Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2559
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
8 ตุลาคม 2559
 
All Blogs
 
จิตเกาะพระ2ตค2559 ไม่อยากทุกข์



จิตเกาะพระ2ตค2559 ไม่อยากทุกข์
ขอบพระคุณที่มาจากเฟสบุคพี่PhuBodin สาธุค่ะ 
...
#ไม่อยากทุกข์
ก็ต้องทวนกระแส
ไม่พากันทวนกระแส ก็ต้องทนทุกข์อยู่แบบนั้น
อาจทวนกระแส แต่มีแรงต้านน้อยเกินก็ทุกข์อีก
แต่อาจทุกข์น้อยกว่า คนที่ตามกระแส "กิเลส"

ปกติ จิตใจคนเรานั้น ไม่เคยหยุดนิ่งเลย
หมายถึง สมาธิจิต ไม่ค่อยมีกัน ถึงมีแต่ไม่พอดูจิต
ขณิกสมาธิ คือสมาธิเล็กน้อย ตามไม่ทันจิต
คือรู้ไม่ทันอารมณ์จิตตนเอง
เมื่อสมาธิจิตมีไม่มาก ทำให้จิตหลงยึด หลงเกาะ 
หลงวิ่งตามสิ่งกระทบนั้นๆ
แค่นั้นยังไม่พอ คือ นำเอาอารมณ์นั้นๆ 
มาเป็นเรา มาเป็นของๆเราอีก

ฉะนั้น คนที่ไม่ฝึกจิต มิใช่คนผิด
ไม่ผิดหรอก เพราะเป็นธรรมชาติแห่งจิตเขา
คนที่ไม่เคยฝึกจิตมาเลยนั้น จิตมักจะแกว่งหรือส่าย
ไม่ชอบอยู่กับที่ เพราะด้วยความอยากรู้ อยากเห็น เป็นต้น
หากเป็นดังนี้ ทำไม เราถึงไม่ค้นหา ตามหา ..
ตัวอยากรู้ อยากเห็นให้กับตนเองหละ
นั่นหมายถึง "ตัวสติ" "ตัวปัญญา"
แต่นี่อะไร คนส่วนใหญ่ตามหาอะไรกันอยู่
ไปค้นหา ตามหาสิ่งนอกจิตตนเองหมดเลย
สิ่งที่ทุกคนตามหากันอยู่นั้น นึกว่าถูกแล้ว
ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นว่า ตามหากิเลส
แล้วมันใช่ไหม ถ้าตอบว่า ใช่ 
และถ้าหาเจอแล้ว ทำไม ตามหาสิ่งอื่นต่อไป เรื่อยๆ
นั่นแสดงว่า อยากรู้ อยากเห็น ไม่รู้จักจบสิ้น 
ภาษาพระ แปลว่า ยังไม่ทำลายอาสวกิเลสให้สิ้นไป

คนส่วนใหญ่หรือคนที่ไม่ฝึกจิต
ย่อมหลงรูป หลงนามของตน
เพราะว่าเราอยู่และใช้อาการของขันธ์5 ทุกวัน
เช่น สักกาทิฏฐิ คือ มีความเห็นผิด ว่าร่างกายนี้
เป็นเรา เป็นของเรา แท้จริงแล้วมันใช่ที่ไหน

นอกจากเข้าใจในรูปผิดๆแล้ว ยังยึดอีก "อุปาทานขันธ์"
ใครแตะได้ที่ไหน ใครพูดถึงได้ที่ไหน 
หรือใครด่าว่านินทาหรือตำหนิได้ที่ไหน
ประเดี๋ยวแว้งกลับ โต้กลับ เป็นต้น

