"ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตย่อมไม่มี พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี....." "พระไตรปิฏก เป็นตาที่วิเศษยิ่ง, เป็นหูที่วิเศษยิ่ง, เป็นจมูกที่วิเศษยิ่ง, เป็นลิ้นที่วิเศษยิ่ง, เป็นกายที่วิเศษยิ่ง, เป็นใจที่วิเศษยิ่ง, เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษยิ่ง, เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษยิ่ง, เป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษยิ่ง, เป็นแผนที่และป้ายบอกทางที่วิเศษยิ่ง, เป็นแสงสว่างส่องทางสู่นิพพานที่วิเศษยิ่ง"จากวัดสามแยก
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
13 กรกฏาคม 2556
 
All Blogs
 
ความสุข แท้จริงแล้วก็คือทุกข์ โดยหลวงปู่เกษม อาจิณณสีโล 30 มี.ค.2556

 "ความสุข" แท้จริงก็คือทุกข์นั่นเอง

เนื้อหา บางส่วนจากการแสดงธรรมชุดนี้
     
๑.     ความสุข แท้จริงแล้วก็คือ "ทุกข์" นั่นเอง
      ๒.    คุณสมบัติของการ เป็นฑูตทางศาสนาที่ดี
      ๓.    พวกยึดถือวัตถุเป็นที่พึ่ง เป็นอุบาสกผู้เลวทราม
      ๔.    วินัยทั้งหมดมีมากกว่าเก้าพันแปดร้อยโกฏิ
      ๕.    รู้จักวิธีสงเคาระห์โลก
     ฯลฯ

-พระพุทธเจ้าทรงสั่นพระเศียร(เรื่องปัจจัคคทายกพราหมณ์)เล่ม43หน้า365
-คิดจะไปรุกรานพระพุทธเจ้าแต่ก็ยอมสงบ แต่โดยง่าย(อุปกสูตร)เล่ม35หน้า461
-คุณสมบัติของการ เป็นฑูตทางศาสนาที่ดี(องค์แห่งฑูต)เล่ม9หน้า309-310
-วินัยทั้งหมดมีมากกว่าเก้าพันแปดร้อยโกฏิ(อ.สีลมยญาณนิสเทส)เล่ม68หน้า552
-พวกยึดถือวัตถุเป็นที่พึ่ง เป็นอุบาสกผู้เลวทราม(จัณฑาลสูตร)เล่ม36หน้า373
-ทำบุญล้วปราถนาสวรรค์ เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ(ทุติยราชสูตร)เล่ม34หน้า168,เล่ม26หน้า36
-มารอยู่ใกล้ๆพวกเราเสม(อ.กุมมสูตร)เล่ม28หน้า407
-ความสุข แท้จริงแล้วก็คือ "ทุกข์" นั่นเอง(อ.สติปัฏฐานสูตร)เล่ม17หน้า674
-ทำกรรมชั่วไว้แล้ว ยากที่จะหนีให้พ้นได้(เรื่องชน3คน)เล่ม42หน้า59
-อสัญญีภพคือ พวกพรหมที่ไม่มีความจำ(อ.ปฐมมหาปัญหาสูตร)เล่ม38หน้า100
-แค่ได้ฌานยังไม่พ้นนรก(ปฐมฌานสูตร)เล่ม35หน้า325
-รู้จักวิธีสงเคาระห์โลก(สัคหสูตร)เล่ม35หน้า117
-พระพุทธเจ้าให้อนุโลม ตามกฏหมายที่เป็นธรรมได้(อ.วัสสูปนายิกขันธกะ)เล่ม6หน้า516

-ความสุข แท้จริงแล้วก็คือ "ทุกข์" นั่นเอง(อ.สติปัฏฐานสูตร)เล่ม17หน้า674

ภิกษุรูปใดได้เห็นควานสุขโดยเป็นความทุกข์ ได้เห็น
ความทุกข์โดยเป็นลูกศร ได้เห็นความไม่ทุกข์ไม่สุข
ที่มีอยู่ โดยเป็นสิ่งไม่เที่ยง แน่นอนแล้ว ภิกษุรูป
นั้นเป็นผู้เห็นชอบ จักเป็นผู้สงบ เที่ยวไป.

ก็เวทนาหมดทุกอย่างนี้ ควรพิจารณาให้เห็นว่าเป็นทุกข์. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้เสวยแล้ว เราตถาคตกล่าวสิ่งนั้นทั้งหมดว่า (รวมลงใน ) ทุกข์.

