Group Blog
 
All blogs
 

เล่ห์ลวงใจ ตอนพิเศษ: แสงแรกแห่งปีใหม่


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ ตอนพิเศษ: แสงแรกแห่งปีใหม่


คืนวันที่ 31 ธันวาคม ภายในวัดประดับประดาไฟนีออนหลากสีไปจนถึงบริเวณลานจอดรถ ในส่วนของงานวัดมีซุ้มเกมชิงรางวัลและร้านอาหารมากมาย ธีระกับครอบครัวก็อยู่ท่ามกลางผู้คนที่มางานวัดในคืนสิ้นปีนี้

"อ้ำๆ"

"อ้าม ค่อยๆ กินนะครับน้องฟลุ๊ค"

ธีระตักขนมถ้วยป้อนหลานชายตัวน้อยซึ่งนั่งอยู่ในรถเข็น วันนี้เขามางานวัดกับพ่อ แม่ แล้วก็พี่หมูซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง ส่วนสามีของพี่หมูอยู่เฝ้าบ้านเพราะว่าปวดท้อง

"กลับมาแล้วจ้า ห้องน้ำคิวยาวเลยรอนานมากเลย"

เด็กหนุ่มหันไปยิ้มให้พี่หมู หญิงสาวเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาโดยลำดับญาติ แต่พ่อกับแม่รับมาเลี้ยงตั้งแต่เขายังไม่เกิดเพราะเคยนึกว่าคงไม่มีลูกกันแล้ว ทั้งสองจึงโตมาเหมือนเป็นพี่น้องกันจริงๆ

"พี่หมูอยากเดินดูอะไรอีกรึเปล่า?"

"อืม พี่กำลังคิดว่าจะซื้อกับข้าวไปให้พี่ฮิม เผื่อดึกๆ เขาหายปวดท้องแล้วหิวขึ้นมา ตี้จะไปกับพี่มั้ย? หรืออยากแยกไปเดินเล่น?"

"ไปด้วยกันก็ได้ ตี้ก็ไม่ได้อยากดูอะไรเป็นพิเศษ"

เขาช่วยพี่หมูเข็นรถเข็นเด็กไปฝั่งร้านค้าที่ขายอาหาร ระหว่างรออีกฝ่ายซื้อของก็มองไปทางมุมเครื่องเล่นซึ่งอยู่ไม่ห่าง ที่ริมรั้วมีชิงช้าสวรรค์ตั้งอยู่ พอเห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าอยากชวนกฤตภาสมาเดินงานวัดบ้าง แต่แค่นึกว่าฝ่ายนั้นจะทำสีหน้าแบบไหนถ้าถูกชวนขึ้นชิงช้าสวรรค์ เขาก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วมองไปรอบตัวแทน

คืนส่งท้ายปีแบบนี้มีแต่คนมาทำบุญและเดินงานวัดเป็นคู่ หรือไม่ก็มากับเพื่อนวัยเดียวกันเป็นกลุ่มใหญ่ คงมีแต่เขานี่ล่ะที่ต้องมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงเด็กเพราะเพื่อนสนิทล้วนแต่กลับบ้าน

"ได้กระเพาะปลากับลูกชิ้นปิ้ง แค่นี้ก็น่าจะพอ ว่าแต่พี่อยากพาน้องฟลุ๊คกลับแล้วล่ะ ตี้จะเอาไง ให้พี่ขับรถไปส่งที่บ้านไหม หรือจะอยู่สวดมนต์ข้ามปีกับพ่อกับแม่ที่วัด?"

"ตี้กลับกับพี่หมูดีกว่า แต่ขอไปบอกพ่อกับแม่ก่อน"

"โอเค งั้นพี่ไปด้วย"

ทั้งสองเข็นรถเข็นเด็กซึ่งมีพ่อหนูน้อยนอนหลับไปทางศาลาวัด ธีระสอดส่ายสายตาท่ามกลางผู้คนที่มานั่งสวดมนต์ข้ามปี เมื่อเห็นพ่อกับแม่ก็คลานเข่าเข้าไปหา

"พ่อ แม่ เดี๋ยวตี้จะกลับบ้านแล้วนะ พี่หมูจะขับรถไปส่ง"

"ได้ ดึกแล้วหมูขับรถระวังด้วยล่ะ จำไว้ว่าถึงเราไม่เมา คนอื่นอาจจะเมาก็ได้ เวลาขับก็อย่าไปแซงใคร รู้มั้ย"

"จ้าพ่อ หนูไม่ขับซิ่งอยู่แล้ว"

"ตี้ล็อคประตูหน้าต่างดีๆ ด้วยนะลูก ถ้ามีอะไรก็โทรมา พรุ่งนี้พ่อกับแม่คงกลับบ้านช่วงสายๆ"

คุณธาริณีหันมาย้ำกับลูกชายบ้างหลังสามีเตือนลูกสาวบุญธรรมไปแล้ว ธีระพยักหน้าก่อนจะตามญาติผู้พี่ออกจากศาลาวัดไปทางลานจอดรถ

"ว่าแต่ตี้จะกลับไปเฝ้าบ้านคนเดียวเหรอ มานอนบ้านพี่ก็ได้นะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพี่ค่อยไปส่ง"

"ไม่เป็นไรพี่หมู รบกวนเปล่าๆ อีกอย่างอยู่บ้านคนเดียวเดี๋ยวตี้ก็เล่นเกมหรืออ่านการ์ตูนก็ได้ ไม่เหงาหรอก"

"อืม...น่าเสียดายเนอะที่แฟนตี้ติดงานช่วงปีใหม่ ไม่งั้นคงได้ไปเที่ยวเค้าท์ดาวน์กันแทนที่จะกลับมาเฝ้าบ้านแบบนี้"

ธีระยิ้มหงอยๆ แต่ไม่ตอบ เขาเอ่ยขอบคุณญาติผู้พี่ที่มาส่งถึงหน้าบ้าน จากนั้นก็เดินตรงขึ้นห้องนอนชั้นบนแล้วเปิดสวิทช์ไฟ

เงียบจัง...

ธีระคิดขณะงับประตูห้อง เด็กหนุ่มเปิดพัดลมแล้วหยิบไอแพดมานั่งเล่นบนเตียง พอล็อกอินเข้าเฟซบุ๊คก็ได้เห็นเพื่อนแต่ละคนอัพเดทภาพหรือสเตตัสที่บ่งบอกว่ากำลังเตรียมฉลองวันขึ้นปีใหม่ที่ไหนสักแห่ง หลังกดเลื่อนหน้าจอลงมาเรื่อยๆ สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับภาพของผู้คนซึ่งกำลังเตรียมนับถอยหลังในลานกว้างแห่งหนึ่ง เขารีบคลิกเข้าไปดูรูปใหญ่เมื่อเห็นว่าคนที่อัพโหลดรูปนั้นคือวีณา

รุ่นพี่ของเขาโพสต์รูปจากเวทีจัดงานฉลองปีใหม่ที่ใหญ่ที่สุดกลางกรุงเทพฯ ปีนี้บริษัทของกฤตภาสได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดงาน พนักงานทุกคนจึงไม่ได้หยุดพักและต้องร่วมกันดูแลงานนี้ให้ลุล่วง นอกจากวีณาแล้วยังมีรูปจากอรรณพ รวมทั้งรุ่นพี่คนอื่นที่ธีระรู้จักตั้งแต่ตอนไปฝึกงานและได้แอดกันไว้ด้วย

เด็กหนุ่มใจเต้นเมื่อคลิกดูรูปไปเรื่อยๆ แล้วเห็นว่าบางรูปก็ถ่ายติดกฤตภาสจากระยะไกล น่าเสียดายที่รูปเหล่านี้เห็นหน้าเจ้าตัวไม่ค่อยชัด ความจริงแล้วกฤตภาสก็มีเฟซบุ๊ค แต่เจ้าตัวแทบไม่เข้าไปอัพเดท ส่วนมากจะอัพเดทใน Linkedin ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียของวัยทำงานมากกว่า ดังนั้นหากธีระอยากรู้ว่าเจ้าตัวทำอะไรระหว่างที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ก็มีแต่ต้องอาศัยดูจากแอคเคาท์ของคนอื่นเท่านั้น

'สู้ๆ นะครับ อีกนิดเดียวก็ปีใหม่แล้ว :)'

ธีระพิมพ์ข้อความใต้รูปที่เห็นกฤตภาสค่อนข้างชัดที่สุดแล้วกดเอนเทอร์ คอมเม้นต์ของเขาเป็นเพียงหนึ่งในหลายสิบคอมเม้นต์ที่เรียงกันลงมาด้านล่าง แต่เขาก็หวังว่ากฤตภาสอาจจะได้อ่าน หรืออย่างน้อยก็มีคนไปบอกว่าเขามาโพสต์ให้กำลังใจ

เด็กหนุ่มพับฝาจอไอแพดแล้วเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อเดินออกมาอีกครั้งก็เห็นเข็มนาฬิกาชี้เวลาห้าทุ่ม

ใจจริงก็อยากรอถึงเที่ยงคืนแล้วโทรไปสวัสดีปีใหม่อยู่หรอก แต่ช่วงนั้นพี่กฤตคงวุ่นจนรับสายไม่ได้แน่เลย...

ธีระคิดพลางเดินไปที่หน้าต่าง ด้านนอกมีคนจุดพลุแล้ว เสียงร้องคาราโอเกะปนกับเสียงเพลงงานวัดลอยมาจากที่ไกลๆ เขาปิดม่านในห้องแม้จะกันเสียงไม่ได้ จากนั้นก็ปิดไฟแล้วเดินไปทิ้งตัวบนเตียง

ถ้าเป็นไปได้...ก็อยากใช้เวลาในคืนวันขึ้นปีใหม่กับพี่กฤต แต่เอาไว้ปีหน้าก็คงได้ละมั้ง...

เด็กหนุ่มหลับตาลง วันนี้เขาค่อนข้างเพลียเป็นทุนเดิมเพราะตื่นนอนแต่เช้า ไม่ช้าก็ถูกความง่วงงุนฉุดรั้งสติจนดิ่งลึกสู่ห้วงนิทรา


++-------++


เอกอี้เอ้กเอ้ก.....

ธีระรู้สึกตัวตื่นเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณไก่ขันจากโทรศัพท์ เด็กหนุ่มควานมือเปะปะหาแล้วหยิบเครื่องมาดูขณะที่สัญญาณดังขึ้นอีกครั้ง แสงสว่างจัดจากหน้าจอทำให้ต้องหยีตาดูชื่อคนที่โทรเข้า

เอ๊ะ? พี่กฤต?

"ฮัลโหล?"

"ยังนอนอยู่เหรอ?"

"อื้อ...พี่กฤตเสร็จงานแล้วเหรอ?"

เวลาบนจอโทรศัพท์บอกให้รู้ว่าตีห้าแล้ว เด็กหนุ่มยันตัวขึ้นจากเตียงอย่างสะโหลสะเหล แต่ความดีใจที่กฤตภาสโทรหาทำให้ความง่วงจางหายอย่างรวดเร็ว

"อืม เหลือแค่เก็บงานนิดหน่อยก็เลยฝากพวกเด็กๆ ดูต่อแล้วขับรถมานี่ จะกลับด้วยกันเลยไหม? มานอนต่อในรถก็ได้นะ"

ธีระกะพริบตาถี่ เขาเลิกผ้าห่มจากตัวแล้วรีบออกจากห้อง เมื่อลงบันไดไปชั้นล่างก็เห็นรถสีดำคุ้นตาจอดอยู่หน้ารั้ว เด็กหนุ่มยิ้มกว้างขณะผลักประตูรั้วออกและได้เห็นกฤตภาสยืนอยู่ตรงหน้า

"พี่กฤต"

ร่างเพรียวโผเข้ากอดเอวคนที่ยืนรอ เขาเงยหน้าขึ้นยิ้มหวานเมื่อถูกยีผม ไหล่ทั้งสองข้างผ่อนคลายเมื่อได้สูดกลิ่นโคโลญจน์เจือบุหรี่อันแสนคุ้นเคย

"ขอโทษที กำลังหลับสบายเลยสินะ?"

"ไม่เป็นไร ได้ยินเสียงพี่กฤตตี้ก็ตื่นแล้ว"

ธีระยิ้มแล้วซุกหน้าลงกับอกกฤตภาสอีกครั้ง ที่จริงแล้วเขาตั้งใจว่าวันนี้ช่วงบ่ายจะกลับกรุงเทพฯ เพื่อไปทานข้าวเย็นด้วย ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะมาหาก่อนถึงที่บ้านตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

"พ่อกับแม่ล่ะ?"

"ไปสวดมนต์ข้ามปีที่วัดทั้งคู่เลย ตี้อยู่เฝ้าบ้านคนเดียว"

"เหรอ...งั้นจะโทรบอกพ่อกับแม่ก่อนไหมว่าจะกลับกรุงเทพฯ? หรือกลับถึงห้องแล้วค่อยบอก?"

