"ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตย่อมไม่มี พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี....." "พระไตรปิฏก เป็นตาที่วิเศษยิ่ง, เป็นหูที่วิเศษยิ่ง, เป็นจมูกที่วิเศษยิ่ง, เป็นลิ้นที่วิเศษยิ่ง, เป็นกายที่วิเศษยิ่ง, เป็นใจที่วิเศษยิ่ง, เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษยิ่ง, เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษยิ่ง, เป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษยิ่ง, เป็นแผนที่และป้ายบอกทางที่วิเศษยิ่ง, เป็นแสงสว่างส่องทางสู่นิพพานที่วิเศษยิ่ง"จากวัดสามแยก
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
7 กรกฏาคม 2556
 
All Blogs
 
วัดสามแยก ไม่ต้องการมูลนิธิ โดยหลวงปู่เกษม อาจิณณสีโล 16 มี.ค.2556

 เนื้อหา บางส่วนจากการแสดงธรรมชุดนี้
      ๑.    อำนาจพระปริตรแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล
      ๒.    เห็นทรัพย์สมบัติเป็นของน่ารังเกียจ
      ๓.    สละชีวิต เพื่อรักษาธรรม
      ๔.    พระอานนท์บรรลุธรรมด้วยอริยบถที่ไม่เหมือนใคร
      ๕.   แม้พระโสดาบันตายไม่มีสติ ก็ยังไปสวรรค์
     ฯลฯ

-ต้องบำเพ็ญบารมีครบแสนกัลป์ จึงจะตรัสรู้ได้ (เรื่องอุบาสก5คน) เล่ม43หน้า44
-อำนาจพระปริตรแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล (อ.บุพเพนิวารสานุฯ)เล่ม68หน้า1006
-พระพุทธโคดม เคยดูแคลนพระพุทธกัสสปะเอาไว้(ฆฏการสูตร)เล่ม21หน้า3
-เห็นทรัพย์สมบัติเป็นของน่ารังเกียจ(อ.กัปปินสูตร)เล่ม26หน้า785-786
-ท้าวสักกะเทวราช จะลงมาเกิดในโลกมนุษย์(อ.สักกปัญหสูตร)เล่ม14หน้า206
-ในสุทธาวาส บางท่านก็นิพพานก่อนสิ้นอายุ เล่ม16หน้า206,เล่ม30หน้า201
-สาวกติเตียนการตัดสินใจของพระพุทธเจ้า(เรื่องสญชัย)เล่ม40หน้า131
-รถของท้าวสักกะทำให้ลูกครุฑเดือดร้อน(เรื่องท้าวสักกะ)เล่ม40หน้า375
-สละชีวิต เพื่อรักษาธรรม(อ.มหาสุตโสมชาดก)เล่ม62หน้า705
-เทียบการทำบุญระหว่างอินทกและอังกระเทพบุตร(เรื่องยมกปาฏิหาริย์)เล่ม42หน้า311
-เกิดในพรหมนาน ทำให้มีความเห็นชั่วได้(พกสูตร)เล่ม25หน้า140
-ในแต่ละยุคจะมีพระอริยะลดหลั่นกันไป(อ.วรรคที่10)เล่ม32หน้า167
-พระอานนท์บรรลุธรรมด้วยอริยบถที่ไม่เหมือนใคร(พาหิรนิทาน)เล่ม1หน้า33-34
-พระพุทธเจ้าและเทวดาอารักขาสามเณรผู้จะบรรลุธรรม(เรื่องบัณฑิกสามเณร)เล่ม41หน้า335
-สัตว์ที่ทำความชั่วมีมากกว่าสัตว์ที่ทำความดี(อามกชัญญเปยยาล)เล่ม31หน้า494
-แม้การเกิดในสุทธาวาส ก็ไม่น่ายินดี(อ.ธาตุวิภังคสูตร)เล่ม23หน้า379
-ถ้าบารมีเต็มแล้ว ก็หลุดพ้นได้ง่ายๆ(อ.สูตรที่6)เล่ม32หน้า425
-จะอยู่ที่ไหน ก็หนีความตายไม่พ้น(สัลลสูตร)เล่ม47หน้า556
-ใช้ทองคำสร้างรูปเปรียบผู้หญิง(อ.สูตรที่4)เล่ม32หน้า294
-แม้พระพุทธเจ้า ก็ทำลายบ้านเรือน(เรื่องปฐมโพธิกาล)เล่ม42หน้า179
-แม้พระโสดาบันตายไม่มีสติ ก็ยังไปสวรรค์(ทุติยมหานามสูตร)เล่ม31หน้า328
-พระพุทธเจ้าสอนเพลงขับ(เรื่องนาคราชชื่อเอรกปัตตะ)เล่ม42หน้า324

-อำนาจพระปริตรแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล (อ.บุพเพนิวารสานุฯ)เล่ม68หน้า1006

อานุภาพของพระปริตรเหล่านี้ คือ รตนปริตร ขันธปริตร ธชัคคปริตร อาฏานาฏิยปริตร โมรปริตร ย่อมเป็นไปในเขตที่มีแสนโกฏิจักรวาลเป็นที่สุด ชื่อว่า อาณาเขต.

-พระพุทธโคดม เคยดูแคลนพระพุทธกัสสปะเอาไว้(ฆฏการสูตร)เล่ม21หน้า3

โชติปาลสมาทาน

[๔๐๖] ดูก่อนอานนท์ เมื่อฆฏิการะช่างหม้อกล่าวอย่างนี้แล้ว โชติปาลมาณพได้กล่าวว่า อย่าเลยเพื่อนฆฏิการะ จะมีประโยชน์อะไรด้วยพระสมณะศีรษะโล้นนั้นที่เราเห็นแล้วเล่า. ดูก่อนอานนท์ แม้ครั้งที่สอง ฆฏิการะช่างหม้อก็ได้กล่าวกะโชติปาลมาณพว่า มาเถิดเพื่อนโชติปาละ เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่า การที่เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นสมมติกันว่าเป็นความดี แม้ครั้งที่สอง โชติปาลมาณพก็ได้กล่าวว่า อย่าเลยเพื่อนฆฏิการะ จะมีประโยชน์อะไรด้วยพระสมณะศีรษะโล้นนั้นที่เราเห็นแล้วเล่า แม้ครั้งที่สาม ฆฏิการะช่างหม้อก็ได้กล่าวว่า มาเถิดเพื่อนโชติปาละ เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าการที่เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น สมมติกันว่าเป็นความดี. ดูก่อนอานนท์  แม้ครั้งที่สามโชติปาลมาณพก็กล่าวว่า อย่าเลยเพื่อนฆฏิการะ  จะมีประโยชน์อะไรด้วยพระสมณะศีรษะโล้นนั้นที่เราเห็นแล้วเล่า.....

