All Blog
กระจกสีเซนต์นิโคลาสรับเครื่องยศ จากวัดนักบุญยอแซฟอยุธยา


ผมจะพิ่งตีความรูปนักนิโคลาสจากวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยารูปนี้ได้ หลังจากงงๆมานาน ว่าควรจะเป็นเหตุการณ์ตอนใดในชีวิตของท่าน จนมานั่งอ่านชีวประวัติของท่านใหม่ จึงเข้าใจว่า  น่าจะเป็นภาพนักนิโคลาสได้เครื่องยศคืนจากพระเยซูคริสต์

นักบุญนิโคลาสเป็นใคร ถ้าตอบตามประวัติศาสตร์ก็ต้องบอกว่า เป็นสังฆราช (หรือบิชอป) แห่งเมืองไมรา ตุรกี มีชีวิตในช่วงศตวรรษที่ 4 และมีบทบาทมากในการสังคายนาศาสนาครั้งแรก ที่จัดโดยจักรพรรดิคอนแสตนตินที่เมืองไนเซีย หรือนีเคอา

สังคายาครั้งนี้เป็นการกำหนดข้อความเชื่อของคริสต์ศาสนา ถ้าใครไม่เชื่อตามนี้ ถือว่าสอนผิด ตกศาสนาไปได้ เรื่องสอนผิดนั้นเราก็เห็นชัดๆว่ามีทุกศาสนา มิใช่เป็นการปิดกั้นทางความคิด แต่สอนไม่ให้งมงายต่างหาก เช่น ถ้าชาวพุทธสอนว่า พระพุทธเจ้ามิได้ไปนิพพาน ก็คงไม่ได้ คงถูกประณามจากมหาเถรสมาคม ใช่ไหมครับ คล้ายๆกันนั่นเอง

นิโคลาสนั้น ต่อมาจะถูกพัฒนาเป็น ซานต้าคลอส ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง


ต้นเค้าของเรื่องมาจาก ในงานสังคายนาที่เมืองนีเคอา ในต้นศตวรรษที่ 4 สังฆราชอารีอุส (ผู้สอนผิด และเป็นต้นเหตุของการเรียกประชุมสังคายนา) ตั้งข้อเสนอว่า พระบุตร "คล้าย "พระบิดา (ขอเรียกง่ายๆนะ เดี๋ยวงง) แต่ไม่ใช่ "อันหนึ่งอันเดียว" กับพระบิดา อันทำให้สถานะความเป็นพระเจ้าของพระเยซูลดต่ำลง

จึงเกิดโต้เถียงกันขึ้นขนานใหญ่กลางวงวิชาการที่ล้วนเป็นแต่ปราชญ์ศาสนจักร ท่านสังฆราชนิโคลัสไม่ยอมรับ เพราะความคิดแบบนี้จะทำให้พระเยซูไม่ใช่พระเจ้า
.

สังฆราชนิโคลาสโมโหมาก ไม่รอให้อารีอุสแถลงต่อไป จึงลุกขึ้นต่อย (บางกระแสว่าตบ) อาริอุสกลางงานสังคายนาต่อหน้าพระจักรพรรดิ จึงโดนถอดยศ ริบพระวรสารและผ้าปัลลิอุ้ม อันเป็นเครื่องยศพระสังฆราช และนำไปจองจำไว้

.

 

ในที่จองจำ พระเยซูเสด็จมาหาท่านสังฆราช โดยอัศจรรย์ ถามว่า "ทำไมท่านมาอยู่ที่นี่ล่ะ" นิโคลัสตอบว่า "ก็เพราะรักพระองค์น่ะสิ"

พระคริสต์จึงคืนเครื่องยศให้ท่าน ต่อมาจึงได้กลับดำรงตำแหน่งสังฆราชตามเดิม

เรื่องนักบุญนิโคลาสผู้ทำอัศจรรย์ ยังมีอีกมากมายจนเป็นตำนานทีเดียวครับ ไว้ว่างๆจะหามาเล่าต่อ


 




Create Date : 15 ธันวาคม 2561
Last Update : 15 ธันวาคม 2561 10:05:22 น.
Counter : 230 Pageviews.

0 comment
วัยเด็กนอกคัมภีร์ของพระเยซู : การสาปเด็กชั่วร้าย


เรื่องพระกุมารเยซูสาปแช่งให้เด็กชั่วร้ายตาย ในพระวรสารของผู้ปลอมเป็นนักบุญมัทธิว Psuedo- Matthew gospel ซึ่งเป็นคัมภีร์นอกสารบบ แต่งขึ้นในราวค.ศ. 600- 625 ปัจจุบันไม่ใช้ในศาสนจักรแล้ว แต่ส่งอิทธิพลทางความคิดและศิลปะให้ชาวยุโรปในยุคกลางมาก

อันนี้ถอดความมาจากภาษาอังกฤษครับ


"ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์เดินทางออกจากอียิปต์มาอาศัยอยู่ในแคว้นกาลิลีจนกระทั่งทรงพระชนม์ได้ 4 ปี ในวันสะบาโตพระองค์ทรงเล่นกับเด็ก ๆ ที่ฝั่งของแม่น้ำจอร์แดน พระเยซูทรงขุดสระเล็ก ๆ 7 สระในโคลน แต่ละสระนั้นทรงขุดทางน้ำเล็ก ๆ เชื่อมต่อกัน จากนั้นพระองค์ก็สั่งให้นำน้ำมาเติมในสระ
.
.