อีกอย่างหนึ่ง สุขเวทนา ก็ควรพิจารณาให้เห็นโดยเป็นทุกข์.
ดังที่ตรัสไว้ว่า เวทนานี้เป็นสุข ความสุขที่ดำรงอยู่  เป็นวิปริณามทุกข์.

-คุณสมบัติของการ เป็นฑูตทางศาสนาที่ดี(องค์แห่งฑูต)เล่ม9หน้า309-310

องค์แห่งทูต

[๓๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำหน้าที่ทูต องค์ ๘ เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑.  รับฟัง
๒.  ให้ผู้อื่นฟัง
๓.  กำหนด
๔.  ทรงจำ
๕.  เข้าใจความ
๖.  ให้ผู้อื่นเข้าใจความ
๗.  ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
๘.  ไม่ก่อความทะเลาะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำหน้าที่ทูต.

[๓๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำหน้าที่ทูตองค์ ๘ เป็นไฉน คือ:-

๑.  สารีบุตรเป็นผู้รับฟัง
๒.  ให้ผู้อื่นฟัง
๓.  กำหนด
๔.   ทรงจำ
๕.   เข้าใจความ
๖.  ให้ผู้อื่นเข้าใจความ
๗.  ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
๘.  ไม่ก่อความทะเลาะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำหน้าที่ทูต.พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสประพันธคาถา ว่าดังนี้ :-

[๔๐๐] ภิกษุใด เข้าไปสู่บริษัทที่พูด
คำหยาบก็ไม่สะทกสะท้าน ไม่ยังคำพูดให้เสีย
ไม่ปกปิดข่าวสาส์นพูดจนหมดความสงสัย
และถูถถามก็ไม่โกรธ ภิกษุผู้เช่นนั้นแล ย่อมควรทำหน้าที่ทูต.

-ทำกรรมชั่วไว้แล้ว ยากที่จะหนีให้พ้นได้(เรื่องชน3คน)เล่ม42หน้า59

คนจะอยู่ที่ไหน ๆ ก็ไม่พ้นจากกรรมชั่ว

ครั้งนั้น  ภิกษุรูปหนึ่ง ทูลพระศาสดาว่า "ความพ้นย่อมไม่มีแก่สัตว์ที่ทำกรรมเป็นบาปแล้ว ผู้ซึ่งเหาะไปในอากาศก็ดี แล่นไปสู่สมุทรก็ดี เข้าไปสู่ซอกแห่งภูเขาก็ดี หรือ? พระเจ้าข้า."
พระศาสดา ตรัสบอกว่า "อย่างนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย แม้ในที่ทั้งหลาย มีอากาศเป็นต้น ประเทศแม้สักส่วนหนึ่งที่บุคคลอยู่แล้วพึงพ้นจากกรรมชั่วได้ ไม่มี" เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า

" บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้ หนีไปแล้วในอากาศ ก็
ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้, หนีไปในท่ามกลางมหาสมุทร 
ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้, หนีเข้าไปสู่ซอกแห่งภูเขา  
ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้, (เพราะ) เขาอยู่แล้วในประเทศแห่งแผ่นดินใด                       พึงพ้นจากกรรมชั่วได้, ประเทศแห่งแผ่นดินนั้น หามีอยู่ไม่."

-รู้จักวิธีสงเคาระห์โลก(สัคหสูตร)เล่ม35หน้า117

๒. สังคหสูตร ว่าด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ

[๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังคหวัตถุ (ธรรมเป็นเครื่องสงเคราะห์) ๔ ประการนี้ สังคหวัตถุ ๔ ประการ คืออะไร คือ ทาน(การให้ปัน)๑ เปยยวัชชะ(เจรจาไพเราะ)๑  อัตถจริยา(บำเพ็ญประโยชน์ต่อกัน )๑ สมานัตตตา(ความวางตนสม่ำเสมอ)๑ นี้แล ภิกษุทั้งหลาย สังคหวัตถุ ๔ ประการ.

