Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2548
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
26 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 

... ธ ร ร ม บ ร ร ย า ย เ รื่ อ ง ... พ ร ะ อ ร หั น ต์ พ ลิ ก ฝ่ า มื อ ( 31 ภพภูมิ ) ...

ถอดเทปธรรมบรรยายเรื่อง พระอรหันต์พลิกฝ่ามือ( 31 ภพภูมิ ) โดย อาจารย์วรากร ไรวา ผู้บรรยาย
ที่มา อาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กทม. โทร 02 -628-5550-4 fax. 02-282-8429

เรามาปฏิบัติกันทำไม มาทำความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติ
ว่า

อย่างแรกเรามาปฏิบัติเดินช้า ๆ แล้วก็มาดูท้องขึ้นท้องลง (พองหนอยุบหนอ) ทำไมต้องมาเดินช้า ๆ และดูท้องขึ้นท้องลงด้วยนะครับ แล้วที่ทำไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับใจเรา

และอย่างที่สองคือฝึกจบไปแล้ว 7คืน 8 วัน กลับไปบ้านจะทำยังไงดี อยากปฏิบัติต่อจะทำยังไง

อย่างที่ 3 พวกเราทั้งหลายได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชน เรามีความเข้าใจเรื่องศาสนาพุทธอย่างไร ศาสนาพุทธคือการนิมนต์พระมาแล้วก็ให้ท่านสวดมนต์เสร็จแล้วก็ถวามสังฆทาน แล้วให้ท่านพรมน้ำมนต์ให้ แล้วกรวดน้ำ ศาสนาพุทธมีเท่านั้นหรือปล่าว หรือมีมากกว่านั้น

วันนี้แหล่ะท่านทั้งหลายก็จะทราบว่าศาสนาพุทธที่เรานับถืออยู่เนี่ยะ คืออะไรกัน เวลาไปพูดกับชาวต่างประเทศจะได้อธิบายให้ฟังถูก นี้คือหัวข้อที่จะพูดในวันนี้ 3 หัวข้อ
ก่อนที่จะเริ่มพูดทั้งสามหัวข้อ เรียนโยคีทั้งหลาย ว่า การบรรยายของผม ขณะที่บรรยายก็จะมีคำถามไปเรื่อย ๆ โยคีมีหน้าที่ที่จะตอบคำถาม คำตอบที่อยากได้นั้นไม่อยากได้มาจากหนังสือ อยากให้ตอบมาจากใจ สมมติหากถามเชื่ออย่างนั้นอย่างนี้ เชื่อก็บอกมาว่าเชื่อ ไม่เชื่อก็บอกไม่เชื่อก็ไม่ว่ากัน แต่ให้ตอบคำถามออกมาจากใจ
ก่อนบรรยาย

ผมมีคำถามให้ท่านทั้งหลายได้ตอบกัน

คำถามมีอยู่ว่า คนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ทั้งทางโลกและทางธรรม ต้อง

1. ขยัน ประหยัด อดทน 2.ไม่นอนตื่นสาย ไม่อายทำกิน ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา 3.ดวงดีซะอย่าง ข้อไหนเป็นคำตอบที่ถูกต้อง

ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้ออะไร ? ครับ

ข้อ 1 เป็นคำตอบสุดท้ายมั้ย ข้อ 1 ผิดครับ ข้อ 1 ขยัน คนขยันที่ไม่ประสบความสำเร็จมีมั้ย มี งั้นแปลว่า ข้อ 1 ผิดแน่

ข้อ 2 ผิดครับ ข้อ 2 ไม่นอนตื่นสาย คนนอนตื่นสายประสบความสำเร็จมีมั้ย มี แปลว่า ข้อ 2 ก็ไม่ถูกอีก

ข้อ 3 ดวงดีซะอย่าง ถูกต้อง ทำอะไรก็ได้ ดวงดีซะอย่างใช่มั้ย

พวกเราคงสงสัยว่า เอ๊ะนี่ จะมาสอนเรื่องผูกดวง หรือสอนเรื่องพระพุทธศาสนา ก็ตอบว่า ดวงที่พูดเนี่ยะนะครับ ไม่ได้ดวงดาว ไม่ใช่ว่าเป็นโหราศาสตร์ ดวงคนเรานะครับ พูดจริง ๆ แล้ว ไม่ได้ขึ้นกับดวงต่าง ๆ หรอก ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง เราสามารถจะทำดวงของเราเองเนี่ยะให้ดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ เพราะฉะนั้นใครอยากให้ดวงเราดีตลอด ไม่มีดวงตกเลยนะครับ ต้องทำ 3 อย่างนี้ จำไว้เลยนะครับ

อยากดวงดีตลอดต้องทำ 3 อย่าง

1.ต้องให้ทานสม่ำเสมอ เป็นคนให้สม่ำเสมอ การให้นี้ไม่จำเป็นต้องให้ด้วยสตางค์ บางคนบอกว่า แหม จะทำทานแล้วเนี่ยะ ชั้นไม่ค่อยมีสตางค์ ให้ด้วยสตางค์ ชั้นก็ลำบาก ตัวเองก็ยังไม่ค่อยจะมีเลยแล้วยังจะไปให้อีก
การทำทานไม่จำเป็นต้องให้ด้วยสตางค์นะครับ ให้ด้วยการช่วยเหลือเค้าก็ได้ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ก็เรียกว่าทำทานแล้ว ให้กำลังกาย ทำทานด้วยกำลังกายนะครับ หรือการทำทานด้วยการให้กำลังใจ เห็นเพื่อนเค้ากำลังกลุ้มอยู่ เราไปพูดให้กำลังใจเค้า ก็เรียกว่าเป็นการทำทานเหมือนกัน

ทานที่เรียกว่ายิ่งใหญ่กว่าทานทั้งปวงในภาษาบาลีท่านว่า สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ทินาติ แปลว่า ในกระบวนการให้ทั้งหมดเนี่ยะนะครับ การให้ธรรมมะเป็นทานชนะการให้ทานทั้งปวง เราสามารถให้ธรรมเป็นทานได้ เช่น สมมติว่าเราปฏิบัตินี้ 7วันไปแล้วรู้สึกว่า เออดีนะ ทำให้เราใจเย็น ก็ไปชวนเพื่อน อันนั้นก็เรียกว่า ให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง

ใครทำทานให้สม่ำเสมอได้ ดวงคุณจะดี 25 %

อันที่ 2 ต้องรักษาศีล 5 ข้อ ศีลนี้ถ้าใครรักษาได้ 1 ข้อ ดวงจะดี 5% ถ้ารักษาได้ 5 ข้อ ดวงดีกี่เปอร์เซนต์ 25%

ศีลก็คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติในกาม ไม่พูดโกหก และไม่ดื่มของเสพติด นะครับ 5 อย่างข้อละ 5%
สรุปแล้ว ให้ทานด้วย รักษาศีล 5 ด้วย ดวงดีกี่เปอร์เซนต์ ? 50%

อย่างที่ 3 นี่สำคัญมาก เพราะมีน้ำหนักถึง 50% อย่างที่ 3 ก็คือว่า ต้องทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ วงเล็บทั้งวัน ทำได้มั้ย ? ไม่ได้ ตอนนี้พูดว่าทำไม่ได้ แต่ตอนจบแล้วเดี๋ยวจะได้ นะครับ ว่าทำยังไงถึงจะให้ ทำจิตใจของเราให้ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอทั้งวันได้ และข้อนี้สำคัญมากมีน้ำหนักถึง 50% ในการที่จะทำให้ชิวิตเราเจริญขึ้น รู้ 3 ข้อนี้ จำให้ดีแล้วไปปฏิบัติ

แล้วที่มาของ 3 ข้อนี้คืออะไร มีดังนี้ ข้าง ๆ ผมนี้มีผังอยู่ผังนึง เรียกว่า ผังภพภูมิ นี้จะย่อมาจากพระไตรปิฏกในพระไตรปิฎกท่านเขียนไว้เลยว่าพวกเราทั้งเนี่ยะ ไม่เว้นสักคนจะต้องไปเวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิ

และ 31 ภพภูมิที่พวกเราทั้งหมดจะต้องไปเวียนว่ายตายเกิดนี้มีอะไรบ้างจะนับให้ดู

1สัตว์นรก 2 อสูรกาย 3 เปรต 4 เดรัจฉาน 5 มนุษย์ 5แล้วนะครับ 6เทวดาอย่างเดียวมี 6 ชั้น 5 กะ 6 เป็น 11 รูปพรหมอย่างเดียวมี 16 ชั้น 11 กะ 16 เป็น 27 และอรูปพรหมอย่างดียวมี 4 ชั้น 27 กะ 4 เป็น 31 นี่คือ 31 ภพภูมิ
ที่เค้าว่ากันว่าทั้งหมดนี่แหล่ะ จะต้องไปเวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิดังนั้น เราก็มาดูกันว่า เอ๊ะ 31 ภพภูมิเนี่ยะคืออะไร ทำไมฉัน ฉันแต่ละคนต้องไปเวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมินี้ด้วย ไม่ไปไม่ได้เหรอ ?

