Group Blog
All Blog
ตามรักข้ามเวลา...บท 3/2




“เอาล่ะฉันพร้อมที่จะรับมือกับระเบิดหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะหล่นใส่หัวแล้ว เพราะฉะนั้นเรามาคุยกันให้เป็นกิจจะลักษณะกันเถอะ” อัตราพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ แสดงความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ภายหลังเสร็จสิ้นการกินอาหารมื้อนั้น พวกเขาก็ย้ายมานั่งที่ห้องรับแขก เขาจ้องหน้าเด็กสาวซึ่งกำลังนั่งเท้าคางกับหมอนอิงบนตักมองตรงมาที่เขาอย่างไม่ว่อกแว่ก แววตาเธอสะท้อนความไว้เนื้อเชื่อใจ

น่าตลก...ที่เด็กสาวคนนี้ไว้ใจเขา ทั้งที่เขาไม่ได้ไว้ใจตัวเองสักนิด ก็ผู้ชายเต็มร้อยที่ไหนจะไว้ใจได้เมื่ออยู่ใกล้ผู้หญิงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาเหมือนเธอคนนี้...

มินตรายิ้มแล้วว่า “สัญญากับมิ้นก่อน ถ้ามิ้นเล่าทุกอย่างให้พี่ฟังแล้ว พี่ต้องช่วยมิ้นอย่างหนึ่ง”

“ช่วยอะไร” อัตราถามกลับทันควัน แววตาบอกถึงความระแวง

“อะไรก็แล้วแต่ที่มิ้นอยากให้ช่วย”

“นั่นไม่ฉลาดเลยนะ การรับปากก่อนที่จะรู้ความต้องการของคุณน่ะ คุณคิดว่าผมเป็นคนฉลาดน้อยขนาดนั้นเลยเหรอ”

“เปล่า...เปล่า...เปล่า คิดมากเกินไปแล้ว มิ้นเห็นว่าพี่เป็นคนที่น่ารักและจิตใจดีมากที่สุดต่างหากล่ะ” แก้ความเข้าใจของเขา แล้วส่งยิ้มประจบให้

อัตราแยกเขี้ยว เจอไม้นี้ใครจะปฏิเสธลง? เขานึกในใจ แต่ปากตอบว่า “รับปากก็ได้ เอาล่ะ...เริ่มต้นเล่าได้หรือยังว่าเป็นใคร มาจากไหน เล่าใหม่ตั้งแต่ต้นเลยนะ แล้วก็ขอแบบเนื้อๆ น้ำไม่ต้อง”

มินตราตวัดตาค้อน “มิ้นเคยพูดน้ำท่วมทุ่งเหรอ”

“เปล่า แต่เห็นแววอยู่” อัตราโต้กลับหน้าตาเฉย

“พี่อัตน่ะ” เธอตวัดตาค้อนอีกคำรบ

“นี่แม่คู้น ขืนค้อนอีกขวับเดียว สัญญาเลยว่าผมจะจับจูบตรงนี้แน่”

มินตราชะงักหน้าร้อนซู่ เธอตบแขนเขาไปป้าบหนึ่งก่อนว่า “พี่อัตนี่เซี๊ยวจริง มิ้นรู้แล้วว่าพี่ธันว์ได้ความหื่นมาจากใคร ที่แท้ก็พี่อัตนี่เอง...ขนาดน้องนุ่งยังไม่เว้น”

“น้อยๆ หน่อยแม่คุณ” อัตราพูดแล้วทำท่าแจกมะเหงก “เจ้าธันว์น่ะ เจ้าชู้ในแบบฉบับมาสเตอร์ของมันเอง ไม่ต้องลอกเลียนแบบใครเขาหรอก”

มินตราหัวเราะ พลอยทำให้อัตราหัวเราะตาม เขารู้สึกอารมณ์ดีเมื่ออยู่ใกล้เด็กสาวและนึกชอบความตรงไปตรงมาของเธอ โดยเฉพาะการยิ้มง่ายและหัวเราะอย่างเปิดเผยของเธอ

“เริ่มต้นเล่าได้แล้วแม่หนูน้อย”

มินตราฉีกยิ้ม ก่อนบอกว่า “ที่จริงมิ้นบอกพี่ไปหมดแล้ว แต่จะให้สาธยายอีกรอบก็ได้ มิ้น...มีชื่อจริงว่ามินตรา ชื่อเล่นว่ามิ้น เป็นน้องสาวของพี่อัตที่อายุห่างกันมากถึง 16 ปี พ่อกับแม่อยากได้ลูกสาวมาก ลองหลายวิธีรวมถึงการทำกิฟท์แต่ก็ไม่ได้ผล สุดท้ายมาสำเร็จด้วยวิธีธรรมชาติในอีกสิบกว่าปีต่อมา ปู่ของเรามีชื่อว่าเอ็ดเวิร์ด เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลก เขาคิดค้นสิ่งประดิษฐ์มากมายจนได้รับการจดสิทธิบัตร...”

“เดี๋ยว...เดี๋ยว” อัตรายกมือห้าม ก่อนที่เธอจะพูดอะไรต่อ “เรื่องพวกนี้...รู้กันทั้งนั้นในสังคมทั่วไป ไม่เห็นแปลกตรงไหน ประวัติครอบครัวของผมเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ออกบ่อย เผลอๆ เสิร์ชทางกูเกิล...ก็ขึ้นมาพึ่บพั่บ”

“แปลว่าพี่อัตไม่เชื่อคำพูดของมิ้นเหรอ” มินตราร้องอย่างผิดหวัง

“ผมก็อยากจะเชื่อหรอกนะ แต่มันเชื่อยากจริงๆ ถ้าคุณเป็นน้องสาวของผมจริง ก็ต้องหาหลักฐานที่มีน้ำหนักมาพิสูจน์มากกว่านี้สิ ไม่ใช่อ้างคำพูดลอยๆ อย่างนั้นใครก็ทำได้ ความจริงผมชอบคุณมากนะมินตรา ถ้าพลาดจากตำแหน่งน้องสาวผม สนใจจะมาเป็นแฟนผมไหมล่ะ ตำแหน่งนี้ยังว่างอยู่” อัตราพูดแล้วหลิ่วตาใส่เด็กสาวอย่างล้อเลียนแกมเจ้าชู้

เธอตบบ่าเขาไปอีกป้าบหนึ่ง “หยุดพูดเล่นได้แล้วพี่อัต ถนัดจริงนะพูดจาประเภทหมาหยอกไก่เนี่ย มิ้นละไม่อยากเชื่อเลยพี่ชายมิ้นจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้”

อัตราหัวเราะ เขาวกกลับมาสู่หัวข้อสนทนาเดิม “ก็ได้...ว่าเรื่องของคุณต่อไปซิ”

เด็กสาวทำหน้าเซ็ง “ที่มิ้นพูดทั้งหมดพี่ไม่เชื่อเหรอ”

“ไม่เชื่อ”

“งั้นพี่คิดว่ามิ้นโกหกอย่างนั้นสิ”

อัตราพยักหน้า

มินตราส่งเสียงครางทันที “เหลือเชื่อ... ถามหน่อยเถอะ ถ้าเรื่องทั้งหมดโกหก แล้วมิ้นจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร มิ้นมีเหตุผลอะไรถึงต้องหลอกพี่”

“นั่นสิ...ผมกำลังรอฟังอยู่”

เด็กสาวสูดหายใจเข้าปอดอย่างพยายามเรียกสติ เธอตั้งสติอีกครั้งก่อนว่า “เอาใหม่นะ ถ้าพี่ไม่เชื่อว่าที่มิ้นพูดมาทั้งหมดเป็นความจริง มิ้นจะขึ้นไปเอาหลักฐานมาพิสูจน์เดี๋ยวนี้”

“ขอพาสปอร์ตด้วยนะ” อัตราตะโกนสำทับ

มินตราแทบค้อน เธอวิ่งขึ้นไปเอาเอกสารจากห้องนอนของเขามาส่งให้พี่ชาย ซึ่งมีทั้งบัตรประชาชนและรูปถ่ายของครอบครัวที่ถ่ายกันที่สตูดิโอ

อัตรารับรูปถ่ายไปดูเป็นอันดับแรก เป็นรูปถ่ายที่เขามีติดกระเป๋าด้วยใบหนึ่ง แต่มีสภาพใหม่กว่าของเด็กสาวมาก เขาเงยหน้าจ้องเธอ “คุณเอารูปนี้มาจากไหน”

“ของมิ้นเองสิ ไม่ได้ไปปล้นจี้ใครเขามาหรอกน่า”

“เห็นอยู่ว่าไม่ใช่ มันเป็นรูปของครอบครัวผม”

“ก็นั่นล่ะมิ้นตอนเด็กๆ”

อัตราลดสายตาจ้องรูปถ่าย สลับกับมองใบหน้าของเด็กสาวอีกครา แววตาฉายรอยไม่เชื่อถือ

มินตราสำทับว่า “เสียดายมิ้นไม่ได้เอารูปถ่ายตอนปัจจุบันมาด้วย ไม่อย่างนั้นพี่อัตคงได้เห็นหน้าตัวเองตอนอายุ 35 ปี”

“ผมทำอะไรอยู่ตอนนั้น”

“ช่วยคุณพ่อคุมกิจการของครอบครัว”

“มีเมียหรือยัง”

“ยัง...พี่อัตยังโสดทั้งแท่ง มัวแต่ลอยไปลอยมาเป็นพ่อพวงมาลัย ไม่ยอมตกล่องปล่องชิ้นกับใครสักที”

“โห...ผมนี่ช่างเลือกจริง”

มินตรานิ่วหน้าเพราะเพิ่งจับน้ำเสียงของเขาได้เดี๋ยวนี้เองว่าเขาต้องการประชดมากกว่าจะอยากรู้เรื่องราวจริงจัง หรือคิดจะเชื่อถือคำพูดของเธอ เด็กสาวถอนใจ ไม่พูดอะไรอีก เลือกที่จะเฝ้ามองปฏิกิริยาของเขาที่มีต่อบัตรประชาชนของเธอเงียบๆ

ใบหน้าของอัตราฉายความรู้สึกหลากหลาย เริ่มต้นจากการขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ ก่อนจะตามมาด้วยการเลิกคิ้วสูง แสดงความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อัตราเงยหน้ามองเด็กสาวสลับกับมองบัตรอีกครั้ง พลางตั้งข้อสังเกตขึ้นว่า “บัตรประชาชนของคุณหน้าตาแปลกนะ เหมือนบัตรเครดิต แต่สีและข้อมูลในบัตรไม่เหมือนนัก”

“ใช่...ในโลกอนาคตที่มิ้นจากมา บัตรประชาชน...เขาเปลี่ยนไปใช้บัตรสมาร์ทไอดีการ์ดกันแล้ว”

“คุณมาจากปีอะไร”

“ค.ศ.2008”

“งั้นก็เกือบ 10 ปีจากนี้”

“ใช่ค่ะ พี่คิดยังไงกับบัตรนั่น เชื่อมิ้นแล้วใช่ไหมว่ามิ้นเดินทางข้ามเวลามาจริงๆ”

“ยัง...อาจมีการทำปลอมขึ้นมาก็ได้”

“ทำปลอม? อย่างมิ้นนี่นะจะมีปัญญาไปทำปลอม” พูดพลางหันนิ้วแม่โป้งเข้าหาตัวเอง “พี่พูดตลกไปแล้ว มิ้นจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร พี่จะอธิบายข้อมูลที่อยู่บนบัตรนั่นได้ยังไง ไหนจะรูปถ่าย ชื่อและนามสกุลที่อยู่บนบัตร ซึ่งตรงกับน้องสาวของพี่ ข้อมูลวันเดือนปีที่ทำบัตรและบัตรหมดอายุพวกนั้น ก็ล้วนบอกว่าเป็นเวลาในอนาคตที่มิ้นจากมา”

“ผมบอกแล้วไงว่าอาจทำปลอมขึ้นก็ได้ สมัยนี้วิวัฒนาการของพวกมิจฉาชีพก้าวหน้าจะตายไป แต่ผมไม่ได้ว่าคุณเป็นโจรหรอกนะ แค่พูดให้ฟัง” ประโยคท้ายรีบออกตัว

มินตราหน้าซีด “มิ้นขอบอกอีกครั้งว่ามิ้นไม่โง่พอจะทำอะไรบ้าๆ อย่างการปลอมบัตรประชาชนซึ่งเป็นเอกสารของทางราชการ นั่นน่ะ ‘ซังเต’ ชัดๆ บัตรประชาชนสมาร์ทไอดีการ์ดทำขึ้นใหม่แทนบัตรแบบเดิม เพราะรัฐบาลต้องการให้มีการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการด้วยกัน เพื่อสะดวกต่อการเช็กประวัติอาชญากรรมรวมถึงเรื่องอื่นๆ”

อัตราไหวไหล่ “จะพูดอะไรก็พูดได้ เพราะเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิด”

“แสดงว่า พี่เชื่อแล้วว่ามิ้นมาจากโลกในอนาคตจริงๆ”

“ผิดแล้ว ผมยังไม่ได้เชื่อ แค่บอกว่าสิ่งที่คุณพูด ยากที่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่คุณแต่งขึ้น ถ้าอยากจะให้ผมเชื่อ คุณต้องหาข้อมูลที่มีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากกว่านี้”

“สวรรค์ช่วย...ขนาดเอกสารของทางราชการที่จับต้องได้ขนาดนี้ ยังไม่น่าเชื่ออีก” มินตรากลอกตาไปมาอย่างอ่อนใจ

อัตรามองท่วงท่านั้น แล้วตอบว่า “ผมก็เห็นใจอยู่หรอกนะ แต่ทำไงได้ในเมื่อยากเกินกว่าจะเชื่อได้จริงๆ”

มินตรายื่นพาสปอร์ตที่ถืออยู่ในมือให้เขาแทน อธิบายต่อว่า “สมัยที่มิ้นจากมา พาสปอร์ตเปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้ว มันแข็งขึ้นเรียกว่า e-Passport“<1>

“อะไรคืออี-พาสปอร์ต” อัตราถามพลางรับมาเปิดดู

“คือหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ มีคุณสมบัติเฉพาะทางเทคนิค ตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ”

“แล้วต่างจากของเดิมยังไง” เขาเงยหน้าถาม

“พี่ดูหน้าตามันสิคะ มันต่างจากของเดิมแน่นอน เพราะของใหม่มีการบันทึกข้อมูลชีวภาพ มิ้นหมายถึงข้อมูลจำพวกลายนิ้วมือ รูปใบหน้า ทั้งหมดฝังอยู่ในเล่มหนังสือ และสามารถอ่านได้ด้วยเครื่องออโตเมติกเกต ซึ่งอยู่ที่บริเวณจุดผ่านแดนระหว่างประเทศ พี่อยากรู้อะไรอีก?”

