Group Blog
 
 
กันยายน 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
20 กันยายน 2559
 
All Blogs
 
จิตเกาะพระ 11กย2559 จิตเกาะพระกลายเป็นจิตบุญได้อย่างไร





 ขอบพระคุณที่มาเฟสบุค PhuBodin 11กย2559 สาธุค่ะ
#จิตเกาะพระ
กลายเป็น "จิตบุญ" ได้อย่างไร
กรุณาอ่านกันเอง
อาจจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นบ้าง ไม่มากก็น้อย
เพราะดอกบัวบานที่นี่แล้ว
พี่ภูขอโมทนาจิตบุญท่านนี้ด้วย
และก็ครูจิตเกาะพระ ทุกๆท่านด้วย
ไม่รู้จะพูดยังไงดี เหมือนจิตดวงนี้ พร้อมรับธรรม
ไม่ดื้อเลย บอกไรทำตามหมด อาจมีลังเลสงสัยบ้าง
ถือเป็นธรรมดา เพราะไม่มีใคร ไม่ลังเล ไม่สงสัยเลย
ทำแบบคนโง่ๆดี ยิ่งเป็นผลดีต่อตัวผู้ปฎิบัติเอง
แถมครูไม่ต้องมาเหนื่อยมาก เพราะพูดมาก
ยกเหตุผล หรือชักแม่น้ำทั้ง๕ มาประกอบ
ของแบบนี้ ขึ้นอยู่ที่ตนเอง บอกไม่ได้ว่า..
เมื่อไหร่ คนนั้นจะมีดวงตาเห็นธรรม
จิตนะจิต "เป็นผู้เห็นธรรม" 
มิใช่ตาเนื้อ หรืออายตนะทั้ง๖ 
จะไม่ขอพูดมากแล้ว ใครรับได้ก็รับไป
แต่ถ้าใครรับไม่ได้ หรือมีความเห็นต่าง 
ก็อย่ามาเสียเวลาอะไรตรงนี้เลย ก้าวข้ามไปเลย
อย่าไปติดใจอะไรตรงนี้ เพื่อไม่เป็นการปรามาส
หรือล่วงเกินจิตกันและกัน 
เราจะได้ไม่ต้องมาผูกกรรมไม่ดีต่อกันเลย

การที่ครูจะฟูมฟักดวงจิตใครสักดวง "มิใช่เรื่องง่าย"
เพราะมิได้แค่สอนธรรมะเพียงอย่างเดียว
นอกจากสอนเดินมรรคที่ถูกต้องแล้ว
คือ ต้องมีทั้งศีล สมาธิปัญญาครบ
ไหนต้องคอยวางกำลังใจ และคอยแกะกรรมให้อีก
เพราะครูทุกท่านจะรู้ว่า จิตคนนี้ ติดขัดกับสิ่งใด
บางทีเจ้าของดวงจิตก็ยังไม่รู้ว่า จิตตนติดอยู่กับสิ่งใด
จึงอยากแนะนำคนที่กำลังทำกรรมฐาน ควรหาครูผู้รู้มาสอน
เพราะถ้าเราเดินมรรคไม่ถูก ท่านก็จะแก้ไขให้ 
ครูแต่ละคนมีอุบายต่างกัน อย่าไปสนใจในคำสมมุตินั่น
จงสนใจว่าจิตตนเดินมรรคตลอดสายไหม
หมายถึง เรามีศีลสมาธิปัญญาครบไหม มีมากน้อยไม่เป็นไร
สรุปแล้ว คนทำจิตเกาะกลายเป็นจิตบุญไปแล้ว
เดี๋ยวท่านจะรู้ด้วยตัวของท่านเองว่า สติกับจิตตนเองนั้น
ชัดเจนขึ้นมั๊ย ให้จิตบุญมาตอบเอง "ตอบตัวเขาเอง"

ถ้าจบจิตเกาะพระ ถือว่าครูที่นี่ หมดหน้าที่แล้ว
ที่เหลือท่านต้องไปเรียนต่อ "ข้างบนเอาเอง"
คือพระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์ของท่านเอง 
#จิตเกาะพระ.. แค่บอกทางให้เธอเดินตามเท่านั้น
ที่เหลือใครจะไปพระนิพพานหรือปรารถนาพุทธภูมิ
คืออยากจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ก็ตามใจเถิด
เพราะครูได้บอกกล่าวกับท่านบบ.ไว้หมดแล้ว
หมดหน้าที่ภาคพื้นดินหรือภาคมนุษย์แล้ว
ที่เหลือเป็นหน้าที่บบ. ให้จิตบุญต่อยอดกันเอง
ถ้าต่อเองไม่ได้ก็ให้กลับมาเกาะกลุ่มกับครูที่นี่
เกาะกลุ่มสนทนาธรรมกันภายใน 
"โม้กันทั้งวัน" 555 ไม่เห็นมีใครทุกข์สักคน
โมทนาสาธุ
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

