Group Blog
 
All blogs
 

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 7


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 7


เข้าช่วงครึ่งหลังของเดือนตุลาคม สถานที่ต่างๆ ในกรุงนิวยอร์กล้วนประดับตกแต่งเพื่อต้อนรับเทศกาลฮัลโลวีนที่จะมาถึง แม้แต่ในหมู่นักศึกษาปริญญาโทก็ตื่นเต้นกันไม่แพ้เด็กๆ

"นี่โจ วันฮัลโลวีนจะไปปาร์ตี้ที่ไหนหรือเปล่า?"

"หือ?"

จารวีเงยหน้าขึ้นเมื่อถูกเรียก เขากับเพื่อนๆ กำลังนั่งอ่านหนังสือกันอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ดูเหมือนทุกคนจะพักสมองด้วยการหาเรื่องคุยกันแทน

"ฮัลโลวีนเหรอ ไม่รู้เหมือนกัน คงมาเรียนแล้วก็กลับบ้านล่ะมั้ง"

"อะไรกัน! น่าเบื่อชะมัดเลย ปีนี้อุตส่าห์เรียนด้วยกันปีสุดท้ายแล้วนะ หาอะไรสนุกๆ ทำดีกว่า!"

"จริงด้วยสิ ปีที่แล้วฉันไปดูขบวนพาเหรดนิวยอร์กฮัลโลวีน เจ๋งดีนะ ใครที่แต่งคอสตูมก็เข้าร่วมเดินขบวนได้ ปีนี้ก็คงจัดอีก"

"งั้นเอาแบบนี้ พวกเราเลิกเรียนแล้วก็ไปร่วมขบวนพาเหรด เสร็จแล้วก็ค่อยไปปาร์ตี้กันต่อที่ร้านไหนสักร้านดีมั้ย จะได้ไม่ต้องจัดที่บ้านใครคนใดคนหนึ่งแล้วเก็บล้างกันทีหลัง"

"เห็นด้วย ถ้างั้นก็ตามนี้แหละ! สรุปว่าวันฮัลโลวีนพวกเราจะไปร่วมขบวนพาเหรดกันนะ!!"

พวกเขายิ่งคุยกันก็ยิ่งตื่นเต้นจนเผลอส่งเสียงดัง พอได้รับเสียงชู่วและสายตาปรามจากโต๊ะอื่นๆ ถึงค่อยตระหนักว่าอยู่ในห้องสมุด

"ถ้างั้นก็ทั้งหมดหกคน ตกลงตามนี้นะโจ"

"หา?"

จารวีกำลังงงที่ทุกคนได้ข้อสรุปกันโดยไม่ปล่อยให้เขาพูดสักคำ แต่เมื่อเห็นแววตาตื่นเต้นก็ได้แต่ยิ้มอย่างอ่อนใจ ทั้งที่เพื่อนๆ ในกลุ่มล้วนอายุมากกว่า แต่เรื่องชอบความสนุกรื่นเริงนี่เขาต้องยอมแพ้ราบคาบ

"ก็ได้ ยังไงคืนนั้นก็ว่างอยู่แล้ว"

เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งส่งเสียง 'เยส!' เบาๆ พร้อมกับยกมือมาตรงหน้าเขา จารวีจึงต้องยื่นมือไปตบไฮไฟว์ตอบ หลังจากอ่านหนังสือกันจนเกือบจะหนึ่งทุ่ม บางคนก็เริ่มขอตัวกลับบ้าน

"ฉันก็จะกลับเหมือนกัน งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ"

"งั้นฉันไปด้วย บายนะทุกคน"

สตีเฟนลุกตามจารวีที่เดินออกมาก่อน ชายหนุ่มร่างสูงตบบ่าเขาเบาๆ ขณะเดินขึ้นมาตีคู่

"ช่วงนี้นายไม่ได้ไปช่วยที่ร้านเหรอ? เห็นโซเฟียบ่นว่าไม่ค่อยได้เจอกัน"

"อ๋อ ก็โซเฟียไม่ได้โทรมาเรียกนี่นา ถ้าจู่ๆ โผล่ไปจะเกะกะซะเปล่าๆ"

"นายนี่...คิดมากไปแล้ว ถึงยายนั่นไม่โทรชวนก็แวะไปเองก็ได้ ทุกคนที่ร้านชอบนายนะ อีกอย่างนายก็จะได้วาดรูปด้วยไม่ใช่เหรอ?"

"ก็จริง... ไว้ถ้าว่างจะแวะไปก็แล้วกัน"

จารวีตอบแบ่งรับแบ่งสู้ แต่พอกำลังจะเดินไปสถานีรถไฟใต้ดินก็ถูกสตีเฟนรั้งแขนไว้

"นี่โจ ฉันว่าจะหาอะไรกินก่อนกลับ ไปด้วยกันหน่อยสิ"

"หือ?"

จารวีไม่ทันได้แย้งเมื่อถูกดึงแขนไปทางร้านอาหารอิตาเลียน เขาเห็นเพื่อนหันมาทำสีหน้าน่าสงสารก็หัวเราะ

"ก็ได้ๆ อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ดูแล้วยังกับนายอดข้าวมาทั้งวันอย่างนั้นแหละ"

คนถูกทักหัวเราะเสียงดัง พวกเขาเข้าไปนั่งในร้านไม่นานก็ได้อาหารที่สั่ง ระหว่างที่ทานนั้นสตีเฟนก็ชวนคุยไปด้วย

“เร็วเหมือนกันนะ แป๊บๆ ก็จะฮัลโลวีน พอถึงคริสต์มาสพวกเราก็จะเรียนจบแล้ว”

“อืม”

จารวีตอบรับในคอ ท่าทางไม่ค่อยยินดียินร้ายจุดความสงสัยในใจของคนมอง

“หลังเรียนจบนายจะหางานทำที่นี่หรือเปล่า? หรือว่าจะกลับเมืองไทยเลย?”

มือที่กำลังใช้ส้อมม้วนเส้นสปาเก็ตตี้ชะงักนิดหนึ่ง แต่จารวีก็ถามกลับด้วยเสียงปกติ “ยังไม่รู้เหมือนกัน นายล่ะ?”

“ฉันเหรอ คงไปสมัครที่สำนักพิมพ์ที่เคยฝึกงานล่ะมั้ง หัวหน้า บ.ก.บอกว่าเรียนจบเมื่อไหร่ให้ไปคุยกันอีกที”

“ก็ดีเหมือนกันนะ ฉันยังไม่ได้วางแผนเลย”

“ไม่มีที่ไหนที่อยากทำเป็นพิเศษเหรอ ที่ที่นายเคยไปฝึกงานล่ะ?”

“ที่นั่นก็ไม่เลว แต่ฉันยังไม่แน่ใจว่าอยากทำอะไรกันแน่น่ะ”

จารวีตอบพลางส่งเส้นสปาเก็ตตี้เข้าปาก ท่าทางที่ดูไม่ยี่หระกับอนาคตนักทำให้สตีเฟนไม่ซักต่อ หลังพวกเขาจัดการมื้อค่ำเสร็จก็จ่ายเงินแล้วเดินออกมาจากร้าน ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมาวูบหนึ่ง พาให้ใบไม้สีส้มแดงปลิดปลิวลงมาบนถนน

“ปีนี้อากาศเย็นเร็วแฮะ นายจะกลับด้วยรถไฟฟ้าใช่มั้ย? งั้นฉันไปด้วย”

“อื้อ”

จารวีตอบรับในคอ เขาเป็นคนง่ายๆ แบบนี้ ถึงจะไม่ถนัดสร้างความสนิทสนมกับใครก่อน แต่ก็ไม่ค่อยปฏิเสธเวลาใครชวนไปไหน ดังนั้นเพื่อนฝูงจึงสบายใจเวลาอยู่ด้วย

พวกเขาเดินเลียบริมถนนเพื่อมุ่งหน้าไปยังทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน เวลานั้นฟ้ามืดแล้วแต่แสงไฟริมถนนก็ค่อนข้างสว่างไสว ภาพของทั้งคู่อยู่ในสายตาของใครคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ที่วิ่งผ่าน

“มีอะไรเหรอฌอน?”

อเล็กซ์หันมาถามเมื่อเห็นชานนท์เหลียวมองข้างทางราวถูกอะไรดึงดูดความสนใจ พอเขาหันไปมองตามก็เห็นแต่คนเดินผ่านไปมา

“ไม่มีอะไร พอดีเห็นคนคุ้นหน้า แต่อาจจะคิดไปเอง”

“โห คุณนี่ตาดีชะมัด ของผมนะ แค่มองออกไปนอกรถก็แยกระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงไม่ออกแล้ว”

อเล็กซ์ย้ำด้วยการชี้เลนส์แว่นหนาเตอะของตัวเอง ชานนท์เพียงปรายตามองแล้วยิ้ม วันนี้พวกเขามาถ่ายงานให้ลูกค้าแถวริเวอร์ไซด์พาร์ค ซึ่งเขาก็คิดอยู่เหมือนกันว่าย่านนี้ไม่ห่างจากอัปเปอร์เวสต์ไซด์ที่จารวีพักอาศัย เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเจอเจ้าตัวเดินอยู่ข้างถนนในระยะกระชั้นเช่นเมื่อครู่

คนที่เดินด้วยเมื่อกี้...คงเป็นเพื่อนกระมัง

ผ่านมาร่วมเดือนแล้วจากวันที่เขาไปส่งจารวีที่ห้องและให้นามบัตรไป แล้วก็เป็นอย่างที่คาด ฝ่ายนั้นไม่เคยโทรมาหาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งก็ไม่ได้น่าแปลกใจเพราะพวกเขาไม่มีธุระจำเป็นต้องติดต่อกัน แถมด้วยระดับความคุ้นเคยอย่างผิวเผิน พวกเขายังนับว่าเป็นเพื่อนกันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ...

เมืองนิวยอร์กมีผู้คนอาศัยอยู่ตั้งแปดล้านกว่าคน แล้วทำไมตอนนี้เขาจะต้องสนใจคนคนเดียวเป็นพิเศษด้วยนะ...

ชานนท์นั่งเคาะนิ้วเบาๆ บนหัวเข่า และจมอยู่กับความคิดจนไม่ได้หันไปคุยกับเพื่อนร่วมงานอีกเลยตลอดทาง


++------++


เวลาล่วงเลยมาจนถึงวันฮัลโลวีน ทั่วเกาะแมนฮัตตันคึกคักไปด้วยผู้คนที่แต่งคอสตูมแปลกๆ ออกมาเดินบนท้องถนน ตามสถานีรถไฟและสถานที่ต่างๆ เต็มไปด้วยผู้คนในชุดสีสันละลานตา ถึงแม้ปีที่แล้วเขาจะได้เห็นกับตาไปแล้วครั้งหนึ่ง ปีนี้จารวีก็ยังทึ่งกับความชื่นชอบการฉลองชนิด ‘เข้าเส้น’ ของคนที่นี่อยู่ดี

“แด๊ดทำอะไรอยู่ครับ?”

“แกะสลักฟักทองสำหรับฮัลโลวีนครับ แต่ฟักทองไทยนี่แข็งแฮะ แกะยากชะมัด”

“ฮัลโลวีน?”

เมื่อเห็นเด็กน้อยทำหน้าไม่เข้าใจ ชายชาวต่างชาติก็ยิ้มแล้วอธิบาย

“ที่อเมริกาจะฉลองเทศกาลฮัลโลวีนทุกวันที่สามสิบเอ็ดตุลา ชาวคริสต์เชื่อกันว่าเป็นเทศกาลที่พวกภูตผีกลับมาเยือนโลก แต่ละบ้านจะแกะสลักฟักทองแล้วจุดเทียนประดับไว้รอบบ้าน พวกเด็กๆ ก็จะแต่งตัวเหมือนผีออกมาเดินเคาะประตูตามบ้านเพื่อขอขนม”

“ฟังดูน่ากลัวจัง”

“ไม่น่ากลัวหรอกครับ ความจริงแล้วฮัลโลวีนที่อเมริกาสนุกมากนะ โดยเฉพาะที่นิวยอร์กที่แด๊ดเคยอยู่ ถ้าโจ้ได้เห็นเวลาแต่ละบ้านประดับแสงไฟกับฟักทองแกะสลักต้องชอบแน่ๆ”

“จริงเหรอ งั้นไว้โจ้โตแล้ว แด๊ดพาโจ้กับคุณพ่อไปดูฮัลโลวีนด้วยกันนะครับ”


จารวีถอนหายใจเมื่อนึกถึงความหลัง เขาได้เรียนรู้วัฒนธรรมอเมริกันมากมายมาจากแด๊ด ยิ่งได้ฟังว่านิวยอร์กเป็นอย่างไร แต่ละสถานที่ล้วนมีส่วนในความหลังระหว่างแด๊ดกับคุณพ่อแค่ไหนก็ยิ่งอยากมาเห็น กระทั่งตอนนี้ที่เขาได้มาอาศัยและสัมผัสทุกสิ่งที่นี่ด้วยตัวเอง เขาก็พอจะเข้าใจว่าทำไมแด๊ดรักเมืองนี้มากทั้งที่ย้ายมาจากเมืองอื่นตอนเป็นวัยรุ่น แต่ถึงกระนั้น...สำหรับเขาแล้วนิวยอร์กก็ยังไม่ได้สร้างความประทับใจจนจะยึดเป็นบ้านอีกหลังได้อยู่ดี

