รีวิวหนังเรื่อง The shack กับการจัดการความทุกข์


เมื่อวานนั่งดูหนังเรื่อง The shack เป็นหนังคริสเตียนสไตล์ครอบครัว อบอุ่นหัวใจ จริง ๆ ประเด็นมันมีมากมาย และในต่างประเทศก็มีคนโจมตีพอสมควร โดยเฉพาะพวกคริสเตียนหัวเก่า เกี่ยวกับการหมิ่นเหม่ความเชื่อบางประการในศาสนา แต่ในที่นี้ ขอพูดถึงประเด็นเดียวที่อาจจะน่าสนใจ เป็นปัญหาโลกแตกที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์พันปีนั่นก็คือ

.
“ถ้าพระเจ้ามีจริง หรือรักมนุษย์จริง ทำไมถึงปล่อยให้มีความชั่วและความทุกข์โศกเศร้าเกิดขึ้นในโลก”
.
“ทำไมคนที่ศรัทธาพระเจ้าถึงเกิดเรื่องหายนะในครอบครัวได้ขนาดนี้”
.
ถ้าคนที่ไม่ใช่ชาวคริสต์ มาเห็นคำถามแบบนี้ก็คงตอบง่าย ๆ กำปั้นทุบดินว่า
.
“ก็มันไม่มีพระเจ้าแต่ต้นอยู่แล้วไง หรือถ้าพระเจ้าทรงทำได้ทุกอย่าง ทำไมไม่ห้ามความชั่วล่ะ”
.
อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีปัญหาทั้งนั้น ปัญหาและความทุกข์ยากนั้นคู่กับมนุษย์มาตลอด เวลาเกิดความรู้สึกอยุติธรรมที่หาคำตอบไม่ได้ หรือความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัว ถ้าไม่ใช่ศาสนิกชนในเทวนิยม เราก็มักจะตั้งคำถามกับตัวเองหรือใครสักคนว่า
.
“ฉันทำดีมาตลอดชีวิต ทำไมลูกฉันถึงถูกฆ่า ทำไมความดีไม่ตอบแทนฉันเลย”
.
“ถ้าชาติที่แล้วฉันฆ่าลูกเขา แล้วชาตินี้เขากลับมาฆ่าฉัน ฉันควรจะรู้ แต่นี่ฉันไม่รู้อะไรเลย มันไม่ยุติธรรม”
.
บางทีโลกก็เหมือนมีเหตุผล บางทีโลกก็เหมือนไม่มีเหตุผล จริง ๆ แล้วมันมีเหตุผลในแบบของมัน เพียงแต่เราไม่เข้าใจ เพราะเราเอาเหตุผลของเราไป “ตัดสิน” เช่น การที่แพนด้าโดนเสือฆ่าเป็นความน่าสงสาร แต่เราไม่สงสารเสือที่ไม่มีอาหารกิน หรือนกกระเรียนบางตัวหายากมาก อุตส่าห์เพาะพันธุ์มานานด้วยความยากลำบาก แต่เมื่อปล่อยสู่ธรรมชาติกลับโดนหมาไนที่มีดาดดื่นจับกินซะนี่ กฎธรรมชาติมักขัดแย้งกับความรู้สึกของเราที่ใช้ตัดสินเสมอ ศาสนาพุทธจึงสอนให้พยายามเข้าใจกฎของธรรมชาติ ขณะที่ศาสนาคริสต์สอนให้แสวงหาน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ที่มันช่างขัดแย้งกับความรู้สึกแบบมนุษย์ ๆ อย่างเราเสียเหลือเกิน และบางทีก็เข้าใจได้ยากยิ่ง หรือปุถุชนธรรมดาเข้าใจไม่ได้เลยด้วย ตัวอย่างเช่นความยุติธรรมอันเป็นอจินไตย
.
.