#กราบเรียบครูบัว 
อาจารย์ภู และครูทุกๆท่านในคณะจิตเกาะพระ 

กระผมขอรายงานผลของการปฎิบัติที่ได้เรียนจากคณะครูจิตเกาะพระครับ ขอเล่าแต่เริ่มแรกนะครับครู  ขอเล่าแต่พื้นฐานเดิมของผมก่อนเมื่อตอนเด็กๆชอบสงสัยเรื่องราวต่างๆแม้แต่คำพูด คนเราคิดคำพูดได้ไง แล้วคำพูดนั้นมาจากไหน เช่นคำว่าพ่อแม่ บ้านต้นไม้เป็นต้นใครเป็นคนสมมุติคำเหล่านี้ขึ้นมา แล้วทำไมคนเราพูดคนล่ะภาษา และไม่เหมือนกัน แม้แต่สิ่งของเดียวกันยังเรียกไม่เหมือนกัน ก็สงสัยแบบนั้นแต่เด็ก โตมาหน่อยก็ไปวัดทำบุญตามยายซึ่งแกชอบไปวัด ก็มาคิดอีกว่า มาทำไม ทำบุญแล้วได้อะไรไม่ทำแล้วได้อะไร แล้วรักษาศีล5ทำไม ชอบสงสัยทุกเรื่องแต่ไม่มีคำตอบ ไม่รู้จะถามใคร จริงๆแล้วผมก็ถามผู้ใหญ่ที่เขาทำบุญกันนะว่าไปวัดทำไมไปทำบุญแล้วได้อะไร เขาก็ตอบว่าทำบุญแล้วก็ต้องได้บุญ  ทำบาปก็ต้องได้บาป เหมือนเราปลูกต้นไม้อะไรก็ได้อย่างนั้น ก็เข้าใจได้ในระดับหนึ่งสมเหตุสมผลดี แต่ผมต้องการรู้ลึกกว่านั้นรู้ได้ตามความเป็นจริงไม่ใช่รู้ตามที่บอกต่อๆกันมาแบบนี้    ก็เก็บความรู้สึกไว้สักวันเราจะรู้ตามความเป็นจริงให้ได้ พออายุ15ก็เข้ากรุงเทพทำงานแล้วครับ จริงๆแล้วก็เสาะหาหลวงพ่อที่ท่านดีท่านเก่งอยู่ จะว่าเสาะหาก็ไม่ใช่ ก็มีหลวงพ่อดังๆบ้างที่ลงหนังสือพิมพ์หรือลงหนังสือพระ ผมก็ศรัทธาในความที่ยิ่งไม่เข้าฟันไม่ออก แต่ก็ยังแก้ความสงสัยไม่ได้ บางที่ได้อ่านธรรมมะจากหนังสือก็อ่านอยู่ แต่ไม่เข้าใจ ที่ไม่เข้าใจไม่ใช่ธรรมที่ท่านสอนไม่ดีผมมันโง่เอง แถมขี้เกียรตินั่งสมาธิ ก็มาคิดว่านอกจากนั่งแล้วมีอะไรที่จะฝึกได้ไหมเพราะเรามันขี้เกียรติ ก็มาคิดว่ายากมาก ไปอ่านหนังสือก็มีแต่ให้นั่งสมาธิ   ไปวัดก็เห็นคนแก่นั่งสมาธิ ผมมาคิดว่าเราขี้เกียรติแบบนี้ ชาตินี้เอาดีไม่ได้แน่ ทำไงดีน๊า…  จนมาทำงานที่ร้านข้าวต้ม ตอนนั้นน่าจะเป็นปี พ.ศ 39  ก็ทำงานไปเจอเพื่อนที่ทำงาน รายนั้นชอบนั่งสมาธิ ก็คุยกันถูกคอ เขาก็เอาหนังสือประวัติหลวงพ่อปานมาให้อ่าน เขาบอกอ่านสิสนุกนะ ก็ลองเปิดอ่านดู ตอนแรกก็คิดว่าทำไมบอกประวัติหลวงพ่อปาน เห็นมีนิดเดียว มีแต่ของหลวงพ่อฤาษี ก็งง แต่อ่านไปๆก็ชักสนุก ตอนนั้นแค่คิดว่าอ่านสนุกๆ พออ่านไปชักเริ่มคิดแล้วว่าจริง หรือไม่จริง  แล้วก็มีคำเฉลยตั้งแต่ดอนเด็กๆด้วยว่าไปทำบุญแล้วได้อะไรรักษาศีลห้าแล้วได้อะไร  ถ้าไม่รักษาจะเป็นยังไง อย่างนี้เป็นต้นมีอีกมากที่ได้อ่านแล้วสมเหตุสมผล ตรงตามความเป็นจริง แม้ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงที่ท่านบอกมา แต่ก็ตรงกะความเป็นจริงมากที่สุดที่ได้รู้มาไม่ใช่ว่าทำบุญได้บุญ เราชาวพุทธ ลูกหลานพุทธ นั้นรู้อยู่แล้วเรื่องนี้

