนแก่เลย >.< แต่หัวหินนี่ก็เป็นอะไรที่มันนานมากจริงๆ ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะเป็นสิบปีเลยที่ไม่ได้มาที่นี่ ยิ่งช่วงนี้ห่างหายจากเมืองไทยไปอยู่ญี่ปุ่นซะหลายปี ได้กลับมาที่ๆเคยไปสมัยก่อนยิ่งอดรู้สึกหวนคิดถึงไม่ได้จริงๆ


บอกตามตรงว่าถ้าไม่ได้มีช่วงเวลาที่ต้องห่างครอบครัวไปนานๆอย่างนี้ ก็คงไม่ได้รู้สึกตัวขนาดนี้หรอกว่า ไอ้เวลาธรรมดาๆที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ได้กินข้าวกันไปนั่งคุยกันไปแบบนี้น่ะมันมีค่าและมีความสุขแค่ไหน ยิ่งการได้รู้ว่ามีคนคอยห่วงใยใส่ใจและรอเราอยู่ที่บ้านน่ะมันเป็นอะไรที่แบบว่า อธิบายไม่ถูกจริงๆ ตอนที่ยังไม่ขาดก็รู้สึกเฉยๆเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่รู้สึกว่ามันมีตัวตนอยู่ในชีวิตประจำวันเราเท่าไหร่ แต่พอลองได้ขาดมันไปปุ๊บมันรู้สึกเลยจริงๆนะ ว่ามีอะไรบางอย่างหายไปจากชีวิต อะไรบางอย่างที่เราไม่อยากจะให้มันหายไปไหนอีกเลย .....

----------------------------------------

ภาพทั้งหมดถ่ายมาเป็น JPEG ด้วย Canon EOS KissX3 + EF 35mm f/1.4L USM ส่วนใหญ่แค่คร็อปและย่อ USM เท่านั้นเนื่องจากเลนส์นี้ให้สีสันถูกใจอยู่แล้วเลยไม่ค่อยต้องปรับแก้อะไรเพิ่ม ภาพต้นฉบับจะอยู่ใน multiply แล้วใช้การ share link มาที่นี่อีกที ภาพที่แสดงในนี้ถูกย่อเลยอาจไม่คมชัดเท่าที่ควร

>> คลิกเพื่อดูอัลบั้มภาพใน OneDrive
>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 07 กันยายน 2553    
Last Update : 14 เมษายน 2558 2:01:01 น.
Counter : 771 Pageviews.  

[Feb2010 @Thailand] เยี่ยมบ้าน รับแต๊ะเอีย ฉลองวาเลนไทน์ ^o^


บล็อคนี้เป็นบล็อคแรกเลยที่เขียนตอนอยู่ไทย (แหงล่ะ ก็เพิ่งจะมาบ้าอัพบล็อคก็หลังจากซื้อกล้องนี่เองหนิ) อีกไม่กี่วันก็ต้องกลับญี่ปุ่นซะแล้ว ใจนึงก็อดใจหายไม่ได้จะต้องกลับไปอยู่คนเดียวอีกแล้วครอบครัวก็ไม่อยู่คุณแฟนก็ไม่อยู่ แต่อีกใจนึงก็ดีใจว่าเย้ได้กลับไปลดน้ำหนักเสียที อยู่ไทยไม่ถึงสองอาทิตย์เนี่ยโดนคุณพ่อพาไปกินร้านโปรดโน่นนี่ไม่เว้นแต่ละวัน แถมไปไหนมาไหนก็นั่งรถ ผลของการกินมากขึ้นเดินน้อยลงก็คือน้ำหนักตัวที่เพิ่มมาโดยปริยาย 1.5 kg แล้วเนี่ยเล่นเอาตอนนี้กินข้าวไม่ค่อยลงเลย (โชคดีว่าจากสถิติกลับไทยหนก่อนๆบอกไว้ชัดว่ากลับไปญี่ปุ่นแล้วไม่เกินหนึ่งเดือน น้ำหนักจะลดกลับเท่าเดิมแน่นอน 555)