-เห็นทรัพย์สมบัติเป็นของน่ารังเกียจ(อ.กัปปินสูตร)เล่ม26หน้า785-786

บทว่า  มหากปฺปิโน ได้แก่ พระมหาเถระผู้อยู่ในจำนวนพระมหาสาวก ๘๐ องค์ ผู้บรรลุกำลังแห่งอภิญญามีชื่ออย่างนี้. ได้ยินว่าพระมหาเถระนั้น  ครั้งเป็นคฤหัสถ์  ได้ครองราชสมบัติมีอาณาเขตประมาณ ๓๐๐ โยชน์ ในกุกกุฏวดีนคร แต่เพราะในภพสุดท้ายได้เที่ยวเงี่ยโสตสดับคำสั่งสอนเห็นปานนั้น. ต่อมาวันหนึ่ง  ทรงแวดล้อมไปด้วยอำมาตย์๑,๐๐๐ คน  ได้ไปทรงกรีฑาในพระราชอุทยาน. ก็ในคราวนั้น พ่อค้าเดินทางจากมัชฌิมประเทศไปนครนั้น  เก็บสินค้าแล้วคิดจักเฝ้าพระราชาต่างถือเครื่องบรรณาการไปพระราชทวาร สดับว่าพระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน จึงไปยังพระราชอุทยานยืนอยู่ที่ประตู ได้แจ้งแก่คนเฝ้าประตู ครั้นกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระราชารับสั่งให้เรียกมา ตรัสถามพวกเขาผู้มอบเครื่องบรรณาการถวายบังคมยืนอยู่ว่า พ่อทั้งหลายพวกท่านมาแต่ไหน. พ่อค้าเหล่านั้นกราบทูลว่า  มาแต่กรุงสาวัตถี พระเจ้าข้า.
ร.  แว่นแคว้นของพวกท่านมีภิกษาหาได้ง่ายไหม. พระเจ้าแผ่นดินทรงธรรมไหม.
พ. ขอเดชะ. พระเจ้าข้า.
ร.  ก็ในประเทศของพวกท่านมีศาสนาอะไร.
พ.  มีพระเจ้าข้า แต่ผู้มีปากมีเศษอาหารไม่สามารถจะพูดได้.
พระราชา ได้พระราชทานน้ำด้วยพระเต้าทอง.
พ่อค้าเหล่านั้นบ้วนปากแล้ว ผินหน้าต่อพระทศพลประคองอัญชลีแล้วกราบทูลว่า ขอเดชะ ชื่อว่าพระพุทธรัตนะได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศของข้าพระองค์.
พอพระราชาทรงสดับว่า พุทโธ ปีติเกิดแผ่ไปทั่วพระวรกายของพระราชา.
ลำดับนั้น  พระราชาจึงตรัสว่า พ่อทั้งหลาย ท่านจงกล่าวว่า พุทโธเถิด.  พระราชารับสั่งให้พวกพ่อค้ากล่าวขึ้น ๓ ครั้ง อย่างนี้ว่า ขอเดชะข้าพระองค์ทั้งหลายกล่าวว่าพุทโธ ดังนี้ จึงตรัสว่า บทว่า พุทโธ มีคุณหาประมาณมิได้ ใครๆ ไม่อาจทำปริมาณแห่งบทว่า พุทโธ นั้นได้จึงเลื่อมใสในพระพุทธเจ้านั้นนั่นแล แล้วได้ประทานทรัพย์แสนหนึ่งแล้วตรัสถามอีกว่า ศาสนาอื่นมีไหม.
พ.  มี พระเจ้าข้า คือชื่อธรรมรัตนะเกิดขึ้นแล้ว.
พระราชาทรงสดับแม้ดังนั้นแล้ว จึงทรงรับปฏิญญาถึง ๓ ครั้งเหมือนอย่างนั้น แล้วพระราชทานทรัพย์แสนหนึ่งอีก ตรัสถามอีกว่า ศาสนาอะไรอื่นมีไหม.
พ.  มีพระเจ้าข้า คือพระสังฆรัตนะเกิดขึ้นแล้ว.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงรับปฏิญญา ๓ ครั้งเหมือนอย่างนั้น พระราชทานทรัพย์แสนหนึ่งอีก ทรงลิขิตความที่พระราชทานทรัพย์ไว้ในพระราชสาสน์แล้วส่งไปด้วยพระดำรัสสั่งว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่านจงไปสำนักของพระเทวี. เมื่อพวกพ่อค้าเหล่านั้นไปแล้วท้าวเธอได้ตรัสถาม อำมาตย์ทั้งหลายว่า พ่อทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว พวกท่านจักกระทำอไร.  อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า พระเจ้าข้า พระองค์ประสงค์จะทำอะไร.
ร.  เราจักบวช.
อ.  แม้พวกข้าพระองค์ก็จักบวช. เขาเหล่านั้นทั้งหมดไม่เยื่อใยเรือนหรือขุมทรัพย์ จึงพากันออกบวชพร้อมด้วยเหล่าม้าที่มีคนขี่ขับไป.
พวกพ่อค้าไปสำนักพระอโนชาเทวีแสดงพระราชสาสน์ พระเทวีทรงอ่านแล้วตรัสสอบถามว่า  พระราชาพระราชทานกหาปณะแก่พวกท่านเป็นอันมาก พวกท่านกระทำอะไรให้เล่า พ่อ.
พ. พวกข้าพระองค์นำพระราชสาสน์ที่น่ารักมา พระเจ้าข้า.
เท. พวกท่านพอจะเล่าให้พวกเราฟังบ้างได้ไหม.
พ. ได้ พระเจ้าข้า แต่ผู้มีปากมีเศษอาหารไม่อาจจะกล่าวได้.
พระนางได้ให้ประทานนำด้วยพระเต้าทอง พวกพ่อค้าเหล่านั้นบ้วนปากแล้ว  กราบทูลโดยนัยที่ได้กราบทูลแด่พระราชา.  แม้พระนางได้สดับแล้ว ทรงเกิดความปราโมทย์ ทรงรับปฏิญญา ๓ ครั้ง ในบทหนึ่งๆ โดยนัยนั้นแล ได้พระราชทานทรัพย์เก้าแสนแบ่งเป็น ๓ ส่วนตามจำนวนปฏิญญา. พวกพ่อค้าได้ทรัพย์ทั้งหมดหนึ่งล้านสองแสน.ลำดับนั้น  พระเทวีตรัสถามพวกพ่อค้าว่า พระราชาประทับอยู่ที่ไหนพ่อ. 
พวกพ่อค้าทูลว่า  พระราชาเสด็จออกผนวชแล้ว พระเจ้าข้า. 
พระทวีทรงส่งพวกพ่อค้าเหล่านั้นไปด้วยพระดำรัสว่า ถ้าเช่นนั้นพวกท่านจงไปเถิดพ่อ แล้วมีรับสั่งให้เรียกหาภริยาของพวกอำมาตย์ที่ตามเสด็จ ตรัสถามว่า พวกเธอรู้สถานที่ที่สามีของตนไปหรือแม่.ภริยาเหล่านั้นทูลว่า ทราบ พระแม่เจ้า พวกเขาตามเสด็จประพาสพระราชอุทยาน. พระเทวี มีพระดำรัสว่า พวกเขาไปดีแล้ว แม่ทั้งหลาย เมื่อพวกเขาไปในสวนนั้นได้ฟังว่า พระพุทธเจ้าเกิดแล้ว พระธรรมเกิดแล้ว พระสงฆ์เกิดแล้ว จึงพากันไปบวชในสำนักพระทศพล พวกเธอจักทำอย่างไร. ภริยาเหล่านั้นทูลว่า ก็พระแม่เจ้าเล่า ประสงค์จะทำอย่างไร.
พระนางตรัสว่า เราจักบวช เราจักไม่วางอาเจียนที่เขาเหล่านั้นคายแล้วไว้ที่ปลายลิ้น.  ภริยาเหล่านั้นทูลว่า  ถ้าเป็นเช่นนั้น แม้พวกหม่อมฉันก็จักบวช.  ภริยาทั้งหมดพากันเทียมรถออกไป.

