W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 

คลังส่วนตัวไว้เก็บรวบรวมวิธีการทำเมนูอร่อยๆ


บล็อคนี้มีไว้รวบรวมลิงค์ทำอาหารจากที่ต่างๆที่ไปเจอมาเท่านั้นนะคะ เอาไว้ตัวเองจะทำอีกทีจะได้หาสูตรเจอง่ายๆหน่อยค่ะ

ขอขอบพระคุณเจ้าของสูตรและบทความทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

-------------------------------------------------------------------

เต้าหู้นึ่งราดหน้าเห็ดเข็มทอง อาหารเจ

เนื่องจากเราไม่ได้ทานเจเลยเพิ่มเนื้อเข้าไปค่ะ โดยเอาเนื้อไปนิ่งให้สุกเหมือนกันกับเต้าหู้ แล้วค่อยเอามาใส่หม้อต้มเห็ดในขั้นตอนปรุงรสสุดท้ายค่ะ

[Link ปัจจุบัน] //www.pantip.com/cafe/food/topic/D9786721/D9786721.html
[Link ตอนตกไปในคลังกระทู้] //topicstock.pantip.com/food/topicstock/2010/10/D9786721/D9786721.html

-------------------------------------------------------------------

ลาบกุ้งสับ

[Link ปัจจุบัน] //www.pantip.com/cafe/food/topic/D9869164/D9869164.html
[Link ตอนตกไปในคลังกระทู้] //topicstock.pantip.com/food/topicstock/2010/11/D9869164/D9869164.html

-------------------------------------------------------------------

สาหร่ายห่อเต้าหู้

[Link ตอนตกไปในคลังกระทู้] //topicstock.pantip.com/food/topicstock/2010/09/D9655587/D9655587.html

[Link ปัจจุบัน] //www.pantip.com/cafe/food/topic/D9858020/D9858020.html
[Link ตอนตกไปในคลังกระทู้] //topicstock.pantip.com/food/topicstock/2010/10/D9858020/D9858020.html

-------------------------------------------------------------------




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2553    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2553 1:29:04 น.
Counter : 821 Pageviews.  

[--Eating in Japan--] มื้อเย็นจากห้าง Mitsukoshi @Ginza...แพ้ทางเค้กน่ารักๆอีกแล้ว >.<


บล็อคนี้ขออัพเพราะอยากเก็บภาพเค้กน่ารักๆ(ที่ซื้อมาเพราะหน้าตาล้วนๆ)ไว้เป็นที่ระลึกค่ะ ปล. ไว้ล่วงหน้าเลยค่ะว่าพิมพ์ในภาพผิดไป จริงๆต้องชั้น B2F แต่ตอนทำรูปลืมไปค่ะเลยเขียน B1F ซะงั้น

เนื่องด้วยมีเหตุให้ต้องแวะไป Apple Store สาขา Ginza เพื่อเอาบิลไปแลกเงินคืน 2800 yen ค่า iPhone 4 Bumper ที่ซื้อ(ให้พี่ชาย)ไปก่อนหน้านั้นค่ะ เราอยู่ญี่ปุ่นยังไม่รู้ข่าวพวกนี้เลย(ประสาคนโลเทค) แต่พี่ชายอยู่ไทยดันรู้ซะอีกแน่ะว่าเค้ามีให้คนที่ซื้อไปก่อนหน้านี้เอาบิลไปแลกเงินคืนได้ภายในวันที่ 30 กันยายน (จากการมาวันนี้ทำให้เรารู้อย่างนึงค่ะว่ากล้องของ iPhone 4 ภาพคมและชัดกว่าของ iPhone 3GS ที่เราใช้อยู่อย่างเห็นได้ชัด แถมมีกล้องถ่ายด้านหน้าได้ด้วยเหมาะกับคนสมัยนี้ที่คนชอบถ่ายรูปตัวเองเพื่อลง facebook มากๆเลยค่ะ)

ย่านไฮโซอย่างกินซ่านี้ เราอยู่ญี่ปุ่นมาสี่ปีมาไม่ถึงสิบครั้งด้วยซ้ำค่ะแบบว่ามาแล้วก็ได้แต่เดินดูอย่างเดียว ไหนๆวันนี้แวะมาแล้วก็เลยเดินเล่นห้าง 銀座三越 Ginza Mitsukoshi แถวนั้นซะเลย ที่ชั้น B2F มีบู๊ตเล็กๆน้อยๆขายอาหารและขนมเต็มไปหมด เย็นวันเสาร์แบบนี้มองไปทางไหนก็คนยั้วเยี้ยเลยค่ะ ได้อารมณ์คึกคักไปอีกแบบ

โดยปกติแล้วเราไม่ใช่คนชอบทานของหวานเอาซะเลย แต่อยู่ญี่ปุ่นนี่ก็มีหลายๆครั้งที่ต้องยอมแพ้ให้ความน่ารักของของหวานที่นี่และซื้อมาทานจนได้ ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งค่ะ เดินวนๆมีแต่ขนมน่ารักๆทั้ง Rare cheese cake รูปสิงโต, ทั้งพายมะม่วงน้ำดอกไม้(จากไทยด้วยค่ะ)สีสันน่ากิ๊นน่ากิน, ทั้งทาร์ตผลไม้รวมสีสันสดใสจี๊ดจ๊าดสุดๆ (ได้แต่บรรยายนะคะ เพราะไม่กล้าถ่ายรูปมา)

เดินเลือกไปเลือกมา สำหรับทานแค่คนเดียวเลยได้มาชิ้นเล็กๆหนึ่งชิ้นราคา 399 yen จากร้านชื่อ 菓乃美の杜 Kanomi no Mori ค่ะ จริงๆตั้งแต่ประมาณวันพฤหัสที่ผ่านมาอยู่ๆโตเกียวก็เย็นขึ้นแล้ว(ต่ำกว่ายี่สิบองศา เข้าหน้าใบไม้ร่วงกันกะทันหันเลยค่ะ ทั้งที่เมื่อวันอังคารยังแดดเปรี้ยง ร้อนเหงื่อซึมอยู่แท้ๆ) แต่ทางร้านก็ยังใส่ถุงน้ำแข็งแห้งมาไว้ให้กับเค้กเพื่อรักษาอุณหภูมิด้วยค่ะ


