"ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตย่อมไม่มี พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี....." "พระไตรปิฏก เป็นตาที่วิเศษยิ่ง, เป็นหูที่วิเศษยิ่ง, เป็นจมูกที่วิเศษยิ่ง, เป็นลิ้นที่วิเศษยิ่ง, เป็นกายที่วิเศษยิ่ง, เป็นใจที่วิเศษยิ่ง, เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษยิ่ง, เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษยิ่ง, เป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษยิ่ง, เป็นแผนที่และป้ายบอกทางที่วิเศษยิ่ง, เป็นแสงสว่างส่องทางสู่นิพพานที่วิเศษยิ่ง"จากวัดสามแยก
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2557
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
15 มีนาคม 2557
 
All Blogs
 
พูดเรื่องการรับกิจนิมนต์ โดยหลวงปู่เกษม อาจิณณสีโล 11มกราคม 2557



หลวงปู่อธบายความหมายของ บทรัตนสูตร เล่ม39หน้า215

รัตนสูตร ว่าด้วยรัตนอันประณีต

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรัตนสูตรเป็นคาถาว่าดังนี้

หมู่ภูตเหล่าใด อยู่ภาคพื้นดิน หรือเหล่าใดอยู่ภาคพื้นอากาศ มาประชุมกันแล้วในที่นี้ ขอหมู่ภูตทั้งหมด จงมีใจดี และจงฟังสุภาษิตโดยเคารพ เพราะฉะนั้น ขอท่านฟังหมดจงตั้งใจฟัง จงแผ่เมตตาในหมู่ประชาที่เป็นมนุษย์ มนุษย์เหล่าใด ย่อมนำพลีกรรมไปทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จงไม่ประมาท ช่วยรักษามนุษย์เหล่านั้น.

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในในที่นี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ทรัพย์เครื่องปลื้มใจและรัตนะนั้นที่เสมอด้วยพระตถาคตไม่มีเลย แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า.ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.

พระศากยมุนี พระหฤทัยตั้งมั่นทรงบรรลุธรรมใด เป็นที่สิ้นกิเลส ปราศจากราคะ เป็นอมตธรรม ประณีต  สิ่งไรๆ ที่เสมอด้วยธรรมนั้นไม่มี แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม.ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรงสรรเสริญสมาธิอันใดว่าเป็นธรรมอันสะอาด ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวสมาธิอันใดว่าให้ผลโดยลำดับ สมาธิอื่นที่เสมอด้วยสมาธิอันนั้นไม่มี แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม.ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.

บุคคลเหล่าใด ๘ จำพวก ๔ คู่ อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้นเป็นสาวกของพระสุคต ควรแก่ทักษิณาทาน ทานทั้งหลาย ที่เขาถวายในบุคคลเหล่านั้นย่อมมีผลมาก แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.

พระอริยบุคคลเหล่าใด ในศาสนาของพระพุทธโคดม ประกอบดีแล้ว มีใจมั่นคง ปราศจากความอาลัย พระอริยบุคคลเหล่านั้น ถึงพระอรหัตที่ควรถึงหยั่งเข้าสู่พระนิพพาน ได้ความดับกิเลสเปล่าๆ เสวยผลอยู่ แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์.ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.

พระโสดาบันจำพวกใด ทำให้แจ้งอริยสัจ4 ที่พระศาสดาผู้มีปัญญาลึกซึ้งทรงแสดงดีแล้ว ถึงแม้ว่าพระใสดาบันจำพวกนั้น จะเป็นผู้ประมาทอย่างแรงกล้า ท่านก็ไม่ถือเอาภพที่ ๘ แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์.ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.

สักกาายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ สังโยชน์ธรรมเหล่านั้นย่อมเป็นอันพระโสดาบันละได้แล้ว พร้อมกับทัสสนสัมปทา[คือโสดาปัตติมรรค] ที่เดียว อนึ่ง พระโสดาบันเป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง ๔ ไม่อาจที่จะทำอภิฐาน ๖[คืออนันตริยธรรม ๕ กับการเข้ารีต] แน่อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์.ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมี.

