กระจกสีในโบสถ์ ความรุ่งโรจน์ของแสงสว่าง



ในปฐมกาลพระเจ้าตรัสว่า “จงมีแสงสว่างเถิด” แล้วก็มีแสงสว่างพระเจ้าทรงเห็นว่าแสงสว่างนั้นดี” (ปฐก 1 : 3-4)


ถ้าเดินเข้าไปในวัดคริสต์เก่าๆหน่อยเรามักจะเห็นกระจกสี แสดงภาพรูปคริสตประวัติบ้าง นักบุญบ้าง แม่พระบ้างบุคคลสำคัญบ้าง บางวัดก็มีติดเต็มไปหมดจนเกือบจะทดแทนผนังปูนไปเลย ถือว่าเป็นการอวดฝีมือช่างว่าทำยังไงไม่ให้หลังคามันพังลงมาเพราะผนังมันเปราะเป็นเปลือกกระจกบางๆ ขนาดนั้น คนโบราณในยุคกลางเขาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไบเบิ้ลก็แพงเพราะเครื่องพิมพ์ยังไม่เกิดไม่มีตังค์ซื้อ ก็เลยมาหาความรู้เอาที่กระจกสี เป็นพระคัมภีร์ของคนยาก ก็ทำนองเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังบ้านเรานั่นเอง


แม้ว่าจะมีการหุงกระจกกันมานานแล้วแต่ไม่สะดวกจะติดตั้งเพราะความขัดข้องทางเทคนิค ยุคโรมันเนสก์สถาปนิกยังเจาะหน้าต่างกว้างๆ ไม่ได้ โบสถ์ใหญ่โตเทอะทะเหมือนโรงนา แต่เจาะหน้าต่างได้นิดเดียวเพราะถ้าเจาะกว้างโบสถ์ก็จะพัง ชาวยุโรปจึงใช้กระจกตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ติดเป็นโมเสกเสียเลยดังนั้นถ้าเราเข้าไปในโบสถ์โรมันเนสก์ จะเห็นว่าภายนอกเหมือนโรงยิมทึม ๆ แต่ข้างในสุกใสสกาวด้วยกระจกและโมเสกทองจึงถูกเปรียบเปรยว่า เหมือนจิตวิญญาณอันงดงามนิรันดร ถูกซ่อนไว้ในร่างกายสสารอันรู้ตายโมเสกอยู่คู่กับวิหารมืดทึบไปอีกหลายร้อยปีในยุคกลางตอนต้น ๆ


ต่อมาเทคนิคการก่อสร้างค้ำยันพัฒนาขึ้นทีละนิดๆ ชาวยุโรปคงอึดอัดกับโบสถ์ทึบ ๆ มืด ๆ มานาน จึงพยายามสร้างโบสถ์ที่เปิดรับแสงสว่างให้ได้มากๆ ทีนี้ก็มีนักบวชผู้หนึ่งชื่อ ซูแยร์ (Abbot Suger) เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงแซงต์เดนีส์(St.Denis) แห่งปารีสในศตวรรษที่ 12 ซึ่งคลั่งไคล้ในระบบสัญลักษณ์ของการ“ส่องสว่างภายในอย่างลึกลับ” อันเป็นความคิดที่พัฒนามาจากไดโอนีซุสเทียมแห่งแอโรพาไกต์ (Psuedo-Dyonisus of Aeropagite) ไดโอนีซุสผู้นี้ไม่มีตัวตนจริง แต่เป็นนามแฝงของนักบวชชาวซีเรียนผู้หนึ่งในศตวรรษที่ 5-6 ผู้อ้างว่าเป็นไดโอนีซุสลูกศิษย์ชาวกรีกของนักบุญเปาโล ผู้กลับใจนับถือศาสนาคริสต์ หลังจากที่เปาโลไปเทศนาในเอเธนส์ อันปรากฏใน (กจ 17 : 34) และต่อมาไดโอนีซุสผู้นี้ ได้เป็นสังฆราชแห่งเอเธนส์เดินทางสั่งสอนชาวกรีกไปทั่ว (เมาท์กันว่าไปเป็นสังฆราชที่ไซปรัสและมิลานด้วย)

งานของไดโอนีซุสเทียมนั้นแพร่หลายอยู่ในคริสตจักรตะวันออกที่กรุงคอนแสตนติโนเปิล และเข้ามาในพระศาสนจักรตะวันตกเมื่อนักบุญเกรโกรรีมหาสมณะไปทำธุระกับไบเซนทีน ท่านไปได้งานเขียนของไดโอนีซุสฉบับก๊อปปี้มาชุดนึง เกรโกรีเอามาอ่านแล้วอินมากโดยเฉพาะเรื่องการพิศเพ่งและรหัสยธรรมลึกลับแบบกรีก เลยแปลออกมาเป็นฉบับอ่านชิวลำลองเพราะภาษากรีกท่านไม่ค่อยแข็งเท่าไร งานเลยไม่ค่อยฮิต

ต่อมา จักรพรรดิมิกาเอลที่2 แห่งโรมันตะวันออก พระราชทานหนังสือชุดงานเขียนของไดโอนีซุสเทียม 1 ก๊อปปี้ ให้พระเจ้าหลุยส์เดอะปิอุสแห่งราชวงศ์คาร์โลลิงเจียน พระองค์จึงพระราชทานต่อไว้ที่วัดแซงต์เดนีส์ แล้วอีทีนี้คำว่า เดนีส์ มันเป็นสำเนียงฝรั่งเศสของคำกรีกไดโอนีซุส คนยุคกลางชอบแต่งโยงตำนานไปๆมาๆจึงกลายเป็นว่า ไดโอนีซุสเทียมกลายเป็นคน ๆ เดียวกันไปกับ แซงต์เดนีส์สังฆราชคนแรกแห่งปารีส ในศตวรรษที่ 2 ที่โดนพวกโรมันตัดหัวแล้วลุกขึ้นมาเดินหิ้วหัวตัวเอง เดินไปได้อีก 2 ไมล์ จนมาตายลงตรงที่จะสร้างวัดคนปารีสอินเรื่องนี้มาก จึงผูกตำนานว่า ไดโอนีซุสจากเอเธนส์มาเผยแพร่ศาสนาที่ปารีสแล้วโดนตัดหัวเป็นมรณสักขี ดังนั้น 2ไดโอนีซุสนี้จึงกลายเป็นคนเดียวกันไปโดยปริยาย

ส่วนท่านอธิการซูแยร์ เป็นลูกชายของอัศวินชั้นผู้น้อยพ่อแม่เอามาถวายวัด ท่านเรียนเก่งมากจนเติบโตขึ้นได้เป็นสมภารเขามีความคิดจะซ่อมแซมวิหารเก่าที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 นี้มานานแล้วเพราะผนังมันผุพังจนกระทั่งอำนาจของพระราชวงศ์ฝรั่งเศสเริ่มเติบโตขึ้นทีละเล็กทีละน้อยปารีสไม่ใช่เมืองน้อยอีกต่อไป พระเจ้าหลุยส์ที่ 6 ทรงออกไปรบในครูเสดก็เพิ่มฐานอำนาจของฝรั่งเศสให้กว้างไกลขึ้นซูแยร์ในฐานะสมภารวัดหลวงก็มีอำนาจในทางโลกและทางธรรมมากพอที่จะสร้างวิหารใหม่แห่งนี้ให้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองเผยแพร่ความเกรียงไกรและร่ำรวยของฝรั่งเศส ผ่านทางวัดแซงต์เดนีส์ซึ่งนักบุญประจำวัดผู้นี้เป็นผู้อุปถัมภ์ประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย (การเอาปรัชญาไดโอนีซุสมาใช้ที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ)



               (รูปกระจกสีของอธิการซูแยร์ ในวัดแซงต์เดนีส์)


        ซูแยร์มีความทะเยอทะยานมากท่านรักเพชรพลอยและความร่ำรวยหวังจะปรับปรุงให้แซงต์เดนีส์กลายเป็นสวรรค์ในโลกมนุษย์โดยใช้วัสดุก่อสร้างราคาแพง ท่านเรียกบรรดาพ่อค้าเพชรพลอยอัญมณีจากต่างชาติต่างเมืองเข้ามาเพื่อซื้อหาไข่มุกซัฟไฟร์ มรกต ทับทิม เพื่อประดับพระแท่นบูชาถวาย “พระกายของพระเป็นเจ้า”ท่านประดับทองคำ 24 แห่งบนพระแท่น “ใช้ไข่มุกมากกว่าที่เราคิดไว้เสียอีกเราจะได้เห็นบรรดาเจ้านายกษัตริย์ทั้งหลายกระทำแบบเราโดยถอดแหวนทองแหวนมุกออกจากพระหัตถ์ แล้วรับสั่งให้ประดับมันลงไปบนพระแท่นมีพ่อค้าอัญมณีต่างชาติมากมายมาเสนอสินค้าให้เราเราก็จ่ายเงินซื้อสิ่งของเหล่านั้น”

เมื่อเรื่องการประดับประดาอย่างหรูหราฟุ้งเฟ้อนี้กระทบหูนักบุญแบร์นาร์ดฤาษีผู้รักความสันโดษและเกลียดการตกแต่งวัดมาก (วัดของท่านไม่มีแม้แต่ลวดลาย) ท่านก็ออกปากประณามอย่างแรงว่า“จะเอาทองคำไปทำอะไรในวัด”

แต่ซูแยร์ไม่ฟังเสียง ท่านจัดการเดินหน้าปรุบปรุงวิหารหลวงต่อไป เพื่อเพิ่มความยิ่งใหญ่เกรียงไกรให้ฝรั่งเศส สิ่งแรกที่ซูแยร์กระทำกับโบสถ์แซงต์เดนีส์ก็คือปรับปรุง Choir (ผนังรอบพระแท่น) ใหม่ จนแล้วเสร็จในปี1140 ในพิธีเสกมีพระอัครสังฆราช 5 องค์ พระสังฆราช 13องค์เข้ามาชมสิ่งน่าอัศจรรย์ใจชิ้นใหม่ของโลก นั่นคือกำแพงที่โปร่งแสงแสงแดดทะลุเข้ามาเป็นสีสันแดงฟ้าเขียว สดใสไบร์ทลี่เหมือนอัญมณี แขกเหรื่อทุกคนตื่นตนตื่นใจกับสถาปัตยกรรมแบบใหม่นี้ทันที และรีบเร่งกลับไปปรับปรุงมหาวิหารตามบ้านเกิดของตนตามสไตล์ใหม่ รสนิยมใหม่แพร่ไปเหมือนไฟลามทุ่งสถาปัตยกรรมแบบโกธิคได้เกิดขึ้นแล้ว เป็น Moderna Architectura (สถาปัตยกรรมสมัยใหม่คำๆนี้เคยใช้เรียกโกธิคมาก่อน ก่อนที่จะถูกเรียกอย่างเย้ยหยันดูแคลนในสมัยเรอเนสซองว่า“สิ่งก่อสร้างของพวกกอธป่าเถื่อน”.