จริงๆถึงกลับไทยก็ไม่ได้ว่างนะเนี่ยหอบงานจากญี่ปุ่นมาทำด้วยเหมือนกัน แต่ตอนนี้เกิดอาการขี้เกียจ นั่งเฝ้าร้าน(ของที่บ้าน)แล้วเซ็งๆเลยเอารูปที่ถ่ายตอนช่วงอยู่ไทยนี่มาเขียนบล็อคสักหน่อยแก้เบื่อ

หนนี้มาถึงสุวรรณภูมิคืนวันที่ 13 กุมภา (นั่งไฟลท์เดียวกับป้าซิ่งด้วย แอบจำได้จากรูปมีตติ้งในห้อง @Japan ^^) ตั้งแต่ใช้สนามบินนี้มาไม่เคยพบเคยเห็นคนมากมายมหาศาลขนาดนี้มาก่อน ตรง immigration ทุกแถวทั้งแถวพาสปอร์ตไทยและต่างชาติเต็มแน่นเอี๊ยดหมด ยังงงอยู่ว่าเค้ามาฉลองตรุษจีนกับวาเลนไทน์ที่ไทยกันหรือยังไงนะ(ต่างชาติที่เห็นเป็นฝรั่งผมทองก็เยอะ)

ยังไงก็แล้วแต่กว่าจะรอกระเป๋าอะไรเสร็จ กลับถึงบ้านก็นอนสลบเหมือดไปเลย เดินทางนี่เหนื๊อยเหนื่อย แต่ยังไม่ทันจะได้นอนชาร์จแบตให้เต็มที่ วันรุ่งขึ้นก็มีอันต้องตื่นมาโบ๊ะหน้าแต่งตัวแต่เช้าเพื่อไปปฏิบัติภารกิจเดินสายซะแล้ว ก็ 14 กุมภาปีนี้น่ะเป็นทั้งวาเลนไทน์ทั้งตรุษจีนนี่นะ ก็ต้องไปเจอคุณแฟน(ไม่ไปเดี๋ยวเค้าจะงอนเอา >.< ) แล้วก็ต้องไปกินข้าวรวมญาติอีก(เป็นธรรมเนียมของที่บ้านที่เป็นคนจีน ว่าทุกตรุษจีนจะต้องมากินข้าวรวมญาติกัน ทำอย่างนี้มาทุกปีๆตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ดีเลย)

ว่าแล้วก็ขอเริ่มที่วาเลนไทน์ก่อน สามปีที่ผ่านมาอยู่ญี่ปุ่น คุณแฟนก็ชอบให้เป็นตุ๊กตุ่นตุ๊กตาจนเราเองก็ลืมไปแล้วนะเนี่ยว่าแฟนเราเค้าชอบหอบดอกไม้ช่อใหญ่เบิ้มมาให้ในวันวาเลนไทน์(ถ้าอยู่ที่ไทย) มาปีนี้เลยได้ระลึกความหลังสมัยปีแรกๆที่คบกันเลย ยืนรอเค้าอยู่เห็นเดินหน้าแป๊ะยิ้มหอบดอกไม้สีชมพูช่อเบ้อเริ่มเด่นมาแต่ไกลเชียว ช่อใหญ่มากๆแพงแหงๆเลย ดอกไม้สดก็สวยและหอมดีแต่ก็แอบเสียดายนิดๆนะว่าอยู่ได้ไม่กี่วันก็เหี่ยว จะเหลือสวยๆให้เห็นก็แต่ในภาพที่ระลึกอย่างนี้เท่านั้นเอง