“อยากรู้ว่าคุณปั้นเรื่องทั้งหมดมาเพื่ออะไร”

มินตราชะงัก เธออุทานอย่างหนักใจ “ถึงขนาดนี้แล้วพี่ยังไม่เชื่อมิ้นอีกเหรอ มิ้นรู้ข้อมูลของครอบครัวเราทุกอย่าง ถามมาสิ พี่ชื่ออัตรา ชอบการบันทึกไดอารี่เป็นชีวิตจิตใจ”

อัตรานิ่งไปชั่วครู่อย่างใช้ความคิด และอย่างช้าๆ ที่เขาพูดขึ้นว่า “ผมจะยอมเชื่อ ถ้าคุณบอกข้อมูลอะไรบางอย่างให้กับผมได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผมกับน้องสาวเท่านั้นที่รู้”

“ข้อมูลอะไร?”

“ตอน 5 ขวบ น้องผมเคยประสบอุบัติเหตุอะไร”

“5 ขวบ?” เธอทวนคำ “ตอน 5 ขวบมิ้นสร้างวีรกรรมตั้งมากมาย พี่จะเอาเหตุการณ์ไหนล่ะคะ ครั้งที่มิ้นขี่หลังพี่แล้วตกบันไดต้องเข้าเฝือกที่ขา หรือครั้งที่พี่เลี้ยงสอนมิ้นว่ายน้ำเป็นครั้งแรกแล้วเกิดจมน้ำ มิ้นมีอาการโฟเบียน้ำเป็นครั้งแรกนับแต่นั้น หรือครั้งที่…”

อัตราจ้องหน้าอีกฝ่ายราวกับช็อก ขณะที่เธอยังคงสาธยายวีรกรรมของเธออย่างน้ำไหลไฟดับต่อไป เขาหลุดเสียงครางออกมา อา...ทำไมก่อนหน้านี้เขาถึงไม่เห็นความคล้ายคลึงระหว่างเด็กสาวคนนี้กับน้องสาววัย 11 ของเขานะ... บางทีอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายเติบโตขึ้นมาเป็นสาวน้อยที่สวยคมเฉี่ยวเกินกว่าที่เขาจะคาดคิดกระมัง เด็กสาวตรงหน้าไม่เหลือเค้าเดิมที่เคยสูงโย่งเก้งก้าง ใส่เหล็กดัดฟันและตัดผมทรงนักเรียนหน้าตาเด๋อด๋า หากในตอนนี้ เธอสูงโปร่ง รูปร่างอรชรได้สัดส่วน ผมเหยียดตรงสลวยและฟันเรียงเป็นระเบียบสวยงาม อย่างไรก็ตามเขาต้องยอมรับว่าหากพินิจอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ยังคงมีเค้าเดิมของน้องสาวเขาอยู่บ้าง นั่นคือ ดวงตาคมโตสีน้ำตาลเข้มและเรียวหน้ารูปไข่

ช่วงที่อัตราเงียบขรึม มินตรายังคงทวนความจำต่อไปถึงวีรกรรมสมัยเด็กที่ตัวเองก่อขึ้น ไม่ทันสังเกตสีหน้าของผู้เป็นพี่ชายที่ช็อกตั้งแต่ได้ยินประโยคแรกแล้ว เพราะวีรกรรมเหล่านั้น มีเพียงคนในครอบครัวของพวกเขาเท่านั้นที่รู้ อัตรารู้แล้วว่าเด็กสาวรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับครอบครัวเขาจริงๆ เพียงแต่ที่เขาสงสัยคือ เธอรู้ได้อย่างไร ข้อมูลลึกซึ้งพวกนั้น ถ้าไม่ใช่คนที่มีญาณวิเศษ ก็ต้องเป็นหนูมิ้นน้องสาวของเขาที่ย้อนเวลากลับมาในอดีตอย่างที่เจ้าตัวว่าจริงๆ ซึ่งหากเป็นอย่างหลัง ใจเขาก็นึกเสียดายอยู่ครามครัน

อัตรายังคงพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ฟังเด็กสาวพูดเจื้อยแจ้ว โดยที่ไม่เอ่ยปากค้านอะไร ชะรอยอีกฝ่ายคงเห็นว่าเขาเงียบนานเกินไป จึงทักว่า “พี่อัตเงียบไป มิ้นพูดอะไรผิดเหรอคะ”

เขาได้สติกลับคืน “เปล่าหรอก ไม่มีอะไรผิด ไม่ต้องเล่าแล้ว”

“พี่อัตเชื่อมิ้นแล้วเหรอ พี่เชื่อมิ้นแล้วใช่ไหมว่ามิ้นเป็นน้องสาวของพี่ที่มาจากโลกอนาคตจริงๆ”

อัตราเมินจากใบหน้าของเด็กสาว “ผมขอถามอีกข้อเดียว วันเกิดของผมกับของน้องสาวของผม คือวันอะไร”

มินตราตอบทันควัน

คนเป็นพี่ชายหลับตาอย่างแสนเสียดาย พยายามทำใจให้ยอมรับกับความจริงตรงหน้า ชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไร เธอเป็นน้องสาวของเขาที่มาจากโลกในอนาคตจริงๆ

คุณพระ...แม้จะรู้ความจริงอย่างนั้น แต่ทำไมใจเขาถึงสลดหดหู่และห่อเหี่ยวเหลือเกิน?


*************

<1>e-Passport : กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้นำระบบหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Passport) มาใช้ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2548







Create Date : 20 เมษายน 2553
Last Update : 20 เมษายน 2553 18:00:28 น.
Counter : 493 Pageviews.

4 comment
ตามรักข้ามเวลา...บท 3/1




อัตราเขย่งหยิบขวดยาและอุปกรณ์ทำความสะอาดบาดแผลจากในตู้ลอยลงมา โดยมีแม่จอมยุ่งยืนเกาะขอบประตูดูอยู่ จากนั้นไม่นานเขาเห็นจากหางตาว่าเธอเดินกลับไปที่ครัว พร้อมทั้งส่งเสียงบ่นลอยมาเข้าหูเขาว่า

“ทำไมไม่ทำสัญลักษณ์ตู้ยา เกิดหยิบผิดหยิบถูกขึ้นมาจะทำอย่างไร”

อัตรากลอกตาไปมา ก่อนจะถืออุปกรณ์ทำแผลตามเข้าไปในครัว ”ไม่มีใครต๊องพอจะแยกแยะไม่ออกหรอกว่าไหนขวดยา ไหนขวดแชมพู ป้ายฉลากก็บอกอยู่” เขาโต้เด็กสาว พลางวางอุปกรณ์ทุกอย่างทั้งขวดยาล้างแผล ยาสมานแผล ผ้าก๊อซและกรรไกรลงบนเคาน์เตอร์อย่างกระแทกกระทั้น แล้วจึงหันไปสบตากับเด็กสาวซึ่งนั่งหมิ่นเหม่อยู่บนขอบโต๊ะ

มินตราถลึงตาใส่พี่ชาย ก่อนจะเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “มีสิ... ก็พวกขี้เหล้าไง ไม่แน่หรอก อาจจะเมาขาดสติ จนเผลอหยิบขวดยาฆ่าเชื้อมาใส่ปาก เพราะหลงคิดว่าเป็นน้ำยาบ้วนปากก็ได้”

เขาแยกเขี้ยวใส่ “คุณว่าใคร”

“ว่าพี่แหละ” มินตราแสยะยิ้มตอบ

“ตู้อยู่สูงขนาดนั้น ต้องอาศัยการเขย่งถึงจะเอื้อมถึง คุณคิดว่าคนเมาจะมีปัญญายืนได้ตรงแหน่วจนเอื้อมหยิบได้ไหมล่ะ”

มินตราลอยหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เธอกระโดดลงจากโต๊ะและกระตุกมือเขาไปทางซิงก์ แหย่นิ้วที่มีบาดแผลใต้ก๊อกน้ำพร้อมกับเปิดน้ำราดแผล จึงเกิดเสียงโวยวายจากอัตราขึ้นทันที

เขากระตุกมือกลับ พลางว่า “นั่นคุณทำอะไรน่ะ ใครเขาให้เอาแผลไปล้างน้ำ เขาใช้น้ำยาฆ่าเชื้อด้วยกันทั้งนั้น”

มินตราทำหน้าเก้อกระดาก เธอพูดอุบอิบว่า “ก็มิ้นไม่รู้นี่นา มิ้นมองไม่เห็นแผล เลือดกบปากแผลหมด ถ้ามองไม่เห็นแผลแล้วมิ้นจะรู้ได้อย่างไรว่ายังมีเศษแก้วตำนิ้วอยู่หรือเปล่า” เถียงอย่างไม่ลดละแล้วหันไปปิดก๊อกน้ำ เธอลากข้อมือเขากลับมายังเคาน์เตอร์

อัตรากลอกตาไปมา เขายื่นมือข้างที่ว่างไปอังหน้าผากเด็กสาว “ตัวก็ไม่ร้อนนี่ เพราะฉะนั้นอย่าไปบอกใครนะว่าคุณเป็นน้องสาวของผม”

“ทำไม...เป็นน้องสาวของพี่แล้วเป็นไง” มินตราเงยหน้าค้อนเขา

“ผมอาย” อัตราตอบหน้าตาเฉย

“พี่อัตน่ะ” มินตราทุบอกเขาไปพลั่กหนึ่ง ก่อนจะแยกเขี้ยวใส่แล้วก้มดูบาดแผลต่อ “เห็นไหมยังมีเศษแก้วตำอยู่อีกชิ้นหนึ่ง นี่ถ้ามิ้นไม่ล้างน้ำ จะมองเห็นไหมเล่าว่าพี่น่ะเอาเศษแก้วออกไม่หมด” ตอนท้ายพูดข่มอย่างผู้ชนะ แล้วพลันที่เงยหน้ามองเขา เธอก็ชะงักยิ้มค้าง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจ้องมาไม่กะพริบตาด้วยแววตายากจะหยั่งถึง มินตราเลิกคิ้วสูง เธอถามเสียงเบาว่า “พี่อัตมีอะไรเหรอคะ ทำไมมองมิ้นอย่างนั้น”

อัตราไม่ตอบแต่รีบเสมองไปทางที่ล้างจ้าน เขาจะบอกเด็กสาวได้อย่างไรว่าริมฝีปากที่ช่างจำนรรจานั้นน่า... ชายหนุ่มถอนหายใจ รีบสลัดความคิดชวนวาบหวามออกไป เขาเพ่งมองอ่างล้างจานแล้วหัวคิ้วก็ย่นเข้าหากันเมื่อเพิ่งสังเกตเห็นว่าชั้นข้างซิงก์เต็มไปด้วยจานชามที่ถูกจัดวางอย่างไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย เนื่องจากสูงต่ำสลับกันไปมา ดูระเกะระกะ

เจ้าธันว์ทำงานไม่เรียบร้อยเหมือนใครเขาเป็นเหมือนกันหรือนี่... อัตรานึกอย่างแปลกใจ

มินตราจ้องใบหน้าคมสันของพี่ชายอีกครู่หนึ่ง แล้วจึงละสายตากลับมามองงานในมือ “พี่มีแหนบไหม มิ้นต้องคีบเอาเศษแก้วออก มันเล็กและฝังอยู่ลึกเกินไป มิ้นดึงขึ้นมาไม่ได้”

อัตราหันมามองเด็กสาว “มี แต่อยู่ในตู้ เดี๋ยวผมไปหยิบให้” เขาก้าวไปหยิบมาให้คนถามเงียบๆ ตาเฝ้ามองยามที่อีกฝ่ายคีบเศษแก้วขึ้นมาจากบาดแผลอย่างระวัง เขารู้สึกได้ว่าเธอพยายามทำให้เบามือมากที่สุด

สายตาคมกล้ายังคงพินิจเด็กสาว พวงแก้มเป็นสีชมพูระเรื่อจากเลือดฝาด ปากแดงสดเป็นรูปกระจับ และตาหลุบต่ำมองแผลที่นิ้วเขาจนเห็นแพขนตายาวงอน กิริยาของเธอเป็นไปอย่างตั้งใจทำงานในมือและดูเหมือนกำลังลุ้นเต็มที่ อัตราเฝ้ามองอากัปกิริยานั้นเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร เขาเกิดความรู้สึกเอ็นดูจนเผลอยิ้มออกมา สายตาที่เฝ้ามองจึงทอดอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว

“ออกแล้ว” มินตราร้องอย่างดีใจ เธอคีบเศษแก้วเล็กๆ นั่นมาวางบนฝ่ามือ ก่อนจะประคองไปทิ้งในถังขยะ ทุกอิริยาบถอยู่ในสายตาของอัตราตลอดเวลา เด็กสาวเดินกลับมาหาเขา เห็นสีหน้ามุ่ย เธอก็ร้องถามอย่างใส่ใจว่า “เจ็บเหรอคะ”

“เปล่าหรอก...” เขาตอบเสียงราบเรียบ “รีบใส่แผลเถอะ ผมเหนียวตัว อยากไปอาบน้ำเต็มทนแล้ว” อัตราตอบเลี่ยงไปอีกทาง ไม่ยอมบอกสิ่งที่คิดอยู่ในใจ เขาจะบอกเธอได้อย่างไรว่าอยากจะคว้าตัวเธอมากอดและบดขยี้ริมฝีปากที่ช่างพูดนั้น เพราะช่างดูแลและอ่อนโยนต่อเขาเหลือเกิน กิริยาของเด็กสาวเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เสแสร้ง เธอห่วงใยเขาและแสดงออกมาง่ายๆ สบายๆ ดูแล้วใสๆ น่ารัก มองแล้วเขาเกิดความรู้สึกว่าโลกนี้สว่างไสวและน่าอยู่ขึ้นมาอีกเยอะ

มินตราล้างแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นลำดับถัดมาแล้วจึงใส่ยาสมานแผล ตามมาด้วยการพันผ้าก๊อซเป็นลำดับสุดท้าย อัตรามองปลายนิ้วตัวเองที่บัดนี้ถูกห่อด้วยผ้าก๊อซราวกับดักแด้โดยไม่พูดอะไร

ไม่เป็นระเบียบสักนิด เนื่องจากมีการพันผ้าก๊อซกลับไปกลับมายุ่งเหยิง กระนั้นเขากลับรู้สึกอุ่นวาบในใจแปลกๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขาไม่คิดที่จะแกะมาพันใหม่หรือแม้แต่แกะทิ้ง ถ้าธันว์มาเห็นเข้า คงหัวเราะเยาะเขา เพราะบาดแผลขี้ปะติ๋วแค่นี้ กลับต้องเดือดร้อนพันผ้าก๊อซวุ่นวาย ทั้งที่สมัยแรกๆ ที่เดินทางมาถึงอเมริกาใหม่ๆ เขาโดนตะลุมบอนที่ผับจนเจ็บหนักหนาสาหัสกว่านี้ แต่ไม่เคยคิดที่จะใส่ใจ

อัตราขยี้ศีรษะเด็กสาวอย่างเอ็นดู “ขอบคุณ คุณทำแผลได้เยี่ยมมาก” น้ำเสียงมีแววซาบซึ้ง

มินตรายิ้มรับ “ไม่เป็นไรค่ะเรื่องเล็กน้อย ว่าแต่พี่ขึ้นไปอาบน้ำสิคะ เดี๋ยวจะได้ลงมาทานข้าวด้วยกัน”