ขณะนั้นเองเด็กผู้หนึ่งเป็นบุตรของปีศาจ ได้ปิดทางน้ำด้วยความอิจฉา และทำลายสิ่งที่พระองค์สร้างเสีย ดังนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "โอ เจ้าผู้ถูกสาป เจ้าผู้เป็นบุตรของมัจจุราช เจ้าผู้เป็นบุตรของซาตาน เจ้าทำลายงานของเรา" ทันใดนั้นเขาก็ล้มลงขาดใจตาย
.

พ่อแม่ของเด็กคนนั้นตกใจมาก รีบไปต่อว่ามารีและโยเซฟ กล่าวว่าบุตรของท่านสาปบุตรของเรา ทำให้เขาตายแล้ว เมื่อมารีกับโยเซฟได้ยินดังนั้นจึงรีบมาหาพระเยซูพร้อมกับบรรดาชาวยิวและพ่อแม่ของเด็กที่ตาย

โยเซฟกล่าวกับมารีว่า “ฉันไม่กล้าพูดกับเขา เธอน่าจะเหมาะเป็นผู้ตักเตือนเขามากกว่า”
.

มารีจึงกล่าวกับพระเยซูว่า “ทำไมลูกจึงทำให้ชาวบ้านเกลียดชังเราเล่า ลูกเอ๋ย เขาทำอะไรลูกเล่าเขาจึงต้องตาย”
.

พระองค์ตรัสตอบว่า “เขาสมควรจะต้องตาย เพราะเขาทำให้งานของลูกเสียหาย”
.

ดังนั้นเพราะมารดาจึงกล่าวกับพระองค์ว่า “อย่าทำเช่นนั้นเลย องค์พระผู้เป็นเจ้าของฉัน เพราะชาวบ้านทั้งหมดจะเกลียดชังเรา”
.

พระเยซูกุมารไม่ต้องการให้พระมารดาต้องโศกเศร้า ดังนั้นจึงยกพระบาทขวาเตะเข้าไปที่ชายโครงของศพเด็กนั้น และกล่าวว่า “ลุกขึ้นเถิด เจ้าผู้เป็นบุตรของความชั่วร้าย เจ้าไม่สมควรที่จะได้พำนักในบ้านของพระบิดา เพราะเจ้าได้ทำลายการงานที่เราได้สร้างขึ้น”
.

ทันทีทันใด เด็กผู้นั้นก็กลับเป็นขึ้นมาและรีบหลบหนีไปเสีย พระองค์ก็สั่งให้น้ำไหลกลับเข้ามาในสระจนเต็มอีกครั้ง

 




Create Date : 15 ธันวาคม 2561
Last Update : 15 ธันวาคม 2561 9:54:29 น.
Counter : 193 Pageviews.

0 comment
ซูเราะห์มัรยัมกับ Gospel of Psuedo-Matthew ความคล้ายคลึงกัน


การบังเกิดของนบีอีซา (พระเยซู) ในอัลกุรอ่าน ซูเราะห์มัรยัม มีบางเรื่องราวย่อย (อนุภาคหรือโมทีฟ) ที่คล้ายคลึงกับพระวรสารของ"ผู้ใช้ชื่อนักบุญมัทธิว" คัมภีร์เล่มนี้เป็นหนังสือนอกสารบบ ที่ไม่ได้ใช้อย่างเป็นทางการ แต่ในสมัยยุคกลางมีอิทธิพลสูง สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในราวค.ศ. 600 - 625 (อายุร่วมสมัยกับการเกิดศาสนาอิสลามพอดี) จึงเป็นเรื่องน่าสนใจศาสนาทั้งสองคงจะมีปฏิสัมพันธ์ทางความคิดกันพอสมควร

เรื่องนั้นก็คือ เมื่อท่านหญิงมัรยัมจะให้กำเนิดนบีอีซาโดยอัศจรรย์ของอัลลอฮฺ เพราะไม่มีบิดามนุษย์ ท่านหลบไปคลอดในที่เปลี่ยว เมื่อไม่มีอาหารจะรับประทาน ต้นอินทผาลัมก็โน้มกิ่งลงให้นางเก็บลูกอันมีรสหวานมาบรรเทาความหิวโหยได้ ทั้งญิบรออีล (อัครเทวดากาเบรียล) ก็กระทืบพื้นดินทำให้ตาน้ำไหลออกมา ให้ท่านหญิงสามารถดื่มดับกระหาย จนกระทั่งคลอดบุตรด้วยความปลอดภัย