(ภาพกระจกสีในบริเวณ Choir ของวิหารแซงต์เดนีส์ ที่ซูแยร์ปรับปรุงขึ้นใหม่)


หลังจากทำ Choir ใหม่ท่านสมภารซูแยร์ก็เขียนบันทึกการซ่อมแซมวัดอย่างละเอียด ไว้ในบันทึกชื่อ De administrations พร้อมทั้งแทรกความคิดทางเทววิทยาลงไปด้วยอย่างแนบเนียนหลาย ๆ แห่งก็แต่งกลอนประดับไว้ด้วย และที่ไหนที่เป็นรูปภาพ ก็มักจะแทรกภาพของตัวท่านเองไว้อย่างเช่นที่ประตูบานกลางทำจากสำริดแกะสลักราคาแพง ท่านเขียนว่า

“ท่านผู้แสวงหาเกียรติภูมิของประตูนี้เกียรตินั้นมิได้อยู่ที่ทองคำ หรือราคาของมัน หากแต่เป็นฝีมือช่างความงามทางศิลปะคือความสว่างเรืองรอง งานศิลปะสามารถส่องสว่างจิตใจช่วยให้ผู้ชมเดินทางท่องไปทางการส่องสว่างนั้น ไปสู่แสงสว่างเที่ยงแท้ที่ซึ่งพระคริสตเจ้าทรงเป็นประตูแท้ ประตูทองเป็นเพียงสิ่งจำกัดความอุปมาถึงสิ่งที่กำลังจะมาถึงในอนาคต จิตใจที่มืดบอดจะตื่นขึ้นมาในความจริงผ่านทางสิ่งสร้างของพระเป็นเจ้า จิตนั้นจะตื่นขึ้นจากสภาพความตกต่ำเมื่อได้เห็นแสงสว่างนั้น”


(ภาพประตูสำริดของซูแยร์ แสดงเหตุการณ์พระมหาทรมานของพระคริสต์ มีรูปตัวเขาเองในช่องที่สองบานขวา ในเหตุการณ์ที่เอ็มมาอุส)

การกล่าวเรื่องแสงสว่างเที่ยงแท้การส่องสว่างจิตใจอันตกต่ำ (Fall) อันเป็นผลมาจากอดัมเอวากินผลไม้ในสวนเอเดนเป็นอุปมาที่พบอย่างชัดเจนในงานของไดโอนิซุสซูแยร์สั่งให้แกะสลักประตูทองสำริดเป็นภาพพระมหาทรมาน การกลับคืนชีพ และการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์และมีอีกซีนหนึ่งที่ปะปนเข้ามา คือ ฉากการเดินทางไปยังเอ็มมาอุส พระเยซูที่เพิ่งคืนพระชนม์ปรากฏกายต่อหน้าศิษย์สองคนที่กำลังเดินทางไปตำบลเอ็มมาอุสแต่พวกเขาจำพระองค์ไม่ได้ จนกระทั่งทรงบิขนมปังแจก จึงจำพระองค์ได้ ฉากคริสตประวัตินี้ไม่ค่อยฮิตมากนักที่สำคัญคือซูแยร์ใส่ตัวเองลงไปในฉากนี้ด้วย ซูแยร์พยายามเสนอไอเดียว่ามีเพียงการไถ่กู้ของพระคริสต์เท่านี้ ที่จะทำให้สิ่งสร้างในโลกสสาร(หมายถึงเนื้อหนังของพระคริสต์) ถูกเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าเป็นตะเกียงเที่ยงแท้นำไปสู่แสงสว่างอันแท้จริง

นักบุญเกรโกรีมหาสมณะอธิบายการเดินทางไปเอ็มมาอุสว่า“เป็นเหตุการณ์ของการมองเห็นทางภายภาพ แต่มิได้มองลึกลงไปภายใน เข้าถึงความจริงเที่ยงแท้ที่อยู่ข้างใน(องค์พระคริสต์) พวกศิษย์แลเห็นผู้ร่วมทางด้วยตาเนื้อ แต่จดจำพระองค์มิได้จนกระทั่งทรงเผยพระองค์เองในการบิปัง” ความคิดนี้เข้ากันดีกับ Divine Theology ของ Hugh of Saint Victorหากไม่มีพระมหาทรมานและการไถ่กู้ เอ็มมาอุสก็ไร้ความหมาย หากไม่มีการเปิดเผยจากองค์พระผู้เป็นเจ้าแม้เราจะเห็นพระองค์ด้วยตาเนื้อต่อหน้า เราก็จำพระองค์มิได้

ท่านอธิการซูแยร์ ได้ทำส่วนหน้าFaçade ด้านตะวันตกของโบสถ์ใหม่ โดยรื้อผนังเดิมที่ท่านเมาท์ว่าสร้างสมัยชาร์ลมาญออกเพิ่มประตูและหอคอยสองหอ เมื่อส่วนหน้ากับส่วนหลังเสร็จเรียบร้อยเปิดพื้นที่โล่งสำหรับใส่กระจกสีบานมหึมา โบสถ์ทั้งโบสถ์ก็สว่างเรืองรองด้วย New light ที่ไม่เคยมีมาก่อนในศิลปะโบราณท่านซูแยร์ก็ไม่พลาดที่จะบันทึกรายละเอียดเอาไว้ด้วย


“เมื่อส่วนหน้าและส่วนหลังที่ต่อเติมใหม่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โบสถ์ทั้งโบสถ์ก็สว่างเรืองรองรุ่งโรจน์ไปทั่วทั้งบริเวณโถงกลาง แสงสว่างอันรุ่งเรืองคืองานอันทรงเกียรติ ที่ถูกเพิ่มเติมขยายในยุคของเราข้าพเจ้า ซูแยร์ เป็นผู้นำในการสร้างสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จ”



( Facde ของวัดแซงต์เดนีส์ ที่สร้างใหม่สมัยของซูแยร์)


ก็เป็นอันว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของท่านอธิการในการทำให้โถงในวัดสุกสว่างด้วยแสงจากธรรมชาติ กระจกสีนั้นโปร่งแสง แต่ไม่โปร่งใสเพราะมันย้อมด้วยเขียว แดง น้ำเงิน เข้าไปจนฉูดฉาดสดใส เมื่อต้องแสงแดดยามเช้าแสงก็ลอดผ่านกระจกออกมาได้ แต่เมื่อลอดเข้าไปในโบสถ์แล้ว แสงนั้นก็ไม่ใช่แสงเดิมอีกต่อไปแล้วมันกลายเป็นแสงใหม่หรือ Lux nova ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนในยุคโรมันเนสก์ก่อนหน้าโกธิค แม้จะมีการทำกระจกสีแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีใครหาญกล้า “ย้อม”พื้นที่ภายในโบสถ์ด้วยแสงอันเรืองรองเช่นที่พระอธิการซูแยร์กล้าย้อมโบสถ์แซงต์เดนีส์แห่งปารีสแสงที่มองเห็นได้เป็นแสงธรรมชาติที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นแสงทิพย์ (Divine light) ความหมายลึกซึ้งของกระจกสีถูกขยายความต่อไปและเปรียบเปรยกับการอวตารของพระเป็นเจ้า ผู้เป็นแสงที่มองไม่เห็น อวตารสู่แสงที่สามารถมองเห็นได้


คุณสมบัติพิเศษของกระจกสีที่ย้อมแสงได้จึงถูกอุปมาว่ามีสองธรรมชาติอยู่รวมกัน คือ มีความใส (Clarity) และความทึบ (Opacity) แสงธรรมชาตินั้นโปร่งใสดังเช่นพระผู้สร้างแต่ก็มีสีสันทำให้สามารถแลเห็นได้อันเป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายและไม่สมบูรณ์ของสิ่งสร้าง เหมือนพระคริสต์พระเจ้าผู้รับเอาเนื้อหนังที่มีทั้งธรรมชาติพระเป็นเจ้าผู้สมบูรณ์ (แสง) และธรรมชาติมนุษย์ผู้รู้ตาย(สีจากกระจก) อยู่รวมกัน และโดยธรรมประเพณีแล้ว พรหมจารีของแม่พระมักจะถูกเปรียบเปรยกับแก้วใสสะอาดที่มองเห็นได้ทั่วตลอดทั้งใบ กระจกสีก็เช่นกันมันยอมให้แสงสว่างส่องทะลุผ่านเข้ามาได้ โดยที่ตัวมันเองไม่แตกทำลายดังเช่นแม่พระที่ทรงครรภ์พระเยซูคริสต์โดยที่พรหมจรรย์ของพระนางไม่เสื่อมสลายไปนี่คือชัยชนะของสิ่งที่มองไม่เห็นที่มีต่อสสาร

