นิทานเรื่องรองเท้านารี: กล้วยไม้รูปรองเท้า


กล้วยไม้รองเท้านารี เป็นกล้วยไม้รากกึ่งดินที่พบกระจายทั่วไปทั้งโลก ทั้งเขตอบอุ่นและเขตร้อนแบบบ้านเรา แต่ก่อนทั้งหมดมีชื่อสกุลว่า Cypripedium ต่อมาก็ได้แยกออกไป กลายเป็นว่ากล้วยไม้ในเขตหนาวหรืออบอุ่นส่วนมาจะยังอยู่ในสกุล Cypripedium ส่วนกล้วยไม้ในเขตร้อนแยกสกุลออกไปเป็น Paphiopedilum ในกลางศตวรรษที่ 19 แต่เพิ่งจะมาแยกกันขาดก็ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 นี่เอง ส่วนจะเอาอวัยวะส่วนไหนมาจำแนกนั้น ต้องไปถามนักพฤกษศาสตร์กัน ส่วนที่จะเล่าในตอนนี้คงเป็นเรื่องของนิยายหรือปกรณัมเท่านั้น เป็น Mythology อ่านสนุกๆครับ
.
.


ชื่อ รองเท้านารี คงไม่มีใครไปอุตริตั้งชื่อกล้วยไม้ได้ลิเกขนาดนี้ นอกจากมาจากคำแปลภาษาอังกฤษว่า Lady’s slipper อันแปลว่า รองเท้าของสตรี จริง ๆ ชื่อภาษาละตินของมันมาจาก Cypripedium หมาย Cypri หมายถึงชาวไซปรัส อันหมายถึง เทพีวีนัส ผู้เกิดบนเกาะไซปรัสนั่นเอง ส่วน Pedium หมายถึงรองเท้า ชื่อละตินของเขาจึงมีความหมายถึง รองเท้าของเทพีวีนัส เมื่อมีการแยกสกุลออกไปเป็นกล้วยไม้เขตร้อนที่มีหน้าตาเป็นรูปรองเท้าเหมือนกัน ก็ยังคงความหมายของชื่อไว้ แต่เปลี่ยนเป็น Paphiopedilum หมายถึง Paphios หมายถึงเมืองบนเกาะไซปรัสที่วีนัสถือกำเนิด (ซึ่งน่าตลกว่า ที่เกาะไซปรัส ไม่มีรองเท้านารีในสกุลนี้สักต้น) ในภาษาอังกฤษ บางทีก็เรียกต่อไปว่า Our lady’s slipper หมายถึงรองเท้าของพระแม่มารีย์ เชื่อกันว่า กล้วยไม้ชนิดนี้ขึ้นบนรอยเท้าของแม่พระ ขณะที่เสด็จไปเยี่ยมนางเอลิซาเบ็ธ ญาติของพระนางที่กำลังตั้งครรภ์นักบุญจอห์น เดอะ แบปติสท์ 
.


.
ส่วนภาษาไทยเรียกกล้วยไม้พวกนี้ว่า เอื้องอึ่งบ้าง เอื้องแมงภู่บ้าง เอื้องฝาหอยบ้าง มลายูเรียกบุหงากะสุตบ้าง อันแปลว่าดอกไม้รองเท้า แล้วก็มีชื่อไม่ครบทุกต้น ตามสไตล์ของพืชที่ใช้ประโยชน์ได้น้อย (เช่น กินไม่ได้ ทำยาไม่ดี) อย่างไรก็ตาม ในยุคเมโสโปเตเมียก็ใช้ประโยชน์จากพืชพวกนี้มาเป็นพันๆปีแล้ว ในอเมริกา พวกอินเดียนแดงใช้หัวของมันลดไข้ และแก้ปวดหัว ส่วนพวกชาวอาณานิคมใช้หัวบดชงกับน้ำแก้โรคนอนไม่หลับ เขาบอกว่ายาที่บดจากหัวของรองเท้านารี (ในเขตอบอุ่นจะลงหัว ต่างกับในเขตร้อนที่ไม่มีหัว) มีสีเหลืองๆน่าเกลียดและมีกลิ่นไม่ชวนพิศมัยเอาเสียเลย 
.


.
ในศตวรรษที่ 19 รองเท้านารีกลายเป็นยาที่รักษาได้หลายโรค และมีการแยกต้นเพศผู้เพศเมียด้วย (เหมือนต้นไม้บางอย่างในไทย) โรคที่รักษาได้ก็เช่น โรคฮิสทีเรียนของผู้หญิง โรคประสาท และอาการบ้าเสียสติ มีคำเตือนไม่ให้สัมผัสกับต้นของรองเท้านารี มิฉะนั้นจะเกิดอาการผิวหนังผิดปกติ และใช้เวลาเป็นปีกว่าจะหาย 
.
.

