W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > ศุกร์ 11 มีนา 2011


ครั้งแรกในชีวิตที่เกิดความรู้สึกว่า "สงสัยเราอาจต้องตายวันนี้แล้ว"

คำเตือน บล็อคงวดนี้เน้นบรรยาย ไม่ค่อยมีภาพประกอบ อีกอย่างคือบล็อคนี้เป็นแค่บันทึกเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ไม่ใช่บล็อครายงานสถานการณ์สดจากโตเกียวแต่อย่างใดนะ

วันนั้นเป็นเช้าวันศุกร์ที่อากาศดีมาก พยากรณ์อากาศบอกว่าฟ้าจะใสแดดออกดีตลอดวัน ทีแรกแพลนไว้ว่าวันนี้จะนั่งรถไฟแบบไปเช้าเย็นกลับเพื่อไปถ่ายรูป 河津桜 Kawazu-zakura สีชมพู๊ชมพูที่บานพีคไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วซะหน่อย ผลัดมาหลายวันเพราะตื่นสายอยู่นั่นล่ะ (สถานที่อยู่แถว Izu 伊豆, Shizuoka 静岡県 ทางใต้ของโตเกียวลงไปนิดหน่อย)

Credit ภาพจาก //www.kawazuzakura.net/kaika/sasahara/cmfdiary.cgi

แต่แล้ววันนั้นก็ตื่นสายอีกจนได้ ถ้าภายในสุดสัปดาห์นี้ไม่ไปก็คงต้องตัดใจแล้วเพราะซากุระคงจะโรยจนหมดเรียบวุธ ตั้งใจไว้ว่าเดี๋ยวเถอะจะออกไปซื้อกับข้าวมาใส่ตู้เย็นโล่งๆ(ช่วงนี้งานยุ่งกินร้านสะดวกซื้อตลอด) แล้วก็เลยไปซื้อตั๋วรถด่วนขาไปของวันพรุ่งนี้เผื่อไว้เลย คราวนี้แหล่ะจ่ายเงินไปแล้วยังไงความงกก็ต้องช่วยให้พรุ่งนี้ตื่นได้แน่ๆ คอนเฟิร์ม!!

หลังจากแต่งตัวและกินข้าวที่ห้องเสร็จ กำลังนั่งเช็คอีเมล เช็คกระทู้รีวิวที่ตั้งไว้เมื่อวาน(อันนี้) และ อ่านกระทู้ประจำวันอยู่ ประมาณ 14:46 ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้น ความรู้สึกแรกสุดคือ อะไรกัน ไหวอีกละ?? เพราะตั้งแต่เมื่อวันพุธแล้วเห็นไหวทุกวันเลย วันพุธไหวทีนึง วันพฤหัสไหวอีกสองที(ถ้าจำไม่ผิด)

แต่เชื่อเถอะว่าใครที่อยู่ญี่ปุ่นมาสักระยะแล้วจะไม่รู้สึกประหลาดใจหรือตกใจอะไรกับแผ่นดินไหวครั้งก่อนๆพวกนั้น เพราะมันเป็นเรื่องปกติมากๆของที่นี่ จนแทบไม่มีใครสนใจจะพูดถึงเป็นพิเศษ จะเห็นก็แต่คนที่ไทยที่ทำท่าตื่นตกใจกันตั้งแต่ไหวเมื่อวันพุธแล้ว เพราะเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ New Zealand ก็เพิ่งจะผ่านไปหมาดๆ คนยังไม่หายตกใจกันดี

ตัวเรานั้นอยู่แมนชั่นสูงๆผอมๆชั้น 10+ แน่นอนว่าต้องรู้สึกถึงความสั่นได้มากกว่า ช่วงไม่กี่สิบวินาทีแรกที่ไหวก็ยังนั่งอยู่เก้าอี้หน้าคอมที่เดิมไม่ลุกไปไหน แค่ละสายตาจากคอมเพื่อรอดูสถานการณ์เผื่อว่าจะมีของอะไรล้มหรือร่วง หลังจากนั้นเริ่มรู้สึกว่าไหวแรงขึ้น จนต้องรีบเอื้อมมือไปจับกล้องที่อยู่บนขาตั้งมากอดไว้กับตัว เพราะมันทำท่าจะเอียงหล่นลงกระแทกพื้นแล้ว (ของแพงเลยต้องให้ความเป็นห่วงก่อนเพื่อน)

แต่แผ่นดินไหวมันไม่หยุดแค่นั้น ห้องเริ่มเขย่ามากขึ้นในความแรงระดับที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตสี่ปีครึ่งนี้ที่โตเกียว (และในทั้งชีวิตยี่สิบกว่าปีนี้ด้วย) มองไปเห็นลิ้นชักตู้เริ่มเปิดออกได้เอง ของที่วางบนโต๊ะ บนชั้น ปลายเตียงถูกเขย่าจนหล่นมากองทับกันที่พื้นยังกับกองขยะ แว่วๆได้ยินเสียงขวดแก้วในครัวตกมากระทบกัน วินาทีนั้นตกใจมากที่สุดในชีวิต รีบวิ่งไปมุดใต้โต๊ะวางคอมทันทีแล้วก็หลบตัวสั่นอยู่ทั้งอย่างนั้น มองข้าวของของตัวเองในห้องถูกเขย่าตกลงมาบนพื้นเรื่อยๆ

ประมาณไม่ถึง 2 นาทีจากที่เริ่มไหว ตัดสินใจเอื้อมมือจากใต้โต๊ะมาหยิบและกด iPhone (โชคดีที่ iphone ถูกเสียบชาร์ตอยู่ใกล้ๆ) โทรทางไกลหาคุณแฟนที่ไทยอย่างไม่กลัวเสียดายค่าโทรเหมือนเวลาปกติ ปกติแล้วจะใช้ล็อคอินใน voipdiscount และโทรผ่านทางโปรแกรม fring ทำให้โทรไปไทยได้ถูกมาก แต่ก่อน fring ให้โทรได้แต่ผ่าน wifi แต่หลังๆเค้าปรับปรุงให้สามารถใช้ 3G โทรออกก็ได้เหมือนกัน แต่ประสิทธิภาพก็ตามแต่อารมณ์ติดบ้างไม่ติดบ้างแล้วแต่วัน

ณ นาทีนั้นสิ่งที่อยู่ในความคิดคือ นี่อาจจะเป็นการโทรศัพท์ครั้งสุดท้ายของเราก็ได้ ดังนั้นโทรไปแล้วต้องให้ติดเท่านั้น!!! (ผลคือบิลค่าโทรศัพท์ x2 กว่าๆของเวลาปกติ จ่ายไปตั้ง 12,XXX yen) แต่ไม่กล้าโทรหาคุณพ่อน่ะนะ เพราะกลัวคุณพ่อจะตกใจจนช็อคไปอะไรไป เพราะขนาดตัวเราเองยังกลัวจนแทบจะคุมสติไม่อยู่แล้ว เลือกโทรหาคุณแฟนเพราะเชื่อว่าเค้าจะเป็นคนที่มีสติมากที่สุดในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้

โชคดีว่าโทรไปปุ๊บคุณแฟนรับสายทันที ก็รีบบอกไปทั้งเสียงสั่นๆว่าแผ่นดินไหวแรงมาก ของในห้องหล่นมาหมดแล้ว (คุณแฟนประสบการณ์เคยอยู่ญี่ปุ่น 4 ปีแต่ก็ไม่เคยเจอไหวแรงขนาดนี้เหมือนกัน) ในระหว่างที่ห้องยังไม่หยุดสั่นก็ถือสายคุยกับคุณแฟนที่ใต้โต๊ะตลอด ความรู้สึกตอนนั้นคิดจริงๆว่า โธ่ๆๆ อุตส่าห์ทำมาถึงขนาดนี้แล้ว ปริญญาเอกก็ยังไม่ทันจะได้มาให้ชื่นใจเลย จะต้องมาตายวันนี้แล้วเหรอเนี่ย เป็นไม่กี่นาทีที่รู้สึกเฉียดตายมากที่่สุดถึงแม้ว่าจริงๆแล้วจะยังไม่ทันได้บาดเจ็บหรืออะไรเลยก็ตาม

แล้วในที่สุดแผ่นดินไหวก็หยุดลง เราก็ค่อยๆคลานออกจากใต้โต๊ะมามองสภาพในห้องที่ราวกับกองขยะก็ไม่ปาน (ห้องเดิมก็รกอยู่แล้วแท้ๆ) มองออกไปนอกหน้าต่างแมนชั่นเห็นควันไฟสีม่วงอยู่ไกลๆ(มาดูข่าวทีหลังคาดว่าน่าจะเป็นควันจากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โอไดบะ)


มองลงไปที่ถนนด้านล่างเห็นกลุ่มคนประมาณสิบคนมากระจุกตัวกันที่ลานจอดรถใกล้ๆ (ในขณะที่คนที่เดินถนนตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ยังมีเหมือนกัน รถก็วิ่งกันบนถนนธรรมดา) ที่ด้านหลังแมนชั่นก็เห็นเหล่าคุณป้าคนญี่ปุ่นมายืนจับกลุ่มกันที่สนามเด็กเล่นเล็กๆตรงนั้น (ไม่ใช่จับกลุ่ม chat กันอยู่แน่นอน)

รีบวางสายจากคุณแฟนแล้วโทรหาน้องคนไทยที่แล็บเพื่อถามสถานการณ์ทันที แต่ก็ปรากฏว่าระบบโทรศัพท์ล่มใช้ไม่ได้ซะแล้ว มีแต่คอมที่ต่ออินเตอร์เน็ตทิ้งไว้ที่ยังใช้ได้อยู่ ดูจาก FB ของเหล่าคนไทยในญี่ปุ่นก็พอจะรู้เหตุการณ์คร่าวๆได้ว่าแผ่นดินไหวหนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ทุกคนตกใจกลัวกันหมด (ที่ร้องไม่เอาแล้วจะกลับไทยก็มี) ที่มหาลัยเองก็วิ่งหนีอพยพกันจ้าละหวั่น (แต่วุ่นวายหรือไม่อะไรยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์)

จะว่าไปถ้าตอนเกิดเรื่องตอนเราอยู่แล็บก็คงจะดี อย่างน้อยก็มีคนญี่ปุ่นที่เจนสถานการณ์มากกว่าช่วยนำได้ว่าควรทำอะไรยังไงดี นี่อยู่คนเดียวเล่นเอาทำอะไรไม่ถูกเลย ไม่เคยฝึกหนีแผ่นดินไหวกะเค้าซะด้วย T_T