ไม่ต่างกันกับเมืองไทย...ที่เขาก็ไม่ได้มีความผูกพันเช่นกัน นับตั้งแต่แด๊ดและคุณพ่อจากไป ที่ไหนๆ ก็ล้วนทำให้รู้สึกแปลกแยกไปหมด

วันนั้นจารวีเข้าเรียนตามปกติ หลังจากเลิกเรียนแล้วที่ภาคคณะจัดงานปาร์ตี้กันเล็กน้อย จากนั้นกลุ่มเพื่อนๆ ของเขาก็พากันแยกย้ายเพื่อกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วค่อยนัดรวมตัวกันอีกครั้งที่ซิกส์อเวนิวเวลาหนึ่งทุ่มเพื่อร่วมขบวนพาเหรด

จารวีรู้ว่านี่เป็นโอกาสเดียวในหนึ่งปีที่พวกเพื่อนๆ จะได้แต่งตัวให้หลุดโลกอย่างสุดเหวี่ยง ดังนั้นเขาเองก็ไม่ควรจะแต่งตัวให้ธรรมดาจนเกินไป แต่ครั้นจะให้แต่งหน้าทำผมประหลาดๆ ก็ไม่ชิน โชคดีว่าเขาค่อนข้างสนิทกับเจ้าของร้านอาหารจีนที่แวะไปกินเป็นประจำ ก็เลยขอยืมชุดที่เป็นเสื้อแขนยาวคอจีนกับกางเกงผ้ามาใส่ ถึงจะไม่มีเชื้อสายจีนแต่ก็พอกล้อมแกล้มได้เพราะเป็นชาวเอเชียเหมือนกัน

ชายหนุ่มออกจากอพาร์ตเม้นท์ไปยังจุดนัดพบด้วยรถไฟใต้ดิน ผู้คนแน่นขนัดทุกสถานีไปจนถึงบริเวณที่จะเริ่มปล่อยขบวนพาเหรดเพราะว่าเป็นงานใหญ่ประจำปี

“เฮ้โจ ทางนี้ๆ”

ตอนแรกจารวีไม่เห็นเพื่อนๆ จึงต้องพิมพ์ถามในกรุ๊ปแชททางมือถือ พอเดินไปหน้าอาคารที่เพื่อนบอกก็เห็นทุกคนยืนรออยู่ ขณะนั้นพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ขบวนพาเหรดที่นำด้วยหุ่นเชิดประดับไฟหลากสีจึงยิ่งดูโดดเด่น เสียงดนตรีจากวงต่างๆ ที่มาร่วมขบวนดังก้องไปทั้งถนน

“หัวขบวนเริ่มออกเดินแล้วล่ะ เดี๋ยวพวกเราก็ไหลตามคนอื่นๆ ไปได้เลย”

“คนเยอะขนาดนี้มีสิทธิ์หลงกันกลางทางได้นะ ถ้าหลงจะไปเจอกันที่ไหนดี?”

“ที่ทเวนตี้เฟิสท์ สตรีทก็แล้วกัน ฉันเล็งร้านแถวนั้นไว้แล้ว ตอนนี้ไปร่วมขบวนกันก่อนดีกว่า วู้ฮู้!!”

ท่ามกลางผู้คนมากมายที่มารอดูและมาร่วมเดินพาเหรด เพื่อนๆ ของจารวีต้องตะเบ็งเสียงคุยกันเพราะรอบตัวมีแต่เสียงเซ็งแซ่ของผู้คนและวงดนตรี หลังจากเริ่มออกเดินแล้วสตีเฟนก็หันมากระซิบกับเขา

“นายเดินใกล้ๆ ฉันไว้ก็ได้นะ ถ้าเหนื่อยฉันจะพาออกไปรอเจ้าพวกนั้นที่จุดนัดพบก่อน”

จารวีเพียงแต่หันไปยิ้ม ระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสิ้นสุดของขบวนพาเหรดนั้นไกลพอสมควร กระนั้นเขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเหนื่อยจนต้องหยุดกลางทาง แต่รูปร่างของเขามักทำให้คนเข้าใจผิดว่าไม่แข็งแรงไปอย่างนั้นเอง

ขบวนพาเหรดฮัลโลวีนนี้มีจุดเด่นตรงที่ใครก็เข้าร่วมเดินได้ ดังนั้นทั้งขบวนจึงมีผู้คนมากมาย บ้างก็เต้นรำไปมา บ้างก็แวะออกจากขบวนไปโพสต์ท่าถ่ายรูปกับคนที่รอดูข้างถนน ดังนั้นเมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง จารวีก็ถูกเบียดจนคลาดกับเพื่อนๆ จนได้

ชายหนุ่มตัดสินใจออกจากขบวนไปยืนรอข้างทาง แต่หลังจากพยายามเพ่งมองอยู่นานแล้วไม่เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย จึงออกเดินต่อพร้อมกับส่งข้อความเข้ากรุ๊ปแชทไปด้วย

‘ทุกคนอยู่ไหนกัน ฉันออกจากขบวนมาแล้ว’

‘ฉันก็ออกมาแล้วเหมือนกัน กำลังเดินไปทเวนตี้เฟิสท์ สตรีท’

‘ตอนนี้ฉันอยู่แถวๆ แจ็คสันสแควร์ ต้องไปทางไหนต่อ?’

‘เดินตรงขึ้นมาเลยโจ พวกฉันจะรออยู่ตรงหัวมุมถนน’

‘โอเค’

จารวีเดินขึ้นไปตามทิศทางที่เพื่อนๆ ตอบในกรุ๊ปแชท เขาเลือกเดินบนฟุตบาทฝั่งที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน จู่ๆ ก็มีแรงกระแทกจากด้านหลังจนทำโทรศัพท์หลุดมือ ยังไม่ทันก้มลงเก็บก็มีใครบางคนฉวยมันขึ้นแล้ววิ่งหนีเข้าไปในกลุ่มคนที่กำลังเดินสวนกันไปมา

“ขโมย! ช่วยด้วย!”

ชายหนุ่มรู้ตัวทันทีว่าตกเป็นเหยื่อการขโมยโทรศัพท์ ไม่คิดว่ากลางเมืองในคืนเทศกาลเช่นนี้จะมีคนอุกอาจวิ่งราวท่ามกลางฝูงชน เขารีบวิ่งตามแต่ก็ยังช้ากว่าฝีเท้าเจ้าหัวขโมยอยู่มาก

“ใครก็ได้ หยุดหมอนั่นที!”

จารวีร้องตะโกนพลางวิ่งฝ่าคนที่เดินสวน มีบางคนที่มองระหว่างเขากับเจ้าหัวขโมยนั่นแต่ไม่มีใครช่วย กระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นคนคนหนึ่งที่กำลังเดินออกมาจากร้านกาแฟแถวนั้น จารวีก็ตะโกนออกไปสุดเสียง

“คุณฉาน หยุดหมอนั่นทีครับ!”



++---TBC---++





 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2558 14:54:40 น.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 6


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 6


นิวยอร์กซิตี้เป็นเมืองที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากเป็นอันดับต้นๆ ของสหรัฐอเมริกา สถานกงสุลระบุว่าอาจมีคนไทยราวเจ็ดพันกว่าคนอาศัยอยู่ในเมืองนี้ และส่วนใหญ่จะกระจุกกันอยู่ในย่านควีนส์ทางฝั่งตะวันออก

อพาร์ตเม้นท์ของจารวีอยู่ในย่านอัปเปอร์เวสต์ไซด์ของแมนฮัตตันซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก ถึงแม้ย่านนี้จะมีคนไทยอาศัยน้อยกว่า แต่ก็มีบางคนที่จารวีเห็นหน้าค่าตาบ่อยๆ อยู่บ้าง เขาจึงไม่เข้าใจว่าทำไมตลอดสองปีมานี้จึงไม่เคยพบชานนท์มาก่อน แถมหลังจากได้พบกัน เขาก็ดันต้องรับความช่วยเหลือทั้งสองครั้งเสียอีก

“คุณโจ้”

น้ำเสียงที่เริ่มจะคุ้นหูปลุกจารวีให้รู้สึกตัว จึงได้ตระหนักว่านอกจากเขาจะผล็อยหลับแล้วยังเอนไปหนุนไหล่คนข้างๆ แต่ยังไม่ทันเขยิบหนีก็ถูกดึงมือให้ลงจากรถ

“ถึงแล้ว นี่อพาร์ตเม้นท์คุณใช่มั้ย?”

จารวีเขม้นมองตัวเลขบนอาคารอย่างงัวเงียแล้วพยักหน้า เขาก้าวขึ้นบันไดเตี้ยๆ พลางล้วงกุญแจออกมาไขประตู แต่พอก้าวเข้าไปก็แปลกใจที่เห็นชานนท์เดินตามขึ้นมา

“คุณฉาน?”

“คุณไปหาหมอมาหรือยัง?”

จารวีอาจนึกโมโหถ้าคนถามใช้น้ำเสียงเหมือนเป็นพ่อหรืออาจารย์ แต่ชานนท์ไม่ได้ใช้น้ำเสียงแบบนั้น ท่าทีของเขาจึงอ่อนตามไปด้วย

“พอดีเพิ่งมีอาการวันนี้ ถ้าพรุ่งนี้ไม่ดีขึ้นคงไปหาครับ”

“พวกนักศึกษาคงมีประกันสุขภาพอยู่แล้วสินะ”

จารวีพยักหน้า ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องถูกซัก หัวคิ้วที่มุ่นขึ้นนิดๆ เรียกเสียงหัวเราะจากชานนท์

“ผมก็แค่ถามดู ไหนๆ ก็เจอกันตั้งสองครั้งแล้วคงทำดูดายไม่ได้หรอก คืนนี้รีบพักผ่อนก็แล้วกัน ผมไปล่ะ”

ร่างสูงใหญ่เอ่ยก่อนจะเดินลงบันได จารวียืนมองแผ่นหลังของคนที่เดินเลี้ยวไปบนฟุตบาทด้วยสมองอันว่างเปล่าอยู่ชั่วครู่ แต่แล้วก็นึกออกว่ายังไม่ได้จ่ายค่าแท็กซี่

“คุณฉานครับ! รอก่อน!”

“หือ?”

ชานนท์หยุดเดินและหันกลับไปตามเสียงเรียก เขายืนมองจารวีที่วิ่งเหยาะๆ มาหาทั้งที่หน้ายังแดงเรื่อเพราะพิษไข้ด้วยแววตาไม่แสดงความรู้สึก

"ค่าแท็กซี่เมื่อกี้เท่าไหร่ครับ? ผมจะจ่ายคืนรวมกับค่าอาหารที่ติดคุณตอนอยู่ที่อิตาลีด้วย"

คนฟังเลิกคิ้ว ทั้งที่เคยบอกไปแล้วแท้ๆ ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องใช้เงินคืน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะจำได้แค่เรื่องที่ตัวเองติดหนี้เขา จะเรียกว่าเป็นคนซื่อตรงหรือว่าทิฐิดีหนอ

"คุณอายุเท่าไหร่?"

"หือ?"

คราวนี้จารวีเลิกคิ้วบ้าง เขาไม่เข้าใจว่าคำถามนั้นเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ต้องคืนตรงไหน แต่เพราะชานนท์ยืนเงียบเหมือนรอคำตอบ เขาจึงบอกอย่างเสียไม่ได้

"จะยี่สิบสี่แล้วครับ"

เด็ก...นั่นเป็นคำที่ชานนท์เกือบจะเอ่ยออกมา ความจริงอายุยี่สิบสี่นับว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวได้แล้ว แต่อาจเพราะความตรงจนทื่อและแววตาที่มองเขาอย่างไม่หลุกหลิกกระมังที่ทำให้รู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้าช่างเด็กเหลือเกิน ความคิดนั้นทำให้มุมปากบางยกขึ้นนิดหนึ่ง

"ถ้างั้นก็คืนผมมาเท่านั้นแหละ เพราะผมก็จำไม่ได้ว่าตอนอยู่ที่อิตาลีเลี้ยงข้าวคุณไปเท่าไหร่"

"ตอนเจอกันคืนแรกคุณให้เงินผมห้าสิบยูโรสำหรับซื้อของที่มินิมาร์ท พออีกวันก็เลี้ยงอาหารเช้า แถมเมื่อกี้คุณยังจ่ายค่าแท็กซี่ให้อีก ผมมั่นใจว่าต้องคืนคุณเยอะกว่านั้น"

นี่ถึงกับทดไว้ในใจหมดเลยหรือว่าติดค้างอะไรเขาบ้าง...ทำไมตอนเจอกันที่อิตาลีเขาถึงไม่นึกว่าผู้ชายคนนี้จะหัวแข็งขนาดนี้นะ

"ค่าซื้อของที่มินิมาร์ทนั่นถือว่าหารกัน ส่วนอาหารเช้าก็คิดซะว่าผมเลี้ยงก็ได้ ค่าแท็กซี่เมื่อกี้ก็ไม่เท่าไหร่ ไม่ต้องเอามารวมด้วยหรอก"

"แต่ว่า..."