การควานหาความยุติธรรมข้ามภพข้ามชาติ รวมทั้งการทำงานของกรรม ที่เรียกว่า (กรรมวิสัย) นั้น เป็นหนึ่งในอจินไตย 4 ประการ หรือสิ่งที่ปุถุชนไม่ควรคิด ในพุทธศาสนาเหมือนกัน ถ้าเรายังไม่ได้เป็นอริยบุคคล หรือได้รับการเปิดเผยจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้ได้เลยว่าเราทำกรรมอะไรมา เราถึงรับกรรมในชาตินี้ ยิ่งคิดยิ่งวน ยิ่งเครียดและยิ่งทุกข์ เหมือนเล่นงูกินหางที่เราไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นทั้งหัวและหางของงู เรามนุษย์เป็นเหมือนเด็กไร้เดียงสาที่ถูกโยนลงมาในโลก โดยไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่รู้ว่าจะไปไหน การใช้ชีวิตจึงต้องการไลฟ์โค้ช (หรอ?)
.
หนังเสนอปัญหาโลกแตก 1 ข้อ คือสมมติว่า คุณเคร่งศาสนาทำดี แต่ลูกสาวตัวน้อยถูกฆาตกรรม คุณจะโทษใคร
.
1. โทษกรรม (แต่ฉันเป็นคนดีนะ ไม่เคยฆ่าใคร คงเป็นกรรมจากชาติก่อน แต่มันช่างไม่แฟร์เลย ก็ฉันไม่รู้จักกรรมนั้นสักนิด เหมือนนิทานหมาป่ากะลูกแกะ แกไม่ทำให้น้ำขุ่น แต่พ่อแกทำ ดังนั้นแกต้องโดนกิน)
.
2. โทษพระเจ้า ถ้าพระองค์เป็นความดีสูงสุด ทำไมไม่ห้ามฆาตกรล่ะ
.
เราหาคำตอบของสาเหตุเหล่านี้ไม่ได้เหมือนเต่าตาบอด กรรมแบบพุทธก็เช่นกัน ถ้ามันเป็นวงจรแล้ว ฆาตกรรมครั้งแรกมาจากไหน ทำไมคนแรก คนนั้นถึงถูกฆาตกรรม โทษพระเจ้าแล้วได้อะไรขึ้นมา โทษกรรมแล้วได้อะไรขึ้นมา โทษฆาตกรแล้วก็จบลงด้วยการแก้แค้น วนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น
.
ความคิดวน ๆ เหล่านี้จึงเป็นอจินไตย ที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้คิด คิดแล้วมีส่วนแห่งความเป็นบ้า (จริงๆนะ)
แล้วจะทำยังไงล่ะ ? น่าแปลกว่าศาสนาทั้งสอง ต่างสอนกว้าง ๆ คล้าย ๆ กันคือ “การปล่อยวาง”
.
1. ปล่อยวางการโทษตัวเอง เลิกคิดว่า ถ้าฉันดูแลลูกดี ลูกคงไม่ตาย โทษคนรอบข้างเป็นการเปิดแผลเก่าไม่รู้จักจบ
.
2. ปล่อยวางความแค้น นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดที่ทำให้เราแปลกใจว่า ทำไมต้องสอนสิ่งที่ต่างกับวิสัยโลกขนาดนี้ ลูกทั้งคนตายไป จะให้เลิกแค้นได้หรือ จะให้เลิกเศร้าใจได้หรือ จะให้อภัยได้หรือ เรื่องนี้เราเข้าใจเองไม่ได้ นอกจากจะอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น
.
3. เดินหน้าต่อไป โดยเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง (ในศาสนาคริสต์คือพระเจ้าหรือในศาสนาพุทธคือธรรม) การจมอยู่กับอดีต ไม่ช่วยให้ใครฟื้นขึ้นมา ซ้ำยังกัดกร่อนพลังชีวิตของเราต่อไปจนตาย

