Group Blog
 
<<
เมษายน 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
5 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
141 :: เด็กวัยห้าเดือนถึงหกเดือน: การเลี้ยงดู: การเพิ่มอาหารเสริมและปัญหาต่าง ๆ ในการให้อาหารเสริม

เด็กแต่ละคนต้องการอาหารในปริมาณไม่เท่ากัน

เด็กบางคนกินเก่ง บางคนกินน้อย

ปริมาณอาหารที่ให้ไว้ในตารางอาหารเสริม

ไม่ใช่ปริมาณที่คุณแม่ต้องบังคับให้ลูกกินตามนั้น

ถ้าเด็กไม่อยากกินก็ไม่ต้องให้

คุณแม่เกือบทุกคนมีแนวโน้ม

ที่จะฝืนให้ลูกกินอาหารอยู่บ่อย ๆ

เพราะกลัวลูกได้อาหารไม่พอ

คุณแม่ต้องทำใจให้ได้ว่า

เมื่อลูกไม่อยากกินก็ไม่ต้องให้

การให้อาหารเสริมควรเริ่มให้จาก 1-2 ช้อน

แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นวันละ 1-2 ช้อน

เด็กที่ไม่ค่อยชอบกินอาหารเสริมในช่วงนี้

มักเป็นเด็กที่พิถีพิถันเรื่องรสชาติของอาหาร

เด็กบางคนคุณแม่ใส่น้ำตาลในขนมปังต้มนม

มากไปนิดเดียว

พอชิมรสคำแรก

คำต่อ ๆ ไปจะไม่ยอมกินก็มี

เด็กแบบนี้มักไม่ชอบกินมันบดหรือฟักทองบด

อาหารเด็กอ่อนสำเร็จรูปก็ไม่ยอมกิน

คุณแม่อาจต้องลองให้ชิมอาหารหลาย ๆ ชนิดดู

ถึงจะรู้ว่าลูกชอบอะไร

บางครั้งพอเจอของที่เด็กชอบมักจะให้กินมากเกินไป

ถ้าระบบย่อยอาหารของเด็กรับได้ก็ไม่มีปัญหา

แต่บางครั้งวันรุ่งขึ้นเด็กจะถ่ายบ่อยขึ้น

เช่น เคยอึวันละครั้งเดียว

กลับเพิ่มเป็น 2 ครั้ง และอึเหลว

ในกรณีเช่นนี้

ถ้าคุณแม่มั่นใจว่าอาหารที่ให้ลูกสะอาดเพียงพอ

(ตอนทำอาหารล้างมือฟอกสบู่อย่างดี

เครื่องใช้ในการเตรียมอาหารลวกด้วยน้ำเดือดก่อนใช้)

คุณก็เดาได้ว่าลูกอึบ่อยและเหลวขึ้น

เพราะกินมากเกินไปซึ่งไม่มีอันตรายอะไร

คุณแม่อย่าดูที่ลักษณะอุจจาระอย่างเดียว

ต้องดูเด็กด้วย ถ้าเด็กร่าเริงดี กินนมดี ยิ้มบ่อย

ไม่มีไข้ ก็ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องงดอาหารเสริม

แต่ให้น้อยลงเล็กน้อย

ถ้าเด็กกินได้ปกติก็ไม่เป็นไร

วันรุ่งขึ้นเด็กคงถ่ายวันละครั้งตามเดิม

การหยุดให้อาหารเสริมและลดปริมาณนม

ทุกครั้งที่เด็กอึบ่อยและเหลวขึ้น

แล้วค่อยเริ่มใหม่จาก 1 ช้อน

เมื่อเด็กถ่ายปกตินั้น หมอไม่เห็นด้วย

เพราะวกกลับไปกลับมาอย่างนี้บ่อย ๆ

เด็กเลยไม่พัฒนาเรื่องกินสักที

เมื่อเด็กกินอาหารเพิ่มมากขึ้น

เด็กจะอึบ่อยขึ้น ถ้าเด็กถ่าย 2 ครั้งติด ๆ กัน

อึครั้งที่ 2 จะเหลว

เด็กซึ่งเคยกินอาหารเด็กอ่อนมื้อละ 5 ช้อน

เมื่อเพิ่มเป็น 10 ช้อน มักจะถ่ายบ่อยขึ้น

ในกรณีเช่นนี้ ถ้าคุณแม่ไม่ได้ลดปริมาณนมที่ให้

และให้อาหารเสริมเพิ่มขึ้นตามปกติ

แล้วเด็กยังร่าเริงดี น้ำหนักก็เพิ่มขึ้น

คุณแม่ไม่ต้องห่วงเรื่องอึ

เด็กบางคน เมื่อเพิ่มอาหารเสริมให้เล็กน้อย

ลักษณะอุจจาระจะเปลี่ยนไปทันที

เด็กบางคนก็ไม่เป็นไร

เด็กที่อึเหลวเมื่อเพิ่มอาหารเสริมให้

มักจะถูกหาว่าระบบย่อยไม่ดี

ต้องลดนม ลดอาหารเสริม

เด็กแบบนี้เมื่อเริ่มให้อาหารเสริมสักระยะหนึ่ง

น้ำหนักมักจะลดลง

ที่น้ำหนักลดเพราะทุกคน “กลัวอึ”