"ถ้าคุณไม่สบายใจก็ให้ผมสามสิบแล้วกัน ผมขอแค่นี้แหละ ห้ามขาดห้ามเกิน"

ชานนท์พูดพลางยักไหล่ ท่าทางกวนๆ นั้นทำให้จารวีทั้งหมั่นไส้ ทั้ง...นึกขำ

"ก็ได้ครับ นี่สามสิบพอดี"

ชายหนุ่มหยิบธนบัตรใบละสิบกับยี่สิบเหรียญยื่นออกไปตรงหน้า ซึ่งชานนท์ก็รับไปเก็บลงกระเป๋าสตางค์โดยไม่อิดออด

"ถ้างั้นผมกลับล่ะนะ"

"ครับ กลับดีๆ นะครับ"

คราวนี้จารวียิ้มออกเพราะปลอดโปร่งใจว่าได้ใช้หนี้เสียที ชานนท์เพียงยิ้มอ่อนๆ ตอบแล้วก็ออกเดินไปทางสี่แยก เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ปลีกตัวไปอีกทาง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเหมือนคนหกล้ม

"โจ้! เป็นอะไรหรือเปล่า?"

ร่างสูงใหญ่รีบสาวเท้าเร็วๆ กลับไปหาคนที่สะดุดขั้นบันไดจนคุกเข่าอยู่บนฟุตบาท เมื่อช่วยประคองขึ้นมาก็เห็นฝ่ามือที่ถลอกเพราะครูดกับพื้น

"ไม่เป็นไรครับ เมื่อกี้ผมรีบก้าวไปหน่อยเลยหน้ามืด"

จารวีตอบเสียงเบา ทว่านัยน์ตาเลื่อนลอยเหมือนจับโฟกัสไม่ได้ทำให้ชานนท์มั่นใจว่าอีกฝ่ายอาการแย่กว่าที่เห็น

"จะไปหาหมอมั้ย?"

"ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครับ เดี๋ยวกินยาแล้วนอนสักตื่นก็คงดีขึ้น"

ทั้งที่มีไข้ด้วยน่ะรึ... นี่ถ้าไม่ติดว่าเพิ่งเจอกันแค่สองครั้ง ชานนท์ก็นึกอยากบังคับพาคนตรงหน้าไปโรงพยาบาลอยู่หรอก

"เอาอย่างนี้ ผมขอขึ้นไปส่งที่ห้องก็แล้วกัน อย่างน้อยก็จะได้มั่นใจว่าคุณไม่เป็นอะไรจริงอย่างที่พูด"

"แต่นี่มันดึกแล้ว..."

"ใช่ แล้วถ้ายังมัวแต่ยืนคุยกันตรงนี้ก็คงไม่ได้ขึ้นห้องสักทีหรอก มา ผมช่วย"

ชานนท์พยุงจารวีขึ้นบันไดราวกับอีกฝ่ายไร้น้ำหนัก เขาผลักประตูอพาร์ตเม้นท์เข้าไปแล้วกดลิฟต์ จากนั้นก็ดึงคนป่วยเข้าไปยืนข้างๆ

"ชั้นไหน?"

"ชั้นห้า คุณฉาน นี่บ้านคุณอยู่แถวไหน?"

"แถวบรูคลินไฮท์ ไม่ต้องห่วง ดึกป่านนี้แล้วรถไม่ติดหรอก"

จารวีไม่ถามอะไรอีกขณะประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นห้า เขาเดินนำไปทางห้องของตัวเองแล้วหยิบกุญแจออกมาไขประตู

เนื่องจากไม่คิดจะแชร์ห้องกับใคร ตอนหาที่พักจารวีจึงระบุว่าต้องการห้องเช่าแบบสตูดิโอ มันเป็นห้องเล็กๆ ที่มุมหนึ่งวางตู้เย็นกับเตาไฟฟ้า อีกด้านมีเตียง โต๊ะอ่านหนังสือ ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำขนาดเล็ก ทุกอย่างนี้เพียงกวาดตามองปราดเดียวก็เห็นได้ทั้งหมด

"ห้องกะทัดรัดดีนะ"

"แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับผม อีกอย่างก็เก็บกวาดง่ายด้วย"

ชานนท์พยักหน้าอย่างเข้าใจ ตอนที่เขามานิวยอร์กใหม่ๆ นั้นเคยต้องเช่าห้องร่วมกับคนอื่น กว่าจะมีรายได้มากพอจนออกมาเช่าอพาร์ตเม้นท์คนเดียวในย่านบรูคลินได้ก็หลายปี แต่ท่าทางจารวีคงไม่มีปัญหานี้

"...จะเข้ามาก็ได้นะครับ"

จารวีหันไปบอกเพราะป่วยการจะไล่ ชานนท์อมยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าไม่ค่อยเต็มใจของคนชวน

"คุณมาอยู่นิวยอร์กคนเดียวเหรอ? มีเพื่อนหรือครอบครัวที่นี่หรือเปล่า?"

คำถามนั้นแทงใจดำอย่างจัง จารวีก้มลงถอดรองเท้าแล้วเดินนำเข้าไปในห้อง เมื่อเห็นคู่สนทนาจงใจไม่ตอบ ชานนท์ก็ไม่ซักไซ้

"คุณมียาลดไข้มั้ย? กินข้าวแล้วกินยาก่อนค่อยนอนจะดีกว่านะ"

"อ้อ มีอาหารจีนเทคอะเวย์ที่เหลือจากเมื่อวานในตู้เย็น จะกินด้วยกันก็ได้นะครับ"

"ไม่ล่ะ คุณกินเองเถอะ"

"มันเหลือเยอะมาก อีกอย่างผมอยากกินให้หมดวันนี้ด้วย ถ้าต้องเก็บไว้กินอีกวันคงไม่ไหว"

หมายความว่าจะให้เขาช่วยกำจัดเสบียงงั้นสิ ชานนท์นึกขำกับคำพูดวกวนของจารวี แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

"งั้นเดี๋ยวผมอุ่นให้เอง คุณไปเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ พอออกมากินข้าวแล้วจะได้กินยานอนเลย"

จารวีพยักหน้าอย่างว่าง่าย เขาปลงแล้วว่าไหนๆ คืนนี้ก็เจอแต่เรื่องที่นอกเหนือความคาดหมาย ดังนั้นก็จะพยายามไม่กะเกณฑ์หรือควบคุมสถานการณ์มากนักก็แล้วกัน

ระหว่างที่จารวีหยิบเสื้อผ้าแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ชานนท์ก็เปิดตู้เย็นหยิบกล่องบะหมี่ผัดจากร้านอาหารจีนออกมาใส่เตาไมโครเวฟ หลังเครื่องส่งสัญญาณว่าครบเวลาก็เอาออกมาตักแบ่งใส่จานสองใบ

"ผมอุ่นบะหมี่ให้แล้วล่ะ มากินสิ"

ร่างสูงใหญ่หันไปบอกเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำ จารวีที่เปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดกับกางเกงขายาวพยักหน้าและเดินมานั่งที่โต๊ะ เขาหยิบตะเกียบจากกระบอกพลาสติกส่งให้ชานนท์คู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบอีกคู่มาคีบบะหมี่ขึ้นกินเงียบๆ

กระทั่งทั้งคู่จัดการมื้อดึกเสร็จแล้ว ชานนท์ก็รอดูจนแน่ใจว่าจารวีกินยาเรียบร้อยถึงค่อยขอตัว

"งั้นผมกลับล่ะนะ ดึกมากแล้ว คุณจะได้พักผ่อนด้วย"

"ครับ ขอบคุณนะครับคุณฉาน"

จารวีเอ่ยพลางเดินไปส่งที่หน้าห้อง ชานนท์มองรอยยิ้มอิดโรยบนใบหน้าที่แดงเรื่อเพราะพิษไข้ แล้วมือก็ล้วงลงไปหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิดโดยอัตโนมัติ

"นี่นามบัตรของผม ถ้าหากมีอะไรก็ติดต่อมาได้ แต่บางทีผมอาจอยู่ต่างประเทศหรือติดถ่ายงานอยู่ ถ้าโทรติดบ้างไม่ติดบ้างก็ไม่ต้องแปลกใจ"

ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาทำแบบนั้น ทั้งที่พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องติดต่อกันอีกเลยสักนิด แต่ก็นั่นแหละ ใช่ว่าเขาบีบคอบังคับให้ใครต้องโทรหาเสียเมื่อไหร่

จารวีรับนามบัตรไปแต่โดยดี เขาก้มลงอ่านชื่อก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชานนท์อีกครั้ง

"ขอบคุณครับ ขากลับก็กลับดีๆ นะครับ"

"อืม"

นัยน์ตาสองคู่สบประสานท่ามกลางความเงียบสงัด พลันอากาศรอบตัวคล้ายเจือไปด้วยกระแสความรู้สึกอันจับต้องไม่ได้ จารวีรีบหลุบตาลงก่อนจะถอยเข้าห้อง

“งั้นผมนอนก่อนนะครับ”

“อืม...”

ชานนท์ครางรับในคอขณะมองบานประตูที่ปิดลง เขาระบายลมหายใจยาวก่อนจะส่ายหน้า อดคิดไม่ได้ว่าวันนี้ตัวเองทำเรื่องที่ปกติจะไม่ทำหลายเรื่องจนน่าตกใจ สงสัยว่าพักหลังคงว่างมากเกินไปกระมัง

แต่ถึงจะให้นามบัตรไปแล้ว คนอย่างโจ้ก็คงไม่โทรหาเขาหรอก ไม่ได้มีธุระกันอีกแล้วนี่นา...

ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าโล่งอกหรือไม่พอใจกับความคิดนั้น แต่ก็พยายามสลัดความฟุ้งซ่านทิ้ง บางทีหลังจากได้หลับเต็มอิ่มสักตื่นเขาอาจจะลืมความรู้สึกแปลกๆ เมื่อครู่แล้วก็ได้

จารวีรอกระทั่งได้ยินเสียงประตูลิฟต์ปิดและเสียงที่บ่งบอกว่าลิฟต์เคลื่อนที่ลงชั้นล่าง จากนั้นก็เดินไปยังโต๊ะอ่านหนังสือแล้วหยิบรูปใบหนึ่งออกมาดู มันเป็นรูปเดี่ยวของคุณพ่อกับแด๊ดที่เขาตัดแปะบนกระดาษแผ่นเดียวกันแล้วเคลือบพลาสติก สำหรับจารวีแล้วนี่คือสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต

“คุณพ่อ แด๊ด วันนี้โจ้เจอคนที่เคยเจอตอนไปอิตาลีด้วยครับ ถึงจะดูเจ้ากี้เจ้าการไปหน่อยแต่ก็ใจดี แต่หลังจากนี้คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว คุณพ่อกับแด๊ดคงไม่ว่านะครับที่โจ้ให้เขาเข้ามาในห้อง เราแค่กินข้าวด้วยกัน แต่รับรองว่าไม่มีอะไรนอกจากนั้นเลยครับ”

ชายหนุ่มเล่าให้คนในรูปฟังพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนๆ อดคิดไม่ได้ว่าจะดีแค่ไหนหากทั้งคู่ยังอยู่และเขาสามารถโทรไปเล่าเรื่องนี้ให้ฟังได้ด้วยตนเอง แต่เพราะว่านั่นเป็นความต้องการที่ไม่มีวันจะเป็นจริง เขาจึงได้แต่เก็บรูปเข้าที่เดิมอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็ปิดไฟและทิ้งตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย



++---TBC---++






 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 11:29:25 น.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 5


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 5


ท่ามกลางการจราจรอันจอแจของย่านบุชวิคในเขตบรูคลิน แท็กซี่สีเหลืองคันหนึ่งแล่นเข้าเทียบหน้าอาคารอิฐสูงสี่ชั้นก่อนที่หญิงสาวรูปร่างระหงจะก้าวลงมา เธอเดินผ่านประตูเข้าไปด้านในแล้วกดลิฟต์อย่างคุ้นเคย

"อ้าว เมแกน มาได้ยังไงฮึ?"

ชายสูงวัยผมสั้นเกรียน ใบหน้ามีริ้วรอยตามวัยทว่ายังดูกระฉับกระเฉงเอ่ยทักเมื่อเห็นหญิงสาวที่เดินออกจากลิฟต์ เมแกนยิ้มหวานก่อนจะก้าวเข้าไปกอดบิดาอย่างสนิทสนม

"คิดถึงจังเลยค่ะพ่อ แปลกจังที่วันนี้พ่ออยู่สตูดิโอ หนูนึกว่าจะอยู่ที่โรงเรียนเสียอีก"

แมทธิว เพนนิงตัน พ่อของเธอเป็นช่างภาพแฟชั่นที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักในวงการ นอกจากจะมีบริษัทและสตูดิโอของตนเอง ชายสูงวัยยังเป็นอาจารย์สอนการถ่ายภาพที่สถาบันศิลปะในเขตแมนฮัตตันด้วย

“ช่วงนี้พ่อให้นักศึกษาทำโปรเจ็กต์ส่วนตัวก็เลยว่างมาดูงานที่บริษัทได้ เราล่ะ มีธุระอะไรถึงมาที่นี่?”

หญิงสาวได้ยินคำถามก็หน้ามุ่ย ร่างสูงระหงไม่แพ้นางแบบกระแทกตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างมีน้ำโห

“ก็บรูซน่ะสิคะ อุตส่าห์นัดกันไว้ดิบดีตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วว่าคืนนี้จะไปงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนหนูด้วยกัน จู่ๆ เมื่อเย็นก็เมสเสจมาบอกว่าจะไปงานเลี้ยงรวมรุ่น หนูเลยบอกว่างั้นก็ต่างคนต่างไปก็แล้วกัน”

“เฮ้อ สองคนนี้นี่น้า...”