การให้ปัน ๑ เจรจาไพเราะ ๑ บำเพ็ญประโยชน์ ๑  ความวางตนสม่ำเสมอในธรรมนั้น ๆ  ตามควร ๑ เหล่านี้แลเป็นธรรมเครื่องสงเคราะห์ในโลก เหมือนสลัก(ที่หัวเพลา)  คุมรลที่แล่นไปอยู่ฉะนั้น ถ้าธรรมเครื่องสงเคราะห์เหล่านี้ไม่มีไซร้มารดาหรือบิดาก็จะไม่พึงได้รับความนับถือหรือบูชา เพราะเหตุบุตร  ก็เพราะเหตุที่บัณฑิตทั้งหลายยังเหลียวแลธรรมเครื่องสงเคราะห์เหล่านี้อยู่  เพราะเหตุนั้นบัณฑิตเหล่านั้น จึงได้ถึงความเป็นใหญ่และเป็นที่น่าสรรเสริญ.

จบสังคหสูตรที่  ๒

-มารอยู่ใกล้ๆพวกเราเสม(อ.กุมมสูตร)เล่ม28หน้า407

๓. กุมมสูตร ว่าด้วยการคุ้มครองทวารในอินทรีย์

[๓๒๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีเต่าตัวหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่งในเวลาเย็น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งก็ได้เที่ยวหากิน อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่งในเวลาเย็น เต่าได้แลเห็นสุนัขจิ้งจอกซึ่งเที่ยวหากินอยู่แต่ไกลแล้ว ก็หดอวัยวะ ๕ ทั้งหัว (หดขาทั้ง ๔ มีคอเป็นที่ ๕ ) เข้าอยู่ในกระดองของตนเสีย  มีความขวนขวายน้อย นิ่งอยู่ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกก็ได้แลเห็นเต่าซึ่งเที่ยวหากินอยู่แต่ไกลแล้ว เข้าไปหาเต่าถึงที่แล้ว ได้ยืนอยู่ใกล้เต่าด้วยคิดว่า เวลาใดเต่าตัวนี้จักเหยียดคอหรือขาข้างใดข้างหนึ่งออกมา เวลานั้น เราจักงับมันฟาดแล้วกัดกินเสีย เวลาใด  เต่าไม่เหยียดคอหรือขาข้างใดข้างหนึ่งออกมา เวลานั้นสุนัขจิ้งจอกก็หมดความอาลัย ไม่ได้โอกาส จึงหลีกไปจากเต่า ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารผู้ใจบาปผู้ปรากฏอยู่ใกล้พวกท่านเสมอๆ แล้วคิดว่า บางทีเราจะพึงได้โอกาสทางจักษุ หู จมูก ลิ้น กายหรือใจ ของภิกษุเหล่านี้บ้าง เพราะฉะนั้นแล ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว อย่าถือนิมิต อย่าถืออนุพยัญชนะจงปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์  ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว อย่าถือนิมิต อย่าถืออนุพยัญชนะ จงปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมใน มนินทรีย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวลาในท่านทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ เวลานั้นมารผู้ใจบาปก็จักหมดความอาลัย ไม่ได้โอกาส หลีกจากท่านทั้งหลายไป ดุจสุนัขจิ้งจอกหมดความอาลัยหลีกจากเต่า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

ภิกษุผู้มีใจตั้งมั่นในมโนวิตก อันตัณหามานะ
และทิฏฐิไม่อิงอาศัยไม่เบียดเบียน ผู้อื่นดับกิเลสได้แล้ว
ไม่ติเตียนผู้ใดผู้หนึ่ง เหมือนเต่าหดคอ
และขาอยู่ในกระดองของตน ฉะนั้น.

จบ  กุมมสูตรที่  ๓

-พระพุทธเจ้าทรงสั่นพระเศียร(เรื่องปัจจัคคทายกพราหมณ์)เล่ม43หน้า365

พราหมณ์เห็นพระศาสดา

พระศาสดาได้ประทับยืนอยู่ในที่เดิมนั่นเอง. ส่วนนางมิได้พูดว่า
" นิมนต์พระองค์โปรดสัตว์ข้างหน้าเถิด "ก็เพราะกลัวพราหมณ์จะได้ยิน,แต่นางถอยไป แล้วพูดค่อย ๆ ว่า" นิมนต์โปรดสัตว์ข้างหน้าเถิด
."พระศาสดาทรงสั่นพระเศียร(๓) ด้วยอาการอันทรงแสดงว่า " เราจักไม่ไป "เมื่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่เคารพของชาวโลก ทรงสั่นพระเศียรด้วยอาการอันแสดงว่า " เราจักไม่ไป," นางไม่อาจอดกลั้นไว้ได้  จึงหัวเราะดังลั่นขึ้น.

