Group Blog
All Blog
ตามรักข้ามเวลา...บท 6/2




บริเวณเคาน์เตอร์แคชเชียร์ซึ่งตั้งเป็นแถวตลอดแนวนั้น มีลูกค้ามายืนรอคิวชำระเงินค่อนข้างยาวกว่าเมื่อวาน รปภ.นายหนึ่งกำลังประกาศขอความกรุณาจากลูกค้าให้ชำระสินค้าด้วยเงินสด เพราะตอนนี้เครื่องรูดบัตรเครดิตยังใช้งานไม่ได้ พร้อมกับประกาศขออภัยในความไม่สะดวก ลูกค้าส่งเสียงบ่นกันขรม ที่ทางห้างยังแก้ปัญหาไม่เสร็จสักที คนที่พกเงินมาก็ยืนต่อคิวชำระเงิน คนที่ไม่ได้เตรียมเงินสดมา ก็ไปต่อแถวกดเอทีเอ็มเพื่อนำมาจ่ายค่าสินค้า มินตราเห็นแคชเชียร์กำลังวุ่นๆ อยู่ จึงไม่กล้าเข้าไปสอบถาม จังหวะที่รีๆ รอๆ ผู้จัดการห้างซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่หน้าตาใจดี ก็เดินเข้ามาทักทายอย่างมีอัธยาศัย

“สวัสดีครับ มีอะไรให้ช่วยไหม” ลอยซึ่งเป็นผู้จัดการห้างถามขึ้น

“ฉันทำบัตรเครดิตหายค่ะ เลยอยากมาสอบถามแคชเชียร์”

“ไม่ทราบว่าหายเมื่อไหร่ครับ”

“เมื่อวานเย็นค่ะ ไม่ทราบว่ามีใครเก็บไว้ได้บ้างไหมคะ”

ผู้จัดการห้างมองมินตราด้วยแววตาคมกริบ “งั้นตามผมมาครับ เราเก็บได้ใบหนึ่ง”

มินตราลังเลแต่เพียงครู่เดียวก็เดินตามเขาไป ฝ่ายนั้นพาเธอเข้าไปในออฟฟิซแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านหลังห้าง ดูปราดเดียวก็มองออกว่าเป็นห้องทำงานของเขา

“เชิญนั่ง” ลอยพูดแล้วผายมือเชิญเด็กสาว จากนั้นเขาก็ยกหูโทรศัพท์กดหมายเลขถึงคนปลายสาย “เจอตัวแล้ว รีบมาเถอะ”

“...”

“ยังไม่ได้คุย นายมาเถอะ” ลอยพูดแค่นั้นแล้ววางสาย เขาหันมาทางเด็กสาว “ผมโทรหาเพื่อนที่เป็นพนักงานบริษัทวีซ่า เขาอยากจะคุยกับคุณ”

“คะ?”

“ผมแนะนำตัวเองก่อนดีกว่า ผม...โอเวน ลอย เป็นผู้จัดการห้าง” ลอยเอ่ยแนะนำตัวเมื่อเห็นเด็กสาวมองมาที่ป้ายชื่อบนอกเขา

“ค่ะ” เธอละสายตาขึ้นสบเขา หลังจากที่จดจำรายละเอียดบนป้ายชื่อเขาอย่างแม่นยำแล้ว

“คุณคงไม่ใช่อเมริกัน?” ลอยถามต่อ

“ไม่ค่ะ ฉันเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน”

ลอยพยักหน้ารับรู้ “สำเนียงคุณเหมือนอเมริกันมาก ผมเป็นลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลี่ยน”

“อ้อค่ะ...” มินตราพึมพำรับรู้

“คุณมาที่นี่ทำไมครับ ขอโทษถ้าละลาบละล้วง”

“ไม่ค่ะ ตามสบาย ฉันมาเยี่ยมพี่ชาย เขาเรียนอยู่ที่นี่ ว่าแต่คุณพาฉันมาที่ออฟฟิซคุณทำไมคะ”

ลอยเปิดลิ้นชัก ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาวางตรงหน้าเด็กสาว “คุณรู้จักผู้หญิงคนนี้หรือเปล่าครับ”

มินตราคว้ากระดาษขึ้นมา แต่ไม่ได้มอง ตายังคงจ้องไปที่ลอย อีกฝ่ายพยักหน้า ผายมือให้ดูกระดาษ เธอจึงลดสายตาดู มันเป็นกระดาษถ่ายสำเนาใบขับขี่ของผู้หญิงคนหนึ่ง ข้อมูลบอกว่าเป็นอเมริกัน และจากรูปถ่าย น่าจะอยู่ในวัยใกล้เคียงกับพี่ชายเธอ มินตรายื่นกระดาษคืนเขา

“ไม่ค่ะ ฉันไม่รู้จักเธอ”

