"ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตย่อมไม่มี พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี....." "พระไตรปิฏก เป็นตาที่วิเศษยิ่ง, เป็นหูที่วิเศษยิ่ง, เป็นจมูกที่วิเศษยิ่ง, เป็นลิ้นที่วิเศษยิ่ง, เป็นกายที่วิเศษยิ่ง, เป็นใจที่วิเศษยิ่ง, เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษยิ่ง, เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษยิ่ง, เป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษยิ่ง, เป็นแผนที่และป้ายบอกทางที่วิเศษยิ่ง, เป็นแสงสว่างส่องทางสู่นิพพานที่วิเศษยิ่ง"จากวัดสามแยก
Group Blog
 
<<
เมษายน 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
4 เมษายน 2555
 
All Blogs
 
หลวงปู่เกษม แสดงธรรม รักษาโรคผีสิงด้วยการสวดพระปริตร 12 ก.พ.2554

บรรดาพุทธบริษัทที่ถูกผีสิง,หรือถูกพวกอมนุษย์ทั้งหลายก่อกวนให้ได้รับความเดือดร้อน สามารถรักษาได้ด้วยการสวดพระปริตรตามวิธีการของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้

เนื้อหาบางส่วนจากการแสดงธรรมชุดนี้
1.พระปริตรเพื่อความสุขสำราญของพุทธบริษัท
2."รัตนสูตร" ว่าด้วยพระรัตนตรัย คือ แก้วอันประณีต
3."อาฏานาฏิยสูตร" ว่าด้วยวิธีป้องกันอมนุษย์
4.ติดต่อแจ้งเรื่องไปหาเหล่ายักษ์ผู้มีอำนาจและเป็นยักษ์ที่ดี
5.โรคที่รักษาได้ยากคือโรคผีสิง
ฯลฯ



บทสวดประกาศพระปริตร รวม 4 สูตร(รัตนสูตร เมตตสูตร อหิสูตร อาฏานาฏิยสูตร) 

บทสวดประกาศพระปริตร ผู้ที่ฟังเทศน์แล้ว ต้องการสวดพระปริตรเพื่อให้ตนเองหรือคนที่ตนเองรักใคร่ผูกพันอยู่สุขสำราญ ปลอดโปร่งจากพวกอมนุษย์ที่ไม่หวังดี (สำคัญมากผู้สวดต้องถือพุทธ ธรรม สงฆ์ ให้ถูกต้อง ให้มีเมตตาไว้เบื้องหน้า) http://www.samyaek.com/fileload/samyaek/prarit%207.pdf

วัดป่าสามแยก ศึกษาพระธรรมวินัย เบิกบุญ โอนบุญ อกหัก โดนของ ธรรมะ ธรรมทาน คลายเครียด เจริญรุ่งเรือง http://www.samyaek.com/




Create Date : 04 เมษายน 2555
Last Update : 7 เมษายน 2556 18:41:41 น. 5 comments
Counter : 996 Pageviews.

