Group Blog
All Blog
ตามรักข้ามเวลา...บท 8/2




เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่ามินตราจะขึ้นมาบนห้องเขาซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นอารมณ์ของธันว์ก็เย็นลงมากแล้ว เมื่อทำใจไว้แล้วว่าจะตัดคู่ควงทุกคนออกไปจากชีวิต ก็ไม่ควรใส่ใจกับภาพถ่ายที่ถูกลบทิ้งเหล่านั้น ตอนที่มินตราเดินเข้ามา เขาจึงพิมพ์งานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างใจเย็น และเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเด็กสาว เขาก็หมุนเก้าอี้ไปเผชิญหน้า ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่มินตราถามขึ้น

“พี่ธันว์มีอะไรใช้มิ้นหรือเปล่าคะ”

ผู้ที่แก่วัยกว่าถอนหายใจเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กสาว ด้วยใบหน้าหวานนั้น...สดใส ดูไม่เป็นพิษเป็นภัย และที่สำคัญมีแต่แววตาเทิดทูนให้กับตัวเขา ที่สุดธันว์จึงกล่าวเสียงอ่อนๆ “นั่งที่ปลายเตียงสิ หรือจะลากเก้าอี้ที่โต๊ะเครื่องแป้งมานั่งก็ได้”

มินตราเลื่อนเก้าอี้มานั่งหน้าเขาและเฝ้ามองด้วยสายตาตั้งคำถามเงียบๆ

ธันว์เริ่มต้นขึ้นว่า “ไหนมิ้นเคยบอกว่าไม่ได้ยุ่งอะไรกับข้าวของของพี่แล้ว นอกจากกระปุกหนูตะเภานั่น”

เด็กสาวหน้ามุ่ย “แล้วพี่ธันว์เห็นว่ามิ้นยุ่งอะไรอีกละคะ”

ธันว์ชูซีดี “ไหนบอกพี่สิ เจ้าซีดีแผ่นนี้มันมาได้อย่างไร แล้วทำไมรูปถ่ายในเครื่องคอมพ์พี่หายเกลี้ยง” เขาถามอย่างอดทน น้ำเสียงราบเรียบ

มินตรายิ้มแหยๆ เธอลากเก้าอี้ไปชิดอีกฝ่าย เอื้อมมือไปนวดขาอย่างประจบ พลางว่า “มิ้นก็ว่าจะบอกพี่อยู่เหมือนกัน แต่ลืมไป พี่เจอก็ดีแล้ว คืออย่างนี้นะคะ เมื่อวานตอนที่มิ้นเข้ามาในห้องพี่ มิ้นกะว่าจะใช้คอมพ์เพื่อเปิดเพลงเล่นไปด้วยระหว่างทำความสะอาดห้อง แต่ทีนี้คอมพ์มันเล่นช้ามากๆ มิ้นคิดว่าคงเพราะหน่วยความจำเครื่องไม่พอ เลยคลิกๆ โปรแกรมดู พบว่าเจ้าภาพพวกนั้นกินเนื้อที่มากที่สุด มิ้นก็เลยจัดการทำความสะอาดเครื่องให้ แล้วมิ้นก็คิดว่าพี่อาจจะยังใช้ประโยชน์จากภาพพวกนั้นอยู่ ก่อนลบก็เลยจัดการไรท์ลงแผ่นซีดีให้พี่ มิ้นปรารถนาดีกับพี่อย่างนี้แล้ว พี่ยังคิดจะดุมิ้นได้ลงหรือคะ” มินตราถามด้วยน้ำเสียงละห้อย

“ปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้ายน่ะสิ คอมพ์พี่หน่วยความจำมากมาย ฟังไม่ขึ้นเลยแม่ตัวยุ่ง บอกเหตุผลมาตรงๆ ดีกว่าว่าลบทำไม ถ้ายังตอบเลี่ยง และเฉไฉไปน้ำขุ่นๆ อย่างนี้ พี่จัดการเราแน่”

มินตราทำปากยื่นอย่างงอนๆ “พี่จะจัดการมิ้นได้ลงหรือคะ ใจคอคิดจะทำโทษมิ้นเชียวเหรอ ในเมื่อเราตกลงคบหาเป็นแฟนกันแล้ว”

ธันว์แยกเขี้ยว “บอกความจริงมาตรงๆ แล้วพี่จะยกโทษให้”

เด็กสาวทำหน้าชั่งใจ “ถึงมิ้นจะบอกความจริงไป พี่ก็คงไม่เชื่อ แล้วอย่างนี้มิ้นควรจะบอกพี่หรือคะ?”

“อย่ามาทำหัวหมอกับพี่ ยังไงเราก็ต่อรองกับพี่ไม่ได้ เพราะผิดเต็มประตู บอกเหตุผลมาซะดีๆ ว่าทำไมต้องลบรูปถ่ายพวกนั้น ถ้าขืนยังพูดโยกโย้ ใช้ลูกเล่นแพรวพราวอย่างนี้ พี่จัดการกับเราแน่”

มินตรายิ้มแหยๆ “พี่จะจัดการกับมิ้นได้ลงคอจริงๆ น่ะ มิ้นเป็นแฟนพี่นะ”

“ยิ่งเป็นแฟน ยิ่งต้องกำราบ” ธันว์โต้กลับทันควัน แฟน... คำๆ นี้ช่างอ่อนหวาน ในชีวิตเขาไม่เคยใช้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน เพราะยังไม่คิดที่จะจริงจังกับใคร แต่ในเวลานี้กลับถูกทวงถามสถานะนั้นจากเด็กสาวที่เขาเพิ่งเจอหน้าได้ไม่ถึง 3 วัน

ก็แปลกดี... นึกแล้วลอบสำรวจใบหน้าสะสวยและเยาว์วัยของมินตราเงียบๆ

“โห...มีอย่างนี้ด้วย มิ้นกะจะเซ็นสัญญากำราบผู้ชายเจ้าชู้อย่างพี่ก่อนนะ ไหงพี่มาชิงกำราบมิ้นล่ะ”

ธันว์ทำตาโตลุกวาบ “นี่เราคิดจะเซ็นสัญญามัดมือชกเพื่อกำราบพี่เหรอ ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนะ ก่อนที่เราจะออกกฎมาควบคุมพี่ ไปหยิบปากกากับกระดาษมาเซ็นข้อตกลงของพี่ก่อนเลย”

“อ้าว...” มินตราร้องคราง

“พี่บอกว่าไปหยิบปากกากับกระดาษมาเลย” ธันว์สำทับ เขาลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ตั้งใจจะเรียกเด็กสาวมาเตือนเรื่องอะไร

เด็กสาวหน้ามุ่ย ลุกไปหยิบกระดาษและปากกาบนโต๊ะทำงานของเขามาถือในมือเพื่อเตรียมจด

“จดตามคำบอกพี่”

มินตราบ่นอุบอิบ “ไหนใครว่าจะให้รางวัลถ้าล้างจานโดยไม่ทำตัวเองเจ็บตัว แล้วดู...เรียกมาทำโทษ คนอะไร พูดไม่จริง”

“บ่นอะไร” ธันว์เลิกคิ้ว

มินตราเงยหน้ายิ้มประจบ ทำตาไร้เดียงสา

ธันว์จิ้มหน้าผากกลมมน ก่อนว่า “รางวัลก็ส่วนรางวัล ทำโทษก็ส่วนทำโทษ แต่ตอนนี้เราต้องจดเงื่อนไขของพี่ก่อน”

“เจ้าค่ะๆ”

เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้านางสาวมินตรา มิชิแกน ตกลงที่จะเป็นแฟนกับนายธันว์ พาณิชยุภักดิ์ พร้อมทั้งยินดีที่จะรับข้อเสนอต่อไปนี้เพื่อปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น...” ธันว์ยิ้มด้วยแววตาใสซื่อเมื่อเห็นเด็กสาวเบิ่งตาโต “จดไปสิ”

มินตราก้มจดปลายปากกาด้วยมือข้างที่ไม่เจ็บซึ่งเป็นข้างที่ถนัด เธอเงยหน้าถามเมื่อจดเสร็จ “ถามจริง ที่มิ้นเป็นอยู่นี่ มันแลวร้ายตรงไหนถึงต้องให้ปรับปรุงให้ดีขึ้นน่ะ” ถามด้วยน้ำเสียงชวนหาเรื่อง

“นั่นข้อแรกเลย ห้ามถามแฟนด้วยน้ำเสียงหาเรื่อง”

“โห...เกินไปล่ะพี่ธันว์” เธอส่งเสียงโวยวาย

“จดไปเลยข้อแรก ห้ามถามแฟนด้วยน้ำเสียงชวนหาเรื่อง” ธันว์ย้ำ แต่เมื่อเห็นเด็กสาวตีหน้ายุ่ง ไม่ยอมจด เขาก็สำทับว่า “ไม่เอาน่า...พี่พยายามสอนการเป็นแม่บ้านแม่เรือนให้อยู่นะ อนาคตเวลาที่เราแต่งงานกันจะได้เป็นแม่ศรีเรือนที่ดีให้พี่ไง”

มินตราทำตาโต เธอก้มหน้างุดโดยไม่ถามอะไรอีก ภาพนั้นจุดรอยยิ้มขำบนเรียวปากธันว์

“ข้อต่อไปละคะ” เธอเงยหน้าถาม

“ข้อต่อไป สัญญาว่าจะไม่โกหกแฟน จะพูดความจริงทุกอย่างแม้ว่าจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายแค่ไหนก็ตาม”

มินตราชะงักมือที่กำลังจะจด เพียงครู่เดียวก็ลากปลายปากกาต่อด้วยจังหวะสม่ำเสมอ “ข้อต่อไปเลยค่ะ” เธอบอกโดยไม่เงยหน้ามองเขา

“ข้อสาม จะเชื่อฟังแฟนทุกอย่าง ไม่ดื้อ ไม่เอาแต่ใจ”

“เชื่อฟัง แต่เถียงได้ใช่ไหม” มือจดแต่ปากแซว

“ถ้าเถียง เขาจะเรียกว่าเชื่อฟังเหรอ”

“ก็เชื่อฟังอย่างมีเหตุผลไง ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชื่อ นั่นเขาเรียกว่าไร้สติ ไม่เอาน่า...พี่ธันว์คงไม่อยากได้แฟนประเภทปัญญานิ่มสมองกลวงใช่ไหมคะ พวกชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ว่าตามกันทุกเรื่อง อย่างนั้นน่าเบื่อตาย ชีวิตคงขาดรสชาติพิลึก” ปากยังคงเถียงแม้ว่ามือจะจดตามคำพูดเขาทุกคำ เธอก็เป็นอย่างนี้แหละ ขอให้ได้โต้แย้งไว้ก่อน

ธันว์ทำหน้านิ่วเพราะไม่ทันไร เด็กสาวก็เริ่มเถียงเขาแล้ว

มินตราเงยหน้ามองเมื่อเห็นเขาทำหน้าตึง เธอก็ยิ้มประจบ “แหม...แค่แหย่น่า มิ้นจดตามคำบอกของพี่ทุกคำแล้วนะคะ”

“ไม่ใช่แค่จด แต่ต้องทำตามด้วย”

“เจ้าค่ะ...เจ้าค่ะคุณแฟนที่รัก แหม...เห็นแววสามีจอมเผด็จการรำไรนะนั่น”

ธันว์หน้าแดงก่ำ ขณะที่มินตราเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป เธอยิ้มแหยๆ ตามมาด้วยการหัวเราะแห้งๆ ตบท้าย แล้วว่า “มิ้นพูดคะนองปากไปหน่อย ไม่ได้ตั้งใจหมายความตามนั้นหรอก พี่ธันว์ต้องเป็นสามีที่เยี่ยมมากแน่ๆ มิ้นเชื่ออย่างนั้น”

คนฟังรู้สึกร้อนวูบวาบทั่วใบหน้ามากยิ่งขึ้น ธันว์กระแอม “ไม่ใช่เรื่องเผด็จการ แต่เรื่องสามี...เราพูดคำนั้นออกมาได้อย่างไม่เคอะเขินเลย”

มินตราชะงัก “พี่ธันว์เขินกับคำว่าสามีหรือ? ว้าว...น่ารักจัง สามี..สามี มิ้นว่าคำนี้เป็นคำเบสิกออก เหมือนคำว่าภรรยา พี่ ป้า น้า อา ซึ่งเป็นคำนามทั่วไป”

ธันว์ชะงัก เขารู้แล้วว่าเด็กสาวพูดโดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะหมายความตามที่พูด ชายหนุ่มถอนหายใจเมื่อคิดว่าเขาผิดเองที่ดันคิดไปไกลกว่าความหมายของเด็กสาว เจ้าตัวกระแอมอีกคำรบแล้วว่า “งั้นจดข้อที่สี่ จะทำงานบ้านและงานครัวโดยไม่ก่อเรื่องให้ตัวเองเจ็บตัว”

มินตราก้มหน้าจดตาม ปากพึมพำว่า “และถ้าทำสำเร็จแฟนที่ชื่อธันว์คนนี้ จะให้รางวัลด้วยการจุ๊บทุกครั้ง”

“ข้อเสนอไม่เลวนะ งั้นเพิ่มไปด้วยก็ได้”

มินตราชะงัก เธอเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป เด็กสาวยิ้มแหยๆ “จะเอาจริงเหรอคะ มิ้นแค่พูดเล่น”

“เสียใจ มันหลุดมาจากปากเราแล้ว เพราะฉะนั้นว่ากันตามนั้น”

มินตราเปลี่ยนมายิ้มหวานจ๋อย “คิดจะมาตลบหลังมิ้นเหรอ เสียใจ...ไม่สำเร็จง่ายๆ หรอก”

ธันว์ส่ายหน้า เรียวปากคลี่ยิ้มอ่อนโยน

“เสร็จแล้ว มีข้อต่อไปไหมคะ”

ธันว์นิ่งอย่างใช้ความคิด ครู่ต่อมากล่าวว่า “ข้อห้าเป็นข้อสุดท้าย สัญญาว่าจะทำตัวเรียบร้อย ไม่ทำเรื่องป่วนให้ตัวเองรวมถึงคนอื่นโดยเฉพาะแฟน เดือดร้อน”

มินตราขมวดคิ้ว ยังไม่ยอมก้มจดง่ายๆ “ฟังๆ ดูเหมือนพี่หวังดีกับมิ้นอยู่หรอกนะ แต่เจ้าประโยค... ไม่ทำเรื่องป่วนให้คนอื่นโดยเฉพาะแฟนเดือดร้อน พี่ว่ามันฟังดูทะแม่งๆ ไปไหม”

คนถูกถามตีหน้าไร้เดียงสา “แปลกตรงไหน ไม่เห็นแปลกเลย จดไปเถอะแม่ตัวยุ่ง”

มินตราทำหน้ายุ่งมากขึ้น เธอบ่นอุบอิบว่าเผด็จการ แล้วจึงยอมก้มหน้าจดตามคำบอกของเขา ครู่ใหญ่ต่อมา เจ้าตัวก็ยื่นกระดาษให้ “ตรวจทานได้เลยค่ะว่าเป็นไปตามที่พี่ต้องการหรือเปล่า”

ธันว์หยิบกระดาษไปอ่าน เขาพบว่าเด็กสาวจดตามคำบอกได้อย่างแม่นยำ ไม่ตกหล่น และไม่มีการปรับแต่งถ้อยคำหรือเสริมแต่งคำพูดของเขาแต่อย่างใด ชายหนุ่มรับปากกาจากมือเด็กสาวมาเขียนเพิ่มเติมว่า ‘ให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป’ จากนั้นก็เซ็นชื่อตัวเองต่อท้าย ก่อนจะส่งกระดาษคืนเด็กสาว

“เซ็นชื่อเราต่อท้ายลายเซ็นพี่ด้วย”

“เหมือนสัญญาทาสยังไงไม่รู้” มินตราแสร้งว่า มือตวัดปลายปากกาเซ็นชื่ออย่างว่องไว

“คราวนี้ทำตามสัญญาตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป ด้วยการบอกพี่มาตรงๆ ว่าทำไมถึงต้องลบรูปถ่ายของพี่ทิ้ง”

มินตราอ้าปากค้าง “อะไรยังไม่ลืมอีกหรือ”

“ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกแม่คุณ”

“แต่ในทางกฎหมาย เขาบอกว่านิติกรรมใดๆ จะไม่มีผลย้อนหลังกับเรื่องให้คุณให้โทษ”