ส่วนเรานั้นให้คุณแฟนเป็นเจ้าตัวนี้ น่ารักม๊ากมากกกกกกก เป็นตุ๊กตา Limited ซื้อมาจากฮอกไกโดเรียกว่า だんぱ DanPa หรือก็คือตัว inverse panda นั่นเอง (สังเกตว่าชื่อมันคือเอาคำว่า panda มาเรียงใหม่ และสีดำกับขาวก็จะสลับกันกับแพนด้าจริงๆ) จริงๆก็ตุ๊กตาเยอะแล้วนะแต่เห็นเจ้าตัวกลมๆอ้วนๆนี้แล้วแบบว่าอดใจไม่ไหวจริงๆ ตัดใจไม่ได้ ซื้อมาจนได้สิน่า เป็นความโรคจิตส่วนตัวว่าชอบอะไรนิ่มๆตัวอ้วนๆกลมๆแขนขาป้อมๆแบบนี้ ในรูปนี้คือคุณแฟนนั่นเองกำลังเล่นกะเจ้าแพนด้าแล้วเราแอบถ่ายมาได้พอดี かわいいぃぃぃぃ


อย่างที่ว่าดอกไม้สดจะเก็บเป็นที่ระลึกได้ดีที่สุดก็คือรูปถ่ายนี่เอง กลับบ้านมาก็รีบจับมาถ่ายรูปก่อนเลย ช่อนี้เด่นสุด(และน่าจะแพงสุดด้วย)น่าจะเป็นลิลลี่ชมพูดอกนี้ (จำได้ว่าปีแรกที่คบกัน คุณแฟนให้ลิลลี่ขาวกับกุหลาบขาวนะเนี่ย)


คาดว่าลิลลี่คงจะแพงกว่าเลยมีแค่ดอกเดียว ที่เหลือจะเป็นกุหลาบชมพูสามสี่ดอกแซมอยู่ในช่อ


กุหลาบขาวก็มีอยู่สองดอกแต่ถูกจัดไว้แบบแอบๆหน่อยนึงเห็นไม่ค่อยชัด ดอกก็ยังตูมๆอยู่เลย จนตอนนี้เหี่ยวไปหมดแล้วก็ยังไม่เห็นดอกขาวมันบานสักที เหี่ยวไปทั้งตูมๆซะงั้น


เรื่องเล่าของวันวาเลนไทน์ปีนี้ก็มีแค่นี้เอง ที่เหลือก็นั่งคุยกับคุณแฟนประสาคนไม่เจอกันมาหลายเดือน ว่าก็ว่าเถอะนะทำไมเราถ่ายรูปดอกไม้ไม่ค่อยสวยเลยนะเนี่ย ถ้าต้องถ่ายอะไรอย่างนี้บ่อยๆนี่มีสิทธิเสร็จเลนส์ macro ได้ในเร็ววัน (ยังดีว่าอยู่ญี่ปุ่นไม่มีใครให้ดอกไม้อย่างนี้)

ต่อกันที่เรื่องเล่าของวันเดียวกันแต่ต่างเทศกาล มาที่งานตรุษจีนกันบ้าง สามปีที่อยู่ญี่ปุ่นไม่เคยกลับไทยมาตรงช่วงเทศกาลตรุษจีนเลยญาติๆนี่แทบจะลืมหน้าเราไปกันหมดแล้ว ปีนี้กลับมาทันพอดิบพอดีเลยได้ซองแดงมาโดยปริยาย ปีเสือก็ต้องซองรูปเสือแบบนี้ (จริงๆก็ยังสงสัยอยู่ว่าเราจะได้รับแต๊ะเอียไปถึงอายุเท่าไหร่ล่ะเนี่ย ตอนนี้ก็ว่าอายุไม่ใช่น้อยๆแล้วนะ แค่ยังไม่ทำงานเท่านั้นเอง)


ทุกปีซองแต๊ะเอียก็เป็นซองรูปสัตว์ประจำปีต่างๆหรือไม่ก็ซองแดงๆของธนาคารต่างๆ แต่ปีนี้ได้ยินว่าคุณพ่อไปช้อปที่เยาวราชแล้วไปปิ๊งถุงน่ารักๆนี้มาเลยเอามาเปลี่ยนบรรยากาศให้ลูกๆซะหน่อย แหม ดูดีขึ้นเป็นกองเลยค่าาาาาาาา ถุงนี้คุณพ่อใส่แต๊ะเอียให้ลูกสาว