โมทิฟนี้ไม่มีในไบเบิ้ล แต่มีในคัมภีร์นอกสารบบชื่อพระวรสารของ "ผ้ใช้ชื่อนักบุญมัทธิว" กล่าวถึงตอนโยเซฟพาพระกุมารเยซูพร้อมพระนางมารีย์หนีการประหารของกษัตริย์เฮโรดไปอียิปต์ ระหว่างทางแดดร้อนจัดและพระนางหิวโหยมาก จึงหลบไปอยู่ใต้เงาอินทผาลัมใหญ่ พระคริสต์กุมารเสด็จลงจากตักพระนาง ตรัสสั่งให้อินทผาลัมโน้มกิ่งลงมาให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์เก็บลูกมารับประทานได้
.
.
นี่เป็นโมทีฟที่คล้ายคลึงกัน ต้นอินทผาลัมเป็นไม้ที่ให้พลังงานสูง จนถือว่าเป็นต้นไม้แห่งสวรรค์ ชาวอาหรับเชื่อกันว่า แม้แต่คนตายหากได้กินผลอินผาลัมอันหวานเจี๊ยบ ก็ยังลุกขึ้นได้

พระกุมารเยซูยังสั่งให้ต้นอินทผาลัมถอนรากที่ซ่อนตาน้ำออก ทำให้น้ำไหลออกมาเลี้ยงสัตว์พาหนะ

เพื่อเป็นการขอบคุณต้นอินทผาลัม พระคริสต์สั่งทูตสวรรค์ลงมาปลิดใบปาล์มใบหนึ่ง ไปปลูกไว้บนสวรรค์ เพื่อจะได้ใช้ใบปาล์มนี้แจกเป็นรางวัลให้กับเหล่านักบุญและมรณสักขี เป็นเครื่องหมายของชัยชนะต่อโลกนี้ได้เข้าสู่สวรรค์

นี่ก็เป็นการซ้อนทับของประติมานวิทยา การแลกเปลี่ยนทางความคิดเกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าไปควานหาต้นกำเนิดของมันก็จะไม่ได้อะไร นอกจากการทะเลาะเบาะแว้งว่าใครลอกใคร


ภาพวาดคริสต์ศิลป์จากยุคกลาง แสดงรูปต้นอินทผาลัมโน้มกิ่งลงมาให้พระนางมารีย์เก็บผล มีตาน้ำออกมาจากใต้โคนต้น

ศิลปะอิสลาม แสดงภาพท่านหญิงมัรยัมเก็บผลอินทผาลัมในทะเลทราย โดยกิ่งนั้นโน้มลงมา มีตาน้ำผุดที่โคนเช่นกัน




Create Date : 15 ธันวาคม 2561
Last Update : 15 ธันวาคม 2561 9:49:25 น.
Counter : 290 Pageviews.

0 comment
เมื่อโบสถ์ใช้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในโปแลนด์


