Group Blog
 
<<
เมษายน 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
6 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
ที่มาของสาระดีๆ ขอขอบคุณ


200 :: เด็กวัยเก้าเดือนถึงสิบเดือน: ลักษณะของเด็ก

เด็กที่อายุเกิน 9 เดือนแล้ว

จะเล่นอยู่คนเดียวได้นานขึ้น

เป็นเพราะเด็กเริ่มจะมีความเป็นตัวของตัวเอง

ในฐานะคนคนหนึ่ง

และสนใจสภาพแวดล้อมรอบการอย่างลึกซึ้งขึ้น

ดังนั้นจึงทำอะไรได้นาน

เล่นของเล่นนานขึ้นโดยไม่เบื่อ

นอกจากของเล่นแล้ว

เด็กยังสนใจเล่นกับของใช้ เช่น ที่เขี่ยบุหรี่

ขวดใส่เครื่องสำอาง ช้อน ชาม มือจับลิ้นชัก

ปลั๊กไฟ สวิตซ์ ฯลฯ

เด็กจะเล่นของต่าง ๆ

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ทางด้านร่างกายของเด็กเอง

เด็กจะนั่งอยู่คนเดียวได้นาน

มือมีแรงจับของได้ดีขึ้น

และขยับปลายนิ้วได้อิสระขึ้น

เด็กวัย 9 เดือนนี้

ส่วนใหญ่จะนั่งเล่นคนเดียวได้แล้ว

แต่ระดับความสามารถในการเคลื่อนไหว

จะแตกต่างกันมาก

เด็กบางคนที่เดินได้เร็วมากก็เดินได้แล้วในวัยนี้

บางคนเกาะเดินได้

บางคนเกาะยืนแล้วปล่อยมือตั้งไข่ได้เดี๋ยวนึง

บางคนไม่สนใจยืนเลยแต่ชอบคลาน

บางคนใช้วิธีนั่งถัดเอาก็มี

เด็กจะชอบจับตามองว่าผู้ใหญ่ทำอะไร

และเลียนแบบได้

แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสอนแกแค่ไหน

บ้านที่มีปู่ย่าหรือตายายอยู่ด้วย

และขยันสอนเด็กเลียนแบบ เช่น

ให้โบกมือบ๊ายบาย ปิดตาจ๊ะเอ๋

หรือบางคนอาจก้าวหน้าถึงปิดปากจุ๊บด้วย

แต่ถ้าเด็กอยู่กับพ่อแม่ซึ่งคิดว่า

ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะสอนให้เด็กทำอย่างนั้น

เด็กก็จะไม่ทำ

เด็กวัยนี้ชักจะเล่นซนแบบอันตราย

โดยไม่ต้องมีใครสอน

ถ้าคุณแม่เผลอวางขวดน้ำปลาเอาไว้

เจ้าหนูอาจจะเปิดจุกออกเทเล่น

หรือเอามาเขย่า ๆ หยดน้ำปลาเล่น

เห็นบุหรี่ก็เก็บมากิน กินยาแดง

กินยาแก้ปวดหรือยาระงับประสาท

ที่ใครลืมวางเอาไว้

และชอบทำอะไรที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึงได้บ่อย ๆ

เมื่อเด็กเคลื่อนไหวมากขึ้น

อุบัติเหตุตกจากที่สูงก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

คงไม่มีเด็กคนไหนในวัยนี่ที่ไม่เคยตกจากที่สูงเลย

ความแตกต่างระหว่างเด็กแอคทีฟ (อยู่ไม่สุข)