เริ่มออกเดินสำรวจความเสียหายภายในห้อง ข้าวของทุกอย่างแทบจะเรียกได้ว่าถูกเทกระจาดออกมาจนหมด ทั้งตู้ ทั้งโต๊ะ ทั้งเตียง ขนาดว่าทั้งใหญ่ทั้งหนักขนาดนั้นก็ยังถูกแรงเขย่าจนเลื่อนออกห่างจากผนังได้เกือบ 10cm น้ำในชักโครกกระฉอกออกมาเปียกพื้นเลอะเทอะ ขวดซอสฉลากทองในครัวล้ม ซอสข้างในหกเลอะเต็มเตาส่งกลิ่นฟุ้งไปทั่ว จานแก้วของไมโครเวฟ(ที่เปิดฝาค้างไว้)กระเด็นจากความสูงกว่าหนึ่งเมตรมาหล่นอยู่ที่พื้น(แต่ไม่ยักแตก) ชั้นพลาสติกในห้องน้ำร่วงลงมายันประตูห้องน้ำไว้จนเปิดประตูไม่ได้ ตู้ใส่รองเท้าที่หน้าประตูบ้านเปิดออกของข้างในหล่นลงมากองที่พื้น

พอเปิดประตูห้องออกมาได้ก็มีตู้ใส่สายยางฉีดดับเพลิงหน้าลิฟต์เปิดอ้าซ่าและสายยางข้างในหล่นมากองอยู่ข้างนอก


แต่ยังไม่ทันจะดูอะไรได้ทั่วกว่านี้มันก็มาอีกแล้ว 余震 Yoshin (aftershock) มาไหวอีกแล้ว ด้วยความที่อยู่คนเดียวไม่เจอเคยแผ่นดินไหวใหญ่ๆอย่าง(ตะกี้)นี้ สิ่งเดียวที่นึกออกคือรีบกระโดดกลับเข้าห้อง โดดข้ามกองสิ่งของและไปมุดโต๊ะอีกครั้ง แต่คราวนี้แถมด้วยการกดเปิดทีวีที่วางอยู่ใกล้ๆกันด้วย (เพิ่งเห็นข้อดีของเจ้าทีวี analog ตกยุคสุดถูกฉายา หมูสี่ชั้น หนนี้เอง มวลแน่นฐานเหนียวดีมาก วางติดหนึบเลย ไม่ต้องช่วยจับก็ไม่หล่น)


ไหวหนนี้ไม่แรงเท่าหนแรกแล้ว เรียกว่าถ้าเป็นเวลาอื่นๆก็คงไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยด้วยซ้ำ ประมาณว่าถ้านอนอยู่ก็คงล้มตัวลงนอนต่อชิวๆ แต่หนนี้ใจมันแป้วไปแล้ว ไหวมานิดเดียวก็กลัวจนสั่นไปหมด ยิ่งดูภาพข่าวในทีวียิ่งได้รู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มันเลวร้ายแค่ไหน

เริ่มจากแผ่นดินไหวก่อน จุดแดงจุดส้มเยอะขนาดนี้ ไม่นึกเลยว่าชาตินี้จะมีบุญได้เจอกับตัว (คำอธิบายวิธีอ่านอยู่ในกรอบด้านล่างๆ ตรงนี้)

Credit ภาพและข้อมูลจาก //minkara.carview.co.jp/userid/316651/blog/21812180/ เผอิญตอนนั้นเราไม่ได้แค็ปภาพเอาไว้

ข้อมูลว่าแต่ละที่เจอไปเท่าไหร่บ้างเป็นภาพนี้ เนื่องจากยาวมากเลยแบ่งเป็นหลายๆรูป คลิกแต่ละอันดูภาพใหญ่ได้


ระบบการเตือนซึนามิของญี่ปุ่นได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลกแล้ว(หรือถ้าไม่ใช่ก็เกือบล่ะ) ซึ่งมันก็คงจะเป็นตามนั้นจริงๆ เหตุการณ์เพิ่งเกิดไม่กี่นาทีตะกี้ แต่ในทีวีมีภาพถ่ายทอดสดให้ดูแล้วว่าคลื่นซึนามิได้ทำความเสียหายให้กับพื้นที่ต่างๆในประเทศอย่างไรบ้าง เห็นทั้งภาพเรือที่ถูกคลื่นพัดจนมาชนกับตึกที่จอดรถ และอะไรๆอีกหลายอย่างที่รวมๆแล้วคือไม่ได้ช่วยให้มีกำลังใจหรืออุ่นใจขึ้นแต่อย่างใด มีแต่จะกังวลขึ้นเรื่อยๆ (ภาพด้านล่างจะเห็นว่าเตือนซึนามิแดงแจ๋แทบจะตลอดแนวชายฝั่งตะวันออกเลย)

Credit ภาพจาก //okguide.okwave.jp/guides/40562

ได้ยินเสียงทีวีประกาศตลอดว่ากำลังจะมีซึนามิขนาด 8 เมตรบ้าง 10 เมตรบ้างเข้าที่จังหวัดโน้นนี้นั้น ขอให้คนที่อยู่ในพื้นที่นั้นรีบอพพยไปที่สูงที่ปลอดภัย(安全な高台 あんぜんなたかだい Anzen-na-takadai)โดยเร็ว แต่อย่างน้อยคือ ที่พูดๆมาไม่มีโตเกียวอยู่ในนั้นเลย (มุมล่างขวา คือ ระดับการเตือนซึนามิ แถบเหลืองคือนิดหน่อย แถบแดงคือซึนามิประมาณ 1เมตร แถบแดงขาวคือซึนามิสูงมาก ไหวหนนี้แถบแดงขาวมาเพียบเลย)

Credit ภาพจาก //file.videohealthy.com/

ในขณะที่ยังอยู่ในห้องและมุดโต๊ะเป็นระยะๆ เจ้า aftershock ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุดสนิทไปสักที เราก็ลังเลว่าตกลงควรจะรีบหนีออกจากตึกไปไหม เพราะมันก็ไม่มีไหวแรงๆมาแล้ว แถมมองไปที่ถนนข้างล่างก็เห็นผู้คนเดินถนนกันปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ พยายามตามข่าวจากใน FB ใครๆก็บอกให้รีบออกจากตึกได้แล้ว แต่บอกตรงๆก็ไม่รู้จะไปไหนจริงๆ ชีวิตนี้มีแต่บ้านกับแล็บ ถ้าตึกสูงที่บ้านมันอันตราย ที่แล็บจะต่างอะไรกันก็ในเมื่ออยู่ชั้นสูงพอๆกัน (แมนชั่นที่บ้านอายุแค่ 10+ นิดๆเอง ค่อนข้างมั่นใจว่าสร้างมาแข็งแรง)

สุดท้ายก็ตัดสินใจออกจากห้องไปดูสถานการณ์ข้างนอก หลังจากคิดสารตะกับคุณแฟนแล้ว ถ้าจะมีที่โล่งที่ใกล้บ้านที่สุดและปลอดภัยก็น่าจะเป็นสนามฟุตบอลที่มหาลัยล่ะมั้ง (ทีแรกก็ว่าน่าจะสวนอุเอโนะหรือเปล่า แต่คุณแฟนบอกว่าที่นั่นต้นไม้เยอะนะไม่น่าเหมาะ) อีกอย่างคือทนกับ aftershock ไม่ไหวแล้วด้วย ถึงจะไม่แรงแต่ก็มาเป็นระลอกๆไม่หยุดมากว่าสองชั่วโมงแล้ว บอกตามตรงว่าระแวงจนประสาทจะกิน (ของที่ตกยังไม่ได้เก็บ เผื่อไหวแรงมาอีกจะได้ตกกันซะให้พอใจเลย ไว้ตามเก็บทีเดียว)

พอแผ่นดินไหว(แรง)ลิฟต์ก็หยุดไปโดยอัตโนมัติก็เลยต้องเดินลงบันไดไป 10+ ชั้น ระหว่างทางก็เจอคุณป้าห้องล่างๆกำลังออกมาเหมือนกัน ท่าทางว่าจะทน paranoid อยู่ในห้องกับ aftershock ไม่ไหวเหมือนเรานี่ล่ะ ระหว่างเดินลงมาก็ได้สำรวจแมนชั่นไปด้วยในตัว นอกจากชั้นของเราที่ฝาเก็บสายดับเพลิงเปิดออก กับอีกชั้นที่ถังดับเพลิงเล็กๆหลุดออกมากลิ้งอยู่ที่พื้น เท่าที่เห็นด้วยตาไม่มีความเสียหายอย่างอื่นเลย

ไม่มีรอยแตกร้าวใดๆแม้แต่นิดเดียว กระทั่งประตูอัตโนมัติที่ชั้นหนึ่งก็ยังทำงานได้เหมือนปกติ(ไม่งั้นคงต้องปีนรั้วออกไป) เมื่อรวมกับสภาพในห้องของตัวเองเข้าด้วย(ตัวห้องและของที่สร้างฝังติดมาให้ ไม่มีความเสียหายใดๆเลย ยังติดแน่นอยู่ครบ 32 ดีทุกประการ) เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สรุปได้ว่า แมนชั่นนี้ของเค้า(สร้างมาได้)ดีจริงๆ!!!

พอออกมาข้างนอกแมนชั่นเจอบรรยากาศผู้คนที่ถนนแล้วบอกตามตรงว่าแปลกใจมากๆ ผู้คนเดินกันปกติราวกับเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น บรรยากาศบนท้องถนนเหมือนกับเย็นวันศุกร์ทั่วๆไป ยกเว้นก็แต่จำนวนคนเดินถนนที่มากผิดปกติเพราะรถไฟในโตเกียวหยุดวิ่งทุกสาย ทำให้คนที่ทำงานในโตเกียวไม่รู้กี่ล้านคนต้องลงมาหาทางเดินกลับบ้านกันแทน (จากเหตุแผ่นดินไหว น่ากลัวหลายบริษัทจะได้เลิกเร็ว)

จากที่คิดว่าผู้คนน่าจะเดินมุ่งหน้าไปหาที่โล่งที่ปลอดภัยเพื่ออยู่รวมกันก็ผิดไปถนัด ทุกคนมีแต่มุ่งหน้ากลับบ้านกลับช่องตัวเองไม่มีใครสนใจหาที่โล่งอะไรที่ว่าเลย สนามฟุตบอลที่มหาลัยก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลยแม้แต่อย่างเดียว แต่ที่คิวแท็กซี่หน้าโรงพยาบาลโตไดนี่สิ ไม่มีเหลือสักคันทั้งที่ปกติคิวตรงนี้เวลานี้จะมีแท็กซี่เต็มตลอด (เดาว่าคงถูกโบกไปหมดแล้ว)


สิ่งเดียวที่พอจะทำให้รู้สึกถึงความตื่นตัวต่อเหตุการณ์นี้ของคนญี่ปุ่นก็คือในร้านขายของ ทั้ง Lawson ทั้ง CO-OP ในมหาลัยคนเยอะและต่อคิวยาวอย่างกับเป็นเวลาพักกลางวัน ชั้นขนมปังที่ร้อยวันพันปีไม่เคยขายหมดมาวันนี้ก็เกลี้ยงชั้น แต่ละคนที่เข้าไป หอบซื้อขนมปัง น้ำ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และ บรรดาอาหารหรือขนมที่สามารถทานได้ทันทีกันคนละหอบ ว่าแล้วเราก็ซื้อมั่งสิ เดี๋ยวจะไม่เหลืออะไรให้ซื้อ


แต่คนญี่ปุ่นก็ยังเป็นคนญี่ปุ่น ระเบียบวินัยและการเข้าคิวนี่ต้องขอใช้คำว่ามันฝังแน่นอยู่ในสายเลือดของเค้าเลย (ผลจากการปลูกฝังกันมาตลอดตั้งแต่เกิด ส่งผ่านกันมาหลาย generation) ขนาดในเวลาอย่างนี้ทุกคนก็ยังเข้าคิวซื้อของกันอย่างเป็นระเบียบน่าร๊ากน่ารัก พนักงานขายก็ไม่หนีไปไหน ยังทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ขอบอกว่าตอนไปจ่ายเงินนี่ยังได้เก็บ point ของ Lawson อยู่เลยนะเนี่ย


จาก Lawson ตะกี้แวะไปดูใน CO-OP มั่ง บรรยากาศไม่ค่อยต่างกัน ขนมปังหมด


เบนโตะ โอนิกิริ เรียบ!