ตำนานของอินเดียนแดงเล่ากันว่า ในฤดูหนาวอันโหดร้าย มีโรคระบาดในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ร้ายแรงมากจนหมอประจำบ้านถึงแก่ความตาย หัวหน้าเผ่าก็จะจัดส่งคนนำสารไปขอยาจากหมู่บ้านอื่นๆที่อยู่ห่างไกล ปรากฏว่าคนนำสารเกิดป่วยลง ภรรยาของคนนำสารจึงอาสาออกไปนำยามาให้สามีและชาวบ้านแทน ในสมัยโบราณ การเดินทางแม้เป็นหน้าร้อนก็ยังลำบาก นี่เป็นฤดูหนาวที่หิมะตกหนัก เธอเดินฝ่าพายุหิมะออกไป
.
.

วันต่อมาก็มีเสียงร้องเรียกออกจากชายป่า พบว่าหญิงสาวนอนหมดสติอยู่กับตะกร้ายา รอยเท้าของเธอเป็นสีแดงชุ่มด้วยเลือดจากอาการหิมะกัดเท้า ทุกคนรีบพาเธอกลับมาปฐมพยาบาลและนำหนังกวางอุ่นๆมาหุ้มเท้าให้เธอ ต่อมาไม่นาน รอยเท้าเปื้อนเลือดของหญิงสาวก็เกิดต้นไม้เล็กๆมีดอกสวยงามหน้าตาเหมือนรองเท้าขึ้น (บางเรื่องก็เล่าว่า เกิดจากผ้าพันแผลของเธอ รายละเอียดของสีกล้วยไม้ก็แตกต่างกันออกไป สีเหลืองบ้าง สีชมพูบ้าง) 
.
.
.
ส่วนชาวอาณานิคมในอเมริกากลับมองรองเท้านารีเป็นสัญลักษณ์ของความโศกเศร้า เกียรติยศที่อยู่ห่างไกล ความโดดเดี่ยว ความตายในที่ห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน เพราะมันมักจะผลิดอกบนหลุมศพรกร้างที่ไร้ญาติ มีคำเปรียบเปรยว่า บนหลุมศพร้าง ดอกไวโอเล็ตบานในเดือนพฤษภาคม ส่วนดอกรองเท้านารีก็ขึ้นต่อจากนั้นในฤดูร้อน






Create Date : 09 มิถุนายน 2560
Last Update : 10 มิถุนายน 2560 9:35:09 น.
Counter : 436 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ตำนานวานิลา กล้วยไม้ที่กินได้



ใคร ๆ ก็ต้องเคยกินวานิลา กลิ่นนี้เป็นกลิ่นพื้นฐานของโลกที่ใช้ในอาหารหวานคาวหลายประเภท แม้ว่าจะไม่มีถิ่นกำเนิดในเมืองไทย แต่เรากลับคุ้นเคยกับกลิ่นประหลาดนวลๆ นี้ ยิ่งกว่ากลิ่นไทยๆอย่างดอกนมแมวหรือควันเทียนชะมดเช็ดเสียอีก พอเราโตมาอีกหน่อยนึงถึงได้เรียนรู้ว่า ไอ้กลิ่นที่เรากินๆกันนั้นมันเป็นกลิ่นสังเคราะห์ เพราะถ้าเอามาจากฝักวานิลาจริงๆมันแพงระยับ เกือบฝักละ 60 บาท และต้องผ่านกระบวนการหมักบ่มวุ่นวายหลายเดือน ว่าจะได้กลิ่นมาใช้ และสักพักนึงเราก็จะเริ่มเรียนรู้ต่อไปว่า วานิลามันเป็นดอกกล้วยไม้ แถมเป็นกล้วยไม้ที่ประหลาดกว่าชาวบ้าน คือเป็นไม้เลื้อยที่เลื้อยไปได้ไกลหลายสิบเมตร กล้วยไม้บ้าอะไรเลื้อยได้ พืชในวงศ์กล้วยไม้ที่เลื้อยได้มีน้อยแสนน้อย
.