การอธิบายคำว่าภพภูมิให้ท่านทั้งหลายเข้าใจนะครับ ไม่มีอะไรดีไปกว่าเปรียบเทียบว่าภพภูมินึงเนี่ยะ ควรจะเท่ากับอะไรที่เราเห็นในปัจจุบัน

ผมจะเปรียบเทียบว่าภพภูมินึงเท่ากับประเทศ ประเทศนึง ในโลกนี้มีประเทศอยู่ประมาณ 200กว่าประเทศ เช่นประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ถ้าเราอยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวประทศต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะทำยังไง ไม่ยากเลยไปที่สนามบิน ต้องมีตั๋วมีพาสปอต มีวีซ่าให้เรียบร้อย อยากจะไปญี่ปุ่นเค้าก็จับเราขึ้นเครื่องบิน จะเป็นแจแปนแอร์ไลน์ก้อได้ และเครื่องบินที่มีตัวเราอยู่ในเครื่องเนี่ยะ ก็จะบินพาเราไปประเทศญี่ปุ่น

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ใช้ตัวเราบินไปบินมาตามประเทศต่าง ๆ

ผมถามหน่อยการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างภพภูมิเนี่ยะ เค้าใช้ตัวเราเนี่ยะบินไปบินมาระหว่างภพภูมิใช่มั้ย ไม่ใช่
เค้าใช้อะไรเดินทางระหว่างภพภูมิทราบมั้ยครับ? เค้าใช้จิต

เค้าใช้จิต เพราะฉะนั้น จิต ประเทศที่จิตจะเดินทางไปท่องเที่ยวเนี่ยะ มี 200กว่าประเทศใช่ไม้ ไม่ใช่ ประเทศที่จิตจะเดินทางไปท่องเที่ยวมี 31 ประเทศ นี่ครับคือประเทศที่จิตจะเดินทางไปท่องเที่ยวทั้ง 31 ประเทศ

แผนผัง 31 ภพภูมิ

8.อรูปพรหมอย่างดียวมี 4 ชั้น สุคติภูมิ
7.รูปพรหมอย่างเดียวมี 16 ชั้น สุคติภูมิ
6.เทวดาอย่างเดียวมี 6 ชั้น สุคติภูมิ
5 มนุษย์ อยู่ตรงกลาง
4 เดรัจฉาน ทุคติภูมิ
3 เปรต ทุคติภูมิ
2 อสูรกาย ทุคติภูมิ
1 สัตว์นรก ทุคติภูมิ

เขาแบ่งประเทศที่จิตจะเดินทางไปท่องเที่ยวมี 2 ส่วนดังนี้ มีมนุษย์อยู่ตรงกลาง

ด้านบนของมนุษย์เค้าเรียกว่า สุคติภูมิคือประเทศที่จิตเดินทางไปท่องเที่ยวแล้วมีความสุข

ด้านล่างของมนุษย์ลงมา เรียกว่า ทุคติภูมิ คือประเทศหรือ ภพภูมิที่จิตเดินทางไปท่องเที่ยวแล้วมีความทุกข์
พวกเราทั้งหลาย บางครั้ง เราจะเดินทางท่องเที่ยวไปทางสุคติภูมิคือมีความสุขบ้าง บางครั้งเราก็เดินทางไปท่องเที่ยวทางทุกคติภูมิบ้าง วกกลับขึ้นไปสุคติภูมิมีความสุขอีก วกกลับลงมาทุคติภูมิมีความทุกข์อีก วกไปเวียนมาสุขบ้างทุกข์บ้าง วกไปเวียนมาสุขบ้างทุกข์บ้าง

เรียกว่า พวกเราทั้งหลายกำลังเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ
บางครั้งพวกเราก็จะเดินทางท่องเที่ยวไปสุขคติภูมิ คือมีความสุขบ้าง
บางครั้งพวกเราจะเดินทางท่องเที่ยวมาทางทุคติภูมิคือมีความทุกข์บ้าง

ใน 31 ภพภูมิที่ท่านทั้งหลายเห็นนี้ ถามหน่อยว่าที่เห็นด้วยตาว่ามีจริง ๆ เลยมีกี่ภพภูมิ ยังไงก็มี ลองดูซิครับว่ามีกี่ภพภูมิ เห็นอะไรบ้าง
มีอยู่ 2 ใช่มั้ยครับ คือ มนุษย์ กับ เดรัจฉาน

ใน 31 เห็นด้วยตา 2 และอีก 29 คิดว่ามีหรือไม่มี ? อยากเห็นมั้ย อยากเห็นตอนตายหรือเดี่ยวนี้ อ่ะ เดี๋ยวนี้ เราสามารถสัมผัสภพภูมิทั้ง 29 ได้เดี๋ยวนี้เลย โดยไม่ต้องรอให้ตายไปก่อน นะครับ เพราะภพภูมิเหล่านี้เราไม่สามารถไปสัมผัสด้วยตาได้ แต่สามารถสัมผัสด้วยใจได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความรู้สึกดีดี ปลื้มใจ สบายใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส สนุกสนาน ร่าเริงนั้น สัมผัสภพเทวดา

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความรู้สึกใจไม่ว้าวุ่น ใจสงบ ใจนิ่งไม่ปรุงแต่ ไม่ว้าวุ่นเลย เงียบสงบเลย นั่นสัมผัสที่ไหน นี่ครับ อันนี้รูปพรหม

แล้วเมื่อไหร่เรานั่งกัมฐาน ภาวนาจนกระทั่งนั่งนิ่งมาก ตัวที่นั่งอยู่เนี่ยะไม่มีเลย ขนาดที่ว่านั่งอยู่เนี่ยะภาวนาจนกระทั่งตัวนี่หายไปเลยมีแต่ความรู้สึกรู้อยู่เฉย ๆ นั่นคือสัมผัสชั้นอรูปพรหม

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความรู้สึกเกลียดมัน อยากฆ่ามันเหลือเกิน นะครับ อาฆาต พยาบาท จองเวร โมโห โกรธ เมื่อนั้น อยู่แถว ๆ ข้างล่าง นรก

บางคนโกรธมาก โมโหมากจนสามารถทำกับผู้มีพระคุณได้ ณ จุดนั้น คือสัมผัส เรียกว่าลึกสุดของสังสารวัฏ โลกันต

มันแล้วแต่ความรุนแรงของความรู้สึก โลภโกรธ หลง แล้วแต่ละคนว่าจะมีขนาดไหน นะครับ แต่ลึกสุดสุดที่สุดก็คือว่า โกรธมากจนกระทั่ง ลืมตัวไป สามารถทำร้ายผู้มีพระคุณได้คือ ลงมาสุด โลกันต

สรุปแล้ว

หัวเราะ ( ข้างบน สวรรค์ ) ร้องไห้ ข้างล่าง (นรก ) ดีใจ ข้างบน เสียใจ ข้างล่าง

หัวเราะข้างล่าง (นรก)มีมั้ย มี หัวเราะตอนไหน ไอ้เนี่ยะมันตายเสียได้ก็ดี สะใจฉันเหลือเกิน

ร้องไห้ข้างบน หรือ ข้างล่าง ร้องไห้ข้างล่าง ร้องให้ข้างบนมีมั้ย ร้องไห้ตอนไหน ร้องไห้ตอนถูกลอตเตอรี่ สรุปแล้วก็ไม่ได้หัวเราะ ร้องไห้น่ะ

มันอยู่ที่ใจเราจริง ๆ ว่า ใจ ณ ขณะนั้น เราคิดยังไง

เมื่อเข้าใจเรื่องภพภูมิแล้ว ก็จะหยุดเรื่องภพภูมิไว้ก่อน ก็จะอธิบายให้โยคีทั้งหลาย ได้ฟังถึงเรื่อง ใจของพวกเราต่อไป

ใจของพวกเราเป็นยังไง จะอธิบายให้ฟัง คำว่าคนเรา ประกอบด้วย

2 ส่วนใหญ่ ที่รวมแล้วเป็นคน 2 ส่วนใหญ่นี่คืออะไร กายกับใจ ภาษาธรรมเค้าเรียก รูปกับนาม

นี่คือกายกับใจ คนประกอบด้วยกายกับใจ มีคนอยู่คนนึงพิเศษกว่าคนอื่น มีแต่กายเฉย ๆ ไม่มีใจเค้าเรียกคนใช่มั้ย ไม่ใช่ เค้าเรียกว่าอะไร เค้าเรียก ศพ เค้าเรียกคนตาย ปกติแล้วใจของคนเราเป็นรูปนามหรือ เป็นนามธรรม

ใจของเรามี 5 แฉก ใจทุกคนมี 5 แฉก เพราะทุกคนมีความยึดมั่นถือมั่นประจำตน ประจำใจ 5 อย่าง ความยึดมั่นถือมั่นประจำใจ 5 อย่างภาษาธรรมเค้าเรียกว่า ขันธ์ 5

ขันธ์ 5 มีอะไรบ้าง มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ขันธ์ 5 ความยึดมั่นถือมั่นประจำใจ 5 อย่างนั้น เรียกอีกอย่างนึงว่า กู ทั้ง5 ประจำใจ มีอะไรบ้าง

กูที่ 1 ตัวกู แปลว่า รูปขันธ์
กูที่ 2 พอถูกตี ใครเจ็บ กูเจ็บ กูเจ็บ แปลว่า เวทนาขันธ์
กูที่ 3 สองคูณสองเป็นเท่าไหร่ เป็นสี่ ใครจำได้ กูจำได้ กูจำได้เอง คือ สัญญาขันธ์
กูที่ 4 ที่นี่คือที่ไหน วัดอินทร์ ใครคิดได้ กูคิดได้ กูเป็นคนคิดได้เอง คือคำแปลของคำว่า สังขารขันธ์
กูที่ 5 เห็น ๆ นี่ ใครเป็นคนเห็น กูเห็น กูเห็นเอง คือคำแปลของคำว่า วิญญาณขันธ์

สรุปแล้ว 5 กู ครบคือ 1 ตัวกูเอง 2 กูเจ็บเอง 3 กูจำได้เอง 4กูเป็นคนคิดได้เอง 5 กูเป็นคนเห็นเอง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ครบ

