Group Blog
 
All blogs
 

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 30


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 30


เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังไปทั่วสถานีขนส่งในยามเช้า ธีระลากกระเป๋าเดินทางไปที่ช่องซื้อตั๋ว เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็เดินไปหาที่นั่งรอเนื่องจากยังไม่ถึงเวลารถออก

โชคดีชะมัดที่พี่ปิ๊กไม่ถามอะไรเลย...

ธีระนึกถึงบทสนทนากับปิยพลซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องเมื่อคืนที่ผ่านมา ตอนแรกน้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูแปลกใจที่ได้รับโทรศัพท์กลางดึก แต่พอเขาบอกว่าอยากไปเยี่ยมแล้วก็อาจจะขออยู่ด้วยจนกว่าจะเปิดเทอม ฝ่ายนั้นก็ตอบรับโดยไม่ขัดข้อง


"เอาสิ บ้านพี่ก็มีห้องว่างอยู่ ปัดกวาดซะหน่อยก็เป็นห้องนอนได้แล้วล่ะ ว่าแต่บอกแม่เขารึยัง? ไม่ใช่ว่าตี้ทะเลาะกับแม่เลยจะหนีมาอยู่บ้านพี่นะ?"

ปิยพลทักแล้วก็หัวเราะ ฝ่ายธีระได้แต่หัวเราะตอบอย่างเจื่อนๆ เพราะสาเหตุที่เขาขอไปอยู่ด้วยนั้นมาจากคนอื่นต่างหาก แต่ก็คร้านจะอธิบายเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์หรือยัง

"ตี้กะว่าถ้าพี่ปิ๊กโอเคถึงค่อยโทรบอกแม่ แต่คิดว่าแม่คงไม่ว่าหรอก เผลอๆ อาจจะเห็นดีด้วยซ้ำ"

"เห็นดีด้วย? เอ้อ...เรานี่พูดจาแปลกๆ แฮะ เอาเถอะ เอาเป็นว่าพี่ไม่มีปัญหาก็แล้วกัน"

น้ำเสียงแปลกใจบอกธีระว่าปิยพลคงไม่รู้เรื่องข่าวนั้น เขาลอบผ่อนลมหายใจ จากนั้นก็พยายามทำเสียงให้สดใสเพื่อเบี่ยงประเด็น

"ถ้างั้นเดี๋ยวตี้ไปหาพรุ่งนี้เลยนะพี่ปิ๊ก แต่คงขึ้นรถไปเพราะตี้ไม่มีค่าตั๋วเครื่องบิน ไว้ถ้าถึงสถานีทางโน้นแล้วจะโทรให้พี่ปิ๊กไปรับนะ"

"ฮะ!? จะมาพรุ่งนี้เลยเรอะ? วัยรุ่นนี่ใจร้อนจังวุ้ย เอ้า...อยากมาก็มา เดี๋ยวพี่จัดห้องไว้ให้"

"ขอบคุณมากครับพี่ปิ๊ก แล้วก็ขอโทษด้วยที่จู่ๆ ก็มารบกวนแบบนี้"

"ไม่เป็นไรน่า พี่ก็เคยชวนเราให้มาเที่ยวหลายทีแล้วนี่ ได้มาซักทีก็ดีเหมือนกัน พี่จะได้มีเพื่อนคุยที่บ้านบ้าง"



นั่นเป็นบทสนทนาเมื่อคืนวานนี้ ธีระรู้ตัวดีว่าเสียมารยาทที่จู่ๆ ก็ไปขอที่พักจากลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ได้เจอกันมานาน แต่เขาคิดว่าเมืองเล็กๆ ทางเหนือที่ไม่มีใครรู้จักเขาเลยอย่างจังหวัดน่านน่าจะเป็นสถานที่เยียวยาจิตใจในตอนนี้ได้ดีที่สุด

จู่ๆ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็ดังขึ้น ธีระหยิบออกมาดูชื่อคนที่โทรเข้าแล้วก็มุ่นคิ้ว พวกเขาไม่ได้คุยกันมาหลายวันเพราะต่างคนต่างยุ่ง แต่การที่สุเมธโทรมาเช้านี้ก็ทำให้เดาได้ไม่ยากเลยว่าเพราะอะไร เด็กหนุ่มสูดหายใจยาวก่อนจะกดรับสาย

"ฮัลโหล?"

"ตี้! แก!! กรี๊ดดดดด!!! ฉันเพิ่งเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ล่ะ!! ตกลงมันอะไรยังไง นั่นแกจริงๆ ใช่มั้ย!? ทำไมไปจูบกับคุณเขาได้!? โอ๊ย! นี่ถ้าแม่ไม่ถามฉันว่ารูปในข่าวนั่นใช่แกรึเปล่าฉันก็คงพลาดไปแล้ว ตกลงว่าไงฮึ!? ไหนเล่าให้ฟังหน่อยซิ!"

เพื่อนหนุ่มร่างใหญ่ใจสาวรัวคำถามใส่จนธีระแทบฟังไม่ทัน ความจริงแล้วเขาควรจะดีใจที่เพื่อนเป็นห่วงเป็นใย แต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะอธิบายอะไรเลย

"เมธ ตอนนี้เราไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่น่ะ ขอโทษนะ"

"หือ? อีกแล้วเหรอ? ตี้เอ๊ย แกชักจะมีความลับกับเพื่อนๆ เยอะไปแล้วนะ ตั้งแต่คืนที่ไปเห็นแกนัวเนียกับใครก็ไม่รู้ที่ผับแล้ว ตกลงตอนนี้ยังเจอผู้ชายคนนั้นอยู่รึเปล่าเนี่ย?"

ผู้ชายคนนั้นก็คนเดียวกับที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ไง...ธีระได้แต่คิด เพราะรู้ว่าถ้าพูดความจริงคงทำให้เพื่อนยิ่งจินตนาการฟุ้งซ่านกว่าเดิม

"ไม่แล้วล่ะ และถ้าไม่ได้เจอกันอีกตลอดชีวิตเลยก็คงดี"

เขารู้ว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะไม่พบเจอกฤตภาสอีกเลย แต่ก็คงจะดีกว่าถ้าถึงตอนนั้นเขาจะไม่เหลือเยื่อใยให้อีกแล้ว สุเมธเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่ขรึมกว่าตอนแรก

"นี่ตี้...ถามหน่อย แกยังเห็นฉันกับยายซันเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่า?"

"หา? ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ?"

ธีระงุนงงกับคำถามที่ไร้ที่มาที่ไป เพราะสุเมธและศันสนีย์คือคนที่คอยอยู่ข้างๆ และให้กำลังใจเขามาตลอดหลังจากเลิกกับณรงค์ ดังนั้นสำหรับเขาแล้วทั้งคู่คือเพื่อนที่สนิทมากที่สุด

“ทำไมน่ะเหรอ ฉันรู้สึกเหมือนช่วงหลังนี้แกชอบทำตัวมีลับลมคมใน เวลาแชทกันก็มีแต่ฉันกับยายซันที่เล่าเรื่องตัวเอง แต่แกกลับไม่เคยเล่าเลยว่าไปฝึกงานเป็นไง ได้เจอใครบ้าง อย่างข่าวนี่ฉันก็รู้เพราะมีคนมาบอก ถามจริงๆ เถอะ แกไม่เชื่อใจพวกฉันแล้วใช่มั้ย?"

“เฮ้ย! เมธคิดมากไปใหญ่แล้ว! เราไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะ นอกจากเมธกับซันเราก็ไม่ไว้ใจใครเท่านี้อีกแล้ว"

"แต่แกก็จะไม่เล่าเรื่องข่าวนี่ให้ฟังอยู่ดีสินะ?"

"เมธ..." ธีระปวดหัวจี๊ด เพราะสาเหตุแท้จริงที่เขาไม่เล่าก็เพราะไม่อยากตอกย้ำว่าตัวเองน่าสมเพชมากไปกว่านี้ต่างหาก และถ้าไม่หยุดพูดถึงกฤตภาสเสียที เขาก็คงจะเอาแต่คิดถึงคนใจดำแบบนั้นอยู่ร่ำไป

"ฟังนะเมธ เราไม่เคยคิดอยากปิดบังอะไรเพื่อน แต่เราไม่พร้อมจะอธิบายตอนนี้จริงๆ บางทีถ้าในอนาคตเราทำใจได้แล้วก็อาจจะบอก แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งเร่งรัดให้เราพูดอะไรเลยนะ ขอร้องล่ะ"

น้ำเสียงของธีระหม่นหมองจนแม้แต่ตัวเองยังรับรู้ได้ ส่วนสุเมธถอนใจเฮือกใหญ่

"ตี้เอ๊ย...เอาเถอะ ถ้าแกยังไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า แต่ฟังเสียงแกแล้วฉันอยากให้แกร้องไห้ระบายความรู้สึกเหมือนตอนที่เลิกกับพี่รงค์มากกว่า เพราะเท่าที่ฉันได้ยินนี่มันเหมือนแกกำลังอดกลั้นอยู่ยังไงก็ไม่รู้"

ธีระรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งแล่นขึ้นมาจุกคอเพราะสิ่งที่เพื่อนพูดช่างตรงเหลือเกิน แต่ก็รีบกล้ำกลืนก้อนนั้นลงไปเพราะรู้ว่าจะอ่อนแอตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด

"ขอบคุณนะเมธ เราคิดถึงเมธกับซันนะ อยากให้เปิดเทอมไว้ๆ จะได้เจอกันซักที"

"ฉันก็เหมือนกัน ตอนนี้ยายซันคงกำลังตระเวนเยี่ยมญาติที่ยุโรปเลยเงียบหาย ไว้เปิดเทอมแล้วพวกเราไปเที่ยวต่างจังหวัดกันดีกว่า น่าจะมีเรื่องต้องเม้าท์มอยกันเยอะเลย"

"ฮะๆ ก็ดีเหมือนกัน เอ้อเมธ เดี๋ยวเราต้องขึ้นรถแล้วล่ะ ไว้ค่อยคุยกันใหม่นะ"

"เพิ่งจะไปทำงานเหรอ? ทำไมวันนี้แกออกสายจัง?"

"เปล่า เราเลิกฝึกงานแล้วล่ะ ไว้ถึงที่โน่นแล้วจะโทรบอกนะว่าอยู่ที่ไหน"

ธีระชิงวางสายเพื่อลากกระเป๋าเดินทางไปที่ชานชาลา หลังจากพนักงานตรวจตั๋วเก็บกระเป๋าของเขาใต้ท้องรถให้แล้ว เด็กหนุ่มก็เดินขึ้นไปนั่งที่ตามหมายเลขที่ระบุไว้บนหน้าตั๋ว

ป่านนี้น่าจะไปส่งถึงที่แล้วล่ะมั้ง...

เขาคิดพลางเหลือบดูนาฬิกาข้อมือ ไม่นานพนักงานขับก็ถอยรถออกจากชานชาลาเมื่อผู้โดยสารมาครบ เด็กหนุ่มเหลือบมองตัวสถานีซึ่งเล็กลงเรื่อยๆ ตามระยะห่างของรถที่เคลื่อนออกสู่ถนนใหญ่ ขณะเดียวกันก็รู้สึกใจหายคล้ายหัวใจหดลีบลงทุกทีเช่นกัน


++------++


ภายในห้องประชุมซึ่งจัดเป็นโต๊ะกลมที่บริษัทของลูกค้า กฤตภาสให้กนิษฐาที่มาด้วยกันรายงานสรุปการจัดอิเว้นท์เปิดตัวโน้ตบุ๊คเมื่อสัปดาห์ก่อนโดยที่เขาเพียงแต่นั่งฟัง ทางฝั่งของลูกค้ามีผู้เข้าประชุมหลายคนรวมทั้งอนุชิต ซึ่งเขารู้ดีว่าตั้งแต่เริ่มการประชุมนั้นอีกฝ่ายมองเขาด้วยแววตาไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะมีเรื่องอื่นที่รบกวนจิตใจมากกว่า

เมื่อคืนเด็กคนนั้นเงียบผิดปกติ วันนี้จะรู้สึกดีพอจะเข้ามาที่ออฟฟิศหรือยังนะ...