Hugh of Saint Victor นักปราชญ์ผู้มีอิทธิพลต่อซูแยร์กล่าวว่า “กระจกสีอุปมาเหมือนพระคัมภีร์ตั้งแต่ที่มันยอมให้แสงสว่างแห่งความจริงผ่านเข้ามาในโบสถ์ มันก็ทำให้จิตใจของฆราวาสด้านในส่องสว่างขึ้นด้วยปัญญา”ส่วน William Durandus กล่าวไว้คล้ายคลึงกันว่า “กระจกนั้นป้องกันลมฝนและลมหนาวที่ทำร้ายผู้คนไว้ด้านนอกแต่ยอมให้แสงแห่งดวงอาทิตย์เที่ยงแท้ คือพระเป็นเจ้า เข้ามาในหัวใจของผู้ศรัทธา”


กระจกจึงเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สร้างความหมายอันลึกซึ้งให้กับโบสถ์ศิลปะโกธิคได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในศตวรรษที่ 12 ส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ของโบสถ์เริ่มถูกสร้างความหมายทางเทววิทยาเช่นเดียวกับกระจกเข้าไปสัมพันธ์อย่างลงตัวกับทฤษฎีเรื่ององคาพยพศักดิ์สิทธิ์ หรือ Divine Body ที่นักบุญเปาโลสั่งสอน เมื่อกระจกทำหน้าที่อุปมาการรวมพระธรรมชาติของพระเจ้าไว้ด้วยกันได้อย่างแนบเนียนน่าทึ่งแล้วก็ไม่ยากที่หลังคา ประตู เสา ฐานจะมีความหมายขึ้นมาในฐานะส่วนหนึ่งในพระวรกายของพระคริสต์ ซึ่งว่างๆจะคุยกันเรื่องนี้ต่อไป




Create Date : 03 กรกฎาคม 2560
Last Update : 3 กรกฎาคม 2560 14:10:25 น.
Counter : 1184 Pageviews.

0 comment
มรณสักขีชาวกรีก คนนอกรีตที่ถูกลืม


มรณสักขีชาวกรีก คนนอกรีตที่ถูกลืม

โดยปกติเมื่อเราเอ่ยถึงสงครามศาสนาที่มีศาสนาคริสต์มาเกี่ยวข้อง เรามักจะนึกถึงสงครามไม้กางเขนหรือครูเสดในยุคกลางที่รบกับมุสลิมเพื่อแย่งชิงกรุงเยรูซาเล็ม แต่ก่อนหน้านี้คริสต์เองก็ทำสงครามกับศาสนาอื่นๆด้วย โดยเฉพาะศาสนาในโลกโบราณของกรีกที่เรียกว่า Pagan (คนต่างศาสนาที่นับถือเพเกิ้นเรียกว่า Gentile ที่กลายความหมายเป็นคำว่าสุภาพบุรุษในภายหลัง) ในการเรียนประวัติศาสตร์ศาสนาเรามักจะเคยได้ยินเหตุการณ์หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ว่าศาสนาคริสต์ถูกเบียดเบียนข่มเหงจากบรรดาพระจักรพรรดิโรมันองค์แล้วองค์เล่า มีสันติภาพสลับกับการนองเลือดอยู่ตลอดเวลาและชาวคริสต์มักจะกลายเป็นเหยื่อเมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองเพราะชาวคริสต์ไม่อาจที่จะบูชาพระจักรพรรดิโรมันในฐานะพระเจ้าได้ (พระองค์ถูกเคารพบูชาในฐานะเทพที่มีชีวิตมีการถวายเครื่องหอมกำยาน ซึ่งคริสเตียนทำไม่ได้แน่นอน)

ดังนั้นจึงมีการประหัตประหารชาวคริสต์ตายไปมากมาย ทั้งเอาไปให้สิงโตกิน ตรึงกางเขนแบบพระเยซู ใช้ฆ่ากันเล่นเป็นเกมกีฬาในสนามแต่เมื่อใดก็ตามที่พระจักรพรรดิองค์ใหม่หนุนหลังพวกคริสเตียนก็เป็นเวลาที่จะได้แก้แค้นเอาคืนบ้างแม้ว่าพระคริสต์จะห้ามการแก้แค้นไว้อย่างชัดเจนว่า "จงรักศัตรู" ก็ตามเรามาดูว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้างที่ชาวคริสต์แก้แค้นกลับพวก Pagan


ปี 314ทันทีที่กฏบัตรมิลานให้เสรีภาพในการถือศาสนาประกาศใช้ ในรัชสมัยคอนแสตนตินศาสนจักรก็ประกาศต่อต้านชาวกรีกทันที มีการสังคายนาย่อยที่ Arcyra ประกาศห้ามบูชาเทพีอาร์ตีมิสเทพีแห่งดวงจันทร์

ปี 324 จักรพรรดิคอนแสตนตินประกาศว่าต้องมีศาสนาเดียวในโรมันในดิดิม่าและในเอเซียไมเนอร์ เขาจับกุมพวกเทพพยากรณ์ของอพอลโลและทรมานพวกพระกรีกจนตายพระองค์ยังสั่งทำลายศาสนสถานในภูเขา Athos อีกด้วย

ปี 326 พระชนนีเฮเลนาขอร้องให้จักรพรรดิคอนแสตนตินทำลายวิหารของเทพแห่งการแพทย์Asclepius ในชิชิลี และวิหารของเทพีวีนัสในเยรูซาเล็ม อาร์ฟาคา และบัลเบค

ปี 330คอนแสตนตินปล้นสมบัติจากวัดกรีกไปสร้างเมืองใหม่ Nova Roma หรือคอนแสตนติโนเปิล

ปี 341 จักรพรรดิ Constas พระโอรสทำร้ายเทพพยากรณ์ของพวกกรีก พวกเขาถูกจำคุกหรือถูกประหารมีคนถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดแม่มด

ปี 353 มีกฤษฎีกากำหนดโทษตายสำหรับคนที่บูชารูปเคารพไอด้อลแบบกรีก

ปี 354 จักรพรรดิมีพระบัญชาให้ปิดวัดกรีกทุกแห่งบางแห่งถูกเปลี่ยนให้เป็นโรงบ่อน เผาห้องสมุดกรีกหลายแห่งและรื้อหินปูนลงมาใช้ก่อสร้าง

ปี 356 จักรพรรดิคอนแสตนติอุสให้ทำลายวัดกรีกและพวกนอกรีต

ปี 357 จักรพรรดิเนรเทศพวกนับถือศาสนากรีก(ยกเว้นนักดาราศาสตร์) ไม่รู้ทำไมอาจจะเพราะมีความรู้ เดี๋ยวไม่มีปฏิทินใช้

ปี 359 พวกคริสเตียนในซีเรียทำลายและตั้งสำนักทรมานชาวกรีกที่จับมาจากทั่วยุโรป

ปี 361-363 มีความพยายามที่จะประณีประณอมการนับถือพหุเทวนิยมในคอนแสตนติโนเปิลโดยจักรพรรดิฟลาวิอุส เคลาดิอุส จูลิอานุสผู้หันกลับไปนับถือศาสนากรีกเฮเลนิสติก แต่สุดท้ายพระองค์ก็ถูกปลงพระชนม์

ปี 364 จักรพรรดิโจวิอานุสบัญชาให้เผาหอสมุดที่อันติโอ้ก และกำหนดโทษตายสำหรับพวกบูชาเทพนอกรีตของบรรพบุรุษรวมทั้งพวกใช้เวทมนตร์ด้วย


ปี 365 ห้ามทหารที่นับถือศาสนาเพเกิ้นออกคำสั่งทหารคริสเตียนและมีการเผาหนังสือเป็นตันๆในจตุรัสที่คอนแสตนติโนเปิลพวกพระสหายของจักรพรรดิจูลิอานุสถูกฆ่าตายทั้งหมด พวกนักปรัชญาถูกเผาทั้งเป็น

ปี 373 วิหารของเทพแห่งการแพทย์ AsclepiusในEpidaurus ถูกปิดลง


ปี 380 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนาประจำชาติในสมัยจักรพรรดิฟลาวิอุส เทโอโดซิอุส พวกที่ไม่ใช่คริสเตียนถูกประณามว่าโง่เง่าเป็นเฮเรติ๊กตามืดบอด นักบุญอัมโบรสิโอ สังฆราชแห่งมิลานลงมือทำลายวัดกรีกในพื้นที่ใกล้เคียงชาวคริสต์ก่อม็อบทำลายวิหารเทพดิมิเตอร์ใน Eleusis จักรพรรดิห้ามคนไปเยี่ยมชมวิหารกรีกเด็ดขาดบรรดาวัดต่างๆกลายเป็นโรงม้าและโกดัง

ปี 383 เริ่มการใช้คำว่า อัลเลลูยา ในพิธีมิสซา

ปี384 นักบุญมาเซลิอุส พระสังฆราชยุยงให้ทหารโรมันออกไปตามชนบทปล้นทำลายวิหารกรีกเป็นร้อยๆที่หลบซ่อนตามบ้านนอกคอกนา วิหารเอเด็สซ่าแห่งเดียวมีชาวกรีกถูกประหารเป็นมรณสักขีกว่าพันคน โดยพาไปทรมานไกลถึงซีเรีย


ปี 383 การพูดคุยเรื่องศาสนาในที่สาธารณะก็ผิดกฏหมายด้วยนักทำนายชราชื่อลิบานิอุสส่งจดหมายไปหาพระจักรพรรดิเทโอโดซิอุสเพื่อขอความกรุณาไม่ทำลายวิหารยังหลงเหลือ แต่ไม่ได้ผล


ปี 389-390 มีกฏหมายห้ามใช้ปฏิทินกรีก ฤาษีฮอร์เดสเป็นนักบวชบ้าคลั่งในทะเลทรายบุกเข้าไปยังตะวันออกกลาง อียิปต์ ทำลายรูปเคาพแท่นบูชา ห้องสมุด และวัดกรีก ฆ่าพวกกรีกทุกคนที่พบ ทีโอฟิลัสสังฆราชแห่งอเล็กซานเดรียเริ่มลงมือทรมานพวกกรีก เอาวัดเทพไดโอนิสุสไปทำเป็นโบสถ์ทำลายวัดของศาสนามิทรา ทำลายวัดซุส และฆ่าพระกรีก