-ท้าวสักกะเทวราช จะลงมาเกิดในโลกมนุษย์(อ.สักกปัญหสูตร)เล่ม14หน้า206

คำว่า และข้าพระพุทธเจ้าก็ได้อายุอีกทีเดียว ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้ชีวิตด้วยผลกรรมอย่างอื่นอีก. ด้วยคำนี้  ท้าวสักกะทรงเปิดเผยถึงความจุติและความเกิดของพระองค์.คำว่า จะไม่หลงเข้าครรภ์ คือ เป็นผู้ไม่หลง  เพราะมีคติเที่ยงแท้ จะเข้าถึงครรภ์ในตระกูลกษัตริย์เป็นต้นที่ใจของข้าพระพุทธเจ้าจะรื่นรมย์นั้นเท่านั้น. ท้าวสักกะทรงแสดงความข้อนี้ว่า ในเทวดาและในมนุษย์เจ็ดครั้ง.

-ในสุทธาวาส บางท่านก็นิพพานก่อนสิ้นอายุ เล่ม16หน้า206,เล่ม30หน้า201

[๒๙๕]  พระอนาคามี  ๕

๑.  อันตราปรินิพพายี            ผู้ที่จะปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง
๒. อุปหัจจปรินิพพายี            ผู้ที่จะปรินิพพานต่อเมื่ออายุพ้นกึ่งแล้ว
๓.  อสังขารปรินิพพายี          ผู้ที่จะปรินิพพานไม่ต้องใช้ความเพียรนัก
๔.  สสังขารปรินิพพานยี         ผู้ที่จะปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียร
๕.  อุทธังโสโต อกนิฏฐาคามี   ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ชั้นอกนิฏฐภพ.

เล่ม30หน้า201
บทว่า  อนฺตราปรินิพฺพายี ความว่า อันตราปรินิพพายีใด อายุยังไม่ถึงกลางคน ปรินิพพานเสียก้อน อันตราปรินิพพายีนนั้น มีสามอย่าง คือ ผู้หนึ่งเกิดในชั้นอวิหามีอายุพันกัป จะบรรลุพระอรหัตผล ครั้งแรกในวันที่ตนเกิดนั่นเอง. ถ้าไม่บรรลุในวันที่ตนเกิด ก็จะบรรลุในที่สุดแห้งร้อยกัปต้นนี้เป็นอันตราปรินิพพายีที่หนึ่ง อีกหนึ่ง เมื่อไม่อาจอย่างนี้ จะบรรลุในที่สุดแห้งสองร้อยกัปนี้เป็นอันตราปรินิพพายีที่สอง อีกหนึ่ง เมื่อไม้อาจอย่างนี้ จะบรรลุในที่สุดแห้งสี่ร้อยกัป นี้เป็นอันตราปรินิพพายีที่สาม ก็พ้นร้อยกัปที่ห้าบรรลุอรหัตผลชื่อว่าอปหัจจปรินิพพายี แม้ในชั้นอตัปปา ก็มีนัยนี้เหมือนกัน ก็เขาเกิดในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง บรรลุอรหัตผลแล้ว ด้วยการประกอบร่วมกันมีปัจจัยปรุงแต่ง ชื่อว่า สสังขารปรินิพพายี. บรรลุอรหัตผลแล้ว ด้วยการไม่ประกอบทั้งไม้มีปัจจัยปรุงแต่ง ชื่อว่า อสังขารปรินิพพายี. ผู้เกิดแม้ในชั้นอวิหาเป็นต้น ดำรงอยู่ในชั้นนั้นตลอดอายุแล้ว เกิดในชั้นสูงๆ ขึ้นไปถึงอกนิฏฐพรหม ชื่อว่า อุทธังโสโตอกนิฎฐคามี.

-สาวกติเตียนการตัดสินใจของพระพุทธเจ้า(เรื่องสญชัย)เล่ม40หน้า131

พวกภิกษุติเตียนพระศาสดา

ก็ในเวลาบ่ายวันนั้นเอง  พระศาสดา ทรงประชุมพระสาวกที่พระเวฬุวัน ประทานตำแหน่งพระอัครสาวกแก่พระเถระทั้งสองแล้วทรงแสดงพระปาติโมกข์.
พวกภิกษุ ติเตียนกล่าวว่า "พระศาสดา ประทาน [ตำแหน่ง]แก่ภิกษุทั้งหลาย โดยเห็นแก่หน้า,  อันพระองค์เมื่อจะประทานตำแหน่งอัครสาวก ควรประทานแก่พระปัญจวัคคีย์ผู้บวชก่อน. เมื่อไม่เหลียวแลถึงพระปัญจวัคคีย์เหล่านั่น ก็ควรประทานแก่ภิกษุ ๕๕ รูป มีพระยสเถระเป็นประมุข, เมื่อไม่เหลียวแลถึงภิกษุเหล่านั่น ก็ควรประทานแก่พระพวกภัทรวัคคีย์. เมื่อไม่เหลียวแลถึงพระพวกภัทรวัคคีย์เหล่านั่น ก็ควรประทานแก่ภิกษุ ๓ พี่น้อง มีพระอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น,แต่พระศาสดา ทรงละเลยภิกษุเหล่านั้นมีประมาณถึงเพียงนี้ เมื่อจะประทานตำแหน่งอัครสาวก ก็ทรงเลือกหน้าประทานแก่ผู้บวชภายหลังเขาทั้งหมด."