กฤตภาสอาจไม่ใช่คนที่ชอบแสดงออกว่าใส่ใจคนอื่น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สังเกต ในการทำงานที่ต้องคอยพบปะกับคนร้อยพ่อพันแม่นั้นความช่างสังเกตคือสิ่งที่ทำให้เขาถือไพ่เหนือกว่าหลายๆ คนตลอดมา แต่การจะนำสิ่งที่สังเกตได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือเพียงแต่รับรู้แล้วอยู่เฉยก็เป็นอีกเรื่อง

"ต้องขอบคุณทาง Illumination ที่ช่วยให้งานเปิดตัวสินค้าใหม่ของเราจบลงด้วยดี แต่ดูเหมือนคุณกฤตจะยังไม่หายเหนื่อยเลยนะครับ ทั้งที่ผ่านวันงานมาก็หลายวันแล้วแท้ๆ"

กฤตภาสเหลือบตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของอนุชิต คนพูดแสดงสีหน้ายิ้มแย้มทั้งที่คำพูดติเตียนเป็นนัยว่าเห็นเขาใจลอย แต่ถึงใจเขาจะไม่ได้จดจ่อกับการประชุมก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ฟัง ที่สำคัญกนิษฐาก็เคยส่งรายงานฉบับนี้ให้อ่านล่วงหน้ามาก่อนแล้ว

"พอดีช่วงนี้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นหลายแอคเคาท์น่ะครับ แต่ไม่ต้องห่วง ถ้าคุณอินมีแผนจะจัดอิเว้นท์อีกก็ติดต่อมาได้เลย อย่างน้อยเราก็รู้ทางกันแล้ว ครั้งต่อไปน่าจะเตรียมงานแบบที่คุณอินชอบได้ไม่ยาก"

กฤตภาสตอบพร้อมกับยิ้มบางๆ เขารู้ว่าอนุชิตคงยังไม่หายขุ่นเคืองที่โดนขัดจังหวะก่อนจะทันได้ลวนลามธีระในคืนวันงาน ซึ่งเขาคิดว่าอีกฝ่ายควรจะขอบคุณเขามากกว่าที่ช่วยป้องกันให้ไม่ทำเรื่องงามหน้าระหว่างที่เมา เขาถือธีระว่าเป็นคนของเขาทั้งในและนอกบริษัท...ดังนั้นย่อมไม่มีการอ่อนข้อให้คนที่ถือวิสาสะมาแตะต้องโดยไม่ตอบแทนอย่างสาสม

"แหม ผมรู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ ว่าแต่ต้องขอบคุณคุณกฤตนะครับเนี่ย ตอนนี้เลยกลายเป็นว่างานเปิดตัวโน้ตบุ๊คของเราได้ลงหนังสือพิมพ์ตั้งหลายฉบับเพราะข่าวของคุณกฤตแท้ๆ"

อนุชิตตอบโดยที่ยังคงประดับรอยยิ้มพลาสติกบนใบหน้า นัยน์ตาของกฤตภาสสาดประกายเย็นเยียบออกมาวูบหนึ่ง แต่แล้วเขาก็เพียงยิ้มมุมปากพร้อมกับปิดสมุดบันทึกลง เป็นสัญญาณว่าขอจบการประชุมแต่เพียงเท่านี้

"เป็นเรื่องบังเอิญน่ะครับ แต่ถ้าข่าวของผมช่วยให้แบรนด์ของคุณอินได้พีอาร์แวลูมากขึ้นผมก็ยินดี ถ้ามิสเตอร์มิลเลอร์ได้ทราบก็คงพอใจกับผลงานของคุณอินเหมือนกัน"

กฤตภาสเลือกที่จะพูดอ้อมๆ ว่าถึงอย่างไรเขาก็สามารถนำเรื่องที่อนุชิตทำมาฟ้องเรียกค่าทำขวัญให้ธีระได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นมิสเตอร์มิลเลอร์ซึ่งเป็นนายใหญ่ของอนุชิตที่ปกติจะประจำอยู่ที่อังกฤษคงไม่ชอบแน่ แต่บังเอิญเขามีโอกาสได้พูดคุยกับผู้อาวุโสเมื่อคืนวันจัดงาน เมื่อฝ่ายนั้นรู้ว่าเขาจบมาจากโรงเรียนมัธยมแห่งเดียวกันที่อังกฤษและรู้จักกับอาจารย์ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของเจ้าตัว มิสเตอร์มิลเลอร์ยังออกปากชวนว่าถ้าหากไปอังกฤษอีกให้แวะไปเยี่ยมที่บ้าน และเขามั่นใจว่าอนุชิตไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยสนิทสนมกับนายใหญ่ถึงขั้นนี้ เพราะคนที่คอยประสานงานกับสำนักงานที่เมืองไทยคือผู้ช่วยของเจ้าตัว

อนุชิตมีสีหน้าตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากกล่าวลากันแล้วฝ่ายนั้นก็ผลุนผลันออกจากห้องประชุมโดยไม่เดินไปส่งเขากับกนิษฐาที่ลิฟต์ตามที่ควรทำโดยมารยาท ฝั่งลูกน้องที่มาร่วมประชุมจึงมองหน้ากันอย่างเหลอหลาก่อนจะไหว้ลากฤตภาสแล้วเดินตามออกไป

"วันนี้คุณอินดูแปลกๆ นะคะคุณกฤต ปกติกิฟท์จะรู้สึกว่าแกชอบถามอะไรซอกแซก แต่วันนี้กลับเหมือนตั้งใจหาเรื่องทั้งที่งานที่พวกเราเพิ่งจัดให้ก็ออกมาดีแท้ๆ"

กนิษฐาเอ่ยหลังจากพวกเขาลงลิฟต์มาด้วยกัน หญิงสาวรู้ดีพอที่จะไม่เอ่ยถึงข่าวของกฤตภาสกับธีระหลังจากที่เพิ่งโดนตักเตือนไปเมื่อวันก่อน ฝ่ายกฤตภาสนึกถึงท่าทีของอนุชิตในห้องประชุมเมื่อครู่แล้วก็ยักไหล่

"กับคนที่เป็นลูกค้า ต่อให้เราทำดีแค่ไหนก็โดนมองว่าเสมอตัวเท่านั้นแหละ ว่าแต่เดี๋ยวต้องไปประชุมกับลูกค้าอีกรายใช่มั้ย? เตรียมข้อมูลทุกอย่างไว้พร้อมหรือยัง?"

"พร้อมแล้วค่ะคุณกฤต ถ้างั้นกิฟท์ขอแยกตัวไปก่อนเลยนะคะ แล้วช่วงบ่ายจะกลับเข้าออฟฟิศอีกทีค่ะ"

"อืม"

กฤตภาสพยักหน้าให้ลูกน้องสาวหลังลงลิฟต์มาถึงชั้นล่าง เขาเดินไปที่รถของตัวเองแล้วก็ขับออกมาจากลานจอดด้วยใจที่ไม่สงบ แต่ก็ไม่รู้สาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร

อาจเพราะตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลก็ยังไม่ได้พักผ่อนเต็มที่เลยล่ะมั้ง ยังดีที่หมอบอกว่าแผลโดนยิงไม่น่าเป็นห่วงแล้ว...

เขารีบขับรถตรงกลับบริษัทโดยไม่แวะกินข้าวกลางวัน เมื่อไปถึงก็พบว่าพนักงานทุกคนไปพักกันหมดแล้ว ไม่มีใครอยู่ในอาคารเลยยกเว้นพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ชั้นล่างกับแม่บ้านสองคนที่นั่งกินข้าวอยู่ในห้องครัว

กฤตภาสเดินตรงไปที่ห้องประจำตำแหน่ง เขาไขประตูแล้วก็เดินไปนั่งที่โต๊ะพลางเปิดคอมพิวเตอร์ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นห่อกระดาษสีน้ำตาลที่วางอยู่ตรงมุมโต๊ะรวมกับซองจดหมายและเอกสารอื่นๆ


'ฝากถึงคุณกฤตภาส'


บนห่อไม่มีรายละเอียดอย่างอื่นระบุไว้ บ่งบอกว่าคงมีคนนำมาส่งให้โดยไม่ได้ผ่านไปรษณีย์ เขามุ่นคิ้วขณะหยิบห่อกระดาษห่อนั้นมาฉีกดูของด้านใน

เสื้อตัวนี้...

กฤตภาสหรี่ตาจ้องเสื้อตัวนั้นอยู่อึดใจหนึ่งด้วยความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา จากนั้นก็ลุกพรวดขึ้นเมื่อนึกได้ว่าใครน่าจะส่งเสื้อตัวนี้มาให้ เขารีบเดินไปที่ครัวแล้วก็กระชากประตูเปิดจนแม่บ้านทั้งสองตกใจ

"คุ...คุณกฤตจะเอาอะไรหรือเปล่าคะ?"

"ใครเป็นคนส่งเสื้อตัวนี้มา?"

"เอ๋? เสื้อเหรอคะ?"

ทั้งสองมองหน้ากันอย่างงุนงง กฤตภาสจึงพยายามข่มใจถามต่อ "มันอยู่ในห่อกระดาษสีน้ำตาลที่ไม่มีชื่อคนส่ง ใครเป็นคนเอามาให้ แล้วเอามาตั้งแต่เมื่อไหร่?"

หนึ่งในสองแม่บ้านค่อยแสดงสีหน้าว่าเข้าใจ "อ๋อ เมื่อเช้านี้มีวินมอเตอร์ไซค์ขับเอามาส่งค่ะ เขาบอกว่าคนที่ฝากมาไม่ได้บอกชื่อไว้ แต่เห็นว่าจ่าหน้าถึงคุณกฤตก็เลยเอาไปวางให้ที่โต๊ะ"

กฤตภาสกำเสื้อในมือแน่นขึ้น ขณะที่กำลังจะหมุนตัวเดินจากไปก็นึกอะไรได้จึงหันกลับไปถาม

"วันนี้ตี้มาทำงานรึเปล่า?"

"น้องตี้เหรอคะ ไม่เห็นเลยนะคะ แกล่ะเห็นมั้ย?"

แม่บ้านอีกคนก็ส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่เห็นเช่นกัน กฤตภาสพยายามสูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์ขณะเดินกลับไปที่ห้อง จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือมากดโทรออก

ขออย่าให้ลางสังหรณ์ของเขาถูกก็แล้วกัน...

Rrrrrrrrrrrrrr.......

เสียงโทรศัพท์มือถือปลุกธีระที่กำลังนั่งหลับให้งัวเงียตื่นขึ้น เขารูดซิปเปิดหาโทรศัพท์ในช่องด้านหน้าของกระเป๋าเป้ออกมาดูแล้วก็ขยี้ตา หมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอช่วยให้ความง่วงงุนแทบจะหายเป็นปลิดทิ้งในชั่ววินาที

คุณกฤต...

ธีระนั่งนิ่งอย่างตัดสินใจไม่ได้ แต่เมื่อเห็นคนที่นั่งที่เบาะด้านหน้าหันกลับมามองด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจเพราะหนวกหูเสียงโทรศัพท์ เขาจึงกดปุ่มลดระดับเสียงให้เหลือเพียงระบบสั่น จากนั้นก็เบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง

ตอนนี้เที่ยงกว่าๆ แสดงว่าเพิ่งออกจากกรุงเทพฯมาได้ไม่เท่าไหร่สินะ

เด็กหนุ่มคิดก่อนจะสัมผัสได้ว่าโทรศัพท์สั่นอีกครั้ง และคนที่โทรเข้ามาก็ยังเป็นกฤตภาสเช่นเดิม เขาเม้มปากขณะที่ในใจเกิดความขัดแย้งว่าควรจะรับแล้วคุยให้จบ หรือไม่รับแล้วปล่อยให้กฤตภาสเลิกโทรไปเองดี

แต่คนอย่างคุณกฤตจะเลิกล้มอะไรง่ายๆ ได้หรือ แถมสาเหตุที่โทรมาก็น่าจะเพราะเดาได้แล้วว่าทำไมเขาถึงฝากคนอื่นไปคืนเสื้อตัวนั้นให้ด้วย...

ธีระถอนหายใจเฮือกเมื่อโทรศัพท์นิ่งไป แต่เพียงชั่วอึดใจมันก็สั่นขึ้นอีกครั้ง คล้ายจะแทนการสื่อสารจากกฤตภาสว่าให้ 'รับสายเดี๋ยวนี้'

คุยให้จบก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้ไม่รู้สึกว่ามีอะไรติดค้างในใจก่อนที่จะไม่ได้เจอกันอีก...

เด็กหนุ่มตัดสินใจกดรับสายก่อนที่จะสูญเสียความกล้า จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอย่างไม่รีบร้อน

"สวัสดีครับ"

"นี่อยู่ที่ไหน?"

ธีระมองไปนอกหน้าต่าง เขาเห็นป้ายบอกทางที่ระบุว่าถึงไหนแล้วแต่ก็เลือกจะไม่พูดความจริง

"กำลังไปสนามบินครับ"

"หมายความว่ายังไง? แล้วที่คืนเสื้อตัวนี้ก็ด้วย นี่เธอคิดอะไรอยู่!?"

น้ำเสียงไม่พอใจของกฤตภาสทำให้ธีระยิ้มบางๆ ออกมาได้ แต่มันกลับเป็นการยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกขมเฝื่อนในใจเหลือเกิน

"คุณกฤตน่าจะเข้าใจนะครับ ของที่ไม่ใช่ของของผมก็ต้องส่งคืนสิครับ ไม่ต้องห่วง ผมซักแล้วก็รีดให้เรียบร้อยแล้ว"

"ตี้" น้ำเสียงของกฤตภาสแสดงออกว่าใกล้จะหมดความอดทน "อย่าแกล้งทำเป็นเฉไฉ เธอก็รู้ว่านั่นไม่ใช่คำถามของฉัน ฉันถามว่าคิดยังไงถึงได้จู่ๆ ก็จะหนีไปแบบนี้?"

