จำลองตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์
 จำลองตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ ที่วัดพุทไธสวรรย์ครับ ผมคิดว่าตำหนักหลังนี้ น่าจะเป็นศาลาการเปรียญมากกว่า เพราะมีการต่อชานออกมา จึงจำลองชานไว้ด้วยครับ ปัจจุบัน เหลือแต่ซากโครงไม้เสียแล้ว





Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2558 22:29:47 น.
Counter : 1055 Pageviews.

0 comment
โมเดลท้องพระโรงอนันตสมาคมหลังเดิม
จำลองท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคมหลังเดิมครับ ซึ่งแต่เดิมอยู่แถวๆพระที่นั่งบรมพิมานทุกวันนี้ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ในชื่อ พระอภิเนาวนิเวศ เป็นพระที่นั่งแบบไทยปนฝรั่ง ข้างในก็มีการตกแต่งแบบตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นปรากฏการณ์อย่างใหม่ของสยาม ต่อมาเมื่อต้นสมัยรัชกาลที่ 5 ก็รื้อลง เนื่องจากชำรุดทรุดโทรม และรัชกาลที่ 5 ไม่ทรงอยากเก็บไว้เนื่องจากทรงเศร้าพระทัยทุกครั้งที่ทอดพระเนตรเห็นพระที่นั่งองค์นี้

เรื่องนี้มีหนังสือมากมายเขียนไว้แล้วครับ จึงขออนุญาตกลับมาที่โมเดลจำลองพระที่นั่ง ซึ่งมีรูปถ่ายเก่าเพียงไม่กี่ภาพเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ และเป็นภาพขาวดำ จึงขอนำมาทำใหม่ให้เป็นภาพสีนะครับ



ภาพต่อไปครับ





อีกภาพนะครับ



Create Date : 20 เมษายน 2555
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2558 21:18:11 น.
Counter : 1576 Pageviews.

1 comment
จำลองวัดบรมพุทธารามกระเบื้องเคลือบ
วัดบรมพุทธาราม เป็นวัดที่สมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ.2231-2346) ทรงสร้างขึ้นในบริเวณป่าตอง ซึ่งเป็นนิวาสสถานเดิมของพระองค์ก่อนขึ้นครองราชย์ เป็นวัดขนาดเล็กริมถนนมหารัฏยา (ถนนหลวงสายใหญ่ที่สุดในกรุง) อีกด้านติดคลองฉะไกรน้อย (คลองวางตัวเหนือใต้เชื่อมต่อกับบึงพระราม)



วัดนี้วางผังค่อนข้างแปลก คือ วางตัวเหนือ-ใต้ ขณะที่วัดอื่นๆใกล้เคียงกัน ทั้งวัดสิงหาราม วัดสวนหลวงค้างคาวที่อยู่คนละฝั่งคลองถัดออกไป วางตัวในแนวตะวันออกตะวันตกทั้งสิ้น ซึ่งไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงในการสร้างเช่นนี้


“สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชดำริว่า ที่บ้านหลวง ตำบลป่าตองนั้น เป็นที่มงคลสิริราชฐานอันประเสริฐ สมควรจะสร้างพระอาราม มีพระอุโบสถ วิหาร การเปรียญ พระเจดีย์ฐาน กำแพงแก้วและกุฏิสงฆ์ ศาลา สะพาน เว็จ กุฏิ พร้อมแล้วทรงพระกรุณาให้หมื่นจันทรา ช่างเคลือบ ทำกระเบื้องเคลือบสีเหลืองมุงหลังคาพระอุโบสถวิหารทั้งปวง และการสร้างพระอารามนั้นสามปีเสร็จ ในปีขาล อัฐศก แล้วพระราชทานนามบัญญัติพระอารามชื่อวัดบรมพุทธาราม ตั้งเจ้าอธิการชื่อพระญาณสมโพธิราชา คณะคามวาสีครองพระอาราม และทรงพระกรุณาให้มีการฉลองมีมหรสพ 3 วัน และทรงถวายไทยธรรมแก่พระสงฆ์เป็นอันมาก แลพระราชทานเลกข้าพระไว้อุปฐากพระอารามก็มาก แล้วถวายกัลปนาขึ้นพระอารามตามธรรมเนียม”