คราวนี้มาดูคนหลงนามธรรมในขันธ์5บ้าง
โดยเฉพาะ ความรู้สึก "เวทนา"
และความคิดนึกพร้อมปรุงแต่ง "สังขาร"
กายสังขารแปลว่าร่างกาย
ส่วนจิตสังขารแปลว่าความคิด ปรุงแต่ง
และนามธรรมทั้งสองตัวนี้ ที่เราใช้บ่อยที่สุด
เช่น เรารู้สึก มิใช่ใคที่ไหน รู้สึก
เราคิดนึก มิใช่ใครที่ไหน คิดนึก เรากำลังใช้ความคิด
โดยเฉพาะ คนทางโลก มักใช้ความคิดตลอด คิดทั้งวัน
คิดจนปวดหัว คิดจนเพลีย คิดจนเหนื่อย
พอเพลียหรือเหนื่อย เราก็หยุดคิด ชั่วคราว
พอหาเพลียหายเหนื่อย เอาอีกแย๊ว คิดอีกแร๊ะ
ทั้งๆก็รู้ตัวนะว่า เหนื่อย แต่ก็ยังไม่หยุดอีก
นี่แหละ เรียกว่า ตกอยู่ภายใต้จิตสังขาร
หรือตกไปอยู่ในโลกแห่งความคิด
สุดท้าย เป็นไง คิดดีก็รอดตัวไป ถ้าคิดไม่ดี เหนื่อยใจ
นี่คือ "กระแสมนุษย์" 

บางคนไม่เข้าใจว่า ทำอย่างไร มิให้คิด
ห้ามไม่ได้หรอก ความคิด 
นักภาวนายังห้ามไม่ได้เลย
พระถึงให้เราเจริญสติภาวนามากๆ
ก็เพราะว่า จะได้มีสติปัญญาไปรู้ทันจิต
คือรู้เท่าทันอารมณ์จิตตนเอง
ถ้าสายปัญญาเขาสอนให้ดูจิต ดูความคิด
ถ้าดูบ่อยๆจนชำนาญ แล้วเราจะถึงบ้างอ้อเอง
ว่าอ้อนี่หรือเขาเรียกว่า จิตสังขาร หลงตามมาตั้งนาน
คิดเสร็จ ก็แปลเป็นอารมณ์นู๊นนี่ คิดไปเอง เรื่อยเปื่อย
ผิดถูก ไม่รุ๊ ถูกก็เสมอตัว แต่ถ้าคิดผิดและเอาความคิดผิดๆนั้น
นำมาเป็นอารมณ์หรือความรู้สึกปัจจุบัน
เช่น คิดว่า แฟนเรามีเมียน้อยแน่ๆเลย นี่แค่สงสัย
สงสัยเฉยๆไม่ว่า แต่กลับมาเป็นอารมณ์กัน ต่อว่ากันไปมา
เพราะเกิดอารมณ์หึงหวง สุดท้าย จบลงไม่สวยเลย
ทุกรู้หมดว่ากิเลสคืออะไร "รักโลภโกรธหลง"
ความรัก ความคิดถึง ความห่วงใย ความหึงหวง
นั่นคือ "ความหลง"
มันไม่ง่ายเลยใช่ไหม ที่เราจะออกมาจากตรงนั้น
นอกเสียจาก สติปัญญา เท่านั้น นอกนั้น ไม่มี

ส่วนปัญญาทางโลก ต่อให้เป็นขุนนางหรือนายพล 
หรือด๊อกเตอร์ แม้นกระทั่งจบนักธรรมเอก หรือเปรียญ9
ถามว่า กิเลส ตัณหาและอุปาทาน ละกันได้ไหม
ดังนั้น ปัญญาหรือความรู้ทางโลกนั้น 
ใช้มาละสิ่งพวกเหล่านี้ไม่ได้เลย สักนิดเดียว
ยิ่งรู้ทางโลกมากเท่าไหร่ "อีโก้" ยิ่งมีมากเท่านั้น
นั่นหมายถึง "อัตตามานะ" เป็นมิจฉาทิฏฐิ
เพราะการปฎิบัติธรรมนั้น เขาใช้จิตมาเรียนรู้
นั่นหมายถึง การเจริญสติภาวนา

พระในจิตท่านเรียกว่า "คราบมนุษย์"
ท่านให้พากันละ คำว่า "ละ" ในที่นี้ (ภาษาจิต) 
หมายถึง ดูเฉยๆ หรือ รู้และวาง
แต่จะเอาอะไรละหรือวาง ตอบว่า "สติปัญญา"

