Group Blog
 
<<
เมษายน 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
5 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
ที่มาของสาระดีๆ ขอขอบคุณ


167 :: เด็กวัยหกเดือนถึงเจ็ดเดือน: สภาพผิดปกติ: โรคส่าไข้

มีโรคน้อยชนิด

ที่จะมีลักษณะตรงตามตำราเปี๊ยบ

เหมือนโรคส่าไข้

โรคส่วนใหญ่มักจะแสดงลักษณะต่างกัน

ตามอาการหนักเบาหรือมีโรคแทรกซ้อน

แต่โรคส่าไข้นี้

แม้ว่าอายุ ฤดู ท้องถิ่นที่เป็นจะต่างกัน

แต่ลักษณะอาการของโรค

จะเหมือนกันไม่มีผิด

กล่าวคือ

โรคนี้จะเริ่มต้นด้วย

อาการไข้สูงแต่เพียงอย่างเดียว

เด็กมีอาการผิดปกติ ไม่ร่าเริง

เมื่อแตะหน้าผากดูก็รู้สึกร้อน

พอวัดอุณหภูมิดูจะมีไข้

38-39 องศาเซลเซียส

ไม่มีอาการไอ ไม่มีน้ำมูก ท้องก็ไม่เสีย

ส่วนมาก

มักจะเป็นอาการตัวร้อนครั้งแรกของเด็ก

คุณพ่อคุณแม่จึงตกใจรีบพาไปหาหมอ

คุณหมอก็จะบอกว่า

“เป็นหวัด” บ้าง “ทอนซิลอักเสบ” บ้าง

“คอค่อนข้างแดงนะ” ฯลฯ

อาการของเด็กไม่รุนแรง

คุณหมอจึงไม่ค่อยกังวลนัก

ให้ยามาบางขนาน รวมทั้งยาลดไข้

ตกกลางคืนเด็กจะกวนมาก

ตื่นหลายครั้ง

ร้องกวนจนแตกตื่นกันไปทั่วบ้าน

คุณแม่มีหวังต้องเฝ้าไข้จนสว่าง

เด็กจะกินนมได้น้อยลง

บางครั้งอาจจะอาเจียน

ไม่สนใจอยากเล่นของเล่น

วันรุ่งขึ้นไข้ยังสูง

ขนาด 38 องศาเซลเซียสตามเดิม

ต้องพาไปหาหมออีกครั้ง

คุณหมอคงจะปลอบใจว่า

“ไม่เป็นไร อีกไม่นานไข้ก็ลด”

คราวนี้คงให้ยาปฏิชีวนะมาด้วย

แต่ทว่าคืนนั้นไข้ก็ยังไม่ลด

กำชับให้พาไปให้หมอ

ตรวจดูให้แน่ ๆ อีกทีซิ

แล้วก็เดิน สลึมสลือออกไปทำงาน

วันที่สาม

คุณแม่พาไปหาหมอคนเดิมอีกครั้ง

บ่นกับหมอว่า

“คุณหมอคะ ยาของคุณหมอไม่ได้ผลเลย”

หมอบางคนเลยชักจะโมโหหน่อย ๆ

บอกว่า

“คราวนี้ผมจะให้ยาอย่างดี (อย่างแรง) ไข้ลดแน่ ๆ “

หมอบางคนอาจจะเกาหัวสงสัยว่า

“เอ ไข้มันน่าจะลดแล้วนา”

แน่นอน

คุณหมอคนหลังเป็นหมอที่ดีกว่าหมอคนแรก

วันนั้นหมอฉีดยาให้

แต่กลับมาบ้านไข้ยังไม่ยอมลด

คุณแม่เริ่มใจไม่ดี

คุณยายรีบมาเยี่ยม

แต่คุณยายนั้นไม่รู้จักโรคส่าไข้

โรคที่มีไข้สูงที่คุณยายรู้จักคือ “ปอดบวม”

เมื่อคุณแม่บอกว่า

“คุณหมอว่าเป็นหวัด หรือทอนซิลอักเสบ”

คุณยายก็จะแย้งว่า

“หวัดอะไรกันยะ ไข้สูงติดต่อกัน 3 วันยังงี้”

