สาระน่ารู้เกี่ยวกับ แอร์บ้าน และระบบไฟฟ้าในบ้าน
Group Blog
 
All blogs
 

เบรกเกอร์ที่ใช้กับแอร์



เบรกเกอร์ (Breaker) หรือเรียกอย่างเต็มๆว่า Circuit Breaker เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าในกลุ่มสวิตซ์อัตโนมัติ ที่นำมาใช้ควบคุมการเปิด/ปิดวงจรไฟฟ้า และนอกจากจะใช้เป็นสวิตซ์แล้ว ภายในเบรกเกอร์ก็ยังมีกลไกการทำงานที่สามารถปลดวงจรได้เองอัตโนมัติ เมื่อเกิดสภาวะการใช้ไฟฟ้าเกินพิกัดที่กำหนด (Over load) และเมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจร (Short Circuit)

สำหรับเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ เบรกเกอร์นับว่าเป็นสิ่งที่อยู่ควบคู่กับแอร์มาโดยตลอด แต่กลับเป็นสิ่งที่หลายๆคนมองข้าม และละเลยที่จะให้ความสนใจ วันนี้ weblog KanichiKoong [AC&EE] จึงขอนำเสนอบทความว่าด้วยเรื่องของ "เบรกเกอร์ที่ใช้กับแอร์"


เบรกเกอร์ที่นำมาใช้ควบคุมแอร์ หากไม่ได้มีการกำหนดเป็นกรณีพิเศษ ช่างที่ติดตั้งมักจะนิยมใช้เป็น เซฟตี้เบรกเกอร์ (Safety Breaker) ซึ่งเป็นเบรกเกอร์แบบ 2 Pole มีคุณสมบัติพื้นฐาน สามารถตัดวงจรหรือทริปเมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจร และกรณีที่ใช้กระแสไฟฟ้าเกินพิกัดที่กำหนดไว้

เซฟตี้เบรกเกอร์ จัดว่าเป็นเบรกเกอร์ในกลุ่มที่มีขนาดเฟรมเล็ก ราคาไม่แพง มีขนาดให้เลือกใช้งานตั้งแต่ 5(6), 10, 15(16), 20, 25, 30(32) และ 40 A มีค่าทนกระแสลัดวงจรสูงสุด (IC) =1,500 A (1.5 kA.) 

เนื่องจากเป็นเบรกเกอร์เฟรมเล็ก และค่าทนกระแสลัดวงจร (IC) ที่ไม่มาก ทำให้เซฟตี้เบรกเกอร์ ไม่เหมาะกับการนำมาใช้เป็นเบรกเกอร์ควบคุมระบบไฟฟ้ารวมของอาคารบ้านเรือน แต่เหมาะที่จะนำไปใช้ควบคุมเฉพาะตัวเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือวงจรย่อยที่ใช้กระแสไฟฟ้าไม่มาก







โดยทั่วไปในการติดตั้งแอร์ เซฟตี้เบรกเกอร์ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานอีกหนึ่งอย่าง ที่ได้ถูกรวมไว้ ในรายการอุปกรณ์ประกอบติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ซึ่งก็จะมาพร้อมกับกล่องหรือฝาครอบพลาสติก

งานติดตั้งแอร์ทั่วๆไปนั้น เดิมทีนั้นการเลือกใช้ เซฟตี้ เบรกเกอร์ หลักๆจะมีอยู่ 2 เกรด คือ

เกรดคุณภาพค่อนข้างดี ซึ่งจะพบได้ในกรณีที่เป็นร้านแอร์หรือศูนย์บริการ ที่มีการให้ความสำคัญในเรื่องมาตรฐาน โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ เซฟตี้ เบรกเกอร์ ของ Panasonic ซึ่งเบรกเกอร์แบรนด์นี้ ได้รับความนิยมมานานหลายสิบปี ตั้งแต่สมัยที่ยังคงใช้ชื่อแบรนด์เดิมคือ National 

โดยในปัจจุบัน มีราคาอยู่ที่ตัวละประมาณ 90-100 บาท

และใช้ร่วมกับกล่องฝาครอบพลาสติก ราคาประมาณ 15-20 บาท






เกรดคุณภาพต่ำลงมา ในกรณีนี้มักพบเจอได้จากร้านที่ไม่ใส่ใจรายละเอียดหรือคุณภาพมากนัก และเน้นแต่การลดต้นทุนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการลดต้นทุนที่ว่านี้ก็จะลดในอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ รวมทั้งเบรกเกอร์ด้วย ซึ่งเกรดของ เซฟตี้ เบรกเกอร์ ที่ร้านประเภทนี้เลือกมาใช้ติดให้ลูกค้า จะอยู่ในระดับที่คุณภาพต่ำ และมีราคาถูกถึงถูกมาก

ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ ถ้าเป็น เซฟตี้ เบรกเกอร์ เกรคต่ำลงมา มักจะนิยมใช้เป็นของ TP 79 หรือยี่ห้ออื่นๆที่ราคาใกล้เคียงกับ และบางรายอาจจะใช้เบรกเกอร์ของจีนที่ทำเลียนแบบก็มี

เซฟตี้ เบรกเกอร์ของ TP 79 จะมีรูปทรงภายนอกและสีที่ดูเหมือนกับ เซฟตี้ เบรกเกอร์ Panasonic ถ้าหากผู้ใช้งานทั่วไปไม่สังเกตุก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นของ Panasonic แต่ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเหมือนกัน แต่คุณภาพวัสดุที่ใช้กลับไม่เหมือนกัน เบรกเกอร์ราคาถูกก็ย่อมใช้วัสดุเกรดต่ำลงมาตามราคา 

เซฟตี้เบรกเกอร์ของ TP 79 จะมีราคาประมาณ 50-60 บาท

และก็จะมาพร้อมกล่องฝาครอบพลาสติก ราคาประมาณ 15-20 บาท




ส่วนบางร้านหรือช่างแอร์รายย่อยบางราย ที่เน้นลดต้นทุนลงมาอีก ก็อาจจะใช้เบรกเกอร์เกรดต่ำมาก ซึ่งเป็นสินค้าไม่ได้คุณภาพที่มาจากจีน เพราะในปัจจุบัน เบรกเกอร์จีนแดงพวกนี้ เริ่มจะเข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่ถูกจนน่ากลัว ซึ่งมีราคาขายส่งจากร้านอุปกรณ์ไฟฟ้าบางแห่ง เริ่มต้นที่ตัวละ 20-30 บาท ซึ่งราคาในระดับนี้เรื่องคุณภาพคงไม่มีเหลือให้พูดถึง


แต่ส่วนตัวผู้เขียนเอง เห็นว่าการที่เราจะลงทุนจ่ายแพงขึ้นอีกสักนิด เพื่อซื้อสินค้าที่มีคุณภาพกว่า โดยเฉพาะในการจ่ายแพงกว่าขึ้นมานิดหน่อย เพื่อให้ได้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน ก็จะคุ้มค้าในระยะยาว และก็ทำให้การนำไปใช้งานมีความปลอดภัยมากกว่า

ซึ่งในตอนนี้ผู้เขียนยังให้ของ Panasonic เป็นตัวเลือกที่ยังจัดว่าดีอยู่ แต่ถ้าในวันใด Panasonic ปรับลดคุณภาพลงไปจนรับไม่ได้ ก็คงต้องเลิกคบหาเป็นแน่


สำหรับการเลือกขนาดของเบรกเกอร์ที่ใช้กับแอร์นั้น ให้พิจารณาจากขนาดทำความเย็นของแอร์ ว่ามีขนาดกี่ BTU ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับการเลือกขนาดสายไฟที่จ่ายไฟให้แอร์ ต้องมีขนาดที่เหมาะสมด้วย

โดยส่วนตัวแล้ว การเลือกขนาดเบรกเกอร์และสายไฟของผู้เขียนเอง จะดูในส่วนของความเหมาะสม ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านๆมา เรื่องขนาดสายไฟของแอร์นั้น เห็นควรจะต้องเผื่อไว้ให้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย เพราะแอร์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกเปิดใช้งานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ และจะต้องใช้ไปอีกร่วมสิบปี โดยที่ไม่มีใครมานั่งใส่ใจนึกถึงสายไฟระหว่างที่ใช้งาน 

รวมไปถึงในการติดตั้งแอร์ส่วนใหญ่นั้น แอร์หลายๆรุ่นที่มีการออกแบบให้การต่อสายเมนไฟเข้าไปอยู่ที่ส่วนคอยล์ร้อน การติดตั้งจึงมักจะจะนำสายเมนที่จ่ายไฟให้กับแอร์ติดตั้งร่วมกันกับท่อนำยาแอร์ แล้วพันทั้งหมดรวมไว้ด้วยกันด้วยเทปพันท่อแอร์ และตลอดอายุการใช้งานนั้นมันก็จะอยู่ภายในนั้นร่วมกับท่อแอร์ จึงควรที่จะเผื่อเหลือในเรื่องขนาดสายไฟไว้สักเล็กน้อย แต่ก็ไม่ควรเผือขนาดสายมากเกินเพราะมันเปินการสิ้นเปลืองโดยไม่ใช่เหตุ

สำหรับการเลือกสายไฟ ที่ผู้เขียนและคนรอบข้างนำมักจะไปใช้เป็นเกณฑ์ ก็ดังที่แสดงในตารางข้างล่างนี้






นอกจากนี้ ยังมีหลายๆท่าน มักจะถามผู้เขียนเกี่ยวกับเบรกเกอร์แอร์ โดยที่แต่ละท่านถามมานั้นก็จะเป็นคำถามเกี่ยวกับเบรกเกอร์แอร์ แต่ก็จะมีประเด็นในเรื่องที่แตกต่างกันไป และในส่วนนี้ผู้เขียนจะขอหยิบยกเอาตัวอย่างคำถามหลักๆ ที่เจอถามกันบ่อยๆมาอธิบายให้ฟัง ต่อไปนี้



- บ้านโครงการมีการเดินสายไฟโดยให้เบรกเกอร์แอร์แต่ละห้อง ไปรวมอยู่ที่ตู้เดียวกันต้องติดเบรกเกอร์แอร์เพิ่มที่แต่ละห้องหรือไม่ ?

กรณีเป็นบ้านโครงการหมู่บ้านจัดสรรค์ ปัจจุบันบ้านโครงการพวกนี้หรืออาคารอื่นๆที่ก่อสร้างใหม่ นิยมเอาเบรกเกอร์ที่ควบคุมแอร์ในห้องต่างๆ มาติดตั้งเรียงรวมกันไว้ในตู้ควบคุมไฟฟ้า Consumer Unit , Load Center เพราะว่าการนำไปรวมไว้ภายในตู้เดียวกัน ทำให้สามารถทำงานงาย และงานออกมาเรียบร้อยไม่ต้องตามเก็บหลายจุด

ซึ่งถ้าหากบ้านใครที่เป็นเช่นนี้แล้ว ก็ให้แล้วไป ไม่ต้องไปแก้ไขเพิ่มเพราะจะเป็นการยุ่งยากและงานบานปลาย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการติดตั้งแบบเดินสายไฟฝังผนัง ดังนั้นในการติดเบรกเกอร์ย่อยให้แอร์ตามห้องต่างๆ ก็ย่อมต้องมีการเพิ่มสายไฟนอกเหนือจากของเดิมที่มี และเพื่อความสวยงามก็อาจจะต้องกรีดผนัง-รื้อฝ้า มีงานปูน งานสี งานฝ้า รออยู่อีกมากนอกเหนือจากงานไฟฟ้า 

แต่ถ้าใครไม่ติดขัดเรื่องงบ และงานที่มีหลายขั้นตอน หากอยากจะแยกจริงๆ ก็สามารถทำได้ 

แต่หากถามว่า กรณีนี้จำเป็นจะต้องมาติดแยกเพิ่มที่ในห้องต่างๆอีกหรือเปล่า ก็ตอบได้เลยว่า "ไม่จำเป็น"






- จากคำถามข้างบน หากเบรกเกอร์แอร์แต่ละห้องทุกตัวรวมไว้ที่ตู้ควบคุมไฟฟ้า การไปเปิดปิดอาจจะไม่สะดวก วิธีแก้ควรทำเช่นใด ?