ดังนั้นวัดนี้จึงมีลักษณะพิเศษกว่าวัดอื่นๆ คือการใช้กระเบื้องสีเหลืองแกมเขียวมุงหลังคา ผิดกับวัดสมัยนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมุงด้วยกระเบื้องดินเผา อย่างไรก็ตาม ได้ปรากฏอาคารอื่นๆที่มีการมุงหลังคาด้วยกระเบื้องเคลือบด้วยเช่นกัน เช่น วัดกุฏีดาว วัดดุสิต และพระที่นั่งดุสิตสวรรย์ธัญญมหาปราสาทเมืองลพบุรี


วันนี้มีเวลาว่างนิดหน่อยครับ เลยทำออกมาแบ่งปันกันดูสักหลังหนึ่ง ด้านหน้ามีพระปรางค์ยืดๆสมัยอยุธยาตอนปลายด้วยครับ




Create Date : 23 สิงหาคม 2554
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2558 21:17:03 น.
Counter : 1088 Pageviews.

3 comment
นารายณ์ราชนิเวศ
จำลองนารายณ์ราชนิเวศ

โมเดลนารายณ์ราชนิเวศนี้ ทำไว้นานมากแล้วครับ และเคยทำมาโพสท์ในบล๊อกไว้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ตอนนั้นเกิดความผิดพลาด (ของผมเอง) ปรากฏว่าข้อมูลในบล็อกที่ทำไว้เกือบสิบปี หายหมดเลย ก็เลยต้องทำใหม่ โชคดีที่เก็บกู้ได้บางส่วนครับ คราวนี้ก็เลยเอามาเก็บไว้ใหม่ จำลองพระที่นั่งสำคัญสององค์ในพระราชวัง คือดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท และสุทไธสวรรย์มหาปราสาท ครับ องค์แรกเป็นท้องพระโรงกลาง องค์ที่ 2 เป็นที่ประทับส่วนพระองค์



พระนารายณ์ราชนิเวศนี้ เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2175 - พ.ศ. 2231) ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับสำราญพระอิริยาบถนอกกรุงศรีอยุธยา ประกอบด้วยฝ่ายหน้าฝ่ายใน และหอพระ ครบถ้วนตามองค์ประกอบพระราชวังสยามตามราชประเพณี ทรงโปรดพระราชวังแห่งนี้มาก ในคำให้การขุนหลวงหาวัดกล่าวว่า

“เปนพระราชนิเวศน์ทรงประทับในพระบาทสมเด็จพระนารายนมหาราชในระดูร้อนและระดูหนาว 6 เดือนเสมอเปนเนืองนิจ จนสิ้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนารายนมหาราชแล้ว ภายหลังต่อมาก็เปนที่ประทับบ้างเปนครั้งเปนคราวเนืองๆ”


ส่วนที่สำคัญที่สุดในพระราชวังแห่งนี้ได้แก่ ท้องพระโรงกลางสำหรับออกว่าราชการ นั่นคือ พระที่นั่งดุสิตสวรรย์ธัญญมหาปราสาท สร้างขึ้นในพ.ศ.2209 เป็นพระที่นั่งตึกก่ออิฐถือปูนขนาดย่อม ส่วนของผนังเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะไทย และเปอร์เซีย คือการเจาะช่องหน้าต่างขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีจากภายนอก เนื่องจากระบบไทย ใช้ผนังและเสารับน้ำหนัก การเจาะช่องเปิดขนาดใหญ่เป็นไปได้ยาก


อาคารไทยประเพณีแท้ๆ จึงแทบไม่มีประตูหน้าต่าง หรือมีก็จะน้อยมาก แต่พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ฯองค์นี้ กลับเจาะช่องเปิดที่โถงท้องพระโรงจำนวนมาก ถึงด้านละ 4 ช่อง ด้านหน้าอีก 3 ช่อง เป็นช่องปลายแหลมทรงกลีบบัว ตามอิทธิพลศิลปะอิสลาม ซึ่งแพร่หลายเข้ามาในอยุธยาผ่านบรรดาพ่อค้าและขุนนางแขก