แบบนี้เก๋ตรงที่มีรูดผูกเป็นโบว์เล็กๆสองข้าง ดูเผินๆเหมือนอาหมวยผูกแกละสองข้างเลยหนิ


ส่วนคุณแม่นั้นก็ไม่น้อยหน้าเปลี่ยนถุงใส่แต๊ะเอียเหมือนกัน (จริงๆคือคุณพ่อซื้อมาเผื่อนั่นเอง)


แบบนี้ก็สำหรับลูกสาวเช่นเคย เพราะถุงทำเป็นกระโปรงระบาย น่ารักๆ


ของที่อยู่ในซองนั้นเป็นความลับระดับชาติไม่สามารถเปิดเผยได้ ณ ที่นี้ เผอิญกลับมาไม่ทันวันไหว้ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปเป็ดรูปไก่มาลง กลับบ้านมาเป็ดไก่ก็ถูกจำหน่ายจ่ายแจกไปหมดเรียบวุธ แถมภาพนี้เป็นบรรยากาศจากลานที่สยามพารากอน ประดับเป็นซุ้มโคมแดงสวยดี ตอนวันตรุษจีนโคมจะเปิดไฟทุกอันเจอคนไปถ่ายพอร์ตเทรตกันเพียบเลย เสียดายว่าวันนั้นไม่ได้เอากล้องไป เอาไปอีกทีเค้าก็ไม่เปิดไฟซะแล้วเลยได้มาแค่นี้เอง


ปีใหม่ปีนี้ก็ขอให้ร้านเราลูกค้าเยอะๆๆๆๆๆ สาธุ๊ (ภาพนี้ถ่ายจากที่ร้าน ได้ยินว่าน้องสาวไปซื้อมาประดับร้าน อ่านไม่ออกเลยว่าเขียนอะไรแต่น่าจะเป็นความหมายดีๆสำหรับตรุษจีนล่ะนะ พอใช้ได้แหล่ะ)


บล็อคอู้ที่ไทยจบลงแค่นี้ หาสาระอะไรไม่ได้อีกเช่นเคย ภาพปิดท้ายนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับบล็อคเลยแค่อยากลงเฉยๆ เจ้าตัวอุ่นใจของ AIS แบบว่ามันกลมๆแขนขาแกว่งๆเหมือนลูกตุ้มดี ที่บ้านมีอยู่ตั้งห้าหกตัวแน่ะ กลับมาหนนี้ยังตกใจว่าทำไมเยอะจัง(เมื่อครึ่งปีก่อนยังเห็นมีแค่ตัวเดียวเองนั่งแปะอยู่ที่เก้าอี้ในร้าน) แต่เผอิญว่าตัวมันไม่เป็นขนๆนุ่มนิ่มเลยยังไม่ปิ๊งเท่าที่ควร


-----------------------------------------------------------------------

ภาพในบล็อคนี้ทั้งหมดถ่ายด้วย Canon EOS Kiss X3 เลนส์ EF 50mm F1.4 USM คร็อป/ปรับแสง/ย่อUSM ด้วย Photoshop งานนี้เลนส์ตัวเดียวถ่ายทุกอย่าง ตอนถ่ายวิวกลางคืนหรือถ่ายมาโครอะไรนี่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่แต่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ เลนส์นี้ถ่ายพอร์ตเทรตสวยจริงๆคุณแฟน(ผู้ไม่สนใจใดๆเกี่ยวกับการถ่ายรูป แถมก่อนนี้ก็ไม่สนับสนุนให้เราเล่น DSLR อีกต่างหาก)คอนเฟิร์มมาแล้ว พอเค้าเห็นรูปเค้าที่เราลองถ่ายให้วันถัดมารีบแต่งตัวมาอย่างดี มานั่งแอ็คท่าให้เราถ่ายรูปให้กลับไปเลือกแล้วถูกใจใหญ่


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 10 เมษายน 2553 22:05:09 น.
Counter : 1765 Pageviews.  


White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.