“ไอเดียไม่เลว งั้นผมขอตัวไปเก็บกวาดเศษแก้ว อาบน้ำ แล้วจะลงมาสมทบที่นี่ ส่วนคุณเวฟอาหารรอไปแม่หนู ผมแอบเห็นเจ้าธันว์ทำกับข้าว 2-3 อย่างทิ้งไว้บนเตาด้วย”

“ค่ะ พี่ธันว์ทำไว้ให้มิ้น ก่อนออกจากบ้าน”

อัตราหุบยิ้มทันควัน เขากลับมาเคร่งขรึม เท้าก้าวยาวๆ ออกไปโดยไม่พูดไม่จาอะไรอีกเลย



คนเป็นเจ้าของห้องผงะถอยหลังกลับมาในทันทีที่เยี่ยมหน้าเข้าไปในห้องนอนแล้วเห็นข้าวของที่ไม่คุ้นตาวางเกะกะเต็มพื้นห้อง เสื้อผ้าของเขาที่ดูเหมือนผ่านการใช้งานมาแล้วถูกวางพาดเหนือขอบเตียง ผ้าห่มถูกจับเป็นก้อนกลมๆ วางอยู่บนหมอน ส่วนกระเป๋าเดินทางใบที่ไม่คุ้นตาวางอยู่ข้างตู้เสื้อผ้า ที่จริงเขาใช่ว่าจะเป็นคนที่เจ้าระเบียบหรือพิถีพิถันอะไรนัก แต่ยอมรับว่าในชีวิตยังไม่เคยเจออะไรที่ไร้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขนาดนี้มาก่อน

เขาถอยออกมายืนหน้าประตูอย่างทำใจ ไม่ทันเอ่ยอะไร เด็กสาวก็วิ่งตึงๆ ขึ้นมาบนห้อง เธอลอดช่องว่างระหว่างตัวเขากับขอบประตูเข้าไปฉวยเสื้อผ้าออกจากเตียง พลางพูดว่า “มิ้นขอโทษ ไม่ทันคิดว่าพี่จะกลับไวขนาดนี้” มินตราย้ายไปคว้าผ้าห่มมาพับเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า พยายามมากที่สุดให้ดูเป็นการพับ แต่ในสายตาของคนเฝ้ามอง เห็นว่ายังห่างไกลจากคำนั้นมากนัก เพราะดูแล้วไม่ต่างจากการขยุ้มมากกว่า เด็กสาวซุกก้อนผ้าห่มไว้ปลายเตียง

มินตราคว้าเสื้อผ้าของเขาเข้าในอ้อมแขน จังหวะนั้นก็สะดุ้งโหยงเมื่อเหลือบไปเห็นไดอารี่ของเขาที่เธอแอบนำมาอ่านเมื่อคืนวางอยู่บนหมอน จึงรีบคว้ามาเก็บซุกใต้กองผ้าในอ้อมแขน เมื่อคืนเธอแอบค้นไดอารี่ของพี่ชายมาอ่าน ทำให้รู้ความลับระหว่างพวกเขา ทั้งธันว์และอัตราแอบหมายปองผู้หญิงคนเดียวกันและกำลังท้าพนันกันว่าใครจะชนะใจซาร่าห์ได้

เพราะอัตราแอบชอบซาร่าห์เหมือนกันนี่เอง ถึงว่าตอนที่เธอพยายามคาดคั้นเรื่องราวของธันว์ก่อนที่จะจากมาในโลกอดีต พี่ชายเธอจึงพูดไม่เต็มปากเต็มคำนัก ราวกับเป็นความลับที่ไม่สามารถเล่าให้ฟังได้...

“คุณใช้ห้องนี้เหรอเมื่อคืน”

“ใช่ค่ะ” มินตราตอบแล้วหันไปยิ้มแหยๆ ให้เขา “มิ้นขอโทษที่ทำห้องพี่รก” พูดอ้อมแอ้มแล้วหย่อนเสื้อผ้าลงในตะกร้า ก่อนจะเดินถือตะกร้าออกไปนอกห้อง

“เดี๋ยวอย่าเพิ่งไป” เขาคว้าข้อศอกของเด็กสาว “ผมไม่ได้ว่าเรื่องที่เข้ามาใช้ห้องนอน แต่อยากให้ช่วยรักษาความเป็นระเบียบสักนิด”

“สัญญาค่ะ ต่อไปจะไม่มีเหตุการณ์นี้อีกแล้ว แต่จะว่าไป…” มินตราทำเหยเก “ที่บ้านเรา... พวกเราไม่เคยทำงานอะไรพวกนี้เลย พี่อัตก็รู้...มิ้นทำไม่เป็น”

เขาน่าจะรู้เมื่อดูจากพฤติกรรมของเด็กสาว... อัตราพ่นลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ ที่จริงเขาไม่ได้โกรธหรือเคืองกับการที่มีผู้หญิงสวยๆ อย่างเธอมาใช้ห้องนอนของเขา ไม่รังเกียจที่เธอสวมเสื้อผ้าของเขา ไม่รังเกียจที่ใช้ห้องน้ำรวมถึงเตียงนอนเดียวกับเขา เพียงแต่ที่รู้สึกแปลกๆ อยู่นี่ เพราะบรรดาผู้หญิงที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่มักเป็นเพื่อนที่สนิท...สนิทมากจนถึงขั้นขอนอนร่วมเตียงเดียวกันได้ หรือไม่ก็คู่เดตที่มานอนค้างกับเขา แต่ไม่เคยมีสักรายที่เพิ่งรู้จักกันแล้วมาใช้ของร่วมกับเขาเหมือนที่เธอทำ

“ถ้าคุณไม่เคยทำงานง่ายๆ อย่างเรื่องเก็บกวาดห้อง เห็นทีเราต้องคุยกันยาวแล้ว ว่าแต่นั่นคุณจะเอาตะกร้าผ้าไปไหน”

“มิ้นจะเอาไปลงเครื่องซักให้ มิ้นใส่เสื้อผ้าของพี่นอน เพราะ...เอ่อ...” มินตรายิ้มแหยๆ ก่อนเสริมต่อว่า “มิ้นขี้เกียจเอาชุดของตัวเองออกมาจากกระเป๋า”

“ดี... จำเริญดีจริงๆ” อัตราพูดด้วยน้ำเสียงสงบอย่างที่นึกชมตัวเองในใจ ทั้งที่ความจริงอยากถลาไปหักคอเด็กสาวเต็มกำลัง เขาตีหน้าเคร่งขณะพูดต่อไปว่า “ถ้าคุณพูดจริงว่าเรามาจากครอบครัวเดียวกัน เห็นทีผมต้องเตือนว่าห้ามแตะต้องข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้น โดยเฉพาะเครื่องซักผ้า อย่าคิดแม้แต่จะหยิบจับ...เข้าจั๋ย?”

“ไม่เข้าใจ” มินตราส่ายหน้าทันควัน “ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะคะ”

อัตราไม่ตอบ เขายังนึกภาพตัวเองออก ตอนที่มาถึงอเมริกาใหม่ๆ เขาหยิบจับอะไรไม่เป็นสักอย่างแม้แต่การใช้เครื่องซักผ้าซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะตลอดเวลาที่อยู่เมืองไทย มีคนรับใช้ทำให้ตลอด เมื่อมาลงมือด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก แม้จะซักด้วยเครื่องซักผ้า แต่เขาพบว่าสร้างปัญหายุ่งยากมากมาย ผงซักผ้าหกเลอะเทอะ ผ้าสีตกใส่ผ้าขาว เสื้อดีๆ ขาดกระจุยเพราะเขานำไปปั่นรวมกับเสื้อในของคู่เดต ฉะนั้นถ้าเด็กสาวพูดความจริงว่ามาจากครอบครัวเดียวกับเขา อัตราก็ไม่อยากให้เธอหยิบจับอะไร เพราะไม่อยาก ‘เก็บกวาด’ ตามหลัง

“พี่ยังไม่ตอบมิ้น ทำไมไม่อยากให้มิ้นซักผ้าให้ละคะ”

“ทิ้งตะกร้าไว้ที่นี่แหละ ถ้าคิดจะซัก ผมจะซักของผมเอง ไม่ต้องรบกวนคุณหรอก” ที่สุดอัตราไม่อาจบอกเหตุผลแท้จริงให้กับเด็กสาวได้

“พี่กลัวมิ้นซักไม่สะอาดเหรอ งั้นเดี๋ยวเอาไปซักกับตู้หยอดเหรียญก็ได้ ร้านนั่นอยู่ไหนน่ะ”

อัตราส่ายหน้า “ผมไม่เคยใส่เสื้อผ้าที่ซักกับเครื่องสาธารณะ ผมไม่ชินกับการใช้เครื่องร่วมกับคนอื่นที่ไม่รู้จัก”

“งั้นพี่อัตจะเอายังไง” มินตราทำหน้าจ๋อย

“ก็ไม่ต้องเอาไง วางไว้ที่เดิมนั่นแหละ แล้วลงไปรอข้างล่าง ผมจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวเดียวแล้วจะรีบตามลงไป”

มินตราคอย่น เธอนำตะกร้าวางไว้ที่เดิม ก่อนจะมองอย่างอาลัยอาวรณ์เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจึงสาวเท้าออกไปอย่างหงอยๆ “จะให้มิ้นอุ่นกับข้าวรอไหมคะ” เธอหันกลับมาถาม

“ไม่ต้องเลยแม่ตัวยุ่ง ไม่ต้องหยิบจับอะไรทั้งนั้น แค่เดินลงไปคอยข้างล่าง ที่เหลือผมจะลงไปจัดการเองทุกอย่าง” สำทับคำว่าทุกอย่างในประโยคท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น








Create Date : 18 เมษายน 2553
Last Update : 25 เมษายน 2553 12:02:46 น.
Counter : 435 Pageviews.

2 comment
ตามรักข้ามเวลา...บท 2/2





มินตราออกมาจากห้องน้ำด้วยเสื้อคลุมของอัตรา เธอรื้อกระเป๋าเดินทาง คว้าเสื้อไหมพรมแบบผ่าหน้าและกางเกงยีนมาสวม ส่วนเสื้อผ้าในกระเป๋า เธอนำไปแขวนในตู้ของพี่ชาย แล้วจึงลงไปในครัว ตอนนี้อาการเดินขัดๆ เริ่มหายไปแล้ว บนเคาน์เตอร์มีอาหาร 2-3 อย่างวางอยู่ ส่วนใหญ่เป็นอาหารไทย มินตราตักข้าวมานั่งทาน แล้วจึงนำไปล้างอย่างตั้งใจไม่ให้ตกแตก เธอใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็คว่ำจานชามเรียบร้อย

หลังจากเสร็จอาหารมื้อนั้น เธอก็เตร็ดเตร่ออกไปยืนที่ระเบียง ลมหนาวพัดมาปะทะกรูใหญ่ จนต้องยอมแพ้ กลับเข้าไปสวมถุงมือ หมวกไหมพรมและเสื้อโค้ต อยู่ในบ้านไม่ค่อยหนาวเพราะมีฮีทเตอร์ เด็กสาวเตร่ไปทางสนามหญ้าหลังโรงจอดรถซึ่งบัดนี้ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนอันเป็นบริเวณที่ประตูมิติเวลาเปิดให้เดินทางข้ามมา เธอซุกมือในกระเป๋าเสื้อโค้ตแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปยังชั้นสอง จึงพบว่าบริเวณที่เธอข้ามเวลามา ตรงกับหน้าต่างห้องนอนของธันว์พอดี

มินตราเดินเตร่ไปทางหน้าบ้าน ผ่านโรงจอดรถขนาดกว้างพอเก็บรถได้ 2 คัน ทาสีเดียวกับตัวบ้าน เธอเดินย่ำบนหิมะหนานุ่มจนไปสุดประตูรั้วหน้าบ้าน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงกดออดดังขึ้นหน้าประตู เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมอง ฉับพลันที่เห็นร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมคายอย่างลูกครึ่งกำลังแบกเป้ไขกุญแจอยู่ เธอก็จำได้ทันทีว่าเป็นอัตรา มินตราเบิกตาโพลงอย่างยินดีแล้วถลาเข้าไปโถมกอดเขา

อัตราเปิดประตูรั้วเมื่อไขกุญแจเสร็จ ที่จริงเขาไม่ได้กดออด แต่มือไพล่ไปโดนโดยบังเอิญ จังหวะที่เด็กสาวโผเข้ามากอด เขาตกใจแต่ก็รีบอ้าแขนออกรับตามสัญชาตญาณ แรงโถมเข้ามากอดชนิดที่ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนตัวเขา ทำให้อัตราเซถอยหลัง เขารีบกระชับร่างบางเพื่อประคองทั้งเธอและตัวเองไม่ให้ล้มคว่ำลงไปนอนวัดพื้น ขณะนี้จึงกลายเป็นภาพที่เขากำลังอุ้มเด็กสาวตัวลอยขึ้นจากพื้น โดยมีมือเรียวสองข้างของอีกฝ่ายโอบรอบคอเขาแน่น

ชายหนุ่มดันกายนุ่มออกห่างเล็กน้อยเพื่อพิศใบหน้า ระดับสายตาไม่ห่างกันนัก จึงเห็นความสวยคมของอีกฝ่ายชัดเจน อัตรารู้สึกแปลกใจที่มีสาวน้อยแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบ้าน แถมยังวิ่งถลามากอดเขาอย่างดีใจด้วย เขายังคงพินิจใบหน้าแบบลูกครึ่งตะวันตก-ตะวันออกของเด็กสาวเงียบๆ ใบหน้าเรียวรีล้อมกรอบด้วยผมยาวสลวยซึ่งบัดนี้ถูกรวบอยู่ด้านหลัง คิ้วหนาได้รูปสวยรับกับดวงตาคมสีน้ำตาลเข้ม จมูกเล็กแต่โด่งงามและริมฝีปากบางเป็นรูปกระจับ

สวยแอร่มยังกับแสงแดดยามเช้า...อัตราลงความเห็นแล้วต้องนิ่งอึ้งราวกับถูกน็อกเมื่อวงหน้าสวยราวกับเทพธิดาฉีกยิ้มกว้างให้เขาจนเห็นลักยิ้มสองข้าง เป็นการยิ้มเปิดเผย แลดูสดใสกระจ่างตา ท่วงท่าเด็กสาวแสดงออกชัดเจนว่าดีใจที่ได้เห็นเขา ชายหนุ่มยังคงอึ้งด้วยครุ่นคิดหาสาเหตุไม่ออกว่าทำไมเธอถึงแสดงท่าทางดีใจมากมายขนาดนั้น

“เฮ้...สาวน้อย ชอบก็ชอบอยู่หรอกนะที่มีเด็กสาวสวยๆ เหมือนอย่างเราวิ่งเข้ามากอด แต่ช่วยบอกเอาบุญหน่อยเถอะว่าพวกเราไปรู้จักมักจี่กันตอนไหน” อัตราถามแล้วส่งยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี ในวัย 27 เขามีนิสัยขี้เล่นและเสน่ห์แรงไม่แพ้ธันว์

“...”