.
หลาย ๆ คนอาจจะไม่เข้าใจศาสนาคริสต์ คิดว่านับถือพระเจ้าไม่โงหัว อยากได้อะไรก็ขอ อยากได้อะไรก็ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดไปอย่างแรง และเป็นผลผลิตซ้ำ ๆ ของสังคมที่ไม่ค่อยสนใจความแตกต่างแต่ชอบตัดสินและคิดไปเอง เพราะศาสนาเกิดมาเพื่อจัดการกับความไม่พอใจไม่สบายใจทั้งหลายทั้งปวง ความทุกข์ ความโศกเศร้า ความผิดหวัง พูดง่าย ๆ ไม่ว่าพุทธหรือคริสต์ สิ่งที่จะต้องจัดการกับตัวเองก็เป็นไปในทางเดียวกัน คือ “ทำใจ ยอมรับ และให้อภัย” ไม่ใช่วอนขอให้พระเจ้าแก้ปัญหาให้ นั่นไม่ทำให้วิญญาณของเราพัฒนา เป็นเด็กหัดเดินอยู่ร่ำไป
.
.
ความสูญเสียทำให้ชีวิตมีคุณค่าเสมอ ถ้าถูกฆ่าแล้วเสกให้ฟื้นได้ เหมือนมีใบชุบในเกม ชีวิตคนคงไม่ต่างกับผักปลา เราคงไม่รู้จักความรักในระดับอุกฤษฏ์ คงเป็นรักเหมือนในเกมที่เรารักตัวละครของเรา จะตายจะฟื้นกี่รอบก็ไม่แคร์

ดังนั้น ความรักจะไม่มีเลยเมื่อไม่มีการสูญเสีย ความตายทำให้เรารู้จักคุณค่าของชีวิตและสิ่งที่เรารักมากยิ่งขึ้น


(ที่มาของภาพ : https://i.ytimg.com/vi/VZwpQ3CZ7Ck/movieposter.jpg)




Create Date : 24 กรกฎาคม 2560
Last Update : 24 กรกฎาคม 2560 11:44:28 น.
Counter : 184 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
วัด Santa Maria บนเกาะลูซอน

Santa Maria in Ilocossur, Philippine.


วัดซานตามาเรีย แห่ง Ilocos sur  (แปลว่า อิโลคอสใต้) นี้ถือเป็นหน้าเป็นตาของเกาะลูซอนเหนือ รองจากวัดแห่ง Paoay ซึ่งมีอายุเก่าแก่ไปถึงสมัยอาณานิคมของสเปนเนื่องด้วยจุดประสงค์ของทริปฟิลิปปินส์ของผมในครั้งนี้ ก็คือดู และทัศนศึกษาแต่โบสถ์คาทอลิกในยุคสเปนรุ่งเรืองซึ่งค่อนข้างแตกต่างไปจากฟิลิปปินส์ศึกษาในไทยด้านอื่นๆที่มักมุ่งเน้นไปที่การเมืองการปกครองเสียมากกว่า

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389929964.png

แผนที่ตั้งของเมืองซานตา มาเรีย

จริงๆแล้วมิติทางด้านศาสนาของฟิลิปปินส์น่าสนใจพอๆกับพุทธศาสนาในบ้านเราด้วยความที่ตั้งอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เหมือนกันและหลายๆอย่างรวมทั้งรูปร่างหน้าตาของผู้คนด้วย

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389932623.jpg


เราเรียกวัดแห่งนี้ติดปากว่า
ซานตา มาเรีย แต่จริงๆแล้วซานตามาเรียถือเป็นชื่อเมืองในจังหวัดอิโลคอสใต้ ในฟิลิปปินส์นั้นแต่ละเมืองจะมีวัดประจำเมืองเพียง 1 แห่ง ไม่เหมือนกับบ้านเรา ที่มีวัดเต็มไปหมดวัดประจำเมือง ซานตา มาเรีย นั้น มีชื่อจริงๆว่า Nuestra Señora de laAsuncion หรือเข้าใจกันง่ายๆว่าวัดแม่พระอัสสัมชัญนั่นเอง

คำว่าอัสสัมชัญ (Assumption) เป็นความเชื่อประการหนึ่งของศาสนจักรคาทอลิก คือ การที่พระนางมารีย์พระมารดาของพระเยซูคริสต์ รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณโดยพระเป็นเจ้าไม่ทรงโปรดให้ร่างกายของพระนางเสื่อมสลายไปวัดไหนที่มีชื่อว่าอัสสัมชัญก็มักจะมีวันฉลองวัดประจำปีเป็นวันที่ 15 สิงหาคมอันเป็นวันที่ระลึกถึงการเสด็จสู่สวรรค์ของแม่พระนั่นเอง