กับเด็กเฉย ๆ จะยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น

เด็กแอคทีฟจะไม่ยอมอยู่เฉย ๆ

แม้แต่นาทีเดียวตั้งแต่ลืมตาตื่น

จนถึงเวลานอน

ตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่เป็นต้องเขย่าไม้กั้นเตียง

พอเอาลงพื้นปั๊บจะคลานปร๊าด

ไปยังของอะไรที่ตนสนใจทันที

เวลากินจะไม่ยอมนั่งนิ่ง ๆ ในเก้าอี้

กินไปได้หน่อยเดียวจะพยายามปีนลงเสียแล้ว

เวลาอาบน้ำไม่ยอมอยู่เฉย ๆ ให้อาบ

จะเล่นกับสบู่หรือฟองน้ำให้ได้

อาบน้ำเสร็จก็ไม่ค่อยยอมให้ใส่เสื้อ

ชอบให้ตัวล่อนจ้อนอย่างอิสระเสรี

เด็กแบบนี้กลางวันก็นอนน้อย

และมักจะประสบอุบัติเหตุบ่อย ๆ

คุณแม่ของเจ้าหนูจอมซนทั้งหลาย

จะไม่ค่อยมีเวลาหายใจเต็มปอดเอาเสียเลย

ส่วนเด็กที่ชอบอยู่เฉย ๆ นั้น

มักจะนอนกลางวันนาน ๆ

และเล่นอยู่คนเดียวได้นาน ๆ

คุณแม่ของเด็กแบบนี้

จะมีเวลาเหลือพอที่จะประดินประดอย

ทำอาหารให้ลูกอย่างประณีตได้

ระยะเวลานอนของเด็กนั้น

จะแตกต่างกันมากระหว่างเด็กซนกับเด็กเฉย

เด็กที่สนใจของทุกอย่างที่ขวางหน้า

และเล่นโดยไม่ยอมเหนื่อยง่าย ๆ

จะสนุกอยู่กับการเล่น กว่าจะยอมนอนก็ดึก

ในสมัยก่อนซึ่งผู้ใหญ่นอนแต่หัวค่ำตื่นแต่เช้า

เด็กก็นอนตั้งแต่ทุ่มหนึ่งสองทุ่ม

แต่ว่าสมัยนี้ ไม่ว่าบ้านไหน ๆ

จะนอนกันดึกเพราะดูทีวีบ้าง วีดีโอบ้าง

เด็กมีเพื่อนเล่น จึงไม่ค่อยจะยอมนอน

เด็กสมัยนี้จำนวนมากที่กว่าจะนอนก็ 3 ทุ่มไปแล้ว

ถ้าเป็นเด็กแอคทีฟ

และกว่าคุณพ่อจะกลับจากทำงานนั้น

ประมาณ 3 ทุ่มทุกวัน

เด็กอาจตื่นเล่นกับพ่ออยู่ถึง 5 ทุ่ม

ก็ไม่น่าจะผิดกติกาอะไร

ถ้าคำนึงถึงความสัมพันธ์อันชื่นมื่น

ของครอบครัว

เด็กจะนอน 5 ทุ่มและตื่น 9 โมงเช้า

ตามแบบเด็กสมัยใหม่

ถ้าเราจับให้เด็กนอนตั้งแต่หนึ่งทุ่ม

เพราะยึดมั่นในระบบนอนหัวค่ำ

ตื่นแต่เช้าว่าเป็นสิ่งดี

คุณพ่อกลับจากทำงานตอน 3 ทุ่ม

จะต้องย่องเหมือนแมวขโมยเจ้าบ้าน

จะคุยกับคุณแม่ก็ต้องกระซิบกระซาบ

พอตกดึกพ่อแม่กำลังจะนอน

ลูกกลับตื่นลุกขึ้นมาจะเล่น

หรือร้องกวนหลายครั้งจนพ่อแม่อดนอน

นอกจากนั้น เด็กที่นอนแต่หัวค่ำ

มักจะตื่นแต่เช้ามืด

ในขณะที่พ่อแม่กำลังหลับสนิท

เล่นเอาพ่อโมโหตวาดลูกเอาก็มี

แถมตอนกลางวัน

พ่อยังต้องไปนั่งสับปะหงกในที่ทำงาน

จนเสียงานอีก

แบบนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นครอบครัวกันไปทำไม

ความคิดที่ว่าควรนอนหัวค่ำตื่นแต่เช้านั้น

ชักจะไม่เหมาะกับสังคมสมัยใหม่เสียแล้ว

แต่ถ้าเป็นสังคมชนบทซึ่งพ่อแม่ทำไร่ทำนา

ต้องตื่นแต่เช้าแข่งกับตะวัน

เด็กก็ควรจะได้รับการเลี้ยงดู

ให้เหมาะกับสภาพการทำงานของพ่อแม่

เมื่อเด็กตื่นขึ้นมากลางดึก

คุณแม่จะต้องพยายามทำให้เด็กนอนโดยเร็วที่สุด

ไม่ว่าจะใช้วิธีการอย่างไร

ถ้าให้ดูดนมแม่แล้วนอนใน 2-3 นาทีก็ให้ดูด

ดีกว่าอุ้มร้องเพลงกล่อมอยู่ตั้งครึ่งชั่วโมง

ถ้าเด็กฉี่เปียกแล้วเปลี่ยนผ้าอ้อมให้

จะร้องต่ออีกครึ่งชั่วโมงละก็

ปล่อยเอาไว้อย่างนั้นจนถึงเช้าค่อยเปลี่ยน

แต่ถ้าไม่เปลี่ยนแล้วก้นแดง

อาจใช้ผ้าอ้อมกระดาษซึ่งไม่เปียกเฉอะแฉะ

(ในกรณีที่อากาศเย็น หรือนอนห้องแอร์

เพราะผ้าอ้อมกระดาษนั้นค่อนข้างอบ)