โบสถ์ทรงโพสต์โมเดิร์นในฐานะเครื่องมือต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็นในโปแลนด์
.
.
แม้ว่าโปแลนด์จะได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างหนักหน่วง และอาคารส่วนมากก็ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก จนมีโครงการจะซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1950 แต่โครงการเหล่านั้นก็ยังล่าช้าอยู่ จนกระทั่งเกิดสงครามเย็นขึ้น และในช่วงปลายของสงครามเย็นคือในราวทศวรรษที่ 1980 โซเวียตเข้าครอบครองโปแลนด์ และปกครองในแบบคอมมิวนิสต์ ชาวโปแลนด์ส่วนมากที่ไม่พอใจโซเวียต จึงหันมาพึ่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายคอมฯที่ประกาศตัวว่าไม่เอาศาสนาอย่างชัดเจน
.
.
ชาวโปลฯจำนวนมากรวมตัวประท้วงเพื่อที่จะไปสร้างโบสถ์ในเมือง Nowa Huta ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่ที่โซเวียตตั้งขึ้น และถูกมองว่าเป็นเมืองไร้ศาสนา จึงเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจว่า โบสถ์คริสต์ทรงโพสท์โมเดิร์นผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในช่วงทศวรรษที่ 1980 มากกว่าจำนวนโบสถ์ใด ๆ ที่สร้างขึ้นในยุโรปร่วมสมัยกัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวโปลในการเคลื่อนไหวต่อต้านความคิดนอกศาสนา
.
.
ที่น่าแปลกคือ ชาวโปลเลือกที่จะใช้โบสถ์ทรงโพสโมเดิร์น แทนที่จะเป็นโบสถ์โกธิคโบร่ำโบราณ และสถาปนิกส่วนมากก็มีอายุไม่ถึง 30 การสมาทานความคิดโพสโมเดิร์น ที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มองว่าเป็นการคิดมุมกลับและเป็นการวิพากษ์ “โมเดิร์น” แต่ในโปแลนด์ โพสโมเดิร์น กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของชาตินิยมและความสามัคคี เพราะโซเวียตเองแม้จะไม่มีศาสนา แต่ก็ไม่กล้าไปแตะต้องวัดวาอารามใด ๆ 
.
.
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่สนับสนุนเครื่องมือเครื่องใช้ ดังนั้น โบสถ์เหล่านี้จึงเป็นโบสถ์แฮนด์เมดที่สร้างจากพลังของชาวบ้าน ที่ค่อย ๆ รวบรวมเงินบริจาคประจำสัปดาห์จากโบสถ์ หรือสร้างด้วยเครื่องมือตามมีตามเกิด และถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดจากคอมมิวนิสท์ซึ่งอนุญาตให้หยุดงานได้เฉพาะในวันอาทิตย์ โบสถ์สมัยใหม่ในโปแลนด์เหล่านี้ จึงได้สมญานามว่า Gothic postmodernist เพราะไม่ได้สร้างด้วยทุนก้อนโต แต่ค่อย ๆ สร้างไปทีละนิด ๆ ใช้เวลายาวนาน เหมือนมหาวิหารโกฑิคในยุคกลาง 
.
.
ที่น่าขันก็คือ รัฐบาลกลับยอมให้ชาวคาทอลิกสร้างโบสถ์ได้ตามใจชอบ เพราะถ้าไม่ยอม พวกเขาก็จะออกมาเดินประท้วงแทน กลายเป็นว่าสมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย และทีละเล็กทีละน้อย โบสถ์ก็กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการตกต่ำของคอมมิวนิสต์ในโปแลนด์ไปอย่างไม่รู้ตัว
จนทุกวันนี้ โบสถ์เหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้มานานจนคนลืมไปว่าครั้งหนึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ และมักถูกอธิบายว่าเป็นพัฒนาการของสไตล์ทางศิลปะในยุค 60 70 80 90 มากกว่าจะพูดถึงพลังทางจิตวิญญาณที่แฝงมากับสถาปัตยกรรม 
.
.
.
จริงๆ อยากจะเอามาเปรียบเทียบกับไทยนะ โดยเฉพาะโบสถ์ยุคสงครามเย็นหลายโบสถ์ในภาคอีสาน ในสังฆมณฑล 4 อีสาน ได้แก่ อาสนวิหารของอุดร (2510) อุบล (2510) โคราช (2522) ท่าแร่ (สกลนคร) (2518) เป็นอาคารที่สร้างขึ้นในยุคคอมมิวนิสต์กำลังฟูทีเดียว และสร้างขึ้นในสไตล์โพสโมเดิร์นทั้งนั้น ศาสนาคริสต์จะเป็นเครื่องมือในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในไทย (เหมือนวัดป่า) บ้างหรือเปล่า เดี๋ยวลองคิดก่อนนะครับ

https://www.archdaily.com/782902/these-churches-are-the-unrecognized-architecture-of-polands-anti-communist-solidarity-movement



Create Date : 17 กรกฎาคม 2561
Last Update : 17 กรกฎาคม 2561 18:53:49 น.
Counter : 346 Pageviews.

0 comment
กระจกสีในโบสถ์ ความรุ่งโรจน์ของแสงสว่าง



ในปฐมกาลพระเจ้าตรัสว่า “จงมีแสงสว่างเถิด” แล้วก็มีแสงสว่างพระเจ้าทรงเห็นว่าแสงสว่างนั้นดี” (ปฐก 1 : 3-4)


ถ้าเดินเข้าไปในวัดคริสต์เก่าๆหน่อยเรามักจะเห็นกระจกสี แสดงภาพรูปคริสตประวัติบ้าง นักบุญบ้าง แม่พระบ้างบุคคลสำคัญบ้าง บางวัดก็มีติดเต็มไปหมดจนเกือบจะทดแทนผนังปูนไปเลย ถือว่าเป็นการอวดฝีมือช่างว่าทำยังไงไม่ให้หลังคามันพังลงมาเพราะผนังมันเปราะเป็นเปลือกกระจกบางๆ ขนาดนั้น คนโบราณในยุคกลางเขาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไบเบิ้ลก็แพงเพราะเครื่องพิมพ์ยังไม่เกิดไม่มีตังค์ซื้อ ก็เลยมาหาความรู้เอาที่กระจกสี เป็นพระคัมภีร์ของคนยาก ก็ทำนองเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังบ้านเรานั่นเอง


แม้ว่าจะมีการหุงกระจกกันมานานแล้วแต่ไม่สะดวกจะติดตั้งเพราะความขัดข้องทางเทคนิค ยุคโรมันเนสก์สถาปนิกยังเจาะหน้าต่างกว้างๆ ไม่ได้ โบสถ์ใหญ่โตเทอะทะเหมือนโรงนา แต่เจาะหน้าต่างได้นิดเดียวเพราะถ้าเจาะกว้างโบสถ์ก็จะพัง ชาวยุโรปจึงใช้กระจกตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ติดเป็นโมเสกเสียเลยดังนั้นถ้าเราเข้าไปในโบสถ์โรมันเนสก์ จะเห็นว่าภายนอกเหมือนโรงยิมทึม ๆ แต่ข้างในสุกใสสกาวด้วยกระจกและโมเสกทองจึงถูกเปรียบเปรยว่า เหมือนจิตวิญญาณอันงดงามนิรันดร ถูกซ่อนไว้ในร่างกายสสารอันรู้ตายโมเสกอยู่คู่กับวิหารมืดทึบไปอีกหลายร้อยปีในยุคกลางตอนต้น ๆ


