Group Blog
 
 
มีนาคม 2560
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
8 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 

ศีลห้า ทางสายตรงปฏิบัติสู่พระนิพพาน

สาธุขอบพระคุณที่มาจาก
http://palungjit.org/threads/%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A5-5-%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2-%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%95-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B8%87.299702/
...

"ศีล 5 ทางสายตรงปฏิบัติสู่พระนิพพาน" โดย ท่านพระอาจารย์สุรจิต สุรจิตโต วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี


ท่านพระอาจารย์สุรจิต สุรจิตโต ปัจจุบันองค์ท่านดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดท่าซุง มีปฏิปทา ข้อวัตร เรียบง่าย พูดน้อย องค์ท่านเน้น ธรรมะ มากกว่า โลก ธรรมะของท่านสุขุมคัมภีรภาพมาก เข้าใจง่าย เหมาะกับนักปฏิบัติผู้จะมีความปราถนาอยากปฏิบัติเพื่อไปสู่พระนิพพาน สมัยที่หลวงพ่อวัดท่าซุงมีชีวิตอยู่ช่วงบั้นปลายท่านได้กล่าวรับรองคุณธรรมท่านพระอาจารย์สุรจิตอีกด้วย กัณฑ์เทศน์ธรรมะของท่านพระอาจารย์ ท่านเทศน์ตามภูมิธรรม ตามการปฏิบัติที่ได้ท่านรับกรรมฐานมาจากหลวงพ่อวัดท่าซุง จึงเป็นธรรมะที่ถือเป็นหลักปฏิบัติที่ดียิ่งนัก เพราะเป็นธรรมะที่ไม่ได้จากปริยัติแต่เป็นการปฏิบัติล้วนๆ
และเป็นแนวทางการปฏิบัติจากเริ่มต้นจนถึงที่สุดแห่งธรรมด้วย
...
"ศีล 5 ทางสายตรงเพื่อไปสู่พระนิพพ่าน"

โดยพระอาจารย์สุรจิต สุรจิตโต (ถอดจากวีดิโอ)



ให้เร่งตัดกิเลส รักษาอารมณ์ใจเราเอง ให้คิดว่ากายไม่ใช่ของเรา กายมันเป็นแค่เปลือก คนเรานี่มักจะห่วงกาย ความจริงเราคือจิต แต่เราห่วงเท่าไหร่มันก็ตาย หาเสื้อผ้าดีๆให้มันใส่ ปรนเปรอมันทุกอย่าง แต่ทจิตที่เป็นตัวเราจริงๆเรากลับไม่ค่อยห่วง เราควรให้อาหารแก่จิต ซึ่งก็คือบุญ บุญคืออาหารของจิต คำว่าบุญคือทาน ศีล ภาวนา ทำทานก็เป็นบุญ รักษาศีลก็เป็นบุญ เจริญภาวนาก็เป็นบุญ คราวนี้ถ้าจิตได้อาหารคือบุญ จิตก็จะมีกำลัง ที่จะตัดกิเลสน้อย ทีนี้ถ้าบุญเราน้อย อาหารของจิตก็น้อย การตัดกิเลสก็ยาก การให้ทานก็คือการตัดกิเลสอย่างหนึ่ง คือความโลภ ส่วนศีล ก็จะช่วยตัดกิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง เรารักษาศีล5เพียงอย่างเดียว เราก็สามารถตัดกิเลสได้หมดเลย สงสัยมั๊ยว่าตัดได้ยังไง (ตอบ สงสัยครับ) เราก็มานั่งดูศีลแต่ละข้อสิ ศีลข้อแรก ท่านห้ามฆ่าสัตว์ ถูกไม่ถูก เราก็มาดูว่าเพราะอะไรเราถึงต้องฆ่าสัตว์ เพราะเราโกรธเค้า เราไม่พอใจเค้า เราจึงต้องฆ่าเค้า พอเรารักษาศีล เราก็ฆ่าเค้าไม่ได้ สมมุติว่าเจอปลาอยากฆ่ามันมากิน ความโลภทำให้เราอยากฆ่าปลา ทีนี้ถ้าเรารักษาศีลก็ช่วยให้เราตัดความโลภได้ ศีลข้อ2 ลักทรัพย์เพราะโลภเราจึงอยากลักทรัพย์ ขโมย ถ้าเรามีศีลเราก็ตัดความโลภได้ในเบื้องต้น ต่อมาศีลข้อ3 กาเมสุมิฉาจาร ถ้าเราไปยุ่งกับคนที่ไม่ใช่คู่ครองของเรา ถ้าเรารักษาศีลเราก็ไปยุ่งไม่ได้ มันก็ตัดกิเลสตัวความรักหรือราคะ ส่วนศีลข้อ4 มุสาวาท การโกหกก็เป็นกิเลสตัวโมหะคือความหลง (ถามแล้วถ้าโกหกแต่ไม่ทำลายประโยชน์ที่เรียกว่าโกหกขาวล่ะครับ) ก็ต้องดูที่เจตนา หากมีเจตนาเพื่อทำลายประโยชน์เค้าก็บาป หากไม่มีเจตนาทำลายประโยชน์ เป็นต้นว่าเด็กจะออกไปเล่นนอกบ้านเรากลัวจะรถชนตายเราก็โกหกเด็กว่าอย่าออกไปนะ หมาดำมันอยู่หน้าบ้าน เด็กมันกลัวหมาดำก็ไม่ออกไป อย่างนี้ไม่บาปเพราะเรารักษาประโยชน์เด็ก แต่เป็นเมตตา เพราะหากเด็กออกไปอาจจะโดนรถชนตายก็ได้

