Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2559
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
8 ตุลาคม 2559
 
All Blogs
 
จิตเกาะพระ29กย2559 พ้นโลก



จิตเกาะพระ29กย2559 พ้นโลก
ขอบพระคุณที่มาจากเฟสบุค PhuBodin สาธุค่ะ
...
#พ้นโลก
ใครเป็นผู้พ้นโลก
"จิตนะจิต" เป็นผู้พ้น มิใช่กายพ้นหรืออะไรพ้น
ดังนั้น จะทำยังไงให้พ้นโลก
เพราะร่างกายหรือขันธ์5นี้ก็เป็นสมบัติของโลกเขา
เราแค่ยืมเขามาใช้ชั่วคราว ขึ้นอยู่กับทำกรรมอะไร
กรรมดีหรือกรรมไม่ดี ที่พวกเรากำลังทำกันอยู่ขณะนี้
ส่วนใครที่กำลังทำกรรมดีหรือไม่ดีอยู่นั้น รีบๆทำ
เพราะเดี๋ยวจะหมดเวลา ทำกรรมดีหรือกรรมชั่วแล้ว
หากหมดลมหายใจ ก็เท่ากับหมดเวลาทำกรรม
ไม่ต้องพูดเรื่องกฎแห่งกรรมกันแล้วนะ เพราะทุกคน"กูรู"หมด
กูรูไปอย่างนั้นแหละ คือรู้อย่างเดียว รู้ให้มากที่สุด
แต่กลับเอาตัวไม่รอด เพราะเอาสมองไปรู้ มิได้เอาจิตไปรู้
หากสมองตายไปกับร่างกาย 
ดังนั้น ความรู้ทั้งหมดเราต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้
เพราะนำไปใช้หลังโลกทิพย์ไม่ได้ "โลกหลังความตาย"
เห็นมีแต่คำว่า "บุญกับบาป" เท่านั้น 
ที่ติดตัวเราไปยังทุกภพทุกชาติ

จิตที่พ้นโลกนั้น คือ จิตตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป
นั่นก็หมายถึงว่า จิตถึงแดนโลกุตตระ 
นอกนั้น ยังอยู่แดนโลกียะ คือยังไม่พ้นโลก
เพียงแต่ว่าพระโสดาบันนั้น พ้นไปครึ่งตัวแล้ว
แต่ถ้าอยากพ้นโดยสิ้นเซิงก็ต้องจิตเป็นอรหันต์ "วิมุตติ"
ฉะนั้น พระโสดาบัน จึงเป็นผู้ย่างก้าวเข้าสู่โลกุตตระเบื้องต้นเท่านั้น
พระโสดาฯ อยากหลุดพ้นจริงก็ต้องบำเพ็ญเพียร ต่อไปฯ

จะขอเอ่ยถึงเรื่องการเดินมรรคสักเล็กน้อยว่า..
มรรคมีองค์8 ทุกท่านทราบหมดว่ามีอะไรบ้าง
แต่อย่าไปท่องไปจดจำกันนะว่ามี123 มีอะไรบ้าง
รู้แค่เพียงสั้นๆก็พอ 
จิตเดินมรรค คือ จิตต้องมีทั้งศีลสมาธิปัญญา ครบถ้วน 
มิฉะนั้นแล้ว จิตจะไม่ได้องค์ธรรม "จิตธรรม"
ส่วนผู้ใด เดินถึงไหนย่อมได้ธรรมอันนั้น เป็นรางวัล
ยกตัวอย่างเช่น ขยันรักษาศีล จิตก็จะเป็นศีล
หากจะกล่าวในเชิงปฎิบัตินั่นก็คือ การเจริญสติภาวนา
หากเจริญสติมากๆ จิตก็จะเป็นตัวสตินั่น
หากเจริญสติมากๆแล้วจนเกิดสมาธิ จิตก็จะเป็นตัวสมาธิ
หากขยันทรงสมาธิ จิตก็จะเป็นตัวปัญญา
หากขยันเจริญปัญญา จิตก็จะเป็นธรรมในที่สุดได้เช่นกัน
เรียกว่า จิตธรรม จิตคือธรรม ธรรมคือจิต ตัวเดียวกัน
ต่อไป เราก็ละทิ้ง ร่ำลาจิตกันตรงนี้ เพราะที่เหลือเราคือธรรม
ธรรมคือ อนึ่งเดียวกับธรรมธาติ 
หรือธรรมชาติคือ อนึ่งเดียวกับจิต
ถ้าผู้ใด สามารถเข้าถึงธรรมชาติแห่งจิตตนเอง
นั่นแสดงว่า ย่อมเข้าถึงธรรมชาติด้วย "เข้าถึงธรรม" 
เพราะจิตก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วย
เพราะธรรมชาติมีอยู่หนึ่งเดียว คือ "ธรรมมีหนึ่งเดียว"