ชายสูงวัยส่ายหน้ายิ้มๆ เมื่อรู้ว่าลูกสาวทะเลาะกับคู่หมั้น แต่ก็ชินแล้วเพราะทั้งสองมักทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องมาตั้งแต่ยังคบกัน ไม่แน่คืนนี้ว่าที่ลูกเขยของเขาอาจเตรียมวิธีง้อไว้แล้วก็ได้

“แล้วงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อนลูกจัดที่ไหนล่ะ?”

“ที่บาร์แถบวิลเลี่ยมสเบิร์กค่ะ งานจะเริ่มตอนหนึ่งทุ่ม หนูก็เลยแวะมานี่ก่อน”

“หือ?”

ผู้สูงวัยเลิกคิ้ว จริงอยู่ที่สำนักงานของเขากับย่านวิลเลี่ยมสเบิร์กไม่ได้ไกลกัน แต่ก็ไม่เข้าใจว่าลูกสาวจะแวะมาทำไม พลันนัยน์ตาสวยคมของหญิงสาวก็ตวัดไปเห็นเป้าหมาย

“ลัคกี้! ดีนะที่โทรมาถามฟรอนต์ไว้ก่อนว่าวันนี้ฌอนเข้าสตูดิโอหรือเปล่า”

“เมแกน มาได้ยังไงเนี่ย?”

ชานนท์เอ่ยทักอย่างแปลกใจ หญิงสาวลุกเข้ามาหาเขาแล้วก็โอบเอวอย่างสนิทสนม

“ก็ฉันคิดถึงฌอนน่ะสิ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ยังดูดีเหมือนเดิมเลยนะ”

“นี่ๆ ฉันยังไม่อยากโดนท่านอัยการฟ้องร้องนะ ขืนบรูซมาได้ยินฉันตายแน่”

“โอ๊ย! ตาคนนั้นน่ะอย่าไปพูดถึงเลย ฉันไม่อ้อมค้อมล่ะ คืนนี้ไปเป็นคู่เดทฉันหน่อย คุณว่างใช่มั้ย?”

ชานนท์เลิกคิ้วพลางหันไปทางแมทธิว เจ้านายและอดีตอาจารย์แบมือสองข้างยิ้มๆ เหมือนจะบอกให้ตัดสินใจเอง ชายหนุ่มจึงถามคนตรงหน้าให้แน่ใจ

“มาชวนฉันไปเป็นคู่เดท? บรูซไม่ว่างหรือไง?”

“ถ้าเขาว่างฉันจะมาชวนคุณทำไมเล่า! ไม่รู้ล่ะ ฉันบอกเพื่อนไปแล้วว่าจะไปกันสองคน ถ้าคุณว่างก็ไปด้วยกันเลย ช่วงรัชอาวร์แบบนี้รถยิ่งติดอยู่ด้วย”

หญิงสาวไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าข้อมือเขาแล้วก็จะจูงไปที่ลิฟต์ทันที ชานนท์จึงต้องรีบขืนตัวไว้

"เดี๋ยวๆ โอเค ไปด้วยก็ได้ ขอฉันไปเก็บของที่โต๊ะก่อน"

"ต้องอย่างนี้สิคะที่รัก เร็วๆ นะ ฉันให้เวลาห้านาที"

แมทธิวหัวเราะขณะที่ชานนท์ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ เขาชินแล้วกับการเย้าแหย่ของเมแกนเพราะรู้จักกันมานาน แถมเธอก็อายุไล่เลี่ยกับน้องสาวที่อยู่เมืองไทย เขาจึงมองเธอไม่ต่างจากน้องสาวอีกคน

หลังปิดคอมพิวเตอร์และหยิบแจ็กเก็ตมาสวมทับเสื้อยืด เขาก็ลาแมทธิวและลงลิฟต์กับเมแกน ช่วงเวลาเลิกงานนั้นการจราจรในตัวเมืองนิวยอร์กย่ำแย่ไม่แพ้เมืองหลวงที่ไหนๆ กว่าพวกเขาจะถึงร้านจึงใช้เวลาบนรถแท็กซี่ไปเกือบสี่สิบนาที

"ถึงแล้ว ที่นี่ไง"

เมแกนหันมากล่าวยิ้มๆ หลังก้าวลงจากรถ ชานนท์ซึ่งก้าวตามลงมาเงยหน้าขึ้น และได้เห็นป้ายไฟเป็นตัวอักษรว่า 'ไบเซนเทนเนียล เพ้นท์บาร์' บนดาดฟ้าของตึกหกชั้น

"เพ้นท์บาร์?"

ชายหนุ่มหันไปถามคนข้างตัว หญิงสาวขยิบตาก่อนจะเดินนำเข้าไปในตึก

"เป็นร้านที่เพื่อนฉันเป็นหุ้นส่วน กิจการหลักของที่นี่คือสอนเพ้นท์รูป เพียงแต่ว่าพิเศษกว่าคลาสทั่วไปตรงที่สั่งเครื่องดื่มกับอาหารเบาๆ ได้ วันนี้วันเกิดของเธอหลังเปิดร้านมาได้หนึ่งปี ก็เลยเชิญเพื่อนๆ มาฉลองน่ะ"

ชานนท์ฟังพลางพยักหน้า เขาไม่เคยรู้จักร้านแบบนี้มาก่อน แต่นับว่าแนวคิดน่าสนใจทีเดียว

ลิฟต์ของอาคารค่อนข้างช้าเพราะเป็นแบบเก่า เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นหกก็เห็นประตูทางเข้าร้านและได้ยินเสียงดนตรีที่ลอดออกมาทันที

"มาเร็วฌอน คุณอาจได้เจอใครน่าสนใจในงานก็ได้นะ"

เมแกนจูงมือเขาแล้วพาเดินเข้าไปด้านในอย่างตื่นเต้น ฝ่ายคนถูกจูงได้แต่ยิ้มเนือยๆ ไม่ปฏิเสธหรือตอบรับ เพราะไม่ได้คาดหวังอะไรกับการมางานปาร์ตี้ที่ตนไม่ได้รับเชิญแต่แรกอยู่แล้ว


++------++


"นี่โจ เธอแน่ใจนะว่าไหว?"

"ถ้าฉันไม่ไหวเธอจะไปยืนสอนเองเหรอ?"

ภายในเคาน์เตอร์ด้านในของร้าน ห่างจากประตูด้านหน้าที่อแมนด้าซึ่งเป็นหุ้นส่วนอีกคนกำลังยืนต้อนรับแขก โซเฟียกับจารวีกำลังปรึกษากันถึงเรื่องหน้าที่ของแต่ละคนในคืนนี้

ด้วยลักษณะของร้านที่เป็นคลาสสอนวาดรูปกึ่งบาร์ ทางร้านจึงจัดโต๊ะเป็นแถวยาวหันหน้าเข้าหากันสองแถวและเว้นทางเดินตรงกลาง แต่ละโต๊ะจะมีผ้าใบและขาตั้ง พู่กัน กระบอกน้ำ กระดาษทิชชู่และผ้ากันเปื้อนวางไว้ให้ ส่วนด้านหน้าห้องมียกพื้นเตี้ยๆ และผ้าใบอีกผืนกางไว้ข้างรูปตัวอย่าง โดยผู้สอนจะขึ้นไปยืนบนยกพื้นนั้นและสาธิตการวาดพร้อมกับอธิบายประกอบไปทีละขั้น

ความจริงแล้ววันนี้โซเฟียตั้งใจจะเป็นคนนำสอน แต่โชคร้ายที่เธอหกล้มขาแพลงระหว่างที่กำลังเดินทางมาร้าน จึงตั้งใจจะให้จารวีสอนแทนเพราะวาดรูปได้แม้จะไม่ได้จบด้านศิลปะมาโดยตรง แต่ปรากฏว่าเจ้าตัวก็กำลังไม่สบายเช่นกัน

"ก็...เดี๋ยวฉันเอาเก้าอี้ไปนั่งบนยกพื้นก็ได้ แค่นี้ก็ไม่ต้องยืนสอนแล้ว"

"แล้วให้พวกคนที่มาเรียนต้องลุกขึ้นยืนดูว่าเธอวาดอะไรน่ะเหรอ? ไม่เป็นไรหรอกโซเฟีย ฉันแค่มีไข้นิดหน่อย อีกอย่างสอนวาดรูปแค่สามชั่วโมงเท่านั้นเอง ไม่ต้องห่วงหรอก"

"เธอแน่ใจนะ?"

"แน่ใจสิ อุตส่าห์โดนจ้างมาแล้ว ให้ฉันช่วยเถอะน่า"

"เอ้า! ตามใจ แต่ถ้าไม่ไหวเมื่อไหร่ก็บอกนะ เดี๋ยวฉันผลัดไปช่วยบ้างก็ได้"

"ว่าแต่เธอจะไม่ออกไปช่วยอแมนด้าต้อนรับแขกหน่อยเหรอ? อีกสักพักก็น่าจะมากันครบแล้วนะ"

"จริงด้วยสิ บ๊อบบี้ มาช่วยพยุงฉันหน่อย"

หญิงสาวหันไปเรียกพนักงานอีกคนซึ่งเป็นหนุ่มผิวสีร่างใหญ่ให้ช่วยประคองเธอไปที่หน้าร้าน จารวีรู้ว่าอีกสักครู่แขกทุกคนก็คงจะทยอยเข้ามา เขาใช้หลังมือแตะหน้าผากแล้วรับรู้ได้ว่าตัวรุมๆ ได้แต่หวังว่าจะผ่านค่ำคืนนี้ได้โดยไม่ล้มตึงไปเสียก่อน

เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยสรวลเสเฮฮาบอกให้รู้ว่าแขกเหรื่อเริ่มทยอยเข้ามาด้านใน จารวียิ้มต้อนรับทุกคนจากด้านหลังของเคาน์เตอร์บาร์ บางคนเดินมาสั่งเครื่องดื่มกับเขาหลังเลือกที่นั่งได้แล้ว ส่วนใหญ่เครื่องดื่มที่นี่จะเป็นแบบเสิร์ฟง่ายๆ อย่างเบียร์หรือน้ำอัดลม ส่วนไวน์หรือน้ำผลไม้ก็เพียงแค่หยิบมาเทใส่แก้ว

"ขอโทษครับ ขอบัดไวเซอร์ขวดนึง"

"ได้ครับ นี่..."

จารวียิ้มค้างเมื่อเห็นว่าผู้ที่ตนกำลังยื่นขวดเบียร์ให้คือใคร เพราะว่าเมื่อครู่นี้อีกฝ่ายสั่งเครื่องดื่มเป็นภาษาอังกฤษ เขาเองก็ตอบเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน จึงไม่ทันเอะใจว่าน้ำเสียงนั้นคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

"คุณโจ้? นี่ทำงานอยู่ที่นี่เหรอ?"

"ครับ คุณฉานก็ด้วย?"

ทั้งสองเปลี่ยนมาใช้ภาษาไทยทันทีที่จำกันได้ สำหรับจารวีแล้วชานนท์ดูไม่แตกต่างจากตอนเจอกันที่ซอเรนโต้นัก แต่สำหรับชานนท์ ภาพของจารวีที่สวมเสื้อแขนยาวคอเต่าสีดำ ด้านบนสวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลซึ่งเลอะสีเป็นหย่อมๆ นั้นดูแปลกตามากทีเดียว

"มีอะไรเหรอฌอน?"

เมแกนที่เดินตามมาถามขึ้นเมื่อคู่เดทของเธอทำสีหน้าแปลกๆ ชานนท์จึงหันไปอธิบาย

"พอดีเจอคนรู้จักน่ะ นี่คุณโจ้ เป็นคนไทยเหมือนกัน"

"อ้าวเหรอ? สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเมแกน เป็นเพื่อนของอแมนด้าแล้วก็คู่เดทของฌอนวันนี้"

"สวัสดีครับ"

จารวียิ้มทักทายขณะเชคแฮนด์กับหญิงสาวที่ยื่นมือให้ก่อน เมแกนกะพริบตาแล้วก็เอียงคอมองเขา แต่ชายหนุ่มรีบดึงมือกลับแล้วถามอย่างสุภาพ

"จะรับเครื่องดื่มอะไรดีครับ สั่งได้ทุกอย่างที่อยู่บนบอร์ดเลย"

"อืม...ขอไวน์แดงก็แล้วกันค่ะ มีคาเบอร์เนต์มั้ย?"

"ได้ครับ สักครู่นะครับ"

จารวีหยิบขวดไวน์จากชั้นมารินใส่แก้วก้านยาว ขณะที่บ๊อบบี้เดินกลับมาที่หลังเคาน์เตอร์แล้วกระซิบกับเขาเบาๆ

"โจ ได้เวลาแล้ว"

"โอเค นี่ครับไวน์ที่สั่ง เดี๋ยวเราจะเริ่มคลาสกันแล้ว รบกวนไปนั่งที่ได้เลย"

ท้ายประโยคชายหนุ่มหันไปยิ้มบอกคู่หนุ่มสาวหน้าเคาน์เตอร์ เมแกนยิ้มหวานขณะรับแก้วไวน์และใช้อีกแขนควงชานนท์ให้เดินไปด้วยกัน เมื่อนั่งลงที่โต๊ะแล้วเธอก็หันไปกระซิบถาม

"สนิทกับหนุ่มคนนั้นเหรอ?"

"เปล่า เคยเจอกันหนเดียว อย่าบอกนะว่าสนใจ?"