โดยทั่วไปแล้ว เราจะคุ้นเคยกับปราสาทจัตุรมุข หรืออาคารยอดที่มีผังแบบกากบาท ที่มียอดมณฑปแหลมอยู่ตรงกลาง หรือไม่ก็เป็นปราสาทที่มีสองแขนยาว อีกสองแขนสั้น (คล้ายๆพระที่นั่งสุทไธสวรรย์บนกำแพงพระบรมมหาราชวังที่กรุงเทพฯ) แต่พระที่นั่งองค์นี้กลับลดทอนรูปแบบลง ด้วยการตัดแขนด้านหนึ่งออก จาก 2 แขน เหลือเพียงแขน หรือมุขเดียวทางด้านที่เป็นโถงด้านหน้า


ส่วนกระเปาะที่ประดิษฐานยอดมณฑป เป็นส่วนที่ตั้งพระราชบัลลังก์ยกพื้นสูง โดยพระเจ้าแผ่นดินจะประทับบนสีหบัญชรสูง มีพระแกลเปิดและปิดได้ในตำแหน่งที่สูงกว่าข้าราชบริพารมาก


ภายในโถงท้องพระโรง มีบันทึกว่าประดับด้วยกระจกจำนวนมาก สั่งมาจากฝรั่งเศส และตกแต่งลวดลายด้วยทองดอกบวบ ซึ่งคงจะแวววับตามรสนิยมศิลปะบาโรคที่เจริญขึ้นในยุโรปในยุคร่วมสมัยกัน ภายหลังกระจกเหล่านี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือให้ลอกออกไปประดับมณฑปพระพุทธบาทที่สระบุรี และคงจะสูญไปในไฟเมื่อตอนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อพวกจีนคลองสวนพลูยกกันออกไปลอกทองที่พระพุทธบาท


ในคำให้การขุนหลวงหาวัด กล่าวถึงพระที่นั่งองค์นี้ไว้เพียงสั้นๆ ว่า


“พระที่นั่งทั้งสององค์นี้ (ดุสิตสวรรย์ธัญญมหาปราสาท และสุทไธสวรรย์มหาปราสาท ตั้งอยู่ใกล้ๆกัน) มีมุขซ้อน 4 ชั้น มีฝาทั้ง 4 ด้าน”








ภาพนี้มองจากพระลานครับ ในส่วนโถงท้องพระโรงมีขนาดค่อนข้างเล็ก แม้ว่าจะเจาะหน้าต่างโปร่ง เชื่อว่าคงใช้รับแขกส่วนพระองค์มากกว่า ที่น่าสนใจคือ พระราชนิเวศแห่งนี้ มีการเล่นมุมมองทางสายตา ด้วยการเว้นพื้นที่ว่างทางด้านหน้า ให้เป็นพระลานกว้างขวาง อาจเป็นบริเวณสำหรับผู้ติดตาม หรือข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่เมื่อเปิดประตูออก ก็จะแลเห็นองค์พระมหากษัตริย์ได้อย่างชัดเจน



ภาพด้านบนนี้ เป็นมุมมองจากพระที่นั่งสุทไธสวรรย์มหาปราสาท ซึ่งตั้งอยู่ในพระราชฐานชั้นในกลางอุทยาน เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเสด็จสวรรคตบนพระที่นั่งองค์นี้

จะเห็นว่าส่วนพื้นจะต่ำเตี้ยกว่าพระที่ีนั่งดุสิตสวรรย์ธัญญมหาปราสาท เพราะแต่เดิมจะมีน้ำพุ และสระน้ำที่มุมทั้งสี่ของพระที่ันั่ง ภายในองค์พระที่นั่งเองก็ประดับตกแต่งด้วยเขามอ มีธารน้ำเล็กๆไหลตามท่อ วิ่งเข้าไปในฐานไพที รวมทั้งวิ่งเข้าไปในพระปรัศว์ซ้ายขวา ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ สำหรับสรง หรือประทับสำราญอิริยาบถ

