"ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตย่อมไม่มี พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี....." "พระไตรปิฏก เป็นตาที่วิเศษยิ่ง, เป็นหูที่วิเศษยิ่ง, เป็นจมูกที่วิเศษยิ่ง, เป็นลิ้นที่วิเศษยิ่ง, เป็นกายที่วิเศษยิ่ง, เป็นใจที่วิเศษยิ่ง, เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษยิ่ง, เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษยิ่ง, เป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษยิ่ง, เป็นแผนที่และป้ายบอกทางที่วิเศษยิ่ง, เป็นแสงสว่างส่องทางสู่นิพพานที่วิเศษยิ่ง"จากวัดสามแยก
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
25 สิงหาคม 2555
 
All Blogs
 
หลวงปู่เกษม แสดงธรรม...อยากใส่บาตร...? 2 มิ.ย.2555

เนื้อหา บางส่วนจากการแสดงธรรมชุดนี้
      ๑. อุบาสกถวาย "สวนผลไม้" เอาไว้ให้สงฆ์บริโภค
      ๒. แม้ทำบุญไว้เพียงเล็กน้อยก็ให้ผลมากมาย
      ๓. พระพุทธานุญาติกัปปิยภูมิ
      ๔. ฆราวาสที่อุปัฏฐากพระละเมิดศีลจะตกนรกไปด้วยกัน
      ๕. ถ้าชาวบ้านแตกกันเป็น 2 พวก ให้พระไปกับพวกมาก
     ฯลฯ

อุบาสกถวาย "สวนผลไม้" เอาไว้ให้สงฆ์บริโภค (อ.จีวรวรรคสิกขาบทที่10) เล่ม3หน้า871

  ในเวลาเขากล่าวด้วยกัปปิยโวหารว่า ข้าพเจ้าถวายเพื่อประโยชน์แก่การบริโภคปัจจัย ๔ ภิกษุควรรับ,ก็เมื่อเขากล่าวว่า ข้าพเจ้าถวายสวน, ถวายป่า ควรจะรับไว้.

แม้ทำบุญไว้เพียงเล็กน้อยก็ให้ผลมากมาย (อังกุรเปรต) เล่ม49หน้า237-238

อังกุรพาณิชจึงถามรุกขเทวดานั้นว่า :-ฝ่ามือของท่านมีสีดังทองคำทั่วไป  ทรงไว้ซึ่งวัตถุที่บุคคลอื่นปรารถนาด้วยนิ้วทั้ง ๕  เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย วัตถุมีรสต่าง ๆย่อมไหลออกจากฝ่ามือของท่าน ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านเป็นท้าวสักกะ.

รุกขเทวดาตอบว่า :-เราไม่ใช่เทพเจ้า ไม่ใช่คนธรรพ์  ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ ดูก่อนอังกุระ ท่านจงทราบว่าเราเป็นเปรต  จุติจากโรรุวนครมาอยู่ที่ต้นไทรนี้.

อังกุรพาณิชถามว่า :-เมื่อก่อน  ท่านอยู่ในโรรุวนคร ท่านมีปกติอย่างไร มีความประพฤติอย่างไร  ผลบุญสำเร็จที่ฝ่ามือของท่าน เพราะพรหมจรรย์อะไร.

รุกขเทวดาตอบว่า :-เมื่อก่อน เราเป็นช่างหูกอยู่ในโรรุวนครเป็นคนกำพร้าเลี้ยงชีพโดยความลำบากนัก   เราไม่มีอะไรจะให้ทาน เรือนของเราอยู่ใกล้เรือนของอสัยหเศรษฐี ซึ่งเป็นคนมีศรัทธา เป็นทานาธิบดี  มีบุญอันทำแล้ว  เป็นผู้ละอายต่อบาป  พวกยาจกวณิพกมีนามแลโคตรต่าง ๆ  กัน ไปที่บ้านของเรานั้น พากันถามถึงเรือนของอสัยหเศรษฐีกะเราว่า  ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายพวกเราจะไปทางไหน ทานเขาให้ที่ไหน เราถูกพวกยาจนวณิพกถามแล้ว ได้ยกมือเบื้องขวาชี้บอกเรือนของอสัยหเศรษฐีแก่ยาจกวณิพกเหล่านั้นว่า  ท่านทั้งหลายจงไปทางนี้ ความเจริญจักมีแก่ท่านทั้งหลาย ทานเขาให้อยู่ที่นั่น  เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือของเราจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย   ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของเราเพราะพรหมจรรย์นั้น.