หรือใช้ผ้าอ้อมปูเฉย ๆ แบบสมัยก่อน

ไม่ต้องนุ่งให้ จะไเปลี่ยนให้ได้อย่างรวดเร็ว

เด็กยังไม่ทันตื่น

แต่วิธีนี้ถ้าเป็นเด็กผู้ชายและนอนหงาย

เด็กอาจจะยิงจรวดนำวิถีโค้งออกนอกเตียงไปเลย

เด็กในวัย 9-10 เดือนนี้

ถ้าคุณแม่จบให้ฉี่ก่อนคุณแม่เข้านอนตอนดึก

จะมีเด็กประมาณครึ่งหนึ่ง

ที่ไม่ฉี่อีกจนถึง 6 โมงเช้า

แต่ถ้าอากาศหนาวเด็กจะฉี่บ่อยขึ้น

เด็กวัยนี้จะชินกับอาหารเสริมเกือบทุกชนิดแล้ว

เรื่องที่ว่าจะให้เด็กกินอาหารปริมาณเท่าไรนั้น

ควรขึ้นอยู่กับความต้องการของเด็กแต่ละคน

เด็กส่วนใหญ่จะปรับตัวให้เข้ากับผู้ใหญ่ได้

ถ้าคุณแม่ไม่ได้บังคับ

ให้เด็กกินของที่ไม่ชอบเอามาก ๆ แล้ว

เด็กจะยอมกินโดยดี เพราะฉะนั้น

คุณแม่ไม่ต้องทำอาหารเสริมให้เด็กเป็นพิเศษ

แบ่งเอาอาหารของผู้ใหญ่ให้เด็กก็ได้

ไม่ต้องห่วงว่าเด็กจะกลายเป็นคนเลือกอาหาร

หรือเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโต

ถ้าอาหารที่ให้นั้นมีทั้งแป้ง

ผัก และเนื้อหรือถั่วครบถ้วน

เรื่องที่ว่าควรจะให้เด็กวัยนี้

ได้รับอาหารเสริมวันละ 2 มื้อ หรือ 3 มื้อนั้น

ก็แล้วแต่ความต้องการของเด็ก

ถ้าเด็กกินข้าวหมดภายใน 10-15 นาที

จะให้วันละ 3 มื้อก็ได้

แต่ถ้าป้อนข้าวมื้อหนึ่ง

ใช้เวลาเกือบถึงชั่วโมง

ขืนให้วันละ 3 มื้อ

เด็กจะไม่มีเวลาออกไปเล่นนอกบ้าน

เพราะฉะนั้นควรคิดถึง

เวลาที่เด็กจะได้เล่นข้างนอก

อย่างน้อยเช้าเย็นช่วงละ 1-1/2 ชั่วโมงเป็นหลัก

เวลาที่เหลือให้เป็นเวลานอน

และเวลาให้อาหาร

ตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละคน

ถ้าปฏิบัติตามข้างต้นแล้ว

ส่วนใหญ่ในวัยนี้

เด็กจะได้ขนมปังหรือก๋วยเตี๋ยวหนึ่งมื้อ

และข้าวต้มอึกหนึ่งมื้อ

สำหรับเด็กที่ไม่ชอบของเละ ๆ

อย่างข้าวต้ม

วันหนึ่ง ๆ อาจจะกินข้าวสวยนิ่มๆ

เพียงมื้อเดียวก็ไม่เป็นไร

ขอให้เด็กได้รับนมอย่างเพียงพอเป็นใช้ได้

ขนมสำหรับเด็กระยะนี้

มีมากมายหลายอย่าง

ขนมปังกรอบ ซาลาเปา ขนมฝรั่ง

แพนเค้ก คัสตาร์ด ขนมกล้วย ขนมตาล

