วัด Santa Maria บนเกาะลูซอน

Santa Maria in Ilocossur, Philippine.


วัดซานตามาเรีย แห่ง Ilocos sur  (แปลว่า อิโลคอสใต้) นี้ถือเป็นหน้าเป็นตาของเกาะลูซอนเหนือ รองจากวัดแห่ง Paoay ซึ่งมีอายุเก่าแก่ไปถึงสมัยอาณานิคมของสเปนเนื่องด้วยจุดประสงค์ของทริปฟิลิปปินส์ของผมในครั้งนี้ ก็คือดู และทัศนศึกษาแต่โบสถ์คาทอลิกในยุคสเปนรุ่งเรืองซึ่งค่อนข้างแตกต่างไปจากฟิลิปปินส์ศึกษาในไทยด้านอื่นๆที่มักมุ่งเน้นไปที่การเมืองการปกครองเสียมากกว่า

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389929964.png

แผนที่ตั้งของเมืองซานตา มาเรีย

จริงๆแล้วมิติทางด้านศาสนาของฟิลิปปินส์น่าสนใจพอๆกับพุทธศาสนาในบ้านเราด้วยความที่ตั้งอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เหมือนกันและหลายๆอย่างรวมทั้งรูปร่างหน้าตาของผู้คนด้วย

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389932623.jpg


เราเรียกวัดแห่งนี้ติดปากว่า
ซานตา มาเรีย แต่จริงๆแล้วซานตามาเรียถือเป็นชื่อเมืองในจังหวัดอิโลคอสใต้ ในฟิลิปปินส์นั้นแต่ละเมืองจะมีวัดประจำเมืองเพียง 1 แห่ง ไม่เหมือนกับบ้านเรา ที่มีวัดเต็มไปหมดวัดประจำเมือง ซานตา มาเรีย นั้น มีชื่อจริงๆว่า Nuestra Señora de laAsuncion หรือเข้าใจกันง่ายๆว่าวัดแม่พระอัสสัมชัญนั่นเอง

คำว่าอัสสัมชัญ (Assumption) เป็นความเชื่อประการหนึ่งของศาสนจักรคาทอลิก คือ การที่พระนางมารีย์พระมารดาของพระเยซูคริสต์ รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณโดยพระเป็นเจ้าไม่ทรงโปรดให้ร่างกายของพระนางเสื่อมสลายไปวัดไหนที่มีชื่อว่าอัสสัมชัญก็มักจะมีวันฉลองวัดประจำปีเป็นวันที่ 15 สิงหาคมอันเป็นวันที่ระลึกถึงการเสด็จสู่สวรรค์ของแม่พระนั่นเอง

ผมออกจากเมืองวีแกน (Vigan) เช่าแท็กซี่มาถึงเมือง SantaMariaด้วยระยะทางไม่ไกลนัก เมืองโบราณในฟิลิปปินส์มักจะตั้งอยู่ริมทะเลซานตามาเรีย ก็เช่นกัน ดังนั้นตลอดทางที่มาจึงเป็นทางหลวงบนไหล่เขาเลียบชายทะเลไปเรื่อยๆสีสันก็แปลกไปจากบ้านเราตรงที่มันไม่ได้เขียวแบบเขียวเวอร์ริเดียนหรือเขียวอมฟ้าแต่เป็นสีน้ำเงินเข้มๆจัดๆเลยทีเดียวเพิ่งมารู้ทีหลังว่าตรงนี้คือทะเลจีน จนกระทั่งถึงเมืองซานตา มาเรีย ซึ่งเป็นเมืองชายทะเลเล็กๆมีที่ราบแคบๆเท่านั้นเอง

วัดซานตา มาเรียแห่งนี้เขาได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์กรUNESCO เมื่อปี 1993พร้อมกับโบสถ์ในศิลปะบาโรคอีก 4 แห่ง เนื่องจากสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าตั้งอยู่ในชัยภูมิอันโดดเด่นเป็นสง่า และมีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปีเป็นมรดกความทรงจำของมนุษยชาติทีเดียว

ภูมิสถาปัตย์ของโบสถ์แห่งนี้ที่ไม่เหมือนกับโบสถ์อื่นๆในฟิลิปปินส์ที่มักจะสร้างอยู่ใจกลางจตุรัสหรือกลางเมืองบนพื้นที่ราบที่ชาวบ้านชาวเมืองสามารถเข้าร่วมได้ง่ายๆแต่โบสถ์แห่งนี้กลับมีลักษณะเหมือน “ป้อมปราการ” มากกว่าเพราะสร้างอยู่บนเนินเขาที่มีทางบันไดกว้างขวางถึง 83 ขั้นและมีทางขึ้นถึง 3 ทาง(ปัจจุบันใช้ทางหลักแค่ด้านเดียว)