“มินตรา…” ธันว์เรียกเน้นเสียง

มินตรายิ้มปะเหลาะ “มิ้นขอโทษ ก็แค่แหย่ อย่าโกรธเลยน่า...นะ นะ”

“บอกความจริงให้พี่รู้ได้หรือยังว่าทำไมถึงต้องลบรูปถ่ายพวกนั้นทิ้ง”

“ถ้ามิ้นบอกแล้วพี่จะไม่ดุ ไม่ทำโทษมิ้นหรือเปล่าล่ะ ถ้ารับปากก็โอเค”

ธันว์พยักหน้า “ก็ได้ นักโทษทำผิดครั้งแรกยังให้รอลงอาญา เพราะฉะนั้นกับเรา พี่ยกโทษให้ก็ได้” ธันว์พูดหน้าตาเฉย “บอกได้หรือยังว่าทำไมต้องลบ”

มินตรายิ้มแหยๆ “มิ้นไม่ชอบให้พี่ถ่ายรูปคู่กับผู้หญิงคนไหน ไม่อยากให้พี่เก็บรูปพวกนั้นไว้ในคอมพ์ เหตุผลทั้งหมดก็มีแค่นั้น” ยังคงมองเขาอย่างขยาดๆ “พี่สัญญากับมิ้นแล้วนะว่าจะไม่ดุ”

ธันว์นิ่งอึ้งกับคำตอบของเด็กสาว เขามองมินตราด้วยสายตาที่คาดไม่ถึง พูดไม่ออกไปเสี้ยววินาที “เราเกิดความรู้สึกนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ในเมื่อเราเพิ่งรู้จักกันด้วยซ้ำ” เขาอดถามตัวเองไม่ได้ว่ามินตราจะรู้ตัวเองบ้างไหมว่าสิ่งที่กำลังรู้สึกคือความหึงหวง แต่เขาไม่เข้าใจเลยว่าเธอเอาความรู้สึกอย่างนั้นมาจากไหน ในเมื่อพวกเขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงอาทิตย์ ฉะนั้นธันว์จึงมองเด็กสาวอย่างระแวงแกมสงสัย แววตาเขาบอกถึงความไม่เข้าใจและแฝงคำถามอยู่ในที

“เรารู้หรือเปล่าว่าความรู้สึกที่กำลังเป็นอยู่ ถ้าเป็นคนรักกันเขาเรียกว่าหึงหวง แต่ถ้าแค่คนรู้จักกันธรรมดาๆ เขาเรียกว่าริษยา”

“ความรัก...ต่อให้เพิ่งเจอกันแค่วันเดียวหรือปีเดียว หากลงว่ารักแล้ว ความหมายก็ไม่แตกต่างกันหรอก” เธอโต้

“แต่เราจะมารักพี่ได้อย่างไร ในเมื่อเราเพิ่งเจอกัน พี่สงสัยเรื่องนี้ตั้งแต่หัวค่ำที่เราบอกรักพี่แล้ว”

มินตราหน้าซับสีเลือด “มิ้นบอกพี่ไม่ได้ ถึงตอนนี้ก็ยังยืนยันว่าบอกไม่ได้ มันไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่พี่จะรู้ เอาเป็นว่าเมื่อถึงเวลานั้นมิ้นจะบอกพี่เอง พี่ไม่ต้องห่วงไปหรอก”

“เรากำลังทำให้พี่สงสัยมากขึ้นนะ”

“อีกไม่นานพี่จะรู้ค่ะ อย่ากังวลไปเลย มิ้นไม่เป็นอันตรายกับพี่หรอก มิ้นไม่เคยคิดร้ายกับพี่ ขอให้สบายใจได้ และพี่จะเรียกความรู้สึกของมิ้นที่ลบรูปถ่ายของพี่ว่าอะไรก็ช่าง มิ้นไม่สนใจ ไม่อยากรับรู้และจะไม่ค้นหาคำตอบเพื่อมาอธิบายพฤติกรรมตัวเองให้วุ่นวายด้วย อย่างเดียวที่มิ้นจะบอกพี่ได้ ก็คือ มิ้นมีแต่ความปรารถนาดีให้พี่”

ธันว์นิ่วหน้าอย่างใช้ความคิด “ถ้าอย่างนั้น เรามาเริ่มต้นกันใหม่ ก่อนอื่นบอกพี่ว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า อาจจะเป็นที่ไหนสักแห่งที่เราบังเอิญรู้จักกันแล้วพี่จำเราไม่ได้ หรือไม่ก็อาจเป็นเราที่รู้จักพี่ฝ่ายเดียวโดยที่พี่ไม่รู้จัก เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?”

มินตราส่ายหน้า “อย่าพยายามเลยค่ะ ถึงยังไงมิ้นก็บอกพี่ไม่ได้ มิ้นให้สัญญาไปแล้วว่าถึงเวลาที่เหมาะสมมิ้นจะบอกพี่เอง”

“แล้วเมื่อไหร่จะถึงเวลานั้น”

“ไม่นานเลยค่ะ ครบ 7 วันที่เรารู้จักกันเมื่อไหร่ ทวงถามมิ้นได้เลย มิ้นจะสารภาพทุกอย่าง”

“ทำไมต้องรอ 7 วัน ทำไมไม่เป็นวันนี้วินาทีนี้ ทำไมต้องนานขนาดนั้น”

“ก็เพราะว่านั่นเป็นวันที่เหมาะสมที่สุดน่ะสิคะ ซึ่งรออีกไม่นานเลย แค่ 5 วันเท่านั้น” มินตราตอบโดยไม่ให้ความกระจ่างแก่เขา เธอยิ้มกว้างอย่างเอาใจแล้วเอ่ยเปลี่ยนเรื่องพูด “คราวนี้ถึงตามิ้นบ้างแล้ว เอาปากกาและกระดาษมาจดตามคำบอกของมิ้นซะดีๆ”

ธันว์อ้าปากค้าง ชั่งใจชั่วครู่ก็คว้ากระดาษและปากกามาเตรียมจด เจ้าตัวถอนหายใจเมื่อคิดว่าให้อย่างไรก็คงโน้มน้าวให้อีกฝ่ายใจอ่อนไม่ได้








Create Date : 29 เมษายน 2553
Last Update : 1 พฤษภาคม 2553 0:18:55 น.
Counter : 411 Pageviews.

6 comment
ตามรักข้ามเวลา...บท 8/1-เฉลยเกม


สวัสดีค่ะ ไม่ได้คุยกันนานเลย เพราะงั้นถือโอกาสแจ้งข่าวสารในคราวเดียวกันไปเลยนะคะ ^_^

1.Entre Lençóis






อุ๋ยได้รับดีวีดีหนัง Entre Lençóis ที่ Reynaldo Gianecchini แสดง จากผู้กำกับ Gustavo ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา และดูไปหลายรอบแล้วค่ะ อยากบอกว่าดูจบ ทำให้ยิ่งหลงรัก Giane และประเทศบราซิลขึ้นอีกเยอะเลย คิดว่าคงต้องหาโอกาสไปเที่ยวบราซิลสักครั้งในชีวิต >_< ความจริง...อยากจะบอกว่า หลงรักพี่เรย์เข้าให้แล้วจริงๆ ค่ะ ...ย้ำว่าหลงรักจริงๆหง่า เพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งเขียนนิยายอีก แหะๆ

เหตุผลที่ใช้เวลานานมากกว่าจะได้รับดีวีดีเรื่องนี้ เพราะลูกน้องของ Gustavo ที่ไมอารี่ เขียนที่อยู่อุ๋ยไม่ชัดเจนค่ะ ทำให้ Fedex ตีกลับ ทาง Gustavo ต้องสั่งให้ลูกน้องส่งกลับมาใหม่อีกรอบ น้องจั๊บเฉลียวใจเป็นคนแรกว่าทำไมถึงใช้เวลานานเพราะปกติ Fedex ไม่เกิน 2 อาทิตย์ เธอเลยแนะนำให้ขอ Tracking No. นับแต่นั้นสามารถเช็กสถานะได้ว่าพัสดุถึงไหนแล้ว ยิ่งกว่านั้นโทรเช็กกับจนท. Fedex และได้รู้แม้กระทั่งว่าการส่งครั้งที่สองลูกน้องของ Gustavo ก็ยังเขียนที่อยู่ผิด ดีที่สามารถโทรแก้ไขที่อยู่ได้

สำหรับความรู้สึกหลังจากดูจบ บอกได้คำเดียวว่าหล่อ เซ็กซี่ น่ารัก ขี้เล่น และสมบูรณ์แบบค่ะ แต่ฉาก x เยอะมากๆ รายละเอียดการรีวิว ผู้ที่สนใจ ติดตามอ่านได้ที่บล็อกเพจ รักเพียงฝัน ภายใต้หัวข้อ Reynaldo ค่ะ

ป.ล.ขอบคุณสำหรับความน่ารักของ Gustavo ค่ะ แค่แผ่นดีวีดีแผ่นเดียว นอกจาก Gustavo จะต้องเสียค่าส่งแล้ว ยังมีค่าเคลียร์ออกจาก ตม.และค่าเสียภาษีซึ่งตม.เรียกเก็บอีก ซึ่งทั้งส่วนคิดเป็นเงินเกือบ1,900 บาท แต่ Gustavo รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดค่ะ ฉะนั้นความรู้สึกที่แอบผิดหวังเล็กๆ ที่ลูกน้อง Gustavo ไม่ได้ส่งดีวีดีฉบับออริจินัลมาให้ก็เลยพอจะเบาบางลงไปได้ หุหุ


2.ความคืบหน้าเรื่องละครรหัสทรชน

อุ๋ยไปเซ็นสัญญากับช่อง 3 มาแล้วเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา และตอนนี้บทโทรทัศน์เกือบจะเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างฟอร์มนักแสดงเพื่อเสนอช่อง 3 อนุมัติ แต่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าพี่เคน ธีรเดช และคุณชมพู่ อารยา รับเป็นพระเอกและนางเอกของเรื่องค่ะ คนทั้งคู่ตอบรับเล่นแล้ว ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ทราบว่ามีคุณ บีม ศรัณยู แสดงเป็นผู้กองธาวี ซึ่งคุณบีมก็ตอบรับเล่นแล้วเช่นกัน ล่าสุดอุ๋ยได้รับการติดต่อจากเพื่อนของคุณบีมทางหลังไมค์ บอกว่าคุณบีมต้องการทราบเรื่องย่อเพื่อศึกษา/เตรียมตัวล่วงหน้า ก่อนที่จะได้รับบทในอาทิตย์หน้านี้ ถือได้ว่าเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่ไฟแรงและขยันทำการบ้านมากค่ะ ^_^

คุยกับพี่ซึ่งเป็นผู้เขียนบทโทรทัศน์และผู้ช่วยผู้กำกับของค่ายยูม่า เธอบอกว่าจะเริ่มเปิดกล้องได้ในเดือนมิถุนายนนี้ และจะใช้เวลา 4-5 เดือนในการถ่ายทำค่ะ ส่วนจะออนแอร์เมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับช่อง 3 ชอบการทำงานของค่ายยูม่าที่หากมีการปรับอะไรจากนิยาย จะมีการบอกพร้อมกับแจ้งเหตุผล อย่างเหตุผลข้อหนึ่งที่ต้องเพิ่มบทให้ตัวประกอบแต่ละตัว เช่น เดิมนางเอกรู้ประวัติตัวเองว่าเป็นใคร จากการค้นเจอในห้องสมุด ก็ปรับแก้เป็นรู้จากรุ่งรวี เป็นต้น ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อเพิ่มบทให้ตัวละคร เพื่อว่าเวลาที่ไปเสนอให้นักแสดงดังๆ จะได้ตอบรับที่จะเล่น รายละเอียดของการพูดคุยกับพี่ยูม่า ใครสนใจเข้าไปอ่านได้ในบล็อกเพจ จากรหัสทรชน...สู่ละคร ในหัวบล็อก รหัสทรชน ซึ่งอุ๋ยจะเขียนรายละเอียดในเร็วๆ นี้ค่ะ


3.รักเพียงฝัน

อุ๋ยคิดว่าคงไม่มีใครร่วมเล่นเกมชิงหนังสือเพิ่มแล้ว ฉะนั้นขอเฉลยรายชื่อผู้ได้รับหนังสือนะคะ 4 คนแรกที่คะแนนสูงสุดจะได้รับนิยายเรื่องรักเพียงฝัน มาดูเฉลยและผู้โชคดีกันเลยค่ะว่าจะเป็นใครกันบ้าง (ป.ล.ถ้ามีคำว่าฟรีหน้าคำถาม แสดงว่าข้อนั้นฟรีเพราะคำถามไม่เคลียร์ค่ะ)

ตัวเลือกของคำตอบ: รหัสทรชน ทางสายหมอก ฝากรักผ่านซีบ็อกซ์ กุหลาบในเปลวไฟ อริที่รัก บอดี้การ์ด รักเพียงฝัน


*ฟรี*1.เรื่องที่ใช้เวลาเขียนเกินปีครึ่ง

คำตอบ...ทางสายหมอก(เริ่มต้นต้นปี 47 จบ 2 สิงหาคม 49 = 3ปี) รหัสทรชน เริ่มต้นก่อนมีนาฯ 48-เมษา 50=2 ปี) กุหลาบฯ ใช้เวลา 1 ปี 4 เดือน
(น้องเนส) (คุณเอ๋) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (คุณหนูเก๋) (น้อง piano) (คุณ manimontra)

หมายเหตุ..ข้อนี้ฟรีค่ะ ทุกคนจึงได้รับ 1 คะแนนเท่ากัน เหตุผลที่ฟรี เข้าใจว่าหลายๆ คนไปอ่านบล็อกรหัสทรชนเลยเข้าใจว่าเรื่องนี้ใช้เวลาเขียนแค่ 1 ปี ซึ่งเป็นความผิดพลาดของอุ๋ยเองค่ะ ตอนเขียนบล็อก ก็ประมาณการว่าคงแค่ 1 ปี แต่พอมาตั้งคำถามนี้เลยต้องค้นหาคำตอบอย่างจริงจัง และค้นพบว่าเรื่องรหัสทรชนจริงๆ แล้วใช้เวลาเขียนและเกลา 2 ปีค่ะ ฉะนั้นคำตอบจึงเป็นว่าเรื่องที่เขียนเกิน 1 ปีครึ่งจึงเป็น ทางสายหมอก รหัสทรชน และกุหลาบฯ ค่ะ


2.เรื่องที่ใช้เวลาเขียนน้อยที่สุด
คำตอบ... บอดีการ์ด (เดือนครึ่ง)
(น้องเนส +5) (คุณสุ) (น้อง piano)


3..เรื่องไหนจำลองสถานการณ์มาจากติมอร์เลสเต้
คำตอบ...กุหลาบในเปลวไฟ
(น้องเนส +5) (คุณเอ๋) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (คุณหนูเก๋) (น้อง piano) (คุณ manimontra)


4.เรื่องแรกที่เขียน
คำตอบ...ทางสายหมอก
(น้องเนส +5) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณหนูเก๋) (น้อง piano)


5.เรื่องที่อิงข้อมูลจริง
คำตอบ...ทางสายหมอก(ซาพาส) กุหลาบในเปลวไฟ(ติมอร์เลสเต้) ฝากรักผ่านซีบ็อกซ์(อิฐ/เวปจริง) รักเพียงฝัน(พี่เรย์)
(คุณ alanta+5)


6.เรื่องที่มีความสุขในการเขียนมากที่สุด
คำตอบ...รักเพียงฝัน
(คุณเอ๋ +5) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (คุณหนูเก๋) (น้อง piano) (คุณ manimontra)


7.เรื่องที่หาข้อมูลมากที่สุด
คำตอบ...กุหลาบในเปลวไฟ
(คุณเอ๋ +5 ) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (คุณ manimontra)


8.เรื่องแรกที่ได้ตีพิมพ์
คำตอบ...รหัสทรชน
(น้องเนส +5) (คุณเอ๋) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (คุณหนูเก๋) (น้อง piano) (คุณ manimontra)


9.เรื่องที่สร้างความเครียดมากที่สุด
คำตอบ...รหัสทรชน เหตุ ต้องปั่นไปส่งต้นฉบับไปเพราะต้องเร่งให้ตีพิมพ์ทันงานสัปดาห์หนังสือ จึงทำให้ต้องทยอยส่งทีละครึ่งเพื่อให้สนพ.ตรวจบรูฟ (คุณเอ๋+ 5 )