ถึงแม้ว่าพระโสดาบันนั้น ยังทำบาปกรรมทางกายวาจาหรือใจไปบ้าง [เพราะความประมาท] ท่านไม่อาจจะปกปิดบาปกรรมนั้นได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสความที่พระโสดาบัน ผู้เห็นบทคือพระนิพพานแล้ว ไม่อาจปกปิดบาปกรรมนั้นไว้แล้ว แม้อันนี้ เป็นรัตนะอัน ประณีตในพระสงฆ์.ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมี.

พุ่มไม้งามในป่า ยอดมีดอกบานสะพรั่งในต้นเดือนคิมหะ แห่งฤดูคิมหันต์(ฤดูร้อน)ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ อันให้ถึงพระนิพพานเพื่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่สัตว์ทั้งหลาย ก็อุปมาฉันนั้นแม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า.ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมี.

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริญ ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐประทานธรรมอันประเสริญ ทรงนำมาซึ่งธรรมอัน ประเสริฐ เป็นผู้ยอดเยี่ยม ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ. แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า.ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมี.

กรรมเก่าของพระอริยบุคคลเหล่าใดสิ้นแล้วกรรมสมภพใหม่ ย่อมไม่มี พระอริยบุคคลเหล่าใด มีจิตอันหน่ายแล้วในภพต่อไป พระอริยบุคคลเหล่านั้น มีพืชสิ้นไปแล้ว มีความพอใจงอกไม่ได้แล้ว เป็นผู้มีปัญญา ย่อมปรินิพพานดับสนิท เหมือนประทีปดวงนี้ฉะนั้น.แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์.ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมี.

ท้าวสักกเทวราชตรัสเสริมเป็นคาถาว่าดังนี้

หมู่ภูตเหล่าใดอยู่ภาคพื้นดิน หรือเหล่าใดอยู่ภาคพื้นอากาศมาประชุมกันในที่นี้ พวกเรานอบน้อมพระตถาคตพุทธะ ผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดี จงมี.

หมู่ภูตเหล่าใดอยู่ภาคพื้นดิน หรือเหล่าใดอยู่ภาคพื้นอากาศมาประชุมกัน แล้วในที่นี้พวกเรานอบน้อมพระตถาคตธรรม อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดี จงมี.

หมู่ภูตเหล่าใด อยู่ภาคพื้นดิน หรือเหล่าใดอยู่ภาคพื้นอากาศ มาประชุมกันแล้วในที่นี้ พวกเรานอบน้อมพระตถาคตสงฆ์ อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดี จงมี.

จบรัตนสูตร

-ในกาลก่อน ท้าวสักกะเทวราชเคารพพระพรหม(สักกปัญหสูตร) เล่ม14หน้า142

 ท้าวสักกะทูลคำนี้แล้ว ได้กราบทูลว่า


ข้าพระองค์มีความดำริอันยังไม่ถึงที่สุดแล้ว ยังมีความสงสัยเคลือบแคลงอยู่ยังท่องเที่ยวไปสู่ทางไกล ยังต้องค้นหาพระตถาคตเจ้าอยู่.ย่อมสำคัญสมณะผู้มีปกติอยู่ในเสนาสนะอันสงัดว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมดังนี้ ย่อมเข้าไปหาสมณะเหล่านั้น ๆ.

พวกสมณะที่ข้าพระองค์ถามแล้วว่าความยินดีเป็นอย่างไร ความยินร้ายเป็นอย่างไร ดังนี้ ย่อมไม่สามารถจะบอกในมรรคและปฏิปทาได้ จึงย้อนถามข้าพระองค์ในกาลนั้นว่า ท่านทำกรรมอะไร จึง
ถึงความเป็นจอมเทพ ดังนี้.

ข้าพระองค์ย่อมแสดงธรรม ตามที่ได้ยินได้ฟังมาแก่สมณะเหล่านั้น สมณะเหล่านั้นมีใจปลาบปลื้ม เพราะเหตุนั้นและพากันคิดว่า เราได้เห็นท้าววาสวะแล้วดังนี้.