รู้ยัง? ว่าทำไม ถึงให้พากันเจริญสติ เยอะๆ
เพราะว่าเราจะได้มองเห็นรูปและนามธรรมของตน ชัดเจน
ต่อไป จะได้ไม่ต้องไปลุ่มหลงกับมันอีก 
จะได้ไม่ต้องไปวิ่งตามมันอีก 
เพราะมันเหนื่อยมาก เหนื่อย จริงๆ
วางยากที่สุด คือ เวทนากับจิตสังขาร

พอเรามีสติมาก สมาธิจิตก็เกิดขึ้นและก็พร้อมปัญญา
ทำยังไงก้ได้ให้จิตตนนิ่งเป็นสมาธิ ถ้าไม่อย่างนั้น
เราก็มองไม่เห็นจิต มองไม่เห็นอารมณ์จิตตนเอง
ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เราก็ตกเป็นทาส "อารมณ์" 
ทั้งอารมณ์เรา และอารมณ์ผู้อื่น ..
ถ้าเราอยู่เหนือเวทนา เหนือสังขาร แทบจะเท่ากับ
เราอยู่เหนือขันธ์5ของตนเองแล้ว
ที่เหลือค่อยยังชั่ว ค่อยสุขสบาย เบาใจหน่อย

ถ้าใครยังเป็นทุกข์อยู่ เพราะจิตตกเป็นทาสอารมณ์
จมปักกองทุกข์อยู่แบบนั้นไปก่อน จนกว่าจะเงยหัวขึ้นเองได้
คำว่า "เงยหัว" หมายถึง มีสติปัญญา (บ้าง)
โมทนาสาธุ
ภูทยานฌาน
...
พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนเรื่องทุกข์เป็นหลัก มิใช่ให้ไปรู้นู๊นนี่กัน ถึงรู้ไป เห็นไป แล้วมันพ้นทุกข์มั๊ย สาธุ
...
พระพุทธองค์ ทรงตรัสสอนว่า จริงๆแล้วธรรมะมีเยอะมาก ถ้าเปรียบกับใบไม้ทั้งป่าดงดิบ แต่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนแค่ ใบไม้แค่กำมือเดียว ทำไม นำมาสั่งสอนแค่นั้น ก็เพราะว่า มันไม่เกี่ยวกับการหลุดพ้น จริงๆแล้วพระพุทธองค์ทรงรู้มากกว่านี้อีก แต่พระองค์ไม่เน้น ฌานสมาบัติหรือญาณต่างๆ เพราะนั่นถือว่าเป็นของแถมที่ได้มาขณะปฎิบัติหรือหลังปฎิบัติ มิให้พากันหลงเอา ให้พากันปฎิบัติตามรอยพระพุทธบาท ให้พากันเรียนรู้เรื่อง อริยสัจ4 กฎไตรลักษณ์ เป็นต้น อยากเป็นอริยบุุคคล ก็ต้องนำจิตตนมาเดินมรรค จะได้รู้จักคำว่า ทุกข์ สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) และรู้จักคำว่า นิโรธ  ซึ่งมีความหมาย "นิพพาน" โมทนาสาธุ
...
สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะกำลังพยายามปฏิบัติ กำลังสู้กับกิเลสแบบตาใสๆนี่แหละค่ะรับอารมณ์ที่มากระทบทางผัสสะทั้ง6เพื่อดูอารมณ์และจิตว่ามันรู้และวางได้มั้ย อุเบกขาได้รึเปล่า รู้สึกดีขึ้นมากค่ะคุณอาจารย์พี่สำหรับสิ่งกระทบเข้ามาแล้วจิตไม่รับไม่เอาทิ้งไปตรงนั้นเดี๋ยวนั้นเลยทั้งอารมณ์ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
