ความเป็นมาของต้นคริสต์มาส
ลมหนาวในกรุงเทพฯปีนี้อาจจะแผ่วไปบ้าง แต่บรรยากาศของการเฉลิมเฉลิมเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ออกจะดูครึกครื้นคึกคัก ก็เหมือนกับทุกๆปี ที่วันหยุดยาวเป็นช่วงที่ทุกคนรอคอย ตามร้านค้าต่างๆจัดการลดราคารับปีใหม่ ในกรุงเทพช่วงนี้มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่แสงไฟ สายรุ้ง และต้นคริสต์มาส กรุงเทพฯกลายเป็นส่วนหนึ่งของสากลโลกที่กระแสอนุรักษ์นิยมตายไปพร้อมกับคำบ่นของคนรุ่นเก่าแล้ว ต้นคริสต์มาสไม่ใช่ของใหม่ เหมือนกับที่ทุกคนรู้จักซานตาคลอส (ผมเคยอ่านนิยายเก่าๆ มีตัวละครตัวหนึ่งถามว่า “ไอ้ตัวซานตาคลอสนี่มันเป็นยังไง จึงกลับมาคิดว่า มีหลายอย่างที่เรารู้จักแบบผิวเผิน เพียงเพราะรูปร่างภายนอกเท่านั้น) ดังนั้น ก็ควรที่จะรู้จักความเป็นมาของการประดับประดา “ต้นคริสต์มาส” กันบ้าง เพื่อไม่ให้ความเป็นสากลนี้กลวงโหว่เกินไปนัก

ต้นคริสต์มาสเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองที่เกี่ยวข้องกับฤดูหนาว มากเสียกว่าจะเกี่ยวข้องกับการประสูติของพระเยซูคริสต์เสียอีก ถึงแม้ในระยะเริ่มต้นจะมีความเกี่ยวข้องเชิงสัญลักษณ์กับพระคริสต์บ้างก็ตาม เช่น การระลึกถึงต้นไม้แห่งชีวิต ในสวนเอเดน ที่อาดัมและอีฟ กินลูกของมัน ซึ่งเป็นผลไม้ต้องห้ามที่พระเป็นเจ้าทรงไม่อนุญาต

ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ที่ทำบาปแรก จึงแยกออกจากพระเป็นเจ้าเพราะต้นไม้ ในพันธสัญญาเดิม ขณะเดียวกับ การใช้ต้นคริสต์มาสฉลองการประสูติของพระเป็นเจ้าที่เสด็จมา “โปรดโลก” ก็แสดงให้เห็นถึงการกลับคืนดีระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ผ่านทางต้นไม้ในพันธสัญญาใหม่ หรือยุคของพระเยซูคริสต์ เช่นกัน


จะเห็นได้ว่า การประดับดวงดาวบนยอดของต้นสน จึงเป็นตัวแทนของ “ดวงดาวแห่งเบธเลเฮม” ดาวอัศจรรย์ที่แจ้งข่าวประสูติของพระคริสต์ ให้พวกโหราจารย์จากตะวันออกไกลได้รับรู้ หรือการประดับเทวดา (มีหลายรูปแบบ ทั้งบินว่อนหรือเป่าแตร) ก็แสดงถึงเทวดาที่มาแสดงความยินดีในคืนประสูติของพระคริสต์ ตามที่เขียนไว้ในคัมภีร์ไบเบิล

แต่ต้นคริสต์มาสยังมีความหมายมากกว่านั้น และมีรากเหง้าไปไกลยิ่งกว่า

ตั้งแต่สมัยโบราณ มนุษย์ที่อยู่ในเขตหนาวจะเข้าใจดีถึงความทรมานจากการขาดแคลนอาหาร หิมะ และความมืดมนเหน็บหนาว ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงตายได้ ดังนั้น จึงมีการใช้ต้นไม้ที่เขียวตลอดทั้งปืทั้งชาติ มาเป็นสัญลักษณ์ของการมีชัยชนะเหนือความหนาวนั้น ต้นไม้เหล่านั้นก็คือ ไม้จำพวกสน ที่แม้ว่าต้นไม้อื่นๆจะทิ้งใบไปจนเหลือแต่กิ่งก้านแห้งๆตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง แต่ต้นสนก็ยังทนทานชูใบสีเขียวอยู่ได้ แม้จะซุกอยู่ใต้กองหิมะก็ตาม