ดังนั้นดูที่เจตนาว่าเราโกหกเพื่ออะไร แต่ส่วนใหญ่คนเราโกหกเพื่อประโยชน์ตนเองและทำลายประโยชน์ผู้อื่นอย่างนี้เป็นบาปเพราะเป็นการหลงผิด ทีนี้พอเรารักษาศีล เราก็โกหกไม่ได้ ทีนี้ศีลข้อ 5 คือสุราเมรัย อันนี้กินเข้าไปก็เป็นความหลงแน่นอน แต่หากเรามีศีลเราก็ไปกินเหล้าไม่ได้ เท่ากับช่วยตัดกิเลสคือความหลง ดังนั้นหากรักษาศีลก็จะช่วยตัดกิเลสทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ศีลจึงสำคัญมาก ขอให้เรารักษาศีลให้บริสุทธิ์ เพราะพอรักษาศีล5ได้ ครอบครัวเราก็มีความสุข เพราะทุกคนจะตรงไปตรงมาต่อกัน ก็จะมีแต่เรื่องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เรื่องจะทำลายกันก็ไม่มี ครอบครัวก็จะมีความสุข ศีลมีความสำคัญมาก ส่วนการเจริญภาวนาคือการทำกรรมฐาน นั่นคือการทำสมาธิ ซึ่งการทำสมาธิไม่ได้ตัดกิเลสโดยตรง แต่ช่วยระงับกิเลส ระงับตรงไหน ตรงที่เมื่อเรารักษาจิตใจเราให้เป็นสมาธิอยู่เวลานั้น จิตจะสงบจากกิเลส และเราจะนึกไปโกรธเกลียดคนอื่นไม่ได้ หรือโลภ หลง ไม่ได้ แต่ตัวที่จะตัดกิเลสได้ก็คือตัวปัญญา
(มีต่อครับ)
...
ปัญญาที่ต้องมองเห็นกิเลสตามความเป็นจริง กิเลสทั้งหมดแท้จริงแล้วมันไม่ใช่เป็นอารมณ์ แต่เป็นกิเลส โลภะ กิเลสโทสะ กิเลสโมหะ ที่ทำให้มันเป็นไป อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตของเราตั้งอยู่ไม่นานไม่ช้าก็ดับไป แต่จิตเราไม่ยอมให้จบ เป็นต้นว่าโกรธเค้า ด่ากู กูโกรธ พอโกรธก็ผูกโกรธ เจอหน้าหมอนี่เมื่อไหร่ โกรธเมื่อนั้นแหละ ทั้งที่ความจริงเหตุการณ์มันเกิดมันก็ดับไปตั้งแต่ตรงนั้นแล้ว แต่เราผูกโกรธอยู่ ไม่ยอมให้มันดับ นั้นเป็นเพราะจิตเรามันเป็นกิเลสอยู่ แล้วเราก็ต้องมองให้เห็นตามความเป็นจริงว่า กิเลสเกิดได้ก็ดับได้ กิเลสเหล่านี้แท้จริงแล้วไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีอะไรเลย แต่เรากลับเอาสิ่งที่ไม่มีอะไรเลยนั่นแหละมาทำร้ายจิตใจเรา สรุปคือเรานั่นแหละที่ทำร้ายจิตใจเราเอง อย่างเค้าด่าเรามันดูเหมือนเค้าทำร้ายเรา แต่ถ้าเราไม่รับคำด่าซะอย่าง ใครจะมาทำร้ายเราได้ ที่เราโกรธเค้าเรานั้นแหละที่ทำร้ายใจเราเอง ซึ่งตรงนี้เราต้องมีปัญญาจึงจะมองเห็นตามความเป็นจริงว่าเรานั่นแหละที่ทำร้ายใจเราเอง ไม่มีใครทำร้ายเราเลย (ถาม ถ้างั้นสมาธินี่เราก็ต้องทำสม่ำเสมอใช่ไหม) สมาธิต้องทำเพราะหากสมาธิไม่พอปัญญามันไม่เกิด พอปัญญาไม่เกิด มันจะเห็นกิเลสตามความเป็นจริงไม่ได้ เมื่อไม่เห็นมันจะตัดกิเลสไม่ได้ สมาธิคือการทำให้สงบใจ และกำลังสมาธิต้องได้ถึงปฐมฌาน มิฉะนั้นจะมีกำลังใจไม่พอ (ถามแล้วสมาธิที่จะปฏิบัติให้ได้ปฐมฌานอย่างง่ายๆมีบ้างมั๊ยครับ) ก็เอาอย่างนี้ดีกว่า พยายามทำจิตให้ระงับนิวรณ์5ให้ได้ อันได้แก่ พอใจในกามฉันทะ(ความพอใจในรูป) พยาบาท(ความขุ่น) ถีนมิทะ(ความง่วง) อุททัธจะ(ความฟุ้งซ่าน) วิจิกิจฉา(ความสงสัย)