หนีงั้นเหรอ...ในสายตาของคุณกฤตคงเห็นเป็นแบบนั้นสินะ แต่มันอาจเป็นการหนีจริงๆ ก็ได้ เพราะเขาทนถูกทำเหมือนเป็นตุ๊กตาที่ไม่มีหัวใจไม่ไหวแล้วนี่นา

"ผมคิดว่าคำตอบน่าจะชัดเจนนะครับ ก่อนหน้านี้ผมยอมทำตามเงื่อนไขเพราะรูปที่คุณกฤตถ่ายไว้ แต่ในเมื่อคุณบอกว่าไม่มีรูปพวกนั้นแล้ว...ผมก็ไม่มีความจำเป็นต้องทนอยู่ต่อไป เรื่องที่ฝึกงานนี่ก็เหมือนกัน ผมขอลาออกเดี๋ยวนี้เลย การที่ผมหายไปสักคนก็น่าจะช่วยให้คุณประหยัดค่าจ้างพนักงานได้ด้วย จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้ผมตามที่สัญญากับแม่ไว้"

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่กฤตภาสจะถามด้วยเสียงที่ควบคุมอารมณ์ได้อีกครั้ง

"เพราะข่าวนั่นใช่มั้ย?"

"ก็ไม่เชิงครับ ผมแค่คิดว่ามันคงดีกว่าถ้าพวกเราไม่ต้องข้องแวะกันอีก การอยู่กับคุณทำให้ผมเหนื่อยมาก และผมเชื่อว่ามีคนอีกเยอะที่อยากอยู่ในสถานะแบบผมแต่ไม่มีโอกาส คุณกฤตไปหาคนพวกนั้นดีกว่าครับ"

กฤตภาสกำโทรศัพท์แน่นขึ้น ความรู้สึกไม่พอใจพลุ่งพล่านดุจมีลาวาร้อนไหลอยู่ในอก และเขาไม่เคยนึกโมโหใครจนปวดหัวจี๊ดเท่านี้มาก่อนเลย

เด็กคนนี้...กล้าไล่เขางั้นหรือ...

"เธอแน่ใจแล้วเหรอที่จู่ๆ ก็คิดจะหนีไปแบบนี้ คิดว่าฉันจะตามหาไม่เจอหรือไง?"

"ผมรู้ว่าถ้าคุณกฤตตั้งใจจะหาผมจริงๆ ล่ะก็ยังไงก็เจอ ดังนั้นผมอยากจะขอร้องเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย...ว่าปล่อยผมไปเถอะครับ คุณกฤตเล่นกับความรู้สึกของผมมาเยอะแล้ว"

กฤตภาสนิ่งเงียบอย่างไร้คำโต้ตอบ เขาคิดว่าได้ยินเสียงสั่นเครือช่วงท้ายประโยคจากธีระที่แผ่วจนไม่แน่ใจว่าหูเฝื่อนหรือไม่ และมันทำให้เขายิ่งอยากให้เจ้าตัวมาอยู่ตรงหน้ามากขึ้นไปอีก

อยากเห็นสีหน้าตอนที่พูดประโยคขอร้องนั้น อยากรู้ว่าเจ้าตัวจะทำแววตาเช่นไรตอนที่มองเขา แต่หลังจากที่รู้แล้วเขาจะทำอย่างไรต่อไป กฤตภาสก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน

"เธอคิดมากเกินไปแล้ว"

"ไม่หรอกครับคุณกฤต ผมอาจจะมองอะไรแบบเด็กๆ ก็ได้ถึงได้คิดแบบนี้ แต่ว่า...ยิ่งอยู่ใกล้คุณผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ดังนั้นกรุณาอย่าทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้อีกต่อไปเลยครับ อย่างน้อยเราก็จะได้จบกันด้วยดี"

พูดไปแล้ว...ธีระคิดก่อนจะกดวางสายและปิดโทรศัพท์ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องอธิบายอะไรอีกต่อไป อย่างน้อยคำขอร้องอันน้อยนิดเท่านี้คงไม่ยากเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะทำตาม

ธีระไม่ได้เอ่ยคำว่ารักเพราะรู้ดีว่ามันไม่มีความหมายกับกฤตภาส และในเมื่อเขาตั้งใจจะจบความสัมพันธ์นี้อยู่แล้วก่อนที่จะถึงวันครบกำหนดสัญญา ยิ่งตัดการอารัมภบทที่ยืดเยื้อออกไปได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น อย่าให้เงาของเขาหลงเหลืออยู่ในใจของอีกฝ่ายได้เลยจะยิ่งดีเข้าไปใหญ่

ส่วนเงาของกฤตภาสที่ฝังลงในใจเขาไปแล้วนั้น... ขอเพียงไม่ต้องพบเจอกันอีก ไม่ช้าเงานั้นก็คงจะรางเลือนจนไม่หลงเหลือร่องรอยไปเองตามกาลเวลา

ธีระเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วก็เอนเบาะลงมองทิวทัศน์ผ่านกระจกรถอย่างเงียบๆ อีกครั้ง โดยหารู้ไม่ว่าคู่สนทนาที่อยู่ปลายสายยังคงถือโทรศัพท์แนบหู ทั้งที่เสียงเดียวที่ยังได้ยินคือสัญญาณอันว่างเปล่าราวจะตอกย้ำว่าการเชื่อมต่อระหว่างพวกเขาถูกตัดขาดตลอดไป



++---TBC---++





 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2557 21:41:19 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 29


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 29



สายน้ำเย็นเฉียบที่หลั่งลงมาจากฝักบัวช่วยขจัดความงัวเงียในยามเช้า ธีระลูบมือไปตามเนื้อตัวเพื่อล้างฟองสบู่ออก จากนั้นก็หันไปหยิบผ้าขนหนูมาซับน้ำบนร่างก่อนจะเหน็บชายรอบเอวเพื่อกันหลุด

มีเสียงออดดังขึ้นที่ประตูหน้าขณะที่เขากำลังออกจากห้องน้ำ แต่เด็กหนุ่มไม่นำพาเพราะรู้ว่าเดี๋ยวเจ้าของห้องคงไปเปิดรับเอง เขาเช็ดเท้าบนพรมแล้วก็เดินไปนั่งที่โต๊ะหน้ากระจกเงียบๆ อึดใจหนึ่งประตูห้องนอนก็เปิดออก เผยให้เห็นกฤตภาสซึ่งสวมเสื้อเชิ้ตที่พับแขนขึ้นกับกางเกงยีนส์ยี่ห้อดังที่รวมราคากันแล้วคงเท่าเงินเก็บของเขาทั้งปี สายตาของทั้งสองประสานกันผ่านภาพสะท้อนในกระจกโดยไม่มีใครเอ่ยอะไรอยู่ครู่ใหญ่

"นี่กระเป๋าเธอ ฉันให้อาร์ทจ้างเมสเซนเจอร์ข้างนอกให้เอามาส่งให้"

"...ขอบคุณครับ"

ธีระกล่าวเนือยๆ ก่อนจะหลุบตาลงเพื่อเลี่ยงแววตาที่กำลังจับจ้องเขาในกระจก อย่างน้อยการใช้บริการส่งของจากคนนอกบริษัทก็เป็นการแสดงความรอบคอบของกฤตภาส เขาควรจะขอบคุณที่ยังไม่ทำให้อับอายเพื่อนร่วมงานมากไปกว่านี้กระมัง

"ทำไมอาบน้ำเสร็จแล้วไม่ใส่เสื้อผ้าล่ะ เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก"

น้ำเสียงที่อาจกล่าวได้ว่านุ่มนวลกว่าปกติดังขึ้นด้านหลังเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มเม้มปากแต่ไม่พูดอะไร อึดใจต่อมาก็มีผ้าขนหนูอีกผืนคลุมลงบนบ่าก่อนที่เจ้าของห้องจะหยิบไดร์มาเสียบปลั๊ก

"ถึงจะหายหวัดมาพักใหญ่แล้วก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เป็นอีกหรอกนะ เดี๋ยวผมแห้งแล้วก็แต่งตัวซะ ฉันต้มโจ๊กไว้ให้ในครัว"

"...ครับ"

ธีระตอบขณะปล่อยให้กฤตภาสเป่าผมให้ กระทั่งอีกฝ่ายปิดไดร์เมื่อผมแห้งสนิทแล้วเขาจึงลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าชุดเดียวกับเมื่อวานขึ้นสวม ตลอดเวลานั้นกฤตภาสเพียงแต่ยืนกอดอกพิงผนังดูเขาทำทุกอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเห็นว่าสวมเสื้อผ้าเสร็จแล้วถึงค่อยเดินนำออกจากห้องนอน

ทั้งสองนั่งกินอาหารเช้าอย่างไม่รีบร้อนทั้งที่เลยเวลาเข้ามางานมามาก สำหรับกฤตภาสนั้นจะเข้าไปตอนไหนก็ได้อยู่แล้วในเมื่อเป็นเจ้าของบริษัท แต่ธีระขอลาหนึ่งวันโดยไม่อธิบายเหตุผลว่าเพราะยังไม่พร้อมจะไปพบหน้าเพื่อนร่วมงานวันนี้ โชคยังดีที่กฤตภาสคงพอจะเดาได้ จึงอนุมัติโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงว่าทำไมถึงต้องขอหยุด

หลังจากจัดการมื้อเช้าแล้วทั้งสองก็ออกจากคอนโดด้วยกัน ธีระหันไปไหว้ขอบคุณเมื่อกฤตภาสขับรถมาส่งถึงหน้าหอพัก ขณะที่กำลังปลดเข็มขัดนิรภัยก็ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบ

"เย็นนี้ฉันจะมารับไปกินข้าวตอนทุ่มนึง ถ้ามีร้านไหนที่อยากไปก็บอกก็แล้วกัน"

ธีระหันไปสบตากับนัยน์ตาสีนิลซึ่งดูสุขุมแต่ลึกล้ำไร้ก้นบึ้ง แล้วก็เพียงแต่ก้าวลงจากรถโดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าป่วยการจะบ่ายเบี่ยงในเมื่อถึงอย่างไรกฤตภาสก็คงหาวิธีให้เขาต้องไปจนได้

เด็กหนุ่มเดินเข้าไปยังหอพักด้วยฝีเท้าอันเฉื่อยเนือยโดยที่ตระหนักดีว่ามีสายตาจับจ้องอยู่ตลอด จนกระทั่งเขาก้าวเข้าไปด้านในอาคารแล้วถึงค่อยเห็นรถแลนด์โรเวอร์สีดำเคลื่อนจากไป ครู่หนึ่งเขายืนเคว้งอยู่กับที่เพราะนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี กระทั่งผ่านไปอึดใจใหญ่ถึงค่อยตัดสินใจขึ้นไปตั้งหลักที่ห้อง เพราะแม้ว่าจะไม่มีที่อื่นให้ไป อย่างน้อยห้องเล็กๆ ที่เขาใช้หลับนอนมาตลอดสามปีนี้ก็ยังนับได้ว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวอย่างแท้จริง

พอถึงห้องแล้วธีระก็เปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น เขาเอนหลังลงบนเตียงแล้วก็นอนจ้องเพดานนิ่ง คำตอบที่กฤตภาสมอบให้ต่อคำถามเมื่อวานนี้ยังดังก้องอยู่ในหัวไม่หาย


"ฉันถูกใจเธอมากกว่าคนอื่น"


ก็แค่ถูกใจ...งั้นหรือ...

ธีระอดจะคิดถึงความหมายของคำคำนี้ไม่ได้ การเป็นคนที่ 'ถูกใจ' สำหรับเขาแล้วไม่ได้มีความหมายเท่าเทียมกับคำว่า 'ชอบ' ดังนั้นจากมุมมองของกฤตภาส เขาคงจะเป็นแค่คู่นอนที่บังเอิญต้องตาแต่ไม่ต้องใจ ถึงได้ไม่มีค่าแม้แต่จะโกหกด้วยคำหวานหูให้ได้มีความหวังบ้างเลยสินะ


"...พี่อยากให้ตี้มองไปถึงอนาคตข้างหน้ามากกว่า อนาคตที่ตี้มีโอกาสที่จะมีความสุขมากกว่าตอนนี้"


นั่นเป็นอีกประโยคที่ธีระจำได้แม่นยำจากคนที่เคยมอบหัวใจให้เป็นคนแรก ณรงค์เคยปลอบใจเขาด้วยถ้อยคำซึ่งไม่ต่างจากมีดอาบน้ำผึ้งในวันสุดท้ายที่พบกัน บัดนี้มันไม่สร้างความเจ็บช้ำให้เท่ากับคำพูดของกฤตภาสเมื่อคืนอีกแล้ว กระนั้นก็ยังมีอานุภาพตอกย้ำให้เขายิ่งสมเพชกับความไร้วาสนาของตัวเองมากขึ้นไปอีก

พี่รงค์...อนาคตข้างหน้าที่มีความสุขมันอยู่ตรงไหนเหรอ หรือสำหรับตี้แล้วมันไม่มีวันที่จะมาถึงกันแน่...

ความหดหู่เศร้าหมองดึงน้ำตาให้เอ่อขึ้นมากบขอบตาอีกครั้ง เด็กหนุ่มนอนตะแคงแล้วก็โอบแขนรอบตัวเองแน่น เขาเบื่อการเป็นคนเจ้าน้ำตาเหมือนเด็กไม่รู้จักโตเต็มทน แต่จะให้อดกลั้นไว้ได้อย่างไร ในเมื่อแต่ละเรื่องที่พานพบมันช่างชวนให้ทดท้อกับการไขว่คว้าความรักเหลือเกิน

RRrrrrrr......

เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังฝ่าความเงียบทำให้ธีระสะดุ้ง เขาปาดน้ำตาออกขณะผุดลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์มาดู เมื่อเห็นว่าชื่อคนโทรเข้าคือแม่ นิ้วมือก็อ่อนแรงจนเกือบกำโทรศัพท์ไม่อยู่

ใจเย็นๆ นะตี้ ใจเย็นๆ...แม่อาจยังไม่เห็นหนังสือพิมพ์ก็ได้

เด็กหนุ่มเตือนตัวเองแม้จะรู้ว่าเป็นไปได้ยาก เขาสูดหายใจลึกก่อนจะรับสายด้วยเสียงที่พยายามควบคุมให้นิ่งที่สุด

"ฮัลโหล?"

"ตี้เหรอลูก? แม่เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์แล้วนะ ลูกเป็นยังไงบ้าง?"

น้ำเสียงที่แสดงถึงความห่วงใยทำให้ลำคอของธีระตีบตัน ทั้งที่เผื่อใจไว้แล้วว่าแม่คงรู้เรื่องนั้นถึงได้โทรมาหา แต่พอรู้ว่าอีกฝ่ายรู้แล้วจริงๆ ก็ยังอดสะท้อนใจไม่ได้

"ตี้? ยังอยู่มั้ยลูก"

"ยังอยู่แม่ ตี้ไม่เป็นไร ตี้...ตี้ขอโทษ"

เขาไม่อาจห้ามเสียงไม่ให้ขึ้นจมูก เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถห้ามน้ำตาไม่ให้เอ่อจากทำนบถึงแม้จะพยายามแล้วก็ตาม เสียงสั่นเครือของเขาคงลอดลำโพงไปถึงปลายสาย เพราะน้ำเสียงที่คู่สนทนาเอ่ยต่อจากนั้นไม่มีสำเนียงดุด่าเลยแม้แต่นิด

"โธ่ตี้ เข้มแข็งเอาไว้ลูก แม่จะไม่ถามนะว่าเรื่องราวเป็นมายังไง แต่ที่ลูกร้องไห้แบบนี้แปลว่าที่เขาเขียนในข่าวมันไม่จริงใช่มั้ย? หรือว่าตี้โดนคุณกฤตบังคับ? ที่ตอนนั้นไม่อยากกลับไปทำงานกับคุณกฤตเพราะอย่างนี้ใช่มั้ย?”

ถูกบังคับหรือ...คำถามนั้นทำให้ธีระอึ้งไป จริงอยู่ว่าจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์นี้มาจากการที่กฤตภาสใช้เงื่อนไขมาบังคับเขา แต่พอผ่านไปมันก็เริ่มไม่ใช่ มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขามากมายกว่านั้น แม้แต่กับรูปที่ถูกแอบถ่ายไปลงหนังสือพิมพ์นี่ก็เถอะ ธีระไม่อาจพูดได้ว่าไม่พอใจตอนที่ถูกกฤตภาสจูบ แต่ที่ทำให้เขาเจ็บหัวใจคือท่าทางมึนตึงของเพื่อนร่วมงานหลังได้เห็นข่าว และตัวคู่กรณีที่ไม่แม้แต่จะถามว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นต่างหาก

"ตี้?"

"ครับแม่ ตี้ขอโทษ ตี้...ตอนนี้ตี้คิดอะไรไม่ออก"

จนป่านนี้แล้ว...ทำไมเขาถึงยังปกป้องคนแบบนั้นอยู่อีก...

มีเสียงถอนหายใจเบาๆ ดังมาจากปลายสาย "เอาล่ะ เรื่องมันคงกะทันหันเกินไปตี้ก็เลยสับสน เอาเป็นว่าตี้กลับมาอยู่บ้านไหมลูก? แม่ขอโทษที่ก่อนหน้านี้บอกให้กลับไปฝึกงานกับคุณกฤตเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าหากตี้ไม่สบายใจก็กลับมาอยู่บ้านเถอะ ถ้าคุณกฤตมาหาอีกแม่จะไม่ให้เขาได้เจอตี้เด็ดขาด ถ้าใครมาถามถึงเรื่องนี้ก็จะบอกให้เงียบให้หมดด้วย"

ความร้อนใจของมารดาที่ถ่ายทอดมาทางน้ำเสียงทำให้ธีระมีสติมากขึ้น เขารู้สึกว่าจิตใจสงบลงหลังจากได้รู้ว่าอย่างน้อยคนในครอบครัวก็ไม่ได้มองเขาด้วยสายตาเย็นชาแม้ว่าจะเกิดเรื่องที่ทำให้ครอบครัวขายหน้าก็ตาม

ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากกลับบ้าน อยากไปอยู่ให้ไกลจากกฤตภาสเพราะนาทีนี้เขาอ่อนล้าเหลือเกิน การต้องหัวใจแหลกสลายติดต่อกันช่างสร้างรสชาติขมปร่าในอกจนแทบกล้ำกลืนอะไรไม่ลง แต่ถ้าหากกลับบ้านแล้วก็คงไม่อาจหลบเลี่ยงคำซุบซิบนินทาของเพื่อนบ้านได้ ต่อให้กฤตภาสจะบอกว่าเดี๋ยวผู้คนก็ลืม แต่สำหรับหมู่บ้านเล็กๆ ในต่างจังหวัดนั้นไม่เหมือนกัน เพราะถึงเขาจะเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้าน พวกญาติๆ หรือเพื่อนฝูงของพ่อแม่ที่มาเยี่ยมก็คงถามเรื่องนี้ขึ้นมาจนได้

และที่สำคัญที่สุด...กฤตภาสก็รู้แล้วว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน ดังนั้นถ้าเขาหายไปก็คงจะพยายามไปตามกลับมาอีกเพียงเพราะไม่อยากยอมแพ้มากกว่าจะอยากได้เขาไว้เคียงข้างอย่างแท้จริง และเขาไม่ต้องการให้วงจรซ้ำซากนั้นดำเนินไปอีกแล้ว

"ขอเวลาตี้คิดก่อนนะแม่ ตอนนี้ตี้ยังเหนื่อยๆ ยังไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น ไว้ถ้าตัดสินใจได้แล้วตี้จะโทรไปบอกแม่นะ"

"ได้จ้ะ จำไว้นะตี้ ถ้าไม่รู้จะไปไหนก็กลับบ้าน ลูกคนเดียวพ่อกับแม่ปกป้องได้ ห้ามคิดทำอะไรที่จะทำให้พ่อกับแม่เสียใจเด็ดขาด เข้าใจที่แม่พูดใช่มั้ย?"

"ครับ ขอบคุณครับแม่"

ธีระวางสายด้วยความรู้สึกตื้นตัน เขารู้ดีว่าแม่คงกลัวเขาจะคิดทำอะไรโง่ๆ เพราะเป็นคนอ่อนไหวง่าย แต่เขาไม่ใช่คนบ้าบิ่นถึงขนาดนั้น การอยากทำร้ายตัวเองเพียงเพื่อประชดใครสักคนมันก็เท่ดีหรอก แต่หากทำแล้วได้กลับมาเพียงความเห็นใจ ถ้าอย่างนั้นเขาไม่สู้ทำแบบนั้นตั้งแต่ตอนที่เลิกกับณรงค์ดีกว่าหรือ เพราะถึงจะเคยใช้เขาชดเชยความเหงา...ณรงค์ก็ยังเอาใจใส่ความรู้สึกของเขามากกว่ากฤตภาสเสียอีก

เด็กหนุ่มนั่งนิ่งอยู่นานจนเริ่มรู้สึกว่ากำลังหายใจทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ เขาลุกขึ้นไปหยิบตะกร้าผ้าที่ซักแห้งแล้วตั้งแต่วันก่อนมาพับก่อนจะจัดเสื้อผ้าเหล่านั้นเข้าตู้ พลันหางตาก็เหลือบเห็นถุงกระดาษที่วาดซุกอยู่ตรงมุมด้านใน เขาขมวดคิ้วก่อนจะดึงถุงนั้นออกมาเปิดดู และพบว่าในถุงคือกระเป๋าที่ปิยพลซึ่งเป็นญาติผู้พี่ส่งมาให้เมื่อไม่นานนี้

กระเป๋าจากพี่ปิ๊ก...

นัยน์ตากลมโตทอประกายครุ่นคิดขณะถือกระเป๋าใบนั้นไว้ในมือ เขาลูบนิ้วไปมาบนหนังฟอกขณะที่เกิดความคิดบางอย่างขึ้นในหัว เด็กหนุ่มมองไปนอกหน้าต่างหลายนาทีเพื่อชั่งใจ ก่อนที่จะตัดสินใจวางกระเป๋าลงแล้วหยิบโทรศัพท์มากดหมายเลขที่ต้องการในที่สุด



++------++



พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้วตอนที่โทรศัพท์ของธีระส่งเสียงว่ามีข้อความเข้า เมื่อเขาอ่านจบแล้วก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า หลังจากหันไปสำรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกอีกครั้งจึงค่อยออกจากห้องแล้วก็ลงลิฟต์ไปหาคนที่จอดรถรออยู่ชั้นล่าง

กฤตภาสสวมเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ตัวเดียวกับเมื่อเช้าซึ่งหมายความว่าพอเลิกงานก็ตรงมาหาเขาเลย ธีระสังเกตเห็นแต่ก็เลือกจะไม่ถามว่าวันนี้ที่บริษัทเป็นอย่างไร แต่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่มีใครกล้าพูดถึงข่าวในหนังสือพิมพ์ต่อหน้าเจ้าตัวแน่

"ตกลงมีร้านไหนที่อยากไปเป็นพิเศษหรือเปล่า?"

"ไม่มีครับ แล้วแต่คุณกฤตเถอะ"

เด็กหนุ่มตอบหลังจากก้าวขึ้นนั่งบนรถ ความจริงแล้วเขาคิดว่าตัวเองน่าจะกินอะไรไม่ค่อยลงเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นต่อให้โดนพาไปร้านจิ้มจุ่มข้างถนนหรือห้องอาหารบนดาดฟ้าโรงแรมห้าดาวก็ไม่ต่างกันในยามนี้

กฤตภาสปรายตามามองแวบหนึ่งแต่ก็ไม่คาดคั้น ชายหนุ่มขับรถเข้าตัวเมืองแล้วก็พาธีระไปยังร้านอาหารซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ลักษณะของร้านเป็นบ้านทรงโคโลเนียลสีครีมที่ภายในถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหาร แต่ละโต๊ะถูกจัดวางให้ห่างกันอย่างค่อนข้างเป็นสัดส่วน ดังนั้นถึงแม้ลูกค้าจะเต็มทุกโต๊ะแต่ก็ไม่รู้สึกว่าบรรยากาศชวนให้อึดอัด

พนักงานต้อนรับเดินนำทั้งคู่ขึ้นไปบนชั้นสองเนื่องจากชั้นแรกไม่มีโต๊ะว่าง กฤตภาสเลือกโต๊ะริมหน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำและบ้านเรือนฝั่งตรงข้ามได้ชัดเจน จากนั้นก็สั่งอาหารในเมนูซึ่งเป็นกับข้าวมาสองสามอย่างเพื่อกินกับข้าวสวย

ธีระฆ่าเวลาระหว่างรอด้วยการนั่งเท้าคางมองเรือประดับไฟหลากสีที่ล่องอยู่ในแม่น้ำ ไม่นานพนักงานก็นำอาหารที่สั่งมาเสิร์ฟที่โต๊ะ เมื่อคล้อยหลังพนักงานคนนั้นแล้วเขาถึงค่อยหันไปชวนกฤตภาสคุยก่อนเป็นครั้งแรกของวัน

"มาที่นี่บ่อยเหรอครับ?"

"หืม? ก็แค่ปีละครั้งหรือสองครั้งล่ะมั้ง ถามทำไม?"

"ก็ผมเห็นพนักงานเรียกคุณด้วยชื่อ"

"อ๋อ" กฤตภาสยักไหล่ก่อนจะคลี่ผ้าเช็ดปากวางบนตัก "ไม่แปลกหรอกเพราะร้านนี้ของคุณยายฉัน พวกพนักงานเห็นฉันมาที่นี่ตั้งแต่เด็กก็ต้องจำได้อยู่แล้ว"

ธีระเลิกคิ้วขณะมองอีกฝ่ายเริ่มตักกับข้าว มิน่าเล่าพวกพนักงานถึงได้ดูพินอบพิเทาเหลือเกิน แถมเมื่อครู่คนที่มาต้อนรับและเสิร์ฟอาหารให้พวกเขาน่าจะเป็นผู้จัดการเองด้วยซ้ำ

แต่ก็นั่นแหละ ยังมีอะไรเกี่ยวกับกฤตภาสที่จะทำให้เขาประหลาดใจได้อยู่อีกหรือ

ทั้งสองต่างกินอาหารมื้อเย็นที่สั่งมาโดยไม่พูดกันสักคำ กระนั้นธีระก็รับรู้ได้ถึงแววตาที่เหลือบขึ้นจับจ้องเขาเป็นระยะ ประเมินท่าที...น่าจะเป็นคำบรรยายสิ่งที่กฤตภาสกำลังทำได้ดีที่สุดกระมัง แต่เขาไม่มีแก่จิตแก่ใจจะชวนทะเลาะจึงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

อาหารมื้อนั้นดำเนินไปอย่างราบเรียบ แต่หลังจากที่พนักงานมาเก็บจานออกไปแล้ว ธีระก็ชะงักมือที่กำลังจะยกแก้วน้ำขึ้นจิบเมื่อจู่ๆ กฤตภาสก็เอ่ยขึ้น

"ไม่ต้องห่วงเรื่องพวกที่บริษัทหรอก"

ธีระเหลือบตาขึ้นพลางมุ่นคิ้ว คู่สนทนาสังเกตใบหน้าที่ฉายแววสับสนของเขาอยู่อึดใจหนึ่งก็อธิบายต่อ

"ฉันถามอาร์ทแล้วว่าเมื่อวานมีเรื่องอะไรที่บริษัท เมื่อตอนบ่ายก็เลยเรียกกิฟท์มาคุยเรื่องนี้ไปแล้ว"

เด็กหนุ่มฟังแล้วมืออ่อนจนแทบจับแก้วน้ำไม่อยู่ ยังดีว่าไม่ถึงกับปัดแก้วจนตกแตกหรือทำน้ำหก "เรียกพี่กิฟท์มาคุยเรื่องนี้? คุณคุยไปว่าอะไร?"