กูทั้ง 5 นี้ วิ่งไปรวมเป็น 1 ใจ ฉะนั้นใจของเราจึงมีความยึดมั่นถือมั่นว่า นี่ตัวกูเอง เอาคำว่าตัวกู แปะลงไปที่ใจดวงนี้

ที่นี้อารมณ์เกิดขึ้นที่ไหนครับ เกิดขึ้นในใจ

วันนึงเกิดสักกี่อารมณ์ หลายมาก นับไม่ถ้วน เกิดเยอะมาก เพราะอารมณ์เกิดขึ้นทุก ๆ ขณะจิต นะครับ แค่ดีดนิ้วมือนี้นะครับ แป๊ก แสนโกฏิขณะจิต วันนึงดีดนิ้วกี่หน แสน ๆ ล้าน ๆ หน งั้นวันนึงอารมณ์เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลย

แต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นที่นับไม่ถ้วนทั้งที่ใจเรา แต่ละวันนี้นะครับ เขามีทางแสดงออกของอารมณ์

เวลาที่อารมณ์จะแสดงออกจำกัดมาก เลย มีแค่ 6 ทางที่อารมณ์จะแสดงออก และ 6 ทางที่อารมณ์จะแสดงออกก็คือ

ทางที่ 1 เมื่ออารมณ์เกิดขึ้นทางตาทำให้เรามองเห็น คนตายมีตามั้ย มี คนตายมีตา คนตายมองเห็นมั้ย ไม่เห็น ฉะนั้นคนตายจึงไม่มีอารมณ์เกิดขึ้นทางตา แต่ คนเป็นอย่างเราเนี่ยะ มีตาด้วย และมองเห็นด้วย คนเป็นจึงมีอารมณ์เกิดขึ้นทางตา

ทางที่ 2 คืออารมณ์เกิดขึ้นทางหู ทำให้เราได้ยิน

ทางที่ 3 คืออารมณ์เกิดขึ้นทางจมูก ทำให้เราเราได้กลิ่น

ทางที่ 4 คือ อารมณ์เกิดขึ้นทางลิ้น ทำให้เราได้รส

ทางที่ 5 คือ อารมณ์เกิดขึ้นทางกาย รู้สึกสัมผัสดังนี้

และทางสุดท้ายที่อารมณ์จะเกิดขึ้นก็คือทางใจ ทำให้เราคิดได้ เวลาเราคิดอารมณ์จะขึ้นมา

อารมณ์เกิดวันละนับครั้งไม่ถ้วน แต่มีทางแสดงออกกี่ทาง 6 ทางคือ ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ สลับไปสลับมาเร็วมากเลย เดี๋ยวเห็น เดี่ยวได้ยิน เดี๋ยวมาเห็นอีก เดี๋ยวได้กลิ่น เดี๋ยวได้รส เดี๋ยวมาได้ยินอีก สลับไปสลับมา 6 ทวาร เร็ว ๆ มากเลยนะครับ บางทีเราจับไม่ทัน

และนี่ก็คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเราทุก ๆ ขณะจิต ผมได้ 3 อย่าง และ 3 อย่างนี้คืออะไรบ้าง

อย่างแรกก็คือผังนี้ 31 ประเทศ นี้ 31ภพภูมินี้ จำได้มั้ยว่า ใครเป็นคนไปเนี่ยะ จิตเราเป็นคนไปเที่ยว จิตเราหรือใจเราที่มีความยึดมั่นถือมั่น ว่ามีตัวกูเนี่ยะเป็นคนไปเที่ยว 31 ประเทศ และนี่ก็คืออารมณ์ อารมณ์ก็ไปกระทบที่ไหน ? อารมณ์ก็ไปกระทบที่ใจ

อารมณ์เกิดขึ้นทุก ๆ ขณะจิต เค้ากระทบที่ทุก ๆ ขณะจิต อารมณ์กระทบใจทุก ๆ ขณะจิต ดูซิครับ ใจมีอาการยังไง สั่น

การที่อารมณ์กระทบใจกระทบได้ 2 ลักษณะ คือ กระทบเบาก็ได้ กระทบแรง ๆ ก็ได้

เมื่อไหร่กระทบเบา เมื่อไหร่กระทบแรง

เวลาไหนก็ตามที่ใจเราเนี่ยะมีความเห็นแก่ตัวมาก ตัวกูมันใหญ่เบ้อเริ่มเลย เมือนั้นอารมณ์กระทบแรง

ในขณะเดียวกัน เวลาไหนก็ตามที่ใจเรามีความเห็นแก่ตัวนิดเดียว ตัวกูมันเล็กนิดเดียว เมื่อนั้นอารมณ์กระทบเบา
ในขณะที่ไม่ได้โกรธอะไรนะครับ อารมณ์กระทบเบา ๆ กูไม่ใหญ่ อารมณ์เราอยู่ภพมนุษย์

ถามว่าคนเราเลือกเกิดได้หรือปล่าว คนเราเลือกเกิดได้

แล้วตอนไหนที่เราเลือกเกิดกัน เช้า กลางวัน หรือก่อนนอน ตอบเกิดทุก ๆ ขณะจิตตลอดเวลา

เมื่อเลือกเกิดได้แล้ว การรักษาระดับจิตให้อยู่ภพมนุษย์ คือ ระวังอย่าให้กูใหญ่บ่อย

การระวังอย่าให้กูใหญ่บ่อยทำไง อย่าเห็นแก่ตัวบ่อย อย่าเห็นแก่ตัวบ่อยทำไง รักษาศีลให้ดี

คนไม่มีศีลความเห็นแก่ตัวเยอะกว่า กูจะใหญ่กว่า อารมณ์กระแทก ปั้ง ๆ จะไปจองอารมณ์นรกข้างล่างบ่อย ๆ

อยากเป็นมนุษย์ต่อไปต้องรักษาศีล 5 ให้ได้ ศีล 5 มีอะไรบ้าง 1ไม่ฆ่าสัตว์ 2ไม่ลักทรัพย์ 3ไม่ประพฤติผิดในกาม 4 ไม่พูดโกหก 5 ไม่ดื่มสุรา

มนุษย์ที่เกิดมาได้เพราะทุกคนในอดีตได้รักษาศีล 5 มาดีแล้ว จึงมีสิทธิมานั่งตรงนี้ได้

ใครที่ร่างกายไม่ค่อยดีนักสามวันดีสี่วันไข้แปลว่าท่านบกพร่องในศีลข้อที่ 1 พยายามรักษาศีลข้อที่ 1 ให้บริสุทธิ์ แล้วสุขภาพท่านก็จะดีขึ้น

ผิดศีลข้อ 5 ไปงานเลี้ยงดื่มสุรา บกพร่องข้อ 5 เกิดเป็นมนุษย์แต่ปัญญาอ่อนหน่อย ๆ ไปไหนก็มึนๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก ควรรักษาศีลข้อที่ 5 ไว้ให้ดี หัวสมองจะดีขึ้น
เค้ามีสำนวนว่า อยากหล่อ อยากสวย ต้องรักษาศีลให้ละเอียดมาก ๆ

เราสังเกตที่บางคนเกิดมามีฐานะ บางคนเกิดมาไม่มีฐานะ

ถ้าอยากเลือกเกิดเป็นมนุษย์และมีฐานะด้วย นอกจากศีล แล้วต้องอะไรอีกอย่างนึง? ตอบ ต้องให้ทาน

การให้ทานทำให้กูใหญ่ขึ้นหรือกูเล็กลง ตอบ ให้กูเล็กลง
การให้ทานคือการดึงเอาความเห็นแก่ตัวออกจากใจเรา
เมื่อดึงเอาความเห็นแก่ตัวออกจากใจเราแล้ว จะลดตัวกูออกไป ก็เขยิบขึ้นเป็นมนุษย์ที่มีอันจะกิน

พุทธศาสนิกชนส่วนมากชอบทำบุญให้ทานมากๆ เลย จะสังเกตว่า เวลาทอดผ้าป่า 10 วัด รถทัวร์สิบคันเต็ม ฉึ่ง ๆ โป้ง ๆ ฉึ่ง ฉึ่ง ๆ โป้ง ๆ ฉึ่ง
เอ้า กรึ๊บๆๆๆ เหล้าบนรถระหว่างทาง พอถึงวัดแรก โฆษกก็เชิญทอดผ้าป่าทุกคนก็ลงไปบริจาคกันใหญ่ บริจาคเสร็จเชิญขึ้นรถไปทอดวัดต่อไป บนรถทัวร์ก็ดื่มสุราไป พอถึงวัดที่ 2 ก็อ้ออ้อแอ้แอ้ บริจาคไป พุทธศาสนิกชนฉิ่งฉับทัวร์เหล่านี้ ชอบทำบุญให้ทานมาก ๆ เลย แต่ไม่ชอบรักษาศีลจะได้เลือกเกิดเป็นอะไร ? ตอบ เคยเห็นเดรัจฉานมีฐานะมั้ยครับ ? หมารวย เคยเห็นมั้ยครับ เขาเลือกเกิดเป็นหมารวย เพราะการที่เค้าทำบุญมากๆ จึงต้องเกิดรวย แต่ เพราะการที่ไม่รักษาศีลไม่สามารถเกิดเป็นมนุษย์ได้ ต้องเกิดต่ำกว่ามนุษย์ก็เกิดเป็นเดรัจฉานที่มีฐานะนั่นเอง