"พี่กฤต..." ธีระเงยหน้าขึ้น เขารู้ว่ากฤตภาสคงเหนื่อยจากการทำงานข้ามคืนแล้วยังขับรถมารับเขาถึงที่นี่อีก ถ้าปล่อยให้ขับกลับกรุงเทพฯ ทันทีคงไม่ดีแน่ ต่อให้เจ้าตัวไม่บ่นหรือแสดงอาการว่าเหนื่อยก็เถอะ

"แวะนอนสักตื่นก่อนมั้ยพี่กฤต ฟ้ายังไม่สว่างเลย พี่กฤตจะได้พักด้วย"

"ไม่เป็นไร พี่ไม่ได้ง่วง"

"นอนเถอะ ตี้ยังอยากนอนต่ออีกหน่อย นะ กว่าพ่อกับแม่จะกลับก็สายๆ เผื่อจะได้กินข้าวด้วยกันสี่คน"

เด็กหนุ่มเห็นกฤตภาสเบ้ปากก็ได้แต่กลั้นยิ้ม เขารู้ว่าพ่อกับแม่ไม่ชอบกฤตภาสนัก ส่วนกฤตภาสก็ไม่ใช่คนที่จะพยายามเข้าหาผู้ใหญ่เหมือนกัน แต่ให้เจอกันบ่อยๆ เพื่อสร้างความเคยชินย่อมดีกว่าต่างคนต่างอยู่ เพราะจะให้เขาเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็คงไม่ได้

ดูเหมือนน้ำเสียงกับแววตาออดอ้อนจะได้ผล เพราะหลังจากทำสีหน้าชั่งใจอยู่ชั่วครู่ กฤตภาสก็พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้แล้วกดรีโมทล็อกรถ

"เอาเถอะ นอนพักสักตื่นก็ดีเหมือนกัน ยังไงวันนี้ก็ไม่ได้ต้องรีบไปไหน"

ธีระส่งเสียงในคออย่างดีใจ เขารีบจูงกฤตภาสเข้าบ้าน พอเดินขึ้นไปถึงห้องก็แปลกใจที่จู่ๆ ก็ถูกรั้งไหล่ให้หันไปหา

"พี่...?"

เด็กหนุ่มไม่มีโอกาสเรียกชื่อให้จบเพราะกฤตภาสก้มลงปิดเสียงด้วยริมฝีปาก เสียงครางแผ่วหลุดจากลำคอเมื่อถูกดันให้ถอยจนหงายหลังลงบนเตียง เขาปรือตาขึ้นมองร่างสูงใหญ่ที่ตามขึ้นมาคร่อมอยู่ด้านบน ประกายวิบวับในแววตาบ่งบอกจุดประสงค์ชัดเจน

"พี่กฤตไม่อยากนอนแล้วเหรอ?"

ธีระกระซิบถามโดยไม่ละสายตาจากอีกฝ่าย แต่มือทั้งสองข้างค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อตัวเองจนเผยแผ่นอกเรียบตึง คำถามอันขัดกับท่าทางยั่วยวนเรียกเสียงหัวเราะจากคนที่กำลังปลดเข็มขัดและรูดซิปกางเกงลง

"จะนอนเมื่อไหร่ก็นอนได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่ได้เสียเหงื่อซักหน่อยคงนอนไม่หลับ"

เด็กหนุ่มหัวเราะบ้างเมื่อถูกดึงกางเกงเอวยืดออกจนพ้นขา จากนั้นเสียงหัวเราะก็เปลี่ยนเป็นเสียงครางเมื่อกฤตภาสโน้มตัวลงจนไออุ่นห่อหุ้มผิวเปลือยเปล่า ไม่มีใครเอ่ยคำหลังได้สัมผัสกันและกัน ในห้องมีเพียงเสียงหอบหายใจ เสียงการเสียดสีจากการเคลื่อนไหวของร่างทั้งสอง และเสียงเรียกชื่อแหบพร่าแทรกเสียงครางเป็นระยะ

ที่ด้านนอกหน้าต่าง...แสงเงินแสงทองจากพระอาทิตย์เริ่มทอทาบแนวขอบฟ้า นกตัวแรกโผบินจากรังเพื่อออกหาอาหารในเช้าวันใหม่



++---End---++



A/N: ตอนแรกก็นึกว่าคงไม่มีตอนพิเศษมาฉลองปีใหม่แล้ว ปุบปับดันปิ๊งไอเดียระหว่างกินข้าวกับเพื่อนเลยรีบพิมพ์ใส่มือถือเลย คงช่วยแก้คิดถึงตากฤตกับน้องตี้ได้บ้างนะคะ สุขสันต์วันปีใหม่ค่า ^^




 

Create Date : 01 มกราคม 2559    
Last Update : 1 มกราคม 2559 20:56:06 น.
Counter : 565 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ ตอนพิเศษ: Pillow Talk


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ ตอนพิเศษ: Pillow Talk


ตัวเลขบนนาฬิกาดิจิตอลบอกว่าเลยเวลาห้าทุ่มแล้ว แต่ธีระซึ่งนอนหนุนหมอนอยู่บนเตียงกลับยังไม่หลับ เด็กหนุ่มพิมพ์ข้อความแชทกับเพื่อนในมือถือขณะฟังเสียงใครบางคนกำลังอาบน้ำไปเรื่อย

ไม่นานนักกฤตภาสก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ร่างสูงใหญ่สวมเสื้อคลุมอาบน้ำพลางใช้ผ้าขนหนูซับผมที่ยังชุ่ม เมื่อเห็นว่าธีระยังไม่หลับก็มุ่นคิ้ว

"เลิกเล่นมือถือก่อนนอนได้แล้วตี้ เดี๋ยวก็สายตาเสียหรอก"

"ครับๆ ขอคุยกับเมธกับซันอีกแป๊บ"

เด็กหนุ่มตอบทั้งที่สองตายังจดจ่อกับหน้าจอโทรศัพท์ กฤตภาสไม่พูดอะไรมากกว่านั้นเพราะไม่ชอบย้ำเรื่องเดิมซ้ำซาก เขาเดินไปนั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งแล้วก็หยิบไดร์เป่าผมออกมาเสียบปลั๊ก

ธีระเหลือบมองคนที่กำลังเป่าผมไปพลางขยี้ผมให้แห้ง จากนั้นก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะข้างหัวเตียงแล้วลุกเดินเข้าไปใกล้

"มา ตี้ช่วย"

เด็กหนุ่มหยิบไดร์เป่าผมจากมือกฤตภาสแล้วค่อยๆ เป่าไปตามเรือนผมที่ดำขลับและดกหนา ขณะเดียวกันก็ใช้ปลายนิ้วนวดไปตามหนังศีรษะด้วยแรงกำลังดี กฤตภาสเคยเล่าให้เขาฟังว่าไม่เคยทำสีผม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เส้นผมดำเป็นเงาและดูสุขภาพดีกว่าผมของเขาเสียอีก

หลังจากผมของกฤตภาสเริ่มหมาด ธีระก็ปรับโหมดไดร์เป็นลมเย็นแล้วเป่าต่อ พอผมแห้งสนิทแล้วจึงปิดไดร์แล้วก็ใช้มือทั้งสองบีบนวดไปบนไหล่กว้างให้ กฤตภาสหลับตาลงพลางระบายลมหายใจยาว ครู่หนึ่งชายหนุ่มก็ปรือตาขึ้นแล้วหันกลับมา บนมุมปากมีรอยยิ้มแต้มบางเบา

"มาอ้อนแบบนี้นี่กะขออะไรหรือเปล่า?"

"เปล่าซักหน่อย นานๆ ทีตี้ก็อยากเซอร์วิสบ้างแค่นั้นเอง"

เด็กหนุ่มตอบพลางย่นจมูก กฤตภาสหัวเราะขณะลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า

"นอนได้แล้วล่ะ พรุ่งนี้จะได้ไปบ้านคุณยายแต่เช้า"

"อื้อ"

ธีระก้าวไปบนเตียงพลางซุกตัวลงใต้ผ้าห่ม เขานอนตะแคงมองกฤตภาสที่ถอดเสื้อคลุมอาบน้ำออกก่อนจะหยิบกางเกงบ็อกเซอร์ขึ้นสวม จากนั้นก็มองจนกระทั่งอีกฝ่ายปิดไฟแล้วเดินมาทิ้งตัวลงนอนข้างกัน

ภายในห้องไม่ได้มืดสนิท ธีระซึ่งนอนตะแคงจึงเห็นได้เลือนรางว่ากฤตภาสยังไม่หลับตา เด็กหนุ่มกระถดตัวเข้าไปจนชิดแล้วก็กระซิบถาม

"คุณยายของพี่กฤต...ใจดีใช่มั้ย?"

"อืม คนละแนวกับแม่พี่เลยล่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก"

กฤตภาสตอบก่อนจะหันมาแนบริมฝีปากบนหน้าผากเนียน คุณยายของเขาเคยชวนหลายครั้งแล้วว่าให้พาธีระไปเยี่ยมและร่วมทานอาหารที่บ้าน แต่เพราะบางสัปดาห์เด็กหนุ่มก็กลับบ้านที่ต่างจังหวัด บางครั้งก็ติดนัดไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เขาจึงไม่ได้เร่งและรอจนกระทั่งเจ้าตัวบอกว่าพร้อมจะไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่กับเขาด้วยตัวเอง

ประสบการณ์เมื่อครั้งที่ได้พบกับหม่อมหลวงมุกตาภาคงจะยังฝังใจ เขารู้และไม่โทษที่ธีระค่อนข้างหวั่นเกรงญาติฝ่ายแม่ของเขา แต่โชคดีที่คุณยายไม่ใช่คนใจแคบ ดังนั้นถ้าเขาคอยอยู่ข้างๆ ย่อมไม่มีอะไรน่าวิตก

"ไม่รู้คุณยายจะชอบขนมสาลี่ที่ซื้อให้หรือเปล่า"

กฤตภาสหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงพึมพำ หลังจากตกลงกับเขาได้แล้วว่าจะไปเยี่ยมบ้านคุณยายด้วยกันช่วงวันหยุด เมื่อกลางสัปดาห์ธีระก็โทรให้แม่ซื้อขนมสาลี่จากร้านดังในเมืองแล้วส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษมาให้ ตอนนี้ขนมเหล่านั้นแช่อยู่ในตู้เย็น รอเวลาที่จะได้นำไปมอบให้ผู้สูงวัยในวันรุ่งขึ้น

"ถ้าเป็นขนมไทยคุณยายพี่ชอบทั้งนั้นแหละ เราก็เลิกคิดมากได้แล้ว ถ้าไม่นอนซักทีพี่จะได้ชวนทำอย่างอื่น"

คนตัวเล็กกว่าหน้าแดงซ่าน ธีระรีบซุกหน้าเข้ากับอกกฤตภาสเหมือนจะบอกว่าอยากนอนมากกว่า กฤตภาสจึงโอบเอวเพรียวแน่นเข้าแล้วก็หลับตาลง แต่แล้วก็ปรือตาขึ้นอีกครั้งเมื่อรับรู้ได้ถึงสัมผัสนุ่มหยุ่นที่แตะบนปลายคาง

"ไม่อยากนอนจริงๆ สินะ"

"ใครว่า แค่กู้ดไนท์คิสเท่านั้นหรอก ตี้นอนล่ะ"

ธีระเอ่ยก่อนจะพลิกตัวตะแคงไปอีกทาง กฤตภาสนึกมันเขี้ยวจึงจับไหล่อีกฝ่ายให้หันกลับมา จากนั้นก็ดันตัวขึ้นคร่อมแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์

"เด็กเอ๋ยเด็ก กู้ดไนท์คิสของจริงมันต้องแบบนี้ต่างหาก"

คนที่อยู่ด้านล่างไม่ทันได้ส่งเสียงเมื่อริมฝีปากถูกบดเบียด ธีระหายใจหอบเมื่อกฤตภาสเพิ่มความลึกล้ำของรสจูบจนแทบสูดลมเข้าปอดไม่ทัน สองมือยกขึ้นเกาะเกี่ยวไหล่หนาราวต้องการหลักยึดจากความรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้ออ่อนแรง ครู่ใหญ่กว่าเขาจะมีโอกาสสูดหายใจเต็มปอดอีกครั้ง กระนั้นก็รับรู้ได้ว่าริมฝีปากทั้งบวมทั้งชาไปเรียบร้อยแล้ว

ขนาดในห้องค่อนข้างสลัว เขาก็ยังเห็นได้รางๆ ว่านัยน์ตาของกฤตภาสพราวประกายอย่างเจ้าเล่ห์

"พี่กฤตแกล้งกันนี่"

"แกล้งที่ไหน ใครกันแน่ที่มากู้ดไนท์คิสครึ่งๆ กลางๆ ทางนี้ก็แค่สอนวิธีที่ถูกต้องให้เฉยๆ"

ไอ้เรื่องพูดเข้าข้างตัวเอง กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำล่ะถนัดนัก เด็กหนุ่มได้แต่คิดเพราะไม่อยากต่อความให้ยืดยาว เขาลูบไหล่ของกฤตภาสไปมาแล้วก็เอ่ยเสียงอ่อน

"นอนกันเถอะครับ พรุ่งนี้ตี้อยากแวะซื้อดอกไม้สักช่อไปให้คุณยายด้วย ขืนพี่กฤตไม่ยอมให้นอน พรุ่งนี้คงไม่ได้ไปหาคุณยายกันพอดี"

กฤตภาสหัวเราะก่อนจะยอมทิ้งตัวลงนอนด้านหลังของธีระ ชายหนุ่มรั้งเอวอีกฝ่ายให้เอนพิงอกพลางฝังจมูกลงสูดกลิ่นหอมจากเรือนผมนิ่ม ไม่นานก็รับรู้ได้ว่าคนในอ้อมแขนหลับสนิทจากร่างกายที่ผ่อนคลายและเสียงหายใจเป็นจังหวะ

ทั้งที่มีเขาคนนี้อยู่แล้ว ยังจะต้องกลัวคนอื่นไม่ชอบอีกทำไมกัน

กฤตภาสเพิ่มแรงโอบโดยระวังไม่ให้คนที่หลับสะดุ้งตื่น เขารู้ดีว่าธีระเป็นคนใส่ใจความคิดของคนอื่นแค่ไหน นิสัยที่โหยหาการเป็นที่รักของคนรอบข้างทำให้บางครั้งเจ้าตัวก็วิตกเกินเหตุ และเขามองว่ามันทำให้เสียสุขภาพจิตโดยเปล่าประโยชน์

ไม่ต้องคิดมากหรอกนะตี้ ขอแค่เป็นตัวของตัวเองก็พอแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าคุณยายจะชอบหรือเปล่า ขอแค่เขาได้เห็นว่าพี่หลงเราแค่ไหน ที่เหลือก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลทั้งนั้น...