แต่เดิมพระที่นั่งองค์นี้ คงจะสวยงามและเย็นชื่นใจด้วยไอน้ำ เนื่องจากเมืองลพบุรีอากาศจะร้อนมาก เทคโนโลยี่นี้ เชื่อว่าได้อิทธิพลมาจากแขกเปอร์เซีย หรือแขกโมกุลครับ พระราชวังต่างๆในอินเดีย ก็มีระบบหล่อเย็นเช่นนี้




ภาพด้านบนเป็นดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาทครับ ทุกวันนี้ซากยังเหลือค่อนข้างสมบูรณ์ สามารถจำลองเครื่องหลังคาได้ ส่วนกระเบื้องที่มุง ใช้กระเบื้องเคลือบสีเหลืองครับ พวกฝรั่งเศสกล่าวว่า เมื่อมองดูไกลๆ คล้ายกับองค์พระที่นั่งมุงด้วยหลังคาทอง กระเบื้องเหล่านี้ มี 2 ประเภท คือ สั่งมาจากเมืองจีน และผลิตเองในไทย ซึ่งจากการขุดค้นก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หากมีเวลา ลองเดินไปดูด้านหลังองค์พระที่นั่ง อาจจะพบเศษกระเบื้องเก่าๆ ตกหล่นอยู่บ้างก็ได้ครับ (ผมไปมาเมื่อไม่นานมานี้ ยังคงเหลืออยู่บ้าง)






พระที่นั่งสุทไธสวรรย์มหาปราสาท จากมุมสูงครับ คาดว่าเป็นพระที่นั่งแขนเดียวเช่นเดียวกับ ดุสิตสวรรค์ฯ เนื่องจากผังที่เหลืออยู่ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่ใช่จตุรมุข จึงเข้าใจว่า น่าจะมีรูปแบบใกล้เคียงกัน โดยยอดปราสาทเลื่อนจากกึ่งกลางไปอยู่ด้านท้ายอาคารแทน



ภาพสุดท้ายเป็นพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ยามค่ำคืน สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดที่แห่งนี้มาก ทรงลงมือขุดดินปลูกต้นไม้เอง มีจำพวกส้มและมะนาว ในสวนรอบๆพระที่นั่ง นอกจากสระน้ำพุที่มุมทั้ัง 4 แล้ว ยังตามโคมเครื่องหอม โคมประทีปไว้ตลอดทาง
ในจดหมายเหตุ "สำเภากษัตริย์สุไลมาน" ที่ทูตอิหร่านได้เข้ามาถวายพระราชสาส์นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่พระราชวังเมืองละโว้ ได้บรรยายถึงท้องพระโรงแห่งนี้ว่า