แกะออกจากกล่อง เค้กที่เราซื้อมาหน้าตาหยั่งงี้ค่ะ ที่ตัวเค้กมีพลาสติกซีลรอบไว้อีกชั้นนึง ถือเดินมาถึงบ้านเค้กก็เลยยังปิ๊งได้อยู่เหมือนเดิม (ใครดูอาจบอกว่าไม่เห็นน่ารักเท่าไหร่เลย คือ จริงๆมันมีที่น่ารักและอลังการกว่านี้ แต่เราทานไม่เป็นบ้างล่ะ ทานไม่ไหวบ้างล่ะ เลยเลือกมาแบบน่ารักพอประมาณและกินไหวก้อนนี้ค่ะ)


เค้กนี้ป้ายเขียนชื่อว่า ファントロー Fantoro ซึ่งก็เป็นวิธีอ่านออกเสียงแบบญี่ปุ่นๆนะคะ คนไม่คุ้นเคยกับชนิดขนมอย่างเราก็บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะว่าชื่ออังกฤษมันคืออะไร


พยายามค่อยๆแกะพลาสติกแล้ว แต่ก็ยังแอบทำฐานเค้กเละไปนิดนึงค่ะ สรุปสั้นๆว่ามันเป็นเค้กรสส้มอ่อนๆนั่นเอง(ใจเราอยากให้รสส้มมันเข้มและจี๊ดขึ้นอีกหน่อยค่ะ) ส่วนเนื้อเค้กเราเรียกไม่เป็นน่ะค่ะว่ามันเป็นแบบไหน แต่จะไม่ใช่เนื้อชิฟฟอนร่วนๆนะคะ จะออกเนื้อเหนียวๆเกาะตัวกันนิดนึง สำหรับคนไม่ค่อยชอบของหวานอย่างเรา รสชาติก็ธรรมดาเฉยๆค่ะ


ไหนๆก็เถลไถลกับของกินแล้วก็เลยถือโอกาสซื้อมื้อเย็นไปด้วยซะเลยค่ะ ประหยัดเวลาทำครัวไปได้อีกโข(แต่เปลืองตังค์แทน) สามกล่องนี้จากร้าน Kakiyasu Dining ที่อยู่ชั้นเดียวกัน สิริรวมราคา 1751 yen ค่ะ มื้อเย็นนี้รวมของหวานด้วย ไปๆมาๆชักแพงแล้วค่ะเนี่ย ปกติกินเบนโตะ Lawson มื้อนึงประมาณ 5-600 yen เอง


อย่างแรกสั่งมา 100 g (กับข้าวแนวๆตักขายแบบนี้ที่ญี่ปุ่นมักตั้งราคาขายเป็นต่อ 100 g ค่ะ มีเศษน้ำหนักก็คิดเงินกันไปตามอัตราส่วน) เป็นสลัดมันฝรั่งกับแซลมอนและไข่ปลา ปกติเราชอบกินแซลมอนซาชิมิมากๆอยู่แล้ว มาอันนี้ก็เข้ากันได้โอเคเลยล่ะค่ะ ไข่ปลาเค็มๆช่วยตัดรสของสลัดไม่ให้เลี่ยนจนเกินไป


อย่างที่สองธรรมดาๆ(แต่ทำเองไม่เคยออกมาน่ากินอย่างนี้เลย)เป็นกุ้งทอดราดมายองเนส แต่ร้านนี้กุ้งตัวใหญ่เบิ้มเลยค่ะกัดไปนี่เนื้อๆทั้งนั้น สองตัวนี้ประมาณๆได้ 100 g ค่ะ (แต่แอบไม่ชอบเม็ดสีแดงๆที่โรยบนกุ้งค่ะ กัดแล้วรู้สึกขมๆนิดๆ เดาว่าน่าจะเป็นพวกสมุนไพร)


อย่างสุดท้ายเป็นเมนคอร์สของมื้อเย็นค่ะเลยจัดมา 200 g เลย แนวๆไก่อบหรือนึ่งเกลือซักอย่างค่ะ แบบอาหารจีนเลย ชอบกินมากเป็นการส่วนตัว แต่ซื้อเอาตลอดเพราะไม่รู้วิธีทำค่ะ


อาหารทั้งหมดที่เห็นในบล็อคนี้ถูกฟาดเรียบลงท้องเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ซื้ออย่างละนิดละหน่อย ไปๆมาๆก็กลายเป็นมื้อใหญ่ไปเลย อิ่มซะจุกเลยล่ะค่ะ นานๆเปลี่ยนบรรยากาศซื้อเค้ามากินบ้าง ไม่ต้องหัวฟู ครัวเลอะ ทำกินเองก็สบายตัว(แต่ลำบากกระเป๋าตังค์)ดีนะคะ ^^

บล็อคนี้สั้นๆจบแค่นี้ค่ะ หลักๆคือเสียดายรูปเค้กเท่านั้นเอง ไหนๆซื้อมาเพราะมันน่ารัก ก็เลยอยากจะเก็บความน่ารักนี้ไว้เป็นที่ระลึกบ้างค่ะ แทนที่จะกินลงท้องไปอย่างเดียวแล้วเอากลับมาชื่นชมความน่ารักไม่ได้อีกเป็นที่น่าเสียดายนัก ;P

-------------------------------------------------------------------------

ภาพทั้งหมดถ่ายด้วย Canon EOS Kiss X3 + EF 35mm f/1.4L USM ถ่ายมาเป็น RAW แล้วปรับ WB ด้วย DPP สุดท้ายคร็อปและใส่โลโก้ด้วย PS ค่ะ

>> ดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 25 กันยายน 2553    
Last Update : 26 กันยายน 2553 0:22:23 น.
Counter : 1620 Pageviews.  