อยากเกิดเป็นมนุษย์ ต้องรักษาศีล

อยากเกิดเป็นมนุษย์ที่มีอันจะกิน ต้องรักษาศีลและ ต้องให้ทานด้วย

อยากเกิดเป็นเทวดา รักษาศีล ให้ทาน ลบความเห็นแก่ตัวออกไปให้กูมันเล็กลงไปอีก โดยใส่คุณธรรมของเทวดาลงไป นอกจากศีลนอกจากทานก็ใส่หิริโอตัปปะ หิริแปลว่าความละอาย โอตัปปะแปลว่าความเกรงกลัวต่อบาป หิริโอตัปปะแปลว่าไม่ทำบาปทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

อยากเกิดเป็นรูปพรหม ใส่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมวิหาร 4 ใส่ลงไป และต้องเพิ่มภาวนา
ภาวนาก็คือการที่เราพูดประโยคหรือคำใดคำนึงซ้ำกัน ซ้ำกัน ๆๆๆ เป็นเวลานานพอสมควร เช่นพูดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ พูดซ้ำ ๆๆๆ ไป หรือถ้าใครเคยภาวนาว่า พุทโธ ๆๆๆๆ เนี่ยะคือการภาวนา
เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายมาที่นี่มา ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ก็คือมายกระดับจิตของท่านขึ้นสู่ชั้นรูปพรหม

ชั้นรูปพรหมคือ ว่า ใจเรามีความสงบ การภาวนาเพิ่มทำให้ใจเราสงบ

ปกติใจเราสงบมั้ย ? ไม่สงบ เพราะเปรียบเทียบ ใจเราเหมือนลิง ใจเรากระดุกกระดิกตลอดเวลา

จะทำยังไง หรือให้ใจเรานี้มันนิ่ง ทำยังไง? ก็มีวิธี คือ เราเอาเสามาปัก และก็เอาเชือกมาผูกกะหลัก แล้วก็มาผูกคอลิง

เจ้าลิงเปรียบเหมือนใจเรา หลักนี้เปรียบเหมือนการภาวนา ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ

พอหลักมาผูกคอลิง หรือคำภาวนามาผูกกับใจแล้ว ลิงก็มีอาการยังไง ลิงโดนผูกก็ดิ้น ๆ เต็มที่เลย

เราจะสังเกตได้ว่าเมื่อเราเริ่มภาวนาใหม่ ๆ เนี่ยะ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ วันแรก ๆ เนี่ยะ ใจอยู่มั้ย ไม่อยู่หรอกครับ ดิ้นมากเลยแต่เราก็ยังผูกกะหลักอยู่ เรายังมีหลักคือภาวนา ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ตลอดเวลา พอเจ้าลิงดิ้นไป 20นาทีเป็นไงครับ เหนื่อย 1 ชั่วโมงผ่านไป เหนื่อยเหลือเกิน เจ้าลิงตัวนี้เหนื่อยมาก การที่เจ้าลิงเหนื่อยมาก ๆ แล้ว เวลามันอยากจะพักมันจะมาพักที่ไหน มันจะมาเกาะหลัก

เมื่อไหร่ลิงเกาะหลักก็คือ ใจกะคำภาวนาอยู่ด้วยกันพอดี ดูซิครับมันก็นิ่งไปตามธรรมชาติ และพอลิงนิ่งอย่างนี้ เรียกว่า ใจได้สมาธิ ยกระดับจิตของท่านเข้าสู่ชั้นรูปพรหมพอดี

จากชั้นรูปพรหมต้องการยกสู่ชั้นอรูปพรหมก็ไม่ยากอะไร แค่เปลี่ยนคำภาวนาของท่านจากคำภาวนาที่เป็นเสียงเนี่ยะ ออกเสียงว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ หรือพองหนอ ยุบหนอ หรือ พุทโธ พุทโธ เนี่ยะนะครับ เปลี่ยนซะใหม่ เป็นการภาวนาที่ไม่มีเสียง

การภาวนาที่ไม่มีเสียงทำยังไง ก็ทำง่าย ๆ นะครับ นั่งหลับตา หลับตาแล้ว เราก็เอาความรู้สึกของเรามาอยู่ตรงปลายจมูก สังเกตลมที่เข้าออกที่มันแตะปลายจมูก เราตลอดเวลานะครับ เข้าออกเข้าออกนี้นะครับ ลมจะเคลื่อนผ่านปลายจมูกไป เราใช้ความรู้สึกที่ลมเคลื่อนผ่านปลายจมูกเราโดยไม่ต้องพูดอะไรเนี่ยะ ดูยังนั้น อันนั้นเค้าเรียกว่าเป็นการภาวนาโดยไม่ต้องใช้เสียง เขยิบจิตของท่านขึ้นสู่ชั้นอรูปพรหม

และ ณ ชั้นอรูปพรหมนี้ ในพระไตรปิฎกเขียนไว้เลยนะครับว่า ใครภาวนาจนกระทั่งจิตขึ้นสู่ชั้นอรูปพรหมนี้แล้วเกิดตายในขณะที่จิตอยู่ชั้นอรูปพรหมเนี่ยะ ท่านผู้นั้นจะเสวยสุขที่สุด ไม่มีสุขไหนเสมอเหมือน ณ ชั้นอรูปพรหมนี้เป็นเวลานานถึง 84,000มหากัปป์ หรือพูดภาษาชาวบ้านว่า เป็นเวลานานอภิมหาอมตะนิรันดร์กาล

ในพุทธประวัติ มีใครบ้างอยู่ตรงนี้ มีอาจารย์ของเจ้าชายสิตธัทถะ สองท่านคือ ท่านอาราฤดาบส และท่านอุธกดาบส อาจารย์ทั้งสองท่าน เจ้าชายสิตธัทถะหนีออกมาจากวัง มาเรียนกะอาจารย์ทั้งสอง อาจารย์ทั้งสองสอนเจ้าชายสิตธัทถะแป๊ปเดียว เจ้าชายสิตธัตถะยกระดับจิตขึ้นสู่ตรงนี้ได้เหมือนกันแต่ยังไม่ตาย เมื่อไหร่อยากจะยกระดับจิตก็ไปนั่งยกขึ้นสู่ชั้นอรูปพรหมได้ อาจารย์ทั้งสองบอกเจ้าชายสิตธัทถะว่า เจ้าชายเก่งมาก กว่าอาจารย์จะยกระดับจิตขึ้นสู่ตรงนี้ได้ต้องใช้เวลาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ แต่เจ้าชายมาไม่กี่วันเนี่ยะ ยกระดับจิตได้ เพราะฉะนั้น เจ้าชายไม่ต้องไปไหนแล้ว อาจารย์ทั้งสองยินดียกสำนักให้ ถามว่าเจ้าชายสิตธัทถะยินดีเป็นเจ้าสำนักต่อมั้ย ไม่รับ ทำไม เจ้าชายสิตธัทถะถึงไม่รับเป็นเจ้าสำนักต่อ เพราะว่า ท่านสังเกตว่า

การภาวนาเนี่ยะนะครับ ยกระดับจิต ก็เหมือนการเล่นลูกข่าง เคยเล่นลูกข่างมั้ยครรับ ลูกข่างจะมีเชือก เพระงั้นภาวนาครั้งนึง เช่น ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ คือพันเชือกนึง 1 รอบ พุทโธ ๆๆๆๆๆ คือพันเชือกเยอะเลย และเราภาวนาเยอะมาก พันเชือกเยอะมาก ในที่สุด พอจนสุดแล้วเราก็เหวี่ยงสู้ลูกข่าง เหมือนลูกก็จะนิ่งอย่างเนี่ยะ ในขณะที่ลูกข่างนิ่งอย่างนี้ก็เหมือนอยู่ตรงนี้ สบายมาก แต่ลูกข่างจะนิ่งอย่างนี้ตลอดมั้ยครับ ไม่ตลอด และเมื่อเวลาผ่านไปลูกข่างมันก็หลุดนิด ๆ และในที่สุดเมื่อ อภิมหาอมตะนิรันดร์กาลหมดไป ลูกข่างมันก็ล้มไป อยู่ตลอดไปได้มั้ย ไม่ได้ และในที่สุด ใจของเราก็จะลงมาเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฎอยู่ตามเดิม

ทุกคนในที่นี้ เคยอยู่ตรงนี้มาแล้ว จำได้มั้ย ไม่ได้ รูปพรหมก็เคยอยู่มาแล้ว เทวดาก็เคยอยู่มาแล้วจำได้มั้ยครับ ไม่ได้ มนุษย์เคยอยู่มาแล้วจำได้มั้ยครับ ได้ เดรัจฉานเคยอยู่มาแล้ว เปรตเคยอยู่มาแล้ว อสุรกายอยู่มาแล้ว สัตว์นรกก็เคยอยู่มาแล้วแต่จำไม่ได้ พวกเราทุก ๆ คนเคยอยู่แต่ละแห่ง ๆๆ เนี่ยะมากันหมดแล้ว ขึ้นบ้าง ลงบ้าง วนไปวนมา จนมาอยู่อย่างนี้ หลายต่อหลายรอบแล้วนะครับ

