Group Blog
 
All blogs
 

กุหลาบในเปลวไฟ

กุหลาบในเปลวไฟ





สนพ. : พิมพ์คำ
นักเขียน: คณิตยา
ราคา : 300บาท
จำนวนหน้า : 562 หน้า
ตีพิมพ์ ครั้งแรก: 26 กันยายน 2551
สัญญาวรรณกรรมกับสถาพร : 31 กรกฎาคม 2551(3)

เรื่องย่อ.. สงครามทำให้หลายคนสูญเสีย แต่สำหรับอัสมาร์แล้ว บางทีสงครามอาจทำให้เขาได้ "หัวใจรัก" ของตัวเองกลับคืนมา

อัสมาร์ หนุ่มลูกครึ่งอานีซาส์-อังกฤษ บุตรชายของ พล.อ.ชาโต นายกรัฐมนตรีแห่งอานีซาส์ เขาต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ และประท้วงบิดาที่นำกองกำลังบุกยึดกีซาลีประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการไม่ยอมกลับบ้านเกิด

อัสมาร์ได้พบรักกับโรซาลินาและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่อังกฤษได้เพียงปีเดียว ฝ่ายหญิงก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ในคราวที่เดินทางกลับมาบ้านเพื่อนร่วมงานแต่งงานของน้องเพื่อน เขาได้เจอหญิงสาวนามกาเซีย ผู้มีใบหน้าเหมือนโรซาลินาราวกับคนเดียวกัน อัสมาร์มาทราบภายหลังว่าเจ้าหล่อนเป็นสมุนขบวนการกุหลาบดำแห่งกีซาลี  อัสมาร์ส่งคนไปสืบหาตัวกาเซียแต่ไร้ร่องรอย เขาจึงตัดสินใจกลับมาทำงานกับบิดาเพื่อค้นหาความจริงด้วยตัวเอง<

ความจริงที่จะเปิดเผยว่า กาเซียเป็นคนที่เขาคิดหรือไม่ และใครอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้

*********************




กุหลาบในเปลวไฟ
ชื่อผู้แต่ง : คณิตยา
ครั้งที่ตีพิมพ์ : 2
สำนักพิมพ์ : ธราธร
วันวางจำหน่าย : 6 มิถุนายน 2555
ราคา : 350 บาท
จำนวนหน้า :  587 หน้า
สัญญาวรรณกรรมกับธราธร : 13 มีนาคม 2555(5)
สัญญาอีบุ๊กกับธราธร : 13 มีนาคม 2555(8) 

สงครามกลางเมืองเปลี่ยน "โรซาลินา" สาวสวยไฮโซที่แสนสวยอ่อนหวาน มาเป็น สาวแกร่งที่มากด้วยเขี้ยวเล็บนามว่า "กาเซีย" หนึ่งในแกนนำขบวนการกุหลาบดำ ภารกิจลับคือ ทำทุกวิถีทางเพื่อกอบกู้เอกราชกลับคืนให้แก่ประเทศบิดา แม้กระทั่งต้องต่อกรกับลูกชายของผู้นำ ประเทศคู่อริผู้เปี่ยมด้วยเสน่ห์และชั้นเชิงทางการเมืองที่แพรวพราว

ภารกิจลับครั้งนี้ไม่สำเร็จโดยง่าย เมื่อเจอ "อัสมาร์" ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มหล่อผู้มากด้วยเสน่ห์แห่งบุรุษเพศ และที่สำคัญฉลาดเป็นกรด ยากที่ใครจะหลอกได้ง่ายๆ ฉะนั้นสาวอ่อนหวาน ที่เปลี่ยนบุคลิกไปโดยสิ้นเชิง คงไว้แต่ความสะสวยมากด้วยเสน่ห์ไม่เสื่อมคลายอย่าง

กาเซียจึงไม่อาจตบตาเขาได้ว่า ครั้งหนึ่งเธอผู้นี้ได้ชื่อว่า "ภรรยา" ผู้ถูกลวงให้เข้าใจผิดว่าเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุเมื่อ 4 ปีก่อน



-------------------


ขออนุญาตเก็บรีิวิวของคุณ Scandinavia / คุณรักบุญ / คุณnanaspace ขอบคุณทั้งสามท่านมากค่า 


1.คุณ Scandinavia

ขอนำเสนอเรื่องแรกค่ะ - *กุหลาบในเปลวไฟ - คณิตยา* (พิมพ์คำสนพ.)
(เครดิตแนะนำจากนู๋รักบุญค่ะ Thank you นะจ๊ะน้อง อ่านแล้วสนุกมากจริง ๆ :kissing2: )

นิยายเรื่องนี้นักเขียน-คุณคณิตยา เป็น New Star แต่เขียนเก่งมาก ๆ ภาษาที่ใช้สละสลวยไม่ติดขัดเลย การดำเนินเรื่องราบรื่นลื่นไหลดีมาก แสดงให้เห็นกึ๋นของนักเขียนอ่ะค่ะ

เป็นนิยายรักแนวการเมืองของตะวันออกกลางค่ะ แต่ไม่ใช่แนวทะเลทราย โอเอซิส หรือท่านชี้คนะคะ เป็นการเมืองสมัยใหม่ ฉากเกิดเรื่องมีทั้งอังกฤษ อเมริกาและประเทศสมมติในตะวันออกกลางสองประเทศ ที่สำคัญมีฉากบู๊ เลือดสาดกระจายเต็มหน้ากระดาษของพระเอก-นางเอกด้วยอ่ะค่ะ :w00t: :-D :-P

(lastupdate : 23/11/09 18:24)
Scandinavia [22/11/09 11:00]
************


2.คุณรักบุญ

link กุหลาบในเปลวไฟค่ะ
อ่านเนื้อเรื่องย่อได้ค่ะ ;-)





//www.pimkham.com/book_details.asp?BID=769&ParentID=2&PID=0

เอิ่ม---เต็ม10หนูให้100 ค่ะ :thumbsup: :thumbsup: :thumbsup:
:thumbsup: :thumbsup:
สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
เกินคำบรรยาย---ไม่รู้จะแนะนำยังไงนิ :whistle: :whistle: :whistle:
รับรองไม่เสียดายตังค์ค่ะ

ถ้าชอบแนวทะเลทรายสมัยใหม่ ที่มีบริบทการเมืองรวปท.เข้ามาเกี่ยวข้อง
รับรองไม่ผิดหวังค่ะ---สนุกมาก ขอบอก

:thumbsup: :thumbsup: :thumbsup: :thumbsup: :thumbsup:
---*เชียร์ค่ะ recommend*

ถ้าชอบแนวอัสวัด์---น่าจะรักเรื่องนี้ได้ง่ายๆเลยค่ะ

(lastupdate : 27/10/08 12:55)

เด็กหญิงรักบุญ [27/10/08 12:39]




**************

3. คุณ nanaspace

กุหลาบในเปลวไฟ โดย คณิตยา



อัสมาร์ไม่เห็นด้วยกับบิดาซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของอานีซาส์ในการเข้ายึดดินแดนกีซาลีจึงหนีไปอยู่อังกฤษ ที่นั่นเขารู้จักกับโรซาลินา หญิงสาวที่ทุกคนต่างหมายปอง หากเขาเป็นชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่เธอเปิดใจด้วย อัสมาร์แต่งงานกับโรซาลินา ใช้ชีวิตคู่ที่มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แต่เพียงปีเดียวโรซาลินาก็จากเขาไปด้วยอุบัติเหตุ อัสมาร์หัวใจสลาย ชีวิตเหมือนจบสิ้น เขาไม่เหลียวแลผู้หญิงคนไหนอีกเลย หัวใจมีเพียงโรซาลินาเมียรักเท่านั้น

สองปีผ่านไปอัสมาร์จำต้องเดินทางไปกีซาลีเพื่อร่วมงานแต่งของน้องสาวเพื่อนรัก ที่นั่นเขาพบหญิงสาวคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนโรซาลินาทุกกระเบียดนิ้ว แต่เธอคนนั้นคือสมุนของกุหลาบดำ กลุ่มต่อต้านการปกครองของอานีซาส์ และเรียกร้องเอกราชให้กีซาลี อัสมาร์ตัดสินใจกลับมาทำงานให้อานีซาส์ โดยไปดูแลดินแดนกีซาลี ทั้งนี้ก็เพื่อตามหาผู้หญิงคนนั้น!

สองปีผ่านไปโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อที่พักของเขาถูกบุกรุก อัสมาร์สามารถจับผู้หญิงคนนั้นได้ เขาตกใจอย่างที่สุดเมื่อพบว่าเธอคือกุหลาบดำคนนั้น คนที่หน้าเหมือนกับโรซาลินา แม้ทุกคนจะเห็นเธอเป็นศัตรู แต่อัสมาร์ไม่สนใจ เขาแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงเป็นใยผู้หญิงคนนี้ อัสมาร์พยายามเค้นให้เธอยอมรับว่าตนเองคือโรส แต่ถูกกาเซียปฏิเสธอย่างเดียว กระทั่งเธอสามารถหนีออกไปได้

อัสมาร์ถูกคนอานีซาส์ระแวง ขณะที่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกาเซียก็ทำให้คนของกุหลาบดำระแวงเช่นกัน คำพูดของอัสมาร์ที่บอกว่าเธอเป็นภรรยาของเขาติดค้างในใจ แม้กาเซียจะจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้ แต่มันก็มีน้ำหนักไม่น้อย เพราะเธอก็จำเหตุการณ์ของตนเองเมื่อสี่ปีก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยเช่นกัน!!

ซื้อนิยายเรื่องนี้มานานแล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสหยิบมาอ่าน อยากบอกว่า ชอบมากกกกกกกกก เป็นนิยายที่สามารถทำให้เราอ่านแทบทุกประโยคเลย ไม่มีแอบอ่านข้ามบ้างอย่างที่ชอบทำ

เรื่องนี้พระเอกรักนางเอกสุดๆ ตลอดเวลาที่นางเอกจากไปสองปีก็ไม่เคยเหลียวแลผู้หญิงคนไหน กระทั่งเจอผู้หญิงที่หน้าเหมือนโรซาลินา เขาก็ยังหักห้ามใจได้แม้จะมีโอกาส จนมั่นใจว่าเธอคือเมียของเขานั่นละ

ฉากที่อ่านแล้วแอบสงสารพระเอก เพราะพี่แกบอกว่า ยอมทำทุกอย่างเพื่อเธอ ซึ่งรวมถึงยอมสละหน้าที่ ยอมทิ้งครอบครัว แต่โรซาลินากลับคิดตรงกันข้าม แม้เธอจะรักเขามากเช่นกัน แต่เธอกลับเลือกหน้าที่มาก่อนความรัก T_T ยิ่งตอนที่พระนางต่อสู้กันเอง ก็ยิ่งทำให้นึกถึงเรื่อง Mr.and Mrs.Smith นางเอกเรื่องนี้นอกจากฉลาด มีไหวพริบแล้วยังสวยมากด้วย

ส่วนฉากที่อ่านแล้วชอบเป็นพิเศษคือตอนที่พระนางต่างปลอมตัวเป็นคนอื่นแล้วต้องเผชิญหน้ากัน ทั้งคู่จับพิรุธอีกฝ่ายได้และรู้ว่าเป็นใคร แต่คิดว่าอีกฝ่ายไม่รู้ว่าตนเองคือใคร พอพระเอกป้อล้อและทำทีว่าอยากเข้าหาฝ่ายหญิง โรซาลินาก็เสียใจ ชอกช้ำในอก คิดว่าอัสมาร์กำลังนอกใจเธอ ส่วนอัสมาร์ พอเห็นโรซาลินายอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง เขาก็โมโหในใจ หึงหวง และรุนแรงกับเธอ

นิยายเรื่องนี้หลากหลายอารมณ์มาก ทั้งตามล่าสืบสวน ปลอมตัวล้างแค้น โรแม้งหวานซึ้ง การเมืองการปกครอง อ่านจบแล้วรู้สึกอยากแนะนำให้เพื่อนๆอ่านทันทีเลยค่ะ ไม่สนุกไม่บอกต่อ รับรองว่าไม่ผิดหวัง



Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2554 13:20:27 น.
**********




 

Create Date : 19 กันยายน 2551    
Last Update : 11 มิถุนายน 2557 22:01:36 น.
Counter : 1070 Pageviews.  

กุหลาบในเปลวไฟ...บทที่ 15



กุหลาบในเปลวไฟ


บทที่ 15...คณิตยา



พระเจ้าช่วย.. กาเซียอุทาน สมองเธอเริ่มลางเลือน ทุกอณูที่อัสมาร์ลากริมฝีปากพัดผ่าน เธอรู้สึกขนลุกซู่และร้อนวูบวาบราวกับถูกเหล็กร้อนๆ นาบ แม้ไม่ลืมตามอง เธอก็รับรู้ได้ว่าเขากำลังทำอะไรกับเนื้อตัว ลิ้นร้อนๆ ลากผ่านหน้าท้องตราบจนสัมผัสกับใจกลางความเป็นหญิงของเธอ กาเซียสะดุ้งสุดตัว พยายามผลักเขาออกหากกระนั้นอัสมาร์กลับตรึงมือสองข้างแนบลำตัว

กาเซียเปล่งเสียงครางในลำคอ ถามตัวเองว่าความรู้สึกที่สมองพร่างพรายราวกับเห็นรุ้งทอแสงอยู่เบื้องหน้ามันคืออะไร โรซาลินาจะรู้สึกเหมือนอย่างเธอหรือเปล่าเวลาถูกอัสมาร์สัมผัสแนบชิดเช่นนี้

อัสมาร์ยังคงขบเม้มตามเนื้อตัวของกาเซีย ทุกอณูบนเรือนร่างของหญิงสาวผ่านสายตาและผ่านการสัมผัสของเขามาหมดแล้วทุกกระเบียดนิ้ว หากทว่าน่าแปลกมันไม่เคยที่จะหยุดสร้างความแปลกใจให้กับเขาเลยในทุกคราที่สัมผัสหญิงสาว มันมีแต่เพิ่มความรู้สึกอยากรู้จักความเป็นตัว ‘เธอ’ มากขึ้นเรื่อยๆ

ตอนที่เธอเป็นโรซาลินา หญิงสาวอ่อนหวานและตอบสนองเขาอย่างเคอะเขิน ผ่านไปหลายเดือนจึงกล้ารุกเขา แต่หากเมื่อเป็นกาเซีย หญิงสาวยังคงมีความเขินอาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือ ความเชื่อมั่นในรูปร่างตัวเองซึ่งดูจะมีเพิ่มสูงขึ้น อากัปกิริยาของกาเซียบอกเขาว่าเจ้าตัวรู้ดีว่าตัวเองมีรูปร่างเย้ายวนใจเพศตรงข้ามเพียงใด ไม่แปลกที่กาเซียมีความเชื่อมั่นเช่นนั้น ในเมื่อเธอมีหุ่นเฟิร์มอย่างคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากทว่ามีความละมุนอ่อนหวานในทุกอณูของเนื้อตัว มันจึงเป็นความแตกแต่งที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

อัสมาร์ยังคงสัมผัสหญิงสาวด้วยปลายลิ้นอย่างใจเย็น ความรักความห่วงหาในอดีตทำให้เขาบรรจงร่ายเพลงรักอย่างเนิบช้า ด้วยอยากให้หญิงสาวดื่มด่ำกับความสุขเหมือนอย่างที่เขากำลังได้รับความสุขจากเนื้อตัวหญิงสาว อัสมาร์อยากยืดเวลาแสนหวานแกมทรมานนั้นไปอีกนาน แม้ตัวเขาจะรู้สึกครัดเคร่งกับเนื้อตัวส่วนล่างเพียงใด แล้วความอดทนพลันต้องสะดุดลง เมื่อกาเซียสลัดมือเขาที่ตรึงแขนเธอออก ก่อนจะเหนี่ยวลำคอเขาไปจุมพิต

อัสมาร์เลื่อนตัวขึ้นมานอนเคียงข้างหญิงสาว จูบกลีบปากสีแดงกำมะหยี่อย่างอ่อนโยนรักใคร่ มือหนึ่งเท้าหมอนส่วนอีกมือเลื่อนไปกระตุกพันธนาการชิ้นสุดท้ายของตัวเองออก อัสมาร์ยิ้มเมื่อหญิงสาวกระหวัดลำคอเขาให้ก้มจูบดูดดื่มยิ่งขึ้น

กาเซียได้ลิ้มรสตัวเองจากริมฝีปากอัสมาร์เป็นครั้งแรก มันให้ความรู้สึกอ่อนหวานแปลกๆ แล้วเธอก็เกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นกับของเขาแนบสนิทยิ่งขึ้น ขณะที่สองมือเลื่อนไปสัมผัสเนื้อตัวอัสมาร์ราวกับต้องการทำความรู้จัก มือนุ่มไล้ไปทั่วแผงอก อัสมาร์ครวญครางอย่างถูกใจ เขาเลื่อนมือไล้สีข้างหญิงสาวก่อนจะเคลื่อนมาเกาะกุมทรวงอกอวบอิ่มทั้งสองข้าง มันผลิขยายออกตอบรับสัมผัสเขา แล้วพลันที่มือนุ่มค่อยๆ เลื่อนไปสัมผัสแก่นกลางความเป็นชายเขาเป็นการโต้ตอบ อัสมาร์ก็สะดุ้งสุดตัว เขาส่งเสียงครางชิดปากนุ่ม เนื้อตัวบิดเกลียวราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ลมหายใจเริ่มกระชั้นและเหงื่อกาฬเริ่มผุดเต็มหน้า สะท้อนความตึงเครียดจากการพยายามเก็บกดความต้องการ

“กาเซีย..” อัสมาร์ครวญครางชื่อหญิงสาวชิดริมฝีปากนุ่ม ก่อนจะกระตุกมือหญิงสาวขึ้นไปรวบไว้เหนือศีรษะอย่างหมดความอดกลั้น เลื่อนตัวขึ้นทาบทับพร้อมกับที่กระซิบชิดกลีบปากสวยว่า “ยอดรัก..ผมรักคุณ” อัสมาร์เอ่ยแล้วค่อยๆ ลดตัวลงสัมผัสหญิงสาวด้วยเรือนร่างของเขาเพื่อหลวมรวมเป็นหนึ่งเดียว ร่างบางสะดุ้งสุดตัวหากกระนั้นก็ยินยอมทำความรู้จักกับร่างเขา “อย่าเกร็ง” อัสมาร์ทอดเสียงอย่างอ่อนโยนเมื่อสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดใต้เรือนร่างเขา ชายหนุ่มลดศีรษะจูบปลายจมูกโด่งอย่างล้อเลียน ก่อนจะทอดสายตาไปจ้องม่านตาสีน้ำตาลเข้ม พบว่าอีกฝ่ายรีบเบือนหน้าหนี พวงแก้มสุกปลั่ง

อัสมาร์ยิ้ม เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “มองผม..กาเซีย” เขาจ้องไปในนัยน์ตาคมซึ้ง กาเซียค่อยๆ กระพรือขนตาขึ้นมองเขา ต่างประสานตาและนัยน์ตาทั้งคู่ฉายแววรักใคร่โดยไม่รู้ตัว กาเซียไม่รู้ตัวเลยว่าแววตาที่เธอสะท้อนผ่านม่านตานั้น บ่งบอกความรักมากแค่ไหน แต่อัสมาร์มองเห็นมันชัดเจน เขาคิดว่านัยน์ตาภรรยาสวยคมและหวานซึ้งนัก ไม่ต่างจากกาเซียที่หญิงสาวสัมผัสได้ถึงความรักที่ฉายชัดในแววตาสีสนิมเหล็กเช่นกัน ความหวานล้ำจึงเกิดขึ้นในใจเธอโดยไม่รู้ตัว

อัสมาร์รีรอเพื่อให้หญิงสาวปรับความคุ้นเคย กระทั่งเริ่มผ่อนคลายและวงแขนนุ่มกอดกระชับลำตัวเขา อัสมาร์จึงค่อยๆ ขยับกายเริ่มจากช้าค่อยจะเพิ่มจังหวะเร็วขึ้น อัสมาร์ลดศีรษะลงจูบกลีบปากนุ่ม อ่อนโยนอ่อนหวานและค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนตามจังหวะเพลงรัก โดยไม่รู้ตัวกาเซียเลื่อนมือไปกดสะโพกเขา เล็บมนกดจิกอย่างสะท้อนอารมณ์ภายใน กิริยากาเซียดูจะเป็นการส่งสัญญาณให้อัสมาร์เร่งจังหวะเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มจูบกาเซียอย่างเร่าร้อนขณะร่ายเพลงรักด้วยจังหวะเร็วและหนักหน่วงยิ่งขึ้น อัสมาร์ลืมเลือนแผลบริเวณหัวไหล่และสีข้างไปเสียสิ้น ไม่นานต่อมาทั้งคู่ก็กระตุกเกร็งพร้อมกับเหงื่อกาฬไหลท่วมตัว

พระเจ้า..อัสมาร์ฟุบบนทรวงอกอวบอิ่มครู่ใหญ่อย่างคนหมดแรง มือตระกองกอดร่างบางแนบเข้า ผ่านไปครู่หนึ่งจึงผงกศีรษะขึ้นจูบพวงแก้มสีแดงสดซ้ายและขวา รับรู้ถึงเหงื่อกาฬที่ไหลท่วมตัวของหญิงสาวไม่ต่างจากของเขา อัสมาร์เช็ดด้วยหลังมือบนใบหน้าหญิงสาว ยิ้มใส่ตากาเซียอย่างล้อเลียน หากแววตาฉายแววรักใคร่ในตัวหญิงสาวไม่ปิดบัง เห็นกาเซียเมินหลบอย่างเขินอายเขาก็แกล้งงับปลายจมูกโด่งอย่างหยอกล้อ

“ขอบคุณกาเซีย สำหรับความสุขที่ให้ผม” อัสมาร์เอ่ยอย่างอ่อนโยนแล้วกอดกระชับเอวบางแน่นเข้า นึกได้ว่าเขายังคงทาบทับบนตัวหญิงสาว จึงพลิกร่างลงจากเธอแล้วคว้าเอวบางมาทาบทับบนร่างเขาแทน ยิ้มเกลี่ยทั่วเรียวปากเมื่อแผงอกรับรู้ได้ถึงหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำของหญิงสาว พร้อมกับที่มือเลื่อนไปลูบไล้แผ่นหลังกาเซียเล่นไปมา

“ผมรักคุณ” อัสมาร์เอ่ยแล้วชะโงกศีรษะไปจูบริมฝีปากนุ่ม “คิดถึงคุณมาตลอดสี่ปีที่เราแยกจากกันกาเซีย คุณล่ะรู้สึกเหมือนผมไหม” พูดแล้วมองใบหน้ากาเซียอย่างรักใคร่ ใบหน้าสวยคมของหญิงสาวแดงก่ำจนจดลำคอ ผมเผ้ายุ่งเหยิงแลดูเซ็กซี่ แล้วอัสมาร์ลดสายตายังกลีบปากสีแดงกำมะหยี่ซึ่งบัดนี้เริ่มบวมเจ่อเพราะถูกกระหน่ำจูบจากเขา อย่างห้ามใจไม่อยู่ อัสมาร์ชะโงกศีรษะขึ้นจูบริมฝีปากได้รูปนั้นอีกครั้ง นานครู่หนึ่งจึงถอนออก

กาเซียหน้าแดง จ้องใบหน้าคมสันอย่างอายๆ พลันนึกได้ว่าท่าที่เธอยกมือชันแผงอกเขาอาจทำให้เขาเห็นทรวงอก เธอจึงลดแขนไปเกี่ยวกระหวัดรอบเอวเขาแทน ท่านั้นทำให้เนินอกแนบชิดกับแผงอกกว้างยิ่งขึ้น อัสมาร์รับรู้ได้ เขาจึงเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะยิ้มอย่างล้อเลียน ไม่ได้ล้อกับความขี้อายของกาเซีย เพียงแต่ยิ้มขำๆ

“คุณเอ่อ..” กาเซียตะกุกตะกัก เธอกระแอมแล้วกล่าวใหม่ว่า “ตอนที่คุณเอ่อ..มีอะไรกับโรซาลินา คุณกับเธอเร่าร้อนเหมือนอย่างนี้หรือเปล่า” กาเซียถาม ไม่รู้เลยว่าหางเสียงตวัดเข้มอย่างริษยา ทว่าอัสมาร์สัมผัสได้ เป็นอย่างดี เขาจึงเลิกคิ้วสูง พินิจหญิงสาวอย่างประหลาดใจ

“นี่อย่าบอกนะว่าคุณหึงตัวเอง..กาเซีย” อัสมาร์ถามอย่างล้อเลียน

กาเซียขมวดคิ้วมุ่น “ฉันไม่ได้หึง แต่ฉันนึกภาพไม่ออกตอนที่เราอยู่ด้วยกัน”

อัสมาร์หัวเราะ “ผมเพิ่งสาธิตไปไงที่รัก เวลาที่เราอยู่ด้วยกันก็เป็นอย่างนี้” หางเสียงทอดอ่อนโยนก่อนจะฉกจูบหญิงสาว

กาเซียหน้าบึ้ง “แล้วถ้าฉันไม่ใช่โรซาลินา?”