[--Eating in Japan--] ปล่อยของดอง ของกินเล่นหน้าหนาว และ Beard Papa Monthly Flavor รับใบไม้ผลิ 2010


ห่างหายจากบล็อค(รูป)อาหารไปซะนาน วันนี้ขอเคลียร์รูปที่เก็บๆไว้หน่อยนะคะดองไว้ตั้งแต่หน้าหนาวจนเข้าใบไม้ผลิ จนกระทั่งซากุระ(ที่โตเกียว)ร่วงหมดแล้วค่ะเนี่ย >.<

เริ่มต้นจากอู่ข้าวอู่น้ำเดิมๆของนักศึกษาอย่างเราๆก่อนค่ะ Lawson ในมหาลัยเจ้าเดิมนั่นเอง


ไม่รู้ยังไงนะคะแต่ Lawson กับ Rilakkuma นี่เป็นอะไรที่ร่วมมือกันทำการตลาดดี๊ดี นอกจากที่จะมีคุมะจังมาให้จับฉลากเป็นประจำแล้ว (เคยเล่าไว้ ที่นี่) สินค้าของกินใน Lawson เองก็จะมีผลิตภัณฑ์ที่ให้สะสมสติกเกอร์ไว้แลก(ฟรี)สินค้ารูปคุมะจังพวกแฟ้มหรือจานหรือแก้วน้ำอยู่เรื่อยๆ เห็นน้องๆคนไทยที่มหาลัยขอสติกเกอร์กันอยู่

ของบางอย่างก็ไม่ต้องอ้อมค้อมเก็บสติกเกอร์ค่ะ เอาหน้าคุมะจังมาขายกันตรงๆเลยอย่างเช่นชิ้นด้านล่างนี้เป็นเยลลี่รสส้มประกบมาเป็นเซ็ตกับแก้วคุมะจัง สนนราคาถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 500 เยน(แพงเพราะแก้ว) คนอื่นซื้อเพราะอะไรเราไม่ทราบนะคะแต่ที่แน่ๆคือเราคนนึงนี่ล่ะค่ะ อุดหนุนเยลลี่นี่เป็นครั้งแรกเพราะคุมะจังล้วนๆ ;-)


การตลาดใช้หน้าคุมะจังล่อคงได้ผลบ้างไม่มากก็น้อยเพราะเห็นที่ Lawson ทำอย่างนี้อยู่ตลอดเลย จนนึกอยู่ว่าเป็นเจ้าของเดียวกันหรือเปล่าเนี่ย อยู่ญี่ปุ่นไปนานๆใช้บริการ Lawson บ่อยๆแต่ละคนก็จะเริ่มมีผลิตภัณฑ์คุมะจังเยอะขึ้นๆอย่างไม่รู้ตัว


ตัวเยลลี่เองมีแค่นี้เองค่ะถ้วยเล็กๆเอง เนื้อเยลลี่ไม่มีสีใสแจ๋ว มองเห็นชิ้นส้มที่ลอยอยู่ข้างในชัดเลยค่ะ รสชาติก็เปรี้ยวๆนิดหน่อยกินแล้วรู้สึกแก้อาการอ่านเปเปอร์จนอยากหลับได้ (แต่เราซื้อครั้งนั้นครั้งเดียวเอง ได้คุมะจังแล้วก็พอไม่ซื้ออีก)


ของดองอย่างที่สองจากหน้าหนาวเป็นหมวดของทอดค่ะ ที่ Lawson จะมีตู้ขายพวกของทอดๆอยู่ตลอดปี บางอย่างก็ขายเหมือนกันทั้งปี(เช่น ไก่Karaage) แต่ก็มีของพิเศษเฉพาะฤดูเหมือนกัน เช่น หน้าหนาวที่ผ่านมาก็เป็น Korokke จากฮอกไกโดอันในวงกลมค่ะ


ส่วนผสมที่เค้าเขียนไว้ก็มี มัน หัวหอม เนื้อวัว/เนื้อหมู เกล็ดขนมปัง ถ้าซื้อสองชิ้นราคาเหลือแค่ 160 yen ปกติเราไม่ค่อยชอบ Korokke เพราะรู้สึกเหมือนกินแต่ครีม แต่ได้ลองอันนี้แล้วติดใจเลยค่ะ แบบนี้มีเนื้อเยอะส่วนผสมก็เข้ากัน หอมอร่อยดี


ช่วงหน้าหนาวเป็นที่รู้กันว่าทุกคนจะต้องกินเยอะกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะข้าวญี่ปุ่นไม่ดีกินแล้วไม่อิ่มแต่อย่างใดนะคะ แต่เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานในการต่อสู้กับอากาศและลมหนาวๆค่ะ ช่วงทำแล็บดึกๆแต่ละคนต้องมีขนมเตรียมไว้รองท้องเลย หน้าหนาวเนี่ยกินขนมดึกๆก็ไม่อ้วนค่ะ แต่ถ้ากินปริมาณเท่าตอนหน้าร้อนนี่สิคะ นั่งๆไปเดี๋ยวเดียวท้องก็จะร้องโครกครากเสียงดังน่าเกลียดมากๆ ยิ่งที่แล็บเงียบๆนี่ได้ยินกันไปถึงไหนๆเลย (ตอนอยู่ไทยเราก็ไม่เคยท้องร้องดังขนาดนี้เลยนะคะ มาเป็นก็ตอนอยู่นี่ล่ะ)


อย่างที่สามเป็นของกินรับฤดูใบไม้ผลิแล้วค่ะ สำหรับบล็อคเราก็เดิมๆคือ Beard Papa Shu Cream (อีกแล้ว) ก็ยี่ห้อนี้เค้าขยันออกรสใหม่ได้ทุกเดือนเลย เราก็เลยพลอยมีรสใหม่ๆมาให้อัพบล็อคอยู่เรื่อยๆ