ก็จะถามว่า วนวนอยู่อย่างเนี่ยะ เบื่อหรือยัง ถ้ายังไม่เบื่อก็จงวนต่อไป ไม่มีใครว่า แต่มีคนคนนึงเค้าเบื่อ เจ้าชายสิตธัทถะ เบื่อที่จะวนวนอยู่อย่างนี้แล้ว เจ้าชายสิตธัตถะ จึงขอลาอาจารย์ทั้งสองเพื่อออกไปหาวิธีที่จะนำใจของท่านออกจากสังสารวัฏ และเจ้าชายต้องใช้เวลาอีกถึง 6 ปี ตั้งแต่อายุ 29 จนถึงอายุ 35 และเมื่อวันเพ็ญเดือน 6 2500กว่าปีที่แล้ว เจ้าชายสิตธัตถะก็สามารถทราบวิธีที่จะนำใจของท่าออกจากสังสารวัฏได้ โดยการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้นั้น เรียกว่า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ 4 อย่าง อริยสัจ 4 มีอะไรบ้าง 1 ทุกข์ 2 สมุทัย 3 นิโรธ 4 มรรค

ทุกข์ แปลว่า ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
สมุทัย แปลว่า เหตุของความไม่สบายกายไม่สบายใจ
นิโรธ แปลว่า การดับความไม่สบายกายไม่สบายใจ
มรรค แปลว่า ทางปฏิบัติไปสู่การดับความไม่สบายกายไม่สบายใจ

อริยสัจ 4 นี้แบ่งออกเป็น 2 ทางใหญ่ ๆ นะครับ คือ 1 ทางเกิดทุกข์ และ 2 ทางดับทุกข์

ผมจะแสดงความเกิดทุกข์และทางดับทุกข์ให้ดูง่าย ๆ นะครับ

ณ จุดชั้นอรูปพรหมนี้ อารมณ์อยู่ตรงนี้ ถามหน่อยว่าทุกข์มากหรือทุกข์น้อย ทุกข์น้อยนะครับ

การสั่นสะเทือนของอารมณ์ของใจเป็นงัยครับมากหรือน้อย น้อยนะครับ

เพราะฉะนั้นสังเกตง่าย ๆ คือ เมื่อไหร่การสั่นสะเทือนของใจเราน้อยความทุกข์ก็น้อย

การสั่นสะเทือนของใจเพิ่มขึ้นทุกข์ก็เพิ่มขึ้น การสั่นสะเทือนของใจหนักมากทุกข์ก็หนักมาก

ถ้าใจสั่นมาก ทุกข์มาก ถ้าใจสั่นน้อยทุกข์น้อย

และจะไม่ให้ทุกข์เลย ต้องให้ใจนี้ไม่สั่นเลย ทำได้มั้ย

เมื่อเอาอารมณ์มากระทบใจแล้ว ปล่อยอารมณ์กระทบใจ ถ้าใจกระเทือนอยู่แปลว่ายังทุกข์อยู่

ใครก็ตามที่สามารถรู้วิธี เมื่ออารมณ์มากระทบใจแล้ว ใจเค้าไม่สั่นเลย คน ๆ นั้นพ้นทุกข์ไปเลย

เจ้าชายสิตธัตถะคิดค้นวิธีได้ เมื่ออารมณ์มากระทบใจท่านแล้วเนี่ยะ ใจของท่านจะไม่สั่นเลยนะครับอย่างนี้คือ คืออะไร

อย่างนี้คือ ที่ท่านทั้งหลายมาทำที่นี้คือ มาเอา มาพลิกสติ นะครับ สิ่งที่ตรงข้ามกับตัวตนเนี่ยะนะครับ รับอารมณ์ให้เท่าทันปัจจุบัน

พูดง่าย ๆ ว่า ใจเราดวงเดิมอ่ะนะ มีข้างนึงเป็นตัวกู แต่ด้านตรงข้ามกับตัวกู เค้าเรียกว่า สติ

สติ รับอารมณ์ให้เท่าทันปัจจุบัน

ทุกคนปกติ เราจะเอาตัวกูรับตลอดเวลา ใช่มั้ยครับ พอตี ใครเจ็บ? กูเจ็บ เอา “ กู” รับตลอดเวลา

ฉะนั้น ฝึกสติช้า ๆ ก่อน อย่าเพ่งใจร้อน ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ทำช้า ๆ ๆ ก่อน เพราะว่าจะได้รับเท่าทัน และก็ถ้าช้า ๆ ทั้นแล้ว เร็ว ๆ ก็ทันเรื่อย ๆๆ

เท่าทันปัจจุบันแปลว่าอะไร เท่าทันปัจจุบันแปลว่า ดูที่เท้าผม ยก พูดว่ายก กับเท้าที่ยกเนี่ยะ มันเท่ากันพอดี แปลว่านี่เท่าทันปัจจุบัน

ยก เห็นมั้ยครับ ยก ก็ยกจริง ๆ พูดว่าเหยียบ เหยียบ เท้าก็เหยียบลงไปจริง ๆ นี่เรียกว่า เท่าทันปัจจุบัน

ถ้าเท่าทันปัจจุบันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ? เมื่อเรากำหนดสติ รับอารมณ์เท่าทันปัจจุบัน แล้วอะไรจะเกิดขึ้น

จะเห็นได้ว่า ณ ขณะที่ เค้าเอาสติรับอารมณ์ให้เท่าทันปัจจุบัน ฉับ ตรงนี้เนี่ยะ ภาษาธรรมเค้าเรียกว่า ตัดภพตัดชาติ

เพราะฉะนั้น ณ จุดที่เรากำหนดสติเท่าทัน ฉับตรงนี้ นะครับ ก็คือกิริยาของพระอรหันต์ เค้าเรียกว่า ตัดภพตัดชาติ

ปกติอารมณ์ไม่ได้มากระทบเรา แค่อารมณ์เดียว อารมณ์นี้บางทีมาเป็นชุด

เพราะฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องฝึก เอาสติ รับอารมณ์ให้ติดต่อติดต่อ เท่าทันปัจจุบัน ติดต่อ ติดต่อ ติดต่อ กัน ถึงจะตัดภพตัดชาติติดต่อกันได้ ลงมาทุก ๆ ขณะ ตัดภพตัดชาติทุก ๆ ขณะ

เราทำอย่างนี้ได้ต้องฝึก เวลาคุณแม่สิริเดิน พอเดินมาถึง สุดทางเดินจงกรมแล้วเนี่ยะ จะกลับไปกลับได้เลยมั้ย ต้องพูดอะไรก่อน พูด ยืนหนอก่อน 3 หน พอเดินสุดทางเดินจงกรมแล้วอยากจะกลับ คุณแม่ยังไม่ให้กลับ ต้อง ยืนหนอ 3 หนอ ยืนหนอ 3 หนแล้วกลับได้เลยมั้ยครับ ไม่ได้ ต้องทำอะไรก่อน ต้องอยากกลับหนออีก 3 หน อยากกลับหนอ 3 หน แล้วกลับได้เลยมั้ยครับ ไม่ได้ กลับได้นิ๊ดเดียวอ่ะ กลับหนอ กลับหนอ 1 เองน่ะ เพราะว่าคุณแม่ทราบว่า เวลาไอ้ที่จะหลุดเนี่ยะครับ ลงมากำลังรับ ๆๆ ดี ๆ แล้ว พอจะกลับปั๊ป ขาด สติขาดตอนกลับเนี่ยะ ฉะนั้นตอนกลับคุณแม่ถึงค่อย ๆ สติจะได้ไม่ขาด
เพราะฉะนั้นตอนเปลี่ยนอิริยาบถเนี่ยะ สติจะขาดบ่อย คุณแม่เลยฝึกให้โยคีทั้งหลายไม่ขาดตอน

ข้อสำคัญคือว่า เท่าทันปัจจุบัน แล้วต้องติดต่อติดต่อกัน จึงต้องกำหนดสติ ติดต่อ ติดต่อกัน

เสร็จจากที่นี่ 7 คืน 8 วันแล้วกลับไปบ้าน ทำยังไง ดี อยากฝึกที่บ้านต่อ ? ไม่ยากเลย

เอาสติรับอารมณ์ ให้เท่าทันปัจจุบันติดต่อติดต่อกัน ทุก ๆ ขณะสม่ำเสมอ เท่ากับตัดภพตัดชาติ คือกิริยาของพระอรหันต์

ช่วงเปลี่ยนอิริยาบถ สติจะขาด กำหนดติดต่อติดต่อกันตลอดเวลา

อยากฝึกที่บ้านต่อ เดิมเคยทำอย่างไร กลับไปทำเหมือนเดิมที่บ้านแต่ให้ใส่สติลงไป

เปิดปิดประตู ใส่สติลงไปด้วย จับหนอ บิดหนอ เปิดหนอ ขวาซ้าย จับหนอ บิดหนอ ล็อคหนอ

การใส่สติ ใส่ได้ 3 จังหวะ

จังหวะแรก ช้า ๆ หน่อย ใส่หนอ ได้ ให้ใส่ หนอ ลงไป เช่น ขวาย่างหนอ เดินเท้าขวาช้า ๆ กำหนดว่า ขวา ย่างช้า ๆ กำหนดว่า ย่าง เอาเท้าลง ช้า ๆ กำหนดว่า หนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาหยุดหนอ ถ้าจังหวะช้าหน่อย ใส่หนอ ได้ให้ใส่ลงไปด้วย

จังหวะที่ 2 เร็วขึ้นมานิดนึง ใส่หนอไม่ทัน ก็ให้ใส่แต่ปฏิกิริยาลงไป เช่น ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย หยุด ไม่ต้องใส่หนอเลย ใส่แต่ปฏิกิริยาลงไป

จังหวะที่ 3 เร็วมาก คิดไม่ทัน หรืออาจจะไม่เร็วก็ตาม จะใส่อะไรดี นะครับ ก็ไม่ต้องใส่อะไรเลย แต่ให้รู้สึกอยู่ที่สิ่งที่เราทำ