อัสมาร์ทำหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง “ยังจะคิดว่าไม่ใช่อีกหรือกาเซีย... ล้มเลิกความนั้นไปได้เลย คุณเป็นเมียผมนะกาเซีย ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบัน และในอนาคตมันก็จะยังเป็นความจริงอยู่อย่างนี้ เมคเลิฟแค่ครั้งเดียวยังพิสูจน์ไม่พอใช่ไหม จะให้ผมทวนความจำอีกครั้งไหมว่าเวลาคุณถูกจูบใจกลางฝ่ามือแล้วมันทำให้คุณตัวอ่อนระทวยแค่ไหน”

“มะไม่นะ..” กาเซียรีบท้วงเสียงรัวเร็ว “คุณต้องไม่ทะลึ่งอย่างนั้น ร่างกายคุณต้องการการพักผ่อนนะอัสมาร์ คุณออกแรงใช้กำลังไปเยอะแล้ว” กาเซียพูดแล้วเหลือบมองหัวไหล่ซึ่งบัดนี้เลือดชุ่มผ้ากอซ “เห็นไหมเลือดชุ่มผ้ากอซหมดแล้ว บางทีแผลคุณอาจปริแล้วก็ได้”

อัสมาร์แกล้งทำหน้าบึ้ง “รู้อะไรไหมกาเซีย ผู้ชายเราเกลียดมากที่สุดก็การถูกเมียบอกว่าอะไรที่ทำมากเกินไปหรือน้อยไปนี่แหละ ไม่มีใครรู้ดีเกินกว่าเจ้าตัวหรอกนะยอดรัก ถ้าไม่เชื่อ เรามาลองกันอีกยกดีไหม” อัสมาร์พูดเสียงอวดดีแล้วเลื่อนมือไปเคล้นคลึงสะโพกผายอย่างหยอกล้อ มีผลให้อีกฝ่ายหน้าบึ้ง

กาเซียจ้องอัสมาร์อย่างเขม่น “แล้วรู้อะไรไหมพ่อยอดชายสุดที่รัก ผู้หญิงเราเกลียดการถูกปฏิเสธความหวังดีมากที่สุด เพราะงั้นทำตามฉัน หลับตาแล้วข่มตาหลับซะ ส่วนไอ้ความถือดีรวมถึงอีโก้ของเจ้าน้องชายคุณ เก็บไว้ก่อนที่จะถูกฉันเจี๋ยนมันทิ้ง”

อัสมาร์ทำหน้าขยาด “คุณชักทำให้ผมกลัวใจซะแล้วสิกาเซีย ตอนเป็นโรซาลินายังไม่ดุขนาดนี้ คงเพราะพ่อตา นับตั้งแต่ยาหยังพาตัวคุณมาอยู่ที่นี่ คุณดุขึ้นมากรู้ตัวไหม..อัลไลลา” น้ำเสียงตอนท้ายล้อเลียน

กาเซียหน้าดุอีกเท่าตัว “ฉันจะร้ายให้มากกว่านี้ ถ้าคุณยังไม่เชื่อฟังฉัน..อัสมาร์”

อัสมาร์หน้ามุ่ย



“เหตุการณ์ระเบิดติดต่อกันในคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้เช้านี้รัฐบาลอนาเซียตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อเข้าไปควบคุมสถานการณ์ ตลอดช่วงเช้าถนนแกนหลักของเมืองหลวงจึงค่อนข้างเงียบเหงา”

เสียงผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องของอนาเซียประกาศหัวข้อข่าวภาคเช้า จากนั้นตามมาด้วยรายละเอียดของข่าวว่าขบวนการกุหลาบดำถล่มจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญๆ ของอนาเซียอย่างไรบ้าง กาเซียถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลด้วยเสียงของผู้ประกาศข่าวนั้น แล้วอาการงัวเงียก็หายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นอัสมาร์ตื่นอยู่ก่อนแล้ว เวลานี้กำลังจ้องเขม็งทีวีตรงหน้า

กาเซียเหลียวมองตาม ผู้ประกาศข่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเกิดการระเบิดที่ไหนบ้าง เวลาใด คนร้ายมีจำนวนเท่าไหร่ ใช้อาวุธอะไรในการก่อเหตุ จากนั้นตามมาด้วยข้อมูลของผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินของทางราชการที่เกิดความเสียหาย และภาพสุดท้ายเป็นภาพของแกนนำรัฐบาลอนาเซียคนหนึ่งออกมาตอบโต้การกระทำของขบวนการกุหลาบดำอย่างเผ็ดร้อนและตบท้ายด้วยการลั่นปากว่าจะจับคนร้ายทุกคนมาลงโทษอย่างสาสมให้ได้ แล้วภาพก็ตัดกลับไปยังตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตอบคำถามเกี่ยวกับข่าวกรองว่าทำงานหละหลวมหรือไม่

อัสมาร์ยังคงเอนหลังพิงพนักหัวเตียง ตาจ้องโทรทัศน์ เขาตื่นตอนที่โทรทัศน์เปิดทำงานขึ้นอัตโนมัติที่มีเสียงประกาศข่าวในช่วงแรก โทรทัศน์ของกีซาลีล้ำหน้ากว่าของอนาเซียด้วยระบบการทำงานจะอยู่ในหมวดสแตนด์บายตลอดเวลา เสียงและภาพปรากฏขึ้นอัตโนมัติที่มีการส่งสัญญาณข่าวเข้ามา และมันจะปิดตัวเองอัตโนมัติเช่นกันเมื่อสัญญาณข่าวถูกตัดลงเพราะเลยเวลาทำการ

พลันที่หางตาเห็นหญิงสาวตื่นนอน เขาก็วาดแขนเกี่ยวกระหวัดเอวหญิงสาวเข้ามากอด เอี้ยวตัวไปจูบหน้าผากแล้วลดตัวลงกอดกระชับหญิงสาวแนบแน่น กาเซียยันอกเขาผละขึ้นมองหน้าเขา เห็นแววตาหมองในใบหน้าคมสัน เธอก็นึกรู้ความคิดเขาได้ “คุณกำลังไม่สบายใจ..” กาเซียเอ่ยวิจารณ์เสียงเรียบๆ

อัสมาร์กอดกระชับร่างบางแน่นเข้า เอ่ยไปอีกทางว่า “ผมรักคุณ..โรส” อัสมาร์พูดแล้วลดสายตามองนัยน์ตาสวย เอื้อมมือไปแตะเรียวปากบางเมื่อเห็นหญิงสาวจะเอ่ยปากค้าน “ให้ผมเรียกคุณด้วยชื่อเดิมเถอะกาเซีย.. เพราะถึงยังไงกาเซียในภาษากีซาลีก็แปลว่าโรสอยู่ดี”

กาเซียถอนใจ สุดท้ายก็พยักหน้า แล้วเธอก็ได้ยินเขาเอ่ยต่อว่า “ขอบคุณยอดรัก” อัสมาร์พูดแล้วจูบปลายจมูกโด่งแผ่วเบาแล้วว่า “ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองหรือสถานการณ์ระหว่างประเทศของเราทั้งสองจะเลวร้ายแค่ไหน แต่ผมให้สัญญาว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเราเด็ดขาด ยอดรัก”

กาเซียนิ่วหน้า “คุณพูด..หมายความว่าไง”

“แผ่นดินอนาเซียกำลังร้อนระอุ ผมสัมผัสมันได้ว่ากำลังจะมีสงครามกลางเมือง” อัสมาร์พูดแล้วมองใบหน้าสวยสไตล์ลูกครึ่งของภรรยา สารภาพตรงๆ ว่า “ผมลอบเข้าไปในห้องประชุมของฐานบัญชาการ ก่อนจะวางระเบิด ผมลอบเอาเอกสารออกมาจากห้องได้” อัสมาร์พินิจหญิงสาวนิ่งๆ เห็นนัยต์ตาคมเบิกโตอย่างตกใจ เขาก็พูดต่อว่า “ผมอ่านหมดแล้วโรสว่ามันพูดถึงอะไรบ้าง เพราะงั้นอย่าปิดบังผมอีกเลย มันกำลังจะมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นใช่ไหม”

“คุณ..” กาเซียพูดแล้วอ้ำอึ้ง “คุณจะบอกฝ่ายพ่อคุณหรือเปล่าอัสมาร์”

“เป็นการเลือกฝ่ายที่ยากที่สุดคุณว่าไหม ฝ่ายหนึ่งก็พ่อตาแถมเป็นพ่อแท้ๆ ของผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุดด้วย ส่วนอีกฝ่ายก็พ่อแท้ๆ ของผมเอง เพราะงั้นถ้าเป็นคุณ..คุณจะตัดสินใจอย่างไรยอดรัก” อัสมาร์ถามเสียงอ่อนโยน

กาเซียอึ้ง เข้าใจสถานการณ์ของเขามากขึ้น “ฉันคงเลือกยากอย่างที่คุณว่า แต่หน้าที่กับความรักคุณต้องแยกออกจากกัน”

“เหมือนอย่างที่คุณทำน่ะหรือโรส” อัสมาร์ย้อนถามทันควัน “ประหัตประหารกับผมทั้งที่รู้ว่าผมเป็นสามีคุณ อย่างนั้นหรือ”

“ไม่..ฉันไม่รู้ คุณก็รู้ฉันจำอะไรไม่ได้ แถมยังถูกล้างสมอง”

อัสมาร์ถอนใจ เอ่ยว่า “ผมเข้าใจ..แต่คำตอบสำหรับผมคือ ผมใจไม่แข็งพอเหมือนอย่างคุณ..โรส ผมไม่สามารถแบ่งแยกหน้าที่ออกจากความรักได้ เพราะสำหรับผมความรักมักมาควบคู่กับหน้าที่เสมอ” อัสมาร์พูดแล้วจ้องไปในนัยน์ตาสวย “เมื่อผมรักคุณ หน้าที่ผมคือปกป้องดูแลคนที่ผมรัก ยิ่งเมื่อเคยผ่านความรู้สึกสูญเสียคุณมาแล้ว ผมยิ่งต้องตระหนักในหน้าที่นั้นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ผมจะไม่ยอมสูญเสียคุณไปอีกแล้วนะโรส”

“แต่ฉันคงทำอย่างคุณไม่ได้ ฉันต้องแยกหน้าที่ออกจากความรัก รักก็อยู่ส่วนรัก ส่วนหน้าที่ต่อแผ่นดิน ก็ยังต้องมีอยู่”

อัสมาร์หน้าซีด “คุณจะเลือกข้าง ‘หน้าที่’ หรือ..ผมไม่ต้องการประหัตประหารกับคุณนะยอดรัก”

“งั้นคุณจะเลือกข้างความรักหรือไง” กาเซียย้อน

อัสมาร์เมินหน้าจากภรรยา “มันต้องมีทางออก มันต้องมีหนทางหยุดยั้งสงครามบ้าๆ นั่น” ชายหนุ่มย้ำ น้ำเสียงหนักแน่น

“เมื่อเลือกข้างความรักไม่ได้ ก็ทำหน้าที่ของคุณไปเถอะอัสมาร์ ฉันเข้าใจ”

“ไม่..คุณไม่เข้าใจ ถ้าเราต้องสู้กันเองแล้วความรักของเราล่ะโรส มันจะเป็นยังไง ผมรับไม่ได้หรอกนะถ้าต้องทำร้ายคนที่ผมรักเสียเอง ผมอยากให้อนาเซียและกีซาลีอยู่อย่างสงบสุขนะ”

กาเซียอึ้ง ตอบคำเขาไม่ได้จึงเปลี่ยนเรื่องพูดว่า “เช้านี้แขนคุณเป็นไงบ้าง”

“ดีขึ้นมากแล้ว ต้องขอบคุณคุณโรสที่ผ่าตัดเอากระสุนออกให้ผม” อัสมาร์พูดแล้วเหลือบมองหัวไหล่ซึ่งบัดนี้เริ่มปวดน้อยลง

“ไม่เป็นไรหรอก”

“แล้วคุณล่ะ แผลถูกยิงกับแผลรั้วเหล็กครูดเป็นไงบ้าง”

“เกือบจะหายสนิทแล้วค่ะ หมอของคุณเก่ง อืม..ฉันต้องไปแล้วล่ะ” กาเซียพูดแล้วเหลือบมองนาฬิกาปลุกเหนือหัวเตียง

“ไปไหน” อัสมาร์พูดแล้วกอดกระชับเอวบางแนบแน่นขึ้น ราวกับไม่ต้องการให้หญิงสาวจากไป

“ฉันมีประชุมเช้านี้แปดโมง ก็เรื่องโจมตียุทธศาสตร์ของอนาเซียนั่นแหละ”

“’งั้นอยู่ต่ออีกหน่อยเถอะ นี่เพิ่งจะหกโมง ยังเหลือเวลาอีกถมเถ” อัสมาร์พูดเสียงอ่อนโยนแล้วพลิกตัวขึ้นทาบกาเซีย จูบริมฝีปากนุ่มอย่างเร่าร้อน

กาเซียส่งเสียงประท้วง “ไม่..อัสมาร์อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้” กาเซียผลักอกเขาอย่างไม่เบานัก ได้ผล..อัสมาร์ผละขึ้นมองหน้าหญิงสาวทันที เขาเท้าแขนข้างหนึ่งกับหมอนกาเซีย ตามองใบหน้าลูกครึ่งสวยเฉี่ยวของกาเซีย ผิวหญิงสาวดูกลืนไปกับความขาวของปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนนั้น แล้วอัสมาร์ก็ไล่สายตามองรูปร่างบอบบางอย่างห้ามใจไม่อยู่ สวยและสมส่วน ทรวงอกอวบอิ่มรับกับเอวคอดกิ่วจดกับสะโพกผาย กาเซียเห็นสายตาเขาเธอรีบกระชากผ้าห่มขึ้นมาคลุมทันที กิริยานั้นเรียกเสียงหัวเราะแผ่วเบาจากอัสมาร์

“ฉัน..น.” กาเซียตะกุกตะกัก

อัสมาร์หัวเราะ เขาเลื่อนมือไปลูบสีข้างใต้ผ้าห่มเล่น ถามว่า “ฉันอะไร”

“ฉันไม่อยากมีอะไรกับคุณก่อนเข้าประชุม พวกพี่ๆ ฉันจะจับสังเกตได้” กาเซียชี้แจง พวงแก้มเป็นสีผลตำลึงสุก

อัสมาร์เลิกคิ้ว “คุณแสดงละครเก่งน่ายอดรัก อย่าบอกนะว่าจะยอมให้พวกพี่ๆ จับได้ง่ายๆ” ปากถามอย่างล้อเลียน แต่มือใต้ผ้าห่มเริ่มไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ กระทั่งพบกับฐานที่ตั้งของหัวใจ มือหนาเกาะกุมเนินทรวงก่อนจะลูบไล้หนักหน่วง กาเซียรีบสอดมือไปกระตุกมือเขาออกทันทีแต่อัสมาร์กลับดื้อดึง เขาจ้องหน้าเธออย่างท้าทาย กาเซียอ่านสายตาเขาออกได้ว่า ‘ดูสิว่าใครจะชนะ’ เธอกลอกตาไปมาเมื่อไม่อาจดึงมือเขาออกได้สำเร็จ จึงตะครุบมือให้อยู่นิ่งๆ หากอัสมาร์กลับเพิ่มน้ำหนักมือลงบนทรวงอกเธอมากขึ้น

กาเซียนิ่วหน้า “อัสมาร์..ถ้ามือคุณยังอยู่ไม่สุข ฉันเตะคุณโด่งออกไปจากบ้านฉันแน่”

“ดุจัง ยาหยี” อัสมาร์เอ่ยล้อเลียน

“หยุดพูดเล่นได้แล้ว ฉันอยากรู้ว่าคุณจะอยู่ที่ฐานนี่ไปอีกนานแค่ไหน”

อัสมาร์ชะงัก “ผมอยากให้คุณออกไปกับผม กลับไปอยู่อังกฤษด้วยกัน”

“แล้วทางนี้?”

“ทางนี้ปล่อยให้เป็นเรื่องระหว่างพ่อคุณกับพ่อผมตกลงกันเอง ในเมื่อเรียนผูกกันได้ก็ต้องเรียนแก้ได้”

“ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้ ฉันถูกพร่ำสอนให้มีหน้าที่กู้แผ่นดินเกิด”

“โรส คุณไม่ได้เกิดที่แผ่นดินนี้ คุณแทบไม่เคยได้ยินชื่อมันด้วยซ้ำ ถ้าไม่มาแต่งงานกันผม เพราะงั้นปล่อยมันไป”

“อดีตฉันอาจทำได้ แต่ตอนนี้ฉันทำไม่ได้แล้ว พวกเขาเป็นครอบครัวฉัน เพราะงั้นจะปล่อยพวกเขาตามยถากรรมได้อย่างไร อัสมาร์..ถ้าหากว่าฉันเป็นโรซาลินาจริงๆ ถ้าหากว่าฉันจะเคยรักคุณมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ฉันไม่อาจทิ้งครอบครัวเพื่อความรักได้ คุณเข้าใจไหม..ฉันไม่อาจทิ้งพวกเขาเพื่อไปหาความสุขกับคุณได้ คุณอาจไม่ผูกพันกับอนาเซียเพราะจากไปตั้งแต่วัยรุ่น แต่ฉัน..ตลอดเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ฉันมีแต่พวกเขาฉันรู้สึกว่านี่คือแผ่นดินเกิดของฉัน เพราะงั้นถ้าตราบใดที่กีซาลียังร้อนระอุ ฉันก็ไม่อาจทิ้งไปหาความสุขส่วนตัวได้ เพราะงั้นขอให้เข้าใจตามนี้ด้วย”

อัสมาร์ยังคงจ้องมองประตูห้องนอนที่กาเซียเดินจากไปด้วยอาการนิ่งอึ้ง หลังจากหญิงสาวยื่นคำขาดว่าจะไม่ไปไหนกับเขาทั้งนั้นจนกว่าแผ่นดินกีซาลีจะร่มเย็น เธอก็ลุกไปเข้าห้องน้ำและกลับออกมาด้วยชุดรัดกุมทะมัดทะแมงและก้าวออกจากบ้านไปทันที อัสมาร์ยังคงมองหลังประตูอย่างทำอะไรไม่ถูก ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะอย่างไรเพราะจะให้ประหัตประหารกับกาเซีย เขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

อัสมาร์เหลียวกลับมามองหมอนซึ่งยังมีรอยหนุนของกาเซีย กลิ่นกายหล่อนยังทิ้งให้หอมกรุ่นกลิ่น สะท้อนว่ารสหอมหวานของเมื่อคืน ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่หากเป็นความจริงที่สัมผัสแตะต้องได้

แล้วอย่างนี้จะให้เขาทิ้งหล่อนต่อสู้ตามลำพังกับกองกำลังอนาเซียได้อย่างไร...

............................................



“เอาล่ะไหนเล่ามาสิมานัสว่าเหตุการณ์เมื่อคืนเป็นมาอย่างไร” ยาหยังเริ่มขึ้นเป็นประโยคแรกเมื่อทุกคนเข้าประจำที่นั่งของตัวเองแล้ว ในห้องประชุมสีงาช้างซึ่งเป็นห้องประชุมสำรอง ประกอบไปด้วยแกนนำกุหลาบดำ และบุตรสาวบุตรชายของยาหยังผู้เป็นหัวหน้าขบวนการ โต๊ะประชุมเป็นรูปตัวยูโดยมียาหยังนั่งอยู่ตรงกลาง การประชุมเริ่มต้นขึ้นแปดโมงตรง

มานัสพยักหน้าโค้งศีรษะ “เมื่อคืนผมออกไปทำธุระส่วนตัว เจอคนร้ายมันแอบอ้างชื่อว่าดารุส บอกว่าเป็นสมุนกุหลาบดำที่ถูกจับไปขังคุกของอนาเซีย หนีรอดมาได้เพราะเหตุการณ์ชุลมุนระเบิดคลังอาวุธในฐานบัญชาการอนาเซีย ผมคุยกันพักหนึ่งแล้วผมก็ไล่ให้มันกลับที่พักเพราะเป็นวันชาติไม่อยากให้ออกมาเดินเพ่นพ่าน มันอ้างว่าเข้าเวะตรวจเวรยามฐานบัญชาการ แล้วผมกับมันก็แยกย้ายกันไป ผมเข้าไปเฝ้านักโทษ ส่วนมันผมไม่ทันสังเกตว่าไปไหน มาเจออีกทีก็ตอนมันเตะผมสลบไปแล้ว หลังจากนั้นผมไม่รู้สึกตัวอีกเลย ตื่นขึ้นอีกทีพบว่าประตูห้องขังเปิดอยู่และไอ้กาสลองหนีไปแล้ว”

ยามินเอ่ยเสริมขึ้นว่า “เมื่อคืนหลังจากเราสู้กัน ผมตามล่ามันไปถึงฐานชั้นใน นากาสรีกับเกาลัดยืนยันว่าเห็นมันลอบเข้าไปในบ้านกาเซีย แต่เรานำกองกำลังไปตรวจค้นแล้วไม่เจอ ผมแยกกำลังออกเป็นสองชุดตรวจดูรอบฐานชั้นนอกและชั้นในอีกครั้ง แต่ก็ไม่เจอมันอีกเลย”

ยาหยังหันไปทางบุตรสาวคนเล็ก “หลังจากยามินกลับไปแล้ว มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ..” กาเซียปฏิเสธโดยมองเฉพาะผู้เป็นพ่อ ไม่ได้เหลียวมองรอบโต๊ะประชุมแห่งนั้น กล่าวต่อไปว่า “พี่ยามินกลับไปแล้วทุกอย่างก็ยังคงปกติเรียบร้อย”

นากาสรีกับกาลัดมองน้องสาวคนเล็กตรงๆ อย่างพยายามค้นหาความจริง แต่ทว่าไม่พบอะไรในนัยน์ตาคู่สวยคู่นั้น ยกเว้นเพียงความว่างเปล่าและเย็นชาซึ่งเป็นบุคลิกที่พวกเธอเคยชินไปแล้ว นากาสรีละสายตากลับมาทางยาหยัง เอ่ยเสริมว่า “เด็กรายงานนากาสรีว่าไม่พบกาสลองเหมือนกันค่ะ เข้าใจว่ามันใช้เส้นทางลับในโรงเก็บฟางข้าวหนีรอดไปได้”

ยาหยังนิ่วหน้า “มีหลักฐานหรือเปล่า”

นากาสรีพยักหน้า “เราพบเลือดหยดเป็นทาง แต่ตามไปไม่ทัน”

“มันรู้เส้นทางลับนั้นได้ยังไง บ้าจริง” ยาหยังสบถแล้วกล่าวต่อว่า “แล้วนี่ไอ้ดารุสมันได้อะไรจากห้องประชุมไปบ้างก็ไม่รู้ ลูกบ้ามันมีมากจริงๆ ช่วยไอ้กาสลองแล้วบึ้มอาคารบัญชาการของเรา ยามินตรวจความเสียหายหรือยัง”

“ผมกำลังให้เด็กประมวลอยู่ครับ แต่เบื้องต้นประมาณการณ์คร่าวๆ เสียหายไม่ต่ำกว่าสิบล้าน ทั้งอาคารทั้งเอกสารการประชุมทั้งหมด แถมห้องบัญชาการซึ่งเต็มไปด้วยระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์มากมาย”

ยาหยังกัดฟันกรอดแล้วเขาได้ยินแกนนำกุหลาบดำคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ชุดรักษาความปลอดภัยบอกว่ามันเข้ามาทางประตูหน้า ตรวจประวัติแล้วพบว่าเป็นดารุสจริงๆ เลยให้เข้ามาได้”

“ดารุสตัวจริงหรือไม่ ผมยังสงสัยอยู่นะครับ ตอนนี้ให้สายทางฐานบัญชาการอนาเซียตรวจสอบอีกทีแล้ว ยังไม่ได้รับรายงานกลับมา แต่ยังไงถ้าเป็นดารุสจริงๆ ก็แปลว่าเกลือเป็นหนอน แต่ถ้าไอ้ที่ไหนปลอมตัวเป็นดารุสเข้ามา ผมว่ามันคงต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล เพราะไม่งั้นคงไม่เลือกตรงวันกับการประชุมวันชาติของเรา แถมเลือกมาในเวลาประชุมยุทธศาสตร์เพื่อโจมตีอนาเซีย” ยามินแสดงความเห็นขึ้น

“จะยังไงมันก็ช้ากว่าเราหนึ่งก้าวอยู่ดี” แกนนำกุหลาบดำคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ก่อนกล่าวต่อไปว่า “เช้านี้สถานีโทรทัศน์ของอนาเซียทุกช่องรายงานตรงกันว่าเราสามารถถล่มจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ของมันได้สำเร็จ มันคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะถึงจะตั้งหลักและตอบโต้กลับมาได้”

“รัฐบาลอนาเซียประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว” กาลัดเอ่ยลอยๆ

“ถูกต้อง หลังจากนี้เราคงต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะกุหลาบดำมือขวาที่ท่านยาหยังส่งไปทำงานทั้งหลาย เวลานี้คงต้องให้กบดานอยู่บนเขาสักพัก” แกนนำกุหลาบดำอีกคนแสดงความเห็นขึ้น