10.เรื่องที่มีการรีไรท์จำนวนครั้งมากที่สุด
คำตอบ...กุหลาบในเปลวไฟ
(น้องเนส +5) (คุณเอ๋) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (คุณหนูเก๋) (น้อง piano) (คุณ manimontra)


11.ชอบเรื่องไหนมากที่สุด
คำตอบ...กุหลาบในเปลวไฟ
(คุณเอ๋ +5 ) (คุณ manimontra)


12.เรื่องไหนที่ได้พิมพ์รอบสองไวที่สุด
คำตอบ...ฝากรักผ่านซีบ็อกซ์ (7วัน)
(คุณ alanta+5)


13.ชอบพระเอกเรื่องไหนมากที่สุด
คำตอบ...รักเพียงฝัน
(น้องเนส +5) (คุณเอ๋) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (น้อง piano) (คุณ manimontra)


14.เลิฟซีนเรื่องไหนร้อนแรงที่สุด
คำตอบ...กุหลาบในเปลวไฟ
(น้องเนส +5) (คุณเอ๋) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (คุณหนูเก๋) (น้อง piano)


15.เรื่องไหนไม่มีเลิฟซีน
คำตอบ...ฝากรักผ่านซีบ็อกซ์ อริที่รัก บอดี้การ์ด
(น้องมิ้ว+5)


16.เรื่องไหนไม่เคยรีไรท์เลย
คำตอบ...ฝากรักผ่านซีบ็อกซ์ บอดี้การ์ด รักเพียงฝัน
หมายเหตุ...มุมมองอุ๋ย...รักเพียงฝันไม่ถือว่ารีไรท์จากเรื่องเดิม เพราะแค่เอาชื่อมาค่ะ เรื่องนี้ไม่มีใครตอบถูก


17.เรื่องไหนที่เขียนยากที่สุด
คำตอบ...กุหลาบในเปลวไฟ เหตุโจทย์ที่ว่าทำไมยูเอ็นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของอินโดฯ จนติมอร์เลสเต้แยกออกมาเป็นอีกประเทศสำเร็จ ทั้งที่ตามกฎบัตรสหประชาชาติห้ามยูเอ็นแทรกแซงกิจการภายในของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ทำไมยูเอ็นถึงมาแทรกแซงอินโดฯได้ ด้วยเหตุใช้ติมอร์ฯเป็นตุ๊กตา ก็เลยต้องทำการบ้านค้นหาคำตอบหนักหน่อยว่าทำไมกรณีของอินโดฯ จึงได้รับการยกเว้น ซึ่งใช้เวลานานมากกว่าจะค้นพบคำตอบ
(คุณเอ๋ +5) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (คุณหนูเก๋) (น้อง piano) (คุณ manimontra)


*ฟรี*18.เรื่องไหน พระเอกเป็นคนไทย
คำตอบ...รหัสทรชน ฝากรักผ่านซีบ็อกซ์ บอดี้การ์ด
(น้องเนส) (คุณเอ๋) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (คุณหนูเก๋) (น้อง piano) (คุณ manimontra)



*1ฟรี*9 เรื่องไหน พระเอกเป็นต่างชาติ
คำตอบ...กุหลาบในเปลวไฟ อริที่รัก รักเพียงฝัน
(น้องเนส) (คุณเอ๋) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (คุณหนูเก๋) (น้อง piano) (คุณ manimontra)


20.เรื่องไหนใช้โลเกชั่นในประเทศไทยตลอดเรื่อง
คำตอบ...ฝากรักผ่านซีบ็อกซ์
(คุณเอ๋+5) (น้องมิ้ว) (คุณสุ) (คุณ alanta) (คุณหนูเก๋) (น้อง piano) (คุณ manimontra)


รวมคะแนนเรียงตามลำดับค่ะ...น้องเนส รวม 45 คะแนน // คุณเอ๋ 44 คะแนน //คุณ alanta 24 คะแนน // น้องมิ้ว 19 คะแนน // คุณสุ 14 คะแนน // น้อง piano 13 คะแนน //คุณ manimontra 12 คะแนน// คุณหนูเก๋ 11 คะแนน //

ฉะนั้นสรุป 4 คนแรกที่ได้รับหนังสือคือ 1. น้องเนส 2.คุณเอ๋ 3.คุณ alanta และ 4.น้องมิ้ว ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่ได้รับรางวัลด้วยค่ะ

แต่ผู้ที่ได้รับรางวัลคงต้องรอนานหน่อยนะคะกว่าเรื่องนี้จะออกมาเป็นรูปเล่ม เหตุผล...เนื่องจากการอีดิตในเรือ่งบอดี้การ์ดอุ๋ยค้นพบจุดผิด ก็เลยแจ้งสนพ. พอเรื่องรักเพียงฝัน สนพ.ก็เลยกรุณาให้อุ๋ยตรวจทานที่บก.อีดิตก่อนตีพิมพ์ ซึ่งตอนนี้อุ๋ยอยู่ระหว่างการอ่านที่บก.เล่มอีดิตค่ะ ซึ่งอยากบอกว่ายังไปไม่ถึงไหนเลยค่ะ >_< (ส่วนตัวน่ะแอบทำใจถ้าต้องเลื่อนพิมพ์ไปเดือนมิถุนายน >_<)



4.วันที่ 30 พฤษภาคม -3 มิถุนายน ชีพจรลงเท้าอีกแล้วค่ะ มีงานต้องไปทำที่จีน แต่โชคดีที่ไปไม่นาน เลยพยายามจะเกลาตามรักผ่านข้ามเวลาให้เสร็จก่อนวันที่ 30 พฤษภาคม แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จไหม >_<


*******************



ตามรักข้ามเวลา...บทที่ 8/1


ธันว์กับมินตราย้ายมาที่ห้องครัวเพื่อกินมื้อค่ำ เขาเริ่มต้นขึ้นเป็นประโยคแรกหลังจากเด็กสาวตักข้าวใส่จานและต่างคนต่างนั่งเรียบร้อยแล้ว

“อัตโทรมาบอกว่าจะไม่กลับบ้าน”

“พี่อัตจะอยู่ค้างกับซาร่าห์เหรอคะ” เธอถามขึ้นเสียงแผ่วเบาอย่างห่วงใยความรู้สึกของธันว์

“ไม่รู้สิ หมอนั่นไม่ยอมบอก ว่าแต่เราไปเจอซาร่าห์ที่ไหน”

“ที่ห้างค่ะ ซาร่าห์ไปซื้อของ พี่ธันว์เสียใจหรือเปล่าคะ ถ้าพี่อัตเอ่อ...มีอะไรกับซาร่าห์” เสียงตอนท้ายสะดุดลงเล็กน้อย

ธันว์เลิกคิ้ว “ไม่หรอก พี่ไม่ได้ผูกพันอะไรกับซาร่าห์ขนาดนั้น ถามทำไมเหรอ?”

“แค่อยากรู้”

ธันว์ยิ้มให้เด็กสาวแล้วว่า “อัตฝากบอกเราด้วยว่าเจอกันตอนค่ำพรุ่งนี้”

“แล้วพี่ธันว์ละคะ พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า”

“พี่มีธุระตอนเช้านิดหน่อย”

“แล้วตอนเย็นละคะ”

“ไม่แน่ กำลังชั่งใจว่าอาจจะพาเพื่อนไปซื้อของ”

“งั้นพี่ธันว์อย่ากลับค่ำนะคะ เราจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน”

“เราอยากไปเที่ยวไหน”

“ที่ไหนก็ได้ ขอแค่ที่นั่นมีพี่มีมิ้น ก็โอเคแล้ว”

ธันว์ชะงักกับคำพูดซื่อๆ ตรงไปตรงมาของเด็กสาว เขากระแอม “พี่ยกเลิกนัดกับเพื่อนก็ได้ จะรีบกลับมาหาเรา” เห็นทีเขาคงต้องเลิกคบหากับผู้หญิงคนอื่นๆ อย่างที่รับปากกับอัตราจริงๆ แล้วกระมัง เจ้าตัวนึกอย่างปลงๆ

“พี่ธันว์น่ารักที่สุดในโลก”

เด็กสาวส่งเสียงร้องแสดงความดีใจยังกับเด็กๆ ธันว์เอื้อมมือไปขยี้ศีรษะอย่างอ่อนโยน “เรามาตกลงกันก่อนนะ เจ้าอัตบอกว่าพี่จีบเราได้ แต่ต้องคิดจริงจัง ไม่ใช่จีบเล่นๆ พี่หมายถึงจีบเราคนเดียว ไม่ใช่เฟลิตหลายคนในเวลาเดียวกัน”

“พี่คุยกับพี่อัตเมื่อไหร่” มินตราเท้าคาง มองเขาตาแป๋วแหววอย่างจดจ่อกับคำตอบ

ธันว์ยิ้มอย่างเอ็นดูกับภาพนั้น เขาเอื้อมมือไปเกลี่ยพวงแก้มด้วยหลังมือ หัวแม่มือเลยไปไล้กลีบปากล่างที่ยังบวมเป่งเพราะจูบของเขา “คุยกับมันตอนที่เรากำลังสลบ”

มินตราคว้ามือเขามาแนบแก้ม “พี่ธันว์ตอบไปว่าไงคะ”

“พี่ตอบตกลง ถ้าพี่คิดจะจีบเรานั่นหมายความว่าพี่คิดจะจริงจังถึงขั้นลงหลักปักฐาน ไม่ใช่จีบเล่นๆ เพราะฉะนั้นก่อนที่พี่จะเดินหน้ากับอนาคตพี่จริงจัง ขอถามก่อนว่าเรามีแฟนอยู่หรือเปล่า”

“ไม่มีใครค่ะ ลงหลักปักฐาน? พี่ธันว์คิดจะแต่งงานกับมิ้นเหรอคะ”

ธันว์พยักหน้า “ถ้าคบกับพี่ เราจะไม่มีวันเสียใจเด็ดขาด สัญญาว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง พี่จะไม่คบเผื่อเลือก ไว้ใจพี่ไหม?”

“มิ้นเชื่อพี่ค่ะ” เด็กสาวยิ้มกว้าง “เราจะคบกัน วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ช่าง...” ขมวดคิ้ว ก่อนจะมองเขาตาเป๋ง “ไม่สิ...วันข้างหน้า พี่ต้องรักมิ้นและต้องแต่งงานกับมิ้นคนเดียวเท่านั้น วันนี้ความรู้สึกของพี่อาจจะยังไม่รักมิ้น ไม่เป็นไร มิ้นเข้าใจเพราะมันเร็วเกินไป แต่วันข้างหน้าเมื่อพี่อายุ 35 พี่ต้องรักมิ้นและเมื่อมิ้นจบมหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ พี่ต้องแต่งงานกับมิ้นคนเดียวเท่านั้น เข้าใจหรือเปล่า” ประโยคท้ายเจ้าตัวคาดคั้นเสียงหนักแน่น

“35?” ธันว์ทวนตัวเลขชนิดแทบไม่เชื่อหู “ทำไมต้องรอพี่อายุ 35? จะอ่อนกว่านั้นหรือแก่กว่านั้นไม่ได้เลยใช่ไหม?” ถามเย้าๆ

“ถึงตอนนั้นพี่จะเข้าใจเองค่ะ ตอนนี้มิ้นยังตอบไม่ได้” พูดแล้ว กล่าวไปอีกทางว่า “มิ้นอิ่มข้าวแล้ว พี่อิ่มยังคะ”

เขาเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย “แทบจะไม่ได้แตะ อิ่มแล้วเหรอ”

“ค่ะ อิ่มใจ” มินตราตอบยิงฟันอย่างขี้เล่น เห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบสวยงาม

ธันว์ส่ายหน้าอย่างเอ็นดู “ถ้างั้นเราอยากทำอะไร ยังหัวค่ำอยู่เลย หรืออยากจะขึ้นไปพักผ่อน?”

“มิ้นอยากให้เราเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกันค่ะ มิ้นตั้งใจแล้วว่าคนที่จะมาเป็นแฟนกับมิ้น จะต้องทำตัวโรแมนติกอย่างไรบ้าง”

“อะไรนะ?”

“พี่ได้ยินไม่ผิดหรอก ต่อไปนี้พี่ต้องทำตัวหวานๆ กับมิ้น”

“ตำราไหนนี่”

“ตำรามิ้นแหละ พี่ไปนั่งห้องนั่งเล่นสิคะ เดี๋ยวมิ้นตามไป ขอเก็บจานชามล้างแป๊บ” มินตราพูดพร้อมกับลุกขึ้นเก็บจานชามบนโต๊ะไปวางที่อ่างล้างจาน ธันว์ช่วยเก็บส่วนที่เหลือ แต่อีกฝ่ายดุนหลังเขาให้ออกจากครัว

“จะล้างคนเดียวไหวเหรอ”

“ดูถูกจริง เชื่อมือมิ้นบ้างสิคะ”

ธันว์ส่ายหน้า แต่ดวงตาฉายแววอ่อนโยน เขายอมถูกดุนหลังไปถึงประตูครัว แล้วหันกลับมามอง “ถ้ามั่นใจว่าทำได้แน่ งั้นพี่ขอตัวไปสะสางงานแป๊บ เสร็จแล้วเรียกพี่แล้วกัน”

“ได้ค่ะ” เธอยิ้มตอบ

เขาเอื้อมมือไปขยี้ผมอย่างเอ็นดู “อย่าทำตัวเองเจ็บตัวล่ะ จานตกแตกก็ช่าง ขอแต่อย่าทำให้ตัวเองเจ็บตัวเป็นพอ เข้าใจมั้ย?” ประโยคท้ายถามเสียงอ่อนโยน

“โอเคค่ะ”

“แต่เอ...” ชายหนุ่มเหลือบมองปลายนิ้วที่พันด้วยผ้าก๊อซ “พี่ว่าพี่ช่วยเราล้างไม่ดีกว่าเหรอ เราเพิ่งโดนมีดบาด”

“ไม่เป็นไรค่ะ มิ้นจะสวมถุงมือยาง เพราะฉะนั้นปลอดภัยหายห่วงค่ะ อีกอย่างตอนนี้ก็ไม่เจ็บอะไรแล้ว” มินตรากระดิกนิ้วไปมาเพื่อยืนยันคำพูด

ธันว์ทำท่าลังเล แต่สุดท้ายก็ตัดใจพยักหน้า “ตกลง...งั้นถ้าเราล้างจานโดยที่ไม่ทำให้ตัวเองเจ็บตัวได้ พี่จะตบรางวัลให้เรา ดีมั้ย?”

“ดีค่ะ” เธอยิ้มรับ

ธันว์ขยี้ศีรษะเด็กสาวอย่างเอ็นดู ชะโงกหน้าไปจูบหน้าผากแผ่วเบา พึมพำว่า “ระวังตัวด้วยนะ”



งานโปรเจกต์ที่ต้องคิดให้เสร็จก่อนเปิดเรียน มีอันต้องหยุดชะงักเมื่อธันว์เหลือบไปเห็นแผ่นซีดีที่วางอยู่ข้างคอมพิวเตอร์ ที่จริงมันคงวางอยู่นานแล้ว เพียงแต่เขาเพิ่งสังเกตเห็น ชายหนุ่มขมวดคิ้ว พลางสอดซีดีเข้าไปในช่องเล่นซีดีเพราะความอยากรู้ พลันต้องชะงักเมื่อเห็นรูปถ่ายดิจิทัลของตัวเองที่ถ่ายคู่กับสาวๆ ถูกเก็บอยู่ในซีดีนั้น ธันว์มั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนไรท์แน่นอน เนื่องจากไม่มีความจำเป็น ชายหนุ่มคลิกไดฟ์(Drive)ที่เขาเก็บโฟลเดอร์รูปถ่าย แต่แล้วต้องชะงักตัวแข็งทื่อเมื่อพบว่ารูปถ่ายทั้งหมดหายเกลี้ยงไปจากโฟลเดอร์ ธันว์หลับตา นับหนึ่งถึงสิบอย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ทว่าเขานับได้ไม่ครบก็ต้องลืมตา ตะโกนเรียกเด็กสาวเสียงดังลั่น

“มินตรา!”

“...”

เงียบปราศจากเสียงตอบจากเด็กสาว เขาเดินไปชะโงกเหนือราวบันได พยายามสะกดน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างยิ่ง แต่ไม่สำเร็จนัก

“มินตรา!”