-รถของท้าวสักกะทำให้ลูกครุฑเดือดร้อน(เรื่องท้าวสักกะ)เล่ม40หน้า375

เรา คือท้าวสักกะ" แล้วทรงเหาะไปในอากาศ.พวกอสูรรู้ว่า "พวกเราถูกสุกกะแก่ลวงเสียแล้ว" จึงพากันติดตามท้าวสักกะนั้นไป. เทพบุตรผู้เป็นสารถีนามว่ามาตลี นำเวชยันตรถมาพักไว้ในระหว่างทาง. ท้าวสักกะทรงอุ้มนางขึ้นในรถนั้นแล้ว บ่ายพระพักตร์สู่เทพนคร  เสด็จไปแล้ว. ครั้นในเวลาที่ท้าวสักกะนั้น เสด็จถึงสิมพลิวัน ลูกนกครุฑได้ยินเสียงรถ (ตกใจ) กลัวร้องแล้ว. ท้าวสักกะได้ทรง
สดับเสียงสูกนกครุฑเหล่านั้นแล้ว ตรัสถามมาตลีว่า "นั่นนกอะไรร้อง?"
มาตลี.  ลูกนกครุฑ พระเจ้าข้า.
ท้าวสักกะ. เพราะเหตุไร  มันจึงร้อง  ?
มาตลี.  เพราะได้ยินเสียงรถแล้ว กลัวตาย.
ท้าวสักกะ ตรัสว่า "อาศัยเราผู้เดียว นกประมาณเท่านี้ถูกความเร็วของรถให้ย่อยยับไปแล้ว มันอย่าฉิบหายเสียเลย, เธอจงกลับรถเสียเถิด."....

-สละชีวิต เพื่อรักษาธรรม(อ.มหาสุตโสมชาดก)เล่ม62หน้า705

เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงนำคาถาที่เจ้าโปริสาทนั้นกล่าวไว้ก่อนแล้ว มาแสดงอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงสนับสนุนให้เข้าโปริสาทอาจหาญในการให้พรจึงตรัสว่า

การเสียสละชีวิตได้  นั่นเป็นธรรมของสัตบุรุษ
สัตบุรุษย่อมมีปฏิภาณเป็นสัตย์ทีเดียว พรอันพระองค์
ประทานไว้แล้ว จงประทานเสียฉับพลัน ดูก่อนพระองค์
ผู้เป็นพระราชาอันประเสริฐสุด พระองค์จงสมบูรณ์
ด้วยธรรมของสัตบุรุษนั้นเถิด.
นรชนพึงสละทรัพย์  เพราะเหตุแห่งอวัยวะอัน
ประเสริฐ  เมื่อรักษาชีวิตพึงสละอวัยวะเมื่อนึกถึงธรรม
พึงสละอวัยวะทรัพย์แม้ชีวิตทั้งหมดเถิด.

-เทียบการทำบุญระหว่างอินทกและอังกุระเทพบุตร(เรื่องยมกปาฏิหาริย์)เล่ม42หน้า311

ก็เมื่อพระศาสดานั้น ประทับนั่งครอบงำเทพดาทุกหมู่เหล่า ด้วยรัศมีพระสรีระของพระองค์อย่างนี้ พระพุทธมารดาเสด็จมาจากวิมานชั้นดุสิต ประทับนั่ง ณ พระปรัศว์เบื้องขวา. แม้อินทกเทพบุตร ก็มานั่งณ พระปรัศว์เบื้องขวาเหมือนกัน. อังกุรเทพบุตรมานั่ง ณ พระปรัศว์เบื้องซ้าย. อังกุรเทพบุตรนั้น เมื่อเทพดาทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่ประชุมกัน ร่นออกไปแล้ว ได้โอกาสในที่มีประมาณ ๑๒ โยชน์. อินทกเทพบุตรนั่งในที่นั่นเอง. พระศาสดาทอดพระเนตรดูเทพบุตรทั้งสองนั้นแล้ว มีพระประสงค์จะยังบริษัทให้ทราบความที่ทานอันบุคคลถวายแล้วแก่ทักขิไนยบุคคลในศาสนาของพระองค์ เป็นกุศลมีผลมาก จึงตรัสอย่างนั้นว่า " อังกุระเธอทำแถวเตาไฟยาว ๑๒ โยชน์ให้ทานเป็นอันมาก ในกาลประมาณหมื่นปี ซึ่งเป็นระยะกาลนาน. บัดนี้เธอมาสู่สมาคมของเรา ได้โอกาสในที่ไกลตั้ง ๑๒ โยชน์  ซึ่งไกลกว่าเทพบุตรทั้งหมด;  อะไรหนอแล  เป็นเหตุในข้อนี้ ? "  แท้จริงพระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย ก็ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า:-

" พระสัมพุทธเจ้า  ทอดพระเนตรอังกุรเทพบุตร
และอินทกเทพบุตรแล้ว เมื่อจะทรงยกย่องทักขิไณยบุคคล 
ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า 'อังกุระ  เธอให้ทานเป็นอันมาก ในระหว่างกาลนาน,เธอเมื่อมาสู่สำนักของเรา  นั่งเสียไกลลิบ. "

พระศาสดาตรัสได้ยินถึงมนุษยโลก

พระสุรเสียงนั้น (ดัง) ถึงพื้นปฐพี. บริษัททั้งหมดนั้น ได้ยินพระสุรเสียงนั้น.เมื่อพระศาสดาตรัสอย่างนั้นแล้ว  อังกุรเทพบุตร  อันพระศาสดาผู้มีพระองค์อันอบรมแล้วตรัสเตือนแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ว่า:-

" ข้าพระองค์จะต้องการอะไร  ด้วยทานอันว่าง
เปล่าจากทักขิไณยบุคคล  ยักษ์๑ชื่ออินทกะนี้นั้น ถวาย
ทานแล้วนิดหน่อย ยังรุ่งเรืองยิ่งกว่าข้าพระองค์ดุจพระจันทร์ในหมู่ดาว."

เมื่ออังกุรเทพบุตรกราบทูลอย่างนั้นแล้ว   พระศาสดาตรัสกะอินทกเทพบุตรว่า "อินทกะ เธอนั่งข้างขวาของเรา. ไฉนจึงไม่ต้องร่นออกไปนั่งเล่า?" อินทกเทพบุตรกราบทูลว่า "พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ทักขิไณยสมบัติแล้ว  ดุจชาวนาหว่านพืชนิดหน่อยในนาดี " ดังนี้แล้วเมื่อจะประกาศทักขิไณยบุคคล  จึงกราบทูลว่า :-

" พืชแม้มาก อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอนผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี ฉันใด,ทานมากมาย อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน; พืชแม้เล็กน้อย อันบุคคลหว่านแล้วในนาดี เมื่อฝนหลั่งสายน้ำถูกต้อง (ตามกาล)  ผลก็ย่อมยังชาวนาให้ยินดีได้ ฉันใด, เมื่อสักการะแม้เล็กน้อย อันทายกทำแล้วในเหล่าท่านผู้มีศีล ผู้มีคุณคงที่ผลก็ย่อมยังทายกให้ยินดีได้  ฉันนั้นเหมือนกัน."