ฤดูใบไม้ผลิก็ต้องคู่กับการชมซากุระ Monthly Flavor คราวนี้(จริงๆออกมาตั้งแต่ต้น มีค แล้วล่ะค่ะ)เลยมาเป็นรส さくらんぼ Sakuranbo (เป็นชื่อของเชอร์รี่ชนิดนึงค่ะ) ไส้ครีมสีชมพูอมม่วงอ่อนๆค่ะ เดี๋ยวนี้ Cookie Shu กลายมาเป็นอีกหนึ่งแบบที่ขายเป็นถาวรแล้ว(แสดงว่าขายดี) ใครชอบแป้งแบบเรียบๆดั้งเดิมมีไอซ์ซิ่งโรยก็สั่งแบบ Pie Shu 180 yen ถ้าชอบข้างนอกกรุบๆแบบเราก็สั่งแบบ Cookie Shu 200 yen ค่ะ (ข้างในบอกเค้าเอาเป็นไส้ Sakuranbo เหมือนกัน) เราไม่ได้กินชูครีมมาตั้งเดือนงวดนี้เลยขอสองเลยค่ะ ไม่ต้องเสียเวลาเลือก


ทำตัวเหมือนคนว่างมาก กลับบ้านมาก็จับชูครีมแอ็คท่าถ่ายรูปอีกแล้วค่ะ (เดินผ่าน Beard Papa ทีไรงานเข้าทู๊กที เพราะมีรสใหม่ออกประจำ เราเห็นแล้วก็อดเอามาเก็บสะสมในบล็อคไม่ได้) ภาพนี้เป็นแบบธรรมดามองไปข้างในเห็นไส้ครีมสีชมพูอมม่วงมาแล้ว แต่ดูๆแล้วรู้สึกไส้ครีมไม่เยอะสะใจเท่าไหร่เลยค่ะ


กัดต่อไปตั้งเยอะก็ยังรู้สึกว่าแบบธรรมดานี่ไส้ครีมน้อยไปหน่อย เทียบกับพวกรสพิเศษหรือแบบพรีเมี่ยมก่อนหน้านี้ที่ไส้ล้นทะลักปาดครีมกันไม่ทันไม่ได้ ในส่วนรสชาติไส้เฉพาะฤดูหนนี้จะไม่เหลวมากมีรสหวานอ่อนๆแล้วกินๆไปก็เจอเนื้อเชอร์รี่สีออกแดงๆอยู่ในครีมด้วยค่ะ


ต่อกันอีกก้อนกับแบบ Cookie Shu ของโปรดเราค่ะ อันนี้ค่อยรู้สึกว่าไส้เยอะหน่อยกัดได้ครีมเต็มปากเต็มคำดี รูปร่าง Cookie Shu เหมือนจะเปลี่ยนไปจากเดิมหน่อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ค่ะ รู้สึกเหมือนมันเป็นสองส่วนแยกกัน(คล้าย Premium Cocoa Shu ที่ บล็อคก่อน)แต่ละส่วนก็ไส้ครีมใส่มาแบบเน้นๆเลย (เอ หรือเพราะแบบดั้งเดิมข้างในโพรงอากาศกว้างกว่าเลยรู้สึกเหมือนไส้ไม่เยอะกันแน่นะ)


จะยังไงก็แล้วแต่สรุปว่าฟาดเรียบสองก้อนค่ะไม่ได้กินมาเดือนนึงยังอร่อยเหมือนเดิม แต่หนนี้ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นรสใหม่เท่าไหร่ เพราะรสนี้มันอ่อนๆเองค่ะ ไม่เหมือนหนก่อนตอน Premium Cocoa Shu ที่โมกันแบบเต็มที่กินแล้วรู้สึกเลยว่าทั้งเนื้อแป้งและรสชาติมันต่างไปจากเดิม

บล็อคอาหารของดองหมดเท่านี้แล้วค่ะ ช่วงนี้ไปยุ่งๆกับการท่องเที่ยวและถ่ายรูปแทนเหลือเวลาในญี่ปุ่นอีกไม่นานกำลังรีบเก็บที่เที่ยวที่อยากไปให้ได้ของแต่ละฤดูอยู่ค่ะ งานที่มหาลัยก็ไม่น้อยเลยไม่ค่อยได้ไปกินอะไรไกลบ้านเลย เน้นแอบอ่านห้องก้นครัวแล้วก๊อปเมนูมาทำกินเอาเอง

-----------------------------------------------------------------------

ภาพในบล็อคนี้ทั้งหมดถ่ายด้วย Canon EOS Kiss X3 ภาพแก้วเยลลี่คุมะจังถ่ายด้วย EF-S 18-55 F3.5-5.6 IS นอกนั้นถ่ายจากเลนส์ EF 50mm F1.4 USM ภาพทั้งหมดถูกคร็อป/ปรับแสง/ย่อUSM ด้วย Photoshop

>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 10 เมษายน 2553    
Last Update : 10 เมษายน 2553 23:13:09 น.
Counter : 2062 Pageviews.  