ก็ข้าพระองค์ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ยังหมู่ชนให้ข้ามพ้นวิจิกิจฉาในกาลใด กาลนั้น ข้าพระองค์ปราศจากความกลัว เข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันนี้.

ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ขจัดเสียซึ่งลูกศร คือตัณหา ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบ ผู้กล้าหาญผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์.

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ในกาลก่อนข้าพระองค์ทำความนอบน้อมแก่พรหมพร้อมด้วยหมู่เทพ วันนี้ ข้าพระองค์ถวายนมัสการแด่พระองค์ เชิญพวกเราจงทำความนอบน้อมเถิด.


พระองค์เป็นสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเป็นศาสดาอย่างยอดเยี่ยม บุคคลที่จะเปรียบกับพระองค์ในโลกนี้ กับทั้งเทวโลกไม่มีเลย.

ท้าวสักกะเปล่งอุทาน - ได้ธรรมจักษุ


เล่ม35หน้า466อุโปสถสูตร


ภิกษุสงฆ์นี้ก็เป็นเช่นนั้น บริษัทนี้ก็เป็นเช่นนั้น แม้ของน้อยที่เขาให้ในบริษัทเช่นใด ย่อมเป็นของมาก ของมากที่เขาให้ในบริษัทเช่นใด ย่อมเป็นของมากยิ่งกว่า ภิกษุสงฆ์นี้ก็เป็นเช่นนั้น บริษัทนี้ก็เป็นเช่นนั้น การไปเพื่อจะดูบริษัทเช่นใด แม้จะนับด้วยโยชน์ ถึงจะต้องเอาเสบียงทางไปก็ควร ภิกษุสงฆ์นี้ก็เป็นเช่นนั้น ภิกษุสงฆ์นี้เห็นปานนั้น คือ ในภิกษุสงฆ์นี้ ภิกษุทั้งหลายที่ถึงความเป็นเทพก็มี ภิกษุทั้งหลายที่ถึงความเป็นพรหมก็มี ภิกษุทั้งหลายที่ถึงชั้นอาเนญชาก็มี ภิกษุทั้งหลายที่ถึงความเป็นอริยะก็มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุจึงชื่อว่าถึงความเป็นเทพ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯบรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลภิกษุชื่อว่าถึงความเป็นเทพ.

-เมื่อมีนางยักษิณียืนขวางหน้าตถาคต ท่านก็ไม่เสด็จเข้าไป เล่ม36หน้า472

มธุราสูตร ว่าด้วยโทษแห่งนครมธุรา

 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้ มีอยู่ในนครมธุรา ๕ ประการเป็นไฉน คือ
นครมธุรามีพื้นดินไม่ราบเรียบ ๑
มีฝุ่นมาก ๑
มีสุนัขดุ ๑ 
มียักษ์ร้าย ๑ 
หาอาหารได้ยาก ๑


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้แล มีอยู่ในนครมธุรา.

อรรถกถามธุราสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในมธุราสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-

 สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีหมู่ภิกษุแวดล้อมแล้ว เมื่อเสด็จจาริกไปถึงมธุรานครแล้ว จึงปรารภจะเสด็จเข้าไปยังภายในพระนคร.ครั้งนั้น นางยักษิณีคนหนึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิเปลือยกาย เหยียดมือทั้งสองออก แลบลิ้น ยืนขวางหน้าพระทศพล.พระศาสดา ไม่เสด็จเข้าไปภายในพระนครและเสด็จออกจากที่นั้นแล้ว ได้เสด็จไปยังวิหาร.มหาชนถือเอาของกินของบริโภค และเครื่องสักการะบูชาไปวิหาร ได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ เจ้าเป็นประมุข