แต่อยากรู้ตามจริงมากกว่าว่าทำอย่างนี้แล้วผลจะเป็นยังไง เป็นต้น ก็ชักเริ่มศรัทธาท่านมากขึ้นๆเมื่ออ่านจนจบ มีบอกว่าเรานั่งไม่ได้เรานอนก็ได้ มาคิดว่าเออแบบนี้ก็มีด้วย ดีจังเรานอนดีกว่าไม่เหนื่อย อิอิอาการตอนนั้นทางกายผมกำหนดนะมะพะธะ ตอนทำมันเวียนหัวเหมือนหัวหมุนตรงกลางกระหม่อมมันหมุนเหมือนกงจักร ผมไม่ชอบอาการเวียนหัว จะทำทีไรก็เป็นแบบนี้ทุกที ก็เลิกมีทำบ้างไม่ทำบ้างไม่จริงจังกะการทำสมาธิ และอีกอย่างไม่รู้ว่าทำถูกไหม แต่ในใจก็คิดถึงหลวงพ่อแต่นั้นมา และในนั้นมีบทพระคาถาเงินล้านด้วย ด้วยความที่ผมอยากรู้ว่าทำได้จริงหรือไม่ ผมได้อธิฐานขอเรียนตามที่หลวงพ่อสอน  ตอนอธิฐานเรียนนั้นผมบอกว่าผมจะเว้นจาก..อ้อขอไม่บอกนะครับแต่ถ้าใครมีฌานคงรู้ว่าผมเว้นอะไรกะท่านพ่อของเรา  ผมก็ลองสวดมนต์ตามนั้นตักแก้วน้ำมาวางไว้ข้างหน้า สวดมนต์จบพรุ่งนี้ผมก็เอาน้ำมนต์ในแก้วมาล้างหน้าแบ่งส่วนหนึ่งมาพรมหน้าร้านแบ่งอีกส่วนมาพรมของสดผักในตู้เย็นที่จะขาย ปรากฏว่าของขายจนเกลี้ยง ไม่คิดว่าจะขายได้หมดวันนั้นเหนื่อยมาก ปรกติร้านข้าวต้มจะขายได้เต็มที่ก็6000-7000 ขายดีสุดก็หมื่นกว่าๆ วันนั้นขายจนหมดของจะขาย ขนาดยำใส่แค่พริกป่น เพราะพริกขี้หนูหมด แถมเครื่องไม่ครบแล้ว ลูกค้ายังเอา แปลก ก็มาคิดว่าแค่บังเอิญล่ะมั้ง ไม่จริงหรอก วันสองเอาใหม่ ลองอีกที คราวนี้หนักกว่าเมื่อวานอีก ไม่ไหว
โอ๊ย ผมไม่เอาแล้วเหนื่อยมากกก ..เมื่อลองแล้วได้ผล ผมก็พอวันหลังไม่ทำแล้ว 555เหนื่อยไม่ไหวๆคราวนี้เชื่อหลวงพ่อแล้ว ก็ต่อมาต้องย้ายงานก็คิดถึงแต่หลวงพ่อใจก็นึกถึงตลอด อยากรู้อยากเรียนทำไงดี ก็ไปหาดูตามตลาดนัดจะมีหนังสือมือสองอยู่ ก็พอหาอ่านได้ ตอนไหนที่ได้อ่านได้ฟังหลวงพ่อเล่าเหตุการณ์ต่างๆใจมันรู้สึกชอบไปทุกเรื่องที่ท่านเล่า ทำให้อารมณ์ผมสงบได้ในช่วงที่ได้อ่าน พออ่านก็ลองทำดู แต่ทำแล้วเราได้ถึงไหนก็ไม่รู้อีก ว่าทำถูกไหม พอถึงอารมณ์นี้ต้องทำไง หรือว่าเราต้องแก้ยังไงจะข้ามจุดนี้ได้เป็นต้น  แต่ตอนนั้นรู้อย่างเดียวว่าตอนนั่งนั้นมันสุขมาก สุขยิ่งกว่าได้กินข้าวอร่อยๆ สุขยิ่งกว่าได้ไปเที่ยว บอก ไม่ถูก เอาแค่ว่าถ้าอยากนั่งแบบนั้นถ้ากำหนดหนึ่งชั่วโมงก็ได้ สองชั่วโมงก็ได้ เมื่อถึงเวลาที่เรากำหนดแล้วมันจะครายสมาธิ เวลาตรงเป๊ะเลย แล้วเรื่องศีลห้านั้นตลอดช่วงนี้ก็ทำบ้างขาดบ้าง เรื่องเหล้านั้นจะกินก็ต่อเมื่อมีงานหรือปีใหม่สงกรานต์เท่านั้นนอกนั้นไม่กิน เพราะไม่ชอบ ที่ไม่ชอบกินเพราะมันไม่อร่อย ไม่เหมือนน้ำอัดลม แถมกินเข้าไปแล้วมันเวียนหัว ไม่ชอบอาการเวียนหัว ก็เท่านั้น ก็เป็นแบบนี้เรื่อยๆจนพอมาเล่นเน็ตเป็นเล่นเฟสบุ๊คก็มีเพื่อนๆหลายๆกลุ่ม จนมาเจอกลุ่มลูกหลานหลวงพ่อก็ขอแอ็ดทำเพื่อนกะหลายๆคน ก็ได้คอยกดไลน์ให้ในหลายๆคนที่ทำบุญที่วัดนั้นวัดนี้มาโดยตลอด เห็นกลุ่มเพื่อนลูกหลานหลวงพ่อหลายคนฝึกมโนมยิทธิกัน เราอยากทำบ้างไม่รู้จะทำยังไงแบบไหน แล้วไอ้ที่เราทำสมาธินั้นถึงไหนแล้ว และเขาเรียกว่าอะไรยังไม่รู้เรื่องเลย และบางทีไปเจอข้อความหลวงพ่อสอนก็จะเอาธรรมะข้อนั้นมาแชร์ตลอด ตั้งแต่ที่แชร์มานั้นสองอยู่สองกรณีคือเป็นธรรมะที่โดนใจเราและอีกอย่าง