หลายวินาทีถัดมาอีกฝ่ายจึงขานรับขึ้น “ค่า...แป๊บหนึ่งค่ะมิ้นยังล้างจานไม่เสร็จ” คนอยู่ในครัวส่งเสียงตะโกนตอบกลับมา

ธันว์ถอนหายใจ ได้ยินเสียงหวานใสของเด็กสาวแล้วก็ให้นึกโกรธไม่ลงจริงๆ ที่สุดน้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลง “ตามสบายเถอะ เสร็จงานเมื่อไหร่ก็ขึ้นมาหาพี่แล้วกัน”

“ค่ะ...ใกล้เสร็จแล้วค่ะ”

เขาถอนใจอีกระลอกแล้วเดินกลับเข้ามาในห้อง ถามตัวเองว่านี่ยังมีอะไรที่เจ้าหล่อนสอดไส้ไว้โดยที่เขาไม่รู้อีก ชายหนุ่มทรุดนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยที่ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ นึกหนักใจว่าเขาจะมีสมาธิทำงานได้แค่ไหนถ้ายังไม่ได้เคลียร์กับเด็กสาว








Create Date : 28 เมษายน 2553
Last Update : 29 เมษายน 2553 2:42:22 น.
Counter : 685 Pageviews.

9 comment
ตามรักข้ามเวลา...บท 7/2
greenteagreentea

“มีอะไร” ธันว์กรอกเสียงในกระบอกโทรศัพท์ พยายามควบคุมจังหวะเต้นของหัวใจให้กลับมาเป็นปกติดังเดิม

“ขอสายมิ้นหน่อยสิ” เสียงอัตราลอดมาตามสาย

ธันว์ปรายตาไปมองเด็กสาวทันที เห็นมินตรานั่งแปะกับพื้น หลังพิงกำแพงเขาก็นึกห่วงใย ไม่มั่นใจว่าอารมณ์รุนแรงของตัวเองก่อนหน้านี้ได้ส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็กสาวอย่างไรบ้าง ฉะนั้นธันว์จึงตอบเลี่ยงไปว่า “น้องนายเข้าห้องน้ำ มีอะไรฝากบอกฉันก็ได้”

คนเป็นพี่ชายชะงักไปอึดใจแล้วจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเป็นปกติว่า “งั้นฝากบอกยายมิ้นด้วยว่าคืนนี้ฉันไม่กลับบ้าน ไม่ต้องเป็นห่วง เจอกันคืนพรุ่งนี้เลยแล้วกัน”

“จะอยู่ค้างกับซาร่าห์แน่เหรอ”

อัตรานิ่งไปชั่วครู่แล้วตอบว่า “ซาร่าห์ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่กลับบ้าน”

“เรื่องของฉันน่า”

ธันว์ไหวไหล่ “งั้นก็ตามใจ มีข่าวดีเมื่อไหร่ก็บอกด้วยแล้วกัน”

“ไม่เสียดายเธอแล้วเหรอ”

“นายบอกเองให้ฉันเลือก เพราะฉะนั้นฉันคงไม่มีโอกาสได้เสียดายหรอก”

“แสดงว่านายตกลงใจแล้วที่จะเลือกยายมิ้น?”

“ฉันบอกนายไปตั้งแต่ตอนเย็นแล้วว่าฉันเลือกน้องนาย และจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงทุกคน”

อัตราอึ้ง “งั้นก็ขอบอกว่าตามสบาย อนาคตเป็นของยายมิ้นเจ้าตัวต้องเลือกเอง ไม่มีใครไปบังคับได้ ขอแค่นายจริงใจกับน้องสาวฉัน อย่าคิดจีบเพื่อหวังฟันเป็นพอ”

ธันว์นิ่วหน้า เขาไม่ชินกับคำพูดขวานผ่าซากของเพื่อน “ไม่ต้องห่วงไปหรอก ฉันตัดสินใจเลือกแล้ว จากนี้มีอะไรเกิดขึ้น ฉันจะรับผิดชอบอนาคตของน้องสาวนายเอง” ให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

น่าแปลก...เมื่อวานยังรู้สึกเป็นแค่คนแปลกหน้า หากวันนี้วินาทีนี้กลับรู้สึกคุ้นเคยราวกับคนที่เคยรู้จักมักจี่กันมาตลอดชีวิตก็ไม่ปาน...คุ้นเคยกระทั่งอยากจะดูแลไปจนตลอดชีวิต ก็แปลกดี…

“นายพูดแปลกๆ นะ มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”

“เปล่า นายคิดมากไปเอง”

“น้องฉันยังสบายดีใช่ไหม?”

“แน่นอน นายห่วงอะไรอัต” ธันว์ขมวดคิ้ว

“ไม่รู้สิ คำพูดนายแปลกๆ”

“ไม่มีอะไรหรอกน่า อย่ากังวลไปเลย”

“ขอฉันพูดสายกับน้องหน่อยสิ”

“น้องนายยังไม่ออกจากห้องน้ำ ถ้าไม่มีอะไรแล้วแค่นี้นะ ฉันกำลังกินข้าวค้างอยู่”

“เดี๋ยวธันว์ อย่าเพิ่งวางหู”

“อะไรอีก”

“ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น อย่าหลอกล่อน้องสาวฉันขึ้นเตียงเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”

ธันว์แยกเขี้ยวใส่โทรศัพท์ “โอเค พอใจหรือยัง”

“ฉันหวังว่าไม่ใช่ฝากปลาย่างไว้กับแมวหรอกนะ”

“ถ้าไม่ไว้ใจ ก็กลับมาเลยสิ”

“ไม่ล่ะ ฉันจะลองเชื่อใจนาย”

“งั้นก็เลิกระแวง แค่นี้นะ ขอให้เดตให้สนุก” ธันว์วางหู เขาเดินกลับไปหาเด็กสาว น่าแปลกที่เขารู้สึกว่างเปล่าเมื่อได้ยินว่าเพื่อนรักอาจจะอยู่ค้างกับซาร่าห์ เขาปัดความคิดนั้นออกไปอย่างไม่ยี่หระ เดินไปคุกเข่าในระดับเดียวกับเด็กสาว พลางพินิจอย่างละเอียดลออ รู้สึกผิดคละเคล้าความละอายเมื่อเห็นใบหน้าอีกฝ่ายซีดเผือดปราศจากสีเลือด ริมฝีปากบวมเป่งและแดงช้ำอย่างที่ดูออกว่าถูกตะโบมจูบมาอย่างหนัก เสื้อไหมพรมแบบผ่าหน้า ถูกปลดกระดุมเห็นบราเซียลายลูกไม้สีขาวน่ารัก

วูบหนึ่ง...ธันว์รู้สึกเสียใจเมื่อเห็นสภาพราวกับคนขวัญเสียของเด็กสาว ชายหนุ่มเอื้อมมือหมายจะไปช่วยกลัดกระดุมให้ หากทว่ามินตรากลับผงะถอยหลังอย่างตกใจ กิริยานั้นทำให้ธันว์บดกรามแน่นอย่างนึกไม่ชอบใจนัก

“พี่จะกลัดกระดุมให้” ธันว์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติ เขาดึงสาบเสื้อมาติดกันเพื่อกลัดกระดุม ตลอดเวลาพยายามไม่ชายตาไปมองเนินเนื้อสีขาวอมชมพูที่โผล่พ้นขอบบราเซียซึ่งดูจะเก็บทรวงอกคู่นั้นไม่มิด แม้พยายามไม่มอง แต่ความรู้สึกจากการสัมผัสเมื่อครู่ ก็บอกเขาได้ว่าหญิงสาวซ่อนรูปกว่าที่คิดนัก

เด็กสาวดูจะอวบอัดเกินกว่าเด็กวัยเดียวกันทั้งที่ดูผอมเพรียวอย่างนั้นเถอะ...

มินตรากระซิบขอบคุณแผ่วเบา เธอขยุ้มสาบเสื้อเมื่อเขาถอยห่างออกไป

“ขอโทษสำหรับเหตุการณ์เมื่อครู่”

“ไม่ค่ะ มันไม่ใช่ความผิดของพี่” มินตราตอบแผ่วเบา สายตามองต่ำเพียงปลายคาง

“ทำไมไม่นึกตำหนิพี่บ้างเลย พี่ทำอะไรไม่ดีกับเราหลายอย่าง”

มินตราส่ายหน้า “ช่างเถอะ มันผ่านไปแล้ว พี่ธันว์อย่าบอกเรื่องนี้กับพี่อัตนะคะ” มีแววขอร้องอยู่ในน้ำเสียง

“พี่ก็ไม่อยากมีเรื่องผิดใจกับมันเหมือนกัน” ธันว์ถอนใจ “ความจริง...พี่ไม่อยากขอโทษกับเหตุการณ์เมื่อครู่หรอกนะ เพราะมันเป็นความตั้งใจของพี่”

มินตราชะงัก เงยหน้าขวับขึ้นมองเขา “หมายความว่ายังไง”

ธันว์ยิ้มใส่ตาเด็กสาว “หมายความว่าพี่อยากจูบเราไง อยากจะทำอย่างนั้นตั้งแต่วันแรกที่เห็นนอนอยู่บนหิมะแล้ว”

มินตราอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง

ธันว์ยิ้ม แววตาอ่อนโยนขึ้นอีกเท่าตัว “เชื่อพี่เถอะ พี่พูดความจริง” ยืนยันเสียงอ่อนโยน พลางเอื้อมมือไปเกลี่ยริมฝีปากนุ่มที่ยังบวมเป่งเพราะจูบของเขา

มินตราส่ายหน้า ยังพูดไม่ออก

“เราไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่น่าคลั่งไคล้ เราสวยและน่า...” ธันว์ชะงัก เขาไหวไหล่ “ช่างมันเถอะ เราเด็กเกินกว่าที่จะรู้”

“ไม่...มิ้นอยากรู้” มินตราเอื้อมมือไปเขย่า หมดความหวาดกลัวแค่นั้น

ธันว์ยิ้มอ่อนโยนใส่ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม “เอาไว้วันหนึ่ง เมื่อเราโตเป็นสาวพอ แล้วพี่จะบอก”

“แล้วมิ้นต้องรอถึงเมื่อไหร่กว่าจะถึงวันนั้น” ถามด้วยน้ำเสียงไร้ความหวัง นั่นทำให้ธันว์หัวเราะในลำคอ

“ไม่นานหรอก รอพี่นะ” ธันว์พูดเสียงนุ่มนวล แล้วชะโงกหน้าไปจูบหน้าผากแผ่วเบา

มินตราอ้าแขนกอดเขา “มิ้นรักพี่ธันว์...พี่ไม่รู้หรอกว่ามิ้นรอที่จะได้ยินคำนี้มานานแค่ไหน...รอพี่ คำนี้ช่างอ่อนหวานเหลือเกิน” เจ้าตัวพูดแล้วกระชับวงแขนแน่นเข้า เกือบทำให้ธันว์หายใจไม่ออก เขาขมวดคิ้ว แกะวงแขนเด็กสาวออก พลางขยับห่างออกมาเพื่อมองหน้า

“รักพี่? รอพี่? รอที่จะได้ยินคำพูดนี้นี่นะ? เราไปรู้จักมักจี่กับพี่ตั้งแต่ตอนไหนเมื่อไหร่กันแม่ตัวยุ่งถึงได้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น” ธันว์ถามอย่างสุขใจ ในใจอิ่มเอิบอย่างประหลาดเมื่อได้ยินว่าเธอรักเขา

คุณพระ...ทั้งที่รู้ว่าเด็กสาวอาจจะพูดออกมาโดยที่ไม่ได้หมายความตามนั้น แต่กระนั้นเขาก็ห้ามความรู้สึกอิ่มเอิบในใจไม่ได้

มินตรายิ้มเขินๆ เมื่อตอบว่า “เอาไว้วันหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม มิ้นจะบอกพี่เองว่าทำไมมิ้นถึงรักพี่ และเฝ้ารอคอยพี่มานานแค่ไหนแล้ว”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ยังคงมองอย่างไม่เข้าใจ แต่เขาก็หัวเราะฮึๆ ในลำคอกับการที่เธอเลียนแบบคำพูดเขา “ร้ายนักนะเรา เอาคำพี่มาย้อน”

มินตราหัวเราะ ธันว์ยิ้มตอบ แล้วตวัดวงแขนกอดเด็กสาว เขาเกยคางกับศีรษะของอีกฝ่ายก่อนถามด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “หายโกรธพี่แล้วใช่ไหม”

“มิ้นบอกแล้วมิ้นไม่เคยโกรธพี่” มินตราพูดกับซอกคอเขา แววตาเปี่ยมสุขมากมาย

“อย่าใจดีกับพี่นักเลย พี่ไม่ใช่คนดีอะไรมากมายขนาดนั้น” ธันว์พูดพลางโยกคลอนร่างบางในอ้อมแขน ในใจรู้สึกหนักอึ้งกับความไว้เนื้อเชื่อใจของเธอ

มินตราน่ารักอย่างนี้ เขาจะหักห้ามใจที่จะไม่แตะต้องสัมผัสเนื้อตัวเธอได้อย่างไรกัน? ธันว์ให้นึกสงสัยระคนหนักใจ





greenteagreentea



Create Date : 27 เมษายน 2553
Last Update : 28 เมษายน 2553 20:53:09 น.
Counter : 452 Pageviews.

3 comment
ตามรักข้ามเวลา...บท 7/1



มินตราก้าวเข้ามาในบ้านแล้วรีบปิดประตูตามหลัง เธอซอยเท้าถี่ๆ พร้อมกับร้องตะโกนเรียกชื่อธันว์ไปพลาง “พี่ธันว์…พี่ธันว์”

“วิ่งกระหืดกระหอบหนีอะไรมาน่ะ” ธันว์เดินออกมาจากห้องนอน โผล่หน้ามาตรงหัวบันได

มินตราก้าวไปเกาะราวบันได น้ำเสียงยังคงกระหืดกระหอบเมื่อตอบว่า “พี่ธันว์ช่วยต่อสายพี่อัตให้มิ้นหน่อยสิคะ มิ้นไม่รู้เบอร์มือถือพี่อัต”

“อ้าว...ไม่ได้กลับมาด้วยกันเหรอ” ธันว์ร้องถามอย่างประหลาดใจ แล้วก้าวลงบันไดผ่านหน้าเด็กสาวไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อต่อสายโทรศัพท์ เขาเลือกใช้โทรศัพท์พื้นฐานโทรหาอัตรา

มินตรามองธันว์เงียบๆ ขณะที่ลมหายใจยังคงหอบกระชั้น สายตาเฝ้าดูชายหนุ่มซึ่งอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้ว

ธันว์รอจนอัตรารับสายแล้วจึงเอ่ยว่า “ฉันเองนะ น้องนายอยากจะคุยด้วย” ธันว์เอ่ยแล้วส่งโทรศัพท์ให้เด็กสาว เขาถอยออกมายืนดูอยู่เงียบๆ ได้ยินมินตราพูดด้วยน้ำเสียงรัวเร็ว

“พี่อัต...พี่อัตไปส่งซาร่าห์เลยนะ ไม่ต้องรอมิ้น”

“อ้าว...นี่เราไปถึงบ้านแล้วหรือ ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม”

“เรียบร้อยดีค่ะ ไม่ต้องห่วง”

“แล้วทำไมถึงรีบกลับ ไม่รอพี่”

“ก็มิ้นอยากเปิดโอกาสให้พี่สองคนอยู่ด้วยกันนี่คะ ที่มิ้นโทรมาก็จะบอกเรื่องนี้แหละ พี่อัตไม่ต้องรอมิ้น เดตกับซาร่าห์ให้สบายใจเลยนะคะเพราะมิ้นกลับถึงบ้านปลอดภัยแล้ว ไปค้างกับซาร่าห์ก็ได้นะคะ มิ้นอนุญาต” ประโยคท้ายกระเซ้าอย่างแก่แดด มินตราไม่รู้เลยว่าคำแนะนำของเธอทำให้คนข้างหลังที่ยืนฟังอยู่ขมวดคิ้วมุ่น ธันว์ยกมือกอดอก มองเด็กสาวคุยโทรศัพท์ด้วยท่าทีเอาเรื่อง

“ไม่ต้องมาทำหัวเราะกลบเกลื่อนเลยยายมิ้น เราไปก่อเรื่องมาน่ะสิถึงได้วิ่งจู๊ดขึ้นแท็กซี่กลับบ้านหน้าตาตื่นอย่างนั้น”

“มิ้นเปล่าสักหน่อย”

“เปล่าแล้วทำไมถึงมีผู้จัดการห้างกับวิศวกรของบริษัทวีซ่าเข้ามาถามพี่ว่าเป็นพี่ชายเราหรือเปล่า”

“สวรรค์ช่วย อะไรนะ?” มินตราตวัดถามเสียงสูง

“เราได้ยินไม่ผิดหรอก พี่บอกว่ามีผู้จัดการห้างกับวิศวกรเข้ามาถามพี่ว่าเป็นพี่ชายเราหรือเปล่า”

“แล้วพี่ตอบลอยกับเรย์ไปว่าไงคะ มิ้นหลงคิดว่าวิ่งออกมาโดยที่พวกเขาไม่เห็นพี่ซะอีก”

“เราไปก่อเรื่องอะไรไว้ล่ะ ถึงวิ่งหนีไม่คิดชีวิตอย่างนั้น”

“พี่เห็นเหรอ”

“ไม่เห็นมั้ง...เต็มสองตาอย่างนั้น” ผู้เป็นพี่ชายประชดกลับมา

“แล้วยังไงต่อคะ?”

