Group Blog
 
<<
เมษายน 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
6 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
ที่มาของสาระดีๆ ขอขอบคุณ


228 :: เด็กวัยสิบเอ็ดเดือนถึงหนึ่งขวบ: ลักษณะของเด็ก

เด็กวัยใกล้จะหนึ่งขวบนี้

รู้จักแยกแยะความสัมพันธ์ของบุคคลรอบกายแล้ว

ใครเป็นพ่อแม่หรือเป็นคนอื่น

คนไหนเคยเห็นหน้าบ่อย

คนไหนเป็นคนแปลกหน้า

เด็กกำลังก้าวเข้าสู่สังคม

ของคนรอบ ๆ อย่างเต็มตัว

พวกผู้ใหญ่จะรู้สึกว่า

เด็กชอบทำอะไรเลียนแบบผู้ใหญ่บ่อย ๆ

พอเห็นคุณแม่กำลังเช็ดโต๊ะอาหาร

หนูน้อยก็เข้ามาใกล้และเอามือลูกโต๊ะบ้าง

เวลาคุณพ่อใช้ค้อนตอกตะปูโป๊ก ๆ

หนูก็เอาช้อนเคาะโต๊ะป๊อก ๆ บ้าง

เด็กวัยนี้จะดีใจที่สุด

เมื่อได้อยู่ในหมู่ของเด็กโตกว่าเล็กน้อย

และพวกพี่ ๆ สนใจจะเล่นด้วย

ถึงแม้ว่าจะเล่นกันจริง ๆ ยังไม่ได้

แต่ถ้าพี่ ๆ ส่งของเล่นมาให้ถือ

หรือโยนลูกบอลมาให้

หรือช่วยเข็นรถที่หนูน้อยนั่ง

หนูจะยิ้มแฉ่งทีเดียว

เวลาได้นั่งรถไฟหรือรถโดยสาร

ถ้ามีเด็กอื่น ๆอยู่ใกล้ ๆ

หนูจะทำท่าอยากเล่นกับเด็กด้วยกัน

มากกว่าที่จะสนใจทิวทัศน์นอกรถ

เด็กชอบได้รับคำชม

โดยเฉพาะเวลาคนรอบข้างยุให้แสดง

“ท่าเก่ง”

อวดคนอื่น

เด็กบางคนพอถูกยุก็ชูมือรำแต้

ให้ผู้ใหญ่หัวเราะด้วยความเอ็นดู

เมื่อก่อนเด็กจะไม่ยอมส่งของเล่นให้ใครง่าย ๆ

แต่พอถึงวัยนี้

ถ้าคุณแม่แบมือบอกว่า “ขอ”