[--Eating in Japan--] Premium Cocoa Shu Cream & Premium Amao(Strawberry) Cake


มาอัพบล็อคแบบด่วนๆอีกครั้งก่อนไปเทศกาลหิมะที่ซัปโปโรนะคะ เรื่องกินนี่เป็นอะไรที่มีให้อัพอยู่ตลอดเพราะต่อให้งานยุ่งวุ่นวายจนไม่มีเวลาเที่ยวอะไรแค่ไหน ยังไง๊ยังไงคนมันก็ต้องกินอยู่ดี งวดนี้ขอเป็นของแปะป้าย Premium ในช่วงฤดูหนาวนี้นะคะ

อย่างแรก อีกครั้งค่ะกับ Beard papa shu cream ถ้าสังเกตจะเห็นว่าบล็อคอาหารของเราเป็นหัวข้อชูครีมยี่ห้อนี้บ่อยม๊ากกกก ก็แบบว่าเป็นของหวานที่เราชอบกินแล้วเค้าก็ขยันออกรสใหม่ๆกันเกือบทุกเดือนเลยน่ะค่ะ ยิ่งสาขาที่ชิบุยะนี่ ไปทีไรแทบจะเห็นรส limited ใหม่ๆแปะป้ายหราอยู่ทุกทีเลย

วันก่อนเพิ่งโพสเรื่อง Takoyaki shu กับ Ichigo shu ไปหยกๆ (ที่นี่) เผอิญได้ไปชิบุยะเจอรสใหม่อีกแล้วค่ะขึ้นป้ายหราเลย


นอกจากป้ายว่า Limited หนนี้ตอกย้ำความหายากกันอีกด้วยการเติมคำว่า Premium ให้เป็น Limited flavor: Premium Cocoa Shu Cream ค่ะ ดูจากสัญลักษณ์รูปหัวใจก็เข้าใจได้ง่ายๆว่า เป็นรสสำหรับรับวันวาเลนไทน์นี่เอง


สาขาชิบุยะนี่สินค้าจะเยอะมากค่ะ(ผิดกับสาขาอุเอโนะแถวบ้านเรา) ไม่ได้มาแถวนี้ระยะนึงนอกจากรส Premium cocoa แล้วยังมีเป็น Roll cake รสต่างๆอีกด้วยเพียบเลยค่ะ (เค้กมันใหญ่ไปหน่อยกลัวทานคนเดียวไม่หมดค่ะ เลยไม่ซื้อมา)


อุดหนุนมาพอหอมปากหอมคอแค่สองชิ้นค่ะ ภาพด้านล่างนี้เราไม่ได้เอาหินภูเขาไฟที่ไหนมาย้อมแมวนะคะ เจ้าเนี่ยแหล่ะค่ะ Premium Cocoa Shu Cream (ไหง หน้าตาไม่สวยเหมือนในป้ายที่ร้านเลย) หน้าตาบอกไม่ถูกเลยค่ะ เหมือนหินสองก้อนวางซ้อนเหลื่อมๆกันอยู่ ไส้ครีมทำท่าจะทะลักเอาง่ายๆตรงช่วงรอยต่อ ทั้งสีทั้งรูปร่างต่างจากชูครีมปกติไปเยอะเลยล่ะค่ะ


ถ่ายรูปเสร็จก็ไม่รอช้ากัดเลยค่ะ กินที่ส่วนด้านล่างก่อน เนื้อครีมจะเหลวๆประมาณเดียวกับรสออริจินัล สีน้ำตาลอ่อนๆ กลิ่นโกโก้ไม่ได้แรงมาก คนไม่ชอบช็อคโกแลตอย่างเราก็กินได้สบายมากไม่รู้สึกขมเลยค่ะ


กัดๆไปจนเริ่มถึงส่วนก้อนชิ้นบนคราวนี้ไส้ครีมล้นทะลักออกมาเลยค่ะ รีบปาดกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว(เสียดายของค่ะ ต้องกินให้เรียบ) ตรงส่วนที่เป็นคล้ายๆหินก้อนบนเนื้อจะเบาๆฟูๆบอกไม่ถูกค่ะ(แต่สรุปคืออร่อยดี) สังเกตดีๆในตัวเนื้อจะมีแซมคล้ายๆชิ้นช็อคโกแลตเล็กๆอยู่ด้วย เชื่อแล้วค่ะว่าอันนี้น่ะ Premium จริงๆเปลี่ยนทั้งรูปร่างเปลี่ยนทั้งไส้ เรียกว่าโมกันใหม่หมดทั้งตัวเลยค่ะ ไม่ได้เปลี่ยนแค่ด้านนอกหรือด้านในเหมือนหนก่อนๆ สนนราคาก้อนละ 170 yen เท่านั้น คาดว่าคงขายไปถึงวาเลนไทน์ค่ะ แต่จะเลิกขายเมื่อไหร่อันนี้เราไม่ทราบเหมือนกันค่ะ


ต่อกันที่อีกชิ้นจาก Beard papa เป็น Cheese cake ค่ะอันนี้ไม่ Premium แต่เราติดใจตั้งแต่กินครั้งแรก(เมื่อเกือบสี่ปีก่อน) แล้วก็เลยกินมาเรื่อยๆเลยค่ะ(แต่สาขาอุเอโนะไม่มีขาย) แท่งเล็กๆ 120 yen คนชอบชีสน่าจะถูกใจนะคะ


ส่วนตัวชอบว่าเนื้อชีสมันนุ่มๆแต่ก็ไม่หนึบหรือข้นจนติดฟันเหมือนเจ้าอื่น(ในญี่ปุ่น) แป้งกรอบๆด้านล่างเราก็ว่ารสสัมผัสเข้ากันได้ดี มีโอกาสตอนนี้ก็ต้องรีบกินตุนไว้ก่อนค่ะไม่รู้สาขาที่เปิดที่ไทยมีขายเจ้านี่ไหม


ร่ายมาซะยาวกว่าจะมาถึงของ Premium อย่างที่สองค่ะ อันนี้เล่นกันง่ายๆที่อู่ข้าวอู่น้ำของเราเลยค่ะ Lawson ที่อยู่ในมหาลัยนี่เอง (ตรามหาลัยแปะหราเลย เพิ่งจะสังเกตเห็นก็ตอนถ่ายรูปนี่ล่ะค่ะ)