 
1.รัตนสูตร - ว่าด้วยความสวัสดีมีด้วยพุทธ ธรรม สงฆ์
ขอนอบน้อมแด่พระผู้จำแนกธรรมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น (3รอบ)
ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในที่นี้ก็ดี, หรือเทวดาภาคพื้นเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี,หมู่ภูตทั้งปวงจงเป็นผู้มีใจดีและจงฟังภาษิตโดยเคารพ, ดูก่อนภูตทั้งปวงเพราะเหตุนั้นท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟัง, จงแผ่เมตตาไปในหมู่มนุษย์,มนุษย์เหล่าใดทำการพลีเพื่อท่าน, ทั้งกลางวันกลางคืน,เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท, จงรักษามนุษย์เหล่านั้น,
-“ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น, หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์, ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตย่อมไม่มี, พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี“,
-“พระศากยะผู้สงบผู้มีพระหฤทัยดำรงมั่น, ได้บรรลุธรรมใดอันเป็นที่สิ้นกิเลสเป็นที่สำรอกกิเลส, เป็นอมตธรรมเป็นธรรมประณีต, ธรรมชาติอะไรๆอันเสมอด้วยพระธรรมนั้นย่อมไม่มี,พระธรรมแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต,ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี”
-“พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด,ทรงสรรเสริญ แล้วซึ่งสมาธิใด ว่าเป็นธรรมอันสะอาด,ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวสมาธิใดว่าให้ผลโดยลำดับ, สมาธิอื่นเสมอด้วยสมาธินั้นย่อมไม่มี, พระธรรมแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี“,
-บุคคล ๘ จำพวก ๔ คู่, อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว, บุคคลเหล่านั้นควรแก่ของทำบุญ,เป็นสาวกของพระสุคตเจ้า, ทานที่บุคคลถวายแล้วในท่านเหล่านั้นย่อมมีผลมาก, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี,
-พระอริยบุคคลเหล่าใดในศาสนาของพระพุทธโคดม, ประกอบด้วยดีแล้วมีใจมั่นคงเป็นผู้ไม่มีความห่วงใย, พระอริยบุคคลเหล่านั้นบรรลุ อรหัตตผลที่ควรบรรลุ, หยั่งลงสู่ความดับนิรันดร,ได้ซึ่งความดับกิเลสโดยเปล่าๆเสวยผลอยู่, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี,
-เสาเขื่อนที่ฝังลงดินไม่หวั่นไหวเพราะลมทั้งสี่ทิศฉันใด, ผู้ใดพิจารณาเห็นอริยสัจทั้งหลาย, เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นสัตบุรุษผู้ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม๓ฉันนั้น, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี,
-พระโสดาบันเหล่าใด, ทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจทั้งหลาย, อันพระศาสดาทรงแสดงดีแล้วด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง, พระโสดาบันเหล่านั้น, ยังเป็นผู้ประมาทอย่างแรงกล้าก็จริงอยู่, ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ยึดถือเอาภพที่ ๘, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี,
-ความเห็นว่าเป็นตัวตนและความลังเลสงสัย, หรือแม้ความยึดถือว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นด้วยศีล,และวัตรอันใดอันหนึ่ง มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นอันพระโสดาบันนั้นละได้แล้ว, พร้อมด้วยความถึงพร้อมแห่งการเห็นความดับทีเดียว, อนึ่งพระโสดาบันเป็น ผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง๔, และไม่อาจเพื่อจะกระทำความผิดสถานหนักทั้ง๖, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี,
-พระโสดาบันนั้น, ยังทำบาปกรรมด้วยกายด้วยวาจาหรือด้วยใจก็จริง, ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ควรเพื่อจะปกปิดบาปกรรมนั้น, ความที่บุคคลเห็นทางแห่งความดับแล้ว, เป็นผู้ไม่ปกปิดบาปนั้นเลย, พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
-พุ่มไม้ในป่ามียอดอันบานแล้ว, ในเดือนต้นแห่งฤดูร้อนฉันใด,พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐยิ่ง, เป็นเครื่องให้ถึงความดับ, เพื่อประโยชน์เกื้อกูลฉันนั้น, พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
-พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ, ทรงทราบธรรมอันประเสริฐ, ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ, ทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ, ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ, ไม่มีผู้ยิ่งไปกว่า, พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี,
-พระอริยบุคคลเหล่าใด, มีกรรมเก่าสิ้นแล้ว, ไม่มีกรรมใหม่ที่จะเกิดต่อไป, เป็นผู้มีจิตอันหน่ายแล้วในการเกิด, พระอริยบุคคลเหล่านั้น, มีความทะยานอยากอันสิ้นแล้ว มีความพอใจไม่งอกงามแล้ว, เป็นผู้มีปัญญา, ย่อมดับไปเหมือนประทีปที่ดับฉันนั้น, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี,

ท้าวสักกเทวราช ตรัสเสริมว่าดังนี้ ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในที่นี้ก็ดี, หรือเทวดาภาคพื้นเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี, เราทั้งหลายจงนมัสการพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่, ผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว, ขอความสวัสดีจงมี,
ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในที่นี้ก็ดี, หรือเทวดาภาคพื้นเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี, เราทั้งหลายจงนมัสการพระธรรมของพระพุทธเจ้า, อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว, ขอความสวัสดีจงมี,
ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในที่นี้ก็ดี, หรือเทวดาภาคพื้นเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี, เราทั้งหลายจงนมัสการพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า, ผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว, ขอความสวัสดีจงมี, จบรตนสูตร



โดย: Budratsa วันที่: 4 เมษายน 2555 เวลา:17:25:23 น.  