กรณีนี้ เพื่อความสะดวกแนะนำให้ควรแยกว่า แอร์ของห้องหรือของส่วนไหนบ้างต้องเปิดใช้งานเป็นประจำทุกวัน และเครื่องไหนที่นานๆจะได้เปิดใช้สักครั้ง

และสำหรับแอร์ที่เปิดใช้งานเป็นประจำทุกๆวัน อย่างเช่นแอร์ห้องนอน ที่ในทุกๆวันต้องเปิดตั้งแต่ตอนค่ำไปปิดอีกครั้งตอนเช้าของอีกวัน หากไม่สะดวกที่จะเดินไปปิด-เปิดเบรกเกอร์แอร์เครื่องนี้ ที่ตู้ควบคุมไฟฟ้า ก็แนะนำว่าปิดด้วยรีโมทอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว

และสำหรับแอร์ที่นานๆจะเปิดสักครั้งเช่นแอร์ห้องนอนแขกหรือห้องนอนญาติผู้ใหญ่ ที่นานๆท่านจะมาพักสักครั้ง รวมถึงแอร์ห้องรับแขกที่อาจจะเปิดเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดที่ไม่ได้ไปทำงาน ซึ่งในวันธรรมดานั้นไม่ได้มีการใช้เลย อันนี้สมควรที่จะปิดเบรกเกอร์หลังจากที่ใช้เสร็จ แล้วจะใช้งานเมื่อไหร่ก็ค่อยเดินไปเปิดที่ตู้ควบคุมไฟฟ้า

หรือถ้าในวันใดมีพายุฝนฟ้าคะนองก็ควรจะปิดเบรกเกอร์เพื่อป้องกันเบื้องต้น


ส่วนตัวผู้เขียนเองก็ขอแชร์ประสบการณ์ด้านนี้ในการใช้งานเอง ซึ่งก็เป็นลักษณะการใช้งานในอีกมุมหนึ่ง

ซึ่งโดยส่วนตัวนั้น ที่บ้านหลังปัจจุบันรวมทั้งที่อาคารสำนักงานร้านค้า ผู้เขียนได้ออกแบบระบบไฟฟ้าด้วยตนเอง ในตอนออกแบบก็กำหนดให้เบรกเกอร์ย่อยที่ใช้ควบคุมแอร์แต่ละเครื่อง ไปรวมไว้ในที่เดียว ซึ่งจะเป็นตู้ Load Center ที่ใช้เป็นแผงควบคุมยอยในแต่ละชั้น ในนี้ก็จะมีวงจรย่อยของแอร์ แสงสว่าง เต้ารับ และอื่นๆรวมอยู่ด้วยกัน

และในการใช้งานประจำวัน ของที่สำนักงานก็จะมาเปิดตัวที่ใช้ประจำในทุกๆเช้า และพอเสร็จงานทุกเย็นก็ไล่ปิดเบรกเกอร์แอร์ทุกอัน รวมทั้งเบรกเกอร์วงจรอื่นๆที่ไม่ต้องใช้แล้ว

แต่ในส่วนที่บ้านผู้เขียนเอง เบรกเกอร์แอร์ห้องอื่นๆไม่ค่อยได้ใช้ประจำก็จะปิดเอาไว้หมด ยกเว้นเบรกเกอร์แอร์ของห้องนอนจะไม่เคยปิดเลย จะปิดก็ต่อเมื่อกรณีที่จะไปต่างจังหวัดหรือไม่มีใครอยู่บ้านหลายวัน ส่วนเหตุผลที่ผู้เขียนไม่ปิดเบรกเกอร์แอร์ห้องนอนเลย เพราะมันก็ต้องใช้งานประจำทุกวันอยู่แล้วจึงไม่ปิด และอีกเหตุผลก็เพื่อต้องการให้คอมเพรสเซอร์ทำงานทันทีที่กดรีโมทเปิดแอร์ การปิดแอร์ด้วยการปิดเบรกเกอร์ตามนั้น เมื่อมาเปิดเบรกเกอร์และกดรีโมทเปิดแอร์ จะต้องรอหน่วงเวลาคอมเพรสเซอร์ 3-5 นาที ทำให้ห้องเย็นช้ารู้สึกไม่ค่อยทันใจเวลาที่กลับมาเหนื่อยๆ 

และอีกกรณีหนึ่ง หากใครที่ใช้แอร์เป็นระบบอินเวอร์เตอร์ เหมือนที่ผู้เขียนเองใช้อยู่ในห้องนอนนั้น ทางที่ดีแนะนำว่าควรสังเกตรูปแบบการทำงานของแอร์ที่ใช้ด้วย เพราะแอร์อินเวอร์เตอร์ในบางรุ่น เมื่อเรากดปิดแอร์จากรีโมท แม้ชุดคอยล์เย็นในห้องจะปิดแล้ว แต่ระบบควบคุมมันจะยังสั่งการให้พัดลมที่ชุดคอยล์ร้อนนอกบ้านทำงานต่อไปสักระยะ เพื่อระบายความร้อนที่ยังคงสะสมอยู่ เป็นการยืดอายุให้กับส่วนควบคุมระบบอินเวอร์เตอร์




- ใช้สวิตซ์เปิดปิดไฟธรรมดา มาควบคุมแอร์แทนเบรกเกอร์ได้ไหม?

การใช้สวิตซ์เปิดปิดหลอดไฟแบบธรรมดา มาควบคุมแอร์แทนเบรกเกอร์ ตัวอย่างเช่นการนำสวิตซ์เปิดปิดไฟ ถ้าเป็นสวิทช์ไฟของที่มีคุณภาพ ก็จะมีพิกัดทนกระแสได้ถึง 16 A ซึ่งหากจะนำสวิทช์ไฟแบบนี้มาควบคุมเครื่องปรับอากาศ ขนาดไม่เกิน 18000 BTU หากพิจารณาจากข้อมูลทางเทคนิค ก็อาจจะดูแล้วเห็นว่าสามารถทำได้ เพราะแอร์ระดับนี้มีอัตราการกินกระแสที่น้อยกว่าพิกัดสูงสุดของสวิตซ์

แต่ในความเป็นจริง ผู้เขียนไม่อยากแนะนำให้นำสวิตซ์แบบเปิดปิดไฟทั่วไป มาใช้ควบคุมแอร์แทนเบรกเกอร์ เนื่องจากมันดูไม่ค่อยเหมาะสม จริงอยู่ที่กระแสใช้งานอยู่ในระดับที่สวิตซ์เอาอยู่ แต่แอร์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ใช้มอเตอร์ ซึ่งเมื่อมีการตัดต่อวงจรขณะมอเตอร์ทำงาน ก็อาจจะทำให้กระแสไฟฟ้าเกิดสภาวะกระชาก 

และสวิตซ์เปิดปิดไฟแบบธรรมดา หากนำมาใช้ควบคุมแอร์โดยตรง ตัวสวิตซ์มักมีอายุการใช้งานไม่นานก็มีปัญหาต้องเปลี่ยนใหม่ 

แต่เหตุผลที่บางท่านอยากใช้สวิตซ์เปิดปิดไฟแบบธรรมดาแทนเบรกเกอร์นั้น ก็เพื่อเหตุผลด้านความสวยงาม เนื่องจากไม่อยากให้มีเบรกเกอร์ที่อยู่ในกล่องติดลอยเหมือนที่ใช้ทั่วไป

ซึ่งไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องความสวยงาม เพราะเดี๋ยวนี้ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเขามีอีกทางเลือกมาให้ ในกรณีดังกล่าวแล้วคือใช้หน้ากาก และชุดประกอบเบรกเกอร์แบบติดฝัง ซึ่งมีขนาดหน้ากากเท่ากันกับหน้ากากสวิตซ์เปิดปิดไฟแบบธรรมดาทั่วไป และสามารถนำมาติดตังฝังเข้าไปในผนังตามรูปแบบที่ติดตั้งสวิตซ์และเต้ารับได้ด้วย











 

Create Date : 08 กันยายน 2556    
Last Update : 14 กันยายน 2558 7:57:25 น.
Counter : 58813 Pageviews.  

ติดแอร์ใหม่...แต่ไม่ได้ทำการ แวคคั่มระบบด้วยปั๊มสุญญากาศ


ช่วงหน้าร้อนของทุกๆปีจะเป็นช่วงที่วงการเครื่องปรับอากาศคึกคักมากที่สุด ยิ่งมาในปีนี้ (พ.ศ.2556) อากาศดูเหมือนจะร้อนขึ้นกว่าปีก่อนๆส่งผลให้ชีวิตคนเมืองส่วนใหญ่ แทบจะอยู่ไม่ได้ในช่วงกลางวันถ้าขาดเครื่องปรับอากาศหรือแอร์

เพราะอากาศมันช่างร้อนระอุเหลือเกินถ้าอยู่ตามชนบทก็คงจะออกไปหากิจกรรมคลายร้อนนอกบ้านได้ไม่ยากแต่สำหรับชีวิตคนเมืองที่ต้องทำงานอยู่ทั้งวันแถมอากาศข้างนอกก็รายล้อมไปด้วยมลพิษและความร้อนระอุที่พึงสุดท้ายของชีวิตคนเมืองคงจะหนีไม่พ้นเครื่องปรับอากาศหรือแอร์




ความต้องการเครื่องปรับอากาศในช่วงนี้ถือว่าสูงมากๆร้านแอร์ทั้งหลาย โดยเฉพาะถ้าเป็นร้านแอร์ขนาดใหญ่ ที่ทั้งจำหน่ายและรับติดตั้งช่วงนี้ก็จัดว่าเป็นช่วงรับทรัพย์กันถ้วนหน้า ทางด้านช่างแอร์ก็ต่างมีคิวงานแน่นจนแทบจะหาเวลาว่างกันไม่ได้เลย

ด้วยความต้องการเครื่องปรับอากาศที่มีมากมายในช่วงนี้ทำให้ช่างแอร์บางคนอาจจะใช้วิธีลัดเพื่อให้ขั้นตอนในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศถูกรวบรัดตัดตอนให้ใช้เวลาน้อยลงไปจากเดิมเพื่อจะได้รีบไปให้บริการลูกค้ารายต่อไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่มักจะถูกข้ามหรือตัดออกไป ในระหว่างการดำเนินการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเครื่องใหม่ ขั้นตอนที่มักถูกข้ามหรือตัดออกไป คือขั้นตอนของการทำสุญญากาศในระบบเครื่องปรับอากาศ ด้วยปั๊มสุญญากาศ Vacuum Pump หรือขั้นตอนที่ในวงการเครื่องปรับอากาศเรียกว่า "การแวคคั่ม"




ช่วงหน้าร้อนนี้ ผู้เขียนได้รับคำถามหนึ่งจากผู้ใช้ทางบ้าน เป็นคำถามในแนวเดียวกัน ที่ถูกถามมาจากผู้ใช้หลายท่าน ผ่านทางหลายๆช่องทาง

ซึ่งคำถามที่ว่านี้ เป็นคำถามที่เกิดขึ้นจาก...การติดตั้งแอร์ใหม่ แต่ช่างที่มาดำเนินการไม่ได้ทำสูญญากาศด้วยปั๊มสูญญากาศ

ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ถามคำถามแนวนี้เข้ามาหลายท่าน ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเป็นห่วงไม่ใช่น้อย เพราะช่วงนี้นับว่าเป็นคิวทองของช่างแอร์ส่วนใหญ่ ซึ่งมีงานเข้ามาเยอะมาก งานที่มีเข้ามามากอาจทำให้ช่างแอร์บางราย เร่งรีบในการทำงานมากจนเกินไป จนทำให้ต้องข้ามขั้นตอนในการติดตั้งไป เพื่อร่นระยะเวลาให้ใช้เวลาน้อยลงและเสร็จงานเร็วขึ้นในแต่ละที่

การข้ามขั้นตอนที่สำคัญ อย่างขั้นตอนการทำสูญญากาศด้วยปั๊มสูญากาศ นับว่ามีความเสียงสูงในการใช้งานระยะยาว 

เพราะในระบบทำความเย็นแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็น เครื่องปรับอากาศที่ใช้กันในอาคารบ้านเรือน , เครื่องปรับอากาศรถยนตร์ หรือในตู้เย็น ตู้แช่ ก่อนที่จะจ่ายสารทำความเย็นให้เข้าสู่ระบบ จะต้องมีการดูดอากาศออกจากระบบด้วยวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสม หากอากาศไม่ถูกนำออกไปจากระบบอย่างถูกวิธี จะมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำความเย็น และอายุการใช้งานที่สั้นลง

เพื่อให้ผู้บริโภค ได้รู้ทันช่างแอร์(ส่วนน้อย)ที่มักง่าย ผู้เขียนเลยขอหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนเป็นบทความชุดนี้


อันดับแรก สำหรับหลายๆคนที่อาจจะยังไม่เข้าใจ ว่าการทำสุญญากาศในระบบเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ คืออะไร และต้องทำไปเพื่ออะไร 