ลอยยังคงจ้องใบหน้าสะสวยของเด็กสาวตรงหน้า “ผู้หญิงคนนี้เป็นคนเก็บบัตรเครดิตของคุณได้ เธอเห็นมันหล่นอยู่ที่พื้นหน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ เลยหยิบขึ้นมาใช้ ปรากฏว่าบัตรใบนี้ทำให้เครื่องรูดบัตรเจ๊งและยังส่งผลให้ระบบบัญชีออนไลน์ของเรารวนไปหมด ถึงตอนนี้ก็ยังแก้ไขไม่ได้ เราถึงต้องเปลี่ยนมารับชำระด้วยเงินสด ซึ่งคุณก็คงเห็นภาพเมื่อกี้แล้ว เพราะมีลูกค้าบางส่วนไม่ทราบข่าวเลยไม่ได้เตรียมเงินสดมาให้พอ หนักกว่านั้นไม่ได้พกทั้งเงินสดและบัตรเอทีเอ็ม เพราะตั้งใจใช้บัตรเครดิต ตู้เอทีเอ็ม..จึงมีคนเข้าคิวรอเป็นหางว่าว ห้างของเราโดนลูกค้าต่อว่าเป็นอย่างมากที่ทำให้พวกเขาไม่สะดวก เพราะคนส่วนใหญ่ใช้บัตรเครดิตในการซื้อของ ไม่ค่อยพกพาเงิน”

มินตราอ้าปากค้าง ตลอดเวลาที่ฟังผู้จัดการห้าง เธอหลุดเสียงครางด้วยคิดไม่ถึงว่าบัตรเครดิตของเธอจะก่อให้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขนาดนี้ได้

ลอยพยักหน้า พลางสำทับราวกับนั่งอยู่กลางใจของเด็กสาว “เราเองก็คิดไม่ถึงกับความโกลาหลนั้น”

“ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหนคะ”

“ห้องขัง”

“อะไรนะ?” มินตราไม่เชื่อหูตัวเอง ถามต่อ “เพราะว่าเธอทำให้ระบบการเงินของคุณเจ๊งน่ะเหรอ”

“เปล่า ไม่ใช่เหตุผลนั้น เราส่งผู้หญิงคนนั้นให้ตำรวจ ไม่ใช่เพราะว่าเธอทำให้ระบบการเงินเจ๊ง แต่เป็นเพราะเธอขโมยบัตรคนอื่นมาใช้ต่างหาก เราถามเธอแล้วว่าเอาบัตรมาจากไหน เธอยืนยันท่าเดียวว่าเป็นของเธอ เรานำตัวเธอมาสอบเค้นอย่างหนัก แต่ก็ยังปฏิเสธ จนเราต้องอธิบายสถานการณ์ให้เธอรับรู้ว่าบัตรที่เอามาใช้ทำให้ระบบการเงินเราเจ๊งทั้งหมด นั่นล่ะเธอถึงเข้าใจอะไรๆ ดีขึ้นและสารภาพว่าเธอไม่ใช่เจ้าของบัตรนั่น แต่เก็บมันได้ที่หน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ เพราะฉะนั้น...มิสมินตรา คุณเอาบัตรนั่นมาจากไหน” ลอยเรียกชื่อเด็กสาวอย่างถูกต้อง แต่ด้วยหางเสียงที่แปร่งเล็กน้อย เขาจำชื่อที่อยู่บนบัตรได้แม่นยำ

มินตราหุบปากฉับ เมื่ออยู่ดีๆ บทสนทนาก็วกกลับมาที่ตัวเธอ กลายเป็นเรื่องโอละพ่อไปได้ หูยังคงได้ยินอีกฝ่ายพูดต่อไปว่า

“หวังว่าคุณคงไม่ตอบว่าไม่รู้เรื่องนี้หรอกนะ”

“แล้วคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าบัตรเจ้าปัญหาใบนั้น จะเป็นของฉัน มันอาจจะเป็นของใครสักคนที่มาซื้อของที่ห้างคุณก็ได้ อาจจะเป็นของผู้หญิงคนนั้น ก่อนหน้านี้เธออาจพูดความจริงว่าเป็นของเธอ แต่พอถูกคาดคั้นหนักเข้า ก็เลยทำให้เธอต้องพูดโกหกก็ได้”

“เราตรวจสอบแล้วเธอไม่ใช่เจ้าของบัตร คุณคงไม่คิดหรอกว่าเราจะเชื่อคำพูดเธอง่ายๆ จนกว่าจะได้มีการพิสูจน์”

“จะยังไงก็เถอะ ฉันไม่ใช่เจ้าของบัตรใบนั้นและฉันเกรงว่าจะไม่มีเวลามาเล่นเกมตอบปัญหาของคุณแล้ว เพราะฉันต้องไปหาพี่ของฉัน เขารออยู่ข้างนอก” มินตราพูดแล้วขยับลุก

“คุณยังไปไหนไม่ได้ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่าคุณใช่เจ้าของบัตรใบนั้นหรือไม่”

“คุณไม่มีสิทธิ์”

“ผมมี”

“งั้นก็เรียกตำรวจมาจับฉันเลยสิ ถ้าไม่เรียกมา ฉันจะแจ้งข้อหาคุณกักขังหน่วงเหนี่ยวฉัน” มินตราพูดอย่างท้าทาย

ลอยจ้องหน้าเด็กสาว พลางพูดเน้นเสียงว่า “เอาพาสปอร์ตมาแสดง”

“ไม่...ฉันไม่ได้เอามา”

“งั้นก็ใช้บัตรประชาชนมาแสดง คนไทยมีบัตรประชาชนไม่ใช่เหรอ เอามาพิสูจน์ว่าคุณไม่ใช่นางสาวมินตราเจ้าของบัตรเครดิตที่ก่อปัญหานั่น”