.
วานิลาเป็นพืชที่กระจายตัวทั่วไปทั้งในเอเซีย อาฟริกาและอเมริกาใต้ แต่วานิลาที่นำมาใช้ในการค้าหลักๆก็คือ Vanilla planifolia (แปลว่าวานิลาใบแบน) หรือ วานิลาเม็กซิโก หรือวานิลาบูร์บง วานิลาชนิดนี้เป็นพืชท้องถิ่นที่พบในอเมริกากลางทางตะวันออกเฉียงใต้  มีการใช้ประโยชน์จากวานิลามาตั้งแต่ยุคก่อนที่สเปนจะย่ำเท้าเข้ามาในอเมริกากลางเสียอีก ชาวพื้นเมืองทั้งพวกมายา แอสแทกและโตโตแน็ก ใช้วานิลาให้กลิ่นหอม ใช้ผสมโกโก้ ใช้เป็นยา และใช้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนบรรณาการ ชาวยุโรปรู้จักวานิลาผ่านการล่าอาณานิคม ได้นำฝักของมันกลับไปยุโรปตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 และตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ก็มีการนำพืชชนิดนี้ออกไปยังดินแดนเอเซียและแอฟริกา เพื่อปลูกสำหรับการค้า
.

.
ชาวโตโตแน็กถือว่าวานิลาเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ มีนิทานเล่าประกอบเรื่องนี้ ชาวโปรตุเกสจดจำเอาไว้ได้ ตำนานเล่าว่าที่เชิงเขาใกล้หมู่บ้าน Papantha มีวัดของเทพเจ้า Tonacayohua เป็นเทพีแห่งการเก็บเกี่ยวผลผลิตและอาหาร ในสมัยของกษัตริย์ Teniztli ที่ 3 พระองค์มีพระราชธิดาองค์หนึ่งหนึ่งชื่อ Tzacopontizza เมื่อทรงเจริญวัยก็แอบหลงรักเจ้าชายชื่อ Zkazan-Oxga แต่ความรักของทั้งคู่ผิดธรรมเนียมประเพณี วันหนึ่งเจ้าหญิงหนีตามเจ้าชายออกไป โดยมอมเหล้าพระราชบิดาเสีย ทั้งคู่ถูกติดตามไล่ล่า และถูกสังหารด้วยลูกธนูจนตายทั้งคู่ พวกพระนำร่างของทั้งสองมายังวัด และควักหัวใจสดๆออกมา จากนั้นก็โยนร่างลงไปในหุบเหว 



เมื่อเลือดของทั้งสองกระเด็นลงพื้นดิน ก็เกิดเป็นต้นไม้ใหญ่เติบโตแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา จากนั้นก็เริ่มมีกล้วยไม้งอกงามบนกิ่งก้านและแตกกอขยายพันธุ์เลื้อยไปตามลำต้นของต้นไม้นั้น จนมีลักษณะเหมือนหญิงสาวอยู่ในอ้อมกอดของคู่รัก วันดีคืนดี กล้วยไม้นั้นก็ออกดอกสะพรั่งส่งกลิ่นหอม และติดฝักที่เมื่อแตกออกแล้วส่งกลิ่นหอมยิ่งกว่า จนบรรดาพระและชาวนาตามกลิ่นมาอย่างพิศวงใจ ไม่มีใครจำเรื่องของคู่รักทั้งสองได้ และไม่มีใครคาดคิดว่าโลหิตของทั้งสองคนจะกลายเป็นกล้วยไม้ที่ส่งกลิ่นแปลกประหลาด พวกเขาให้ชื่อมันว่า Caxinxanath แปลว่า ต้นไม้ลึกลับ ใช้เป็นเครื่องสังเวยเทพเจ้าในวัด


ตำนานเรื่องคู่รักที่ไม่สมหวังแบบนี้ ก็มีในกล้วยไม้เอื้องแซะหอมของบ้านเรา หรือเอื้องผึ้งกับต้นจันผาก็คล้ายๆกัน 
.
.
วานิลาเป็นกล้วยไม้สกุลเดียวที่มนุษย์ผลิตขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารอย่างจริงจัง พวกล่าอาณานิคมนำฝักวานิลาจากอเมริกากลับไปยังยุโรปตั้งแต่ปี 1510 และนำต้นไปยุโรปตั้งแต่ปี 1739 แต่ต้นตัวอย่างก็ตายลงในที่สุดเพราะทนอากาศหนาวไม่ได้ จนกระทั่งปี 1753 ถึงได้มีตัวอย่างรอดในอังกฤษ และนำไปเพาะเลี้ยงในโรงเรือนปรับสภาพในสวนพฤกษศาสตร์ Likgeในบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม .
.