“แล้วไงน่ะเหรอ? พี่เห็นเราวิ่งออกมา พี่ก็เลยวิ่งตามแต่ไม่ทัน เพราะเราจ้ำอ้าวขึ้นรถแท็กซี่ไปแล้วน่ะสิ เหลือแค่สองหนุ่มอเมริกันที่ยืนมองตามหลังรถแท็กซี่ตาละห้อย พวกเขาเข้ามาถามพี่ว่าเป็นพี่ชายเราหรือเปล่า”

“พวกเขาตีขลุมน่ะสิ พวกเขาไม่รู้หรอกว่าพี่เป็นพี่ชายมิ้น แล้วพี่ตอบไปว่าไงคะ”

“คนที่มีไหวพริบดีอย่างพี่ เราคิดว่าพี่จะตอบไปว่าไงล่ะ”

มินตราหัวเราะคิกอย่างสบายใจขึ้น “แหม...มิ้นน่าจะรู้ พี่ชายมิ้นฉลาดเสมอ ว่าแต่พี่ตอบไปว่า ‘ไม่ใช่’ ใช่ไหมคะ?” เน้นตรงคำว่าไม่ใช่

“พี่ตอบไปว่าใช่”

“อ้าว...” มินตราครางเสียงดัง

คราวนี้อัตราส่งเสียงหัวเราะครืนกลับมาอย่างชอบใจที่อำน้องสาวได้ ก่อนจะเฉลยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มว่า “พี่อำเราเล่น ที่จริงพี่ตอบไปว่าไม่ได้เป็นอะไรกับเราหรอก แต่เห็นว่าพวกเขาวิ่งตามเราออกมา เลยวิ่งออกมาดู ตอบไปอย่างนั้นพวกเขาเลยหมดความสนใจ ว่าแต่ไปก่อเรื่องอะไรมา สองหนุ่มนั่นถึงออกตามล่าหาตัวเราอย่างนั้น”

“มิ้นเปล่าก่อเรื่อง คนที่เก็บบัตรมิ้นไปต่างหาก ถ้าไม่เอาไปใช้ ก็คงไม่เกิดเรื่องวุ่นวาย” พูดแก้ตัวอุบอิบในลำคอ

“อะไรนะ? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นนะ?”

“มิ้นค่อยเล่าดีไหมคะ เอาไว้พี่กลับมาแล้วค่อยเล่าให้ฟังดีกว่า ตอนนี้มิ้นไม่สะดวก แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะคะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร มิ้นรับมือกับมันได้”

“ไม่ใหญ่โตแน่เหรอ? ลงว่าเป็นฝีมือมินตราแล้ว มีเรื่องไหนไม่ใหญ่โตบ้าง”

“พี่อัตน่ะ” มินตราค้อนลมค้อนอากาศ “แล้วนี่พี่อยู่ไหนคะ”

“กำลังจะขับรถไปส่งซาร่าห์”

“อ้อ...งั้นตามสบายค่ะ ไม่ต้องรีบกลับ อยู่ค้างกับซาร่าห์ก็ได้ มิ้นอยู่กับพี่ธันว์ได้”

“นี่สรุปจะยัดเยียดให้พี่ค้างกับซาร่าห์ให้ได้เลยใช่ไหม”

“มิ้นเปล่า แหม...นั่นไม่ใช่ความใฝ่ฝันของพี่หรอกหรือคะ?”

“มะเหงกแน่ะ พี่ไม่ได้หมกมุ่นขนาดนั้น เรื่องอย่างนี้มันเป็นความสมยอมของทั้งสองฝ่ายด้วย ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เราน่ะชักจะแก่แดดไปแล้วนะ” อดกระหนาบความล้นของน้องสาวไม่ได้

หากอีกฝ่ายกลับไม่เกรงแม้แต่น้อย “นั่นไม่ยากสำหรับพี่อัตอยู่แล้วนี่คะ แล้วจะกลับมานอนบ้านเปล่า” ถามด้วยน้ำเสียงกระเซ้าในประโยคท้าย

“ดูก่อน”

มินตราหัวเราะทันที “โอเชค่ะ มิ้นไม่กวนพี่แล้ว เดตกับซาร่าห์ให้สนุกนะคะแล้วเจอกันพรุ่งนี้ค่ะ จุ๊บๆ” มินตราทำเสียงจุ๊บใส่กระบอกโทรศัพท์ รอยยิ้มสดใสกระจ่างตายังคงพร่างพรายอยู่บนใบหน้าขณะวางหูโทรศัพท์ เด็กสาวหันหลังกลับแล้วชะงักเมื่อเห็นว่าธันว์จ้องมาด้วยแววตาที่คมกริบ

“คิดว่าทำอะไรอยู่”

“ทำอะไรคะ”

“ก็เที่ยวยัดเยียดให้ใครต่อใครน่ะ มันเหมาะแล้วเหรอ”

มินตราแยกเขี้ยวใส่ “แอบฟังคนอื่นคุยโทรศัพท์ เขาเรียกว่ามารยาทไม่ดีรู้มั้ย”

“ก็ดีกว่าคุณแล้วกัน ชอบก่อเรื่องไปทั่ว แล้วนี่ไปก่อเรื่องอะไรถึงต้องรีบชิ่งกลับบ้าน ไม่รอเจ้าอัตน่ะ” บ่นพลางเดินตามหลังแม่ตัวยุ่งที่กำลังเดินไปทางห้องครัว

“มิ้นก่อเรื่องอะไร ก็แค่ยุพี่อัตให้เผด็จศึกซาร่าห์ก็แค่นั้น แหม...ตัวเองไม่มีน้ำยาก็อย่ามาหาเรื่องคนอื่นหน่อยเลยน่า”

“ว่าใครไม่มีน้ำยา?”

“ว่าพี่ธันว์แหละ” มินตราหันกลับมาแสยะยิ้มใส่เขา หากพลันต้องปะทะเข้ากับแผงอกกว้าง เพราะเธอหยุดโดยที่ธันว์ไม่รู้ตัว ศีรษะของเด็กสาวจึงกระแทกเข้ากับปลายคางของชายหนุ่ม เขาอ้าแขนออกรับร่างบางก่อนที่เธอจะเซถลา มือของคนทั้งสองประสานเข้าหากันโดยไม่ได้เจตนา มินตราหน้ามุ่ยเพราะโดนมือข้างที่เจ็บ

“ถอนคำพูดเรื่องที่ว่าผมไม่มีน้ำยา” ธันว์พูดเสียงเข้ม พลางเลื่อนวงแขนไปโอบแผ่นหลังเด็กสาว รัดแน่นเข้าอย่างต้องการสั่งสอน

เด็กสาวนิ่วหน้า พวงแก้มแม้จะสุกปลั่ง แต่ก็โต้ว่า “ถ้ามิ้นไม่ถอน พี่ธันว์จะทำอะไรมิ้นได้”

“อย่าท้าแม่ตัวแสบ คุณยังไม่รู้จักผมดี การที่ผมไม่ยุ่งกับซาร่าห์ ไม่ใช่เพราะไม่มีน้ำยา แต่เพราะไม่ต้องการเองต่างหาก เพราะฉะนั้นถอนคำพูด ถ้ายังไม่อยากเจ็บตัว”

“พี่จะหักแขนมิ้นรึไง ถ้ามิ้นไม่ถอนน่ะ”

“ไม่หักหรอก เด็กสาวๆ สวยๆ อย่างคุณมีตั้งร้อยแปดวิธีที่จะจัดการ” ธันว์โต้แล้วจ้องใบหน้าสวยหวานของเด็กสาว นิ่งอึ้งกับสายตาคมซึ้งที่มองสบมา ใจเขาเต้นแรง เกิดความรู้สึกราวกับกำลังจมลงไปในก้นทะเลลึกสีน้ำตาลเข้มของนัยน์ตาคู่นั้น ธันว์ค่อยๆ ลดสายตาสำรวจริมฝีปากสีกุหลาบ ก่อนเลื่อนมือทั้งสองประคองสองข้างแก้ม ปลายนิ้วหัวแม่มือเกลี่ยริมฝีปากล่างราวกับต้องการทดสอบความอ่อนนุ่ม อย่างช้าๆ ธันว์ลดศีรษะลงไปสัมผัส

เขาสำรวจเรียวปากนุ่มอย่างใจเย็น ทั้งที่ภายในร้อนระอุไปด้วยความปรารถนาจนเกือบสูญเสียการควบคุมตัวเอง รู้สึกปวดร้าวไปกับความต้องการ แต่กระนั้นเขาก็จำต้องบอกตัวเองให้ใจเย็นๆ อย่าตะกละตะกลามตักตวงน้ำผึ้งตรงหน้า ไม่เช่นนั้นเด็กสาวอาจตื่นตระหนกได้

สัมผัสแรกจากริมฝีปากของธันว์ บางเบาราวกับผีเสื้อขยับปีก กระนั้นกลับมีอานุภาพทำให้ช่องท้องเธอสั่นไหวรุนแรงราวกับมีผีเสื้อนับร้อยขยับปีกโบยบิน สัมผัสของเขาช่างอ่อนโยนและอ่อนหวานเหลือเกิน มินตรารู้สึกราวกับว่าพรมใต้เท้ากำลังโคลงเคลงจนเธอทรงตัวไม่อยู่ เด็กสาวจึงเลื่อนมือเกาะแขนอีกฝ่ายเพื่อยึดไว้เป็นหลัก

ธันว์ทดสอบความนุ่มนวลของกลีบปากสีสวยด้วยริมฝีปาก เรียวปากของเด็กสาวนุ่มและอ่อนหวาน ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากไวน์รสเลิศ เขาลิ้มลองด้วยความรู้สึกหลงใหล ค่อยๆ บดเบียดลึกล้ำยิ่งขึ้น ธันว์ครางในลำคอกับรสชาติอ่อนหวานที่ได้รับ ปฏิกิริยาที่สั่นระริกราวกับลูกนกต้องลมหนาวและเปลือกตาที่หลับพริ้มราวกับยอมจำนน ก่อให้เกิดความรู้สึกซาบซ่านในหัวใจ จนเขาอดไม่ได้ที่จะแทรกปลายลิ้นเข้าไปในโพรงปากของเด็กสาว ก่อนจะสัมผัสหยอกล้ออย่างคนที่มากด้วยประสบการณ์

มินตรานิ่งงันในอ้อมแขนเขาราวกับคนที่ไร้กระดูก เธอทิ้งน้ำหนักทั้งตัวลงบนตัวเขา ปล่อยให้อ้อมแขนแข็งแกร่งกอดกระชับแน่น ไม่รู้เลยว่าคนตัวสูงกำลังยิ้มขำระคนเอ็นดู ธันว์รับรู้ได้ถึงร่างกายของตัวเองที่มีอิทธิพลต่อเด็กสาว และรับรู้ว่าปฏิกิริยาของเด็กสาวส่งผลกับร่างกายของเขาเช่นกัน ชายหนุ่มจูบหนักหน่วงอีกคำรบแล้วจึงรวบรวมพละกำลังดันร่างบางออกห่างเพียงเพื่อพิศใบหน้า สัมผัสของเขาเป็นไปอย่างอ่อนโยนนุ่มนวล

นัยน์ตาที่หลับพริ้มเมื่อครู่ค่อยๆ กระพือขึ้นมองเขา พวงแก้มเป็นสีแดงจัดราวกับผลตำลึงสุก เป็นภาพที่งดงามราวกับเทพธิดาตัวน้อย ธันว์จ้องดวงตาคู่สวยอย่างอดใจไม่อยู่ แววตาสีน้ำตาลไหม้มองมาที่เขาอย่างเทิดทูนและไว้เนื้อเชื่อใจ จนเขาต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้เสียเอง ธันว์คว้าร่างบอบบางมากอดกระชับอีกรอบเพื่อซ่อนแววตารู้สึกผิด

“พี่ขอโทษ” ธันว์พึมพำขอโทษกับสิ่งที่ทำลงไป เขาเปลี่ยนมาใช้สรรพนามว่าพี่โดยไม่รู้ตัว

“ทำไมต้องขอโทษ เป็นสิ่งที่สวยงามออก” เธอกระซิบอุบอิบ ยังคงซบหน้ากับซอกคอเขา

“เราไม่โกรธพี่เหรอ” ธันว์ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

มินตราส่ายหน้ากับซอกคอเขา หน้าแดงก่ำ

“ทำไมถึงไม่โกรธ” ธันว์ถามต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาพยายามปกปิดความรู้สึกที่อยากจะสัมผัสและลิ้มรสชาติความเป็นตัวเธอไปทั่วทั้งเนื้อทั้งตัว ความรู้สึกนั้นรุนแรงจนเขายังตกใจ

มินตราไม่ตอบในทันที เธอเลื่อนมือโอบแผ่นหลังเขาและขยับตัวเพื่อแนบแก้มของตัวเองกับซอกคอเขาให้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น กิริยานั้นทำให้ธันว์นิ่งอึ้งอย่างคาดไม่ถึง แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความอิ่มเอิบในคราวเดียวกัน เขากอดกระชับเด็กสาวแนบเข้า โยกคลอนร่างบางไปมา ใจสองดวงต่างฟังเสียงเต้นของหัวใจกันและกัน

“มิ้นชอบจูบของพี่” เธอตอบอ้อมแอ้มด้วยกิริยาขวยเขิน

เสียงของมินตราแผ่วเบา จนเขาต้องเงี่ยหูฟัง ได้ยินถนัดแล้วเขาก็ชะงัก ธันว์เชยคางเด็กสาวขึ้นสบตา “ทำไมถึงชอบ”

มินตราทำหน้าเขินมากขึ้น โหนกแก้มแดงเรื่อ “พี่เป็นจูบแรกของมิ้น” เด็กสาวตอบไปอีกทาง

ธันว์อึ้ง รู้สึกอุ่นวาบเพิ่มขึ้น เขาก้มจูบหน้าผากเด็กสาว พลางถามเสียงนุ่ม “ไม่กลัวถูกเอาเปรียบเหรอ ใครๆ มักพูดว่าพี่เป็นผู้ชายเจ้าชู้ ไม่คิดจริงใจกับผู้หญิง”

มินตราเพิ่งสังเกตว่าเขาแทนตัวเองว่าพี่ เด็กสาวจึงคลี่ยิ้มอย่างถูกใจ “พี่ก็จริงใจกับผู้หญิงเสียสิ” เย้ากลับ แล้วพูดต่อว่า “มิ้นพูดเล่น มิ้นเชื่อว่าที่พี่ยังเจ้าชู้ เพราะยังไม่เจอใครที่ถูกใจต่างหาก ถ้าลงว่าเจอคนถูกใจจนรักจริง พี่ก็จะหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนนั้น พี่ธันว์เป็นคนดี”

ธันว์อึ้งเมื่อได้ยินน้ำเสียงหนักแน่นของมินตรา น่าแปลก...เขาไม่เคยมั่นใจในความเป็นคนดีมีศีลธรรมของตัวเอง แต่เด็กสาวซึ่งเพิ่งเจอกันไม่ถึง 48 ชั่วโมงคนนี้ เธอกลับเชื่อมั่นในความเป็นคนดีของเขา

น่าแปลก... ธันว์รู้สึกประหลาดใจ

“พี่ธันว์”

“ฮือ?” เขาขานรับพลางก้มมอง ชายหนุ่มเลื่อนมือเสยผมที่หล่นมาปรกหน้าให้เด็กสาวอย่างเบามือ

“จูบมิ้นเหมือนเมื่อครู่อีกได้ไหม”