"เท่าที่ฉันรู้คือคนเดียวที่มีปฏิกิริยากับข่าวในหนังสือพิมพ์คือกิฟท์ ฉันเลยเรียกมาเตือนว่าให้แยกแยะระหว่างเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานกับมารยาทในการทำงานร่วมกัน แล้วถามว่าถ้ากับฉันจะแสดงท่าทางเหมือนที่ทำกับเธอมั้ย ถ้าหากคำตอบคือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็ห้ามทำแบบนั้นกับเธอหรือกับคนอื่นๆ ด้วย"

ธีระวางมือทั้งสองข้างลงบนตัก เขามองหน้ากฤตภาสอย่างไม่ค่อยอยากเชื่อหู ความรู้สึกในใจสับสนพัวพันระหว่างความยินดีที่อีกฝ่ายทำเหมือนช่วยปกป้องเขา แต่ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงว่ากนิษฐาจะรู้สึกเช่นไรกับการถูกเรียกไปตักเตือนเรื่องนี้

"แล้ว...พี่กิฟท์ตอบว่ายังไงครับ?"

"ก็รับทราบและจะทำตาม แล้วฉันก็ย้ำว่าให้บอกคนอื่นด้วยว่าถ้าใครทำแบบนี้อีกฉันจะเรียกมาเตือนทีละคน ฉันไม่เคยยุ่งเรื่องส่วนตัวของใครตราบใดที่ทำงานได้ดี และฉันก็หวังว่าแต่ละคนจะเคารพสิทธิส่วนตัวทั้งของฉันและเพื่อนร่วมงานคนอื่น ต่อให้คนนั้นเป็นแค่เด็กฝึกงานก็ตาม"

กฤตภาสตอบแล้วก็หันไปเรียกพนักงานถึงแม้ผู้จัดการร้านจะยืนยันว่าไม่ต้องจ่าย เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินนำกลับไปที่รถซึ่งจอดอยู่ในลานจอด ฝ่ายธีระได้แต่เดินตามไปด้วยความรู้สึกเหมือนร่างกายกับสมองแยกจากกันอย่างอธิบายไม่ได้

ตลอดทางที่กฤตภาสขับรถไปส่งนั้นธีระไม่ได้ถามอะไรเพิ่ม เขาเพียงแต่หันไปไหว้ลาเมื่อคนขับจอดรถให้ที่หน้าหอ กระทั่งเมื่อขึ้นมาถึงที่ห้องและปิดประตูแล้ว เข่าทั้งสองข้างก็อ่อนยวบจนเด็กหนุ่มทรุดตัวลงไปนั่งแปะกับพื้นด้วยนัยน์ตาล่องลอย


“ฉันก็หวังว่าแต่ละคนจะเคารพสิทธิส่วนตัวทั้งของฉันและเพื่อนร่วมงานคนอื่น ต่อให้คนนั้นเป็นแค่เด็กฝึกงานก็ตาม"


ชัดเจนแล้ว...ไม่เหลือข้อสงสัยใดๆ ตกค้างให้คาใจอีก สรุปแล้วกฤตภาสคงไม่เคยมองว่าเขาเป็นมากกว่าเด็กฝึกงานเลยตลอดเวลาที่ได้รู้จักกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำลงไป ไม่ว่าจะเรื่องที่ตั้งเงื่อนไขมาบังคับให้เขานอนด้วย เรื่องที่ไว้ใจเรียกให้ไปคอยเฝ้าอาการที่โรงพยาบาล หรือเรื่องที่เข้ามาช่วยเหลือเมื่อคืนที่ถูกอนุชิตลวนลามก็เช่นกัน ทั้งหมดนั่นทำไปเพียงเพราะเขาเป็นเด็กฝึกงานของบริษัทก็เท่านั้น

ไม่ใช่เพราะมีความสลักสำคัญเป็นพิเศษอะไรเลยสักนิด...

เด็กหนุ่มนึกถึงแววตาของกฤตภาสตอนที่เล่าเรื่องที่เรียกกนิษฐาไปตักเตือน ทั้งที่รู้ดีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำไปนั้นถูกต้องตามหลักการ แต่ในใจของเขากลับไม่อาจหลุดพ้นความคิดที่ว่ากฤตภาสมองเรื่องนี้ว่าเป็นแค่ ‘ลูกน้องอิจฉากัน’ เพราะบังเอิญมีนักข่าวเก็บภาพหลักฐานไว้ได้เท่านั้นเอง

มันไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันถึงความพิศวาสหรือความรู้สึกพิเศษใดๆ ที่มอบให้กับเขา และยิ่งตระหนักถึงเรื่องนี้...ใจเขาก็มีแต่จะแหลกเหลวเหมือนโดนบีบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบไม่เหลือรูปร่างเดิม

เป็นนานกว่าธีระจะมีเรี่ยวแรงยันตัวขึ้นจากพื้น เขาเดินโผเผไปดึงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกจากตู้แล้วก็หยิบเสื้อผ้ายัดลงไป พลันปลายนิ้วก็ไปสะดุดกับเสื้อที่แขวนไว้ตัวหนึ่งซึ่งไม่ใช่ของเขา แต่เป็นตัวที่กฤตภาสเคยให้ยืมใส่กลับบ้านตั้งแต่คืนแรกที่ไปนอนที่คอนโดของเจ้าตัว

เขายังไม่ได้คืนเสื้อตัวนี้ไปอีกหรือ...

เสื้อตัวนั้นเปรียบเหมือนกุญแจที่เปิดสู่ความทรงจำระหว่างเขากับกฤตภาส หากจะบอกว่าเรื่องราวเหล่านั้นล้วนแล้วแต่น่าประทับใจก็คงเป็นการโกหก ทว่าเขากลับจำรายละเอียดของทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คำพูดทุกคำที่กฤตภาสเคยเอ่ยกับเขาได้ขึ้นใจ ราวกับว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมาไม่เคยมีวันไหนที่อีกฝ่ายไม่เข้ามารบกวนความคิดและความรู้สึกของเขาเลยสักวัน

แต่ความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวที่นำมาซึ่งความหลงใหลข้างเดียวเช่นนี้ควรจะปิดฉากเสียที หากกฤตภาสไม่ยินดีให้มันจบ เขาก็จะเป็นคนจบมันด้วยตัวเอง เพราะเขาไม่ต้องการจะเป็นฝ่ายที่ถูกบอกเลิกเพราะหมดประโยชน์เหมือนที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้อีกแล้ว

เด็กหนุ่มใช้หลังมือปาดคราบชื้นบนใบหน้าแล้วก้มลงเก็บข้าวของอื่นๆ ต่อ กระทั่งกระเป๋าเดินทางทั้งใบอัดแน่นจนไม่อาจยัดอะไรเพิ่มได้ ธีระจึงค่อยรูดซิปปิดกระเป๋าใบนั้นแล้วก็หลับตาลง บางทีหลังจากที่ปล่อยให้คนอื่นชักนำความวุ่นวายมาสู่ชีวิตเขาไม่หยุดหย่อน นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิต...ที่เขาได้ตัดสินใจทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองเสียที



++---TBC---++





 

Create Date : 15 มิถุนายน 2557    
Last Update : 24 มิถุนายน 2557 22:40:18 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 28


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 28


ซ่า....

ธีระตื่นมาพบว่าพายุฝนเทกระหน่ำอย่างไม่เป็นใจในการเดินทางช่วงเช้าวันจันทร์เอาเสียเลย เขาลุกขึ้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างงัวเงียเพราะเมื่อคืนมัวแต่แชทกับเพื่อนๆ เรื่องวิชาที่จะลงทะเบียนในปีสี่จนดึกดื่น พอาบน้ำเสร็จแล้วก็รอจนกระทั่งฝนเริ่มซาจึงค่อยออกจากห้องเพื่อไปฝึกงานตามปกติ

ตอนที่ธีระไปถึงบริษัทนั้นรุ่นพี่คนอื่นๆ ล้วนมาถึงกันก่อนแล้ว เขายิ้มและพนมมือไหว้ทุกคนตามที่ทำเป็นประจำก่อนจะเดินไปยังโต๊ะซึ่งอยู่หน้าห้องของกฤตภาส ป้ายที่ห้อยอยู่ตรงลูกบิดประตูหันด้านที่เขียนคำว่า ‘Out’ ออกมาด้านหน้า บ่งบอกว่าเจ้าของห้องยังมาไม่ถึง

หลังจากเก็บกระเป๋าใส่ในลิ้นชักแล้วเด็กหนุ่มก็เปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเริ่มงาน สิ่งแรกที่เขาต้องทำทุกเช้าก็คือการเช็คอีเมล์ให้กฤตภาสเพื่อกลั่นกรองว่าอีเมล์ไหนสำคัญและอีเมล์ไหนเป็นเมล์ขยะ นอกจากนั้นแล้วก็คือเช็คตารางการประชุมหรือดูว่ามีใครมาขอนัดประชุมหรือไม่ โชคดีที่เช้านี้มีอีเมล์ที่เกี่ยวกับงานจริงๆ ไม่มากนักและล้วนแต่ไม่เร่งด่วน งานของเขาในช่วงเช้าจึงเสร็จอย่างรวดเร็ว

"น้องตี้ นี่พวกจดหมายที่ส่งถึงคุณกฤตค่ะ วันนี้คุณกฤตไม่เข้าเหรอคะ?"

"เอ...ไม่แน่ใจเหมือนกันครับน้าจุก เดี๋ยวจดหมายกองนี้ผมเก็บไว้ให้คุณกฤตเองก็ได้ครับ"

"ได้ค่ะ งั้นน้าฝากด้วยนะคะ"

แม่บ้านวัยกลางคนวางซองจดหมายและเอกสารที่จ่าหน้าถึงกฤตภาสลงบนโต๊ะ ทว่าก็ยังยืนอยู่กับที่จนธีระต้องเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์อย่างสงสัย

"น้าจุกมีอะไรจะฝากให้คุณกฤตอีกหรือเปล่าครับ?"

"อ๋อ ไม่มีแล้วๆ หมดแค่นั้นล่ะค่ะ"

หญิงวัยกลางคนเอ่ยแล้วก็รีบก้าวจากไป ธีระมองตามแล้วก็ได้แต่เลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจกับแววตาแปลกๆ ที่ได้รับเมื่อครู่ เขากวาดสายตาไปทางโต๊ะทำงานของพนักงานคนอื่นๆ เพราะรู้สึกเหมือนมีบางคนแอบมอง แต่พอได้สบตาก็พากันหันกลับไปทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไร

คิดมากไปเองล่ะมั้ง...พวกพี่ๆ เขาจะแอบมองเราทำไมล่ะ...

วันนี้ช่วงพักกลางวันมีหลายคนต้องออกไปหาลูกค้าหรือไปทำธุระข้างนอก ทั้งบริษัทจึงเหลือพนักงานเพียงไม่กี่คน กลุ่มที่ไปกินข้าวกลางวันที่ตลาดด้วยกันซึ่งปกติจะมีห้าถึงหกคนจึงเหลือเพียงธีระ อรรณพ และกนิษฐาเท่านั้น

"เดี๋ยวเรานั่งเฝ้าโต๊ะให้เอง อาร์ทจะซื้อข้าวก็ไปก่อนเถอะ"

"พี่กิ๊ฟท์จะสั่งอะไรเลยมั้ยครับ เดี๋ยวตี้ซื้อมาให้"

"ไม่ต้อง เดี๋ยวไปเลือกเอง"

รุ่นพี่สาวตัดบทแล้วก็ก้มหน้าลงเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ ถึงแม้คำตอบที่ได้จะค่อนข้างห้วนต่างจากปกติ แต่ธีระก็ไม่ได้คิดมากเพราะเดาว่าอีกฝ่ายอาจจะเครียดจากเรื่องงาน จึงไม่ถามเซ้าซี้แล้วก็เดินตามอรรณพไปเข้าแถวซื้ออาหารจากร้านตามสั่ง พอเขาถือถาดอาหารกลับมาที่โต๊ะแล้วกนิษฐาก็ลุกไปซื้ออาหารบ้าง

เมื่อทั้งสามได้อาหารกันครบแล้วก็ต่างนั่งกินกันในความเงียบจนธีระแปลกใจ เพราะปกติแล้วกนิษฐามักจะชอบชวนคุยและถามเขาถึงการทำงานอย่างเป็นห่วง แต่วันนี้นอกจากอีกฝ่ายจะไม่พูดไม่จาแล้วก็ยังส่งผ่านรังสีอันเฉยชาออกมาจนเขารับรู้ได้

"พี่กิฟท์ครับ ทำไมวันนี้เงียบจัง ไม่สบายรึเปล่า?"