.
ในช่วงเวลานั้น การผสมเกสรดอกกล้วยไม้ถือเป็นปริศนาประการหนึ่งของมนุษยชาติ ด้วยโครงสร้างทางกายภาพของกล้วยไม้ที่ผิดแปลกไปจากพืชชนิดอื่นๆที่ไม่สามารถสังเกตรังไข่และเกสรได้อย่างชัดเจน ทำให้นักธรรมชาติวิทยาต้องมะงุมมะงาหราอยู่กับการศึกษาเพื่อจะผสมเกสรกล้วยไม้ให้สำเร็จ 


ชาวดัทช์ได้นำวานิลาจากเขตร้อนโลกใหม่เข้าไปเพาะพันธุ์ในสวนพฤกษศาสตร์ที่อินโดนีเซีย พบว่ามันสามารถออกดอกได้หลายหน มีรายงานว่าในปี 1835 V.albida และ V.aphylla (เถางูเขียว) ติดฝักที่อินโดนีเซีย แต่น่าสนใจว่า มีเฉพาะ V.planifolia ที่เป็นไม้เศรษฐกิจให้ฝักหอมเท่านั้นที่มีการวาดภาพดอกและฝักเอาไว้อย่างเรียบร้อย (แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า วานิลา แพลนนิโฟเลีย ไม่ใช่ไม้เอเซียเหมือนสองชนิดแรกที่พบทางมลายูและอินโดนีเซีย จึงอาจจะเป็นที่ตื่นตาตื่นใจมากกว่าจนต้องบันทึกไว้)
.
.
ที่เบลเยี่ยมนี้เอง วานิลาจากเม็กซิโกก็ได้รับการประคบประหงมจนออกดอก และผสมเกสรติดฝักด้วยมือมนุษย์ได้ในปี 1836 โดย Professor Charles Morren ซึ่งก็ต้องรออีกปีหนึ่งฝักจึงจะแตก เขาทุ่มเทให้กับการศึกษากายภาพของกล้วยไม้จนได้รับรางวัลมากมาย และตีพิมพ์งานออกมาทั้งในภาษาฝรั่งเศสและละติน ในการบรรยายครั้งหนึ่งที่ฝรั่งเศส Morren ยังนำเถาวานิลาที่ติดฝัก 3 ฝักไปแสดงด้วย ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีรายงานความสำเร็จของการผสมเกสรวานิลาที่สวนพฤกษศาสตร์ที่ปาดัว ประเทศอิตาลี 
.

ส่วนฝรั่งเศสอ้างว่านักพฤกษศาสตร์ชื่อ Neuman ผสมเกสรติดตั้งแต่ปี 1830 (ก่อนMorren จะประสบความสำเร็จเสียอีก) แต่ก็มีคนคัดค้านว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะการผสมเกสรดอกกล้วยไม้จนติดฝักในยุคนั้นถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ นิวแมนไม่น่าจะรออีกตั้ง 8 ปีกว่าจะตีพิมพ์ผลงาน และกว่าองค์ความรู้เรื่องนี้จะถูกนำไปใช้งานในอาณานิคมของฝรั่งเศสแถบมหาสมุทรอินเดียก็กินเวลาเกือบ 10 ปี เช่นเดียวกัน ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้
.
.
มีเรื่องโรแมนติคหน่อยๆว่าทาสหนุ่มผิวดำชื่อ Edmond Albius ผู้ไร้การศึกษา สามารถผสมเกสรวานิลาจนติดได้ในระหว่างปี 1841 -1848 แต่เรื่องนี้ก็เป็นแค่เรื่องเมาท์เท่านั้น ไม่มีมูลความจริงเท่าไรนัก ทั้งยังล่าช้ากว่า Morren ตั้งหลายปี


อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 17 ชาวโตโตแน็กเมือง Papantha แห่งเวราครูซ เป็นผู้ส่งออกวานิลารายเดียวของโลกเป็นเวลากว่า 100 ปี และด้วยคุณภาพที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ได้รับเหรียญทองในการประกวดวานิลาเม็กซิกันในปารีสเมื่อปี 1889 และในชิคาโกในปี 1892 ทำให้เมือง Papantha ได้รับสมญาว่าเมืองที่ทำให้ทั้งโลกหอมหวล อย่างไรก็ดี ในยุคแรกๆนั้น ผลผลิตวานิลาได้มาจากการเก็บของป่า ซึ่งฝักของมันได้รับการผสมเกสรโดยผึ้งป่าที่พบเฉพาะในเขตร้อนของโลกใหม่เท่านั้น 
.
.
การผูกขาดวานิลาจากเม็กซิโกนั้นตกต่ำลงหลังจากค้นพบการผสมเกสรจากมือมนุษย์ ในเบลเยี่ยมเมื่อปี 1836 ทำให้หลายๆประเทศกลายเป็นผู้ผลิตวานิลาได้ และในปี 1870 อาณานิคมของฝรั่งเศสในมาดากัสการ์ก็ผลิตวานิลาแซงหน้าเม็กซิโก ไปได้ จนกลายเป็นผู้ผลิตระดับแนวหน้าได้ในที่สุด
 .
.
แม้ว่าเม็กซิโกจะสูญเสียความเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นศูนย์กลางของแหล่งกำเนิดและความหลากหลายทางพันธุกรรมของกล้วยไม้ชนิดนี้ ยังมีการผลิตวานิลาอย่างต่อเนื่องจากถึงทุกวันนี้ ทั้งหมดทำโดยชาวโตโตแน็ค ผู้ยึดเอาวานิลาเป็นอาชีพหลัก ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพวกเขาที่มีการนำเส้นใยมาทอผ้าอีกด้วย โดยท้องถิ่นที่จะปลูก จะต้องมีภูมิอากาศร้อนชื้น และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 700 เมตร มีอุณหภูมิประมาณ 24 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสัมพัทธ์ 80 เปอร์เซนต์ มีปริมาณน้ำฝน 1200 -1300 มม. ในหน้าหนาวก็จะต้องมีลมเหนืออ่อนๆ พัดมาถึง เชื่อกันว่าทำให้วานิลาออกดอก 

(ภาพล่าง ดอกวานิลาใบแบบที่เขียนในปี 1891)


.



Create Date : 09 มิถุนายน 2560
Last Update : 9 มิถุนายน 2560 12:44:07 น.
Counter : 353 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ประวัติกล้วยไม้ลูกผสม (2)




ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาที่ชาวยุโรปกำลังตื่นเต้นกับการหัดผสมเกสรพืช โดยเฉพาะกล้วยไม้ หลังจากมะงุมมะงาหราอยู่กับวนิลามาเป็นร้อยๆปี กว่าจะทำให้มันติดฝักได้ มิต้องพูดถึงการผสมข้ามสปีชีย์ ดังนั้นเมื่อกล้วยไม้ลูกผสมชนิดแรกถูกผสมออกมาโดยจอห์น โดมินี ในปี 1856 นั่นทำให้ Lindley บิดาแห่งวงการกล้วยไม้ถึงกับอุทานว่า "พวกคุณจะทำให้นักพฤกษศาสตร์เป็นบ้า"
.
.
มีคนตีความคำอุทานของ Lindley ออกมาว่า มันเจื
ออคติของนักพฤกษศาสตร์ในยุคก่อนดาร์วิน ที่มักรังเกียจเดียดฉันท์ "ลูกผสม" ต่างๆ บ้าคลั่งพันธุ์แท้ และแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น แม้ว่าจะเป็นลูกผสมตามธรรมชาติก็ตาม (อาจจะเช่นเดียวกับการเหยียดพวกเลือดผสมตามอาณานิคมด้วย) กว่าชาวยุโรปจะหันมาให้ความสำคัญกับการผสมข้ามสายพันธุ์ก็เมื่อกระแสของทฤษฎีชาร์ล ดาร์วินแพร่ขยายออกไปแล้ว สังเกตว่า ดาร์วินผลิตงานชิ้นแรกของเขาคือ On the origin of speciesในปี 1859 หลังจากกล้วยไม้ลูกผสมถูกผลิตออกมาเพียง 3 ปี และกว่ากระแสของเขาจะดังก็อีกสักพัก ถ้าหากว่ากล้วยไม้ไม่ใช่สิ่งที่ผสมได้ยากเย็นนักหนา ก็คงมีสถานะไม่ต่างกับบรรดาลูกครึ่ง Mestizo ตามประเทศอาณานิคม
.
.
หลังจากโดมินีผลิตกล้วยไม้ลูกผสมต้นแรกออกมาแล้วคือ Calanthe x Dominy เขาก็จัดการผสมเกสรรองเท้านารีเขตร้อน
จนได้ลูกผสมตัวแรกของโลก คือ Paphiopedilum x Harrisiana เป็นลูกของ Paph. barbatum x Paph. villosum หรือญาติๆของรองเท้านารีม่วงสงขลากับรองเท้านารีอินทนนท์