“ว่าไงเราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า แต่หน้าตาสวยๆ อย่างนี้ ถ้าเคยรู้จักกันมาก่อน ผมต้องจำได้ไม่พลาดแน่” อัตราตั้งข้อสังเกตด้วยแววตาล้อเลียน ใบหน้าหวานซึ้งจ้องเขาอย่างเหลอหลา เขาจึงฉีกยิ้ม ก่อนจะยักคิ้วให้อย่างหนุ่มมากด้วยเสน่ห์

มินตรากะพริบตาถี่ๆ แววตาฉายรอยสนเท่ห์เต็มที่

“เอ้า...ทำหน้าบ้องแบ๊วอีก ผมถามว่าคุณเป็นใคร มาจากไหน และมาอยู่ที่บ้านผมได้อย่างไร”

“เซี้ยว!” เธอพูดขึ้นเมื่อหาลิ้นตัวเองเจอ เด็กสาวยื่นมือไปตบแก้มเขาซ้ายขวาข้างละ 1-2 ครั้งอย่างไม่เบานักราวกับจะเรียกสติ แล้วจึงครูดตัวเองลงมาจากตัวเขา

อัตราหน้าแดงก่ำเพราะแผงอกกว้างสัมผัสทรวงอกอิ่มที่เบียดชิดเนื้อตัว ในใจรู้สึกเสียดายกับเนื้ออุ่นๆ ที่เพิ่งผละจากอ้อมแขน เขากระแอมแล้วจึงถามว่า “ผมถามว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า คงไม่สินะ...ผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณ ถ้าเคยเจอผมต้องจำได้”

มินตราถลึงตาใส่ผู้เป็นพี่ชาย เพราะฝ่ายนั้นวาดลวยลายเจ้าชู้เหลือเกิน เธอก้มคว้าเป้ที่อยู่บนพื้นมาถือ ปล่อยเป้อีกใบเป็นหน้าที่ของเขา แล้วจึงเอื้อมมือข้างที่ว่างไปดึงประตูรั้วไม้มาปิด

“ผมถามว่าคุณเป็นใครและมาอยู่บ้านผมได้อย่างไร คุณยังไม่ตอบผมเลย” อัตราก้าวไปยื้อเป้จากเด็กสาว แต่เธอรีบขยับเท้าหนี

“เดี๋ยวมิ้นถือให้” มินตราตอบแล้วเหวี่ยงสะพายหลัง ก่อนจะเดินนำเข้าไปในบ้าน

อัตรามองตามหลังอย่างไม่เข้าใจนัก เขายืนนิ่งราวกับตุ๊กตาหิมะ ชะรอยเธอคงรู้จึงตะโกนกลับมาโดยไม่เหลียวมามองว่า “จะยืนแข็งตายอยู่ตรงนั้นก็ตามใจนะ”

เขาส่ายหน้าอย่างระอาแกมเอ็นดู แล้วจึงเดินเข้าไปในบ้าน ถึงห้องนั่งเล่น เขาถอดเสื้อโค้ตพลางถามว่า “ตอบผมได้หรือยังว่าคุณเป็นใคร เพื่อนเจ้าธันว์เหรอ”

มินตราประวิงเวลาด้วยการเดินไปรินน้ำมายื่นให้เขา แล้วจึงกล่าวไปอีกทางว่า “พี่อัตไปเที่ยวที่ไหนกับแฟนมานี่ถึงได้แบกเป้หลายใบกลับมาบ้าน”

“แค่สอง”

“ก็นั่นแหละ”

อัตราขมวดคิ้ว “คุณรู้จักชื่อผมได้อย่างไร”

“พี่ธันว์บอก”

“อ้อ... นี่คุณเป็นเพื่อนเจ้าธันว์เหรอ... หรือว่าเด็กใหม่ของเขา?” ประโยคหลังอัตราถามด้วยเสียงไม่แน่ใจ ไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำเสียงคาดหวังให้อีกฝ่ายตอบปฏิเสธ แต่รู้ว่าคงเป็นไปได้ยาก เพราะลงว่าเข้ามาอยู่บ้านนี้ โดยที่ไม่ได้รู้จักมักจี่กับเขา ก็เหลืออยู่ทางเดียว...เด็กเจ้าธันว์ อัตรานึกอย่างเสียดายหน่อยๆ

มินตราเข้าใจความหมายของคำว่า ‘เด็ก’ ดี เลือดฝาดจึงพุ่งสู่พวงแก้มทั้งสองข้าง เธอเชิดปลายคางแล้วตอบว่า “เปล่าค่ะ แต่สักวันมิ้นจะแต่งงานกับพี่ธันว์ให้ได้”

อุแม่เจ้า... อัตราอุทานในใจ พลางกระแอมอย่างคนสำลักน้ำแล้วรีบวางแก้วลงบนโต๊ะ มือตบท้ายทอยไปมา เขารู้สึกว่าอากาศหายใจลดน้อยลงไปในทันที

“แม่หนูรู้อะไรหรือเปล่า อายุขนาดหนูน่ะยังอยู่ในเกณฑ์พรากผู้เยาว์นะ”

“ขอโทษมิ้นอายุ 19 ปีแล้ว”

อัตราอึ้ง หลุดปากพึมพำว่า “เหลือเชื่อ...หน้าคุณเด็กมาก ถ้าบอกว่า 15-16 ปี ผมคงไม่สงสัย”

มินตราไม่ตอบกับการตั้งข้อสังเกตนั้น เธอเอ่ยไปอีกทางว่า “พี่อัตยังไม่ตอบมิ้น พี่ไปเที่ยวที่ไหนมา”

“ไปเล่นสกี ว่าแต่คุณเถอะจะไม่บอกผมหน่อยเหรอว่าเป็นใคร มาจากไหนและรู้จักกับเจ้าธันว์ได้อย่างไร”

มินตราจ้องใบหน้าคมสันของอัตรา พี่ชายของเธอหล่อเหลาอย่างหาตัวจับยาก แม้จะเคยเห็นรูปถ่ายในสมัยหนุ่มๆ ของเขาอยู่บ้าง แต่เมื่อมาเห็นตัวจริง แทบจะเรียกว่ายังไม่ถึงครึ่งของตัวจริง อัตรากับธันว์หล่อบาดใจอย่างข่มกันไม่ลงจริงๆ เธอไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมคนทั้งคู่ถึงเจ้าชู้ เพราะหน้าตาดีมากขนาดนี้ โอกาสที่จะเลือกและเปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าจึงเป็นไปได้สูงมาก

“ถ้ามิ้นพูดแล้ว พี่อัตจะยอมเชื่อหรือเปล่าล่ะ”

“ลองพูดมาก่อนสิ”

มินตรามองผู้เป็นพี่ชายอย่างประเมิน ชั่งใจครู่หนึ่งจึงตอบว่า “พี่อัตจำน้องสาวตัวเองได้หรือเปล่า”

“น้องสาว? คุณหมายถึงเจ้ามิ้นที่อยู่เมืองไทยน่ะเหรอ จำได้สิ ทำไมจะจำไม่ได้ น้องสาวของผมแท้ๆ”

มินตรานิ่วหน้า เธอรู้สึกว่าตัวเองเริ่มต้นได้ไม่สวยนัก เด็กสาวเริ่มต้นใหม่ว่า “เอาใหม่... มิ้นถามว่าพี่อัตเชื่อเรื่องย้อนเวลากลับมาในอดีตหรือเปล่าคะ”

“ย้อนเวลา?” อัตราทวนคำ

“ใช่ค่ะ...ย้อนเวลา”

“ไม่เชื่อเด็ดขาด” อัตราตอบพลางส่ายหน้า

“งั้นถ้ามิ้นบอกว่ามิ้นเป็นผลลัพธ์ของการพิสูจน์เรื่องการเดินทางข้ามเวลาล่ะคะ พี่จะเชื่อหรือเปล่า” มินตราจ้องหน้าพี่ชายซึ่งกำลังมองตรงมาที่เธอด้วยแววตาไม่เชื่อถือ “มิ้นเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการทดลองข้ามมิติเวลาของปู่เอ็ดเวิร์ด ในปี ค.ศ. 2008 ปู่เราสามารถผลิตเตียงเทเลพอร์เทชั่นได้สำเร็จ”

“ปู่เรา...เอ็ดเวิร์ดน่ะเหรอ” ทวนคำราวกับเป็นนกเอี้ยงนกขุนทองไปแล้ว อัตราต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่ในการทำความเข้าใจกับคำพูดของเด็กสาว

“ใช่ค่ะ เอ็ดเวิร์ดปู่ของเรา”

ใช้เวลาอีกครู่ใหญ่ๆ เพื่อตรองตามคำพูดของอีกฝ่าย อัตราเพิ่งสังเกตว่าเด็กสาวแทนตัวเองด้วยชื่อ ‘มิ้น’ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของน้องสาวเขา “ถ้าอย่างนั้น คุณกำลังจะบอกว่าคุณเป็นยายมิ้นน้องสาววัย 11 ปีของผมอย่างนั้นเหรอ?”

“นั่นล่ะทั้งหมดที่มิ้นพยายามอยู่ มิ้นอยากจะบอกว่ามิ้นเป็นคนเดียวกับมินตราน้องสาวอายุ 11 ของพี่จริงๆ”

“สวรรค์ช่วย เป็นไปไม่ได้ น้องผมเพิ่งจะสิบเอ็ด จะโตเป็นสาวเต็มตัวเหมือนคุณได้อย่างไร” อัตราค้านเสียงหลง น้ำเสียงบอกชัดเจนถึงความไม่เชื่อถือ เขามองเด็กสาวราวกับเห็นมนุษย์จากนอกโลก

“แล้วถ้ามิ้นยืนยันว่ามิ้นคือเด็กคนนั้นจริงๆ ล่ะคะ มิ้นเป็นน้องสาวของพี่คนนั้นจริงๆ เพียงแต่มิ้นมาจากกาลเวลาในอนาคต พี่อัตจะว่าอย่างไร”

“เป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มีทางเป็นไปได้ คนสองคนจะมาอยู่ในเวลาเดียวกันได้อย่างไร”

“แต่มันเป็นไปแล้ว ด้วยผลจากการทดลองของปู่เราสามารถส่งมิ้นมาอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับตัวของมิ้นเองในวัย 11 ปี เพียงแต่อยู่คนละประเทศกันเท่านั้น พี่จะอธิบายปรากฏการณ์คนสองคนในโลกใบเดียวกันนี้ว่าเป็นไทม์พาราด็อกซ์<1> หรืออะไรก็ช่าง แต่ปัญหาคือมิ้นไม่สามารถไปเจอตัวเองที่อยู่ในวัย 11 ปีได้ เพราะถ้ามิ้นไปเจอ มิติของกาลเวลาจะดูดทั้งมิ้นและเด็กคนนั้นหายสาปสูญไปจากโลกนี้จริงๆ เพราะฉะนั้นกฎข้อหนึ่งของการเดินทางข้ามเวลาคือ คนสองคนอยู่ในเวลาเดียวกันได้ แต่จะต้องไม่อยู่ในที่ที่เดียวกัน”

อัตราครางในลำคอ ทุกอย่างบ้าไปหมดแล้ว เขาไม่อยากเชื่อ หากกระนั้นลึกๆ ในใจเริ่มเอนเอียงไปทางเด็กสาว เพราะเอ็ดเวิร์ดปู่ของเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจเรื่องการเดินทางข้ามเวลาเป็นอย่างมาก



“ในราวต้นปีค.ศ. 2000 องค์กรอีโอเอชอาร์ พยายามคิดค้นทฤษฎีต่างๆ เพื่อใช้ในการเดินทางข้ามเวลาและมีการพัฒนาทฤษฎีเหล่านั้นมาโดยตลอด จวบจนกระทั่งได้มอบหมายให้นักวิทยาศาสตร์ในสังกัดไปประดิษฐ์เครื่องเดินทางข้ามเวลาโดยอาศัยทฤษฎีเหล่านั้นมาใช้ มีการลองผิดลองถูกเรื่อยมา กระทั่งในปีค.ศ.2008 ซึ่งเป็นปีที่มิ้นเดินทางมาจากกาลเวลาของมิ้น ปู่ของพวกเราได้ทดลองสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวสำเร็จ เอ็ดเวิร์ดสามารถประดิษฐ์เตียงเทเลพอร์เทชั่นเพื่อย้อนเวลามาในอดีตได้จริงๆ” มินตราจบประโยคยืดยาวด้วยการส่งยิ้มปลอบประโลมให้อัตรา เธอรู้ว่าเวลานี้เขาคงกำลังช็อก หลังจากอีกฝ่ายเริ่มปรับสภาพจิตใจ เธอก็เริ่มต้นเล่าเรื่องราวขององค์กรอีโอเอชอาร์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางข้ามเวลาให้เขาฟัง

อัตรายังคงพูดอะไรไม่ออก สมองพยายามลำดับเหตุการณ์และพยายามทบทวนเรื่องราวตามที่เด็กสาวพูด ทว่าเขาก็รู้สึกหงุดหงิดกับตัวเองเหลือเกินที่ดูเหมือนคิดตามได้เชื่องช้า ชายหนุ่มบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเข้าเค้าและดูแล้วไม่มีเหตุผลที่จะปั้นน้ำเป็นตัวมาหลอกลวงต้มตุ๋นเขา กระนั้นเรื่องราวทั้งหมดก็ยังเหลือเชื่ออยู่ดี

มินตรามองหน้าเขาซึ่งเห็นความสับสนได้ชัดเจน เธอเสริมว่า “เอ็ดเวิร์ดได้ทดลองไทม์แมชชีนเครื่องนั้นด้วยการส่งลูกสุนัขเดินทางข้ามเวลามายังอดีต แต่ยังไม่เคยทดลองส่งคนมา มิ้นถือเป็น ‘มนุษย์ทดลอง’ คนแรกของปู่ เพราะฉะนั้นมิ้นอยากให้พี่เชื่อว่ามิ้นเป็นน้องสาวของพี่ที่เกิดห่างจากพี่ 16 ปีคนนั้นจริงๆ”

สิ้นคำพูดของเด็กสาว แก้วที่ถืออยู่ในมือของอัตราก็ตกกระแทกพื้น เศษแก้วแตกออกเป็นเสี่ยงๆ อัตรามีอาการมือไม้อ่อนในทันทีที่ได้ยินคำยืนยันของอีกฝ่าย

มินตรานิ่วหน้า ปฏิกิริยาที่คาดไม่ถึงของอัตราอยู่เหนือความคาดหมายของเธอ เขาคงตกใจกับเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ฟัง เธอเดินไปคว้าไม้กวาดและที่โกยผงมาเก็บกวาดเศษแก้ว

อัตราเอ่ยปากดุ “ไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง” เสียงเข้มโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับแย่งไม้กวาดจากมือเด็กสาวมาเก็บกวาดด้วยอาการเลื่อนลอย อากัปกิริยาของอัตราเต็มไปด้วยรอยครุ่นคิด ฉะนั้นตอนที่ก้มเก็บเศษแก้วชิ้นใหญ่ใส่ลงที่โกยผง จึงตำนิ้วมือโดยไม่รู้ตัว เขาสบถพลางสะบัดมือเร่า