ต่อมาเทคนิคการก่อสร้างค้ำยันพัฒนาขึ้นทีละนิดๆ ชาวยุโรปคงอึดอัดกับโบสถ์ทึบ ๆ มืด ๆ มานาน จึงพยายามสร้างโบสถ์ที่เปิดรับแสงสว่างให้ได้มากๆ ทีนี้ก็มีนักบวชผู้หนึ่งชื่อ ซูแยร์ (Abbot Suger) เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงแซงต์เดนีส์(St.Denis) แห่งปารีสในศตวรรษที่ 12 ซึ่งคลั่งไคล้ในระบบสัญลักษณ์ของการ“ส่องสว่างภายในอย่างลึกลับ” อันเป็นความคิดที่พัฒนามาจากไดโอนีซุสเทียมแห่งแอโรพาไกต์ (Psuedo-Dyonisus of Aeropagite) ไดโอนีซุสผู้นี้ไม่มีตัวตนจริง แต่เป็นนามแฝงของนักบวชชาวซีเรียนผู้หนึ่งในศตวรรษที่ 5-6 ผู้อ้างว่าเป็นไดโอนีซุสลูกศิษย์ชาวกรีกของนักบุญเปาโล ผู้กลับใจนับถือศาสนาคริสต์ หลังจากที่เปาโลไปเทศนาในเอเธนส์ อันปรากฏใน (กจ 17 : 34) และต่อมาไดโอนีซุสผู้นี้ ได้เป็นสังฆราชแห่งเอเธนส์เดินทางสั่งสอนชาวกรีกไปทั่ว (เมาท์กันว่าไปเป็นสังฆราชที่ไซปรัสและมิลานด้วย)

งานของไดโอนีซุสเทียมนั้นแพร่หลายอยู่ในคริสตจักรตะวันออกที่กรุงคอนแสตนติโนเปิล และเข้ามาในพระศาสนจักรตะวันตกเมื่อนักบุญเกรโกรรีมหาสมณะไปทำธุระกับไบเซนทีน ท่านไปได้งานเขียนของไดโอนีซุสฉบับก๊อปปี้มาชุดนึง เกรโกรีเอามาอ่านแล้วอินมากโดยเฉพาะเรื่องการพิศเพ่งและรหัสยธรรมลึกลับแบบกรีก เลยแปลออกมาเป็นฉบับอ่านชิวลำลองเพราะภาษากรีกท่านไม่ค่อยแข็งเท่าไร งานเลยไม่ค่อยฮิต

ต่อมา จักรพรรดิมิกาเอลที่2 แห่งโรมันตะวันออก พระราชทานหนังสือชุดงานเขียนของไดโอนีซุสเทียม 1 ก๊อปปี้ ให้พระเจ้าหลุยส์เดอะปิอุสแห่งราชวงศ์คาร์โลลิงเจียน พระองค์จึงพระราชทานต่อไว้ที่วัดแซงต์เดนีส์ แล้วอีทีนี้คำว่า เดนีส์ มันเป็นสำเนียงฝรั่งเศสของคำกรีกไดโอนีซุส คนยุคกลางชอบแต่งโยงตำนานไปๆมาๆจึงกลายเป็นว่า ไดโอนีซุสเทียมกลายเป็นคน ๆ เดียวกันไปกับ แซงต์เดนีส์สังฆราชคนแรกแห่งปารีส ในศตวรรษที่ 2 ที่โดนพวกโรมันตัดหัวแล้วลุกขึ้นมาเดินหิ้วหัวตัวเอง เดินไปได้อีก 2 ไมล์ จนมาตายลงตรงที่จะสร้างวัดคนปารีสอินเรื่องนี้มาก จึงผูกตำนานว่า ไดโอนีซุสจากเอเธนส์มาเผยแพร่ศาสนาที่ปารีสแล้วโดนตัดหัวเป็นมรณสักขี ดังนั้น 2ไดโอนีซุสนี้จึงกลายเป็นคนเดียวกันไปโดยปริยาย