"แหม คุณก็รู้ว่าฉันไม่ชอบกินเด็ก ว่าแต่เขาดูเหมือนจะไม่สบายนะ เมื่อกี้ตอนฉันจับมือด้วยแล้วรู้สึกว่าตัวอุ่นมากเลย"

"ไม่สบาย? เธอคิดมากไปเองล่ะมั้ง ฉันไม่เห็นว่าเขาจะมีอาการอะไรสักหน่อย"

"เฮ้อ...พวกผู้ชายก็อย่างนี้ ไม่เคยสนใจสังเกตอะไรกันบ้างเล้ย"

เมแกนบ่นกระปอดกระแปด ส่วนชานนท์เพียงหัวเราะหึๆ อย่างไม่ถือสา พวกเขาถูกเบนความสนใจเมื่ออแมนด้าเดินขึ้นไปยืนบนยกพื้นแล้วกล่าวต้อนรับทุกคนที่มาร่วมงานเลี้ยง จากนั้นก็หันไปแนะนำจารวีว่าจะเป็นคนที่นำสอนการวาดรูปในคืนนี้ ชานนนท์มองชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าที่ก้าวขึ้นไปยืนบนยกพื้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ แล้วก็เลิกคิ้วด้วยความทึ่ง

เป็นศิลปินด้วยรึ...ดูไม่ออกเลยจริงๆ

"สวัสดีครับทุกคน เรียกผมว่าโจก็ได้ วันนี้ผมจะสาธิตการวาดภาพ 'สแตรี่ ไนท์' ของแวนโก๊ะ ที่แขวนอยู่ด้านข้างนี้คือภาพตัวอย่างที่ผมวาดไว้แล้ว แต่เดี๋ยวผมจะสอนทุกคนไปทีละขั้นและวาดใหม่ไปด้วยกัน ถ้าสงสัยตรงไหนถามได้ตลอดนะครับ"

จารวีอธิบายอุปกรณ์แต่ละชนิดที่อยู่ตรงหน้าทุกคน จากนั้นก็หยิบพู่กันขึ้นมาสอนให้เริ่มร่างภาพ การอธิบายอย่างเป็นขั้นตอนและชัดเจนทำให้แม้แต่คนที่ไม่มีพื้นฐานศิลปะก็ยังวาดตามได้ไม่ยาก ไม่ช้าทุกคนก็สนุกสนานไปกับการวาดภาพโดยที่จารวีและบ๊อบบี้เดินมาช่วยดูผลงานของแต่ละคนเป็นระยะ

เวลาสามชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากทุกคนวาดรูปเสร็จและรอให้สีแห้ง บ๊อบบี้ก็เลื่อนรถเข็นเค้กก้อนใหญ่มาให้อแมนด้าอธิษฐานและเป่าเทียนท่ามกลางเสียงร้องเพลงจากเพื่อนๆ เธอตัดเค้กแจกทุกคนแล้วก็ขึ้นไปยืนบนยกพื้นเพื่อกล่าวขอบคุณ

"วันนี้ฉันดีใจมากเลยที่ทุกคนมาร่วมอวยพรวันเกิดในร้านของฉันเอง ถ้ามีโอกาสก็แวะมากันอีกนะ หรือจะเหมาร้านจัดงานเลี้ยงส่วนตัวแบบวันนี้ก็ได้ หลังจากนี้ก็ปาร์ตี้กันให้สุดเหวี่ยงเลยนะจ๊ะ"

มีเสียงกรี๊ดกร๊าดและเป่าปากจากบรรดาเพื่อนๆ ที่ยืนล้อมวง งานเลี้ยงยังดำเนินต่อไป แต่จารวีที่เดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์รู้สึกมึนหัวมากขึ้นจนคิดว่าควรกลับไปพักผ่อนเสียที

"โซเฟีย วันนี้ฉันกลับก่อนนะ"

"หือ? ตายแล้ว! สีหน้าเธอแย่มากเลยนะโจ ให้บ๊อบบี้ไปส่งมั้ย?"

"ไม่ต้องหรอก ลำบากบ๊อบบี้เปล่าๆ อีกอย่างเดี๋ยวฉันเรียกแท็กซี่ก็หมดเรื่องแล้ว"

"เอางั้นเหรอ ก็ได้ๆ ถ้ากลับถึงห้องแล้วเมสเสจมาบอกด้วยนะ"

"อืม"

จารวีถอดผ้ากันเปื้อนออก จากนั้นก็หยิบกระเป๋าสะพายมาพาดบ่าแล้วเดินเลี่ยงแขกเหรื่อที่เต้นอยู่หน้าประตูเพื่อออกไปรอลิฟต์ แต่เพราะแสงสลัวบวกกับอาการเวียนศีรษะ เขาจึงสะดุดพื้นต่างระดับตรงทางเข้าจนเกือบจะหัวคะมำ

"นี่! คุณโอเคมั้ย?"

จารวีสูดหายใจลึกเมื่อตระหนักว่าคนที่รั้งเอวเขาไว้จากด้านหลังคือชานนท์ ชายหนุ่มรีบพยักหน้าและเบี่ยงตัวออกมาเพื่อให้พ้นจากการสัมผัสที่ใกล้ชิดจนเกินพอดี

"ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก"

ชานนท์มุ่นคิ้วเมื่อได้ยินน้ำเสียงอ่อนแรง ยิ่งเห็นนัยน์ตาอิดโรยและไออุ่นจัดจากร่างกายที่ได้สัมผัสเมื่อครู่ เขาก็คิดว่าเมแกนเดาถูกว่าจารวีกำลังไม่สบาย

"คุณจะกลับแล้วเหรอ?"

"ครับ ผมแค่มาช่วยสอนเพราะวันนี้พนักงานไม่พอ ตอนนี้ก็หมดหน้าที่แล้ว อีกอย่างพรุ่งนี้ผมมีเรียน"

จารวีตอบพลางหันไปกดลิฟต์ เมื่อประตูลิฟต์เปิดก็รีบก้าวเข้าไป เขาเลิกคิ้วเมื่อเห็นชานนท์ตามเข้ามา

"พรุ่งนี้คุณมีเรียน ผมก็มีงานต้องทำเหมือนกัน ให้ปาร์ตี้ข้ามคืนเหมือนตอนหนุ่มๆ คงไม่ไหว"

"อ้าว? แล้วคู่เดทของคุณ?"

“เมแกนน่ะเหรอ? เดี๋ยวก็คงกลับเองนั่นแหละ เห็นว่านานๆ จะได้เจอเพื่อนๆ ก็ให้เขาสนุกไปเถอะ”

จารวีฟังแล้วก็เพียงพยักหน้าเนือยๆ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่ดี

“คุณไหวหรือเปล่า?”

ชานนท์ถามเมื่อเห็นจารวียืนหลับตาพิงผนังลิฟต์ สีหน้าของอีกฝ่ายดูเหนื่อยอ่อนและเจือสีเลือดฝาดมากกว่าปกติ ตามไรผมก็มีเหงื่อผุดซึมทั้งที่อากาศไม่ร้อน

“หือ?...ไหวครับ ช่วงนี้ผมคงพักผ่อนน้อยไป ถ้ารีบกลับไปนอนก็คงดีขึ้น”

จารวีปรือตาขึ้นตอบ ไฝเล็กๆ สองเม็ดที่ใต้ตาซ้ายดูเด่นชัดยิ่งขึ้นบนใบหน้าที่แดงเรื่อเพราะพิษไข้ เมื่อประตูลิฟต์เปิด ร่างสูงเพรียวก็รีบจ้ำออกไปทันที แต่ก็สะดุดฝีเท้าตัวเองจนเกือบล้มอีกครั้งถ้าชานนท์ไม่ช่วยรั้งไว้

“ผมคิดว่าคุณไม่ไหวนะ”

“ผมไม่เป็นไรจริงๆ”

จารวีพยายามขืนตัวออกจากอ้อมแขนของคนที่เข้ามาพยุง แต่ความเมื่อยล้าตามกล้ามเนื้อทำให้แทบจะไม่มีแรง ท่าทีดึงดันอย่างไร้เหตุผลทำให้ชานนท์เดาะลิ้น

“คุณไม่ต้องฝืนก็ได้ ถึงยังไงผมก็เคยช่วยคุณมาแล้ว เดี๋ยวคืนนี้ผมไปส่งเอง ขืนปล่อยให้กลับคนเดียวเดี๋ยวจะไม่ถึงที่เอา”

คนถูกช่วยอึ้งจนลืมดันอีกฝ่ายออก เมื่อถึงหน้าอาคารชานนท์ก็โบกเรียกแท็กซี่และพยุงคนป่วยให้ขึ้นไปก่อน ร่างสูงใหญ่ก้าวตามไปนั่งข้างๆ แล้วก็หันมาถาม

"คุณพักอยู่ที่ไหน?"

"ฮะ? เอ่อ..."

จารวีบอกที่อยู่แต่โดยดีเพราะป่วยการจะอิดออด เขาขยับตัวออกห่างจากชานนท์นิดหนึ่งแล้วก็หลับตา อาการเวียนศีรษะที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แทบจะนั่งตัวตรงไม่ไหว แต่ก็ไม่อยากแสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนที่เขาเคยต้องรบกวนมาแล้วครั้งหนึ่ง

ทำไม...เขาจะต้องมาเจอผู้ชายคนนี้อีกครั้งด้วยนะ...


++---TBC---++




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2558 11:24:17 น.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 4


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 4


ท่ามกลางกองอัลบัมรูปถ่ายซึ่งวางอยู่บนชานหน้าบ้านที่ลมพัดโกรก เด็กชายซึ่งรูปร่างค่อนข้างเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกันหยิบหนึ่งในอัลบัมออกมาเปิดดูอย่างสนใจ จากนั้นก็หันไปถามชายชาวต่างชาติอายุราวสี่สิบปีคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งวาดภาพสีน้ำมันบนผืนผ้าใบอยู่ข้างๆ

"แด๊ด รูปนี้คือที่ไหนครับ?"

"หืม? อ้อ นั่นเซ็นทรัลพาร์ค เป็นที่ที่แด๊ดเจอกับคุณพ่อของโจ้ไง"

"ตอนนั้นไปเจอกันได้ยังไงครับ?"

เมื่อเห็นเด็กน้อยจ้องตัวเองด้วยดวงตาวิบวับ ชายคนนั้นก็ยิ้มอ่อนโยนขณะวางพู่กันลงในกระบอกน้ำ จากนั้นก็ลุกมานั่งบนพื้นและอุ้มเด็กชายขึ้นนั่งตัก

"ตอนนั้นคุณพ่อของโจ้ไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก แล้ววันนึงก็ออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะชื่อเซ็นทรัลพาร์ค แต่เพราะว่ายังไม่คุ้นทางก็เลยหลงจนหาทางออกไม่เจอ วันนั้นแด๊ดไปนั่งวาดรูปอยู่ในสวนพอดี ก็เลยอาสาพาไปส่งที่หอพัก"

"เหรอครับ แล้วหลังจากนั้นแด๊ดกับคุณพ่อก็เลยสนิทกันใช่มั้ย?"

"หลังจากนั้นน่ะเหรอ..."

ชายผมสีน้ำตาลทอง นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าหัวเราะเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ความจริงตอนนั้นคนที่เขาพาไปส่งแค่ขอบคุณและขอตัวลาเมื่อถึงป้ายรถเมล์ แต่เป็นเขาเองที่ตื๊อจะไปส่งให้ถึงที่สุดเพราะอยากรู้ว่าหนุ่มเอเชียหน้าหวานคนนั้นพักอยู่ที่ไหน เขายังจำสีหน้าหวั่นเกรงกึ่งรำคาญใจของเจ้าตัวได้ไม่เคยลืมแม้จะผ่านมาร่วมสิบปี

"โจ้ กลับบ้านได้แล้วลูก"

ทั้งสองคนซึ่งนั่งอยู่บนระเบียงบ้านหันไปหาเจ้าของเสียง และได้เห็นชายหนุ่มซึ่งโครงหน้าเยาว์วัยจนยากจะเดาได้ว่าอายุสามสิบกว่าแล้วกำลังสาวเท้าตรงมาหา

"คุณพ่อ เมื่อกี้แด๊ดกำลังเล่าเรื่องที่ได้เจอกับคุณพ่อครั้งแรกที่เซ็นทรัลพาร์คให้โจ้ฟังครับ"

'คุณพ่อ' มุ่นคิ้ว เขาเบนสายตาจากเด็กชายไปหาคนที่กำลังส่งยิ้มให้ ทว่าแววตาที่มองมากลับทอแววอ่อนโยนลึกซึ้งจนเขาต้องเสก้าวเข้าไปอุ้มลูกชายออกมา

"ไม่ใช่ 'แด๊ด' ครับ โจ้ต้องเรียกว่า 'ลุงทิม' ต่างหาก โจ้มีพ่อคนเดียวก็คือคุณพ่อ เข้าใจมั้ย?"