PhuBodin ...โมทนาสาธุครับ เก่งมากเลยจร้า แต่ขอให้ดูไปนานๆนะ จิตน่ะ เพราะผลของการปฎิบัติธรรมนั้น เขาวัดกันตรงที่ #สิ่งกระทบ ถ้ามีสิ่งใดมากระทบจิตแล้ว เฉย เป็นอุเบกขา เหมือนพระอิฐพระปูน เอ่อ สอบผ่านแล้ว เพราะไม่มีผลต่อจิต เพราะไม่ทุกข์ใจอะไรอีกแล้ว หลังจากจิตเข้าถึงอุเบกขาได้แล้ว ที่เหลือคำว่า เมตตา ก็จะเกิดขึ้นเองโดยปริยาย มิใช่แค่เฉย อุเบกขาอย่างเดียวนะ มิใช่ได้มรรคอย่างเดียวนะ ผลต้องเกิด เหมือนเราปลูกต้นมะม่วง ตอนนี้มะม่วงโตแล้ว มีลูกแล้ว แต่ยังดิบอยู่ยังกินไม่ได้ รสชาดตอนนี้ยังไม่หวานเท่ากับมะม่วงงอม จิตก็เช่นกัน เดินมรรคย่อมได้ผล   นอกจากผลคือ สงบสุข ปีติสุขแล้ว ยังต้องวางเฉย และสุดท้าย ต้องเปี่ยมล้นด้วยคำว่า เมตตาด้วย แค่เฉยยังไม่พอ แต่ทำได้แค่นี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้วนะ แต่ต้องไปต่ออีก อีกก้าวเดียวเอง นั่นหมายถึง มรรคผลและพระนิพพาน .. นอกจากเฉยแล้วยังมีเมตตาเป่ยมล้นอีกด้วย ดูพระมหาเมตตาของพระพุทธองค์นั่นนะ ... เด่วต่อไปผมจะแนะนำให้รับพระมหาเมตตาจากพระพุทธงค์ ทำไได้อย่างไร แต่ขอบอกก่อนว่า คนที่พอจะทำได้นั้น นอกจากสติดี สมาธิดีแล้ว เพราะคนที่พอจะเอาจิตไปรับรู้หรือสัมผัสได้นั้นก็คือ จิตต้องเป็นบุญกุศลอย่างต่ำ นั่นหมายถึง จิตนิ่งเป็ฯสมาธิ จิตเป็นบุญกุศลแล้วนั่น ถึงพอทำได้ เหมือนคนที่อยากทำมโนมยิทธิได้ผลไวๆนั้น คุณต้องไปล้างนิวรณ์ในจิตตนเองก่อน ถ้ายังล้างไม่ได้ อย่าริทำ ถึงทำไปก็ไม่ได้ผล เพราะจิตมโนฯนั้น สามารถไปถึงนรกยันพระนิพพาน ว่าแต่ว่า ใครจะไปด้วยจิตระดับใด ครึ่งกำลังหรือเต็มกำลัง ครึ่งกำลังไปด้วยอุปจารสมาธิ คนที่ไปเต็มกำลังคือ อัปปนาสมาธิ คือ ฌาน4 เป็นอย่างต่ำ นอกนั้น ครึ่งกำลัง เต็มกำลัง จิตเห็นชัดเจนเสมือนตา ยิ่งกว่าตาเนื้อ ภาพสี ครึ่งกำลังภาพขาวดำ เป็นต้น
...
กราบสาธุพิจารณาให้เห็น
อสุภะในร่างกายน้ำเลือดน้ำหนองและดูจิตที่มีแต่ทุกข์
ดูให้บ่อยให้เป็นปกติเหมือนเราหายใจเข้า..ออกเป็นเช่นนั้นตลอดๆเจ้าค่ะสาธุสาธุค่ะ
PhuBodin...โมทนาสาธุ ขอให้ชัดๆ ดูด้วยสติปัญญา แล้วจะเห็นธรรม เห็นแจ่มแจ้ง เห็นทะลุปรุโปร่ง แต่ถ้าจิตไม่เห็นแบบนั้น จิตก็จะไม่จางคลายจากการยึดมั่นถือมั่นนะครับ สาธุ
...
สาธุธรรมค่ะสาธุ