ผมออกจากเมืองวีแกน (Vigan) เช่าแท็กซี่มาถึงเมือง SantaMariaด้วยระยะทางไม่ไกลนัก เมืองโบราณในฟิลิปปินส์มักจะตั้งอยู่ริมทะเลซานตามาเรีย ก็เช่นกัน ดังนั้นตลอดทางที่มาจึงเป็นทางหลวงบนไหล่เขาเลียบชายทะเลไปเรื่อยๆสีสันก็แปลกไปจากบ้านเราตรงที่มันไม่ได้เขียวแบบเขียวเวอร์ริเดียนหรือเขียวอมฟ้าแต่เป็นสีน้ำเงินเข้มๆจัดๆเลยทีเดียวเพิ่งมารู้ทีหลังว่าตรงนี้คือทะเลจีน จนกระทั่งถึงเมืองซานตา มาเรีย ซึ่งเป็นเมืองชายทะเลเล็กๆมีที่ราบแคบๆเท่านั้นเอง

วัดซานตา มาเรียแห่งนี้เขาได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์กรUNESCO เมื่อปี 1993พร้อมกับโบสถ์ในศิลปะบาโรคอีก 4 แห่ง เนื่องจากสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าตั้งอยู่ในชัยภูมิอันโดดเด่นเป็นสง่า และมีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปีเป็นมรดกความทรงจำของมนุษยชาติทีเดียว

ภูมิสถาปัตย์ของโบสถ์แห่งนี้ที่ไม่เหมือนกับโบสถ์อื่นๆในฟิลิปปินส์ที่มักจะสร้างอยู่ใจกลางจตุรัสหรือกลางเมืองบนพื้นที่ราบที่ชาวบ้านชาวเมืองสามารถเข้าร่วมได้ง่ายๆแต่โบสถ์แห่งนี้กลับมีลักษณะเหมือน “ป้อมปราการ” มากกว่าเพราะสร้างอยู่บนเนินเขาที่มีทางบันไดกว้างขวางถึง 83 ขั้นและมีทางขึ้นถึง 3 ทาง(ปัจจุบันใช้ทางหลักแค่ด้านเดียว)

เมื่อไต่บันไดขึ้นมา วิวข้างบนมองไปได้ไกลสุดสายตาเห็นภูเขาและทุ่งนาเขียวๆอยู่ลิบๆ ด้านล่างเขาว่าเป็นสุสานสมัยโบราณซึ่งมีวัชพืชปกคลุมจนร้างไปหมดแล้ว บรรยากาศเหมือนเรื่อง Pirate ofCaribbean จริงๆคือเป็นเมืองอาณานิคมที่ยังรักษากลิ่นอายโบราณเอาไว้ครบครัน

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933846.jpg

บันไดลงไปยังสุสานร้างทางนี้เลิกใช้ไปแล้ว

คนฟิลิปปินส์เขาก็มีเหตุผลของเขาในการสร้างนะครับว่าทำไมถึงต้องสร้างวัดบนเนิน เดี๋ยวขออุบไว้ก่อน

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933531.jpg

เมืองซานตา มาเรียนี้แต่เดิมชื่อ Purok อยู่ค่อนข้างไกลจากมะนิลา ถึงแม้ว่าสเปนจะสถาปนาคริสตศาสนาคาทอลิกลงในฟิลิปปินส์ตั้งแต่ปี1567 แต่เมืองแห่งนี้เพิ่งจะมีบาทหลวงคณะออกุสติน มาประกาศศาสนาในปี 1765เท่านั้นเอง แต่เดิมนั้น เมืองนี้เป็นเขต Visitaหรือพื้นที่กันดารนอกเขตของสังฆมณฑลใดๆ ไม่มีวัดเป็นของตนเองแต่จะมีบาทหลวงจากเมือง Narvacan (ที่อยู่ใกล้ๆกัน)มาคอยดูแลสัตบุรุษให้ได้ทำวัตรปฏิบัติ