"ไม่เห็นเป็นไร ผมไม่ถือถ้าโจ้จะให้ผมเป็นพ่อของเขาอีกคน"

"แต่ผมถือ คุณไม่ควรทำให้เด็กสับสน เอาล่ะโจ้ ไปกินข้าวเย็นกันดีกว่า วันนี้คุณย่าทำไข่พะโล้ที่โจ้ชอบไว้ด้วยนะ"

เด็กชายตัวน้อยยิ้มอย่างดีใจ "ไข่พะโล้เหรอครับ? เย้! โจ้ชอบไข่พะโล้ของคุณย่าที่สุดเลย"

"แด๊ดก็อยากกินไข่...พะโล้เหมือนกัน โจ้กินเผื่อแด๊ดด้วยนะครับ"

"ได้ครับแด๊ด"

ชายหนุ่มหน้าหวานที่กำลังอุ้มลูกชายหันไปทำหน้าคว่ำใส่ชายชาวต่างชาติอีกครั้ง จากนั้นก็อุ้มเด็กชายเดินลิ่วออกจากรั้วบ้านก่อนจะเลี้ยวเข้าบ้านอีกหลังที่อยู่ติดกันโดยไม่หันไปมองคนข้างบ้านอีกเลย

ที่โต๊ะอาหารมื้อเย็นวันนั้น เด็กชายเจริญอาหารเป็นพิเศษ เพราะนอกจากแกงพะโล้ที่ชอบ คุณย่ายังทำยำเล็บมือนางแบบไม่เผ็ดที่เขาโปรดปรานไว้ให้ด้วย

"โจ้จะเติมข้าวมั้ยลูก?"

"เติมครับคุณย่า"

เด็กชายตัวน้อยตอบอย่างร่าเริง ผู้สูงวัยยิ้มดีใจแล้วก็คดข้าวเพิ่มให้จนพูนจาน

"พอแล้วครับแม่ เดี๋ยวโจ้ปวดท้อง"

"ไม่เป็นไรน่า ให้กินเยอะๆ สิดี ลูกเราจะได้มีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้าง ลูกครูสมชายที่เกิดหลังตาโจ้ยังตัวโตกว่านี้อีก"

คุณสายหยุดบุ้ยคางไปทางหลานชาย เจตนิพัทธ์จึงยกมือขึ้นลูบศีรษะของลูกชายที่กำลังตักข้าวเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็ยิ้ม

"ตอนนี้โจ้เพิ่งหกขวบ จะตัวเล็กก็ไม่แปลกหรอกครับ เดี๋ยวพอโตขึ้นอีกหน่อยอาจจะสูงพรวดพราดก็ได้"

"โจ้จะกินเยอะๆ จะได้ตัวสูงๆ แบบแด๊ด"

เด็กชายเงยหน้าขึ้นยิ้มแต้ทั้งที่ข้าวเต็มปาก โดยไม่รู้ตัวเลยว่าคำพูดของตนทำให้สีหน้าของผู้ร่วมโต๊ะทั้งสองผิดสีไปถนัด

"เมื่อกี้ย่าต้มถั่วเขียวไว้ให้ด้วย เดี๋ยวย่าไปตักมาให้นะลูก"

หญิงสูงวัยเอ่ยก่อนจะก้าวเข้าไปในครัว ชายหนุ่มได้แต่ลอบถอนหายใจก่อนจะก้มลงมองเด็กชายข้างตัว จากนั้นก็นึกถึงรอยยิ้มของคนข้างบ้านตอนที่เขาไปรับลูกชายกลับมา

อยากกินไข่พะโล้...งั้นหรือ...

คืนนั้นฝนตกและมีลมแรง เด็กชายจารวีสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้องกลางดึก เขาลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียและเห็นเงาตะคุ่มตรงบริเวณหน้าตู้เสื้อผ้า

"คุณพ่อ?"

ร่างที่กำลังทำท่าจะถอดเสื้อสะดุ้ง แสงจากสายฟ้าที่วาบขึ้นวูบหนึ่งทำให้เด็กชายเห็นว่าเนื้อตัวของผู้เป็นพ่อเปียกปอน

"โจ้ยังไม่หลับเหรอลูก?"

"เพิ่งตื่นครับ ทำไมคุณพ่อตัวเปียกล่ะ?"

เด็กชายถามอย่างสงสัย เขารอกระทั่งคนตรงหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ จากนั้นก็เดินมาล้มตัวลงนอนข้างๆ แล้วดึงเขาเข้าไปกอด

"พ่อออกไปนอกบ้านแป๊บนึงก็เลยโดนฝนครับ"

"คุณพ่อไปหาแด๊ดมาใช่มั้ย?"

เสียงของเด็กชายมีกังวานดีใจ เขารู้ว่าแด๊ดชอบคุณพ่อ นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าของแด๊ดเป็นประกายเสมอเวลาพูดถึงหรือได้เห็นคุณพ่อ ถึงแม้คุณพ่อจะไม่ค่อยแสดงท่าทางยินดีตอบ แต่เขาก็มั่นใจว่าคุณพ่อไม่ได้เกลียดแด๊ด

"เปล่า..."

"เอ๋ แต่วันอื่นคุณพ่อก็เคยไปหาแด๊ดไม่ใช่เหรอครับ? โจ้เห็น"

อ้อมแขนที่โอบอยู่รอบตัวจับไหล่เล็กออกห่างทันที เด็กชายกะพริบตาอย่างไม่เข้าใจเมื่ออีกฝ่ายมองเขาด้วยแววตาตื่นตระหนก

"โจ้เห็น? เห็นได้ยังไง?"

"ก็มีบางวันโจ้ตื่นมาแล้วไม่เห็นคุณพ่อนอนอยู่ข้างๆ พอลุกไปดูที่หน้าต่างก็เห็นคุณพ่อเดินเข้าไปในบ้านแด๊ด บางทีก็เห็นตอนที่เดินออกมา"

เจตนิพัทธ์หลับตาลงถอนหายใจ เขาชะล่าใจเองที่คิดว่ากลางดึกกลางดื่นเช่นนี้ ลูกชายน่าจะหลับสนิทจนไม่รู้ว่าเขาแอบออกไปนอกบ้าน

"โจ้เคยเล่าให้คุณย่าฟังหรือเปล่า?"

"ไม่เคยครับ โจ้รู้ว่าคุณย่าไม่ค่อยชอบแด๊ด"

เด็กน้อยกระซิบคล้ายรู้สึกผิดที่ล่วงรู้ความลับของคุณย่า ผู้เป็นพ่อลูบศีรษะเขาเบาๆ ก่อนจะรั้งตัวเข้าไปแนบอกอีกครั้ง

"คุณพ่อ?"

"โจ้ไม่ต้องเล่าให้ใครฟังแหละดีแล้วครับ นอนกันเถอะ ดึกมากแล้ว"

เสียงท้ายประโยคเบาและแผ่วเครือ เด็กน้อยได้แต่กอดอีกฝ่ายตอบแล้วลูบหลังไปมา เขาไม่เห็นสีหน้าของคุณพ่อเพราะถูกกอดเอาไว้ก็จริง กระนั้นก็รู้ได้จากอาการสั่นและเสียงสูดน้ำมูก...คุณพ่อกำลังร้องไห้


++------++


อากาศยามบ่ายคล้อยในกรุงนิวยอร์กช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงเย็นสบาย จารวีเดินเล่นท่ามกลางสีสันของดอกไม้นานาพันธุ์ในสวนเช็คสเปียร์ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเซ็นทรัลพาร์ค อพาร์ตเม้นท์ของเขาอยู่ในย่านอัปเปอร์เวสต์ไซด์ซึ่งใช้เวลาเดินมาราวยี่สิบนาที ขากลับถ้าเหนื่อยก็ร่นเวลาด้วยรถไฟใต้ดินได้ ยามที่มีเวลาว่างเขาจึงมักมาเดินเล่นที่นี่เป็นประจำ

สถานที่ที่แด๊ดเจอกับคุณพ่อเป็นครั้งแรก แล้วก็มาเดทด้วยกันบ่อยๆ...

ชายหนุ่มเดินเล่นไปพลางรำลึกถึงเรื่องที่เคยได้ฟังสมัยเด็ก แน่นอนว่าคนที่เล่าเรื่องเหล่านี้คือแด๊ด เพราะคุณพ่อแทบจะไม่เคยเอ่ยถึงวันเวลาสมัยเป็นนักเรียนที่นิวยอร์กให้ฟัง เขาเองก็เพียงรู้เลาๆ ว่าเจ้าตัวมาเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อกลับเมืองไทยก็สอบเข้าทำงานในกระทรวงโดยขอประจำที่เมืองไทยเพื่อจะได้คอยดูแลคุณย่า เพราะคุณป้าซึ่งเป็นพี่สาวคนโตแต่งงานแยกบ้านออกไปอยู่ต่างหาก

แต่จารวีรู้ว่าอีกสาเหตุสำคัญที่คุณพ่อไม่ไปประจำการต่างประเทศก็เพราะแด๊ด นับตั้งแต่เขาจำความได้ บ้านข้างๆ ที่รั้วติดกันก็มีผู้ชายต่างชาติตัวสูงมาเช่าอาศัย ผู้ชายคนนั้นสอนภาษาอังกฤษให้เขาและยังสอนวาดรูป จนกระทั่งเมื่อโตพอจะรู้ความ เขาถึงได้รู้ว่าแด๊ดทิ้งบ้านเกิดแล้วย้ายไปอยู่เมืองไทยเพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ คุณพ่อ ถึงแม้ว่าคุณย่าจะยื่นคำขาดไม่ยอมรับความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ตามที

ฝีเท้าของชายหนุ่มสะดุดลงเมื่อความคิดวนมาถึงตรงนี้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเขม้นมองท้องฟ้าสีขมุกขมัว พอเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้วพระอาทิตย์จะตกดินเร็วจนน่าหดหู่เสมอ เขาออกเดินอีกครั้งเพื่อกลับอพาร์ตเม้นท์ ระหว่างทางก็สวนกับคู่รักที่คงมาถ่ายรูปพรีเว็ดดิ้งเพราะฝ่ายชายสวมชุดสูทขณะที่ฝ่ายหญิงสวมชุดกระโปรงยาวสีลาเวนเดอร์ ทั้งคู่เดินยิ้มแย้มจูงมือกันโดยมีช่างภาพด้านหลังคอยบันทึกภาพอากัปกริยาของทั้งสองไปตลอดทาง

ช่างภาพเหรอ ตอนนี้คุณฉานก็คงถ่ายรูปให้ลูกค้าอยู่ที่เมืองไทยสินะ...

เขามองตามคนทั้งสามแล้วก็อดจะนึกถึงคนที่ได้พบที่อิตาลีไม่ได้ หากพูดตามตรงแล้วเขาไม่ได้ติดใจผู้ชายคนนั้นเป็นพิเศษ ทว่าพอเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเห็นชุดที่ยืมมาทีไรก็ตงิดใจทุกที เพราะจะให้เขาหยิบมาใส่ประหนึ่งเป็นเสื้อผ้าตัวเองก็ชอบกล จะคืนก็ไม่ได้ จะโยนทิ้งก็เสียดายของ สงสัยจะเหลือแค่ทางเลือกสุดท้ายก็คือเอาไปบริจาค

ท้องฟ้าโพล้เพล้เต็มที่เมื่อใกล้จะห้าโมงเย็น จารวีคิดได้ว่าเขาควรหาซื้ออาหารฟาสต์ฟู้ดง่ายๆ แล้วกลับไปอ่านหนังสือเสียที เขาเพิ่งเปิดเทอมปริญญาโทภาคสุดท้ายได้ไม่นานแต่เนื้อหาที่เรียนก็หนักมาก ดังนั้นแม้ยังไม่รู้ว่าหลังเรียนจบจะทำอะไร เขาก็อยากทำเป้าหมายตรงหน้านี้ให้เสร็จสิ้นก่อน

ถึงแม้ว่าเมื่อกลับไปเมืองไทย...จะไม่มีใครที่รอต้อนรับเขาอีกแล้วก็ตาม

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขณะที่ชายหนุ่มกำลังก้าวออกจากสวน เขาเห็นว่าเป็นชื่อคนที่คุ้นเคยจึงกดรับสาย

"ฮัลโหล"

"โจเหรอ เป็นไงบ้าง?"

"สบายดี มีอะไรหรือเปล่าโซเฟีย?"

จารวีชินแล้วกับการที่เพื่อนๆ ที่นิวยอร์กจะถนัดเรียกเขาว่าโจมากกว่าโจ้ นอกจากแด๊ดแล้ว เขาก็ยังไม่รู้จักคนต่างชาติที่ออกเสียงชื่อเล่นเขาได้ชัดเจนสักคน

"วันพรุ่งนี้เธอว่างมั้ย? มีลูกค้าจะมาจัดไปรเวทปาร์ตี้ แต่ลูกน้องฉันคนนึงเพิ่งเข้าโรงพยาบาลไปผ่าตัดไส้ติ่ง ฉันกลัวว่าพรุ่งนี้จะมีพนักงานไม่พอ"

"พรุ่งนี้เหรอ กี่โมงล่ะ หนึ่งทุ่ม...น่าจะได้นะ โอเค แล้วเจอกัน"

จารวีวางสาย โซเฟียเป็นพี่สาวแฝดคนละฝาของสตีเฟน เพื่อนที่เรียนปริญญาโทรุ่นเดียวกับเขา พวกเขารู้จักกันเพราะสตีเฟน เคยชวนเพื่อนๆ ไปงานเลี้ยงที่ร้านซึ่งโซเฟียเป็นหุ้นส่วน มันมีลักษณะเฉพาะตัวเพราะไม่ได้เป็นเพียงบาร์สำหรับมาดื่มสังสรรค์ธรรมดา หลังจากได้พูดคุยกันจนถูกคอ โซเฟียก็มักโทรมาขอให้เขาไปเป็นผู้ช่วยที่ร้านเวลาขาดคนอยู่เสมอ

ถ้าหากรีบอ่านหนังสือกับสรุปย่อไว้ก่อน ถึงไปช่วยงานพรุ่งนี้จนดึกก็คงไม่เป็นไร...