อังกุรพาณิชถามว่า :-ได้ยินว่า ท่านไม่ได้ให้ทานแก่ใครๆ ด้วยหรือทั้งสองของตน เป็นแต่เพียงอนุโมทนาทานของคนอื่น ยกมือชี้บอกทางให้ เพราะเหตุนั้นฝ่ามือของท่านจึงให้สิ่งที่น่าใคร่ เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของท่านเพราะพรหมจรรย์นั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญอสัยหเศรษฐีผู้เลื่อมใสได้ให้ทานด้วยมือทั้งสองของตน  ละร่างกายมนุษย์แล้ว  ไปทางทิศไหนหนอ.

รุกขเทวดาตอบว่า :-เราไม่รู้ทางไปหรือทางมาของอสัยหเศรษฐี   ผู้เป็นเจ้าของแห่งทาน  ผู้มีรัศมีซ่านออกจากตน แต่เราได้ฟังมาในสำนักของท้าวเวสวัณว่า อสัยหเศรษฐี ถึงความเป็นสหายแห่งท้าวสักกะ.

พระพุทธานุญาติกัปปิยภูมิ (อนุญาติให้ทำที่เก็บของกัปปิยะในที่สงฆ์จัดไว้) เล่ม7หน้า135  ("กัปปิยภูมิ" หรือ โรงครัววัดสามแยก)

พระพุทธานุญาตกัปปิยภูมิ

[๘๒]  ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนชาวชนบทบรรทุกเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของขบฉันบ้าง  ไว้ในเกวียนเป็นอันมาก แล้วตั้งวงล้อมเกวียนอยู่นอกซุ้มประตูพระอารามคอยท่าว่าเมื่อใด เราทั้งหลายได้ลำดับที่จะถวาย  เมื่อนั้นเราจักทำภัตตาหารถวาย ฝนตั้งเค้ามาจะตกใหญ่ จึงคนเหล่านั้นพากันเข้าไปหาท่านพระอานนท์กราบเรียนว่า ท่านพระอานนท์เจ้าข้า เกลือน้ำมัน ข้าวสาร และของขบฉันเป็นอันมาก พวกข้าพเจ้าบรรทุกไว้ในเกวียนตั้งอยู่ที่หน้าวัดนี้ และฝนตั้งเค้ามาจะตกใหญ่ ท่านพระอานนท์เจ้าข้า  พวกข้าพเจ้าจะพึงปฏิบัติอย่างไร  จึงท่านพระอานนท์กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ  ตรัสว่า  ดูก่อนอานนท์  ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงสมมติวิหารที่ตั้งอยู่สุดเขตวัด  ให้เป็นสถานที่เก็บของกัปปิยะแล้วให้เก็บไว้ในสถานที่ที่สงฆ์จำนงหมาย คือวิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนชั้น เรือนโล้น หรือถ้าก็ได้.

แม้จะเป็นเพียงทาสแต่ก็เป็นผู้มีบุญมาก(เรื่องมณฑกเศรษฐี) เล่ม43หน้า57

แม้ทาสของเศรษฐีนั้น ประดับแล้วด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เทียมโคทั้งหลายที่แอกทองคำด้วยเชือกทองคำถือเอาด้ามปฏักทองคำ ให้ของหอมอันบุคคลพึงเจิมด้วยนิ้วทั้ง ๕  แก่โดยทั้งหลาย สวมปลอกทองคำที่เขาทั้งหลาย ไปสู่นาแล้วขับไป. รอย ๗ รอยคือ " ข้างนี้ ๓ รอย ข้างโน้น ๓ รอย ในท่ามกลาง ๑ รอย "  ได้แตกแยกกันไปแล้ว. ชาวชมพูทวีปถือเอาสิ่งของบรรดาภัต พืช เงินทองเป็นต้น ตามที่ตนชอบใจจากเรือนของเศรษฐีเท่านั้น.