ปี 391 จักรพรรดิ์ออกกฏหมายห้ามมองดูเทวรูปกรีกมีการเบียดเบียนทั่วไป ชาวกรีกลุกฮือต่อต้านที่อเล็กซานเดรียพวกพระและนักบวชกรีกขังตัวเองไว้ในวัดเทพเซราฟีออน ชาวคริสต์จึงล้อมไว้จนกระทั่งตีเข้าไปเผาห้องสมุดและทุบรูปเทพลงได้

ปี 393 จักรพรรดิเทโอโดซิอุสประณามพิธีกรรมของกรีกว่าเป็นซูแปร์ติซัง (นอกรีต) ในไซปรัส นักบุญอิปิฟานิอุสและนักบุญไทคอน ทำลายวัดทั้งหมดบนเกาะและฆ่ากรีกตายไปเป็นพันๆ เป็นจุดจบสิ้นตำนานของเทพีวีนัสบนเกาะนี้ (เชื่อว่าเทพีวีนัสถือเกิดบนเกาะไซปรัส)พระจักรพรรดิหนุนหลังอิปิฟานุส ว่าใครไม่เชื่อศาสนาก็ห้ามอาศัยบนเกาะพวกกรีกก่อกบฏกันที่เปตรา แอโรโปลิส การา และเมืองต่างๆในตะวันออกกลาง

ปี 393 ยกเลิกการแข่งกีฬาโอลิมปิคในไพเทียน พวกคริสต์ทำลายวิหารโอลิมเปีย


ปี 395 จักรพรรดิอาร์เคดิอุส ส่งพวกป่าเถื่อนชาวกอธที่เพิ่งนับถือคริสต์ใหม่ๆออกไปยังประเทศที่ยังนับถือศาสนากรีกอยู่พวกคริสเตียนยุยงให้เผาเมืองเดลฟี ไดออน โครินทร์ อาร์กอส สปาร์ต้า โอลิมเปียฆ่าพระกรีกจับเป็นทาส เผาวัด เผาพระทั้งเป็น

ปี 396จักรพรรดิอาร์คาดิอุสออกกฏหมายใหม่ให้จำคุกพระกรีกที่เหลือ

แปลมาไว้ตั้งเยอะ เท่านี้น่าจะพอก่อนนะครับ ปกติเรามักจะเห็นแต่ภาพการนองเลือดเป็นมรณสักขีของชาวคริสต์ในโคลอสเซียมชาวคริสต์เป็นฝ่ายถูกกระทำถูกโยนให้สิงโตกิน ถูกเผาทั้งเป็น ถูกตรึงกางเขนแต่เราไม่เคยพูดถึงมรณสักขีชาวกรีก ผู้ถูกเบียดเบียนเพราะความเชื่อในปรัชญาเหตุผลเลยถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Agora  แม้จะมั่ว ๆ ไปบ้าง แต่คงจะสะท้อนภาพเหตุการณ์จลาจลในอเล็กซานเดรียของปี 391ได้ดี เมื่อพวกชาวคริสต์บ้าคลั่งบุกเข้าเผาหอสมุดแห่งอเล็กซานเดรีย (ไม่ใช่หอดังนะอันนี้หอประจำวัดเซฟิออน คนละหอกัน) และจับสาวนักปรัชญาไปฆ่ากลางตลาด เป็นอันว่า หลังศตวรรษที่ 4 ก็ปิดฉากประวัติศาสตร์อันยาวนานของการคิดอย่างมีเหตุมีผลตั้งคำถามของมนุษยชาติตั้งแต่นี้ต่อไป เหตุผลจะใช้กันอย่างปราดเปรื่องจนน่าตกใจภายใต้กรอบคิดอันคับแคบของศรัทธาไปอีกพันปีกว่าจะตื่นขึ้นเบิกบานด้วยกรีกใหม่ในยุคเรอเนสซอง 

ลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปเป็นเพเกิ้นรบชนะชาวคริสต์ที่เป็นยิวเชลยกบฏมาทีหลังแต่มาเป็นใหญ่ในบ้านเมืองได้ เราคงนับถือศาสนากรีกกันวุ่นวายสนุกสนาน คงจะมีพระโสเครติสรูปพลาโตรูป และอาจจะบูชามรณสักขีที่ได้หลั่งเลือดลงทาวิหารหินอ่อนอยู่ก็ได้ 

อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นเหตุการณ์นี้ผ่านมาหลายพันปีแล้ว เราไม่อาจไปแก้ไขเหตุการณ์เหล่านั้น หรือไปสร้างความจงเกลียดจงชังชาวคริสต์ในยุคปัจจุบันที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แค่คนรอบข้างทุกวันนี้ เราก็มีคนให้เกลียดมากมายอยู่แล้ว หากจะย้อนไปเกลียดเรื่องราวเมื่อพันกว่าปีก่อน ชีวิตคงไร้ความสุขและกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปเลย ดังนั้น บทความนี้ผู้แปลจึงไม่อยากจะให้เป็นเฮทสปีช แต่อยากจะรำลึกถึงเหตุการณ์โหดร้ายที่ผู้คนเอาศาสนาไปบังหน้า ฆ่าฟันด้วยเรื่องที่มองไม่เห็น และหวังว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

(ภาพล่าง) จากภาพยนต์เรื่อง Agora เป็นหนังที่สะท้อนเหตุการณ์จลาจลที่วิหารเทพเซฟิออนที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ในภาพเป็นโรงเรียนสอนปรัชญาลัทธินีโอพลาโตในเมืองอเล็กซานเดรีย







Create Date : 29 มิถุนายน 2560
Last Update : 29 มิถุนายน 2560 21:50:06 น.
Counter : 546 Pageviews.

0 comment
Simon magus พ่อมดในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ผู้ขอซื้อพรจากพระเจ้า


ซีโมน ผู้ขอซื้อพรจากพระเจ้า

มีเรื่องสนุกๆในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยได้พูดถึงกันคือเรื่องของ ซีโมน ผู้วิเศษ หรือ Simon magus ซึ่งเรื่องราวของเขาปรากฏอย่างสั้นๆในหนังสือกิจการอัครสาวก (8 : 9-24) ว่ากระทำเวทมนตร์คาถาต่าง ๆ ได้ และทำให้ชาวบ้านแคว้นสะมาเรียนับถือฮือฮามานาน พอนักบุญฟิลิป อัครสาวกของพระเยซู เข้าไปเทศนาสั่งสอนในดินแดนนั้น ก็ไม่อาจต้านทานพระคริสตคุณได้ยอมศิโรราบและขอติดตามนักบุญฟิลิปไปเป็นลูกศิษย์ ต่อมาบรรดาอัครสาวกอื่นๆที่กรุงเยรูซาเล็มได้ส่งนักบุญเปโตรและยอห์นไปยังดินแดนนั้นอีกเพราะได้ยินว่าชาวบ้านได้รับคำเทศนามาบ้างแล้วแต่ยังไม่มีใครได้รับพระจิตเจ้าเลยเมื่อซีโมนเห็นเปโตรและยอห์นปกมือประทานพระจิตเจ้าให้ชาวบ้านได้ ก็เลยเอาเงินมาขอซื้อพระคุณนั้นบ้าง ด้วยเข้าใจว่าเป็นฤทธิ์อำนาจในตัวเปโตร แต่เปโตรโมโหมาก เพราะเท่ากับเขากำลังดูหมิ่นพระเจ้า และกล่าวสาปแช่งเขาจนซีโมนต้องขออภัยต่ออัครสาวกทั้งสองชื่อของซีโมนหรือ Simony จึงกลายเป็นคำสำนวนใช้เรียกการซื้อขายพระคุณ ตำแหน่งทางศาสนาและศาสนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่ห้ามขายกันเด็ดขาดในพระศาสนจักร


เราทราบเรื่องของซีโมนผู้วิเศษเพียงเท่านี้เพราะหนังสือกิจการอัครสาวกตัดจบ ไม่ได้ให้รายละเอียดต่อว่าสุดท้ายเป็นยังไง ทีนี้ชาวบ้านก็อยากจะรู้น่ะสิว่าเรื่องมันเป็นยังไง มีเรื่องเมาท์ต่อไปโดยปิตาจารย์ยุคแรกคือยุสติน มรณสักขี ท่านว่าพอถูกอัครสาวกขับไล่แล้ว ซีโมนก็เข้าไปกรุงโรมไปหลอกลวงชาวบ้านว่าตัวเองเป็นพระเจ้าพระตรีเอกภาพ ปรากฏกายที่หนึ่งเป็นพระบิดา ที่หนึ่งเป็นพระบุตรและที่หนึ่งเป็นพระจิต ใช้อาคมหลอกลวงเลื่องลือไปถึงราชสำนักของจักรพรรดิคลอดิอุส พระองค์ก็หลงเชื่องมงาย จนกระทั่งสั่งให้หล่อรูปเคารพสำริดของเขาประดิษฐานไว้บนเกาะกลางแม่น้ำไทเบอร์มีสะพานชักเชื่อมทั้งสองฟาก จารึกบนฐานว่า Simoni Deo Sancto แปลว่า ซีโมนพระเป็นเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์