และขนมไทย ๆ หลายอย่างที่เด็กกินได้

ขอให้สะอาดและรสอ่อนไม่หวาดจัด

คุณแม่บางคนไม่ยอมให้ลูกกินขนมเลย

เพราะกลัวเด็กจะไม่กินข้าว

แต่ขนมเป็นของอร่อย

น่าจะให้เด็กได้ดีใจที่ได้กินของอร่อยบ้าง

อย่างไรก็ตาม

ไม่ควรให้ขนมเด็กมากกว่าสองครั้งต่อวัน

คุณแม่บางคนก็ตามใจให้เด็กกินขนมทั้งวัน

เด็กอาจจะสุขในตอนนี้

แต่มีหวังคงจะต้องทุกข์กายในภายหลังแน่

สำหรับผลไม้

ควรให้เด็กกินเป็นชิ้น

โดยไม่ต้องบดหรือปรุงแต่รส

เด็กจะชอบมากกว่า

เด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่

ควรให้นมแม่ตอนเช้าหลังตื่นนอน

และให้ตอนที่เด็กตื่นขึ้นมากลางดึก

นอกจากนมแม่

ควรให้อาหารเสริม 2 มื้อ

และให้นมวัวหลังอาหาร

เด็กวัยนี้

ถ้าให้แต่นมแม่และให้กินข้าวนิดเดียว

ธาตุอาหารจะไม่พอเพียง

เมื่อเด็กโตขึ้น มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

อาจจะต่อต้านเวลาถูกจับให้นั่งกระโถน

ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเคยยอมนั่งแต่โดยดี

สำหรับโรคที่เด็กวัยนี้เป็นกันมาก

ถ้าเด็กคนไหนไม่เคยเป็นไข้มาก่อนเลย

ให้นึกถึงส่าไข้ไว้ด้วย

เพราะท่าทีของพ่อแม่ที่รู้จักโรคนี้

กับคนที่ไม่รู้จักจะต่างกันอย่างลิบลับ

ถ้าอยู่ในช่วงที่ไข้เลือดออกระบาด

ให้นึกถึงไข้เลือดออกเอาไว้ด้วย

พยายามให้เด็กได้น้ำมาก ๆ ในช่วงที่เป็นไข้

เด็กอาจมีตุ่มเล็ก ๆ ตามผิวหนัง

ซึ่งเรียกว่า ผื่นเม็ดนูน (Strophulus)

แต่ไม่มีไข้

ขอให้คิดว่าเป็นผื่นแพ้ชนิดหนึ่ง

เด็กระยะนี้มักจะมีฟันหน้าขึ้นครบ 4 ซี่

แต่ยังไม่ถึงกับต้องแปรงฟันให้เด็ก

ถ้าคุณแม่ขยัน เอาผ้าสะอาดเช็ดให้ก็พอ

Create Date : 06 เมษายน 2553
Last Update : 6 เมษายน 2553 1:29:29 น. 0 comments
Counter : 270 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

RohanCMI
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add RohanCMI's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.