“เศษแก้วตำมือเหรอคะ เจ็บหรือเปล่า” มินตราร้องอย่างตกใจราวกับเป็นคนเจ็บตัวเสียเอง น้ำเสียงของเธอบอกถึงความร้อนใจอย่างมาก เด็กสาวถลาไปทรุดนั่งข้างเขาพร้อมกับจับมือหนาขึ้นมาพินิจ เธอเห็นบาดแผลลึกจึงเงยหน้ายิ้มแหยๆ ให้เขา “แผลลึกมาก เลือดไหลเต็มเลย”

“ไม่เป็นไร อย่าเข้ามา แถวนี้เศษแก้วกระจายอยู่ทั่วไปหมด คุณไปนั่งรอในห้องครัวเถอะ เดี๋ยวตรงนี้ผมจัดการเอง เสร็จแล้วจะตามเข้าไป” อัตราพูดแล้วพยายามดึงมือมาจากเด็กสาว แต่อีกฝ่ายกลับยื้อไว้ไม่ยอมปล่อย

“มิ้นสวมรองเท้าสลิปเปอร์ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

“ผมบอกว่าไม่เป็นไร ก็ไม่เป็นไรสิ ไปรออยู่ในห้องครัวไป”

“แต่เลือดไหลไม่หยุด พี่ต้องห้ามเลือดก่อน”

“ผมรู้น่า เดี๋ยวจัดการเอง ไปเถอะ”

มินตรายังคงมองอย่างละล้าละลัง แววตาสะท้อนความห่วงใยไม่ปิดบัง เธอเห็นปลายนิ้วของเขามีเลือดแดงฉานหยดติ๋งๆ ก็ให้รู้สึกเจ็บแทนผู้เป็นพี่ชาย

“ไปสิ!” เขาถลึงตาเอ่ยปากไล่อีกคำรบเมื่อเห็นท่าทางลังเลของเด็กสาว

“ล่วมยาอยู่ไหนคะ มิ้นหมายถึงพวกยาฆ่าเชื้อและผ้าก๊อซ” เธอเลื่อนสายตาขึ้นจ้องเขา

อัตรานิ่วหน้า ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เธอนี่จอมเซ้าซี้ แล้วก็หัวดื้ออย่างวายร้าย ถ้าฉันไม่ยอมตามใจเธอ...เธอก็คงไม่ยอมไปสินะ” น้ำเสียงกรุ่นโกรธ และเปลี่ยนมาใช้สรรพนามเธอฉันอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ไม่อยู่ เขาจะบอกเด็กสาวได้อย่างไรว่าที่พยายามไล่เธอทั้งทางอ้อมและทางตรงอยู่ในขณะนี้เพราะใจไม่แข็งพอ...เขาไม่อาจมีสมาธิ ในขณะที่เธออยู่ใกล้ๆ ได้ เนื่องจากทำให้จิตใจเขาแกว่งไกวจนไม่สามารถจดจ่ออยู่กับการเก็บกวาดเศษแก้วได้

ทั้งที่เป็นงานง่ายแสนง่าย ขอให้นรกแตกเถอะ! อัตรานึกสบถ

มินตราขมวดคิ้วมุ่นกับท่าทีฉุนเฉียวของเขา “มิ้นก็แค่อยากทำแผลให้พี่ก่อน ไม่อยากเห็นเลือดไหลหมดตัวจนเปรอะพื้นไปทั่ว พี่คิดว่าสนุกนักหรือไง แล้วคิดว่าต้องเก็บกวาดทำความสะอาดกี่รอบกันกว่าจะเรียบร้อย ทั้งเศษแก้วทั้งหยดเลือดน่ะ”

อัตราขบกรามแน่น เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกจนหนทางกับเพศที่เรียกว่า ‘ผู้หญิง’ เขาแบมืออย่างยอมจำนน “โอเคๆ ผมยอมแพ้แล้ว ผมจะยอมตามคุณเข้าไปในครัว จะยอมให้คุณทำแผลให้ดีๆ พอใจเหรอยัง”

มินตรายิ้มออก “พอใจค่ะ แล้วล่วมยาอยู่ตรงไหนคะ”

“อยู่ในห้องน้ำติดกับห้องครัว คราวนี้จะยอมย้ายก้นออกไปจากตรงนี้ได้หรือยัง” อัตราถามด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโกรธอะไร รู้แต่ว่าวันนี้ไม่มีอะไรเป็นไปดังใจเขาสักอย่าง ไปเล่นสกีกับคู่เดตแต่เขาพบว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เรียกร้องความสนใจมากเกินพอดี กลับมาแล้วก็โทรหาซาร่าห์ เพราะตั้งใจจะทำเซอร์ไพรส์ด้วยการพาไปดินเนอร์ แต่รูมเมตของเธอบอกว่าซาร่าห์ออกไปกับเจ้าเพื่อนตัวแสบแล้ว แถมมีแนวโน้มว่าจะอยู่ค้างคืนด้วยกันเพราะนัยว่าธันว์พาไปเที่ยวต่างเมือง พอกลับมาถึงบ้าน...ก็พบเด็กสาวใบหน้าจิ้มลิ้มคนนี้โผเข้ามากอด เธอสวยสดใสยังกับแสงแดดยามเช้า เขารู้สึกถูกชะตา ทว่าเจ้าตัวกลับลั่นปากว่าสักวันจะแต่งงานกับธันว์ให้ได้ แถมยังบอกด้วยว่าเป็นน้องสาวแท้ๆ ของเขา

พระเจ้าช่วย...ให้มันได้อย่างนี้สิ นี่วันมหาวิปโยคอะไรของเขานะ ให้ตายเถอะ!


*******************

<1>ไทม์พาราด็อกซ์ (Time Paradox) : การขัดแย้งทางเวลา








Create Date : 18 เมษายน 2553
Last Update : 27 เมษายน 2553 1:59:36 น.
Counter : 468 Pageviews.

3 comment
ตามรักข้ามเวลา...บท 2/1




ธันว์กลับมาจากส่งเจอร์ซี่ เขายืนกอดอกพิงขอบตู้หนังสือไม่ห่างไปจากโซฟาตัวที่เด็กสาวนั่งอยู่นัก ตามองตรงไปยังแม่จอมแสบที่กำลังนั่งเรียบร้อยราวกับสาวแก่นสิ้นฤทธิ์ สายตาคมกริบจ้องร่างอรชรด้วยแววตาคุกคาม ขณะนึกสงสัยว่าเธอมีเหตุผลอะไรถึงแสร้งพูดให้เจอร์ซี่เข้าใจผิดว่ามีพวกเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน

“คุณเข้าไปทำอะไรในห้องนอนของผม” ธันว์ตั้งคำถามขึ้น

มินตรากัดริมฝีปาก “เข้าไปทำความสะอาดค่ะ”

“ทำความสะอาด?” ธันว์ย้อนถามด้วยน้ำเสียงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “ทำความสะอาดแล้วทำไมต้องขึ้นไปนอนบนเตียง”

มินตราส่งยิ้มปะเหลาะไปทีหนึ่ง เธอทำใจดีสู้เสือตอบว่า “มิ้นเหนื่อยและเพลีย ก็เลยเผลอหลับบนเตียงพี่ เพิ่งรู้ว่าพี่หวงเตียงด้วย”

“ไม่ได้หวง และไม่ต้องมาเฉออกนอกเรื่องด้วย ประเด็นคือ คุณแกล้งพูดให้เจอร์ซี่เข้าใจผิด”

“มิ้นเปล่า” เธอปฏิเสธทันควัน

“คุณทำ”

“งั้นพี่ก็เข้าใจผิด”

“เข้าใจผิดเหรอ? ถามหน่อยเถอะคุณมีนิสัยช่างตีซี้กับผู้ชายแปลกหน้าอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่า เจอกันครั้งแรกก็เรียกอีกฝ่ายว่าพี่ แทนตัวเองว่ามิ้นอย่างสนิทปาก แถมไปทำความสะอาดถึงห้องนอน มิหนำซ้ำยังนอนบนเตียงของเขาอีก คุณไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ หรือคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่แปลกประหลาดไปหน่อยหรือไงสำหรับคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกน่ะ”

“จะหาว่ามิ้นจุ้นเกินไปใช่ไหม ถ้าพี่ธันว์คิดว่ามิ้นรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของพี่มากเกินไป มิ้นก็ขอโทษและจะไม่เข้าไปยุ่มย่ามห้องของพี่อีก” หางเสียงตอบสะบัดๆ

ธันว์นิ่วหน้าเมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงน้อยใจของแม่จอมแก่น วูบหนึ่งเขารู้สึกผิด จึงลดความขึงขังของสีหน้าและน้ำเสียงลง “ไม่ได้จะว่าเราจุ้นหรือยุ่มย่ามอะไร เพียงแต่อยากชี้ให้เราเห็นว่า...ไม่คิดว่าตัวเองผิดแผกไปจากคนอื่นบ้างเหรอ คนปกติที่ไหนจะทำเหมือนเรา”

คนถูกดุยังคงเงียบ

เจ้าของบ้านจึงมองด้วยสายตานิ่งๆ เขาถามต่อว่า “คุณเข้าใจที่ผมพูดหรือเปล่า”

“เข้าใจ แต่มิ้นไม่คิดว่าตัวเองจะผิดปกติที่ตรงไหน คนเราถูกชะตาตั้งแต่พบกันครั้งแรกมีถมไป”

“ใช่...แต่คงไม่มีใครอุตริไปนอนบนเตียงของผู้ชายที่ถูกชะตาด้วยเมื่อแรกเห็นอย่างที่คุณทำหรอก”

“นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือมิ้นไม่ได้เป็นอันตรายสำหรับพี่ เพราะงั้นไม่มีอะไรต้องกังวล”

“ไม่มีอะไรต้องกังวลเหรอ การที่คุณขึ้นไปนอนบนเตียงผมแล้วพูดกำกวมให้เพื่อนผมเข้าใจผิดว่าพวกเรามีอะไรกัน... ยังไม่น่ากังวล นั่นยังไม่เรียกว่าอันตรายอีกเหรอ”

“สำหรับมิ้นไม่...”

ธันว์ขมวดคิ้ว นี่เขาเจอ ‘สาวแสบตัวแม่’ เข้าให้แล้วใช่มั้ย? ชายหนุ่มถอนใจ ลองพยายามอีกครั้ง “ให้โอกาสตอบใหม่ คุณเข้าไปทำอะไรในห้องผม”

“ถึงพี่จะถามร้อยครั้ง คำตอบก็จะเหมือนเดิมทั้งร้อยครั้ง มิ้นเข้าไปทำความสะอาดห้องพี่”

“ทำไมต้องเข้าไปทำ” ธันว์ถามอย่างอดทน นึกชมตัวเองที่รักษาน้ำเสียงสงบนิ่งไว้ได้ ทั้งที่ในใจเดือดปุดๆ

“ก็มิ้นรู้คุณคน มาอาศัยบ้านคนอื่นก็ต้องช่วยทำความสะอาดบ้านสิ”

“ช่วยตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เข้ามาอยู่นี่นะ” ธันว์ถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้น ตาคมหรี่ลงอย่างส่งสัญญาณเตือน

“แน่นอน จะชั่วโมงแรกหรือชั่วโมงไหน ก็ต้องทดแทนกันทั้งนั้น พี่ใจดีให้ที่พักมิ้น ทั้งที่เป็นคนแปลกหน้าต่อกัน เพราะฉะนั้นมิ้นก็ควรต้องตอบแทนบุณคุณพี่”

ธันว์พูดไม่ออกเมื่อเจอเธอตอบกลับอย่างนี้ เขาเสยผมอย่างจนหนทาง รู้ตัวดีว่าต้อนอีกฝ่ายไม่จนมุมแน่ จึงยกมือเสมอไหล่ทำท่าสงบศึก “เอาล่ะ…ผมยอมแพ้”

มินตรายิ้มทั้งปากและนัยน์ตาให้เป็นรางวัล

ธันว์อึ้ง มองรอยยิ้มของเด็กสาวแล้วพานพูดไม่ออก เพราะมันช่างสดใสและไร้เดียงสาเหลือเกิน ยิ้มทั้งเรียวปากและนัยน์ตา ดูเป็นธรรมชาติยิ่งนัก” ธันว์เผลอยิ้มตอบโดยไม่รู้ตัว ทำท่าจะเอื้อมมือไปขยี้ผมอีกฝ่ายด้วยซ้ำ หากไม่รู้สึกตัวเสียก่อน เขารีบกดมือที่กอดอกอยู่แนบกับแผงอก

“พี่ธันว์มีอะไรกับมิ้นอีกหรือเปล่า”

“ไม่มีแล้ว ถามทำไมเหรอ”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นมิ้นขอตัวไปหาอะไรกินก่อนนะคะ มิ้นหิวจนตาลายอยู่แล้ว ตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย”

“ถ้าหิวแล้วทำไมไม่ไปกิน”

“ก็ในตู้เย็นไม่มีอะไรเลย”

“มีอาหารแช่แข็งไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่มีค่ะ มิ้นดูแล้วไม่มีอะไรเหลือเลย พี่ธันว์ทำอะไรให้มิ้นกินหน่อยสิคะ”

เขามองเด็กสาวอย่างแทบไม่เชื่อสายตา หลังจากก่อเรื่องยุ่งมาตลอดทั้งวัน เธอยังมีหน้าหวังให้เขาทำกับข้าวให้กินนี่นะ?