-ในแต่ละยุคจะมีพระอริยะลดหลั่นกันไป(อ.วรรคที่10)เล่ม32หน้า167

ชื่อว่า  อันตรธานมี ๕ อย่าง คือ อธิคมอันตรธาน  อันตรธานเห่งการบรรลุ ๑ ปฏิปัตติอันตรธาน
อันตรธานแห่งการปฏิบัติ๑  ปริยัตติอันตรธาน  อันตรธานแห่งปริยัติ๑ ลิงคอันตรธาน อันตรธานแห่งเพศ ๑ ธาตุอันตรธาน  อันตรธานแห่งธาตุ ๑. ใน ๕  อย่างนั้น  มรรค๔ ผล๔  ปฏิสัมภิทา๔
วิชชา๓  อภิญญา๖  ชื่อว่า อธิคม. อธิคมนั้น  เมื่อเสื่อมย่อมเสื่อมไปตั้งแต่ปฏิสัมภิทา. 

จริงอยู่ นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานได้  ๑๐๐๐ ปีเท่านั้น ภิกษุไม่สามารถจะให้ปฏิสัมภิทาบังเกิดได้ ต่อแต่นั้นก็อภิญญา๖. แต่นั้นเมื่อไม่สามารถทำอภิญญาให้บังเกิดได้ ย่อมทำวิชชา๓ ให้บังเกิด. ครั้นกาลล่วงไปๆ เมื่อไม่สามารถจะทำวิชชา๓ ให้บังเกิด ก็เป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสก โดยอุบายนี้เอง ก็เป็นพระอนาคามี พระสกทาคามี และพระโสดาบัน. เมื่อท่านเหล่านั้นยังทรงชีพอยู่ อธิคมชื่อว่ายังไม่เสื่อม อธิคมชื่อว่า ย่อมเสื่อมไปเพราะความสิ้นไปแห่งชีวิต  ของพระอริยบุคคลผู้โสดาบันชั้นต่ำสุดดังกล่าวนี้  ชื่อว่าอันตรธานแห่งอธิคม..

-พระอานนท์บรรลุธรรมด้วยอริยบถที่ไม่เหมือนใคร(พาหิรนิทาน)เล่ม1หน้า33-34

[พวกภิกษุเตือนพระอานนท์มิให้ประมาท]

พวกภิกษุได้กล่าวกับท่านพระอานนท์ว่า  อาวุโส ! การประชุมจะมีในวันพรุ่งนี้ แต่ท่านยังเป็นเสขะบุคคลอยู่ เพราะเหตุนั้น  ท่านไม่ควรไปสู่ที่ประชุม ขอท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ดังนี้.

ครั้งนั้นแล  ท่านพระอานนท์ดำริว่า การประชุมจะมีในวันพรุ่งนี้ก็ข้อที่เรายังเป็นเสขะอยู่ จะพึงไปสู่ที่ประชุมนั้นไม่สมควรแก่เราแล แล้วได้ยับยั้งอยู่ด้วยกายคตาสติตลอดราตรีเป็นอันมากทีเดียว ในเวลาราตรีใกล้รุ่งลงจากที่จงกรมแล้ว เข้าไปยังวิหาร คิดว่า จักพักนอน ได้เอนกายลง. เท้าทั้งสองพ้นจากพื้น แต่ศีรษะไม่ทันถึงหมอน ในระหว่างนี้ จิตก็พ้นจากอาสวะทั้งหลายไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานความจริง ท่านพระอานนท์นี้ยับยั้งอยู่แล้วในภายนอกด้วยการจงกรม เมื่อไม่สามารถจะยังคุณวิเศษให้เกิดขึ้นได้ จึงคิดว่า พระผู้มีพระเจ้าได้ตรัสคำนี้แก่เรามิใช่หรือว่า  อานนท์ ! เธอเป็นผู้ได้ทำบุญไว้แล้ว จงหมั่นประกอบความเพียรเถิด จักเป็นผู้หาอาสวะมิได้โดยฉับพลัน*
อันธรรมดาว่าโทษแห่งพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่มี เราปรารภความเพียรมากเกินไป เพราะเหตุนั้น จิตของเราจึงเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่านเอาเถิด! เราจะประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ ดังนี้ จึงลงจากที่จงกรมยืนล้างเท้าในที่ล้างเท้าแล้วเข้าไปสู่วิหารนั่งบนเตียง
ดำริว่า จักพักผ่อนสักหน่อยหนึ่ง ได้เอนกายลงบนเตียง. เท้าทั้งสองพ้นจากพื้น ศีรษะยังไม่ถึงหมอนในระหว่างนี้ จิตก็พ้นจากอาสวะทั้งหลายไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน. ความเป็นพระอรหันต์ของพระเถระเว้นจากอิริยาบถ ๔. เพราะฉะนั้น เมื่อมีผู้ถามว่า ในพระศาสนานี้ ภิกษุรูปไหน ไม่นอน ไม่นั่ง ไม่ยืน ไม่จงกรม ได้บรรลุพระอรหัต จะตอบว่า พระอานนทเถระ ก็ควร.

-สัตว์ที่ทำความชั่วมีมากกว่าสัตว์ที่ทำความดี(อามกธัญญเปยยาล)เล่ม31หน้า494

อามกธัญญเปยยาล ทุติยวรรคที่ ๘

๑. ปาณาติปาตสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นปาณาติบาตมีน้อย

[๑๗๖๖]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้เว้นจากปาณาติบาตมีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่เว้น จากปาณาติบาต มีมากกว่าข้อนั้นเพราะเหตุไร ฯลฯ

๒.  อทินนาทานสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นอทินนาทานมีน้อย

[๑๗๖๗]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจากอทินนาทาน มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากอทินนาทาน มีมากกว่า ฯลฯ

๓. กาเมสุมิจฉาจารสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นกาเมสุมิจฉาจารมีน้อย

[๑๗๖๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน  สัตว์ผู้งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร  มีน้อย โดยที่แท้  สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร มีมากกว่า ฯลฯ

๔. มุสาวาทสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นจากมุสาวาทมีน้อย

[๑๗๖๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก มุสาวาท มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากมุสาวาท มีมากกว่า ฯลฯ

๕.  เปสุญญสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นคำส่อเสียดมีน้อย

[๑๗๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก คำส่อเสียด มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากคำส่อเสียด มีมากกว่า ฯลฯ

๖.  ผรุสสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นจากคำหยาบมีน้อย

[๑๗๗๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก คำหยาบมีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากคำหยาบมีมากกว่า ฯลฯ