“ไม่...ฉันไม่มีบัตรอะไรทั้งนั้น”

“โกหก... คนไทยทุกคนต้องมีบัตรประชาชน”

“งั้นคุณก็ต้องรู้ด้วยสิว่าจะมีคนไทยสักกี่คนที่พกบัตรประชาชนมาต่างประเทศ” เธอโต้ออกไปน้ำขุ่นๆ

ลอยจ้องหน้าเด็กสาว แววตาโกรธขึ้งขณะที่อีกฝ่ายก็จ้องกลับมาอย่างไม่ลดละเช่นกัน เขาพูดเสียงต่ำในลำคอ “ผมจะค้นตัวคุณ ดูสิว่าพูดจริงหรือเปล่า” ลอยออกมาจากหลังโต๊ะ เกิดเสียงประท้วงขึ้นทันที

“อย่านะ คุณไม่มีสิทธิ์ล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคล ฉันจะแจ้งตำรวจ” มินตราถอยหลังกรูด เธอหมุนตัวจะวิ่งออกจากห้อง จังหวะนั้นเองก็มีเสียงทุ้มดังขึ้นที่ประตู

“ไม่เอาน่าโอเวน นายกำลังหยาบคายกับผู้หญิงสวยๆ นะ” เรย์ก้าวเข้ามาในห้องทำงานของเพื่อน พร้อมกับยื่นมือออกไปตรงหน้าเพื่อให้มินตราจับ “สวัสดีครับ ผม...สตีเฟน เรย์ เป็นวิศวกรของบริษัทวีซ่า”

มินตราไม่ยื่นมือออกไปสัมผัสตอบ เธอมองอย่างไม่ไว้ใจ

เรย์ไหวไหล่ ซุกมือกับกระเป๋ากางเกงตามเดิม “ผมเล่าที่มาที่ไปให้ฟังดีกว่า ที่โอเวนพยายามคาดคั้นทำเสียงเข้มกับคุณ เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายกับคุณหรอก”

ลอยขมวดคิ้ว ยกมือกอดอก เขาเอนสะโพกพิงขอบโต๊ะ ตามองเพื่อนนิ่งๆ

มินตรากัดริมฝีปาก “ไม่ร้ายเหรอ เขาพยายามยัดข้อหา จะเอาฉันเข้าคุกให้ได้”

“นายใจร้ายกับเด็กสาวแสนสวยคนนี้ได้ลงคอเลยเหรอ” ประโยคท้ายหันไปเย้าเพื่อน อีกฝ่ายแยกเขี้ยวใส่ เรย์หัวเราะอย่างไม่นำพา ก่อนจะคุยกับเด็กสาวต่อ “อย่าไปถือสามันเลย ผมยืนยันได้ว่าไม่มีใครคิดร้ายกับคุณจริงๆ เพียงแต่ที่พยายามสืบหาเจ้าของบัตร เพราะอยากรู้ที่มาที่ไปของมันน่ะ ผมเป็นวิศวกรของบริษัทวีซ่า พยายามที่จะพัฒนาบัตรเครดิตให้ก้าวไกลเพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้แก่ลูกค้ามากที่สุด จนมาเห็นบัตรใบนั้น”

“แล้วไงคะ มันมาเกี่ยวอะไรกับฉัน”

เรย์จ้องหน้าเด็กสาว พลางเสริมว่า “ใจเย็นๆ ฟังผมพูดให้จบก่อน ในอดีตวีซ่ามีชื่อว่าแบงก์อเมริการ์ด(BankAmericard) ผลิตโดยธนาคารอเมริกา (Bank of America) ผมหมายความว่าธนาคารอเมริกา ผลิตเครดิตการ์ดครั้งแรกในปี 1958 ในชื่อว่าแบงก์อเมริการ์ด แล้วแบงก์อเมริการ์ด ก็แยกออกมา จากนั้นเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าวีซ่า เป้าหมายก็เพื่อให้จำง่ายและเป็นสากล แล้วเราก็พัฒนาบัตรวีซ่ามาเรื่อยจนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นแถบแม่เหล็ก เวลาใช้ต้องรูดกับเครื่องรูดบัตร แต่เราก็พบปัญหาว่าพวกมิจฉาชีพปลอมแปลงบัตรได้ง่าย ขณะนี้เราจึงพยายามพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ภายในบัตรเครดิตเหล่านั้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีชิปเซ็ต (Chipset)โดยการป้อนข้อมูลเพิ่มเข้าไปในชิปซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากจะทำให้บัตรปลอมได้ยาก มันจะใช้งานด้วยการรูดและเสียบ ต่างจากระบบปัจจุบันที่เราใช้รูดเพียงอย่างเดียว เราจะเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่ว่าในเร็วๆ นี้”

มินตรายังคงมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ

“วิวัฒนาการที่ผมคิดขึ้น ผมคิดว่าล้ำสมัยมากแล้ว เพราะเป็นการ ‘ปฏิวัติ’ ความปลอดภัยของบัตรเครดิตทั้งหมด ด้วยไม่เคยมีใครเอาข้อมูลฝังลงไปในชิปมาก่อน แต่ทว่าสิ่งที่ผมคิดนั้น ต้องล้มครืนลงไปในพริบตาเมื่อผมพบเจ้าสิ่งที่อยู่ในบัตรใบนี้ มันทำเอาผมทึ่งเสียยิ่งกว่า” เรย์พูดพลางหยิบบัตรเครดิตที่มีสัญลักษณ์ ‘เวฟ’ มาวางตรงหน้าเด็กสาว กล่าวต่อว่า

“ผมเอามันไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว พบว่ามีการเอาวัสดุที่คล้ายกับเสาอากาศขนาดจิ๋วฝังลงไปภายในบัตร เห็นแล้วทำเอาผมทึ่งมากเพราะเกิดมาไม่เคยเห็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าขนาดนี้มาก่อน... อย่าทำหน้าตกใจอย่างนั้นสิ ผมไม่จับคนปลอมโลโก้ ‘วีซ่า’ ไปส่งตำรวจหรอก แค่อยากจะรู้จักคนที่คิดค้นบัตรใบนั้น อยากจะรู้ว่าเขาทำได้อย่างไรกันถึงสามารถฝังเสาอากาศลงไปในบัตรได้ แล้วมันใช้งานได้อย่างไร” เรย์จบประโยคด้วยการจ้องเด็กสาวอย่างทึ่ง

ก่อนหน้านี้ลอยแจ้งเรื่องคนขโมยบัตรเครดิตของคนอื่นมาใช้แล้วทำให้ระบบอ่านบัตรรวมถึงระบบการเงินออนไลน์รวนไปทั้งห้าง เขายังไม่เชื่อ กระทั่งลอยส่งบัตรเครดิตที่เป็นปัญหามาให้เขาตรวจสอบ หลังจากเอามาตรวจสอบแล้วเขาก็พบว่ามันมีหน้าตาเหมือนกับบัตรเครดิตที่เขากำลังจะประกาศตัวในเร็วๆ นี้ คือมีแถบแม่เหล็กและชิปเช็ต น่าแปลกใจที่ไม่ทันเปิดตัวก็มีสินค้าโผล่มาในท้องตลาดแล้ว ยิ่งกว่านั้นเทคโนโลยีที่ใช้ก็ดูจะล้ำหน้ากว่าที่เขาคิดค้นขึ้นเพราะมีเสาอากาศขนาดจิ๋วฝังอยู่ภายในบัตรด้วย นอกเหนือจากมีแถบแม่เหล็กและชิปเซ็ต อาจเพราะเสาอากาศขนาดจิ๋วตัวนั้นกระมัง ทำให้เครื่องอ่านบัตรและระบบการเงินรวนเนื่องจากนำมาใช้งานผิดประเภท

เรย์คาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าระบบการเงินที่รวนไม่ใช่เพราะวัสดุในบัตรแต่เป็นเพราะเครื่องอ่านบัตร ‘ไม่รับ’ เพย์เวฟซึ่งเป็นวัตถุในโลกอนาคต

เขาอดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นคนในบริษัทของเขาที่เอาข้อมูลไปขายให้กับบริษัทคู่แข่งแล้ววิศวกรของบริษัทคู่แข่งเอาไปคิดต่อยอด แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่น่าใช่ เพราะสินค้าที่ผลิตออกมาก็ยังคงทำในนามของ ‘วีซ่า’ จะว่าเป็นพวกมิจฉาชีพทำขึ้น ก็ยังไม่เห็นประโยชน์เพราะไม่สามารถเอาไปใช้กับเครื่องรูดบัตรได้ เขาจนปัญญาที่จะขบคิดถึงที่มาที่ไปของบัตรดังกล่าว ไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของคนที่คิดค้นขึ้นด้วย และไม่เข้าใจถึงวิธีการใช้งานของมัน ด้วยเหตุนี้จึงอยากเจอตัวเจ้าของบัตรเพื่อจะได้สอบถามถึงรายละเอียดที่ข้องใจ ฉะนั้นเมื่อลอยโทรศัพท์ไปบอกว่าได้ตัวเด็กสาวมาแล้ว เขาจึงรีบเดินทางมาในทันที



ในโลกที่มินตราจากมาคือปี ค.ศ. 2008 นั้น วีซ่าได้พัฒนาบัตรเครดิตออกมาเป็น ‘วีซ่าเพย์เวฟ’ ซึ่งเป็นการนำชิปรุ่นล่าสุดและเทคโนโลยีไร้สายมาใช้ วิธีชำระเงินด้วยบัตรเครดิตประเภทนี้ ไม่จำเป็นต้องนำบัตรไปรูดหรือสอดผ่านเข้าในเครื่องรูดบัตรเหมือนรุ่นก่อนๆ เพียงถือบัตรวีซ่าเพย์เวฟไว้ใกล้กับเครื่องอ่านบัตรภายในระยะห่างไม่เกิน 4 เซนติเมตร เครื่องอ่านบัตรก็จะค้นหาบัตรและดำเนินการประมวลผลทันที ซึ่งการชำระเงินแบบไม่ต้องสัมผัสกับเครื่องรับบัตรเช่นนี้ เรียกว่าคอนเทคเลส (contactless) หรือการชำระแบบไร้สัมผัสนั่นเอง