-ขัดขวางการทำบุญของมารดาตายไปเป็นเปรต เล่ม44หน้า553


โสณะอุบาสกได้ฟังดังนั้น กลับได้ความสลดใจอย่างเหลือล้น.ต่อจากนั้น เมื่อเดินไป พบพวกเปรตเล็ก ๒ ตน มีโลหิตดำไหลออกจากปาก จึงถามเหมือนอย่างนั้นนั่นแล.
ฝ่ายเปรตเหล่านั้น ก็ได้แจ้งกรรมของตน แก่โสณะนั้น.
ได้ยินว่า ในเวลาที่ยังเป็นเด็ก เปรตเหล่านั้นเลี้ยงชีพด้วยการค้า ขายสิ่งของ ในภารุกัจฉนคร เมื่อมารดาของตน นิมนต์พระขีณาสพทั้งหลายให้มาฉัน จึงไปยังเรือนแล้ว ด่าว่า ทำไม แม่จึงให้สิ่งของของพวกเรา แก่พวกสมณะ ขอให้โลหิตดำจงไหลออกจากปากของพวกสมณะผู้บริโภคโภชนะ ที่แม่ให้แล้วเถิด.เพราะกรรมนั้น เด็กเหล่านั้น จึงไหม้ในนรกแล้ว ก็บังเกิดในกำเนิดเปรต ด้วยเศษแห่งวิบากของกรรมนั้น จึงเสวยทุกข์นี้ในกาลนั้น.


เล่ม49หน้า294-300

ข้าพเจ้าได้นิมนต์พระเถระเพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้  ถึงท่านทั้งหลายก็พึงมายังโรงทานของข้าพเจ้า.

ในวันที่ ๒ เวลาเช้าตรู่ เธอให้จัดขาทนียะ และโภชนียะอันประณีต แล้วให้แจ้งเวลา กระทำการต้อนรับพระเถระผู้มาพร้อมกับภิกษุทั้งหลาย ไหว้แล้วมุ่งหน้าให้เข้าไปยังเรือน ลำดับนั้น เมื่อพระเถระและภิกษุทั้งหลายนั่งบนอาสนะที่ลาดด้วยเครื่องลาดอันเป็นกัปปิยะควรค่ามาก ทำการบูชาด้วยของหอม ดอกไม้ และธูป ให้พระเถระและภิกษุเหล่านั้นอิ่มหนำด้วยข้าวน้ำอันประณีต เกิดความเลื่อมใสกระทำอัญชลีฟังอนุโมทนา เมื่อพระเถระกระทำ อนุโมทนาภัตรเสร็จแล้วไปอยู่ จึงถือบาตรตามส่ง ออกจากนครแล้วเมื่อจะกลับ วิงวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายพึงเข้ามายังเรือนของข้าพเจ้าเป็นนิตย์ รู้ว่าพระเถระรับแล้วจึงกลับ.
เธออุปัฏฐากพระเถระอยู่อย่างนี้ ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว และได้สร้างวิหารถวาย ทั้งกระทำให้ญาติของตนทั้งหมดเลื่อมใสในพระศาสนา.

ฝ่ายมารดาของเธอมีจิตถูกมลทินคือ ความตระหนี่กลุ้มรุ่ม จึงได้บริภาษอย่างนี้ว่า เมื่อเรายังต้องการ เจ้าให้สิ่งไรแก่พวกสมณะสิ่งนั้นจงสำเร็จเป็นโลหิตแก่เจ้าในปรโลก.แต่นางอนุญาตกำหาง นกยูงกำหนึ่งที่ให้ในวันฉลองวิหาร นางทำกาละแล้วเกิดในกำเนิดเปรต แต่เพราะนางอนุโมทนาทานด้วยกำหางนกยูง นางจึงมีผม ดำสนิท มีปลายตวัดขึ้น ละเอียด และยาว.ในคราวที่นางลงแม่น้ำคงคาด้วยคิดว่าจักดื่มน้ำนั้น แม่น้ำคงคาเต็มไปด้วยเลือด นางถูกความหิวกระหายครอบงำเที่ยวไปสิ้น ๕๕ ปี วันหนึ่ง ได้เห็น พระกังขาเรวตเถระนั่งพักกลางวัน ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา จึงเอาผมของตนปิดตัวเข้าไปหา ข้อน้ำดื่ม ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า :-

นางเปรตมีผิวพรรณน่าเกลียดน่ากลัว
มีผมยาวห้อยลงมาจดพื้นดิน คลุมตัวด้วยผม เข้า
ไปหาภิกษุผู้อยู่ในที่พักกลางวัน.ซึ่งนั่งอยู่ริมฝั่ง
แม่น้ำคงคา ได้กล่าวกะภิกษุนี้ว่า.