รุ่นพี่สาวซึ่งเพิ่งจะกินข้าวหมดจานเม้มปาก ฝ่ายอรรณพซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เหลือบมองธีระแล้วก็เบนสายตาไปทางเพื่อนร่วมงานอย่างเป็นกังวล

"เปล่า"

กนิษฐาตอบพลางหยิบกระเป๋าสตางค์แล้วลุกขึ้น จากนั้นก็เดินสาวเท้าเร็วๆ ออกจากตลาดที่พวกเขานั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรมากกว่านั้น ท่าทางที่บ่งบอกชัดว่ากำลังไม่พอใจทำให้ธีระนิ่งอึ้ง

"พี่อาร์ท พี่กิฟท์เป็นอะไร ทำไมดูเหมือนโกรธตี้เลยล่ะ?"

เด็กหนุ่มหันไปถามคนที่ยังนั่งข้างตัวเองอย่างไม่เข้าใจ เขารู้สึกมาตั้งแต่เช้าแล้วว่าวันนี้ทุกคนล้วนทำเหมือนพยายามรักษาระยะห่าง จากที่ปกติจะต้องมีใครแวะเวียนมาคุยเล่นด้วยบ้างก็ไม่มีสักคน แต่เขาก็เกรงว่าแต่ละคนอาจทำงานยุ่งอยู่จึงไม่กล้าเข้าไปชวนคุย ยิ่งได้เห็นสีหน้าหนักใจของอรรณพหลังฟังคำถามก็ยิ่งใจคอไม่ดี

"สงสัยจะเมนส์มาอยู่ละมั้ง พวกผู้หญิงก็อย่างนี้แหละ วันนี้ตี้ก็อย่าไปถามอะไรเขาให้ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นก็แล้วกัน"

รุ่นพี่ของเขาเอ่ยพลางตบหลังเบาๆ แต่ธีระรู้ว่านั่นเป็นเพียงคำตอบอย่างขอไปทีเพราะอีกฝ่ายหลีกเลี่ยงการสบตา ครั้นจะซักไซ้ก็รู้ว่าคงไม่ได้ความกระจ่างที่ต้องการ จึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้และตั้งใจว่าจะถามกนิษฐาเอง เพราะเขารู้สึกไม่ดีเลยที่รุ่นพี่ที่เคยสนิทกันจู่ๆ ก็มาทำปั้นปึ่งใส่โดยไม่รู้สาเหตุ

เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบริษัทหลังหมดเวลาพักแล้วก็แยกย้ายกันทำงาน ส่วนป้ายหน้าห้องกฤตภาสก็ยังบ่งบอกว่าเจ้าตัวยังไม่เข้ามาเช่นเดิม ธีระเองก็ไม่อยากโทรถามเพราะคิดว่ากฤตภาสอาจต้องการเวลาพักฟื้นเพิ่ม พอถึงช่วงบ่ายแก่ๆ เขาจึงลุกเข้าไปในครัวเพราะอยากชงโอวัลตินมาดื่มแก้ง่วง และพบว่ากนิษฐากำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในนั้นก่อนแล้วด้วยใบหน้าครุ่นคิด

"พี่กิฟท์ พอดีเลย ตี้นั่งด้วยสิ"

รุ่นพี่สาวเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเขา สีหน้าของเธอเรียบเฉยขณะพับหนังสือพิมพ์ให้เป็นสี่เหลี่ยมเช่นเดิม

"อยากนั่งก็นั่งไปเถอะ ในเมื่อทุกอย่างที่นี่มันก็ของตี้ทั้งนั้น"

กนิษฐาเอ่ยเสียงห้วนแล้วก็ลุกขึ้น แต่ครั้งนี้ธีระไม่ยอมให้ความแปลกใจมาเป็นอุปสรรค เขารีบก้าวเข้าไปขวางหน้าอีกฝ่ายแล้วก็ถามอย่างไม่เข้าใจ

"พี่กิฟท์ ตี้ขอโทษถ้าหากวันนี้เผลอทำอะไรที่พี่กิฟท์ไม่ชอบ แต่อย่างน้อยก็บอกหน่อยได้มั้ยว่าโกรธตี้เรื่องอะไร"

ธีระไม่ชอบบรรยากาศอันคลุมเครือเช่นนี้จากคนที่เขานับถือเป็นรุ่นพี่ เด็กหนุ่มยืนรอคำตอบนิ่งขณะที่อีกฝ่ายสูดหายใจลึกเหมือนพยายามข่มอารมณ์

"อยากให้บอกใช่มั้ย? ก็ได้ ถ้างั้นตอบมาซิว่าตี้กับคุณกฤตเป็นอะไรกัน?"

"หา? เป็นอะไร? ก็...ตอนนี้ตี้ก็เป็นผู้ช่วยคุณกฤตไง พี่กิฟท์ก็รู้อยู่แล้วนี่"

คำถามอันจี้ใจดำทำให้ธีระหน้าแดง ที่ผ่านมาเขาจะคอยระวังท่าทียามอยู่ใกล้กฤตภาสต่อหน้าเพื่อนร่วมงานเสมอ พอจู่ๆ ก็มีคนถามจึงรู้สึกตกใจเหมือนเด็กที่แอบทำความผิดแล้วถูกจับได้

"ผู้ช่วยเหรอ? จะโกหกก็ให้มันแนบเนียนหน่อยนะตี้! คิดว่าภาพข่าวชัดขนาดนี้แล้วยังจะหลอกทุกคนได้อีกรึไง!!"

กนิษฐาปาหนังสือพิมพ์ที่กำไว้แน่นลงกับพื้นแล้วก็เดินลงส้นออกไปจากห้องครัวอย่างกระฟัดกระเฟียด ทิ้งให้ธีระยืนนิ่งเป็นรูปปั้นกับคำพูดอันตัดรอน นัยน์ตากลมโตเหลือบลงมองหนังสือพิมพ์ยับๆ บนพื้น ทันใดนั้นคำว่า 'ภาพข่าว' ก็สะกิดใจและกระตุ้นความสงสัยของเขาอย่างรุนแรง

เด็กหนุ่มย่อตัวลงหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางบนโต๊ะ เขาเปิดหาหน้าที่ต้องการทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังหาอะไร แต่แล้วเมื่อถึงหน้าแรกของข่าวบันเทิง เข่าทั้งสองข้างก็อ่อนยวบจนต้องทิ้งตัวลงบนเก้าอี้

หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเป็นหนังสือพิมพ์ชื่อดังที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ส่วนเนื้อหาซึ่งกินเนื้อที่ถึงสองในสามส่วนของหน้าข่าวบันเทิงคือภาพแอบถ่ายตอนที่เขาช่วยพยุงกฤตภาสไปที่ล็อบบี้เมื่อวันที่จัดงานให้ลูกค้า ภาพที่ตีพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นภาพที่ดูเหมือนตากล้องแอบสะกดรอยตามพวกเขาจากด้านหลัง ทว่าภาพที่ชัดเจนที่สุดเป็นภาพด้านข้างที่กฤตภาสจูบเขาตอนที่บอกว่าขอพักเพราะเดินไม่ไหว

ทำไม...โดนถ่ายไปตอนไหนกัน...แล้วคุณกฤตรู้หรือเปล่าว่ามีข่าวแบบนี้ออกมา?

มือและเท้าของธีระเย็นเฉียบเมื่อเห็นว่าวันที่บนหัวหนังสือพิมพ์คือวันเสาร์ แสดงว่าหลังจากวันที่จัดงานให้ลูกค้าปุ๊บก็มีข่าวนี้ออกมาเลย ซึ่งเป็นไปได้ว่าป่านนี้อาจมีคนรู้จักของเขาหลายคนได้เห็นภาพข่าวนี้แล้วก็เป็นได้

"ตี้! เป็นอะไรน่ะ!?"

อรรณพที่เพิ่งก้าวเข้ามาในครัวตกใจเมื่อเห็นธีระนั่งตาแดงอยู่ที่โต๊ะเพียงลำพัง ฝ่ายคนถูกถามได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะเบนสายตาลงบนหนังสือพิมพ์ที่กางอยู่เช่นเดิม เมื่อเห็นต้นเหตุของอาการเซื่องซึมของรุ่นน้อง ชายหนุ่มจึงรีบพับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นแล้วโยนลงถังขยะทันที

"ไม่ต้องคิดมากนะตี้"

"พี่อาร์ท ทุกคนเห็นกันหมดแล้วใช่มั้ย? ที่วันนี้พี่ๆ ทุกคนมองตี้แปลกๆ ที่พี่กิฟท์ไม่ยอมพูดดีๆ กับตี้ เพราะว่าเห็นข่าวนี่ใช่มั้ย?"

ไม่มีหยาดน้ำหยดออกมาจากขอบตาของเขา ทว่าเสียงของธีระสั่นเครือไม่ต่างจากคนร้องไห้ อรรณพได้แต่ถอนหายใจแล้วก้าวเข้ามาโอบไหล่เขาให้ลุกขึ้น

"หน้าตาแบบนี้ยังออกไปนั่งทำงานไม่ได้แน่ เดี๋ยวออกไปเดินเล่นให้สงบสติอารมณ์ก่อนก็แล้วกัน"

ธีระไม่ได้ขัดและปล่อยให้อีกฝ่ายเดินโอบไหล่ออกไปทางประตูหลังของห้องครัวซึ่งเชื่อมกับบันไดหนีไฟ พวกเขาเดินเลาะถนนในตรอกซึ่งเลียบสวนสาธารณะขนาดเล็กไปเรื่อยๆ อากาศยามบ่ายไม่ค่อยร้อนเพราะมีเมฆช่วยบดบังแสงอาทิตย์ กระนั้นทั้งคู่ก็เดินเคียงกันในความเงียบอยู่นานโดยไม่มีใครปริปากพูดถึงข่าวในหนังสือพิมพ์เลย

"พี่กิฟท์เกลียดตี้แล้ว"

จู่ๆ ธีระก็เอ่ยเสียงแผ่วหลังจากความคิดในหัวตีกันอยู่นาน เขาหยุดเดินเพราะรู้สึกหมดแรงจนไม่อยากเคลื่อนไหว อรรณพที่เดินนำไปก่อนจึงต้องรีบสาวเท้ากลับมาหา

"เฮ้ย! ไม่เอาน่ะตี้ อย่าเพิ่งคิดแบบนั้นสิ ยายนั่นกับคนอื่นๆ ก็แค่สับสนเท่านั้นแหละ ไม่มีใครเกลียดตี้หรอก"

"แต่วันนี้ไม่มีใครเข้ามาคุยกับตี้เลยนะพี่อาร์ท นี่เพราะทุกคนคิดว่าตี้เลวใช่มั้ย?"

น้ำเสียงอ่อนระโหยและสีหน้าหดหู่ของธีระทำให้อรรณพถอนหายใจด้วยความสงสาร ชายหนุ่มดึงรุ่นน้องเข้าไปกอดแล้วก็ลูบหลังเบาๆ

"พี่มั่นใจว่าไม่มีใครเกลียดตี้หรือคิดว่าตี้เลวหรอก ทุกคนเพียงแต่ตกใจแล้วก็สับสน พี่วีร์เองก็กลัวจะเกิดเรื่องแบบนี้เหมือนกันถึงได้โทรมาบอกไว้ก่อนว่าให้คอยดูแลตี้ด้วย เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งคิดมากเลยนะ"


++------++


ภายในห้องโดยสารของรถแลนด์โรเวอร์ที่กำลังเคลื่อนที่ เมื่อดีเจของรายการวิทยุแนวซุบซิบดาราเริ่มวกหัวข้อมายังประเด็นที่เกี่ยวพันถึงเขาและอรณิช กฤตภาสก็เร่งเสียงจากลำโพงให้ดังขึ้นเพื่อจะได้ฟังถนัด

"ต่อไปเป็นเรื่องเก็บตกจากข่าวบันเทิงในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อไม่กี่วันก่อนนะคะ คุณป๊อป คุณได้เห็นข่าวนั้นหรือเปล่า?"