+++---END---++




 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2558    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2558 20:23:44 น.
Counter : 436 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ ตอนพิเศษ: Twenty-Four-Seven


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ ตอนพิเศษ: Twenty-Four-Seven


รุ่งอรุณมาถึงตั้งแต่ก่อนธีระจะตื่น เพราะเมื่อรู้สึกตัว ภายในห้องก็สว่างไปด้วยแสงของพระอาทิตย์ที่ทอลอดม่านโปร่งเข้ามา ลำแสงอบอุ่นแยงตาเสียจนนัยน์ตาที่หรี่ปรือต้องรีบปิดลง

“อืม...”

เด็กหนุ่มส่งเสียงครางอย่างงัวเงีย เขาพลิกตัวไปอีกด้านพลางยืดมือไปหมายจะดึงหมอนมากอด แต่แล้วเสียง ‘แกรบ’ และสัมผัสที่ต่างจากหมอนก็ดึงเปลือกตาอันหนักอึ้งให้แย้มขึ้น

หือ?

ภาพของสิ่งที่อยู่บนหมอนดึงดูดความสนใจจนนัยน์ตากลมโตเปิดกว้าง ธีระยกมือขยี้ตาเพื่อให้แน่ใจว่าตาไม่ฝาด เพราะสิ่งที่มือของเขากำลังสัมผัสคือช่อกุหลาบที่ใหญ่และยาวยิ่งกว่าแขน ดอกกุหลาบทุกดอกเป็นสีแดงเข้มขนาดเกือบเท่ากำปั้น จัดวางเป็นทรงกลมอยู่ภายในผ้าตาข่ายเนื้อแข็งสีครีมและรัดด้วยริบบิ้นสีเบอร์กันดี

ใบหน้าของเด็กหนุ่มเรื่อสีเลือดฝาดด้วยความตื่นเต้น เขาผุดลุกขึ้นนั่งพลางหยิบช่อกุหลาบมาประคอง แม้ว่าร่างกายจะไม่มีเสื้อผ้าปกปิดสักชิ้นก็ไม่รู้สึกหนาว เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดึงดูดความสนใจไปจนหมด

นี่คือช่อกุหลาบของเขา...ช่อกุหลาบวาเลนไทน์ช่อแรกในชีวิต...

ธีระเหลือบเห็นซองใส่การ์ดทำจากกระดาษสาสีครีม เมื่อหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน ใบหน้าที่เปล่งปลั่งอยู่แล้วก็ยิ่งฉายรัศมีแห่งความสุขมากขึ้น

‘Happy Valentines.’

ไม่มีถ้อยคำหวานซึ้งนอกเหนือจากนั้นหรือแม้แต่ชื่อคนให้ แต่เพียงเท่านี้ก็คงมากที่สุดเท่าที่จะคาดหวังจากกฤตภาสได้แล้ว ธีระอ่านทวนข้อความที่เขียนอย่างหวัดๆ ด้วยปากกาหมึกซึมซ้ำไปซ้ำมา ความสุขที่อัดแน่นทำให้ไม่อาจหุบยิ้ม เช่นเดียวกับความอุ่นร้อนบนหน่วยตาที่บ่งบอกว่าน้ำตาจะไหลอยู่รอมร่อ

ไม่ได้สิ จะร้องไห้ทำไมนะเรา ไม่มีเรื่องต้องเสียใจสักหน่อย

ธีระคิดพลางใช้อุ้งมือปาดคราบชื้นบนหางตาออก เขาก้มลงสูดกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของดอกกุหลาบเข้าเต็มปอด กระทั่งรู้สึกว่าหัวใจที่เต้นรัวเพราะความตื่นเต้นเริ่มสงบถึงค่อยหันไปหยิบโทรศัพท์ แต่พอจะกดโทรออกก็นึกขึ้นได้ว่าเช้านี้กฤตภาสมีนัดประชุมสำคัญกับลูกค้า

งั้นแค่ส่งข้อความหาก็แล้วกัน ถ้าพี่กฤตได้อ่านก็คงตอบมาเอง...

เด็กหนุ่มตั้งใจจะถ่ายรูปช่อดอกไม้แนบไปกับข้อความ แต่ขณะที่กวาดตาไปรอบห้องก็เหลือบเห็นเงาในกระจกบนประตูตู้เสื้อผ้า กระจกบานนั้นยาวเท่ากับความสูงของตู้จึงทำให้เห็นร่างเปลือยของตัวเองได้ทั้งตัว เด็กหนุ่มมองภาพนั้นแล้วมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

เรื่องอะไรจะยอมถูกเซอร์ไพรส์อยู่คนเดียว...



++------++



ภายในห้องประชุมที่บริษัทของลูกค้า กฤตภาสนั่งฟังหัวหน้าฝ่ายการตลาดอธิบายแนวคิดของอิเว้นท์ที่ต้องการจะให้เขาจัดโดยมีผู้บริหารอื่นร่วมฟังอีกหกคน ขณะที่กำลังจดบันทึก โทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโต๊ะก็สั่นเพราะมีข้อความเข้า ชายหนุ่มเหลือบเห็นว่าเป็นข้อความจากธีระจึงเลื่อนนิ้วดูว่ามีเรื่องอะไร แต่พอเห็นรูปที่เด็กหนุ่มส่งมาให้ก็ลุกพรวดขึ้นจนทุกคนชะงัก

“คุณกฤต มีอะไรรึเปล่าครับ?”

หัวหน้าฝ่ายการตลาดถามอย่างตกใจเพราะใบหน้าของกฤตภาสเครียดคล้ำน่ากลัวเหลือเกิน คิ้วเข้มหนาทั้งสองข้างขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม ส่วนริมฝีปากบางก็กระตุกเหมือนกำลังขบกรามแน่น

“ขอโทษนะครับ ผมจำเป็นต้องคุยกับสายนี้ด่วน เดี๋ยวผมกลับมา”

ชายหนุ่มไม่รอดูว่าใครจะพยักหน้าหรือไม่ก็ก้าวเร็วๆ ออกไปจากห้อง เมื่อเดินไปถึงมุมลับสายตาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออกอย่างรวดเร็ว

Rrrrrr..... Rrrrrr.....

ธีระซึ่งกำลังนั่งนับกุหลาบอยู่บนเตียงสะดุ้งเพราะเสียงโทรศัพท์ พอเห็นหน้าจอก็ยิ่งแปลกใจที่กฤตภาสโทรมา เพราะเขาเพิ่งจะส่งข้อความไปหาไม่ถึงสามนาที

“ฮัลโหล? พี่กฤตประชุมเสร็จแล้วเหรอ?”

“เซี้ยวดีนักนะ คืนนี้ไม่อยากนอนใช่ไหม?”

ธีระหัวเราะพรืดเมื่อได้ยินคำขู่ เขานึกสีหน้าของคู่สนทนาออกว่าตอนนี้คงทำให้ใครต่อใครที่เห็นพากันเสียวสันหลังไปหมดแน่

“พี่กฤตไม่ชอบหรอกเหรอ? ตี้นึกว่าพี่กฤตชอบดูรูปโป๊ของตี้ซะอีก”

“ตี้...”

กฤตภาสเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไอ้ชอบน่ะเขาชอบอยู่แล้ว แต่ใครใช้ให้เด็กนั่นถ่ายรูปตัวเองนอนคว่ำทำตายั่วยวนใส่กล้อง บนตัวมีกลีบกุหลาบแดงแต่งแต้มจนอยากช่วยปัดออก แถมดันถ่ายให้เห็นเนินสะโพกโค้งงอนน่าขยำนั่นอีกเล่า เล่นส่งรูปนั้นมาแต่เช้าแล้วเขาจะเอาสมาธิที่ไหนมาทำงาน!

“คืนนี้โดนหนักแน่ โทรบอกเพื่อนๆ ว่าพรุ่งนี้จะลาหยุดได้เลย”

ธีระฟังแล้วก็หน้าแดง แต่ยังไม่วายใช้น้ำเสียงไม่สะทกสะท้านย้อนกลับ “ตี้อยากรู้จะแย่แล้วว่าจะโดนหนักแค่ไหน ทำไมพี่กฤตไม่กลับมาตอนนี้เลยล่ะ?”

เด็กหนุ่มได้ยินเสียงหัวเราะ จากนั้นกฤตภาสก็ขู่ด้วยน้ำเสียงแหบต่ำที่คลายความเร่าร้อนลง ทว่าก็ยังทำให้คนฟังหน้าร้อนวูบไม่ต่างกัน

“เตรียมตัวไว้เลยนะ”

ธีระหัวเราะขณะถูกตัดสาย นี่ถ้าหากกฤตภาสอยู่ใกล้ๆ เขาคงกระโดดกอดแล้วจูบแรงๆ ให้หายมันเขี้ยวไปแล้ว คนอะไรปากร้ายช่างแกล้ง แต่กลับทำให้เขาอบอุ่นหัวใจอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

เขาวางโทรศัพท์ลงแล้วนับดอกกุหลาบต่อ เมื่อครู่เขาเลือกเด็ดบางกลีบมาโปรยบนตัวเพราะไม่อยากให้ดอกกุหลาบแสนสวยเสียรูปทรงเกินไป ส่วนกลีบที่เด็ดออกมาก็เอาไปทับในหนังสือเพื่อจะได้เก็บได้นานๆ

“ยี่สิบสี่ดอก? มีความหมายอะไรหรือเปล่านะ?”

ธีระพึมพำเมื่อนับเสร็จ เขาไม่ปล่อยให้ความสงสัยเคว้งคว้างอยู่นานก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์หาความหมายของจำนวนดอกกุหลาบทางอินเตอร์เน็ต เมื่อพบเว็บไซต์ที่ต้องการก็ไล่อ่านความหมายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจอความหมายของกุหลาบยี่สิบสี่ดอกในที่สุด

‘ฉันคิดถึงเธอตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง’

เด็กหนุ่มอ่านทวนความหมายนั้นอีกครั้ง จากนั้นก็ลองอ่านความหมายจากเว็บไซต์อื่นเทียบ และพบว่าถึงแม้จะใช้คำแตกต่างกันไปบ้าง แต่ใจความหลักล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น

หยาดน้ำใสเอ่อขึ้นบนขอบตาอีกครั้ง และครั้งนี้ธีระเพียงแต่กอดกุหลาบช่อนั้นแน่นขึ้นโดยไม่เช็ดน้ำตาที่ไหลลงมา ริมฝีปากรูปกระจับหยักโค้งเป็นรอยยิ้มจากความสุขที่เอ่อท่วมหัวใจ

ถ้าคนเราสำลักความสุขจนตายได้ ตั้งแต่เช้าเขาก็คงตายไปหลายรอบแล้วแน่ๆ

ธีระคิดขณะมองช่อกุหลาบในมืออย่างหวงแหน ความอุ่นอวลในอกทำให้เขาอยากไปหากฤตภาสถึงที่แล้วโถมตัวเข้ากอดแรงๆ จากนั้นก็จะพร่ำพูดคำว่ารักให้ฟังจนกว่าจะเบื่อ ในเมื่อเขาได้รับรู้ถึงคุณค่าของตัวเองขนาดนี้ ทำไมจะไม่อยากตอบแทนความรู้สึกเดียวกันกลับไปเล่า

คืนนี้พี่กฤตต้องรีบกลับมานะ ตี้อยากบอกให้รู้ว่าตอนนี้ตี้มีความสุขแค่ไหน แล้วก็แทบจะรอพูดประโยคเดียวกับความหมายของกุหลาบช่อนี้ให้พี่กฤตฟังไม่ไหวแล้ว




++---END---++



A/N: เนื่องในวันวาเลนไทน์ ขอเอาตอนพิเศษหวานๆ ของตากฤตกับน้องตี้มาฝากคนอ่านแก้คิดถึง ตอนนี้จะอยู่ในรวมเล่มด้วยนะคะ เชื่อหรือไม่ เราเขียนตอนนี้ตั้งแต่วาเลนไทน์ปี 57 ซึ่งเนื้อหาในเรื่องหลักตอนนั้น น้องตี้เพิ่งจะยอมกลับมาฝึกงานต่อหลังจากตากฤตไปตามที่บ้านได้ไม่นาน ทั้งคู่ยังไม่รู้ใจตัวเองเลย เรารู้สึกว่าเนื้อหาในตอนพิเศษนี้มันหวานเกินหน้าเนื้อหาหลักไปเยอะก็เลยตัดสินใจเก็บไว้ก่อน กระทั่งปีนี้ที่เขียนเรื่องหลักจบเสียที เลยได้โอกาสเอาตอนพิเศษมาแปะ ถือว่าเป็นของขวัญวาเลนไทน์ควบสองปีไปเลยแล้วกันนะคะ

ปล. เนื่องจากไม่ได้ยึดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในวาเลนไทน์ปีนี้ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ก็เลยเขียนให้เป็นวันธรรมดาไปค่ะ เพราะถึงยังไงมันก็ไม่ใช่วันหยุดราชการอยู่แล้วเนาะ

ปล. 2 ตอนนี้สั้นก็จริง แต่ตอนพิเศษตอนอื่นๆ ที่จะอยู่ในรวมเล่มยาวนะ (บอกไว้ก่อน ฮาาา)




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2558 9:51:53 น.
Counter : 703 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 42 (ครึ่งหลัง)


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 42 (ครึ่งหลัง)


"ตี้..."