นางเปรตนั้นเข้าไปหาพระเถระแล้ว เมื่อจะขอน้ำดื่ม จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันตั้งแต่ตายจากมนุษยโลกมา  
ยังไม่ได้บริโภคข้าวหรือดื่มน้ำเลย ตลอดเวลา ๕๕
แล้ว ขอท่านจงให้น้ำดื่มแก่ดิฉันผู้กระหายน้ำด้วยเถิด.


พระเถระกล่าวว่า :-
แม่น้ำคงคานี้มีน้ำเย็นใสสะอาด ไหลมา
จากภูเขาหิมพานต์ ท่านจงตักเอาน้ำจากแม่น้ำ
คงคานั้นดื่มเถิด จะมาขอน้ำดื่มกะเราทำไม.

นางเปรตกล่าวว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าดิฉันตักน้ำในแม่น้ำ
คงคานี้เองไซร้ น้ำนั้นย่อมกลับกลายเป็นโลหิต
ปรากฏแก่ดิฉัน เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงขอน้ำดื่มกะท่าน.


พระเถระถามว่า :-
ท่านได้กระทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา หรือใจ  
น้ำในแม่น้ำคงคาจึงกลายเป็นโลหิตปรากฏแก่ท่าน.


นางเปรตตอบว่า  :-
ดิฉันมีบุตรคนหนึ่งชื่ออุตตระ เป็นอุบาสกมีศรัทธา 
เขาได้ถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่งและคิลานปัจจัย 
แก่พระสมณะทั้งหลาย ด้วยความไม่พอใจของดิฉัน 
ดิฉันถูกความตระหนี่ ครอบงำแล้ว ด่าเขาว่า เจ้าอุตตระ
เจ้าถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง และคิลานปัจจัย
แก่สมณะทั้งหลาย ด้วยความไม่พอใจของเรานั้น
จงกลายเป็นเลือดปรากฏแก่เจ้าในปรโลก เพราะ
วิบากแห่งกรรมนั้น น้ำในแม่น้ำคงคาจึงกลายเป็นโลหิตปรากฏแก่ดิฉัน.


ลำดับนั้น ท่านพระเรวตะ ได้ถวายน้ำดื่มแก่ภิกษุสงฆ์ อุทิศนางเปรตนั้น เที่ยวไปบิณฑบาต รับภัตต์แล้ว ได้ถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย ถือเอาผ้าบังสุกุล จากกองหยากเยื่อเป็นต้น ซักแล้วทำให้เป็นฟูกและหมอน ถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย,ด้วยเหตุนั้น นางเปรตนั้น จึงได้ทิพยสมบัติ.นางไปยังสำนักพระเถระ แสดงทิพยสมบัติที่ตนได้แก่พระเถระ พระเถระประกาศประวัตินั้นแก่บริษัท ๔ ผู้มายังสำนักตน แล้วแสดงธรรมกถา ด้วยเหตุนั้น มหาชนจึงเกิดความสังเวช เป็นผู้ปราศจากความตระหนี่ อันเป็นมลทิน ยินดียิ่งในกุศลธรรม มีทานและศีลเป็นต้น.ก็เปตวัตถุนี้ พึงเห็นว่า ท่านยกขึ้นสู่สังคายนา ในทุติยสังคีติ.