วิวัฒนาการล้ำสมัยดังกล่าวก็เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและง่ายสำหรับผู้บริโภคในการชำระค่าสินค้าและบริการ โดยสามารถย่นระยะเวลาในการชำระเงินรวมถึงการพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน ซึ่งจะลดเวลาลงไป เหลือแค่ 4-6 วินาที มีความปลอดภัยสูงเพราะผู้ถือบัตรสามารถจ่อบัตรชำระเงินด้วยตัวเองโดยไม่ต้องยื่นให้แคชเชียร์และไม่ต้องเซ็นชื่อในสลิป แม้บัตรอยู่ในกระเป๋าสตางค์ เครื่องก็ยังสามารถประมวลผลได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับการชำระด้วยเงินสดแล้ว ใช้เวลาเยอะกว่าเท่าตัว โดยนับตั้งแต่การยื่นเงินจนถึงการรับเงินทอน ใช้เวลาประมาณ 12-14 วินาที ในขณะที่การรูดบัตรแบบแถบแม่เหล็ก ใช้เวลาตั้งแต่การรับบัตร รอสลิปตลอดจนเซ็นชื่อ ตรวจลายเซ็นและคืนบัตร ใช้เวลาประมาณ 20 วินาที

เพย์เวฟ ถือเป็นบัตรเครดิตเจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็นการรวมเทคโนโลยี 3 ตัว ไว้ในบัตรใบเดียว คือ เทคโนโลยีแถบแม่เหล็ก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของบัตรเครดิตรุ่นแรก บัตรชำระโดยการรูดกับเครื่องรับบัตร เทคโนโลยีถัดมา คือเทคโนโลยีของชิปเซ็ต ถือเป็นบัตรรุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นการเพิ่มความปลอดภัยด้วยการใส่ข้อมูลเพิ่มลงไปในชิปที่ทำให้ปลอมแปลงได้ยากขึ้น เวลาใช้งานต้องรูดและเสียบ และเทคโนโลยีล่าสุด คือการเพิ่มเสาอากาศขนาดจิ๋วฝังไว้ภายในบัตรเพื่อรับส่งสัญญาณกับเครื่องชำระเงิน แต่หากบัตรหายจะเกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บัตรมาก จึงมีการกำหนดวงเงินในการใช้ซื้อสินค้าซึ่งทั่วไปครั้งละไม่เกิน 1,500 บาท หรือในระบบของวีซ่ากำหนดไว้ไม่เกิน 25 ดอลลาร์ หากจับจ่ายในวงเงินสูงกว่าที่กำหนด จะต้องกลับไปใช้ระบบรูดบัตรอ่านชิปเซ็ต หรือแถบแม่เหล็กแล้วเซ็นชื่อในสลิปแบบเดิม

วีซ่าเปิดบริการเพย์เวฟในต่างประเทศเมื่อปีค.ศ. 2004 ส่วนประเทศไทยเพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปี 2008 โดยธนาคารกรุงเทพเปิดตัวเป็นเจ้าแรกชื่อว่า ‘บลูเวฟ’ ต่อมาคือบมจ.ธนาคารกสิกรไทยในชื่อว่า ‘เคเวฟ’ ปัจจุบันมีแบงก์ทั่วโลกที่ใช้ระบบเพย์เวฟของวีซ่า และมักลงท้ายแบรนด์ที่เปิดบริการด้วย Wave ประมาณ 50 แบงก์

“ว่าไงแม่สาวน้อย คุณเอาบัตรนี้มาจากไหน” เรย์ถามขึ้นเมื่อเห็นเด็กสาวเงียบไป

“บัตรนั่นไม่ใช่ของฉัน” มินตราปฏิเสธทันที พลางปรายตามองบัตรวีซ่าเพย์เวฟบนโต๊ะ

“คุณแทบจะไม่มองมันด้วยซ้ำ ดูมันหน่อยน่าว่าใช่บัตรของคุณหรือเปล่า” เรย์ย้ำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

มินตราชำเลืองมองมันอีกครั้งอย่างเสียไม่ได้ พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกเสียดาย เนื่องจากเห็นอยู่แค่เอื้อม แต่ไม่อาจคว้ามาได้ เธอเมินหน้า “ฉันยืนยันว่าไม่ใช่ของฉัน”

“แต่คุณบอกว่าบัตรเครดิตคุณหาย” ลอยโต้ขึ้นหลังจากฟังเพื่อนและเด็กสาวโต้ตอบไปมาพักใหญ่

“ใช่... มันหายไปแต่ไม่ใช่ใบนั้นแน่นอน ใครจะมีบัตรวีซ่าหน้าตาประหลาดนั่นได้ถูกไหม?”