“ตรงทางเข้ามายังท้องพระที่นั่งนั้นมีบันไดหลายขั้นขึ้นมาสูงจากพื้นประมาณสามศอก ตัวอาคารเองนั้นประกอบด้วยห้องยาวๆห้องเดียวที่มีหลังคาหน้าจั่ว ห้องโถงยาวประมาณสิบศอก กว้างหกศอกพื้นห้องทำด้วยไม้ เพดานและผนังภายในห้องทาสีกุหลาบ และสีแสดมีกระจกเงาหกบานติดอยู่กับผนัง และห้องกระจกอันสดใสนี้ส่องแสงแวววามเหมือนกับทองใบส่วนในสุดของห้องโถงบุด้วยแผ่นดีบุก และตกแต่งด้วยกระเบื้องชุบทองพระที่นั่งของกษัตริย์เป็นเหมือนกับธรรมาสน์ขนาดใหญ่ ซึ่งถอดเอาบันไดธรรมาสน์ออกไปทำด้วยไม้ พื้นผิวด้านนอกทั้งหมดบุด้วยแผ่นทองด้านซ้ายและขวามีบันไดซึ่งกษัตริย์ใช้เป็นทางเสด็จขึ้นมาบนเฉลียงหน้ามุขหน้ามุขนี้ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยม่านผ้าทองยกดอก เป็นที่ตั้งฐานบัลลังก์จริงไว้ มีทวารอีกบานหนึ่งอยู่ด้านหน้าหลังของอาคารทั้งหมด และมีประตูประดับทองสองบานนำไปสู่พระที่นั่งพระเจ้าแผ่นดินประทับรอพวกเราอยู่บนบัลลังก์เรียบร้อยแล้ว
เมื่อเราเข้าไปก็แลเห็นเครื่องบรรณาการทั้งหมดวางขวางตามส่วนยาวของห้องอยู่เป็นแถวและเหล่าเสนาบดีอีกทั้งข้าราชการกำลังหมอบกรานอยู่โดยเรียงกันตามลำดับยศและตำแหน่ง อย่างไรก็ตามมีเก้าอี้ยาวตัวหนึ่งจัดไว้ให้พวกเราซึ่งพนักงานรับใช้ได้วางเอาไว้ตรงหน้าพระที่นั่งเลยทีเดียวเมื่อเราไปถึงเก้าอี้นวมก็มีผู้บอกให้เราทำความเคารพต่อพระเจ้าแผ่นดินตามธรรมเนียมของเราเองในขณะนั้นไม่มีชาวพื้นเมืองคนไหนยืนอยู่เลยเราหันหน้าตรงกับพระที่นั่งแล้วก้มศีรษะแล้วบริพารสองคนก็นั่งคุกเข่าลงและรับพระราชสาส์นของเราไปจากอีบรอฮีมเบกบริพารอีกคนหนึ่งนำเอาพานทองฝังเพชร ซึ่งมีก้านยาวทำด้วยทองคำซึ่งสามารถยื่นเข้าไปถึงพระบัญชรของพระที่นั่งได้ พานทองนี้เป็นภาชนะพิเศษ ซึ่งพวกเขาใช้สำหรับทูลถวายสิ่งใดๆที่กษัตริย์ทรงประสงค์
พวกข้าราชการทำท่าบอกแก่อิบรอฮีมเบกว่าถึงเวลาแล้วที่จะเคลื่อนพระราชสาส์นของเราจากพานทองที่นำมาถึงที่นี่ลงในพานทองอันที่สองเขาก็ทำตามที่บอก แล้วพนักงานรับใช้ก็นำพานเปล่าออกไป พานอันแรกนี้เป็นพานทองที่บอบบางประณีตเสียยิ่งกว่ากลีบกุหลาบแล้วพนักงานรับใช้ก็นำมันกลับไปยังท้องพระคลังครั้นแล้วพระราชสาส์นก็ถูกอัญเชิญไปยังพระที่นั่งภายในพานทองอันใหม่ที่วาววามเป็นประกาย ในชั่วขณะที่เหมาะสม พระเจ้าแผ่นดินได้โน้มพระเศียรออกจากพระราชบัลลังก์และรับเอาพระราชสาส์นไว้ด้วยพระหัตถ์ทั้งสองข้างทรงจุมพิตมันและยกมันขึ้นเหนือพระเศียรแล้วประทับมันไว้กับพระเนตรและพระอุระของพระองค์ แล้วทรงวางมันลงบนแท่นพระที่นั่ง
พระราชาคณะชาวสยาม คือ ปิตาและล่ามได้ประกาศว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงเชิญให้คณะทูตานุทูตนั่งลง พระเจ้าแผ่นดินตรัสกับพระราชาคณะและพระราชาคณะทำความเคารพตามประเพณีแล้วสวดมนต์”




Create Date : 03 กรกฎาคม 2554
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2558 21:15:35 น.
Counter : 1734 Pageviews.