คือกำลังเจอปัญหานั้นๆ ก็จะเจอข้อความธรรมะของสมเด็จองค์ปฐมและหลวงพ่อคล้ายๆว่าท่านสอนเราโดยตรงหรือมาพูดเตือน กะเราเลยขณะที่ได้อ่านข้อความธรรมะจากท่านก็ทำให้จิตใจเย็นได้ในขณะที่อ่าน ตอนไหนที่อ่านจะทรงสมาธิเองโดยไม่ต้องกำหนดยากเลย  ส่วนที่แชร์แล้วใครอยากกดไลน์ให้หรือไม่อยากกด ไม่ได้สนใจคิดเพียงว่าเราลงเอาไว้อ่านเราคนเดียวพอ ว่าช่วงนี้พ่อมาเตือนเราเกี่ยวกะเรื่องนี้ประมาณนั้น จนได้มาเจออาจารย์ภู  ก็ทักท่านไปใจตอนนั้นคิดว่าท่านผู้นี้สอนธรรมะได้ดีพูดสมเหตุสมผล ไปเอาธรรมะมาจากไหนกัน ตอนนั้นรู้อย่างเดียวว่าท่านเป็นสายลูกหลวงพ่อน่าจะได้อะไรดีๆ จึงเอาธรรมมาสอนคนอื่นได้  พอคิดได้เท่านี้ก็ทักไปช่วงเที่ยง..เงียบเลยคิดว่าท่านคงไม่ตอบกลับมาแน่ๆ ผ่านไปห้าหกชั่วโมง อาจารย์ภูท่านก็ตอบกลับมาดีใจมากๆ คิดว่ามีหวังแล้ว ผมก็บอกท่านตรงๆว่าผมอยากรู้อยากเห็นข้างบนให้อาจารย์สอนหน่อย ท่านบอกว่าไม่ยาก ผมนี้ชุ่มชื่นใจมากครับ แล้วท่านก็ถามเรื่องศีล5  สำหรับผมนี้ศีล5ข้อก็มีขาดบ้างไม่ขาดบ้าง ถ้าจะให้รักษาจริงๆ ผมคิดว่าผมรักษาได้สบาย เพราะเล่นรักษามาจนชิน มาระยะหนึ่งแล้ว ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องหนักอะไร   ทีนี้ท่านถามเรื่องภาวนาก็มีทำบ้างแต่ไม่รู้ว่าถูกไหม  ผมก็เล่าเรื่องพื้นฐานเดิมที่ทำมาให่ท่านฟัง เผื่อว่าท่านจะให้เราแก้ตรงไหนปรับตรงไหนดี ท่านก็แนะนำ เมตตราสอนผมดีมาก ก็คุยกันเรื่อยมา ก็มาคิดว่าท่านผู้นี้ทำไมสอนคนได้ไพเราะจัง ก็มีความรู้สึกทางใจว่าท่านปรารถนาพุทธภูมิ  ก็มาคิดว่าใช่เหรอเห็นสอนคนมาจนพูดในธรรมลึกๆขนาดนี้น่าจะรู้เองน่าจะจบกิจสำเร็จแล้ว แต่ทำไมถึงได้สอนเหมือนไม่ใช่พระสาวก สอนเหมือนพระพุทธเจ้า เพราะพูดธรรมได้ละเอียดดีมาก เมื่อสงสัยมากเข้าก็ถามท่านเลยว่า ท่านอาจารย์ปรารถนาพุทธภูมิใช่ไหมครับ แล้วท่านก็ตอบว่าใช่..และท่านบอกว่าถ้ายังมีชีวิตอยู่ ขอกำลังใจแบบพระโพธิสัตว์ทำงานรับใช้พระพุทธศาสนาต่อไป อยากไปนิพพานชาตินี้ แล้วท่านก็สอนเรื่อยมา ผมก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะสมาธิดีขึ้น แต่ว่ายังไม่พอ เมื่อมาเจอกะอารมณ์มากระทบก็ยังหวั่นไหวอยู่ เช่นอารมย์โกรธ ก็มาพูดกะท่านตรงๆว่าทนอารมณ์แบบนี้ไม่ได้รู้อยู้ว่ามันไม่ใช่ของดีแต่ก็ยังมี และสลัดไม่หลุดตอนมันมา มันรุ่มร้อน จนทนไม่ไหวประมาณนั้น  แล้วท่านก็ถามว่าเรียนจิตเกาะพระไหม เพราะอย่างเธอเรียนง่าย จะมีครูสอนทางเน็ต    อาจารย์ท่านก็ส่งรายชื่อครูมาให้    ผมก็ตอบตกลงทันทีจะอะไรก็ได้ถ้าลากเจ้าความโกรธออกจากใจได้หรือชนะมันได้บ้างก็ยังดี นี้แพ้มันทุกที 55  มาสิงใจเราอยู่ได้  ก็จะมีทั้งหมด4ท่านด้วยกันที่อาจารย์ภูแนะนำ   ท่านบอกว่าบอกครูหมดแล้วให้เราเลือกเอาว่าอยากเรียนกะครูท่านใด  ใจตอนนั้นคิดเอาไว้ว่า เราแอ๊ดไปหาครูทั้ง4ท่าน   ถ้าครูคนไหนกดรับแอ๊ดก่อนผมจะฝากตัวเป็นศิษย์เลย  แต่จริงๆแล้วมีครูบัวที่ท่านเป็นเพื่อนในเฟสอยู่แล้ว  แต่ไม่เคยทักท่าน ไม่เคยรู้เลย ก็ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ฝากตัวกะครูบัวล่ะกัน  แต่ต่อมาครูแนทท่านกดรับแอ๊ดคนแรก ถ้าไม่นับครูบัว  ผม ก็คิดว่าอยากกราบท่านเป็นครูเหมือนกัน  แต่ตอนนี้ความรู้เบื้องต้นยังไม่มี  ไปเอาวิชาจากครูบัวก่อน  ติดขัดอะไรไปถามครูแนท  555โลภมาก กลัวไม่เก่งทันคนอื่น อยากเก่งไวๆ  พอได้เรียนกะครูบัว วันแรกที่ได้เรียนกะครูบัวคือวันที่19สิงหาคม59  สิ่งแรกที่ผมบอกครูคือผมอยากเรียนกรรรมฐาน เพื่อลอกกิเลสที่อยู่ในสันดานออกให้หมดครับ  ท่านเมตตราผมมากสอนได้ดีมาก  สิ่งแรกที่ท่านบอกคือให้วางทุกอย่างที่เคยปฎิบัติมาไว้ชั่วคราวก่อน  และตั้งจิตให้แน่วแน่กราบทูลสมเด็จพ่อองค์ปฐมเพื่อขอเรียนกรรมฐานจิตเกาะพระให้สำเร็จ  นั่นคือเริ่มเรียนแล้วในตอนนั้น บอกว่าจับภาพพระที่ชอบไม่ต้องมากแค่ชั่วโมงล่ะสิบครั้ง  ในใจของผมบอกเลยว่าง่ายมาก  ง่ายตามที่อาจารย์ภูบอกจริงๆ เพราะถ้าให้จับภาพพระชั่วโมงล่ะสิบครับ  ของผมชั่วโมงล่ะสามสิบครั้งยังสบายเลย อิอิ..  เพราะทุนเดิมเราก็นึกถึงท่านอยู่แล้ว   ครูบอกไว้ว่ามีอะไรถามได้   เอาแล้วได้เวลาจะถามเรื่องราวต่างๆที่สงสัยซะที   แต่ครูบอกว่าให้ทำมากกว่าถาม  5555อดถามเลย   ครูท่านให้ทำเท่านี้ก่อนแล้ว