ชายหนุ่มคิดขณะข้ามถนน จากนั้นก็เดินไปตามตรอกที่คุ้นเคยมาตลอดเวลาเกือบสองปีภายใต้แสงนีออนเจิดจ้าของเมืองที่ไม่เคยหลับใหล


++---TBC---++




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2558 20:33:45 น.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 3


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 3


เสียงกุกกักยามเช้าปลุกชานนท์ให้รู้สึกตัว เขาลืมตาขึ้นพบว่าพื้นที่ข้างตัวว่างเปล่า จึงเหยียดแขนออกบิดขี้เกียจเต็มที่ก่อนจะพลิกตัวกลับไปอีกทาง และพบว่าท้องฟ้านอกหน้าต่างสว่างจ้าด้วยแสงอาทิตย์

นัยน์ตาซึ่งยังงัวเงียเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนัง เข็มสั้นและยาวชี้บอกเวลาแปดโมง เขายังมีเวลาอีกนิดหน่อยก่อนจะเช็คเอาท์เพื่อขับรถไปเนเปิลส์ให้ทันเวลาเช็คอิน

โจ้อยู่ในห้องน้ำสินะ...

ชานนท์หลับตาลงอีกครั้งพลางผ่อนหายใจเข้าออก เขาลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำ ผู้ที่เพิ่งก้าวออกมาเอ่ยทักเมื่อเห็นว่าเขาตื่นแล้ว

"อรุณสวัสดิ์ครับคุณฉาน"

"อืม...คุณตื่นนานแล้วเหรอ?"

"ก็สักพักนึงครับ ผมคงไม่ได้ปลุกคุณใช่ไหม?"

จารวีถามอย่างเกรงใจ เขาไม่รู้ว่าชานนท์มาล้มตัวลงนอนข้างเขาตอนกี่โมงก็จริง แต่ก็คาดว่าคงจะเป็นตอนเช้ามืดมากๆ

"ไม่หรอก วันไหนนอนน้อยผมก็ไม่ค่อยตื่นสายเกินเก้าโมงอยู่ดี นี่ก็เวลาตื่นปกติ"

คนที่เพิ่งออกจากห้องน้ำพยักหน้า ชายหนุ่มเดินไปเปิดกาน้ำไฟฟ้าก่อนจะหันกลับมาถามคนที่ดันตัวขึ้นนั่ง

"จะเอากาแฟไหมครับ เดี๋ยวผมชงให้"

"ไม่เป็นไร คุณชงแต่ของตัวเองได้เลย ของผมคงอีกสักพัก"

จารวีขมวดคิ้ว แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นบิดตัวไปมา ครู่หนึ่งก็ลงไปวิดพื้นด้วยท่วงท่ากระฉับกระเฉงจึงค่อยเข้าใจว่าจะออกกำลังก่อน

มิน่าถึงได้หุ่นเหมือนนักกีฬา ตอนเจอกันครั้งแรกเขาเลยคาดไม่ถึงว่าจะทำงานเป็นช่างภาพ...

จารวีคิดพลางหันกลับมาฉีกซองกาแฟใส่ถ้วย เขาไม่อยากจ้องชานนท์นานเกินไปเพราะเดี๋ยวจะถูกเข้าใจผิด

เมื่อเช้านี้...คงบังเอิญกระมัง...

ปกติเขาไม่ใช่คนหลับลึกหรือตื่นยาก แต่ความอ่อนเพลียทำให้เมื่อคืนหลับสนิทจนไม่รู้ว่ามีคนมานอนด้วย ตอนที่รู้สึกตัวอีกครั้งนั้นภายในห้องก็สว่างแล้ว และแทบจะอึดใจเดียวกับที่รู้สึกตัว เขาก็รับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดต้นคอด้านหลังเช่นกัน

จารวีตัวเกร็งขึ้นมาทันที สมองรีบประมวลข้อมูลอย่างเร็วจี๋ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ก่อนจะค่อยไล่เรียงเหตุการณ์ได้ว่าวันก่อนถูกล้วงกระเป๋า จากนั้นก็เดินฝ่าฝนจนมาถูกรถเฉี่ยว โชคดีที่เขาไม่ได้เป็นอะไร และคนขับคนนั้นก็พาเขากลับมาค้างที่ห้อง แถมยังเอื้อเฟื้อเลี้ยงข้าวและเอาเสื้อผ้าให้ยืม

และตอนนี้ผู้ชายคนนั้น...ก็กำลังหายใจรดต้นคอและก่ายขามาทับต้นขาเขาอยู่

เสียงหายใจหนักๆ อย่างสม่ำเสมอบ่งบอกว่าคนด้านหลังยังหลับสนิท เขาค่อยๆ ระลึกได้ว่าเตียงในห้องนี้ค่อนข้างจะเล็กแม้จะเป็นไซส์ดับเบิล เนื่องจากคืนก่อนเจ้าของห้องบอกว่าจะโต้รุ่ง จารวีก็เลยเผลอนอนกินที่ไปถึงกลางเตียงโดยไม่ฉุกคิดว่าหากอีกฝ่ายทำงานเสร็จไวก็อาจจะอยากมาเอนตัวพักผ่อนบ้าง

ชายหนุ่มกลั้นหายใจเมื่อรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว เจ้าของขาที่ก่ายบนตัวเขาคล้ายจะขยับตัวเข้ามาเบียดมากขึ้น เช่นเดียวกับลมหายใจที่พ่นรดท้ายทอยอย่างแนบชิดมากขึ้นทุกที กระทั่งเขาค่อนข้างจะแน่ใจว่าริมฝีปากของอีกฝ่ายกำลังจรดอยู่บนต้นคอ

วินาทีนั้นจารวีไม่แน่ใจว่าควรจะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อหรือลุกขึ้นมาโวยวาย ตลอดชีวิตเขายังไม่เคยเจอประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน อีกอย่างแม้ว่าเมื่อคืนจะได้สนทนากันเพียงไม่กี่ประโยค แต่เขาก็ค่อนข้างมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจเขาในเชิงอยากมีความสัมพันธ์ด้วย เพราะไม่ว่าจะคำพูดที่ใช้หรือสายตาที่มองก็ไม่ชี้ไปในแง่นั้นทั้งสิ้น

"อื๋อ...?"

เสียงครางในคอของคนด้านหลังทำเอาจารวีเกือบสะดุ้ง แต่โชคดีที่ปฏิกิริยาตอบสนองของเขามักจะช้ากว่าคนอื่นอยู่แล้ว ยังไม่ทันจะได้ขยับตัวหรือส่งเสียง ขาที่พาดบนตัวและริมฝีปากที่แนบบนต้นคอก็ผละจากไป และเขารับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายพลิกตัวหันหลังให้ก่อนจะหลับพร้อมเสียงกรนเบาๆ ต่อ

ตอนนั้นใจเขาเต้นโครมครามจนกลัวว่ามันจะกระดอนออกมานอกอก ได้แต่พยายามข่มใจนอนนิ่งจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายหลับสนิท เมื่อลุกขึ้นนั่งและปรายตาไปมองก็เห็นว่าเจ้าของห้องกระถดตัวไปจนชิดขอบเตียงอีกด้านแล้ว

เมื่อกี้นี้คงจะไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นั่นแหละ...สงสัยคงเป็นคนนอนดิ้นอยู่แล้วล่ะมั้ง

จารวีถอนหายใจโล่งอกขณะเหลือบมองนาฬิกา ตอนนั้นเป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า เขาที่ตาสว่างแล้วแต่ไม่รู้จะทำอะไรจึงลุกไปหยิบนิตยสารที่วางอยู่บนชั้นมาอ่านฆ่าเวลา กระทั่งเกือบจะแปดโมงถึงค่อยลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็เดินออกมาพบว่าคนร่วมห้องตื่นนอนแล้วเมื่อครู่

ปัง!

เสียงปิดประตูห้องน้ำฉุดจารวีออกจากภวังค์ เขาหันไปทางพื้นข้างเตียงที่ว่างเปล่าแล้วก็ได้ยินเสียงน้ำฝักบัวจากในห้องน้ำ เมื่อคิดได้ว่าชานนท์คงกำลังอาบน้ำ เขาก็กดน้ำร้อนใส่ถ้วยกาแฟ จากนั้นก็ถือออกไปนั่งจิบบนเก้าอี้หน้าระเบียง

ท้องฟ้าเช้านี้ปลอดโปร่งจนไม่น่าเชื่อว่าเมื่อคืนจะมีฝนตกกระหน่ำ ท้องฟ้าสีฟ้าสดแทบไม่ถูกเจือปนด้วยใยเมฆ แสงอาทิตย์ส่องลงบนผิวน้ำสีเทอร์คอยส์ของทะเลติเรเนียนโดยตรงจนระยิบระยับชวนแสบตา ไกลออกไปยังสามารถมองเห็นเกาะคาปรีที่เขาข้ามฝั่งไปเที่ยวเมื่อวานนี้ได้ด้วย

จารวีนั่งจิบกาแฟช้าๆ ขณะซึมซับบรรยากาศยามเช้า โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างจากศูนย์กลางของเมือง จึงปราศจากความจอแจทั้งที่ซอเรนโต้เป็นเมืองตากอากาศขึ้นชื่อ นึกแล้วก็เสียดายที่เขาไม่ได้วางแผนมาพักที่เมืองนี้ตั้งแต่แรก แต่ต่อให้หาข้อมูลไว้เอง...เขาก็อาจไม่ได้เจอที่พักที่ทั้งสงบเงียบแต่วิวจากระเบียงห้องสวยจับตาแบบนี้ก็เป็นได้

เสียงประตูห้องน้ำเปิดออกตามด้วยเสียงฝีเท้าที่วนไปมาในห้อง จารวีรู้ว่าชานนท์คงกำลังเก็บข้าวของ เขาไม่ได้หันกลับไปเพราะหากถึงเวลาที่ต้องเช็คเอาท์ อีกฝ่ายก็คงออกมาเรียกเอง

"เมื่อคืนหลับสนิทหรือเปล่า? ผมคงไม่ได้กรนจนคุณตื่นขึ้นมานะ?"

"ไม่เลยครับ เมื่อคืนผมคงเหนื่อยมากก็เลยหลับรวดเดียว แค่ตกใจนิดหน่อยตอนที่เห็นคุณมานอน นึกว่าคุณจะทำงานโต้รุ่งจนไม่หลับไม่นอนเสียอีก"

"ตอนแรกก็นึกว่าต้องทำแบบนั้น แต่ไปๆ มาๆ ดันเสร็จเร็วก็เลยอยากพักสายตาหน่อยน่ะ"

ชานนท์เปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงยีนส์แล้ว แต่กลับถือถ้วยกาแฟมายืนพิงกรอบประตูซึ่งเป็นการบ่งบอกว่ายังไม่รีบ เมื่อเห็นเจ้าของห้องยืนจิบกาแฟพลางทอดสายตาไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า จารวีก็หันไปมองทางนั้นตามพลางยกกาแฟขึ้นจิบบ้าง

สายลมอ่อนๆ โชยมาจนปลายผมของคนที่นั่งอยู่พลิ้วเล็กน้อย ชานนท์ปรายตาจากภาพทิวทัศน์ของอ่าวเนเปิลส์กลับมามองแผ่นหลังของคนตรงหน้า แสงอาทิตย์ที่ตกลงบนผมของอีกฝ่ายทำให้แลดูเป็นสีน้ำตาลสว่างกว่าสีผมจริง

เขาไม่แน่ใจว่าเมื่อเช้าตัวเองไปนอนเบียดอีกฝ่ายนานแค่ไหน จริงอยู่ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนมานอนข้างๆ แต่ปกติแล้วคนที่จะได้นอนใกล้เขาขนาดนั้นหมายความว่าต้องผ่านการมีสัมพันธ์อันลึกซึ้งกันมาก่อน แต่ผู้ชายคนนี้ไม่เข้าข่ายเพราะเพิ่งได้เจอกันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง แถมที่ได้มานอนเตียงเดียวกันก็เป็นเพราะสถานการณ์บังคับอีกต่างหาก

โชคดีว่าเขาเอะใจจนรู้สึกตัวตื่นเสียก่อนที่จะทำอะไรมากไปกว่านั้น จึงรีบพลิกตัวหนีได้ทันก่อนจะเกิดสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วน เพราะเขาไม่ได้สนใจอีกฝ่ายในแง่นั้นเลย และยิ่งไม่ได้ชวนมาค้างที่ห้องเพราะมีจุดประสงค์แอบแฝงด้วย

ยังดีที่คนตรงหน้าเป็นผู้ชาย แต่ก็นั่นแหละ...ไม่ได้หมายความว่าคนที่ดูเป็นผู้ชายธรรมดาจะฝักใฝ่เพศตรงข้ามเสมอไป เพียงแต่กับคนคนนี้... ท่าทีที่ไม่ค่อยแสดงความยินดียินร้ายทำให้เขามองรสนิยมไม่ออก

"คุณหิวหรือยัง?"