#หากผู้ใดเข้าถึงธรรมชาติแห่งจิต
ย่อมเข้าถึงธรรมชาติ "เข้าถึงธรรมตัวเดียวกัน"
ถ้าเข้าถึงกันจริงๆ ย่อมไม่มีผู้ใด ถกเถียงหรือทะเทาะกัน
เพราะว่า จิตเรา จิตเขา ก็เหมือนๆกันหมด
ถ้าจิตเข้าถึงธรรมอนึ่งเดียวกันย่อมอยู่เหนือคำว่า ถูกผิด
ส่วนคำว่าถูกผิดนั้นคือสมมุติใช้เรียกัน
แต่คำว่าถูกผิดนั้น รู้มั๊ยว่า จิตคนๆนั้น กำลังเรียนรู้
หมายถึงผู้ที่กำลังเดินมรรคาด้วย เพราะขยันสอบตกกัน
จิตที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนก็ไม่ต่างกับเด็กน้อย ลูกน้อยของตน
ดังนั้น เมื่อเด็กกินข้าวตกหล่นก็อย่าไปตำหนิเขา
เพราะเขายังเด็กอยู่ กำลังหัดกินข้าว อาจเลอะเลอะไปบ้าง
ผู้เป็นพ่อแม่ย่อมให้อภัย เพราะเป็นลูกรักของตน
ถ้าตนไม่เข้าใจลูก แล้วใครจะมาเข้าใจ
จิตน้องนุ่งก็เช่นกัน ยังต้องลองผิดลองถูก
ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ได้โปรดเมตตา 
และต้องอภัยหรืออโหสิกรรม ผู้เป็นศิษย์ได้ตลอดเวลา
หากครูบาอาจารย์ท่านไม่มีเมตตาก็คงทำหน้าที่ตรงนี้ ไม่ได้
เพราะครูตกม้าตายซะก่อน ช่วยตนเองยังไม่รอด
แล้วจะไปช่วยใครๆได้ แค่โลกธรรมยังสอบไม่ผ่าน
เพราะเรื่องกระทบกระทั่งจิตใจนั้น ย่อมมีเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
แต่ถ้าใจไม่มีพรหมวิหารก็ทำไม่ได้ ถึงอยากทำแต่ก็ทำไม่นานนัก
เดี๋ยวก็ล้มเลิกความตั้งใจเป็นครูผู้สอนไปเสีย เพราะขาดกำลังใจ
จงอย่าได้เอาสติปัญญาหรือภูมิธรรมของตนไปสอนสั่งผู้อื่นเขา
เพราะเรายังมีร่างกายหรือขันธ์5 เหมือนกัน สกปรกเหมือนกัน
ดังนั้น ครูบาอาจารย์ต้องขยันชำระจิตตนให้สะอาด บริสุทธิ์อยู่เสมอ
โดยการทำจิตเป็นสมาธิ "ทรงสมาธิจิต" 
และอาราธนาพระมาครอบกายใจ อธิษฐานจิตถึงพระพุทธเจ้า
และพระธรรมและพระอริยสงฆ์สาวกฯ ให้ท่านมาดลจิต
หรือมาสื่อธรรมผ่านกายใจตนนี้ ไปสู่ลูกหลานของท่านด้วยเถิด
พระในจิตสอนผู้เขียนมาแบบนี้ ก็เลยปฎิบัติเรื่อยมาจนป่านนี้
ท่านบอกว่า ข้อดีก็คือ จิตตนจะได้อยู่ในสายพระเนตรท่านตลอด
และมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดไปด้วย
นี่ถึงจะเรียกว่า ถึงไตรสรณคมน์ จริงๆ 
กล่าวคือเป็นการน้อมกายวาจาใจ นำพระรัตนตรัยเข้าไปไว้ในตน 
เพื่อแสดงตนว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่ระลึกนึกถึง
และเป็นที่พึ่งตลอดไป เป็นพุทธมามกะ 
และเป็นผู้รับนับถือพระพุทธศาสนา ..