ข้าวผัดในกระทะส่งกลิ่นหอมฉุยไปทั่วครัว ธันว์ผัดข้าวโดยมินตรายืนรออยู่ข้างๆ เขาเหลียวมองเด็กสาวเมื่อได้ยินเธอร้องอย่างกระตือรือร้นว่าข้าวผัดเหลืองแล้ว แววตาชายหนุ่มอ่อนแสงโดยไม่รู้ตัว น่าแปลกที่เขารู้สึกถูกชะตากับเธอ และอาจถึงขั้นชอบเลยทีเดียว ทั้งที่อีกฝ่ายก่อเรื่องวุ่นวายมากมาย ดูแล้วขัดแย้งกันสิ้นดี

“หน้าตาดีจังเลยค่ะ กลิ่นหอมด้วย พี่ธันว์ทำกับข้าวเก่งจังเลยค่ะ” มินตราชมพร้อมกับมองแฮม ไข่ดาวและไส้กรอก บนจานกระเบื้องเนื้อดีซึ่งวางอยู่ข้างจานข้าวผัดที่เขาเพิ่งนำขึ้นมาจากกระทะ

“หิวก็กินเลยสิ” ธันว์แนะด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“พี่ธันว์ไม่กินด้วยกันหรือคะ”

ธันว์ส่ายหน้า “ผมอิ่มแล้ว”

“ว้า...กินคนเดียวก็เขินแย่ซิ”

ธันว์มองด้วยแววตาอ่อนโยน “งั้นกินเป็นเพื่อนก็ได้” ชายหนุ่มตอบรับคำชวนของอีกฝ่ายอย่างง่ายๆ เขาปลดผ้ากันเปื้อนวางบนเคาน์เตอร์กลางโต๊ะ ก่อนจะลงมือตักอาหารและนั่งตรงข้ามเธอ

“ขอบคุณนะคะสำหรับข้าวผัดมื้อนี้”

“ไม่เป็นไร อร่อยหรือเปล่า”

“อร่อยสมกับยี่ห้อพี่ธันว์เลยค่ะ” เธอตอบพร้อมกับส่งยิ้มเต็มที่ทั้งเรียวปากและนัยน์ตา จนตาหยี

ธันว์ชะงัก มองเด็กสาวด้วยแววตาใคร่ครวญ “อร่อยสมกับยี่ห้อผมนี่เป็นยังไง”

“ก็ลองชิมสิคะ” มินตราพูดพร้อมกับเอาช้อนมาจ่อปากเขา

ธันว์เบนหลบได้ทันพร้อมทั้งดันมือบางของเธอออกห่าง เขาตักข้าวผัดใส่ปากเงียบๆ

“รสชาติเป็นไงบ้างคะ” มินตราถาม แววตารอคอย

“ก็อร่อยดี” เขาตอบเบาๆ มินตราไม่สังเกตเลยว่าน้ำเสียงของเขาแผ่วเบาลงไปในทุกขณะ

“เห็นมั้ยมิ้นบอกแล้วว่ายี่ห้อพี่ธันว์ไม่เคยทำให้ผิดหวัง”

“คุณพูดยังกับเคยกินกับข้าวฝีมือของผม” เขากล่าวขึ้นอย่างช้าๆ

มินตราชะงัก เธอจับช้อนค้าง เสกระแอมกลบเกลื่อนแล้วว่า “มิ้นหมายความว่าคาดหวังได้อยู่แล้วว่าฝีมือพี่จะไม่ทำให้ผิดหวัง” เธอแก้ตัวไปข้างๆ คูๆ เมินหลบสายตาที่จ้องมาไม่กะพริบด้วยการจับจ้องจานข้าวผัดตรงหน้า ชั่วครู่เธอได้ยินเสียงครูดเก้าอี้ไปทางด้านหลัง และเสียงเข้มของเขาก็ดังขึ้น

“ผมจะขึ้นไปพักผ่อน กินตามสบายนะ”

มินตราอ้าปากค้าง ทำท่าจะเอ่ยปากถามแต่ร่างสูงก้าวยาวๆ พ้นห้องครัวไปแล้ว เธอมองตามหลังอย่างไม่เข้าใจนัก

ทว่าคนถูกสงสัย กำลังสงสัยหนักกว่า ธันว์นึกฉงนกับพฤติกรรมของเด็กสาว หลายครั้งหลายหนที่เธอแสดงอาการสนิทสนมกับเขาราวกับคนที่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน หากนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าพวกเขาเคยไปรู้จักกันตอนไหน ชายหนุ่มมั่นใจว่าจำไม่พลาดแน่ เพราะหน้าตาชวนสะดุดตาอย่างนี้ ต่อให้เห็นเพียงครั้งเดียวเขาต้องจดจำได้อย่างแม่นยำ

ธันว์ถอนใจ เขาเปิดประตูห้องนอน สายตาสะดุดเข้ากับถังขยะที่วางผิดที่ผิดทาง จึงเดินไปชะโงกดู ชายหนุ่มอึ้งเมื่อเจอเศษเซรามิกถูกทิ้งมากมาย เขาสะกดน้ำเสียงให้ฟังดูสงบนิ่งเมื่อตะโกนเรียกเด็กสาว

“มินตรา!”

เขาต้องเรียกหลายครั้งอีกฝ่ายจึงขานรับและวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมา ถึงตอนนี้เขาไม่นึกอยากให้เกียรติด้วยการเรียก ‘คุณ’ อีกต่อไปแล้ว ธันว์รู้สึกว่าเด็กสาวจงใจทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับเขา

“เธอทำอะไรกับห้องนอนฉัน” ธันว์แผดเสียงถามทั้งที่พยายามข่มใจแล้ว สรรพนามของเขาเปลี่ยนมาใช้เธอกับฉัน

มินตรายิ้มแหยๆ แล้วตอบว่า “มิ้นทำอะไรผิดอีกเหรอคะ”

ธันว์คว้าถังขยะมาวางตรงหน้า “ตอบฉันมาว่าทำไมกระปุกเซรามิกถึงได้แตกเป็นเสี่ยงๆ อย่างนี้”

เด็กสาวทำหน้าเหยเก เมื่อตอนหัวค่ำเธอคงเพลียเกินไป จึงผล็อยหลับโดยที่ไม่ได้นำ ‘หลักฐาน’ ไปกำจัด “มิ้นทำกระปุกออมสินพี่แตกเพราะลื่นมือ แต่มิ้นก็ออกไปหาซื้อมาใช้คืนแล้วนะคะ”

ธันว์ตวัดสายตาไปมองกระปุกออมสินบนโต๊ะเครื่องแป้งทันควัน จริงด้วย...หนูตะเภาลักษณะเหมือนเดิมวางอยู่บนที่เดิม เขาเหลียวกลับมามอง แววตาลดความเคร่งเครียดลง

“คุณออกไปหาซื้อมาเหรอ”

มินตราพยักหน้า “มิ้นออกไปหาซื้อ แต่ไม่เจอร้านแถวนี้ เลยโบกแท็กซี่ไปหาซื้อที่ห้าง มิ้นขอโทษ มิ้นไม่ตั้งใจจะทำให้ข้าวของของพี่เสียหาย” น้ำเสียงตอนท้ายของเด็กสาวสั่นเครือ

ธันว์อึ้ง ภาพหยาดน้ำใสๆ คลอหน่วยตาก่อนจะไหลอาบแก้ม ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

“มิ้นไม่ได้ตั้งใจจะทำของพี่เสียหายจริงๆ นะคะ หนูตะเภาเป็นสัตว์โปรดของมิ้น” มินตรายังคงพูดต่อ พลางปาดน้ำตาไปพลาง “คนที่มีความพิเศษกับมิ้นมากๆ ซื้อมาให้เป็นตัวแรก ตั้งแต่นั้นมามันก็เป็นสัตว์โปรดของมิ้นเรื่อยมา พอเห็นกระปุกออมสินหนูตะเภาของพี่ มิ้นก็เลยอดเข้าไปอุ้มไม่ได้ แต่มือลื่นก็เลยร่วงตกแตก”

ธันว์ถอนใจ เขาเดินไปหยิบผ้าเช็ดหน้าจากลิ้นชักมาส่งให้เด็กสาว “เช็ดหน้าซะอย่าร้องไห้ ช่างมันเถอะ ผ่านไปแล้ว ทีหลังไม่ต้องไปหาซื้อมาใช้คืนให้วุ่นวายหรอก แล้วนี่หมดไปเท่าไหร่”

“ไม่เยอะหรอกค่ะ”

เขาเดินไปหยิบกระเป๋าธนบัตรของตัวเอง ดึงแบงก์ร้อยดอลลาร์มาให้เด็กสาว

“ตั้งร้อยดอลเลยหรือคะ” มินตราตกใจ

“รับไปเถอะ ไม่เยอะอะไรนี่”

“มิ้นลืมไปว่าพี่น่ะรวย” หางเสียงติดล้อเลียน อาการร่ำไห้สะอื้นหายไปแล้ว

“ค่อนขอดอะไร”

“เปล่าสักหน่อย แค่ชมพี่มีน้ำใจ เอาเป็นว่ามิ้นขอยืมก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่อัตมาแล้ว มิ้นจะใช้คืน”

“ตามใจเถอะ จะคืนหรือไม่คืนก็แล้วแต่คุณ ว่าแต่ผู้ชายคนที่ซื้อหนูตะเภาให้ คงมีความสำคัญกับคุณมากสินะ ไม่อย่างนั้นคงไม่ปักใจขนาดนี้”

“ก็...สำคัญค่ะ” มินตราตอบด้วยใบหน้าเก้อเขิน

“แฟนเหรอ”

มินตราสบตาคนถาม “มิ้นก็อยากให้เขาเป็นแฟนเหมือนกัน”

ธันว์อึ้ง เขาเมินหลบสายตาคมซึ้งของอีกฝ่าย “คุณเป็นคนเปิดเผยดีนะ...ผมไม่มีอะไรแล้ว คุณไปพักผ่อนเถอะ”

“งั้นราตรีสวัสดิ์นะคะ”

ธันว์พยักหน้า มองตามจนเด็กสาวปิดประตูตามหลังแล้วจึงขมวดคิ้วมุ่น แววตาฉายรอยครุ่นคิด



เขาเคาะประตูห้องนอนของเด็กสาวตั้งแต่เช้า เธอเดินกะโผลกกะเผลกไปเปิด เมื่อคืนกว่าจะเก็บกวาดทำความสะอาดห้องครัวเสร็จก็ปาไปดึกดื่น แถมระหว่างที่นำจานไปเก็บ เธอยังทำตกใส่หลังเท้าตัวเองด้วย โชคดีที่ธันว์มีน้ำใจทายาให้

ชายหนุ่มชะงักเมื่อเห็นใบหน้างัวเงียของเด็กสาว ผมยาวสลวยถูกรวบไว้กลางหลังหลวมๆ บางปอยหลุดลุ่ยเคลียข้างแก้ม ธันว์กระแอม

“ขอโทษที่มาปลุกแต่เช้า”

“ไม่เป็นไรค่ะ” มินตราฉีกยิ้มแฉ่ง พยายามเพ่งมองเขาให้เต็มตา ทว่าแพขนตายังหลุบต่ำอย่างไม่ให้ความร่วมมือนัก เธอจึงไม่เห็นภาพที่อีกฝ่ายสะบัดศีรษะ

ธันว์รู้สึกราวกับมีแสงสว่างส่องมาจากตัวเด็กสาวเป็นประกายเจิดจ้า กระทั่งนัยน์ตาพร่าเลือนไปชั่วขณะ เขากะพริบตาถี่ๆ เมื่อลืมตาอีกครั้งสายตาจึงจับโฟกัสใบหน้าของมินตราได้ เขาอึ้งและเกิดความรู้สึกแปลกๆ ตามมาเมื่อเห็นเธอสวมเสื้อทีมฟุตบอลและกางเกงขาสั้นของอัตรา ด้วยคนที่สวมชุดของเพื่อนเขามักเป็นคู่เดตที่อัตราพามานอนด้วย

เสื้อของเพื่อนเขาค่อนข้างหลวมเมื่ออยู่บนตัวเด็กสาว กางเกงขาสั้นอวดขาเรียวยาวขาวผ่องจนเห็นเลือดฝาด และไร้ซึ่งไฝฝ้าราคี เมื่อมีแสงส่องมากระทบ ยิ่งขับผิวขาวนวลเนียนให้เห็นเด่นชัดอย่างที่หาได้ยากนักจากสาวฝรั่งทั่วไป เขาคิดถึงเมื่อวานที่เจอมินตราเป็นครั้งแรกขณะนอนทอดกายบนหิมะ แสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบตัวทำให้ดูเหมือนมีแสงสว่างแปลกๆ แผ่รัศมีมาจากเธอ จนดูขาวโพลนกลืนไปกับหิมะ

เธอคือ ซันไชน์...แม่สาวน้อยที่มาพร้อมกับความสดใส และให้ความรู้สึกอบอุ่นอยู่รอบตัวราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ลูบไล้ผิวกาย นั่นคือคำนิยามที่มีต่อเด็กสาวที่เขานึกได้ในขณะนี้

ธันว์รู้สึกใจเต้นแปลกๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดกับสาวคนไหนมาก่อนแม้แต่กับซาร่าห์ เขาจ้องหน้าเด็กสาว แต่ก็ทำได้เพียงครู่เดียวก็ต้องเมินหลบ ท่วงท่ายืนของอีกฝ่ายเซ็กซี่เหลือร้าย คอยแต่ชักพาสายตาให้วนเวียนอยู่ที่แถวทรวงอกอวบอิ่มที่ดันเสื้อยืดออกมา ซึ่งเขารู้ด้วยสายตาว่าปราศจากบราเซีย ธันว์กลืนน้ำลาย ขณะพยายามจำกัดสายตาให้อยู่ที่ใบหน้าคมซึ้ง แต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จนัก เขากระแอมก่อนกล่าวว่า

“เท้าเป็นไงบ้าง” ธันว์ถามด้วยสีหน้าเก้อๆ ก่อนจะปรายตามองหลังเท้าของเด็กสาวซึ่งมีรอยเขียวช้ำ เมื่อคืนเขาช่วยทายาให้ซึ่งเป็นผลจากการที่เธอทำจานกระเบื้องตกใส่เท้า

“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ เวลาเดินไม่รู้สึกขัดมากนัก ต้องขอบคุณพี่ธันว์อีกครั้ง ว่าแต่พี่ธันว์มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“จะมาบอกว่าจะต้องออกไปข้างนอก”

มินตราเลิกคิ้ว เพิ่งสังเกตว่าเขาอยู่ในชุดที่พร้อมจะออกนอกบ้าน “พี่มีนัดหรือคะ”

“ใช่”

“กลับดึกหรือเปล่าคะ”

“ไม่ดึกหรอก” เขาหลุดปากอย่างไม่ตั้งใจ เพราะความปรารถนาเดิม จะอยู่ค้างกับซาร่าห์ถึงเช้า แต่เมื่อเห็นสีหน้าสลดลงของมินตรา จึงเผลอให้คำสัญญาไปโดยไม่รู้ตัว เขาไม่เข้าใจตัวเองนักว่าทำไมต้องรับผิดชอบกับท่าทีที่หงอยลงของเธอ

“พี่มีนัดกับซาร่าห์เหรอคะ”

“รู้จักซาร่าห์ด้วยเหรอ” เขาขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ

“รู้จักค่ะ พี่อัตเคยเล่าให้ฟัง”

“อ้อ...” ธันว์กระแอม แล้วเสเปลี่ยนเรื่อง “ที่มาปลุก จะบอกว่าผมหุงข้าวและทำกับข้าวไว้ให้คุณแล้ว ถ้าหิวก็ลงไปกินได้”

เขาตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปจ่ายตลาดมาทำกับข้าวให้กับเด็กสาว จากนั้นจึงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินมาเคาะบอกเธอ

“ขอบคุณค่ะ แต่พี่ยังไม่บอกมิ้นเลยว่ามีนัดกับใคร”

“ไม่ใช่เรื่องของเด็กหรอกน่า” เขาบอกปัด

“เชอะ” มินตราเชิดหน้า ก่อนจะพูดลอยๆ “ใช้ผู้หญิงไม่เคยซ้ำหน้า”

“เอาไว้คุณอยู่ในลิสต์ผู้หญิงพวกนั้นเมื่อไหร่ แล้วค่อยมาทำเสียงกระแนะกระแหนแล้วกัน”

มินตราลดคางลง กลายมาเป็น...ตีหน้าเก้อๆ “พี่พูดอย่างนั้นหมายความว่าไง”

"ความหมายตรงตัว คุณทำเสียงกระแนะกระแหน ยังกับผู้หญิงช่างเสียดสี หรือคุณกำลังหึง" หรี่ตาอย่างประเมิน

มินตราสำลักน้ำลายตัวเองทันควัน “พูดเป็นเล่น”

ธันว์กวาดตามองสีหน้าเด็กสาว แล้วพูดไปอีกเรื่องว่า “ผมต้องไปแล้ว อย่าซน อย่าออกไปไหน ไม่อย่างนั้นได้เจ็บตัวเพิ่มแน่”

“พี่พูดยังกับมิ้นชอบก่อเรื่องซะเต็มประดา” เธอทำปลายคางเชิดอีกครา ความจริงนึกดีใจที่เขาเปลี่ยนเรื่องพูด ไม่เช่นนั้นเธอคงรู้สึกอายไปมากกว่านี้

“ใช่...นั่นเป็นคำนิยามสำหรับคุณที่ถูกต้องที่สุด แถมยังเป็นการก่อเรื่องให้ตัวเองเจ็บตัวด้วย”

เธอปรายตาค้อน “พี่พูดเล่นอีกแน่”

ธันว์หัวเราะ แม้ไม่รู้สึกขำ สีหน้าจึงยังคงราบเรียบ “ผมไปล่ะ”

“เดี๋ยวค่ะพี่ธันว์”

“อะไร”

“มิ้นขออะไรอย่างได้ไหมคะ”

“อะไร” ธันว์ยังคงถามด้วยคำถามเดิม

“มิ้นอยากให้พี่เรียกมิ้นว่ามิ้น และแทนตัวเองว่าพี่ ไม่อยากให้ใช้สรรพนามคุณผม”

ธันว์อึ้ง “สรรพนามคุณผม...เป็นยังไง”

“มันฟังดูห่างเหิน”

“ก็นั่นถูกต้องแล้วนี่ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน อย่าว่าแต่รู้จักกันเลย”

“ก็ใช่...แต่มิ้นอยากให้เราคุ้นเคยกันนี่ ถ้ายังใช้ ‘คุณผม’ จะคุ้นเคยได้ยังไง”

“ทำไมต้องอยากให้คุ้นเคยกันด้วย”

“ก็มิ้นอยากให้เป็นอย่างงั้น”

‘คนถูกขอ’ อึ้งมากขึ้น “เราเป็นอย่างนี้กับทุกคนหรือเปล่า”

“เป็นอย่างไง”

“ก็ตีสนิทกับคนไปเรื่อย”

“เปล่า...กับพี่คนเดียว”

“ทำไม?”