คิดแล้วรู้ ถ้าไม่คิดก็อาจจะไม่รู้
อย่างนี้ได้มั๊ยท่านอาจารย์ คิด
แล้วรู้ว่าคิดดีหรือคิกถูก หรือคิดผิดไปก่อน ต่อไปค่อย
ละคิดได้เปล่าค่ะสาธุ
PhuBodin...โมทนาสาธุ การคิดก็ต้องมีสติควบคุมด้วย อันนี้หมายถึงคิดแบบโลกๆนะ แต่ถ้าทางธรรม ทางปฎิบัติธรรมนั้น เราจะไม่เอาความคิดมาเกี่ยวข้องเลย เพราะขณะสมาธิจิตเกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าสมาธิน้อย ความคิดก็จะผุดให้เราเห็น แต่ถ้าสมาธิลึก คือจชตั้งแต่ฌาน3ขึ้นไป ความคิดค่อยๆดับลงๆ จนมองไม่เห็นความคิด เรียกว่า จิตดับชั่วคราว เมื่อจิตดับ ความคิดก็จะดับตาม เพราะความคิดนั้น จะเกิดพร้อมกับจิตและดับไปพร้อมกับจิต เพราะความคิดอาศัยจิต ... แต่เมื่อไหร่ ฌานถอยลงมา ความคิดก็เกิดขึ้นปกติชน แต่ถ้าคนที่ไม่มีสติหรือสติน้อยเกิน ย่อมตามความคิดตนไม่ทัน เราก็เลยหลงคิดและหลงยึดติด สุดท้าย อารมณ์ใดที่เกิดขึ้นสุดท้ายนั่นแหละคือ อารมณ์ใจของตนเอง สุขหรือทุกข์ พอจหรือไม่พอใจ มีแค่นั้นเอง แต่ถ้าเราอยากเห็นจิต คือเห็นความคิด เห็นอารมณ์จิตตนเอง เราต้องขยันทรงสมาธิ แล้วจะเห็นอารมณ์หรือความคิดตนชัดเจน เขาไม่ให้เราวิ่งไปเอาตามความคิดนั้นๆ ให้เราอยู่เฉยๆ จิตตนจะคิดอะไรก็ช่างมัน ถ้าเราดูเฉยๆ หรือเราไปรู้ทันจิต รู้เท่าทันอารมณ์จิต แล้วความคิดก็จะสลายหายไปเอง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่พ้นกฎไตรลักษณ์ เรากำลังอยู่บนความไม่เที่ยงและอนัตตา คือไม่มีใครไปบังคับ บัญชาได้เลย ถ้าใครไปบังคับหรือฝืนก็ยิ่งทุกข์ใจหนักเข้าไปอีก ..นี่แหละถึงบอกว่า ให้คอยมีสติดูจิต ตามรู้จิต ด้วยใจเป็นกลาง .. แต่ส่วนใหญ่ใจไม่เป็นกลาง เพราะลงเล่นกับความคิด วิ่งตามความคิด ความคิดเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ยังไม่ทันดับหรือมันไม่ยอมดับ เพราะเราไปลงเล่น ไปยุ่งกับมัน หรือไปตามความคิดนั่น เป็นต้น อยู่เฉยไม่เป็น ไม่เป็นผู็ดูที่ดีไม่ได้ เพราะสติน้อยไป สมาธิน้อยไป ปัญญายังไม่เกิดแน่ ถ้าเป็นแบบนี้ ดังนั้น การคิด จึงมิใช่ ปัญญาที่ทุกคนเข้าใจ แต่เราจำเป็นต้องคิดคือต้องใคร่ครวญ พิจารณาธรรมนั้นๆได้เช่นกัน นั่นหมายถึงจิตเราต้องเป็นสมาธิด้วย ถ้าฟังไม่มีสติ แถมเอาความคิดนั้นไปคิดต่อ ไปลงเล่น ไปยุ่งกับมันแร๊ะ... ขอให้เราดูที่จิตตนเองก่อนว่า มีสติมั๊ย มีสมาธิมั๊ย แล้วค่อยดูความคิดที่ผุดขึ้นมานั่น .. เพราะการดูจิต ต้องดูด้วยสติหรือสมาธิจิตตนเองนะครับ อย่าไปหลงดูความคิด ขณะที่เราไม่มีสติ ไม่มสมาธิกันนะ อันนั้น ผิดทางแร๊ะ สาธุ  เข้้าใจมั๊ยครับ ไม่เข้าใจก็ถามมาใหม่