ซึ่งผู้เขียนก็จะขออธิบายเรื่องการทำสุญญากาศ ให้โดยคร่าวๆ


การทำสุญญากาศ หรือการแวคคั่ม Vacuum เป็นขั้นตอนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ การทำสุญญากาศจัดว่าเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ซึ่งขั้นตอนของการทำสูญญากาศเป็นสิ่งที่จำเป็นในงานระบบเครื่องทำความเย็นแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นระบบทำความเย็นของตู้เย็น-ตู้แช่ หรือระบบปรับอากาศในรถยนต์ การทำสุญญากาศถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นทั้งสิ้น และในระบบของเครื่องปรับอากาศที่ติดตั้งในอาคารบ้านเรือน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก อย่างเช่น 9000 BTU ไปจนถึงขนาดใหญ่ที่มีกำลังทำความเย็นเป็นแสน BTU ก็ต้องมีการทำสุญญากาศภายในระบบ

การทำสุญญากาศในระบบทำความเย็น มีจุดประสงค์ก็เพื่อต้องการนำเอาอากาศและความชื้นที่เข้าไปในระบบ(ในที่นี้คือท่อนำสารทำความเย็น)ออกไปทิ้งนอกระบบ ก่อนที่สารทำความเย็นจะถูกปล่อยเข้าสู่ระบบและเริ่มทำงาน

อากาศและความชื้นที่เข้าไปในระบบ ส่วนใหญ่จะเข้ามาในระหว่างที่ดำเนินการติดตั้ง เพราะในขณะที่ทำการติดตั้งและเดินท่อ เราไม่สามารถสร้างสภาวะแวดล้อมโดยรอบให้เป็นสุญญากาศได้ ระหว่างติดตั้งอากาศที่อยู่ในบริเวณนั้นจึงเข้าไปภายในท่อนำสารทำความเย็น ทำให้เราต้องมาดำเนินการทำสุญญากาศในภายหลัง เพื่อนำเอาอากาศที่เข้าไปก่อนหน้านี้ออกมาทิ้ง

เหตุผลที่ไม่ต้องการให้มีอากาศอยู่ในระบบทำความเย็น ก็เพราะ...อากาศที่เข้าไปในระบบทำความเย็นก็คืออากาศที่เราหายใจเข้าไปนั่นเอง ซึ่งโดยทั่วไปในอากาศก็จะประกอบด้วย แก๊สไนโตรเจนประมาณร้อยละ 78 แก๊สออกซิเจนประมาณร้อยละ 21 และแก๊สอาร์กอนประมาณร้อยละ 0.93 แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ประมารร้อยละ 0.03 นอกจากนั้นอีกประมาณร้อยละ 0.04 เป็นแก๊สอื่นๆตามปกติแล้วจะไม่มีอากาศแห้ง เนื่องจากอากาศทั่วๆไปเป็นอากาศชื้นที่มีไอน้ำปนอยู่ มีความชื้นที่ปนอยู่ก็คือละอองไอน้ำขนาดเล็กที่เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า 



ความชื้นจัดว่าเป็นตัวปัญหา หากมันเข้าไปอยู่ภายในระบบทำความเย็น และไม่ได้ถูกนำออกมาด้วยวิธีที่ถูกต้อง ความชื้นมีหน่วยวัดเป็นไมครอน ความชื้นในระบบที่ยอมรับได้จะต้องต่ำกว่า 200 ไมครอน แต่หากความชื้นยังคงหลงเหลือในระบบมากกว่ากำหนด ก็จะเกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง เช่น 


อันดับแรกสุดคือ ความชี้นที่หลงเหลืออยู่ในระบบทำความเย็น เป็นตัวขัดขวางประสิทธิภาะในการทำความเย็น ทำให้เครื่องทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ


และเมื่อความชื้นที่หลงเหลืออยู่ในระบบ ไปเจอกับสารทำความเย็นในระบบก็จะทำปฏิกิริยากัน จนเกิดเป็น กรดไฮโดรคลอริค ซึ่งมีสภาพเป็นกรดเกลือที่สามารถกัดกร่อนโลหะต่างๆได้ ซึ่งจะเป็นอันตรายกับระบบท่อนำสารทำความเย็น อีกทั้งน้ำมันหล่อลื่นที่อยู่ในระบบซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวหล่อลื่นชิ้นส่วนกลไกลภายในคอมเพรสเซอร์ ตัวน้ำมันหล่อลื่นเองยังมีคุณสมบัติในการดูดความชื้นได้ดี และเมื่อมาเจอกับกรดไฮโดรคลอริค น้ำมันหล่อลื่นก็จะมีความหนืดมากขึ้น จนอาจก่อตัวเป็นตะกรัน ส่งผลให้ความสามารถในการหล่อลื่นของน้ำมันลดลงอย่างมาก และทำให้คอมเพรสเซอร์มีอายุการใช้งานที่สั้นลง


ความชื้นที่มีอยู่ในระบบทำความเย็นหากมีอยู่ในปริมาณมากพอก็อาจจะทำให้ระบบอุดตันได้ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพรา...เมื่อคอมเพรสเซอร์ทำงานสารทำความเย็นที่ถูกอัดออกมาก็จะเดินทางเข้ามาแผงควบแน่น(แผงคอยล์ร้อน)และออกจากแผงคอยล์ร้อนไปยังตัวควบคุมสารทำความเย็น

สำหรับในตู้เย็น-ตู้แช่และเครื่องปรับอากาศภายในอาคารบ้านเรือน ตัวควบคุมสารทำความเย็นที่ใช้ เรียกว่า Capillary tube หรือท่อรูเข็มซึ่งเป็นท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กมาก และเมื่อสารทำความเย็นไหลผ่าน Capillary tube ก็จะเกิดการระเหยหรือเข้าสู่กระบวนการเกิดความเย็นทันทีสารทำความเย็นที่ระเหยในระบบ จะมีอุณหภูมิต่ำมากและถ้ามีความชื้นหลงเหลือในระบบมากพอความชื้นเหล่านั้นก็จะจับตัวกันเป็นผลึกน้ำแข็ง และอาจทำให้ Capillary tube เกิดการอุดตันและในที่สุดกระบวนการทำความเย็นก็จะหยุดชะงัก



ภาพ Capillary tube หรือ ท่อรูเข็ม



เบื้องต้นก็ได้ทราบกันไปแล้ว ว่าอากาศและความชื้น เป็นสิ่งที่ไม่เป็นมิตรกับระบบทำความเย็น หากอากาศและความชื้นที่มีอยู่ในระบบ ไม่ได้รับการกำจัดออกอย่างถูกวิธี ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายได้

แต่การจะนำพาอากาศออกไปจากระบบทำความเย็น เพื่อให้อากาศและความชื้นถูกนำออกไปอย่างสมบูรณ์ จะต้องทำอย่างถูกต้องตามขั้นตอน โดยใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ และปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยใช้ระยะเวลาอย่างเหมาะสม


วิธีการนำอากาศและความชื้นออกจากระบบทำความเย็น วิธีที่ถูกต้องที่สุดคือการดูดอากาศออกโดยใช้เครื่องทำสุญญากาศ หรือปั๊มทำสุญญากาศ Vacuum Pump ซึ่งวิธีนี้นับว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การดูดอากาศออกจากระบบโดยใช้ปั๊มทำสุญญากาศเป็นวิธีการมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป และมีใช้กันมานานแล้ว




ขั้นตอนหลักๆในการทำสุญญากาศด้วยปั๊มสุญญากาศ หรือการแวคคั่ม Vacuum

ในเครื่องปรับอากาศรุ่นปัจจุบัน สำหรับเครื่องที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ทางผู้ผลิตได้ทำการอัดสารทำความเย็นมาให้จากโรงงานเรียบร้อยแล้ว โดยบรรจุในชุดคอยล์ร้อน Condensing Unit โดยมีปริมาณเพียงพอต่อการติดตั้งใช้งานด้วยท่อที่ให้มาพร้อมเครื่อง (ส่วนใหญ่จะให้มายาว 4 เมตร)

หลังจากติดตั้งตัวเครื่องเสร็จ และได้เดินท่อนำสารทำความเย็นรวมถึงเชื่อมต่อระบบเสร็จแล้ว ก่อนที่จะเปิดวาล์วให้สารทำความเย็นไหลเข้าระบบ ต้องมีการทำสุญญากาศในส่วนของท่อที่ได้ติดตั้งไว้ก่อน จึงจะปล่อยสารทำความเย็นเข้าระบบได้

การทำสุญญากาศ หรือการดูดอากาศออกจากระบบ หลักๆที่ต้องใช้คือ ปั๊มทำสุญญากาศ Vacuum Pump และ เกจแมนิโฟลด์ หรือเกจวัดน้ำยา




เครื่องทำสุญญากาศ Vacuum Pump สำหรับงานระบบทำความเย็นมี 2 ชนิด


1. เครื่องทำสุญญากาศแบบธรรมดา (Low Vacuum Pump) ใช้สำหรับดูดอากาศเพื่อทำสุญญากาศในระบบทำความเย็นทั่วไป เป็นแบบที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยก่อน อีกทั้งตัวเครื่องยังมีราคาถูก และเพียงพอต่อความต้องการในการใช้ทำสุญญากาศให้กับระบบทำความเย็นทั่วๆไป เครื่องทำสุญญากาศแบบธรรมดานี้จะมีความสามารถในการดูดอากาศให้เป็นสุญญากาศ ได้ต่ำสุดที่ 25-27 inHg (นิ้วปรอท) ซึ่งยังไม่ถึงขั้นที่เป็นสุญญากาศที่สมบูรณ์ (0 abs) แต่ก็ถือว่าเพียงพอในงานเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ แบบทั่วๆไป

ภายหลังจากการทำสูญญากาศด้วยปั๊มสูญญากาศแบบธรรมดา ความชื้นในระบบจะยังคงมีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็มีเหลืออยู่ในปริมณที่ไม่มาก ซึ่งความชื้นที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย จะถูกจัดการด้วยอุปกรณ์ที่มีชื่อว่า Dryer Filter ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการกรองสิ่งแปลกปลอมและดูดความชื้นในระบบเครื่องปรับอากาศ





2. เครื่องทำสุญญากาศแบบประสิทธิภาพสูง (High Vacuum Pump) เป็นเครื่องทำสุญญากาศที่มีประสิทธิภาพในการดูดสูง สามารถดูดอากาศออกจากระบบ ทำให้ระบบเป็นสุญญากาศได้ในระดับที่ตำไปกว่า 29-30 inHg (นิ้วปรอท) ซึ่งในระดับนี้เป็นระดับที่ต่ำมากๆจนถึงระดับที่เป็นสุญญากาศที่สมบูรณ์ (0 abs) ซึ่งเมื่อในระบบเป็นสุญญากาศที่สมบูรณ์ ความชึ้นและไอน้ำใน จะกลายเป็นแก๊สและถูกดูดออกไปจนแทบจะไม่มีความชื้นเหลืออยู่อีกเลย เครื่องแบบประสิทธิภาพสูงนี้ สามารถนำมาใช้กับงานระบบทำความเย็นได้ทุกประเภท แต่ตัวเครื่องมีราคาค่อนข้างแพง ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องแบบนี้ในงานที่เป็นกรณีเฉพาะ หรือมีใช้ในศูนย์บริการขนาดใหญ่ที่มีการเข้มงวดสูงในด้านมาตรฐานการให้บริการ



ในส่วนของระยะเวลาในการเดินเครื่องทำสุญญากาศ ส่วนใหญ่ให้อิงตามคู่มือการติดตั้งที่แนบมากับเครื่อง แต่ทั้งนี้จะอิงตามเวลาที่ผู้ผลิตแจ้งมาเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะบางครั้งเครื่องทำสุญญากาศที่ใช้ ก็อาจมีกำลังในการดูดที่ไม่เท่ากัน ควรใช้การสังเกตค่าที่แสดงบนเกจแมนิโฟลด์ ซึ่งระหว่าที่ทำสุญญากาศ ค่าที่แสดงต้องอยู่ในสเกลที่บอกค่าสุญญากาศ ซึ่งมีหน่วยเป็น inHg (นิ้วปรอท)

โดยส่วนใหญ่ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้ทำสุญญากาศ อยู่ที่ประมาณ 30 - 45 นาที





เบื้องต้น ก็ได้ทราบกันไปแล้ว ว่าการทำสูญญากาศด้วยเครื่องปั๊มสูญญากาศ ในระบบเครื่องทำความเย็น และ เครื่องปรับอากาศ ทำไปเพื่ออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