“อันที่จริง ผมอยากบอกว่าผมพอใจกับผลงานของพวกเรานะ กลยุทธิ์โจมตีแบบดาวกระจายใช้ได้ผลเสมอ ถ้าเพียงแต่จะไม่มีเรื่องไอ้ดารุสมาเมื่อคืน เช้านี้เราก็คงเปิดแชมเปญฉลองได้แล้ว แต่พอมีเรื่องมัน ทุกคนคงรู้ใช่ไหมว่ามันสะท้อนถึงการข่าวและระบบความปลอดภัยในฐานบัญชาการกุหลาบดำหย่อนยานแค่ไหน มีอย่างที่ไหนคนร้ายลอบเข้ามาคนเดียว แต่พวกเรากลับตามจับมันไม่ได้”

“เป็นความผิดของผมเอง” ยามินพูด น้ำเสียงสำนึกผิด

“ช่างมันเถอะ เหตุการณ์ผ่านมาแล้ว พ่อจะไม่หาตัวคนผิดมาลงโทษหรอกนะยามิน แต่อยากจะให้ทุกคนเก็บเป็นบทเรียน แล้วแก้มือด้วยการตามจับตัวมันมาลงโทษให้ได้”

ทุกคนพยักหน้ารับ รวมถึงแกนนำกุหลาบดำทุกคนในที่นั้น ยาหยังไล่สายตามองทุกคนแล้วไปสะดุดกับกิริยาของกาเซีย หญิงสาวกำลังคลึงแก้วน้ำอย่างเหม่อลอย ท่วงท่าภายนอกของกาเซียดูสงบเยือกเย็นแต่ภายในใจ เขารู้ว่าลูกสาวกำลังตรึกตรองอะไรบางอย่างอยู่ สี่ปีที่อยู่ด้วยกัน เขาเริ่มเรียนรู้แล้วว่าเวลาไหนกาเซียสุขหรือทุกข์ เวลาไหนลูกสาวกำลังคิดหรือกำลังผ่อนคลาย แล้วเขาก็เอ่ยว่า

“เซียคิดอะไรอยู่”

กาเซียไม่ได้ยินคำถามของผู้เป็นพ่อ ท่วงท่าเธอยังคงคลึงแก้วน้ำเล่นอย่างเหม่อลอย กระทั่งกาลัดที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดต้องกระทุ้งศอก กาเซียสะดุ้งเหลียวมองผู้เป็นพี่สาว

“พ่อถามว่าเธอคิดอะไรอยู่ ทำไมนั่งเหม่อลอย”

“ขอโทษค่ะ” กาเซียหันไปขอโทษกับยาหยัง เอ่ยว่า “เซียแค่คิดว่าคนร้ายเก่งมาก ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงนับจากลอบเข้ามาในฐานแล้วช่วยกาสลองออกไปได้ แถมยังสามารถทำลายอาคารบัญชาการของเราด้วย”

“ใช่..มันเก่งมากพ่อยอมรับ ก็เพราะเหตุนี้พ่อจึงรอคำตอบจากสายสืบในฐานบัญชาการกุหลาบดำ ถ้ามันยืนยันว่าดารุสตัวจริงยังอยู่ในคุก พ่อจะนำกองกำลังไปบุกฐานบัญชาการอนาเซียทันที” ยาหยังพูด

ทว่าน่าแปลก สิ้นคำของเขาก็ปรากฏปุ่มสัญญาณสีเขียวตรงประตูทางออก ทุกคนไหวกายอย่างรุนแรงทันที มันเป็นสัญญาณฉุกเฉินจากหน่วยรักษาความปลอดภัย ยาหยังรีบกดรีโมทเปิดดูกล้องวงจรปิดที่อยู่เหนือเพดานทันที ภาพแสดงผ่านกล้องวงจรปิดสี่กล้องในห้องนั้น สะท้อนภาพของกองกำลังหลายร้อยนายกำลังต่อสู้อยู่กับหน่วยรักษาความปลอดภัยของกุหลาบดำตรงบริเวณประตูทางเข้า ชุดเสื้อผ้าของฝ่ายที่บุกรุกอยู่ในชุดรักษาความปลอดภัยของอนาเซีย ทุกคนนิ่งอึ้งเบื้อใบ้รับประทานหลายวินาที กระทั่งภาพจากกล้องวงจรปิดสะท้อนว่าทหารฝ่ายกีซาลีกำลังเพลี่ยงพล้ำถอยร่นออกมาจากประตู แกนนำกุหลาบดำทุกคนจึงลุกขึ้นพรึบพรั่บไปหยิบจับอาวุธอย่างเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้

สงครามย่อยๆ ในฐานบัญชาการกีซาลีกำลังเริ่มต้นแล้ว..




..............................................




จบตอน








 

Create Date : 07 กันยายน 2550    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2555 19:43:25 น.
Counter : 369 Pageviews.  

กุหลาบในเปลวไฟ...บทที่ 14



กุหลาบในเปลวไฟ


บทที่ 14...คณิตยา



กาเซียจ้องหน้าอัสมาร์โดยไม่พูดอะไรสักคำ ครู่หนึ่งเธอก็กัดริมฝีปากอย่างพูดไม่ออก กิริยานั้นทำให้อัสมาร์ลดสายตามองริมฝีปากสวยไม่รู้ตัว กลีบปากคู่นั้นบางแต่เต็มอิ่มได้รูปสวย ไม่ได้สัมผัสลิปสติกหากกระนั้นกลับมีสีแดงสดราวกับกลีบดอกกุหลาบสีแดงกำมะหยี่ที่กำลังคลี่บานยวนยั่วหมู่ภมร เขานึกอยากลิ้มลอง เคยลิ้มสัมผัสยามใช้ชีวิตคู่ด้วยกันและมันก็ทำให้เขาหลงใหลเวียนจูบหล่อนไม่รู้เบื่อ ด้วยหวานล้ำราวกับไวน์ชั้นเลิศ

“คุณบอกว่าเจอฉันตอนอยู่อังกฤษ?” ที่สุดกาเซียหาลิ้นตัวเองเจอหลังอึ้งกับบทสรุปของอัสมาร์ไปพักใหญ่ เมื่อเห็นเขาพยักหน้าเธอก็ถามต่อว่า “ฉันเป็นไงบ้างตอนอยู่ที่โน่น”

“คุณเรียนด้านกฎหมาย มีหนุ่มๆ ตามจีบมากมายตั้งแต่วันแรกที่เข้ามหาวิทยาลัย คุณพ่อคุณแม่คุณซื้ออพาร์ทเมนต์ที่อังกฤษให้ แล้วคุณก็อยู่กับพี่เลี้ยงชาวตะวันออกกลางของคุณนับแต่นั้น”

“ฉันเคยบอกคุณหรือเปล่าว่าฉันชอบคุณ..ชอบตรงไหนแล้วทำไมถึงเลือกคุณ”

“อืม..” อัสมาร์นิ่งอย่างใช้ความคิดชั่วครู่ “คุณบอกว่าผมหล่อ”

กาเซียทำท่าเหมือนคนสำลักน้ำ อัสมาร์มองภาพนั้นแล้วหัวเราะขำทันที “ผมพูดเล่น ถึงแม้บางเวลาคุณจะหลุดปากชมผมอยู่บ่อยๆ ว่าผมหน้าตาดีแต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่คุณเลือกผม” อัสมาร์ยอมรับ เขายังพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ พูดแล้วก็เลื่อนมือไปกดหัวไหล่ แรงกระเพื่อมจากการหัวเราะทำให้เขาปวดหัวไหล่หนึบ

กาเซียเห็นกิริยานั้น เธอนิ่วหน้า “นายได้รับบาดแผลที่สีข้าง” ไม่ใช่คำถามแต่เป็นการบอกเล่าด้วยเสียงเรียบๆ

“ผมไม่เป็นอะไร กาเซีย” อัสมาร์ตอบแต่สีหน้าซีดขาว มือที่กดแผลชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงสด

“อยู่ตรงนี้!” กาเซียออกคำสั่งแล้วซอยเท้าขึ้นบันได ตรงไปหยิบกล่องยาลงมา ข้างในเป็นเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น “ถอดเสื้อออก” กาเซียสั่ง

อัสมาร์ถอดเสื้อออกเงียบๆ นิ่วหน้าเมื่อเสื้อครูดกับบาดแผล เห็นใบหน้ากาเซียตะลึงยามเหลือบสายตามองหัวไหล่และสีข้างแล้ว เขาก็ชายตามองตาม อึ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นเลือดชุ่มแผลทั้งสองจุดมากเกินกว่าที่เขานึก

กาเซียกัดริมฝีปากขณะหยิบสำลีซับแอลกอฮอล์ “ฉันจะล้างแผลให้คุณ” ปากพูดแล้วยื่นสำลีไปเช็ดเลือด สายตาพยายามไม่วอกแวกกับแผ่นอกกว้างเปลือยเปล่านั้น ตลอดแนวแผงอกมีไรขนบางๆ ปกคลุมจนจดขอบกางเกง อัสมาร์สะดุ้งสุดตัว เมื่อผิวหนังสัมผัสกับแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ

“อัสมาร์ ฉันต้องเอากระสุนออกจากหัวไหล่คุณ” กาเซียพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเมื่อเห็นแผลเป็นรูสะท้อนรอยกระสุนฝังใน

“อะไรนะ มันไม่ใช่แค่แผลถากหรอกหรือ ผมคิดว่ามันแค่ถาก” อัสมาร์ตวัดถามเสียงสูง หางเสียงอ่อยเล็กน้อย ตอนแรกเขาคิดว่าแค่แผลถากเพราะแม้จะเจ็บแต่ก็สามารถทนได้

“ฉันจะโกหกคุณทำไม..ฉันจะผ่าเอากระสุนออกให้ ทนเจ็บได้หรือเปล่า” กาเซียถามไปอย่างนั้น เธอหยิบมีดหมอขึ้นมาลนไฟแช็กเพื่อฆ่าเชื้อ ปากพูดว่า “ฉันยังไม่เคยผ่ากระสุนออกให้ใคร แต่ฉันจะทำให้ดีที่สุดนะ”

อัสมาร์นิ่วหน้า “คุณไม่ต้องบอกผมก็ได้นะกาเซีย”

กาเซียไม่ตอบอะไร เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าขณะลนไฟแช็กกับคมมีดสองด้าน ขณะที่อัสมาร์ยังคงมีใบหน้าเรียบเฉย เขามองกาเซียอย่างขลาดเล็กน้อย ด้วยมือไม้หญิงสาวกำลังสั่นและใบหน้าก็เต็มไปด้วยเหงื่อ “คุณโอเคแน่นะยอดรัก” อัสมาร์ถามเบาๆ แล้วเอื้อมมือไปเช็ดเหงื่อที่ใบหน้าให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน

กาเซียเงยหน้ามองเขาตาขุ่น “ฉันโอเคอยู่แล้ว” พูดแล้วก็ถูกดึงดูดไปในดวงตาสีสนิมเหล็กตรงหน้า ตาเขาสวยราวกับตา.. อืม เธอบรรยายไม่ถูก รู้แต่ว่ามันสวยจริงๆ แล้วกาเซียก็ได้ยินเสียงตัวเองพูดว่า “เมื่อกี้คุณตอบว่าไงนะตอนที่ฉันถามว่าทำไมฉันถึงเลือกแต่งงานกับคุณ” น้ำเสียงที่ถามราวกับตกอยู่ในภวังค์

“ผมยังไม่ได้ตอบคุณหรอกยอดรัก” อัสมาร์ตอบแผ่วเบา ชายหนุ่มพูดแล้วไล้แก้มอุ่นๆ สีชมพูระเรื่อด้วยหลังมือ

กาเซียมองกิริยาเขาอย่างอึ้งๆ แล้วเธอก็ปัดมือเขาออก ก้มมองมือตัวเองที่กำลังเช็ดแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อให้เขา “งั้นก็นึกคำตอบซะ แล้วก็เก็บไม้เก็บมือนายด้วย อัสมาร์” น้ำเสียงไร้ความรู้สึก

อัสมาร์ยิ้ม เขาเอ่ยว่า “คุณบอกว่าที่เลือกแต่งงานกับผมเพราะคุณชอบที่ผมไม่กินเหล้าไม่เที่ยวผู้หญิง” แววตาชายหนุ่มเริ่มเลื่อนลอยราวกับตกอยู่ในภวังค์

“แล้วยังไงต่อ” กาเซียถามเสียงอ่อนโยนขณะค่อยๆ กรีดมีดลงบนแผลเขาและเพิ่มน้ำหนักมือไปพร้อมกัน ร่างหนาใต้ฝ่ามือสะดุ้งโหยง กาเซียเหลือบสายตามองเขาทันที เห็นชายหนุ่มบดกรามแน่น เหงื่อผุดเต็มใบหน้า เธอจึงเลื่อนมือไปเช็ดเหงื่อออกให้อย่างอ่อนโยน

“ผมไม่เป็นไรกาเซีย..” อัสมาร์พูดแล้วเลื่อนมือหญิงสาวมากุมแน่น “ลงมือเลยผมทนได้”

กาเซียยิ้มอย่างอ่อนโยนยิ่งขึ้น ปากพูดว่าให้เธอลงมือแต่มือเขากลับบีบกระชับมือเธอแน่นเข้า กาเซียไม่รู้เลยว่าความรู้สึกเธอเริ่มอ่อนไหวโดยไม่รู้ตัว ใจอ่อนยวบเมื่อเห็นสีหน้าพยายามทนความเจ็บปวด เขาเจ็บแต่ไม่ปริปากบ่น เธอสัมผัสได้

อา..ถ้าเธอเป็นโรซาลินาจริงๆ เธอก็รู้แล้วว่าทำไมเธอจึงเลือกเขา... กาเซียนึกด้วยความรู้สึกอ่อนโยนในจิตใจ แล้วพูดต่อด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “เล่าต่อไปสิว่าคุณกับเธอแต่งงานกันได้อย่างไร ชีวิตแต่งงานของพวกคุณเป็นอย่างไร บรรยากาศงานแต่งงานเป็นแบบไหน คุณกับแม่ฉันพ่อเลี้ยงฉันเข้ากันได้ไหม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณอยากให้ฉันรู้” กาเซียพูดแล้วละมือมาจับแขนเขา ออกแรงกดปลายมีดสะกิดปลายกระสุน

อัสมาร์บดกรามแน่น เหงื่อเม็ดใหญ่ๆ ผุดเต็มใบหน้าอีกครา มือเลื่อนไปจับที่เท้าแขนแน่น สมองเริ่มลางเลือนหากกระนั้นพยายามจดจ่อกับคำถามเธอ พยายามไม่สนใจกับอาการปวดหนึบเหนือหัวไหล่ รวบรวมความคิดแล้วเอ่ยว่า “เราแต่งงานกันทันทีที่คุณรับปริญญา เราจัดงานขึ้นในโบสถ์มีพ่อแม่คุณรวมถึงญาติๆ ของคุณที่อังกฤษมาร่วมงาน” สมองเขาเริ่มลางเลือนหากกระนั้นพยายามคิดถึงเหตุการณ์แต่งงาน เขารู้ว่าหญิงสาวพยายามหลอกล่อให้เขาลืมความเจ็บปวด หากกระนั้นมันก็ยากเต็มทีเมื่อมีมีดคอยกรีดอยู่บนเนื้อตัวอย่างนี้

แล้วอัสมาร์ก็เล่าต่อว่า “แต่ไม่มีญาติทางผมมาร่วม เขาหาว่าผมเป็นพวกหัวแข็ง” น้ำเสียงอัสมาร์เริ่มเลื่อนลอยขึ้นเรื่อยๆ ความเจ็บปวดราวกับปีศาจซาตานที่กำลังฉีกคร่าเนื้อตัวเขา “งานแต่งงานของเราคุณสวยมาก คุณสวมชุดแต่งงานสีขาวราวกับเทพธิดาตัวน้อย ส่วนผมอยู่ในชุดสูทสีขาว ใครๆ ก็บอกว่าเราเหมาะสมกัน เราแลกแหวนแต่งงานและเราสัญญาว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อกัน ที่สำคัญสัญญาว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันจนกว่าจะตายจากกัน” แล้วอัสมาร์ก็เงยหน้ามองกาเซีย สีหน้าเขาเลื่อนลอยไปในทุกขณะแต่ยังพยายามควบคุมอารมณ์ขณะเอ่ยว่า “แล้วผมก็ไม่เคยผิดสัญญาเลยนะโรส ผมไม่เคยมองใครอีกเลย” เริ่มเปลี่ยนสรรพนามมาใช้ว่า ‘โรส’ สะท้อนถึงสภาวะจิตใจที่เลื่อนลอย

“วันที่คุณจากไปเหมือนวันที่ผมจบชีวิตลง ผมไม่รู้เลยว่าผมใช้ชีวิตอยู่มาจนบัดนี้ได้อย่างไร ผมรู้แต่ว่าผมไม่เคยหยุดคิดถึงคุณเลยแม้แต่นาทีเดียว กลิ่นอายและความรู้สึกถึงตัวคุณ ความรู้สึกว่าคุณยังคงอยู่มันแจ่มชัดและทุกอณูในบ้านของเราก็มีแต่กลิ่นอายของคุณ”

กาเซียเหลือบตามองเขาเมื่อรับรู้ได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดในน้ำเสียงนั้น เธอถามว่า “โรซาลินาของคุณ เป็นคนอย่างไรคะ”

แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ยินเพราะอัสมาร์ยังคงพูดต่อไปว่า “สี่ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยมีความสุขเลยนะโรส ความรู้สึกผมเหมือนคนตายทั้งเป็น มันแต่มีความเจ็บปวด เจ็บจนชาจนต้องเฝ้าถามตัวเองว่าผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไมในเมื่อหัวใจผมได้ตายจากไปแล้ว” อัสมาร์นิ่งอย่างเลื่อนลอยชั่วครู่ ท่วงท่าเขาราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ของจิตใจกระทั่งลืมเลือนความเจ็บปวดของร่างกายไปเสียสนิท

กาเซียละสายตากลับมามองงานตรงหน้า บอกตัวเองว่าเข้มแข็งไว้ อย่าพลอยหดหู่ไปกับความเศร้าระทมของเขา แล้วเธอก็เริ่มสะกิดปลายกระสุนหนักขึ้นกระทั่งมันโผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนสามารถหยิบขึ้นมาได้ในที่สุด เหลือบสายตามองเขาพบว่าเขามองเธออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าซีดขาว เหงื่อพร่างพรู

“กระสุนออกแล้ว” กาเซียพูดอย่างอ่อนโยนแล้วค่อยๆ ยัดผ้ากอซผืนใหม่ขาวสะอาดลงไปในแผลเพื่อห้ามเลือด

“ขอบคุณ” อัสมาร์เอ่ยเสียงเบา แล้วเอื้อมมือไปเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้าให้กาเซีย หญิงสาวปัดมือเขาออกแล้วปาดเหงื่อกับแขนเสื้อ ชายหนุ่มถือโอกาสนั้นรวบมือเธอมากุมไว้ก่อนจะยกขึ้นจุมพิตหลังมือ “ขอบคุณอีกครั้งกาเซีย ดูสิผมทำเสื้อคุณเปื้อนเลือดหมดแล้ว”

กาเซียมองตามสายตาเขา เห็นเสื้อคลุมตัวเองเปื้อนไปด้วยเลือดสดๆ ละสายตากลับมาสบตาเขา “ไม่เป็นไร ซักแป๊บเดียวก็ออกแล้ว ถ้าไม่ออกก็ทำลายทิ้งแค่นั้น” กาเซียตอบอย่างจริงใจ แล้วกล่าวต่อว่า “ต้นแขนกับสีข้างคุณก็มีบาดแผล เดี๋ยวฉันทำแผลให้ละกัน”

“ขอบคุณ” อัสมาร์กระซิบแล้วนั่งมองหญิงสาวทำแผลให้เงียบๆ กาเซียทำความสะอาดบาดแผลด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อจากนั้นก็พันผ้ากอซกับต้นแขน แล้วจึงเลื่อนลงมาทำแผลบริเวณสีข้างให้ “คุณเชื่อที่ผมเล่าหรือเปล่า”

กาเซียชะงัก เงยหน้าขึ้นมองเขาครู่หนึ่งแล้วก้มทำความสะอาดบาดแผลบริเวณสีข้างตามเดิม แล้วหูเธอก็ได้ยินเขาถามซ้ำว่า

“ผมถามว่าคุณเชื่อที่ผมเล่าทั้งหมดหรือเปล่าโรส”

“กาเซีย..” เธอแก้คำพูดเขาเงียบๆ

“ผมจะทำให้คุณยอมรับว่าเป็นโรซาลินาให้ได้กาเซีย”

น้ำเสียงที่มุ่งมั่นของอัสมาร์ทำให้กาเซียชะงักครู่หนึ่งแล้วหญิงสาวก็ลงมือเช็ดบาดแผลดังเดิม หยิบผ้ากอซผืนใหม่มาแปะที่ปากแผล ปิดทับด้วยเทปขาวอีกชั้น “เสร็จแล้ว” กาเซียเงยหน้าขึ้นบอกเขา แล้วต้องชะงักนิ่งงันเมื่อเขากระตุกเอวเธอเข้าอ้อมแขน แขนแน่นหนาราวกับปลอมเหล็กไม่ปล่อยให้เธอขยับเขยื้อน หญิงสาวหวั่นว่าเขาจะทานน้ำหนักไม่ไหว และอาจทำให้เขาเจ็บบาดแผล จึงขืนตัวไว้ หากเขากลับเพิ่มแรงกอดรัดจนเธอแทบหายใจไม่ออก

“ผมถามว่าคุณเชื่อที่ถามเล่าทั้งหมดหรือเปล่า” อัสมาร์ถามเสียงนุ่มๆ ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดริมฝีปากสีแดงสด และเวลานี้มันลามมาถึงพวงแก้มสองข้างสุกปลั่งเป็นสีผลตำลึงสุก

“คุณควรจะนอนพักฟื้นนะอัสมาร์ ควรจะออมแรงไว้ให้มาก” กาเซียหวั่นน้ำหนักตัวเธอจะทำให้เขาเกร็งจนระบมแผล เธอจึงยันมือกับพนักเก้าอี้เพื่อไม่ให้ทิ้งน้ำหนักตัวบนร่างเขาเกินไปทว่าเขาก็ยังรัดรอบเอวเธอแน่นอย่างไม่ให้ขยับไปไหน เวลานี้สายตาเขาจึงอยู่ในระดับเดียวกับทรวงอกเธอพอดี กาเซียหน้าแดงเมื่อเห็นเขาจ้องเนินอกเธอครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นสบตา

“แรงผมยังมีอีกเยอะ แค่นี้จิ๊บจ๊อย”

“อย่าทำปากดี”

“แรงผมยังมีอีกเยอะจริงๆ กาเซีย ว่าแต่..คุณเชื่อหรือยังว่าคุณเป็นโรซาลินาเมียผม” อัสมาร์ถามเสียงอ่อนโยนขณะจ้องไปในม่านตาสีน้ำตาลเข้มของหญิงสาว

“ฉันจะเชื่อได้ยังไงในเมื่อที่ผ่านมาเป็นแค่การเล่าของคุณฝ่ายเดียว แต่ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันสักนิด”

“คุณอยากได้อะไรเป็นหลักฐานกาเซีย”

“อะไรก็ได้ที่คุณคิดว่าจะโน้มน้าวให้ฉันเชื่อได้ แต่น่าเสียดายที่วันนี้คุณไม่ได้พกหลักฐานอะไรมาเลยอัสมาร์” กาเซียพูดแล้วจ้องหน้าเขายิ้มๆ อย่างเป็นต่อ

“ผมมีหลักฐานตอนนี้” อัสมาร์พูดแล้วจ้องไปในดวงตาเธออย่างเจ้าเล่ห์

“อะไร ไหนแสดงสิ”

“ตัวคุณไงกาเซีย คุณมีไฝแดงบริเวณสะโพก”

กาเซียหน้าแดง ข่มความอายโต้ว่า “คุณมันเจ้าเล่ห์ คุณเห็นร่างกายฉันหมดแล้วตอนเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะงั้นมันจะแปลกอะไรที่คุณจะรู้ไฝแดงของฉัน”

“อืม..คุณพูดถูกกาเซีย งั้นเอาหลักฐานการตอบสนองเรื่องเมคเลิฟเป็นไง”

“เป็นไง” ปากถามแต่พวงแก้มแดงก่ำ

“คุณมีจุดอ่อนที่ฝ่ามือกาเซีย.. เวลาโดนผมจูบตัวคุณจะอ่อนระทวย มันเป็นหมัดเด็ดเวลาผมต้องการฮุกคุณให้หมอบราบคาบแก้ว” อัสมาร์พูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียน กาเซียเลิกคิ้วมองเขาอย่างไม่เชื่อถือนัก ชายหนุ่มอ่านสายตาคู่นั้นออก เขาจึงเย้า น้ำเสียงแฝงความท้าทายนิดๆ ว่า “เชื่อหรือเปล่า กล้าที่จะพิสูจน์ไหมกาเซีย” น้ำเสียงที่เรียกหญิงสาวอ่อนโยน

กาเซียนิ่วหน้า ทวนคำ “ฝ่ามือนี่นะ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เธอว่า “ฉันเคยได้ยินแต่ผู้หญิงมีจุดอ่อนที่จุดซ่อนเร้นที่ข้อพับ หู ซอกคอ อะไรเทือกนั้น”

“ก็อาจจะ แต่สำหรับคุณแล้วต้องรวมฝ่ามือไปด้วย ลองดูไหมกาเซีย เวลาคุณโดนจูบที่ฝ่ามือคุณจะตัวอ่อนปวกเปียก”

“คุณพูดอย่างนี้ ใครจะกล้า” กาเซียค้อนประหลับประเหลือก

“อืม..ผมเพิ่งรู้ว่าคุณเป็นผู้หญิงขี้ขลาดนะกาเซีย ไม่อยากรู้หรือว่าผมแค่บลัฟฟ์คุณหรือเปล่า”

“มุกนี้มันใช้ไม่สำเร็จหรอกนะอัสมาร์ ประเภทยั่วให้ผู้หญิงโกรธเพื่อให้ตกปากรับคำท้าน่ะ”

อัสมาร์หัวเราะ ชั่วครู่ก็นิ่วหน้า เพราะแผลสะเทือน

“เจ็บแผลหรือ ปล่อยฉันสิ กักตัวฉันไว้อย่างนี้คุณก็แผลระบมพอดี”

“กาเซีย..” อัสมาร์ไม่ตอบแต่เอ่ยไปอีกทาง น้ำเสียงที่ใช้เรียกหญิงสาวอ่อนโยน “ไม่ใช่เป็นคำท้า ไม่ใช่เป็นคำบังคับ เพียงแต่ผมอยากจะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าคุณคือโรซาลินาจริงๆ ผมอยากทำทุกอย่างเพื่อให้คุณเชื่อว่าคุณเป็นเมียผม”

“แล้วถ้าฉันไม่ใช่เมียคุณ?”