ธันว์ชะงัก ถามเสียงไม่แน่ใจ “อะไรนะ? เรารู้เหรอเปล่าว่ากำลังขออะไรอยู่”

มินตรายิ้มอย่างเด็กแก่แดด “รู้สิ”

“ถ้าอย่างนั้น ทำไมยังขอ”

“ก็มิ้นชอบจูบของพี่นี่นา” มินตราตอบพลางเขี่ยแผงอกเสื้อเขาไปมา

“อย่าไปขออย่างนี้กับผู้ชายคนไหนนะ”

“ทำไม” มินตราเงยหน้าทันควัน

“ก็...ใครได้ยิน มีหวังดีใจจนเนื้อเต้น”

“มิ้นขอกับพี่คนเดียว”

ธันว์ยิ้ม รู้สึกลำบากใจกึ่งสุขใจ

“พี่จะให้มิ้นหรือเปล่า”

ธันว์จ้องหน้าเด็กสาวซึ่งกำลังเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตารอคอย เขานึกชั่งใจว่าจะยอมเสี่ยงกับหมัดของอัตราเพื่อแลกกับอีกจูบดีหรือไม่ เพราะลำพังแค่จูบแรก...ถ้าหมอนั่นรู้ ก็คงไม่ปล่อยเขาไว้แน่ แต่อีกนั่นแหละเขายังไม่เคยเจอเด็กสาวคนไหนที่สดใสร่าเริง ช่างพูดช่างจาอย่างตรงไปตรงมาและช่างออดอ้อนฉอเลาะอย่างแม่สาวจอมป่วนคนนี้มาก่อนเลย

เขาอาจจะหลงเสน่ห์แม่สาวแก่แดดแสนซน แต่ช่างฉอเลาะคนนี้เข้าให้แล้วก็ได้... ธันว์นึกบอกกับตัวเอง

“ถ้าให้ มันจะไม่หยุดอยู่แค่จูบเดียวน่ะสิ”

“พี่จะจูบมิ้นอีกหลายทีเลยเหรอ” ย้อนถามอย่างพาซื่อ

ธันว์กลอกตาไปมากับความซื่อของเด็กสาว รู้สึกขำปนเอ็นดู สวรรค์ช่วย...เขาชอบจอมป่วนแสนสวยคนนี้มากเข้าไปทุกขณะแล้ว บอกกับตัวเองว่าถ้าจะโดนหมัดของพี่ชาย แต่ได้จูบจากน้องสาวเป็นการตอบแทน มันก็คุ้มแสนคุ้ม ธันว์นึกในใจขณะลดริมฝีปากปัดกลีบปากนุ่มของเธอ ท่วงท่าเป็นไปอย่างอ่อนโยน เขากดลึกลงบนเรียวปากนุ่มแล้วเอ่ยชิดกลีบปากชุ่มชื้นว่า “ถ้าพี่จูบหลายที เห็นทีเจ้าอัตคงล้มพี่ไม่เป็นท่าแน่ โทษฐานที่ล่อลวงน้องสาวมัน”

“พี่ไม่ได้ล่อลวง แต่มิ้น...” เด็กสาวพูดไม่ทันจบประโยคก็ต้องชะงักค้าง เมื่อธันว์กดริมฝีปากจูบลงมาหนักหน่วง คำพูดต่างๆ หายเข้าไปในลำคอของธันว์ แล้วบทเพลงรักที่สื่อสารด้วยภาษาทางกายก็ค่อยๆ บรรเลงขึ้น สัมผัสของมินตราค่อนข้างเคอะเขิน หากเป็นไปตามธรรมชาติตามสัญชาตญาณดั้งเดิมที่เรียกร้องมาจากเบื้องลึก ในจิตใจ เธอแหงนหน้าเพื่อให้เขาได้จูบอย่างถนัดถนี่ สองมือเรียวเล็กเลื่อนขึ้นโอบกระชับลำคอเขาเพื่อรั้งให้ลดลงมาแนบชิดยิ่งขึ้น

ธันว์ครางกับความอ่อนหวานนั้น รู้สึกราวกับตกลงไปในโถน้ำผึ้ง ยิ่งเด็กสาวแย้มริมฝีปากออกเพื่อเปิดรับการรุกของเขา เขาก็ยิ่งแทบคลั่ง เธอค่อยๆ สอดปลายลิ้นเข้ามาเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเขา กิริยาของเด็กสาวเป็นไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่แน่ใจ หากกระนั้นก็เต็มใจที่จะเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ เธอเลียนแบบทุกการสัมผัสของเขาอย่างลูกศิษย์ที่ดี เห็นได้ชัดว่ากิริยาเหล่านั้นเป็นไปอย่างไว้เนื้อเชื่อใจในตัวเขา เธอวางตัวเองไว้ในกำมือเขาอย่างเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่เป็นอันตรายสำหรับตัวเธอ

มินตราเชื่อมั่นอย่างหมดใจว่าเขาจะเป็นคนที่ไว้ใจได้สำหรับเธอ ความรู้สึกนั้นมันทำให้ธันว์เกิดความอ่อนหวานในจิตใจ ความรู้สึกยามที่ได้รับความไว้วางใจจากใครสักคนอย่างปราศจากข้อสงสัยคลางแคลงใจ มันให้ความรู้สึกหวานปานน้ำผึ้ง และเป็นสุขล้ำอย่างนี้นี่เอง เขาอยากจะคลั่ง...มินตราอ่อนหวานเหลือเกิน

ธันว์นึกขณะตระกองกอดเด็กสาวโดยที่ริมฝีปากยังคงตะโบมจูบกลีบปากนุ่มไม่ผละห่าง บอกกับตัวเองให้ใจเย็นอย่าตะกละตะกลาม หากกระนั้นเขากลับควบคุมความรู้สึกร้อนรุ่มแปลกๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้ จูบที่เริ่มต้นอย่างเชื่องช้าและอ่อนโยน จึงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนไปตามสภาวะจิตใจ ถึงตอนนี้ความรู้สึกพึงใจที่เคยมีต่อซาร่าห์เลือนหายไปหมดสิ้น กลับกลายเป็นภาพของเด็กสาวเข้ามาแทนที่ ในหัวมีแต่ภาพของมินตราในทุกอิริยาบถนับตั้งแต่ที่ได้รู้จักเธอเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นภาพนอนเหยียดยาวบนหิมะ ภาพสวมชุดนอนไม่รัดกุมของอัตราจนเห็นยอดอกชูชันภายใต้เสื้อยืด ภาพที่ทำมีดบาดมือและเขาทำแผลให้ ทุกบททุกตอนตอกย้ำถึงความคิดของตัวเองที่มีต่อเด็กสาวที่เขาอยากจะจูบอยากจะบดขยี้ริมฝีปากนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นหน้า ธันว์นึกในใจขณะที่ริมฝีปากบดเบียดกลีบปากนุ่มอย่างรุนแรงเร่าร้อน ราวกับต้องการกลืนกินเด็กสาวไปทั้งเนื้อทั้งตัวก็ไม่ปาน

จูบหนักหน่วงที่ราวกับจะกระชากจิตวิญญาณให้หลุดลอยออกจากร่างนั้น ทำให้เด็กสาวแทบจะทรงกายไม่อยู่ หัวใจพานจะหยุดเต้น กระนั้นมินตราก็ไม่เอ่ยปากท้วงกับกิริยาที่เร่าร้อนนั้น บอกกับตัวเองว่าธันว์ไม่ได้คิดร้ายกับเธอ ก็แค่อยากจะสัมผัสเธอจูบเธอเหมือนอย่างที่เธอเองก็ต้องการสัมผัสเขาจูบเขาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ปลอบตัวเองอย่างนั้นแล้ว สภาพจิตใจก็กลับมาเป็นปกติ สามารถหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น

จังหวะที่เริ่มควบคุมปฏิกิริยาตัวเองไม่ให้สั่นไหวได้นั่นเอง สองมือหนาของธันว์ก็เลื่อนจากสีข้างขึ้นมาเกาะกุมทรวงอกเธอ มินตราสะดุ้งเฮือกอย่างทำอะไรไม่ถูก ใจเต้นไหวหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม กำลังชั่งใจว่าจะทำอย่างไรดี ใบหน้าคมสันก็ก้มงุดซุกไซ้ซอกคอ พลางขบเม้มดูดเน้นกับผิวอ่อนตรงแอ่งไหปลาร้าจนเธอขนลุกซู่ มินตราเริ่มคิดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงแหงนหน้าเพื่อเบี่ยงหนีสัมผัสเขา แต่กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้เขาสัมผัสซอกคอเธอได้มากขึ้น

ธันว์เริ่มสูญเสียการควบคุมตัวเองเมื่อได้กลิ่นนวลเนื้อหอมกรุ่นของเด็กสาว ใจอยากจะสัมผัสแนบชิดให้มากกว่านี้ ฉะนั้นอย่างช้าๆ ที่เขาเลื่อนใบหน้าซุกทรวงอกอวบอิ่ม เขางับปลายยอดอกผ่านเสื้อไหมพรมที่เธอสวมอยู่ มืออีกข้างเคล้นคลึงทรวงอกข้างที่ว่างผ่านเสื้อที่สวมอยู่

มินตราอ้าปากค้าง ความรู้สึกราวกับจะจมน้ำ เธอหายใจไม่ออก ใบหน้าแดงก่ำและเหยเก ไม่ทันได้นึกว่า ‘มันจะไม่หยุดอยู่แค่จูบเดียว’ จะหมายถึงการสัมผัสเนื้อตัวแนบชิดอย่างนี้ เธออยากจะผละถอยห่างจากเขาแต่กลับไม่มีเรี่ยวแรง จึงทำได้เพียงยืนนิ่งเป็นหุ่นไล่กาให้เขาสัมผัสเนื้อตัวได้ตามใจชอบ มินตราเกาะบ่าเขาแน่น ได้แต่อธิษฐานร้องขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้อะไรก็ได้มาดลใจให้เขาหยุดรุกราน เด็กสาวบอกกับตัวเองว่าเธอรักเขาและพร้อมที่จะเป็นของเขา แต่ต้องด้วยเหตุผลที่ว่าเขารักเธอ ไม่ใช่ยังคงเฟลิตกับผู้หญิงอื่นไม่เลือกหน้าอย่างนี้

ใช่...เธออยากให้เขารักและต้องการในตัวเธอ ด้วยความรักและอยากแต่งงานกับเธอ ไม่ใช่ต้องการด้วยความรู้สึกใคร่อย่างอารมณ์หญิงชายรักสนุกทั่วไป มินตรายังคงหาเรื่องอะไรมาคิดเรื่อยเปื่อยเพื่อทำให้ตัวเองไขว้เขวไปจากพฤติกรรมของเขาที่กำลังลิ้มรสสัมผัสเนื้อตัวเธออย่างใกล้ชิด จังหวะนั้นเองก็มีเสียงโทรศัพท์กรีดร้องดังขึ้นทางด้านหลัง มินตราถอนหายใจอย่างโล่งอก ขณะที่ธันว์ยังคงซุกหน้าแน่นิ่งอยู่กับทรวงอกเด็กสาวซึ่งบัดนี้มันโผล่พ้นจากสาบเสื้อซึ่งเป็นผลจากการที่เขาแกะรังดุมสองเม็ดบน

“โทรศัพท์มาค่ะ” มินตราพูดด้วยเสียงแหบห้าว น้ำเสียงแหบโหยและสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้

เสียงโทรศัพท์ที่ยังคงกรีดร้องระงมเรียกสติสัมปชัญญะของธันว์กลับคืนมา เขายังคงหลับตาซุกหน้านิ่งๆ กับทรวงอกเด็กสาวอย่างพยายามควบคุมอารมณ์และเรียกสติตัวเองกลับคืนมา ความรู้สึกของเขาร้อนรุ่ม สั่นไหวและเปราะบางเหลือเกิน ราวกับกำลังยืนอยู่บนปากเหว อยากจะสัมผัส อยากจะลิ้มรสในตัวเด็กสาวไปตราบนานเท่านาน ความรู้สึกต้องการ...รุนแรงจนบีบคั้นเนื้อตัวเขาให้ครัดเคร่งเจ็บปวดรวดร้าวไปหมด หากกระนั้นเขาก็ต้องพยายามควบคุมมันไว้

ธันว์ผละเงยหน้าจากเด็กสาว แววตาที่ปรือด้วยแรงอารมณ์ก่อนหน้านี้ กลับมาว่างเปล่าอย่างไร้ความรู้สึกอีกครั้ง เขาเดินหนีจากเด็กสาว จึงไม่ทันเห็นร่างบอบบางที่สั่นไหว เนื้อตัวมินตราสั่นระริกรุนแรงอย่างต้านทานไม่อยู่ ที่สุดเธอจึงทรุดฮวบ นั่งกับพื้นอยู่ตรงนั้น

หัวใจยังคงเต้นกระหน่ำราวกับจะทะลุออกมาอยู่นอกทรวงอก...








Create Date : 27 เมษายน 2553
Last Update : 28 เมษายน 2553 20:47:13 น.
Counter : 562 Pageviews.

1 comment
ตามรักข้ามเวลา...บท 6/2




บริเวณเคาน์เตอร์แคชเชียร์ซึ่งตั้งเป็นแถวตลอดแนวนั้น มีลูกค้ามายืนรอคิวชำระเงินค่อนข้างยาวกว่าเมื่อวาน รปภ.นายหนึ่งกำลังประกาศขอความกรุณาจากลูกค้าให้ชำระสินค้าด้วยเงินสด เพราะตอนนี้เครื่องรูดบัตรเครดิตยังใช้งานไม่ได้ พร้อมกับประกาศขออภัยในความไม่สะดวก ลูกค้าส่งเสียงบ่นกันขรม ที่ทางห้างยังแก้ปัญหาไม่เสร็จสักที คนที่พกเงินมาก็ยืนต่อคิวชำระเงิน คนที่ไม่ได้เตรียมเงินสดมา ก็ไปต่อแถวกดเอทีเอ็มเพื่อนำมาจ่ายค่าสินค้า มินตราเห็นแคชเชียร์กำลังวุ่นๆ อยู่ จึงไม่กล้าเข้าไปสอบถาม จังหวะที่รีๆ รอๆ ผู้จัดการห้างซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่หน้าตาใจดี ก็เดินเข้ามาทักทายอย่างมีอัธยาศัย

“สวัสดีครับ มีอะไรให้ช่วยไหม” ลอยซึ่งเป็นผู้จัดการห้างถามขึ้น

“ฉันทำบัตรเครดิตหายค่ะ เลยอยากมาสอบถามแคชเชียร์”

“ไม่ทราบว่าหายเมื่อไหร่ครับ”

“เมื่อวานเย็นค่ะ ไม่ทราบว่ามีใครเก็บไว้ได้บ้างไหมคะ”

ผู้จัดการห้างมองมินตราด้วยแววตาคมกริบ “งั้นตามผมมาครับ เราเก็บได้ใบหนึ่ง”

มินตราลังเลแต่เพียงครู่เดียวก็เดินตามเขาไป ฝ่ายนั้นพาเธอเข้าไปในออฟฟิซแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านหลังห้าง ดูปราดเดียวก็มองออกว่าเป็นห้องทำงานของเขา

“เชิญนั่ง” ลอยพูดแล้วผายมือเชิญเด็กสาว จากนั้นเขาก็ยกหูโทรศัพท์กดหมายเลขถึงคนปลายสาย “เจอตัวแล้ว รีบมาเถอะ”

“...”

“ยังไม่ได้คุย นายมาเถอะ” ลอยพูดแค่นั้นแล้ววางสาย เขาหันมาทางเด็กสาว “ผมโทรหาเพื่อนที่เป็นพนักงานบริษัทวีซ่า เขาอยากจะคุยกับคุณ”

“คะ?”