ให้รายงานผลทุกๆวัน ผมก็รับมาปฎิบัติตามนั้น ก็กำหนดจับภาพสมเด็จพ่อองค์ปฐมปางพระนิพพานสีทอง ทำงานไปก็นึกเห็นท่านไปลืมตาก็เห็นหลับตาก็เห็นได้ บางทีคิดว่าพระองค์ท่านใหญ่เต็มท้องฟ้า พระองค์ท่านก็ใหญ่เต็มท้องฟ้า คิดว่าพระองค์ท่านเล็กเท่าเข็มพระองค์ท่านก็เล็กเท่าเข็มเป็นอยู่เช่นนี้  ต่อมาก็กราบเรียนครูบัวว่าผมจับภาพพระสมเด็จพ่อองค์ปฐมก็เห็นแต่ท่านยิ้มตามรูปเดิมท่านก็ยิ้มอยู่แล้ว และจากสีทองเป็นสีขาวเงิน ก็แปลกใจคิดว่าตัวเองบ้า มองสีทองเป็นสีขาวเงิน ก็ลืมภาพสีนั้นออก  แล้วจับภาพพระสีทองใหม่ และกราบเรียนอีกว่ามีปัญหากะเพื่อนร่วมงานก็รู้สึกหดหู่ใจ แต่พอนึกถึงสมเด็จพ่อความรู้สึกนั้นหายไป พอไม่นึกถึงสมเด็จพ่อความรู้สึกโกรธก็มาแทน  เป็นแบบนั้นสลับกันไป ยังดีขึ้นเยอะกว่าเมื่อก่อน  ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงได้วางมวยกันแน่5555  ครูบัวท่านก็เมตตราบอกเมื่อภาพนั้นเปลี่ยนสีหรือเปลี่ยนท่าทางให้จับภาพตามนั้นเลย ไม่ต้องเปลี่ยนกลับมาจับภาพเดิม  และบอกว่าผมไม่ได้บ้า อย่าไปปรามาสจิตตนเอง  เมื่อเราจิตเกาะพระสติอยู่ที่จิตจิตอยู่ที่พระได้อานิสงค์ทันทีคือไม่ทุกข์ไม่หดหู่ใจ เวลามีสิ่งใดมากระทบ ครูบอกว่าทำถูก  ผม ชักเริ่มเข้าใจมาบ้างแล้วหลังจากที่ลังเลมานาน หามานานว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ถูกต้องไหม  จะได้เอาสิ่งที่ถูกต้องมาเป็นฐานอะไรไม่ถูกต้องตามครูบอกต้องรีบยกออก จะได้เดินหน้าต่อไปได้  ครูบัวท่านก็แนะนำให้สวดมนต์ก่อนนอนให้สวดบารมี30ทัศ และสวดบูชาแผ่เมตตราบทสวดสมเด็จองค์ปฐม ทุกคืน    และสั่งกำชับว่าให้ปฎิบัติอย่างเคร่งครัด   ได้บทสวดมาคืนแรกก็เริ่มเลย ณ.ตอนสวดนั้นคล้ายกับว่าสมเด็จพ่อท่านมานั่งอยู่ต่อหน้าเลย  อารมณ์จิตตอนนั้นเหมือนกะตอนนั่งสมาธิเลยครับมันสุขแบบบอกไม่ถูกเห้ฯพ่อได้ชัดกว่าเดิมมาก  คล้ายว่าพระองค์ท่านมาครอบทั้งหิ้งพระเลย ก็รายงานครูไปตามรู้นั้น ครูท่านบอกว่าแตะฌานสูงไปเรื่อยๆให้ทำให้ต่อเนื่อง และมีอีกเรื่องที่รายงานคือจิตใจที่สกปรกของผมที่ชอบด่าพระ ด่าครูโก้ๆทั้งๆที่เราเครารพท่านแท้ๆแต่ทำไมมันอยากด่า  กลัวมากกลัวตกนรกหมกไหม้  ตอนจิตทรงสมาธิอารมณ์ฟุ้งตัวนี้ไม่มี พอสามธิครายเมื่อไหร่เอาอีกแล้วอยากด่าครูบาอาจรย์ อีกแล้ว  จึงได้เรียนครูบัวท่านตรงๆ  ครูบัวท่านก็เมตตราบอกว่ากายมันอยากด่าก็ให้ด่าไป เราก็ขอขมาพระรัตนตรัยไป ไม่ต้องหวนนึกถึงอีก ตั้งหน้านำจิตไปอยู่กะสมเด็จพ่อต่อให้แนบแน่น และจำไว้ว่าไอ้ที่ด่าน่ะ คือสังขารที่คิดจะมาขวางทางพระนิพพานของเรา  อย่าให้มันใหญ่กว่าใจเราได้ จิตเราอยู่กะพระบริสุทธิ์ทุกคราว จำไว้นะ  ผมงี๊ซาบซึ้งในพระมหากรุณาของสมเด็จพ่อมาก และครูบัวด้วย ซึ้งใจจริงๆ และครูบัวบอกด้วยว่าท่านส่งกระแสเมตตามาคลุมจิตผม  อ้อมิน่าตั้งแต่วันแรกแล้วที่รู้สึกว่ารูปนิพพานสีทองของท่านมาครอบผมเอาไว้ทั้งตัวเลย  ก็ไม่กล้าบอกครู กลัวว่าจะหาว่าผมบ้า  พอครูบอกว่าท่านส่งกระแสพระเมตตรามาคลุมจิต จึงได้เข้าใจ  แล้วผมก็รายงานครูไปว่าเห็นแบบนี้  ครูท่านก็เลยบอกว่าชัดเจนตรงกัน  เมื่อเป็นแบบนี้ผมก็เริ่มมีความมันใจมากขึ้นๆตามลำดับ ว่ามาทางนี้ถูกทางแน่มุ่งเอาดีทางนี้ดีกว่า  และต่อมาครูบอกว่าแบ่งจิตส่วนหนึ่งไว้ที่ท่านพ่ออีกส่วนมาประคองร่างกายดูอารมณ์ที่มากระทบ เพราะทุกอย่างที่บอกนี้มีสะภาพไม่เที่ยง มีเกิดแล้วดับ  เมื่อเห็นบ่อยๆดูบ่อยๆจะชินเลิกยึดไปเอง จิตอีกส่วนอยู่กะสมเด้จพ่อให้เฝ้าดูห่างๆแต่ให่ต่อเนื่อง เราก็คิดว่าให้มีสติกะพ่อก็พอเข้าใจทำได้ให้มีสติกะร่างกายและอารมณ์ใดมากระทบก็ทำได้ไม่ยาก  แต่ที่ว่ายากคือทำให้ต่อเนื่อง มันยากตรงนี้ทำไงดี5555  ก็พยายามทำเท่าที่จะนึกได้ตอนไหนทำตอนนั้นไม่จำกัดว่าอยู่ที่ไหนหรือว่าทำอะไรอยู่ พลาดเมื่อไหร่นึกขึ้นได้ทำใหม่  เบื้องต้นทำแบบนี้ก่อนได้เท่าไหร่เอาแค่นั้นแล้วรายงานครูไป  ก็รายงานครูไปตามตรงว่าทำแล้วแต่ไม่เท่าที่ครูบอก แต่มีความรู้สึกว่าจิตสงบมากขึ้น มองเห็นสมเด็จพ่อเป็นสีขาวแล้ว ส่วนทางกายจะทำอะไรก็ดูช้าลงมาหน่อย แต่ข่อนข้างเห็นอารมณ์กระทบมากขึ้น มันสวนทางกัน ทางกายมันช้าลงทางใจเห็นชัดขึ้น    และสนใจดูจิตเองแบบอัตโนมัติ ไม่ได้ไปบังคับ ณ.ขณะที่สงบมันเป็นแบบนั้นเอง ครูบัว