“แต่ถ้าคุณเป็นเมียผม?” อัสมาร์ย้อนทันควัน

กาเซียชะงัก ทำหน้าใช้ความคิด บอกตัวเองว่าเพียงจูบเดียวมันจะอะไรนักหนา.. อย่างน้อยมันทำให้เธอตอกหน้าเขากลับไปได้ว่าเข้าใจผิดและบอกให้เขาเลิกวอแวกับเธอได้สักที คิดอย่างนั้นกาเซียจึงแบมือออกไปตรงหน้าเขา อัสมาร์จ้องหน้าหญิงสาวพร้อมกับยิ้มอย่างพอใจ แล้วเขาก็ค่อยๆ ก้มหน้า จดริมฝีปากกับฝ่ามือบอบบาง

อัสมาร์ไม่ได้ยกมือเธอขึ้นจูบอย่างเธอคิด หากแต่ค่อยๆ ก้มหน้าลงจุมพิต และพลันที่ริมฝีปากแตะใจกลางมือเธอ กาเซียก็รู้สึกสะดุ้งวาบราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านจากเรียวปากเขามายังขั้วหัวใจเธอ มันชาวาบราวกับคนอัมพาตในนาทีแรก ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอ่อนหวานในเวลาต่อมา

อานุภาพจูบเดียว..หากแต่ปลิดขั้วหัวใจ!

เป็นไปได้หรือที่คนจะอ่อนไหวเพียงแค่จูบเดียว? กาเซียนึกถามตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ แต่กระนั้นร่างกายกลับไม่มีเรี่ยวแรงต่อต้าน แข้งขาอ่อนแรงราวกับคนไร้กระดูก และโดยไม่รู้ตัวหญิงสาวค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเรือนกายกำยำนั้น

กาเซียทรุดนั่งลงบนตักอัสมาร์อย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง ตาปรือและเนื้อตัวอ่อนปวกเปียกราวกับขี้ผึ้งลนไฟที่อีกฝ่ายจะจับปั้นอย่างไรก็ได้ หัวใจเต้นถี่รัวและลมหายใจหอบกระชั้น ทุกสัมผัสที่ริมฝีปากอัสมาร์ขบเม้มลงบนฝ่ามือเธอ มันทิ้งความอ่อนหวานและซาบซ่า แล้วที่สุดกาเซียก็หลับตาพริ้มโดยไม่รู้ตัว เธอพ่ายแพ้ต่ออำนาจเบื้องลึกในจิตใจอย่างหมอบราบคาบแก้ว

อัสมาร์ลอบยิ้มกับปฏิกิริยาตอบสนองของภรรยา ขณะที่ริมฝีปากยังคงขบเม้มลงบนฝ่ามืออย่างพึงใจสลับกับการพรมจูบไปทั่วเนินฝ่ามือ กระทั่งหญิงสาวตัวอ่อนระทวยพร้อมกับเลื่อนมือขึ้นมาโอบลำคอเขาเพื่อโน้มลงไปสัมผัสริมฝีปากบางนุ่ม นั่นล่ะอัสมาร์จึงละความสนใจจากฝ่ามือหญิงสาวมาที่ใบหน้า ชายหนุ่มประคองใบหน้าหญิงสาวด้วยมือทั้งสองข้างแล้วจึงลดศีรษะลงจูบริมฝีปากเต็มอิ่มแลดูเย้ายวนนั้น

ราวกับมีกระแสไฟฟ้าจากเรือนกายหญิงสาววิ่งผ่านตัวเขา อัสมาร์ตัวชาวาบในทันทีที่ริมฝีปากสัมผัสกับกลีบปากสีแดงกำมะหยี่ อา.. อัสมาร์ครางราวกับคนละเมอขณะพรมจูบทั่วกลีบปากได้รูป เขาขบเม้มริมฝีปากบนอย่างหยอกเย้าแล้วจึงเลื่อนลงสัมผัสกลีบปากล่าง

อา..หญิงสาวยังคงให้รสชาติหวานล้ำราวกับไวน์รสเลิศเสมอ..

กาเซียรู้สึกราวกับตกอยู่ในความฝัน ลอยละล่องอยู่บนปุยนุ่น และโดยไม่รู้ตัวหญิงสาวรั้งลำคอเขาให้ลงมาแนบชิดมากยิ่งขึ้น หากทว่าการแนบชิดดูจะไม่เพียงพอสำหรับความรู้สึกของกาเซีย หญิงสาวจึงบดขยี้ริมฝีปากอัสมาร์แล้วสอดปลายลิ้นเข้าไปสำรวจในเรียวปากเขา ลิ้นเล็กๆ เกี่ยวกระหวัดลิ้นของอัสมาร์ขณะที่มือบางไล้สัมผัสไปทั่วแผงอกกว้างบึกบึนนั้น

พระเจ้า..อัสมาร์ครางในอกกับปฏิริยารุกอย่างหลงใหลของหญิงสาว หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า อัสมาร์นึกในใจแล้วกระหวัดรัดปลายลิ้นกาเซียอย่างแนบชิดยิ่งขึ้น มือข้างหนึ่งเคลื่อนไปเกาะกุมสะโพกพลางลูบไล้ไปมา ขณะที่มืออีกข้างเลื่อนไปลูบไล้สีข้างกาเซียแล้วขยับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ กระทั่งมาหยุดอยู่ใต้ฐานที่ตั้งของหัวใจ

แล้วจูบที่อ่อนหวานและหยอกเย้าก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนเมื่ออัสมาร์เลื่อนมือขึ้นมาเกาะกุมเนินอกอวบอิ่ม เขาเคล้าคลึงยอดอกผ่านเสื้อคลุม ยิ้มพึงใจเกลี่ยทั่วเรียวปากเมื่อพบว่าทรวงอกใต้ฝ่ามือเขาไม่ได้สวมบราเซีย มันผลิขยายออกตอบรับสัมผัสเขาราวกับมีชีวิตชีวา อัสมาร์สอดมือเข้าไปใต้ชุดคลุมอย่างห้ามใจไม่อยู่ ปลายนิ้วเขี่ยยอดอกผ่านชุดนอนบางเบานั่น

อา.. อัสมาร์ร้องครางราวกับจะขาดใจให้ได้กับความอ่อนหวานนั้น ใจนึกถึงคราวร่วมรักครั้งแรกกับหญิงสาวในคืนส่งตัว อยากย้อนความรู้สึกนั้นอีกครั้ง

กาเซียครางในลำคอกับมือหนาที่ไต่ตามเนื้อตัว และเมื่ออัสมาร์สอดมือเข้าไปใต้ชุดนอนเพื่อสัมผัสกับทรวงอกเปลือย หญิงสาวก็ส่งเสียงครางชื่อเขาอย่างห้ามใจไม่อยู่ เนื้อตัวสั่นระริกและร้อนวูบวาบไปในทุกสัมผัสยามที่มือเขาลากไล้ ยามนี้ไม่มีแรงทัดทาน..ไม่มีแรงต่อต้าน สติสัมปชัญญะของกาเซียเริ่มหลุดลอย หญิงสาวไม่รู้เลยว่ามือหนาขยับออกจากเนื้อตัวเมื่อไหร่

อัสมาร์ละมือจากทรวงอกอวบอิ่มเพื่อมาช้อนข้อพับขาเข้าในวงแขน โอบกระชับร่างบางแน่นเข้าขณะแข็งใจอุ้มหญิงสาวลุกจากโซฟา พยายามไม่สนใจกับอาการประท้วงของหัวไหล่ที่ปวดหนึบซึ่งเกิดจากการเขาออกแรงเกินกำลัง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นทั่วใบหน้าคมสันของอัสมาร์ขณะเกร็งแขนเพื่ออุ้มหญิงสาวขึ้นบันได ตรงไปยังห้องนอน

สติสัมปชัญญะที่หลุดลอยของกาเซีย กลับคืนมาอีกครั้งเมื่อแผ่นหลังสัมผัสฟูกที่นอน รู้สึกตัวหากกระนั้นกลับไม่นึกอยากหยุดยั้งเขา น่าขัน.. เคยคิดว่าไม่มีผู้ชายคนใดน่าสนใจพอจะร่วมหลับนอนด้วย แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับลูกศัตรูตรงหน้าผู้นี้

เขาหล่อเหลา ฉลาดและรูปร่างดี..เธอยอมรับ หากกระนั้นกาเซียกลับพบว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นที่ดึงดูดให้เธอสนใจและตรึงสายตาอยู่ที่เขานับตั้งแต่วินาทีแรกที่สบตาที่คฤหาสน์ของตระกูลอัลมัน ไม่ใช่แค่หน้าตาคมสันและรูปร่างสมบูรณ์แบบ หากเป็นนิสัยและบุคลิกบางอย่างที่เธอรู้ว่าหาได้ยากนักในผู้ชายทั่วไป เธอสามารถสัมผัสได้ถึงความอ่อนหวาน ความซื่อสัตย์ภักดีและความรักมากมายในตัวผู้ชายคนนี้

อ่อนโยนหากในคราวเดียวกันก็เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวซึ่งเป็นบุคลิกของผู้ชายที่เหมาะจะเป็นผู้นำครอบครัว หากกุมหัวใจเขาไว้ได้ เธอเชื่อว่าโลกทั้งใบคงมาสยบแทบเท้า แล้วกาเซียก็เหลือบตามองร่างบึกบึนของอัสมาร์อย่างไม่ปิดบัง หน้าแดงก่ำจดลำคอเมื่อไล่สายตาตั้งแต่แผงอกกว้างเต็มไปด้วยมัดกล้าม มีไรขนขึ้นบางๆ ตลอดแนวจนไปจดขอบกางเกงซึ่งอัสมาร์กำลังลงมือปลดหัวเข็มขัดอยู่

กาเซียจ้องภาพนั้นอย่างอยากรู้อยากเห็น หน้าแดงก่ำหัวใจเต้นเร็วระรัวราวกลองเพล เริ่มรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมาหากเธอไม่ยับยั้งเขาเสียตอนนี้ หากกระนั้นกลับไม่นึกอยากเอ่ยปากห้าม กาเซียยังคงจ้องร่างกายกำยำของอัสมาร์ด้วยสายตาชื่นชม ตราบจนกางเกงตัวนอกเลื่อนหลุดออกจากตัวเธอจึงช้อนสายตาขึ้นมองเขา ทำหน้าเก้อๆ อย่างห้ามไม่อยู่เมื่อพบว่านัยน์ตาสีสนิมเหล็กจ้องเธออยู่ก่อนแล้วด้วยสายตาล้อเลียน

“คุณไม่สามารถหันหลังได้อีกแล้ว อัลไลลา” อัสมาร์พูดเสียงอ่อนโยนขณะสาวเท้ามาทรุดนั่งข้างหญิงสาว ยิ้มบางๆ เกลี่ยทั่วริมฝีปากเมื่อเห็นกาเซียเมินหน้าอย่างเก้อเขิน “กาเซีย..” อัสมาร์เรียกเสียงนุ่มขณะไล้หลังมือไปบนพวงแก้มที่สุกปลั่งเป็นสีผลตำลึงสุกนั้น “ผมอยากให้คุณรู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่เพราะเหตุการณ์พาไปหรือเพราะสถานการณ์บังคับ”

กาเซียหลับตา อา..เขาให้โอกาสเธอปฏิเสธแล้ว แต่ทำไมนะเธอถึงไม่อยากถอยหลังเลย ใจมีแต่อยากซุกตัวแนบร่างกายแข็งแกร่งนั้น นี่เธอเป็นผู้หญิงใจง่ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่..หรือเพราะอานุภาพจูบฝ่ามืออย่างที่เขาบอก บ้าจริง..โรซาลินาจะเป็นอย่างเธอหรือเปล่าเวลาที่โดนเขาจูบฝ่ามือ เธอนึกสงสัย แล้วกาเซียก็ลืมตามองเขาพบว่าอีกฝ่ายจ้องมองอย่างรอคอยคำตอบ

“ถ้าฉันตอบปฏิเสธ คุณจะหยุดไม่ทำอะไรฉันใช่ไหม”

อัสมาร์อึ้ง ไม่ใช่คำตอบที่เขาอยากได้ยิน “ผมไม่ได้บอกว่าจะให้โอกาสคุณเลือก..แต่ผมบอกว่าอยากให้คุณรู้ตัวตลอดเวลาว่าเราทำอะไรอยู่” อัสมาร์พูดแล้วก้มลงจุมพิตหัวไหล่หญิงสาว แล้วเขาก็เลื่อนไปกระซิบข้างหูกาเซียว่า “ผมโกหกกาเซีย ถึงคุณจะตอบปฏิเสธอย่างไร ตอนนี้ผมก็คงยอมรับไม่ได้ ผมไม่ใช่สุภาพบุรุษ” อัสมาร์พูดแล้วขบเม้มติ่งหูหญิงสาวอย่างหยอกเย้า ยิ้มบางๆ เกลี่ยทั่วเรียวปากเมื่อสัมผัสได้ว่าหญิงสาวขนลุกซู่

“คุณไม่ควรออกแรงนัก คุณเพิ่งจะถูกผ่าเอากระสุนออกนะอัสมาร์” กาเซียตอบแผ่วเบาเสียงแหบระโหย พระเจ้า..เรี่ยวแรงหดหายกระทั่งเสียงที่จะเปล่งออกไปยังไม่มีแรง

“ผมไม่เป็นไรยอดรัก ยังมีพละกำลังอีกเหลือเฟือ ขอบคุณที่เป็นห่วง” อัสมาร์ตอบล้อเลียนแล้วก้มจุมพิตทั่วริมฝีปากนุ่ม ขบเม้มกลีบปากล่างอย่างหยอกเย้าแล้วจึงสอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดลิ้นเล็กๆ ขณะที่มือหนาเลื่อนลงกระตุกเชือกผูกเอว ชายเสื้อคลุมแยกออกจากกัน เปิดให้เห็นชุดนอนสีหวานเนื้อผ้าบางเบาพลิ้วแนบกับลำตัว ความบางของเนื้อผ้าทำให้เห็นทะลุไปถึงทรวงอกอวบอิ่ม อัสมาร์ลดสายตามองอย่างอดใจไม่อยู่ พระเจ้าช่วย.. เคยเห็นทรวงอกของภรรยาหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน หากกระนั้นเมื่อมาเห็นอีกครั้ง มันยังคงนำความรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจมาให้เขาอยู่นั่นเอง

เขารู้มานานแล้วว่าเธอเป็นผู้หญิงซ่อนรูป ภายนอกดูบอบบางจนติดผอมเพรียวราวกับหุ่นนางแบบแคตวอร์ก หากเนื้อตัวใต้เสื้อผ้าแท้จริงแล้วกลับตรงกันข้าม หญิงสาวมีทรวงอกอวบอิ่ม มันพอเหมาะพอดีกับมือเขาจนเกือบโอบไม่มิดด้วยซ้ำ อัสมาร์ปลดเสื้อคลุมอย่างนุ่มนวล แล้วปัดสายไส้ไก่ไปยังเรียวแขน ผ่านกายนุ่มลงไปสู่ปลายเท้าเบื้องล่าง จนเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่า ร่างบอบบางบิดกายหนีสายตาเขาในทันทีที่พันธนาการชิ้นสุดท้ายหลุดจากร่าง พร้อมกับยกมือปิดเนื้อตัวส่วนที่พึงสงวน

อัสมาร์มองเนื้อตัวสีขาวอมชมพูของกาเซียอย่างหลงใหล ร่างเปลือยเปล่าตรงหน้ายังคงสมส่วน ทรวงอกอวบอิ่มซึ่งบัดนี้อยู่ใต้ฝ่ามือข้างหนึ่ง เจ้าตัวพยายามปิดบังหากก็ไม่สามารถปิดได้มิด เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายซึ่งมีมืออีกข้างปิดบังเนื้อตัวกลางลำตัวไว้ ขาเรียวยาวและปลายเท้าบอบบาง แล้วอัสมาร์ก็เลื่อนสายตาขึ้นสบตานัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มอีกครั้ง หากทว่าผู้เป็นเจ้าของกลับหลับตาพริ้มอย่างไม่กล้าสบตา เขายิ้มกับภาพนั้น

“คุณยังคงงดงามอย่างที่เป็นตัวคุณเสมอ..ยอดรัก” อัสมาร์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วคว้ามือข้างหนึ่งขึ้นมาจูบใจกลางฝ่ามือฟอดใหญ่ กาเซียส่งเสียงประท้วง

“ฉันว่าเอ่อ..” กาเซียพูดไม่ทันจบประโยค เขาก็ก้มลงมาปิดเรียวปาก กาเซียรีบยกมือยันอกเขาส่งเสียงประท้วงอู้อี้ แล้วที่สุดก็มีเสียงลอดออกมาจนได้ “ไม่..บอกฉันก่อนอัสมาร์ กับโรส..เป็นอย่างนี้หรือเปล่า”

“หมายความว่าไงเป็นอย่างนี้” อัสมาร์พูดแล้วก้มลงปิดริมฝีปากหญิงสาวอีกครา เกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นเล็กๆ อย่างหยอกเย้าแล้วจึงค่อยๆ ลดศีรษะลงไซ้ซอกคอหญิงสาว ขบเม้มบริเวณไหปลาร้าแล้วจึงลดริมฝีปากลงสู่เนินอกอวบอิ่ม

“โรสตัวอ่อนหมดแรงเอ่อ..เหมือนอย่างฉัน เวลาที่คุณเอ่อ...” คำพูดกาเซียเริ่มตะกุกตะกักอย่างไม่สามารถเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้ กาเซียไม่รู้ตัวเลยว่าเธอเริ่มรู้สึกอิจฉาริษยาโรซาลินาเมื่อคิดว่าริมฝีปากและมือคู่นี้เคยสัมผัสผู้หญิงคนนั้นอย่างแนบสนิทชิดเชื้อเหมือนอย่างเธอมาก่อน คิดริษยาโดยลืมนึกไปว่าตัวเธอเองคือโรซาลินา แล้วกาเซียก็เปล่งเสียงร้องออกมาจนฟังไม่เป็นภาษาเมื่อริมฝีปากอัสมาร์ก้มลงคลอเคลียยอดอกสลับกับมืออีกข้างที่ไล้ไปทั่วเนินทรวง

กาเซียหลับตา อย่างช้าๆ ที่ความรู้สึกเธอเริ่มตกไปในมนตร์เสน่ห์ของบทรักที่เขาร่ายบนเนื้อตัว พระเจ้า..เธอเริ่มคิดอะไรไม่ออกจริงๆ เมื่อปลายลิ้นและมือเขาไต่ตามเนื้อตัวอย่างนี้




..............................................




จบตอน








 

Create Date : 06 กันยายน 2550    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2555 19:42:24 น.
Counter : 404 Pageviews.  

กุหลาบในเปลวไฟ...บทที่ 13



กุหลาบในเปลวไฟ


บทที่ 13...คณิตยา



“นายเป็นใคร..กล้าดียังไงมาสั่งให้ฉันช่วยปิดเรื่องนายเป็นความลับ” กาเซียถามขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อก้าวเข้ามาในบ้าน แววตาจ้องใบหน้าของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญเขม็ง

ก่อนหน้านี้เธอกำลังยืนสังเกตการณ์อยู่หน้าบ้าน กำลังชั่งใจว่าจะออกไปช่วยพ่อเธอไล่ล่าคนร้ายอีกคนดีหรือไม่ กำลังตัดสินใจว่าหากเหตุการณ์บานปลายและยาหยังควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ เธอจะยอมขัดคำสั่งยาหยังเข้าไปช่วยพวกเขา แล้วจังหวะนั้นแขกไม่ได้รับเชิญผู้นี้ก็กระโดดตัวลอยข้ามรั้วประตูมาหล่นอยู่ตรงหน้าเธอ เขาร้องขอความช่วยเหลือ อ้างว่าถ้าช่วยเหลือชีวิตเขาให้รอดจากเงื้อมมือพวกพี่ชายพี่สาวเธอได้ เขาจะมี ‘ความลับ’ ให้เป็นการตอบแทน เขาอ้างว่าเป็นความลับช่วงสิบปีก่อนที่เธออยากรู้..

“เบาๆ สิคุณเดี๋ยวพี่ชายพี่สาวคุณก็แห่มาหักคอผมอีกรอบหรอก”

กาเซียนิ่วหน้า “ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของนายนะและยิ่งกับคนที่ทรยศหักหลังพวกเดียวกันด้วยแล้ว ฉันยิ่งไม่ศรัทธา” หญิงสาวพูดเน้นเสียงทีละคำแล้วจ้องหน้าเขาอย่างเหยียดๆ ร่างสูงใหญ่ตรงหน้าอยู่ในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดวิ่นและเต็มไปด้วยเลือดสดๆ เปรอะเปื้อนทั่วตัว บริเวณหัวไหล่และสีข้างมีเลือดออกมาค่อนข้างมากสะท้อนว่าได้รับบาดแผลมา เพราะสภาพตรงหน้าของเขา เธอจึงไม่นึกกลัวเมื่อตอนเขาพรวดพราดออกมาขอความช่วยเหลือ เนื่องจากเขาไม่อยู่ในสภาพจะทำร้ายใครได้

กาเซียยังคงนิ่วหน้าเมื่อถามย้ำว่า “หูแตกหรือไง ถึงไม่ได้ยินที่ฉันถาม”

“ผมได้ยิน” อัสมาร์ตอบด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ แล้วก้าวไปทรุดนั่งบนโซฟายาวสีขาวในห้องรับแขกแห่งนั้น บอกตัวเองว่าถ้ายืนอีกเพียงนาทีเดียวเขาคงทรุดฮวบแน่ อัสมาร์จ้องมองภรรยายิ้มๆ ความทุกข์ใจไม่สบายใจหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นว่าเธอสบายดี ไม่ได้บาดเจ็บสะบักสะบอมอย่างที่อัชชาร์คว่า

“ยิ้มอะไร” กาเซียถามเสียงกระชาก น้ำเสียงขุ่นมัวเมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มล้อเลียนกลับมา ก้มหน้าเพื่อสำรวจชุดที่ตัวเองสวมอยู่โดยไม่รู้ตัว ชุดคลุมเนื้อหนาคลุมทับชุดนอนผ้าไหมเธอมิดชิด แล้วกาเซียก็ขยับปมเชือกเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นอีกนิด

อัสมาร์ยังคงมองสีหน้าบึ้งตึงของกาเซียอย่างอารมณ์ดี ก่อนหน้านี้หญิงสาวออกมายืนรับลมหน้าระเบียงบ้าน ตอนวิ่งขึ้นเนินเขาเหลือบมาเห็นเข้าพอดีจึงจงใจวิ่งมาทางซอยบ้านโรซาลินา กระโดดตัวลอยข้ามรั้วแล้วมาหล่นอยู่ตรงหน้าเธอพอดิบพอดี เขาหว่านล้อมหญิงสาวไม่ให้ส่งตัวเขาให้กับพี่ชายเธอโดยบอกว่าจะเอาความลับในอดีตที่เธออยากรู้ มาเป็นข้อแลกเปลี่ยน ตอนแรกกาเซียมีท่าทีลังเลแต่ที่สุดคงเห็นว่าเขาไม่เป็นตัวอันตรายสำหรับเธอกระมัง จึงยินยอมตามที่เขาร้องขอ

กาเซียพาเขาไปซ่อนหลังพุ่มชบาบริเวณใกล้กับประตูที่เธอยืนคุยกับยามินนั่นเอง ตอนแรกเขาสงสัยว่าทำไมเธอถึงเลือกที่ซ่อนตัวนั้นให้กับเขา หากเสี้ยววินาทีที่หญิงสาวเปิดรั้วประตูแล้วพวกพี่สาวเธอขอเข้าไปค้นในบ้าน เขาก็ได้คำตอบทันที

ที่อันตรายที่สุดมักเป็นที่ที่ปลอดภัยเสมอ..หญิงสาวฉลาด เขายอมรับ

หลังจากที่เขาเห็นนากาสรีนำกองกำลังออกไปจากบ้านกาเซียแล้ว เขาจึงอ้อมไปทางประตูหลัง แล้วลอบเข้าบ้านหญิงสาว เข้ามานั่งรออยู่ในห้องรับแขกแห่งนี้ อัสมาร์กวาดตามองทั่วตัวภรรยาแล้วจึงเงยหน้าขึ้นสบตาแววตาคมซึ้งคู่นั้น

“นายยังไม่ตอบว่านายเป็นใคร”

“ผมเป็นคนที่กุมความลับของคุณในอดีต” อัสมาร์พูดแล้วดึงหน้ากากเรซินออกทางศีรษะ สบตาหญิงสาวด้วยแววตานิ่งๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องกลับมาด้วยแววตางงงัน

“นี่นาย..” กาเซียชี้หน้า “นายมันผู้ชายคนที่ฉันเจอเมื่อสองปีก่อนนี่”

อัสมาร์พยักหน้า “ผมมีชื่อ” อัสมาร์ทอดเสียงอย่างล้อเลียน “ผมชื่ออัสมาร์ไม่ใช่ผู้ชายคนนั้น”

“ฉันรู้ชื่อนายน่า..อัสมาร์ นายเข้ามาทำอะไรในฐานบัญชาการกุหลาบดำ จะช่วยนายกาสลองหรือ”

“นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง อีกเหตุผลหนึ่งคือ..” อัสมาร์พูดแล้วจ้องหน้าภรรยา “ตัวคุณ..”