กล้วยไม้ต้นนี้ผสมจนติดฝักเมื่อปี 1864 และออกดอกครั้งแรกในปี 1869 (ใช้เวลาเพาะ 3 ปี ออกดอกในปีที่ 2 ในรัชกาลที่ 5) แต่คราวนี้ H. G. Reichenbach ผู้โด่งดังในวงการกล้วยไม้ แทน Lindley ที่ได้ล่วงลับไป ได้ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่ John Harris ศัลยแพทย์ผู้เป็นเพื่อนของโดมินี และให้ความช่วยเหลือในการผสมพันธุ์รองเท้านารีลูกผสมชนิดแรกของโลก


(รูปล่าง กล้วยไม้รองเท้านารีลูกผสมชนิดแรกของโลก Paphiopedilum x Harrisiana) 






Create Date : 07 มิถุนายน 2560
Last Update : 7 มิถุนายน 2560 0:16:03 น.
Counter : 274 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
ประวัติกล้วยไม้ลูกผสม




นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลากว่า100 ปี ในการเรียนรู้โครงสร้างทางกายภาพของดอกกล้วยไม้ และกว่าจะเรียนรู้ว่าจะทำให้กล้วยไม้ติดฝักได้ ก็กินเวลาพอๆกัน มนุษย์สนใจเรื่องการผสมพันธุ์กล้วยไม้มากว่า 150 ปีแล้ว แต่กว่าจะได้ลูกผสมต้นแรกก็นานเหลือเกิน

.
.
ชายชื่อ Georgius Everhardus Rumphius พ่อค้าตาบอดแห่งเกาะอัมบน ในอินโดนีเซีย เป็นคนแรกที่บรรยายถึงลักษณะของฝักกล้วยไม้เอาไว้ก่อนนักพฤกษศาสตร์เสียอีก และแม้ว่าชาวยุโรปจะรู้จักกับตัวอย่างของฝักกล้วยไม้ แต่ก็ยังไม่มีใครทำให้มันติดฝักได้
.
Rumphius เป็นนักธรรมชาติวิทยาคนแรกที่สังเกตและบรรยายรังไข่ของกล้วยไม้เอาไว้ในปี 1701 ในหอพรรณไม้ในเกาะอัมบนนั้นเอง ซึ่งกว่าจะตีพิมพ์ในอัมสเตอร์ดัมก็ปาเข้าไปปี 1750 เขาได้ใช้ตัวอย่างจาก Pecteilis susannae หรือ นางอั้วตีนกบ เขาบรรยายว่าเกสรสีทองที่คล้ายๆกับดอกลิลลี่นั้น ซ่อนไว้ในอับเรณูที่คล้ายๆกับหมวก เขายังได้สังเกตหน้าที่ของเกสรและบรรยายลักษณะฝักของมันไว้ด้วย บางคนตั้งข้อสังเกตว่า รัมฟิอัสน่าจะได้ลองผสมเกสรเพื่อทดสอบสมมติฐานของเขาเอง แต่ก็ไม่มีใครทราบผลว่าเป็นอย่างไรบ้าง
.
.

หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพยายามที่จะผสมพันธุ์กล้วยไม้สกุลวานิลา ที่เก็บมาจากอินโดนีเซีย เรื่องนี้่อาจจะมีแรงขับดันมาจากการที่เป็นกล้วยไม้ที่ให้กลิ่นหอมแบบเครื่องเทศก็เป็นได้ วนิลาต้นแรกถูกส่งไปอังกฤษตั้งแต่ปี 1739 แต่ก็ยังไม่มีใครทำให้มันติดฝักได้ มีนิทานโรแมนติกเล่าว่า ทาสหนุ่มผิวดำคนหนึ่งที่เป็นคนค้นพบการผสมเกสรวนิลาในปี 1841 หากแต่แท้จริงแล้ว นักพฤกษศาสตร์หลายคนมีการตีพิมพ์เรื่องวนิลาไว้เต็มไปหมด แต่จุดประสงค์หลักก็คือต้องการกลิ่นจากฝักของมัน หาใช่ชนิดพันธุ์ใหม่หรือพันธุ์ผสมไม่ นักธรรมชาติวิทยาหลายคนหันไปทดลองผสมฝักวนิลาเป็นงานอดิเรก
.
.