๗. สัมผัปปลาปสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นการเพ้อเจ้อมีน้อย

[๑๗๗๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก คำเพ้อเจ้อ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากคำเพ้อเจ้อมีมากกว่า ฯลฯ

๘. พีชสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นการพรากพืชคามมีน้อย

[๑๗๗๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจากการพรากพืชคามและภูตคาม มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการ พรากพืชคามและภูตคาม มีมากกว่า  ฯลฯ

๙. วิกาลโภชนสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นบริโภคในเวลาวิกาลมีน้อย

[๑๗๗๔]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกัน  สัตว์ผู้งดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล มีมากกว่า ฯลฯ

๑๐. คันธวิเลปนสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นเครื่องลูบไล้มีน้อย

[๑๗๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจากการทัดทรง ประดับ และตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องประเทืองผิวอันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการทัดทรง ประดับ และตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม และเครื่องประเทืองผิวอันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว มีมากกว่า ฯลฯ

จบอามกธัญญเปยยาล  ทุติยวรรคที่ ๘

-ถ้าบารมีเต็มแล้ว ก็หลุดพ้นได้ง่ายๆ(อ.สูตรที่6)เล่ม32หน้า425

พระทัพพมัสละนี้ถือปฏิสนธิในนิเวศน์ของเจ้ามัสละพระองค์หนึ่งในอนุปิยนครมัลลรัฐ ในเวลาใกล้ตลอด มารดาของท่านก็ทำกาละ ญาติทั้งหลายนำสรีระของตนตายไปยังป่าช้าแล้วยกขึ้นสู่เชิงตะกอนไม้แล้วจุดไฟ. พอไฟสงบลงพื้นท้องของนางนั้นก็แยกออกเป็น ๒ ส่วน มีทารกกระเด็นขึ้นไปตกที่เสาไม้ต้นหนึ่งด้วยกำลังบุญของตนคนทั้งหลายอุ้มทารกนั้นไปให้แก่ย่าแล้ว ย่านั้นเมื่อจะตั้งชื่อทารกนั้นจึงตั้งชื่อของท่านว่า ทัพพะ เพราะท่านกระเด็นไปที่เสาไม้จึงรอดชีวิต.

เมื่อท่านมีอายุ ๗ ขวบ พระศาสดามีภิกษุสงฆ์เป็นบริวารเสด็จจาริกไปในมัลลรัฐ ลุถึงอนุปิยนิคมประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน ทัพพกุมารเห็นพระศาสดาก็เลื่อมใสในพุทธศาสนาทีเดียว ก็อยากจะบวชจึงลาย่าว่า "หลานจักบวชในสำนักพระทศพล" ย่ากล่าวว่า ดีละพ่อ พาทัพพกุมารไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่าท่านเจ้าข้าขอจงให้กุมารนี้บวชเถิด พระศาสดาทรงประทานสัญญาแก่ภิกษุรูปหนึ่งว่า  ภิกษุ เธอจงให้ทารกนี้บวชเถิด  พระเถระนั้นรับพระพุทธดำรัสแล้วก็ให้ทัพพกุมารบรรพชา บอกตจปัญจกกัมมัฎฐานสัตว์ผู้สมบูรณ์ด้วยบุรพเหตุ ได้บำเพ็ญบารมีไว้แล้ว ในขณะที่ปลงผมปอยแรก ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลเมื่อปลงผมปอยที่๒ ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล ปอยที่๓ ตั้งอยู่ในอนาคามิผล ก็การปลงผมเสร็จ และการทำให้แจ้งอรหัตตผล ก็เกิดไม่ก่อนไม่หลังคือพร้อมกัน.

-ใช้ทองคำสร้างรูปเปรียบผู้หญิง(อ.สูตรที่4)เล่ม32หน้า294

มาณพคิดว่า เราจะยังมารดาให้ยินยอม จึงเอาทองคำสีสุกปลั่งพันลิ่ม ให้ช่างทองทำรูปหญิงคนหนึ่ง ในเวลาเสร็จงานมีการขัดและบุบเป็นต้นซึ่งรูปหญิงนั้น  จึงให้รูปหญิงนั้นนุ่งผ้าแดงประดับด้วยดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วยสี และเครื่องประดับต่าง ๆ แล้วให้เรียกมารดามาพูดว่า คุณแม่ เมื่อลูกได้อารมณ์เห็นปานนี้จึงจะแต่งงาน ถ้าไม่ได้จักไม่แต่ง.  นางพราหมณีเป็นคนมีปัญญาจึงคิดว่า บุตรของเราเป็นผู้มีบุญ ให้ทานไว้แล้ว สร้างอภินิหารไว้แล้ว เมื่อจะกระทำบุญคงจะไม่ทำคนเดียว หญิงผู้ทำบุญร่วมกับบุตรของเรานี้ จักมีส่วนเปรียบด้วยทองคำแน่แท้ จึงให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนมา เลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง ให้ยกรูปทองคำขึ้นตั้งบนรถแล้วส่งไปว่า พ่อทั้งหลายจงพากันไป พบเห็นทาริกาเห็นปาน (ดังรูปทอง) นี้ ในตระกูลที่เสมอกันกับเราโดยชาติ โคตรและโภคทรัพย์ ในที่ใด จงให้รูปทองนี้แหละให้เป็นบรรณการ ในที่นั้น.

-แม้พระพุทธเจ้า ก็ทำลายบ้านเรือน(เรื่องปฐมโพธิกาล)เล่ม42หน้า179

" เราแสวงหานายช่างผู้ทำเรือน  เมื่อไม่ประสบจึงได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสาร มีชาติเป็นอเนก  ความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์,๑* แน่ะนายช่างผู้ทำเรือน เราพบท่านแล้ว, ท่านจะทำเรือนอีกไม่ได้, ซี่โครงทุกซี่๒*ของท่านเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว, จิตของเราถึงธรรมปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว,  เพราะเราบรรลุธรรมที่สิ้นตัณหาแล้ว. "

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น  สองบทว่า คหการ คเวสวนฺโต  ความว่า  เราเมื่อแสวงหานายช่างคือตัณหาผู้ทำเรือน กล่าวคืออัตภาพนี้มีอภินิหารอันทำไว้แล้ว แทบบาทมูลแห่งพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ทีปังกร เพื่อประโยชน์แก่พระญาณ อันเป็นเครื่องอาจเห็นนายช่างนั้นได้ คือพระโพธิญาณ เมื่อไม่ประสบ ไม่พบ  คือไม่ได้พระญาณนั้นแล  จึงท่องเที่ยวคือเร่ร่อน  ได้แก่วนเวียนไปๆ มาๆ  สู่สงสารมีชาติเป็นอเนก คือสู่สังสารวัฏนี้ อันนับได้หลายแสนชาติ สิ้นกาลมีประมาณเท่านี้.