-ได้ใส่บาตรพระออกนิโรธ แต่ก็ตายในวันนั้น(เรื่องนางลาชเทวธิดา)เล่ม42หน้า11

หญิงถวายข้าวตอกแก่พระมหากัสสป

ความพิสดารว่า ท่านพระมหากัสสปอยู่ที่ปิปผลิคูหาเข้าฌาณแล้วออกในวันที่ ๗ ตรวจดูที่เที่ยวไปเพื่อภิกษาด้วยทิพยจักษุ เห็นหญิงรักษานาข้าวสาลีคนหนึ่ง เด็ดรวงข้าวสาลีทำข้าวตอกอยู่ พิจารณาว่า
"หญิงนี้มีศรัทธาหรือไม่หนอ" รู้ว่า "มีศรัทธา" ใคร่ครวญว่า "เธอจักอาจ เพื่อทำการสงเคราะห์แก่เราหรือไม่หนอ?" รู้ว่า "กุลธิดาเป็นหญิงแกล้วกล้า จักทำการสงเคราะห์เรา,ก็แลครั้นทำแล้ว จักได้สมบัติเป็นอันมาก" จึงครองจีวรถือบาตร ได้ยืนอยู่ที่ใกล้นาข้าวสาลี.กุลธิดาพอเห็นพระเถระก็มีจิตเลื่อมใส มีสระรีอันปีติ ๕ อย่างถูกต้องแล้ว กล่าวว่า นิมนต์หยุดก่อน เจ้าข้า " ถือข้าวตอกไปโดยเร็ว เกลี่ยลงในบาตรของพระเถระแล้ว ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้ทำความปรารถนาว่า " ท่านเจ้าข้า ขอดิฉันพึงเป็นผู้มีสวนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้ว.
"

จิตเลื่อมใสในทานไปเกิดในสวรรค์

พระเถระได้ทำอนุโมทนาว่า "ความปรารถนาอย่างนั้น จงสำเร็จ."ฝ่ายนางไหว้พระเถระแล้ว พลางนึกถึงทานที่ตนถวายแล้วกลับไป.ก็ในหนทางที่นางเดินไป บนคันนา มีงูพิษร้ายนอนอยู่ในรูแห่งหนึ่ง งูไม่อาจขบกัดแข้งพระเถระอันปกปิดด้วยผ้ากาสายะได้.นางพลางระลึกถึงทานกลับไปถึงที่นั้น.งูเลื้อยออกจากรู กัดนางให้ล้มลง ณ ที่นั้นเองนางมีจิตเลื่อมใส ทำกาละแล้ว ไปเกิดในวิมานทองประมาณ ๓๐ โยชน์ในภพดาวดึงส์ มีอัตภาพประมาณ ๓ คาวุต ประดับเครื่องอลังการทุกอย่าง เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น.