มาที่ตึกตัวเอง ตรงหน้า subway ไม่อยากจะเชื่อว่ายังเห็นคนนั่งทำงานกันอยู่เลย!!!


เนื่องจากลิฟต์ไม่ทำงานเลยต้องแบกถุงเสบียงอันหนักอึ้งทั้งสองเดินขึ้นบันไดไปเป็น 10 ชั้น หนักมากกกกจนต้องหยุดหอบพักเป็นระยะๆกว่าจะไปถึงแล็บ อุตส่าห์นึกว่ามาแล้วจะได้เจอคนญี่ปุ่นอยู่ในแล็บบ้างเพื่อให้ถามข่าวคราวและวิธีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องซะหน่อย แต่ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลยสักคน T_T สรุปว่ามาเสียเที่ยว (โทรศัพท์ก็ยังเดี้ยงอยู่ ข่าวคราวคนอื่นๆรู้จากที่เค้าอัพ FB อย่างเดียวเลย)

ความเสียหายของที่แล็บก็แทบไม่เห็นเหมือนกัน เรียบร้อยกว่าที่คิด(อย่างว่านะ ตึกฐานกว้างกว่าคงสั่นน้อยกว่า)มีแค่ของตกเล็กๆน้อยๆ จากสภาพห้องตัวเอง จินตนาการไปไกลแล้วว่าอุปกรณ์วิจัยที่แล็บคงเละเทะ แต่ที่ไหนได้ ปลอดภัยดีอย่างไม่น่าเชื่อ น่าจะเรียกว่าเหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำ


ส่วนตัวตึกก็แค่เจอสีผนังกะเทาะมาเป็นฝุ่นสีขาวๆตรงข้างบันไดเท่านั้นเอง สรุปว่าตึกที่นี่ก็ผ่าน!!!


พอได้ออกจากแมนชั่นมาเจอบรรยากาศที่ไม่ตื่นตระหนกของคนญี่ปุ่นแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมากๆ แถมพอมาเดินอยู่ที่พื้นแล้วก็ไม่รู้สึกถึง aftershock อีกเลยด้วย (แต่ตามใน เว็บเช็ค aftershock มีมาตลอดไม่ได้หยุดไปเลย มาเกือบจะทุกๆ 5-10 นาที) ว่าแล้วก็เลยเดินไปตามถนนใหญ่พร้อมๆกับคนญี่ปุ่นที่ไม่มีรถไฟให้ใช้กัน ไม่พอ เรายังมีอารมณ์ดีพอจะแวะกินข้าวเย็นที่ร้านแฮมเบอเกอร์แถวนั้นซะด้วยนะ


ก็กะว่าของที่ซื้อเอาไว้กินในบ้านตอนฉุกเฉิน ตอนนี้ยังมีของนอกบ้านให้กินก็รีบกินไปก่อน ปกตินี่กินข้าวไม่เคยหมด เพราะเป็นพวก low carb แต่วันนั้นนี่กินไม่มีเหลือ แบบกะเผื่อไว้เลยว่ามีให้กินมื้อนี้ต้องเอาให้อิ่มไว้ก่อน เผื่อมื้อหน้าเกิดเหตุให้หาของกินไม่ได้ขึ้นมา


สุดท้ายแล้วไม่มีที่อื่นให้ไปก็ต้องกลับบ้านไปผจญกับ aftershock ตามเดิม หิ้วของเดินขึ้นบันไดไปอีก 10+ ชั้น สิริรวมวันนั้นเดินขึ้นบันได(พร้อมหิ้วถุงสุดหนักสองถุง)ไปกว่า 20+ ชั้น เล่นเอาปวดขาตุ๊บๆไปซะหลายวัน (20+ ชั้นนี่ ใส่ส้นสูงเดินซะอีก)

พอกลับมาห้องแล้วก็ต้องเริ่มจากการเก็บกวาดซะก่อน น่าแปลกใจว่าสภาพห้องเละๆอย่างนั้น แต่พอเก็บขึ้นมาจริงๆแล้วแทบไม่มีอะไรเสียหายเลย แม้ทุกอย่างจะตกลงมา แต่พอเก็บกลับเข้าที่ก็กลับเป็นสภาพ(เกือบ)เดิมอย่างง่ายๆ

เก็บของเสร็จก็เริ่มมาหาข่าวเพิ่มเติมทาง FB และในกระทู้ พร้อมๆกับเปิดข่าว NHK ไปด้วย วันนี้ทั้งวัน 24 ชั่วโมงมีแต่รายงานข่าวความเสียหายในพื้นที่ต่างๆ ประกาศเตือนแผ่นดินไหว ประกาศเตือนซึนามิ ล้วนๆ ตอนดึกๆเจอความเห็นของคุณ NEKKI ในกระทู้รายงานตัวที่ห้อง @Japan (อันนี้) ว่าบริษัทเค้าที่อิบารากิมีสภาพ....


อ่านแล้วก็อดยิ้มในอารมณ์ขันไม่ได้ แต่พอนึกว่าถ้าเราเจอสภาพนั้นบ้างสงสัยจะช็อคตายคาห้องไปก่อนแล้ว ก็เล่นเอาขำไม่ค่อยออกเลย ทางอิบารากิไหวแรงกว่าโตเกียวเยอะด้วย แค่ที่โตเกียวก็ซัดไประดับ 震度5強 = Shindo 5 Kyou = Seismic Intensity 5+ แต่ขนาดเพดานไม่ร้าวนี่เราก็กลัวตายจะแย่แล้ว


อธิบายหน่อยว่าหน่วยวัดแผ่นดินไหวที่ใช้โดย Japan Meteorological Agency (JMA) มีอะไรกันบ้าง

หน่วยแรกคือ Earthquake Magnitude Scale ที่คุ้นหูกันก็คือหน่วยริกเตอร์ (Richter magnitude) ที่ใช้กันมานานนมแล้ว ค่า Earthquake Magnitude นี้จะมีค่าเดียวเป็นการบอกความพลังงานที่ถูกปลดปล่อยของแผ่นดินไหวลูกนั้นๆ แต่ภายหลังเนื่องจากลิมิตบางอย่างจึงมีการกำหนดค่า Earthquake Magnitude Scale อันใหม่ขึ้นมาใช้แทน มีชื่อว่า Moment Magnitude Scale

รายละเอียดว่าอันใหม่ต่างกับริกเตอร์อันเดิมยังไงใครสนใจสามารถไปค้นคว้าต่อได้ แต่เอาเป็นว่าในปัจจุบันที่ข่าวญี่ปุ่นรายงานว่า Magnitude เท่านู้นเท่านี้น่ะ หมายถึง Moment Magnitude (เราเองก็เพิ่งมารู้เรื่องนี้ไม่นานนี้เอง) แต่เนื่องจาก Moment Magnitude ตัวใหม่มันใช้เกณฑ์การกำหนดค่าคล้ายๆกับริกเตอร์อันเดิม ก็เลยเรียกกันสับไปมาระหว่าง richter magnitude หรือ moment magnitude ก็ยังเป็นที่เข้าใจกันได้อยู่ (แถมนักข่าวก็พูดแต่ Magnitude ไม่ค่อยระบุด้วยว่าแบบไหน คนก็คุ้นเคยกับริกเตอร์มากกว่า ก็เลยเข้าใจกันไปแบบนั้น รวมถึงเราด้วย)

อีกค่าที่ใช้วัดแผ่นดินไหวเรียกว่า Seismic Intensity เป็นค่าที่ใช้บอกความแรงของการสั่นสะเทือนในพื้นที่ต่างๆ โดยตัว Seismic Intensity นี้ไม่ได้ใช้บอกพลังงานที่ถูกปลดปล่อยของแผ่นดินไหวแต่อย่างใดนะ ค่าจริงๆที่วัดมาได้จะมีหน่วยเป็นความเร่ง แต่พ๊อยต์สำคัญคือค่านี้มีได้หลายค่าแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานที่ แล้วแต่ว่าสถานที่นั้นๆได้รับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวลูกนั้นมาเท่าไหร่

ค่า Seismic Intensity จะมากหรือน้อยขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ยิ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ค่า Intensity ก็ยิ่งน้อย (= แถวนั้นจะรู้สึกถึงความสั่นได้น้อย) นอกจากนี้ภูมิประเทศและชนิดของพื้นดินในแต่ละที่ก็มีส่วนทำให้ค่า Seismic Intensity แตกต่างกันไปด้วย อ่านจาก FB ว่า ยกตัวเอย่างเช่นกรณี กทม ของเรา พื้นเป็นดินเหนียวซึ่งขยายแรงสั่นสะเทือนได้ดี ถ้าวันดีคืนดีเกิดแผ่นดินไหวขึ้น ดินแบบของ กทม เนี่ยล่ะ จะเพิ่มแรงสั่นสะเทือนให้มากกว่าดินปกติอีก 3-4 เท่า (= ค่า Seismic Intensity ที่วัดได้ที่ กทม จะสูง = รู้สึกถึงความสั่นมากกว่าคนในบริเวณใกล้กันที่พื้นดินเป็นดินปกติ)