ขอพร่ำอีกนิด เรื่องการเจริญในมรรคา
พยายามเจริญสติให้มากๆ สมาธิจะได้เกิด ปัญญาจะได้เกิด
ในภาคปฎิบัติจริงๆนั้น สำหรับเรื่องจิต เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา
เจริญจิตให้เกิดมรรคผลพระนิพพานตามนี้
เจริญจิตหมายถึงเจริญสติ เจริญสมาธิ
ขอเอ่ยถึงสมาธิ พยายามพัฒนาสมาธิให้ถึงขีดสุดเท่าที่จะทำได้
แต่ใครจะทำได้ถึงไหน ก็ต้องตอบว่า ขึ้นอยู่ที่บารมีเก่า "ของเก่า"
นั่นหมายถึง วาสนาของตนเองด้วย
เพราะความสามารถจิตแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน
ลองตั้งใจทำให้ดีที่สุดสิว่า จิตได้สมาธิขั้นใด
เหมือนเราเรียนหนังสือนั่นแหละ ดูสิว่า สมาธิจิต ได้เกรดอะไร
"A" "B" "C" "D" หรือ "F" =fail คือตก คือไม่ได้สักสมาธิ
ในขณะเดียวกัน บางคนอาจทำได้ถึง อุปจารสมาธิ
แต่ก็มีบางคนที่ทำได้เกรด "A" หมายถึง อัปปนาสมาธิ
นั่นหมายถึง ฌานลำดับ "รูปฌาน" 
หรือฌาน1234 เป็นต้นไป จนถึง "อรูปฌาน"
หากเราไม่มีของเก่าก็ทำไม่ได้ ถามว่าฝึกได้ไหม
ตอบว่า ได้ แต่เขาฝึกกันเป็นชาติๆนะ 
ไม่ใช่มาฝึกกันแค่2-3ชั่วโมงหรือเป็นปี แล้วจะได้
หากคนที่เคยเป็นฤาษี เอ่ออันนี้ น่าลุ้น
สรุปสมถกรรมฐาน ว่าด้วยการเข้าถึง จึงไม่เท่ากัน

อย่าลืมนะ สมาธิมี 3 ขั้น 1ขณิก 2อุปจาร 3อัปปนาฯ
ดังนั้น ถ้าคนเข้าถึงขั้น อัปปนาสมาธิ 
ย่อมสัมผัสได้ด้วยจิต อารมณ์จิต ย่อมอธิบายได้ชัดเจน
เหมือนชิมรสชาดอาหาร เปี้ยวหวานมันเค็ม ตนต้องรู้