จากเค้าในตำนาน และซีโมนผู้วิเศษคงจะมีเค้าความศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เพราะยุสตินและอิเรเนียสต่างบันทึกเรื่องของลัทธิซีโมเนียน เอาไว้อย่างพิลึกกึกกือว่า ซีโมนผู้นี้ไปเรียนวรรณกรรมกรีกที่อเล็กซานเดรียแล้วก็ได้เรียนเวทมนตร์ของอียิปต์มาด้วย เขาอ้างตัวเป็นพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าพระคริสต์ ประกาศตัวว่าไม่มีวันตายร่างกายไม่เน่าเปื่อย มีภรรยา(ที่เป็นลูกศิษย์ด้วย) ชื่อ เฮเลน เขาอ้างว่า เฮเลนเป็น โซเฟีย หรือพระปัญญาของเขาบนสรวงสวรรค์ ที่เขาสร้างเฮเลนขึ้นมาก็เพื่อใช้สร้างบรรดาเทวดาอีกต่อหนึ่งแต่ปรากฏว่าเทวดาเหล่านั้นเกิดกบฏและจับเฮเลนขังไว้ในโลกทำให้เฮเลนกลับสวรรค์ไม่ได้ และต้องกลับชาติมาเกิดวนไปวนมาไม่รู้จบสิ้น ชาติหนึ่งก็เคยเกิดเป็นเฮเลนแห่งทรอยด้วยซ้ำจนร้อนถึงพระเป็นเจ้า (คือตัวซีโมนเอง) ต้องอวตารลงมาเป็นซีโมนเพื่อไถ่กู้เฮเลนหรือพระปัญญาของพระองค์กลับสู่สรวงสวรรค์ เราคงจะเห็นกลิ่นอายแบบนิทานญอสติกโชยมาแต่ไกลก็เขาเชื่อแบบนั้นจริง ๆ ในยุคนั้น ฮิปโปลีนุสยังบอกว่าทั้งคู่ถูกบูชาในฐานะเทพซุสและอธีนาอีกด้วย


แต่นี่ไม่มีจุดจบที่น่าสังเวชสะใจคนฟังจึงมีคนหัวใสแต่งหนังสือนอกสารบบขึ้นมา ให้รายละเอียดของซีโมนไว้ในหนังสือชื่อกิจการของนักบุญเปโตร และกิจการของนักบุญเปโตรและเปาโล มีสองเล่ม น่าจะแต่งในยุคกลาง มีรายละเอียดคล้าย ๆกัน คือให้ภาพกรุงโรมที่ปกครองโดยจักรพรรดิเนโรท่ามกลางพ่อมดหมอผีห้อมล้อมรอบกาย ซีโมนก็เข้ากรุงโรมไปเลียแข้งพระจักรพรรดิเช่นกันเขาโชว์มายากลหลายอย่างน่าตื่นเต้นทั้งนั้น เช่น ทำให้การเก็บเกี่ยวได้ผลดีขึ้น ทำให้งูทองเหลืองเลื้อยได้รูปปั้นหัวเราะ ทำให้หมาร้องเพลงได้ (อันนี้เวิร์คมากอยากได้สักตัว)หรือสั่งให้เพชฌฆาตตัดหัวตัวเอง แล้วอีก 3 วันก็มาปรากฏตัวต่อหน้าเนโรได้อีก

เมื่อ เปโตรมาถึงโรม (ในหนังสือกิจการของเปโตรและเปาโล นักบุญเปาโลก็ติดตามมาด้วย) ไปป๊ะกะซีโมนเจ้าเก่า เนโรก็จัดการให้ประลองกัน ให้ทายใจ เปโตรก็ทายความคิดซีโมนได้หมด ซีโมนโมโหจัด เสกหมาขึ้นมาไล่ให้ไปกัดกินเปโตรแต่เปโตรหยิบขนมปังมาถวายพระพร แล้วเสกโยนให้หมา มันก็ตื่นแตกหนีไป

เหตุการณ์ต่อไปคือการประลองปลุกคนตายซีโมนทำได้แค่ให้ศพผงกหัว แต่เปโตรอธิษฐานโดยพระนามพระเจ้า ทำให้คนตายฟื้นคืนชีวิต

ประชาชนต่างลือกันว่าเปโตรเป็นตัวซวย เพราะจะทำให้ผู้วิเศษของเขาละทิ้งกรุงโรมและกลับไปสวรรค์ เสียงโจษจันมาถึงหูก็เข้าทีของซีโมน วันถัดมาเขาก็ใส่มงกุฏใบลอเรล เดินขึ้นหอคอยไม้ แล้วเริ่มต้นบินไปกลางอากาศ ด้วยอำนาจของผีปีศาจ เนโรตื่นเต้นอัศจรรย์ใจมาก แต่เปโตรอธิษฐานภาวนาต่อพระเจ้าสั่งให้ปีศาจที่อุ้มซีโมนอยู่ปล่อยเขาลงมาคอหักตาย ร่างกายแยกออกเป็นสี่ส่วน แต่หนังสือกิจการของเปโตรให้รายละเอียดต่างออกไปว่าเขาตกลงมาอาการหนักสาหัส บรรดาฝูงชนที่เกลียดชังเขาต่างก็เอาหินขว้างปาแต่ก็มีพวกสานุศิษย์พาหลบหนีออกไปนอกกรุงโรมได้ แต่ต่อมาก็ตายเพราะการผ่าตัด

เนโรให้เก็บศพเขาไว้3 วัน หวังว่าจะกลับฟื้นคืนชีพเหมือนครั้งก่อน ก็ดันไม่ลุกขึ้นมาได้ และด้วยพระพิโรธของพระจักรพรรดิ์ ทรงโปรดให้จับกุมเปโตรและเปาโลจับคุกเสียด้วยกันนี่เป็นสาเหตุแบบลิเกยุคกลางว่าทำไมเปโตรกับเปาโลจึงโดนจักรพรรดิประหารที่กรุงโรม (ซึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่ปรากฏเรื่องนี้)


(ภาพล่าง กระจกสีแสดงเหตุการณ์ซีโมนจากอากาศลงมาตายในสถานที่ที่เรียกว่า Holy way)


 




Create Date : 29 มิถุนายน 2560
Last Update : 29 มิถุนายน 2560 14:17:15 น.
Counter : 548 Pageviews.

0 comment
เมื่อชาวคริสต์เถียงกันว่าจะทุบรูปพระเป็นเจ้าทิ้งดีหรือไม่


Iconoclasm เมื่อชาวคริสต์เถียงกันว่าจะทุบรูปพระเป็นเจ้าทิ้ง

เราอาจจะสับสนว่าทำไมศาสนาในกลุ่มอับราฮัมมิก(ยิว คริสต์ อิสลาม) บางศาสนาถึงห้ามทำรูปเคารพ เช่น ยิวและอิสลามแต่บางศาสนาเช่นคริสต์ ทำได้อย่างออร์โธดอกซ์ คาทอลิก แต่คริสต์บางนิกายก็ต้องห้ามบางนิกายห้ามแล้วแต่ก็มีภาพพระเยซูได้ในหนังสือการ์ตูนเผยแพร่ศาสนา โดยบอกว่าไม่ได้เอาไว้เคารพตกลงมันทำได้มากน้อยแค่ไหนกันแน่


อิสลามน้องสุดท้องของกลุ่มอับราฮัมมิก ห้ามทำรูปเคารพเด็ดขาดเคร่งครัด ส่วนยิวนั้นห้ามก็จริง แต่ก็มีข้อยกเว้นมากมายเช่น รูปเทวดาเครูบบนฝาหีบพันธสัญญา หรือรูปงูทองคำของโมเสสแต่ที่แน่ ๆ ในแหล่งโบราณคดีดูรายูโรปาในซีเรียอันขุดค้นพบซินนาก๊อกโบราณรุ่นคริสตกาลนั้น รูปจิตรกรรมบรรดาประกาศกกษัตริย์มากันจัดเต็มเลยอาจจะเพราะว่าอยู่ถึงซีเรียไกลหูตาพวกฟาริสีมหาสมณะก็เป็นไปได้เลยรับอิทธิพลกรีกเฮเลนิสติกเข้าไปเต็ม ๆ


ส่วนคริสตชนนั้นมีอาการกล้า ๆ กลัวๆอยู่บ้าง เพราะสืบรากมาจากยิว แต่เอ๊ะพระคริสต์ตรัสเป็นคำอุปมานี่ ดังนั้น เขียนจิตรกรรมเป็นแนวอุปมาบ้างดีไหม เราจึงพบว่าคริสตศิลป์รุ่นแรกๆ ของโลกจึงเป็นอุปมาชัดเจน เช่น รูปคนเลี้ยงแกะที่ดี ไม่ใช่รูปพระเยซูนะแต่เป็นอุปมาถึงพระเยซูต่างหาก และเมื่อศาสนาคริสต์เข้าไปเติบโตในโรมันเอมไพร์ อ้าว พวกกรีกทำได้นี่นามีพระซุส พระเมอร์คิวรี่ พระอธีน่ามาจัดเต็ม อย่ากระไรเลยเราทำบ้างดีกว่ารูปพระเยซูในยุคแรกเลยเกิดขึ้นในโลก ผ่านทางพวกโรมันที่เปลี่ยนศาสนาตามจักรพรรดินี่เองก็คือหลังยุคจักรพรรดิคอนสแตนตินลงมาในศตวรรษที่ 4 (ส่วนรายละเอียดทางคริสตศิลป์ว่าหน้าตายังไงสวยงามแค่ไหน ลอกกรีกมายังไง เดี๋ยวค่อยคุยกันนะจ๊ะ มันยาวเหลือเกิน)


ทีนี้พอเริ่มสลักหินวาดรูปพระเยซูเหล่านักปราชญ์ผู้ใหญ่ชาวคริสต์ก็เริ่มกระวนกระวายไม่สบายใจกัน เพราะมันช่างขัดแย้งกับพระบัญญัติประการที่2 เหลือเกิน ว่าจะทำรูปเคารพได้ยังไง มันขลุกขลักไม่เป็นมิตรและดูเพเกิ้นต่างศาสนาน่าทุบทิ้งมากกว่าน่ากราบไหว้ ปัญหานี้รุนแรงขึ้นในศตวรรษที่8 อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของศาสนาอิสลามที่เริ่มเข้ามาปะทะกับอาณาจักรโรมันตะวันออกทำให้ชาวคริสต์เริ่มรังเกียจภาพวาด จนถึงไล่ทุบทำลายรูปประติมาเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Iconoclasm หรือ Iconodule คือผู้ต่อต้านรูปเคารพต่อต้านผู้รักรูปเคารพ Iconophile และมักลุกลามเป็นปัญหาทางการเมืองมีพระจักรพรรดิโรมันมาเกี่ยวข้อง รูปเคารพเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามและทำให้อำนาจของพวกพระสูงขึ้น(คิดว่าเกี่ยวกับการครอบครองรูปเคารพที่ศักดิ์สิทธิ์)