ทั้งหมดนี้ระงับได้โดยการพยายามทำใจให้สงบ ซึ่งต้องไปควบคู่กับการปฏิบัติ นั่นคือเอาใจเราไปอยู่กับคำภาวนา จะพุทโธ หรือ นะมะพะธะ ก็แล้วแต่ พอใจเราสงบ นิวรณ์ก็เบาไป พอจิตสงบถึงจุดของมันมันก็เข้าสู่ฌานได้เอง (ถามการได้ฌานต้องทรงอยู่นานเท่าไหร่จึงจะเพียงพอ) ก็ต้องทรงอยู่ทั้งวัน โดยจิตจะต้องสงบอยู่ทั้งวัน โดยไม่วุ่นวายในเรื่องอะไร อย่างที่หลวงพ่อท่านบอกว่าต้องทำจิตให้ชิน ฌานก็คือชิน ก็หมายความว่าจิตติดอยู่ในการรักษาอารมณ์ภาวนาจนชิน มันก็เป็นฌาน หรือเรานึกถึงรูปพระพุทธรูปจนชิน มันก็เป็นฌาน ไอ้ฌานตัวชินตัวนี้แหละที่จะช่วยตัดกิเลส และฌานตัวนี้เป็นความสงบของใจที่ก่อให้เกิดปัญญา (ถาม แล้ววิปัสสนาล่ะครับ จะใช้ตอนไหน) ก็เมื่อเกิดความสงบของใจเราก็จะมองความเป็นจริงของโลก ว่าโลกนี้ทั้งโลกนั่นมันไม่ได้เป็นตัวเราจริงเลย ทรัพย์สินที่หามาได้ ไม่ว่าเราจะหามาได้มากสักเพียงไหน มันก็เป็นของเราไม่จริง คือมันเป็นของเราเพียงแค่ตอนเรามีชีวิตอยู่นั่นเอง พอเราตายไปเมื่อไหร่ ทรัพย์สินนั้นก็ไม่ใช่ของเราอีกแล้ว มันตกไปเป็นของคนอื่นเค้าแล้ว ถูกไม่ถูก ไม่ว่าเราจะหามาได้มากสักเพียงไหนมันก็เป็นของเราชั่วคราวเท่านั้นเอง แล้วมันก็ตกไปเป็นของอื่น การที่เราทุ่มเทไปๆ หมายถึงเราทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อหามันมา สุดท้ายเรากลับไม่ได้อะไรเลย เมื่อเราตายไปแล้ว แต่ถ้าเราทำบุญ ได้ทรัพย์มาแล้วก็เอาทรัพย์มาทำเป็นบุญ บุญนั่นแหละที่เป็นทรัพย์สินของเราจริงๆ เพราะฉะนั้นสมบัติของเราก็เป็นแค่บุญกับบาปเท่านั้นเอง เพราะบุญกับบาปเท่านั้นที่จะตามเราไปเมื่อเราตายไป บุญให้ผลแก่เราก็คือเป็นสุข ตายไปเราก็เป็นสุข มาเกิดใหม่ก็เป็นสุข บาปก็เช่นกัน เพราะมันเป็นสมบัติของเรา ซึ่งมีอยู่แค่นี้เอง แต่ชาวโลกกลับไปมองว่าสมบัติคือทรัพย์สิน บ้านรถ ซึ่งไอ้นั่นมันลวงตาว่าเป็นของเรา ซึ่งทรัพย์สินมันคือสมบัติของโลก เราหามาได้พอเราตายเราก็คืนสู่โลกหมดเลย เอาอะไรไปไม่ได้ซักอย่างเดียว ถูกไม่ถูก จะมีบ้านซักกี่หลัง มันก็อยู่กับโลกนั่นแหละมันไม่ได้ตายกับเราหรอก ดังนั้นตัวปัญญาจากการปฏิบัตินั่นเองที่จะทำให้เราเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงได้
(มีต่อครับ)
...
การทำสมาธิเมื่อมีความฟุ้งซ่านมาก