 
2.เมตตสูตร - ว่าด้วยการแผ่เมตตาในสัตว์ทั้งปวง
การงานใด, อันพระอริยะทำแล้วบรรลุผลอันสงบ, การงานนั้น, อันกุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์พึงกระทำ, กุลบุตรนั้น, พึงเป็นผู้อาจหาญซื่อตรงและตรงด้วยดี, พึงเป็นผู้ว่าง่ายอ่อนโยนไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่น, พึงเป็นผู้สันโดษเลี้ยงง่าย, เป็นผู้มีการงานน้อย ประพฤติเบากายเบาใจ, พึงเป็นผู้มีกายใจสงบมีปัญญารักษาตัว, เป็นผู้ไม่คะนองไม่ติดในสกุลทั้งหลาย, ท่านผู้รู้ทั้งหลาย, ติเตียนชนเหล่าอื่นได้ด้วยการทำความลามกอันใด, ก็ไม่พึงทำความลามกอันนั้น, พึงแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งปวง, จงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม, มีตนถึงความสุขเถิด, สัตว์มีชีวิตทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่, ยังเป็นผู้สะดุ้ง มีความทะยานอยาก, หรือเป็นผู้มั่นคง ไม่มีความทะยานอยาก, สัตว์ทั้งหมดนั้น, เหล่าใดยาว หรือสั้น,ปานกลางหรือใหญ่, ผอมหรืออ้วน, เหล่าใดที่เราเห็นแล้วหรือมิได้เห็น, เหล่าใดอยู่ในที่ไกลหรือที่ใกล้, ที่เกิดแล้วหรือที่แสวงหาภพเกิด, ขอสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น, จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด, สัตว์อื่นไม่พึงข่มเหงสัตว์อื่น, ไม่พึงดูหมิ่นอะไรๆ เขา ไม่ว่าในที่ใดๆ เลย, ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน, เพราะ ความกริ้วโกรธและความแค้นเคือง, มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน, ยอมพลีชีวิต เพื่อลูกได้ฉันใด, พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณ ในสัตว์ทั้งปวงแม้ฉันนั้น, พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณในโลกทั้งปวง,ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง, เป็นธรรมอันไม่คับแค้น ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู, ผู้เจริญเมตตา,จะยืนเดินนั่งนอนก็ตาม, เมื่อนอนยังไม่หลับเพียงใด, ก็พึงตั้งสติแผ่เมตตาไว้เพียงนั้น,ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า, เป็นการอยู่อย่างประเสริฐ ในพระศาสนานี้, ผู้มีเมตตาไม่เข้าถึงความเห็นผิดเป็นผู้มีศีล, เห็นพร้อมแล้วซึ่งทางแห่งความดับด้วยปัญญาอันชอบ, นำความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออกไปได้แล้ว, ก็ย่อม ไม่เข้าถึงการเกิดในครรภ์อีกโดยแท้, จบเมตตสูตร




โดย: Budratsa วันที่: 4 เมษายน 2555 เวลา:17:27:00 น.  

 
3.อหิสูตร - ว่าด้วยการแผ่เมตตาไปถึงตระกูลพระยางู
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับงูตระกูลวิรูปักขะทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับงูตระกูลเอราปถะทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับงูตระกูลฉัพยาปุตตะทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับงูตระกูลกัณหาโคตมกะทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ไม่มีเท้าทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ ๔ เท้าทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์มีเท้ามากทั้งหลาย,
ขอสัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียดเบียนเรา, สัตว์ ๒ เท้าก็อย่าเบียดเบียนเรา,
สัตว์ ๔ เท้าก็อย่าเบียดเบียนเรา, สัตว์มีเท้ามากก็อย่าเบียดเบียนเรา,
ขอสัตว์ทั้งปวงผู้มีลมหายใจและผู้เกิดแล้วทั้งหมดทั้งสิ้น, จงประสบแต่ความเจริญเถิด,
อย่าได้รับโทษลามกอะไรๆเลย, พระพุทธเจ้าทรงพระคุณสุดที่จะประมาณ,
พระธรรมทรงพระคุณสุดที่จะประมาณ, พระสงฆ์ทรงพระคุณสุดที่จะประมาณ,
สัตว์เลื้อยคลาน ทั้งหลายมีประมาณ, คือ งู แมลงป่อง ตะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแกและหนู,
การรักษาเราได้ทำแล้ว, การป้องกันเราได้ทำแล้ว, ขอสัตว์ทั้งหลายจงหลีกไป,
ข้าพเจ้านอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, นอบน้อมแด่พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์,
จบอหิสูตร


โดย: Budratsa วันที่: 4 เมษายน 2555 เวลา:17:27:32 น.  