จักรพรรดิ์องค์แรกที่สั่งทำลายรูปเคารพคือเลโอที่3 (ค.ศ.717-741) และโอรสคือคอนแสตนตินที่ 5 (741-775) พระองค์โยนคำถามเบา ๆ ว่า


“ใครจะหาญกล้าวาดรูปพระเจ้าที่มองไม่เห็นได้”

“ใครจะสามารถวาดเส้นรอบสิ่งที่ไม่อาจหาขอบเขตได้”

“ใครจะบรรจุพระเจ้าที่จำกัดมิได้ลงในภาพวาดที่จำกัดได้”


“ไม่มีใครวาดพระเจ้าได้การกล่าวว่าเพราะพระคริสต์ทรงอวตารเป็นมนุษย์ เป็นพระเจ้าที่เห็นได้เราก็เลยวาดภาพพระเจ้าได้ ก็เท่ากับกล่าวว่าธรรมชาติมนุษย์ของพระคริสต์นั้นแยกออกจากพระเป็นเจ้า” 

(งงไหม นั่นเพราะจิตรกรโบราณถือว่าภาพวาดไม่จำเป็นต้องเหมือนแต่ต้องถ่ายทอดเนื้อหาสาระที่แท้จริงลงไปได้ ในกรณีของพระเยซู พระองค์เป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ในบุคคลเดียวแต่การวาดด้วยสี ถ่ายทอดได้เพียงความเป็นมนุษย์ของพระองค์เท่านั้นสีไม่สามารถวาดพระเจ้าได้ ดังนั้นการวาดจึงเท่ากับแยกความเป็นพระเจ้าออกจากองค์พระเยซู คิดกันนานไหมเนี่ย)


บรรดาปิตาจารย์นักปราชญ์ยุคแรกๆ ต่างก็รังเกียจรูปเคารพ เพราะชาวคริสต์ในยุคแรกเคยชินกับพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมซึ่งมีข้อความต่อต้านรูปเคารพอยู่มากมาย (แม้จะมีข้อยกเว้นรวมอยู่ด้วยก็ตาม) เช่นในอิสยาห์ 44 : 9-11 กล่าวว่า“ผู้สร้างรูปเคารพทุกคนล้วนทำสิ่งไร้สาระ และผลงานที่เขาภูมิใจก็ไร้ประโยชน์”และยังมีเหตุผลของการต่อต้านอยู่ 2 ประการคือ

 1. เพราะมันถูกสร้างด้วยมือมนุษย์ (พระเจ้าต่างหากที่สร้างมนุษย์ไม่ใช่มนุษย์สร้างพระเจ้า)

 2. เพราะสีและวัสดุที่ใช้สร้าง สามารถเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้วันนี้เป็นพระเจ้า วันหน้าอาจเป็นกองขยะ

เคลเมนท์แห่งอเล็กซานเดรียนักปราชญ์ของพระศาสนจักรกล่าวประณามรูปเคารพว่า “สสารของรูปภาพ (image) เป็นการขโมยรูปทรงจากพระเจ้าผู้ทรงเป็นปฐมเหตุแห่งความงามทั้งปวง (แนวคิดเช่นเดียวกับอิสลาม)

และ Eusebius of Caesarea กล่าวว่า พระวิญญาณของพระเจ้า ไม่สามารถที่จะผลิตซ้ำขึ้นมาด้วย “สี” ที่ตายไร้ซึ่งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นภาพพระคริสต์หรือนักบุญต่าง ๆ ก็ตาม


ปัญหานี้แม้แต่นักบุญออกุสตินซึ่งเกิดในยุคหลังเหตุการณ์ทำลายรูปเคารพยังเอ่ยปากไว้ในหนังสือ Confession อันลือชื่อของท่านว่า


“โลก สวรรค์และตัวข้าพเจ้าที่พระองค์ทรงสร้าง จะสามารถบรรจุพระองค์ลงไปได้หรือ”


ออกุสตินเข้าใจว่าการจะเข้าใจพระเป็นเจ้านั้น ต้องอาศัยการส่องสว่างภายใน (illumination) หรือจิตภาวนา นี่เป็นวิธีที่พระเป็นเจ้าประทานพระปัญญาของพระองค์ให้แก่มนุษย์เขาเสนอว่าไม่ควรใช้รูปภาพ (image) แต่ควรใช้รูปแบบสัญลักษณ์หรือ Signa เป็นการให้ข้อมูลต่างๆ และให้รายละเอียดมากกว่า


หนังสือของไดโอนิสุสเทียมผู้ได้รับอิทธิพลจากลัทธิพลาโตใหม่อันโด่งดังกล่าวต่อต้านรูปเคารพไว้ในทำนองเดียวกันว่า “ปัญญาของมนุษย์ไม่สามารถบรรจุพระฉายาของพระเจ้าลงได้ทั้งหมด ดังนั้นพระองค์จึงสำแดงแก่มนุษย์ในรูปแบบของฉาก หรือผ้าม่านบาง ๆ (เราจึงไม่อาจเห็นหรือเข้าใจพระเจ้าได้อย่างถ่องแท้) ไดโอนิสุสเทียมเสนอว่าการสร้างโลกและจักรวาลนั้นแหละ คือการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์อยู่แล้ว พระเป็นเจ้าเปิดเผยพระองค์ผ่านทางธรรมชาติและพระคัมภีร์อย่างไม่สมบูรณ์แต่ทรงไว้ซึ่งความสำคัญ

ส่วนพวกรักรูปเคารพหรือ Iconophile ก็ต่างไม่ยอมให้ใครมาทุบทำลายรูปของตน ให้ความเห็นดังนี้

นักบุญบาเซิล กล่าวว่า“การเห็นด้วยตา ย่อมสำคัญเทียบเทียมกับการฟัง (พระคัมภีร์) ด้วยหู”

นักบุญยอห์นแห่งดามัสกัส อ้างงานEpistle to the Hebrew ของจอห์น คริสซอมตอม ไว้ในงาน On Divine image ของเขาว่า รูปเหมือน (Portrait) เป็นเพียงอุปมา เพราะว่าในพระธรรมเก่าก็ใช้ระบบการอุปมาทั้งนั้นเหมือนเมลคีเซแดค (มหาสมณะผู้หนึ่งร่วมสมัยอับราฮัม) ในพระธรรมเก่าเป็นอุปมาของพระคริสต์ที่มองเห็นได้ด้วยเหตุนี้ พระบัญญัติในพระธรรมเก่าจึงควรถูกเรียกว่าเป็นเงาที่จะติดตามรูปเหมือนของยุคแห่งพระธรรมใหม่ที่จะมาถึงในอนาคต


ในยุคพระธรรมเก่าพระเจ้าทรงสรรพานุภาพแต่มิอาจมองเห็น ขณะที่ในยุคพระธรรมใหม่ พระเจ้าทรงรับเอากายเป็นมนุษย์ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะแสดงแทน (Representation) ภาพพระคริสต์ผ่านทางรูปภาพ สัญลักษณ์ และถ้อยคำ ดังนั้นศิลปินในโลกโบราณจึงไม่สนใจความเหมือนทางกายภาพแต่สนใจการยกระดับจิตใจขึ้นไปหาพระเจ้ามากกว่าภาพเหมือนในยุคโบราณจึงเป็นการเชื่อมโลกที่มองเห็นได้และมองเห็นไม่ได้กฎแรกของศิลปินจึงไม่ใช่ ความเหมือน หรือการจับลักษณะทางกายภาพของคน สัตว์ สิ่งของแต่เป็นการสร้างภาพที่จับต้องได้ของพระปัญญาศักดิ์สิทธิ์สูงส่งของพระเจ้าเพื่อยกระดับจิตวิญญาณจากโลกแห่งสสารหรือความมืดเข้าสู่แสงสว่าง ศิลปินโบราณจึงไม่แสวงหาความสวยงามแต่ค้นหาสารัตถะแห่งจิตวิญญาณ


ไดโอนิซุสเทียมเปรียบเปรยเรื่องนี้กับศีลมหาสนิทไว้ว่า

“หากการรับศีลมหาสนิท(พระกายและพระโลหิตของพระเยซูในรูปขนมปังและเหล้าองุ่น) คือสัญลักษณ์ของการมีส่วนร่วมในองค์พระคริสต์เป็นของขวัญจากสวรรค์ที่มาในรูปสัญลักษณ์แหล่งความครบครันบริบูรณ์ทางจิตวิญญาณนั้นพระเป็นเจ้าย่อมประทานมาให้เราด้วยรูปภาพ (image) ที่มนุษย์รับรู้ได้เพราะพระองค์ปรารถนาให้เรามนุษย์มีสภาพเหมือนพระเจ้า”


เราอาจจะสับสนกับคำว่าก็อปปี้อย่างไรก็ตาม คำว่า ก็อปปี้ในยุคปัจจุบัน ก็ไม่เหมือนคำว่าก็อปปี้ในยุคไบเซนทีนการจำลองในยุคโบราณคือการจำลอง Origin การจำลองแบบเหมือนเปี๊ยบนั้นกว่าจะมาถึงก็ยุคเครื่องพิมพ์ของนูเร็มเบิร์กที่ใช้เครื่องจักรและใช้เผยแพร่อย่างกว้างขวางการก็อปสมัยโบราณจึงไม่ใช่การก็อปความเหมือนเชิงกายภาพ แต่เป็นความเหมือนทางจิตวิญญาณที่ไม่ได้มีปริมาณออกมามากมายชาวคริสต์บางคนจึงไม่เห็นด้วยกับคำว่าก็อปปี้