ล้วงลึกลงไปอีกก็คือ อารมณ์จิต ขณะทรงสมาธิหรือฌานใด
ตนต้องต้องรู้ให้ชัดว่า ขณะนี้ จิตดิ่งลงสู่สภาวะใด
ส่วนคนที่เขาทำได้ย่อมอธิบายได้ด้วย 
เพียงแต่ว่าเขาเรียกคำบัญญัติไม่ถูกเท่านั้นเอง
ฉะนั้น เราก็ต้องถามครูบาอาจารย์ หรือถามผู้รู้ 
อันนั้นเรียกว่าอะไร หรือเรียกว่าสภาวะอะไร เป็นต้น
เดี๋ยวครูเขารู้เองว่า สภาวะนั้นคืออะไร เรียกว่าอะไร
เพราะครูท่านจะรู้เข้าใจได้ด้วยวาระจิต "รู้ด้วยภาษาจิต"
เพราะแต่ละคนจะพูดภาษาสมมุติต่างกัน
และครูก็ต้องไม่เดาด้วย อย่าเดาส่งเดช นั่นนรกกินหัว
เพราะสอนผิด แนะนำผิด หากไม่มั่นใจหรือมั่นใจ
พระในจิตท่านแนะนำว่า ให้ทำสมาธิจิตก่อนค่อยทูลถามพระพุทธเจ้า
หรือครูบาอาจารย์ที่ตนเคารพศรัทธานั่น 
#เอาจิตแช่พระไว้ เด่วจะได้คำตอบเอง
สอนหรือแนะนำผู้อื่น ก็เหมือนเราสอนลูกหลาน 
คงไม่มีพ่อแม่คนไหนหรอก ที่ไม่อยากเห็นให้ลูกหลานเจริญๆ
คงไม่แนะนำลูกหลานไปทำสิ่งที่ไม่ดีกันหรอกนะ
ครูก็เช่นกัน ก่อนจะสอนใคร ตอบปัญหาธรรมะใครๆ
ให้ทวงถามสติตนก่อน ที่เหลือค่อยถามหาพระในจิต
ให้ท่านมาตอบ เราอย่าได้ตอบเองเด็ดขาด 
เอาธรรมะท่านบบ.มาตอบ ให้ท่านบบ.มาตอบลูกหลานของท่านเอง
โดยการสื่อธรรมะผ่านกายใจของเรานี้ไปสู่ลูกหลานของท่านเอง
ตรงนี้สำคัญนัก จะเป็นครูใครๆ มิได้ง่ายนัก 
หากวางกำลังใจตนเองผิด นั่นหมายถึงโทษประหารทีเดียว
ถ้าไม่แน่ใจอย่าเสี่ยง นึกว่าเรากำลังสร้างบารมี 
ที่ไหนได้กำลังสร้างบ้านนรกให้กับตนเอง
เพราะอะไร ถ้าครูไม่ยึดหรือไม่พากันยึดในคุรพระรัตนตรัย
ท้ายที่สุด เราก็เดินทางผิด เพราะเราหลงตนเอง
หลงตนว่าเป็นครูเขา จะเอาแต่คำชมอย่างเดียวไม่ได้
แต่คำด่าไม่เอา แถมโต้เขากลับอีก อันนี้เสียหายแน่นอน
จบนะ สำหรับคำว่า "ครูสอนกรรมฐาน"

#ขอพูดเรื่องสมาธิอีกนิดใกล้จะจบแล้ว
พูดถึงคนทำสมาธิ ต้องสอบให้ผ่านคำว่า นิวรณ์5 ก่อน
ถ้าไม่งั้น เข้าไม่ถึงสมถกรรมฐาน คือความสงบสุข
นี่คือ อานิสงส์หรือผลบุญแรกสุด ของคำว่า กรรมฐาน
กรรมฐานหรือภาวนา ถือว่า เป็นบุญกุศลอันใหญ่หลวง
นอกจากบุญชั้นทาน และบุญจากการรักษาศีลแล้ว
คนทำบุญกรรมฐาน ต้องมีกำลังใจสูง พอสมควร
ถ้ามีไม่มากก็ไปไม่รอด เพราะเดี๋ยวเลิกกลางคัน
เพราะขาดวิริยะ คือความเพียรไม่มี มีแต่ความศรัทธาอย่างเดียว