ลอยหรี่ตา “บัตรนั่นระบุชื่อผู้ถือบัตรว่ามิสมินตรา มิชิแกน เพราะงั้นคุณต้องพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่ใช่มิสมินตรา”

มินตรากลอกตาไปมา “นี่ฉันไปก่อกรรมทำเข็ญอะไรกับพวกคุณไว้ถึงได้...” มินตรารีบกลืนคำว่า ‘จองเวรจองกรรม’ ได้ทัน เธอรีบเสริมว่า “ทำไมถึงไม่เชื่อฉันว่าไม่ใช่เจ้าของบัตรใบนั้น”

“คุณก็พิสูจน์ตัวเองสิ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย แค่เอาบัตรอะไรสักอย่างมาแสดง” ลอยแนะขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ก็ฉันบอกแล้วฉันไม่ได้เอาบัตรอะไรทั้งนั้นติดตัวมา บอกก็ไม่เชื่อ”

“งั้นผมขอค้นตัวคุณ” ลอยข่มขู่

“อย่านะ คุณจะค้นตัวคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ ถือว่าคุณละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่เอาล่ะ...ฉันไม่เถียงกับคุณดีกว่า เถียงไปก็เสียเวลาเปล่า ฉันต้องกลับแล้ว พี่ชายฉันรออยู่”

“งั้นเห็นทีเราต้องพบพี่ชายคุณซะแล้ว”

มินตราสบตาลอยทันควัน เธอเชิดหน้า “เชิญ อยากพบก็เชิญ” พูดแล้วเธอก็ออกเดินไปจากห้องนั้น โดยไม่สนใจอะไรอีก แต่มินตรารู้ว่าพวกเขากำลังเดินตามเธอมาเพราะได้ยินบทสนทนาดังอยู่ข้างหลังตลอดเวลา

บ้าชะมัด...

เด็กสาวเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อหาทางหนีทีไล่ มินตราคิดจะหนีพี่ชายด้วย เพราะถ้าลอยและเรย์เจออัตราเข้า ทุกอย่างก็จบเห่เช่นกัน แน่นอนว่าพวกเขาต้องซักไซ้ไล่เรียงและคงจะเป็นเรื่องยาวตามมาแน่ เนื่องจากหลายเรื่องอัตราคงตอบไม่ได้นอกจากจะบอกความจริงไป ซึ่งมันคงจะสร้างความโกลาหลและความยุ่งยากตามมาอีกมากมาย

เธอไม่อยากเสี่ยงให้เกิดความวุ่นวายนั้น...

มินตราลัดเลาะไปตามทางเดินที่มีคนเดินจับจ่ายซื้อของ พยายามแอบแฝงไปกับผู้คนที่หนาตา ขณะที่ตาก็สอดส่ายหลบพี่ชายกับซาร่าห์ไปพลาง ตลอดเวลาเธอรู้ว่าลอยกับเรย์ตามมาห่างๆ เด็กสาวเดินหนีพวกเขาไปได้ครู่ใหญ่ๆ ก็ตรงไปยังทางออก เห็นว่าทางปลอดโปร่งเพราะไม่มีวี่แววว่าพี่ชายจะโผล่ออกมา เธอก็ออกวิ่งสุดชีวิต ตรงไปขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรอผู้โดยสารอยู่

รถแท็กซี่วิ่งออกไปจากห้างไกลแล้ว สองหนุ่มจึงวิ่งมาถึงลานจอด “บ้าชะมัด” ลอยร้องขึ้น เขาเห็นเพียงป้ายทะเบียนรถซึ่งอยู่ไกลลิบๆ “เราต้องแจ้งตำรวจให้ตามเธอ”

“จะเอาเหตุผลอะไรไปบอกตำรวจ”

“เหตุผลอะไรก็ช่าง ขอแค่ตำรวจได้ตัวเธอ”

“แล้วจากนั้นจับเรายัดเข้าคุกในข้อหาแจ้งความเท็จน่ะเหรอ” เรย์ย้อนถามเสียงเรียบๆ เขายังนึกชอบใจกับความเจ้าเล่ห์ของเด็กสาว ตามองท้ายรถแท็กซี่ซึ่งบัดนี้หายลับสายตาไปแล้วด้วยแววตาที่เต้นพราว ต่างกับลอยที่มองอย่างขัดใจ เขาละสายตากลับมามองเพื่อน

“แต่ฉันอยากรู้ว่าเธอเป็นเจ้าของบัตรนั่นจริงหรือเปล่า ฉันตงิดๆ ใจว่าอาจเป็นคนเดียวกันนะ เราน่าจะได้ค้นตัวเธอตั้งแต่แรก”

“แต่เราไม่มีเหตุผลที่จะไปค้นตัวเธอน่ะ เด็กนั่นพูดถูกเราไม่มีอำนาจ ที่จริงเราไม่มีแม้แต่หลักฐานหรือเบาะแสที่จะบ่งชี้ว่าเธอเป็นเจ้าของบัตรนั่นด้วยซ้ำ”

“มีสิ ในฐานะที่เธอใช้บัตรปลอม เรามีสิทธิ์ที่จะค้นตัวเธอ แต่นายใจอ่อนเอง เห็นเด็กสาวสวยๆ เข้าหน่อย ใจอ่อนยวบทุกที”

เรย์หัวเราะ “ก็เด็กนั่นสวยจริง หรือนายจะเถียงว่าไม่จริง” จ้องตาเพื่อน แววตาเป็นต่อ