เนื่องจากญี่ปุ่นเค้าเชี่ยวชาญแผ่นดินไหว (ไหวจนเป็นเรื่องปกติของชีวิต แต่ไหวแรงขนาดหนนี้นี่ไม่ปกติแล้วนะ) ทาง JMA เลยมีการกำหนดมาตรฐานหน่วย Seismic Intensity ขึ้นใช้เองเรียกว่า 震度 Shindo โดยเอาค่าความเร่งที่คำนวนได้มาจัดหมวดใหม่ ให้สื่อความหมายให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย ซึ่งก็มีทั้งหมดสิบค่าเรียงจากสั่นเบาสุดไปคือ 0, 1, 2, 3, 4, 5弱 Go-jaku (5-), 5強 Go-kyou (5+), 6弱 Roku-jaku (6-), 6強 Roku-kyou (6+), 7 เห็นตัวเลขนี้ปุ๊บ รู้ได้เลยว่าที่ๆเราอยู่สั่นประมาณไหน (รายละเอียดเต็มๆลองอ่านเว็บของ JMA ที่ ตรงนี้ ลิงค์นี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษไว้)

เวลาเกิดแผ่นดินไหวขึ้นทีสถานีตรวจวัดก็จะวัดและคำนวนมาว่าแต่ละพื้นที่นั้นวัดแรงสั่นสะเทือนได้ความเร่งเท่าไหร่ แล้วค่อยเอามาเทียบว่าความเร่งระดับนี้จัดให้อยู่ในสเกลใดในสิบสเกล 震度 Shindo

วิชาการชักเยอะอ่านแล้วงงกันไหมเนี่ย ถ้างงก็อย่าแปลกใจเพราะเราและคนรอบตัว(ก็นักเรียนสายวิทย์ทั้งนั้น)ยังงงเต้กอยู่นานว่าเจ้า Magnitude กับ Shindo มันต่างกันยังไง แล้วทำไมต้องมีแยกสองอันให้ยุ่งยากด้วย ขอสรุปง่ายๆโดยเทียบจากข้อมูลแผ่นดินไหวใหญ่ครั้งนี้ว่า

1. หนนี้จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว อยู่ในทะเลทางฝั่งตะวันออกของภูมิภาค Tohoku 東北 ความแรงของแผ่นดินไหว ณ จุดศูนย์กลางนี้คือ Earthquake Moment Magnitude 9.0 (เว็บญี่ปุ่นก็จะเขียนว่า M9.0)

2. 最大震度 Saidai-shindo หรือ พื้นที่ที่โดนแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดจาก M9.0 ลูกนี้อยู่ที่แถบ Tohoku ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุด วัด Seismic Intensity ได้ทะลุสเกลที่ 震度7 มากสุดไป เลย

3. ส่วนที่โตเกียวซึ่งห่างจากแถบ Tohoku ที่โดนหนักๆมา 2-300 km เจ้า M9.0 ลูกนี้ส่งผลให้ที่โตเกียววัด Seismic Intensity ได้ที่ 震度5強 (Shindo 5+) เทียบแล้วก็น้อยกว่าทาง Tohoku แต่ก็มากที่สุดที่เราและเพื่อนที่อยู่โตเกียวเคยเจอมา (เพื่อนอยู่มา 8 ปีกว่าแล้ว) มากพอจะทำให้เหล่าคนไทยที่ก่อนนี้เคยชิวๆกับแผ่นดินไหวญี่ปุ่น กลายมาเป็นคนวิตกจริตกลัวแผ่นดินไหวกันทุกนาที

ความแตกต่างของ Magnitude กับ Shindo คือ ในการไหวหนึ่งครั้ง ค่า M จะมีค่าเดียวเท่านั้น ใช้เพื่ออธิบายความแรงของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว แต่ค่า Seismic Intensity จะมีหลายค่า แต่ละพื้นที่ก็จะมีค่า Shindo ของตัวเอง เพื่อบอกว่าพื้นที่ของเรานั้นได้รับแรงสั่นไหวมามากหรือน้อยแค่ไหน ทาง JMA มีวาดการ์ตูนเป็นภาษาอังกฤษสรุปไว้ ตรงนี้ ว่า Shindo ไหนสั่นประมาณไหน (สรุปนี้เข้าใจง่ายมากๆนะ แนะนำให้ลองอ่านกันดู)

สรุปคือ ค่า M และ Shindo นี้ไม่เหมือนกันเทียบเคียงหรือใช้แทนกันไม่ได้เลย เกิดแผ่นดินไหวทีนึงค่า M มาก่อนหนึ่งค่า(ค่านี้ International ใช้ได้เข้าใจตรงกันทั่วโลก) และค่า 震度 Shindo (ใช้เฉพาะในญี่ปุ่น) ค่อยตามมาอีกเป็นขบวน(ญี่ปุ่นมีจุดตรวจจับแผ่นดินไหวเยอะมาก ค่าเลยซอยได้ละเอียดในแต่ละพื้นที่) ถ้าแผ่นดินไหวลูกไหนมี M สูงๆแถมอยู่ใกล้ๆ ก็พอจะคิดไว้ก่อนได้ว่าค่า Shindo ของจังหวัดที่ใกล้แผ่นดินไหวจะต้องสูงตามไปด้วย ถ้าศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในมหาสมุทรก็ต้องระวังซึนามิอีก

ตัวอย่างการแสดงแผ่นดินไหวของญี่ปุ่น (ไหวปุ๊บก็แสดงผลเกือบทันที) จากเว็บ //typhoon.yahoo.co.jp/weather/jp/earthquake/index.html?c=100 ภาพนี้แค็ปมาจาก aftershock ลูกใหญ่ลูกนึงที่สุด ณ ปัจจุบัน(ที่เพิ่งมาอัพเดตข้อมูลส่วนนี้เพิ่ม) เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษา 2011 เวลาญี่ปุ่นที่ 23:32 กากบาทสีแดงแทนจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว วงกลมสีต่างๆแทนระดับ Shindo ที่แต่ละพื้นที่ได้ไป (เหตุการณ์แผ่นดินไหวหนนี้ทำให้แม่นภูมิศาสตร์ญี่ปุ่นขึ้นอีกเยอะเลย จังหวัดไหนอยู่ตรงไหนจำได้หมดแล้ว) คลิกรูปเพื่อดูภาพใหญ่ๆได้นะ


ตามประสบการณ์(ช่วงนี้) ถ้าโตเกียวได้ 震度 ต่ำกว่า 3 เราจะแทบไม่รู้ตัวเลยว่าแผ่นดินไหว ถ้าได้ 震度3 จะรู้สึกว่าไหวแรงพอตัวโดยเฉพาะถ้าอยู่บนตึกสูง ลิ้นชักอะไรเปิดได้เองแต่ยังไม่ถึงขั้นของหล่น แต่ถ้าใครอยู่พื้นดินอาจไม่ทันรู้สึกได้ แต่ถ้าได้มาตั้งแต่ 震度4 ขึ้นไปก็ชักเริ่มน่ากลัว ถ้าอยู่บนห้องก็เตรียมมุดโต๊ะแล้ว วันไหนเกิดแจ๊คพ็อตเจอแรงกว่า 震度5強 (5+) ที่โดนไปหน 11 มีนา 2011 นี้ขึ้นมาล่ะก็.............ไม่กล้าจินตนาการผลลัพธ์เลย กลัวสุดๆ

aftershock ลูกที่แสดงแผนที่ไปด้านบนนี้ ที่ Sendai 仙台 ได้ไป 震度6弱 Shindo 6- เห็นภาพห้องของคนที่นั่นจากใน FB ตู้หนังสืออะไรที่สูงๆนี่ล้มลงมาหมด ตู้เย็นเปิดอ้า ตู้เก็บชาม(อยู่ใต้ซิงค์)เปิดเขย่าจานชามด้านในออกมากองที่พื้นหมด แรงกว่าที่เราเจอที่โตเกียววันที่ 11 มีนา จริงๆ แต่ท่าทางห้องเค้าก็จะยังอยู่ต่อได้ปกตินะ ตึก(น่าจะ)ยังไม่พัง (ไม่งั้นคงไม่มีอารมณ์ถ่ายรูปมาส่งให้กันดูได้)


เท่าที่อ่านๆมาคนอื่นๆทั้งไทยทั้งญี่ปุ่น เค้ามีเผ่นลงจากตึกไปกันทั้งนั้นกลัวตึกพังทับเอา (เพื่อนบอกว่าที่บริษัทเค้า สวมหมวกนิรภัยแล้วรีบลงบันไดไปเป็นแถวเรียบร้อยเชียว) ที่ยืนหยัดอยู่บนตึกจนนาทีสุดท้ายเนี่ยมีแต่เราคนเดียวนี่ล่ะ แต่จะว่าไปมันก็ไม่เคลียร์จริงๆนะ บางตำราก็ว่าหลบใต้โต๊ะดีกว่าเพราะสถิติคนจะตายกันเยอะก็เพราะวิ่งหนีแผ่นดินไหวแล้วเจอของตกใส่นี่ล่ะ แต่บางตำราก็ว่าให้รีบหนีออกจากตึกเพราะเดี๋ยวตึกถล่มก็โดนฝังพอดีกัน

จะว่าไปมันก็ถูกทั้งคู่แต่คราวนี้จะตัดสินใจยังไงดีล่ะว่าไหวแรงขนาดนี้แล้วควรจะทำอันไหนดี? คนยิ่งไม่มีประสบการณ์เจอที่ไหวแรงๆซะด้วยสิ ถ้ากว่ารอเพดานเริ่มร้าว ตึกทำท่าจะถล่มแล้วค่อยรีบวิ่งลงตึกมันจะไม่ช้าไปเหรอ อยู่ตั้งชั้น 10+ เชียวนะ? แต่ถ้ารีบวิ่งแต่แรกแล้วไปเจออะไรหล่นใส่หัวระหว่างทาง จนเด๊ดสะมอเร่เข้าล่ะ จบไม่สวยเหมือนๆกัน? (เพื่อนที่เรียนทาง civil engineer เค้าบอกว่าสำหรับแผ่นดินไหวแล้ว ตึกผอมๆสูงๆปลอดภัยกว่า เพราะมี flexibility สูงกว่า แม้ว่าต้องทนโยกเยกกว่าใครเค้าก็ตาม) ข้อสงสัยนี้ เผอิญไปเจอสองลิงค์ที่ละเอียดพอจะช่วยแถลงไขให้ได้ดังนี้
  1. สรุปแล้ว วิธีเอาตัวรอดจากแผ่นดินไหว คือ แบบไหนกันแน่ ระหว่าง...The Triangle of life และ Drop, Cover, and Hold On!
  2. Protect Yourself During an Earthquake...Drop, Cover, and Hold On!