ส่วนท่านอธิการซูแยร์ เป็นลูกชายของอัศวินชั้นผู้น้อยพ่อแม่เอามาถวายวัด ท่านเรียนเก่งมากจนเติบโตขึ้นได้เป็นสมภารเขามีความคิดจะซ่อมแซมวิหารเก่าที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 นี้มานานแล้วเพราะผนังมันผุพังจนกระทั่งอำนาจของพระราชวงศ์ฝรั่งเศสเริ่มเติบโตขึ้นทีละเล็กทีละน้อยปารีสไม่ใช่เมืองน้อยอีกต่อไป พระเจ้าหลุยส์ที่ 6 ทรงออกไปรบในครูเสดก็เพิ่มฐานอำนาจของฝรั่งเศสให้กว้างไกลขึ้นซูแยร์ในฐานะสมภารวัดหลวงก็มีอำนาจในทางโลกและทางธรรมมากพอที่จะสร้างวิหารใหม่แห่งนี้ให้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองเผยแพร่ความเกรียงไกรและร่ำรวยของฝรั่งเศส ผ่านทางวัดแซงต์เดนีส์ซึ่งนักบุญประจำวัดผู้นี้เป็นผู้อุปถัมภ์ประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย (การเอาปรัชญาไดโอนีซุสมาใช้ที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ)



               (รูปกระจกสีของอธิการซูแยร์ ในวัดแซงต์เดนีส์)


        ซูแยร์มีความทะเยอทะยานมากท่านรักเพชรพลอยและความร่ำรวยหวังจะปรับปรุงให้แซงต์เดนีส์กลายเป็นสวรรค์ในโลกมนุษย์โดยใช้วัสดุก่อสร้างราคาแพง ท่านเรียกบรรดาพ่อค้าเพชรพลอยอัญมณีจากต่างชาติต่างเมืองเข้ามาเพื่อซื้อหาไข่มุกซัฟไฟร์ มรกต ทับทิม เพื่อประดับพระแท่นบูชาถวาย “พระกายของพระเป็นเจ้า”ท่านประดับทองคำ 24 แห่งบนพระแท่น “ใช้ไข่มุกมากกว่าที่เราคิดไว้เสียอีกเราจะได้เห็นบรรดาเจ้านายกษัตริย์ทั้งหลายกระทำแบบเราโดยถอดแหวนทองแหวนมุกออกจากพระหัตถ์ แล้วรับสั่งให้ประดับมันลงไปบนพระแท่นมีพ่อค้าอัญมณีต่างชาติมากมายมาเสนอสินค้าให้เราเราก็จ่ายเงินซื้อสิ่งของเหล่านั้น”

เมื่อเรื่องการประดับประดาอย่างหรูหราฟุ้งเฟ้อนี้กระทบหูนักบุญแบร์นาร์ดฤาษีผู้รักความสันโดษและเกลียดการตกแต่งวัดมาก (วัดของท่านไม่มีแม้แต่ลวดลาย) ท่านก็ออกปากประณามอย่างแรงว่า“จะเอาทองคำไปทำอะไรในวัด”

แต่ซูแยร์ไม่ฟังเสียง ท่านจัดการเดินหน้าปรุบปรุงวิหารหลวงต่อไป เพื่อเพิ่มความยิ่งใหญ่เกรียงไกรให้ฝรั่งเศส สิ่งแรกที่ซูแยร์กระทำกับโบสถ์แซงต์เดนีส์ก็คือปรับปรุง Choir (ผนังรอบพระแท่น) ใหม่ จนแล้วเสร็จในปี1140 ในพิธีเสกมีพระอัครสังฆราช 5 องค์ พระสังฆราช 13องค์เข้ามาชมสิ่งน่าอัศจรรย์ใจชิ้นใหม่ของโลก นั่นคือกำแพงที่โปร่งแสงแสงแดดทะลุเข้ามาเป็นสีสันแดงฟ้าเขียว สดใสไบร์ทลี่เหมือนอัญมณี แขกเหรื่อทุกคนตื่นตนตื่นใจกับสถาปัตยกรรมแบบใหม่นี้ทันที และรีบเร่งกลับไปปรับปรุงมหาวิหารตามบ้านเกิดของตนตามสไตล์ใหม่ รสนิยมใหม่แพร่ไปเหมือนไฟลามทุ่งสถาปัตยกรรมแบบโกธิคได้เกิดขึ้นแล้ว เป็น Moderna Architectura (สถาปัตยกรรมสมัยใหม่คำๆนี้เคยใช้เรียกโกธิคมาก่อน ก่อนที่จะถูกเรียกอย่างเย้ยหยันดูแคลนในสมัยเรอเนสซองว่า“สิ่งก่อสร้างของพวกกอธป่าเถื่อน”.



(ภาพกระจกสีในบริเวณ Choir ของวิหารแซงต์เดนีส์ ที่ซูแยร์ปรับปรุงขึ้นใหม่)


หลังจากทำ Choir ใหม่ท่านสมภารซูแยร์ก็เขียนบันทึกการซ่อมแซมวัดอย่างละเอียด ไว้ในบันทึกชื่อ De administrations พร้อมทั้งแทรกความคิดทางเทววิทยาลงไปด้วยอย่างแนบเนียนหลาย ๆ แห่งก็แต่งกลอนประดับไว้ด้วย และที่ไหนที่เป็นรูปภาพ ก็มักจะแทรกภาพของตัวท่านเองไว้อย่างเช่นที่ประตูบานกลางทำจากสำริดแกะสลักราคาแพง ท่านเขียนว่า