ลอยแสยะยิ้มแทนคำตอบ

เรย์หัวเราะเมื่อเพื่อนไม่ยอมตอบ “เห็นไหมนายก็เห็นด้วยว่าเธอสวย แล้วก็ไม่ใช่สวยธรรมดาด้วย แต่สวยมาก เป็นความสวยที่แปลกตา บรรยายได้ยาก คมเข้มแต่อ่อนหวาน บอกไม่ถูกว่าสวยยังไง รู้แต่ว่ายังไม่เคยเจอใครที่สวยคลาสสิกเหมือนเธอมาก่อน”

คำพูดของเรย์กระตุ้นเตือนให้เขานึกถึงใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กสาวคนนั้น เขายอมรับว่าเธอสวยเตะตามากจริงๆและมีผิวพรรณผุดผาดขาวอมชมพูชวนมอง และนั่นเป็นเหตุผลที่ผลักดันให้เขาเดินเข้าไปสอบถามว่ามีอะไรให้ช่วยเหลือหรือไม่ในตอนแรกที่เจอเธอเข้ามาเมียงๆ มองๆ แคชเชียร์

ลอยถอนหายใจ จากนั้นปรามว่า “น้อยๆ หน่อยพรรคพวก ถึงฉันจะเห็นด้วยกับนาย แต่ฉันก็ไม่หื่นเหมือนนายแน่”

เรย์หัวเราะ เอ่ยเปลี่ยนเรื่องว่า “แล้วนี่เราจะเอายังไงต่อ ฉันยังสนใจเด็กคนนั้นนะ อยากรู้ว่าใช่เจ้าของบัตรตัวจริงหรือเปล่า ฉันอยากรู้ว่าใครกันที่คิดค้นบัตรใบนั้นแล้วคิดค้นขึ้นมาได้อย่างไร มันยังทำให้ฉันทึ่งนะ”

“ถ้าอยากรู้จริงๆ คงต้องเอาข้อมูลในบัตรไปเทียบเคียงกับรายชื่อที่ผ่าน ตม. เข้ามา ที่นั่นมีการเก็บข้อมูลของคนที่เข้ามาในประเทศทั้งหมด เพราะฉะนั้นเจ้าของบัตรใบนั้นก็ต้องมีหลักฐานอยู่ที่ ตม.บ้าง”

เรย์พยักหน้ารับรู้ เขาทำท่าจะเอ่ยปากพูด แต่มีเสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนว่า

“ขอโทษ พวกคุณวิ่งตามเด็กสาวคนนั้นทำไมหรือครับ”

ลอยกับเรย์หันขวับไปมองทันควัน พบชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินตรงมาที่พวกเขา ลอยมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจระคนสำรวจ ชายหนุ่มที่ยืนตรงหน้าเขาหน้าตาหล่อเหลาและมีเค้าว่าเป็นลูกครึ่ง แล้วอะไรบางอย่างก็ผลักดันให้ลอยถามฝ่ายชายออกไปว่า

“ขอโทษ...คุณเป็นพี่ชายของมิสมินตราหรือเปล่าครับ”








Create Date : 26 เมษายน 2553
Last Update : 28 เมษายน 2553 3:56:59 น.
Counter : 410 Pageviews.

7 comments
  
โดย: Moneyjr วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:1:17:01 น.
  
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
โดย: inpup วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:1:51:04 น.
  
โดย: thanitsita วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:12:45:53 น.
  
สวัสดีเย็นๆค่ะ คุณอุ๋ย
แวะมาส่งกำลังใจให้ค่ะ อีกไม่นานเรื่องนี้ต้องจบแน่ๆ เลย เผลอแป๊บเดียวคุณอุ๋ยเอานิยายมาแปะให้อ่าน 4 ตอนแล้ว เร็วมากกกกกกค่ะ
โดย: pantan IP: 58.11.2.176 วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:19:44:48 น.
  
อิจฉาหนูมิ้น มีแต่คนมารุมรักแฮะ

พี่ธันว์ต้องรีบทำคะแนนแล้ว ไม่งั้นไม่ทันแน่
โดย: Hero's girl วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:20:15:25 น.
  
เกือบไปแล้วมั้ยล่ะมิ้น บรรยายภาพซาร่าห์แล้วอยากจะให้ซาร่าห์รักอัตราจริงๆโดยไม่มีเรื่องการสูญเสีย เหตุการณ์ที่มิ้นมาอยู่ในโลกอดีตแค่ 7 วันดูน้อยไปที่จะทำให้คนๆหนึ่งรักฝังใจอยู่กับใครคนหนึ่งได้ตลอด ระยะเวลามันน่าจะนานกว่านั้นจนทำให้เกิดความรักและผูกพันทางใจกันอย่างลึกซึ้ง ความรู้สึกของธันว์ที่เกิดกับมิ้นในตอนนี้น่าจะเกิดจากความต้องตาต้องใจในความสวย ความสดใสมากกว่าแต่ความรู้สึกแค่นี้บวกกับระยะเวลาแค่ 7 วันไม่น่าจะทำให้ธันว์รักฝังใจกับมิ้นมากถึงขนาดรอมิ้นนานหลายปีได้

-ออฟฟิซ==>ออฟฟิศ

-การนับเงินและถอนเงิน===>การนับเงินและทอนเงิน

-ระบบการเงิเจ๊ง===>ระบบการเงินเจ๊ง

-ฃจะเป็นของฉัน===>จะเป็นของฉัน , มันเป็นของฉัน

-มิจจาชีพ===>มิจฉาชีพ

แก้คำผิดตอนที่ 2-1 กับ 2-2แล้วค่ะ
โดย: mimny วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:23:54:51 น.
  