สรุปคร่าวๆบางประเด็นที่เราสนใจจากลิงค์ที่สองได้ว่า

  • เมื่อแผ่นดินไหวให้รีบหมอบลงกับพื้นและเอาแขนเราบังหัวและคอไว้ อย่ารอให้แผ่นดินไหวเขย่าจนเราล้มหมอบไปเองซึ่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ นอกจากนั้นท่าหมอบคลานนี้ยังมีประโยชน์ว่าเราสามารถเคลื่อนย้ายร่างกายได้ง่ายด้วย
  • เพื่อความชัวร์ ถ้าเกิดแผ่นดินไหวตอนอยู่ในห้อง ไม่ต้องรอดูลาดเลาว่ามันแรงหรือไม่แรง ให้มุดโต๊ะอยู่ในท่าคลานเข่า เอาแขนมาบังหัวและคอไว้และจับขาโต๊ะให้แน่นเพื่อเตรียมพร้อมว่าถ้าโต๊ะมันเคลื่อนเราก็ต้องเคลื่อนตามมันไป (กว่ารอให้ไหวแรงแล้วค่อยมุด อาจยืนไม่อยู่ หรือ เจอวัตถุบินหล่นมาใส่หัวก่อนก็เป็นได้)
  • ตอนเกิดเหตุถ้าอยู่บนเตียงก็ไม่ต้องวิ่งออกไปไหน เอาหมอนมาบังหัวไว้แล้วอยู่อย่างนั้น (แต่ถ้ามีโต๊ะให้มุดใกล้ๆ ก็น่าจะมุดโต๊ะดีกว่านะ แต่ถ้าที่มุดไกลเกินก็อย่าไปดีกว่า เคลื่อนไหวมั่วซั่วจะบาดเจ็บเอาได้)
  • ถ้าไม่มีโต๊ะจะให้มุด ให้อยู่ให้ห่างเฟอร์นิเจอร์หรือของที่อาจจะตกมาใส่หัวได้ แล้วหมอบลงในท่าคลานเข่าและเอาแขนบังหัวไว้ โดยเลือกอยู่ข้างๆ interior wall จะดีกว่าข้างๆ exterior wall เพราะอันหลังมักมีแนวโน้มจะพังง่ายกว่าแถมมักมีกระจกที่อาจแตกมาทำอันตรายเราด้วย
  • อย่าวิ่งออกข้างนอกหรือวิ่งไปห้องอื่นตอนที่ยังสั่นอยู่ เพราะสิ่งของรอบๆอาจทำอันตรายเรา รวมถึงเราอาจโดนแรงสั่นของแผ่นดินไหวเหวี่ยงกระเด็นเอาได้ ที่่สำคัญคือพวกบันไดหนีไฟที่อันตรายมาก เพราะบันไดหนีไฟมักไม่ได้สร้างติดมากับโครงสร้างตึก ตึกเสร็จค่อยเอาบันไดหนีไฟมาแขวนติดเข้าไป ดังนั้นถ้าตึกสั่นแรงๆบันไดหนีไฟพวกนี้มีสิทธิพังและร่วงได้ง่าย
  • อย่าเข้าไปอยู่ใน Triangle of life อย่างที่มีอีเมลพูดๆถึงกัน จากลิงค์ภาษาอังกฤษด้านบนบอกว่าวิธี Triangle นี้เป็นคำแนะนำที่ผิดหลักในความเป็นจริงอยู่มากมาย
  • ถ้าตอนเกิดเรื่องอยู่นอกบ้านอยู่แล้ว ก็ให้อยู่นอกบ้านต่อไปและหาที่โล่งอยู่ โดยหลีกเลี่ยง เสาไฟ ต้นไม้ ป้ายต่างๆ รถยนต์ สิ่งก่อสร้าง และอื่นๆที่อาจจะล้มลงมาทับเราได้
  • ถ้าตอนเกิดเรื่องขับรถอยู่บนทางด่วน อันนี้หมดปัญญาแก้ไข ทำอะไรไม่ได้จริงๆ คงได้แต่ภาวนาขอให้ทางด่วนมันไม่พังพาบลงไป
  • ตึกถล่มน่ะอันตรายน้อยกว่าที่คิด แม้ว่าภาพตึกถล่มจะดูน่ากลัว แต่ตามความเป็นจริงแล้วตึกส่วนใหญ่ไม่ได้ถล่มจริง หรือ ถึงถล่มก็ไม่ได้ถล่มแบบราบคาบเรียบวุธอย่างที่คิดกัน เพราะในการก่อสร้างแบบใหม่มีการคิดถึงเรื่องนี้เอาไว้แล้วและก็มีการดีไซน์กันกรณีพวกนี้ไว้

  • สรุป(กันเอาเอง เรากับคุณแฟน)ว่า แผ่นดินไหวมาที่ญี่ปุ่น อย่างแรกถ้าใช้อะไรที่มีไฟลุกติดอยู่ให้รีบปิดทันที ไม่งั้นไฟไหม้มางานใหญ่แน่(แต่ระบบ gas ที่ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวแรงมาจะปิดอัตโนมัติอยู่แล้ว) จากนั้นรีบไปเปิดประตูทางออกให้อ้าค้างไว้(กันไหวแรง จนทำให้กรอบประตูพัง ถูกขังล็อคในห้องออกไม่ได้) แล้วรีบมาหาที่มุดเอาตัวรอดเลย พอแผ่นดินไหวหยุดเมื่อไหร่ ค่อยออกจากห้องไปหาที่โล่งปลอดภัยอะไรอีกที เผื่อกรณีว่าตึกที่อยู่อาจมีการเสียหายจากแผ่นดินไหวตะกี้ ยังไม่ถล่มตอนนี้ก็จริงแต่อาจถล่มได้หากเจอ aftershock ที่จะตามมา (ตอนนี้ก็อย่าลืมหยิบถุงฉุกเฉินติดมือมาด้วย)

    คุณเพื่อนที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นที่หนนี้พากันวิ่งลงตึกชั้น 8 กันทั้งยังสั่นๆอยู่ก็บอกว่าตอนนี้เค้าตกลงกันใหม่ว่าต่อไปจะทำตามคู่มือ คือ ถ้าสั่นแรงจะมุดโต๊ะก่อน หยุดสั่นแล้วค่อยลงจากตึก สรุปว่าเข้าใจตรงกันแล้ว!!! (แต่ถึงเวลาถ้าคนรอบตัววิ่งกันหมด จะให้มุดโต๊ะอยู่คนเดียวก็ไงๆอยู่นะเนี่ย)

น่าสนใจที่สุดคงจะเป็นข้อที่บอกว่า ข้อยกเว้นเดียวสำหรับวิธีมุดใต้โต๊ะ ก็คือ สำหรับประเทศที่มี unengineered construction (ประมาณว่าการก่อสร้างไม่ถูกหลัก ไม่ได้มาตรฐานตึกสมัยใหม่ที่สามารถทนแผ่นดินไว้ได้อะไรพวกนั้น) หรือ ในกรณีที่เราอยู่ชั้นล่างของพวกตึกที่สร้างแบบอิฐสมัยก่อนแถมมีเพดานหนักด้วย ถ้าสองกรณีนี้แนะนำว่า การเผ่นออกมาหาที่โล่ง คือ วิธีที่ดีที่สุด ซึ่งถ้าอยู่ญี่ปุ่นล่ะก็ไม่เข้าเคสนี้อยู่แล้ว แต่น่าคิดก็คือว่าถ้าเป็นที่ไทยจะทำไงดีล่ะ จะมุดหรือจะเผ่นแน่บดีล่ะเนี่ย??

Credit แค็ปจาก //www.earthquakecountry.info/dropcoverholdon/

กลับมาที่สถานการณ์ในโตเกียว โดยรวมแล้ววันนี้ชาวญี่ปุ่นดูจะไม่ได้ตื่นตระหนกกันออกนอกหน้า(เพราะมองหน้าแต่ละคนแล้วดูเฉ๊ยเฉย ไม่ตกใจอย่างเราเลย) แต่ชาวต่างชาตินี่ล่ะที่กลัวกันมากๆ แน่นอนว่า ณ วันนั้นโตเกียวไม่ใช่เมืองหลวงอันแสนสะดวกสบายๆเหมือนที่เคยๆเป็นมาแล้ว

ระบบโทรศัพท์ตอนดึกๆกลับมาใช้ได้(บ้างไม่ได้บ้าง) รถติดในโตเกียวเป็นประวัติการแม้แต่ที่หน้าบ้านของเรา


รถบัสคนแน่นเป็นปลากระป๋องเหมือนกับนั่งรถไฟในช่วง rush hour คนติดอยู่ตามสถานีรถไฟหลักๆเพียบกลับบ้านไม่ได้ เป็นเหตุให้โรงแรมที่พักแถวๆนั้นคนเข้าพักจนห้องเต็มเอี๊ยด (สุดท้ายต้องมีการประกาศจัดที่ให้พักชั่วคราว ตามใกล้ๆสถานีหลักๆเหล่านั้นขึ้นมาแทน) สนามบินนาริตะปิดคนติดคาเทอร์มินอลอีกเยอะแยะ (เห็นว่า reschedule ใหม่ ได้บินพรุ่งนี้แทน)

แท็กซี่ว่างหายากมากๆข่าวบอกว่าบางคนรอที่คิวแท็กซี่มากว่าสี่ชั่วโมงก็ยังไม่เจอวิ่งมาสักคัน(แต่ก็ยังเข้าคิวรอกันดีประสาคนญี่ปุ่น) คนที่โชคดีได้แท็กซี่ก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงมากๆกว่าจะถึงบ้านเพราะรถติดถนนหนึบขยับไม่ได้เลย คนรู้จักคุณแฟนใช้เวลาในแท็กซี่กว่า 8 ชั่วโมงครึ่งแต่ค่าแท็กซี่แค่ประมาณ 8,800 เยนเท่านั้น (เห็นว่านี่เป็นเรตพิเศษสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ ฟู่...รอดตัวกันไป ไม่งั้นจ่ายเต็มนี่ค่าแท็กซี่คงพอซื้อตั๋วเครื่องบินไปกลับต่างประเทศได้เลย)

เพื่อน(คุณแฟน)อีกคนก็เดินจาก Kamakura กลับ Yokohama ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง (ปกติถ้านั่งรถไฟจะวิ่งเป็นระยะทางประมาณ 22.2 km ใช้เวลาแค่ 24 นาที) ช่วงตอนดึกๆหลังจากเจ้าหน้าที่รถไฟตรวจเช็คจนแน่ใจแล้ว รถไฟบางสายเริ่มเปิดให้บริการก็พอจะช่วยระบายคนกลับบ้านกันได้บ้าง