(ถามเกี่ยวกับสมาธิมีน้อย แบบสมาธิสั้น) อันนี้ต้องมีการฝึกฝน สมาธิอยู่ที่การฝึกฝน ฝึกตัวเอง พยายามอย่าคิดมาก พยายามทำให้เกิดความสงบ เพราะความสงบของใจจะทำให้เกิดปัญญา และจะช่วยให้เราตัดกิเลส ช่วยให้เราไปนิพพาน ถ้าเราไปนิพพานไม่ได้ก็ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก เกิดชาตินี้เรามีสุขมีทุกข์ยังไงเราก็เห็นอยู่แล้ว แล้วถ้ากลับมาเกิดใหม่ ก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาเกิดในสภาพแบบนี้อีกรึเปล่า หมายความว่าชีวิตเราเนี่ยมันเป็นไปตามกรรม กรรมบังคับให้เรามาเกิด และกรรมบังคับให้ชีวิตเราเป็นไปและในที่สุดกรรมก็ทำลายชีวิตนี้เสีย หมายความว่าที่เราเกิดมาเนี่ยกรรมบังคับเรามาเกิด กรรมยังบังคับให้เราไปตกนรก เราก็ต้องไปตกนรก เราฝืนอะรไม่ได้เลย กรรมยังบังคับให้เราไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานเราก็ต้องเป็นตามนั้น จะไปฝืนไม่ยอมมันไม่ได้เลย อย่างชาตินี้กรรมบังคับให้เราเกิดเป็นคน เราก็มาเกิดเป็นคน เรียกว่ากรรมบังคับมา ว่าง่ายๆ คราวนี้เมื่อเกิดเป็นคนแล้วกรรมก็บังคับให้ชีวิตนี้เป็นไป ทุกอย่างในชีวิตของเรา กรรมเค้ากำหนดอยู่แล้ว คือเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตหรือความล้มเหลวนั้นเป็นไปตามกรรมทั้งหมด บางคนก็หากินได้ง่าย บางคนก็หากินได้ยากพยายามเท่าไหร่ก็รวยไม่ได้ซักที