พอผ่านนิวรณ์ไปได้แล้ว เราก็พบความสงบสุข เมื่อนั้น
เรียกว่า "เข้าถึงความดี" 
คือ การเข้าถึงตัวบุญกุศลของกรรมฐาน(บ้าง)แล้ว
ตอนนี้ จิตรอดไปครึ่งนึงแล้ว สบายใจขึ้นมาหน่อย
ต่อไป จิตเข้าอุปจารสมาธิ เริ่มมองเห็น ปีติทั้ง5
อยากรู้ไปหาตำราอ่านเอง ถ้าจิตเห็นหรือรู้สึกปีติใดปีตินึง
เราอย่าจงสนใจ แต่ห้ามหลบหลีกหนีนะ ให้ดูเฉยๆ รู้เฉยๆพอ
นี่คือการฝึกละภายใน ละรูปได้ ต่อไป ฝึกละนาม 
และฝึกละนามละเอียดยิ๊บๆของตนเอง ต่อไป
ละนะละอาการปีติทั้ง5 อย่าในใจในอาการทางกาย
เพราะนั่น อาการปีติกำลังแสดงผลให้เราดู 
เราก็รู้ไป ดูแล้วเฉยให้ได้ ถ้าเฉยไม่ได้ เราก็สอบตก
แต่ถ้าสอบผ่าน คือเฉยเป็น รู้วางเป็น 
จิตตนก็จะค่อยๆเคลื่อนเข้าสู่สมาธิขั้นสูง ต่อไป
คือ อัปปนาสมาธินั่นเอง
อาการปีติที่เกิดกับกายหยาบนั้น เรียกว่า "เฉียดฌาน"
ตรงนี้แหละ จิตผู้ใดจะเข้าสู่อัปปนาฯลึกแค่ไหน
หรือฌานใด ก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ 
ฉะนั้น อย่าได้สนใจอะไรในอะไรที่เกิดขึ้นกับกายกับใจก็ตาม
แต่ให้เราสนใจจิตกับสติ ต้องกอดกันให้แน่นๆ
แล้วจิตจะเข้าสู่องค์ฌาน มาถึงนี่แล้วนะ "อัปปนาสมาธิ"

#องค์ฌาน5มีอะไรบ้าง.. 
1วิตก 2วิจาร 3ปีติ 4สุข 5เอกัคคตารมณ์
ฌาน1 มีองค์ฌานครบเลย
ฌาน2 มีแต่ปีติ สุข เอกัคคตาฯ
ฌาน3 มีสุขกับเอกัคคตาฯ
ฌาน4 มีเอกัคคตาฯ +อุเบกขา
อันนี้ขออนุญาตพูดไปตามตำรา
แต่ลงสนามจริงๆ อาจมีก้าวกระโดดฌาน
หมายถึงพอจิตทรงฌาน1อยู่ดีๆ โผล่อีกที ฌาน4เลย ก็มีนะ
ใครนึกไม่ออกเรื่องสมาธิจิตหรือฌาน ให้เรานึกถึงบันไดบ้าน
สมาธิจิตหรือฌานก็เหมือนบันไดบ้านของตน ต้องเดินขึ้นลงทุกวัน
สมาธิจิตหรือฌานก็เช่นกัน เราต้องทำให้คล่อง ขยันหน่อย
ต่อไป เราจะได้ก้าวข้ามอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ 
เช่น นิวรณ์ หรืออาการปีติทั้ง5 หรือ องค์ฌานทั้ง5นั่น
เราแค่รู้แล้วก็วาง ทำเป็นไหม เป็นนะ
ถ้าจิตเดินถึงไหน เราต้องรู้สภาวะขณะนี้ เรียกว่าอะไร
ปีติหรือสุข หรือเอกัคคาตารมณ์ หรืออุเบกขา ???
พอคราวหน้า หากทำสมาธิเราก็มาที่จุดเดิมที่เคยทำได้
จะได้ไม่ต้องเสียเวลา 
และอย่าไปคิดว่า เอกัคคตารมณ์ เกิดขึ้นไม่ได้ 
ขณะฌาน4 ลืมตานะ เป็นไปได้ 
เอกัคคาตาฯแปลว่าอะไร ไปหาคำแปลเอง
ยกเว้น ถอยกายทิพย์ไม่ได้ ต้องฌาน4หลัวตาอย่างเดียว
เพราะความเข้มของจิต คือสมาธิหรือฌาน ไม่ได้ ความเข้มไม่พอ
และฌาน4 เท่านั้น ที่เราจะเห็นกายละเอียด "กายทิพย์"
ขอเพียงให้เรา คอยจดจำสภาวะจิตให้ดีว่า ถึงไหนๆ
ตอนนี้ พอจะมองเห็นทางบ้างแล้วนะ