คติการใช้ต้นไม้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของการมีชัยชนะต่อฤดูหนาวและความอดอยากขาดแคลนนี้ มีลักษณะค่อนข้างเป็นสากล สืบย้อนไปได้ถึงยุคอียิปต์ทีเดียว โดยชาวอียิปต์จะเฉลิมฉลองวันที่สั้นที่สุดของปีในฤดูหนาว ด้วยการนำกิ่งอินทผาลัมมาไว้ในบ้าน เป็นสัญลักษณ์ของ “ชัยชนะของชีวิตต่อความตาย”

ชาวโรมันเฉลิมฉลองเทพแซทเทิร์นนุส เทพแห่งการกสิกรรมในฤดูหนาวเช่นกัน โดยใช้กิ่งสนสีเขียวมาประดับประดาบ้าน และจุดไฟเพื่อให้แสงสว่างนำทางชีวิต ส่วนนักบวชชาวดรูอิค (ความเชื่อพื้นเมืองในอังกฤษ เกี่ยวข้องกับการนับถือธรรมชาติ) ใช้กิ่งฮอลลี่และมิสเซิลโทล ซึ่งไม่เคยเหี่ยวแห้งมาแขวนไว้เหนือประตูบ้าน เพื่อขับไล่วิญญาณที่ชั่วร้าย

ส่วนการประดับต้นคริสต์มาสของชาวคริสเตียน ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีการใช้งานกันอย่างจริงๆจังๆเมื่อไหร่ ซึ่งจากหลายแหล่งก็อ้างว่าเป็นต้นกำเนิดของการประดับประดาต้นคริสต์มาสทั้งสิ้น ทั้งในอังกฤษ และเยอรมัน บางที่มากล่าวว่า ในยุคกลาง (ราวๆพันปีก่อน) ชาวเยอรมันและแสกนดิเนเวียจะใช้ต้นสนสีเขียววางไว้ในบ้าน โดยหวังว่าฤดูใบไม้ผลิจะมาถึงโดยเร็ว

ในการเล่นละครเกี่ยวกับเหตุการประสูติของพระคริสต์ในวันคริสต์มาส จะมีการตั้งต้นสนขนาดใหญ่ ที่แสดงถึงต้นไม้แห่งชีวิตในสวนเอเดน แขวนลูกแอปเปิล อันหมายถึงผลไม้ต้องห้าม ซึ่งอีฟได้เด็ดดึงผลของมันมากิน (จริงๆไม่มีใครรู้ว่าต้นไม้นี้คืออะไร แต่ไม่ใช่แอปเปิลแน่นอน ในสมัยต่อๆมาจะเปลี่ยนแอปเปิลเป็นลูกบอลกลมๆแวววาวแ่ทน เหมือนที่เห็นประดับกันทุกวันนี้)

และยังมีเรื่องเล่ากึ่งๆตำนานว่า ต้นคริสต์มาสน่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกในเยอรมัน ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 (ราวๆสี่ห้าร้อยปีก่อน) โดยมาร์ติน ลูเธอร์ นักปฏิรูปศาสนาคนสำคัญ ผู้เป็นต้นกำเนิดของนิกายโปรแตสแตนท์ ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ท่านได้พบกิ่งสนที่ยังสดอยู่ซุกอยู่ใต้กองหิมะ งดงามอยู่ใต้แสงจันทร์ ท่านประทับใจมาก เมื่อกลับมาถึงบ้านจึงได้ประดับกิ่งสนไว้พร้อมจุดเทียน เพื่อถวายเกียรติแด่วันประสูติของพระคริสต์

ชาวเยอรมันจึงน่าจะเป็นกลุ่มแรกๆในยุโรปที่ใช้ต้นคริสต์มาส ไม่ว่าจะเกิดจากการแสดงละครหรือด้วยความตั้งใจของมาร์ติน ลูเธอร์ก็ตาม โดยในสมัยแรกๆ จะมีการแขวนลูกแอปเปิล อันหมายถึงผลไม้ต้องห้ามในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม และขนมเวเฟอร์ แสดงแทนศีลมหาสนิท ซึ่งหมายถึงการไถ่โลกของพระคริสต์ในพันธสัญญาใหม่ และมีประเพณีว่า จะไม่ตกแต่งต้นคริสต์มาสเด็ดขาด จนกว่าจะถึงวันคริสต์มาสอีฟ (24 ธันวาคม) เพื่อระลึกถึงบาปแรก ของอาดัมกับอีฟที่ได้ล่วงละเมิดกินผลไม้ต้องห้ามในสวนสวรรค์