คำว่า  ทุกฺขา  ชาติ ปุนปฺปน นี้ เป็นคำแสดงเหตุแห่งการแสวงหาช่างผู้ทำเรือน. เพราะชื่อว่าชาตินี้ คือการเข้าถึงบ่อยๆ ชื่อว่าเป็นทุกข์เพราะภาวะที่เจือด้วยชรา พยาธิและมรณะ. ก็ชาตินั้น เมื่อนายช่างผู้ทำเรือนนั้น อันใครๆ ไม่พบแล้ว ย่อมไม่กลับ. ฉะนั้น เราเมื่อแสวงหานายช่างผู้ทำเรือน จึงได้ท่องเที่ยวไป.

*๑. ความเกิดเป็นทุกข์ร่ำไป.  ๒. อีกนัยหนึ่ง ผาสุกกา เป็นคำเปรียบกับเครื่องเรือน แปลว่าจันทันเรือนของท่านเราหักเสียหมดแล้ว( กล่าวคือกิเลสที่เหลือทั้งหมด.).

บทว่า  ทิฏฺโสิ ความว่า บัดนี้เราตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ พบท่านแล้วแน่นอน. บทว่า ปุน  เคห ความว่า ท่านจักทำเรือนของเรากล่าวคืออัตภาพ ในสังสารวัฏนี้อีกไม่ได้.

บาทพระคาถาว่า สพฺพา เต ผาสุกา ภคฺคา ความว่า ซี่โครง๑กล่าวคือกิเลสที่เหลือทั้งหมดของท่าน  เราหักเสียแล้ว.

บทพระคาถาว่า คหกูฏ ขต  ความว่า ถึงมณฑลช่อฟ้า กล่าวคือ อวิชชา แห่งเรือนคืออัตภาพที่ท่านสร้างแล้วนี้  เราก็รื้อเสียแล้ว.บาทพระคาถาว่า วิสงฺขารคต  ตฺต ความว่า บัดนี้ จิตของเราถึงคือเข้าไปถึงธรรมปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว  คือพระนิพพาน ด้วยสามารถแห่งอันกระทำให้เป็นอารมณ์.

บาทพระคาถาว่า  ตณฺหาน ขยมชฺฌคา  ความว่า  เราบรรลุพระอรหัต กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว.

เรื่องปฐมโพธิกาล จบ.

-แม้พระโสดาบันตายไม่มีสติ ก็ยังไปสวรรค์(ทุติยมหานามสูตร)เล่ม31หน้า328

๒.  ทุติยมหานามสูตร ว่าด้วยกาลกิริยาอันไม่เลวทราม

[๑๕๑๐]  สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม  กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้น พระเจ้ามหานามศากยราชเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทรงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พระนครกบิลพัสดุ์นี้ เป็นพระนครมั่งคั่ง เจริญรุ่งเรือง มีผู้คนมากแออัดไปด้วยมนุษย์ มีถนนคับแคบ หม่อมฉันนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าหรือนั่งใกล้ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่เจริญใจแล้ว เมื่อเข้าไปยังพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลาเย็น ย่อมไม่ไปพร้อมกับช้าง ม้า รถ เกวียน และแม้กับบุรุษ สมัยนั้น หม่อมฉันลืมสติที่ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม  พระสงฆ์ หม่อมฉันมีความดำริว่า  ถ้าในเวลานี้  เรากระทำกาละลงไป คติของเราจะเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพของเราจะเป็นอย่างไร.

[๑๕๑๑]  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตรอย่ากลัวเลยๆ  การสวรรคตอันไม่เลวทรามจักมีแก่มหาบพิตร กาลกิริยาอันไม่เลวทรามจักมีแก่มหาบพิตร ดูก่อนมหาบพิตร อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน  ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้  ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ...ในพระธรรม...ในพระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด...เป็นไปเพื่อสมาธิ.

[๑๕๑๒]  ดูก่อนมหาบพิตร เปรียบเหมือนต้นไม้ที่น้อมโน้มโอนไปทางทิศปราจีน เมื่อรากขาดแล้ว จะพึงล้มไปทางไหน.
ม.  ก็พึงล้มไปทางที่ต้นไม้น้อมโน้มโอนไป พระเจ้าข้า.
พ.  ฉันใด อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้ ก็ย่อม
เป็นผู้น้อมโน้มโอนไปสู่นิพพาน  ฉันนั้นเหมือนกันแล.

จบทุติยมหานามสูตรที่  ๒

-พระพุทธเจ้าสอนเพลงขับ(เรื่องนาคราชชื่อเอรกปัตตะ)เล่ม42หน้า324

พระยานาคออกอุบายเพื่อทราบการอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า

ทราบว่า เขาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า " เมื่อพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเราจักได้ยินความที่พระพุทธเจ้านั้นบังเกิดขึ้น  ด้วยอุบายนี้แน่ละ; ผู้ใดนำเพลงขับ แก้เพลงขับของเราได้, เราจักให้ธิดากับด้วยนาคพิภพอันใหญ่แก่ผู้นั้น," วางธิดานั้นไว้บนพังพาน ในวันอุโบสถทุกกึ่งเดือน. ธิดานั้นยืนฟ้อนอยู่บนพังพานนั้น  ขับเพลงขับนี้ว่า :-

" ผู้เป็นใหญ่อย่างไรเล่า ชื่อว่าพระราชา ?
อย่างไรเล่า  พระราชาชื่อว่ามีธุลีบนพระเศียร  ?
อย่างไรเล่า ชื่อว่าปราศจากธุลี, อย่างไร ? ท่าน
จึงเรียกว่า 'คนพาล.' "

ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น พากันมาด้วยหวังว่า "เราจักพาเอานางนาคมาณวิกา" แล้วทำเพลงขับแก้ ขับไปโดยกำลังปัญญาของตนๆ. นางย่อมห้ามเพลงขับตอบนั้น. เมื่อนางยืนอยู่บนพังพานทุกกึ่งเดือน ขับเพลงอยู่อย่างนี้เท่านั้น พุทธันดรหนึ่งล่วงไปแล้ว .