“ท่านผู้แสวงหาเกียรติภูมิของประตูนี้เกียรตินั้นมิได้อยู่ที่ทองคำ หรือราคาของมัน หากแต่เป็นฝีมือช่างความงามทางศิลปะคือความสว่างเรืองรอง งานศิลปะสามารถส่องสว่างจิตใจช่วยให้ผู้ชมเดินทางท่องไปทางการส่องสว่างนั้น ไปสู่แสงสว่างเที่ยงแท้ที่ซึ่งพระคริสตเจ้าทรงเป็นประตูแท้ ประตูทองเป็นเพียงสิ่งจำกัดความอุปมาถึงสิ่งที่กำลังจะมาถึงในอนาคต จิตใจที่มืดบอดจะตื่นขึ้นมาในความจริงผ่านทางสิ่งสร้างของพระเป็นเจ้า จิตนั้นจะตื่นขึ้นจากสภาพความตกต่ำเมื่อได้เห็นแสงสว่างนั้น”


(ภาพประตูสำริดของซูแยร์ แสดงเหตุการณ์พระมหาทรมานของพระคริสต์ มีรูปตัวเขาเองในช่องที่สองบานขวา ในเหตุการณ์ที่เอ็มมาอุส)

การกล่าวเรื่องแสงสว่างเที่ยงแท้การส่องสว่างจิตใจอันตกต่ำ (Fall) อันเป็นผลมาจากอดัมเอวากินผลไม้ในสวนเอเดนเป็นอุปมาที่พบอย่างชัดเจนในงานของไดโอนิซุสซูแยร์สั่งให้แกะสลักประตูทองสำริดเป็นภาพพระมหาทรมาน การกลับคืนชีพ และการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์และมีอีกซีนหนึ่งที่ปะปนเข้ามา คือ ฉากการเดินทางไปยังเอ็มมาอุส พระเยซูที่เพิ่งคืนพระชนม์ปรากฏกายต่อหน้าศิษย์สองคนที่กำลังเดินทางไปตำบลเอ็มมาอุสแต่พวกเขาจำพระองค์ไม่ได้ จนกระทั่งทรงบิขนมปังแจก จึงจำพระองค์ได้ ฉากคริสตประวัตินี้ไม่ค่อยฮิตมากนักที่สำคัญคือซูแยร์ใส่ตัวเองลงไปในฉากนี้ด้วย ซูแยร์พยายามเสนอไอเดียว่ามีเพียงการไถ่กู้ของพระคริสต์เท่านี้ ที่จะทำให้สิ่งสร้างในโลกสสาร(หมายถึงเนื้อหนังของพระคริสต์) ถูกเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าเป็นตะเกียงเที่ยงแท้นำไปสู่แสงสว่างอันแท้จริง

นักบุญเกรโกรีมหาสมณะอธิบายการเดินทางไปเอ็มมาอุสว่า“เป็นเหตุการณ์ของการมองเห็นทางภายภาพ แต่มิได้มองลึกลงไปภายใน เข้าถึงความจริงเที่ยงแท้ที่อยู่ข้างใน(องค์พระคริสต์) พวกศิษย์แลเห็นผู้ร่วมทางด้วยตาเนื้อ แต่จดจำพระองค์มิได้จนกระทั่งทรงเผยพระองค์เองในการบิปัง” ความคิดนี้เข้ากันดีกับ Divine Theology ของ Hugh of Saint Victorหากไม่มีพระมหาทรมานและการไถ่กู้ เอ็มมาอุสก็ไร้ความหมาย หากไม่มีการเปิดเผยจากองค์พระผู้เป็นเจ้าแม้เราจะเห็นพระองค์ด้วยตาเนื้อต่อหน้า เราก็จำพระองค์มิได้

ท่านอธิการซูแยร์ ได้ทำส่วนหน้าFaçade ด้านตะวันตกของโบสถ์ใหม่ โดยรื้อผนังเดิมที่ท่านเมาท์ว่าสร้างสมัยชาร์ลมาญออกเพิ่มประตูและหอคอยสองหอ เมื่อส่วนหน้ากับส่วนหลังเสร็จเรียบร้อยเปิดพื้นที่โล่งสำหรับใส่กระจกสีบานมหึมา โบสถ์ทั้งโบสถ์ก็สว่างเรืองรองด้วย New light ที่ไม่เคยมีมาก่อนในศิลปะโบราณท่านซูแยร์ก็ไม่พลาดที่จะบันทึกรายละเอียดเอาไว้ด้วย


“เมื่อส่วนหน้าและส่วนหลังที่ต่อเติมใหม่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โบสถ์ทั้งโบสถ์ก็สว่างเรืองรองรุ่งโรจน์ไปทั่วทั้งบริเวณโถงกลาง แสงสว่างอันรุ่งเรืองคืองานอันทรงเกียรติ ที่ถูกเพิ่มเติมขยายในยุคของเราข้าพเจ้า ซูแยร์ เป็นผู้นำในการสร้างสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จ”