ถ้าชาวบ้านแตกกันเป็น2พวก ให้พระไปกับพวกมาก (วัสสปนายิกขันธกะ) เล่ม6หน้า545

[๒๑๕] ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในอาวาสแห่งหนึ่ง ชาวบ้านอพยพไปเพราะพวกโจรภัย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ รับสั่งว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไปตามชาวบ้าน ชาวบ้านแยกกันเป็น ๒ พวก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ รับสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไปตามชาวบ้านที่มากกว่า ชาวบ้านที่มากกว่าเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไร้เลื่อมใส ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ รับสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไปตามชาวบ้านทีมีศรัทธาเลื่อมใส.
 
พระพุทธเจ้ากัสสปะฉันอาหารโดยไม่ต้องประเคนด้วยมือ(ฆฏิการสูตร)เล่ม21หน้า11
[๔๑๘] ดูก่อนมหาบพิตร  ครั้งหนึ่ง อาตมภาพอยู่ที่นิคมชื่อเวภฬิคะนั้นเอง เวลาเช้า อาตมภาพนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปหามารดาบิดาของฆฏิการะช่างหม้อถึงที่อยู่ แล้วได้ถามว่า ดูเถิด นี่คนหาอาหารไปไหนเสียเล่า. มารดาบิดาของฆฏิการะช่างหม้อตอบว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอุปัฏฐากของพระองค์ออกไปเสียแล้ว ขอพระองค์จงเอาข้าวสุกจากหม้อข้าวนี้เอาแกงจากหม้อแกงนี้เสวยเถิด. ดูก่อนมหาบพิตร ครั้งนั้น  อาตมภาพได้เอาข้าวสุกจากหม้อข้าว   เอาแกงจากหม้อแกงฉันแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป ลำดับนั้น ฆฏิการะช่างหม้อเข้าไปหามารดาบิดาถึงที่อยู่ แล้วได้ถามว่า ใครมาเอาข้าวสุกจากหม้อข้าว เอาแกงจากหม้อแกงบริโภคแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป.
มารดาบิดาบอกว่า ดูก่อนพ่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเอาข้าวสุกจากหม้อข้าว เอาแกงจากหม้อแกงเสวยแล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป. ครั้งนั้น ฆฏิการะช่างหม้อมีความคิดเห็นว่า  เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงคุ้นเคยอย่างยิ่งเช่นนี้แก่เรา. ดูก่อนมหาบพิตร ครั้งนั้น ปีติและสุขไม่ละฆฏิการะช่างหม้อตลอดกึ่งเดือน ไม่ละมารดาบิดาตลอดเจ็ดวัน.

[๔๑๙] ดูก่อนมหาบพิตร ครั้งหนึ่ง อาตมภาพอยู่ที่เวภฬิคนิคมนั้นเอง. ครั้นนั้นในเวลาเช้า อาตมภาพนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปหามารดาบิดาของฆฏิการะช่างหม้อถึงที่อยู่ แล้วได้ถามว่า ดูเถิด นี่คนหาอาหารไปไหนเสียเล่า. มารดาบิดาของฆฏิการะช่างหม้อตอบว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อุปัฏฐากของพระองค์ออกไปเสียแล้ว ขอพระองค์จงเอาขนมสดจากกระเช้านี้  เอาแกงจากหม้อแกงเสวยเถิด. ดูก่อนมหาบพิตร ครั้งนั้น อาตมภาพได้เอาขนมสดจากกระเช้า  เอาแกงจากหม้อแกงฉันแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป.  ลำดับนั้น ฆฏิการะช่างหม้อเข้าไปหามารดาบิดาถึงที่อยู่ แล้วได้ถามว่า ใครมาเอาขนมสดจากกระเช้า

ฆราวาสที่อุปัฏฐากพระละเมิดศีลจะตกนรกไปด้วยกัน(คูถขาทิกเปตวัตถุ)เล่ม49หน้า559

ว่าด้วยด่าพระตกนรกกินของไม่สะอาด

พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเปรตตนหนึ่งว่า :-ท่านเป็นใครหนอ โผล่ขึ้นจากหลุมคูถให้เราเห็นเช่นนี้ ท่านร้องครวญครางอื้ออึงไปทำไมเล่า ท่านมีการงานอันลามกเป็นแน่.

เปรตนั้นตอบว่า :-ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวยทุกข์เกิดในยมโลก เพราะได้ทำกรรมอันลามกไว้จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก.

พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า :-ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะผลแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้ประสบทุกข์เช่นนี้.

เปรตนั้นตอบว่า :-ชาติก่อน มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในอาวาสของข้าพเจ้า ท่านมีปกติริษยาตระหนี่ตระกูล มีใจกระด้าง มักด่าบริภาษ ได้ยกโทษภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายที่เรือนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังคำของภิกษุนั้นแล้ว ได้ด่าภิกษุทั้งหลาย เพราะผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก.

พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า :-ภิกษุที่เข้าไปสู่ตระกูลของท่าน ไม่ใช้มิตรแท้เป็นมิตรเทียม เป็นคนมีปัญญาทรามทำลายขันธ์ละไปแล้ว ไปสู่คติไหนหนอ.

เปรตนั้นตอบว่า :-ข้าพเจ้ายืนอยู่บนศีรษะของภิกษุผู้มีกรรมอันลามกนั้น กุลุปกภิกษุไปเกิดเป็นเปรตบริวารของข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่าอื่นถ่ายมูตรคูถลงในเว็จนี้ มูตรคูถนั้นเป็นอาหารของข้าพเจ้า และข้าพเจ้ากินมูตรคูถนั้นแล้ว ถ่ายมูตรคูถสิ่งใดลงไป กุลุปกเปรตนั้นก็เลี้ยงชีพด้วยมูตรคูถนั้น.

"คนจน"ในความหมายของพระพุทธเจ้า (ทลิทสูตร) เล่ม30หน้า269

ทลิททสูตร ด้วยเหตุเพียงเท่าไรจึงเรียกว่าคนจน

[๕๑๒] สาวัตถีนิทาน. ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า คนจน คนจน ดังนี้  ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงเรียกว่า  คนจน.
 พ. ดูก่อนภิกษุ ที่เรียกว่า คนจน ก็เพราะโพชฌงค์ ๗ อันตนไม่เจริญแล้ว ไม่กระทำให้มากแล้ว. โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน. คือ สติสัมโพชฌงค์, ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์,วิริยสัมโพชฌงค์,ปีติสัมโพชฌงค์,ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์,สมาธิสัมโพชฌงค์,อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่เรียกว่า คนจน ก็เพราะโพชฌงค์ เหล่านี้แล อันตนไม่เจริญแล้ว ไม่กระทำให้มากแล้ว.

วัดป่าสามแยก ศึกษาพระธรรมวินัย เบิกบุญ โอนบุญ อกหัก โดนของ ธรรมะ ธรรมทาน คลายเครียด เจริญรุ่งเรือง http://www.samyaek.com




Create Date : 25 สิงหาคม 2555
Last Update : 26 สิงหาคม 2555 14:06:48 น. 1 comments
Counter : 1068 Pageviews.

 
วันนี้ วันเสาร์ ที่ 25 สิงหาคม.2555 ตั้งแต่เวลาประเทศไทย โดยประมาณ 20:30 น. มีการเทศน์ถ่ายทอดสด ไปทั่วโลก เทศน์โดยหลวงปู่เกษม อาจิณณสีโล จากสำนักสงฆ์ป่าสามแยก

รับชมได้ที่
ดูวีดีโอช่องที่ 1 (สำหรับผู้ที่อินเตอร์เน็ทช้า: 56k)
www.samyaek.com

ดูวีดีโอช่องที่ 2 (สำหรับผู้ที่อินเตอร์เน็ทเร็ว: 212k)
www.samyaek.com/?channel=2

สำหรับท่านที่มีปัญหาดูถ่ายทอดสดไม่ได้
www.samyaek.com/board2/index.php?topic=2303.0

การใช้ iPad, iPhone, iPod touch ดูถ่ายทอดสด
www.samyaek.com/board2/index.php?topic=5531.0

วิธีใช้ Tablet ตระกูล Android ดูถ่ายทอดสด
www.samyaek.com/board2/index.php?topic=5512.0


โดย: Budratsa วันที่: 25 สิงหาคม 2555 เวลา:19:40:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Budratsa
Location :
พิจิตร Switzerland

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆคนค่ะ
"ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์ (พุทธพจน์) มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา" เล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๓๒๐
Friends' blogs
[Add Budratsa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.