แต่ก็แปลกนะว่าทั้งๆที่ขลุกขลักกันขนาดนี้แล้ว ไม่เห็นคนญี่ปุ่นเค้าจะมีออกมาโหวกเหวก โวยวาย โทษว่าเป็นความผิดของรัฐบาล โทษฟ้าโทษสวรรค์ โทษว่าเธอผิดฉันผิด หรือ โทษโน่นนี่อะไรเลย สถานการณ์เป็นยังไงก็พยายามหาทางแก้ไปกันไปตามสภาพ ดูเค้าเลือกที่จะมองปัจจุบัน มากกว่าที่จะไปเสียเวลามาโทษลมโทษฟ้ากับอะไรที่มันเกิดขึ้นไปแล้วนะเนี่ย เอาแค่ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ไม่มาก่อปัญหาเพิ่มก็ถือว่าช่วยประเทศได้แล้วล่ะ

อันนี้ไม่รู้คิดไปเองคนเดียวรึเปล่า แต่รู้สึกว่านิสัยคนญี่ปุ่น ถ้าทำผิดก็มักเลือกจะยอมรับผิดไป ไม่ค่อยนิยมแก้ตัวไปเรื่อย หรือ โทษโน่นโทษนี่เท่าไหร่ อย่างคำขอโทษที่ลงท้ายว่า 申し訳ございません Moshiwake-gozaimasen ก็ให้อารมณ์ประมาณว่า "เราผิดเอง และ ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ"

บ้านเรายังโชคดีว่าอยู่ใจกลางเมืองโตเกียวสาธารณูปโภคทุกอย่างทั้ง ไฟฟ้า น้ำประปา แก๊สทุกอย่างยังใช้ได้ดี (แต่แก๊สนี่เพิ่งรู้เหมือนกันว่าพอมีแผ่นดินไหวมันจะตัดไปอัตโนมัติ หลังจากนั้นต้องไปกดปุ่ม reset ที่ตู้ปั๊มหน้าห้อง เป็นปุ่มมีฝาครอบสีดำ มีคำอธิบายวิธีรีเซ็ตเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นให้เรียบร้อย) แต่เห็นว่าในแถบรอบนอกของ Tokyo รวมถึงที่ Chiba, Kanagawa, Ibaraki และ อื่นๆอีกหลายจังหวัดเพื่อนบ้านมีปัญหาไฟดับกันไปเพียบเลย

เช็ค FB ของคนไทยในญี่ปุ่นวันนี้มีแต่เรื่องแผ่นดินไหวบินว่อน (เพราะโทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ ใช้ได้แต่อินเตอร์เน็ต) ตัวอย่างเท่าที่พอจำๆได้ก็มีดังนี้
  • เป็นครั้งแรกที่เห็นตึกโยกไปมากับตา <-- แมนชั่นเราก็คงเป็นหนึ่งในตึกที่โยกชัวร์

  • อยู่โตเกียวมาแปดปี เพิ่งเคยเจอแผ่นดินไหวในแนวตั้ง <-- นาทีนั้นไหวแนวไหนไม่รู้แล้ว รู้แต่ไหวแรงน่ากลัวมากกกอ่ะ

  • รถที่จอดอยู่ใกล้ทะเลตรงโยโกฮาม่า โดนกวาดลงทะเลไปหมดแล้ว <-- ซึนามิตรงนี้ทำให้อดเสียวไม่ได้ว่า ชักไม่ใช่เรื่องไกลตัวซะแล้ว

  • ไหวหนนี้เล่นเอายอด Tokyo Tower งอไปเลย <-- ไม่น่าเชื่อแต่ก็เป็นเรื่องจริง

  • เพิ่งจะเก็บอุปกรณ์กลับเข้าชั้นไป ไม่ทันไรโดน aftershock กวาดลงมาอีกแล้ว <-- แล็บเราโชคดีไม่มีของสำคัญตกเลย

  • เพิ่งจะรู้ว่าที่มหาลัยมีประตูอัตโนมัติที่จะปิดลงมากันไฟไหม้ลามเวลาแผ่นดินไหวด้วย <-- สงสัยอยู่ว่าที่มหาลัยเรามีบ้างไหมหนอ(แต่ที่แมนชั่นไม่มีชัวร์) เห็นว่านี่คือหนึ่งบทเรียนจากสมัยแผ่นดินไหวโกเบ ตอนนั้นที่ตายกันเยอะมากก็เพราะเหตุจากไฟไหม้ ไม่ใช่เพราะเหตุตึกล้มทับ

  • ปลอดภัยดี แต่ติดอยู่โอซาก้าเพราะชินคังเซ็นหยุดวิ่ง <-- ถ้าเมื่อเช้าเราตื่นทัน ก็คงติดแหง่กอยู่ Shizuoka 静岡県 กลับโตเกียวไม่ได้เหมือนกัน

  • รู้สึกเหมือนเป็นทอม แฮงค์ ที่ติดคาอยู่เทอร์มินอลสนามบิน <-- อันนี้น่าจะเรียกว่าโชคดีที่สุดแล้ว ในบรรดาผู้ประสบเหตุการณ์เดียวกัน เพราะจะได้ออกจากญี่ปุ่นเป็นกลุ่มแรกเลยในราคาตั๋วปกติ

  • ข้อดีของการติดแผ่นดินไหวอยู่ที่สนามบิน คือ ... สามารถหยิบโตเกียวบานาน่าหนึ่งกล่องมาเป็นอาหารเย็นได้...ใช้ชีวิตราวกับราชา มีแอร์คอยเสิร์ฟโน่นนี่ตลอด... <-- วิธีการมองโลกในแง่ดีแบบหนึ่ง

เรื่องเล่าเพิ่มเติมจากพี่ที่อยู่สนามบินนาริตะพอดีตอนเกิดเรื่อง เห็นว่าเริ่มไหวทีแรกกำลังต่อคิวซื้อของฝากอยู่ คนก็ยังเฉยๆยังไม่อะไรกัน แต่พอไหวแรงทีนี้เจ้าหน้าที่ก็บอกให้รีบวิ่งออกจากตึกกันโดยเร็ว คนก็วิ่งออกไปกันจ้าละหวั่น พี่คนไทยเราก็หนีกะเค้าเหมือนกันทั้งๆมือถือตะกร้าขนมของฝาก(ที่ยังไม่ได้จ่ายเงิน)ติดตัวไปด้วยนั่นล่ะ ดีว่าพี่เราโหลดกระเป๋าไปแล้วนะเนี่ย ไม่งั้นต้องลากกระเป๋าวิ่งด้วยคงทุลักทุเลน่าดู

จากนั้นบรรดาผู้ใช้บริการสนามบินก็ต้องรออยู่หนาวๆนอกตัวตึกเพื่อรอเจ้าหน้าที่เช็คความปลอดภัยและซ่อมแซมส่วนที่ร้าวกันไป เห็นว่าตึกสนามบินมีร้าวด้วยนะ แต่เค้าซ่อมกัน(เกือบจะ)เสร็จเรียบร้อยภายในวันเกิดเรื่องนั้นเลย ตอนเราไปนาริตะอีกทีไม่กี่วันให้หลังก็ไม่เห็นร่องรอยความเสียหายอะไรที่ว่าแล้ว (ตอนนั้นยังนึกอยู่เลยว่าสงสัยที่นี่ไม่เป็นอะไรเลยซะอีก)

พอดึกๆซ่อมและเช็คกันเสร็จ(ระดับนึง) ก็ค่อยให้ผู้โดยสารที่รอหนาวๆอยู่ด้านนอกเข้าสนามบินไปหลบหนาวกันตามซอกมุมต่างๆได้ตามสะดวก พี่คนไทยของเราก็เดินจะไปจ่ายเงินค่าขนมของฝากที่ติดมือวิ่งหนีออกไปด้วย แต่นาทีนั้นเจ้าหน้าที่ไม่มีอารมณ์มาอะไรแล้ว ก็บอกมาว่าไม่เป็นไรให้เอาไปฟรีๆเลย ก็เลยได้ Shiroi Koibito และ Tokyo Banana หลายกล่องมาฟรีๆด้วยประการฉะนี้แล (แต่เห็นว่านอนนาริตะคืนนั้นนี่ นอนไปเดี๋ยวฝ้าเพดานทางซ้ายหล่น สักพักเปลี่ยนมาฝ้าทางขวาร่วงบ้าง เป็นงี้ตลอดคืน)

กลับมาที่ตัวเราที่อยู่ในโตเกียวกันต่อ ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวแรงหนนี้ อารมณ์ก็เปลี่ยนเป็นหน้ามือหลังมือ หลังแผ่นดินไหวเรา(และคนไทยคนอื่นๆก็ด้วย)ก็ยังอดระแวงอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะทุกครั้งที่ aftershock มา(ซึ่งก็มาเป็นร้อยหน แถมบ้านเราอยู่สูงด้วย มากี่หนๆรู้หมด) เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะที่ลุกมาเตรียมถุงฉุกเฉินใส่อาหารแห้ง น้ำขวด เสื้อผ้ากันหนาว พาสปอร์ต และอีกสารพัด อย่างที่ไม่เคยคิดจะเตรียมมาก่อน

บทจะเข้าห้องน้ำหรืออาบน้ำก็ต้องเข้าไประแวงไปว่าระหว่างที่ห่างทีวีจะมีประกาศเตือนอะไรมาหรือเปล่านะ ต้องรีบสาดๆแล้วรีบออกมาแต่งตัวเต็มยศให้อยู่ในสภาพพร้อมวิ่งตลอด ไม่พอคุณแฟนแถมให้ด้วยการให้ไปแกะสัญญาณเตือนภัยทุกอันในห้องมาพกติดตัว เผื่อกรณีเราเกิดโดนฝังขึ้นมาจะได้ใช้ไอ้เจ้าพวกนี้ส่งเสียงขอความช่วยเหลือได้ (เผอิญไม่มีนกหวีด) ก็สมเหตุสมผลอ่ะนะ แต่อดรู้สึกเสียวๆไม่ได้ เหมือนมันเป็นลางยังไงก็ไม่รู้สิ

เรื่องที่ชวนให้ยิ้มอีกอย่างนึงของวันนี้ คือ ได้รับอีเมลจากทางร้านขนมที่เกียวโตที่สั่งช็อคชาเขียวไว้ก่อนหน้านี้ กะจะให้ส่งไปเป็นของขวัญวัน White day ให้คนรู้จัก ในสถานการณ์แบบนี้แต่เค้าก็ยังอุตส่าห์ส่งเมลมาบอกว่าเนื่องด้วยสถานการณ์ตอนนี้ที่การขนส่งหยุดชะงัก คงไม่สามารถส่งของให้ตามกำหนดได้และต้องแคนเซิลออเดอร์ไป ต้องขอโทษอย่างมาก บลาๆๆๆ