เช่น การที่เราแกว่งมือขึ้นลง ๆ

ถ้าแกว่งช้า ๆ จังหวะที่ 1 กำหนดยกหนอ ลงหนอ ถ้าช้า ๆ ใส่หนอได้

ถ้าเราแกว่งมือขึ้นลง ๆ เร็วขึ้น จังหวะที่ 2 กำหนดว่า ยก ลง ยก ลง เร็วหน่อยใช่มั้ย ใส่หนอไม่ทัน ไม่ต้องใส่หนอ

ถ้าเราแกว่งมือขึ้นลง ๆ เร็วมาก ๆ อย่างนี้ เรากำหนดว่า ยกหนอ หรือ กำหนดว่า ยก ลง ยก ลง นี่มันไม่ทัน ไม่เข้าจังหวะ ทำยังไง ก็ ไม่ต้องพูดอะไรเลย มีความรู้สึกขึ้นมาว่า มือกำลังไหว เห็นมั้ยครับ อันนี้คือ จังหวะที่ 3

จังหวะที่ 3 นี้เค้าเรียกว่า ความรู้สึกตัว เรียกภาษาธรรมว่า สัมปชัญญะ

ถามว่าเวลาผมยืนพูดตอนนี้ กำหนดสติรึปล่าว ก็ตอบว่า กำหนด กำหนดติดต่อมั้ย ตอบว่า ติดต่อ แล้วกำหนดยังไง คงไม่ได้กำหนดว่า ยืนหนอ ยืนหนอ ๆ ยังงี้คงฟังไม่รู้เรื่อง
แต่กำหนดใช้จังหวะที่ 3 ทำความรู้สึกตัว อยู่ที่ตัวตลอดเวลา
เวลามือเคลื่อนไหว ก็จะรู้ว่ามือเคลื่อนไหว
เวลาปากพะงาบ ๆ ก็รู้สึกที่ปาก เวลากลืนน้ำลาย เวลากระพริบตา กลับไปกลับมา ตรงไหนก็ได้

แต่ความรู้สึกตัวจะไม่ออกไปจากตัวเลย จะไม่เผลอ

เพราะฉะนั้นนี่คือ การที่ท่านจะสร้างสติสัมปชัญญะอยู่ที่บ้าน คือ ต้องมีความรู้สึกอยู่ที่ตัวตลอดเวลา อย่าเผลอออกมา

ถ้ากำหนดได้เป็นคำพูดก็จงกำหนดลงไป ถ้ากำหนดไม่ได้เป็นคำพูดก็ให้มีความรู้สึกว่า ฝ่ามือมันมีความเคลื่อนไหวในตัวมันเอง

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้ไป นี่นะครับ

เวลาจะนั่ง ก็รู้ตัวว่านั่ง เวลาผมพูดไป ผมไม่สามารถจะบอกว่านั่งหนอ ๆ ย่อหนอ ๆ ๆ ได้ แต่ผมนั่งจะรู้สึกว่าตัวนั่ง นั่งไปอย่างนี้ จะทำอะไรก็แล้วแต่ ก็รู้สึกตัวตลอดเวลา

ถึงบอกว่าเวลาท่านทั้งหลายกลับไปบ้าน เชิญตามสบาย จะทำอะไรก็ได้

วัยรุ่นจะฟังคอนเสริต์ต่อได้มั้ย ก็เชิญ ยกมือขึ้นชูตามเพลง ก็กำหนดยกหนอ ลงหนอ ยกหนอ ลงหนอ จะดูละครทีวี จะดูอะไรก็ดูไป

แต่ให้ทำความรู้สึกอยู่ที่ตัวตลอดเวลาว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ พูดง่าย ๆ ว่า รู้ปัจจุบันอยู่ทุก ๆ ขณะว่ากำลังทำอะไรอยู่

อย่าเผลอ เอาความรู้สึกลอย ลอยอยู่ที่บ้าน
เราะจะสังเกตว่า อย่างเดรัจฉาน หมา หมาที่เราเลี้ยง มันจะมีอาการลอย ๆ อยู่บ่อยมาก ควรทำความรู้สึกตัวอยู่ที่ตัวให้เยอะ ๆ วิธีการฝึกอย่างนี้ เค้าเรียกว่า สติปัฏฐาน 4

ฝึกกายกับใจเราให้มีสติอยู่ตลอดเวลา และต้องเป็นสติที่ ติดต่อ ติดต่อ ติดต่อกัน ตลอดเวลาด้วย คนที่ฝึกสติให้ติดต่อติดต่อติดต่อกันนี้ เค้าเรียกว่า ปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรม บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่า การปฏิบัติธรรมคือการนุ่งขาวห่มขาว แล้วสไบเฉียงแล้วไปอยู่ที่วัด ไปนอนที่วัดวันพระทั้งคืน แต่พอไปอยู่ที่วัดเค้าเรียกว่านินทากันทั้งคืน อันนั้นไม่ได้เรียกว่า การปฏิบัติธรรม อันนั้นเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนที่นินทาเฉย ๆ

ดังนั้นการปฏิบัติธรรม ก็คืออยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ทำไม ต้องมีอะไร ต้องมีสติสัมปะชัญญะติดต่อติดต่อกับตัวตลอดเวลานั้นเรียกว่าการปฏิบัติธรรม

ปฏิบัติธรรมในครัวได้มั้ย หั่นหนอ ๆๆๆๆ เห็นมัยครับ

ไข่เจียว เจียวไข่ปฏิบัติธรรมได้มั้ย เจียวไข่ ตอกหนอ ตีหนอ ๆๆๆๆ วางหนอ เทหนอ เจียวไข่ปฏิบัติธรรม

ทำความสะอาดบ้านปฏิบัติธรรมได้มั้ย จับหนอ นี่จับไม้ขนไก่ ปัดหนอ ปัดหนอ ปัดหนอ ปัดไปโดนแจกันตกแตก ปฏิบัติธรรมได้มั้ย ตกเพล้ง กำหนดว่ายังไง แตกหนอไม่ได้นะครับต้องแจกัน ต้องกำหนดที่เราว่ายังไง ตกเพล้ง ยินหนอ รู้สึกยังไง พอแจกันที่รักแตกไป เสียดายหนอ ถูกมั้ยครับ เอาเราเป็นหลักนะ แล้วก็พูดตามความรู้สึก ว่าเรารู้สึก

ทานข้าวปฏิบัติธรรมได้มั้ย ฝึกรึยัง ตัก ยก มา อ้า อม วางหนอ เคี้ยว ๆ ๆ ๆ กลืน ไปบ้านจะทำยังงี้มั้ย ทำรึไม่ทำ

เวลาไปที่ทำงาน ทำยังไงดี จะทานข้าวปฏิบัติธรรมด้วย แต่ต้องทานให้เหมือนคนอื่นเค้า

ง่ายมาก จ้วงหนอ อั้มหนอ ตุ้ยหนอ ๆๆๆ กระเดือกหนอ ก็ได้

หลักสำคัญใช้คำอะไรก็ได้แต่ทำให้เข้ากับการเคลื่อนไหวแค่นั้นเองนะครับ

สมมติชำนาญภาษาจีนก็เจี๊ยะก็ได้ ไม่เป็นไร ชำนาญภาษาอะไรก็ว่ากันไป แล้วแต่ว่าเราจะชอบอะไร

แต่ข้อสำคัญให้มันเข้าจังหวะ ให้มันเข้าจังหวะตลอดเวลานั้นแหล่ะครับก็คือวิธีกำหนดสติที่ถูกต้อง แล้วต้องให้ติดต่อติดต่อติดต่อกันด้วย

เปิดหนอ ขวาซ้าย ขวาซ้าย ปิดหนอ หันหนอ ขยับหนอ ถอดหนอ รูดหนอ ถอดหนอ ม้วนหนอ ม้วนหนอ ม้วนหนอ ย่อหนอ ๆๆๆ ถูกหนอ ถูกอะไร ถูกชักโครก เบ่งหนอ ๆๆๆ พอมันออก ออกหนอ เวลาออกจะรู้สึกสบาย ก็สบายหนอ มันโดนน้ำดังตุ๊ม กำหนดว่า ยินหนอ เวลาหนักนี่ออก เบาจะออกทันที กำหนดฉี่หนอให้ทัน แล้วถ้ามันขึ้นจมูกก็กำหนดว่ากลิ่นหนอ

มีที่ไหนกำหนดไม่ได้อีก กำหนดได้ทุกที่นะครับ
สามีภรรยาพึงกำหนดสติซึ่งกันและกันให้ได้จะได้ลูกที่ดี
นี่แหล่ะกำลังจะบอกว่าสิ่งนี้ทีจริงเราทำอยู่ทุกวันแต่เราไม่ได้ให้ความสำคัญ

จากนี้ไปนะครับ ถ้าเราอยากจะมีความรุ่งเรือง ไม่อยากมีทุกข์ในชีวิตต้องทำอย่างนี้ให้ได้ ยิ่งเราทำได้ติดต่อ ๆๆๆ กันอย่างนี้มากเท่าใด ความทุกข์ในใจเราจะหายไป หายไป หายไป เพราะจะมีสติมาแทนที่ตลอดเวลา

ผมทำมา 20 กว่าปีแล้วตอนนี้จำได้ว่าโกรธน้อยมาก โกรธไม่ค่อยเป็น โกรธก็แค่อยู่ข้างใน ไม่ออกมา ไม่ด่า ไม่ทำท่าทางอะไรต่ออะไร ทำไม