ขอบคุณสำหรับคำผิดมากจ้าน้องมิ้ว พี่แก้ไขในต้นฉบับตามแล้ว

เรื่องถูกตาต้องใจในความสวยสำหรับพระเอกไม่แปลกหรอกจ้า พระเอกปิ๊งนางเอกเพราะสวยจริงๆ ซึ่งยังไม่ใช่รัก แต่จุดที่ทำให้ฝังใจมิ้นถึงขนาดรอ เพราะ....หลังจากที่รู้ว่านางเอกเสี่ยงตายย้อนเวลามาเพื่อพระเอกต่างหากถึงทำให้พระเอกเริ่มรู้สึกรัก ตราบจนนางเอกตายเพราะการย้อนเวลามา ถึงทำให้พระเอกฝังใจกับความรักของนางเอก...

ส่วนเรื่อง 7 วันไม่อาจทำให้รักได้... ใช่ค่ะ 7 วันไม่ได้ทำให้พระเอกรัก แต่ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ของนางเอกที่ยอมย้อนเวลามา...และที่สุดก็ตายหลังจากการข้ามเวลา ถึงทำให้พระเอกเกิดความหวั่นไหว กระทั่งก่อเกิดเป็นความผูกพันและรักในที่สุด...

ป.ล.ต้นฉบับเดิม 12 วัน ฉบับรีไรท์ 7 วัน ด้วยเหตุผลว่า ต้นฉบับเดิมกิจกรรมที่นางเอกทำในโลกอดีต...ใช้เวลาอยู่ในช่วงประมาณ 7 วันเท่านั้น และหากยึดของเก่านางเอกหายมาในโลกอดีตถึง 12 วัน คิดว่าคนในโลกอนาคตคงโกลาหล สงสัยแน่ว่านางเอกหายไปไหนนาน คงจะไม่เชื่อข้ออ้างที่ว่าไปอ่านหนังสือบ้านเพื่อนนัก เพื่อเลี่ยงปัญหาหลายๆ อย่างจึงลดเหลือ 7 วันค่ะ...
โดย: คณิตยา วันที่: 27 เมษายน 2553 เวลา:0:10:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

คณิตยา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]









รู้จักคณิตยา/คีตฌาณ์

ก้าวสู่โลกแห่งการขีดเขียนในปี 2549 มีผลงานเป็นรูปเล่มกับสนพ.ในเครือสถาพรบุ๊คส์ทั้งหมด 11 เล่ม ไล่ตั้งแต่ รหัสทรชน ทางสายหมอก กุหลาบในเปลวไฟ ฝากรัก...ผ่านซีบ็อกซ์ อริ...ที่รัก บอดี้การ์ด รักเพียงฝัน ตามรักข้ามเวลา ไฟรัก บันทึกแห่งรัก(the Book of Love) มิราเบลล์...ตราบคีตาบรรเลง เป็น 1 ในนิยายชุดแด่เธอที่รัก สาปรัก และใต้ปีกรัก

รหัสทรชน เป็นละครทางช่อง 3 เมื่อปี 2554 แสดงโดย เคน และชมพู่ สร้างโดยค่ายยูม่า และ ไฟรัก ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นภาษาเวียดนาม วางแผงเดือนสิงหาคม 2556



พูดคุย ทักทาย แลกเปลี่ยนความเห็น และติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง fb โดยกดไลค์เป็นแฟนเพจได้ทาง https://www.facebook.com/keetacha?ref=hl ขอบคุณค่ะ

---------------


ตอนนี้อุ๋ยทยอยนำนิยายที่หมดลิขสิทธิ์กับพิมพ์คำไปวางจำหน่ายในรูปแบบ E-book บนเว็บ ebooks และเว็บ Mebmarket ค่ะ

ใต้ปีกรัก...ราคาอีบุ๊ก 179 บาท

บันทึกแห่งรัก...ราคาอีบุ๊ก 255 บาท จากราคาปก 310

ไฟรัก...ราคาอีบุ๊ก 279 บาท จากราคาปก 350 บาท

กุหลาบในเปลวไฟ...ราคาอีบุ๊ก 230 บาท



รหัสทรชน ราคาอีบุ๊ก 200 บาท จากราคา 300 บาท 673 หน้า





ทางสายหมอก ราคาอีบุ๊ก 265 บาท จากราคา 280 บาท 690 หน้า



ฝากรัก...ผ่านซีบ็อกซ์ ราคาอีบุ๊ก 125 บาท จากราคา 180 บาท 360 หน้า



รวมเรื่องสั้น...ฉบับวัยหวาน ราคาอีบุ๊ก 45 บาท จากปก 55 บาท



อริ...ที่รัก ราคาอีุบุ๊ก 195 จากปก 240 บาท



หวานใจ...บอดีการ์ด...ราคาอีบุ๊ก 145 บาท จากปก 180 บาท



รักเพียงฝัน...ราคาอีบุ๊ก 225 จากปก 250 บาท



ตามรักข้ามเวลา...ราคาอีบุ๊ก 240 จากปก 270 บาท





















New Comments