Credit ภาพจาก //store.shopping.yahoo.co.jp/itohkyuemon/211431.html

เห็นเมลแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า โถๆๆ ช่างความรับผิดชอบสูงส่งอะไรเช่นนี้ เกิดเรื่องนี้อย่างนี้แล้วก็ยังอุตส่าห์มีแก่ใจมาไล่ตามส่งอีเมลลูกค้าทีละคนอีก อันนี้เป็นโปรโมชั่น White day เลยคิดว่าไม่น่าจะมีแต่เราคนเดียวแน่ๆที่ต้องโดนแคนเซิลออเดอร์ไป (ออเดอร์ของเรานั้นยังไม่ได้จ่ายเงิน ส่งของเสร็จบิลถึงจะมา)


ส่วนเรื่องที่พอจะมองว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายได้ ก็คงเป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นเค้ามองการไกลและสร้างตึกมาได้แข็งแรงคงทนอย่างไม่น่าเชื่อ อ่านมาว่าตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินไหว Great Hanshin Earthquake ขนาด M6.8 และ Shindo 7(.3) ที่โกเบในเดือนมกราคม ปี1995 (Great Hanshin Earthquake) ที่ทำให้ตึกรามบ้านช่อง แม้แต่สะพานทางด่วนพังพาบลงมา ทำให้มีผู้คนเสียชีวิตจำนวนมหาศาล รัฐบาลญี่ปุ่นก็รื้อกฏหมายเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารใหม่ทั้งหมด อาคารที่สร้างใหม่ต้องสร้างให้ทนแผ่นดินไหวได้ดี อาคารที่เก่าแล้วก็ต้องมีการเสริมเติมแต่งให้ทนแผ่นดินไหวได้

ทั้งหมดนี้รวมถึงงบประมาณในการวิจัย แน่นอนว่าเป็นเม็ดเงินมหาศาล มีการทดลองว่าตึกสามารถรับแรงกระทำจากแผ่นดินไหวได้แค่ไหน โดยเอาตึกมาทดลองเขย่าบน shaking table (ทดสอบทั้งแบบไหวแนวนอน และ ไหวแนวตั้ง <- แนวตั้งนี่แหล่ะที่น่ากลัวแสดงว่าอยู่ใกล้จุดเกิด ไม่ใช่แค่ได้รับแรงสั่นจากห่างๆ ) ที่ไฮโซที่สุดก็คือเอาตึกของจริงๆขนาด 5 ชั้นมาทดลองเขย่ากันเลยทีเดียว (ข้อมูลในย่อหน้านี้สรุปจากที่อ่าน FB ของคนไทยที่เรียนทาง civil engineer อยู่ญี่ปุ่น ถ้าใครจำชื่อคนเขียนใน FB ได้รบกวนบอกด้วยจะได้ลงเครดิตถูก)

จากเครดิตของคนเขียนเค้าบอกประมาณว่า(สรุปจากที่เราจำได้) >> ตั้งแต่ 1995 รัฐบาลญี่ปุ่นก็เหมือนจะรู้ล่วงหน้าว่ามันจะต้องเกิดขึ้นอีกเลยเตรียมการไว้พร้อม....และแล้ววันนั้นที่รอคอยก็มาถึง << อ่านแล้วก็แอบขำ แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไม๊ ทำไมเราจะต้องโชคดี ได้เจอไอ้วันนี้ที่รอคอยกะตัวด้วยนะเนี่ย แถมไหวหนักยิ่งกว่าหนก่อนอีกตั้ง M9.0 ณ จุดศูนย์กลาง (ข่าวทีแรกออกว่า 8.8 แต่ตอนหลังญี่ปุ่นประกาศใหม่ว่า 9.0 ซึ่งต่างกัน M0.1 นี่คือ แรงกว่ากัน 1 เท่า หรือ x2 เลยนะ)

คืนนี้ก็เป็นอีกคืนในญี่ปุ่นที่ไม่สามารถข่มตาให้หลับสนิทได้ ต้องเปิดทีวีค้างไว้ตลอดเผื่อว่ามีประกาศเตือนอะไรฉุกเฉินมา ภาพข่าวในทีวีก็มีแต่ภาพน่าหดหู่ของสถานที่ที่โดนซึนามิพัดถล่ม (ภาพที่โดนหนักๆตรง 岩手 Iwate มองทีแรกยังไม่เข้าใจว่ามันคือภาพอะไร ที่แท้มันคือภาพบ้านเรือนนับสิบนับร้อยโดนน้ำกวาดไปจนเรียบ T_T) ตึกที่ไหนสักแห่งที่เพดานร้าวร่วงลงมาเกือบจะทับคนแถวนั้น โรงงานน้ำมันอะไรสักอย่างที่ Chiba 千葉 ที่ไฟลุกท่วมเป็นทะเลเพลิงจนป่านนี้ก็ยังไม่สามารถคุมเพลิงได้ และ อื่นๆอีกมากมายที่เลเวลความหดหู่ห่อเหี่ยวไม่หนีกันเลย

แต่จริงๆนะว่าไม่เห็นภาพผู้เสียชีวิตเลยสักภาพเดียวในข่าว NHK ที่ดูอยู่ตลอดนี่ มีแต่ภาพสถานการณ์และสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่พังเสียหาย พอกลับมาดูข่าวที่ไทยยังแปลกใจว่า มีภาพหดหู่ที่ไม่เคยเห็นใน NHK เพียบเลย ช่างอุตส่าห์ไปสรรหากันมาได้นะเนี่ย

เป็นระยะๆก็จะมีรายงานสถิติผู้เสียชีวิตอัพเดตเข้ามา แต่ที่โตเกียวเท่าที่ฟังมีผู้เสียชีวิตแค่ 5 คน ฟังออกไม่หมดแต่น่าจะเกิดจากโดนอะไรหล่นใส่เป็นส่วนใหญ่ ที่จิบะและอิบารากิไหวแรงกว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า(แต่ยังอยู่ที่หลักสิบต้นๆ) ที่นำลิ่วทิ้งห่างไปหลักร้อยเลยก็คือแถวที่โดนหนักๆตรง Tohoku 東北 โดยเฉพาะที่ Sendai 仙台 กับ Iwate 岩手

แผนที่เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่าอะไรอยู่ตรงไหนกันบ้าง (คลิกดูรูปใหญ่ได้) ที่วงแดงๆคือจุดที่โดนซึนามิถล่มหนักสุด ส่วน A <-> B คือ Tokyo <-> Kawazu ทริปที่คิดจะไปอยู่วันนี้พรุ่งนี้ (แต่ตอนนี้คือแห้วสนิทไปแล้ว ต่อให้รถไฟวิ่งก็ไม่มีอารมณ์จะไป)


สองสิ่งที่พอจะสรุปได้จากสถิติน่าหดหู่เหล่านี้ อย่างแรกคือ แผ่นดินไหวไม่ได้สร้างความเสียหายเท่าไหร่เลย(สำหรับญี่ปุ่น) ซึนามิต่างหากล่ะตัวหายนะ (ตรงที่โดนหนักๆ พอเกิดซึนามิปุ๊บเค้าก็ประกาศเตือนทันทีนะ แต่มันเกิดใกล้แผ่นดินมาก หลังจากเตือนไม่กี่สิบนาที ซึนามิก็ซัดเข้ามาถึงแล้ว แล้วได้ยินว่าซัดเข้ามาในแผ่นดินลึกกว่า 7.8km เลย ใครโดนซึนามิลูกใหญ่นี้พัดไปก็เท่ากับว่าต้องโดนคลื่นลากลงทะเลไปอีกเป็นระยะทางกว่า 7.8km แล้วอย่างนี้จะรอดได้ยังไงล่ะเนี่ย T_T )

ส่วนอย่างที่สองคือ ข้อพิสูจน์ที่ว่าความพยายามของมนุษย์สามารถช่วยลดทอนความเสียหายจากภัยธรรมชาติได้จริงๆ ไม่เชื่อดูเหตุการณ์นี้ได้เลย ว่าในแถบที่ไม่โดนซึนามินั้นทั้งๆที่แผ่นดินไหวเข้าแรงแต่ยอดความเสียหาย(ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน)ถือว่าน้อยมาก ยิ่งถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆก่อนหน้านี้ที่เกิดแผ่นดินไหวยิ่งจะเห็นได้ชัดว่าขนาดหนนี้ญี่ปุ่นเจอไหวไปแรงกว่าหลายเท่าแต่กลับสามารถผ่านมาได้ด้วยความเสียหายที่น้อยกว่า (ไม่นับความเสียหายจากซึนามินะ)

คราวนี้ก็คงอยู่ที่มนุษย์ด้วยกันนี่ล่ะที่จะตัดสินใจกันเอาเองแล้วว่ามันคุ้มกันไหมที่จะต้องทุ่มทั้งเม็ดเงินและอะไรๆต่างๆนานาเพื่อทำศึกกับภัยธรรมชาติอย่างเอาจริงเอาจัง จริงอยู่ว่าเราไม่มีทางที่จะเอาชนะธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ได้ ถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย งอมืองอเท้ารอรับชะตากรรมอยู่เฉยๆ ถือซะว่าเป็นชะตากรรมฟ้าลิขิต หรือเป็นกรรมเก่าที่ต้องชดใช้หลีกเลี่ยงไม่ได้อะไรก็ตามแต่ ผลสุดท้ายก็คงจะโดนธรรมชาติเอาคืนซะเต็มเหนี่ยว สูญทั้งชีวิตและทรัพย์สินเท่าไหร่ก็ได้แต่ปล่อยมันไป ยอมแพ้ยกธงขาวให้กับธรรมชาติแบบราบคาบโดยไม่ทันแม้แต่จะได้ลองสู้ดู

แต่กลับกันถ้าเราเลือกที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามนุษย์เราน่ะสามารถทำได้ แม้ไม่ชนะ แต่ศักยภาพของมนุษย์เราก็เพียงพอที่จะผ่อนหนักให้เป็นเบา ช่วยให้ชีวิตมากมายที่อาจต้องสูญเสียหากเพราะปล่อยไปตามฟ้าลิขิต กลับมายั่งยืนอยู่รอดต่อไปได้ อย่างนี้แล้วน่ะ จะยังคิดว่าปล่อยให้เป็นไปตามมติสวรรค์เถอะ ไม่ต้องไปคิดทำอะไรกับมันหรอก อย่างนั้นอีกหรือ?