กาเซียนิ่วหน้า “นายพูดหมายความว่าไง” ปากถามแต่ใจกำลังนึกสนเท่ห์กับวิวัฒนาการล้ำสมัยตรงหน้า นึกถามตัวเองว่าอนาเซียล้ำหน้าถึงขนาดผลิตหน้ากากเรซินเสมือนหน้าคนจริงๆ ได้แล้วหรือ.. บางทีเธอคงต้องให้ผู้เป็นพ่อลอบศึกษาเทคโนโลยีของอนาเซียจริงๆ จังๆ แล้วกระมัง

“เอาล่ะ..ผมจะทำตามสัญญา ผมจะเล่าความลับในอดีตให้คุณฟัง”

กาเซียนิ่วหน้า “อย่าคิดบลัฟฟ์ฉันเด็ดขาด..อัสมาร์” กาเซียส่งสัญญาณเตือน

อัสมาร์ไหวไหล่ กล่าวต่อไปว่า “คุณอยากรู้เรื่องไหนก่อนกัน ระหว่างเหตุการณ์ช่วงอาทิตย์ก่อนที่คุณถูกล้างสมอง กับช่วงสี่ปีก่อนที่คุณสูญเสียความทรงจำ”

กาเซียนิ่วหน้าจ้องใบหน้าคมสันนั้นเขม็งยิ่งขึ้น อัสมาร์อยู่ในชุดพื้นเมืองของชาวกีซาลี แม้แต่งกายมิดชิดหากกระนั้นไม่อาจซ่อนความบึกบึนของมัดกล้ามภายในได้ เขาอยู่ในท่าสบายๆ ด้วยการนั่งพาดแขนเหนือพนักโซฟา ขาพาดตั้งฉาก ผมเผ้ายุ่งเหยิงและชื้นไปด้วยเหงื่อเล็กน้อย แต่กระนั้น..

พระเจ้า มันไม่ได้ลดความน่าดูลงเลย ตรงกันข้ามผมเผ้ายุ่งเหยิง ยิ่งเพิ่มความน่ามองให้กับใบหน้าคมสันนั้นยิ่งขึ้น ดูราวกับหนุ่มน้อยเจ้าเสน่ห์ก็ไม่ปาน และราวกับถูกดึงดูดให้จมไปในนัยน์ตาสีสนิมเหล็กคู่นั้น กาเซียช้อนสายตาขึ้นสบตาเขา...มองลึกเข้าไปในแววตาสีสนิมเหล็กคู่นั้นราวกับต้องการค้นหา มันดูอ่านหวานและอ่อนโยนหากในคราวเดียวกันก็ดูลึกลับน่าค้นหาว่ามีอะไรซ่อนอยู่หลังม่านตาสีสนิมเหล็กคู่นั้น

แล้วกาเซียก็ลดสายตาสำรวจยังริมฝีปากเขาโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากคู่นั้นดูเย้ายวนเกินกว่าจะเป็นริมฝีปากอิสตรี ด้วยมันได้รูปเป็นกระจับและบัดนี้กลับคลี่ยิ้มอ่อนๆ ราวกับเชิญชวนให้เธอเข้าไปลิ้มรสสัมผัสอยู่ในที พระเจ้า.. เธอกำลังคิดบ้าๆ อะไรอยู่นี่ กาเซียสะบัดศีรษะเพื่อไล่มนตร์แห่งความเคลิบเคลิ้มออกไป นี่เธอเกือบหลงเสน่ห์กับใบหน้าหล่อๆ ของอัสมาร์หรือนี่ พระเจ้า..

กาเซียกัดริมฝีปากแน่นเมื่อเหลือบสายตาขึ้นมองแววตาคมกริบคู่นั้นอีกครั้งแล้วพบว่าเขากำลังมองมาที่เธออย่างยิ้มๆ ใบหน้าร้อนวูบวาบเมื่อสัมผัสได้ว่าเขาอ่านสายตาเธอออก! ด้วยแววตาสีสนิมเหล็กคู่นั้นกำลังยิ้มใส่เธออย่างล้อเลียน บ้าจริง..เขาจะยิ้มล้อเลียนอย่างนั้นไปตลอดเลยหรือไง นึกประชด ถามตัวเองว่าเธอมีอะไรให้น่ายิ้มขำนักหนา แล้วกาเซียก็รีบเมินหน้าไม่สบตาเขา พวงแก้มเป็นสีผลตำลึงสุก หญิงสาวกำลังเก้อเขินและเมื่อหาทางลงให้กับอารมณ์ไม่ได้ ก็หันมาเล่นงานกับต้นเหตุ กาเซียชักน้ำเสียงถามขุ่นๆ ว่า “นายจะบอกว่านายรู้เรื่องฉันหรือ?”

อัสมาร์ยังคงยิ้มขำกับน้ำเสียงหงุดหงิดของภรรยา เขารู้จักเธอดี..อาจจะดีเกินไปด้วยซ้ำ เขารู้ว่าเวลาไหนหญิงสาวรู้สึกอย่างไร เขาสามารถอ่านความรู้สึกเธอได้จากแววตาและท่าทาง แล้วชายหนุ่มก็ถามว่า “ทำไมคุณไม่มานั่งให้เรียบร้อยล่ะ..กาเซีย ยืนแข็งทื่ออย่างนั้นเดี๋ยวก็เมื่อยขาหรอก” อัสมาร์พูดแล้วตบโซฟาข้างตัว อันที่จริงเขาเริ่มปวดหนึบบริเวณหัวไหล่และสีข้างรุนแรงขึ้น แต่เขาก็พยายามไม่สนใจมัน

กิริยาเชิญชวนให้ไปนั่งข้างเขา ทำให้กาเซียคอแข็ง “ฉันให้เวลานายเล่าในสิ่งที่นายอยากเล่ายี่สิบนาทีนายอัสมาร์ เกินกว่านั้นนายต้องย้ายก้นออกไปจากบ้านฉัน”

อัสมาร์แกล้งทำตาโตอย่างกลัว ยิ้มล้อเลียนใส่ตาคู่สวยแล้วว่า “รับรองไม่เกินยี่สิบนาทียอดรัก แต่ผมพูดจริงๆ นะทำไมไม่มานั่งให้เป็นที่เป็นทาง..กาเซีย ยืนตัวแข็งอย่างนั้นไม่เมื่อยเอาหรือ”

“มันเรื่องของฉัน” กาเซียตอบสะบัดๆ แต่ก็ยอมเดินไปทรุดนั่งที่โซฟาตัวหนึ่ง เลือกตัวที่ห่างจากเขามากที่สุด แต่กระนั้นก็ยังห่างเพียงช่วงหนึ่งมือคว้าเท่านั้น

อัสมาร์มองภรรยาอย่างพอใจ แล้วเขาก็เริ่มต้นเล่าขึ้นว่า “ผมขอเริ่มต้นจากชื่อจริงๆ ของคุณนะกาเซีย ชื่อจริงๆ ของคุณคือโรซาลินา เป็นชื่อที่แม่ชาวอังกฤษตั้งให้ ส่วนกาเซีย เป็นชื่อที่คุณเพิ่งได้รับตอนย้ายเข้ามาอยู่ที่ฐานบัญชาการกุหลาบดำเมื่อสี่ปีก่อน กาเซียเป็นชื่อในภาษากีซาลีแปลว่าดอกกุหลาบ เป็นชื่อที่พ่อแท้ๆ ของคุณตั้งให้ ซึ่งก็คือยาหยังหัวหน้าขบวนการกุหลาบดำ”

กาเซียนิ่วหน้า ยอมรับว่าข้อมูลส่วนหนึ่งเขาบอกถูกต้อง แต่ที่เหลือไม่มีอะไรมายืนยันได้ “นายบอกว่าแม่ฉันเป็นชาวอังกฤษ?” เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เธอก็ถามต่อว่า “แล้วเวลานี้อยู่ที่ไหน”

“ตะวันออกกลาง เธอแต่งงานใหม่กับชาวตะวันออกกลางตั้งแต่คุณอายุได้ไม่ถึงสองขวบ และคุณก็อยู่กับครอบครัวใหม่ของแม่คุณที่ตะวันออกกลางนับแต่นั้น”

“โกหก..แม่ฉันตายไปแล้ว”

อัสมาร์นิ่วหน้า “ยาหยังเป็นคนบอกคุณล่ะสิ” เห็นภรรยานิ่งเขาก็พูดต่อว่า “ยาหยังโกหกคุณนะกาเซีย”

“ไหนล่ะหลักฐาน” กาเซียโต้ทันควัน “แล้วไหนล่ะหลักฐานที่บอกว่าฉันชื่อโรซาลินา”

“ผมไม่ได้เอาไอดีการ์ดมาด้วย ไม่งั้นคุณคงเชื่อผม”

“หลักฐานแค่นั้นมันทำปลอมกันได้”

อัสมาร์นิ่ง ลอบถอนใจ กล่าวต่อว่า “ก็อาจจะจริง แต่ผมไม่มีเหตุผลต้องทำอย่างนั้นนะกาเซีย”

“มีสิหลายร้อยแปด นายต้องการเข้ามาถล่มฐานบัญชาการกุหลาบดำแห่งนี้ไงล่ะ เหมือนอย่างที่นายบึ้มอาคารบัญชาการกลางเราไปแล้ว”

“ผมไม่ได้ตั้งใจนะกาเซีย เพียงแต่มันจำเป็น”

“เหตุผลฟังไม่ขึ้น เรื่องชื่อโรซาลินากับเรื่องแม่ฉันตกไป ไหนเรื่องอื่นว่าต่อไปสิ”

“คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่คุณ แต่ผมขอบอกอีกครั้งว่าผมไม่มีเหตุผลต้องปั้นเรื่องมาโกหกคุณ คุณชื่อโรซาลินาเป็นลูกครึ่งอังกฤษ-กีซาลี เกิดที่อังกฤษและไปเติบโตที่ตะวันออกกลาง หลังจากจบไฮสคูลคุณก็เข้ามหาวิทยาลัยที่อังกฤษ แล้วคุณก็ใช้ชีวิตที่นั่นตลอดหลายปีกระทั่งจบมหาวิทยาลัยและแต่งงาน..”

“แต่งงาน?” กาเซียรีบเบรคก่อนที่เขาพูดจบ “ฉันนี่นะแต่งงานแล้ว บ้าหรือเปล่า”

“คุณแต่งงานแล้วกาเซีย”

“ไหนล่ะหลักฐาน”

“หลักฐานอะไรล่ะที่คุณต้องการ” อัสมาร์ย้อนทันควัน

“อะไรก็ได้ที่จะทำให้ฉันเชื่อว่าฉันเป็นผู้หญิงที่มีสามีแล้ว” กาเซียย้อนเสียงแข็งๆ

ประโยคนั้นทำให้อัสมาร์มองอีกฝ่ายนิ่งๆ ทันที “เป็นคำพูดที่ล่อแหลมมาก” อัสมาร์วิจารณ์เสียงเรียบๆ แล้วเขาก็ปลดสร้อยจี้เพชรรูปหัวใจที่สวมอยู่ที่ลำคอ ส่งให้หญิงสาว

กาเซียคว้ามาอย่างรวดเร็วจนเกือบเป็นการกระชาก พินิจมันครู่หนึ่งแล้วจ้องหน้าเขา “มันไปอยู่ที่นายได้ไง..อัสมาร์”

“มันเป็นของคุณใช่ไหม..กาเซีย”

“ก็แหงล่ะสิ มันไปอยู่ที่นายได้ไง” เธอถามย้ำ

อัสมาร์ไม่ตอบ แต่เอ่ยไปอีกทางว่า “คุณรู้ความหมายของจี้เส้นนี้หรือเปล่า..กาเซีย” ถามแล้วจ้องจี้ลายกุหลาบล้อมรูปหัวใจในมือของกาเซีย อัสมาร์เหลือบมองใบหน้าสวยของภรรยา เห็นหญิงสาวอึ้ง เขาก็เอ่ยต่อว่า “คุณรู้ความหมายของมันดีกาเซีย นึกสิ..นึกว่ามันมีความหมายอย่างไร กุหลาบมันหมายถึงอะไร หัวใจมันสื่อถึงอะไร”

กาเซียนิ่งงันยิ่งขึ้น พยายามนึกอย่างที่เขาว่า แต่นึกเท่าไหร่เธอก็นึกไม่ออกจริงๆ สมองดูจะขาวโพลนราวกับแผ่นกระดาษสีขาว ไร้ซึ่งข้อความใดๆ

“มันอยู่กับคุณมานานแค่ไหนแล้ว..กาเซีย” อัสมาร์ถามเสียงอ่อนโยน เมื่อเห็นท่วงท่าทะนุถนอมราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าของหญิงสาว

“สี่ปี..มันไม่เคยหลุดหายไปจากลำคอฉันเลย” กาเซียพูดแล้วลูบคลำจี้อย่างเหม่อลอย “มันเหมือนเป็นเครื่องลางของขลังของฉัน เวลาอยู่บนคอ ฉันจะรู้สึกอุ่นใจทุกครั้ง”

ประโยคนั้นทำให้อัสมาร์มองภรรยาอย่างอ่อนโยนยิ่งขึ้น เธอเก็บมันแทนใจเขา..อาจทำไปโดยไม่รู้ตัวแต่ความหมายที่ออกมามันไม่ต่างกันนัก “จี้เส้นนี้มีที่มากาเซีย..มันถูกสร้างขึ้นเพื่อคู่รักคู่หนึ่ง ฝ่ายชายออกแบบและสั่งให้ช่างที่ฝีมือดีที่สุดในอังกฤษทำขึ้นเพื่อเป็นของขวัญวันแต่งงานให้กับว่าที่เจ้าสาวของเขา”

กาเซียเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที คิ้วสวยเลิกขึ้นสูง ถามด้วยสายตาเงียบๆ

“จริงๆ กาเซีย..ผู้ชายคนนั้นทำให้ว่าที่เจ้าสาวเขาจริงๆ กุหลาบแทนถึงตัวหญิงสาวนั้น ส่วนหัวใจแทนถึงความรักของเขาที่มีต่อหญิงคนนั้น”

“คุณจะบอกว่าฉันเป็นเจ้าสาวคนนั้น ส่วนว่าที่เจ้าบ่าวคนนั้น เป็นคนทำขึ้นเพื่อเป็นของขวัญวันแต่งงานให้กับฉันอย่างงั้นหรือ” เมื่อเห็นอัสมาร์พยักหน้า เธอก็ถามต่อด้วยเสียงรัวเร็วว่า “งั้นว่าที่เจ้าบ่าวคนนั้นเป็นใคร เวลานี้อยู่ที่ไหน”

อัสมาร์จ้องหน้าภรรยาแทนคำตอบ

“จ้องหน้าฉันทำไม” กาเซียถามเสียงขุ่น ทว่าอีกฝ่ายยังคงจ้องหน้าเธออยู่อย่างนั้น กระทั่งกาเซียเริ่มเอะใจ เธอจ้องหน้าเขาอย่างค้นหาความหมาย มองเข้าไปในม่านตาสีสนิมเหล็กคู่นั้น ชั่วครู่เธอก็อุทานออกมาอย่างคาดไม่ถึง “พระเจ้า..นี่อย่าบอกนะว่า..” พูดแล้วเสียงขาดไปในลำคอเฉยๆ

อัสมาร์พยักหน้า “ใช่.. ผมเป็นผู้ชายคนนั้น ผมเป็นเจ้าบ่าวของคุณ..กาเซีย เราแต่งงานกันมาได้ห้าปีแล้วถึงตอนนี้”

กาเซียอ้าปากค้าง ชั่วครู่เธอก็หุบปากฉับแล้วเงียบไปเลย

“คุณคงช็อก..กาเซีย” อัสมาร์แสดงความเห็น

กาเซียกะพริบตา “ปละเปล่า เอ่อ..ไม่รู้สิ”

“ผมไม่มีเหตุผลต้องโกหกคุณ..กาเซีย ลองคิดดูถ้าผมไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นแล้วผมจะเล่าให้คุณฟังเป็นฉากๆ ได้อย่างไร”

กาเซียเมินหน้าจากเขา แววตาสับสนราวเด็กหลงทาง “ฉันไม่รู้ ถ้าใช่..แล้วทำไมฉันถึงจำอะไรเกี่ยวกับคุณไม่ได้เลย ถ้าคุณเป็นสามีฉันจริงมันต้องเหลืออะไรตกค้างอยู่ในหัวฉันบ้างใช่ไหมเวลาถูกสะกิด แต่นี่ฉันจำอะไรเกี่ยวกับคุณไม่ได้เลย”

อัสมาร์มองเมินจากภรรยา แววตาซ่อนความเจ็บปวดมิดชิด เมื่อหันกลับมามองกาเซียอีกครั้ง แววตากลับกลายมาเป็นปกติแล้ว “ไม่แปลกหรอกกาเซีย คุณสูญเสียความทรงจำเมื่อครั้งเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสี่ปีก่อน”

“อุบัติเหตุทางรถยนต์?” กาเซียทวนคำ

อัสมาร์พยักหน้า เล่าว่า “สี่ปีก่อนคุณประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เรานัดกันไปฉลองวันครบรอบการแต่งงานหนึ่งปียังที่ที่ผมขอคุณแต่งงานครั้งแรก ระหว่างทางฝนตกถนนลื่นรถคุณเลยแฉลบชนโขดหินเกิดไฟลุกไหม้”

กาเซียนิ่วหน้า “เวลานั้นคุณไปไหน ทำไมถึงไม่ไปกับฉัน”

“ผมติดภารกิจ เลยให้คุณล่วงหน้าไปก่อน”

“ภารกิจคุณสำคัญกว่าเมียงั้นหรือ?” กาเซียแกล้งเบรคเขา

อัสมาร์อึ้ง “ถ้าผมย้อนเวลาไปได้ ผมขอเอาชีวิตผมแทนที่คุณด้วยซ้ำ..กาเซีย” อัสมาร์เห็นอีกฝ่ายไหวไหล่ เขาถอนใจรู้ว่าหญิงสาวไม่เชื่อคำพูดเขา แล้วอัสมาร์ก็เล่าต่อว่า

“ผมเป็นตำรวจหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษ เวลางานของผมไม่เป็นเวล่ำเวลาเสมอและมันมักแย่งเวลาของครอบครัวไป วันครบรอบการแต่งงานหนึ่งปีเป็นวันที่ผมถูกสั่งให้ไปคุ้มกันผู้นำรัสเซียที่มาเยือนอังกฤษพอดี ตกเย็นอัชชาร์คโทรมานัดให้ผมไปพบเขาด่วน กว่าจะเสร็จธุระก็เลยเวลาไปพอสมควร ระหว่างทางผมเจอรถยนต์ประสบอุบัติเหตุคันหนึ่งแต่ผมไม่ได้สนใจเพราะเร่งจะไปให้ทันนัดของเรา กว่าผมจะไปถึงที่พักกว่าจะเช็คพบว่าคุณยังไปไม่ถึงโรงแรมมันก็สายเกินไปแล้ว ผมย้อนกลับมาเส้นทางเดิม พบว่ารถที่ประสบอุบัติเหตุเป็นรถของเมียผมเอง” เล่ามาถึงตรงนี้ใบหน้าอัสมาร์ก็ซีดขาวอย่างคนที่ยังรู้สึกยอกแสยงกับเหตุการณ์ในอดีตครั้งนั้น

“อะไรทำให้คุณเชื่อว่ารถที่ประสบอุบัติเหตุเป็นรถของภรรยาคุณ” กาเซียถามเสียงเรียบๆ ไม่แสดงความรู้สึก

“ผมพบกองกระดูกและแหวนแต่งงานของคุณตกอยู่ในที่เกิดเหตุ” อัสมาร์พูดแล้วคว่ำหลังมือให้หญิงสาวดูแหวนแต่งงานบนหลังมือ เป็นแหวนปลอกมีด วงหนึ่งสวมอยู่บนนิ้วนางส่วนอีกวงสวมอยู่บนนิ้วก้อย แล้วอัสมาร์ก็ถอดวงที่สวมอยู่บนนิ้วก้อยส่งให้ภรรยา “สวมดู..มันพอดีนิ้วคุณ”

กาเซียชะงัก ครู่หนึ่งก็ไหวไหล่และหยิบแหวนปลอกมีดจากมือเขา อะไรดลใจให้เธอสวมบนนิ้วนางข้างซ้ายไม่รู้ และมันสวมได้พอดิบพอดีแต่พอจะดึงออกมันกลับดึงไม่ได้ กาเซียหน้าเสีย “ขอโทษที เดี๋ยวฉันไปล้างสบู่ถอดคืนคุณ”

อัสมาร์รีบโบกมือห้าม “ไม่ต้องกาเซีย มันเป็นของคุณ สวมไปเถอะ”

กาเซียยังพยายามถอด แต่เมื่อถอดไม่ได้เธอจึงยอมแพ้ เหลือบมองเขา เพิ่งสังเกตเห็นว่ามือเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยของบาดแผลและเลือดที่แห้งเกรอะกรัง ทว่าเธอไม่ได้พูดอะไร

อัสมาร์เห็นหญิงสาวเงียบไป เขาจึงเล่าว่า “ตอนที่เจอแหวนในซากรถ มันแทบไม่เหลือสภาพเดิม ผมต้องเอาไปให้ช่างหลอมทำใหม่ แล้วจากนั้นผมก็สวมติดนิ้วตลอด”

“คุณบอกว่าคุณเจอกองกระดูกของภรรยาในซากรถ งั้นแสดงว่าภรรยาคุณตายไปแล้ว ส่วนฉันไม่ใช่ภรรยาคุณ” กาเซียสรุปหน้าตาเฉย

อัสมาร์ยิ้มกับการสรุปที่พยายามปัดให้ห่างจากตัว “ผมเกรงว่าคุณจะไม่โชคดีขนาดนั้นกาเซีย ยังไงคุณก็คงสลัดสามีคนนี้ทิ้งไม่สำเร็จแน่” สีชมพูระเรื่อปรากฏบนพวงแก้มสองข้างทันที อัสมาร์มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน มีความพอใจซ่อนอยู่ในนัยน์ตาสีสนิมเหล็กคู่นั้น

“งั้นกองกระดูกในรถเป็นใครถ้าไม่ใช่ของภรรยาคุณ”

“ทำไมคุณต้องเลี่ยงไปใช้คำว่าภรรยาคุณ ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นคือคุณเอง” อัสมาร์เย้ากาเซียยิ้มๆ เมื่อเห็นหญิงสาวไม่โต้อะไร เขาก็พูดต่อว่า “เรื่องกองกระดูกในซากรถ ตอนแรกผมก็คิดว่าเป็นของคุณเหมือนกัน อย่างที่บอกเพราะเห็นแหวนแต่งงานตกอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ตอนนั้นเลยไม่ได้สงสัยอะไร พอแผนกอาชญากรรมออกมายืนยันว่ารถคุณประสบอุบัติเหตุเพราะถนนลื่นรถเลยแฉลบไปชนโขดหิน ผลสรุปออกมาเป็นแบบนั้นผมก็เลยนำกระดูกไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา”

“ถ้าอย่างนั้นฉันรอดมาได้อย่างไร แล้วคุณมาเอะใจตอนไหนว่าฉันยังไม่ตาย”

“ผมเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าคุณรอดมาได้อย่างไรกาเซีย”

“อ้าว..ถ้าอย่างนั้นคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าฉันเป็นภรรยาคุณ ฉันอาจเป็นใครสักคนที่บังเอิญหน้าเหมือนเมียคุณก็ได้”

“ไม่มีใครหน้าเหมือนกันราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกันหรอกนะกาเซีย แม้กระทั่งฝาแฝดหน้ายังไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ดูอย่างผมกับพี่ชายถึงจะเป็นแฝดแต่ก็ไม่เหมือนกันสักทีเดียวนัก”