นักบุญยอห์นแห่งดามัสกัสยังอ้างว่าพระเจ้ามองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ไม่มีลิมิต จึงไม่สามารถแสดงแทนได้ การวาดไม่ใช่การแสดง“ธรรมชาติของพระเจ้า” ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงห้ามสร้างรูปเคารพเพราะไม่มีทางที่จะสร้างรูปพระเจ้าที่มองไม่เห็นได้ถูกต้องแต่พระคริสต์นั้นเป็นการเปิดเผยพระองค์พระเจ้าที่เคยซ่อนเร้นในพันธสัญญาเดิมให้มนุษย์สามารถเห็นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ แต่พระเป็นเจ้าทรงอวตารลงมาเป็นพระเยซูคริสต์แล้วดังนั้น รูปเคารพเหล่านั้น จึงแสดงแทนพระเจ้าที่มองเห็นได้เช่นเดียวกับนักบุญและแม่พระ 

ท่านเสนอให้แยก Icon ออกจาก Idol ให้มันชัดเจนไปเลย การวาดภาพพระคริสต์จึงไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นพยานยืนยันการอวตารการรับเอากาย(แต่นักบุญยอห์นก็ไม่ยอมรับรูปพระบิดาพระเจ้า เพราะไม่เคยมีใครมองเห็น)ท่านกล่าวว่า


“สิ่งที่มองไม่เห็นจะกลายเป็นภาพได้อย่างไรจะกลายเป็นความเหมือนจากสิ่งที่ไม่มีอะไรเหมือนได้อย่างไร สิ่งที่วัดไม่ได้จะวาดลงไปได้อย่างไรสิ่งที่ไม่มีร่างกายจะลงสีได้อย่างไร” สิ่งนี้ชัดเจนว่า สิ่งที่ไม่มีร่างกายกลับกลายเป็นมีร่างกายเพื่อมนุษย์เรา ดังนั้นเราจึงเห็นและสัมผัสองค์พระผู้เป็นเจ้าได้”


“ข้าพเจ้ามิได้นมัสการสิ่งสร้างแต่นมัสการผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ ผู้สร้างที่ทรงกลายเป็นสิ่งสร้างและยอมที่จะดำรงในสิ่งสร้าง และด้วยสิ่งสร้างเหล่านี้ การไถ่บาปจึงเกิดขึ้นแล้วควรหรือที่ข้าพเจ้าจะไม่ให้เกียรติสิ่งสร้างที่นำความรอดพ้นมายังข้าพเจ้า”


ท่านยังอ้างงานของไดโอนิซุสเทียมแห่ง Aeropagite ชาวซีเรีย ว่าก็ในเมื่อเราเข้าใจพระเจ้าที่มองเห็นไม่ได้ ผ่านทางสิ่งสร้างสสารที่เห็นได้ดังนั้น การเห็น ก็น่าจะช่วยให้เราเลียนแบบคุณสมบัติของท่านได้ดีขึ้นมิใช่หรือสัญลักษณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ในการรำพึงถึงพระเจ้า


Iconoclasm ครั้งแรก สิ้นสุดลงในปีค.ศ. 787 เมื่อเกิดการสังคายครั้งที่ 7 ที่เมืองไนเซีย รองรับมติของพวกรักรูปเคารพ ว่าการบูชารูปเคารพนั้นถูกต้องแล้วและสมควรทำด้วย ชาวออร์โธดอกซ์ยังฉลองชัยชนะนี้ถึงปัจจุบัน เรียกว่า Triumph of Orthodoxy ฉลองในวันอาทิตย์แรกในเทศกาลมหาพรตโดยประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้ชาวบ้านสับสนอีก

1. เรามิได้เคารพรูปไอค่อนหรือตัวงานศิลปะหากแต่เคารพเหตุการณ์และบุคคลที่มันแสดง

2. ไอค่อนเป็นหน้าต่างทางจิตวิญญาณ ใช้เพื่อติดต่อกับสสาร (ตัวมนุษย์)

3.จุดมุ่งหมายนั้นเป็นไปเพื่อให้เราอธิษฐานภาวนาและสำนึกบาป

4.ภาพวาดเหล่านั้นอาจจะแสดงเหตุการณ์หรือประวัติศาสตร์เป็นไปเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

5. เรามิได้บูชานักบุญ หากแต่บูชาพระจิตของพระเจ้าที่สถิตในท่านเหล่านั้น


ชาวคริสต์ในยุคแรกยังมีความสับสนเกี่ยวกับการเคารพบูชารูปภาพว่าเป็นสิ่งแทนตัวเพื่อระลึกถึง (Representation) หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณวิเศษในตัว (Idol) หลายครั้งก็มีการผสมผสานความเชื่อนอกรีตว่ารูปภาพใดที่ศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นถือว่าพระเจ้าทรงรับรองและเป็นรูปภาพแท้ (Indalma) สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ปัจจุบันกับอดีตได้และทำให้อดีตถูกจดจำได้ในปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบัน คริสตชนมิได้เข้าใจรูปภาพต่าง ๆ ในลักษณะนี้อีกแล้วชาวคริสต์ค่อยๆสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของการใช้รูปภาพ ดังนั้น รูปแม่พระเอยพระเยซูเอย ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง มันไม่ใช่เครื่องรางชนิดต่าง ๆ ที่มีคุณวิเศษในตัวแต่ความศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น






Create Date : 28 มิถุนายน 2560
Last Update : 28 มิถุนายน 2560 9:59:00 น.
Counter : 589 Pageviews.

2 comment
เมื่อชาวคริสต์พยายามใช้เพลโต้อธิบายโลกของพระเจ้า


โลกของแบบกับโลกของพระเจ้า : ความพยายามประสานโลกกรีกกับโลกยิว


ในทางศิลปะและวัฒนธรรม กรีกผู้เป็นครูของโลกได้มอบมรดกหลาย ๆ อย่างให้ศาสนาคริสต์ ทั้งศิลปะ สถาปัตยกรรม การสร้างรูปเคารพอันนั้นก็เป็นอีกเรื่องที่น่าจะค้นคว้ามาคุยกันแต่ในที่นี้ขออ้างไปถึงแนวคิดแบบกรีกที่มีอิทธิพลต่อปรัชญาและเทววิทยาของศาสนาคริสต์กันก่อนความคิดของนักปรัชญาหลายคนถูกนำมาผสมผสานกลายเป็นความคิดของศาสนาคริสต์

ดังนั้นจึงมีนักวิชาการหลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า ปรัชญาหลาย ๆ อย่างในศาสนาคริสต์ในยุคแรกอาจจะมีที่มาจากศาสนากรีกเพเกิ้นก็เป็นได้ และชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคปิตาจารย์เช่น ในงานของโทมัส อไคนัส ที่ได้อิทธิพลจากอริสโตเติ้ล และออกุสตินที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดเพลโตใหม่ ส่วนตัวโสเครติสผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ของทั้งสองถูกนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตของพระคริสต์ โสเครติสมีความคล้ายคลึงกับพระเยซูมาก ๆในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์จอมตั้งคำถาม ผู้ชี้ให้เห็นความบกพร่องทางความคิดของผู้คนในสังคมกรีก 

ส่วนพระเยซูทรงตั้งคำถามกับกฏเกณฑ์มากมายของชาวยิวทั้งคู่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์บางอย่างโสเครติสถูกตัดสินอย่างอยุติธรรมและใส่ไคล้ว่ายุยงให้เยาวชนหลงผิดและดูหมิ่นศาสนาคล้ายๆพระเยซู โสเครติสถูกทรยศหักหลังจากเพื่อนรักเช่นกัน และเมื่อถูกจำขังคุกก็มีคนพยายามจะชักชวนให้เขาหลบหนี เช่นเดียวกับเปโตรพยายามทูลให้พระเยซูเจ้าเสด็จหนีไป และสุดท้ายโสเครติสก็ยินดีดื่มยาพิษเฮมล็อคตาย พระเยซูก็ถูกตรึงกางเขนตายด้วยข้อหาคล้ายๆกัน 

โสเครติสมีตัวตนจริงหรือไม่นั้นเราไม่ทราบ เพราะเขาอาจจะเป็นตัวละครคนหนึ่งที่เพลโตสร้างขึ้นมาเพื่อใส่บทละครที่ตรงข้ามกับความคิดของเขาลงไปส่วนเพลโต ผู้บอกว่าเป็นศิษย์ของโสเครติส นั้นเป็นนักจิตนิยมเขาไม่เชื่อว่าโลกนี้มีจริง โลกที่เราอยู่นี้ มันไม่สมบูรณ์ และเป็นเพียงเงาสะท้อนของความจริงสูงสุดที่อยู่นอกโลกเขาจึงเสนอทฤษฎี โลกของแบบ (worldof Form) เรามนุษย์ถูกทิ้งไว้ในโลกของแบบที่บกพร่องเป็นเพียงเงาซีด ๆ ของความจริง ที่จะต้องกลับไปหาความจริงสูงสุด (Ideal) เพลโตอธิบายเรื่องนี้ไว้ในอุปมาเรื่องมนุษย์ถ้ำ (Cave men) มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่เติบโตในถ้ำและถูกพันธนาการให้มองไปที่ผนังถ้ำอย่างเดียวข้างหลังเขามีกองไฟ และมีคนและสัตว์เดินผ่านกองไฟ ดังนั้นเขาจะรู้จักคนและสัตว์เพียงเงาที่ทาบลงบนผนังถ้ำเท่านั้นไม่เคยเห็นว่าคนและสัตว์หน้าตาเป็นอย่างไรจนกระทั่งวันหนึ่งมีคนหลุดออกจากถ้ำไปได้ ได้ไปเห็นธรรมชาติภายนอกเขาเห็นดอกไม้ต้นไม้ พืชสัตว์ไม่เป็นเงา ๆ อย่างในถ้ำเขาจึงมาบอกความจริงแก่เพื่อนๆ แต่สุดท้ายก็โดนเพื่อน ๆ รุมฆ่าตายจนวันหนึ่งมีคนทลายผนังถ้ำออกเป็นรูใหญ่ ทุกคนเห็นแสงอาทิตย์ที่แท้จริงไม่ใช่แสงจากไฟ จึงเข้าใจได้ว่าสิ่งที่เพื่อนของเขาพูดนั้นจริงแท้