ซึ่งแม้ว่าขั้นตอนในการทำสูญญากาศ จะเป็นขั้นตอนที่สำคัญและมีความจำเป็น แต่ก็มีหลายครั้ง ที่ขั้นตอนนี้ถูกละเลยหรือถูกข้ามไป ในรายที่ดีหน่อยก็ใช้วิธีลัด โดยการนำสารทำความเย็นในระบบมาเป็นตัวไล่อากาศออกจากท่อ 


หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ หรือไม่เข้าใจว่าการใช้สารทำความเย็นไล่อากาศออกจากระบบ หรือการไล่อากาศ คืออะไร และมีผลดีผลเสียอย่างไร ซึ่งผู้เขียนจะขออธิบายเบื้องต้น เกี่ยวกับการไล่อากาศให้ผู้ที่ยังไม่ทราบได้เข้าใจ 


การใช้สารทำความเย็นไล่อากาศในระบบ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "การไล่อากาศ" เป็นเทคนิควิธีลัด ที่ใช้ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ วิธีนี้ถูกนำมาใช้แทนขั้นตอนการทำสูญญากาศด้วยปั๊มสูญญากาศ ซึ่งการไล่อากาศเป็นวิธีลัดที่ช่วยให้ประหยัดเวลาในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ นิยมใช้กับการติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่เป็นเครื่องใหม่แกะกล่อง และชุดท่อที่ใช้ติดตั้ง ก็เป็นชุดท่อที่ใหม่แกะกล่องซึ่งไม่ผ่านการใช้งานมาก่อน



การไล่อากาศจะทำภายหลังที่ติดตั้งชุดเครื่องปรับอากาศเข้าที่ และมีการเดินท่อนำสารทำความเย็นเชื่อมต่อ ระหว่างชุดคอยล์ร้อน Condensing Unit และชุดคอยล์เย็น Fan coil Unit เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากนั้นผู้ติดตั้งจะทำการขันเพื่อเปิดวาล์วสารทำความเย็น โดยเปิดเพียงวาล์วของท่อทางอัด Discharge Line (ท่อเล็ก) ปล่อยให้แรงดันสารทำความเย็นไหลเข้าระบบ ผ่านชุดคอยล์เย็น แล้วกลับมารออยู่ที่วาล์วอีกด้านหนึ่งซึ่งยังไม่ถูกเปิด คือด้านท่อทางดูด Suction Line (ท่อใหญ่)

เมื่อสารทำความเย็นถูกเปิดเข้าระบบจากด้านท่อทางอัดแล้ว จึงทำการต่อเกจวัดแรงดันเข้าที่วาล์วลูกศร ซึ่งอยู่บริเวณเซอร์วิสวาล์วด้านท่อทางดูด แล้วใช้วาล์วที่เกจควบคุมการปล่อยสารทำความเย็นออกสู่บรรยากาศภายนอก แรงดันของสารทำความเย็นที่ถูกปล่อยออกมาจะนำพาอากาศที่ค้างอยู่ในระบบ และความชื้น(บางส่วน) ออกมาสู่บรรยากาศภายนอก 

การปล่อยสารทำความเย็นเพื่อไล่อากาศออกจาระบบ จะอาศัยการปล่อยแบบเป็นจังหวะ หยุด/ปล่อย โดยระยะเวลาและจำนวนครั้งในการปล่อยจะไม่มีกำหนดเป็นรูปแบบตายตัว ไม่มีระบุในตำราทฤษฎี แต่จะอาศัยการประมาณจากความชำนาญของช่าง


ในส่วนของสารทำความเย็นที่ถูกนำมาใช้เพื่อไล่อากาศ เป็นสารทำความเย็นที่ถูกอัดมาให้ในชุดคอยล์ร้อน Condensing Unit ซึ่งถูกอัดมาพร้อมกับตัวเครื่องโดยโรงงานผู้ผลิต




การไล่อากาศด้วยสารทำความเย็น หากนำมาใช้ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศรุ่นที่ผลิตออกมาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ยกชุด ไม่เคยถูกติดตั้งใช้งานมาก่อน การนำไปติดตั้งใช้งานใช้ท่อตามความยาวที่ผู้ผลิตให้มา โดยไม่มีการเชื่อมต่อท่อใดๆทั้งสิ้น เมื่อถูกติดตั้งใช้วิธีการไล่น้ำยาแทนการทำสูญญากาศด้วยปั๊ม ซึ่งทำในระยะเวลาและจำนวนครั้งที่เหมะสม อากาศที่ค้างอยู่ในระบบเกือบทั้งหมดจะถูกแรงดันสารทำความเย็น ดันออกจากระบบสู่บรรยากาศภายนอก แต่อาจจะมีความชื้นบางส่วนหลงเหลืออยู่ ซึ่งหากในช่วงที่ติดตั้งมีการดูแลด้านความสะอาดที่ดี ความชื้นที่หลงเหลืออยู่ก็จะมีเหลืออยู่ไม่มาก และสุดท้ายความชื้อที่มีอยู่ไม่มากนี้ ก็จะถูกดักจับดูดซับด้วยตัวกรองความชื้นที่มีชื่อว่า Dryer Filter

หากเป็นไปตามเงือนไขที่กล่าวมา ส่วนใหญ่กว่า 80% จะไม่มีปัญหาในการใช้งานระยะยาว เครื่องปรับอากาศจะทำงานได้ปกติ มีความเย็นและใช้งานได้ตามปกตินานหลายปี 




แต่ในบางรายที่ใช้การไล่อากาศกับเครื่องปรับอากาศชุดเก่าและท่อเก่า ที่ผ่านการติดตั้งใช้งานมาก่อน หรือเป็นเครื่องปรับอากาศชุดใหม่ ที่ไม่ใส่ใจเรื่องความสะอาดในระหว่างการติดตั้ง รวมทั้งในกรณีที่มีการเชื่อมต่อท่อให้ยาวขึ้นกว่าเดิม การไล่อากาศถือเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะจะเกิดปัญหาอื่นๆตามมาได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่นเกิดการอุดตันในระบบ อันมีสาเหตุมาจากความชื้นที่เหลืออยู่ในระบบมากจนตัวกรอง Dryer Filter ไม่สามารถจัดการได้หมด




การใช้สารทำความเย็นไล่อากาศในระบบ หรือ "การไล่อากาศ" หากนำมาใช้กับเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดา ซึ่งเป็นเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R-22 ยังถือว่าพอรับได้

แต่...หากนำไปใช้กับการติดตั้งเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศระบบ Inverter ที่ใช้สารทำความเย็น R-410a ซึ่งเป็นสารทำความเย็นชนิดใหม่ กรณีนี้ไม่แนะนำอย่างยิ่ง ให้นำวิธีลัดอย่างการไล่อากาศเข้ามาใช้ เพราะสารทำความเย็น R-410a มีลักษณะทางการยภาพต่างไปจากสารทำความเย็น R-22 อีกทั้งน้ำมันหล่อลื่นในระบบเครื่องปรับอากาศที่ใช้ R-410a ยังเป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติดูดความชื้นได้ง่ายกว่า การติดตั้งอย่างผิดวิธี ไม่มีการทำสูญญากาศในระบบอย่างถูกต้อง จะส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เป็นสาเหตุให้เกิดการอุดตันในระบบได้ง่าย ซึ่งการซ่อมแซมก็จะทำได้ยากกว่าและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าระบบที่ใช้ R-22



แต่ถึงอย่างไร ผู้เขียนก็ไม่แนะนำและไม่สนับสนุนให้ใช้วิธีการไล่อากาศด้วยสารทำความเย็น แทนการทำสูญญากาศด้วยปั๊ม เพราะวิธีดังกล่าวเป็นขั้นตอนลัด ถือเป็นเทคนิคเฉพาะตัว ยังไม่มีการศึกษาและวิจัยอย่างจริงจัง และยังไม่มีมาตรฐานออกมารับรองอย่างเป็นทางการ

ซึ่งการออกให้บริการติดตั้งเครื่องปรับอากาศทุกครั้ง ผู้ให้บริการควรใส่ใจในมาตรฐานการให้บริการ และให้บริการโดยยึดตามวิธีการที่เป็นหลักปฏิบัติอันเป็นที่ยอมรับ ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการบริการอย่ามีประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไป








 

Create Date : 07 เมษายน 2556    
Last Update : 14 มีนาคม 2557 3:06:33 น.
Counter : 58343 Pageviews.  

คำถามสุดฮิต...แอร์ยี่ห้อไหนดี?

ในฐานะที่ผู้เขียน อยู่ในแวดวงของเครื่องปรับอากาศ ก็เป็นธรรมดาที่มักจะถูกถามในเรื่องที่เกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศ


แต่จากสถิติที่ถูกถามมา...ไม่ว่าจะถามกันแบบซึ่งๆหน้า หรือถามทางโทรศัพท์ รวมไปถึงถามใน weblog และถามมาทาง E-Mail แม้กระทั่งใน Line ก็ยังมีคนมาถามไปแล้ว
คำถามที่ผู้เขียนเจอมากที่สุดนับครั้งไม่ถ้วน เห็นจะหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า..."แอร์ยี่ห้อไหนดี?"
รองลงมาก็จะมาในแนวของ..."จะติดแอร์ใหม่ รบกวนช่วนแนะนำยี่ห้อ รุ่น และขนาด" ถามแบบมาครบเซ็ท




คำถามที่ว่า..."แอร์ยี่ห้อไหนดี?" เป็นคำถามที่ง่ายที่สุดสำหรับคนทั่วๆไปโดยเฉพาะคนที่จะซื้อแอร์ใหม่ 
แต่สำหรับผู้เขียน...คำถามแบบนี้ รวมทั้งคำถามที่อยู่ในเชิงนี้ เป็นคำถามที่ตอบยากมากๆ ผู้เขียนจัดว่าคำถามแบบนี้เป็นคำถามโลกแตกในแวดวงเครื่องปรับอากาศ 
คนถาม ถามออกมาง่ายๆโดยไม่ได้คิดอะไรมาก
คนตอบ คิดไม่ออกบอกไม่ถูก ต้องอธิบายกันยาวไป




เหตุที่ว่าคำถามที่ถามว่า..."แอร์ยี่ห้อไหนดี?" เป็นคำถามที่ผู้เขียนตอบยากมากๆ เหตุผลก็เพราะการที่ผู้เขียนเองได้คลุกคลีในแวดวงเครื่องปรับอากาศหรือแอร์นี่เอง 
การที่อยู่ในแวดวงเครื่องปรับอากาศ ผู้เขียนได้คลุกคลีอยู่กับเครื่องปรับอากาศค่อนข้างจะครอบคลุมเกือบทุกด้าน ขาดแต่เรื่องระบบเครื่องปรับอากาศแบบชิลเลอร์ขนาดใหญ่ที่ผู้เขียนไม่ค่อยจะมีโอกาศได้สัมผัสจริง เพราะมันอยู่นอกเหนือสายงานที่ทำปกติ และอยู่นอกเหนือจากวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา
แต่ในส่วนของเครื่องปรับอากาศทั่วไป ผู้เขียนเองได้คลุกคลีอยู่กับการจำหน่าย และงานติดตั้ง-ซ่อมบำรุง ซึ่งในส่วนงานติดตั้งและซ่อมบำรุงตัวผู้เขียนเองก็มักจะลงไปลุยในหน้างานจริงด้วยตัวเองอยู่บ่อยครั้ง
สิ่งเหล่านี้ที่ผู้เขียนได้พบเจอได้สัมผัส มันทำให้ได้รู้ได้เห็นในสินค้าหลายยี่ห้อหลายรุ่น ได้เห็นว่าแต่ละยี่ห้อมันก็มีทั้งที่ดีและที่มีปัญหาให้ต้องแก้ไข 
แต่ละแบรนด์แต่ละตัวก็มีข้อแตกต่างกันไป มีข้อดี ข้อด้อย ที่ไม่เหมือนกัน 



ในบางรุ่นที่คนส่วนใหญ่เชียร์กันว่าดี ไม่มีปัญหา ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเสมอไป ถ้าใครได้ลองเข้ามาอยู่ในแวดวงเครื่องปรับอากาศก็คงจะได้เห็น
หรือในบางรุ่นออกแบบมาดี มีความน่าสนใจ แต่หลายคนก็อาจร้องยี้เมื่อได้ยินชื่อแบรนด์ เหมือนกับการตีตนไปก่อนไข้ 