“ไม่มีเหตุผล” มินตราตอบแล้วยิ้มแฉ่งให้เขา

“เรานี่แปลกคนจริง”

“แล้วพี่จะให้มิ้นได้หรือเปล่าล่ะ”

เขาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เลือกที่จะหันหลังเดินหนี แทนตอบเด็กสาว

“เฮ้...พี่ยังไม่ตอบมิ้น”

ธันว์โบกมือโดยไม่เหลียวหลังมามอง ยังคงก้าวลงบันไดด้วยจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่ตะโกนกลับไปว่า “เอาไว้ค่อยคุยกัน ผมสายมากแล้ว”

มินตรามองตามหลังจนได้เสียงปิดประตูและเสียงรถเคลื่อนออกไป เธอรู้สึกหงอยเหงาลงทันควัน การที่เขาไม่ยอมตอบคำถาม เธอก็ยิ่งเชื่อว่าสิ่งที่เดาไม่ผิดนัก...เขากำลังมีนัดกับซาร่าห์ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของสร้อย S&T เส้นนั้น








Create Date : 18 เมษายน 2553
Last Update : 20 เมษายน 2553 10:07:07 น.
Counter : 385 Pageviews.

5 comment
ตามรักข้ามเวลา...บท 1/2



มินตราเหลียวมองรอบห้อง เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นความเป็นอยู่ของสองหนุ่ม สมัยที่ทั้งคู่มาเรียนต่างประเทศ เธอยังเล็กมาก จึงไม่เคยเดินทางมาที่นี่เลยสักครั้ง

ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตั้งแต่โทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี ตู้เย็น พร้อมทั้งกันพื้นที่บริเวณมุมห้องไว้สำหรับทำงาน มีคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กวางอยู่บนโต๊ะ ตลอดจนมีตำราเรียนภาษาอังกฤษวางอยู่ในชั้นหนังสืออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

มินตราถอดแจ็กเกต กลิ่นหอมจากกลิ่นประจำตัวของธันว์ผสมกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ โชยมาแตะจมูก เด็กสาวกอดกระชับแนบอก เกิดความรู้สึกอุ่นวาบไปทั่วหัวใจอย่างอธิบายเหตุผลไม่ได้ ครู่ต่อมามีเสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าห้อง เด็กสาวเดินไปเปิดพร้อมด้วยรอยยิ้มบางๆ

“มีอะไรคะพี่ธันว์”

ธันว์เลิกคิ้ว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อเขาอย่างสนิทสนมจากเด็กสาว เขารู้สึกแปลกๆ ทุกครา ใจคิด แต่ปากตอบออกไปว่า “ผมมีธุระต้องออกไปข้างนอก คุณอยู่คนเดียวได้ไหม”

“โห...กล้าทิ้งบ้านไว้กับคนแปลกหน้าอย่างมิ้นหรือคะ” เด็กสาวถามอย่างขี้เล่น

เขาทำหน้าลังเล ก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่ไว้ใจหรอก แต่ไม่มีทางเลือก”

มินตราอึ้งไปฉับพลัน เธอกระแอมให้โล่งคอแล้วโต้ว่า “งั้นก็ตามสบายเถอะค่ะ มิ้นอยู่คนเดียวได้ และจะดูแลบ้านให้อย่างดี”

“ขอบคุณ ถ้าหิวก็หาอะไรกินในตู้เย็นได้ตามสบาย มีอาหารแช่แข็งเอาออกมาเวฟกินได้”

“พี่จะกลับดึกหรือคะ”

“ไม่หรอก”

“ค่ะ งั้นมิ้นจะรอนะคะ”

ธันว์ชะงัก “ถ้าง่วงก็นอนไปเถอะ ไม่ต้องรอหรอก” ชายหนุ่มตอบแค่นั้นแล้วเดินออกจากห้อง มินตรามองตามหลังอย่างหงอยเหงา อดคิดไม่ได้ว่าผู้ที่เป็นสาเหตุให้เขาต้องรีบร้อนออกจากบ้าน ทั้งที่เพิ่งกลับเข้ามา บางทีอาจเป็นเจ้าของสร้อย S&T

ความไม่สบายใจ ผสมกับความระแวงทำให้เธอเดินเข้าไปในห้องนอนของธันว์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เด็กสาวมองสำรวจทั่วห้องซึ่งมีขนาดพอๆ กับห้องของพี่ชายเธอ แต่จัดข้าวของเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่ามาก อย่างน้อยก็ไม่มีหนังสือประเภทปลุกใจเสือป่ามาวางแผ่หราอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือเหมือนอย่างของอัตรา เตียงนอนขนาดคิงไซซ์วางชิดผนัง ผ้าปูมีสีน้ำตาลเข้มเข้ากับผนังห้องที่ฉาบด้วยสีน้ำตาลอ่อนๆ ยิ่งเพิ่มความเคร่งขรึมให้บรรยากาศของห้อง ถัดไปเป็นตู้เย็นมินิบาร์บรรจุเครื่องดื่มประเภทน้ำและแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ก็พวกครีมบำรุงผิว มินตราปิดตู้เย็น ก่อนจะเดินไปสำรวจตู้เสื้อผ้าเป็นลำดับถัดไป ซึ่งเป็นตู้แบบบิวต์อินสามหลังติดกันเพื่อช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอย

ตู้แรกยาวและกว้าง แบ่งครึ่งบนไว้แขวนเสื้อเชิ้ต ครึ่งล่างเก็บกางเกงผ้า ส่วนตู้ใบที่สอง พื้นที่ครึ่งหนึ่งเป็นเสื้อยืด เสื้อโปโล ส่วนอีกครึ่งเป็นกางเกงยีน ส่วนตู้สุดท้ายแบ่งซอยย่อยออกเป็นช่องๆ เพื่อเก็บผ้าเช็ดหน้า ผ้าพันคอ ถุงมือ หมวกไหมพรม เนกไท ทั้งหมดแยกจากกันเป็นสัดส่วน มินตราผลักลิ้นชักคืน หันมาสำรวจตู้ชั้นล่างสุดที่ออกแบบตามแนวขวางของผนัง เป็นตู้เก็บรองเท้าซึ่งซอยย่อยออกเป็นสองบล็อก บล็อกหนึ่งเก็บรองเท้าหนัง ส่วนอีกบล็อกใช้เก็บรองเท้าเตะและรองเท้ากีฬาซึ่งมีหลายคู่ นั่นแสดงถึงกิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานของธันว์ได้เป็นอย่างดี

มินตราปิดลิ้นชัก เดินกลับไปทรุดนั่งบนเตียง ฉับพลันต้องชะงักเมื่อรู้สึกราวกับนั่งทับอะไรบางอย่างอยู่ เธอควานมือไปหยิบขึ้นมาชูตรงหน้า ก่อนจะหวีดร้องเสียงดังเมื่อเห็นเป็นจีสตริงของผู้หญิง เด็กสาวขว้างทิ้ง พร้อมกับลุกยืนและสะบัดมือเร่าๆ อย่างขยะแขยง รู้สึกรังเกียจเตียงของเขาเมื่อคิดว่าธันว์เคยพาผู้หญิงมาเล่นจ้ำจี้มาก่อน เธอชายตาไปมองจีสตริง ซึ่งบัดนี้ตกลงบนหมอนของเขาพอดิบพอดีอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ

เด็กสาวหันรีหันขวางอย่างต้องการอยากรู้ว่าเจ้าของจีสตริงเป็นใคร สายตาปะทะกับคอมพิวเตอร์ เธอจึงเดินไปเปิดอย่างไม่ลังเล หากพลันต้องนิ่งอึ้งเมื่อเห็นภาพผู้หญิงในชุดบิกินี่ถ่ายคู่กับธันว์ในอิริยาบถต่างๆ มากมาย ซึ่งไม่ต่างจากคอลเลคชั่นชุดว่ายน้ำในฤดูร้อน มินตรากัดริมฝีปาก อารามหึงหวงจนหน้ามืดตามัวทำให้เธอตัดสินใจคลิกลบภาพเหล่านั้น แต่ก่อนลบมินตราได้ไรท์เก็บไว้ในซีดี เพื่อป้องกันเขามาเล่นงานในภายหลัง

เด็กสาวปิดคอมพิวเตอร์แล้วสายตาเหลือบไปเห็นกระปุกออมสินหนูตะเภาที่ทำมาจากเซรามิก เธอก้าวไปคว้าอย่างรักใคร่ แต่กลับลื่นหลุดจากมือ หนูตะเภาเป็นสัตว์โปรดของเธอ จำได้ว่าชอบตั้งแต่สมัยที่ธันว์ซื้อมาฝากจากเมืองนอก จึงหลงรักสัตว์เลี้ยงประเภทนี้นับแต่นั้น มินตราหน้าเสียเมื่อเห็นเศษเซรามิกแตกกระจาย เหงื่อเม็ดโป้งๆ ซึมหน้าผากขณะวิ่งตามเก็บเหรียญดอลลาร์มารวบรวมไว้กลางห้อง ยกมือปาดเหงื่อพลางปลอบตัวเองให้ตั้งสติ

มินตรากวาดผงเซรามิก เธอทำความสะอาดห้องของธันว์จนสะอาดเอี่ยมแล้วจึงเดินท่อมๆ ออกไปหาซื้อกระปุกออมสินเซรามิก เด็กสาวถามคนที่เดินผ่านมา ฝ่ายนั้นชี้มือบอกว่าไปอีกสองช่วงตึกจึงจะถึงร้านทาร์เก็ต ทว่าเธอเดินเลยไปห้าช่วงตึกแล้วก็ยังไม่เจอ มินตราปาดเหงื่อ ทั้งที่อากาศหนาวเหน็บแต่มือชื้นเหงื่อ เธอกระชับเสื้อแจ็กเกตแน่นอีกนิด นึกสงสัยว่าคนบอกทางคงบอกส่งๆ เพื่อปัดรำคาญเป็นแน่แท้ เด็กสาวคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เอะใจว่าเดินมาไกลมากแล้ว เธอมัวแต่คิดฟุ้งซ่าน จึงไม่ได้จำเส้นทาง เจ้าตัวกลอกตาไปมา นึกโทษว่าเป็นผลข้างเคียงของการเดินทางข้ามมิติเวลา ถึงทำให้เฟอะฟะมากขนาดนี้ เด็กสาวพยายามหาเส้นทางไปยังร้านทาร์เก็ตอีกระยะหนึ่ง จวบจนกระทั่งรู้สึกจนหนทางแน่แล้ว จึงตัดสินใจยอมโบกแท็กซี่ให้พาไปยังห้างที่ใกล้ที่สุด

เจ้าตัวสามารถหาซื้อกระปุกออมสินหนูตะเภาเหมือนตัวเดิมได้ที่ห้างแห่งนั้น ช่วงที่ควักกระเป๋าธนบัตร เพื่อชำระเงินกับแคชเชียร์ เธอทำบัตรเครดิตตกพื้นโดยไม่รู้ตัว เด็กสาวออกมาจากห้างก็ตรงดิ่งกลับบ้านโดยอาศัยแท็กซี่ เจ้าตัวจัดการหยอดเหรียญดอลลาร์กลับคืนกระปุกเหมือนเดิมแล้วทรุดนั่งบนพื้นเอนหลังพิงขอบเตียง เธอรู้สึกอ่อนล้าซึ่งเป็นผลมาจากการเดินเท้าหลายไมล์ เจ้าตัวหลับตาพลางบอกตัวเองว่าขอพักสายตาแค่ครู่เดียว ทว่าที่สุดก็ผล็อยหลับไป ร่างบางค่อยๆ เอนออกห่างจากขอบเตียงแล้วฟุบหลับบนพื้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

มินตราหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ มาสะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนที่มีเสียงเดินขึ้นบันไดมาของคนคู่หนึ่งซึ่งตรงมายังห้องนอนของธันว์...



“สวิตช์อยู่ไหนที่รัก”

“หือ...ไม่ต้องใช้หรอกน่า เสียเวลา” เสียงทุ้มของผู้ชายตอบกลับไปอย่างอ่อนหวานปานกัน

“ไม่เอาค่ะ เปิดไฟก่อน ยี้...ไม่เอาจั๊กจี้”

“…”

“ไม่นะ...เปิดไฟก่อน ฉันอยากเห็นหน้าคุณ” เสียงฝ่ายหญิงพูด ก่อนจะครางกระเส่า

นานเกือบอึดใจ จึงมีเสียงตอบกลับไปว่า “เปิดแล้ว” ตามมาด้วยเสียงครางลึกในลำคอ

“ดีจัง” พึมพำในลำคออย่างถูกใจ

“อะไรดี...ไฟเหรอ” เย้ากลับเสียงอ่อนโยน

“เซี๊ยวจัง คุณต่างหากล่ะที่ให้รสชาติดีเยี่ยม”

“ตัวคุณก็หอม”

“ปากหวานเชียว”

เสียงพูดคุยที่ดังอยู่แว่วๆ ค่อยๆ ดังขึ้นจนอยู่ในระดับปกติพร้อมกับแสงไฟลอดเข้ามาในห้อง ปลุกมินตราให้หายจากอาการงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง เธอตื่นขึ้นในทันทีที่ได้ยินเสียงหยอกล้อของสองหนุ่มสาวคู่นั้น เจ้าตัวพยายามคิดหาทางหนีทีไล่

ใต้เตียงเขา! สมองสั่งการ แต่ช่องแคบนิดเดียว เลิกคิดไปได้เลย..