และต่อมาเมื่อการศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นบาทหลวงจากคณะนักบุญออกุสติน ก็ได้สร้างโรงสวด หลังเล็กๆ คู่กัน 2 หลังหลังหนึ่งอุทิศให้พระแม่มารีย์ ส่วนอีกหลังอุทิศให้ Senor Sto.Kristo. ซึ่งทุกวันนี้โรงสวดทั้งสองหลังก็ยังอยู่ใจกลางเมืองนั่นเองในบริเวณที่เป็นตีนบันไดขึ้นไปยังโบสถ์ใหญ่แต่ทุกวันนี้ใช้งานกลายเป็นโรงเรียนไปแล้วมีเด็กๆเข้าไปตั้งโต๊ะเรียนในอาคารอายุกว่า300 ปี น่าเป็นห่วงทั้งสวัสดิภาพของเด็กๆและสงสารอาคารโบราณไปด้วยเพราะไม่รู้ว่าถ้าใช้งานโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าสถาปัตยกรรม จะโทรมลงไปได้ง่ายๆ

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933828.jpg

โรงสวดดั้งเดิมที่กลายเป็นโรงเรียนประถมไปแล้ว

ตำนานของเมืองเล่าว่า โบสถ์ดั้งเดิมของเมืองก็อยู่บริเวณตีนบันไดเนินเขานั้นเอง จนกระทั่งรูปแม่พระในวัดชอบหายไปบ่อยๆและชาวบ้านมักจะพบว่า พระรูปมาปรากฏอยู่ที่ต้นฝรั่ง บนเนินเขากลางเมืองจึงถือเป็นนิมิตรหมายอันดีว่า พระแม่มีประสงค์จะให้ตั้งโบสถ์บนเนินสูง ในปี 1810จึงเริ่มมีการสร้างโบสถ์ใหญ่ขึ้นบนเนินเขา พร้อมทั้งหอระฆังแยกออกจากตัวโบสถ์

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389932991.jpg

แม่พระอัสสัมชัญ แห่งเมืองซานตา มาเรีย

นอกจากปาฏิหาริย์ของแม่พระที่เปลี่ยนที่สถิตย์เองแล้วพระรูปแม่พระอัสสัมชัญ แห่งซานตา มาเรีย ยังมีตำนานแต่แรกเริ่มที่เล่ากันมาว่าในยุคสเปนปกครองนั้น วันหนึ่ง เกิดพายุใหญ่พัดกระหน่ำทำให้เรือสเปนลำหนึ่งอัปปางลงแต่ในตอนเช้า ชาวบ้านต่างก็ประหลาดใจที่พบว่า มีตู้ใบหนึ่งลอยมาติดริมชายหาดเมื่อเปิดตู้นั้นออกก็พบพระรูปแม่พระอัสสัมชัญที่สวยงามมากพระพักตร์และพระหัตถ์สร้างจากงา งามสมบูรณ์ ฉลองพระองค์เป็นสีฟ้าปักด้วยดิ้นทองโดยที่พระรูปไม่เปียกน้ำหรือชำรุดเสียหายจากพายุเลย ชาวบ้านเห็นเป็นอัศจรรย์จึงอัญเชิญมาประดิษฐานในเมือง และเป็นองค์อุปถัมภ์ประจำเมืองซานตา มาเรียอีกด้วย

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933400.jpg

หอระฆังที่สร้างในปี 1810 และซ่อมใหญ่ในปี 1863

การสร้าง "หอระฆัง"แยกออกไปต่างหากนั้น เป็นลักษณะเฉพาะของคริสต์สถาปัตย์ในฟิลิปปินส์ครับเพราะภูมิประเทศของเขาตั้งอยู่บน
Ring of fire หรือเขตภูเขาไฟที่พร้อมจะเกิดแผ่นดินไหวได้ตลอดเวลา ดังนั้น หากแผ่นดินไหวขึ้นมาหอระฆังอาจจะพังลงมาทับโบสถ์ได้ จึงต้องแยกออกไปต่างหากครับ

วัดซานตามาเรีย ก็เหมือนวัดบาโรคทั่วไปในยุคสเปนคือก่อด้วยอิฐ หนาๆ ทึบตัน และเตี้ยล่ำ มี Buttress หรือแท่งค้ำยันด้านนอกอาคาร เป็นแกนอิฐหนาทำหน้าที่ป้องกันแผ่นดินไหว ตัวอาคารยาวมาก กว้าง 14 เมตร แต่ยาวถึง 75 เมตรพอดีสำหรับสัตบุรุษทั่วทั้งเมือง ที่จะมาประชุมกันทำมิสซาในวันอาทิตย์ เป็นอาคารในสี่เหลี่ยมผืนผ้าง่ายๆโดยมี Facade ด้านหน้าเท่านั้นที่มีการประดับตกแต่งด้วยเสากลมขนาดใหญ่ค้ำอาคารไว้ และบนยอดมีถ้วยแห่งชัยชนะ (Ampulla) ตามแบบศิลปะบาโรค