เพราะอะไร ถึง ทำไมโกรธไม่ออกมา มันอยู่ข้างใน

เพราะว่าเราฝึกสติสัปชัญญะให้เข้าแทรก แทรก แทรก มันจะไปแทนที่นะครับ

มีอยู่อย่างเดียวว่าต้องฝึก ต้องให้ความสำคัญกับเขา ต้องถามตัวเองว่ายังอยากทุกข์อยู่มั้ย ถ้ายังอยากทุกข์อยู่ก็ไม่ต้องฝึก แต่ว่าแหม ชีวิตเราผ่านมาเนี่ยะ มันมีทุกข์พอสมควรนะครับ และรู้สึกว่ามันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

เริ่มฝึกได้ เพราะมันจะค่อย ๆ ไปทำให้ความทุกข์ของเราค่อยคลายไปด้วยสติที่อยู่กับปัจจุบันติดต่อติดต่อติดต่อกันตลอดเวลา อันนี้นะครับ ถ้าไม่ลองปฏิบัติดูแล้วจะไม่ทราบ

บางคนนึกว่า เอ้อ มีสตางค์แล้ว สบายแล้ว ไม่ทุกข์แล้ว คนมีสตางค์ยังทุกข์มั้ย ทุกข์นะ เพื่อนผมมีสตางค์เป็นพันล้านแต่ แต่เค้านอนอยู่โรงบาลเป็นอัมพาต ตังค์พันล้านช่วยอะไรเค้าไม่ได้เลย งั้นแปลว่าท่านผู้นี้ในอดีตท่านทำบุญทำทานไว้เยอะมาก แต่ท่านไม่รักษาศีล ช่วยอะไรไม่ได้เลย

ถึงบอกแล้วว่า 3 อย่างนี้ต้องไปพร้อมกันเพื่อความรุ่งเรืองในชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมได้ 3 อย่างนี้คืออะไร

1 ทำทานสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น ถ้าใส่บาตรทุกวันได้ ดีมาก ช่วยเหลือพ่อแม่ทำความสะอาดบ้านทุกวัน ช่วยเหลือเค้าซักผ้าซักผ่อนได้ดีมาก

2 รักษาศีล

3 ฝึกสติติดต่อติดต่อ แล้วจิตใจท่านจะร่าเริงเบิกบาน

ทำไมจิตใจร่าเริงเบิกบาน เพราะการฝึกสติ ติดต่อติดต่อนี้ ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติว่า ธรรมชาติที่เราอยู่ทุกวันนี้นะครับ มันมีคู่ บางคนนึกว่าธรรมชาติมีเดี่ยว

ธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งในโลกนี้มีคู่เสมอ มีดีต้องมีร้าย มีได้ต้องมีเสีย มีดำต้องมีขาว เชื่อมั้ยว่าธรรมชาติต้องมีคู่

ลองคิดดู ทุกอย่างต้องมีคู่ทั้งนั้นนะครับ ดี ร้าย ได้ เสีย เพราะฉะนั้นเราทุกคนนะครับเกิดมา เกิดมาในธรรมชาติที่มีคู่
ธรรมชาติประจำโลกนี้มีอยู่ 4 คู่ 8 อย่าง เค้าเรียกว่า
โลกธรรม 8 แปลตามตัวคือ ธรรมชาติประจำโลก 8 อย่าง 4 คู่มีอะไรบ้าง

1 ลาภ นี่แปลว่าได้สตางค์ คู่กับ เสื่อมลาภ แปลว่าเสียสตางค์

2 ยศ แปลว่า ได้ตำแหน่ง คู่กับ เสื่อมยศ แปลว่า เสียตำแหน่ง

3 สรรเสริญ แปล่มีคนชม คู่กับ นินทา มีคนด่า

4 มีความสุข คู่กับ มีความทุกข์

4 คู่ 8 อย่างนี้เป็นธรรมชาติประจำโลก เกิดมาทุกคนต้องเจอธรรมชาติ 4 คู่ 8 อย่างเสมอ หลบไปไม่ได้

แต่น่าเสียดายทั้งหมดนี้เวลาไหว้พระ สวดมนต์เรียบร้อยแล้ว กราบพระเรียบร้อยก็ขออธิษฐานขอพรกับพระ

ผมถามหน่อยว่า ใน 8 อย่างนี้พวกเราขอกันกี่อย่าง ร้อยทั้งร้อยเลยขอแค่ 4 อย่างคือ อย่างแรกน่ะ

ขอให้ฉันมีลาภ ขอให้ฉันมียศ ขอให้ฉันมีคนมาสรรเสริญ และขอให้ฉันมีความสุข พวกเราขอกัน 4 อย่างเท่านั้นเอง

แต่ผมถามหน่อยว่า อีก 4 อย่างที่เราไม่ได้ขอน่ะ มั้นมาให้เรามั้ย มาแน่มั้ย มา 100% มั้ย ไหน ๆ มันก็มาแน่แล้วนะครับ ต่อจากนี้ไป กล้า ๆ หน่อย ไหน ๆ จะขอแล้ว ก็ขอให้ครบทั้ง 8 อย่าง ใครกล้าขอทั้ง 8 อย่างบ้าง ผมจะทำนายไว้เลยว่า คน ๆ นั้นจะมีความสุขที่สุดในโลก

ทำไมถึงมีความสุขที่สุดในโลก เพราะวันนึงต้องมีคนมาด่าคุณแน่ ๆ เค้าด่าปาวๆๆๆ คุณด่าผมรึปล่าว ด่าเหรอ เออเดี๋ยวนะ ขอไว้แล้วเนี่ยะหว่า กลุ้มใจมั้ย ไม่กลุ้ม

นี่ล่ะครับคือเค้าเรียกว่าคนรู้เท่าทันธรรมชาติและจะรู้เท่าทันอย่างนี้ได้นั้นต้อง สติ ติดต่อติดต่อไว ถึงจะรู้เท่าทัน

เพราะฉะนั้นคนนี้ไปไหนสบายมาก จะไปซื้อรถเหรอ ได้ ปกติเราซื้อรถเวลาถอยรถออกจากโชว์รูม พอขับรถออกโชว์รูมเสร็จจะกลับบ้านมั้ย ไม่กลับ ไปไหนต่อ ไปวัด ไปทำไม ไปเจิม หลวงพ่อเข้าขาช่วยเจิมหน่อยค่ะ หลวงพ่อก็เจิมหน้ากระจกรถ รถคันนี้ต้องไม่ชน รถคันนี้ต้องไม่ชน ที่บังแดดก็ทองคำลงแปะ ๆๆๆ แล้วพรมน้ำมนต์เสร็จแล้วโยมๆๆๆ ก็ขับรถกลับบ้าน แล้วถามว่ารถคันนี้ชนมั้ย ชน บ้านใครอยู่แถว ๆ โรงพักนะครับ ไปดูครับ หน้าโรงพักที่มีรถยุบอยู่จอดหน้าโรงพัก กลับไปนี้นะ ค่อย ๆ ไปแอบดูหน้ากระจกแล้วก็ดึงม่านบังแดดออกมา รถหน้ายู่เลย แต่ที่บังแดดยังมีกระแจบเจิมอยู่เสร็จเต็ม นี่แหล่ะครับ คือยังไงก็ต้องชน พอชนแล้วแล้วชายคนนั้นเป็นไง ก็กลุ้มใจ ตายรถชั้นใหม่ๆ ไม่น่าชนเลย

งั้นคนที่เค้าฝึกสติ รู้เท่าทันธรรมชาติตามความเป็นจริง ก็เค้าไปซื้อรถเหมือนกัน พอไปจ่ายเงินให้เซลส์เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะขับรถออกมา รถอยู่โชว์รูมนะ คนนั้นก็เดินไปหน้ารถ แล้วก็ตบฝากระโปรงเบา ๆ หนึ่ง สอง สาม แล้ว ก็ไปที่กระจกหน้า ฉันรู้ว่า วันนึงแกต้องชน เค้าพูดแค่เนี่ยะ แล้วก็ขับรถออกมา ขับรถด้วยความมีสติ ไม่ประมาทเลยมีสติตลอดเวลา เค้าก็ไม่ขับไปชนใคร แต่ในถนนมีคนขับด้วยความขาดสติเยอะมาก และวันนึงคนที่ขับเกินสติก็เลี้ยวเข้าชน โครมไป หน้ายู่เลย คนที่ขับด้วยความมีสติระวังนะครับ ระวังยังไง คนอื่นเค้าก็พุ่งเข้าชนรถหน้ายุบไป พอชนตู้มหน้ายุบลงไป คนนั้น คนที่ขับด้วยความมีสตินี่ ก็เปิดรถออกมา แล้วก็เดินมาข้างหน้ารถ แล้วก็ชี้ไปที่ไอ้แผลที่มันชน แล้วพูดว่า บอกตั้งแต่แรกแล้ว วันนึงว่าเค้าต้องชน กลุ้มใจมั้ย กลุ้มใจแค่นี้ แป๊ปเดียวก็หาย
จะเห็นได้ว่า คู่ธรรมชาติอย่างนี้ถ้าใครรู้เท่าทันเร็วเท่าไหร่ คนนั้นยังจิตใจจะเบิกบาน

จึงจำเป็นที่ท่านทั้งหลายจะต้องฝึกสติให้เท่าทันนะครับ จะได้รู้เท่าทันธรรมชาติ ตามความเป็นจริงว่ามีคู่เสมอ เมื่อคุ่เค้ามาจะไม่กลุ้มใจ และนี่ก็คือน้ำหนัก 50% ของดวงท่านนะครับ ทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบานอยุ่เสมอนี่แหล่ะ