กฤตภาสนึกโมโหที่เด็กหนุ่มยืนกรานจะไม่ฟังท่าเดียว แต่พอสังเกตเห็นใบหน้าเหยเกและปลายจมูกแดงช้ำ น้ำตาที่ฉ่ำรื้นบนแพขนตายาวก็ดับอารมณ์ของเขาให้มอดลง กระทั่งน้ำเสียงก็สุขุมเยือกเย็นตามไปด้วย

"อย่าเพิ่งไปไหน ฟังฉันอธิบายก่อน แล้วถ้ายังอยากจะไปค่อยไป"

"ไม่ฟัง! ไม่อยากฟังคำแก้ตัวอะไรทั้งนั้น!"

ถ้อยคำที่กฤตภาสใช้ทำให้ธีระเริ่มเอะใจว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง กระนั้นก็ยังไม่กล้าวางใจด้วยเกรงว่ามันจะเป็นเพียงลูกไม้เพื่อรั้งเขาไว้กับตัว ความน้อยใจทำให้พยายามออกแรงผลักคนตัวใหญ่กว่าออกจากประตูอีกหน

กฤตภาสไม่ปัดป้อง แต่ถือโอกาสรวบตัวเด็กหนุ่มแล้วอุ้มไปที่โซฟา เขาทำหูทวนลมกับเสียงร้องโวยวายขณะดึงธีระให้นั่งตักและกอดเอวไว้แน่น

"ไม่อยากฟังฉันก็ไม่ต้องฟัง ฟังคนอื่นแก้ตัวให้ก็แล้วกัน"

ธีระขมวดคิ้วมุ่น ยังไม่ทันจะเปิดปากก็เห็นชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มากดโทรออกด้วยสีหน้าไม่สื่ออารมณ์ รออยู่ไม่นานก็มีเสียงคนรับสายดังลอดลำโพงออกมาเบาๆ

"ฮัลโหล? มีอะไรวะไอ้คุณชาย?"

กฤตภาสเปิดสปีกเกอร์โฟนแล้ววางเครื่องลงบนโต๊ะ มือข้างที่ผละจากโทรศัพท์วกกลับมารัดเอวธีระไว้อย่างเดิม

"เหวิน ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อเย็นกูทำอะไรบ้างหลังเลิกงาน"

"จะมาถามกูทำไมวะ? เรื่องของตัวเองมึงก็ต้องรู้สิ"

"บอกให้เล่าก็เล่ามาเถอะน่า"

เสียงของกฤตภาสเริ่มแสดงความรำคาญ และอาจเพราะอย่างนั้น อ้อมแขนที่โอบอยู่รอบเอวธีระจึงกระชับขึ้นอีกนิดหน่อย

"เมื่อเย็นมึงก็ออกมากินข้าวกับกูกับมีนไง แล้วมึงก็เอาแต่อยากกลับคอนโดท่าเดียว มีนบอกว่าอยากไปดูห้องมึงบ้าง กูก็เลยขับรถพามีนตามไปเยี่ยมที่ห้อง อยู่คุยด้วยแป๊บนึงก็พากันกลับ"

"มีนลืมของเลยกลับมาเอาด้วย"

"เออใช่ๆ มีนลืมผ้าพันคอไว้ที่ห้องมึงก็เลยต้องกลับขึ้นไปเอา กูเลยลงไปวนรถมารอรับที่ชั้นล่าง"

"มึงไม่ได้เห็นว่ามีผู้หญิงคนอื่นอยู่ในห้องกูใช่มั้ย?"

"ผู้หญิงที่ไหน ไม่เคยเห็นมึงพาใครมาซักคนนอกจากน้องตี้ เอ๊ะ...หรือจะบอกว่าห้องมึงมีผี!?"

ยิ่งฟังบทสนทนาโต้ตอบและนัยน์ตาวาววับที่กำลังจ้องมอง ธีระก็เริ่มจับใจความได้ ใบหน้าเนียนร้อนซู่ด้วยความรู้สึกที่กลับกันเป็นหลังมือจากตอนที่เพิ่งเข้ามาในห้อง

"คำแก้ตัวเท่านี้พอหรือยัง?"

"ผม..."

เสียงของเด็กหนุ่มตะกุกตะกัก สมองประมวลผลช้าจนเฉื่อย ยังไม่ทันจะนึกคำตอบได้ก็มีเสียงสดใสของหญิงสาวดังขึ้น

"น้องตี้อยู่ด้วยเหรอคะ? ใช่จริงๆ ด้วย เมื่อกี้เดินสวนกันข้างล่างแต่เห็นว่ากำลังรีบก็เลยไม่ได้ทัก ไว้วันหลังพี่กฤตพาน้องตี้มากินข้าวด้วยกันนะคะ"

"ได้ ไว้ค่อยนัดกันอีกที ไอ้เหวิน ส่งน้องสาวกูให้ถึงที่ด้วยนะ ถ้าพาเถลไถลกูจะโทรฟ้องพ่อมีน"

"ให้มันน้อยๆ หน่อย กูเป็นสุภาพบุรุษนะโว้ย!"

ธีระได้ยินเสียงหัวเราะหวานใสผ่านลำโพงก่อนที่กฤตภาสจะกดวางสาย ทันทีที่สัญญาณถูกตัด ทั้งห้องก็เงียบกริบ

เป็นความเงียบที่ทำให้เขาอยากจะหามุมมืดๆ เพื่อวิ่งเข้าไปซุก แล้วก็ทำเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นอีกเลย

"ว่าไง?"

กฤตภาสถามพลางยิ้มขำ เขามองใบหน้าที่แดงเป็นลูกตำลึงของคนบนตักแล้วก็นึกอยากจะหยิกทำโทษ เสียแต่ว่าขอบตาแดงๆ ทำให้สงสารจนแกล้งไม่ลง

นี่เขาก็มีวันที่รู้สึกแบบนี้กับใครได้เหมือนกัน...ชายหนุ่มคิดแล้วก็อยากแค่นหัวเราะใส่ตัวเอง

"จำเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีข่าวของฉันกับผู้หญิงนอกวงการได้หรือเปล่า? นั่นคือมีน แต่ที่จริงเรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ ฉันก็เลยเอ็นดูเหมือนน้องสาว พอดีช่วงนี้มีนกลับมาเยี่ยมเมืองไทย ฉันก็เลยช่วยพาไปไหนมาไหนเท่านั้นเอง แต่ไอ้เหวินอาสามารับช่วงแทนแล้วตั้งแต่วันที่เธอเข้าโรงพยาบาล ยังมีตรงไหนไม่เคลียร์อีกมั้ย?"

"แล้ว...ทำไมเมื่อกี้คุณต้องถอดเสื้อด้วยล่ะ แล้วผมก็ไม่รู้เรื่องของคุณมีนมาก่อนนี่นา ก็เลย..."

ก็เลยตีขลุมว่าเขาพาผู้หญิงมาพลอดรักงั้นสิ กฤตภาสคิดขณะหรี่ตามองคนที่อ้อมแอ้มแก้ตัว จะโทษที่เจ้าตัวทึกทักไปเองก็คงไม่ได้เพราะประวัติเขาก็ชวนให้คิดไปทางนั้นจริงๆ แต่ทั้งที่เคยบอกไปตั้งแต่แรกว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนรู้จักห้องเขา แล้วนี่ยังออกปากสู่ขอกับพ่อแม่ของตัวเองไปจนโดนประเคนกำปั้นมาแล้ว ทำไมถึงยังไม่เลิกแคลงใจในตัวเขาสักทีนะ

"หลังจากมีนมาเอาผ้าพันคอที่ลืมไว้ ฉันกะจะอาบน้ำแล้วค่อยโทรถามเด็กบางคนว่ากลับถึงกรุงเทพฯ หรือยัง เพราะวันนี้รอทั้งวันก็ไม่เห็นโทรมา แต่ยังไม่ทันจะได้อาบ เด็กคนนั้นก็มากดออดเรียก แถมพอเห็นหน้าก็เอาแต่หาเรื่องฉันฉอดๆๆ จนกระทั่งเพิ่งจะได้คุยกันดีๆ เอาตอนนี้แหละ"

ตอนนี้กฤตภาสไม่ได้โอบเอวเด็กหนุ่มแล้วเพราะมั่นใจว่าไม่ลุกหนีแน่ เขาเพียงแต่ประสานมือไว้หลังศีรษะขณะมองใบหูแดงแปร๊ดของคนบนตักยิ้มๆ นัยน์ตาที่วิบวับอย่างล้อเลียนทำให้ธีระอยากจะมุดลงใต้โต๊ะด้วยความอาย

"คุณจะอาบน้ำไม่ใช่เหรอ ถ้างั้นก็ไปอาบซักทีสิ"

ธีระเริ่มคิดหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วน แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับตัว กฤตภาสก็ยื่นสองมือมาดึงชายเสื้อเขาออกจากกางเกง ปลายจมูกที่กดลงคลอเคลียบนขมับส่งกระแสบางอย่างแล่นตรงเข้าสู่หัวใจ กระตุ้นให้ก้อนเนื้อในอกเต้นไม่เป็นส่ำ

"คุณกฤต..."

"นึกยังไงถึงใส่เครื่องแบบมาหา? แต่ก็เอาเถอะ น่ารักดี"

อะไรนะ...เมื่อกี้คุณกฤตชมเขา? ร่างเพรียวสมส่วนก้มมองมือที่ยื่นมาปลดกระดุมเสื้อให้อย่างคล่องแคล่วด้วยแววตาล่องลอย แต่แล้วรอยนูนสีแดงที่ไขว้กันไปมาบนลำแขนแข็งแรงก็ทำให้นัยน์ตาอ่อนเชื่อมเบิกกว้าง

"คุณกฤต! นี่...เจ็บมากหรือเปล่า? ผมขอโทษ"

กฤตภาสเลิกคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าตกตื่นของคนบนตัก เมื่อครู่เขาไม่ทันได้สนใจตอนที่โดนข่วนเพราะมัวแต่พยายามกล่อมให้อีกฝ่ายฟังเหตุผล มาบัดนี้เมื่อคนทำสำนึกผิด แถมยังลูบปลายนิ้วลงมาบนแขนเขาอย่างเกร็งๆ ความรู้สึกแสบปนจั๊กจี้ก็กระตุ้นให้ในอกวาบหวามอย่างประหลาด

"ก็แค่แผลแมวข่วนนิดหน่อย ยังไงก็เคยโดนกัดมาแล้ว เทียบกันแล้วก็ไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก"

ไม่ต้องให้อีกฝ่ายเท้าความว่าเคยโดนกัดตั้งแต่ตอนไหน ธีระก็นึกถึงเหตุการณ์นั้นได้แทบจะทันที คนถูกเหน็บทำตาขุ่นใส่คนที่กำลังยิ้ม แต่แล้วไหล่ผอมก็งุ้มเข้าหากันเมื่อฝ่ามือใหญ่ลากไล้ลงบนแผ่นอก เสียงครางอู้อี้เล็ดลอดริมฝีปากเมื่อใบหูถูกขบเม้มอย่างมันเขี้ยว

"ว่าไง? ทำไมถึงใส่เครื่องแบบมา? จำได้ว่าเปิดเทอมวันพรุ่งนี้นี่?"

จะให้บอกได้ยังไงว่าอยากเห็นหน้าคุณกฤตตอนเห็นเขาใส่ชุดนักศึกษา น่าอายจะตายชัก... ธีระคิดแต่ก็ไม่ได้ขัดเมื่อถูกถอดเสื้อเชิ้ตออกจนพ้นตัว เขาเพียงกล่าวเตือนคนที่ก้มลงจัดการกางเกงต่อให้ด้วยเสียงแผ่วหวิว

"พรุ่งนี้ผมเรียนคาบแรกตั้งแต่แปดโมงครึ่งนะ"

กฤตภาสพ่นเสียงหึออกทางจมูก "จัดตารางยังไงถึงให้มีวิชาที่ต้องเรียนตั้งแต่เช้า ไม่ไหวเลย"

ธีระทำหน้าเบ้ขณะถูกเชยคางขึ้น แต่เมื่อได้มองสบนัยน์ตาสีนิลที่พราวประกายลึกซึ้ง คำยอกย้อนทั้งมวลก็ติดค้างอยู่ในคอ

นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่พวกเขามองตากันและกันโดยปราศจากความหวาดระแวงหรืออยากเอาชนะ

"ผมคิดถึงคุณกฤต"

ธีระเอ่ยเสียงแผ่วแต่หนักแน่น คำสารภาพอย่างจริงใจทำให้นัยน์ตาสีนิลทอประกายชวนมอง มุมปากได้รูปหยักโค้งขณะทาบแตะลงบนริมฝีปากรูปกระจับสีชมพู แต่เหมือนสัมผัสแผ่วพลิ้วนั้นจะไม่อาจชดเชยความคะนึงหาที่เก็บกดเอาไว้มาหลายวัน กฤตภาสจึงสูดกลิ่นหอมหวานคล้ายขนมปุยฝ้ายของเด็กหนุ่มเข้าเต็มปอด จากนั้นก็ก้มลงขบขย้ำเรียวปากอิ่มให้สมกับความต้องการที่อัดแน่นในใจ

"อืม..."