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933196.jpg

Facade ของโบสถ์ใหญ่

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933638.jpg

น่าเสียดายที่ว่า ตัวอาคารจะสง่างามกว่านี้มากถ้าเอาสำนักชีที่ตั้งประจันหน้าโบสถ์ออกไปเราไม่สามารถจะหามุมตรงๆของหน้าโบสถ์ได้เลยคอนแวนท์โบราณนี้ตั้งประชิดกับหน้าโบสถ์มากๆจนเหลือแต่มุมเงยเท่านั้นและหากไปตอนเช้า ก็มักจะได้ภาพย้อนแสงของบันไดอันโด่งดังแต่ก็เห็นใจผู้สร้างนะครับบนเนินนั้นคงจะหาที่ราบได้น้อย มีที่เท่าไรก็สร้างคอนแวนท์เข้าไปเท่านั้น

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933652.jpg

Nave หรือทางเดินกึ่งกลางโบสถ์

พอเข้าไปข้างใน จะเป็น Nave หรือทางเดินกลางยาวยืดไปจนถึงแท่นบูชาโบสถ์เก่าๆเกือบทุกแห่งจะเป็นลักษณะนี้เกือบทั้งสิ้น บางวัดจะมี 1-3 Nave แต่ในวัดเก่าๆมักจะมีเพียง 1 Nave เท่านั้นและจะมีการจัดแบ่งส่วนของแท่นบูชา เป็น 3 ส่วน คือ Altarจะอยู่ตรงกลาง ด้านข้างจะเป็น Chapel ของนักบุญต่างๆขนาบไว้เป็นแบบนี้เกือบทุกวัด

หลังคาของวัดทำด้วยไม้ขัดสานกันเป็นโครงครอบพื้นที่ขนาดใหญ่ในอาคารโดยไม่ต้องมีเสาร่วมในแบบโบสถ์วิหารบ้านเราเลยซึ่งแตกต่างจากยุโรปที่มักทำหลังคาก่ออิฐเป็นทรงประทุน (Vault) วงโค้งครอบอาคารอาจจะเพราะพื้นที่เกาะเหล่านี้จะต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวอยู่บ่อยๆการสร้างหลังคาด้วยอิฐอาจจะก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมได้ง่ายๆ


//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933860.jpg

Buttress ป้องกันแผ่นดินไหว ค้ำยันด้านข้างของโบสถ์

ตอนไปนี้โชคดีมากๆเพราะคนเฝ้าเขากำลังจะปิดโบสถ์พอดี ไปถึงก็เลยขอร้องเขาว่าอย่าเพิ่งปิดขอดูให้หนำใจเสียก่อน สมกับที่อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล เขาก็ใจดีเปิดให้




Create Date : 16 มกราคม 2557
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2558 23:46:20 น.
Counter : 175 Pageviews.