ที่นี้มาถึงกล้วยไม้ลูกผสมต้นแรกของโลก ที่ผสมโดยมนุษย์ คือ Calanthe Domini คาลันเทเป็นกล้วยไม้ดินในสกุลเอื้องน้ำต้น โดยพ่อและแม่ของมันคือ Calanthe masuca × Calanthe triplicate สำเร็จในปี 2399 หรือราวรัชกาลที่ 4 ตั้งชื่อตามผู้ผสมคือ John Dominy ชาวอังกฤษ ผู้เป็นลูกจ้างของ H. J. Veitch นักธุรกิจและพ่อค้ากล้วยไม้ ผู้ขายและรวบรวมพันธุ์กล้วยไม้จากทั่วโลก และ John Harris ซึ่งเป็นศัลยแพทย์และสนใจงานทางด้านนี้ เขาเป็นคนสอนให้โดมินีรู้จักโครงสร้างต่างๆของดอกกล้วยไม้ จนนำไปต่อยอดได้
.

โดมีนี เริ่มด้วยการลองผสมพันธุ์ไม้เขตร้อนยอดฮิตอย่าง Cattltya nossiae Parker กับ Laelia purpurata ในปี 1852 แต่กว่าลูกไม้ชนิดนี้จะออกดอกก็ปาเข้าไป 17 ปี จึงยังจดทะเบียนไม่ได้ แม้ว่าจะผสมก่อนก็ตาม
.
.

จนกระทั่งในปี 1854 (อาจจะเป็น 1852 มากกว่า) โดมินีก็ผสมพันธุ์คาลันเท Calanthe masuca × Calanthe triplicate จนติดฝักและได้ลูกผสมที่ออกดอกในเดือนตุลาคม ปี 1856 ในเดือนเดียวกัน ตัวอย่างลูกผสมชนิดแรกก็ถูกนำส่งให้ John Lindley ผู้ได้รับสมญาว่าบิดาแห่งกล้วยไม้วิทยา (ที่มักจะพบชื่อเขาต่อท้ายชื่อวิทยาศาสตร์ของกล้วยไม้ต่างๆ)
.

Lindley ถึงกับออกปากกะเขาว่า "พวกคุณจะทำให้นักพฤกษศาสตร์เป็นบ้า" แล้วก็อาจจะเป็นแบบนั้นจริง เพราะจอห์น โดมินีผลิตลูกผสมกล้วยไม้ออกมาอีก 25 ชนิดจนเขาเกษียณอายุในปี 1880 และต่อมาก็เริ่มมีธรรมเนียมการตั้งชื่อลูกผสมตามชื่อคนผสม คือ Calanthe x sedeni
.

หลังจากคาลันเท โดมินี แล้ว ก็มีกล้วยไม้ลูกผสมสกุลแคทลียาตามมาในปี 1859 และในปี 1864 เขาก็ผลิตกล้วยไม้รองเท้านารีลูกผสมออกมา ในชื่อ Cypripedium Harrisianum (C x barbato-villosum) ตามชื่อดร.จอห์น แฮริส แม้ว่าจะนำออกแสดงต่อหน้าสาธารณชน แต่กล้วยไม้ทั้งหมดก็ยังคงเพาะปลูกไว้เฉพาะในโรงเรือนของVeitch เท่านั้น
.
.
การผลิตกล้วยไม้ลูกผสมในยุคที่ยังไม่มีแล็ปเป็นอะไรที่ยากมาก ๆ เพราะทราบกันดีว่า กล้วยไม้ที่เพาะเมล็ดตามธรรมชาติมีอัตรางอกที่น้อยมาก ๆ บางทีก็แทบไม่งอกเลยถ้าสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เพราะเมล็ดกล้วยไม้ไม่มีอาหารสะสมไว้เลย ต้องอาศัยเชื้อราจากแหล่งกำเนิด
.
.
ดังนั้น ลูกผสมชนิดแรกของโดมินีจึงถือเป็นการสะเทือนวงการพฤกษศาสตร์ หลังจากหมดศตวรรษที่ 19 มีกล้วยไม้ลูกผสมออกมากว่า 1000 ชนิด จนกระทั่งทุกวันนี้ประมาณกันว่ามีกล้วยไม้ลูกผสมกว่า 200000 ชนิด ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกๆปีราวๆปีละ 2000 ชนิด
.
.
เมืองไทยน่าจะมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บกล้วยไม้ลูกผสมบ้างนะ








Create Date : 06 มิถุนายน 2560
Last Update : 6 มิถุนายน 2560 23:18:50 น.
Counter : 335 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
กล้วยไม้ของท่านประยุทธ์ในวันวาเลนไทน์ 2015