ช่องว่างระหว่างหัวเตียงกับผนัง! นั่นก็เป็นไปไม่ได้อีก เล็กเท่ารูหนู..

มินตราพยายามคิดหาทางออก ขณะที่มีเสียงเปิดประตูเข้ามา แล้วเสียงของธันว์ก็ดังขึ้นว่า “เห็นไหม เราเดินมาถึงห้องโดยสวัสดิภาพ”

ฝ่ายหญิงส่งเสียงหัวเราะ มือบางทำหน้าที่ถอดเสื้อของเขาตั้งแต่ห้องนั่งเล่นชั้นล่างแล้ว เมื่อเดินมาถึงชั้นบน เนื้อตัวของธันว์จึงมีเพียงกางเกง เขาหย่อนคู่เดตให้ยืนบนพื้นโดยที่ปากแนบชิดไม่ห่างจากริมฝีปากอิ่ม ต่างฝ่ายต่างทึ้งเสื้อผ้าที่เหลืออย่างเร่าร้อน กางเกงสแล็กส์ของธันว์หลุดร่วงจากสะโพก ขณะที่ชุดราตรีของเจอร์ซี่หลุดจากเรียวขา เหลือเพียงชุดชั้นในเซ็กซี่และถุงน่องสีดำเข้าชุดกัน

หญิงสาวผละจากเขาเพื่อพึมพำว่า “เปิดไฟที่รัก ฉันอยากเห็นคุณ”

ธันว์งับซอกคอคู่รัก พลางตอบว่า “แค่ไฟทางเดินก็พอแล้ว อย่าเสียเวลาเลย” ชายหนุ่มซุกไซ้แอ่งไหปลาร้า ขณะที่สองมือโอบทรวงอกอวบอิ่มผ่านบราเซีย เกิดเสียงครางกระเส่าจากฝ่ายหญิงมากขึ้น

“ไม่...ฉันอยากเห็นคุณ” เจอร์ซี่พูดด้วยเสียงขาดเป็นห้วงๆ

ธันว์ควานมือสะเปะสะปะหาสวิตช์ไฟ แสงไฟสว่างพรึบในจังหวะเดียวกับที่เขาเกี่ยวเสื้อชั้นในไร้สายติดมือมาด้วย เจอร์ซี่หัวเราะอย่างมีจริตกับความไวของเขา เธอผวาขึ้นเตียงโดยมีร่างสูงใหญ่ของธันว์ก้าวตามมาติดๆ เตียงนอนขนาดคิงไซซ์ยุบยวบเมื่อต้องรับน้ำหนักของคนทั้งสอง หญิงสาวผลักชายหนุ่มนอนหงายโดยตัวเองขึ้นทาบทับ ก่อนจะเปลื้องผ้าชิ้นสุดท้ายออกจากกายเขา ชายหนุ่มพลิกร่างคร่อมอีกฝ่าย มือและปากสัมผัสนวลเนื้ออย่างเร่าร้อน จังหวะนั้นเองมือของเจอร์ซี่ก็กวาดไปโดนก้อนกลมๆ ที่ซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม เธอชะงักตัวแข็งทื่อ หดมือกลับแล้วยื่นออกไปใหม่อย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อมั่นใจว่าก้อนกลมๆ ที่ว่าเป็นคน ไม่ใช่หมอนข้าง เจอร์ซี่ก็ตวัดผ้าแพรออกก่อนจะร้องกรี๊ดออกมาลั่นห้อง เห็นผู้หญิงอีกคนอยู่บนเตียงของธันว์

“มีอะไรเจอร์ซี่ กรี๊ดอะไร” ธันว์ถาม เป็นจังหวะเดียวกับเหลือบไปเห็นมินตรา เจ้าตัวสบถดังลั่นพร้อมกับดีดตัวลุกจากเตียงราวกับติดสปริง ตรงไปหยิบกางเกงที่ตกบนพื้นมาสวมลวกๆ แล้วกระชากเสื้อคลุมในตู้มาสวมทับอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างจากเจอร์ซี่ที่รีบกระตุกผ้าห่มขึ้นพันเนื้อตัว ตามองมินตราสลับกับธันว์อย่างเป็นอริ

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันธันว์ คุณเอาผู้หญิงขึ้นเตียงพร้อมกันสองคนเลยเหรอ ชอบเซ็กส์หมู่รึไง”

ธันว์กลอกตาขึ้นเพดาน “ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจอร์ซี่”

“ไม่ใช่แล้วทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงอยู่บนเตียงคุณ”

“เด็กคนนี้เป็น...” ธันว์กลอกตาอีกคำรบเมื่อนึกหาคำอธิบายดีๆ ไม่ออก เขาลืมไปเสียสนิทว่ามินตรามาพักด้วย ก่อนหน้านี้เจอร์ซี่โทรศัพท์มาขอให้เขาช่วยไปเป็นคู่ควงงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อน นั่งกินจนงานเลิก จึงพากันกลับมายังห้องของเขา ชายหนุ่มเสยผม หันไปเผชิญหน้ากับแม่ตัวยุ่ง ทำท่าจะเอ่ยปากพูดแต่เสียงแหลมสูงของเจอร์ซี่ก็ตวาดขึ้นก่อน

“ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร หรือว่าคู่นอนคนใหม่ของคุณ”

“ไม่ใช่นะ”

“ไม่ใช่แล้วเป็นใคร”

ธันว์เสยผมอย่างยุ่งยากใจ ทำอะไรไม่ถูกมากขึ้น เขามองหน้ามินตราอย่างจนปัญญา

มินตรามองคนทั้งคู่เต็มตามากขึ้นเมื่อเห็นว่าแต่งตัวมิดชิดแล้ว เธอก็พูดกับธันว์โดยที่สายตาไม่คลาดจากเจอร์ซี่

“ตอบเขาไปสิคะพี่ธันว์ว่ามิ้นเป็นอะไรกับพี่ ไม่ต้องอายหรอกค่ะ ความสัมพันธ์ของเราไม่ใช่เรื่องที่น่าปกปิด” มินตราพูดด้วยเสียงอ่อนเสียงหวาน แววตาเต้นพราวระยับอย่างยั่วเย้าชนิดที่ธันว์มองออก เขาจึงเบิกตาโตอย่างคาดไม่ถึง คิ้วขมวดมุ่นก่อนจะตามมาด้วยอาการอยากจะจับตัวเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน

“นี่ใช่ไหมเด็ก MIT ที่คุณบอกว่าเลิกกันไปแล้ว ที่จริงพวกคุณยังคบหากันอยู่” น้ำเสียงเจอร์ซี่กล่าวหา

“ไม่นะเจอร์ซี่ กับลินดาผมเลิกไปแล้วจริงๆ พระเจ้า...คุณกำลังเข้าใจผิดนะ”

“ถ้าเลิกแล้วทำไมถึงมาอยู่บนเตียงคุณ ทำยังกับรอให้คุณมาส่งส่วยอย่างงั้นแหละ”

มินตราสะดุ้งกับคำพูดที่ไม่ขัดเกลาของเจอร์ซี่ เธอยิ้มแหยๆ ก่อนจะข่มความอายโต้กลับไปอย่างเด็กก๋ากั่นว่า “ส่งส่วยอะไรกัน ฉันไม่ได้รอให้พี่ธันว์มาเล่นจ้ำจี้ซักหน่อย ก็แค่ขึ้นมานอนเล่นบนเตียงรอให้เขามาปลุกเท่านั้น ฉันก็ทำอย่างนี้อยู่บ่อยๆ อย่างนั้นไม่ใช่เหรอคะพี่ธันว์?” ประโยคหลังหันไปถามธันว์ด้วยน้ำเสียงหารือ

ธันว์เกิดอาการขนลุกขนพองกับน้ำเสียงหวานหยดย้อยนั้น เขามองเด็กสาวอย่างตำหนิกับการจงใจแสร้งทำให้เจอร์ซี่เข้าใจผิด ชายหนุ่มยังคงพูดอะไรไม่ออก ยิ่งเห็นนัยน์ตาวับแวมอย่างที่ดูออกว่าแกล้งเล่นหูเล่นตาด้วยแล้วก็ยิ่งอึ้ง บอกกับตัวเองว่าเขาโดนฤทธิ์เดชของแม่สาวแปลกหน้าคนนี้เข้าให้แล้ว หนุ่มลูกครึ่งก้าวเข้าไปหาคู่เดต หวังจะลูบแขนปลอบประโลม แต่อีกฝ่ายขยับหนี

“เจอร์ซี่ฟังนะ นี่ไม่ใช่ลินดา ดูดีๆ สิ เธอเป็นคนไทย เป็นน้องของอาร์ต” ธันว์หมายอัตราซึ่งมีชื่อฝรั่งว่าอาร์ต

“คุณพลาดไปแล้วธันว์ น้องของอาร์ตยังเล็กมาก ไม่ใช่ตัวโตเท่ากับช้างอย่างนี้”

มินตราสะดุ้ง ทำท่าจะโต้ แต่ธันว์ถลึงตาใส่อย่างปราม เธอจึงเงียบ

ชายหนุ่มพูดว่า “ผมหมายถึงน้องที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง เด็กคนนี้เป็นญาติของอาร์ต เพิ่งจะมาจากเมืองไทย”

“คุณพูดไม่อยู่กับร่องกับรอยแล้วธันว์ เดี๋ยวก็น้องเดี๋ยวก็ญาติ เตรียมข้อมูลให้ชัวร์ก่อนดีไหมแล้วค่อยมาบอกฉัน” เจอร์ซี่ก้มหยิบเสื้อผ้าบนพื้น มืออีกข้างยังคงขยุ้มผ้าห่มแล้วจึงสาวเท้าออกไปจากห้อง

ธันว์มองตามคู่เดตอย่างไม่สบายใจ เขาหันกลับมาจ้องเด็กสาวที่ทำหน้าไขสือด้วยนัยน์ตาคาดโทษ และราวกับแม่ตัวแสบกลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่ เธอปล่อยออกมาคิกหนึ่ง และพอเหลือบเห็นว่าเขาจ้องเขม็ง เธอก็ทำท่าไร้เดียงสาด้วยการเบิกตาโตราวกับทารกแรกเกิดเพิ่งลืมตาดูโลก ก่อนจะกะพริบปริบๆ แล้วลดเรียวปากลงกลายเป็นเส้นตรงบางเฉียบ

ชายหนุ่มเพ่งมองอย่างเอาเรื่อง “ผมหวังว่าคุณจะมีเหตุผลที่ดีพอให้กับผมเมื่อผมกลับมา” ธันว์กล่าวด้วยเสียงเย็นๆ ยังคงมองเด็กสาวที่นั่งพับเพียบอยู่บนเตียงด้วยแววตาคาดโทษ

มินตรากัดริมฝีปากเมื่อใบหน้าบึ้งตึงมองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เธอก้มหน้างุดไม่ยอมสบตาด้วย

“ผมจะไปส่งเพื่อนและหวังว่าคุณจะไม่รีบเข้านอน เพราะเรามีเรื่องที่ต้องคุยกันยาว” ธันว์พูดจบก็กระชากประตูออกและปิดประตูตามหลังดังโครม

เด็กสาวนิ่วหน้า เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยแว่วๆ ดังอยู่ข้างล่างทำนองแก้ตัวกับการที่เธอโผล่มาอยู่บนเตียงโดยที่เขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ก่อนจะได้ยินเสียงเปิดและปิดประตู แล้วจึงตามมาด้วยเสียงเครื่องยนต์แล่นจากไป มินตราเม้มปากแน่นแล้วเชิดปลายคางขึ้นสูง บอกถึงนิสัยดื้อรั้นและเอาแต่ใจ


*******









Create Date : 13 เมษายน 2553
Last Update : 20 เมษายน 2553 17:46:52 น.
Counter : 468 Pageviews.

5 comment
1  2  3  4  5  

คณิตยา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]









รู้จักคณิตยา/คีตฌาณ์

ก้าวสู่โลกแห่งการขีดเขียนในปี 2549 มีผลงานเป็นรูปเล่มกับสนพ.ในเครือสถาพรบุ๊คส์ทั้งหมด 11 เล่ม ไล่ตั้งแต่ รหัสทรชน ทางสายหมอก กุหลาบในเปลวไฟ ฝากรัก...ผ่านซีบ็อกซ์ อริ...ที่รัก บอดี้การ์ด รักเพียงฝัน ตามรักข้ามเวลา ไฟรัก บันทึกแห่งรัก(the Book of Love) มิราเบลล์...ตราบคีตาบรรเลง เป็น 1 ในนิยายชุดแด่เธอที่รัก สาปรัก และใต้ปีกรัก

รหัสทรชน เป็นละครทางช่อง 3 เมื่อปี 2554 แสดงโดย เคน และชมพู่ สร้างโดยค่ายยูม่า และ ไฟรัก ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นภาษาเวียดนาม วางแผงเดือนสิงหาคม 2556



พูดคุย ทักทาย แลกเปลี่ยนความเห็น และติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง fb โดยกดไลค์เป็นแฟนเพจได้ทาง https://www.facebook.com/keetacha?ref=hl ขอบคุณค่ะ

---------------


ตอนนี้อุ๋ยทยอยนำนิยายที่หมดลิขสิทธิ์กับพิมพ์คำไปวางจำหน่ายในรูปแบบ E-book บนเว็บ ebooks และเว็บ Mebmarket ค่ะ

ใต้ปีกรัก...ราคาอีบุ๊ก 179 บาท

บันทึกแห่งรัก...ราคาอีบุ๊ก 255 บาท จากราคาปก 310

ไฟรัก...ราคาอีบุ๊ก 279 บาท จากราคาปก 350 บาท

กุหลาบในเปลวไฟ...ราคาอีบุ๊ก 230 บาท



รหัสทรชน ราคาอีบุ๊ก 200 บาท จากราคา 300 บาท 673 หน้า





ทางสายหมอก ราคาอีบุ๊ก 265 บาท จากราคา 280 บาท 690 หน้า



ฝากรัก...ผ่านซีบ็อกซ์ ราคาอีบุ๊ก 125 บาท จากราคา 180 บาท 360 หน้า



รวมเรื่องสั้น...ฉบับวัยหวาน ราคาอีบุ๊ก 45 บาท จากปก 55 บาท



อริ...ที่รัก ราคาอีุบุ๊ก 195 จากปก 240 บาท



หวานใจ...บอดีการ์ด...ราคาอีบุ๊ก 145 บาท จากปก 180 บาท



รักเพียงฝัน...ราคาอีบุ๊ก 225 จากปก 250 บาท



ตามรักข้ามเวลา...ราคาอีบุ๊ก 240 จากปก 270 บาท





















New Comments