4 comment
ภายในวิหารวัดพระศรีสรรเพชญ์
สืบเนื่องมาจากกระทู้วัดพระศรีสรรเพชญ์ของคุณหนุ่มรัตนะ ทำให้ผมมีแรงฺฮึดทำภาพจำลองสามมิติ ทั้งภายนอกและภายในวิหารหลวงหลังนี้ ซึ่งตามบันทึกของคุณพ่อตาชาร์ด บาทหลวงฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยพระนารายณ์ กล่าวว่า เป็นวิหารยาว และแคบ ภายในมีแต่เสาต้นใหญ่ๆ มืดมาก แต่ประดับประดาไปด้วยทอง เป็นไม่กี่อย่างที่เราทราบรายละเอียดการตกแต่งภายในของวิหารหลังนี้


นอกจากนั้น ยังมีร่องรอยการประดิษฐาน พระบรมไตรภพนาถ พระพุทธรูปทรงเครื่องต้นหล่อด้วยทองคำ หนักตักศอกคืบ ประดิษฐานอยู่ด้วย แต่ไม่ได้จำลองไว้ในที่นี้ เอาเป็นพระศรีสรรเพชญ์องค์เดียวก่อนนะครับ

พระศรีสรรเพชญ์นี้ รายละเอียดเป็นเช่นไร ขอให้ติดตามอ่านในพงศาวดารหลวงประเสริฐอักษรนิติ์นะครับ เอาคร่าวๆว่าหล่อในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 สูง 8 วา ก็ 16 เมตร เป็นรองหลวงพ่อวัดพนัญเชิง "พระพุทธไตรรัตนนายก" เพียง 3 เมตรเ่ท่านั้น และเป็นพระพุทธรูปประทับยืนแสดงปางประทานอภัยด้วยพระหัตถ์ขวา

หลังสงครามเสียกรุง พระศรีสรรเพชญ์ถูกไฟไหม้เสียหาย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงอัญเิชิญลงมากรุงเทพ มีพระราชดำริจะให้ซ่อม พระสงฆ์ทั้งปวงถวายพระพรว่าไม่เป็นการบังควร จึงทรงนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ และให้ก่อพระเจดีย์ "ศรีสรรเพชญดาญาณ" ครอบไว้


หากใครอยากทราบว่าพระศรีสรรเพชญ์หน้าตาอย่างไร ขอเชิญไปดู "พระโลกนาถ" พระพุทธรูปประทับยืนขนาดใหญ่ในระเบียงคดรอบโบสถ์วัดโพธิ์ดู เป็นลักษณะงานช่างรุ่นอยุธยาตอนกลางเช่นเดียวกัน หรือมิฉะนั้นก็อาจเทียบได้กับพระพุทธมงคลบพิตร ในวิหารมงคลบพิตรได้ครับ


ยาวไปแล้ว ขอเชิญรับชมภาพสันนิษฐานภายในวิหารหลวงแห่งแผ่นดินครับ






เสาภายในวิหารใหญ่มาก ออกแนวเหมือนวิหารกรีกเหมือนกัน เป็นเส้นนำสายตาสู่พระพุทธรูปประธาน





วิหารยาวและแคบ มีเสาร่วมในเยอะๆ เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะอยุธยา การเล่นเสา เสมือนการนำสายตา และบีบอัดผู้เข้ามาให้รู้สึกตัวเล็กลง ยำเกรงสถานที่มากขึ้น เพราะเมื่อเทียบขนาดเสากับมนุษย์แล้ว มนุษย์กลายเป็นสิ่งเล็กน้อยทีเดียว โดยเฉพาะต่อหน้าสายตาพระพุทธ




ถ่ายพระบาทบ้างครับ


ซูมใกล้ๆ




แต่ก่อนคงมืดมาก เพราะไม่มีหน้าต่าง ช่างท่านเจาะเป็นช่องแสงแคบๆ ควบคุมแสงไม่ให้้เข้ามาในอาคารมากเกินไป เป็นการเพิ่มบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ และทำให้สมาธิคนไม่วอกแวกไปด้วย






อีกภาพครับ




Create Date : 08 พฤษภาคม 2554
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2558 21:12:52 น.
Counter : 1409 Pageviews.

3 comment
1  2  

Valentine's Month



ปลาทองสยองเมือง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



New Comments