ท่านผู้นำบอกให้มอบกล้วยไม้แทนดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์ อันนี้ผมก็เดาใจท่านไม่ถูก ผมว่า ท่านคงคิดว่า เกษตรกรไทยปลูกกล้วยไม้มากกว่ากุหลาบ และกล้วยไม้ก็ดูไทยๆกว่ากระมัง (ซึ่งไม่จริงเท่าไหร่ เพราะกล้วยไม้ที่ปลูกเป็นอุตสาหกรรมตัดดอก แทบไม่มีต้นไหนเลยที่มีบรรพบุรุษมีถิ่นฐานอยู่ในไทยแลนด์ของเรา)
.
.
ทีนี้มาดูกันต่อว่า แล้วในทางปกรณัมละ กล้วยไม้มีความหมายเกี่ยวกับความรักไหม คำว่า "กล้วยไม้" นั้น สามารถผวนได้แบบแว้นๆ ว่า "ใกล้ม้วย" ซึ่งเป็นโจ๊กนะ อย่าซีเรียสถือเป็นจริงเป็นจัง
.

เอาจริงๆดีกว่า Orchid นั้น มีที่มาจาก Orchis ซึ่งแปลตรงๆว่า ลูก

อัณฑะ (ของหมาจิ้งจอก ความหมายช่างดีเหลือเกิน เข้ากับวันแห่งความ

รัก) เพราะกล้วยไม้ในยุโรปนั้น แทบทั้งหมดเป็นกล้วยไม้ดิน ที่ฝังหัวอยู่

กับพื้นเป็นตุ้มๆคล้ายลูกอัณฑะ ในตำนานกรีก Orchis เป็นเทพหนุ่มองค์

หนึ่ง ที่พยายามข่มขืนพระสตรีในงานเลี้ยงของเทพแบคคุส จึงถูกสาปให้

โดนสัตว์ร้ายฉีกเป็นชิ้นๆ หลังจาก Satyr ผู้เป็นพ่อสวดมนต์อ้อนวอนท้าว

แบคคุส จึงยอมชุบชีวิตให้เกิดเป็นดอกกล้วยไม้ผุดขึ้นมาจากดิน
.
.

ด้วยตำนานที่เกิดจากการข่มขืน และรูปลักษณ์ของกล้วยไม้ (ดิน) ใน

ยุโรป จึงไม่แปลกที่จะมองว่า Orchid ผูกพันอยู่กับเรื่องเพศ ความอุดม

สมบูรณ์ การให้กำเนิด ความเป็นชายอยู่ในตัว ชาวกรีกเชื่อว่า หัวของ

กล้วยไม้จะงอกขึ้นจากพื้นตรงที่สัตว์ผสมพันธุ์กัน หัวของกล้วยไม้นั้นเอง 

ก็ใช้เป็นยาสำหรับเลือกเพศให้ลูกได้ด้วย โดยถ้าผู้ชายกินหัวใหญ่ ก็จะได้

ลูกชาย ถ้าผู้หญิงกินหัวเล็ก ก็จะได้ลูกสาว
.


ดังนั้น ถ้าจะว่าไป ที่ท่านผู้นำกล่าวสนับสนุนให้มอบกล้วยไม้แก่กันก็คงไม่

ผิดเท่าไหร่ ในตำนานไทยๆก็มีเรื่องกล้วยไม้กับความรัก (ที่ใกล้เคียงกับ

ความรักโรแมนติกอยู่บ้าง เช่น นางอั้วที่ผูกคอตายตามคนรักคือขูลู ทำให้

กล้วยไม้ชนิดนี้อัปมงคล เพราะเหมือนคนผูกคอตายลิ้นห้อยจากปาก เขา

ไม่เอาเข้าบ้านกัน และถึงจะอยากเอาไปให้คนรัก มันก็ไม่ออกดอกฤดูนี้

อยู่ดี) หรือดอกเอื้องแซะหลวงที่เชื่อกันว่ามีวิญญาณคนที่ตายเพราะรัก 

ไปสิงสู่เกาะตามกิ่งกลายเป็นขนสีดำๆ (อันนี้ก็ทำขายเป็นอุตสาหกรรมไม่

ได้เพราะหายาก)
.

แต่ผมกลับชอบตำนานของกรีกมากที่สุด เพราะดูเข้ากับบรรยากาศ

วาเลนไทน์แบบไทยๆ ที่ผูกพันกับคติการให้กำเนิด การผลิตเผ่าพันธุ์เพิ่ม

จำนวนประชากร 
.
เรามาให้กล้วยไม้กันดีกว่า





Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 7 มิถุนายน 2560 0:18:30 น.
Counter : 426 Pageviews.

0 comment
1  2  

BlogGang Popular Award#13



ปลาทองสยองเมือง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



New Comments