คู่ของเจอ ก็คืออะไรครับ คือ การจาก หรือ พลัดพราก

ผมถามว่าเมื่อวันที่คุณจากเค้ามาเนี่ยะ แม่คนนั้นเค้ามีอาการอะไร แทบหัวใจแทบสลาย ถ้าไม่เตรียมตัวไว้ก่อนนะครับ แล้วถามว่า แล้วจะทำยังไงอย่างงี๊ จะไม่ให้รักลูกรึงัย ก็ตอบว่า ให้รักไปนะครับ แต่ว่าให้รู้เท่าทัน พอหอมแก้ม เจอลูก หอม น่ารักเหลือเกินลูก หอม น่ารักมาก รักมาก แล้วเราจากกันนะลูก พรุ่งนี้เจออีก หอมอีก ก็รู้ในใจว่าวันนึงเค้าต้องจากไป

แล้ววันจากก็มาจริง ๆ พอวันจากมาถึง คุณแม่ท่านนั้นมีอาการยังไง พูดอยู่ทุกวัน หอมทีแล้วก็ต้องจาก หอมทีแล้วก็ต้องจาก เสียใจ แต่แป๊ปเดียวก็หาย ไม่ถึงกับหัวใจสลาย เห็นมั้ย ไม่ได้ทำอะไรให้มันประหลาดไปเลย ทุกวันก็หอมลูกเหมือนเดิมนะครับแต่เข้าใจธรรมชาติตามความเป็นจริง คุณก็จะไม่เสียใจ และใครทำได้ยังงี้นะ มีความแจ่มใส เรียกว่า ยิ้มแย้มเบิกบานอยู่เสมอทั้งวัน รับรองเลยครับ ชีวิตเจริญลูกเดียวไม่มีเปลี่ยน ไปที่ไหนก็ได้จะคิดแต่ทางที่ดี และนี่คือผลของสติที่เราฝึกติดต่อติดต่อติดต่อกัน

ฝึกจากที่นี่ 7 วันแล้วไม่ใช่เลิกไป กลับไปบ้านรู้ รู้ตัวตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงหลับไป ทำไปสักกี่วันพอ 5 วัน 7 วัน ทำไปจนกระทั่งอะไรครับ กระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต

ถ้าวันสุดท้ายของชีวิตเราจากโลกนี้ไปด้วยลมหายใจเข้า ก็กำหนดว่า เข้าหนอ แล้วก็เชิญตายไปเลย

ใครจากโลกนี้ด้วยลมหายใจออก ก็กำหนดว่า ออกหนอ แล้วก็เชิญตายตามสบาย เป็นการจากโลกนี้ไปเรียกว่า เป็นการตายที่เรียกว่า สมบูรณ์แบบที่สุด เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งทีไม่เสียชาติเกิด ทำไมไม่เสียชาติเกิด

เพราะสิ่งที่ท่านฝึกสติปัฏฐานนี่นะครับ สติสัมปชัญญะที่ท่านฝึกตลอดเวลานี้ไปต่อ เอาไปต่อไปได้ เอาไปใช้ต่อ เอาข้ามภพข้ามชาติได้ แต่พวกทรัพย์สินเงินทองที่ดิน แหวนเพชร รถยนต์ บ้าน เอาไปไม่ได้

ฝึกสติเราไปต่อภพต่อชาติได้ ชาติหน้าพอมาทำกรรมฐานนี้ พอมาทำกรรมฐานแป๊บเดียวก็รู้เรื่อง

เราจะสังเกตว่า ในจำนวนที่เข้าทั้งหมดนี้

วันแรกพอคุณแม่สิริมาพูดเรื่องการกำหนดปัจจุบันต้องอย่างนะลูก ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ มา100คน 10 คน อ้อ อย่างนี้เอง แปลว่า 10คนนั้นเค้ามีติดมาแล้ว

แต่พอ 3 วันอีก 50 คนก็รู้เรื่อง แปลว่า 50 คนเนี่ยะ พอรู้บ้างแต่ว่ายังไม่มาก

สิ่งเหล่านี้ สติที่ฝึกนี้มันสะสมสะสม เอาข้ามภพข้ามชาติได้ เกิดชาติไหนก็จะเจออย่างนี้แล้วก็ฝึกต่อไป ฝึกต่อไป จนกระทั่งในที่สุดเราก็จบการฝึก คือมีสติติดต่อติดต่อกันตลอดเวลาเป็นอัตโนมัติเรียกว่า มหาสติปัฎฐาน

ใน 84,000 พระธรรมขันธ์ ในพระไตรปิฎก รวบรวมแล้วเหลือหนึ่งเดียวเอง เหลือ 1 โอวาท ครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

โอวาทครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้าว่าดังนี้

วัยยะ ธัมมา สังขารา อัปมา เทนะ สัปปา เทผะ แปลเป็นภาษาไทยว่า สรรพสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ขอให้ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ของตัวท่านเอง และทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

ความไม่ประมาทแปลว่าอะไร ทราบมั้ยครับ แปลว่า มีสติอยู่นะเธอ และพระพุทธเจ้าก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน แปลว่า ตายแล้วไม่เกิดอีก

ฉะนั้น 84,000 พระธรรมขันธ์ คำสอน 84,000 คำสอนในพระไตรปิฎกซึ่งเยอะมาก รวมรวมแล้วเหลือ 1 เดียวนั้นเอง คือ อย่าเผลอ นะคุณ แม้แต่วินาทีเดียว อย่าเผลอตัวนะ

เห็นมั้ยครับ และที่เรามาฝึกคราวนี้ก็คือมาฝึกไม่เผลอตัว เราก็ฝึกสิ่งนี้ไปตลอดชีวิต ไม่ไปทำให้การงานของเราเสียหาย ไม่เสียหายอะไรทั้งสิ้น ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ แต่ใส่สติลงไปเท่านั้นเอง รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นเอง

เอาละครับคิดว่าพอสมควรแก่เวลานะครับ สุดท้ายนี้ ก็ขอให้โยคีทั้งหลาย ตั้งใจที่จะฝึกปฏิบัติอีก 4 วันต่อจากนี้ไป ฝึกให้เข้าใจการกำหนดสติให้ดีนะครับ

ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไปทำที่บ้าน ต้องไปทำชีวิตเราสมบูรณ์ไปด้วยสติให้ได้ และผมเชื่อแน่ว่าถ้าใครทำ ถ้าใครปฏิบัติแล้ว ผลของการปฏิบัตินั้นก็จะนำชีวิตของท่านให้ไม่มีเสื่อม มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต และความทุกข์โศกโรคภัยต่าง ๆ จะไม่กล้ำกรายชีวิตท่านเลย

ขออนุโมทนา ขอให้ท่านทั้งหลายมีชีวิตการปฏิบัติธรรมที่ราบรื่นตลอดไป




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2548
8 comments
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2557 13:51:13 น.
Counter : 1179 Pageviews.

 

อนุโมทนาด้วยคะ เป็นประโยชน์มากๆเลย เคยฟังการบรรยายของอ.ไรวา ประทับใจมากคะ ขออนุญาตินำไปลงให้เพื่อนอ่านในเว็บลานธรรมนะคะ ขอบพระคุณคะ

 

โดย: animE' IP: 202.176.118.78 29 กรกฎาคม 2548 3:11:55 น.  

 

เคยฟังบรรยายของอ. ไรวา ทีวัดอิน นานมากแล้วค่ะ มาอ่านคราวนี้รู้สึกเข้าใจได้มากขึ้นค่ะ ขอบคุณมากนะค่ะ

 

โดย: au IP: 203.188.58.141 31 กรกฎาคม 2548 11:07:34 น.  

 

 

โดย: wbj 1 สิงหาคม 2548 18:57:49 น.  

 

เคยฟังแล้วที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พอได้มาอีกครั้ง ขอบอกว่า ฟังมากเท่าไร ดูมากเท่าไร ก็ไม่เคยเบื่อ อ.วรกา อธิบายได้เข้าใจแจ้มแจ้งมากๆๆเลยค่ะ ยังไงก็ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะที่แบ่งความรู้นี้ให้กับผู้อื่นและตัวดิฉันเอง ขอให้เจ้าของblog มีความสุขโชคดีในชีวิต นะคะ สาธุ

 

โดย: yu IP: 125.24.72.215 4 มิถุนายน 2550 19:28:20 น.  

 

ทานธรรมแก่บุคคลอื่นคืนทานที่ให้ประโยชน์สูงสุด ขอบคุณมากค่ะ

 

โดย: ลูกเจี๊ยบ IP: 125.24.138.7 10 เมษายน 2551 0:22:53 น.  

 

สาธุ สาธุ สาูธุ

 

โดย: nature IP: 58.9.121.146 27 กรกฎาคม 2553 11:44:10 น.  

 

อาจารย์วรากรท่าน อธิบายได้ชัเจน เข้าใจง่าย เข้าใจลึกกว่าที่เคยๆฟังมา ขอกราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญกับท่านด้วยค่ะ ทำอย่างไรจะได้ VCD ชุดนี้คะ อยากให้ญาติพี่น้อง เพื่อนๆและชาวบ้านได้ดูได้ฟังด้วยค่ะ

 

โดย: จันทร์จิรา ประจง IP: 217.35.235.203 8 กรกฎาคม 2554 17:27:15 น.  

 

ขอโทษค่ะ ส่งเร็วไป ลืมลงไปว่า อยากได้ VCD ชุดนี้ ต้องทำอย่างไรคะ ขอความกรุณาช่วยตอบกลับที่ joydee45@hotmail.co.uk ด้วยค่ะ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

 

โดย: จันทร์จิรา ประจง IP: 217.35.235.203 8 กรกฎาคม 2554 17:32:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
doraeme
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add doraeme's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.