“ผมแนะนำตัวเองก่อนดีกว่า ผม...โอเวน ลอย เป็นผู้จัดการห้าง” ลอยเอ่ยแนะนำตัวเมื่อเห็นเด็กสาวมองมาที่ป้ายชื่อบนอกเขา

“ค่ะ” เธอละสายตาขึ้นสบเขา หลังจากที่จดจำรายละเอียดบนป้ายชื่อเขาอย่างแม่นยำแล้ว

“คุณคงไม่ใช่อเมริกัน?” ลอยถามต่อ

“ไม่ค่ะ ฉันเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน”

ลอยพยักหน้ารับรู้ “สำเนียงคุณเหมือนอเมริกันมาก ผมเป็นลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลี่ยน”

“อ้อค่ะ...” มินตราพึมพำรับรู้

“คุณมาที่นี่ทำไมครับ ขอโทษถ้าละลาบละล้วง”

“ไม่ค่ะ ตามสบาย ฉันมาเยี่ยมพี่ชาย เขาเรียนอยู่ที่นี่ ว่าแต่คุณพาฉันมาที่ออฟฟิซคุณทำไมคะ”

ลอยเปิดลิ้นชัก ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาวางตรงหน้าเด็กสาว “คุณรู้จักผู้หญิงคนนี้หรือเปล่าครับ”

มินตราคว้ากระดาษขึ้นมา แต่ไม่ได้มอง ตายังคงจ้องไปที่ลอย อีกฝ่ายพยักหน้า ผายมือให้ดูกระดาษ เธอจึงลดสายตาดู มันเป็นกระดาษถ่ายสำเนาใบขับขี่ของผู้หญิงคนหนึ่ง ข้อมูลบอกว่าเป็นอเมริกัน และจากรูปถ่าย น่าจะอยู่ในวัยใกล้เคียงกับพี่ชายเธอ มินตรายื่นกระดาษคืนเขา

“ไม่ค่ะ ฉันไม่รู้จักเธอ”

ลอยยังคงจ้องใบหน้าสะสวยของเด็กสาวตรงหน้า “ผู้หญิงคนนี้เป็นคนเก็บบัตรเครดิตของคุณได้ เธอเห็นมันหล่นอยู่ที่พื้นหน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ เลยหยิบขึ้นมาใช้ ปรากฏว่าบัตรใบนี้ทำให้เครื่องรูดบัตรเจ๊งและยังส่งผลให้ระบบบัญชีออนไลน์ของเรารวนไปหมด ถึงตอนนี้ก็ยังแก้ไขไม่ได้ เราถึงต้องเปลี่ยนมารับชำระด้วยเงินสด ซึ่งคุณก็คงเห็นภาพเมื่อกี้แล้ว เพราะมีลูกค้าบางส่วนไม่ทราบข่าวเลยไม่ได้เตรียมเงินสดมาให้พอ หนักกว่านั้นไม่ได้พกทั้งเงินสดและบัตรเอทีเอ็ม เพราะตั้งใจใช้บัตรเครดิต ตู้เอทีเอ็ม..จึงมีคนเข้าคิวรอเป็นหางว่าว ห้างของเราโดนลูกค้าต่อว่าเป็นอย่างมากที่ทำให้พวกเขาไม่สะดวก เพราะคนส่วนใหญ่ใช้บัตรเครดิตในการซื้อของ ไม่ค่อยพกพาเงิน”

มินตราอ้าปากค้าง ตลอดเวลาที่ฟังผู้จัดการห้าง เธอหลุดเสียงครางด้วยคิดไม่ถึงว่าบัตรเครดิตของเธอจะก่อให้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขนาดนี้ได้

ลอยพยักหน้า พลางสำทับราวกับนั่งอยู่กลางใจของเด็กสาว “เราเองก็คิดไม่ถึงกับความโกลาหลนั้น”

“ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหนคะ”

“ห้องขัง”

“อะไรนะ?” มินตราไม่เชื่อหูตัวเอง ถามต่อ “เพราะว่าเธอทำให้ระบบการเงินของคุณเจ๊งน่ะเหรอ”

“เปล่า ไม่ใช่เหตุผลนั้น เราส่งผู้หญิงคนนั้นให้ตำรวจ ไม่ใช่เพราะว่าเธอทำให้ระบบการเงินเจ๊ง แต่เป็นเพราะเธอขโมยบัตรคนอื่นมาใช้ต่างหาก เราถามเธอแล้วว่าเอาบัตรมาจากไหน เธอยืนยันท่าเดียวว่าเป็นของเธอ เรานำตัวเธอมาสอบเค้นอย่างหนัก แต่ก็ยังปฏิเสธ จนเราต้องอธิบายสถานการณ์ให้เธอรับรู้ว่าบัตรที่เอามาใช้ทำให้ระบบการเงินเราเจ๊งทั้งหมด นั่นล่ะเธอถึงเข้าใจอะไรๆ ดีขึ้นและสารภาพว่าเธอไม่ใช่เจ้าของบัตรนั่น แต่เก็บมันได้ที่หน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ เพราะฉะนั้น...มิสมินตรา คุณเอาบัตรนั่นมาจากไหน” ลอยเรียกชื่อเด็กสาวอย่างถูกต้อง แต่ด้วยหางเสียงที่แปร่งเล็กน้อย เขาจำชื่อที่อยู่บนบัตรได้แม่นยำ

มินตราหุบปากฉับ เมื่ออยู่ดีๆ บทสนทนาก็วกกลับมาที่ตัวเธอ กลายเป็นเรื่องโอละพ่อไปได้ หูยังคงได้ยินอีกฝ่ายพูดต่อไปว่า

“หวังว่าคุณคงไม่ตอบว่าไม่รู้เรื่องนี้หรอกนะ”

“แล้วคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าบัตรเจ้าปัญหาใบนั้น จะเป็นของฉัน มันอาจจะเป็นของใครสักคนที่มาซื้อของที่ห้างคุณก็ได้ อาจจะเป็นของผู้หญิงคนนั้น ก่อนหน้านี้เธออาจพูดความจริงว่าเป็นของเธอ แต่พอถูกคาดคั้นหนักเข้า ก็เลยทำให้เธอต้องพูดโกหกก็ได้”

“เราตรวจสอบแล้วเธอไม่ใช่เจ้าของบัตร คุณคงไม่คิดหรอกว่าเราจะเชื่อคำพูดเธอง่ายๆ จนกว่าจะได้มีการพิสูจน์”

“จะยังไงก็เถอะ ฉันไม่ใช่เจ้าของบัตรใบนั้นและฉันเกรงว่าจะไม่มีเวลามาเล่นเกมตอบปัญหาของคุณแล้ว เพราะฉันต้องไปหาพี่ของฉัน เขารออยู่ข้างนอก” มินตราพูดแล้วขยับลุก

“คุณยังไปไหนไม่ได้ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่าคุณใช่เจ้าของบัตรใบนั้นหรือไม่”

“คุณไม่มีสิทธิ์”

“ผมมี”

“งั้นก็เรียกตำรวจมาจับฉันเลยสิ ถ้าไม่เรียกมา ฉันจะแจ้งข้อหาคุณกักขังหน่วงเหนี่ยวฉัน” มินตราพูดอย่างท้าทาย

ลอยจ้องหน้าเด็กสาว พลางพูดเน้นเสียงว่า “เอาพาสปอร์ตมาแสดง”

“ไม่...ฉันไม่ได้เอามา”

“งั้นก็ใช้บัตรประชาชนมาแสดง คนไทยมีบัตรประชาชนไม่ใช่เหรอ เอามาพิสูจน์ว่าคุณไม่ใช่นางสาวมินตราเจ้าของบัตรเครดิตที่ก่อปัญหานั่น”

“ไม่...ฉันไม่มีบัตรอะไรทั้งนั้น”

“โกหก... คนไทยทุกคนต้องมีบัตรประชาชน”

“งั้นคุณก็ต้องรู้ด้วยสิว่าจะมีคนไทยสักกี่คนที่พกบัตรประชาชนมาต่างประเทศ” เธอโต้ออกไปน้ำขุ่นๆ

ลอยจ้องหน้าเด็กสาว แววตาโกรธขึ้งขณะที่อีกฝ่ายก็จ้องกลับมาอย่างไม่ลดละเช่นกัน เขาพูดเสียงต่ำในลำคอ “ผมจะค้นตัวคุณ ดูสิว่าพูดจริงหรือเปล่า” ลอยออกมาจากหลังโต๊ะ เกิดเสียงประท้วงขึ้นทันที

“อย่านะ คุณไม่มีสิทธิ์ล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคล ฉันจะแจ้งตำรวจ” มินตราถอยหลังกรูด เธอหมุนตัวจะวิ่งออกจากห้อง จังหวะนั้นเองก็มีเสียงทุ้มดังขึ้นที่ประตู

“ไม่เอาน่าโอเวน นายกำลังหยาบคายกับผู้หญิงสวยๆ นะ” เรย์ก้าวเข้ามาในห้องทำงานของเพื่อน พร้อมกับยื่นมือออกไปตรงหน้าเพื่อให้มินตราจับ “สวัสดีครับ ผม...สตีเฟน เรย์ เป็นวิศวกรของบริษัทวีซ่า”

มินตราไม่ยื่นมือออกไปสัมผัสตอบ เธอมองอย่างไม่ไว้ใจ

เรย์ไหวไหล่ ซุกมือกับกระเป๋ากางเกงตามเดิม “ผมเล่าที่มาที่ไปให้ฟังดีกว่า ที่โอเวนพยายามคาดคั้นทำเสียงเข้มกับคุณ เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายกับคุณหรอก”

ลอยขมวดคิ้ว ยกมือกอดอก เขาเอนสะโพกพิงขอบโต๊ะ ตามองเพื่อนนิ่งๆ

มินตรากัดริมฝีปาก “ไม่ร้ายเหรอ เขาพยายามยัดข้อหา จะเอาฉันเข้าคุกให้ได้”

“นายใจร้ายกับเด็กสาวแสนสวยคนนี้ได้ลงคอเลยเหรอ” ประโยคท้ายหันไปเย้าเพื่อน อีกฝ่ายแยกเขี้ยวใส่ เรย์หัวเราะอย่างไม่นำพา ก่อนจะคุยกับเด็กสาวต่อ “อย่าไปถือสามันเลย ผมยืนยันได้ว่าไม่มีใครคิดร้ายกับคุณจริงๆ เพียงแต่ที่พยายามสืบหาเจ้าของบัตร เพราะอยากรู้ที่มาที่ไปของมันน่ะ ผมเป็นวิศวกรของบริษัทวีซ่า พยายามที่จะพัฒนาบัตรเครดิตให้ก้าวไกลเพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้แก่ลูกค้ามากที่สุด จนมาเห็นบัตรใบนั้น”

“แล้วไงคะ มันมาเกี่ยวอะไรกับฉัน”

เรย์จ้องหน้าเด็กสาว พลางเสริมว่า “ใจเย็นๆ ฟังผมพูดให้จบก่อน ในอดีตวีซ่ามีชื่อว่าแบงก์อเมริการ์ด(BankAmericard) ผลิตโดยธนาคารอเมริกา (Bank of America) ผมหมายความว่าธนาคารอเมริกา ผลิตเครดิตการ์ดครั้งแรกในปี 1958 ในชื่อว่าแบงก์อเมริการ์ด แล้วแบงก์อเมริการ์ด ก็แยกออกมา จากนั้นเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าวีซ่า เป้าหมายก็เพื่อให้จำง่ายและเป็นสากล แล้วเราก็พัฒนาบัตรวีซ่ามาเรื่อยจนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นแถบแม่เหล็ก เวลาใช้ต้องรูดกับเครื่องรูดบัตร แต่เราก็พบปัญหาว่าพวกมิจฉาชีพปลอมแปลงบัตรได้ง่าย ขณะนี้เราจึงพยายามพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ภายในบัตรเครดิตเหล่านั้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีชิปเซ็ต (Chipset)โดยการป้อนข้อมูลเพิ่มเข้าไปในชิปซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากจะทำให้บัตรปลอมได้ยาก มันจะใช้งานด้วยการรูดและเสียบ ต่างจากระบบปัจจุบันที่เราใช้รูดเพียงอย่างเดียว เราจะเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่ว่าในเร็วๆ นี้”

มินตรายังคงมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ

“วิวัฒนาการที่ผมคิดขึ้น ผมคิดว่าล้ำสมัยมากแล้ว เพราะเป็นการ ‘ปฏิวัติ’ ความปลอดภัยของบัตรเครดิตทั้งหมด ด้วยไม่เคยมีใครเอาข้อมูลฝังลงไปในชิปมาก่อน แต่ทว่าสิ่งที่ผมคิดนั้น ต้องล้มครืนลงไปในพริบตาเมื่อผมพบเจ้าสิ่งที่อยู่ในบัตรใบนี้ มันทำเอาผมทึ่งเสียยิ่งกว่า” เรย์พูดพลางหยิบบัตรเครดิตที่มีสัญลักษณ์ ‘เวฟ’ มาวางตรงหน้าเด็กสาว กล่าวต่อว่า

“ผมเอามันไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว พบว่ามีการเอาวัสดุที่คล้ายกับเสาอากาศขนาดจิ๋วฝังลงไปภายในบัตร เห็นแล้วทำเอาผมทึ่งมากเพราะเกิดมาไม่เคยเห็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าขนาดนี้มาก่อน... อย่าทำหน้าตกใจอย่างนั้นสิ ผมไม่จับคนปลอมโลโก้ ‘วีซ่า’ ไปส่งตำรวจหรอก แค่อยากจะรู้จักคนที่คิดค้นบัตรใบนั้น อยากจะรู้ว่าเขาทำได้อย่างไรกันถึงสามารถฝังเสาอากาศลงไปในบัตรได้ แล้วมันใช้งานได้อย่างไร” เรย์จบประโยคด้วยการจ้องเด็กสาวอย่างทึ่ง

ก่อนหน้านี้ลอยแจ้งเรื่องคนขโมยบัตรเครดิตของคนอื่นมาใช้แล้วทำให้ระบบอ่านบัตรรวมถึงระบบการเงินออนไลน์รวนไปทั้งห้าง เขายังไม่เชื่อ กระทั่งลอยส่งบัตรเครดิตที่เป็นปัญหามาให้เขาตรวจสอบ หลังจากเอามาตรวจสอบแล้วเขาก็พบว่ามันมีหน้าตาเหมือนกับบัตรเครดิตที่เขากำลังจะประกาศตัวในเร็วๆ นี้ คือมีแถบแม่เหล็กและชิปเช็ต น่าแปลกใจที่ไม่ทันเปิดตัวก็มีสินค้าโผล่มาในท้องตลาดแล้ว ยิ่งกว่านั้นเทคโนโลยีที่ใช้ก็ดูจะล้ำหน้ากว่าที่เขาคิดค้นขึ้นเพราะมีเสาอากาศขนาดจิ๋วฝังอยู่ภายในบัตรด้วย นอกเหนือจากมีแถบแม่เหล็กและชิปเซ็ต อาจเพราะเสาอากาศขนาดจิ๋วตัวนั้นกระมัง ทำให้เครื่องอ่านบัตรและระบบการเงินรวนเนื่องจากนำมาใช้งานผิดประเภท

เรย์คาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าระบบการเงินที่รวนไม่ใช่เพราะวัสดุในบัตรแต่เป็นเพราะเครื่องอ่านบัตร ‘ไม่รับ’ เพย์เวฟซึ่งเป็นวัตถุในโลกอนาคต

เขาอดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นคนในบริษัทของเขาที่เอาข้อมูลไปขายให้กับบริษัทคู่แข่งแล้ววิศวกรของบริษัทคู่แข่งเอาไปคิดต่อยอด แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่น่าใช่ เพราะสินค้าที่ผลิตออกมาก็ยังคงทำในนามของ ‘วีซ่า’ จะว่าเป็นพวกมิจฉาชีพทำขึ้น ก็ยังไม่เห็นประโยชน์เพราะไม่สามารถเอาไปใช้กับเครื่องรูดบัตรได้ เขาจนปัญญาที่จะขบคิดถึงที่มาที่ไปของบัตรดังกล่าว ไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของคนที่คิดค้นขึ้นด้วย และไม่เข้าใจถึงวิธีการใช้งานของมัน ด้วยเหตุนี้จึงอยากเจอตัวเจ้าของบัตรเพื่อจะได้สอบถามถึงรายละเอียดที่ข้องใจ ฉะนั้นเมื่อลอยโทรศัพท์ไปบอกว่าได้ตัวเด็กสาวมาแล้ว เขาจึงรีบเดินทางมาในทันที



ในโลกที่มินตราจากมาคือปี ค.ศ. 2008 นั้น วีซ่าได้พัฒนาบัตรเครดิตออกมาเป็น ‘วีซ่าเพย์เวฟ’ ซึ่งเป็นการนำชิปรุ่นล่าสุดและเทคโนโลยีไร้สายมาใช้ วิธีชำระเงินด้วยบัตรเครดิตประเภทนี้ ไม่จำเป็นต้องนำบัตรไปรูดหรือสอดผ่านเข้าในเครื่องรูดบัตรเหมือนรุ่นก่อนๆ เพียงถือบัตรวีซ่าเพย์เวฟไว้ใกล้กับเครื่องอ่านบัตรภายในระยะห่างไม่เกิน 4 เซนติเมตร เครื่องอ่านบัตรก็จะค้นหาบัตรและดำเนินการประมวลผลทันที ซึ่งการชำระเงินแบบไม่ต้องสัมผัสกับเครื่องรับบัตรเช่นนี้ เรียกว่าคอนเทคเลส (contactless) หรือการชำระแบบไร้สัมผัสนั่นเอง