เพลโตบอกว่าความจริงแท้ก็เปรียบเหมือนแสงดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้คนเรามองเห็นได้ฉันใดความดีก็ฉายแสงของความจริง ดังนั้นถ้าไม่มีแสง ก็จะมองไม่เห็นอะไรเลย เรามีตามีวัตถุ แต่ถ้าไม่มีแสง ก็มองอะไรไม่เห็น พระวรสารของนักบุญยอห์นเองก็เปรียบเทียบพระเยซูเจ้ากับดวงอาทิตย์เช่นกันในยน 9 :25 และเมื่อพวกท่านรู้จักความจริงความจริงก็จะทำให้พวกท่านเป็นอิสระ”เหมือนกับการปล่อยมนุษย์ถ้ำออกสู่โลกที่มีแสงอาทิตย์

เพลโตยังย้ำความหมายของโลกเงา ของแบบไว้ในหนังสือ Phaedrus อีกว่า “พวกเราทุกคนเหมือนหอยที่ถูกขังอยู่ในเปลือก”เมื่อเราได้เห็นแสงจริงแท้แล้ว เราก็จะมีสัตตะ ( Being ความเป็น) ที่บริสุทธิ์

ส่วนโลกเกิดมาจากได้อย่างไรนั้นเพลโตบอกว่า ความจริงสูงสุดนั้นคือ Formof Goodness หรือแบบของ “ความดี”ที่ไม่มีความเป็นบุคคล สสารทุกอย่างล้วนสะท้อนเงาความดีจากต้นแบบของมันทั้งสิ้นแต่มันไม่ได้มีหน้าที่สร้างโลกนะ มันแค่สะท้อนเราเห็นเงาความคิดนี้รางๆในปฐมกาลเรื่อง พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตาม ฉายาของพระองค์ คือสร้างให้คล้ายพระองค์ แต่ไม่เท่าเทียมกับพระองค์

ส่วนสิ่งที่ทำหน้าที่สร้างโลกตามความคิดของเพลโตนั้น เรียกว่าโลกสถาปนิก หรือ Demiurge มีระดับต่ำกว่า แบบของความดีทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์ที่พิมพ์สสารรูปร่างต่าง ๆ ออกมา ชาวคริสต์ไม่ลังเลที่จะเปรียบแบบความดี ของเพลโตกับพระเป็นเจ้า และ โลกสถาปนิกเข้ากับพระปัญญาญาณของพระองค์ที่ใช้สร้างสรรค์โลก ส่วนพวกญอสติก (Gnostic) หรือ ไญญนิยม ซึ่งเป็นแนวคิดแบบทวินิยมคล้าย ๆ หยินหยางเปรียบแบบความดีกับพระเจ้าที่ดี ส่วนโลกสถาปนิกผู้สร้างโลกนั้นคือพระเจ้าผู้ชั่วร้ายพระเจ้าผู้ชั่วร้ายขึ้นฟอร์มรูปร่างสสาร (ที่มีชีวิตนิรันดร)และล่อลวงสสารมิให้รู้จักพระเจ้าที่ดี แนวคิดนี้คริสเตียนปฏิเสธ เพราะพระเจ้าย่อมมีองค์เดียวและโลกสร้างมาด้วยเจตนาดี ไม่ใช่ความชั่ว ทั้งสสารก็มิได้เป็นนิรันดรแต่สูญสลายได้ การที่เรายังมีความรู้สึกหลังความตาย มิใช่ว่าพระเจ้าฆ่าวิญญาณของเรามิได้แต่เพราะพระองค์มีพระประสงค์จะให้เป็นไปเช่นนั้น

ปัญหาต่อมาที่พลาโตตอบไม่ชัดเจน ก็คือแล้วเราจะกลับไปหาความจริง สูงสุด ได้อย่างไร แต่เขาเสนอว่า ความตายจะเป็นการปลดล็อกเราออกไปสู่จุดเริ่มต้นในชีวิตอื่นมนุษย์เรามี 2 สภาวะ คือ ชีวิตหนึ่งอยู่ในร่างกายที่เสื่อมสลายได้และมีอีกชีวิตที่อยู่ในร่างกายที่ไม่เสื่อมสลาย เป็นคอนเซ็ปต์เรื่อง Corporal body และ Incorporal body ที่ไปคล้ายกับความคิดของเปาโลเรื่องการกลับคืนชีพ แต่ในทางกลับกันความตายของเพลโตเป็นการปลดล็อกวิญญาณที่ถูกคุมขังให้เป็นอิสรเสรีชาวคริสต์กลับคิดว่า วิญญาณที่ออกจากร่างที่เน่าเปื่อยนั้นน่าอับอายเหมือนคนเปลือยเปล่าไร้เสื้อผ้า จึงต้องรอคอยร่างกายใหม่ในวันกลับคืนชีพ

“เพราะ​เรา​รู้​ว่า​ถึง​เต็นท์​ของ​เรา​ใน​โลก​นี้ ​ซึ่ง​ก็​คือ​ร่าง​กาย​ถูก​รื้อ​ลงเรา​ก็​จะ​มี​บ้าน​ที่​มา​จาก​พระเจ้า เป็น​บ้าน​ถาวร​บน​สวรรค์​ที่​ไม่​ได้​สร้าง​ด้วย​มือ​มนุษย์ ดัง​นั้นตอน​นี้​ที่​เรา​ยัง​อาศัย​อยู่​ใน​เต็นท์​นี้ เรา​จึง​ร้อง​คร่ำ​ครวญ​เพราะ​อยาก​จะ​สวม​ใส่​บ้าน​ที่​มา​จาก​สวรรค์​หลัง​นั้นเหมือน​กับ​ใส่​เสื้อคลุม (แน่​นอน เมื่อ​เรา​สวม​ใส่​แล้วเรา​จะ​ได้​ไม่​เปลือย​กาย) (2 คร 5: 3-4)

แม้ว่าจะไม่รู้ว่าจะเข้าถึงความจริงหลังความตายได้ยังไง แต่เพลโตก็เสนอระบบนรกสวรรค์เอาไว้เหมือนกันนะ ในเรื่องนิทานของEr ผู้ฟื้นมาจากความตาย แล้วมาเล่าเรื่องการเกิดใหม่ การตัดสินความชั่วความดี จะสังเกตว่า แม้ว่านรกสวรรค์จะมีมาในศาสนาบูชาไฟอย่างโซโรอัสเตอร์นานแสนนานแล้ว แต่ระบบนรกสวรรค์ในยิวและคริสต์พัฒนาได้ช้ามากกกกก ในพระคัมภีร์เก่าแทบไม่พูดถึงนรกมีพระเยซูนี่แหละเป็นคนแรกที่กล่าวถึงนรกแห่งการทรมาน (ไว้นิดๆหน่อยๆ สั้นมาก)

นักบุญยอห์นผู้เขียนพระวรสาร (ประวัติพระคริสต์) ตอบคำถามนี้ไปแล้ว ว่าเราจะกลับไปหาความจริงได้อย่างไรโดยกล่าวว่าพระคริสต์ทรงทำได้ เพราะพระคริสต์ทรงเป็นคนกลางระหว่างมนุษย์กับความจริงสูงสุดดังที่พวกกรีกคิดมานานแล้วว่า เหตุผลนำไปสู่ความจริงได้ยอห์นจึงจับคู่พระคริสต์เข้ากับ Logosหรือเหตุผลพระคริสต์จึงเป็นความจริงแท้ที่เข้ามาในโลก เพราะมนุษย์เรานั้นไม่มีทางที่จะเข้าถึงความจริงได้ด้วยตัวเองอันนี้ก็ตอบโจทย์เรื่องพระหรรษทานให้เปล่า และความรอดที่มาจากพระหรรษทานไม่ใช่มาจากความพยายามของมนุษย์ในการทำความดี พูดง่ายๆคือเราทำความดีเท่าไรก็ไม่มีทางที่จะไปสวรรค์ได้หากปราศจากการช่วยเหลือของพระเหมือนมนุษย์ถ้ำที่ออกจากถ้ำเองมิได้

ยอห์นจึงเน้นว่าพระเยซูเจ้า ความจริงที่เสด็จมาในโลก ทรงเป็นอะไรต่ออะไรที่จริงๆ ทั้งนั้น เช่น เถาองุ่นแท้ เครื่องดื่มแท้ อาหารแท้ แสงสว่างแท้ งานอัศจรรย์ต่างๆ มากมายของยอห์นจึงเป็นการเปิดหน้าต่างของมนุษย์ในโลกของแบบออกไปสู่พระเป็นเจ้าเที่ยงแท้ดังนั้น อัศจรรย์ของพระเยซูในยอห์น จึงไม่ได้ให้ภาพของความรักความเมตตาที่ชัดเจน แต่เป็นการแสดงพระสิริรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเช่น กรณีคานา หรือกรณีปลุกลาซารัส ยอห์นพูดชัดเจนว่า ทั้งสองอัศจรรย์เกิดขึ้นเพื่อทุกคนจะได้เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า

ความคิดของเพลโตจึงถูกนำใช้อธิบายคุณลักษณะของความสมบูรณ์สูงสุดอย่างพระเป็นเจ้าการรับเอากายของพระคริสต์ลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ การเป็นคนกลางระหว่างพระคริสต์กับมนุษย์ได้ดีทั้งยังช่วยให้ชาวคริสต์เข้าใจความไม่สมบูรณ์บกพร่องของโลกนี้ได้รางวัลของพวกเขาจึงอยู่ในสวรรค์อันเป็นความจริงสูงสุดด้วย ซึ่งหากใช้อย่างเอียงกะเท่เร่ก็จะกลายเป็นการมองโลกในแง่ร้ายไปเลย ดังที่เกิดในยุคกลาง



(ภาพล่าง อุปมาเรื่องมนุษย์ถ้ำของเพลโต ผู้ไม่เคยเห็นแสงตะวันที่แท้จริง)





Create Date : 26 มิถุนายน 2560
Last Update : 26 มิถุนายน 2560 18:23:16 น.
Counter : 500 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

ปลาทองสยองเมือง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]



New Comments