พระศาสดาทรงผูกเพลงขับแก้

ครั้งนั้น  พระศาสดาทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก วันหนึ่งเวลาใกล้รุ่งทรงตรวจดูโลก ทำเอรกปัตตนาราชให้เป็นต้น ทรงเห็นมาณพชื่อ อุตตระ  ผู้เข้าไปภายในข่ายคือพระญาณของพระองค์ ทรงใคร่ครวญดูว่า
"จักมีเหตุอะไร?" ได้ทรงเห็นแล้วว่า  " วันนี้เป็นวันที่เอรกปัตตนาคราชทำธิดาไว้บนพังพานแล้วให้ฟ้อน อุตตรมาณพนี้เรียนเอาเพลงขับแก้ที่เราให้เเล้วจักเป็นโสดาบัน เรียนเอาเพลงขับนั้นไปสู่สำนักของนาคราชนั้น,นาคราชนั้นฟังเพลงขับแก้นั้นแล้ว จักทราบว่า 'พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว' จักมาสู่สำนักของเรา, เมื่อนาคราชนั้นมาแล้ว, เราจักกล่าวคาถาในสมาคมอันใหญ่, ในกาลจบคาถา สัตว์ประมาณ ๘  หมื่น ๔ พันจักตรัสรู้ธรรม"

พระศาสดาเสด็จไปในที่นั้นแล้ว ประทับนั่ง ณ โคนต้นซึกต้นหนึ่งบรรดาต้นซึก ๗ ต้นที่มีอยู่ในที่ไม่ไกลแต่เมืองพาราณสี.  ชาวชมพูทวีปพาเอาเพลงขับแก้เพลงขับไปประชุมกันแล้ว. พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นอุตตรมาณพกำลังไปในที่ไม่ไกลจึงตรัสว่า  " อุตตระ. "
อุตตระ.   อะไร?  พระเจ้าข้า.
พระศาสดา.  เธอจงมานี่ก่อน.
ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะอุตตรมาณพนั้น ผู้มาถวายบังคมนั่งลงแล้วถามว่า  " เธอจะไปไหน ? "
อุตตรมาณพ.  จักไปยังที่ที่ธิดาของเอรกปัตตนาคราช  ขับเพลง.
พระศาสดา.  ก็เธอรู้เพลงขับแก้เพลงขับหรือ ?
อุตตรมาณพ.  ข้าพระองค์ทราบ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา.   เธอจงกล่าวเพลงเหล่านั้นดูก่อน.

ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะอุตตรมาณพผู้กล่าวตามธรรมดาความรู้ของตนเท่านั้นว่า " แน่ะอุตตระ  นั่น ไม่ใช่เพลงขับแก้, เราจักให้เพลงขับแก้แก่เธอ, เธอต้องเรียนเพลงขับแก้นั้น ให้ได้ "
อุตตมาณพ.  ดีละ  พระเจ้าข้า.

อุตตรมาณพเรียนเพลงแก้จากพระศาสดา

ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะเขาว่า "อุตตระ  ในกาลที่นางนาคมาณวิกาขับเพลง เธอพึงขับเพลงแก้นี้ว่า :-

" ผู้เป็นใหญ่ในทวาร ๖ ชื่อว่าเป็นพระราชา,
พระราชาผู้กำหนัดอยู่  ชื่อว่าธุลีบนพระเศียร, ผู้ไม่
กำหนัดอยู่ ชื่อว่าปราศจากธุลี, ผู้กำหนัดอยู่ ท่านเรียกว่า คนพาล."

ที่มา : วัดป่าสามแยก ศึกษาพระธรรมวินัย เบิกบุญ โอนบุญ อกหัก โดนของ ธรรมะ ธรรมทาน คลายเครียด เจริญรุ่งเรือง http://www.samyaek.com

-หัวข้อพระไตรปิฏก ที่ทางวัดสามแยกคัดเอาหัวข้อย่อๆ ให้ดาวโหลดขึ้นมาไว้ เพื่ออ่านเทียบเคียงพระไตรปิฎกทั้ง 91 เล่ม (พระวัดสามแยกยกหัวข้อสำคัญเพื่อเป็นแนวทางอ่านพระไตรปิฏกทั้ง91เล่ม)
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=3230.msg19459#msg19459

-ศึกษาพระไตรปิฏกและอรรถกถาแปลชุด91เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย http://www.thepalicanon.com/palicanon/

-Facebook พุทธพจน์ http://www.facebook.com/login.php?next=http%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fgroups%2FBuddhaspeech

-Download free พระไตรปิฏกพร้อมหัวข้อธรรมสำหรับ apple ipad & iphone & Android ดูรายละเอียดได้ที่เวบ http://www.tripitaka91.com , และ Facebook https://www.facebook.com/tripitaka91

****หมายเหตุ "แสดงธรรมวันอาสาฬหบูชา ปี 2555" (http://youtu.be/l52iDWt3V5Q ) นาทีที่ 6:01:55 ..เป็นต้นไป หลวงปู่ท่านได้พูดถึง ทนายชนอณุพงศ์ ชัยธนาวิรัตน์ ท่านใดมีปัญหาด้านกฏหมาย,คดีความต่างๆ ปรึกษาได้ที่ ทนายชนอณุพงศ์ ชัยธนาวิรัตน์ ที่เมล์ pasponglawyer@hotmail.com ,เบอร์โทรที่ 0818060981 , 0867809391 ****




Create Date : 07 กรกฎาคม 2556
Last Update : 7 กรกฎาคม 2556 23:08:25 น. 2 comments
Counter : 518 Pageviews.

 
ทุกๆ วันเสาร์เวลาประเทศไทย โดยประมาณ 20:30 น.มีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก เทศน์โดยหลวงปู่เกษม อาจิณณสีโล จากสำนักสงฆ์ป่าสามแยก

รับชมได้ที่
www.samyaek.com

>> วิธีดูถ่ายทอดสด สำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ Android (แอนดรอยด์) เช่น Samsung Galaxy Note
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=2303.msg30460#msg30460

>> วิธีดูถ่ายทอดสด สำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ iPad (ไอแพด)
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=2303.msg30465#msg30465


โดย: Budratsa วันที่: 7 กรกฎาคม 2556 เวลา:23:11:41 น.  

 
...แจกฟรี...CD พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91 เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย และDVD จากการแสดงธรรมของหลวงปู่เกษม อาจิณณสีโล ได้ที่www.samyaek.com คลิกที่กระดาน "แจกสื่อธรรม" หากท่านใดยังไม่ได้สมัครสมาชิก ใช้
Username : Media
Password : 123456
........................................

หรือ ติดต่อเจ้าของบล็อก มีทั้ง91เล่ม แล้วให้ดาวโหลดเอง จะส่งผ่านเมล์ไปให้ ท่านใดสนใจติดต่อที่เจ้าของบล็อก จะฝากเมล์ไว้ที่ช่องคอมเม้นต์หรือส่งเมล์หาเจ้าของบล็อก (เมล์ในProfile) โปรดระบุว่า "ขอพระไตรปิฏกชุด 91 เล่ม"

ยินดีในบุญกับท่านที่ต้องการศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยค่ะ


โดย: Budratsa วันที่: 7 กรกฎาคม 2556 เวลา:23:12:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Budratsa
Location :
พิจิตร Switzerland

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆคนค่ะ
"ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์ (พุทธพจน์) มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา" เล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๓๒๐
Friends' blogs
[Add Budratsa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.