เสียงครางหวานหูส่งสัญญาณเปิดทาง เรือนร่างอุ่นที่ได้กกกอดอีกครั้งทำให้เขาตระหนักว่าตนปรารถนาในตัวของธีระมากแค่ไหน มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ใครอื่นสามารถให้การเติมเต็ม และนอกจากเด็กคนนี้...ก็คงจะไม่มีใครโหมไฟเสน่หาในตัวเขาให้โชติช่วงเช่นนี้ได้อีก

ธีระถูกดันให้เอนร่างลงบนโซฟา เขาไม่ท้วงที่คนด้านบนไม่ไปอาบน้ำอีกแล้ว ทำไมต้องทัดทานในเมื่อกฤตภาสแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าหิวกระหายในตัวเขา แววตาคมสะท้อนภาพของเขาด้วยความหลงใหลอย่างแจ่มชัด นี่ไม่ใช่หรือคือสิ่งที่เฝ้าคอยโหยหามาตลอด

ใครสักคนที่ทุ่มเทความรักและใส่ใจ เห็นเขาเป็นคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียว และยินดีมอบหัวใจให้โดยไม่เห็นว่าเป็นตัวแทนของใครอื่น

บนโซฟานุ่มกลางห้องนั่งเล่น เรือนร่างเปลือยเปล่าของชายหนุ่มทั้งสองพัวพันแนบสนิทจนแทบจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน เหงื่อที่ผุดพรายยามผิวต่อผิวเสียดสีเพิ่มความรู้สึกหวิวหวาม ความปั่นป่วนจากอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้าพวยพุ่งแล้วแตกพร่างไม่ต่างจากดอกไม้ไฟ กฤตภาสกอดธีระและผลักเขาลงสู่หุบเหวแห่งความสุขก่อนจะฉุดให้ล่องลอยกลับขึ้นสู่ที่สูงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละครั้งบ่งบอกถึงความเสน่หาอันเร่าร้อนกว่าครั้งก่อนหน้า แต่ละจูบสะท้อนอารมณ์พิศวาสที่ยิ่งมาก็ยิ่งล้ำลึก ราวกับว่าต่อให้ดื่มด่ำความหวานหอมจากร่างตรงหน้าเพียงใดก็ไม่มีวันอิ่มเอม

พวกเขามอบทุกอย่างที่ตัวเองมี และรับทุกสิ่งที่อีกฝ่ายปรนเปรอให้อย่างเต็มใจ มันเป็นการร่วมรักที่ทำให้ในอกของธีระคล้ายจะปริแตกด้วยความสุขที่ไหลบ่าอย่างไร้ปราการกีดกั้น หาใช่ความหวานเจือรสขมปร่าที่เคยสัมผัสในอดีต

ดวงจันทร์ลอยสูงบนผืนฟ้ากว่ากฤตภาสจะอุ้มร่างของเด็กหนุ่มที่อาบน้ำและเช็ดตัวแล้วออกมาที่เตียง ธีระปรือตาซึ่งหนักจนแทบปิดขึ้นมองคนที่นอนตะแคงและชันศอกขึ้นหนุนศีรษะอยู่ข้างๆ ดูท่ากฤตภาสจะอยากกลับไปทำเหมือนตอนที่พวกเขาเคยมีอะไรกันแรกๆ คือ 'ห้ามใส่เสื้อผ้าเวลานอน' กระมัง

"คุณกฤต...คืนนี้ผมค้างไม่ได้นะ"

มือที่ยื่นมาสางปลายผมให้หยุดชะงัก ทั้งที่อีกฝ่ายนอนหันหลังให้โคมไฟตั้งโต๊ะ ธีระก็ยังเห็นได้รางๆ ว่าคิ้วเข้มหนาขมวดมุ่น

"ทำไมถึงค้างไม่ได้?"

"ผมบอกไปแล้วนี่ พรุ่งนี้ผมมีเรียนแต่เช้า แล้วคอนโดคุณกฤตก็อยู่คนละทิศกับมหา'ลัยผมด้วย"

"เดี๋ยวก่อน นี่เธอคิดจริงๆ เหรอว่ามาหาฉันคืนนี้แล้วยังจะได้กลับห้อง? ถ้าตอบว่าใช่ฉันจะได้จัดให้อีกยก"

พอโดนย้อนเข้าเด็กหนุ่มก็ย่นจมูก ก็เขาไม่นึกว่าจะถูกทำให้เพลียขนาดนี้นี่นา

"แต่ผมไม่ได้เตรียมชุดมาเปลี่ยน"

"ก็ชุดเครื่องแบบนั่นไง พรุ่งนี้ตื่นมารีดซะหน่อยก็ใส่ไปเรียนได้แล้ว หรือจะบอกว่าใส่ชุดนั้นมาทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะค้าง? แค่อยากใส่มาให้ฉันดูเฉยๆ?"

น้ำเสียงท้ายประโยคของกฤตภาสมีแววล้อเลียน เด็กหนุ่มมองใบหน้าคมคายที่กำลังยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วก็หน้าแดง ร่างเพรียวพลิกตัวหนีพลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง กิริยาซึ่งบ่งบอกชัดว่าเขินอายทำให้ผู้สูงวัยกว่าอึ้ง

เขาเดาถูก?? กฤตภาสไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจุดไต้ตำตอเข้าอย่างจัง ยิ่งเห็นการแสดงออกของคนตรงหน้าก็ทำให้ยิ่งยากจะข่มความอยากแกล้ง

"ใช่จริงๆ ด้วยสิ แล้วที่มาหาโดยไม่โทรมาก่อนก็เพราะอยากเซอร์ไพรส์สินะ"

"นอนกันดีกว่าครับคุณกฤต พรุ่งนี้ผมไม่อยากตื่นสาย"

คราวนี้ธีระยกผ้าขึ้นคลุมหัวให้รู้แล้วรู้รอด กระนั้นผ้านวมเย็นๆ ก็ไม่ช่วยดับไอร้อนบนผิวหน้าได้สักกี่มากน้อย ถ้ารู้ว่าจะโดนแซวแบบนี้เขาไม่ใส่ชุดนี้มาก็ดีหรอก!

"เฮ้ย!"

เด็กหนุ่มอุทานเมื่อจู่ๆ ก็ถูกกฤตภาสช้อนเอวให้พลิกตัวขึ้นไปนอนทับ อุณหภูมิที่ส่งผ่านมาทางผิวกายเรียบลื่นทำให้ใบหน้าที่ยังแดงระเรื่อเห่อร้อนจนแทบไหม้

"พี่กฤต"

"หือ?"

ธีระขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาบ่งบอกว่างุนงงกับหัวข้อสนทนาที่เปลี่ยนไปกะทันหัน

"ฉันคิดมานานแล้ว เวลาเธอเรียกฉันว่าคุณแล้วแทนตัวเองว่าผมมันฟังดูเป็นทางการเกินไป ไหนๆ ตอนนี้เราก็ไม่ใช่เจ้านายกับเด็กฝึกงาน เธอควรจะเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกฉันได้แล้ว"

"เอ๋? แต่ว่า..."

"แล้วก็แทนตัวเองว่า 'ตี้' แทน 'ผม' ด้วย ไหนลองพูดให้ฟังซิ"

กฤตภาสยกมือข้างหนึ่งหนุนไว้หลังท้ายทอย ส่วนอีกมือลูบบนบั้นเอวสอบเพรียวอย่างแผ่วเบา ธีระรู้สึกคล้ายตนเองตาลาย ราวกับสมองไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ได้ยินผ่านหูคือเสียงของกฤตภาสจริงๆ

"เอ่อ..."

"ถ้าไม่พูดคืนนี้ก็ไม่ต้องนอน พรุ่งนี้ก็แค่เปิดเทอมวันแรก ถึงไม่เข้าไปเช็คชื่อก็ไม่เป็นไรมั้ง?"

คิ้วของเด็กหนุ่มย่นเข้าหากันทันที นิสัยชอบมัดมือชกนี่ถึงผ่านไปนานแค่ไหนก็คงยากจะปรับตัวให้ชิน

"ถ้าตี้ไม่พูดแล้วพี่กฤตจะทำไมล่ะ?"

เขาหลุดปากด้วยความหมั่นไส้ แต่แล้วหัวใจก็กระตุกเมื่อเห็นรอยยิ้มบนมุมปากของกฤตภาส

นั่นไม่ใช่ยิ้มแรกที่อีกฝ่ายมอบให้ในวันนี้ มันอดทำให้เด็กหนุ่มภูมิใจไม่ได้ว่ารอยยิ้มนั้นเกิดขึ้นเพราะเขา แค่เขายอมเปลี่ยนมาใช้สรรพนามตามที่ถูกขอเท่านั้นเอง

"ก็ไม่ได้พูดยากสักหน่อยนี่นา หลังจากนี้ก็เรียกแบบนี้ให้ติดปากด้วยนะ"

"อื้อ"

ธีระยิ้มตอบพลางเอียงหน้าลงหนุนบ่ากว้าง นัยน์ตากลมโตเป็นประกายระยับเมื่อริมฝีปากอุ่นแนบลงบนกระหม่อม สิ่งเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงความฝัน แต่บัดนี้ฝันนั้นมีตัวตน มีหน้าตา มีชื่อให้เขาเรียกขานได้เต็มปาก

บางที...นี่อาจเป็นจังหวะดีที่เขาจะถามถึงเรื่องนั้นก็ได้...

"คุณ...พี่กฤต"

"หืม?"

"รูปของตี้ พี่กฤตลบหมดแล้วจริงๆ ใช่มั้ย?"

ธีระถามแล้วก็กลั้นหายใจ เขากลัวกฤตภาสจะโกรธก็จริง แต่ก็ไม่อาจปล่อยทิ้งเรื่องนี้ไปเฉยๆ เพราะคำพูดของอีกฝ่ายเมื่อวันที่เขาขึ้นเดินแบบยังรบกวนจิตใจจนสลัดไม่หลุด

"คิดว่า...จะส่งรูปพวกนั้นให้คนอื่นดูเหรอ?"

เสียงของคนตอบสะดุดเล็กน้อย คงยังไม่ชินจะแทนตัวว่าพี่กับเขา แต่นั่นไม่สะกิดใจธีระเท่าน้ำเสียงที่ไม่บ่งบอกความรู้สึก

"ตี้ไม่ได้คิดอย่างนั้น ก็แค่อยากเคลียร์เรื่องนี้ให้ชัดเจน พวกเรา...ไม่ได้คบกันเพราะรูปพวกนั้นแล้วนี่นา"

ถ้าหากยังมีรูปพวกนั้นอยู่...ก็ไม่ต่างจากระเบิดเวลาในความสัมพันธ์ของพวกเขาเลยน่ะสิ เขาไม่ต้องการจะเริ่มนับถอยหลังทั้งที่เพิ่งรู้ว่าใจตรงกันหรอกนะ

กฤตภาสมองคนที่กำลังจ้องเขาด้วยแววตาวิตกกังวล ชายหนุ่มเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอื้อมหยิบโทรศัพท์บนหัวเตียงมายื่นส่งให้ จากนั้นก็เอ่ยด้วยเสียงเรียบๆ

"ในนั้นมีอัลบัมนึงที่มีแต่รูปของตี้ ถ้าดูแล้วอยากจะลบให้หมดก็ตามใจ"

ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมและฉวยซองบุหรี่ออกไปที่ระเบียง ธีระผุดลุกขึ้นนั่งพลางมองแผ่นหลังกว้างอย่างกระวนกระวาย แต่แล้วก็ตัดใจหันกลับมาหาโทรศัพท์ในมือ

อย่างน้อยกฤตภาสก็ยอมให้เขาดูรูปเพื่อตัดสินใจเอง ดังนั้นเขาย่อมมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะลบรูปพวกนั้นทิ้ง อะไรก็ตามที่สุ่มเสี่ยงว่าอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ในอนาคตของพวกเขาจะต้องถูกทำลายให้หมด มีแต่วิธีนี้เท่านั้นจึงจะขุดรากถอนโคนความตะขิดตะขวงใจได้อย่างเด็ดขาด

"อัลบัมนี้ไม่ใช่ อันนี้มีแต่รูปรถ ส่วนนี่..."

โชคดีที่กฤตภาสไม่ใช่คนถ่ายรูปพร่ำเพรื่อ นอกจากนั้นยังจัดประเภทของรูปอย่างเป็นระเบียบ ธีระจึงหาอัลบัมที่มีรูปถ่ายของตัวเองพบอย่างรวดเร็ว

แต่เพราะว่าเคยเห็นรูปพวกนั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะผ่านมาค่อนข้างนานพอสมควร แต่เขาก็จำได้ว่ารูปที่เคยเห็นนั้นต่างจากรูปที่กำลังดูอยู่อย่างสิ้นเชิง

รูปที่กฤตภาสเคยถ่ายในคืนแรกที่มีอะไรกันนั้นมีหลายสิบรูป แต่ละรูปล้วนแล้วแต่เปิดเผยไม่ได้เพราะเจ้าตัวจงใจถ่ายให้เห็นหน้าพวกเขาในรูปเดียวกัน แถมอิริยาบถต่างๆ ยังบ่งชัดว่ากำลังทำเรื่องไม่เหมาะสมกันอย่างไร้ข้อกังขา

ทว่ารูปถ่ายที่เห็นอยู่ตอนนี้กลับต่างออกไป นอกจากจำนวนรูปในอัลบัมจะมีแค่ไม่กี่รูปแล้ว แต่ละรูปยังเน้นถ่ายเฉพาะตอนที่เขานอนหลับโดยมีผ้าห่มคลุมถึงคางอย่างมิดชิด เป็นรูปที่ต่อให้ถูกเผยแพร่ก็คงไม่มีใครนำไปขยายประเด็น เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจแม้แต่นิดเดียว

"ดูแล้วยังอยากลบอยู่อีกมั้ย?"

ธีระหันไปตามเสียงเลื่อนเปิดประตูกระจก ร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านดูน่าเกรงขามด้วยแสงเงาจากโคมไฟ แต่แววตาที่ทอดมองมากลับอบอุ่นจนในอกของธีระสะท้าน

"พี่กฤตถ่ายรูปพวกนี้ตั้งแต่ตอนไหน?"