0 comment
เนสตอเรียน คริสต์โบราณที่เคยรุ่งเรืองในเมืองจีน

เนสตอเรียน (Nestorianism) เป็นคริสต์นิกายโบร่ำโบราณที่แตกสายออกไปจากคริสตจักรกรุ๊ปใหญ่ในศตวรรษที่5 ก่อตั้งโดย สังฆราชเนสตอเรียส (Nestorius) ชาวซีเรีย ต่อมาจักรพรรดิ์ทีโอดอซิอุสที่ 2 ทรงแต่งตั้งท่านให้เป็นสังฆราชแห่งกรุงคอนแสตนตินโนเปิล งานของท่านได้รับอิทธิพลมาจากสำนักอันติโอ๊คที่เชื่อเรื่องพระธรรมชาติของพระคริสต์ ว่ามี 2 พระธรรมชาติแบ่งแยกจากกัน คือบุคคลที่เป็นมนุษย์ อันคลอดจากพระนางมารีย์ และบุคคลที่เป็นพระเจ้า(ไม่ได้ถือกำเนิดในโลกมนุษย์) ทั้งสองคนนี้ทำงานร่วมกันในช่วงขณะเดียวและไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ด้วยความที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นมนุษย์แท้จึงกระทบต่อความเชื่อเกี่ยวกับแม่พระด้วย ชาวคาทอลิกเชื่อว่า แม่พระทรงเป็น Theotokosหรือ ผู้ให้กำเนิดพระเจ้า (เพราะเชื่อว่าพระคริสต์เป็นพระเจ้า)แต่เนสทอเรียนหาเชื่อเช่นนั้นไม่ พระนางมารีย์จึงมีฐานะเป็นเพียง Chrisotokosหรือพระมารดาของพระคริสต์เท่านั้น

คำสอนเช่นนี้ถึงว่าเป็นนอกรีต (Heresy) ต่อพระศาสนจักรจึงถูกคัดค้านอย่างรุนแรงในการสังคายนาที่เมืองเอเฟซัส ในปี 431 และสังคายนาที่เมืองคัลโคดอน ในปี 451 

ด้วยเหตุที่เชื่อไม่ตรงกันจึงถูกบรรพาชนียกรรมออกไปอยู่ในเปอร์เซียอิรัก อิหร่าน กลายเป็น Church of the East  แล้วพอพวกอาหรับยึดดินแดนแถบนั้นได้ก็ระเห็จออกไปอยู่ในเมืองจีน กลายเป็นลัทธิใหญ่ในจีนตั้งแต่ราชวงศ์ถังราวศตวรรษที่ 7 มีบันทึกว่า มิชชันนารีชื่อ Apolen นำเนสตอเรียนเข้าไปเผยแพร่ในเมืองจีนกันแล้วและยังมีหลักฐานเป็นจารึกหลุมฝังศพที่มีไม้กางเขนอีกด้วย ในจีนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ(Jingjiao) หรือนิกายแสงสว่างเป็นใหญ่อยู่ในกวางโจวในศตวรรษที่ 7 (ราชวงศ์ถัง)ในเมืองจีนจึงพบป้ายหลุมศพจำนวนมากที่ทำเป็นรูปกางเขนบนดอกบัวมีเทวดาเชิญเครื่องมานมัสการ เชื่อกันว่าแอพพลายมาจากศิลปะตะวันตก








Create Date : 16 ธันวาคม 2556
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2558 0:05:41 น.
Counter : 233 Pageviews.

0 comment
วัดของศาสนามานีเคที่เหลืออยู่ในเมืองจีน


ศาลของพระมาณี หรือศาสนามานีเค Manichaeism ที่เขา Huabiao เมืองกวางโจว ประเทศจีน เชื่อว่าเหลืออยู่แห่งเดียวในโลก ศาสนามานีเคเป็นร่องรอยของศาสนาโบราณที่เกิดขึ้นเปอร์เซีย ในช่วงศตวรรษที่ 3 และแพร่หลายไปทั่วโลกในช่วงศตวรรษที่ 7 ยิ่งใหญ่จนถึงขนาดตีคู่มาเทียบเคียงแข่งขันกับคริสตศาสนาได้ ศาสนานี้แพร่ไปถึงโรมัน และแอฟริกาเหนือ ขณะที่ในเอเซียแพร่ผ่านจีนไปถึงญี่ปุ่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ และคำสอนบางอย่างก็เคยมีอิทธิพลต่อคำสอนในคริสตศาสนาด้วย


นักบุญออกุสตินโน (St. Augustine of Hippo) พระสังฆราชชาวแอฟริกาเหนือ ก็เคยนับถือศาส
นามาณีเคมาก่อนที่จะกลับใจมาเป็นคริสต์ ในโลกตะวันตก ศาสนานี้สูญหายไปหมดแล้ว เนื่องจากคำสอนขัดกับศาสนาคริสต์อย่างรุนแรง เกี่ยวกับเรื่องสัมบูรณ์ของพระเป็นเจ้า