ท่านก็เมตตาบอกว่าเข้าฌานต่ำไปแล้ว และให้ทำต่อเนื่องอีก เพราะเครื่องเริ่มติดแล้วมันจะเป็นอัตโนมัติเอง ก็สั่งให้ลุยต่อไป  และต่อมาก็นึกเห็นภาพว่าตัวผมก้มกราบสมเด็จพ่อแล้วตัวก็กลายเป็นดวงจิตลอยเข้าไปอยู่ตรงสะดือท่าน ก็โผล่หัวออกมาดูเห็นหัวเข่าและพระบาทของพระองค์ท่าน เห็นแม้ฐานบัวที่พะองค์ท่านนั่ง คล้ายมองจากที่สูง เมื่อเห็นแบบนั้นก็รายงานครูไปตามที่เห็น  ครูบัวบอกว่าจิตผมแนบแน่นกะพ่อทุกวันๆ  สติที่กายหยาบเราไม่รู้เรื่องหรอก คอยแต่จะสงสัยอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่เป็นไรให้ทำต่อไปอีกหน่อยจะแยกชัดขึ้นๆ ครูบอกว่าสมเด็จพ่อท่านเมตตาผมมาก ผมดีใจมาก ครูบอกว่าบุญบารมีถึงพร้อมแล้วให้ทำต่อไป ทีนี้ครูท่านก็บอกว่าให้บวชจิต คือให้ท่องว่า จิตลูกเป็นพระ จิตพระเป็นลูก  และสมเด็จพ่อก็ประทานโอวาทผ่านทางครูบัวท่าน ท่านก็เมตตาสอนหลายเรื่อง ก็น้อมรับจิตใจตอนนั้นมีความสุขมากปิติมาก ไม่คิดว่าท่านจะมีพระมหากรุณาผมถึงขนาดนี้ ต่อมาเวลามองสมเด็จพ่อจะมองเห็นใบหน้าพ่อฤาษีซ้อนกันอยู่ ก็ถามครูว่าทำไมเห็นแบบนี้  ครูบอกว่าท่านมาดูผมเรียนกรรมฐาน ก็เกิดปิติขึ้นมาอีก ต่อมาครูก็บอกว่า จิตที่จะบรรลุธรรมได้ต้องได้ฌาน1 เป็นขั้นต่ำ ท่านก็บอกลักษณะ1-4 บอกได้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะทำยังไม่ถึง คิดไปแบบนั้น และครูท่านก็เมตตาบอกว่า มีวิธีทำ  ผมรีบตอบตกลงเลย อยากเรียนมากอยากรู้อยากเห็น ครูบอกว่ากราบท่านพ่อขอเรียนฌานลัดนิ้วก่อน เท่านั้นแหล่ะ ผมรีบกำหนดจิตขอกะพ่อเลย ทีนี้ครูก็บอกวิธีทำ และให้ทำตอนนั้นเลย ผมก็ทำแต่สูดลมเข้าได้นิดเดียวก็รายงานไปตามนั้น เพราะข้างในก็รู้สึกว่ามีลมอยู่แล้ว ด้วยความที่โง่ไม่รู้เรื่องก็บอกครูไปแบบนั้น   ครูบอกว่าจิตทรงฌานอยู่แล้ว และครูบอกว่าจิตแบบนี้เป็นกุศล เป็นฐานวิปัสสนา ผมก็งงจะเป็นฐานยังไง และบอกว่าวิปัสสนาต่อไปเลย  ก็ยังไม่รู้เรื่องวิปัสสนาอยู่ดี  แต่ถามครูว่าจิตขณะนี้หวังสวรรค์ได้ไหม  ครูตอบว่าหวังนิพพานยังได้เลย แต่เพียรเข้าให้ตั้งใจ  ผมก็ยังไม่เข้าใจ มีแต่ครับๆไว้ก่อนแต่รู้อย่างเดียวว่าทรงอารมณ์แบบนี้มันมีความสุข สบายใจมันนิ่งไม่คิดอะไร ไม่รำคาญอะไร สงบดี เรื่องวิปัสสนาเอาไว้ก่อน เอาสุขก่อน ก็บอกครูว่าขอตัวทรงอารมณ์ต่อไป  สักพักครูบอกว่าสมเด็จพ่อสั่งมาว่า ถึงอย่างไรก็ต้องฝึกฌานลัดนิ้ว  สูดไม่ได้ก็ต้องสูด  ผมก็งง แต่ถึงจะงงก็จะทำตามก็พ่อเห็นว่าดี ผมก็ต้องทำ ก็ตามนั้น ทีนี้พอทำตามก็มีอาการชาตั้งแต่หัวยันขาเลย เพิ่มมาอีกคือ ขนลุก ครูบอกว่าทำแบบนั้นแหล่ะ และให้ทำต่อ ก็ทำต่อเรื่อยๆ และก็เผลอเรื่อยๆเช่นกัน ไม่ได้ทรงตลอดตามครูสั่ง  ครูบอกว่าสูดเข้าออกสิบห้าครั้ง ของผมสูดหกเจ็ดครั้งก็ทรงได้ เมื่อทรงได้ ก็ติดตรงสุข ไม่รู้เลยว่า อาการสุขแบบนี้ จะมีแม้ขณะเดินได้หรือพูดได้ นึกว่าจะสุขแบบนี้ได้ต้องนั่งสมาธิอย่างเดียว ก็ทำแบบนั้นเรื่อยมา เมื่อมาติดสุขก็ไม่ยอมพิจารณาอะไร เลยชอบแต่สุข ครูบอกให้วางสุข ก็ไม่อยากจะวาง และติดขี้เกียจ สูดลมลัดนิ้วก็ไม่ปะติดปะต่อกันเท่าที่ควร แต่ถ้าตอนไหนที่ทรงฌานสูงๆนั้น ไปเห็นอะไรมันก็วิปัสสนาเอง คิดตามไม่ทัน  ไม่นึกเลยว่า เราจะมีความคิดแบบนี้ได้ พอไม่ได้ทำ ไปกระทบกะอารมณ์โกรธ ก็มีเป๋ไปเหมือนกัน เป๋ไปสามนาทีเห็นจะได้ ก็จับลมหายใจนึกถึงสมเด็จพ่อต่อก็เล่าเรื่องให้ครูฟัง ครูท่านก็ถามว่าขณะโกรธนั้น เป็นอย่างไรบ้าง ก็ตอบตามความจริงไป ท่านบอกว่า ไม่เป็นไร ผ่านไปแล้ว ผ่านไป ให้อยู่กะธรรมปัจจุบัน และให้สงสารเขาให้มาก และท่านก็ให้แต่ทรงฌานสูงๆอย่างเดียวเท่านั้น ครูบอกว่าพระท่านสั่งมา ผมงี๊ดีใจแบบปิติครับ อาการตอนนั้นไม่ได้ดีใจแบบกระโดดโลดเต้น และครูบอกว่า ให้น้อมรับพระมหาเมตตาจากท่านไป เราก็ครับๆ อย่างเดียว ก็มาคิดว่ารับพระมหาเมตรา ทำไงดี ก็คิดไม่ออก ก็คิดว่ายังมีครูแนทอยู่ เราถามครูแนทก็ได้ เพราะตอนที่จะฝากตัวเป็นศิษย์นั้น อธิฐานว่าถ้าครูท่านใด กดรับแอ๊ดก่อน จะฝากตัวเป็นศิษย์ครูท่านนั้น ก็มีครูแนทนี่แหล่ะ ที่กดรับแอ๊ดก่อน ครูท่านอื่น แต่ก่อนครูแนทก็คือครูบัว ไม่ต้องกดรับยากเพราะครูบัวกะผมเป็นเพื่อนกันในเฟสแล้ว จึงได้ปักใจฝากตัวเป็นศิษย์กะครูบัวประมาณนั้น คราวนี้ ก็อ้อนครูแนทอยู่นานจนท่านใจอ่อน

