Group Blog
 
 
กันยายน 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
28 กันยายน 2559
 
All Blogs
 
จิตเกาะพระ2กย2559 จิตเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยน



จิตเกาะพระ 2กย2559 จิตเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยน
ขอบพระคุณที่มาเฟสบุคPhuBodin 2กย2559,11.04น.สาธุค่ะ
#จิตเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยน
ถ้าจิตยังไม่เปลี่ยน ยังเหมือนเดิม
ดังนั้น จะคิด จะพูด จะทำอะไร ก็ยังเหมือนเดิม
เพราะผู้ที่อยู่เบื้องหลังนั้นก็คือ "จิต"
จิตในที่นี้หมายถึง "จิตวิญญาณ"
มิใช่ จิตสังขาร หนึ่งในเรื่องขันธ์๕

การเปลี่ยนจิตให้ดีขึ้นนั้น มิใช่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
เห็นมีอยู่ทางเดียวนั่นก็คือ นำจิตมาเดินมรรค
คือจิตต้องผ่านการชำระล้างจิตด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
ผ่านทุกด่านไปตามลำดับ จิตถึงดีได้ บริสุทธิ์ได้

ผู้ปฎิบัติธรรมใหม่ๆ เราต้อง(พยายาม)รักษาศีลตนก่อน
ต้องมีความจริงใจ และจริงจังต่อศีลตนด้วย
เพราะฐานสมาธิจิต คือศีล
จิตจะดีหรือไม่ดี จิตจะตั้งมั่นหรือมั่นคงดีหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ศีล
ส่วนฐานปัญญานั้น ขึ้นอยู่กับ "สมาธิจิต" 
หมายถึง ทรงสมาธิจิตได้นาน แค่ไหน
ถ้าขยันทรงสมาธิจิต "ต่อเนื่อง" 
การวิปัสสนา ก็จะเกิดขึ้นเอง โดยอัตโนมัติ
เช่น ธรรมะผุดขึ้นมาบอกหรือมาสอนตนเอง

ผู้ปฎิบัติใหม่ ศีลยังไม่บริสุทธิ์เท่า พระอริยเจ้า
เพราะรักษาใจให้เป็นกลางยังไม่ได้
และยังไง๊ ศีลก็ไม่บริสุทธิ์ ถ้าจิตยังเหมือนเดิม
ดังนั้น ต้องทำให้จิตละเอียดอ่อน ปราณีตก่อน
สำรวมจิตเป็นก่อน เมื่อจิตเราดี ศีลเราก็ดีตาม
สรุปแล้ว ศีลหรือธรรม จะเปลี่ยนตามจิต
มิใช่ จิตเปลี่ยนไปตามศีลหรือธรรม เข้าใจตรงกันนะ
ส่วนผู้ปฎิบัติได้ "มรรคผล"
ศีลจะกลับมารักษากายใจผู้ปฎิบัติ ก็ด้วยเหตุนี้เอง
ใหม่ๆ ศีลยังไม่รักษาผู้ปฎิบัติธรรม 
แต่ผู้ปฎิบัติธรรมจะต้องรักษาศีลตนเองก่อน

ทำไปเห่อ จนกว่า ศีลจะกลายเป็นจิต
และทำสมาธิให้เกิดขึ้นกับจิตตนเอง
ต่อไป ปัญญาก็จะเกิดขึ้นกับจิตตนเอง
นี่คือการพัฒนาจิต และต้องเป็นไปตามลำดับดังนี้
คือ ๑.จิตได้ปัญญาก่อน ๒.จิตจึงมองเห็นธรรม 
เราถึงจะเรียกว่า จิตธรรม 
จิตเห็นธรรมคือเห็นความจริงแท้ทุกสิ่ง
เพราะไม่มีอะไรที่จะเข้าถึงธรรมชาติแห่งจิตตนเองเลย
นอกจาก สติสมาธิปัญญาตนเท่านั้น