ขณะนั้น พระศาสดาทรงเปล่งพระรัศมีไปตรงเรือน. แม้พราหมณ์นั่งหันหลังให้แล้วนั่นแล ได้ยินเสียงหัวเราะของนางพราหมณี และมองเห็นแสงสว่างแห่งพระรัศมีอันมีวรรณะ ๖ ประการ จึงได้เห็นพระศาสดา.

***(๓). เพ่งเพื่อจะพูดอย่างเดียว หาใส่ใจถึงเสขิยวัตรไม่.

-วินัยทั้งหมดมีมากกว่าเก้าพันแปดร้อยโกฏิ(อ.สีลมยญาณนิสเทส)เล่ม68หน้า552

นว โกฏิสหสฺสานิ  อสีติ สตโกฏิโย
ปญฺญาส สตสหสฺสานิ ฉตฺตึส จ ปุนาปเร,
เอเต  สวรวินยา สมฺพุทฺเธน ปกาสิตา
เปยฺยาลมุเขน นิทฺทิทิฏฺ สิกฺขา วินยสวเร.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศสังวร-
วินัยเหล่านี้ไว้ เก้าพันแปดร้อยโกฏิและห้าล้าน
สามสิบหกโกฏิ กับอื่นๆ อีก ทรงชี้แจงสิกขา
ในสังวรวินัยด้วยหัวข้อไปยาล.

-พวกยึดถือวัตถุเป็นที่พึ่ง เป็นอุบาสกผู้เลวทราม(จัณฑาลสูตร)เล่ม36หน้า373

๕. จัณฑาลสูตร ว่าด้วยธรรมสำหรับอุบาสกดีและอุบาสกชั่ว

[๑๗๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นอุบาสกผู้เลวทราม เศร้าหมอง และน่าเกลียด ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน?  คือ อุบาสกเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ เป็นผู้ทุศีล ๑ เป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อมงคลไม่เชื่อกรรม ๑ แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ ทำการสนับสนุนในศาสนานั้น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม๕ ประการนี้แล เป็นอุบาสกผู้เลวทราม เศร้าหมอง และน่าเกลียด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นอุบาสกแก้ว อุบาสกปทุม อุบาสกบุณฑริก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ อุบาสกย่อมเป็นผู้มีศรัทธา ๑ เป็นผู้มีศีล ๑ เป็นผู้ไม่ถือมงคลตื่นข่าวเชื่อกรรมไม่เชื่อมงคล ๑ ไม่แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ ทำการสนับสนุนในศาสนานี้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นอุบาสกแก้ว อุบาสกปทุม อุบาสกบุณฑริก.

จบจัณฑาลสูตรที่  ๕

-แค่ได้ฌานยังไม่พ้นนรก(ปฐมฌานสูตร)เล่ม35หน้า325

ปฐมฌานสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก

[๑๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน  มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่บุคคลนั้นพอใจ ชอบใจปฐมฌานนั้น และถึงความปลื้มใจด้วยปฐมฌานนั้นตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น น้อมใจไปในปฐมฌานนั้น อยู่จนคุ้นด้วยปฐมฌานนั้นไม่เสื่อม เมื่อกระทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าพรหมกายิกา
   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัปหนึ่งเป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าพรหมกายิกาปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นพรหมกายิกานั้น ตราบเท่าตลอดอายุ ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง กำเนิดเดรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดำรงอยู่ในชั้นพรหมนั้นตราบเท่าสิ้นอายุ ยังประมาณอายุของเทวดาเหล่านั้นทั้งหมดให้สิ้นไปแล้วย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี่เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ คือ ในเมื่อคติ อุบัติมีอยู่.

-คิดจะไปรุกรานพระพุทธเจ้าแต่ก็ยอมสงบ แต่โดยง่าย(อุปกสูตร)เล่ม35หน้า461

๘. อุปกสูตร พระพุทธองค์ทรงโต้วาทะกับอุปกมัณฑิกาบุตร

[๑๘๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล อุปกมัณฑิกาบุตรเข้าไฝเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้ามีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งกล่าวติเตียนผู้อื่น ผู้นั้นทั้งหมดย่อมไม่อาจให้กุศลกรรมเกิดขึ้นได้ เมื่อไม่อาจให้กุศลกรรมเกิดขึ้นได้ ย่อมเป็นผู้ถูกครหาติเตียน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุปกะ  ถ้าบุคคล.กล่าวติเตียนผู้อื่น เมื่อเขากล่าวติเตียนผู้อื่นอยู่ ย่อมไม่อาจให้กุศลกรรมเกิดขึ้นได้ เมื่อไม่อาจให้กุศลกรรมเกิดขึ้นได้ ย่อมเป็นผู้ถูกครหาติเตียนไซร้ ดูก่อนอุปกะท่านนั่นแหละกล่าวติเตียนผู้อื่นย่อมไม่อาจให้กุศลกรรมเกิดขึ้นได้ เมื่อไม่อาจให้กุศลกรรมเกิดขึ้นได้ ย่อมเป็นผู้ถูกครหาติเตียน.