"เห็นสิคุณจูน คนในวงการเขาฮือฮากันน่าดูเหมือนกันนะ รู้สึกว่าเมื่อวานนี้มีคนไปสัมภาษณ์คุณดาราสาวที่งานเลี้ยงเปิดกล้องละครเรื่องใหม่ แล้วมีนักข่าวถามว่าคิดยังไงที่แฟนตัวเองไปนัวเนียกับผู้ชายจนเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์ เธอก็รีบปฏิเสธเลยว่าไม่ได้เป็นแฟนกัน แค่เป็นเพื่อนเฉยๆ"

"แหม แต่ก็น่าเห็นใจนะคุณ ใคร้มันจะอยากยอมรับว่าแฟนตัวเองหันไปชอบไม้ป่าเดียวกัน แถมฝ่ายชายนี่ถึงจะไม่ใช่คนในวงการแต่พ่อเขาก็เป็นที่รู้จักกว้างขวางอยู่นะ"

กฤตภาสส่งเสียงหึในคอก่อนจะปิดวิทยุ นี่ไม่ใช่รายการแรกที่เอาเรื่องข่าวของเขามาคุยกันอย่างสนุกปาก เนื่องจากตัวเขาเองไม่ใช่คนในวงการถึงแม้จะเป็นลูกชายของโกเมท เขาจึงคาดการณ์ไว้แล้วว่าพวกนักข่าวคงจะมุ่งไปสัมภาษณ์อรณิชที่เป็นที่รู้จักมากกว่า และก็เดาไว้อยู่แล้วด้วยว่าเธอต้องปฏิเสธเรื่องความสัมพันธ์ของเขาต่อหน้าสื่อแน่นอน โชคยังดีที่พ่อของเขาเองไม่อยากยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของเขาสักเท่าไหร่ ดังนั้นถึงแม้จะไม่เห็นดีเห็นงามเมื่อได้รู้ว่าเขาตั้งใจทำแบบนี้เพื่อตอกหน้าพวกนักข่าวและดาราสาว แต่ก็เพียงแค่เตือนผ่านทางโทรศัพท์ว่า "จะทำอะไรก็อย่าให้กระทบคนอื่นเขาเกินไปนัก"

วันนี้เขามาทำงานช่วงบ่ายเพราะใช้เวลาช่วงเช้าไปตรวจเช็คอาการที่โรงพยาบาล ชายหนุ่มกำลังจะเลี้ยวรถเข้าบริษัทตรงทางลัดที่ต้องผ่านสวนสาธารณะเล็กๆ แต่แล้วก็ต้องชะลอความเร็วเมื่อเห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยของคนสองคนที่เดินอยู่บนทางเท้า คิ้วดกหนาขมวดมุ่นเมื่อรถเคลื่อนเข้าไปใกล้แล้วเห็นทั้งสองกอดกันถนัดตา

"แป๊น!!"

เสียงแตรรถยนต์ทำให้ทั้งธีระและอรรณพสะดุ้งด้วยความตกใจ กฤตภาสลดกระจกลงมองทั้งสองที่ทำตาโตและหันมามองเขาก่อนที่ธีระจะรีบหันหนี การหลบเลี่ยงสีหน้ากันอย่างจังๆ ทำให้เขายิ่งไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปอีก เพราะแม้จะได้สบตากันเพียงแวบเดียว แต่นัยน์ตากลมโตที่ทั้งบวมแดงและฉ่ำน้ำก็ไม่รอดพ้นการสังเกตของเขาไปได้

"มาทำอะไรกันอยู่ตรงนี้ นี่มันชั่วโมงทำงานไม่ใช่รึไง?"

"พอดีผมอยากพักแป๊บนึง ก็เลยชวนตี้ไปซื้อขนมที่เซเว่นด้วยกันน่ะครับ"

อรรณพเป็นคนตอบขณะค่อยๆ ลดมือที่กอดรุ่นน้องลงอย่างรู้กาลเทศะ กฤตภาสจึงยืดตัวมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้

"งั้นขึ้นรถ ฉันกะจะแวะซื้อบุหรี่ก่อนเข้าออฟฟิศอยู่แล้ว ถ้างั้นก็ไปด้วยกันนี่แหละ"

ธีระและอรรณพมองตากันโดยที่ต่างก็รู้ว่ากฤตภาสจะไม่ยอมฟังคำปฏิเสธ ธีระจึงหันมาเปิดประตูขึ้นนั่งด้านหลังเพราะไม่ต้องการมองหน้าคู่กรณีชัดๆ ในเวลานี้ อรรณพจึงต้องก้าวขึ้นนั่งข้างคนขับอย่างไม่มีทางเลือก

เมื่อกฤตภาสขับรถไปจอดที่หน้าเซเว่นอีเลฟเว่น อรรณพก็เปิดประตูลงไปเป็นคนแรก แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครลงจากรถตามจึงหันไปเปิดประตูฝั่งของธีระแล้วเอ่ยถาม

"ตี้ไม่ลงเหรอ? งั้นจะเอาอะไรมั้ย พี่จะได้ซื้อให้"

"ไม่เอาครับพี่อาร์ท ขอบคุณมาก"

"ถ้างั้นฉันฝากซื้อมาร์ลโบโร่แดงซองนึง นี่เงิน ส่วนตังค์ทอนจะซื้อขนมอะไรเพิ่มก็ได้"

กฤตภาสยื่นเงินให้อรรณพโดยไม่แสดงทีท่าว่าจะลงถ้าธีระยังอยู่บนรถ อรรณพจึงพูดอะไรไม่ได้นอกจากรีบก้าวเข้าไปในร้าน ต่อเมื่อได้อยู่กันตามลำพังแล้วกฤตภาสจึงถามขึ้น

"เมื่อกี้นี้มีอะไร? ทำไมต้องไปยืนกอดกับอาร์ทข้างถนน?"

ธีระเหลือบตาขึ้นมองกฤตภาสที่สบตากับเขาผ่านกระจกมองหลัง จากนั้นก็เม้มปากแล้วมองออกไปด้านนอกเพราะไม่อยากตอบ แต่แล้วก็ต้องหันกลับไปเมื่อถูกมือใหญ่ยื่นมาเชยคาง

"นี่ร้องไห้ด้วยเหรอ?"

น้ำเสียงราบเรียบของคนถามไม่ต่างจากการหย่อนไม้พายลงกวนโคลนก้นแม่น้ำ ธีระปัดมือที่เชยคางออกอย่างแรงด้วยความขุ่นเคือง ก็ไม่ใช่เพราะผู้ชายคนนี้หรือไงที่ทำให้เขาต้องเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้?!

"ไม่ต้องมายุ่ง!!"

เด็กหนุ่มหันไปเปิดประตูแล้วผลุนผลันลงจากรถ แต่ยังช้ากว่ากฤตภาสที่รีบลงจากรถบ้างแล้วคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน ยิ่งรู้ตัวว่าสู้แรงไม่ไหวธีระก็ยิ่งพยายามจะบิดแขนให้เป็นอิสระจนกฤตภาสชักหงุดหงิด

"เดี๋ยวสิ! อยู่ๆ เป็นอะไรขึ้นมา? แล้วนี่คิดว่าจะไปไหน?"

"ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ต้องเห็นหน้าคุณ! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!!"

การยื้อยุดของพวกเขาเริ่มดึงดูดความสนใจของผู้คนที่อยู่บริเวณนั้น บ้างก็หันไปกระซิบกระซาบกันเมื่อเห็นว่าทั้งสองดูคุ้นหน้าจากหนังสือพิมพ์ ฝ่ายอรรณพที่เพิ่งเดินออกมาจากร้านก็ทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

"เอ่อ...คุณกฤตครับ บุหรี่..."

"เอาไว้ก่อน โทษนะอาร์ท ฝากไปบอกทุกคนที่ออฟฟิศว่าใครมีงานค้างก็รีบทำให้เสร็จซะ ไว้พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปตรวจ"

"...ได้ครับ"

อรรณพได้แต่ตอบรับอย่างไม่เต็มเสียง เขามองดูกฤตภาสจูงกึ่งอุ้มธีระขึ้นไปบนรถก่อนจะขับออกไปด้วยความไม่สบายใจ ถึงแม้เขาจะค่อนข้างตกใจในตอนแรกที่เห็นภาพข่าว แต่จากที่ได้รู้จักธีระมาก็คิดว่ารุ่นน้องคงไม่ได้ตั้งใจปิดบังเรื่องนี้ก่อนจะมาขอฝึกงานที่บริษัทแน่ จึงได้แต่หวังว่าอย่างน้อยกฤตภาสคงไม่ปฏิบัติกับธีระเหมือนคนอื่นที่เคยคบมา ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นความเป็นไปได้ของสองคนนี้เลยก็ตามที

กฤตภาสเหยียบคันเร่งเต็มที่เพื่อไม่เปิดโอกาสให้คนที่นั่งข้างๆ ได้กระโดดหนีลงจากรถอีก เมื่อถึงคอนโดแล้วก็จอดรถในที่ประจำก่อนจะโอบไหล่ธีระแล้วพาขึ้นไปบนห้อง ตอนแรกเขาวางใจว่าเด็กหนุ่มคงสงบสติอารมณ์ได้แล้วเพราะนั่งเงียบมาตลอดทาง แต่พอเข้าห้องปุ๊บอีกฝ่ายก็เบี่ยงตัวออกจนกฤตภาสมุ่นคิ้ว

"เป็นอะไรอีกล่ะ? เมื่อวันก่อนยังดีๆ อยู่เลยนี่นา"

"เมื่อคืนวันศุกร์ตอนที่กำลังจะออกจากโรงแรม คุณตั้งใจจูบผมให้นักข่าวถ่ายรูปใช่มั้ย?"

ธีระเงยหน้ามองกฤตภาสแล้วก็ถามด้วยนัยน์ตาที่ทอประกายกร้าว ส่วนกฤตภาสที่ได้รู้สาเหตุที่อีกฝ่ายอารมณ์ไม่ดีก็เพียงแต่ยักไหล่

"เรื่องนั้นเองหรอกเหรอ มันไม่อยู่ในความสนใจของผู้คนนานนักหรอก เดี๋ยวพอมีข่าวของคนอื่นขึ้นมาพวกนักข่าวก็ลืมเรื่องของพวกเราหมดแล้ว"

ธีระฟังแล้วหางคิ้วกระตุก พวกเรางั้นเหรอ....มีสิทธิ์อะไรกันถึงมานับรวมเขาด้วย? ที่ผ่านมาเขาพยายามแค่ไหนที่จะปิดบังเรื่องความสัมพันธ์กับกฤตภาสไม่ให้คนในบริษัทรู้ ตอนนี้อย่าว่าแต่เพื่อนร่วมงานเลย แม้แต่ครอบครัวและเพื่อนๆ ของเขาก็ต้องเห็นกันหมดแล้วแน่ๆ!

"ไม่เอาน่า คนที่มองเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มีแต่พวกไร้เดียงสาเท่านั้นแหละ เผลอๆ ไม่เกินอาทิตย์นี้คนอื่นก็ลืมกันหมดแล้ว จะคิดมากให้ได้อะไรขึ้นมา?"

กฤตภาสเอ่ยพลางหยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋ามาคาบระหว่างริมฝีปาก ท่าทางไม่ยี่หระโดยสิ้นเชิงทำให้ธีระสติขาดผึง เขาอาจจะพอรู้มาก่อนหน้านี้แล้วก็จริงว่ากฤตภาสเป็นคนไร้หัวใจ แต่เขาไม่คิดเลยว่าความไร้หัวใจนั้นจะลึกสุดหยั่งถึงเพียงนี้

"ผมเกลียดคุณ!"

กฤตภาสนิ่วหน้าเมื่อถูกตะโกนใส่ เขารีบสาวเท้าไปคว้าต้นแขนเรียวไว้เมื่อธีระจ้ำไปทางประตู แต่กลับถูกผลักออกอย่างแรงจนหลังกระแทกผนัง เสียงคำรามลอดไรฟันเพราะแผลกระเทือนทำให้เด็กหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง เปิดโอกาสให้กฤตภาสรวบตัวเขาแล้วอุ้มขึ้นพาดบนไหล่ข้างที่ไม่เจ็บโดยธีระไม่ทันตั้งตัว

"คุณกฤต! ปล่อยผมเดี๋ยวนี้นะ!!"

"ปล่อยให้โง่เหรอ ขืนปล่อยเธอก็หนีน่ะสิ!"

เด็กหนุ่มพยายามจะดิ้นแต่กลับโดนยึดต้นขาไว้แน่น กฤตภาสเดินเข้าไปในห้องนอนแล้วก็เหวี่ยงคนบนไหล่ลงไปบนเตียงก่อนจะโถมตัวลงกดข้อมือทั้งสองข้างของคนที่พยายามจะดิ้นหนีสุดแรง

"หยุดดิ้นซักที! จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่หน่อยไม่ได้รึไงกัน!?"

"แล้วคุณเองเป็นผู้ใหญ่นักเหรอ!?! นึกอยากทำอะไรก็ทำ! อยากเล่นสนุกปั่นหัวใครก็เล่น! เอาสิ! ไหนๆ แล้วก็ส่งรูปที่คุณเคยแอบถ่ายไปให้นักข่าวด้วยเลยเป็นไง! เอาให้ผมไม่ต้องมีหน้าไปเจอใครอีกเลย!! คนสารเลว!! ผมเกลียดคุณ! เกลียดที่สุด!!!"

น้ำเสียงท้ายประโยคของธีระสั่นเครือ หยาดน้ำใสหลั่งรินจากนัยน์ตาขณะที่ทั้งเตะทั้งถีบคนเบื้องบนเพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระ กฤตภาสได้แต่พยายามกัดฟันทนความเจ็บจากการออกแรงกดอีกฝ่ายให้อยู่นิ่งเพราะแผลยังไม่หายดี สุดท้ายก็ก้มลงใช้ริมฝีปากปิดเสียงจากธีระเพื่อไม่ให้คำแสลงหูหลุดออกมาอีก

"ฮึ!"