จนท่านเมตตาสอน วิธีน้อมรับพระมหาเมตตา  จริงๆแล้วครูบัวท่านก็บอก แต่ดันลืม ถามว่าวิธีการทำต้องทำยังไง ถึงจะเรียกว่า รับพระมหาเมตตราได้ ก็ไม่กล้าถามครู ดันไปบอกครับๆ แบบนั้น ถ้าจะถามอีกก็กลัวครูบัวท่านจะว่าเอา ก็ไม่กล้า ส่วนขั้นตอนการเรียนของครูแนทนั้น ท่านก็สอนเหมือนครูบัว แต่ลีลาต่างกันนิดหน่อย แต่มีเมตตาทั้งสองท่าน เพราะคิดว่าเราทำตอนกลางวันด้วยจิตอ่อนด้อย ไม่สามารถทำตามที่ครูบัวท่านหวังได้ในเร็ววัน ถ้าเลิกงานให้ครูแนทท่านสอนเพิ่มเติมอีก กลางวันก็เจอครูบัว แต่หลักๆจะอยู่ที่ครูบัว ส่วนครูแนทจะถามท่านก็ต่อเมื่อติดขัดอะไร ที่เจออารมณ์ ณ.ตอนนั้นหมายถึงช่วงเวลาหลังห้าทุ่ม  คิดว่าถ้าติดขัดอะไร ถ้ารอถามครูบัวในตอนเช้า เราจะจำไม่ได้หรือที่ถามก็ไม่ตรงกะเหตุในตอนนั้นได้  กลัวว่าจะทำได้ไม่ดี อีกอย่าง เพราะคิดตอนกลางวันงานที่ทำนั้นไม่สามารถทรงฌานสูงๆได้ คิดแบบนั้น แต่คิดผิด เพราะว่าถ้าไม่ทรงฌานสูง ลดต่ำลงมา เมื่อลงมา เผลอเมื่อไหร่ ไม่ได้ทรงฌานเลย พอไปเจออารมณ์กะทบก็เป๋ ทีนี้ พอครูบัวถามอะไรเราหลบไม่ได้ เพราะโกหกไม่ได้  ถึงโกหกได้ครูท่านก็รู้  บอกว่าดื้อ ถ้าเกิดตายช่วงนี้จะทำไง ถ้าป่วยเป็นมะเร็งทำไง เพราะถ้าเป็นมะเร็งจะทรมานมากภาวนาไม่ไหวแน่  แล้วถ้าเกิดอุบัติเหตุตายตอนนั้นจะทำยังไง ถ้าไม่เอาจริงจะไม่สอนแล้ว ก็จริงของครูนะ ที่บอกแบบนั้น ถามว่าตอนนั้น กลัวตายไหม จิตตอบว่า ไม่กลัว แต่กลัวลงข้างล่างมากกว่า เพราะยังไม่แน่นอนว่ าเราจะตายตอนไหน ถ้าตายตอนทรงฌานก็ดีไป แต่ถ้าตายตอนไม่มีฌานล่ะ ก็รวมความว่า ยังไม่มีความแน่นอนสำหรับเรา ตั้งแต่นั้นมา ก็เอาจริงๆจังๆ ตลอด จะมีหุลุดบ้าง ก็ใช้ฌานลัดนิ้วดึงกลับมา เมื่อทรงอารมณ์ได้ก็ประคอง เมื่อจะหลุดก็สูดลมอีกทำอยู่แบบนี้จนคงที่ เล่นจนชนิดที่ว่าสูดลมเข้าทีเดียวอยู่เลย ทีนี้ตอนจะภาวนาไม่ต้องไปพิจารณาให้เสียเวลา ตอนทรงฌานสูงๆนั้นไปเห็นอะไร หรือจะทำอะไร มันวิปัสสนาเองเลย จบเองด้วย สมองยังไม่ทันคิดอะไรเลย ภาพมันมาเอง แยกเอง เราก็รายงานครูไปตามที่ได้รู้มา ครูก็บอกว่าดี ทรงฌานต่อไป อย่างบางครั้งทรงฌานอยู่ก็หาว เพราะง่วงนอน เฉยๆ แต่จิตมันนิ่งสงบ ยังแจ่มใส่อยู่ ก็มาคิดถึงนิวรณ์ พอคิดถึงเท่านั้น เหมือนมีเสียงทางใจบอกว่านิวรณ์มันคุมได้ แต่กายเนื้อเท่านั้น แปลกใจเสียงมาได้ไง ก็เรียนครูตามความเป็นจริง ครูท่านก็บอกว่าถูกแล้ว และท่านก็บอกอีกว่าคอยสังเกตุด้วยว่า ง่วงแบบนิวรณ์ กะง่วงแบบพระ ท่านเข้ามาใกล้ต่างกันยังไง ก็ตอบตามความเป็นจริงไป ครูท่านก็ให้ทรงฌานสูงอย่างเดียวเลย วันต่อมาก็กะจะทรงฌานสูงๆอีก ก็ทรงได้ไม่นานลองกี่รอบๆ ก็ไม่นาน แต่อารมณ์ไม่ได้ถอยแบบปุถุชน มันแค่ทรงฌานสูงแบบเมื่อวานไม่ได้  และแปลกที่ว่าเมื่อทรงฌานสูงไม่ได้แต่ทำไมอารมณ์ไม่ฟุ้ง รู้ลมเบาสบายทั้งตัวทั้งจิตอยู่แบบนั้น เรื่องนิวรณ์ก็ไม่ได้ไปกดมันไม่ได้ไปข่มมัน ครูท่านก็เมตตาบอกว่าเดินมาถึงแล้ว ครูบอกว่าขั้นตอนการฝึกก็เป็นเช่นนนี้ ครูถามว่ากายเบาจิตเบาไหม ผมก็บอกไปว่าจิตเบา ทุกอย่างเบาหมด มองอะไรก็เบา จะพูดก็เบา คือไม่ใช่เสียงที่เบา แต่พูดนุ่มนวลขึ้น เหมือนว่าเราเปลี่ยนนิสัยใหม่ เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ซะงั้นแหล่ะ  ครูบอกว่าเดินมรรคย่อมได้ผล บัดนี้ออกดอกออกผลให้ชื่นชม จิตเป็นพระแล้ว ขึ้นไปกราบท่านพ่อสิ  ก็กำหนดจิตกราบ ตอนกราบนั้น ก็รายงานครูไปว่าเห็นพื้นที่กราบนั้น เป็นเพชร ก็แปลกใจ เพราะทุกเที่ยวไม่เห็น แต่ทำไมตอนนี้เห็นได้ ครูท่านก็บอกว่า ให้อธิษฐานให้ท่านพ่อทรงรับรอง ผมก็พูดตามครูบอก แต่บอกครูว่า เห็นพ่อได้ไม่ชัด ครูบอกไม่เป็นไร จิตเราถึงอยู่แล้ว ส่วนในงานของครูทุกท่านขึ้นอธิษฐานให้หมดแล้ว เมื่ออธิษฐานเสร็จ ก็ให้ทิ้งไป ไม่ต้องรอคำตอบ แล้วกลับมาทรงอารมณ์ต่อ  ตอนนั้นเห็นภาพสมเด็จพ่อ คือ เห็นแสงสีรุ้ง จากพระวรกายของพระองค์ท่าน เป็นสายมาที่ตัวผม และได้ยินเสียงทางใจว่า ลูกทำได้แล้ว เดินถูกทางแล้ว ได้ยินเพียงเท่านี้ ในใจก็เฉยๆ คือดีใจ แต่ดีใจแบบ เฉยๆ เหมือนรู้แล้ว ก็วางลงแค่นั้น ก็กราบเรียนครูไปตามนั้น   และขอให้ครูยืนยันให้ด้วย ครูบอกว่ายืนยันแน่นอนว่าจิตยกแล้ว ท่านพ่อทรงรับรองให้แล้ว ก็ดีใจแบบสุขใจ แต่ก็เฉยๆ
...
อ่านเพลินเลย ...ยังไม่หมด ครูพี่ภู เอามาไม่หมด มีช่วงท้ายอีกนิดค่ะ ...
((#มีต่อจากโพสข้างบน))
จะบอกว่าจบกิจหรือยังนั้นไม่จบ  แน่นอนยังต้องเดินทางต่อครับ  จบไปแล้วแค่เบื้องต้น  แล้วเมื่อเทียบกับสังโยชน์ทั้งสิบข้อ  สามข้อแรกนั้นผ่านไปได้แน่นอน  ถ้าได้อ่านแต่ต้นเรื่องจะรู้ได้ว่า ผ่านได้ยังไง ก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับครู  ก็ตามประสาคนปะติดปะต่อเรื่องราวไม่เก่ง ถ้าครูเห็นว่ายาวไปก็ตัดย่อเอานะครับครู ไม่เป็นจริงๆ555 ส่วนถ้าท่านใดได้อ่านแล้วน้อมนำข้อความบางตอนไปเป็นตัวอย่างในการปฎิบัติก็ขอโมทนาด้วยครับ  และถ้าจะมีบุญจากเรื่องราวนี้ผมขอยกบุญกุศลทั้งหมดให้กับสมเด็จพ่อองค์ปฐมลงมาจนถึงองค์ปัจจุบัน พระอริยะทั้งหลายมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษี ตลอดจนครูบาอาจารย์ทั้งหลายในคณะจิตเกาะพระมีครูบัวเป็นต้นด้วยเทอญสาธุๆๆ…