วันนึงเกิดไปสะดุดตากับป้าย 限定 Limited อันนี้เข้า งานนี้ของดังเสิร์ฟถึงที่เป็น Premium Amao Cake ค่ะ ขนาดคนที่ไม่ใช่คอผลไม้อย่างเราก็ยังรู้กิตติศัพท์ค่ะว่าสตรอเบอรี่ยี่ห้ออามาโอ้นี่ ได้ชื่อว่าเป็นสตรอเบอรี่ที่หวานอร่อยที่สุด(โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาว) แน่นอนว่าโดยปกติถ้าเกรดดีๆนั้นราคาแพงค่ะ (ภาพด้านล่างนี้รีบๆแอบกดมาน่ะค่ะ ได้มาแบบมัวๆนัวๆ)


อุตส่าห์มีของหายาก(จริงๆก็หาไม่ยากเท่าไหร่ในญี่ปุ่น)มาเสริฟกันถึงโต๊ะทำงานก็ต้องซื้อมาลองหน่อยค่ะ สนนราคาแค่ 195 yen ต่อชิ้นก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นอามาโอ้เกรดอันดับหนึ่งมาหรอกนะคะ


เปิดดูตัวกันชัดๆ มูลค่าหลักของเค้กก้อนนี้อยู่ที่เจ้าลูกสีแดงตรงกลางนั่นเลยค่ะ วิปครีมหนาๆและเนื้อเค้กข้างล่างนั้นงานนี้ตกไปเป็นตัวประกอบโดยปริยาย ;-)


สารภาพว่าก่อนจะมาถ่ายรูปหนนี้ ซื้อกินมาแล้วสี่ก้อนในเวลาไม่ถึงสองอาทิตย์ค่ะ แหะๆ แบบว่าหลังๆชักเริ่มชินกับอาหารและของหวานญี่ปุ่น จากปีแรกๆไม่กินๆ ไปๆมาๆกินได้หมดเลยค่ะ ทีแรกกะจะหยิบแต่สตรอเบอรี่มาเข้าปากซะเลย แต่คิดแล้วขาดนางเอกไปเดี๋ยวเค้กที่เหลือจะหมดอร่อยไปซะ เลยค่อยๆตักกินไปพร้อมๆกันดีกว่า


สตรอเบอรี่หวานค่ะ(เราเป็นคนไม่ชอบทานเปรี้ยวเลยล่ะค่ะ) ส่วนตัวชอบว่าเค้กกะครีมแล้วก็สตรอเบอรี่มันหวานๆมันๆเข้ากันดี สัดส่วนครีมออกจะเยอะไปนิดแต่ตัวเค้กก็ใช่ว่าจะบางจ๋อยจนหาเนื้อเค้กไม่ได้ ชิ้นเค้กหนาพอประมาณเลยค่ะ รวมๆแล้วทั้งก้อนไม่เยอะเกินไป กินเป็นของหวานหลังอาหารจนหมดก้อนก็ยังไม่ทันจะรู้สึกเลี่ยนเลยล่ะค่ะ (สำหรับคนทานของหวานไม่เก่งอย่างเรานะคะ)


ของหวานรอบนี้จบลงแต่เพียงเท่านี้นะคะ หนนี้มื้อไม่พิเศษเท่าไหร่เป็นแค่ของกินธรรมดาๆในชีวิตประจำวันเท่านั้นเองค่ะ ช่วงนี้ใกล้วาเลนไทน์ที่ญี่ปุ่นค่อนข้างคึกคักกัน(เกือบ)ทุกปี ถ้ามีเวลาได้ออกไปเดินเล่นคงเจอสินค้าน่ารักๆรับวาเลนไทน์เพียบแน่ๆเลยค่ะ (เสียดายว่าปีนี้คงไม่มีเวลาค่ะ อดเลย)

-----------------------------------------------------------

ภาพ outdoor นอกร้าน Beard papa ถ่ายด้วย iPhone นอกนั้นส่วนใหญ่ใช้ Canon Kiss X3 กับเลนส์ EF 50mm F1.4 นะคะ มีบางภาพ(จำไม่ได้ว่าภาพไหนค่ะต้องดู exif เอา)ใช้ EF-S 15-85mm F3.5-5.6 IS USM เหตุเพราะใช้ 50 1.4 แล้วโฟกัสไม่ได้สักทีระยะใกล้เกินโฟกัสของเลนส์ตัวนี้ไปค่ะ จากที่ลองๆมาเรื่องโฟกัสนี่ให้ตัว 15-85 กินขาดค่ะสำหรับเรา


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 4 มีนาคม 2553 8:28:02 น.
Counter : 790 Pageviews.  

[--Eating in Japan--] Tonkatsu แบบดั้งเดิม กับ ชูครีมสองรส Limited (Takoyaki VS Strawberry)


บล็อคนี้จะขอนำเสนออาหารการกินมื้อพิเศษๆตามแบบฉบับนักเรียนไทยในโตเกียวนะคะ อย่างที่รู้ๆกันว่าอาหารการกินในโตเกียวนั้นราคาแพง มื้อปกติทำงานอยู่แล็บก็กินแต่พวกเบนโตะซื้อจาก Lawson หรือ CO-OP (สหกรณ์) ของมหาลัย บอกตามตรงว่าเบื่อมากกกกกกกกกกค่ะ กินมาจะสี่ปีแล้วแทบจะจำเมนูเบนโตะได้หมด โอนิกิรินี่เป็นอะไรที่ตอนนี้กินไม่ได้เลยค่ะแบบว่ากินแล้วรู้สึกเลี่ยนไม่ไหวจริงๆ(มีช่วงนึงกินบ่อยๆค่ะ) แต่อาศัยว่าเอาความสะดวก(และถูก)ปกติก็ต้องกินไปค่ะ โรงอาหารก็เบื่อแล้วเหมือนกันยกเว้นเวลามีเมนูพิเศษเข้ามาค่อยน่ากินหน่อย