เพราะดูจากแสงและมุมแล้วรูปพวกนี้ไม่น่าจะถูกถ่ายในคืนเดียวกัน กฤตภาสยักไหล่ก่อนจะเดินมานั่งลงบนเตียง กลิ่นบุหรี่เมนทอลยังคงอวลรอบตัวอย่างเจือจาง แต่สำหรับธีระแล้วมันกลับช่วยให้ใจที่เต้นผิดจังหวะสงบลง

"ตั้งแต่คืนที่...ไปเดินตลาดแล้วตี้ไข้ขึ้นล่ะมั้ง ตอนนั้นไม่รู้ทำไมถึงอยากถ่ายรูปเก็บไว้ หลังจากนั้นพอตี้หลับก่อนเมื่อไหร่ก็จะถ่ายรูปเก็บไว้ตลอด แต่พอโดนยิงจนเข้าโรงพยาบาลก็ไม่ได้ถ่ายอีกเลย"

ถ้าอย่างนั้น...ก็ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะหนีกลับบ้านอีกน่ะสิ

"แล้วรูปที่เคยถ่ายก่อนหน้านั้นกับคลิปเสียงล่ะ?"

"โดนลบหมดแล้วอย่างที่เคยบอก ต่อให้ตี้ไม่ได้ลบเองตั้งแต่แรก พี่ก็คงลบมันทิ้งไปนานแล้วล่ะ"

มือใหญ่ไล้ปลายนิ้วไปตามวงโค้งบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม นัยน์ตาถ่ายทอดความมุ่งมั่นที่จะได้ตัวเขามาเคียงข้างอย่างแน่วแน่ อกของธีระเต็มตื้นเพราะนี่คือสิ่งที่เคยคาดหวังว่าวันหนึ่งจะได้ครอบครอง เพียงแต่ไม่เคยคิดว่าคนที่ก้าวเข้ามาทำให้ความหวังลมๆ แล้งๆ ของเขากลายเป็นความจริงจะเป็นกฤตภาส ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดอยากหนีห่างให้ไกลที่สุดคนนี้

ทันใดนั้นหัวใจก็อุ่นวาบเมื่อตระหนักถึงความจริงบางอย่าง

"พี่กฤต รักตี้ตั้งแต่วันนั้นสินะ"

"ไม่รู้สิ อาจจะก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้ แต่แค่ยังไม่รู้สึกตัว"

กฤตภาสตอบโดยไม่หลบตา สัมผัสอ้อยอิ่งบนแก้มถ่ายทอดความอบอุ่นที่พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจ หยาดน้ำใสวาวรื้นบนขอบตาของเด็กหนุ่มอีกครั้ง

"ตี้ก็รักพี่กฤต...นานแล้วเหมือนกัน"

ธีระโผเข้ากอดคอของคนตรงหน้า ไออุ่นจากคนตัวใหญ่กว่าขับไล่ความเหน็บหนาวบนร่างให้มลายสิ้น อ้อมแขนที่โอบรัดตอบทำให้เด็กหนุ่มยิ้มและหันไปแนบริมฝีปากบนแก้มที่มีไรเคราสีเขียวจาง

ไม่มีเศษเสี้ยวของความไม่มั่นใจตกค้างในอกของเขาอีกแล้ว

"ต่อไปเวลาจะถ่ายรูปตี้ พี่กฤตต้องบอกก่อนแล้วก็เข้ามาถ่ายด้วยกันนะ ตี้ไม่อยากมีแต่รูปตัวเองในมือถือพี่กฤต อยากให้มีรูปคู่ของเราสองคนด้วย"

กฤตภาสเลิกคิ้ว ประกายซุกซนบนใบหน้าเปื้อนยิ้มที่แหงนเงยขึ้นมองมีฤทธิ์ราวกับโรคติดต่อ เพราะเขาห้ามริมฝีปากไม่ให้ยิ้มตามไม่ได้

"อยากแสดงความเป็นเจ้าของหรือไง?"

"ก็ตี้มีสิทธิ์แล้วนี่นา อ้อ! บอกก่อนนะว่าพี่กฤตเคยสัญญากับพ่อแม่ไว้แล้วว่าจะทำให้ตี้มีความสุข พ่อฝากบอกมาว่าถ้าผิดสัญญาจะไม่ให้พี่กฤตได้เข้าใกล้ตี้อีกเลย"

คนฟังคำรามในคออย่างหงุดหงิด คิ้วหนาขมวดมุ่นเพราะรู้ว่าพ่อแม่อีกฝ่ายไม่ยอมรับเขาง่ายๆ "ถ้าอย่างนั้นก็บอกไปได้เลยว่าไม่ต้องห่วง อ้อยเข้าปากช้างแล้วไม่คายออกง่ายๆ หรอก ไม่มีวันคายด้วย"

เด็กหนุ่มหัวเราะเมื่อริมฝีปากอุ่นซุกไซ้ลงมาบนซอกคอ แต่แล้วเสียงหัวเราะก็เปลี่ยนเป็นเสียงหายใจติดขัดเมื่อร่างสูงใหญ่ดันเขาให้เอนลงบนเตียง ใบหน้าเนียนร้อนผ่าวเมื่อสัมผัสได้ถึงความตื่นตัวที่กดทับอยู่เบื้องล่าง

นัยน์ตาสองคู่สอดประสานอย่างไม่มีใครหลบเลี่ยง สะเก็ดของไฟพิศวาสที่ลามเลียอย่างแช่มช้าแตกตัวพร่างพราย กลายเป็นกองเพลิงที่หอบม้วนทั้งสองเข้าสู่ใจกลางในที่สุด

พายุปรารถนาพัดโหมจนสติการรับรู้แทบเลอะเลือน ร่างที่ถูกตระกองกอดทำได้เพียงร้องครางขณะเกาะเกี่ยวร่างหนาที่ทรมานเขาแทบขาดใจด้วยความสุขสม กระทั่งความปั่นป่วนอันร้อนแรงแปรเป็นไออุ่นอ่อนหวานดุจพรายน้ำค้าง กฤตภาสจึงค่อยก้มลงมอบจุมพิตแก่คนในอ้อมแขน ริมฝีปากบางเผยอขึ้นกระซิบถ้อยคำที่ไม่เคยเอ่ยกับใคร เพราะมันถูกสงวนไว้ให้คนที่กุมหัวใจของเขาเพียงคนเดียว

คนที่ดึงดูดให้ชายหนุ่มหลงใหลเจียนจะคลั่ง แล้วผันแปรเป็นความผูกพันจนไม่อาจปล่อยมือคนนี้

"ห้ามหนีไปไหนอีกนะ"

"ต่อให้พี่กฤตเบื่อ ตี้ก็ไม่มีวันยอมไปไหนอีกแล้วล่ะ"

ไม่มีวันไปไหนอย่างแน่นอน ธีระยิ้มขณะทาบมือลงตรงจุดที่หัวใจใต้แผ่นอกหนากำลังเต้น เพราะรู้ว่าที่ตรงนี้...มั่นคงพอที่จะปกป้องความสุขให้เขาได้

เมื่อมองย้อนไปยังวันคืนที่ล่วงผ่าน ความบังเอิญทั้งมวลคล้ายเกิดขึ้นดุจพรหมบันดาลไว้ หากกฤตภาสไม่ได้เข้ามาช่วยในคืนที่ธีระถูกวางยา หากพวกเขาแยกจากโดยไม่ได้กลับมาพบกันใหม่ บางทีเด็กหนุ่มก็คงไม่อาจลืมความหลังที่ถูกใช้เป็นตัวแทนของใครบางคน และกฤตภาสก็คงหลงระเริงกับชีวิตที่ไร้ความรักเรื่อยไป

ไม่มีใครบอกได้ว่าเส้นทางความรักที่เพิ่งบรรจบสายนี้จะราบรื่น แม้การตอบรับคนอารมณ์รุนแรงอย่างกฤตภาสอาจเป็นการตัดสินใจที่ผลีผลาม กระนั้นธีระก็ยินดีวางเดิมพัน เพราะได้ประจักษ์แล้วว่าพวกเขาล้วนยึดติดกับความรู้สึกของตัวเองไม่ต่างกันเลย และมีแต่คนเช่นนี้เท่านั้นจึงจะโอบกอดความรักทั้งหมดของเขาได้ เช่นเดียวกับที่สามารถถมช่องว่างในใจจนไม่อาจเปิดให้ใครอื่นล่วงล้ำ ไม่ว่าจะในอนาคตที่ยาวนานอีกเพียงไรก็ตาม

จบสิ้นกันทีกับเล่ห์ที่คอยลวงหัวใจตลอดมา...


++---END---++



A/N: สวัสดีทุกคนที่ติดตามเล่ห์ลวงใจมาตั้งแต่แรก และที่เพิ่งมาอ่านรวบยอดด้วยนะคะ

ในที่สุดก็ได้พิมพ์คำว่า End เสียที ตอนที่เริ่มเขียนเรื่องนี้เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2556 เราคิดว่า “คราวนี้วางพล็อตไว้ทั้งหมดตั้งแต่ต้น สักสิบตอนก็คงจบมั้ง” ไปๆ มาๆ พอเริ่มเข้าตอนยี่สิบกว่าๆ ก็เริ่มเหงื่อตก เอาละสิ...สงสัยต้องทะลุสามสิบตอนแหงม พอขึ้นตอนที่สามสิบกลางๆ ก็เหงื่อแตกอีกรอบ แย่แระ...นี่จะต้องขึ้นหลักสี่สิบให้ได้ใช่ไหม ยังดีนะที่สุดท้ายก็จบลงได้ที่ตอน 42 ไม่งั้นถ้าทะลุไปถึงตอนที่ห้าสิบจริงๆ เกรงจะไม่มีใครตามอ่าน 555+

สำหรับที่มาของเล่ห์ลวงใจนี้ ก็เพราะมีเสียงเรียกร้องกันเยอะว่าอยากอ่านเรื่องที่น้องตี้ซึ่งโผล่มาแว้บๆ ใน “ยินดีที่ได้รู้จัก...รัก” ได้เป็นตัวเอกบ้าง ตอนที่กำลังจะเริ่มเขียนก็เกร็งพอควรเพราะความจริงแล้วมีคนชอบและชังน้องตี้แบบครึ่งต่อครึ่ง เลยได้แต่ฝากความหวังไว้ที่พระเอกซึ่งเป็นแบดบอยคนแรกในบรรดานิยายของ Bellbomb และจากคอมเม้นต์ของนักอ่านก็ช่วยให้ใจชื้นว่าเราจับมวยถูกคู่ คนที่เคยหมั่นไส้น้องตี้ก็พากันมาหมั่นไส้ตากฤตแทน ทำให้เขียนเรื่องนี้ได้เร็วเป็นประวัติการณ์ทั้งที่เนื้อหายาวที่สุดในบรรดานิยายที่เคยเขียน (ถึงจะปาไปปีครึ่งกว่าจะเขียนจบ แต่ก็นับว่าเร็วแล้วจริงๆ นะ)

สำหรับเรื่องนี้ นับเป็นนิยายที่เราได้คอมเม้นต์ออนไลน์เยอะที่สุด บางคอมเม้นต์ก็แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวละครและการตัดสินใจของเขา ขณะที่บางคนก็มีรีเควสต์ว่าอยากให้เขียนอะไรลงในเนื้อเรื่อง ซึ่งบางรีเควสต์ก็ตรงกับที่เราตั้งใจจะเขียนอยู่แล้ว ขณะที่บางรีเควสต์ไม่ตรงกับที่เราวางพล็อตไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สนใจความเห็นของนักอ่านนะคะ เพียงแต่ในฐานะผู้รังสรรค์เรื่องนี้ขึ้นมา เราเชื่อว่านิยายแต่ละเรื่องมีจุดเหมาะสมในตัวเอง เช่นว่าควรจะจบเมื่อไหร่ เหตุการณ์ไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ และเชื่อมั่นในทุกตัวอักษรที่เขียนว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในการสื่อสารกับคนอ่าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยินดีรับฟังทุกข้อติชมในเชิงสร้างสรรค์ค่ะ เพราะคิดเสมอว่าตราบใดที่ไม่เลิกเขียนนิยาย ก็เท่ากับเรายังมีพื้นที่ให้พัฒนาตัวเองได้เสมอ

นานๆ ทีจะเขียนทอล์คยาวๆ เนื่องจากว่านี่เป็นตอนจบแล้ว ต้องขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งที่คอยให้กำลังใจและทำให้เราเข็นเรื่องนี้ออกมาได้สำเร็จ หลังจากนี้คงทิ้งช่วงพอสมควรกว่าจะเขียนเรื่องใหม่ออกมาให้ติดตาม แต่ถ้าคิดถึงก็เข้าไปทักทายที่แฟนเพจได้ แล้วก็รับรองว่าเล่ห์ลวงใจจะมีการรวมเล่มทั้งแบบตีพิมพ์และอีบุ๊ค ดังนั้นท่านไหนที่สนใจแต่ยังไม่ได้ลงอีเมลเพื่อรับข่าวสารไว้ ก็ไปทิ้งอีเมลไว้ที่ http://goo.gl/forms/sD3fkPr5Wx ได้เลยนะคะ หรือจะรอประกาศเปิดจองอย่างเป็นทางการก็ได้ สำหรับตอนพิเศษอื่นๆ ก็จะเขียนเพิ่มให้ในฉบับรวมเล่มเหมือนกัน 

สุดท้ายก่อนจากกันไป...มาเม้นต์ตอนจบให้ตากฤตกับน้องตี้เยอะๆ นะคะ จะรออ่านน้า




 

Create Date : 10 มกราคม 2558    
Last Update : 20 มกราคม 2558 20:43:07 น.
Counter : 637 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 42 (ครึ่งแรก)


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 42 (ครึ่งแรก)


"นี่กุนเชียงทอด แม่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไว้ให้แล้ว พอถึงหอแล้วก็รีบเอาใส่ช่องฟรีซนะ เวลาหิวก็เอาออกมาเวฟใส่โจ๊กหรือกินกับข้าวก็ได้ ส่วนนี่มะขามเทศกับมะขามหวาน แฟนพี่หมูได้มาจากญาติที่เพชรบูรณ์ อ้อ มีหมูแผ่นด้วย ป้าทองดีแวะเอามาฝากจากโคราชเมื่อวาน"

"พอแล้วแม่ ขืนขนไปเยอะกว่านี้เดี๋ยวจะเสียคาห้องตี้ซะเปล่าๆ"

ธีระรีบห้ามเมื่อถูกเรียกมาที่ห้องครัวเพื่อให้ดูว่าจะขนอะไรกลับกรุงเทพฯ บ้าง เขาเห็นสารพันอาหารแห้งและผักผลไม้ที่เรียงอยู่ในกล่องกระดาษแล้วก็นึกสงสัยว่าแม่จะให้ขนไปขายหรืออย่างไร

"อันไหนที่เสียง่ายก็เอาไปแบ่งกันกินกับเพื่อนๆ ส่วนอันไหนที่เป็นของแห้งก็ค่อยๆ ทยอยกิน ตี้จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อของจุบจิบบ่อยๆ ไงล่ะ"

"จะให้ลูกขนอะไรกลับไปเยอะแยะ เดี๋ยวพอวันหยุดก็ต้องกลับมากินข้าวที่บ้านทุกอาทิตย์อยู่แล้ว ใช่ไหมตี้?"