#สรุปแล้วจิตรู้-เห็นอะไร ให้เราฝึกวางภายใน
การปล่อยวาง อาจเกิดขึ้นได้(ชั่วคราว)
เพราะสมาธิหรือฌาน
นี่คือการวางภายใน แต่จะวางได้มากน้อยแค่ไหน
ขึ้นอยู่ที่กำลังใจ หมายถึง กำ ลั ง ส ติ ปั ญ ญ า 
อยากวางแบบถาวร ต้องฝึกจิตเข้าถึงเอกัคคตาฯและอุเบกขา
จิตถึงจะยอมรับ ถ้าไม่งั้น จิตไม่ยอมรับกฎธรรมดา 
สุดท้าย ใครทุกข์ ก็จิตที่ไม่รู้จักอุเบกขานั่นไง
จิตจะวางทุกสิ่งได้หมดจดนั่นก็คือ จิตเห็นธรรมแจ่มแจ้ง
น่าจะหมายถึง ปัญญาญาณ มิใช่ปัญญาธรรมดา
หากเปรียบปัญญาญาณ เสมือนแสงพระอาทิตย์
หากเปรียบปัญญาธรรมดา เหมือนแสงพระจันทร์ 
ต่อให้ขึ้น15ค่ำด้วย ก็ยังสว่างไม่เท่าแสงพระอาทิตย์
หากจิตไม่เห็นอย่างแจ่มแจ้งแล้ว 
เราก็ยังมีคำสงสัย นู้นนั่นนี่ ตลอดไป
ฉะนั้น เห็นมีเพียงตนเท่านั้น 
ที่จะทำลายคำสงสัยแห่งตนเองได้ นอกนั้น ไม่มี
หากตนทำลายคำสงสัยตนได้แล้ว
ต่อไป เราถึงบอก อธิบายหรือสาธยายธรรมให้ผู้อื่นเขาได้
เพราะเราทำจิตตนเอง "แจ้ง" แล้ว 
เสมือนเรามีโคมไฟส่องทางให้ผู้อื่นเขาเดินตาม
ถ้าเราหมดคำสงสัยในจิตของตน เราก็ได้วิชชา
ต่อไปเราจะตอบปัญหาธรรมเขาได้ด้วย
เพราะจิตเรา จิตเขา ก็เหมือนกันหมด
เราชอบอะไร เขาก็ชอบอันนั้น เหมือนกัน
เราไม่ชอบอะไร เขาก็ไม่ชอบเหมือนเรานั่นแหละ
ฉะนั้น ใจเรา ใจเขา ก็เหมือนๆกัน
เพียงแต่ว่า ใครทำจิตแจ่มกระจ่างก่อน
เราก็รู้ในธรรมก่อนเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งไปว่าเขา ตำหนิเขาว่า โง่เขลา 
เพียงแต่ว่า จิตเขายังไม่กระจ่างแจ้งในธรรมเท่านั้นเอง
หากจิตเขากระจ่างแจ้งย่อมรู้เหมือนที่ตน
ที่ตนรู้ ที่ตนเข้าใจ และที่ตนปล่อยวางนี่แหละ
โมทนาสาธุ
...
วันนี้ธรรมะค่อนข้างยาว แต่มีประโยชน์ อ่านให้จบๆนะ อ่านด้วยจิต อ่านด้วยสมาธิ ถ้าไม่เอาจิตอ่าน เอาสมาธิอ่าน ท่านพลาดแน่อนอน เพราะของดีย่อมอยู่ข้างใน สาธุ
...
พยายามทำกำลังใจตามกันขึ้นมานะ เพราะพี่ภูเสมือนพี่คนโต ซึ่งพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์ท่านพากันละสังขาร เหมือนใบไม้หล่นไปทีละใบสองใบ ก็เลยอยากอาสามาดูแลจิตน้องนุ่ง แต่ถ้าน้องนุ่งดื้อ พี่ชายคนนี้ ขออุเบกครับ ผู้หญิงต้องอุเบกขา 555 ดังนั้น จึงต้องรับจิตน้องนุ่งที่พร้อมก่อน ใครพร้อมก่อนไปก่อน ใครยังไม่พร้อม รอรถคันหลัง รถหมดไม่รู้ด้วยนะ โมทนาสาธุ
...




Create Date : 08 ตุลาคม 2559
Last Update : 8 ตุลาคม 2559 9:02:14 น. 0 comments
Counter : 48 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

doraeme
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add doraeme's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.