-พ่อค้าทำบุญ แล้วส่งบุญไปให้รุกเทวดาผู้มีคุณ(อ.มหาวาณิชชาดก)เล่ม60หน้า487-488

อรรถกถามหาวาณิชชาดก

เรื่องมีว่า พ่อค้าเหล่านั้นเมื่อจะไปค้าขาย ถวายมหาทานแด่พระศาสดาดำรงมั่นในสรณะและศีล กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกข้าพระองค์จักไม่มีโรคกลับมาได้ จักขอบังคมพระบาทยุคลของพระองค์อีกพระเจ้าข้า ออกเดินทางไปกับเกวียน ๕๐๐ เล่ม ถึงแดนกันดาร กำหนดหนทางไม่ได้ เลยพากันหลงทางท่องเที่ยวไปในป่า ขาดน้ำขาดอาหาร เห็นต้นไทรซึ่งนาคยึดครองต้นหนึ่ง ก็ชวนกันปลดเกวียน นั่งที่โคนต้น.พวกนั้นเห็นไทรใบเขียวชอุ่ม ประหนึ่งตะไคร้น้ำ กิ่งไทรเล่าก็เป็นเหมือนอิ่มด้วยน้ำ จึงคิดกันว่าในต้นไม้นี้ ปรากฏเหมือนมีน้ำเอิบอาบ พวกเราตัดกิ่งตะวันออกของต้นไม้นี้เถอะเพื่อจะหลั่งน้ำดื่มให้ได้ ครั้นแล้วคนหนึ่งก็ขึ้นสู่ต้นไม้ตัดกิ่งขาด.ท่อน้ำขนาดลำตาลไหลพรั่ง พวกนั้นพากันอาบพากันดื่ม ณ ที่นั้น แล้วพากันตัดกิ่งทางใต้.โภชนะมีรสเลิศต่างๆ พรั่งพรูออกจากนั้น พากันบริโภค แล้วตัดกิ่งตะวันตก.เหล่าสตรีผู้ตกแต่งร่างกายแล้ว พากันออกมาจากกิ่งนั้น พากันอภิรมย์กับหมู่สตรีนั้น แล้วตัดกิ่งทางเหนือ. แก้ว ๗ ประการหลั่งไหลออกจากกิ่งนั้น พากันเก็บแก้วเหล่านั้นบรรทุกเต็มเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่ม กลับมาสู่พระนครสาวัตถี  เก็บงำทรัพย์แล้ว ชวนกันถือของหอมและมาลาเป็นต้น ไปสู่พระมหาวิหารเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดาบูชาแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งฟังธรรมกถาแล้ว ทูลนิมนต์ถวายมหาทานในวันรุ่งขึ้น พากันให้ส่วนบุญว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พวกข้าพระองค์ขอให้ส่วนบุญในทานครั้งนี้  แก่รุกขเทวดาผู้ให้ทรัพย์แก่พวกข้าพระองค์พระเจ้าข้า.พระศาสดาทรงฉันเสร็จ ตรัสถามว่า พวกเธอให้ส่วนบุญแก่รุกขเทวดาองค์ไหน.พวกพ่อค้าพากันกราบทูลเหตุที่พวกตนได้ทรัพย์ ในต้นไทรแด่พระตถาคต. พระศาสดาตรัสว่า พวกเธอมิได้ลุอำนาจตัณหา  เพราะเป็นผู้รู้จักประมาณดอกนะจึงได้ทรัพย์ แต่ในครั้งก่อนพวกที่ลุอำนาจตัณหา เพราะไม่รู้จักประมาณ พากันละทิ้งเสียทั้งทรัพย์และชีวิต พ่อค้าเหล่านั้นพากันกราบทูลอาราธนาทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล ทางกันดารนั้นเอง ต้นไทรก็ต้นนั้นแหละ แต่เมืองเป็นพระนครพาราณสี พ่อค้าพ่อค้าหลงทางพบต้นไทรนั้นเหมือนกัน.พระศาสดาตรัสรู้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงข้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาทั้งหลายว่า

พวกพ่อค้าพากันมาจากรัฐต่างๆ กระทำการประชุมฉันในเมืองพาราณสี ตั้งพ่อค้าคนหนึ่งให้เป็นหัวหน้า แล้วพากันขนเอาทรัพย์กลับไป พ่อค้าเหล่านั้นมาถึงแดนกันดาร ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ได้เห็นต้น ไทรใหญ่ มีร่มเงาเย็นสบาย น่ารื่นรมย์ใจ ก็พากันไปนั่งพักที่ร่มต้นไทรนั้น พ่อค้าทั้งหลายเป็นคนโง่เขลาถูกโมหะครอบงำ คิดร่วมกันว่า ไม้ต้นนี้บางทีจะมีน้ำไหลซึมอยู่ เชิญพวกเราเหล่าพ่อค้ามาช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศตะวันออกแห่งต้นไม้นั้นดูทีเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออกน้ำใสไม่ขุ่นมัวไหลออกมา พ่อค้าเหล่านั้นก็พากันอาบและดื่ม ที่สายน้ำนั้นจนสมปรารถนาพ่อค้าทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมทะครอบงำ 

ร่วมคิดกันเป็นครั้งที่ ๒ ว่า
ขอให้พวกเราด้วยกันตัดกิ่ง ข้างทิศใต้แห่งต้นไม้นั้นอีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก ข้าวสาลี เนื้อสุก ขนมถั่ว ซึ่งมีสีเหมือนข้าวปราศจากน้ำแกงอ่อม ปลาดุก ก็ไหลออกมามากมาย พ่อค้าเหล่านั้นพากันบริโภคเคี้ยวกินจนสมปรารถนา พ่อค้าทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ  

ร่วมคิดเป็นครั้งที่ ๓ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศตะวันตกแห่งต้นไม้นั้นอีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก เหล่านี้นารีแต่งตัวงามสมส่วน  มีผ้าและเครื่องอาภรณ์อันวิจิตร ใส่ต่างหูแก้วมณี พากันออกมา นารีทั้งหลายต่างแยกกันบำเรอพ่อค้าคนละนาง นารี ๒๕ นางต่างก็แวดล้อมพ่อค้าผู้เป็นหัวหน้าอยู่โดยรอบ  ที่ร่มแห่งต้นไทรนั้น พ่อค้าเหล่านั้น แวดล้อมด้วยนารีเหล่านั้นจนสมปรารถนาพ่อค้าทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ

ร่วมคิดเป็นครั้งที่ ๔ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศเหนือ แห่งต้นไม้อีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออกแก้วมุกดา แล้วไพฑูรย์ เงิน ทอง เครื่องประดับเครื่องปูลาด ผ้ากาสิกพัสตร์และผ้ากัมพล ชื่ออุทธิยะก็พรั่งพรูออกมาเป็นอันมาก พ่อค้าเหล่านั้นพากันขนบรรทุกใส่ในเกวียนเหล่านั้นจนสมปรารถนา พ่อค้าเหล่านั้น  เป็นคนโง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ 

ร่วมคิดกันเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดโคนต้นไม้นั้นเสียทีเดียว บางทีจะได้ของมากไปกว่านี้อีก ทันใดนั้นนายกองเกวียนจึงลุกขึ้น ประคองอัญชลีร้องขอว่าดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย ต้นไทรทำผิดอะไรหรือ(จึงพากันทำร้าย)ขอให้ท่านจงมีความเจริญเถิด ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย กิ่งทางทิศตะวันออกก็ให้น้ำ กิ่งทางทิศใต้ก็ให้ข้าวและน้ำ กิ่งทางทิศตะวันตกก็ให้นารีกิ่งทางทิศเหนือก็ให้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ต้นไทรทำผิดอะไรหรือ(จึงพากันจะทำร้าย)ขอให้ท่านจงมีความเจริญเถิด  บุคคลพึงนั่งหรือนอน ที่ร่มเงาแห่งต้นไม้ใด ก็ไม่ควรหักรานก้านแห่งต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม แต่พ่อค้าเหล่านั้นมากด้วยกัน ไม่เชื่อถือคำของนายกองเกวียนผู้เดียวต่างก็ถือขวานที่ลับแล้ว พากันเข้าไปหมายจะตัดต้นไทรนั้นที่โคน
.


=> ที่มา : วัดป่าสามแยก ศึกษาพระธรรมวินัย เบิกบุญ โอนบุญ อกหัก โดนของ ธรรมะ ธรรมทาน คลายเครียด เจริญรุ่งเรือง http://www.samyaek.com/index.php

=> หัวข้อพระไตรปิฏก ที่ทางวัดสามแยกคัดเอาหัวข้อย่อๆ ให้ดาวโหลดขึ้นมาไว้ เพื่ออ่านเทียบเคียงพระไตรปิฎกทั้ง 91 เล่ม (พระวัดสามแยกยกหัวข้อสำคัญเพื่อเป็นแนวทางอ่านพระไตรปิฏกทั้ง91เล่ม)
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=3230.msg19459#msg19459

=> ศึกษาพระไตรปิฏกและอรรถกถาแปลชุด91เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย http://www.thepalicanon.com/palicanon/





Create Date : 15 มีนาคม 2557
Last Update : 19 มีนาคม 2557 1:43:44 น. 1 comments
Counter : 475 Pageviews.

 
วันนี้วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม 2557 เวลาประเทศไทย 20.58 น. มีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก เทศน์โดยหลวงปู่เกษม อาจิณณสีโล จากสำนักสงฆ์ป่าสามแยก

ดูได้ที่
=>http://www.samyaek.com

=> หรือ สามารถดูทางช่องสำรอง: http://live.samyaek.com/

=> หรือ http://new.livestream.com/samyaek/samyaek

=> หรือ
http://www.login.in.th/flashstreaming/flash_url/watsamyaek/425/350.html


โดย: Budratsa วันที่: 15 มีนาคม 2557 เวลา:20:58:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Budratsa
Location :
พิจิตร Switzerland

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆคนค่ะ
"ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์ (พุทธพจน์) มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา" เล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๓๒๐
Friends' blogs
[Add Budratsa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.