พูดกันตามความเป็นจริงคือ..."คนไทยเราติดแบรนด์" ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นกันมาตั้งแต่อดีตแล้ว
แต่ในปัจจุบันเราจะให้วิธีการเหมารวมแบบยกแบรนด์ตัดสินว่ามันดีหรือห่วยเพียงแค่ที่ชื่อแบรนด์มันก็อาจจะดูไม่แฟร์กับผู้ผลิตสักเท่าใดนัก เพราะยังไม่ทันไม่ทันลงสนามแสดงความสามารถก็ถูกตัดสินว่าแพ้แล้ว...เปรียบอีกอย่างก็เหมือนการที่ตัดสินคนเพียงเพราะมองที่นามสกุล
"มองให้ดี มองให้ชัด ใช้เหตุผลมาตัดสิน ไม่ใช่ให้อารมณ์มาตัดสิน"

ตลาดเครื่องปรับอากาศในบ้านเรา ปัจจุบันนี้มีการแข่งขันที่สูงมาก ผู้ผลิตแต่ละรายก็ต่างพัฒนาสินค้าของตนเองเพื่อแข่งขันกันในตลาด
เครื่องปรับอากาศ รุ่นที่ดีในทุกวันนี้ มีอยู่ในหลายยี่ห้อ ก่อนซื้อควรหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศด้วยตัวเองก่อน 

สำหรับใครที่อยากหาเครื่องปรับอากาศใหม่สักเครื่อง แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองเข้าไปดูบทความนี้เพิ่มเติมก็ได้ คลิ๊ก เพื่อไปยังบทความ
โดยอันดับแรกคือต้องรู้ความต้องการเบื้องต้นของตัวเอง และ งบประมาณที่มี ข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับการเลือกใช้ให้เหมาะสม...ถ้าไม่รู้ก็สามารถถามผู้รู้ได้
ถ้าได้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความต้องการ รูปแบบรวมถึงขนาดที่จะต้องใช้แล้ว ก็ลองเปิดแผ่นพับหรือแคทตาล็อกของเครื่องขึ้นมาดู เลือกสินค้าตัวที่สนใจ(ขนาดเดียวกัน) มาสัก 3-4 เครื่อง หาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ลองเปรียบเทียบเบื้องต้นในเรื่องข้อมูลจำเพาะ ประสิทธิภาพ ราคา และถามใจตัวเองว่า...ส่วนตัวชอบแล้วชอบอันไหน 

สุดท้ายถ้าตัดสินใจไม่ได้จริงๆ ก็ลองนำตัวเลือกที่สนใจไปขอคำแนะนำจากผู้รู้...แบบนี้ยังจะดีเสียกว่าการตั้งคำถามว่า..."แอร์ยี่ห้อไหนดี"






 

Create Date : 11 มีนาคม 2556    
Last Update : 21 มีนาคม 2556 14:26:50 น.
Counter : 178022 Pageviews.  

แอร์ 1 เฟส กับ แอร์ 3 เฟส ต่างกันอย่างไร ?

ผู้เขียนเชื่อว่ามีหลายคนที่สงสัยว่า...แอร์ 1 เฟส กับ แอร์ 3 เฟสต่างกันอย่างไร แล้ว 1 เฟส กับ 3 เฟส ในแอร์ที่จริงแล้วมันคืออะไร ???

วันนี้ผู้เขียนก็เลยขอหยิบยกเรื่อง แอร์ 1 เฟส กับ แอร์ 3 เฟสมาเขียนเป็นบทความเพื่อเป็นการไขข้อข้องใจให้สำหรับคนที่สงสัยหรือยังไม่ทราบว่ามันคืออะไร และต่างกันอย่างไร

เพราะบ่อยครั้งที่ผมเจอใครต่อใครหลายๆคนเข้ามาถามในทำนองที่ว่า...แอร์ 1 เฟส และ 3 เฟสมันมีข้อแตกต่างกันตรงไหนและจะซื้อแบบไหนไปใช้ได้บ้าง

อีกทั้งยังมีหลายๆคนที่รู้แล้วว่า...แอร์ 1 เฟส และ 3 เฟสมันมีข้อแตกต่างกันตรงไหนแต่ยังมีความเข้าใจที่ผิดๆเรื่องการใช้งานอยู่

สำหรับใครที่มีความสงสัยหรือรู้แบบไม่ถูกต้องบทความคงจะได้เป็นประโยชน์แก่ท่านแต่...ถ้าใครที่รู้และเข้าใจอย่างถูกต้องอยู่แล้วผ่านไปเลยก็ได้ครับ




แอร์ 1 เฟส หรือ แอร์ 3 เฟส อันที่จริงแล้ว...มันก็คือแอร์ หรือเครื่องปรับอากาศ (Airconditioner) ที่เราทั้งหลายรู้จัก และมีใช้อยู่นั่นเอง

แต่...คำว่า 1 เฟส หรือ 3 เฟส ที่พ่วงท้ายมาคือคำเรียกระบบไฟฟ้าที่รองรับการใช้งานกับแอร์เครื่องนั้นๆ

ซึ่งก่อนอื่นเราต้องมารู้จักระบบไฟฟ้าที่มีใช้กันในประเทศไทยก่อน...เนื่องจากระบบไฟฟ้าที่มีใช้ในประเทศไทยในส่วนของระบบแรงต่ำที่การไฟฟ้าฯจ่ายให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภทตั้งแต่บ้านไปจนถึงโรงงานขนาดใหญ่ มีอยู่ด้วยกัน 2 ระบบ คือ ระบบ 1 เฟส 220 โวลต์ และ ระบบ 3 เฟส 380 โวลต์




ระบบ 1 เฟส 220 โวลต์ หรือ ระบบ Single Phase 220 V เป็นระบบที่อยู่ในลำดับสุดท้ายของระบบจำหน่ายจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและนครหลวงซึ่งการไฟฟ้าฯจะไม่ทำการแปลงแรงดันลงไปกว่านี้อีกแล้วซึ่งระบบนี้เป็นระบบที่มีใช้กันมากที่สุดในบ้านพักอาศัยขนาดเล็กจนถึงกลางและยังรวมไปถึงผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยอื่นๆ เช่น ห้องเช่า/หอพัก หรือ ร้าน/แผงค้าขาย


เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าในระบบ 1 เฟส 220 โวลต์




ระบบ 1 เฟส 220 โวลต์ มีสายไฟ 2 สาย ประกอบไปด้วยสายเฟสหรือสายมีศักย์(L)ที่เมื่อเทียบกับพื้นดินจะมีแรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์(โดยเฉลี่ย) และ สายนิวทรัลหรือสายศูนย์(N)ที่เมื่อเทียบกับพื้นดินจะมีแรงดันไฟฟ้า 0 โวลต์

เมื่อเทียบศักย์ไฟฟ้าระหว่างสายทั้งสองจะได้ค่าความต่างศักย์หรือแรงดันไฟฟ้าที่ 220 โวลต์ เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ มีความถี่ 50 Hz. ระบบดังกล่าวยังนิยมเรียกว่าระบบ 1 เฟส 2 สาย

ปล. สายเฟสหรือสายที่มีศักย์ไฟฟ้า (L) เป็นสายที่มีแรงดันไฟฟ้าการสัมผัสหรือจับสายเฟสโดยตรง เป็นอันตรายถึงชีวิต การหาสายเฟสทดสอบง่ายๆด้วยไขควงลองไฟหากแตะปลายไขควงแล้วไฟที่ด้ามไขควงสว่าง แสดงว่านั่นคือสายเฟสหรือสายมีไฟส่วนสายนิวทรัล(N) ในสภาวะปกติจะมีแรงดันไฟฟ้าเป็นศูนย์สัมผัสได้ (แต่ก็ไม่ควรไปสัมผัสเล่น) เมื่อแตะปลายไขควงลองไฟบนสายนิวทรัลสภาวะที่ระบบไฟฟ้าปกติ ไฟที่ด้ามไขควงจะไม่สว่างแต่ถ้าแตะปลายไขควงบนสายนิวทรัลแล้วมีไฟสว่าง แสดงว่ามีความผิดปกติในระบบไฟฟ้าอาจจะมีการต่อสลับหรือสายนิวทรัสมีการต่อไม่แน่น-หลวม



ระบบ 3 เฟส 380 โวลต์ หรือ ระบบ Three Phase 380 V เป็นระบบไฟฟ้าอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ในระบบจำหน่ายแรงต่ำของการไฟฟ้าฯ เป็นระบบที่เหนือกว่าระบบ 1 เฟส

กลุ่มลูกค้าผู้ขอใช้งานระบบ 3 เฟส 380 โวลต์ได้แก่บ้านพักอาศัยขนาดกลางและใหญ่ อาคารพานิชย์ ร้านค้า สำนักงานและโรงงานขนาดเล็กเป็นต้น


เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าในระบบ 3 เฟส 380 โวลต์


มุมเฟสในไฟระบบสามเฟส จะแตกต่างกัน 120 องศา


ระบบ 3 เฟส 380 โวลต์ ประกอบไปด้วย สายเฟสหรือสายมีศักย์(L) จำนวน 3 เส้น สายแต่ละเส้นมีชื่อเรียกที่ต่างกันไป เช่น R - S - T หรือ L1 – L2 – L3 แต่ละเส้นมีมุมต่างเฟสกัน 120 องศา หรือ 1/3 ลูกคลื่นของไฟฟ้ากระแสสลับ แต่การนำมาใช้งาน จำเป็นต้องมีสายนิวทรัล(N) เดินมาควบคู่กับสายเฟสทั้ง3 ด้วย


ในระบบ 3 เฟส สายเฟสแต่ละสายเมื่อเทียบกับพื้นดินแต่ละเส้นจะมีแรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์(โดยเฉลี่ย) แต่เมื่อจับคู่สายเฟสเทียบระหว่างสายเฟสกับสายเฟสจะได้แรงดันไฟฟ้า 380 โวลต์(โดยเฉลี่ย) และเมื่อจับเอาสายเฟส 1 สาย กับสายนิวทรัล 1 สาย เราจะได้ระบบไฟฟ้า 1 เฟส 220 โวลต์ มาใช้งาน กล่าวคือ...ผู้ที่ขอใช้ไฟฟ้าในระบบ3 เฟส 380 โวลต์สามารถแยกย่อยเพื่อใช้งานเป็นระบบ 1 เฟสได้ และยังสามารถจับเอาสายเฟสทั้ง 3 มาใช้เป็นระบบ 3 เฟส สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าจำพวก มอเตอร์ 3 เฟส และ หม้อแปลง 3 เฟส

ระบบไฟฟ้าที่การไฟฟ้าจำหน่ายให้กับผู้ใช้รายย่อยประเภทแรงต่ำก็จ่ายออกมาในระบบ 3 เฟส ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ขอใช้ไฟแบบ 1 เฟสก็ค่อยไปแยกออกมาเฟสใดเฟสหนึ่งเพื่อเข้าระบบของตน หรือผู้ใช้ไฟฟ้ารายไหนขอใช้ไฟแบบ 3 เฟส ก็เชื่อมต่อสายทั้ง 4 เส้นเข้าระบบของตน โดยจะมีสายเฟส 3 เส้น กับสายนิวทรัล 1 เส้น หลายๆคนจึงมักเรียกว่าระบบ 3 เฟส 4 สาย



เมื่อรู้จักกับระบบไฟเบื้องต้นไปแล้วคราวนี้เราก็มาเข้าเนื้อหาของแอร์ 1 เฟส และ 3 เฟส

แอร์ 1 เฟส และ แอร์ 3 เฟสแบ่งตามระบบไฟฟ้าที่จ่ายให้กับมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ซึ่งคอมเพรสเซอร์จัดว่าเป็นส่วนที่สำคัญและใช้พลังงานมากสุดของแอร์แต่ละชุด

ในแอร์ขนาดเล็กที่มีขนาดทำความเย็นไม่เกิน 33,000 BTU โดยทั่วไปแล้ว มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ ที่ใช้ในระบบ จะเป็นแบบที่ใช้กับระบบไฟฟ้า1 เฟส 220 โวลต์

ในส่วนของชุดมอเตอร์พัดลม Fan coil Unit  (คอยล์เย็น)และพัดลม Condensing Unit  (คอยล์ร้อน)จะใช้มอเตอร์ 1 เฟส 220 โวลต์ เช่นกัน ซึ่งแอร์แบบนี้จัดอยู่ในกลุ่มของแอร์เฟส หรือ แอร์เฟสเดียว สามารถติดตั้งได้ทุกแห่งหนที่มีระบบไฟฟ้าตั้งแต่ 1 เฟสและ 3 เฟส เข้าถึง แต่...หากเลือกแอร์ 1เฟสขนาดใหญ่มาใช้งานควรตรวจสอบขนาดของเครื่องวัดไฟฟ้า(มิเตอร์)ที่การไฟฟ้าฯติดตั้งให้ว่ามีขนาดเพียงพอที่จะรองรับหรือไม่หากใช้ไฟฟ้าจำนวนมากเกินกว่าขนาดมีเตอร์จะรับไหวอาจจะทำให้มิเตอร์ได้รับความเสียหายได้