ขณะที่บางคนไม่เห็นต้องพยายามอะไรมากมาย จับอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมดเลย นี่แสดงว่าบุญเค้าทำมาดี กรรมมันมีบุญกับบาป กรรมแปลว่าการกระทำ พอเราทำบุญไว้มาก บุญก็ส่งผลให้เรามีความสุขแต่ถ้าเราทำบาปไว้มาก บาปก็นำให้เรามีความทุกข์ ดังนั้นบุญกับบาปจึงเป็นของสำคัญ ทรัพย์สินที่เราหามาได้มันไม่ได้เป็นของเราจริงเลย มันสำคัญแค่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง ถ้าเราฉลาดเราต้องรู้จักเปลี่ยนทรัพย์สินให้กลายเป็นบุญ ถ้าเราพยายามเปลี่ยนให้กลายเป็นบุญ บุญนั้นก็จะช่วยเรา ชีวิตเราทุกวันนี้มันเหมือนกินบุญเก่ากันอยู่ทุกคน เรามีความคล่องตัวในชีวิตพอสมควร หากินได้พอสมควร ถึงเราจะไม่ร่ำรวยมากนัก แต่เราก็พอมีกินมีใช้ นั่นก็เพราะชาติก่อนเราทำบุญมาดีพอสมควร บุญจึงส่งเสริมให้เรามีความสุขอยู่ทุกวัน ถ้าเราไม่มีบุญช่วยชีวิตนี้เราจะลำบากมาก หากินได้ยากมาก อย่างกรรมกรแบกหาม เค้าทำงานหนัก ไม่มีวันหยุด แต่ทำเท่าไหร่ก็ไม่รวย หากินเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยได้เงิน นั่นเพราะบุญเค้าน้อย บาปมันกดอยู่ (ถามแล้วอย่างคนที่เค้ารวยมากๆ แต่อาชีพที่เค้าทำมันผิดศีลล่ะครับ) บุญส่งผลให้เค้ารวย แต่ถ้าจิตเค้าชั่ว (ถามอย่างการที่เค้าเปิดโรงงานฆ่าหมู ฆ่าไก่ แต่เค้าก็รวยเอาๆรวยเอาๆ) ก็คือบุญในอดีตชาติส่งผลให้เค้ารวย ลองเค้าไม่มีบุญหนุนอยู่นะ โรงฆ่าสัตว์เค้าก็เจ๊ง จะเปิดอยู่ไม่ได้หรอก ยังไงก็เจ๊ง (คุณผู้หญิงถาม แล้วถ้าเราทำบุญไปเรื่อยๆเลยจะส่งผลในชาตินี้ เลยหรือว่าชาติหน้าเจ้าคะ) ส่วนใหญ่จะส่งไปชาติหน้า ก็อย่างบุญที่เราได้รับในชาตินี้มันก็เป็นบุญของชาติเก่าของชาติก่อน ดังนั้นไอ้ที่เราทำชาตินี้มันก็ไปส่งผลชาติหน้า ถ้าเราไม่ต่อบุญนี่ บุญมันก็จะหมดเลย มีตัวอย่างเมื่อครั้งพุทธกาล ชื่ออานันทเศรษฐี ซึ่งเค้าเป็นเศรษฐีใหญ่เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ แต่เค้ามีความรู้สึกว่าทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่นี่ไม่ได้เพราะมีใครให้เค้า แต่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย เมื่อไม่มีใครให้เค้า เค้าก็จะไม่ให้ใคร คือไม่ให้ทาน เรียกว่าตลอดชีวิตของอานันทเศรษฐีนั้นไม่เคยให้ทานใครเลย แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ไม่ยอมให้เลย บุญแม้ซักนิดนึงเค้าก็ไม่ยอมทำเลย แต่ในขณะเดียวกัน แกก็ไม่เคยทำบาป ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม แกก็ไม่เคยทำ เรียกว่าความชั่วก็ไม่มี ความดีก็ไม่มี เรียกว่าไม่ทำทั้งบุญและบาปเลย แต่แกก็ยังคงความเป็นเศรษฐีอยู่ได้จนกระทั่งตาย นั่นเพราะบุญเก่าในอดีตยังรักษาความรวยให้ทรงไว้อยู่ได้ พอตายปุ๊บ ไอ้บาปที่จะพาลงนรกมันก็ไม่มี เพราะไม่ได้ทำบาปเลย