เมื่อไต่บันไดขึ้นมา วิวข้างบนมองไปได้ไกลสุดสายตาเห็นภูเขาและทุ่งนาเขียวๆอยู่ลิบๆ ด้านล่างเขาว่าเป็นสุสานสมัยโบราณซึ่งมีวัชพืชปกคลุมจนร้างไปหมดแล้ว บรรยากาศเหมือนเรื่อง Pirate ofCaribbean จริงๆคือเป็นเมืองอาณานิคมที่ยังรักษากลิ่นอายโบราณเอาไว้ครบครัน

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933846.jpg

บันไดลงไปยังสุสานร้างทางนี้เลิกใช้ไปแล้ว

คนฟิลิปปินส์เขาก็มีเหตุผลของเขาในการสร้างนะครับว่าทำไมถึงต้องสร้างวัดบนเนิน เดี๋ยวขออุบไว้ก่อน

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933531.jpg

เมืองซานตา มาเรียนี้แต่เดิมชื่อ Purok อยู่ค่อนข้างไกลจากมะนิลา ถึงแม้ว่าสเปนจะสถาปนาคริสตศาสนาคาทอลิกลงในฟิลิปปินส์ตั้งแต่ปี1567 แต่เมืองแห่งนี้เพิ่งจะมีบาทหลวงคณะออกุสติน มาประกาศศาสนาในปี 1765เท่านั้นเอง แต่เดิมนั้น เมืองนี้เป็นเขต Visitaหรือพื้นที่กันดารนอกเขตของสังฆมณฑลใดๆ ไม่มีวัดเป็นของตนเองแต่จะมีบาทหลวงจากเมือง Narvacan (ที่อยู่ใกล้ๆกัน)มาคอยดูแลสัตบุรุษให้ได้ทำวัตรปฏิบัติ

และต่อมาเมื่อการศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นบาทหลวงจากคณะนักบุญออกุสติน ก็ได้สร้างโรงสวด หลังเล็กๆ คู่กัน 2 หลังหลังหนึ่งอุทิศให้พระแม่มารีย์ ส่วนอีกหลังอุทิศให้ Senor Sto.Kristo. ซึ่งทุกวันนี้โรงสวดทั้งสองหลังก็ยังอยู่ใจกลางเมืองนั่นเองในบริเวณที่เป็นตีนบันไดขึ้นไปยังโบสถ์ใหญ่แต่ทุกวันนี้ใช้งานกลายเป็นโรงเรียนไปแล้วมีเด็กๆเข้าไปตั้งโต๊ะเรียนในอาคารอายุกว่า300 ปี น่าเป็นห่วงทั้งสวัสดิภาพของเด็กๆและสงสารอาคารโบราณไปด้วยเพราะไม่รู้ว่าถ้าใช้งานโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าสถาปัตยกรรม จะโทรมลงไปได้ง่ายๆ

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933828.jpg

โรงสวดดั้งเดิมที่กลายเป็นโรงเรียนประถมไปแล้ว

ตำนานของเมืองเล่าว่า โบสถ์ดั้งเดิมของเมืองก็อยู่บริเวณตีนบันไดเนินเขานั้นเอง จนกระทั่งรูปแม่พระในวัดชอบหายไปบ่อยๆและชาวบ้านมักจะพบว่า พระรูปมาปรากฏอยู่ที่ต้นฝรั่ง บนเนินเขากลางเมืองจึงถือเป็นนิมิตรหมายอันดีว่า พระแม่มีประสงค์จะให้ตั้งโบสถ์บนเนินสูง ในปี 1810จึงเริ่มมีการสร้างโบสถ์ใหญ่ขึ้นบนเนินเขา พร้อมทั้งหอระฆังแยกออกจากตัวโบสถ์

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389932991.jpg

แม่พระอัสสัมชัญ แห่งเมืองซานตา มาเรีย

นอกจากปาฏิหาริย์ของแม่พระที่เปลี่ยนที่สถิตย์เองแล้วพระรูปแม่พระอัสสัมชัญ แห่งซานตา มาเรีย ยังมีตำนานแต่แรกเริ่มที่เล่ากันมาว่าในยุคสเปนปกครองนั้น วันหนึ่ง เกิดพายุใหญ่พัดกระหน่ำทำให้เรือสเปนลำหนึ่งอัปปางลงแต่ในตอนเช้า ชาวบ้านต่างก็ประหลาดใจที่พบว่า มีตู้ใบหนึ่งลอยมาติดริมชายหาดเมื่อเปิดตู้นั้นออกก็พบพระรูปแม่พระอัสสัมชัญที่สวยงามมากพระพักตร์และพระหัตถ์สร้างจากงา งามสมบูรณ์ ฉลองพระองค์เป็นสีฟ้าปักด้วยดิ้นทองโดยที่พระรูปไม่เปียกน้ำหรือชำรุดเสียหายจากพายุเลย ชาวบ้านเห็นเป็นอัศจรรย์จึงอัญเชิญมาประดิษฐานในเมือง และเป็นองค์อุปถัมภ์ประจำเมืองซานตา มาเรียอีกด้วย