“แล้วไงต่อ คุณไปเห็นฉันตอนไหนว่าหน้าตาเหมือนเมียคุณ”

“เห็นที่กีซาลีนี่แหละ เมื่อสองปีก่อนผมบินมาร่วมงานแต่งงานของน้องสาวเพื่อนสนิท เจอคุณโดยบังเอิญ คุณคงจำได้?” เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า อัสมาร์ก็ถามว่า “คุณไปทำอะไรที่บ้านกามินทร์..ถามจริง”

กาเซียนิ่งอย่างชั่งใจ สุดท้ายตอบเขาออกไปตรงๆ ว่า “ฉันอยู่ในฐานบัญชาการกุหลาบดำมาสองปีเต็มจนรู้สึกเบื่อ วันนั้นเลยหาโอกาสออกไปเที่ยวเล่นในเมือง ในยินชาวบ้านในตลาดสดพูดกันว่าตระกูลอัลมันซึ่งเป็นตระกูลเศรษฐีเก่าแก่ของกีซาลี จะจัดงานแต่งงานให้กับทายาทสาว ฉันก็เลยแอบแวบไปดู”

อัสมาร์พยักหน้ารับรู้ “งั้นต้องขอบคุณกาสมันที่แต่งงานวันนั้น ไม่งั้นผมคงไม่มีโอกาสเจอคุณ” อัสมาร์พูดแล้วมองหญิงสาวด้วยแววตานิ่งๆ เขาว่า “ผมเห็นคุณทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่แถวรั้วประตูบ้านกามินทร์ เผลอไปคุยกับกาสมันแป๊บเดียว หันกลับมามองอีกทีคุณก็หายไปแล้ว มาเห็นอีกทีก็ตอนคุณเข้ามาอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้วและทำท่าจะกระโดดข้าวรั้วประตูหนีไป”

“คุณก็เลยออกวิ่งตามฉัน?” กาเซียพูดอย่างนึกเหตุการณ์นั้นได้

อัสมาร์พยักหน้า “ผมออกวิ่งตามคุณจนไปสุดทางสี่แยก รถวิ่งตัดผ่านคุณคงไม่ทันสังเกต ผมเลยกระโดดกระชากตัวคุณให้หลุดจากวิถีรถ แล้วเหตุการณ์จากนั้นคุณก็คงจำได้หมดแล้ว คุณแทงผมด้วยมีดอาบยาพิษ ผมเกือบตายถ้าไม่ได้กามินทร์เข้าไปช่วย”

“ช่วยไม่ได้ ก็คุณเอาแต่เรียกฉันว่าอัลไลลาหรือไม่ก็ยอดรัก ที่รัก ฉันรำคาญเลยกะซวกไปให้ที”

อัสมาร์หน้าแดง “ก็คุณเป็นเมียผมจริงๆ จะไม่ให้เรียกว่าเมียรัก แล้วจะให้เรียกว่าอะไร” อัสมาร์ย้อนถามหน้าตาเฉย เรียกสีชมพูระเรื่อบนพวงแก้มหญิงสาวทันควัน อัสมาร์มองอย่างพอใจแล้วพูดต่อว่า “ผมรักคุณจริงๆ นะกาเซีย รักตั้งแต่เห็นหน้าคุณครั้งแรกในวันที่เดินเข้ามาในมหาวิทยาลัย คุณเป็นรุ่นน้องผมหลายปี และรุ่นพี่คนนี้ก็จีบคุณสำเร็จ ทั้งที่มีหนุ่มๆ มาลงสนามแข่งกับผมหลายคนแต่คุณก็เลือกผม” อัสมาร์พูดอย่างโอ่ๆ เล็กน้อยในประโยคท้าย

กาเซียย่นจมูก “แต่ขอโทษฉันจำไม่ได้ว่าฉันเลือกคุณตอนไหน”

“สักวันคุณจะมีความทรงจำกลับมากาเซีย”

กาเซียไหวไหล่ ย้อนกลับมาเรื่องเดิม “สรุปว่าคุณไม่รู้ว่าฉันรอดมาได้อย่างไร?

“ผมไม่รู้จริงๆ ถ้าให้ผมเดาผมเข้าใจว่ายาหยังสั่งให้คนลอบติดตามคุณตลอดเวลา บางทียาหยังอาจรู้สึกผิดที่ไม่ได้เลี้ยงดูคุณตั้งแต่แรก เลยอยากขอโอกาสแก้ตัวเป็นพ่อที่ดี”

“ตามตัวฉันเพื่อว่าจะเลี้ยงดูฉันในฐานะพ่อที่ดี?” กาเซียย้อนถามน้ำเสียงเย้ยหยัน เมื่อเห็นเขาพยักหน้ากลับมา เธอก็ตอบว่า “ตลกไปล่ะ เหตุผลฟังไม่ขึ้นอัสมาร์”

“ก็อาจจะฟังไม่ขึ้นอยู่สักหน่อย บอกแล้วแค่ความเข้าใจผม แต่อย่างไรความจริงคือพ่อคุณเข้าไปเอาตัวคุณออกมาจากรถได้ทันนะกาเซีย..นี่คือความจริงที่ผมเองไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ผมก็นึกขอบคุณมาจนถึงตอนนี้ เพราะไม่เช่นนั้นผมคงสูญเสียคุณไปตลอดกาล ผมเป็นหนี้พ่อตา”

กาเซียนิ่วหน้า “เดี๋ยว..เดี๋ยวนะ เรากำลังพยายามทำความเข้าใจให้ตรงกันอยู่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันจะเป็นเมียคุณแล้ว เพราะงั้นขอร้องอย่าเพิ่งเรียกพ่อฉันว่าพ่อตา..โอเค้?” ประโยคท้ายกาเซียตวัดเสียงสูง

อัสมาร์หลุดยิ้มขำโดยไม่รู้ตัว แบมือสองข้างอย่างยอมแพ้ “โอเค..กาเซีย”

“แล้วไงต่อ”

“ก็..ดูสิผมต่อไม่ติดเลย” อัสมาร์พูดแล้วหัวเราะ กล่าวต่อว่า “ผมเชื่อว่ายาหยังเป็นคนช่วยคุณออกมาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์นั่นเพราะเหตุการณ์ทุกอย่างประจวบเหมาะกันพอดี คุณหน้าเหมือนโรส วันที่เมียผมประสบอุบัติเหตุเป็นวันที่คุณเข้ามาอยู่ในฐานบัญชาการ โรสตายไปสี่ปีซึ่งเป็นช่วงเวลาสี่ปีที่คุณมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน”

“ฉันยังไม่ได้บอกว่าฉันมาอยู่ที่นี่สี่ปี”

“คุณบอกเองว่าคุณอยู่ที่นี่สองปีแล้วเกิดเบื่อ เลยแอบหนีออกไปเที่ยวนอกฐานบัญชาการกุหลาบดำเมื่อสองปีก่อน และนี่เวลาก็ล่วงมาอีกสองปี เพราะงั้นแสดงว่าคุณอยู่ที่นี่มาสี่ปีพอดี”

กาเซียอึ้ง” ฉันอาจอยู่นานกว่านั้น แต่ฉันจำไม่ได้ก็ได้”

“กาเซียทุกคนพยายามยัดเยียดข้อมูลผิดๆ ให้คุณเชื่อนะ แต่ความจริงคือคุณเพิ่งมาอยู่ที่ฐานบัญชาการกุหลาบดำได้แค่สี่ปีเท่านั้น”

กาเซียนิ่วหน้าไม่ตอบอะไร เธอถามไปอีกทางว่า “แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่คุณเจอฉันเมื่อสองปีก่อน”

“หลังเจอคุณผมก็ย้ายจากอังกฤษมาอยู่ที่อนาเซียเป็นการถาวร ผมได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ แล้วผมก็ขอพ่อย้ายมาประจำที่ฐานบัญชาการอนาเซียเพื่อออกตามหาตัวคุณ และขอให้กามินทร์ปลอมตัวมาสืบหาคุณที่ฐานบัญชาการกุหลาบดำแห่งนี้อีกทางหนึ่ง”

“คุณพูดถึงกามินทร์หลายครั้งแล้ว เขาเป็นอะไรกับคุณ”

“เขาเป็นเพื่อนรักคนเดียวของผม ตอนที่ผมขอให้เขาเข้ามาสืบหาคุณ เขาตกปากรับคำทันที เขาลำบากเพื่อผมมามาก..” ประโยคท้ายน้ำเสียงอัสมาร์อ่อนระโหย ด้วยนึกเป็นห่วงเพื่อนว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร นึกภาวนาขอให้กามินทร์หลบหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย

“คุณก็ลำบากเพื่อเขาเหมือนกันอัสมาร์ คุณลอบเข้ามาช่วยกาสลองให้หลบหนีออกไปได้ ทั้งที่คุณรู้ว่าในนี้มันเสี่ยงอันตรายแค่ไหน”

“กามินทร์ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ผมลอบเข้ามาในนี้หรอกนะกาเซีย แต่เป็นเพราะคุณด้วย ผมเป็นห่วงคุณ อัชชาร์คบอกว่าคุณหนีออกไปจากฐานบัญชาการอนาเซียได้แต่ก็ด้วยสภาพที่สะบักสะบอมนัก เนื้อตัวครูดกับรั้วเหล็ก แล้วตอนที่คุณหนีออกมา บาดแผลผ่าตัดบริเวณต้นแขนก็ยังไม่หายดีนัก ผมเป็นห่วงเลยลอบเข้ามาในฐานบัญชาการกุหลาบเพราะอยากเห็นกับตาตัวเองจริงๆ ว่าคุณปลอดภัยแล้ว”

กาเซียอึ้ง หน้านิ่วคิ้วขมวด “คุณบอกว่าฉันลอบหนีออกมาจากฐานบัญชาการอนาเซียหรือ?” เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับ เธอพูดต่อว่าว่า “งั้นแปลว่าฉันลอบเข้าไปในฐานบัญชาการของคุณหรือ”

“ใช่..กาเซีย เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง เสียดายคุณถูกลบความทรงจำช่วงนั้นออกไป ไม่งั้นคุณคงจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด”

ไม่ต้องจำได้ทั้งหมด เธอก็รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ด้วยยังมีหลักฐานบริเวณต้นแขนซึ่งเป็นแผลผ่าตัดเอากระสุนออกและร่องรอยสิ่งแหลมคมครูดแผ่นหลังเป็นรอยจางๆ เป็นเครื่องยืนยันได้ดีอยู่แล้ว.. กาเซียโต้เขาในใจ แต่ปากตอบว่า “แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างตอนที่ฉันลอบเข้าไปในฐานบัญชาการอนาเซีย”

“คุณลอบเข้าไปเอาอะไรบางอย่างในห้องทำงานผม บังเอิญผมอยู่ที่นั่นด้วย เราก็เลยปะทะรับมือกัน ผมถูกคุณแทงด้วยมีดแต่โดนถากๆ ส่วนคุณ..” อัสมาร์ทำสีหน้าเสียใจเมื่อพูดต่อว่า “บอดี้การ์ดเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี เขายิงคุณโดยที่ผมห้ามไม่ทัน”

“แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ”

“ผมพาคุณเข้าไปในห้องผ่าตัดให้หมอคีราหมอที่ดีที่สุดของฐานบัญชาการอนาเซียช่วยผ่าตัดเอากระสุนออก ผมรอจนเห็นว่าคุณปลอดภัยแน่แล้ว จึงออกไปให้หมอคีราทำแผลของตัวเองบ้าง แต่กลับมาอีกทีก็พบว่าบอดี้การ์ดเอาตัวคุณเข้าห้องขัง”

“คงเป็นห้องขังหอคอยงาช้าง” กาเซียพูดอย่างพอรู้อะไรๆ ในฐานบัญชาการอนาเซียพอสมควร

อัสมาร์พยักหน้า “นั่นล่ะ พอผมรู้ว่าคุณถูกนำตัวไปขัง ผมก็ตามไปช่วยแล้วพาคุณเข้ามาขังไว้ในห้องผมเสียเองเพื่อสอบข้อเท็จจริงจากคุณ”

“บอดี้การ์ดยอมให้คุณพาตัวฉันออกมาจากคุกง่ายๆ หรือ”

อัสมาร์ส่ายหน้า “ไม่หรอก..เขาไม่ยอม เราทะเลาะกันนิดหน่อย แต่สุดท้ายหมอนั่นก็ยอม แต่สั่งให้ทหารทำกรงเหล็กรอบห้องนอนผม”

“อ้อ..” กาเซียพึมพำรับรู้แค่นั้นแล้วไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เขาจับเธอไปขังไว้ในห้องนอน หวังว่าเขาคงไม่ได้ทำอะไรเธอหรอกนะ.. และราวกับอัสมาร์อ่านความคิดหญิงสาวออก เขาพูดว่า

“เปล่า ผมไม่ได้ทำอะไรคุณ..กาเซีย ถ้านั่นคือสิ่งที่คุณกำลังกลัวอยู่ล่ะก็”

กาเซียไหวไหล่ “ขอบคุณที่ยังเป็นสุภาพบุรุษ”

อัสมาร์จ้องตาหญิงสาว “เหตุผลเดียวที่ผมไม่ทำอะไรคุณ...กาเซีย เพราะคุณยืนยันว่าคุณไม่ใช่โรซาลินาเมียผม คุณยืนยันหนักแน่นเสียจนผมหวั่นไหว ถ้าผมไม่เข้าไปเจอจี้เส้นนั้นตกอยู่ในห้องทำงาน ผมก็คงจะหลงเชื่อไปตามคุณแล้ว”

กาเซียคอแข็ง “นี่แปลว่าถ้าฉันยอมรับว่าฉันเป็นเมียคุณ ฉันก็ไม่รอดงั้นสิ”

อัสมาร์หัวเราะ “ผมยึดปณิธานมีเมียเดียวตลอดนะกาเซีย นับตั้งแต่เจอคุณผมไม่เคยว่อกแว่กกับผู้หญิงคนไหนอีกเลยแม้สักนาทีเดียว สายตาและดวงใจผมเป็นของคุณตลอด เพราะงั้นถ้าคุณไม่ใช่เมียผม คุณคิดหรือว่าผมอยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย และตรงกันข้าม ถ้าคุณเป็นเมียผม.. ผู้ชายที่ออกตามหาเมียมานานหลายปี พอได้เจอเมียคุณคิดหรือว่าเขาจะแค่นอนกอดเมียเฉยๆ ไม่เอาน่า..ผมดูเป็นพระอิฐพระปูนขนาดนั้นเชียวหรือ”

กาเซียหน้าแดง เธอไม่ตอบแต่รีบเปลี่ยนเรื่องว่า “ฟังดูน่าซาบซึ้งกับนิยามความรักของคุณ”

“ขอบคุณ แล้วคุณล่ะกาเซีย..คุณรักผมบ้างหรือเปล่า ทำไมถึงจำอะไรที่เกี่ยวกับผมไม่ได้เลย” อัสมาร์ถามน้ำเสียงน้อยใจแกมเจ็บปวด

“ฉันตอบอะไรคุณไม่ได้ ถ้าสมมติฉันเป็นเมียคุณจริงๆ คุณคงทำอะไรให้ฉันเจ็บช้ำมามาก ฉันถึงจำอะไรเกี่ยวกับคุณไม่ได้เลย เพราะดูสิขนาดคุณมายืนอยู่ตรงหน้า บอกเล่าเรื่องราวหมดเปลือกขนาดนี้แล้ว ฉันยังไม่รู้สึกสะกิดใจอะไรเลย”

อัสมาร์อึ้ง เขาคิดตามหญิงสาว แต่ภาพในอดีตช่วงหนึ่งปีที่ใช้ชีวิตร่วมกันมีแต่ความหวานชื่นตลอด ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะทำให้เธอเจ็บช้ำใจ “ไม่มีทางกาเซีย ผมไม่เคยทำอะไรให้คุณโกรธเกลียดขนาดนั้น ตรงกันข้ามผมจำได้ว่าชีวิตรักเราหวานชื่นตลอด จนเป็นที่อิจฉาของพวกเพื่อนฝูงของผม”

“งั้นคุณจะมีคำอธิบายอย่างไร สำหรับความทรงจำในอดีตที่หายไปของฉัน”

อัสมาร์อึ้งอีกคำรบ “ไม่รู้ล่ะกาเซีย จะยังไงคุณก็คือเมียผม ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ไปอีกกี่สิบชื่อคุณก็ยังคือโรสเมียผม คุณไม่สามารถหนีความจริงไปได้หรอก”




..............................................




จบตอน








 

Create Date : 03 กันยายน 2550    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2555 19:41:39 น.
Counter : 276 Pageviews.  

กุหลาบในเปลวไฟ...บทที่ 12



กุหลาบในเปลวไฟ


บทที่ 12...คณิตยา



อัสมาร์ตามห่างๆ ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าถูกลอบติดตาม นึกกังวลกับสิ่งที่ได้ยินจากปากผู้คุมขังมากเกินกว่าจะห่วงใยสวัสดิภาพตัวเอง

‘กามินทร์จะถูกล้างสมองพรุ่งนี้’ อัสมาร์ทวนคำแล้วบดกรามแน่น พระเจ้า.. เขาไม่รู้ว่าอะไรเลวร้ายกว่ากันระหว่างภรรยาเขาซึ่งถูกล้างสมองไปแล้ว กับเพื่อนรักที่กำลังจะถูกล้างสมอง เขารู้แต่ว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ใดขึ้นเลย

อัสมาร์ลอบติดตามมานัสไปจนถึงคุกแดง ไปถึงพบว่ามีสมุนกุหลาบดำสองนายเฝ้าอยู่ปากทางเข้า อัสมาร์เฝ้ารออยู่รอบนอกอยู่พักใหญ่ๆ นานเกือบชั่วโมงกระทั่งคนเฝ้าประตูเริ่มสัปหงก เขาจึงออกจากที่ซ่อน ชายหนุ่มก้าวไปซัดท้ายทอยของสมุนคนหนึ่งด้วยสันมือซึ่งเจ้าตัวล้มฟุบลงทันที สมุนกุหลาบดำอีกคนได้ยินเสียงตุ้บตั้บก็รีบลืมตาตื่นแต่ทว่าไม่ทันคว้าอาวุธปืน เท้าของอัสมาร์ก็เหวี่ยงมาโดนก้านคอเต็มๆ ทำให้ล้มฟุบไปอีกคน อัสมาร์ก้าวไปล้วงปืนของทั้งคู่มาเหน็บข้างกระเป๋ากางเกง ก่อนจะก้าวเข้าไปในคุกแห่งนั้น

คุกแดงหรือคุกเลือด เป็นอาคารสูงชั้นเดียว ชายหนุ่มก้าวเข้าไปคลำปุ่มในตำแหน่งที่จำได้ว่ามานัสกด ประตูเหล็กหนาเปิดกว้าง ทำให้เห็นประตูกรงเหล็กซึ่งกั้นอยู่อีกชั้นด้านใน หน้าประตูล็อคด้วยกุญแจ เขาถอดรองเท้า ก้มหยิบวัสดุอะไรบางอย่างที่มีขนาดเล็กบางออกมาจากซอกด้านในของรองเท้า แล้วจัดการสะเดาะกุญแจ อัสมาร์ใช้เวลาครู่หนึ่งในการขยับลวดเส้นบางๆ แม่กุญแจคลายล็อค จากนั้นเขาก็เปิดประตูกรงเหล็กผลักเข้าไป

คุกแดงเหม็นอับพอๆ กับคุกของฐานบัญชาการอนาเซีย ด้านในสลัวอัสมาร์จึงถือโอกาสนั้นพรางตัวเข้าไปได้โดยง่าย เมื่อเข้าไปถึงเขาเห็นมานัสและสมุนอีกสามนายกำลังนั่งสัปหงก ตัดสินใจจัดการกับมานัสก่อนเป็นคนแรกเพราะนั่งอยู่ใกล้ที่สุด เขาเหวี่ยงเท้าเตะก้านคอมานัส น้ำหนักเท้าหนักหน่วงและแม่นยำ จึงทำให้ร่างหนานั้นล้มคว่ำลงกับพื้นทันที

เสียงศีรษะกระแทกพื้น ปลุกสมุนที่เหลือให้รู้สึกตัวตื่น ต่างเหลียวมองรอบตัวเลิ่กลั่ก เห็นอัสมาร์ลอบเข้ามาในคุกกำลังยืนค้ำร่างของมานัส บรรดาสมุนกุหลาบดำก็สบถยาวเหยียดแล้วกรูเข้าไปรุมทำร้ายอัสมาร์ ทั้งหมัดทั้งเตะหมายประเคนเข้ากลางลำตัวชายหนุ่มแต่อัสมาร์ฉากหลบได้ทันอย่างว่องไว แล้วกระโดดตัวลอยเตะซอกคอสมุนกุหลาบดำคนหนึ่งที่อยู่ตรงข้าม ตามมาด้วยหมัดซ้ายชกเข้าที่ช่องท้องของอีกคน เท้าและหมัดของอัสมาร์รุนแรงและหนักหน่วงทำให้ทั้งคู่เซผงะ

สมุนกุหลาบดำอีกคนเห็นท่าสู้ไม่ไหว เขากระชากมีดออกมากวัดแกว่งตรงหน้าชายหนุ่มก่อนจะกะซวกเข้าหัวใจ แต่เขาพลิ้วตัวหลบแล้วเหวี่ยงเท้าเตะออกไป มีดหลุดจากมืออีกฝ่าย อัสมาร์กระโดดเตะซอกคอสมุนกุหลาบดำคนหนึ่งคนนั้น ตามมาด้วยกำหมัดหนักๆ ชกเข้าที่โหนกแก้ม ฝ่ายนั้นล้มฟุบลงกับพื้นสลบทันที

แล้วจังหวะนั้นสมุนกุหลาบดำหนึ่งในสองคนนั้น ก็เตะเข้าสีข้างเขาดังผลั่ก ก่อนจะคว้ามีดที่หล่นบนพื้นมาแทงอัสมาร์ แต่เขาเบี่ยงตัวหลบ สายตาจึงปะทะเข้ากับสมุนกุหลาบดำอีกคนที่กำลังควักปืนจะเหนี่ยวไกยิง เขารีบเหวี่ยงเท้าเตะข้อมือ ปืนหลุดกระเด็น เขาตามไปซ้ำด้วยการกระโดดเตะซอกคอ แต่อีกคนเข้ามาเตะเขาที่สีข้าง อัสมาร์เซผงะ สมุนคนนั้นร้องอย่างสะใจที่เอาคืนเขาได้

สมุนกุหลาบดำคนหนึ่งก้มเก็บมีดมากะซวกเข้าช่องท้องอัสมาร์ เขาฉากหลบแต่โดนมีดถากสีข้าง ทำให้อัสมาร์หน้าเปลี่ยนสีไปแวบหนึ่ง พยายามไม่สนใจอาการขัดๆ บริเวณสีข้างนั้น เขาพุ่งตัวเข้าไปชกต่อยกับสมุนกุหลาบดำคนนั้น คนหนึ่งมีมีดอีกคนใช้มือเปล่า ต่างผลัดกันสู้ผลัดกันรับกระทั่งอัสมาร์สามารถล้มอีกฝ่ายได้สำเร็จ ตลอดเวลานั้น อัสมาร์ไม่รู้เลยว่าสมุนกุหลาบดำอีกคนเขาฉากหลบไปหลังเสาต้นหนึ่งเพื่อกดปุ่มแจ้งเหตุการณ์ฉุกเฉิน ล้มคว่ำสมุนกุหลาบดำคนนั้นแล้วเขาก็เหลียวหาสมุนกุหลาบดำคนที่เหลือ จังหวะนั้นเขาก็เห็นฝ่ายนั้นหยิบปืนขึ้นมาเหนี่ยวไกยิง ปฏิกิริยาป้องกันตัวทำให้เขารีบกระชากสมุนที่กำลังสลบเหมือดอยู่ขึ้นมากำบัง

การเคลื่อนไหวของอัสมาร์เป็นไปอย่างรวดเร็ว ร่างสมุนกุหลาบดำกระตุกแล้วสิ้นใจตายทันที อัสมาร์ผลักกระเด็นแล้วฉากหลบหลังเสาต้นหนึ่ง แล้วกระชากปืนที่เอวออกมาถือป้องกันตัว ตลอดเวลาที่ต่อสู้นักโทษในคุกเฝ้าดูเหตุการณ์และส่งเสียงร้องเชียร์ตลอดเวลา กระนั้นคุกแดงเป็นคุกที่สร้างด้วยวัสดุเก็บเสียง จึงไม่มีเสียงเล็ดลอดออกไปด้านนอก เขากับสมุนกุหลาบผลัดกันยิงผลัดกันหลบ

ใจจริงอัสมาร์ไม่อยากใช้ปืนฆ่าใคร ไม่อยากแม้กระทั่งให้มีเหตุการณ์นองเลือด แต่เพราะต้องการช่วยกามินทร์ออกไปจากคุกอย่างรวดเร็วก่อนที่สมุนของยาหยังจะแห่กันมาเก็บศพเขา ทำให้ยิงสวนออกไป สมุนกุหลาบดำยิงใส่อัสมาร์หลายนัดแต่พลาดขณะที่อัสสมาร์ยิงสวนออกไปไม่กี่ครั้งแต่โดนจุดสำคัญอีกฝ่ายล้มฟุบทันที อัสมาร์จัดการกับสมุนกุหลาบดำเรียบร้อยแล้วจึงเดินหาเพื่อนตามห้องขังต่างๆ