พร่ำมาถึงตรงนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า ทุกคนรู้หมดว่า
ทุกข์นั้นเกิดขึ้นที่ไหน ทุกคนตอบได้หมด 
เพียงแค่ออกจากทุกข์ไม่เป็น
เพราะทำจิตนิโรธไม่เป็น คือ ดับจิตตนไม่ได้ 
หมายถึง ดับความคิด ปรุงแต่งตนไม่เป็น
เพราะความคิด เป็นสาเหตุทำให้ทุกคน ทุกข์ใจ
คนส่วนใหญ่มีความทุกข์ใจกันมาก จึงไม่แปลก
เพราะไม่รู้จักเรียนรู้เรื่องทุกข์ ทุกข์นั้นคืออะไร
และที่มาของทุกข์นั้นมาจากไหน 
และอะไรคือตัวทุกข์หรืองกองทุกข์นั้น
คำตอบก็คือ ขันธ์๕  "ร่างกายเรานี่เอง"
แล้วเราจะหนีทุกข์ไปไหนพ้น หนีไม่พ้น
คนที่หนีพ้นนั่นคือ คนที่เข้าใจทุกข์และอยู่กับทุกข์ได้
โดยมิต้องเป็นทุกข์เหมือนเมื่อก่อนอีก
อันได้แก่ อริยบุคคลต่างๆ เหล่านั้น เป็นต้น

จิตเป็นนาม.. ถ้าใครจะหาจิตตนเอง
เราต้องเอานามไปหานาม นั่นก็คือ "สติ"
ถ้าใครมีสติมาก คนนั้นก็จะรู้สึกตัวมาก
และสุดท้าย เราจะค้นหาตัวตนเจอ

ถ้าไม่ได้ฝึกจิตมาดี ก็อย่าไปเชื่อ "ความคิด"
ปฎิบัติมาป่านนี้แล้ว คงไม่มีนักภาวนาท่านใด
เชื่อความคิดของตนเองหรอกนะ..
เพราะความคิดนั้น คือ ความหลงอย่างนึง
ความคิด จัดเป็นนามละเอียด หนึ่งในขันธ์๕
นั่นหมายถึง จิตสังขาร 
จิตสังขาร คือ ความคิดและพร้อมปรุงแต่งตลอดเวลา
อย่าลืมนะว่า นักภาวนาทุกท่าน ต้องพยายามละให้ได้
ถ้าใครละจิตสังขารยังไม่ได้ ก็เท่ากับละขันธ์๕ไม่ได้เช่นกัน
ถ้าละขันธ์๕ไม่ได้ "พระนิพพาน" ก็อย่าหวัง..
จิตสังขาร เป็นเจตสิกชนิดนึง ฝ่ายไม่ดี
เจตสิก มีทั้งฝ่ายดี ทั้งฝ่ายไม่ดี และฝ่ายเฉยๆ 
คำว่าเฉยๆ อาจเปลี่ยนเป็นดีหรือไม่ดี ก็ได้ทั้งนั้น
เจตสิกฝ่ายดี คือฝ่ายบุญกุศล เช่น สติ หรือคิดดี
เจตสิกฝ่ายไม่ดี คือฝ่ายบาป อกุศล เช่น คิดร้ายกับผู้อื่น
แยกธรรมให้เห็นชัดเจนกันแบบแล้วนะ ใครจะเห็นหรือไม่เห็น
ขึ้นอยู่ที่สติปัญญาของคนๆนั้นแล้ว..

นักภาวนาที่ดี ต้องไม่หลงตกอยู่ในโลกแห่ง "ความคิด"
และอย่าหลงคิดว่านั่นคือ ปัญญา (ทางธรรม)
ดังนั้น อย่าได้นำความคิดมาวิเคราะห์ พระธรรมคำสอนฯ
เพราะนั่นกำลังเดินผิดทาง "อริยมรรค"
สรุปสั้นๆก็คือ อย่านำความรู้ทางโลก มาหาความจริงแท้
หรืออย่ามาวิเคราะห์พระธรรมคำสอนฯเลย 
เพราะจะไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง
โมทนาสาธุ
...
ถ้าใครหาจิตตนเจอแล้ว ก็ต้องรักษาให้ดี คอยหมั่นทำจิตผ่องใสเข้าไว้ คอยสำรวมจิตเข้าไว้ เพราะการปฎิบัติธรรมนั้น เขามุ่งภายในมากกว่าภายนอก เพราะมันไม่แน่นัก คือ สำรวมภายนอก แต่ภายในสำรวมหรือเปล่าก็ไม่รุ๊ เพราะเราไม่มีตาในไปดูใช่ไหม ถึงมีตาในก็ไม่อยากไปดู ดูจิตตนเองดีกว่าเยอะเลย สาธุ
...
อย่าลืมนะ ปรมัตถธรรม มีอะไรบ้าง.. ๑.จิต ๒.เจตสิก ๓.รูป ๔.นิพพาน