จึงลดนมและลดอาหาร

เมื่อเด็กขาดอาหารน้ำหนักตัวย่อมลดลง

เมื่อเกิดกรณีเช่นนี้

ถ้าคุณแม่พาลูกไปหาหมอแล้วเจอหมอดี

ซักถามอาการอย่างละเอียด

แล้วบอกว่าเด็กไม่ได้ป่วยไข้อะไร

และพูดให้กำลังใจให้คุณแม่เลี้ยงลูกตามปกติ

ให้นมและอาหารเสริมเพิ่มขึ้นตามธรรมดา

ก็โชคดีไป

แต่ถ้าบังเอิญไปเจอหมอประเภท

ที่พอรู้ว่าเด็กอึเหลวก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง

จับฉีดยาทันที แล้วสั่งงดอาหาร

ให้กินแต่น้ำหวานกับน้ำชา

ซึ่งจะเป็นผลร้ายต่อเด็ก

คนที่รู้ดีที่สุดว่าลูกป่วยหรือไม่คือคุณแม่

(ที่เลี้ยงลูกเอง)

ถ้าเด็กร่าเริงแข็งแรงดีเหมือนทุกวัน

ไม่มีไข้ รู้สึกหิวและกินอาหารได้ปกติ

แสดงว่าเด็กไม่ได้ป่วย

ถ้าคุณแม่รักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด

เวลาทำอะไรให้ลูก

ก็ไม่ต้องกลัวว่าเด็กจะท้องเดิน

บางวัน เมื่อคุณแม่ให้ลูกกินใบตำลึง

แครอท แตงโม ฯลฯ ผักพวกนี้อาจไม่ย่อย

ปนออกมากับอึเขียว ๆ แดง ๆ เป็นก้อน

แต่ไม่เป็นไร เด็กทุกคนจะเป็นอย่างนี้

เด็กไม่ได้ท้องอืดหรือท้องเสียแต่อย่างใด

เมื่อเริ่มให้อาหารเด็กอ่อนแล้วเด็กอึเหลว

ใคร ๆ มักจะหาว่าเป็นเพราะอาหาร

แต่ที่จริงเด็กเป็นหวัดก็อึเหลวได้

ถ้าเด็กยังกินนมดีและแสดงท่าอยากกินอาหารเสริม

แสดงว่าเด็กไม่ได้เป็นอะไรมาก

อาการหวัดก็คงไม่หนักหนาอะไร

เด็กที่มีเสียงครืดคราดอยู่ในหน้าอกเป็นประจำ

เพราะมีเสมหะมากและกำลังให้หมอรักษาอยู่

โดยหมอบอกว่า

“เป็นโรคหลอดลมอักเสบ”

หรือ “เป็นหืดในเด็กเล็ก”

คุณแม่ให้อาหารเสริมได้ตามแต่เด็กต้องการ

น่าแปลกที่เด็กแบบนี้

มักมีระบบย่อยอาหารที่แข็งแรง

ท้องไม่ค่อยเสียง่าย ๆ

เด็กจะท้องเสียเนื่องจากอาหารเสริม

เฉพาะในกรณีที่ไม่ได้รักษาความสะอาด

อย่างเพียงพอ

อาจจะล้างมือไม่สะอาด

หรือไม่ได้ลวกเครื่องใช้ด้วยน้ำเดือดพอ

แล้วบังเอิญมีเชื้อโรคหลงเหลืออยู่

เมื่อเด็กท้องเสียเพราะเชื้อโรค

เด็กจะมีไข้ อารมณ์ไม่ดีร้องกวน

ไม่ค่อยยอมกินนมตามปกติ ถ่ายบ่อย

ถ้ามีอาการเช่นนี้

คุณแม่ต้องพาไปหาหมอรักษา

เด็กจะชอบอาหารเด็กอ่อนหรือไม่

ไม่ใช่อยู่ที่รสชาติอย่างเดียว

อยู่ที่อารมณ์ของเด็กด้วย

เด็กต้องรู้สึกสนุกสนานเวลากินอาหาร

ดังนั้นเวลากินอาหาร

เด็กไม่ควรอยู่ในท่านอน

เหมือนถูกจับหยอดอาหาร

ควรให้เด็กนั่งกิน

ถ้าเด็กยังนั่งเองไม่ได้

คุณแม่อาจเอาใส่ในเก้าอี้สำหรับเด็ก

หรือเก้าอี้หัดเดิน

แล้วใช้หมอนหรือเบาะช่วยให้นั่งได้

คุณแม่บางคนเน้นบรรยากาศ

ในเวลากินอาหารของลูกมากเกินไป

อยากให้ลูกกินมาก ๆ

จึงพาตระเวนเที่ยวชมทิวทัศน์นอกบ้านไปพลาง

ป้อนข้าวไปพลาง

กินข้าวแต่ละมื้อใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง

อย่างนี้ก็ทำให้เด็กไม่มีระเบียบวินัย

ไม่รู้จักแบ่งเวลาเล่นเวลากิน

แถมยังต้องกินข้าวคลุกขี้ฝุ่นอีกด้วย

ที่มาของสาระดีๆ ขอขอบคุณ




Create Date : 05 เมษายน 2553
Last Update : 5 เมษายน 2553 1:36:46 น. 0 comments
Counter : 222 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

RohanCMI
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add RohanCMI's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.