ยังไงก็ตามแต่ วันนั้นเป็นวันที่เครียดและวิตก(และเดินขึ้นบันได)จนเหนื่อย พอบทจะขอนอนหน่อย หลับตาไปได้สักพักทีวีก็ส่งเสียงปี๊ดๆเตือน(ได้ยินว่าโทรศัพท์ของบางค่าย ก็มีส่งสัญญาณเตือนนี้ให้ด้วย เจ้าของโทรศัพท์ก็ไม่เคยรู้ว่ามีบริการนี้ให้ด้วยจนมาวันนี้) พร้อมคนอ่านข่าวที่รีบประกาศอย่างเร่งด่วนว่าขณะนี้(real-timeสุดๆ)เกิดแผ่นดินไหวที่ไหนบ้าง และจังหวัดไหนบ้างที่จะได้รับแรงสั่นสะเทือน ขนาดว่าเป็นแค่ aftershock นะ ยังมาทีลูกใหญ่ๆ จุดที่โดนหนักก็โดนไปตั้ง Shindo 5-6 เลย

หลังจากได้ยินประกาศไม่กี่วินาทีความสั่นมันก็มาถึงเราแล้ว ก็มีอันต้องรีบลุกมานั่งเตรียมพร้อม คว้าเสื้อโค้ต คว้าเป้เสบียง ตั้งท่าเตรียมใส่รองเท้าเพื่อออกวิ่ง พอเห็นว่าไม่มีอะไรก็ค่อยนอนต่อ เจอแบบนี้ไปหลายๆหนทั้งคืนบอกได้คำเดียวว่า paranoid สุดๆ เหมือนคนเป็นโรคหวาดระแวง กระทั่งว่าจะปล่อยวางและนอนหลับพักผ่อนให้สบายก็ยังทำไม่ได้เลย

สรุปว่าเป็นหนึ่งวันที่สุดๆแล้วจริงๆในชีวิตนี้ ชาตินี้ไม่มีวันลืมลง เล่าไปได้ยันลูกหลานเหลนโหลนเลย (แต่ไม่ได้ดีใจเลยสักนิดนะ ที่บังเอิญได้อยู่ในเหตุการณ์)

----------------------------------------------------------------------

รวมบันทึกทั้งหมดของเหตุการณ์นี้

1. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > ศุกร์ 11 มีนา 2011
2. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > เสาร์ 12 มีนา 2011
3. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > อาทิตย์ 13 มีนา 2011
4. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > จันทร์ 14 มีนา 2011
5. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > อังคาร 15 มีนา 2011
6. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > พุธ 16 มีนา 2011

----------------------------------------------------------------------

ภาพที่ถ่ายเองในบล็อคนี้ใช้ Sony NEX-5 + Sony Alpha E 18-55 OSS วันนั้นไม่มีอารมณ์มานั่งปรับค่าอะไรแล้ว โหมด P โลด ค่า ISO, WB ทุกอย่างจัด auto ไปให้หมด ถือกล้องมือเดียวแล้วกดทุกภาพ (รู้สึกว่ามือไม่นิ่งเอาซะเลย ภาพหาความคมแทบไม่ได้) ย่อเอาง่ายๆด้วย photoscape


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 19 มีนาคม 2554
Last Update : 3 พฤษภาคม 2556 23:12:55 น. 11 comments
Counter : 3749 Pageviews.

 
สุดยอดของประสบการณ์ครั้งนึงในชีวิตจริงๆ แต่ก็โลงใจที่ยังปลอดภัยไม่เป็นอะไร...
สู้ต่อไปนะค่ะ ^^


โดย: may IP: 113.53.41.34 วันที่: 20 มีนาคม 2554 เวลา:1:07:01 น.  

 
สวัสดีค่ะ อ่านบันทึกของคุณแล้ว ตื่นเต้นตามไป ขออราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ปกป้องคุณและพี่น้องคนไทย ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น อยู่รอดปลอดภัยสามารถดำเนินชีวิตได้โดยปกติ วันก่อนไปอ่านในพันทิพ เห็นคุณผู้ชายท่านหนึ่งเขาได้เล่าเหตุการณ์ที่เขาได้ประสบและสถานการณ์ที่สนามบินที่ยุ่งเหยิง จนกลายเป็นการโต้เถียงกันในกระทู้ อ่านแล้วเศร้าค่ะ พระคุ้มครองนะคะ


โดย: weissbier วันที่: 20 มีนาคม 2554 เวลา:2:10:34 น.  

 
วันนี้ข่าวทางเนตบอกว่าน้ำปะปามีกัมมันตรังสี ปนเปื้อนระดับไม่ปกติ ในเขตภาคกลางหลายจังหวัด มี โตเกียว ชิบะ ด้วยเชคเจอตั้งแต่17 แต่ดันเพิ่งมาบอกวันนี้ แล้วไงเนี่ย กินน้ำก๊อกมาสองวันละ เพราะน้ำหมดหาซื้อไม่ได้ ดื่มเข้าไปตั้งเท่าไหร่ไม่รู้ น้ำที่ใช้ทำกับข้าวอีกละ รัฐบาลต้องเคลียร์ข่าวนี้ให้อย่างไว เพราะต้องแจงว่าดื่มเข้าไปแล้วมีอันตรายต่อร่างกายไหม แต่เค้าบอกว่า ใช้น้ำอาบน้ำได้อยู่ คุณก็ต้องระวังด้วยนะ ถ้าเชคได้ข่าวคราวยังไงเกี่ยวกับน้ำให้มาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ


โดย: คนไกลบ้าน IP: 121.117.132.19 วันที่: 20 มีนาคม 2554 เวลา:5:36:49 น.  

 
^
^
มีแหล่งที่มาของข่าวไหมอ่ะคะ ตั้งแต่เกิดเรื่องนี่ข่าวทางเน็ตที่ปลิวว่อนเยอะเลยที่เป็นแค่ ข่าวลือ ข่าววิตกไปเองน่ะค่ะ

เข้าใจนะคะว่าคน(ต่างชาติที่)อยู่ญี่ปุ่น ได้ยินอะไรก็ต้องกังวลไว้ก่อน ตอนเราอยู่โตเกียวก็อยากจะบ้ากับบรรดาข่าวลือเหมือนกัน

ถ้ายังไม่มีข่าวจากสื่อญี่ปุ่นคอนเฟิร์มมาเราว่าอย่าเพิ่งปักใจเชื่อดีกว่าค่ะ เราอาศัยคอนเฟิร์มข่าวทาง //twitter.com/rtetokyo ด้วยน่ะค่ะ ดูน่าเชื่อถือกว่า เพราะเป็นแปลข่าวจากข่าวญี่ปุ่นตรงๆเลย ไม่ใช่ลือกันเอาเอง


โดย: White Amulet วันที่: 20 มีนาคม 2554 เวลา:14:10:06 น.  

 
สวัสดีค่ะ
เราก็อยู่โตเกียวเหมือนกัน ได้ข่าวมาทางเพื่อนทีไทยเหมือนกัน แต่เช็คข่าวทางนี้และที่รัฐฯออกมาแถลง ยังไม่ได้ยินเรื่องน้ำประปาเหมือนกัน เราก็งงกับข่าวลือต่างๆ เหมือนกัน บางครั้งแรงมากจนตื่นตระหนกกันไปซะหมด
ขอพระคุ้มครองปลอดภัยกันทุกคนนะคะ


โดย: TIRAMISUCARAMEL วันที่: 20 มีนาคม 2554 เวลา:15:00:39 น.  

 
//www.yomiuri.co.jp/science/news/20110319-OYT1T00743.htm
นี่ไงข้อมูลจากรัฐบาล ไม่ใช่ข่าวลือ เพราะเราไม่ซี้ซั้วขนาดนั้น แค่ต้องการเชคว่าน้ำดื่มได้หรือไม่ได้ ก็แค่นั้น เพื่อความสบายใจ


โดย: คนไกลบ้าน IP: 121.117.132.19 วันที่: 20 มีนาคม 2554 เวลา:20:48:55 น.  

 
^
^
โอ้ ขอบคุณมากค่ะสำหรับ source ข้อมูล เรื่องนี้นี่ตกข่าวไปจริงๆ เมื่อวานนี้อาจารย์ยัง(เมล)บอกอยู่เลยว่าที่โตเกียวไม่มีอะไรนอกจากเรื่อง ไฟ(อาจ)ดับบางพื้นที่

แต่อ่านสุดท้ายแล้วยังงงนิดๆที่เค้าบอกว่า >> ถ้าไม่ใช่กรณีไม่มีน้ำให้ดื่มจริงๆ ให้เลี่ยงการดื่มน้ำประปา << อย่างนี้แสดงว่าถ้าไม่มีน้ำจะดื่มก็ยังดื่มได้อยู่น่ะสิคะ เค้ากะจะสื่อว่ามันมีปนเปื้อนมานิดเดียวหรือเปล่าคะเนี่ย อย่างนี้ไม่น่าจะเป็นไรหรือเปล่าคะ ต่อจากนี้ก็เลี่ยงดื่มไปก่อน

ถ้าไงเดี๋ยวขอเอาข้อมูลนี้ไปถามเพื่อนๆต่อด้วยนะคะ


โดย: White Amulet วันที่: 20 มีนาคม 2554 เวลา:22:33:14 น.  

 
ขอให้ปลอดภัยนะคะ..ออนเป็นกำลังใจให้ค่ะ


โดย: ออน เพิ่งมีบล็อคค่ะ (ชีวิตยิ่งกว่าละคร ) วันที่: 20 มีนาคม 2554 เวลา:23:51:51 น.  

 
ขอบคุณค่ะคุณ WHITE AMULETที่ช่วยเชคให้ ก็เพราะข่าวบอกปนเปื้อนนิดหน่อยยังไม่เป็นอันตรายสำหรับมนุษย์ แต่งงกับที่ว่า ถ้าไม่ใช่กรณีไม่มีน้ำให้ดื่มจริงๆ ให้เลี่ยง นี่แหละ คำพุดปัญหาที่ทำให้เรา เอาไงดีน้า แต่สุดท้ายเมื่อวานก็ดื่มน้ำประปาไปแล้วละคะ ถ้ามีน้ำซื้อดื่มก็จะไม่ดื่มน้ำประปา เอางี้ง่ายๆ


โดย: คนไกลบ้าน IP: 121.117.132.19 วันที่: 21 มีนาคม 2554 เวลา:3:27:02 น.  

 
เห็นข่าวแล้วก็ใจไม่ดี ดีใจที่คุณปลอดภัยนะคะ เป็นประสบการณ์ไปอีกแบบ แต่ต้องขอชมเชยวินัยคนญี่ปุ่นจริงๆ พูดเรื่องนี้สามวันก็ไม่จบ ระเบียบเค้าดีจริง


โดย: army_wifey วันที่: 21 มีนาคม 2554 เวลา:6:44:19 น.  

 
อ่านแล้ว คิดว่าคุณเป็นคนที่สุดยอดมากเลยค่ะ


โดย: มุ๊ย IP: 27.55.2.43 วันที่: 15 มกราคม 2555 เวลา:23:23:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.