แอร์ที่ใช้ระบบไฟฟ้า 1 เฟส จะมีคอมเพรสเซอร์หลายแบบให้เลือกใช้งานตามขนาดทำความเย็นและลักษณะการติดตั้งรวมไปถึงการใช้งาน



ในส่วนของแอร์ที่ใช้กับระบบไฟฟ้า 3 เฟส หรือ แอร์ 3 เฟสเป็นแอร์แบบแยกส่วนที่มีขนาดตั้งแต่ 33,000 หรือ 36,000 BTU เป็นต้นไป เนื่องด้วยเป็นแอร์แบบแยกส่วนที่มีขนาดทำความเย็นสูงการใช้ระบบไฟ 1 เฟสมาขับเคลื่อนมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ที่มีขนาดใหญ่อาจจะทำให้มีกระแสใช้งานสูงเกินไปรวมถึงได้กำลังที่ไม่มากและไม่เพียงพอจึงต้องมีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ที่มีกำลังสูงกว่า ที่ใช้ระบบไฟ 3 เฟสซึ่งมีเฉพาะส่วนของมอเตอร์คอมเพรสเซอร์เท่านั้น ที่ต้องการไฟฟ้าระบบ 3 เฟสมาขับเคลื่อน แต่...ในส่วนอื่นๆอย่างเช่นอุปกรณ์และวงจรในภาคควบคุมยังคงใช้ไฟ 1เฟสเป็นตัวควบคุมระบบ รวมถึงพัดลม Fan coil Unit (คอยล์เย็น) และพัดลม Condensing Unit (คอยล์ร้อน) ยังคงใช้มอเตอร์ระบบไฟ 1 เฟสอยู่




คอมเพรสเซอร์ที่ใช้ในแอร์ 3 เฟสสำหรับเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนที่มีขนาดไม่เกิน 150,000 BTU จะเป็นคอมเพรสเซอร์แบบปิดสนิทเช่นเดียวกับคอมเพรสเซอร์ที่ใช้กับไฟ 1 เฟส โดยที่คอมเพรสเซอร์ 3 เฟสจะมีขนาดใหญ่กว่า และยังไม่ต้องใช้คาปาซิเตอร์หรือรีเลย์ช่วยในการสตาร์ทออกตัว



ในอดีต แอร์ 3 เฟสจะใช้คอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบเป็นตัวดูดอัดสารทำความเย็นแต่ในปัจจุบันกำลังถูกแทนที่ด้วยคอมเพรสเซอร์แบบสโครลซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า ประหยัดพลังงานกว่า และทำงานได้นุ่มนวลกว่า




ในส่วนคอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่ ทางผู้ผลิตจะไม่ค่อยนิยมผลิตแบบ 3 เฟสขนาดใหญ่ออกมาวางขาย คอมเพรสเซอร์ของแอร์แบบทั่วไปที่เป็นคอมเพรสเซอร์โรตารี่ระบบไฟ 3 เฟส จะมีผลิตออกมาเพียงไม่กี่ขนาด ผู้เขียนขอยกตัวอย่างคอมเพรสเซอร์โรตารี่ ระบบไฟ 3 เฟส 380 โวลต์ ของยี่ห้อง SCI (คอมฯมิตซูบิชิ) มีขนาดทำความเย็น 35,000 BTU เพียงขนาดเดียวที่ใช้ระบบไฟ 3 เฟส และถือเป็นขนาดที่สูงสุดในบรรดาคอมเพรสเซอร์โรตารี่ที่ SCI ผลิตและจำหน่าย

แต่ถ้าดูในตลาดคอมเพรสเซอร์โรตารี่ ยังมีคอมเพรสเซอร์โรตารี่ 3 เฟสขนาดเล็กผลิตออกมาแต่มีจุดประสงค์เพื่อใช้กับแอร์ที่มีระบบควบคุมแบบอินเวอร์เตอร์เท่านั้น เพราะคอมเพรสเซอร์ของแอร์อินเวอร์เตอร์ไม่ว่าจะแบบ AC Inverter หรือ DC Inverter ก็จะเป็นคอมเพรสเซอร์ 3 เฟส แต่ที่มันรับไฟ 1 เฟสจากแหล่งจ่ายในบ้านคุณมาใช้ได้ เพราะระบบ Inverter จะมีหน้าที่หลักในการควบคุมรอบการทำงานโดยการแปลงความถี่ทางไฟฟ้า โดยจะรับเอาไฟฟ้า 1 เฟสจากแหล่งจ่ายไฟในบ้าน มาทำการแปลงตามรูปแบบการทำงานที่กำหนด ก่อนจะส่งให้คอมเพรสเซอร์ 



สำหรับใครที่ต้องการติดแอร์ 3 เฟส ก่อนอื่นต้องตรวจสอบก่อนว่าระบบไฟฟ้าภายในอาคารของท่านยื่นขอใช้ไฟจากการไฟฟ้าในรูปแบบ 1 เฟส หรือ 3 เฟส

ถ้าระบบไฟฟ้าในอาคาร/บ้านเรื่องของคุณมีการยื่นขอใช้ระบบไฟฟ้าแบบ 3 เฟส จากการไฟฟ้าฯและห้องที่จะติดตั้งเครื่องปรับอากาศมีขนาดกว้างมีความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศขนาดให ญ่(ประมาณ 35,000 BTU ขึ้นไป) การเลือกใช้แอร์ 3 เฟสถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม และยังช่วยเรื่องการบาลานซ์โหลดไฟฟ้าในแต่ละเฟสให้มีความสมดุลใกล้เคียงกันได้ 

บางคนอาจมีความเข้าใจที่ผิดๆอยู่...มีหลายคนที่เข้าใจว่าแอร์ 3 เฟส ประหยัดไฟกว่าแอร์ 1 เฟสมาก เมื่อเทียบกันในขนาดทำความเย็นที่เท่ากัน ซึ่งนั่น เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง 

เพราะความจริงแล้วในขนาดทำความเย็นที่เท่ากัน แอร์ 3 เฟส ก็ไม่ได้กินไฟน้อยกว่าแอร์ 1 เฟส อัตราการใช้ไฟฟ้าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันไม่มีใครประหยัดมากกว่ากันอย่างมีนัยสำคัญ จะกินไฟเท่าไหร่มากกว่าหรือน้อยกว่า ให้เทียบตัวเลขกำลังไฟฟ้าที่ใช้ ซึ่งแอร์ 3 เฟส กับแอร์ 1 เฟส ที่มีขนาดทำความเย็นเท่าๆกัน ก็ใช้กำลังไฟฟ้าในปริมาณที่ใกล้เคียงพอๆกัน

ซึ่งส่วนที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ในเรื่องของการใช้สิ้นเปลืองพลังงาน ส่วนใหญ่มักจะมาจากการอ่านข้อมูลบนแผ่นพับหรือโบชัวร์ ซึ่งจะมีตารางแสดงข้อมูลรายละเอียดของตัวเครื่องไว้ และคนส่วนใหญ่ที่อาจจะยังไม่เข้าใจมากพอ ก็มักจะไปเอาค่ากระแสใช้งานในตารางมาเปรียบเทียบ


ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างตารางแสดงข้อมูลของแอร์แบบตั้งแขวนยี่ห้อหนึ่งมาให้ดูประกอบการอธิบาย


ยกตัวอย่างแอร์ในรุ่น 36,000 BTU แบบที่ใช้กับระบบไฟ 1 เฟส 220 โวลต์ และ 3 เฟส 380 โวลต์


ตามข้อมูลที่แสดง รุ่นที่ใช้กับระบบไฟ 1 เฟส จะมีอัตราการกินกระแสไฟฟ้า ของชุด outdoor อยู่ที่ 15.7 A และในส่วนของรุ่นที่ใช้กับระบบไฟ 3 เฟส อัตราการกินกระแสของชุด outdoor อยู่ที่ 5.25 A ซึ่งในจุดนี้เองมักเป็นต้นเหตุให้หลายๆคนเข้าใจผิดคิดว่าแอร์ 3 เฟส ประหยัดไฟกว่าแอร์ 1 เฟส มาก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว...ตามที่ได้อธิบายไปแล้วข้างต้น คือระบบไฟ 3 เฟสประกอบด้วยสายเฟสหรือสายมีศักย์จำนวน 3 เส้นดังนั้นกระแสไฟฟ้าของแอร์ 3 เฟส ที่แสดงในตารางข้อมูล (5.25 A

ค่า 5.2 A ที่แสดงอยู่ในข้อมูลของแอร์ที่ใช้กับระบบ 3 เฟส เป็นค่ากระแสไฟฟ้าเฉลี่ยที่มีอยู่ในสายเฟสแต่ละสาย (กระแสในแต่ละเฟส)

แอร์ตัวนี้เป็นระบบไฟ 3 เฟส ทั้ง 3 เฟส ตั้งแต่ L1 - L2 และ L3 ต่างก็มีกระแสไหลในสาย อยู่ที่ราวๆ 5.2 A เหมือนกันทั้งสามสาย เพราะมอเตอร์ 3 เฟส ที่ขับคอมเพรสเซอร์อยู่นั้น ในขณะที่ทำงานมันจะดึงกระแสไฟมาจากทั้ง 3 เฟส เฉลี่ยเฟสละเท่าๆกันนั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นกรณีของระบบเฟสเดียวกระแสที่ใช้งานทั้งหมดจะถูกดึงมาจากสายเฟสเส้นเดียว เทียบแล้วจำนวนกระแสในสายมันจึงดูเหมือนว่าจะเยอะกว่า


ในส่วนของหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่มาตรวัดหน่วยไฟฟ้า ในกรณีที่บ้านหลังนั้นขอใช้ไฟฟ้าระบบ 3 เฟส การคิดค่าไฟฟ้าก็ต้องเอาค่ากระแสเฉลี่ยทั้ง 3 เฟสมารวมกัน


เวลาที่การไฟฟ้าฯ คิดค่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าเป็นหน่วยหรือยูนิตนั้น หน่วยการการใช้ไฟฟ้าในแต่ละหน่วยก็จะมาจากปริมาณการใช้ไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์/ชั่วโมง  และสำหรับระบบ 
3 เฟส ก็จะมีสูตรการคิดคำนวณค่ากำลังไฟฟ้า (มีหน่วยเป็นกิโลวัตต์) ดังนี้
kW. = [ แรงดัน (V)   x   
กระแส (A)   x   sqrt{,,}3   cos เพาเวอร์เฟคเตอร์ (PF) ]  ÷ 1,000


สูตรการคิดต่ากำลังไฟฟ้าที่มีหน่วยเป็นกิโลวัตต์ ในระบบ 1 เฟส และ ระบบ 3 เฟส



ดังนั้น...เมื่อรวมๆกันแล้ว อัตราการใช้ไฟฟ้าจริงๆของแอร์ 3 เฟสและแอร์ 1 เฟส ถือว่าใกล้เคียงกัน ในบางครั้ง...แอร์ เฟสอาจจะประหยัดไฟกว่าอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าประหยัดกว่าเล็กน้อยไม่มีใครประหยัดกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

การจะเลือกใช้ แอร์ 1 เฟส หรือ แอร์ 3 เฟส ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยความต้องการใช้งาน และลักษณะของระบบไฟฟ้าที่มีรองรับอยู่

เพราะแอร์ระดับที่ใช้กับระบบไฟฟ้า 3 เฟส ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแอร์ที่มีขนาดทำความเย็น เกินกว่า 30,000 BTU ขึ้นไป ซึ่งหากเจ้าของสถานที่มีแผนจะติดแอร์ขนาดใหญ่สำหรับทำความเย็นในพื้นที่กว้างๆ ลองตรวจสอบระบบไฟฟ้าที่ขอใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ว่าเป็นระบบ 1 เฟส หรือ 3 เฟส 

ซึ่งถ้ามีระบบ 3 เฟส รองรับอยู่แล้ว การติดแอร์เครื่องใหญ่ที่มีขนาดเกินกว่า 36,000 BTU ก็จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะจะช่วยให้การบาลานซ์เฟสทำได้ง่าย ไม่หนักไปที่เฟสใดเฟสหนึ่งมากเกินไปนั่นเอง





 

Create Date : 13 มกราคม 2556    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2558 1:00:30 น.
Counter : 123608 Pageviews.  

เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R-410A

สารทำความเย็น R-410A เป็นสารทำความเย็นชนิดใหม่ ที่เริ่มมีการนำมาใช้กันในเครื่องปรับอากาศ ในแวดวงเครื่องปรับอากาศบ้านเรา การนำสารทำความเย็น R-410A มาใช้ จัดว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับช่างแอร์-ช่างเครื่องเย็น เนื่องจากมีความแตกต่างจากสารทำความเย็นแบบเดิมๆในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น คุณสมบัติ องค์ประกอบทางเคมี ระดับแรงดัน รูปแบบวิธีการชาร์ทสารทำความเย็น ฯลฯ



ตัวผมเองเดิมที เมื่อก่อนตอนที่เครื่องปรับอากาศที่ใช้ R-410A เพิ่งเริ่มเปิดตัวในตลาด ผมเองก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรมากในเรื่องของสารทำความเย็น R-410A จนกระทั่ง ทีมช่างของที่ร้านได้เข้าร่วมรับฟังการอบรมเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศระบบ Inverter ที่ใช้สารทำความเย็น R-410A ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งหนึ่ง ผมจึงถือโอกาสเข้าร่วมรับฟังเพื่อเก็บข้อมูลด้วย
ซึ่งจากการที่ผมได้คลุกคลีอยู่ในแวดวงของเครื่องปรับอากาศ พบว่ามีหลายคนทั้งที่เป็นช่างแอร์ และ เป็นผู้ใช้งานทั่วไป ได้สอบถามมาทางผม เยอะพอสมควร ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับสารทำความเย็น R-410A อย่างที่บอกไปครับ สารทำความเย็น R-410 เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวงการแอร์ตามต่างจังหวัด ซึ่งลองมองย้อนกลับไป สำหรับใครที่มีโอกาศได้ร่ำเรียนมาในวิชาที่เกี่ยวกับเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ จะพบว่าตำราเรียนในสมัยก่อนแทบจะไม่เคยพูดถึงเรื่องราวของสารทำความเย็น R-410A ช่างที่ให้บริการในงานเครื่องปรับอากาศ R-410A ส่วนใหญ่จะเป็นพวกช่างที่สังกัดร้านตัวแทนจำหน่ายของแต่ละยี่ห้อ และบริษัทผู้ผลิตก็จะเรียกไปอบรมก่อนที่จะออกให้บริการกับลูกค้า ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับสารทำความเย็น R-410A จึงไม่ค่อยแพร่หลาย ต้องอาศัยช่างเฉพาะจากศูนย์บริการในงานติดตั้งและบำรุงรักษา

วันนี้ผมจึงขอรวบรวมเขียนบทความเชิงวิชาการ พูดถึงเนื้อหาในภาพรวมของสารทำความเย็น R-410A


ความเป็นมา ของสารทำความเย็น R-410A
ย้อนกลับไปในช่วงกลางปี คศ.1990 สารทำความเย็นชนิด R-407C ได้ถูกออกแบบขึ้น โดยมีค่าการทำความเย็นและแรงดันที่ใกล้เคียงกับสารทำความเย็นชนิด R-22 ที่มีใช้กันในระบบเครื่องปรับอากาศ นานหลายสิบปี 
แต่การออกแบบนั้น ก็มีสิ่งท้าทายว่าจะออกแบบอย่างไรให้มีประสิทธิภาพด้านการแลกเปลี่ยนความร้อน และใช้พลังงานในการทำความเย็น เทียบเท่ากับระบบที่ใช้สารทำความเย็นชนิด R-22 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสารทำความเย็นชนิด R-407C  จะไม่ใช่สารทำความเย็นในอุดมคติ ตามที่คาดหวังไว้ แต่ก็เป็นที่นิยมในตลาดเครื่องปรับอากาศของทางฝั่งยุโรป เนื่องจากคุณสมบัติของสารทำความเย็นชนิดนี้ คือ การไม่ทำลายชั้นโอโซน ช่วยลดภาวะโลกร้อน และสามารถใช้ได้กับระบบที่ใช้สารทำความเย็นชนิด R-22 เดิมได้ เพียงแก้ไขเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนข้อด้อยของสารทำความเย็นชนิดนี้ คือความไม่เสถียรในบางสถานะของสัดส่วนและคุณสมบัติของน้ำยา และประสิทธิภาพที่ลดลงเล็กน้อยจาก R-22 อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกรายใหญ่หลายรายจากญี่ปุ่นได้ร่วมมือและสนับสนุนที่จะใช้สารทำความเย็นชนิด R-407C กับระบบปรับอากาศที่ส่งเข้าตลาดยุโรป 
สำหรับตลาดเครื่องปรับอากาศของญี่ปุ่นนั้น ความนิยมส่วนใหญ่ในตลาดมุ่งไปยังการใช้สารทำความเย็นชนิด R-410A แทน




ซึ่งตลาดเครื่องปรับอากาศในประเทศไทย ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศแต่ละค่าย เริ่มนำสารทำความเย็น R-410A มาใช้ในผลิตภัณฑ์รุ่นท็อป อย่างเช่นเครื่องปรับอากาศระบบ Inverter ของยี่ห้อต่างๆ


การบรรจุสารทำความเย็น R-410A 

โดยปกติเมื่อเทียบด้วยถังบรรจุขนาด 10 กิโลกรัมนั้นให้คำนวณการบรรจุดังนี้

ถ้าเป็น R-22 บรรจุได้ Maximum 10 กิโลกรัม

ถ้าเป็น R-410A บรรจุได้ Maximum 7 กิโลกรัม


 - ราคาสารทำความเย็นอาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากในภาพ ขึ้นอยู้กับร้านค้าผู้จำหน่าย -


ถ้าย้อนไปในเมื่อ 40 - 50 ปีที่แล้ว ในยุคแรกเริ่มที่ประเทศไทยได้รู้จักและเริ่มมีเครื่องปรับอากาศใช้งาน สารทำความเย็นที่เราใช้กันในเครื่องปรับอากาศ จากอดีตจนถึงปัจจุบันใช้สารทำความเย็นที่มีรหัส R-22



แต่สารทำความเย็น R-22 เป็นสารทำความเย็นในกลุ่ม คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะมันจะขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศของโลก เป็นสาเหตุหนึ่งของสภาวะเรื่อนกระจก หรือสภาวะโลกร้อน ที่เราได้ประสบพบเจอกันในตอนนี้ จึงมีการคิดค้นสารทำความเย็นแบบใหม่ขึ้นมา เพื่อใช้ทดแทนสารทำความเย็น R-22

สารทดแทน R-22 แบ่งเป็นสามกลุ่ม

กลุ่ม Propane Series
ตัวอย่างเช่น R-290  โดยนำมา combine กับ R-600a เพื่อเพิ่มความสามารถด้าน COP และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Co.. 22 หรือ Re.. 22 หรือ R-431A เป็นต้น เรียนว่าเป็น "สารติดไฟ" ปริมาณการใช้น้อยกว่าร้อยละ 50 เพราะมีขนาดของโมเลกุลโตกว่า HFCs ประหยัดไฟกว่าเพราะไม่มีส่วนผสมของ Fluorine
สรุป ลุกติดไฟได้ง่าย ประหยัดค่าไฟฟ้า ใช้ปริมาณน้ำยาน้อยกว่า น้ำยาราคาแพงมากและไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ผู้ขายน้อยราย เป็นสินค้ากึ่งผูกขาด

กลุ่ม Zeotropics
- แบบที่ใช้แทนสารทำความเย็น R-22 ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันคอมเพรสเซอร์ (ในกรณีเดินท่อระยะใกล้) ได้แก่ R-417A, R-424A, R-422D
- แบบที่ใช้ต้องเปลี่ยนน้ำมันคอมเพรสเซอร์ และคอมเพรสเซอร์ต้องออกแบบมาเฉพาะ ได้แก่ R407C, R427A
- แบบที่ต้องได้การออกแบบมาโดยเฉพาะทั้งระบบ ได้แก่ R-410A

กลุ่ม Inorganic Compounds
R-744 หรือคาร์บอนไดออกไซด์ แรงดันสูงมากอาจเป็นอันตรายได้ เปลี่ยนสถานะได้ทั้งสาม 3 สถานะคือ ก๊าซ, ของแข็งและของเหลวการดีไซน์ระบบยุ่งยากกว่า
R-717 หรือแอมโมเนีย มีราคาถูก ในเขตเมืองห้ามใช้ ต่างจังหวัดก็เริ่มมีการควบคุมในบางพื้นที่ และเมื่อรั่วจะเป็นพิษแก่ผู้อยู่ใกล้เคียง การสูดดมในปริมาณเข้มข้น เพียงเวลาไม่เกิน 15 อาจทำให้หมดสติได้ ซึ่งสารทำความเย็นประเภทแอมโมเนีย ส่วนใหญ่จะมีใช้งานในโรงน้ำแข็งขนาดใหญ่ 



ปัจจุบันหน่วยงานในระดับนาๆชาติต่างให้ความสำคัญกับสภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิดการประชุมหารือกันในระดับนานาชาติ เพื่อกำหนดมาตรการต่างๆขึ้นมาควบคุม ยกตัวอย่างเช่น

สนธิสัญญาเกียวโต (Kyoto Protocol)
เป็นการประชุมภายใต้กรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติ ได้มีการกำหนดให้กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ซึ่งรวมไปถึงสารทำความเย็นบางชนิด เช่น R11, R12, R22, 134A เป็นสารที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ)
ปัจจุบันหลายประเทศในโลก ไม่อนุญาตให้ใช้ R-11, R-12, R-22,R-134A

สนธิสัญญามอนทรีออล (Montreal Protocol)
มีข้อตกลงให้เลิกใช้สาร CFC (R11, R12) และลด-เลิก ใช้สาร HCFC (R-22) ในยุโรป ตั้งแต่ปี ค.ศ.2009 และห้ามนำเข้าเครื่องทำความเย็นที่ใช้สาร HCFC (R-22)
ในส่วนทางด้านรัฐบาลไทย ได้มีมติให้ยกเลิกใช้สารทำลายบรรยากาศโอโซน คือสาร CFC (R-11, R-12) และเริ่มแผนลด-เลิก ใช้สาร HCFC (R-22) ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2553 โดยกระทรวงอุตสาหกรรม
และคาดว่าในอนาคต เครื่องปรับอากาศที่ผลิตเพื่อวางจำหน่ายในประเทศไทย จะเริ่มทยอยกันเปลี่ยนมาใช้สารทำความเย็นแบบใหม่กันหมด และสารทำความเย็น R-22 ก็จะเริ่มลดจำนวนการผลิตลงเรื่อยๆ

แม้ว่าสารทำความเย็นที่สามารถใช้ทดแทน R-22 มีอยู่หลายชนิด แต่ที่กำลังมาแรงในแวดวงเครื่องปรับอากาศของบ้านเรา เห็นจะเป็นสารทำความเย็น R-410A

สารทำความเย็นรหัส R-410A เป็นสารทำความเย็นในกลุ่ม Hydro Fluoro Carbon (HFC) ข้อแตกต่างที่ทำให้สารทำความเย็น R-410A ดีกว่า R-22 ก็ตรงที่ R-410A เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เพราะไม่ทำลายชั้นโอโซน รวมทั้งยังมีประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อนได้ดีกว่า มีความเสถียรในด้านของสัดส่วนและคุณสมบัติ และใช้ในปริมาณที่น้อยลง R-410A จึงมีแรงดันสูงกว่า R-22 ประมาณ 1.5 – 1.6 เท่า

แต่มีข้อเสียตรงที่ สารทำความเย็น R-410A ติดไฟได้ และในตอนนี้ยังคงมีราคาแพง การให้บริการค่อนข้างยุ่งยาก ช่างในท้องตลาดส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์และความคุ้นเคยกับ R-410A รวมทั้งช่างที่จะมาให้บริการซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศที่ใช้ R-410A ควรผ่านการอบรมและแนะนำจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ หรือบริษัทที่นำเข้าสารทำความเย็นตัวนี้ ก่อนที่จะออกให้บริการลูกค้า

ข้อมูลทางเทคนิคของสารทำความเย็น R-410A

Category : HFC
Formula : CH2F2 / CHF2CF3
Boiling point : -48.5 c
Purity : 99.95%
Lubricants : POE, ABCategory : HFC

ความดันไอที่อุณหภูมิ 90F = 272.8 psig (bubble point) และ 271.2 psig (dew point)

ค่าแรงดันที่วัดได้ ตามมาตรฐานที่กำหนด สำหรับสารทำความเย็น R-410A
ด้านแรงดันต่ำ 0.15-0.25 MPa(1.5-2.5 กก/ตร.ซม, 21-36 PSIG)
ด้านแรงดันสูง 1.37-1.57 MPa(14-16 กก/ตร.ซม, 199-228 PSIG)

ในตอนนี้มีหลายคน ถามผมอยู่บ่อยๆ ในเรื่องของการวัดระดับแรงดันของสารทำความเย็น R-410A จะใช้เมนิโฟลด์ เกจของ R-22 ได้หรือไม่?