หากผู้ใด รู้และเข้าใจทั้งสามสิ่งแรกแล้ว คนนั้นก็จะพอเข้าใจคำว่า นิพพาน
ดับทุกข์ เขาดับที่จิต หมายถึง ดับที่เจตสิกกันนี่นะ.. ส่วนความคิด คงไม่มีนักภาวนาท่านใด หลงไปดับกันนะ ปล่อยมันๆ ความคิด แค่เรามีสติอยู่กับจิตเข้าไว้ๆ เดี๋ยวสติจะช่วยจิตแยกแยะเจตสิก หรือจิตสังขารเอง
เมื่อจิตผู้ใด แยกเจตสิกออกจากจิตได้แล้ว คนๆนั้น จะไม่มีคำว่า ทุกข์ใจอีกต่อไป เพราะเข้าใจ เพราะรู้ซึ้งถึงคำว่าทุกขืดีพอแล้ว ทำอะไรจิตใจเราไม่ได้แล้ว เพราะคำว่า รู้และเข้าใจ แค่นั้นยังไม่พอๆ แต่ถ้าให้ดีกว่านี้ จิตต้องปล่อยวางภายในให้หมดจดด้วย สาธุ
ค่อยๆทำความเข้าใจกันไป เพราะพวกเรามัวไปสนใจสิ่งภายนอกกันซะส่วนใหญ่ หรือไปสนใจสิ่งที่อยู่นอกจิตตนหมดเลย จิตตนกลับไม่สนใจ ทั้งๆที่ คำว่า สุขหรือทุกข์นั้น อยู่ที่ไหน ทุกคนตอบได้หมด แต่ทำไม รู้อย่างอื่นได้เลย แต่ทำไมกลับไม่รู้ใจตนเอง ว่า ใจเป็นทุกข์ด้วยเหตุอันใดหน๊อ โลกนี้ไม่ได้ยุ่ง กายก็ไม่ได้ยุ่งวุ่นวาย แต่จิตใจคนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนมานี่เอง คือ ยุ่ง จิตยุ่งเพราะมัวหลงวิ่งตามนู้นี่ นั่นจิตวิ่งตามเจตสิก หรืออารมณ์ต่างๆของตนต่างหาก มันยุ่งอีตรงนี้แหละ สาธุ
...
ตอนนี้วุ่นวายในจิต
วนลูปย้ำคิดอยู่ไปมา
เฮ้อ,เบื่อทุกอย่างเจ้าค่ะ
ทำอย่างไรดี
สาธุ
สาธุ อย่าเพิ่งเบื่อ ไม่มีอะไรน่าเบื่อ จิตเบื่อแสดงว่าจิตยังหลงอยู่ จิตต้องไม่เบื่อ คือจิตรู้ตื่นเบิกบานปู๊น อิอิ จิตเบื่อเพราะจิตไปวิ่งตามนู้นนี่นั่น หรือจิตวิ่งตามเจตสิกที่กล่าวมาแล้วนั้น ถ้าจิตหยุดนิ่งไม่ไปวิ่งตามสิ่งเหล่านั้นแล้ว จิตเราถึงสบายและสุขใจได้ เมื่อนั้น
...




Create Date : 28 กันยายน 2559
Last Update : 28 กันยายน 2559 8:14:50 น. 0 comments
Counter : 121 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

doraeme
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add doraeme's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.