-อุป.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  บุคคลพึงจับปลาที่พอผุดขึ้นเท่านั้นด้วยแหใหญ่ แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เหมือนกัน พอเอ่ยขึ้นเท่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงจับด้วยบ่วงคือวาทะอันใหญ่.
-พ. ดูก่อนอุปกะ เราบัญญัติแล้วว่า นี้เป็นอกุศลแล บท พยัญชนะธรรมเทศนาของตถาคตในข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า นี้เป็นอกุศลแม้เพราะเหตุนี้ อนึ่ง เราบัญญัติว่า อกุศลนี้นั้นแล ควรละเสีย บท พยัญชนะธรรมเทศนา ของตถาคตในข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า แม้เพราะเหตุนี้อกุศลนี้ควรละเสีย  อนึ่ง เราบัญญัติไว้แล้วว่า นี้เป็นกุศลแล บทพยัญชนะธรรมเทศนาของตถาคตในข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า นี้เป็นกุศลแม้เพราะเหตุนี้ อนึ่ง เราบัญญัติว่า กุศลนี้นั้นแลควรบำเพ็ญ บท พยัญชนะ ธรรมเทศนาของตถาคตในข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า กุศลนี้ควรบำเพ็ญแม้เพราะเหตุนี้.

ลำดับนั้นแล อุปกมัณฑิกาบุตรชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท การทำประทักษิณแล้ว เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิบุตร ครั้นแล้วได้กราบทูล การสนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหมดนั้น แก่พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอาชาตศัตรูเวเทหิบุตร เมื่ออุปกุมัณฑิกาบุตรกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า อชาตศัตรูเวเทหิบุตรทรงกริ้ว ไม่ทรงพอพระทัย ได้ตรัสกะอุปกมัณฑิกาบุตรว่า เจ้าเด็กลูกชาวนาเกลือนี่อวดดีปากกล้า บังอาจ จักสำคัญพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นว่าควรรุกราน เจ้าอุปก็จงหลีกไป จงพินาศ ฉันอย่าได้เห็นเจ้าเลย.

จบอุปกสูตรที่ 

-พระพุทธเจ้าให้อนุโลม ตามกฏหมายที่เป็นธรรมได้(อ.วัสสูปนายิกขันธกะ)เล่ม6หน้า516

วินิจฉัยในข้อว่า  อนุซานามิ ภิกขเว ราซร อนุวตติ  นี้พึงทราบดังนี้:-

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตเพื่ออนุวัตรตาม ด้วยทรงทำในพระหฤทัยว่า ชื่อว่าความเสื่อมเสียสักนิดหน่อย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุทั้งหลาย เพราะเลื่อนกาลฝนออกไป. เพราะฉะนั้น ภิกษุควรอนุวัตรตาม ในกรรมที่เป็นธรรมอย่างอื่นได้ แต่ไม่ควรอนุวัตรตามแก่ใครๆ ในกรรมอันไม่เป็นธรรมฉะนี้แล.