ความนิยมการใช้ต้นคริสต์มาสแพร่กระจายออกไปอย่างช้าๆ จากเยอรมันออกไปสู่ยุโรปและสหรัฐอเมริกา และได้รับความนิยมอย่างเป็นสากลตั้งแต่คริสตศวรรษที่ 19 เป็นต้นไป โดยมีประเพณีการประดับไม่เหมือนกันในแต่ละที่ ในยุคเริ่มแรก เยอรมันยังคงเริ่มประดับในวันที่ 24 ธ.ค. ส่วนในอเมริกา จะไม่ประดับก่อนสัปดาห์ที่ 2 ในเดือนธันวาคม และจะประดับไปจนถึงวันที่ 6 มกราคม ซึ่งเป็นวัน Epiphany หรือฉลองพระคริสต์แสดงองค์แก่โหราจารย์จากตะวันออกไกล บางแห่งอนุญาตให้ประดับต้นคริสต์มาสได้ถึงปลายเดือนมกราคมจนถึงต้นกุมภาพันธ์ หากเกินกว่านี้ จะถือว่าอาจนำโชคร้ายมาให้


ในที่สุด ต้นไม้แห่งความอุดมสมบูรณ์ที่เคยใช้ในฐานะชัยชนะต่อฤดูหนาว ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลพระคริสตสมภพอย่างกลมกลืน และพัฒนาต่อไปจนถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองปีใหม่อย่างเป็นสากล โดยความหมายดั้งเดิมแบบคริสเตียนลบเลือนไปจนหมด จากที่เคยตกแต่งตามโบสถ์หรือตามบ้านผู้คน ทุกวันนี้เราพบต้นคริสต์มาสได้ทุกที่ แทบจะทุกแห่งหน ทั้งตามห้างร้าน บริษัท หรือสนามบิน

ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนบางกลุ่มที่ถือเรื่องละเอียดอ่อนทางศาสนา พยายามตั้งชื่อต้นคริสต์มาสใหม่ เช่น ในปี 2005 เทศบาลเมืองบอสตัน ให้เป็น “ต้นวันหยุด” (Holidays tree) แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีใครเรียกตาม และในปีเดียวกัน สนามบินซีแอทเติล ได้จัดการเก็บต้นคริสต์มาสทั้งหมดในสนามบินกลางคัน เนื่องจากมีรับไบ (ศาสนาจารย์ชาวยิว) บางคนพยายามแขวน “เมโนราห์” อันเป็นสัญลักษณ์รูปเชิงเทียน 9 กิ่งของศาสนายูดายบนต้นคริสต์มาส ดังนั้น เพื่อไม่ให้มีการใช้ต้นคริสต์มาสเป็นพื้นที่แสดงออกของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ดังนั้น ทางสนามบินจึงตกแต่งต้นคริสต์มาสด้วยหิมะปลอมเท่านั้น และไม่มีการใช้สัญลักษณ์ใดๆบนต้นไม้นี้ (ซึ่งบางทีก็เรียกต้นไม้ที่ไม่มีการตกแต่งเหล่านี้ว่า ต้นยูล (Yule tree) แทน


ปีนี้ที่ทำงานของผมก็เต็มไปด้วยต้นคริสต์มาสเหมือนกัน ทั้งต้นใหญ่ยักษ์หน้าบริษัทและต้นเล็กต้นน้อยสำหรับแผนกต่างๆ ประเพณีการตกแต่งต้นคริสต์มาสกลายเป็นเรื่องสากลของแทบทุกชาติ ที่รับวัฒนธรรมตะวันตกผ่านระบบทุนนิยมเสรีไปแล้ว แม้ว่าการใช้ต้นคริสต์มาสจะไม่เหลือแม้แต่ความหมายดั้งเดิม ที่ใช้แสดงความหวังของการผ่านเข้าสู่ฤดูกาลที่อบอุ่นกว่า หรือความหมายของวันประสูติของพระคริสต์

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่เห็นแสงไฟระยิบระยับ เราก็ยังรู้สึกได้ถึงบรรยากาศของการเฉลิมฉลองและวันหยุดยาวในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง นับว่าต้นคริสต์มาสได้สร้างความหมายใหม่ในตัวมันเองอีกแบบหนึ่งในเมืองร้อนๆอย่างกรุงเทพพระมหานครของเรา สุขสันต์วันคริสต์มาสและสวัสดีปีใหม่ครับ



Create Date : 02 ธันวาคม 2554
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2558 0:06:03 น.
Counter : 506 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ปลาทองสยองเมือง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]



New Comments