คราวนี้คุณแม่ชักสงสัยว่า

คุณหมออาจวินิจฉัยโรคผิด

เด็กอ่อนขนาดนี้

ขืนปล่อยให้ไข้สูงตั้ง 3 วันอย่างนี้

เดี๋ยวสมองเป็นอะไรไปจะทำยังไง

คิดดังนั้นแล้วก็ตกลงเปลี่ยนหมอ

พาไปหาหมอชื่อดัง

ซึ่งอาจจะอยู่ไกลบ้านหน่อย

แต่เป็นกุมารแพทย์ชำนาญโรคเด็ก

รู้จักโรคนี้ดี

คุณหมอคนใหม่จะให้ความมั่นใจ

กับคุณแม่ว่า

“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้หายแน่ ๆ”

และให้ยามา

วันรุ่งขึ้น

ไข้ของเด็กลด

ตามที่คุณหมอคนใหม่พยากรณ์ไว้ไม่ผิด

ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับยาขนานใหม่

แต่เป็นเพราะโรคนี้ไข้จะลดในวันที่ 4

แต่ทั้งคุณแม่และคุณยาย

จะพากันสรรเสริญหมอคนใหม่

ว่าฝีมือแน่ ให้ยาดี ไข้ลดได้ทันใจ

เมื่อไข้ลดจะปรากฏผื่น

ขึ้นตามหน้าอก หลัง

เป็นเม็ดแดงเล็ก ๆ เหมือนรอยยุงกัด

ผื่นจะมีมากขึ้น

ลามไปที่หน้า คอ แขน และขา

คุณยายเลยสงสัยว่าเด็กคงจะออกหัด

แต่ที่จริงโรคหัดนั้น

ผื่นจะออกตอนมีไข้สูง

ส่วนโรคส่าไข้

ผื่นจะออกตอนไข้ลดแล้ว

ถึงแม้ไข้จะลดแล้ว

เด็กก็ยังไม่แจ่มใส ร้องกวนบ่อย ๆ

นอกจากนั้น

อุจจาระของเด็กตอนเย็นวันที่ 3

หรือตอนเช้าวันที่ 4

มักจะเหลวคล้ายท้องเสีย

เด็กจะหายสนิทในวันที่5

กลับร่าเริงเป็นปกติ ผื่นก็จางหายไป

หมอที่สงสัยอยู่แล้ว

ว่าเด็กอาจเป็นโรคส่าไข้

เมื่อเห็นผื่นออกก็จะโล่งอก

แต่หมอที่ไม่ได้นึกถึงโรคนี้เลย

อาจจะไม่สนใจกับผื่น

นึกว่าเป็นผดร้อนก็ได้

หมอบางคนอาจบอกว่าเป็น

“หัดเยอรมัน”

ที่คุณหมอไม่นึกถึงโรคส่าไข้นั้น

ยังพอทำเนา

แต่ที่บอกส่งเดชว่าเป็น “หัดเยอรมัน”

ด้วยนี้แย่

เพราะประวัติการ

เป็นหัดเยอรมันนี้สำคัญมาก

โดยเฉพาะสำหรับเด็กผู้หญิง

กล่าวโดยทั่วไปแล้ว

มีเด็กอายุ 6 เดือนน้อย

คนที่จะเป็นหัดเยอรมัน

มักจะเป็นในวัยเด็กเล็ก (ไม่ใช่เด็กอ่อน)

หัดเยอรมัน (หรือเหือด)