มื้อพิเศษมื้อนี้เป็นควันหลงจากช่วงปีใหม่ค่ะ ช่วงหยุดสิ้นปีได้ออกไปกินอะไรอร่อยๆหลายอย่าง หมดวันหยุดแล้วก็ยังปรับตัวไม่ได้เลยค่ะ ^_^ ดูรูป(ถ่ายมาเอง)แล้วเกิดอาการลงแดงอยากกิน Tonkatsu มากๆ (ตอนปีใหม่มีไปกินเจ้าอร่อยมา ตามนี้ ค่ะ) รีบ google หาโดยด่วน แต่เสียดายว่าเจ้านั้นไม่มีสาขาใกล้ๆเลย ครั้นจะนั่งรถไฟไปกินโดยเฉพาะก็ไม่ไหวค่ะ แบบว่าต้องทำงาน เปลี่ยนคีย์เวิร์ดใหม่เซิร์ชหาที่อยู่ใกล้ๆบ้าน(และใกล้ๆมหาลัย)แทน แล้วก็เอาเฉพาะร้านที่ทำ Tonkatsu แบบเป็นจริงเป็นจังเท่านั้น มาเจอเป็นเจ้านี้ล่ะค่ะ


ชื่อร้าน : とんかつ・上野・井泉・本店 (Tonkatsu Ueno Isen Honten)
รายการอาหาร : Tonkatsu สไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม
เวลาเปิดบริการ : ร้านหยุดทุกวันพุธ, วันธรรมดาเปิด 11:30~20:50(L.O.20:30), วันอาทิตย์และวันหยุดอื่นๆเปิด 11:30~20:30(L.O.20:00)
ที่ตั้งร้าน : 3-40-3 Yushima, Bunkyo, Tokyo 113-0034, Japan
เบอร์โทรศัพท์ : 03-3834-2901
วิธีเดินทาง : สถานีรถไฟใกล้สุดคือ Ueno Hirokoji ถ้าออกมาทางประตู A4 น่าจะยืนอยู่ตรงแยกที่ถูกพอดี ตรงนี้เป็นสี่แยกใหญ่ค่ะ ร้านจะอยู่คนละฟากถนน(ใหญ่ที่มุ่งหน้าไปทาง Keisei Ueno Station และ Ueno park)กับห้าง Matsuzakaya Honkan (Matsuzakaya Main Building) ถ้าออกมาถูกมุมแล้วก็ต้องเข้าซอกเล็กๆมาอีกหน่อยถึงจะเจอร้านค่ะ
พิกัด GPS : 35° 42' 26.79"N 139° 46' 20.31"E



ร้านนี้ใกล้บ้านเรามากๆ แต่อยู่เข้าไปในซอยนิดนึงเลยไม่เคยไปกินเลยค่ะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีร้านนี้ซุกอยู่ที่ตรงนี้ ภาพแรกเริ่มที่ป้ายหน้าร้านก่อนเลย สัญลักษณ์หมูน้อยน่ารักเชียว ^^


ภาพหน้าร้านอีกภาพค่ะ ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก(ในมาตรฐานญี่ปุ่น) ตกแต่งแนวญี่ปุ๊นญี่ปุ่น (เอ แต่ดูอีกทีเหมือนว่าบริเวณร้านจะกินไปสองห้องเลยนะคะ ถ้างั้นก็ถือว่าใหญ่ล่ะค่ะ)


ดูจากรูปบนจะเห็นว่าร้านเค้าก็ทำประตูหน้าไว้ดิบดีตรงใต้ป้ายชื่อร้าน กี่คนๆเค้าก็เดินเข้าทางนั้นกัน แต่เราดั๊นมาเดินเข้าตรงประตูทางออกอีกหลืบนึงซะงั้นค่ะ แบบว่าตอนมา เจออันนี้ก่อนน่ะ


เข้าไปแล้วรู้สึกเลยว่าร้านนี้เป็นแนวญี่ปุ่นดั้งเดิมจริงๆค่ะ เริ่มจากคนเสริฟ ล้วนๆเลยค่ะ100% เป็นคุณป้าคนญี่ปุ่นหมดเลย เมนูก็เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนไม่มีภาพประกอบ(แถมใช้ตัวพิมพ์แบบอักษรเก่าหวัดๆอ่านยากอีกตะหาก)

เรามาคนเดียวเลยได้นั่งหน้าเคาเตอร์ค่ะเห็นเค้าทอดและหั่นหมูกันตรงหน้าเลย(ถ้ามาหลายคน รู้สึกจะมีที่นั่งกั้นเป็นโต๊ะๆห้องๆที่ด้านในด้วยนะคะ) ระหว่างอ่านเมนูคุณป้าก็เอาน้ำชาร้อนๆมาเสริฟ เดินข้างนอกมาหนาวๆแบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อยค่ะ คนเดียวได้กินทั้งกาเลยด้วย


มากินร้านนี้ครั้งแรกขอสั่งแบบที่ชอบกินก่อนเป็นชุด กุ้ง หมู และ Korokkeปู ค่ะ(อีกอันจำไม่ได้แล้วว่าคืออะไร) อันนี้ราคา 1850yen (นี่เป็นสาเหตว่าทำไมกินมื้อพิเศษบ่อยๆไม่ได้ เพราะมันแพงงงงงค่า เดี๋ยวไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องพอดี) งานนี้เห็นเค้าทอดและจัดจานกันตรงหน้ารับประกันความสดใหม่ค่ะ ^_^ (แต่ไม่กล้าถ่ายรูปในครัวมาค่ะ เกรงใจเค้า)


ซูมๆนิดนึง ตัว Tonkatsu จะดูคนละแบบกับที่กินที่ร้าน Tonkatsu Wako เมื่อตอนปีใหม่ค่ะ อันนี้แนวเบสิคและดั้งเดิมไม่มีตกแต่งหรือสอดไส้อะไรหวือหวา ถ้าที่ Wako จะแนวสมัยใหม่ค่ะ จัดจานดูสวยงามน่าสนใจ มีสอดไส้รสแปลกๆหลายแบบ จริงๆก็อร่อยกันคนละแบบนะคะแต่ส่วนตัวเราชอบแบบ Tonkatsu Wako มากกว่าค่ะ (แต่อันนี้ก็อร่อยนะคะ)