อธิศเดินเข้ามาในครัวแล้วก็เอ่ยถามเสียงเข้ม ธีระเหลือบมองมารดาซึ่งนั่งจัดของลงกล่องอย่างไม่คิดจะช่วยเหลือ แล้วก็ได้แต่เงยหน้าขึ้นยิ้มประจบ

"ถ้าอาทิตย์ไหนไม่ติดทำงานกลุ่ม ตี้จะพยายามกลับมาหาบ่อยๆ ก็แล้วกันนะพ่อ"

คนฟังส่งเสียงคล้ายไม่พอใจอยู่ในคอขณะเดินออกจากครัว ธีระหันกลับไปมองคนที่อยู่ข้างๆ แล้วก็เห็นสีหน้าคล้ายคุณครูที่กำลังจับสังเกตเด็กพูดปด

"โกหกพ่อกับแม่มันบาปนะน้องตี้"

"โธ่แม่! ตี้ไม่ได้โกหก ตี้จะพยายามกลับมาบ่อยๆ แต่คงทุกอาทิตย์อย่างที่พ่อบอกไม่ไหวก็เท่านั้นเอง"

เด็กหนุ่มโอดครวญ หลังจากการพูดคุยเมื่อคืนแล้วเขาก็ตระหนักว่าพ่อกับแม่ไม่เห็นดีเห็นงามเรื่องของเขากับกฤตภาสเลยสักนิด แต่จะให้เดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับหอพักทุกสัปดาห์ก็ค่อนข้างจะมากเกินไปจริงๆ เขาก็อยากมีเวลาส่วนตัวหรือไปไหนมาไหนกับเพื่อนฝูงเหมือนกันนี่นา

"เอาเถอะ ถึงยังไงบางอาทิตย์พ่อเขาก็ต้องทำงานวันหยุดเหมือนกัน แต่ในเมื่อตี้พูดเองว่าจะกลับบ้านบ่อยๆ ก็ต้องทำให้ได้ตามนั้นด้วยล่ะ"

"ครับๆ รู้แล้ว"

ธีระเอ่ยพลางตัดเชือกฟางมามัดกล่อง โชคดีที่เขาไม่มีเสื้อผ้าต้องขนกลับหอมากมาย ไม่อย่างนั้นคงพะรุงพะรังน่าดูเวลาไปต่อรถแท็กซี่

"ตี้พร้อมแล้วใช่มั้ย? ถ้างั้นก็ไปบอกพ่อเขาหน่อยไป เดี๋ยวแม่จะเก็บของตรงนี้เสียหน่อย"

"อื้อ"

เด็กหนุ่มตอบรับแล้วก็เดินออกจากครัว ฝ่ายธาริณีมองตามหลังพลางถอนหายใจ จุดประสงค์แท้จริงที่เธอไล่ธีระออกไปก็เพื่อให้ได้คุยกับผู้เป็นพ่อตามลำพังบ้าง เพราะต่อให้เธอพูดแทนสักแค่ไหนก็ไม่เหมือนการได้ฟังจากปากเจ้าตัวอยู่ดี

"พ่อ ตี้พร้อมแล้วนะ พ่อจะไปส่งตี้เมื่อไหร่ก็ได้"

"อืม...ตี้...มานั่งนี่ซิ"

"...ครับ"

พ่อของเขานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเก้าอี้โยกหน้าบ้าน และจุดที่อีกฝ่ายชี้ให้เด็กหนุ่มนั่งก็คือตั่งไม้ที่อยู่ข้างๆ กัน

ตอนแรกธีระคิดว่าพ่อคงจะตักเตือนเรื่องของกฤตภาสเหมือนที่แม่พูดเมื่อคืน แต่นั่งรออยู่นานก็ยังเห็นเอาแต่จดจ่อกับหนังสือพิมพ์ เขาจึงเอ่ยทักขึ้นอย่างเกร็งๆ

"พ่อ?"

"ตี้ เห็นข่าวพวกนี้แล้วคิดยังไง?"

"หือ?"

ธีระเหลือบมองข่าวที่อีกฝ่ายชี้ให้ดู พื้นที่ครึ่งหนึ่งของหน้าเป็นบทสัมภาษณ์ดาราชายชื่อดังที่กำลังมีปัญหารักสามเส้า เป็นประเภทของข่าวซุบซิบที่มีให้อ่านแทบทุกวัน เพียงแต่คนที่เป็นข่าวมักจะเปลี่ยนหน้าอยู่เสมอ

"ข่าวนี้มันทำไมเหรอพ่อ?"

"ตี้อ่านแล้วรู้สึกยังไง?"

"หืม? ก็..." เด็กหนุ่มกวาดตาดูเนื้อข่าวอีกครั้ง จับใจความคร่าวๆ ได้ว่าดาราหนุ่มประกาศขอพักความสัมพันธ์กับแฟนสาวนอกวงการเพราะข่าวลือเรื่องมือที่สาม "เห็นใจล่ะมั้ง ทั้งเขาแล้วก็แฟนเขา"

"ตี้คิดว่าพ่อกับแม่จะรู้สึกยังไงถ้าหากแฟนเขาในข่าวนี้คือตี้ แล้วคนที่เป็นข่าวอยู่นี่คือผู้ชายคนนั้น"

ธีระรู้ทันทีว่าพ่อหมายถึงใคร เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น ผิวแก้มซีดเผือด

"พ่อ..."

"ตี้จำได้หรือเปล่าว่าตัวเองก็เคยได้ลงข่าวแบบนี้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นคนที่โดนสัมภาษณ์คือนางเอกละครที่มีข่าวว่าคบกับผู้ชายคนนั้นอยู่ นี่เพิ่งจะผ่านมาได้เดือนกว่าเท่านั้นเอง คนอื่นเขาคงลืมไปหมดแล้วเพราะไม่ได้รู้จักคนพวกนี้เป็นการส่วนตัว แต่ตี้คิดว่าพ่อกับแม่จะลืมได้ง่ายๆ ไหม?"

เด็กหนุ่มรู้สึกว่ามือไม้อ่อนแรงขึ้นมาทันควัน เขาหลุบตาลงด้วยรู้ดีว่าที่พ่อพูดมานั้นถูกทุกอย่าง เขาเองก็ทำตัวไม่ต่างจากคนอื่นตรงไหน สนใจแต่ความรู้สึกของตัวเอง กระทั่งเรื่องที่ทำให้ทรมานแทบขาดใจเมื่อไม่นานมานี้ก็ยังลืมเลือนเพราะถูกความสุขบังตา

บางทีในสายตาของพ่อกับแม่อาจเห็นว่าเขาใจง่าย...ยอมยกโทษให้กฤตภาสรวดเร็วเกินไป แต่ว่าความโกรธเกลียด ผูกใจเจ็บแค้นก็ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นไม่ใช่หรือ ที่สำคัญกฤตภาสก็แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ตัวใหม่ ถ้าหากเขาไม่ให้โอกาส จะรู้ได้อย่างไรว่าความสุขระหว่างพวกเขานั้นเป็นไปได้หรือเปล่า

เขายังอายุน้อยก็จริง แต่ในชั่วเวลาไม่นานก็ได้ประสบเรื่องที่ทำให้หัวใจบอบช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่ต้องการแบกรับความเจ็บปวดจากการหมกมุ่นกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอีกแล้ว เขาอยากมองไปข้างหน้า มองหาความสุขเหมือนที่ได้เห็นจากณรงค์กับไรอัน อยากจะมีคนรักที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นของเขาคนเดียวบ้าง...ความเห็นแก่ตัวของเขา...คือความปรารถนาที่เล็กน้อยเพียงเท่านี้เอง

"ตี้...พ่อไม่ได้จะว่าตี้นะ"

"ฮึก"

พอพ่อขยับเข้ามานั่งบนตั่งตัวเดียวกัน อ้อมแขนท้วมแต่ก็อบอุ่นรั้งไหล่เข้าไปกอด ธีระถึงเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังร้องไห้

"พ่อแค่อยากอธิบายว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่เห็นด้วยเรื่องที่ตี้จะคบกับเขา เท่าที่รู้จักผ่านๆ เห็นข่าวซุบซิบเกี่ยวกับเขามาก็มาก มันเลยทำให้เขาดูไม่น่าเชื่อถือว่าจะฝากฝังตี้ได้ แต่ลูกของพ่ออาจได้เห็นเขาในแง่มุมอื่นที่พ่อกับแม่ไม่เคยเห็น ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อกับแม่จะไม่ห่วง ยิ่งเราไปอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ถึงมันจะไม่ได้ไกลจากบ้านเรามากก็จริง แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นพ่อกับแม่ก็คอยอยู่ข้างๆ ตี้ทันทีไม่ได้"

"พ่อกับแม่ห่วงตี้...ตี้รู้"

เด็กหนุ่มหันหน้าเข้าหาไหล่ท้วมหนาที่คอยเป็นที่พักพิงให้มาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าหลังจากโตขึ้นแล้วจะแยกไปอยู่คนเดียว แต่พ่อก็ไม่เคยหยุดเป็นห่วงเขา ความคิดนั้นทำให้ไม่อาจห้ามทำนบน้ำตาได้ง่ายๆ

"ตี้ยังอายุน้อย พ่อกับแม่รู้ว่าเป็นห่วงเรื่องนี้อาจจะดูกังวลเกินเหตุ แต่ทั้งหมดนี่ก็เพราะผู้ชายคนนั้นไม่น่าไว้ใจ แถมยังเคยมีแต่ข่าวกับผู้หญิง ต่อให้เขาสัญญาไว้ว่าจะทำให้ตี้มีความสุขก็เถอะ แต่จำเอาไว้นะ วันไหนก็แล้วแต่ที่เขาผิดสัญญา ตี้ไม่ต้องทน พ่อกับแม่ยังอยู่ตรงนี้ กลับมาบอกพ่อกับแม่ แล้วเขาจะไม่มีวันได้เข้าใกล้ตี้อีกเลย"

เด็กหนุ่มเม้มปาก เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาขณะถอยตัวออก จากนั้นก็มองเข้าไปในตาของคนที่กำลังมองเขาอย่างเปี่ยมด้วยความรักและห่วงใยเสมอ

ตอนที่คบกับณรงค์นั้นเขาไม่เคยบอกครอบครัว คนที่คอยอยู่เคียงข้างในยามที่เจ็บปวดจึงมีเพียงศันสนีย์กับสุเมธ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามีคนที่พร้อมจะให้กำลังใจแม้ในเวลาที่คิดว่ามีแต่ตัวเองก็ตาม

"ตกลงครับ"

"ไม่มีใครรักตี้ได้มากกว่าพ่อกับแม่ที่เลี้ยงเรามาอีกแล้ว จำเอาไว้นะ"

เด็กหนุ่มมองตรงเข้าไปในแววตาของผู้เป็นพ่อ จากนั้นนัยน์ตากลมโตที่แดงช้ำก็หยีโค้ง มุมปากทั้งสองข้างยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม

"ตี้ก็รักพ่อกับแม่ที่สุดเหมือนกัน"

"ฮึ จะคอยดู"

ธีระหัวเราะพลางเข้าไปกอดเอวบิดาอย่างประจบ เด็กหนุ่มหลับตาลงซึมซับความอบอุ่นของอ้อมแขนที่โอบกอดกลับมา ถึงแม้การพูดคุยกันในคราวนี้จะทำให้รู้ว่าพ่อกับแม่ไม่เชื่อใจกฤตภาส แต่อย่างน้อยทั้งสองก็ให้โอกาสพวกเขา และเมื่อเทียบกับท่าทีที่แสดงออกตอนอยู่ที่โรงพยาบาล เขาก็รู้ว่าพ่อกับแม่ยอมถอยให้มากแล้ว เพียงเพื่อความสุขของลูกชายคนเดียว

เขาคงทำได้เพียงไม่ให้ทั้งคู่เสียใจที่ยอมให้ลูกคนนี้ทำตามหัวใจเรียกร้องก็เท่านั้น

ธาริณีเดินออกมาจากในครัวและหยุดยืนอยู่หลังประตูมุ้งลวด เสียงหัวเราะและภาพของพ่อลูกนั่งกอดกันนำมาซึ่งความทรงจำในวันวานที่ลูกยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ถึงแม้พวกเขาสามคนจะได้ใช้เวลาด้วยกันน้อยลงทุกทีตั้งแต่ธีระเข้ามหาวิทยาลัย และคงน้อยลงไปอีกเมื่อเด็กหนุ่มเรียนจบ อย่างน้อยเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คงช่วยเตือนเจ้าตัวได้ว่าบ้านหลังนี้ยังพร้อมจะปกป้องจากมรสุมที่รุมเร้าอยู่ภายนอกเสมอ