หนูจะยอมส่งของให้

เด็กเริ่มเข้าใจว่า

คนเราผูกพันกันด้วยภาษาพูด

เวลาถูกเรียกหนูจะหันมามอง

เมื่อบอกว่า “บ๊าย บายไปละนะ” หนูก็โบกมือให้

เด็กเข้าใจภาษาพูดขึ้นมาก

แต่ยังพูดเองได้เพียงไม่กี่คำ เช่น

แม่ ป้อ จ๊ะจ๋า หม่ำๆ ไม่ เจ็บ ตี ฯลฯ

แต่มีเด็กบางคนซึ่งทั้ง ๆ ที่เข้าใจ

เรื่องที่ผู้ใหญ่พูดเกือบทุกอย่าง

แต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมพูดสักคำก็มี

การที่เด็กพูดได้เร็วไม่ได้แปลว่า

เป็นเด็กฉลาดกว่าเด็กอื่น

และถ้าลูกคุณยังไม่ยอมพูดในวัยนี้

ก็ไม่ต้องตกใจ

คุณแม่บางคนเป็นคนทำงานเก่งและเร็ว

แต่เวลาทำงานไม่ยอมพูดสักคำ

เวลาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูก

ป้อนข้าวลูก ได้แต่ทำให้เฉย ๆ โดยไม่คุยด้วย

ถ้าคุณแม่ขยับแต่มือโดยไม่ขยับปากเลย

ลูกก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้เรียนรู้ภาษา

คุณแม่ควรคุยกับลูกอยู่เสมอ

และคุณแม่ส่วนใหญ่

ก็ชอบคุยกับลูกโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

เด็กวัยนี้เคลื่อนไหวไปไหน ๆ ได้เองมากแล้ว

บางคนก็เดินได้แล้ว แต่บางคนยังเกาะเดินอยู่

เวลาเด็กเริ่มหัดเดิน

มักจะเดินตุปัดตุเป๋

คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องห่วงกลัวว่า

ลูกจะเป็นโรคกระดูกต้นขา

หลุดจากข้อต่อตะโพกมาแต่กำเนิด

เด็กที่เป็นโรคนี้

อาการเดินจะเป๋เอามาก ๆ

และส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่

จะรู้สึกถึงความผิดปกติ

ตั้งแต่ก่อนถึงวัยหัดเดินเสียอีก

เก้าอี้หัดเดินไม่เหมาะสำหรับเด็กวัยนี้

เพราะไม่ปลอดภัย ไม่ควรใช้

แต่ถ้าจะใช้คุณแม่ควรระวังให้ดี

เด็กใช้มือได้คล่องแล้ว

สามารถเปิดฝาขวดได้เอง

ดึงปลั๊กไฟออกเองได้

บางครั้งจะหมุนปุ่มเปิดปิด

เตาแก๊สหุงต้มเล่น คุณแม่เผลอไม่ได้เลย

เด็กวัยหนึ่งขวบนี้มีความอยากรู้อยากเห็นมาก

เห็นบันไดก็อยากจะขึ้น

และสามารถปีนขึ้นไปชั้นบนได้

ทั้ง ๆ ที่ยังเดินไม่ได้

เวลาเห็นกล่องเจ้าหนูก็อยากมุดลงไป

ถ้ามีถุงพลาสติกก็จะเอามาครอบหัวเล่น

เห็นปากกาตกอยู่จะจับเขียนเล่นบนพื้น

และถ้าเจอกระติกน้ำร้อน

ก็อยากจะเทน้ำร้อนออกมา

เวลาเห็นเด็กทำท่าจะทำอะไรที่เป็นอันตราย

คุณแม่ต้องดุทันทีห้ามไม่ให้เด็กทำ

การดุเด็กในวัยนี้ไม่ใช่เป็นการสอนศีลธรรม

เพราะเด็กอายุเท่านี้ยังไม่สามารถเข้าใจว่า

การทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ดี

จะต้องจำใส่ใจไว้เพื่อจะได้ไม่ทำอีกในวันหน้า

ถ้าเด็กประสบอุบัติเหตุเมื่อใด

ก็เป็นความผิดของพ่อแม่อย่างเต็มประตู

ที่ไม่ระมัดระวังลูกให้ดีพอ

จะมาโทษลูกว่าแม่สอนแล้ว

ลูกอยากไม่จำเองไม่ได้

คุณแม่ต้องฝึกให้ลูกหยุดการกระทำ

ที่จะก่อให้เกิดอันตราย

ทันทีที่ได้ยินเสียคุณแม่ร้องห้ามว่า

“ไม่ได้นะ!”