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933400.jpg

หอระฆังที่สร้างในปี 1810 และซ่อมใหญ่ในปี 1863

การสร้าง "หอระฆัง"แยกออกไปต่างหากนั้น เป็นลักษณะเฉพาะของคริสต์สถาปัตย์ในฟิลิปปินส์ครับเพราะภูมิประเทศของเขาตั้งอยู่บน
Ring of fire หรือเขตภูเขาไฟที่พร้อมจะเกิดแผ่นดินไหวได้ตลอดเวลา ดังนั้น หากแผ่นดินไหวขึ้นมาหอระฆังอาจจะพังลงมาทับโบสถ์ได้ จึงต้องแยกออกไปต่างหากครับ

วัดซานตามาเรีย ก็เหมือนวัดบาโรคทั่วไปในยุคสเปนคือก่อด้วยอิฐ หนาๆ ทึบตัน และเตี้ยล่ำ มี Buttress หรือแท่งค้ำยันด้านนอกอาคาร เป็นแกนอิฐหนาทำหน้าที่ป้องกันแผ่นดินไหว ตัวอาคารยาวมาก กว้าง 14 เมตร แต่ยาวถึง 75 เมตรพอดีสำหรับสัตบุรุษทั่วทั้งเมือง ที่จะมาประชุมกันทำมิสซาในวันอาทิตย์ เป็นอาคารในสี่เหลี่ยมผืนผ้าง่ายๆโดยมี Facade ด้านหน้าเท่านั้นที่มีการประดับตกแต่งด้วยเสากลมขนาดใหญ่ค้ำอาคารไว้ และบนยอดมีถ้วยแห่งชัยชนะ (Ampulla) ตามแบบศิลปะบาโรค

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933196.jpg

Facade ของโบสถ์ใหญ่

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933638.jpg

น่าเสียดายที่ว่า ตัวอาคารจะสง่างามกว่านี้มากถ้าเอาสำนักชีที่ตั้งประจันหน้าโบสถ์ออกไปเราไม่สามารถจะหามุมตรงๆของหน้าโบสถ์ได้เลยคอนแวนท์โบราณนี้ตั้งประชิดกับหน้าโบสถ์มากๆจนเหลือแต่มุมเงยเท่านั้นและหากไปตอนเช้า ก็มักจะได้ภาพย้อนแสงของบันไดอันโด่งดังแต่ก็เห็นใจผู้สร้างนะครับบนเนินนั้นคงจะหาที่ราบได้น้อย มีที่เท่าไรก็สร้างคอนแวนท์เข้าไปเท่านั้น

//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933652.jpg

Nave หรือทางเดินกึ่งกลางโบสถ์

พอเข้าไปข้างใน จะเป็น Nave หรือทางเดินกลางยาวยืดไปจนถึงแท่นบูชาโบสถ์เก่าๆเกือบทุกแห่งจะเป็นลักษณะนี้เกือบทั้งสิ้น บางวัดจะมี 1-3 Nave แต่ในวัดเก่าๆมักจะมีเพียง 1 Nave เท่านั้นและจะมีการจัดแบ่งส่วนของแท่นบูชา เป็น 3 ส่วน คือ Altarจะอยู่ตรงกลาง ด้านข้างจะเป็น Chapel ของนักบุญต่างๆขนาบไว้เป็นแบบนี้เกือบทุกวัด

หลังคาของวัดทำด้วยไม้ขัดสานกันเป็นโครงครอบพื้นที่ขนาดใหญ่ในอาคารโดยไม่ต้องมีเสาร่วมในแบบโบสถ์วิหารบ้านเราเลยซึ่งแตกต่างจากยุโรปที่มักทำหลังคาก่ออิฐเป็นทรงประทุน (Vault) วงโค้งครอบอาคารอาจจะเพราะพื้นที่เกาะเหล่านี้จะต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวอยู่บ่อยๆการสร้างหลังคาด้วยอิฐอาจจะก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมได้ง่ายๆ


//www.bloggang.com/data/p/patisonii/picture/1389933860.jpg

Buttress ป้องกันแผ่นดินไหว ค้ำยันด้านข้างของโบสถ์

ตอนไปนี้โชคดีมากๆเพราะคนเฝ้าเขากำลังจะปิดโบสถ์พอดี ไปถึงก็เลยขอร้องเขาว่าอย่าเพิ่งปิดขอดูให้หนำใจเสียก่อน สมกับที่อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล เขาก็ใจดีเปิดให้




Create Date : 16 มกราคม 2557
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2558 23:46:20 น.
Counter : 557 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ปลาทองสยองเมือง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]



New Comments