เขาเอ่ยถามเมื่อจิบกาแฟหมดแก้ว คนที่นั่งหันหลังให้เอี้ยวคอมามองแล้วก็เหลือบลงยังกล้วยกับแอ๊ปเปิ้ลบนโต๊ะ

"ไม่เป็นไรครับ ผมกะว่าจะกินของที่ซื้อมาเมื่อคืนนี่แหละ"

คำตอบนั้นบ่งบอกถึงความเกรงใจ ชานนท์จึงอดไม่ได้ต้องยิ้มออกมา นิสัยเกรงใจแบบไทยๆ นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน เพราะที่ทำงานมีเขาคนเดียวที่เป็นคนไทย

"อาหารเช้าของโรงแรมนี้ห่วยแตกมาก ผมเลยกะว่าจะพาคุณเข้าเมืองไปหาอะไรกินแล้วค่อยขับยาวไปเนเปิลส์ ส่วนแอ๊ปเปิ้ลกับกล้วยนั่นน่ะคุณเก็บไว้กินทีหลังก็ได้ พร้อมจะไปกันหรือยัง?"

จารวีพยักหน้าแล้วก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ พอเดินเข้าด้านในห้องก็พบว่าของทุกอย่างถูกเก็บเสร็จแล้ว ดูเหมือนนี่คงเป็นการมาพักระยะสั้นเมื่อดูจากขนาดของกระเป๋าเดินทาง

"ผมช่วยถือมั้ยครับ?"

จารวีหันไปถามหลังจากยัดเสื้อผ้าชุดเก่าที่ยังชื้นลงถุงพลาสติก ชานนท์จึงยื่นกระเป๋าเดินทางให้ และคนที่รับมาก็พบว่ามันเบามากทีเดียว

"รบกวนด้วยก็แล้วกัน ส่วนพวกนี้เดี๋ยวผมถือเอง"

ชานนท์บุ้ยคางไปทางกระเป๋ากล้องและกระเป๋าแม็คบุ๊ค จารวีพยักหน้าอย่างเข้าใจขณะเดินตามออกจากห้อง สำหรับคนที่ต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้ทำมาหากิน ถึงอย่างไรก็คงยากจะไว้ใจให้คนอื่นดูแล

"บอนจอร์โน่"

"บอนจอร์โน่ เช็คเอาท์ พลีส"

เช้านี้พนักงานที่เคาน์เตอร์ต้อนรับเปลี่ยนจากผู้สูงวัยหน้าไม่รับแขกเป็นชายวัยกลางคนที่หน้าตายิ้มแย้ม หลังจากได้รับกุญแจห้องคืนจากชานนท์ พนักงานคนนั้นก็หันไปเช็คหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วหันมาถามเขาอีกครั้ง

"โน เบรกฟาสต์, ซินญอร์?"

"โน"

ชายวัยกลางคนยิ้มก่อนจะยื่นบิลให้เขา ชานนท์หยิบบัตรเครดิตออกมาจ่าย จากนั้นก็รับบัตรและใบเสร็จมาเก็บลงกระเป๋าสตางค์

"กราเซีย, ซาลเว"

"กราเซีย ซินญอร์"

พนักงานต้อนรับกล่าวตอบ จารวีซึ่งเดินตามชานนท์มาที่รถเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย

"คุณพูดภาษาอิตาเลียนได้ด้วยเหรอครับ?"

"ก็ได้แค่นิดหน่อยเลยต้องใช้ปนกับภาษาอังกฤษ พอดีมีคนรู้จักเป็นอิตาเลียน เขาก็เลยสอนคำง่ายๆ ไว้ให้บ้าง"

"อ้อ มิน่าสำเนียงถึงเหมือนคนท้องถิ่นเลย"

ชานนท์เพียงยิ้มบางๆ โดยไม่ขยายความว่าหนึ่งในแฟนสาวที่เคยเดทกันช่วงหนึ่งเป็นชาวอิตาเลียน และเธอนั่นเองที่สอนคำเหล่านี้ให้เขา แถมนอกจากคำพื้นฐานเหล่านี้ก็ยังสอนคำอื่นๆ ให้ด้วย แต่มันใช้ได้เฉพาะเวลาอยู่ในที่รโหฐานกับคนรู้ใจเท่านั้น

หลังเก็บสัมภาระไว้บนเบาะหลัง ชานนท์ก็ขับรถอัลฟาโรเมโอสีบรอนซ์เงินออกมาจากลานจอดของที่พัก พวกเขาแวะทานมื้อเช้าที่ร้านอาหารในตัวเมือง จากนั้นจึงค่อยเริ่มขับรถเข้าเนเปิลส์โดยถนนหลวงสาย SS145

"แล้วเมื่อวานได้ไปเที่ยวที่ไหนในซอเรนโต้บ้างล่ะ?"

ชานนท์ชวนคุยหลังออกจากซอเรนโต้ได้สักครู่ เขาพยายามทำเวลาเพราะไม่รู้ว่าขาเข้าเนเปิลส์จะรถติดหรือไม่ โชคดีว่าที่อิตาลีขับรถพวงมาลัยซ้ายเหมือนกับที่อเมริกาซึ่งเขาคุ้นเคยอยู่แล้ว

"ก็ไม่ได้ดูละเอียดครับเพราะจะรีบข้ามเรือไปคาปรี ได้แวะดูแค่โบสถ์เซนต์แอนโทนีเท่านั้นเอง พอข้ามฝั่งกลับมาถึงซอเรนโต้แล้วรู้ว่าถูกล้วงกระเป๋าก็เลยไม่มีอารมณ์จะเดินเที่ยวซักเท่าไหร่"

"ความจริงก็มีเรือเฟอร์รี่จากเนเปิลส์ตรงไปคาปรีเลยนี่นา ทำไมไม่ไปทางนั้นแล้วค่อยข้ามกลับมาซอเรนโต้ล่ะ? น่าจะประหยัดเวลากว่าตั้งเยอะ"

"ผมวางแผนเที่ยวพลาดไปหน่อยน่ะครับ มาคนเดียวก็แบบนี้"

ชานนท์เหลือบเห็นว่าคนพูดทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย กิริยานั้นทำให้ใบหน้าเรียบเฉยไม่ค่อยแสดงอารมณ์ดูน่ามองขึ้นบ้าง

"พอกลับถึงเนเปิลส์แล้วจะไปไหนต่อ? บินกลับบ้านเลยเหรอ?"

"ยังครับ ตั้งใจว่าจะไปนอนที่ฟลอเรนซ์สักสองวัน แล้วก็กลับเข้าโรมอีกสองวันถึงจะบินกลับ”

"อ้อ จะได้แวะเที่ยววาติกันด้วยสินะ"

จารวีพยักหน้า พวกเขาคุยกันเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในอิตาลีไปเรื่อยเปื่อย แต่กลับไม่มีใครถามอีกฝ่ายว่าทำงานอะไร บ้านอยู่ที่ไหน ราวกับตั้งใจจะปล่อยให้ความทรงจำเกี่ยวกับคนที่ได้พบกันในเวลาสั้นๆ เลือนหายทันทีที่จากลา

"เข้าเขตเนเปิลส์แล้ว โรงแรมคุณอยู่ที่ไหนนะ ผมจะได้แวะไปส่งก่อน"

"อยู่ในซอยตรงข้ามสถานีรถไฟครับ เดี๋ยวส่งผมที่หน้าสถานีก็ได้เพราะรถเข้าไปในซอยนั้นไม่ได้ ขอบคุณมาก"

จารวีบอกพลางหันไปหยิบถุงใส่เสื้อเปียกของตนบนเบาะหลัง ชานนท์พยักหน้าก่อนจะเทียบรถที่หน้าสถานีรถไฟนาโปลี เซนทราเล จากนั้นก็หยิบถุงใส่แอ๊ปเปิ้ลกับกล้วยหอมส่งให้อีกฝ่าย

"ผลไม้พวกนี้คุณเอาไปเถอะ ผมไม่กินหรอก เดี๋ยวบนเครื่องเขาก็เสิร์ฟอาหารอยู่ดี"

"...ขอบคุณครับ"

จารวีรับมาอย่างเกรงใจ แต่เมื่อก้มเห็นสิ่งหนึ่งในถุงก็หยิบออกมายื่นให้

"กาแฟกระป๋องนี้ผมตั้งใจซื้อมาให้คุณฉานนะครับ เอาไปเถอะ"

ชานนท์เลิกคิ้ว แล้วก็นึกได้เลาๆ ว่าเมื่อคืนอีกฝ่ายบอกไว้ว่าซื้อกาแฟกระป๋องให้เขา แต่หลังจากทำงานเสร็จก็ลืมไปสนิท

"ก็ได้ ขอบคุณมาก"

จารวีไม่แน่ใจว่าคำขอบคุณนั้นจำเป็นหรือไม่ในเมื่อเขาซื้อกาแฟกระป๋องนี้ด้วยเงินของเจ้าตัว แต่ก็คร้านจะไล่เรียงเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องรีบไปสนามบิน เขาจึงเพียงพนมมือไหว้

"ขอบคุณคุณฉานมากเลยนะครับสำหรับทุกอย่าง ถ้าหากได้เจอกันคราวหน้าผมจะเลี้ยงข้าวคุณกับซักเสื้อผ้ามาคืน"

"ไม่รู้จะได้เจอกันอีกหรือเปล่า เอาเป็นว่าคุณเที่ยวให้สนุกเถอะ ไม่ต้องกังวลเรื่องใช้คืนอะไรให้ผมหรอก"

ชานนท์เอ่ยพลางยิ้มอ่อนๆ ทว่าจารวีตีความจากถ้อยคำเหล่านั้นได้ว่า ‘ลืมเรื่องที่เราพบกันเสียก็ได้’ ถึงแม้จะตงิดใจ แต่เมื่อคิดว่าหากเขาได้ช่วยคนอื่นในสถานการณ์เดียวกันก็คงไม่ต้องการให้คู่กรณีรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ ความตะขิดตะขวงในใจจึงลดทอนลง

"ถ้าอย่างนั้นก็เดินทางปลอดภัยนะครับ"

"คุณก็เหมือนกัน โชคดีนะ"

ชานนท์กล่าวพลางมองอีกฝ่ายลงจากรถและข้ามถนนเข้าไปในตรอกเล็กๆ เมื่อไล่สายตาขึ้นไปก็เห็นป้ายบอกทางไปที่พักแบบราคาประหยัดหลายแห่งแออัดอยู่ในตรอกนั้น

ชายหนุ่มก้มมองกาแฟกระป๋องในมือ มันเป็นกาแฟเย็นก็จริงแต่ตอนนี้ไม่เย็นแล้ว หลังพลิกดูฉลากไปมาครู่หนึ่ง เขาก็โยนมันไปบนเบาะหลังโดยไม่หันไปสนใจอีกเลย


++------++


หลังเดินมาถึงที่พัก จารวีก็ขอกุญแจห้องซึ่งฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ พอได้เข้าห้องแล้วก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาซักชุดเก่าที่ยังชื้นแล้วคลี่ตากบนราวระเบียง ส่วนพาสปอร์ตที่ปลอดภัยจากการถูกล้วงเพราะเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตก็ถูกเอามาวางผึ่งบนโต๊ะ

ชายหนุ่มกลับมานั่งบนเตียงแล้วก็รูดซิปกระเป๋าเดินทาง โชคดีจริงๆ ที่เมื่อวานเขาตัดสินใจพกเงินไปเพียงบางส่วน แถมยังรีบร้อนเพราะกลัวตกรถจนลืมหยิบโทรศัพท์ไปด้วย คิดแล้วก็ขอบคุณตัวเองที่ยอมจ่ายเงินจองห้องสำหรับพักคนเดียวแทนที่จะเป็นดอร์ม ไม่เช่นนั้นคงต้องกังวลอีกว่าเพื่อนร่วมห้องจะมาแอบค้นกระเป๋าหรือเปล่า

จารวีหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นดูแล้วก็พบหลายสิบข้อความจากพวกเพื่อนๆ ซึ่งแทบทั้งหมดคือเพื่อนชาวต่างชาติที่เรียนต่อปริญญาโทสาขาเดียวกันที่นิวยอร์ก

'นี่ ไปเที่ยวอิตาลีตอนใต้เป็นไงบ้าง?'

'ส่งรูปมาให้ดูบ้างสิ'

'วันนี้เงียบหายไปเลยนะ ถ้าว่างก็ทักมาด้วยล่ะ'

'จะกลับมาวันไหนเหรอ?'

ยังมีอีกหลายข้อความทั้งที่เป็นคำถามถึงเขาโดยตรงและกรุ๊ปแชทที่มีเพื่อนหลายคน จารวีเอนหลังพิงหมอนแล้วก็ถอนใจยาว สุดท้ายก็เพียงพิมพ์ตอบทุกคนไปสั้นๆ

'อิตาลียอดมาก แล้วเจอกันที่นิวยอร์กเร็วๆ นี้นะ'



++---TBC---++



A/N: ตอนที่สามของบรรจบใจใต้ผืนฟ้ามาแล้วค่ะ เนื้อหาที่อยู่ในอิตาลีตอนใต้จะมีแค่สามตอนแรก แต่ช่วงที่เขียนนี่ต้องหาข้อมูลทั้งในเว็บรีวิวแหล่งท่องเที่ยว เว็บตารางรถไฟ รถบัส เว็บเช่ารถ สภาพอากาศของอิตาลีในช่วงเวลานั้นรวมทั้งอาศัยกูเกิลแมปเยอะมาก (กราบขอบคุณกูเกิลแมป เพราะเวลาพิมพ์เรื่องนี้ต้องเปิดไว้เช็คโลเคชั่นในเรื่องตลอด) หลังจากนี้ไปทุกคนจะได้รู้จักกับโจ้และเฮียฉานมากขึ้น คอยติดตามกันนะคะ ^v^





 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2558 17:33:59 น.  

1  2  
Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.