วิวัฒนาการล้ำสมัยดังกล่าวก็เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและง่ายสำหรับผู้บริโภคในการชำระค่าสินค้าและบริการ โดยสามารถย่นระยะเวลาในการชำระเงินรวมถึงการพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน ซึ่งจะลดเวลาลงไป เหลือแค่ 4-6 วินาที มีความปลอดภัยสูงเพราะผู้ถือบัตรสามารถจ่อบัตรชำระเงินด้วยตัวเองโดยไม่ต้องยื่นให้แคชเชียร์และไม่ต้องเซ็นชื่อในสลิป แม้บัตรอยู่ในกระเป๋าสตางค์ เครื่องก็ยังสามารถประมวลผลได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับการชำระด้วยเงินสดแล้ว ใช้เวลาเยอะกว่าเท่าตัว โดยนับตั้งแต่การยื่นเงินจนถึงการรับเงินทอน ใช้เวลาประมาณ 12-14 วินาที ในขณะที่การรูดบัตรแบบแถบแม่เหล็ก ใช้เวลาตั้งแต่การรับบัตร รอสลิปตลอดจนเซ็นชื่อ ตรวจลายเซ็นและคืนบัตร ใช้เวลาประมาณ 20 วินาที

เพย์เวฟ ถือเป็นบัตรเครดิตเจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็นการรวมเทคโนโลยี 3 ตัว ไว้ในบัตรใบเดียว คือ เทคโนโลยีแถบแม่เหล็ก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของบัตรเครดิตรุ่นแรก บัตรชำระโดยการรูดกับเครื่องรับบัตร เทคโนโลยีถัดมา คือเทคโนโลยีของชิปเซ็ต ถือเป็นบัตรรุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นการเพิ่มความปลอดภัยด้วยการใส่ข้อมูลเพิ่มลงไปในชิปที่ทำให้ปลอมแปลงได้ยากขึ้น เวลาใช้งานต้องรูดและเสียบ และเทคโนโลยีล่าสุด คือการเพิ่มเสาอากาศขนาดจิ๋วฝังไว้ภายในบัตรเพื่อรับส่งสัญญาณกับเครื่องชำระเงิน แต่หากบัตรหายจะเกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บัตรมาก จึงมีการกำหนดวงเงินในการใช้ซื้อสินค้าซึ่งทั่วไปครั้งละไม่เกิน 1,500 บาท หรือในระบบของวีซ่ากำหนดไว้ไม่เกิน 25 ดอลลาร์ หากจับจ่ายในวงเงินสูงกว่าที่กำหนด จะต้องกลับไปใช้ระบบรูดบัตรอ่านชิปเซ็ต หรือแถบแม่เหล็กแล้วเซ็นชื่อในสลิปแบบเดิม

วีซ่าเปิดบริการเพย์เวฟในต่างประเทศเมื่อปีค.ศ. 2004 ส่วนประเทศไทยเพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปี 2008 โดยธนาคารกรุงเทพเปิดตัวเป็นเจ้าแรกชื่อว่า ‘บลูเวฟ’ ต่อมาคือบมจ.ธนาคารกสิกรไทยในชื่อว่า ‘เคเวฟ’ ปัจจุบันมีแบงก์ทั่วโลกที่ใช้ระบบเพย์เวฟของวีซ่า และมักลงท้ายแบรนด์ที่เปิดบริการด้วย Wave ประมาณ 50 แบงก์

“ว่าไงแม่สาวน้อย คุณเอาบัตรนี้มาจากไหน” เรย์ถามขึ้นเมื่อเห็นเด็กสาวเงียบไป

“บัตรนั่นไม่ใช่ของฉัน” มินตราปฏิเสธทันที พลางปรายตามองบัตรวีซ่าเพย์เวฟบนโต๊ะ

“คุณแทบจะไม่มองมันด้วยซ้ำ ดูมันหน่อยน่าว่าใช่บัตรของคุณหรือเปล่า” เรย์ย้ำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

มินตราชำเลืองมองมันอีกครั้งอย่างเสียไม่ได้ พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกเสียดาย เนื่องจากเห็นอยู่แค่เอื้อม แต่ไม่อาจคว้ามาได้ เธอเมินหน้า “ฉันยืนยันว่าไม่ใช่ของฉัน”

“แต่คุณบอกว่าบัตรเครดิตคุณหาย” ลอยโต้ขึ้นหลังจากฟังเพื่อนและเด็กสาวโต้ตอบไปมาพักใหญ่

“ใช่... มันหายไปแต่ไม่ใช่ใบนั้นแน่นอน ใครจะมีบัตรวีซ่าหน้าตาประหลาดนั่นได้ถูกไหม?”

ลอยหรี่ตา “บัตรนั่นระบุชื่อผู้ถือบัตรว่ามิสมินตรา มิชิแกน เพราะงั้นคุณต้องพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่ใช่มิสมินตรา”

มินตรากลอกตาไปมา “นี่ฉันไปก่อกรรมทำเข็ญอะไรกับพวกคุณไว้ถึงได้...” มินตรารีบกลืนคำว่า ‘จองเวรจองกรรม’ ได้ทัน เธอรีบเสริมว่า “ทำไมถึงไม่เชื่อฉันว่าไม่ใช่เจ้าของบัตรใบนั้น”

“คุณก็พิสูจน์ตัวเองสิ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย แค่เอาบัตรอะไรสักอย่างมาแสดง” ลอยแนะขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ก็ฉันบอกแล้วฉันไม่ได้เอาบัตรอะไรทั้งนั้นติดตัวมา บอกก็ไม่เชื่อ”

“งั้นผมขอค้นตัวคุณ” ลอยข่มขู่

“อย่านะ คุณจะค้นตัวคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ ถือว่าคุณละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่เอาล่ะ...ฉันไม่เถียงกับคุณดีกว่า เถียงไปก็เสียเวลาเปล่า ฉันต้องกลับแล้ว พี่ชายฉันรออยู่”

“งั้นเห็นทีเราต้องพบพี่ชายคุณซะแล้ว”

มินตราสบตาลอยทันควัน เธอเชิดหน้า “เชิญ อยากพบก็เชิญ” พูดแล้วเธอก็ออกเดินไปจากห้องนั้น โดยไม่สนใจอะไรอีก แต่มินตรารู้ว่าพวกเขากำลังเดินตามเธอมาเพราะได้ยินบทสนทนาดังอยู่ข้างหลังตลอดเวลา

บ้าชะมัด...

เด็กสาวเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อหาทางหนีทีไล่ มินตราคิดจะหนีพี่ชายด้วย เพราะถ้าลอยและเรย์เจออัตราเข้า ทุกอย่างก็จบเห่เช่นกัน แน่นอนว่าพวกเขาต้องซักไซ้ไล่เรียงและคงจะเป็นเรื่องยาวตามมาแน่ เนื่องจากหลายเรื่องอัตราคงตอบไม่ได้นอกจากจะบอกความจริงไป ซึ่งมันคงจะสร้างความโกลาหลและความยุ่งยากตามมาอีกมากมาย

เธอไม่อยากเสี่ยงให้เกิดความวุ่นวายนั้น...

มินตราลัดเลาะไปตามทางเดินที่มีคนเดินจับจ่ายซื้อของ พยายามแอบแฝงไปกับผู้คนที่หนาตา ขณะที่ตาก็สอดส่ายหลบพี่ชายกับซาร่าห์ไปพลาง ตลอดเวลาเธอรู้ว่าลอยกับเรย์ตามมาห่างๆ เด็กสาวเดินหนีพวกเขาไปได้ครู่ใหญ่ๆ ก็ตรงไปยังทางออก เห็นว่าทางปลอดโปร่งเพราะไม่มีวี่แววว่าพี่ชายจะโผล่ออกมา เธอก็ออกวิ่งสุดชีวิต ตรงไปขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรอผู้โดยสารอยู่

รถแท็กซี่วิ่งออกไปจากห้างไกลแล้ว สองหนุ่มจึงวิ่งมาถึงลานจอด “บ้าชะมัด” ลอยร้องขึ้น เขาเห็นเพียงป้ายทะเบียนรถซึ่งอยู่ไกลลิบๆ “เราต้องแจ้งตำรวจให้ตามเธอ”

“จะเอาเหตุผลอะไรไปบอกตำรวจ”

“เหตุผลอะไรก็ช่าง ขอแค่ตำรวจได้ตัวเธอ”

“แล้วจากนั้นจับเรายัดเข้าคุกในข้อหาแจ้งความเท็จน่ะเหรอ” เรย์ย้อนถามเสียงเรียบๆ เขายังนึกชอบใจกับความเจ้าเล่ห์ของเด็กสาว ตามองท้ายรถแท็กซี่ซึ่งบัดนี้หายลับสายตาไปแล้วด้วยแววตาที่เต้นพราว ต่างกับลอยที่มองอย่างขัดใจ เขาละสายตากลับมามองเพื่อน

“แต่ฉันอยากรู้ว่าเธอเป็นเจ้าของบัตรนั่นจริงหรือเปล่า ฉันตงิดๆ ใจว่าอาจเป็นคนเดียวกันนะ เราน่าจะได้ค้นตัวเธอตั้งแต่แรก”

“แต่เราไม่มีเหตุผลที่จะไปค้นตัวเธอน่ะ เด็กนั่นพูดถูกเราไม่มีอำนาจ ที่จริงเราไม่มีแม้แต่หลักฐานหรือเบาะแสที่จะบ่งชี้ว่าเธอเป็นเจ้าของบัตรนั่นด้วยซ้ำ”

“มีสิ ในฐานะที่เธอใช้บัตรปลอม เรามีสิทธิ์ที่จะค้นตัวเธอ แต่นายใจอ่อนเอง เห็นเด็กสาวสวยๆ เข้าหน่อย ใจอ่อนยวบทุกที”

เรย์หัวเราะ “ก็เด็กนั่นสวยจริง หรือนายจะเถียงว่าไม่จริง” จ้องตาเพื่อน แววตาเป็นต่อ

ลอยแสยะยิ้มแทนคำตอบ

เรย์หัวเราะเมื่อเพื่อนไม่ยอมตอบ “เห็นไหมนายก็เห็นด้วยว่าเธอสวย แล้วก็ไม่ใช่สวยธรรมดาด้วย แต่สวยมาก เป็นความสวยที่แปลกตา บรรยายได้ยาก คมเข้มแต่อ่อนหวาน บอกไม่ถูกว่าสวยยังไง รู้แต่ว่ายังไม่เคยเจอใครที่สวยคลาสสิกเหมือนเธอมาก่อน”

คำพูดของเรย์กระตุ้นเตือนให้เขานึกถึงใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กสาวคนนั้น เขายอมรับว่าเธอสวยเตะตามากจริงๆและมีผิวพรรณผุดผาดขาวอมชมพูชวนมอง และนั่นเป็นเหตุผลที่ผลักดันให้เขาเดินเข้าไปสอบถามว่ามีอะไรให้ช่วยเหลือหรือไม่ในตอนแรกที่เจอเธอเข้ามาเมียงๆ มองๆ แคชเชียร์

ลอยถอนหายใจ จากนั้นปรามว่า “น้อยๆ หน่อยพรรคพวก ถึงฉันจะเห็นด้วยกับนาย แต่ฉันก็ไม่หื่นเหมือนนายแน่”

เรย์หัวเราะ เอ่ยเปลี่ยนเรื่องว่า “แล้วนี่เราจะเอายังไงต่อ ฉันยังสนใจเด็กคนนั้นนะ อยากรู้ว่าใช่เจ้าของบัตรตัวจริงหรือเปล่า ฉันอยากรู้ว่าใครกันที่คิดค้นบัตรใบนั้นแล้วคิดค้นขึ้นมาได้อย่างไร มันยังทำให้ฉันทึ่งนะ”

“ถ้าอยากรู้จริงๆ คงต้องเอาข้อมูลในบัตรไปเทียบเคียงกับรายชื่อที่ผ่าน ตม. เข้ามา ที่นั่นมีการเก็บข้อมูลของคนที่เข้ามาในประเทศทั้งหมด เพราะฉะนั้นเจ้าของบัตรใบนั้นก็ต้องมีหลักฐานอยู่ที่ ตม.บ้าง”

เรย์พยักหน้ารับรู้ เขาทำท่าจะเอ่ยปากพูด แต่มีเสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนว่า

“ขอโทษ พวกคุณวิ่งตามเด็กสาวคนนั้นทำไมหรือครับ”

ลอยกับเรย์หันขวับไปมองทันควัน พบชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินตรงมาที่พวกเขา ลอยมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจระคนสำรวจ ชายหนุ่มที่ยืนตรงหน้าเขาหน้าตาหล่อเหลาและมีเค้าว่าเป็นลูกครึ่ง แล้วอะไรบางอย่างก็ผลักดันให้ลอยถามฝ่ายชายออกไปว่า

“ขอโทษ...คุณเป็นพี่ชายของมิสมินตราหรือเปล่าครับ”








Create Date : 26 เมษายน 2553
Last Update : 28 เมษายน 2553 3:56:59 น.
Counter : 409 Pageviews.

7 comment
1  2  3  4  5  

คณิตยา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]









รู้จักคณิตยา/คีตฌาณ์

ก้าวสู่โลกแห่งการขีดเขียนในปี 2549 มีผลงานเป็นรูปเล่มกับสนพ.ในเครือสถาพรบุ๊คส์ทั้งหมด 11 เล่ม ไล่ตั้งแต่ รหัสทรชน ทางสายหมอก กุหลาบในเปลวไฟ ฝากรัก...ผ่านซีบ็อกซ์ อริ...ที่รัก บอดี้การ์ด รักเพียงฝัน ตามรักข้ามเวลา ไฟรัก บันทึกแห่งรัก(the Book of Love) มิราเบลล์...ตราบคีตาบรรเลง เป็น 1 ในนิยายชุดแด่เธอที่รัก สาปรัก และใต้ปีกรัก

รหัสทรชน เป็นละครทางช่อง 3 เมื่อปี 2554 แสดงโดย เคน และชมพู่ สร้างโดยค่ายยูม่า และ ไฟรัก ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นภาษาเวียดนาม วางแผงเดือนสิงหาคม 2556



พูดคุย ทักทาย แลกเปลี่ยนความเห็น และติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง fb โดยกดไลค์เป็นแฟนเพจได้ทาง https://www.facebook.com/keetacha?ref=hl ขอบคุณค่ะ

---------------


ตอนนี้อุ๋ยทยอยนำนิยายที่หมดลิขสิทธิ์กับพิมพ์คำไปวางจำหน่ายในรูปแบบ E-book บนเว็บ ebooks และเว็บ Mebmarket ค่ะ

ใต้ปีกรัก...ราคาอีบุ๊ก 179 บาท

บันทึกแห่งรัก...ราคาอีบุ๊ก 255 บาท จากราคาปก 310

ไฟรัก...ราคาอีบุ๊ก 279 บาท จากราคาปก 350 บาท

กุหลาบในเปลวไฟ...ราคาอีบุ๊ก 230 บาท



รหัสทรชน ราคาอีบุ๊ก 200 บาท จากราคา 300 บาท 673 หน้า





ทางสายหมอก ราคาอีบุ๊ก 265 บาท จากราคา 280 บาท 690 หน้า



ฝากรัก...ผ่านซีบ็อกซ์ ราคาอีบุ๊ก 125 บาท จากราคา 180 บาท 360 หน้า



รวมเรื่องสั้น...ฉบับวัยหวาน ราคาอีบุ๊ก 45 บาท จากปก 55 บาท



อริ...ที่รัก ราคาอีุบุ๊ก 195 จากปก 240 บาท



หวานใจ...บอดีการ์ด...ราคาอีบุ๊ก 145 บาท จากปก 180 บาท



รักเพียงฝัน...ราคาอีบุ๊ก 225 จากปก 250 บาท



ตามรักข้ามเวลา...ราคาอีบุ๊ก 240 จากปก 270 บาท





















New Comments