...
ไม่ได้หมายความแบบนั้นค่ะท่านอาจารย์ คืออย่างนี้ค่ะ
มีอยู่วันนันทาภาวนา จิตไม่
ค่อยสงบมันฟุ้งตลอดเลย
มีเหตุปัจจัยมากมายทำจิตฟุ้ง
ปวดหัวมากเลย พอดีเหมือนจิต
ถามว่าไปเปล่านิพพาน พอจิต
นันทาฟังแล้วหายฟุ้ง และหายปวดหัวเลยเย็นสบาย
ใจก็สงบ และมีจิตบอกต่อว่า
นิพพานัง ปรมัง สุขัง จิตนันทา
รับคำภาวนาต่อได้เลยค่ะ ซึ่งคำนี้นันทาไม่เคยภาวนามาก่อนเลยค่ะ นันทาเลยคิดว่าได้
คำนี้มาเพราะจิตคิดฟุ้งค่ะ ก็เลยคิดว่าฟุ้งก็มีประโยชน์เช่นกันสาธุค่ะ
PhuBodin... โมทนาสาธุครับ นั่นจิตคุณฟุ้งซะทีไหน จิตฟุ้งจะไม่มีธรรมผุดขึ้นมาบอกแน่ นั่นเป็นเพราะจิตคุณสงบต่างหาก คุณบอกเองมิใช่หรือว่า จิตหายฟุ้ง
...
จิตเกาะพระ2ตค2559 ไม่อยากทุกข์ ต่อๆๆค่ะ
เห็นความคิดของตัวเองค่ะเลยกำหนดลมหายใจความคิดก็หายไป พอความคิดกลับมาใหม่มีสติเลยคิดว่าถ้าเราดูลมไปด้วย แล้วคิดไปด้วยจะเป็นอย่างไร ปรากฏว่าความคิดมันหายไปค่ะได้แต่ลมหายใจ ตั้งแต่นั้นมามีความคิดเมื่อไรจะกลับมาดูลมหายใจเป็นหลัก แต่สติจะช้าไปหน่อยค่ะ สาธุค่ะครู
PhuBodin
โมทนาสาธุ ทำไม เป็นอย่างนั้น เคยสงสัยมั๊ย ความคิดหายไปเป็นเพราะว่า ถ้าเรามีสติตามทันจิต เท่ากับรู้เท่าจิต รู้เท่าทันอารมณ์ หรือความคิด .. และความคิดนั้นจะหยุดเอง ถ้ามีสติเกิดขึ้นมาก แต่ถ้าสติกับจิต แยกกันอยู่หรือเผลอสติ ความคิดนั้นก็จะโผล่ขึ้นมาอีก ... เหมือนกิเลสนั่น ถ้าสติเกิด กิเลสจะหมอบ(ชั่วคราว) แต่ถ้าเมื่อไหร่ เราเผลอสติ กิเลสจะโผล่อีก สาธุ
...
เดี๋ยวนี้จะเห็นความคิดบ่อยมากค่ะ ขอบคุณค่ะครูหนูจะนำไปปฏิบัติต่อค่ะ สาธุค่ะ
PhuBodin สาธุครับ คอยมีสติตามดูจิต ด้วยใจเป็นกลาง ต่อไป
...




Create Date : 08 ตุลาคม 2559
Last Update : 8 ตุลาคม 2559 9:14:21 น. 0 comments
Counter : 52 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

doraeme
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add doraeme's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.