( Facde ของวัดแซงต์เดนีส์ ที่สร้างใหม่สมัยของซูแยร์)


ก็เป็นอันว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของท่านอธิการในการทำให้โถงในวัดสุกสว่างด้วยแสงจากธรรมชาติ กระจกสีนั้นโปร่งแสง แต่ไม่โปร่งใสเพราะมันย้อมด้วยเขียว แดง น้ำเงิน เข้าไปจนฉูดฉาดสดใส เมื่อต้องแสงแดดยามเช้าแสงก็ลอดผ่านกระจกออกมาได้ แต่เมื่อลอดเข้าไปในโบสถ์แล้ว แสงนั้นก็ไม่ใช่แสงเดิมอีกต่อไปแล้วมันกลายเป็นแสงใหม่หรือ Lux nova ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนในยุคโรมันเนสก์ก่อนหน้าโกธิค แม้จะมีการทำกระจกสีแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีใครหาญกล้า “ย้อม”พื้นที่ภายในโบสถ์ด้วยแสงอันเรืองรองเช่นที่พระอธิการซูแยร์กล้าย้อมโบสถ์แซงต์เดนีส์แห่งปารีสแสงที่มองเห็นได้เป็นแสงธรรมชาติที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นแสงทิพย์ (Divine light) ความหมายลึกซึ้งของกระจกสีถูกขยายความต่อไปและเปรียบเปรยกับการอวตารของพระเป็นเจ้า ผู้เป็นแสงที่มองไม่เห็น อวตารสู่แสงที่สามารถมองเห็นได้


คุณสมบัติพิเศษของกระจกสีที่ย้อมแสงได้จึงถูกอุปมาว่ามีสองธรรมชาติอยู่รวมกัน คือ มีความใส (Clarity) และความทึบ (Opacity) แสงธรรมชาตินั้นโปร่งใสดังเช่นพระผู้สร้างแต่ก็มีสีสันทำให้สามารถแลเห็นได้อันเป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายและไม่สมบูรณ์ของสิ่งสร้าง เหมือนพระคริสต์พระเจ้าผู้รับเอาเนื้อหนังที่มีทั้งธรรมชาติพระเป็นเจ้าผู้สมบูรณ์ (แสง) และธรรมชาติมนุษย์ผู้รู้ตาย(สีจากกระจก) อยู่รวมกัน และโดยธรรมประเพณีแล้ว พรหมจารีของแม่พระมักจะถูกเปรียบเปรยกับแก้วใสสะอาดที่มองเห็นได้ทั่วตลอดทั้งใบ กระจกสีก็เช่นกันมันยอมให้แสงสว่างส่องทะลุผ่านเข้ามาได้ โดยที่ตัวมันเองไม่แตกทำลายดังเช่นแม่พระที่ทรงครรภ์พระเยซูคริสต์โดยที่พรหมจรรย์ของพระนางไม่เสื่อมสลายไปนี่คือชัยชนะของสิ่งที่มองไม่เห็นที่มีต่อสสาร

Hugh of Saint Victor นักปราชญ์ผู้มีอิทธิพลต่อซูแยร์กล่าวว่า “กระจกสีอุปมาเหมือนพระคัมภีร์ตั้งแต่ที่มันยอมให้แสงสว่างแห่งความจริงผ่านเข้ามาในโบสถ์ มันก็ทำให้จิตใจของฆราวาสด้านในส่องสว่างขึ้นด้วยปัญญา”ส่วน William Durandus กล่าวไว้คล้ายคลึงกันว่า “กระจกนั้นป้องกันลมฝนและลมหนาวที่ทำร้ายผู้คนไว้ด้านนอกแต่ยอมให้แสงแห่งดวงอาทิตย์เที่ยงแท้ คือพระเป็นเจ้า เข้ามาในหัวใจของผู้ศรัทธา”


กระจกจึงเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สร้างความหมายอันลึกซึ้งให้กับโบสถ์ศิลปะโกธิคได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในศตวรรษที่ 12 ส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ของโบสถ์เริ่มถูกสร้างความหมายทางเทววิทยาเช่นเดียวกับกระจกเข้าไปสัมพันธ์อย่างลงตัวกับทฤษฎีเรื่ององคาพยพศักดิ์สิทธิ์ หรือ Divine Body ที่นักบุญเปาโลสั่งสอน เมื่อกระจกทำหน้าที่อุปมาการรวมพระธรรมชาติของพระเจ้าไว้ด้วยกันได้อย่างแนบเนียนน่าทึ่งแล้วก็ไม่ยากที่หลังคา ประตู เสา ฐานจะมีความหมายขึ้นมาในฐานะส่วนหนึ่งในพระวรกายของพระคริสต์ ซึ่งว่างๆจะคุยกันเรื่องนี้ต่อไป




Create Date : 03 กรกฎาคม 2560
Last Update : 3 กรกฎาคม 2560 14:10:25 น.
Counter : 2097 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

ปลาทองสยองเมือง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]



New Comments