มักระบาดติดต่อจากเด็กอื่น

ไม่เหมือนโรคส่าไข้

ซึ่งอยู่ ๆ เด็กก็จะเป็นขึ้นมา

โรคส่าไข้นี้

เมื่อเป็นครั้งหนึ่งแล้วมักจะไม่เป็นอีก

และอาการของโรค

จะเหมือนกับที่กล่าวมาข้างต้น

ประมาณร้อยละ 90

มีน้อยมากที่เด็กบางคน

มีไข้ติดต่อกันถึง 4 วัน และไข้ลด

ผื่นขึ้นในวันที่ 5

นอกจากนั้นเด็กบางคน

ไม่ได้มีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียส

ติดต่อกันตลอดวัน

แต่ไข้ลดเหลือประมาณ

37 องศาเซลเซียสในตอนเช้า

แล้วจะขึ้นสูงเกือบ 39 องศาเซลเซียส

ในตอนกลางคืน

ถ้าเด็กเป็นโรคส่าไข้

หลังจากอายุ 8 เดือนขึ้นไป

เด็กบางคนจะมีอาการชักตอนไข้สูง

ซึ่งมักจะเป็นการชักครั้งแรกของลูก

เล่นเอาคุณพ่อคุณแม่ใจหายใจคว่ำ

แต่ไม่ต้องตกใจ

อาการชักจากไข้สูงนี้แก้ไขได้ไม่ยาก

โรคส่าไข้นี้เกิดจากเชื้อไวรัส

แต่ยังไม่รู้แน่นอนว่าเป็นไวรัสชนิดไหน

และไม่ค่อยได้ยินว่า

มีการระบาดของโรคนี้

ในสถานเลี้ยงเด็กหรือเนอสเซอรี

ระยะฟักตัวของโรคนี้

คาดว่าประมาณ 10-14 วัน

โรคส่าไข้นี้ไม่มีวิธีรักษา

พิเศษพิสดารอะไร

เพราะไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัส

และโรคนี้ไม่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน

จึงไม่ต้องกินยาป้องกันโรคแทรกซ้อน

เพราะฉะนั้นถ้ารู้ว่าเป็นโรคนี้ตั้งแต่แรก

ก็ไม่ต้องให้ยาอะไรเลย

แต่เพราะว่าในวันสองวันแรก

เรามักนึกว่าเป็นหวัดหรือทอนซิลอักเสบ

เด็กส่วนใหญ่จึงต้องกินยา

หรือถูกฉีดยารักษาโรคหวัด

แต่ถึงจะกินยาเหล่านั้น

ก็ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร

เพียงแต่กินเข้าไปก็ไม่ให้ผลอะไรเท่านั้น

ถ้าเด็กเป็นเมื่ออายุเกิน 7 เดือนขึ้นไป

และตัวร้อนจัด ต้องให้ยาลดไข้และเช็ดตัว

โดยเฉพาะเด็กที่เคยชักจะต้องกินยากันชักด้วย

ในกรณีที่เด็กไม่อยากนม

ชงนมให้จางลงเล็กน้อย

ถ้าเด็กไม่ยอมกินนมแต่ยอมกินน้ำผลไม้

ก็ให้กินน้ำผลไม้เยอะ ๆ ได้

ถ้าเด็กชอบกินขนมปัง

หรือก๋วยเตี๋ยวมากกว่านมก็ให้กินได้

ประมาณวันที่ 3 อุจจาระจะเหลว

แต่ไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ

นอกจากชงนมให้จางลงเท่านั้น

และเมื่อผื่นยุบหมดแล้วก็อาบน้ำให้ได้

เวลาเด็กออกผื่น

คนสมัยก่อนมักเตือน

ไม่ให้ออกไปกระทบลมข้างนอก

แต่เด็กที่ออกผื่นโรคส่าไข้นี้

ถึงจะพาออกไปถูกลมข้างนอก

อาการก็คงไม่เลวลงแต่อย่างใด

ถ้าหากคาดไว้ว่าเด็กจะเป็นโรคส่าไข้

แต่ถึงวันที่ 4 แล้ว

ไข้ยังไม่ยอมลด

และเด็กไม่มีอาการผิดปกติอย่างอื่น

ให้สงสัยไว้ก่อนว่า

เป็นโรคส่าไข้ชนิดที่ผื่นขึ้นช้าไปวันหนึ่ง

โรคอื่นที่อาจจะเป็นได้

ถ้ามีไข้สูงเกิน 4 วันก็มี เช่น

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

(เด็กจะมีอาการอาเจียน

ร้องไห้ไม่หยุดเพราะปวดศีรษะ

หรืออาจชักหมดสติ)

โรคปอดบวม (จะมีหายใจหอบ)

หรือโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อบิด

(จะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด)

และโรคโลหิตเป็นพิษ

(จะมีอาการหนาวสั่นวันละหลายครั้ง)

โรคส่าไข้นั้น

เมื่อเป็นครั้งหนึ่งแล้วจะไม่เป็นอีก

และเด็กที่ไม่เคยเป็นเลยจนอายุถึง 2 ขวบ

จะไม่เป็นโรคนี้อีกแล้วเมื่อโตขึ้นกว่านั้น

Create Date : 05 เมษายน 2553
Last Update : 5 เมษายน 2553 22:41:41 น. 0 comments
Counter : 214 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

RohanCMI
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add RohanCMI's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.