หญิงวัยกลางคนยิ้มพลางเดินกลับเข้าไปในครัว ไม่คิดจะเข้าไปขัดเวลาส่วนตัวของสองพ่อลูกที่นานๆ จะมีสักที เธอรู้ว่าคงอีกพักใหญ่กว่าทั้งสามจะได้อยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง ดังนั้นการทำอาหารที่พวกเขาชอบให้ทานเพื่ออวยพรให้อนาคตของลูกชายเต็มไปด้วยความสุขคงเหมาะกับกาลเทศะที่สุด


++------++


ธีระออกจากบ้านมาถึงท่ารถตู้ในเวลาบ่าย แม้จะคิดถึงพ่อกับแม่ตั้งแต่รถยังไม่เคลื่อนจากอู่ แต่เมื่อเดินทางใกล้จะถึงกรุงเทพฯ ความสนใจก็เริ่มเบี่ยงเบนไปยังเรื่องอื่น

เขากำลังจะเปิดเทอม จะกลายเป็นนักศึกษาปีสุดท้าย จะได้กลับไปเจอเพื่อนๆ และที่สำคัญ...จะได้เจอกฤตภาสแล้ว

ความคิดนั้นทำให้ในอกของเด็กหนุ่มพองแน่นไปด้วยอารมณ์ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันเป็นความอบอุ่น ละมุนละไมและหอมหวานเย้ายวน ฉุดรั้งให้มุมปากคอยแต่จะโค้งเป็นรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา

เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ ธีระก็โบกเรียกแท็กซี่เพื่อกลับหอพัก เขารีบเปิดกล่องเสบียงของแม่แล้วก็เอาของที่เสียง่ายแช่ตู้เย็น ขณะจัดของอย่างอื่นวางบนชั้นก็ให้คันจมูกจนจามฮัดเช้ยออกมาหลายรอบ

จริงด้วยสิ ไม่ได้อยู่ห้องมาเป็นเดือนก็ไม่แปลกหรอกที่ฝุ่นจะเยอะ คงต้องทำความสะอาดครั้งใหญ่สักทีล่ะมั้ง...

เด็กหนุ่มคิดพลางเปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดกับกางเกงที่คล่องตัวที่สุด จากนั้นก็ถอดปลอกหมอนและผ้าปูเตียงไปซักตากบนระเบียง เมื่อเสร็จแล้วก็หันกลับมาปัดฝุ่นและถูพื้นห้องที่ถูกละเลยมานาน

ตลอดบ่ายนั้นเขาใช้เวลาจัดห้องและเตรียมตัวสำหรับวันเปิดเทอม ทั้งรีดชุดนักศึกษาที่จะใส่ไปเรียนทั้งสัปดาห์เอาไว้ และหยิบกระเป๋ากับเครื่องเขียนมาวางไว้บริเวณที่จะหยิบได้ง่าย กว่าจะรู้ตัวอีกที พระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำจนเห็นแสงสุดท้ายเป็นแถบสีแดงฉานคาดอยู่บนขอบฟ้า

"หกโมงกว่าแล้วเหรอ คุณกฤตเลิกงานแล้วแหงเลย"

ธีระรีบหันไปหยิบโทรศัพท์เพราะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้โทรบอกเรื่องที่กลับมาแล้ว แต่ขณะที่กำลังปลดล็อคหน้าจอก็ฉุกนึกขึ้นได้ ถ้าแค่โทรไปบอกเฉยๆ ไม่เห็นจะตื่นเต้นตรงไหน อย่างมากก็คงคุยสัพเพเหระแล้วลากันไปนอนเหมือนคืนก่อนๆ

ไม่สู้ไปเซอร์ไพรส์เจ้าตัวถึงที่เลยดีกว่า...คุณกฤตคงคิดไม่ถึงแน่ๆ ว่าจะได้เจอเขาคืนนี้

ธีระยิ้มพลางเดินไปเก็บปลอกหมอนและผ้าปูเตียงเข้ามาผึ่งต่อในห้อง หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็พันผ้าขนหนูรอบเอวมายืนเลือกชุดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า รอยยิ้มซุกซนผุดขึ้นขณะเลือกชุดออกมาสวม อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อกฤตภาสเห็นเขาไปหาโดยไม่ทันตั้งตัวจะแสดงสีหน้าแบบไหน

ระหว่างที่เดินออกจากหอนั้นต้องผ่านตลาดหน้าปากซอย กลิ่นหอมของอาหารและเสียงพูดคุยโหวกเหวกของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทำให้ธีระนึกขึ้นได้ว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายชั่วโมง เขาแวะเข้าไปนั่งทานก๋วยเตี๋ยวอย่างรีบๆ เพราะไม่อยากเสียเวลา การจราจรในยามหัวค่ำของกรุงเทพฯ แย่มากอย่างที่คาดไว้ โชคดีว่าบางช่วงอาศัยรถไฟฟ้าช่วยย่นระยะการเดินทางได้ กระนั้นก็ยังเสียเวลาไปพอสมควรกว่าจะถึงคอนโดของกฤตภาส

หวังว่าจะอยู่ที่ห้องแล้วนะ ไม่งั้นก็รอจนกว่าจะกลับมาก็แล้วกัน...

เด็กหนุ่มคิดขณะก้าวลงจากรถแท็กซี่ โลหิตในกายสูบฉีดเพราะความตื่นเต้นจนหัวใจรัวเร็วผิดจังหวะ กระทั่งผิวแก้มก็ซับสีเลือดฝาดจนแดงปลั่งทั้งสองข้าง

ท่อนขาเพรียวสาวเท้าตรงไปยังทางเข้าคอนโด เมื่อเห็นว่ามีคนกำลังเปิดประตูออกมา เขาก็รีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับส่งเสียงร้องเรียก เพราะถ้าประตูปิดลงจะไม่สามารถเปิดได้ถ้าไม่รู้รหัส

"ขอโทษครับ ขอเข้าไปด้วยครับ"

"อ๊ะ ได้ค่ะ"

หญิงสาวร่างประเปรียวที่ก้าวออกมาแล้วดึงประตูที่เกือบจะปิดลงให้ เด็กหนุ่มพยักหน้าขอบคุณเร็วๆ โดยไม่ได้หันไปมองให้เต็มตา จึงไม่ทันเห็นว่าเธอเลิกคิ้วมองเขาด้วยแววตาคลับคล้ายคลับคลาระคนแปลกใจ

ลิฟต์จอดนิ่งรออยู่อย่างได้จังหวะ ธีระก้าวเข้าไปแล้วก็กดหมายเลขชั้นที่ต้องการ ความรู้สึกขณะรอให้ลิฟต์เคลื่อนไปถึงชั้นที่หมายนำมาซึ่งความรู้สึกคุ้นเคย ขณะเดียวกันก็แปลกใหม่จนใจเต้นตึกตัก

มันคล้ายการกลับสู่นิวาสอีกแห่งที่เขาเคยอาศัยมาก่อน แม้จะเป็นเพียงบางครั้งบางคราว แต่ก็ยังก่อให้เกิดความคาดหวังว่าจะยังเหมือนครั้งสุดท้ายที่มาเยือนหรือไม่

ติ๊งต่อง...

ธีระกดกริ่งหน้าหมายเลขห้องซึ่งจำได้แม่นแล้วก็สูดหายใจลึก พยายามกลั้นยิ้มที่เกลื่อนกล่นบนใบหน้าอย่างเต็มที่ขณะรอให้กฤตภาสมาเปิดประตู เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้มั่นใจว่าเจ้าของห้องอยู่ด้านในอย่างแน่นอน

"ลืมของอีกแล้วหรือไงมีน? เดี๋ยวก็ยึดซะหรอก"

ประโยคทักทายแรกเมื่อประตูเปิดออกทำให้รอยยิ้มของธีระแข็งค้าง ประกายตื่นเต้นยินดีในแววตาพลันเลือนหาย ฝ่ายคนที่เห็นว่าผู้มากดกริ่งคือใครก็ชะงักไปเช่นเดียวกัน

มีน...เป็นใคร?

ในเวลาเพียงชั่วกะพริบตา ระบบความคิดของธีระลัดวงจรจนไม่นึกอยากรู้คำตอบ เด็กหนุ่มก้าวถอยแล้วก็สาวเท้าหนี กฤตภาสที่ดึงสติคืนมาได้จึงรีบตามไปคว้าข้อมือได้ทันก่อนอีกฝ่ายจะวิ่งไปที่ลิฟต์

"เดี๋ยวสิ จะไปไหนน่ะ?"

"คุณรอคนอื่นอยู่ไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องห่วง ผมไม่อยู่เป็นมือที่สามหรอก"

ธีระเอ่ยไปแล้วก็แทบสะอึกกับคำพูดของตัวเอง มือที่สาม...ทำไมคำนี้ถึงติดค้างอยู่ในหัวนะ อ้อ...คงเพราะข่าวในหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าแน่ๆ ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอสถานการณ์ที่พ่อสมมติให้กับตัวเอารวดเร็วทันใจปานนี้

กระบอกตาของเด็กหนุ่มร้อนผ่าวผิดกับร่างกายที่เย็นเฉียบ และนั่นทำให้ยิ่งรับรู้ถึงอุณหภูมิของฝ่ามือที่กำอยู่รอบข้อมือได้อย่างแจ่มชัด เขาสงสัยนักว่ามันจะร้อนเทียบเท่ากับความเดือดดาลในอกตอนที่เห็นกฤตภาสเปิดประตูออกมาทั้งที่สวมกางเกงยีนส์เพียงตัวเดียวหรือเปล่า

ไหนเคยบอกว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนรู้จักห้องนี้ไงล่ะ สุดท้ายแล้วคำสัญญาที่ว่า 'ผมจะไม่ยอมให้ตี้ไม่มีความสุขเพราะผมเด็ดขาด' ก็เป็นแค่คำโกหกพกลม เอาไว้ใช้หลอกลวงให้พ่อกับแม่และเด็กโง่ๆ อย่างเขาตายใจเท่านั้นเองล่ะสิ

"คุณกฤต! ปล่อยนะ!!"

ธีระดิ้นทันทีที่ถูกคนด้านหลังรวบเอวจนเท้าลอยจากพื้น แต่กฤตภาสไม่สนใจสองมือที่ทั้งทุบทั้งข่วนขณะอุ้มเด็กหนุ่มเข้าห้องอย่างดึงดัน ใบหน้าคมคายบูดบึ้งหลังจากปล่อยเขาลงแล้วยืนขวางประตู

"กลับมาตั้งแต่ตอนไหน ทำไมไม่โทรมาบอก?"

"โทรมาบอกเพื่อให้คุณสับรางถูกเหรอ? ขอโทษด้วยนะที่ผมโง่น้อยไป เลยจับได้ว่าคนชอบจับปลาหลายมือยังไงก็ไม่มีวันทิ้งลายเดิมวันยังค่ำ ช่างเถอะ ผมน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมคนเดียวสำหรับคุณมันไม่พอ"

"จะไม่ฟังฉันอธิบายก่อนรึไง?"

"ไม่ฟัง! หลบไปเดี๋ยวนี้นะ!"

ธีระพยายามผลักกฤตภาสให้พ้นจากประตูอย่างไร้ผล ความโมโหที่พลุ่งพล่านปิดกั้นการรับรู้ทุกทาง นี่เขาหลงเชื่อลมปากของอีกฝ่ายได้อย่างไรกัน แล้วยังจะหลงตัวเอง...หลงปกป้องกฤตภาสทั้งที่พ่อกับแม่ก็เตือนแล้วเตือนอีก เขามันโง่...โง่งี่เง่าที่สุดในสามโลก!


++---TBC---+


A/N: มาแล้วค่ะ ครึ่งแรกของบทสรุปสำหรับความสัมพันธ์ของกฤตภาสกับน้องตี้ ตัดสินใจแบ่งเป็นสองโพสต์เพื่อให้ทุกคนที่ติดตามกันมานานได้เผื่อใจว่าจะจบจริงๆ แล้วนะ ขณะเดียวกันก็เพื่อแจ้งล่วงหน้าสำหรับใครที่สนใจจะเก็บเรื่องนี้แบบรูปเล่มด้วย เพราะเราจะทำทั้งแบบตีพิมพ์และอีบุ๊ค เพียงแต่อาจพร้อมเปิดจองเดือนกุมภาหรือมีนาเพราะยังไม่รู้ว่าจะมีตอนพิเศษเยอะแค่ไหน ก็เลยจะขอความร่วมมือคนที่สนใจให้กรอกอีเมลทิ้งไว้ในลิ้งค์นี้ค่ะ http://goo.gl/forms/sD3fkPr5Wx ทั้งนี้ไม่ใช่การผูกมัดว่าถ้าให้อีเมลเราแล้วจะต้องซื้อนะคะ แต่เพื่อความสะดวกของเราในการแจ้งข่าวสารให้ทราบเท่านั้น

ก่อนจากกันไป เนื่องจากวันนี้เป็นวันเด็กพอดี ก็ขอให้ทุกคนสนุกสนาน สำราญเบิกบาน รำลึกถึงวัยเยาว์และ stay young at heart ตลอดไปนะคะ :)




 

Create Date : 01 มกราคม 2558    
Last Update : 10 มกราคม 2558 11:50:06 น.
Counter : 460 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  
Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.