ผมขอตอบในที่นี้เลยนะครับว่า “ไม่ได้” เพราะสารทำความเย็น R-410A มีแรงดันสูงกว่า R-22 ประมาณ 1.5 – 1.6 เท่า เมนิโฟลด์ เกจ ต้องเป็นแบบเฉพาะที่ออกแบบมาให้รองรับสารทำความเย็น R-410A เท่านั้น และคอมเพรสเซอร์ที่ใช้ก็ต้องเป็นแบบเฉพาะที่ผลิตมาไว้ใช้กับสารทำความเย็น R-410A โดยตรง

และที่วาล์วลูกศรก็ต่อเข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว เนื่องจากวาล์วลูกศรของ R-410A เป็นวาล์วลูกศรที่ใช้กับท่อขนาด 3/8” ส่วนวาล์วลูกศรของ R-22 เป็นวาล์วลูกศรที่ใช้กับท่อขนาด 1/4" ทางผู้ผลิตได้ทำขนาดให้แตกต่างกันเพื่อป้องการการพลาด ใช้เมนิโฟลด์ เกจ ผิดชนิด
ส่วนใครที่คิดจะหาทางลัด โดยการดัดแปลงทำข้อต่อเสริมให้เสียบสายเกจของ R-22 เข้ากับวาล์วลูกศรของ R-410A ได้นั้น กรณีนี้ไม่แนะนำอย่างเด็ดขาด ต่อให้คุณทำข้อต่อเพื่อดัดแปลงในการต่อสายเกจ จากด้าน Low ที่วาล์วลูกศรของ R-410A แล้ววัดค่ากับเกจ R-22 ด้านเกจ Hight ก็ไม่ได้ เพราะเป็นการใช้งานที่ผิดประเภทอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้




การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R-410A

เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R-410A ปัจจุบันเริ่มมีเข้ามาวางจำหน่ายในท้องตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ รุ่น Inverter และผมก็คาดว่าในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดา หรือแบบ Inverter ผู้ผลิตก็จะทยอยเปลี่ยนมาใช้สารทำความเย็น R-410A กันหมด และจะส่งผลให้ สารทำความเย็น R-22 ค่อยๆหายไปจากตลาด คงเหลือไว้เพียงส่วนน้อย เพื่อใช้เป็นสารทำความเย็นสำหรับเติมเครื่องปรับอากาศรุ่นเก่า และสารทำความเย็น R-410A ก็จะมีการผลิตและวางจำหน่ายเพิ่มขึ้น และอาจทำให้มีราคาถูกลงกว่าที่เป็นอยู่
ในขณะนี้(พ.ศ. 2555)สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการจะซื้อเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็นเบอร์ใหม่ ในกรุงเทพและปริมณฑลหรือตามหัวเมืองใหญ่ๆไม่น่าจะมีปัญหา แต่สำหรับผู้บริโภคที่อยู่ต่างจังหวัด หรือซื้อเครื่องปรับอากาศ R-410A มาจากที่อื่นแล้วจะมาติดตั้งในพื้นที่ ก่อนอื่นท่านควรจะสอบถามร้านให้บริการติดตั้งแอร์ในละแวกใกล้เคียง ว่ามีความสามารถและอุปกรณ์พร้อมในการให้บริการหรือไม่

เพราะตอนนี้ปัญหาที่ผมได้ทราบมา คือ ร้านแอร์ตามท้องถิ่นนอกเมืองไม่มีเกจวัดแรงดันสารทำความเย็น R-410A ไว้ให้บริการ และช่างบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจในระบบเครื่องทำความเย็น R-410A
ซึ่งช่างที่จะออกให้บริการในงานเครื่องปรับอากาศ Inverter ที่ใช้สารทำความเย็น R-410A ควรได้รับการอบรมหรือแนะนำจากฝ่ายเทคนิคของบริษัทผู้ผลิตแอร์ เพื่อที่จะได้ออกให้บริการได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย


คำถามที่พบบ่อยในเรื่องที่เกี่ยวกับสารทำความเย็น R-410A

เครื่องทำความเย็นที่ เดิมใช้ R-22 จะเปลี่ยนมาใช้ R-410A ได้ไหม ?
โดยทั่วไปแล้วไม่สามารถทำได้ ถ้าคอมเพรสเซอร์และอุปกรณ์ต่างๆในระบบ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้กับ R-410A โดยเฉพาะ เพราะส่วนของคอยล์ อาจรับแรงดันของสารทำความเย็น R-410A ไม่ได้ คุณสมบัติแรงดัน และเทอร์โมไดนามิคของ R-410A ทำให้คอมเพรสเซอร์ที่ใช้ ต้องถูกออกแบบใหม่โดยเฉพาะ คอมเพรสเซอร์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับ R-22 หากนำไปใช้กับสารทำความเย็น R410-A จะทำให้มอเตอร์งานเกินกำลังและทำให้ได้รับความเสียหาย หากเครื่องพยายามปั๊ม R-410A ในระบบปรับอากาศ 


น้ำมันคอมเพรสเซอร์ R-410 กับ R-22 ชนิดเดียวกันหรือไม่ ?
น้ำมันที่ใช้ในระบบ R-22 เป็นชนิดที่แตกต่างกับของระบบ R-410A การใช้งานต้องเลือกใช้น้ำมันที่ผลิตมาโดยเฉพาะ 


การปฏิบัติงาน ซ่อม บำรุงรักษา และติดตั้ง เครื่องปรับอากาศที่ใช้ R-410A มีข้อควรระวัง ซึ่งเป็นรายละเอียดเพิ่มเติม อะไรบ้าง?
ปัญหาในเรื่องของความชื้นและสารปนเปื้อน 
- เรื่องของความชื้น เนื่องจากน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้ในระบบ เป็นประเภทโพลีออลเอสเตอร์ (POE) ซึ่งดูดซึมความชื้นในอัตราที่เร็วและสูงกว่าน้ำมันที่ใช้ในระบบทำความเย็นแบบเดิมๆ ดังนั้นระยะเวลาที่ ภายในคอมเพรสเซอร์จะสัมผัสถูกบรรยากาศจึงสั้นกว่ามาก หลักการปฏิบัติที่ดีคือไม่ควรดึงจุกที่อุดปลายท่อของคอมเพรสเซอร์ออกจนกว่า คอมเพรสเซอร์จะติดตั้งเรียบร้อย จึงจะเอาออกเพื่อเชื่อมต่อระบบ...และขั้นตอนการทำสูญญากาศระบบ สำหรับการติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ใช้ R-410A ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญและละเลยไม่ได้ เครื่องปรับอากาศที่ใช้ R-410Aต้องทำสูญญากาศระบบด้วยปั๊มทำสุญญากาศ(vacuum pump)ตามระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น! จริงอยู่ที่ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ R-22 บางครั้งเรายังพบการใช้วิธีลัดโดยการใช้น้ำยาที่ให้มาในระบบไล่อากาศแทนการใช้ปั๊มทำสูญญากาศ(vacuum) แต่ในกรณีของ R-410A เราจะใช้วิธีการเอาน้ำยาในระบบมาไล่อากาศแบบนั้นไม่ได้ เพราะความชื้นในระบบที่ถูกกำจัดออกไปไม่หมด จะมีผลต่อการทำงานของเครื่อง และส่งผลต่อการทำความเย็นด้วย
- อีกอย่างที่เราควรระวังในการปฏิบัติงาน ซ่อบำรุงหรือติดตั้ง เครื่องทำความเย็นที่ใช้ R-410A คือเรื่องสารปนเปื้อนในระบบ เพราะว่าน้ำมันโพลีออลเอสเตอร์ (POE) ที่ใช้ในระบบนั้น มีความสามารถในการเป็นตัวทำความสะอาดชั้นดี ซึ่งจะพาคอปเปอร์ออกไซด์ และสารปนเปื้อนอื่นๆให้ไหลไปปะปนในระบบได้ง่าย อาจทำให้เกิดการอุดตันของอุปกรณ์ในระบบ 
- ทั้งการควบคุมความชื้นและสารปนเปื้อนควรจะเป็นกระบวนการที่ให้ความสำคัญมาก ในขณะที่ปฏิบัติงาน ติดตั้ง และซ่อมบำรุง เครื่องทำความเย็นที่ใช้ R-410A 


ในอนาคต หากมีการใช้งานสารทำความเย็น R-410A อย่างแพร่หลาย แล้วเราจะทราบได้อย่างไร ว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องนั้นใช้สารทำความเย็นรหัสไหน

เบื้องต้น ข้อมูลสารทำความเย็นที่เครื่องปรับอากาศเครื่องนั้นใช้ ทางผู้ผลิตได้แสดงรายละเอียดไว้บนแผ่นป้าย (Name Plate) ที่ติดด้านข้างของเครื่อง ยิ่งถ้าเป็นเครื่องปรับอากาศที่ใช้ R-410A ปัจจุบันผู้ผลิตจะติดป้ายขนาดใหญ่ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นสารทำความเย็นชนิดใหม่ "New Refrigerant HFC410A" แต่ถ้าไม่มีป้ายแสดง ก็ให้สังเกตจากวาล์วลูกศรที่ใช้เสียบเกจวัดแรงดัน(หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต) หัววาล์วลูกศรของ R-22 จะเป็นขนาด 1/4" ส่วนหัววาล์วลูกศรของ R-410A จะเป็นขนาด 3/8"

การชาร์ทน้ำยาเข้าสู่ระบบ ใช้การตวงวัดปริมาตรแบบไหน ?
ในการชาร์ทน้ำยาเข้าสูระบบ สำหรับสารทำความเย็น R-410A จะใช้วิธีการชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั้งดิจิตอล โดยอ้างอิงปริมาณน้ำยาจากข้อมูลที่ทางผู้ผลิตให้มา และหากมีการเดินท่อเพิ่มจากความยาวที่กำหนด จะต้องนำความยาวท่อในส่วนที่เพิ่มขึ้น มาคำนวนหาค่าน้ำหนักของสารทำความเย็นที่จะต้องใส่เพิ่มไปการชาร์ทน้ำยาเข้าสู่ระบบ




สรุป : สารทำความเย็น R-410A เป็นสารทำความเย็นแบบใหม่ที่นำมาใช้แทนสารทำความเย็น R-22 มีแรงดันสูงกว่า R-22 ประมาณ 1.5 - 1.6 เท่า ราคาในตอนนี้ยังถือว่าแพง และติดไฟได้ ที่สำคัญ...ไม่สามารถใช้เกจของ R-22 มาวัดแรงดันของ R-410A ได้...ต้องซื้อเกจตัวใหม่ที่รองรับ R-410 ในตอนนี้ช่างที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบทำความเย็นที่ใช้ R-410A ยังมีน้อย ช่างที่จะติดตั้งเครื่องปรับอากาศ R-410A ทางที่ดีควรจะได้รับการฟังบรรยายอบรม เกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศที่ใช้ R-410A

และเนื่องด้วยสารทำความเย็น R-410A นั้น เป็นส่วนผสมของ HFC-35 และ 120 ในอันตราส่วน 1:1 โดยสารทำความเย็นชนิดนี้จะปราศจากคลอรีน ไม่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศโลก และมีประสิทธิภาพดีกว่าสารทำความเย็นแบบ R-22 ถึง 10% การใช้งานในประเทศไทย ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ย 25-35 องศาเซลเซียสนั้น เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R-410A นั้น จะช่วยประหยัดพลังงาน และค่าไฟต่อปีได้ดีกว่าเครื่องปรับอากาศ R-22 




 

Create Date : 03 เมษายน 2555    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2556 12:55:12 น.
Counter : 41230 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

KanichiKoong
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 275 คน [?]




ช่องทางการติดต่อผู้จัดทำ

- หลังไมค์
- E-mail : aum_tawatchai@hotmail.com
- ID Line : atb1992
-------------------------------------
-------------------------------------
New Comments
Friends' blogs
[Add KanichiKoong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.