นักโทษส่งเสียงขอให้เขาช่วยปลดปล่อยออกจากห้องขังแต่เขาไม่อาจทำอย่างนั้นได้ เสี่ยงต่อการเรียกความสนใจของกองกำลังยาหยังเกินไป ลำพังการที่เขาลอบเข้ามาช่วยกามินทร์เขาก็เชื่อว่าภาพจากกล้องวงจรปิดในนี้ซึ่งแม้เขามองไม่เห็นแต่เชื่อว่ามี ก็ส่งสัญญาณภาพไปยังฐานบัญชาการแล้ว อัสมาร์จึงเดินผ่านบรรดานักโทษเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาไล่สำรวจห้องขังทีละห้อง แล้วสายตาไปปะทะกับห้องขังสุดท้ายซึ่งอยู่ใต้หลอดไฟพอดี แสงจากหลอดไฟทำให้เห็นร่างกามินทร์ชัดเจน

กามินทร์หรือในชื่อสายลับ ‘กาสลอง’ กำลังนอนหมดสติอย่างหมดสภาพในห้องขังแคบๆ นั้น เขาอยู่ในชุดนักโทษของกีซาลีซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือดเปอระเปื้อน ใบหน้าและเนื้อตัวสะบักสะบอมพอกัน หน้าบวมปูดโปนมีเลือดแห้งเกรอะกรังเต็มหน้า เนื้อตัวที่โผล่พ้นชายผ้ามีริ้วรอยและบาดแผลของการโดนทำร้าย สภาพของเพื่อนที่ถูกซ้อมอย่างหนักทำให้อัสมาร์ต้องเบือนหน้าอย่างสะท้านใจครู่หนึ่ง สะเทือนใจเพราะรู้สึกผิดที่ส่งเพื่อนมารับเคราะห์กรรมหนนี้ เขาไหว้วานกามินทร์ให้มาสืบเรื่องของภรรยาแต่กลายเป็นว่าเขาส่งเพื่อนมารับเคราะห์

อัสมาร์บดกรามแน่นขณะสะเดาะกุญแจด้วยวัสดุที่ลอบนำมา ผลักประตูห้องขังแล้วเขย่าบ่าเพื่อน กามินทร์กำลังนอนสลบไม่ได้สติแต่พลันที่โดนถูกตัว เขาก็ลืมตาตื่นอย่างคนมีประสาทสัมผัสไว กะพริบตามองอัสมาร์อย่างมึนงงครู่หนึ่ง สายตาพยายามปรับให้ชินกับสภาพรอบตัว

“กามินทร์..ฉันเอง นายเป็นไงบ้าง” อัสมาร์ถามอย่างเสียงห่วงใย

กามินทร์กะพริบตาอีกครา เขายังรู้สึกสะลึมสะลือครึ่งหลับครึ่งตื่น ครู่หนึ่งจึงสามารถปรับสายตาให้ชินกับสภาพรอบตัวได้ แล้วเขาก็จ้องหน้าอัสมาร์อย่างพิศวง เมื่อเช้าเขาถูกเอกซเรย์สมอง ตามมาด้วยการตรวจด้วยเครื่องจับโกหก แล้วจากนั้นก็ถูกซ้อมอย่างหนักเพื่อเค้นหาความจริงถึงสาเหตุที่เขาลอบเข้ามาในฐานบัญชาการกุหลาบดำ พรุ่งนี้เขาจะถูกส่งตัวไปรับการล้างสลองซึ่งถือเป็นโทษสถานหนักที่รองลงมาจากโทษประหารชีวิต

กามินทร์จ้องหน้าที่มีหนวดเครารุงรังของอีกฝ่ายด้วยอาการนิ่วหน้า “นายไม่ใช่อัสมาร์นี่”

“ฉันเอง..กามินทร์” อัสมาร์ย้ำแล้วลดเป็นเสียงกระซิบว่า “ฉันใช้หน้ากากของสมุนกุหลาบดำปลอมเข้ามา”

“อ้อ...” กามินทร์หลุดเสียงรับรู้ได้เพียงแค่นั้นแล้วนิ่งอึ้ง เขารู้สึกโล่งใจและรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นเพื่อนรัก กามินทร์ไม่รู้ตัวเลยว่าเขาเผลอถอนใจออกมาด้วย

“ขอบใจมาก ฉันเลยทำให้นายลำบาก”

“อย่าพูดอย่างนั้นไอ้เสือ ฉันต่างหากที่ทำให้นายลำบาก ลุกไหวไหมเพื่อน” อัสมาร์พูดแล้วพยุงต้นแขนเพื่อน “เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่สมุนยาหยังจะแห่กันมาเก็บศพเรา”

“นายเข้ามาได้ไงอัสมาร์” กามินทร์ถามขณะขยับลุก เขาพยายามไม่สนใจอาการปวดหนึบไปทั่วตัว

อัสมาร์รู้ว่าเพื่อนเจ็บหนักแต่พยายามไม่แสดงอาการให้เขาเห็น ชายหนุ่มจึงรั้งร่างกามินทร์ให้ทิ้งน้ำหนักตัวมาที่เขาให้มากที่สุด แล้วประคองเพื่อนออกไปจากคุกแห่งนั้น

“ก็เข้าทางประตู”

“นายไม่น่าเข้ามาช่วย มันเสี่ยงอันตรายเกินไป”

“แล้วจะรอให้นายเป็นศพก่อนน่ะหรือ..ไอ้เสือ”

“ก็..ไม่ได้หมายความอย่างนั้น แค่จะถูกจับล้างสมอง มันคงไม่ทำให้ถึงกับตาย พูดถึงล้างสมอง...” กามินทร์หันขวับไปมองเพื่อน “ฉันเจอกาเซียแล้ว และรู้แล้วว่าคุณโรสอยู่ที่ไหน”

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงกามินทร์ ฉันรู้หมดแล้ว ฉันรู้แล้วว่าโรสคือกาเซียและเวลานี้สูญเสียความทรงจำ โรสอาจเสียความจำตั้งแต่เหตุการณ์อุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสี่ปีก่อน”

กามินทร์ขมวดคิ้ว “นายรู้ได้ไง..”

อัสมาร์ไม่ตอบ แต่เล่าต่อว่า “ฉันยังรู้อีกว่าโรสถูกทางนี้ป้อนข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับประวัติส่วนตัวเธอ เพราะเหตุนี้เธอถึงจำอะไรฉันไม่ได้ แถมยังหลงเชื่ออย่างผิดๆ อีกว่าเธอเกิดที่ฐานบัญชาการกุหลาบดำแห่งนี้ แต่ที่ฉันยังไม่รู้คือ โรสรอดมาจากเหตุการณ์นั้นได้อย่างไร ฉันเชื่อว่ายาหยังช่วยเมียฉันนะ แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าช่วยวิธีไหน”

“แล้วการที่ยาหยังส่งคุณโรสไปจัดการนาย?”

“ฉันไม่เชื่อว่าพ่อตาจะส่งเธอไปเก็บฉันหรอกนะกามินทร์ ถ้าเขาจะทำอย่างนั้นเขามีโอกาสถมเถโดยไม่ต้องใช้เธอด้วยซ้ำ เพราะงั้นฉันเชื่อว่าเป้าหมายของพ่อตาอยู่ที่ห้องทำงานฉันมากกว่า แต่ฉันยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไร”

กามินทร์มองหน้าเพื่อนยิ้มๆ “นายยอมรับแล้วว่ายาหยังเป็นพ่อตา”

อัสมาร์ถอนใจ “ถ้าเขาเป็นพ่อของโรส แล้วจะไม่ให้ยอมรับว่าเป็นพ่อตา จะให้ยอมรับว่าเป็นอะไร..ไอ้เพื่อน ถึงนาทีนี้ฉันไม่หนีความจริงแล้วนะว่ายาหยังเป็นพ่อแท้ๆ ของโรส ส่วนพ่อทางตะวันออกกลางเป็นแค่พ่อเลี้ยง แม่ยายฉันก็ช่างกระไร หลอกได้กระทั่งโรสกระทั่งฉัน”

“เธออาจมีเหตุผลของเธอ”

“ฉันก็คิดอย่างนั้น เลยไม่อยากคิดอะไรมาก แต่พอยอมรับว่ายาหยังเป็นพ่อแท้ๆ ของโรส มันก็เข้าเค้านะว่าครอบครัวฉันน่าจะอยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุเมื่อสี่ปีก่อนนะ”

กามินทร์อึ้ง “อย่าเพิ่งปักใจเชื่อทั้งหมด สืบดูให้รู้แน่ชัดเสียก่อนเพื่อนแล้วค่อยลงความเห็น”

“ฉันรู้ฉันต้องทำอย่างนั้นแน่”

“แล้วเรื่องคุณโรสถูกล้างสมอง..” กามินทร์พูดไม่ทันจบ อัสมาร์ก็พูดสวนขึ้นว่า

“เรื่องนั้นฉันรู้แล้ว”

กามินทร์มองเพื่อนอย่างทึ่ง “นายรู้ได้ไงอัสมาร์ การข่าวนายดีมาก”

“ก็เพิ่งรู้ตอนเข้ามาในฐานบัญชาการกุหลาบดำนี้แหละ” อัสมาร์พูดแล้วมองหน้าเพื่อน “ตอนที่นายเจอกาเซียครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

“ก็สามสี่วันก่อน”

“งั้นคงเป็นช่วงการที่เธอถูกจับล้างสมอง” เมื่อเห็นกามินทร์พยักหน้า เขาก็ถามต่อว่า “ตอนที่เจอ เธอเป็นไงบ้าง ฉันได้ข่าวว่าเธอสะบักสะบอมมาอย่างหนักตอนหนีออกมาจากฐานบัญชาการอนาเซีย เพราะถูกไอ้สารเลวการิมตามไล่ล่า” ประโยคท้ายอัสมาร์พูดแล้วบดกรามแน่นอย่างคั่งแค้น

เขาแค้นไอ้ห่านั่น และที่สุดนึกแค้นตัวเอง.. เมียคนเดียว กลับดูแลปกป้องไม่ได้ ปล่อยให้เธอถูกรังแกถูกทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า

“เธอถูกทำร้ายมาหรือ?” กามินทร์ถามแล้วนิ่วหน้า “ฉันดูไม่ออกจริงๆ นะอัสมาร์เพราะท่วงท่าเธอดูเป็นปกติมาก ไม่มีอาการแสดงให้เห็นเลยว่าถูกทำร้ายหรือบาดเจ็บกลับมา”

อัสมาร์พยักหน้ารับรู้ ไม่ได้ตอบคำอะไรเพื่อนเพราะบัดนี้เดินมาถึงหน้าคุกแห่งนั้น เขาสอดส่ายสายตามองรอบตัวอย่างระแวดระวังภัย แล้วพากามินทร์อ้อมไปหยุดยืนหลังต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่ง ห่างจากคุกพอสมควร เอ่ยว่า “นายเดินต่อไปเองไหวไหมไอ้เสือ..ฉันมีธุระต้องไปทำต่อ”

“ไปช่วยคุณโรสหรือ”

“ฉันยังไม่รู้ว่าจะไปช่วย หรือจะไปทำให้สถานการณ์ของเธอยุ่งยากหนักขึ้น ฉันรู้แต่ว่าฉันต้องไปเห็นกับตาตัวเองว่าเธอปลอดภัยดี”

“คุณโรสถูกล้างสมอง เธออาจจดจำนายไม่ได้”

“โรสไม่เคยจำฉันได้อยู่แล้วนะกามินทร์ เธอจำฉันไม่ได้ตั้งแต่ครั้งเป็นกาเซียแล้ว เพราะงั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

“ฉันว่านั่นจะยิ่งทำให้สถานการณ์นายน่าเป็นห่วงนะ..เพื่อน”

“ฉันไม่มีทางเลือกนะกามินทร์ อย่าลืมว่านั่นเมียฉัน เพราะงั้นถ้าเธออยากจะเอาชีวิตฉันถึงตาย ฉันก็คงไม่มีทางเลือก” อัสมาร์พูดน้ำเสียงแห้งแล้ง

กามินทร์หัวเราะกับน้ำเสียงแห้งแล้งนั้น แล้วหน้าเหยเกเพราะระบมแผล แต่ยังเย้าอัสมาร์ติดตลกได้ว่า “อย่างนายคงไม่ยอมให้ผู้หญิงคนไหนมาลบเหลี่ยมได้ง่ายๆ หรอก...ไอ้เพื่อนยาก คุณโรสก็คุณโรสเถอะ เผลอๆ ก่อนเธอเข้าถึงตัว นายคงล้มเธอคว่ำบนเตียงแล้ว”

อัสมาร์ทำหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง “นี่ถ้านายใช้น้ำเสียงดูหมิ่นเธออีกนิด ฉันคงล้มนายคว่ำก่อนแน่ไอ้เพื่อนยาก...” อัสมาร์พูดแล้วล้วงหยิบปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอวส่งให้เพื่อน “เอาล่ะไปได้แล้วเพื่อน”

กามินทร์หยิบปืนเหน็บข้างเอว ถามเพื่อนอย่างห่วงใยว่า “อยากให้ฉันไปเป็นเพื่อนไหม นายเองก็บาดเจ็บนะเพื่อน” กามินทร์พูดแล้วลดสายตามองสีข้างของเพื่อน

“ขอบใจไอ้เสือ แต่ฉันไม่ต้องการตัวถ่วงว่ะ.. นายไปได้แล้วกามินทร์ ออกไปทางนี้แล้วเลี้ยวซ้าย สุดทางเดินจะเห็นโรงเก็บฟางข้าว ก้มมองพื้นโรงฟางข้าวจะเห็นช่องลับเชื่อมออกสู่ภายนอก เปิดช่องลับแล้วคลานลอดช่องไป มันจะพานายไปโผล่ถ้ำด้านนอก ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะทะลุไปอีกด้าน แต่นั่นยังไม่ยากเท่ากับตอนออกมาจากถ้ำ นายต้องไต่หน้าผาลงมาเพราะปากถ้ำอยู่ติดกับหน้าผา แต่นั่นฉันเชื่อว่าไม่เกินความสามารถของตำรวจสายลับอย่างนายไปได้” อัสมาร์พูดแล้วหลิ่วตา น้ำเสียงที่พูดล้อเลียนหากในคราวเดียวกันก็เป็นการให้กำลังใจ แล้วเขาก็ถามน้ำเสียงจริงจังว่า “ไหวไหมเพื่อน” อัสมาร์ถามอย่างห่วงใย

กามินทร์พยักหน้า “ฉันจะยังไม่ไปไหน จะรออยู่ที่โรงฟางข้าวนั่นจนกว่านายจะกลับมา” กามินทร์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมกับจ้องหน้าเพื่อน

“นายไม่อยู่ในสถานะจะเป็นตัวถ่วงฉันได้นะ..ไอ้เสือ เพราะงั้นไปซะไม่ต้องรอฉัน จะยังไงก็ไม่ต้องรอได้ยินไหม..กามินทร์” อัสมาร์พูดแล้วบีบแขนเพื่อน “เอาล่ะ..ไปได้แล้วก่อนที่พวกยาหยังจะแห่กันมาเก็บศพ”

กามินทร์มองเพื่อนอย่างอาลัย จนอีกฝ่ายย้ำว่าไม่เป็นไรจริงๆ สามารถเอาตัวรอดได้นั่นล่ะ เขาจึงยอมเดินจากไป อัสมาร์มองจนเพื่อนหายลับสายตาเขาจึงเดินย้อนขึ้นไปทางทิศเหนือ ไม่ได้ไปทางฐานชั้นในซึ่งเป็นเรือนพักของโรซาลินา แต่มุ่งตรงไปยังอาคารบัญชาการซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมของแกนนำกุหลาบดำ

ไปถึงอาคารบัญชาการพบว่ามีชุดคุ้มกันเดินตรวจตราไปมา อัสมาร์จึงเลี่ยงไปใช้เส้นทางหลัง เขาขว้างก้อนหินทำลายกล้องวงจรปิดแล้วจึงสะเดาะกุญแจผลักประตูเข้าไป ลิฟต์ไม่ทำงานเพราะเลยเวลาทำการไปนานแล้ว เขาจึงใช้บันไดแทน เขาออกวิ่งตั้งแต่ชั้นหนึ่งไปถึงชั้นสาม ตลอดทางเขาทำลายกล้องวงจรปิดไปตลอด กระทั่งเข้าไปในห้องบัญชาการ

สิ่งที่สะดุดตาอัสมาร์เป็นลำดับแรกเมื่อผลักประตูเข้าไปคือ ไวท์บอร์ดตรงหน้า เขากดนาฬิกาไฟฉายตรงข้อมือ พบไวท์บอร์ดเขียนด้วยปากกาเมจิกสีน้ำเงินคำว่า ‘วันประกาศอิสระรัฐกีซาลี’ ตามมาด้วยข้อความอะไรสักอย่างเป็นภาษากีซาลีโบราณ เขียนเป็นข้อๆ แต่อัสมาร์อ่านไม่ออกนัก ชายหนุ่มละสายตาไปสำรวจรอบห้องต่อไป ภายในห้องมีอุปกรณ์ไฮเทคพร้อมสรรพ กลางห้องเป็นโต๊ะการประชุมพร้อมด้วยจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่อย่างที่ดูออกว่าเป็นวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ บนโต๊ะทุกตัวยังมีโน้ตบุ๊ก

แล้วอัสมาร์ก็พุ่งสายตาไปยังตู้เก็บเอกสารซึ่งมีเพียงตู้เดียวในห้องนั้น เขาดึงถุงมือจากกระเป๋าเสื้อด้านในมาสวม ก่อนจะเข้าไปสะเดาะกุญแจตู้ เปิดตู้แล้วรื้อแฟ้มมาเปิดอ่านทีละแฟ้ม กระทั่งมาถึงแฟ้มหนึ่งเขียนว่า ‘วันประกาศอิสระรัฐกีซาลี’ ชายหนุ่มรีบพลิกไปอ่านด้านในอย่างรวดเร็ว ด้านในเป็นภาษากีซาลีปัจจุบัน บรรทัดแรกเขียนว่านโยบายเชิงรุกในการยึดแผ่นดินกีซาลีกลับคืน แล้วจากนั้นก็เป็นการแจกแจงนโยบายและมาตรการเป็นข้อๆ

อัสมาร์ซุกเอกสารรายงานการประชุมทั้งปึกนั้นเข้าในอกเสื้อ ถอดนาฬิกาออกซ่อนไว้ใต้โต๊ะพร้อมกับเริ่มตั้งเวลาการทำงาน จากนั้นเขาก็กลับออกไปนอกอาคาร ก้าวออกไปได้ไม่มีก้าว ก็มีกระสุนปืนหลายสิบนัดระรัวยิงใส่ทันที อัสมาร์รีบฉากหลบหลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ต้นหนึ่ง แล้วเขาก็ได้ยินเสียงกรรโชกเป็นภาษากีซาลีดังขึ้นว่า

“มึงถูกล้อมไว้หมดแล้วไอ้ดารุส ยอมออกมามอบตัวเสียดีๆ”

สลับกับเสียงนั้น เขาได้ยินเสียงประกาศดังก้องไปทั่วฐานบัญชาการกุหลาบดำแห่งนั้นว่า “ประกาศสภาวะฉุกเฉิน มีคนร้ายลอบเข้ามาในฐานบัญชาการกุหลาบดำ ตรวจสอบเบื้องต้นชื่อดารุสแต่งกายชุดพื้นเมืองกีซาลี รูปร่างสูง...” จากนั้นเป็นการบรรยายลักษณะหน้าตาและรูปร่างของเขา แล้วเสียงประกาศนั้นก็ดังซ้ำขึ้นอีกครั้งพร้อมกับประโยคที่ว่า “คนร้ายซ่อนตัวอยู่หน้าอาคารบัญชาการกุหลาบดำ ย้ำอีกครั้งคนร้ายซ่อนตัวอยู่หน้าอาคารบัญชาการ โปรดระวัง..”

“ดารุส..กูขอเตือนอีกครั้ง ยอมออกมามอบตัวเสียดีๆ ก่อนที่ข้าจะโกรธไปมากกว่านี้” ยาหยังพูดแล้วส่งสัญญาณให้ลูกน้องตีโอบล้อมต้นไม้ต้นนั้น หากพลันที่ลูกน้องเข้าไปใกล้รัศมีเกินยี่สิบเมตร เสียงปืนก็ยิงโต้ตอบกลับมาทันที พร้อมกับลูกน้องเขาที่ร่วงทีละคนๆ

มันแม่นปืน! ยาหยังนึกอย่างสบถ เขาทำสัญญาณมือให้ลูกน้องระรัวยิงใส่คนที่อยู่หลังต้นไม้อีกครั้ง ทว่าฝ่ายนั้นยิงตอบโต้กลับมาเร็วพอกัน

ยาหยังมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาถูกปลุกกลางดึกด้วยข่าวร้ายที่ว่ามีคนร้ายลอบเข้ามาในฐานกุหลาบดำ ยามินรายงานว่าคนร้ายชื่อดารุส เป็นชาวกีซาลีและสมุนเก่าของขบวนการกุหลาบดำ เข้ามาเพื่อพานักโทษที่ชื่อกาสลองหนีออกไปจากคุก

นั่นแปลว่าคนของเขาหักหลัง!

น่าขำ..คืนนี้เป็นวันชาติและวันก่อตั้งขบวนการกุหลาบดำ ซึ่งเขาถือโอกาสนี้ประกาศเป็นวันประกาศอิสระรัฐกีซาลี สั่งการให้สมุนมือซ้ายขวาออกออกปฏิบัติการระเบิดจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ของประเทศอนาเซีย ทั้งฐานบัญชาการรบ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา คลังอาวุธทุกแห่งรวมตลอดไปถึงที่พำนักของประธานาธิบดีของอนาเซีย โดยให้สั่งให้ออกปฏิบัติการพร้อมกันในทุกจุดในเวลาเดียวกันแบบดาวกระจาย โดยปฏิบัติการที่ว่าเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตีหนึ่งที่ผ่านมา ตอนที่เขากลับไปถึงที่พัก สถานีโทรทัศน์ของกีซาลีซึ่งเป็นสถานีเถื่อนเริ่มออกประกาศข่าวดีเป็นระยะๆ แล้วว่าขบวนการกุหลาบดำปฏิบัติการสำเร็จ

เขาอยู่รอฟังข่าวต่ออีกหลายชั่วโมงกระทั่งรู้สึกง่วงจึงผล็อยหลับไป มาตื่นอีกครั้งก็ด้วยข่าวร้ายของยามินนี้ น่าตลก..เขาตั้งใจโจมตีจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอนาเซียคืนนี้ เพื่อกลับกลายเป็นว่าฐานบัญชาการกุหลาบดำถูกลอบบุกรุกเสียเอง เขาถูกลูบคมและมันซึ่งเป็นลูกน้องเก่าของเขากล้าบุกเข้ามาในถ้ำเสือ!