 
4. อาฏานาฏิยสูตร เริ่มสวดจากตรงนี้
ขอนอบน้อมแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า, ผู้มีตาอันประเสริฐ มีพระสิริ,
ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธเจ้า, ผู้ทรงอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั่วหน้า,
ขอนอบน้อมแด่พระเวสสภูพุทธเจ้า, ผู้มีความเพียร ชำระกิเลส,
ขอนอบน้อมแด่พระกกุสันธพุทธเจ้า, ผู้ทรงย่ำยีมารและกองทัพมาร,
ขอนอบน้อมแด่พระโกนาคมนพุทธเจ้า, ผู้ลอยบาปแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์,
ขอนอบน้อมแด่พระกัสสปพุทธเจ้า, ผู้พ้นพิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง,
ขอนอบน้อมแด่พระอังคีรสพุทธเจ้า, ผู้ศากยบุตร ผู้มีพระสิริ,
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ได้ทรงแสดงธรรมอันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง,
อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่าใดผู้ดับแล้วในโลก, ทรงเห็นแจ้งแล้วตามความเป็นจริง,
พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ส่อเสียด, เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความตื่นกลัว,
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, นอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์ใด, ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์, ทรงเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, ทรงถึงพร้อมด้วยความประพฤติและความรู้แจ้ง,
เป็นผู้ยิ่งใหญ่ปราศจากความตื่นกลัว, (ถ้าสวดย่อให้ถึงแค่วรรคนี้)
พระอาทิตย์มีขอบเขตใหญ่ขึ้นแต่ทิศใด, เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น กลางคืนก็หายไป,
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นย่อมเรียกว่ากลางวัน, แม้ห้วงน้ำในที่พระอาทิตย์ขึ้นนั้น,
เป็นสมุทรลึกมีน้ำแผ่เต็มไป, ชนทั้งหลายย่อมรู้จักห้วงน้ำในที่นั้นอย่างนี้ว่า, สมุทรมีน้ำแผ่เต็มไป,
ทิศนี้มหาชนเรียกกันว่าทิศตะวันออก, ที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกคนธรรพ์, ทรงพระนามว่าท้าวธตรัฏฐ์, อันพวกคนธรรพ์แวดล้อมแล้ว, ทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำขับร้อง, ทรงคุ้มครองอย่างดีอยู่, ข้าพระพุทธเจ้าได้ยินมาว่า, โอรสของท้าวเธอมีมากองค์, มีพระนามเดียวกันทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์, มีพระนามว่าอินทะ, ทรงมีกำลังมาก, ทั้งท้าวธตรัฏฐ์และพระโอรสเหล่านั้น, ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว, ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์, พากันถวายบังคมแต่ที่ไกล, แด่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่, ปราศจากความตื่นกลัว,ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษผู้ยอดเยี่ยม, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ข้าแต่พระอุดมบุรุษ, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชน, ด้วยการหยั่งรู้อันฉลาด, แม้พวกชาวทิพย์ก็ถวายบังคมพระองค์, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ได้ยินมาอย่างนั้นเนืองๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า, พวกท่านถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะหรือ, พวกเขาพากันตอบว่า, ถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะ, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ขอถวายบังคมพระพุทธโคดม, ผู้ถึงพร้อมด้วยความประพฤติและความรู้แจ้ง, ชนทั้งหลายผู้กล่าวส่อเสียด, ผู้กัดเนื้อข้างหลัง, ทำการฆ่าสัตว์, หยาบช้า เป็นโจร, เป็นคนตลบตะแลง, ตายแล้วชนทั้งหลายพากันกล่าวว่า, จงนำออกไปโดยทิศใด,