ซุปมิโสะที่นี่เป็นแบบใส่ต้นหอมหั่นแว่น มีหมูชิ้นเล็กๆ ก่อนยกมาเสริฟคุณป้าก็จะจัดการโรยด้วยพริกป่นมาให้ค่ะ


ส่วนรสชาติก็อร่อยค่ะ ร้อนๆกรอบๆแต่ไม่เลี่ยน Tonkatsu แบบเนื้อๆเน้นๆและดั้งเดิมสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆเลยค่ะ (ก็อุตส่าห์หาร้านดั้งเดิมทั้งทีนี่คะ ในเว็บที่เจอทีแรกร้านนี้ได้ห้าดาวเลย ถ้าไม่อร่อยนี่เสียชื่อแย่) ถ่ายรูปกินอิ่มอร่อยเสร็จสรรพก็เดินไปจ่ายเงินกับคุณป้าที่แคชเชียร์ตรงหน้าประตูทางออกค่ะ สำหรับนักเรียนอย่างเราถือว่าแพงอยู่สำหรับหนึ่งมื้อ แต่นานๆกินทีก็หยวนๆค่ะ ให้รางวัลกับชีวิตมั่ง

ของคาวก็อิ่มไปแล้วมาต่อที่ของหวานกันค่ะ ที่ญี่ปุ่นรู้กันว่าบ้าของ Limited ทุกเทศกาลจะต้องมีอะไรใหม่ๆวนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกมาตลอด ไม่เว้นแม้แต่ของกินหรือเครื่องดื่มค่ะ ก่อนหน้านี้เคยรีวิว Pumpkin shu cream ฉลองฮาโลวีนกันไปแล้ว (ที่นี่) มาถึงหน้าหนาวนี้มีสองรสพิเศษค่ะ คือ รสทาโกะยากิ กับ รสอิจิโกะ(สตรอเบอรี่ )

ไอ้รสอิจิโกะนี่ไม่ค่อยแปลกใจค่ะ เพราะปีก่อนๆก็มีและหน้าหนาวก็เป็นหน้าของสตรอเบอรี่อยู่แล้ว แต่ไอ้รสทาโกะนี่สิคะ เดินผ่านมากี่รอบก็ยังสงสัยว่ามันจะเข้ากันได้ยังไงเนี่ย มาทีไรก็หมดไม่มีจังหวะได้กินสักที เพิ่งได้มากินวันนี้แหล่ะค่ะ

เจ้าก้อนเขียวๆนี่แหล่ะค่ะ ทาโกะยากิชู ทีแรกเห็นหน้าตามันตอนเค้าเอาใส่ถุงยังคิดอยู่เลยว่าจะกินได้ไหมล่ะเนี่ย แต่พอเปิดมาดูใกล้ๆจริงๆมันเป็นซอสช็อคโกแลตกับผงชาเขียวค่ะ แค่ทำรูปร่างให้คล้ายทาโกะไม่ใช่รสทาโกะจริงๆ (ฟู่ ค่อยยังชั่ว)


ส่วนอิจิโกะชูนั้นหน้าตาธรรมดาๆค่ะ เลือกได้ว่าจะเอาข้างนอกแบบธรรมดาอย่างในรูป หรือจะเอาแบบที่เป็นคุกกี้ชูกรุบๆ (ภาพตัวอย่าง) รสอิจิโกะเนี่ยติดป้ายว่ายอดนิยมด้วยนะคะเลยต้องรีบลองก่อนจะอดค่ะ


และแล้วก็ได้เวลาทานค่ะ ขอลองอันที่ดูปลอดภัยมากกว่าก่อน ไส้ข้างในสีชมพูหวานแหววเลยค่ะ เนื้อครีมจะข้นๆและจับตัวกันมากกว่าแบบชูครีมปกติ หวานๆกลิ่นอิจิโกะอ่อนๆก็โอเคค่ะ (แต่ส่วนตัวชอบครีมเหลวๆ แบบกัดแล้วครีมทะลักแบบปกติมากกว่า)


เปรียบเทียบกับทาโกะยากิชูนะคะ อันทาโกะนี่ข้างในเป็นครีมแบบปกติเลยค่ะ สรุปคืออันนึงเปลี่ยนเสื้อ อีกอันเปลี่ยนไส้ค่ะ ^_^


ถ่ายรูปเสร็จก็จัดการเอาทั้งสองก้อนลงท้องทันทีค่ะ กัดไปแล้วหนิคะจะให้เอาแช่ตู้เย็นก็กระไรอยู่ เผอิญว่าไม่ค่อยชอบช็อคโกแล็ตเลยไม่โปรดทาโกะชูเท่าไหร่ กินเสร็จบวกกับ Tonkatsu เมื่อตะกี้นี่เล่นเอาแทบกลิ้งได้เลยค่ะ อิ๊มอิ่ม งานนี้ได้กินที่อยากกินหายลงแดงแล้ว ต่อไปก็กลับไปกินอยู่แบบพอเพียงตามประสานักเรียนเหมือนเดิมแล้วค่ะ พบกันใหม่ตอนเราลงแดงรอบหน้านะคะ ^_^

-----------------------------------------------------------------------

ภาพทั้งหมดถ่ายด้วย Canon EOS Kiss X3 เลนส์ EF-S 15-85mm F/3.5-5.6 IS USM ปรับแสงและย่อด้วย USM นอกนั้น crop จัดองค์ประกอบอย่างเดียวค่ะ ทุกรูปยังมี exif อยู่ครบนะคะ




 

Create Date : 26 มกราคม 2553    
Last Update : 9 มกราคม 2554 17:44:57 น.
Counter : 2288 Pageviews.  

1  2  

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.