ขณะที่บุญที่จะพาไปสวรรค์มันก็ไม่มีเหมือนกัน เพราะบุญไม่ได้ทำไว้เลย (ถาม แล้วไปไหนครับ) พอตายปุ๊บก็กลับมาเกิดใหม่ คือมาเกิดเป็นคน แต่พอมาเกิดใหม่ก็ไม่เข้าท้องเศรษฐีละ กลับไปเข้าท้องขอทานแทน วันแรกที่เข้าสู่ครรภ์มารดานี่ พอแม่ไปขอทานที่ไหน กลับขอไม่ได้เลย ความที่ไม่มีบุญนี่พาให้แม่พลอยหากินไม่ได้ไปด้วยคือขอทานสมัยนั้น จะแบ่งกันเป็นหลายๆสาย กลุ่มนี้ไปสายนี้ กลุ่มนั้นไปสายนั้น กลุ่มไหนที่แม่เด็กไปด้วยกลุ่มนั้นขอไม่ได้เลย นี่มันเป็นอย่างงั้นนะ ในที่สุดหัวหน้าขอทานก็ บอกว่าน่าจะมีคนกาลกีณีเกิดขึ้นในหมู่ของเรา เพราะแต่ก่อนเคยขอได้ ทำไมตอนนี้ขอไม่ได้ ก็หาไปหามาถึงได้รู้ว่าคือแม่เด็ก ก็ถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ แม่เด็กตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน เพราะตั้งแต่ตั้งท้องมาก็เป็นแบบนี้แล้วหัวหน้าก็ตอบว่าถ้าอย่างนั้นเธอไม่ต้องไปขอทานเพราะจะพาคนอื่นขอไม่ได้ไปด้วย ก็ให้อยู่กับบ้าน ก็อยู่อย่างนั้นจนกระทั้งคลอด พอคลอดออกมาลูกเค้าก็ยังเล็กยังต้องการการดูแล ว่าง่ายๆ แต่พอใครอุ้มเค้าไปด้วยก็ขอทานไม่ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องเอาทิ้งไว้กับบ้าน ทีนี้พอเป็นอย่างนี้ความรักลูกของแม่ก็คอยพะวักพะวง ก็เลี้ยงกันไปจนเด็กอายุ 5-6ขวบ แม่ก็บอกว่าแม่เลี้ยงเจ้าไม่ได้แล้ว ให้ไปหากินเอง เด็กมันเริ่มโตแล้ว ช่วยตัวเองได้แล้ว แม่ก็ปล่อย เอากระเบื้องแตกๆใส่มือแล้วก็ให้ไปหากินเอง คราวนี้หลวงพ่อ(พระราชพรหมยาน)บอกว่าตายจากคนแล้วมาเกิดเป็นคน มันก็มีสภาพเหมือนคนหลับแล้วก็ตื่น พอตื่นมามันยังจำได้ว่าชาติก่อนเคยเป็นอะไรมา ก็เลยเดินไปที่บ้านเก่าเมื่อชาติที่แล้ว พอแม่ไล่ แกก็กลับไปบ้านเก่าแกเลย บ้านเศรษฐีแก ไปถึงก็จะเดินเข้าบ้าน ยามประตูไม่ให้เข้า ตัวแกก็บอกว่าตัวแกน่ะคืออานันทเศรษฐียามประตูก็บอกไม่ใช่ อานันทเศรษฐีตายไปหลายปีแล้ว ยื้อกันอยู่อย่างนั้น พอดีพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาแถวนั้น เห็นยามกับเด็ก 5 ขวบ กำลังทะเลาะกันอยู่
(ยังมีต่อ)
...




 

Create Date : 08 มีนาคม 2560
0 comments
Last Update : 8 มีนาคม 2560 9:17:39 น.
Counter : 254 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


doraeme
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add doraeme's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.