ศาสนามานีเค เชื่อในทวินิยม (Dualism) ที่จักรวาลถูกแบ่งเป็น 2 ขั้วคือ ดี และ เลว ทั้งความดีและความเลวนี้ แสดงออกด้วยเทพแห่งความดี และเทพแห่งความชั่ว ที่ต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา เหมือนศาสนาโบราณต่างๆในดินแดนเปอร์เซียและเมโสโปเตเมีย จึงมีพระเจ้า 2 องค์ ซี่งแตกต่างออกไปจากศาสนาคริสต์ที่นับถือพระเป็นเจ้าเพียงองค์เดียว


ดังนั้นในโลกตะวันตก มานีเคไม่สามารถต้านแรงเสียดทานจากคริสต์ศาสนาได้ แต่ในเอเซีย มานีเครุ่งเรืองมาก จึงเหลือที่ตกค้างอยู่ในกวางโจว เป็นศาลเล็กๆที่มีแม่ชีจำพรรษา ส่วนพระมาณีถูกหล่อหลอมให้เป็นพระพุทธเจ้าแห่งแสงสว่างองค์หนึ่ง เพราะคำว่า มาณี ใกล้เคียงกับ มุนี ชื่อของศากยมุนีได้ง่ายๆ ทุกวันนี้วัดมีแต่แม่ชีจำนวนเล็กน้อย และนับถือพระมาณีเคในฐานะพระพุทธเจ้าแห่งแสงสว่าง ชาวบ้านแถวนั้นก็นับถือพระองค์เป็นเทพองค์หนึ่งที่มีมีกายแดง



ศาลของพระมานีเค ทุกวันนี้ถูกเปลี่ยนเป็นวัดในพุทธศาสนา แต่ยังคงรูปเคารพประธานไว้



พระมาณี ถูกนับถือในฐานะพระพุทธเจ้าแห่งแสงสว่าง





Create Date : 16 ธันวาคม 2556
Last Update : 28 ตุลาคม 2559 0:37:51 น.
Counter : 102 Pageviews.

0 comment
เหรียญที่แพงที่สุดในโลก เคยอยู่ในสยาม






เหรียญเงินปี 1804 ของสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในเหรียญที่แพงและ
หายากที่สุดในโลก (ปัจจุบันจัดลำดับไว้ที่ 4) เรียกกันว่าเป็น "ราชาแห่งเหรียญ" เพราะผลิตน้อยแค่ 15 เหรียญ และ 8 เหรียญของรุ่นแรกถือว่าหายากและแพงที่สุด หนึ่งในนั้นถูกส่งมาเป็นเครื่องราชบรรณาการถึงสยามในรัชกาลที่ 3 เหรียญที่สองเป็นของสุลต่านโอมาน และมัสกัต ส่วนอีกห้าเหรียญประวัติไม่แน่นอน แต่ปัจจุบันเหรียญทั้งแปดก็ยังคงเหลืออยู่ 

มีตำนานที่แพร่หลาย
เล่าต่อไปว่า เหรียญหายากที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานให้แอนนา เลียวโนเวนท์ เป็นเหรียญเงินปี 1804 นี้เอง (ดังจะเห็นได้จากหนังเรื่องเดอะคิงแอนด์ไอ) และเหรียญนี้ก็ตกทอดอยู่ในทายาทของแอนนามาหลายชั่วคน จนกระทั่งราวปี 1950 ก็มีผู้หญิงสองคนอ้างตัวว่าเป็นทายาท นำเหรียญนี้ออกมาขาย ต่อมาในปี 1983 ก็มีการนำมาจัดแสดงที่สมิทโซเนียนเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นของ คิงออฟสยาม 

และในปี 2001 ก็มีคนซื้อเหรียญทั้งหมดที่เป็นคอลเลคชั่นคิงออฟสยามในราคา 900 ล้านยูเอส ขณะที่เหรียญอันนี้อันเดียว ขายได้ สิบสี่ล้านยูเอสดอลล่าร์ทีเดียว



Create Date : 22 กันยายน 2555
Last Update : 16 กรกฎาคม 2560 18:59:21 น.
Counter : 3114 Pageviews.

6 comment
1  2  

BlogGang Popular Award#13



ปลาทองสยองเมือง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



New Comments