ทิศนั้น มหาชนเรียกกันว่าทิศใต้, ที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกกุมภัณฑ์, ทรงพระนามว่าท้าววิรุฬหะ, อันพวกกุมภัณฑ์แวดล้อมแล้ว, ทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำขับร้อง, ทรงคุ้มครองอย่างดีอยู่, ข้าพระพุทธเจ้าได้ยินมาว่า, โอรสของท้าวเธอมีมากองค์, มีพระนามเดียวกันทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์, มีพระนามว่าอินทะ, ทรงมีกำลังมาก, ทั้งท้าววิรุฬหะและพระโอรสเหล่านั้น, ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เบิกบานแล้ว, ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์, พากันถวายบังคมแต่ที่ไกล, แด่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่, ปราศจากความตื่นกลัว. ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษผู้ยอดเยี่ยม, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ข้าแต่พระอุดมบุรุษ, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยการหยั่งรู้อันฉลาด, แม้พวกชาวทิพย์ก็ถวายบังคมพระองค์, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ได้ยินมาอย่างนั้นเนืองๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า, พวกท่านถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะหรือ, พวกเขาพากันตอบว่า, ถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะ, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ขอถวายบังคมพระพุทธโคดม, ผู้ถึงพร้อมด้วยความประพฤติและความรู้แจ้ง, พระอาทิตย์มีขอบเขตใหญ่ตกในทิศใด, และเมื่อพระอาทิตย์ตกกลางวันก็ดับไป, ครั้นพระอาทิตย์ตกแล้วย่อมเรียกกันว่ากลางคืน, แม้ห้วงน้ำในที่พระอาทิตย์ตกแล้ว, เป็นสมุทรลึกมีน้ำแผ่เต็มไป, ชนทั้งหลายย่อมรู้จักห้วงน้ำในที่นั้นอย่างนี้ว่า, สมุทรมีน้ำแผ่เต็มไป,
ทิศนี้มหาชนเรียกกันว่าทิศตะวันตก, ที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกนาค, ทรงพระนามว่าท้าววิรูปักษ์, อันพวกนาคแวดล้อมแล้ว, ทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำขับร้อง, ทรงคุ้มครองอย่างดีอยู่, ข้าพระพุทธเจ้าได้ยินมาว่า, โอรสของท้าวเธอมีมากองค์, มีพระนามเดียวกันทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์, มีพระนามว่าอินทะ, ทรงมีกำลังมาก,
ทั้งท้าววิรูปักษ์และพระโอรสเหล่านั้น, ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว, ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์, พากันถวายบังคมแต่ที่ไกล, แด่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่, ปราศจากความตื่นกลัว, ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษผู้ยอดเยี่ยม, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ข้าแต่พระอุดมบุรุษ, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยการหยั่งรู้อันฉลาด, แม้พวกชาวทิพย์ก็ถวายบังคมพระองค์, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ได้ยินมาอย่างนั้นเนืองๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า, พวกท่านถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะหรือ, พวกเขาพากันตอบว่า, ถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะ, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ขอถวายบังคมพระพุทธโคดม, ผู้ถึงพร้อมด้วยความประพฤติและความรู้แจ้ง,