-อสัญญีภพคือ พวกพรหมที่ไม่มีความจำ(อ.ปฐมมหาปัญหาสูตร)เล่ม38หน้า100

 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าเป็นอาหารของอวิชชา ควรจะกล่าวว่า นิวรณ์ ๕. ในพระสูตรนี้ ทรงประสงค์เอาปัจจยาหารนี้. ก็เมื่อทรงถือเอาปัจจยาหารอย่างหนึ่งแล้ว ทั้งอาหารโดยอ้อม ทั้งอาหารโดยตรง ก็เป็นอันทรงถือเอาทั้งหมดเลย. ในอสัญญีภพนั้น  ก็ย่อมได้ปัจจยาหาร. เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติ สัตว์ทั้งหลายบวชในลัทธิเดียรถีย์ ทำบริกรรมในวาโยกสิณ ทำฌานให้บังเกิดออกจากฌานนั้นแล้ว เกิดชอบใจ พอใจว่า จิตนี้หนอ ไม่มีจิตเสียได้น่าจะดี เพราะอาศัยจิต จึงเกิดทุกข์ มีการฆ่า การจองจำเป็นต้นเป็นปัจจัย เมื่อไม่มีจิต ทุกข์นั้นก็ไม่มี ดังนี้ แล้วยังไม่เสื่อมฌาน ทำกาละ[ตาย] ก็บังเกิดในอสัญญีภพ. อิริยาบถอันใด อันผู้ใดตั้งไว้แล้วในมนุษยโลก ผู้นั้นบังเกิดตามอิริยาบถนั้น เป็นเสมือนรูปจิตรกรรมตั้งอยู่ ๕๐๐ กัป เป็นเหมือนนอนนานถึงเพียงนี้ฉะนั้น. เหล่าสัตว์เห็นปานนี้ก็ได้ปัจจัยเป็นอาหาร. จริงอยู่ สัตว์เหล่านั้น เจริญฌานใดๆ เกิดแล้วฌานนั้นนั่นแหละเป็นปัจจัยของสัตว์เหล่านั้น. ลูกศรที่ยิงไป เพราะแรงเร็วแห่งสายตราบใด แรงเร็วแห่งสายยังมีอยู่ ลูกศรก็ยังแล่นไปได้ตราบนั้น ฉันใด ตราบใดที่ปัจจัยแห่งฌานยังมีอยู่ ตราบนั้นสัตว์ทั้งหลายก็ตั้งอยู่ได้  ฉันนั้น.

ที่มา : วัดป่าสามแยก ศึกษาพระธรรมวินัย เบิกบุญ โอนบุญ อกหัก โดนของ ธรรมะ ธรรมทาน คลายเครียด เจริญรุ่งเรือง http://www.samyaek.com

-หัวข้อพระไตรปิฏก ที่ทางวัดสามแยกคัดเอาหัวข้อย่อๆ ให้ดาวโหลดขึ้นมาไว้ เพื่ออ่านเทียบเคียงพระไตรปิฎกทั้ง 91 เล่ม (พระวัดสามแยกยกหัวข้อสำคัญเพื่อเป็นแนวทางอ่านพระไตรปิฏกทั้ง91เล่ม)
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=3230.msg19459#msg19459

-ศึกษาพระไตรปิฏกและอรรถกถาแปลชุด91เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย http://www.thepalicanon.com/palicanon/

-Facebook พุทธพจน์ http://www.facebook.com/login.php?next=http%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fgroups%2FBuddhaspeech

-Download free พระไตรปิฏกพร้อมหัวข้อธรรมสำหรับ apple ipad & iphone & Android ดูรายละเอียดได้ที่เวบ http://www.tripitaka91.com , และ Facebook https://www.facebook.com/tripitaka91

****หมายเหตุ "แสดงธรรมวันอาสาฬหบูชา ปี 2555" (http://youtu.be/l52iDWt3V5Q ) นาทีที่ 6:01:55 ..เป็นต้นไป หลวงปู่ท่านได้พูดถึง ทนายชนอณุพงศ์ ชัยธนาวิรัตน์ ท่านใดมีปัญหาด้านกฏหมาย,คดีความต่างๆ ปรึกษาได้ที่ ทนายชนอณุพงศ์ ชัยธนาวิรัตน์ ที่เมล์ pasponglawyer@hotmail.com ,เบอร์โทรที่ 0818060981 , 0867809391 ****




Create Date : 13 กรกฎาคม 2556
Last Update : 13 กรกฎาคม 2556 22:04:02 น. 1 comments
Counter : 580 Pageviews.

 
ขณะนี้กำลังมีถ่ายทอดสดจากสำนักสงฆ์ป่าสามแยก
วันที่ 13 กรกฏาคม 2556
เทศน์โดยหลวงปู่เกษม อาจิณณสีโล

รับชมได้ที่
www.samyaek.com

>> วิธีดูถ่ายทอดสด สำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ Android (แอนดรอยด์) เช่น Samsung Galaxy Note
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=2303.msg30460#msg30460

>> วิธีดูถ่ายทอดสด สำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ iPad (ไอแพด)
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=2303.msg30465#msg30465


โดย: Budratsa วันที่: 13 กรกฎาคม 2556 เวลา:22:00:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Budratsa
Location :
พิจิตร Switzerland

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆคนค่ะ
"ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์ (พุทธพจน์) มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา" เล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๓๒๐
Friends' blogs
[Add Budratsa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.