#โมทนาสาธุกับจิตบุญน้องใหม่ จิตบุญที่153 แห่งบ้านจิตเกาะพระ และครูผู้สอนทุกท่านด้วยค่ะ ...
...
.. ก่อนมาเรียนกรรมฐานที่นี่   จิตศิษย์ผู้นี้ มีความเคารพรักศรัทรา ในพระธรรมคำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จพ่อองค์ปฐม และปฎิปทาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เป็นทุนใหญ่มาแต่เดิม หรือจะเรียกว่าหลายภพหลายชาติก็คงไม่ผิด  มีจิต รักพระนิพพาน  เป็นอารมณ์   เป็นสัมมาทิษฐิ มาแล้วอย่างดีเยี่ยม       นิยมนั่งสมาธิ   จนเกิดความสุขในสมาธิ เบา ลอย สุขใจ แต่เมื่อออกจากสมาธิ ยังไม่สามารถต้านทานสิ่งกระทบจิตได้ ..  จุดนี้จึงต้องปรับ ให้เป็นสัมมาสมาธิ ด้วยเช่นกัน ต้องเพิ่ม สติ สัมปชัญญะให้ต่อเนื่องด้วย บอกศิษย์ไปว่า     สติ ต้องแนบแน่น อยุ่ที่จิต   เพราะหากขาดสิ่งนี้  จิตจึงไม่สามารถรู้ เท่าทัน อารมณ์ที่เข้ามาปรุงแต่งจิตได้ ... ในเมื่อรู้ตามยังไม่ทัน รู้เท่าทันยังไม่ได้  แล้วเมื่อไหร่จะรู้ได้ก่อน (ปัญญาญาณ) จึงยังไม่เกิด ...   ข้าพเจ้า จึงเน้น ให้จับภาพพระให้ต่อเนื่องขณะลืมตา จนมีอาการทางกายปรากฎชัดว่า จิต เดินเข้าสู่สภาวะฌานต้นแล้ว ... รายงานมาว่า จิตนิ่งไม่รำคาญในเสียง มีอาการ สงบระงับ จิตวิเวก แม้กายจะอยู่ในสถานที่ มากไปด้วยการงาน และผู้คน   แต่กลับมีความรู้ตื่น เบิกบาน มีปัญญารู้เห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ได้อย่างอัศจรรย์  รู้เองเห็นเอง ปราศจากเจตนา       ชักเข้าท่า !!!
...
แต่ก็ ยังมีปัญหาตามมาอีกว่า ไม่สามารถ   ทรงฌาน  ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะโจทย์ที่ให้ไป คือ ต้องทรงได้ 24 ชั่วโมง  .. แม้ยามหลับ กายหลับ จิตก็ ต้องหลับในฌาณ หลับกับพระ เช่นกัน ...   จึงได้มาถึงวาระที่ ต้องสอนวิธีการ  คือ ฌานลัดนิ้ว  พากเพียรอยู่หลายวัน จนสามารถทรงฌานได้  เข้าฌานสุงต่ำได้ ด้วยเทคนิควิธีที่พระท่านประทานมา ... เริ่มแรก จิต ศิษย์เกิดความเสียดาย สุข สงบนั้น ไม่ยอมขยับตัวสูงขึ้น จึงต้องงัดไม้ตายว่า ไม่สอน !!!!   ถ้าไม่สามารถทรงฌานสูง จนมีสภาวะธรรม มารายงานได้อย่างต่อเนื่องอีก ได้ผล!!! ... ไม่นาน รายงานมาว่า .. จากสภาวะที่เห็นสาว ๆ แล้วชอบมอง ปรุงแต่ง จิตพิจารณาไตร่ตองไปเอง ถึงความเป็นจริงในกายสังขาร ของเธอ จนรู้สึกมีอาการรังเกียจ มิได้ต่างอะไรกับ สิ่งปฎิกูลเดินได้ จิตเริ่มถอนราคะเบาบางลง .. สภาวะธรรมตอนนี้ นั้น แสดงว่าจิต ได้เริ่ม วิปัสสนา เอง ภายในแล้ว แต่ยังไมถึงที่สุด ... จึงต้องทรงฌานต่อไป อีก .. พร้อมกับการรับพระมหาเมตตาจากพระพุทธองค์เข้าสู่จิต มุมมองของจิต จะเปลี่ยนไปเกิดเป็นกระแสความรักเมตตา ต่อผู้อื่นอย่างมีปัญญา คือความเป็นกลาง  .. ซึ่งครูพี่แนทได้เมตตาชี้แนะ วิธีการอย่างลึกซื้งละเอียดละออ  ..จนกระทั่งจิตศิษย์ สามารถรับกระแสธรรมอันบริสุทธิ์ กระแสพระมหาเมตตาของพระพุทธองค์ได้ ..
...
จึงได้กล่าวรายงานมาว่า.. ครูครับ เมตตาของผม ล้นออกจากจิตครับ  ไม่ขาดแล้วครับ ล้นจริงๆครับครู .... พร้อมกับวิปัสนาของจิต มองเห็นโลกทั้งโลกแป็นธาตุทั้ง 4 ที่ใหญ่มาก  มันมีสภาพแปรปรวน เหมือนกัน  ยึดติดหรือเกาะเป็นที่พึ่งไม่ได้ เลย ใหญ่เท่าโลกหรือเล็กเท่ามด มีสภาพเหมือนกัน เมื่อจิต วิปัสนาแล้ว เกิด # สภาวะจิตยิ้ม           ยิ้มออกมาที่สายตา มุมปาก อย่าง อย่างไร้เจตนา คล้ายสายตาที่อ่อนโยนขึ้น เมตตาสงสาร คน สัตวทั้งหลาย      น่าสงสาร ที่เขาแค่พลาดและหลง แม้ตัวผมเองก็เช่นกัน   สภาวะที่ผมมองร่างกายของตนเอง ของผู้อื่นที่เต็มไปด้วยสิ่งปฎิกูล น่ารังเกียจ มันกลับกลาย เป็นไม่น่ารังเกียจ มันเป็นเพียง ธรรมดา จิตผมมองแล้วก็  # เฉย ครับ  … สุดท้ายจิต ก็ เดินมาถึง คำว่า  เฉย  คือรู้แล้ววางเฉย ได้    
 จึงขอให้พากเพียรเดินต่อไปอย่าหยุดยั้ง จนสามารถยกจิต ข้ามขันธ์ 5 นี้ออกไป สู่ความเป็นอิสระ  …..
บุญกุศลอันใดทั้งหมดทั้งมวลอันได้บังเกิดขึ้นในกาลครั้งนี้  ข้าพเจ้าขอน้อมถวาย บูชาพระรัตตรัย อันมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จพ่อองค์ปฐมทรงเป็นประธาน สมเด็จองค์ปัจจุบันเป็นที่สุด พระธรรมและพระอริยสงฆ์เจ้าทุกพระองค์อันมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานเป็นที่สุด สาธุ สาธุ สาธุ
...




Create Date : 20 กันยายน 2559
Last Update : 20 กันยายน 2559 14:46:54 น. 0 comments
Counter : 53 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

doraeme
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add doraeme's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.