อุตตรกุรุทวีปเป็นสถานที่อันน่ารื่นรมย์, มีภูเขาหลวงชื่อสิเนรุ แลดูงดงามตั้งอยู่ทิศใด, พวกมนุษย์ซึ่งเกิดในอุตตรกุรุทวีปนั้น, ไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตน ไม่หวงแหนกัน, มนุษย์เหล่านั้นไม่ต้องหว่านพืช, และไม่ต้องนำไถออกไถ, หมู่มนุษย์บริโภคข้าวสาลีอันผลิตผลในที่ไม่ต้องไถ,ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ, บริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม, เป็นเมล็ดข้าวสารหุงในเตาอันปราศจากควัน,
แล้วบริโภคโภชนะแต่ที่นั้น,อธิษฐานแม่โคให้มีกีบเดียว, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่,
อธิษฐานสัตว์เลี้ยงให้มีกีบเดียว, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่, อธิษฐานหญิงให้เป็นพาหนะ, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่, อธิษฐานชายให้เป็นพาหนะ, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่, อธิษฐานเด็กหญิงให้เป็นพาหนะ, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่, อธิษฐานเด็กชายให้เป็นพาหนะ, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่, บรรดานางบำเรอของพระราชานั้น, ก็ขึ้นยานเหล่านั้นตามห้อมล้อมไปทุกทิศด้วย ยานช้าง ยานม้า ยานทิพย์, ปราสาทและวอ ก็ปรากฏแก่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ, และท้าวมหาราชนั้น, ได้ทรงเนรมิตนครไว้บนอากาศคือ, อาฏานาฏานคร, กุสินาฏานคร,ปรกุสินาฏานคร, นาฏปริยานคร, ปรกุสิตนาฏานคร,ทางทิศเหนือมี กปีวันตนคร, และอีกนครหนึ่งชื่อ ชโนฆะ, อีกนครหนึ่งชื่อ นวนวติยะ, อีกนครหนึ่งชื่อ อัมพรอัมพรวติยะ, มีราชธานีชื่ออาฬกมันทา, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, ก็ราชธานีของท้าวกุเวรมหาราชชื่อ วิสาณา, ฉะนั้นมหาชน, จึงเรียกท้าวกุเวรมหาราชว่า ท้าวเวสวัณ, ยักษ์ชื่อ ตโตลา, ชื่อ ตัตตลา, ชื่อ ตโตตลา,ชื่อ โอชสี, ชื่อ เตชสี, ชื่อ ตโตชสี, ชื่อ สุระ, ชื่อ ราชา, ชื่อ สุโรราชา, ชื่อ อริฏฐะ, ชื่อเนมิ,ชื่อ อริฏฐเนมิ, ย่อมปรากฏ มีหน้าที่คนละแผนก, ใน วิสาณราชธานีนั้น, มีห้วงน้ำชื่อธรณี, เป็นแดนที่เกิดเมฆ เกิดฝนตก, ในวิสาณราชธานีนั้น, มีสภาชื่อ ภคลวดี, เป็นที่ประชุมของพวกยักษ์, ณ ที่นั้นมีต้นไม้เป็นอันมาก, ให้ผลเป็นนิจ, เต็มไปด้วยหมู่นกต่างๆ, มีนกยูง, นกกะเรียน, นกดุเหว่า, อันมีเสียงหวานประสานเสียง, มีนกร้องดังว่า ชีวา ชีวา, และบางเหล่ามีเสียงปลุกใจ, มีไก่ป่า, มีปู, และนก โปกขรสาตกะ อยู่ในสระบัว, ในที่นั้นมีเสียงนกแก้ว, นกสาลิกา, และหมู่นกที่มีหน้าเหมือนคน, สระนฬินี ของท้าวกุเวรนั้นงดงามอยู่ตลอดกาล,
ทิศนี้มหาชนเรียกกันว่าทิศเหนือ, ที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกยักษ์, ทรงพระนามว่าท้าวกุเวร, อันพวกยักษ์แวดล้อมแล้ว, ทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำขับร้อง, ทรงคุ้มครองอย่างดีอยู่, ข้าพระพุทธเจ้าได้ยินมาว่า, โอรสของท้าวเธอมีมากองค์, มีพระนามเดียวกันทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์, มีพระนามว่าอินทะ, ทรงมีกำลังมาก, ทั้งท้าวกุเวรและพระโอรสเหล่านั้น, ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว, ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์, พากันถวายบังคมแต่ที่ไกล, แด่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่, ปราศจากความตื่นกลัว, ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษผู้ยอดเยี่ยม, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ขอนอบน้อมแด่พระองค์, ข้าแต่พระอุดมบุรุษ, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยการหยั่งรู้อันฉลาด, แม้พวกชาวทิพย์ก็ถวายบังคมพระองค์, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ได้ยินมาอย่างนั้นเนืองๆฉะนั้นจึงกล่าวเช่นนี้, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า, พวกท่านถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะหรือ, พวกเขาพากันตอบว่า, ถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะ, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ขอถวายบังคมพระพุทธ โคดม, ผู้ถึงพร้อมด้วยความประพฤติและความรู้แจ้ง, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อาฏานาฏิยรักษ์นี้นั้น, เพื่อคุ้มครอง, เพื่อรักษา, เพื่อไม่เบียดเบียน, เพื่อความอยู่สุขสำราญของภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาทั้งหลาย, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, ผู้ใดผู้หนึ่ง, เป็นภิกษุก็ตาม, ภิกษุณีก็ตาม, อุบาสกก็ตาม, อุบาสิกาก็ตาม, จักเป็นผู้ยึดถือด้วยดี, เรียนครบบริบูรณ์, ซึ่งอาฏานาฏิยรักษ์นี้, หากว่าอมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นยักษ์, เป็นนางยักษ์, เป็นบุตรยักษ์, เป็นธิดายักษ์, เป็นมหาอามาตย์ของยักษ์, เป็นพลเมืองยักษ์, เป็นยักษ์ผู้รับใช้, เป็นคนธรรพ์, เป็นนางคนธรรพ์, เป็นบุตรคนธรรพ์เป็นธิดาคนธรรพ์, เป็นมหาอามาตย์ ของคนธรรพ์, เป็นพลเมืองคนธรรพ์,  เป็นคนธรรพ์ผู้รับใช้, เป็นกุมภัณฑ์, เป็นนางกุมภัณฑ์, เป็นบุตรกุมภัณฑ์, เป็นธิดากุมภัณฑ์, เป็นมหาอามาตย์ ของกุมภัณฑ์, เป็นพลเมืองกุมภัณฑ์, เป็นกุมภัณฑ์ผู้รับใช้, เป็นนาค, เป็นนางนาค, เป็นบุตรนาค,เป็นธิดานาค, เป็นมหาอามาตย์ ของนาค, เป็นพลเมืองนาค, หรือเป็นนาคผู้รับใช้, เป็นผู้มีจิตประทุษร้าย, เดินตามภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้เดินอยู่, หรือยืนใกล้ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้ยืนอยู่, หรือนั่งใกล้, ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้นั่งอยู่, หรือนอนใกล้ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้นอนอยู่, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์นั้นไม่พึงได้สักการะ, หรือความเคารพ, ในบ้านหรือในนิคมของข้าพระพุทธเจ้า, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์นั้นไม่พึงได้วัตถุ, หรือการอยู่ในราชธานีชื่อว่า อาฬกมันทา ของข้าพระพุทธเจ้า, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์นั้น, ไม่พึงได้เพื่อเข้าสมาคมของพวกยักษ์ของข้าพระพุทธเจ้า, อนึ่ง อมนุษย์ทั้งหลายไม่พึงทำการแต่งงานกับอมนุษย์นั้น, อนึ่ง อมนุษย์ทั้งหลายพึงด่าอมนุษย์นั้นด้วยความดูหมิ่นอย่างเต็มที่, อนึ่ง อมนุษย์ทั้งหลายพึงครอบบาตรเปล่าบนศีรษะอมนุษย์นั้น, อนึ่ง อมนุษย์ทั้งหลายพึงผ่าศีรษะอมนุษย์นั้นออก ๗ เสี่ยง, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์ทั้งหลายดุร้าย, ร้ายกาจ, ทำเกินกว่าเหตุมีอยู่, อมนุษย์เหล่านั้นไม่เชื่อฟังท้าวมหาราช, ไม่เชื่อฟังยักษ์เสนาบดีของท้าวมหาราช, ไม่เชื่อฟังรองยักษ์เสนาบดีของท้าวมหาราช, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์เหล่านั้นท่านกล่าวว่า, ชื่อว่าเป็นข้าศึกศัตรูของท้าวมหาราช, เหมือนโจรทั้งหลายในแว่นแคว้นของพระราชามคธ, โจรเหล่านั้นไม่เชื่อฟังพระราชามคธ, ไม่เชื่อฟังเสนาบดีของพระราชามคธ, ไม่เชื่อฟังรองเสนาบดีของพระราชามคธ, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, มหาโจรเหล่านั้นท่านกล่าวว่า, ชื่อว่าเป็นข้าศึกศัตรูของพระราชามคธฉันใด, ก็อมนุษย์ทั้งหลายดุร้าย, ร้ายกาจ, ทำเกินกว่าเหตุมีอยู่, อมนุษย์เหล่านั้นไม่เชื่อฟังท้าวมหาราช, ไม่เชื่อฟังยักษ์เสนาบดีของท้าวมหาราช, ไม่เชื่อฟังรองยักษ์เสนาบดีของท้าวมหาราช, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์เหล่านั้นท่านกล่าวว่า, เป็นข้าศึกศัตรูของท้าวมหาราชฉันนั้น, หากว่าอมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นยักษ์, เป็นนางยักษ์, เป็นบุตรยักษ์, เป็นธิดายักษ์, เป็นมหาอามาตย์ของยักษ์, เป็นพลเมืองยักษ์, เป็นยักษ์ผู้รับใช้, เป็นคนธรรพ์ เป็นนางคนธรรพ์, เป็นบุตรคนธรรพ์, เป็นธิดาคนธรรพ์, เป็นมหาอามาตย์ของคนธรรพ์, เป็นพลเมืองคนธรรพ์, เป็นคนธรรพ์ผู้รับใช้, เป็นกุมภัณฑ์, เป็นนางกุมภัณฑ์, เป็นบุตรกุมภัณฑ์, เป็นธิดากุมภัณฑ์, เป็นมหาอามาตย์ของกุมภัณฑ์, เป็นพลเมืองกุมภัณฑ์, เป็นกุมภัณฑ์ผู้รับใช้, เป็นนาค, เป็นนางนาค, เป็นบุตรนาค, เป็นธิดานาค, เป็นมหาอามาตย์ ของนาค, เป็นพลเมืองนาค, หรือเป็นนาคผู้รับใช้, เป็นผู้มีจิตประทุษร้าย, เดินตามภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้เดินอยู่, หรือยืนใกล้ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้ยืนอยู่, หรือนั่งใกล้ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้นั่งอยู่, หรือนอนใกล้ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้นอนอยู่, (อันภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกานั้น) พึงยกโทษ, พึงคร่ำครวญ, พึงร้องแก่ยักษ์, มหายักษ์, เสนาบดี, มหาเสนาบดีว่า, ยักษ์นี้สิง, ยักษ์นี้ติดตาม, ยักษ์นี้รุกราน, ยักษ์นี้เบียดเบียน, ยักษ์นี้ทำให้เดือดร้อน, ยักษ์นี้ทำให้เกิดทุกข์, ยักษ์นี้ไม่ปล่อย ดังนี้, บรรดายักษ์, มหายักษ์, เสนาบดี, มหาเสนาบดี, เหล่านี้คือ
อินทะ, โสมะ, วรุณะ, ภารทวาชะ, ปชาปติ, จันทนะ, กามเสฏฐะ, กินนุมัณฑุ, นิฆัณฑุ, ปนาทะ,โอปมัญญะ,เทวสูตะ,มาตลิ, จิตตเสนะ, คันธัพพะ,นโฬราชา,ชโนสภะ,สาตาคิระ, เหมวตะ, ปุณณกะ, กรติยะ, คุละ,สิวกะ, มุจจลินทะ, เวสสามิตตะ, ยุคันธระ,
โคปาละ, สุปปเคธะ, หิริ, เนตตะ, มันทิยะ, ปัญจาลจันทะ, อาลวกะ, ปชุณณะ, สุมุขะ,
ทธิมุขะ, มณิ, มานิจระ, ทีฆะ,และเสรีสกะ,พึงยกโทษ, พึงคร่าครวญ, พึงร้องแก่ยักษ์, มหายักษ์, เสนาบดี, มหาเสนาบดีเหล่านี้ว่า, ยักษ์นี้สิง, ยักษ์นี้ติดตาม, ยักษ์นี้รุกราน, ยักษ์นี้เบียดเบียน,ยักษ์นี้ทาให้เดือดร้อน, ยักษ์นี้ทาให้เกิดทุกข์, ยักษ์นี้ไม่ปล่อย ดังนี้,
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อาฏานาฏิยรักษ์นี้แล, เพื่อคุ้มครอง, เพื่อรักษา,เพื่อไม่เบียดเบียน, เพื่อความอยู่สุขสาราญของภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาทั้งหลาย


โดย: Budratsa วันที่: 4 เมษายน 2555 เวลา:17:28:20 น.  

 
วันนี้วันเสาร์ที่ 7 เมษายน 55 ตั้งแต่เวลา 2.09 ทุ่มเป็นต้นไป.(Thailand)กำลัง "ถ่ายทอดสด" จากสำนักสงฆ์ป่าสามแยก

รับชมได้ที่
www.samyaek.com
ดูวีดีโอช่องที่ 1 (สำหรับผู้ที่อินเตอร์เน็ทช้า: 56k)

www.samyaek.com/?channel=2
ดูวีดีโอช่องที่ 2 (สำหรับผู้ที่อินเตอร์เน็ทเร็ว: 212k)

http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=2303.msg17659#msg17659
(หัวข้อ: สำหรับท่านที่มีปัญหาดูถ่ายทอดสดไม่ได้)



โดย: Budratsa วันที่: 7 เมษายน 2555 เวลา:20:11:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Budratsa
Location :
พิจิตร Switzerland

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆคนค่ะ
"ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์ (พุทธพจน์) มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา" เล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๓๒๐
Friends' blogs
[Add Budratsa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.