และถ้าเด็กหยุดทำ

คุณแม่ต้องชมเชยแกทุกครั้ง

เป็นการสอนให้ลูกรู้ว่า

ถ้าทำตามที่คุณแม่ห้าม ลูกจะได้รับคำชมเชย

ในเรื่องการนอน

เด็กซน ๆ จะนอนกลางวันเพียงครั้งเดียว

เวลานอนก็ต่างๆ กัน

เด็กที่ตื่นแต่เช้ามือมักนอนกลางวันในช่วงเช้า

แต่เด็กส่วนใหญ่จะนอนตอนบ่าย

ประมาณ 2-3 ชั่วโมง

มีเด็กบางคนซึ่งนอนเก่ง

นอนตอนเช้า 2 ชั่วโมง

และยังนอนตอนบ่ายอีก 2 ชั่วโม

เด็กบางคนตื่นนอนขึ้นมา

ก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดี

บางคนตื่นขึ้นมาจะโยเย

อยู่ 20-30 นาที

และก่อนนอนก็ต้องร้องกวนสักพักหนึ่ง

ก่อนจึงจะยอมนอน

ตอนกลางคืน

เด็กส่วนใหญ่นอนตั้งแต่ 3 ทุ่มจนถึงโมงเช้า

แต่ก็มีมากเหมือนกันที่เลย 4 ทุ่มแล้ว

ยังไม่ยอมนอน

เด็กพวกนี้จึงเป็นเด็กตื่นสายไปด้วย

ก่อนที่คุณแม่จะนอน

มักจะดูว่าลูกฉี่เปียกหรือไม่

ถ้าไม่เปียกก็จับให้ลูกฉี่

และตอนกลางดึกจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนผ้าอ้อม

ให้อีกครั้งหนึ่ง

แต่ก็มีเด็กจำนวนมากที่ไม่ฉี่เลย

จนกระทั่งถึงเช้า

ส่วนเด็กที่ฉี่บ่อยนั้น

คงยังต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้คืนละ 3-4 ครั้ง

คุณแม่บางคนไม่สนใจว่า

ลูกจะนอนแฉะหรือไม่

พอเข้านอนก็หลับสนิททั้งแม่ทั้งลูกจนถึงเช้า

ระหว่างนั้น ลูกจะฉี่สักกี่ครั้งก็ไม่ตื่นทั้งคู่

แบบนี้ ถ้าก้นไม่แดงก็ไม่เป็นไร

แต่เด็กบางคนทนไม่ได้เมื่อก้นเปียกแฉะ

แกจะร้องทุกครั้งจนกว่าคุณแม่จะเปลี่ยนให้

เรื่องอย่างนี้เป็นนิสัยของเด็กแต่ละคน

ไม่ใช่เป็นเพราะการฝึก

เด็กวัยนี้มีฟันบนฟันล่างรวม 4 ซี่แล้ว

คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่

ให้กินข้าวสวยเหมือนผู้ใหญ่

แต่มีเด็กบางคนที่ไม่ชอบกินข้าว

เด็กที่เคยกินเก่งมาตั้งแต่วัย 4 เดือน

พอถึงวัยนี้จะกินข้าวเก่งด้วย

ส่วนเด็กที่กินน้อยมาตลอด

จะกินข้าวได้ไม่ถึงครึ่งถ้วย กับข้าวก็กินน้อย

ตามปกติเราจะให้เด็กหย่านมแม่

และกินข้าวเป็นหลักเหมือนผู้ใหญ่

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้เด็กดื่มนมเลย

เด็กยังควรได้รับนมวันละไม่ต่ำหว่า 500 ซี.ซี.

โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ชอบกินข้าว

คุณแม่ควรให้เด็กได้กับข้าวพวกโปรตีน

(ปลา ไข่ เนื้อ หมู ไก่ ถั่ว) อย่างเพียงพอ

แต่ถ้ากับข้าวก็ไม่ค่อยยอมกินเหมือนกัน

ก็เห็นจะต้องให้นมเหมือนเดิมไปก่อน

อย่างไรก็ตาม

ถ้าเด็กได้เล่นออกกำลังกายอย่างพอเพียง

เด็กจะกินอาหารได้มาก

โดยคุณแม่ไม่ต้องบังคับเลย

ดังนั้น

แทนที่คุณแม่จะหมกมุ่น

อยู่กับเรื่องอาหารของลูก

ควรพาลูกออกไปเที่ยวเล่น

ออกกำลังกายดีกว่า

มีบางบ้านซึ่งคุณแม่อยู่ในฐานะลูกสะใภ้

ต้องทำงานรับใช้คนทั้งบ้านตามธรรมเนียมเก่า ๆ

ถ้าพาลูกออกนอกบ้านบ่อย ๆ

จะถูกค้อนเอาหาว่า

แม่นี่ขี้เกียจเอาแต่เที่ยว

แถมยังหัดให้ลูกเที่ยวเก่งตั้งแต่อ้อนแต่ออก

แบบนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของคุณพ่อ

ที่จะอธิบายให้ญาติผู้ใหญ่เข้าใจ

เด็กแต่ละคนชอบขนมไม่เหมือนกัน

บางคนชอบขนมหวาน

บางคนชอบขนมเค็ม

ข้อสำคัญในการให้ขนมเด็ก คือ

อย่าให้พร่ำเพรื่อไม่เป็นเวลา

จนขนมกลายเป็นอาหารหลัก

ข้าวเป็นอาหารรอง

การขับถ่ายของเด็กวัยนี้

บางคนอึวันละครั้ง บางคนวันเว้นวันครั้ง

บางคนวันละ 2 ครั้ง

เด็กยังบอกคุณแม่ไม่ได้ว่า “ปวดอึ”

หรือ “ปวดฉี่”

คุณแม่ต้องสังเกตเอาเอง

เด็กที่ร้องไห้อาละวาดไม่ยอมนั่งกระโถน

คุณแม่ไม่ควรบังคับให้นั่ง

เด็กที่ไม่เคยเป็นไข้ตัวร้อนมาก่อนเลย

ถ้าเกิดมาไข้สูงขึ้นมา

ให้นึกถึงโรคส่าไข้ก่อนอื่น

เมื่ออายุเกิน 1 ขวบ

โอกาสที่จะเป็นโรคส่าไข้มีน้อยลง

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เป็นเสียเลย

นอกจากนั้นเมื่อเด็กมีไข้สูง

คุณแม่ควรนึกถึงโรคอื่นๆ ด้วย

เช่น ไข้หวัด ไข้เลือดออก สมองอักเสบ

ควรพาลูกไปให้หมอตรวจดูอาการ

เพื่อวินิจฉัยโรคทุกครั้งที่เด็กตัวร้อน

Create Date : 06 เมษายน 2553
Last Update : 6 เมษายน 2553 6:03:25 น. 0 comments
Counter : 349 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

RohanCMI
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add RohanCMI's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.