แล้วยาหยังก็ได้ยินอีกฝ่ายตอบโต้มาว่า

“ถอยออกไป ถ้ายังไม่อยากถูกระเบิดฐานบัญชาการราบเป็นหน้ากลอง ข้าวางระเบิดฐานบัญชาการของเรียบร้อยแล้ว”

ยาหยังชะงัก เหลียวมองบุตรชายซึ่งแอบอยู่หลังอาคารใกล้ๆ กัน

“มันไม่กล้าหรอก แค่ขู่อีกอย่างชุดรักษาความปลอดภัยรายงานเข้ามาแล้วว่าตอนมันเข้ามาไม่มีอาวุธสักชิ้น” ยามินแสดงความเห็น

“ไม่มีอะไร..แล้วทำไมมันยิงตอบโต้เราปังๆ อย่างนั้นล่ะ”

ยามินอึ้ง “อาจเอามาจากในฐานบัญชาการแห่งนี้ ยังไงฝ่ายเราก็ได้เปรียบเพราะมีคนมากกว่า ผมว่าตีโอบล้อมมันเลยครับ”

“แต่เรายังไม่รู้กองกำลังของฝ่ายนั้นนะยามิน มันอาจซุ่มอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งในฐานบัญชาการกุหลาบดำแห่งนี้”

“ถึงซุ่มก็ทำอะไรเราไม่ได้ เชื่อสิพ่อ อนุญาตให้ผมจัดการมันเถอะ อย่าไปเชื่อคำขู่เลย”

ยาหยังนิ่งอย่างประเมินสถานการณ์แล้วเขาก็ถามบุตรชายว่า “กองกำลังเราตอนนี้มีเท่าไหร่”

“ไม่ถึงห้าสิบ พ่อก็รู้ส่วนใหญ่ออกไปปฏิบัติการลับคืนนี้ทั้งหมด อีกส่วนก็ตามไล่กวดไอ้กาสลอง”

ยาหยังพยักหน้า “งั้นต้องระวังให้มากที่สุด อย่าให้อีกฝ่ายรู้เป็นอันขาดว่ากองกำลังเรามีจำกัด สั่งเร่งสมุนผู้หญิงให้มาสมทบหรือยัง”

“นากาสรีกับกาลัดกำลังรวบรวมสมุนผู้หญิงมาสมทบอยู่ ส่วนกาเซีย..ผมบอกให้นากาสรีไม่ต้องตามเธอมาเพราะสุขภาพเธอยังค่อยไม่แข็งแรงดีนัก”

ยาหยังพยักหน้า “ดีแล้ว ไม่ต้องตามมาหรอก ให้พักผ่อนนั่นแหละ” พูดแล้วต้องชะงักแค่นั้นเพราะอีกฝ่ายตะโกนสวนขึ้นมาว่า

“สั่งลูกน้องให้หยุดยิงเดี๋ยวนี้ยาหยัง.. ไม่งั้นข้าระเบิดฐานบัญชาการกุหลาบดำจริงๆ ข้าวางระเบิดไว้แล้ว ถ้าต้องตายก็ตายด้วยกันเถอะ” อัสมาร์ตะโกนเป็นภาษากีซาลี ใจนึกภาวนาให้เพื่อนหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย อัสมาร์เลื่อนมือมาฉีกแขนเสื้อข้างหนึ่งแล้วผูกรัดเหนือหัวไหล่ต้นแขนบริเวณที่ถูกยิงเพื่อห้ามเลือด เมื่อครู่ที่ยิงสวนกันเขาถูกลูกกระสุนถากบริเวณหัวไหล่ จังหวะนั้นสายตาเหลือบไปเห็นสมุนกุหลาบดำสามนายที่ย่องเข้ามาใกล้ เขารีบหยิบปืนยิงโต้ออกไป อัสมาร์ยิงปืนแม่นราวกับจับวางทำให้ทั้งสามคนร่วงลงกับพื้นทันที บริเวณหัวไหล่เริ่มปวดหนึบจนเกือบยกแขนไม่ขึ้นและสีข้างก็รู้สึกขัดๆ ทุกครั้งที่ขยับตัว แต่อัสมาร์พยายามไม่สนใจมัน ยังคงถือปากกระบอกปืนไปทางยาหยังซึ่งหลบอยู่หลังอาคารบัญชาการ

“แกไม่กล้าระเบิดจริงๆ หรอกดารุส” ยามินโต้ออกไป

“ไม่กล้าอะไร..ข้าวางระเบิดในฐานบัญชาการเรียบร้อยแล้ว อีกห้านาทีมันจะเริ่มทำงาน”

ทุกคนอึ้งยาหยังขยับถอยห่างออกมาจากอาคารบัญชาการโดยไม่รู้ตัว นากาสรีและกาลัดที่เพิ่งนำกองกำลังฝ่ายหญิงมาสมทบก็พลอยอึ้งตามไปด้วย เพราะทั่วทั้งฐานบัญชาการกุหลาบดำแห่งนี้ เต็มไปด้วยค่ายกลและกับดักระเบิดมากมาย มันถูกตั้งระบบการทำงานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในห้องบัญชาการ หากอาคารบัญชาการถูกระเบิดตูมขึ้น ก็น่ากลัวว่าจะส่งผลกระทบให้ค่ายกลและระเบิดที่วางซ่อนไว้ตามจุดๆ ของฐานบัญาการกุหลาบดำ เกิดระเบิดตามไปด้วย

ยาหยังมองบุตรชายบุตรสาวอย่างหารือ

กาลัดเอ่ยว่า “คิดว่าเป็นแค่คำขู่”

“ผมว่าเราตีวงเข้าไปดีกว่า” ยามินแนะนำขึ้น

ยาหยังนิ่งคิดอย่างไตร่ตรองครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เอาล่ะ..ส่งสัญญาณให้เด็กๆ เก็บมัน แต่ก็บอกให้พวกเขาถอยห่างออกมาจากอาคารบัญชาการให้มากที่สุดด้วย แล้วประกาศเป็นการภายในให้ทุกคนอยู่ห่างจากสวนหย่อมตามจุดต่างๆ ให้มากที่สุดเพราะถูกวางกับดักระเบิดไว้ พ่อไม่รู้ว่าถ้าอาคารบัญชาการถูกระเบิดจริงๆ ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกตั้งไว้ในนั้นจะรวนจนส่งผลให้ระเบิดลูกอื่นๆ ในฐานระเบิดตามไปด้วยหรือไม่”

ทุกคนอึ้งอีกคำรบ แล้วนากาสรีเอ่ยว่า “จะตัดสินใจบุกหรือถอย รีบออกคำสั่งดีกว่าค่ะพ่อ ก่อนที่คนงานทั้งฐานจะแตกตื่นไปกว่านี้ แค่เสียงประกาศตามสายเมื่อครู่ ทุกบ้านก็หวาดผวากันไปหมดแล้ว”

“เอาล่ะ.. งั้นถ่ายทอดคำสั่งพ่อ สั่งเก็บไอ้ดารุสให้ได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

สิ้นเสียงของยาหยังก็เกิดเสียงระเบิดขึ้นตูมใหญ่ทันที ทุกคนกระโดดหลบและหมอบลงกับพื้นวุ่นวาย จากนั้นก็เกิดความโกลาหลหนักขึ้นเมื่อระเบิดลูกอื่นๆ ที่วางไว้ตามสวนหย่อมก็ดังระเบิดขึ้นสิบกว่าลูกติดๆ กัน อัสมาร์อาศัยช่วงโกลาหลนั้นฉากหลบ ทุกก้าวที่เขาออกวิ่งเสี่ยงกับเสียงบึ้มตลอดเวลา หากกระนั้นชายหนุ่มก็เลือกจะเสี่ยง บอกตัวเองว่าหนีไปตายเอาดาบแน่ ดีกว่าถูกจับทรมานตายในฐานบัญชาการกุหลาบดำแห่งนี้ จุดหมายของเขาคือโรงเก็บฟางข้าว

ยามินเงยหน้าขึ้นมาเห็นพอดี เขาจึงตะโกนสั่งให้ลูกน้องวิ่งตามส่วนตัวเขาเล็งปากกระบอกปืนไปทางร่างสูงนั้น พร้อมกับลั่นไกปืนขึ้น

“ปัง!”

สิ้นเสียงเปรี้ยงอัสมาร์ก็เซถลาไปครู่หนึ่งแล้วเขาก็ออกวิ่งในจังหวะเร็วสม่ำเสมอเช่นเดิม เขาถูกยิงถากๆ บริเวณแขน เป็นแขนข้างเดียวกับที่ถูกยิงถากๆ บริเวณหัวไหล่ไปก่อนหน้านี้ อัสมาร์รู้สึกเสียวปลาบและปวดหนึบขึ้นเรื่อยๆ หากกระนั้นเขาก็ยังออกแรงวิ่งต่อไปโดยมีเสียงปืนตามไล่หลัง จังหวะที่คิดว่าคงหนีไม่ทันแน่แล้ว จึงตัดสินใจเลี้ยวเข้าซอยแห่งหนึ่ง ตัดสินใจกระโดดตัวลอยข้ามรั้วบ้านหลังที่อยู่ใกล้ที่สุด



เสียงกดออดบริเวณหน้าบ้านดังรัวเร็ว แต่คนที่อยู่ในบ้านยังไม่ออกมาเปิดประตู เสียงกดออดจึงถี่และหนักขึ้น นากาสรีหันไปสบตากับยามินและกาลัดอย่างหารือ ยามินยกมือทำท่ากดออดซ้ำ จังหวะนั้นเจ้าของบ้านก็เดินมาเปิดประตูพอดี ยามินมองกาเซียอย่างเสียใจเพราะอีกฝ่ายมีท่าทีงัวเงียราวกับเพิ่งตื่นนอนอย่างเห็นได้ชัด

“ขอโทษทีเซีย” ยามินส่งเสียงขอโทษขอโพยออกไปก่อน

“มีอะไรกันหรือคะ” กาเซียรัดเชือกชุดคลุมให้ผูกเอวแน่นขึ้น แล้วเธอก็เหลือบตาสำรวจทีละคนไล่ตั้งแต่ยามิน นากาสรีไปจนถึงกาลัด เบื้องหลังของพวกเขา คือ สมุนกุหลาบดำหลายสิบคน

“เสียงปืนเสียงระเบิดดังตูมตามออกอย่างนั้นเรายังหลับไหวอีกหรือกาเซีย..ไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนกับอะไรเลยหรือ” นากาสรีถามอย่างประชดแล้วขมวดคิ้วมุ่น มองน้องสาวด้วยสายตาพินิจ แววตาสีนิลฉายแววสงสัยและระแวง หากไม่กล่าวออกมาเป็นคำพูด

“ขอโทษทีค่ะ กลับจากประชุมเซียปวดหัวเลยกินยาแก้ปวด หลังจากนั้นก็หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย ว่าแต่มีใครพอจะอธิบายให้เซียฟังได้บ้างคะว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมถึงต้องยกกองกำลังมาล้อมบ้านเซีย”

ยามินจ้องหน้ากาเซียอย่างค้นหาความจริง ครู่หนึ่งก็ตอบว่า “ขอโทษทีที่ต้องมารบกวนดึกๆ ดื่นๆ อย่างนี้ ครู่ใหญ่ที่ผ่านมามีคนร้ายลอบเข้ามาในฐานบัญชาการ มันช่วยกาสลองแหกคุกหนีไป เราพยายามสะกัดแต่ไม่สำเร็จ คนร้ายวางระเบิดอาคารบัญชาการแล้วมันหนีรอดไปได้ มีคนเห็นมันหนีเข้ามาในบ้านเซีย พวกเราเลยเข้ามาตาม”

กาเซียนิ่วหน้า “มีเหตุการณ์อย่างนี้ด้วยหรือ”

“มันเกิดขึ้นแล้ว” ยามินตอบสั้นๆ

“แล้วทำไมไม่บอกเซีย จะได้ออกไปช่วยอีกคน”

“พวกเราเห็นว่าเซียยังไม่แข็งแรงเลยไม่อยากมาตาม อยากให้เซียได้พักฟื้นจะได้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว ว่าแต่เซียไม่เห็นใครแปลกหน้าเข้ามาในอาณาเขตบ้านเซียบ้างหรือ”

“ไม่นี่คะ” กาเซียตอบแล้วส่ายหน้า “ไม่เห็นอะไรผิดปกติเลย ตื่นมาก็เห็นแต่พวกพี่นี่แหละ”

“ยังไงพวกพี่ก็ต้องเข้าไปค้น” กาลัดเอ่ยขึ้น กาเซียรีบหลีกทางให้ทันที เอ่ยพึมพำว่า “เชิญค่ะ” กาลัดพยักหน้ารับรู้ หันไปส่งสัญญาณมือให้สมุนกุหลาบดำกลุ่มใหญ่ที่ยืนรออยู่ตามเธอกับนากาสรีเข้าไปค้นในบ้าน

บ้านพักหรือเรือนพักรับรองของกาเซียเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น มีสนามหญ้าล้อมรอบแต่ไม่กว้างนักเมื่อเทียบกับของพี่สาวพี่ชายและยาหยัง ถัดจากสนามหญ้าเป็นพุ่มชบาสูงใหญ่ซึ่งปลูดตลอดแนวชิดกับรั้ว กาเซียมองจนสมุนกุหลาบดำคนสุดท้ายหายลับเข้าไปในบ้านแล้ว จึงละสายตากลับมามองยามิน แล้วเธอก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นสูงเมื่อเห็นว่ายามินจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว แววตาส่งคำถามให้เขาเงียบๆ

ยามินจ้องหน้ากาเซียอีกครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยว่า “พี่ต้องขอโทษที่นำกองกำลังมาค้นบ้านเซียดึกๆ ดื่นๆ แต่อย่างที่บอกพี่จำเป็นต้องทำเพื่อความปลอดภัยของเซียและของทุกคนในฐานบัญชาการกุหลาบดำแห่งนี้ พวกเราไม่อาจวางใจปล่อยไว้จนถึงรุ่งเช้าได้เพราะเสี่ยงอันตราย มันอาจหลบซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่งของบ้านเซีย”

“ไม่เป็นไรค่ะ ตามสบายเซียเข้าใจ แล้วนี่ตกลงกาสลองหนีออกไปได้หรือคะ” ความทรงจำของกาเซียเกี่ยวกับนักโทษที่ชื่อกาสลอง มีเพียงว่าเขาเป็นสายลับของอนาเซียที่ปลอมตัวเข้ามาเท่านั้น

“ยังให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ คือพวกพี่ยังตามหามันไม่เจอ พ่อโกรธมากที่ถูกลบเหลี่ยม เซียคงรู้พ่อหวังให้วันนี้เป็นวันประกาศอิสระรัฐกีซาลี เลยส่งหน่วยปฏิบัติการลับออกโจมตียุทธศาสตร์สำคัญทั้งหมดของอนาเซียคืนนี้ กะเป็นการเฉลิมฉลองวันชาติของเรา แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเราถูกลบเหลี่ยมเสียเอง” แล้วยามินก็บอกต่อว่า “พ่อนัดประชุมด่วนพรุ่งนี้เพื่อรับมือ ยังไงเซียก็เข้าประชุมด้วยนะ แปดโมงที่เรือนน้ำชา”

“พวกมันมากันกี่คน”

“เท่าที่เช็คยังเจอแค่คนเดียว แต่พ่อสั่งปิดทางเข้าออกไว้หมดแล้ว”

กาเซียพยักหน้า “อุกอาจ” เธอให้คำจำกัดความสั้นๆ แล้วแสดงความเห็นต่อว่า “พวกมันอาจรู้แผนการณ์พ่อล่วงหน้า”

“พี่ก็อยากคิดอย่างนั้น อยากเชื่อว่าเกลือเป็นหนอนไม่งั้นแผนคงไม่รั่ว แต่น่าแปลกถ้ามันรู้แผนการล่วงหน้า ทำไมถึงสะกัดจุดระเบิดไม่ได้ เซียคงรู้ฝ่ายเราระเบิดจุดสำคัญๆ ของมันได้หลายจุด”

“ค่ะ เซียเห็นข่าวเหมือนกัน”

“นั่นแหละ แล้วนี่อาการเซียเป็นไงบ้าง” ถามแล้วมองหัวไหล่ของหญิงสาว ไม่เห็นอะไรหรอกเพราะอยู่ใต้ชุดคลุมแต่กระนั้นก็พอจินตนาการออกว่าหญิงสาวคงยังไม่หายดีนัก

“ยังระบมอยู่นิดหน่อย”

“แล้วอาการปวดหัว?”

“ก็ดีขึ้นแล้วค่ะ ได้นอนพักก็ดีขึ้น”

“เป็นผลข้างเคียงจากการล้างสมองหรือเปล่า พรุ่งนี้ให้หมอฟาติมาตรวจเช็คสุขภาพหน่อยไหม”

กาเซียส่ายหน้าโดยไม่เสียเวลาคิด “เรื่องของเซียเล็กน้อย เรื่องคนร้ายบุกฐานบัญชาการกุหลาบดำสำคัญกว่า ยังไงหาทางแก้ไขเรื่องนี้ก่อนดีกว่า”

ยามินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “พรุ่งนี้คงต้องซ่อมอาคารต่างๆ เป็นการใหญ่ เพราะมีหลายตึกเสียหายจากแรงระเบิดคราวนี้”

กาเซียพยักหน้ารับรู้ ยามินยังคงยืนคุยกับน้องสาวอีกพักใหญ่ตราบจนนากาสรีเดินนำกองกำลังออกมาและมีกาลัดตบท้าย เขาก็เลิกคิ้วถามขึ้น “เป็นยังไงบ้าง”

“ไม่เจอ” นากาสรีตอบสั้นๆ อย่างเสียอารมณ์

“แต่เด็กมันเห็นคนร้ายลอบเข้ามาในบ้านกาเซียจริงๆ นะ แต่บ้าจริง..ค้นเท่าไหร่ก็ค้นไม่เจอ” กาลัดเสริมขึ้น ยามินรับฟังด้วยอาการนิ่งสงบ เขานิ่งอย่างใช้ความคิดแล้วถามว่า “ค้นดีแล้วใช่ไหม”

“ดีแล้วค่ะ กาลัดสั่งให้เด็กค้นซ้ำสองสามรอบด้วยซ้ำ”

ยามินพยักหน้า “งั้นเราคงต้องรีบย้ายไปค้นที่อื่น” ยามินพูดแล้วหันมาทางกาเซีย “พี่ไปก่อนนะเซียระวังตัวด้วยเผื่อคนร้ายจะย้อนกลับมาอีก ยังไงต้องระวังตัวให้มากตราบใดที่พี่ยังหาตัวคนร้ายไม่ได้ เราก็อย่าเพิ่งวางใจเด็ดขาด”

กาเซียพึมพำตอบรับเบาๆ ยามินเห็นน้องสาวรับคำ เขาก็หันไปทางสมุนกุหลาบดำ สั่งให้แยกย้ายกันออกค้นหาตามบ้านพักและอาคารต่างๆ จนกว่าจะเจอ ทุกคนแยกย้ายตามคำสั่งยามิน กาเซียมองจนพวกเขาหายลับสายตา หญิงสาวจึงปิดล็อครั้วประตูก่อนจะสาวเท้ากลับเข้าไปในบ้าน ใบหน้าสวยเคร่งเครียดขณะเปิดประตูเข้าไป เพื่อเผชิญหน้ากับใครคนหนึ่งซึ่งเธอรู้ว่ากำลังรออยู่หลังประตูบานนี้

อาการงัวเงียและสะลึมสะลือที่แสดงออกเมื่อครู่หายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาโชนแสงเรืองรองแทน





..............................................




จบตอน








 

Create Date : 01 กันยายน 2550    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2555 19:40:59 น.
Counter : 281 Pageviews.  

1  2  3  4  

คณิตยา
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]








รู้จักคณิตยา/คีตฌาณ์

ก้าวสู่โลกแห่งการขีดเขียนในปี 2549 มีผลงานเป็นรูปเล่มกับสนพ.ในเครือสถาพรบุ๊คส์ทั้งหมด 11 เล่ม ไล่ตั้งแต่ รหัสทรชน ทางสายหมอก กุหลาบในเปลวไฟ ฝากรัก...ผ่านซีบ็อกซ์ อริ...ที่รัก บอดี้การ์ด รักเพียงฝัน ตามรักข้ามเวลา ไฟรัก บันทึกแห่งรัก(the Book of Love) มิราเบลล์...ตราบคีตาบรรเลง เป็น 1 ในนิยายชุดแด่เธอที่รัก สาปรัก และใต้ปีกรัก

รหัสทรชน เป็นละครทางช่อง 3 เมื่อปี 2554 แสดงโดย เคน และชมพู่ สร้างโดยค่ายยูม่า และ ไฟรัก ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นภาษาเวียดนาม วางแผงเดือนสิงหาคม 2556



พูดคุย ทักทาย แลกเปลี่ยนความเห็น และติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง fb โดยกดไลค์เป็นแฟนเพจได้ทาง https://www.facebook.com/keetacha?ref=hl ขอบคุณค่ะ

---------------

สวัสดีค่ะ

สืบเนื่องจากมีแฟนคลับนิยายมาสอบถามนิยายเก่าๆ อุ๋ยหลายคน และหลายคนที่อุ๋ยต้องปฏิเสธไปด้วยความเกรงใจอันเนื่องจากนิยายที่อุ๋ยมีเก็บอยู่ก็เหลือน้อยเต็มที ฉะนั้น อุ๋ยขอมาโหวตสำหรับคนสนใจเพื่อพิมพ์ใหม่โดยอุ๋ยจัดพิมพ์เอง โดยถ้าเรื่องไหนถึง 50 เล่ม อุ๋ยค่อยจัดพิมพ์เรื่องนั้น

1.ทางสายหมอก (เรื่องนี้ในเว็บสถาพรบุ๊คขายหมดแล้ว และในท้องตลาดหายากมากๆๆ และเป็นหนึ่งในงานเขียนเก่าๆ ของอุ๋ยที่มีคนถามหามาตลอด และตอนนี้ตามเว็บต่างๆ ก็กลายเป็นของหายาก อุ๋ยไปเจอเว็บหนึ่งขึ้นว่าเป็นนิยายเก็บสะสม จึงขายเต็มราคา 280 บาท ฟังดูน่าปลื้มใจมากๆๆ ป.ล.ถ้ายอดจองถึง 50 จริงๆ อุ๋ยจะเพิ่มบทพิเศษในส่วนของเอียนกับความรักของเขา)

2.อริที่รัก เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่มีแฟนคลับถามหามามาก แต่เว็บไซต์สถาพรบุ๊ค ขายหมดแล้ว แต่ยังคงหาซื้อในเว็บมือสองได้บ้าง (แต่สารภาพ ตัวอุ๋ยเองจะหาซื้อ ยังหาไม่ได้) ถ้ามีคนสนใจยอดจองถึง 50 เล่ม อุ๋ยจะพิมพ์ใหม่ โดยเพิ่มบทพิเศษชีวิตรักของเควินและอลิสาหลังจากมีลูกแฝดแล้ว ไปตามติดชีวิตของดาราฮอลลีวูดดังว่าหลังผ่านชีวิตแต่งงานแล้ว ความรักของเขาจะเข้มขึ้นหรือไม่)

3.ตามรักข้ามเวลา เป็นอีกเรื่องที่เว็บไซต์สถาพรบุ๊ค ขายหมดแล้ว ส่วนเว็บมือสอง จะยังหาได้อยู่หรือไม่ อันนี้อุ๋ยยังไม่ได้สำรวจ แต่สำหรับคนที่สนใจสอบถามงานเขียนเรื่องนี้มา ถ้ามีการจองถึง 50 เล่ม อุ๋ยจะพิมพ์ใหม่โดยเพิ่มบทพิเศษว่าหลังจากที่ธันว์และมินตรา มีลูกด้วยกันแล้ว ชีวิตรักของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง ยังคงอบอุ่นหรือยังคงพัวพันกับเครื่องแมชชีนเครื่องนั้นซึ่งกำลังจะถูกใช้เพื่อเดินทางไปสู่อนาคตหรือไม่....)

4.ไฟรัก ความจริงเรื่องนี้ยังหาซื้อได้ที่เว็บไซต์สถาพรบุ๊คส์ แต่ฉบับที่อุ๋ยมาเปิดจอง จะเป็นฉบับเต็มที่ไม่ตัดทอนฉากเลิฟซีนเลย โดยหากมีจอดจองถึง 50 เล่มถึงจะพิมพ์เพิ่มและจะเพิ่มบทพิเศษว่าหลังจากที่ภาติยะกลับมาคืนดีกับท่านย่าของเขาแล้ว ญาติๆ โดยเฉพาะญาติสาวๆ มีมุมมองต่อเขาอย่างไรบ้าง และแน่นอนชีวิตรักของเขากับแพรไหม จะยังคงแซ่บและร้อนแรงหรือไม่ จะเป็นซีนพิเศษที่เพิ่มเข้ามาในกรณีที่มีการจัดพิมพ์ใหม่)

เบื้องต้นหยั่งเสียงแค่ 4 เล่มก่อนค่า โดยคนที่จะจอง รบกวนทิ้งอีเมลด้วยนะคะ เพราะผลการสำรวจกว่าจะครบ 50 เล่ม อาจจะใช้เวลานาน บางเรื่องอาจจะใช้เวลาเกิน 1 ปีขึ้นไป ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นอุ๋ยจะเมลไปสอบถามซ้ำอีกครั้งก่อนตีพิมพ์ว่า จะยังต้องการอยู่หรือไม่

ป.ล.สำหรับคนที่ต้องการจองเรื่องไหน รบกวนแจ้งที่เดียวคือ

https://www.facebook.com/keetacha

เพื่อง่ายต่อการรวบรวมข้อมูล

ขอบคุณมากค่ะ

คณิตยา/คีตฌาณ์



...................




ตอนนี้อุ๋ยทยอยนำนิยายที่หมดลิขสิทธิ์กับพิมพ์คำไปวางจำหน่ายในรูปแบบ E-book บนเว็บ ebooks และเว็บ Mebmarket ค่ะ

ใต้ปีกรัก...ราคาอีบุ๊ก 179 บาท

บันทึกแห่งรัก...ราคาอีบุ๊ก 255 บาท จากราคาปก 310

ไฟรัก...ราคาอีบุ๊ก 279 บาท จากราคาปก 350 บาท

กุหลาบในเปลวไฟ...ราคาอีบุ๊ก 230 บาท



รหัสทรชน ราคาอีบุ๊ก 200 บาท จากราคา 300 บาท 673 หน้า





ทางสายหมอก ราคาอีบุ๊ก 265 บาท จากราคา 280 บาท 690 หน้า



ฝากรัก...ผ่านซีบ็อกซ์ ราคาอีบุ๊ก 125 บาท จากราคา 180 บาท 360 หน้า



รวมเรื่องสั้น...ฉบับวัยหวาน ราคาอีบุ๊ก 45 บาท จากปก 55 บาท



อริ...ที่รัก ราคาอีุบุ๊ก 195 จากปก 240 บาท



หวานใจ...บอดีการ์ด...ราคาอีบุ๊ก 145 บาท จากปก 180 บาท



รักเพียงฝัน...ราคาอีบุ๊ก 225 จากปก 250 บาท



ตามรักข้ามเวลา...ราคาอีบุ๊ก 240 จากปก 270 บาท





















New Comments
Friends' blogs
[Add คณิตยา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.