ชายหนุ่มผงกศีรษะขึ้นเมื่อถูกกัดริมฝีปากจนเลือดซึม เมื่อสบตากับธีระก็เห็นแต่แววตาชิงชังที่มอบให้เขาผ่านนัยน์ตาซึ่งวาวฉ่ำด้วยม่านน้ำตา ความรู้สึกหนักอึ้งอันไม่คุ้นเคยพลันโถมลงกลางใจจนเขาต้องขบฟันแน่นเพื่อข่มอารมณ์

นี่เขาควรจะทำยังไงกับเด็กคนนี้ดี...

"เอาสิ! ผมสู้คุณไม่ได้อยู่แล้วนี่! อยากทำอะไรอีกก็เอาให้สาแก่ใจเลย! แล้วหลังจากนี้ก็ไม่ต้องมายุ่งกันอีก ผมไม่ยอมอยู่กับคุณให้ครบสามเดือนแล้ว อยากเอารูปพวกนั้นไปเผยแพร่ที่ไหนก็เชิญ!!"

"รูปพวกนั้นมันโดนลบไปตั้งแต่วันที่เธอลบจากโทรศัพท์ฉันนั่นแหละ!!"

กฤตภาสหอบหายใจหนักหน่วงหลังเอ่ยประโยคนั้นออกมา นัยน์ตาสีนิลซึ่งกำลังจับจ้องเขาสะท้อนอารมณ์ซึ่งผสมปนเปกันทั้งความโกรธ เสียดาย และความรู้สึกอื่นที่ธีระอ่านไม่ออก แต่ที่แน่นอนก็คือความจริงที่ได้ยินช่างชวนให้สับสนจนน้ำตาของเขาหยุดไหล

เมื่อกี้คุณกฤตพูดอะไร...เขาหูฝาดไปเองหรือเปล่า...

"รูปพวกนั้น...โดนลบไปนานแล้ว?"

"ใช่ ทั้งหมดที่ถ่ายไว้ ฉันไม่ได้ส่งอีเมล์หาตัวเองอย่างที่เคยบอก"

กฤตภาสไม่สบตาเขาขณะสารภาพ แต่สีหน้าและน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าไม่เต็มใจต่อความพ่ายแพ้ก็บ่งบอกว่าสิ่งที่เพิ่งพูดคือความสัตย์ เมื่อได้ตระหนักถึงความจริงนี้ ธีระก็พลันรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงในตัวถูกสูบออกไปจนหมด

"ทำไม...แล้วทำไมคุณถึงต้องหลอกผมว่ายังมีรูปพวกนั้นอยู่อีก?"

ธีระถามเสียงโหยอย่างไม่เข้าใจ น้ำตาระลอกใหม่เอ่อขึ้นกบขอบตา ท่าทางสิ้นเรี่ยวแรงของเขาทำให้กฤตภาสยอมละมือข้างหนึ่งขึ้นลูบบนใบหน้าเนียนแล้วกรีดหยาดน้ำตาออกให้

"เพราะฉันรู้ว่าถ้าไม่สร้างเงื่อนไขแบบนั้น เธอคงเอาแต่กลัวฉันแล้วก็ไม่ยอมให้เข้าใกล้เลยน่ะสิ"

เด็กหนุ่มฟังแล้วได้แต่มุ่นคิ้ว สีหน้าที่สะท้อนความสับสนทำให้บางส่วนในใจของกฤตภาสอ่อนยวบ เขาก้มลงจูบซับน้ำตาและใช้นิ้วโป้งคลึงหางตาให้ธีระอย่างอ่อนโยนชนิดที่ไม่เคยทำให้ใครมาก่อน

"เป็นเด็กดีนะตี้ เชื่อฉัน เรื่องข่าวนั่นน่ะเดี๋ยวก็ผ่านไป ถ้าเธอไม่อยากเห็นข่าวพวกนั้นอีก ฉันมีวิธีทำให้มันไม่ลงตีพิมพ์อีกก็ได้"

ชายหนุ่มแนบริมฝีปากลงบนไรผมซึ่งชื้นไปด้วยเหงื่อและคราบน้ำตา จากนั้นก็ค่อยๆ ไล้ริมฝีปากผะแผ่วลงไปยังซอกคอที่กรุ่นกลิ่นหอมหวานคล้ายขนมปุยฝ้ายที่เขาโหยหามาตั้งแต่วันก่อน มือใหญ่ยกขึ้นปลดกระดุมเสื้อของเด็กหนุ่มทีละเม็ดก่อนจะสอดมือเข้าลูบไล้โครงร่างได้สัดส่วนด้วยฝ่ามืออุ่นจัด

ทุกการกระทำของกฤตภาสช่างอ่อนโยนจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือคนคนเดียวกับที่เคยบังคับเขาอย่างเร่าร้อนทุกครั้งที่ใกล้ชิดกัน ฝ่ายธีระได้แต่นอนมองนิ่งๆ คล้ายร่างกายกับสมองขาดการเชื่อมต่อชั่วคราว ไม่ช้าเขาก็ถูกเปลื้องเสื้อผ้าจนไม่เหลืออะไรปิดบังร่างกาย นัยน์ตากลมโตมองตามการเคลื่อนไหวของร่างสูงใหญ่ที่ถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกบ้างแล้วทาบทับลงมาด้วยนัยน์ตาแห้งผาก

อุณหภูมิของร่างกายซึ่งสูงกว่าเขาถูกถ่ายทอดมาทางปลายลิ้น ฝ่ามือ และผิวกายที่เสียดสีถูไถ เขาไม่ได้แสดงอาการต่อต้านเลยไม่ว่ากฤตภาสจะเรียกร้องหาความอิ่มหนำจากร่างกายของเขาเพียงไรก็ตาม ท่ามกลางไอเสน่หาที่คุกรุ่นจากการถูกรุกรานและโลมเล้า ธีระรู้สึกราวกับสิ่งที่พยายามเก็บกดไว้ส่วนลึกของหัวใจเพราะไม่ต้องการยอมรับมาตลอดได้หลุดออกจากกรงที่กักขังไว้แล้ว และที่น่าเศร้าคือมันได้หยั่งรากและแตกหน่อไปทั่วหัวใจอันบอบช้ำโดยที่เขาควบคุมมันไม่ได้เลยสักนิด

"ฮึก"

"อย่ากัดปากตัวเองสิ ถ้าอยากส่งเสียงก็ร้องออกมาเลย"

ร่างสูงใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบโยนขณะบุกรุกร่างกายของเขา แต่ถึงแม้ความอ่อนโยนที่ได้รับจากกฤตภาสในยามนี้จะเป็นสิ่งที่เขาเฝ้าหวังมาตลอด ในใจของเด็กหนุ่มกลับอ่อนเพลียเพราะความทดท้อจนไม่มีแก่ใจจะตอบสนองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าร่างกายที่คุ้นเคยกับรสสัมผัสจากกฤตภาสจะไร้ปฏิกิริยาตอบสนองโดยสิ้นเชิง เพราะไม่ช้าไฟปรารถนาก็โถมเข้ารุมเร้าประสาทสัมผัสของเด็กหนุ่มจนต้องปล่อยร่างกายไปตามครรลองของเพศรสในที่สุด

"ฮะ...อ๊ะ...อ๊ะ"

"อืมมม"

เสียงครางของธีระและเสียงคำรามของกฤตภาสผสานกันเมื่อต่างฝ่ายต่างก็บรรลุถึงปลายทางของกามารมณ์ แผ่นอกที่กระเพื่อมเพราะพยายามจะสูดอากาศเข้าให้ทันกับการเต้นของหัวใจทำให้ร่างกายของทั้งคู่ยังคงแนบชิด เช่นเดียวกับความปรารถนาของกฤตภาสที่ยังคงอยู่ในร่างกายของธีระทั้งที่เพิ่งหลั่งหลักฐานแห่งความพึงใจจนเนืองนองในช่องทางคับแคบ

เด็กหนุ่มย่นคอหนีเมื่อคนตัวใหญ่กว่าก้มลงเลียเหงื่อบนซอกคอของเขา ปลายจมูกของทั้งสองสัมผัสกันอย่างแผ่วเบาเมื่อกฤตภาสผงกศีรษะขึ้น นัยน์ตาอันขุ่นมัวสองคู่สานสบกันก่อนที่กฤตภาสจะก้มลงผนึกริมฝีปากที่กำลังเผยอหอบด้วยริมฝีปากของตัวเอง และธีระก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะไม่ให้เขาได้พักเมื่อสะโพกแกร่งบดลงมาบนร่างกายท่อนล่างของเขาอีกครา

"คุณกฤต..."

"หืม?"

กฤตภาสส่งเสียงถามในคอขณะก้มลงพรมจูบไปทั่วแผ่นอกที่เนียนขาวราวกับผืนผ้าใบรอการแต้มสี ท่าทางที่กำลังหลงใหลมัวเมาในร่างกายของเขาทำให้ธีระเกือบจะถอนความตั้งใจ แต่แล้วก็ตัดสินใจว่าเขาไม่อาจปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปในอุโมงค์มืดเช่นนี้อีกแล้ว

ต่อให้คำตอบที่ได้อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจะได้ยินก็ตามที

"คุณ...รักผมบ้างหรือเปล่า?"

คำถามอันแผ่วแสนแผ่วดุจเสียงกระซิบชะลอการเคลื่อนไหวอันเหิมเกริมของกฤตภาส ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงคลึงบนจุดสีชมพูบนแผ่นอกเนียนที่ไวต่อสัมผัสแล้วก็กระซิบถามเสียงแผ่วไม่ต่างกัน

"คำว่ารักมันสำคัญมากนักเหรอ?"

ธีระพยายามบังคับร่างกายไม่ให้โอนอ่อนไปกับความช่ำชองของอีกฝ่ายจนลืมความตั้งใจ อย่างน้อยๆ การที่กฤตภาสรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่มีหลักฐานจะแบล็คเมล์เขาแต่ก็ยังพยายามใช้เล่ห์กลผูกมัดเอาไว้ มันควรจะมีรากฐานมาจากความพิศวาสบ้างใช่ไหม

"ผมอยากรู้"

ทั้งสองสบตากันนิ่งโดยที่กฤตภาสไม่ได้หยุดมือ แต่เหมือนเจ้าตัวทำไปอย่างลืมตัวมากกว่าเพราะนัยน์ตาสีนิลดูเต็มไปด้วยแววครุ่นคิด

"ฉันถูกใจเธอมากกว่าคนอื่น"

กฤตภาสเอ่ยก่อนจะก้มลงไล้ริมฝีปากบนผิวแก้มเนียนละเอียด มือใหญ่ทั้งสองข้างดันต้นขาเพรียวออกจากกันก่อนจะโถมกายเข้าหาเหมือนไม่ต้องการถกเรื่องนี้ต่อ การเคลื่อนไหวอันเร่าร้อนเรียกเสียงครางที่คล้ายเสียงสะอื้นจากเด็กหนุ่มที่ยังไม่ทันได้หายเหนื่อยจากรอบแรก

ร่างกายของทั้งสองบรรเลงท่วงทำนองที่ต่างคุ้นเคยกันดีครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ายิ่งพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันมากเท่าไหร่ ธีระกลับยิ่งรู้สึกเหมือนหัวใจถูกแส้กระหน่ำเฆี่ยนจนเจ็บแสบ หลายครั้งที่กระบอกตาของเขาร้อนผ่าวเพราะหยาดน้ำที่เอ่อท้นจากการบาดเจ็บในใจ แต่เขาก็จะเบี่ยงความสนใจของกฤตภาสด้วยการร้องครางให้ดังยิ่งขึ้น ตอบสนองให้เหมือนกำลังมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น ใช้การแสดงออกทุกวิถีทางเพื่อปิดบังความรู้สึกอันแท้จริงซึ่งไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วอันแหว่งวิ่นท่ามกลางสายลมหนาว

เขาเคยคิดว่าคงควบคุมตัวเองได้ คงสามารถผ่านช่วงเวลาสั้นๆ ที่ถูกกฤตภาสผูกมัดได้โดยไม่ถลำ แต่ตอนนี้เขาสำเหนียกแล้วว่าตัวเองอ่อนแอกว่านั้น ทั้งที่ผู้ชายคนนี้ไม่ควรได้รับความรักเพราะไม่เคยพยายามจะรักใคร แต่หัวใจของเขากลับถูกความใกล้ชิดล่อลวงจนตกลงในกับดักที่แม้แต่เจ้าตัวก็คงไม่รู้ว่าได้วางเอาไว้ หากจะมีใครสักคนมาตำหนิว่าเขาช่างโง่งมที่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเองจากประสบการณ์ของรักครั้งก่อน ธีระก็คงได้แต่ผงกหัวจำยอมโดยไร้คำโต้แย้งทั้งสิ้น


"บางทีพอใกล้หมดสามเดือนแล้วเธออาจจะอยากต่อสัญญาก็ได้นะ"


กฤตภาสเคยเอ่ยประโยคนี้ตอนที่เขายอมรับปากเป็นคู่นอนให้สามเดือน แต่ตอนนี้ธีระรู้แล้วว่ากฤตภาสไม่มีทางจะขอยืดเวลา ในสายตาของอีกฝ่ายแล้วเขาคงไม่ได้มีค่ามากไปกว่าของเล่นใหม่ที่พอถึงวันหนึ่งก็จะถูกโยนทิ้งเพราะความเบื่อหน่ายเหมือนกับดาราสาวคนนั้น และเพียงแค่ความคิดนี้ก็เพียงพอจะทำให้เขาแน่นหน้าอกจนเหมือนจะขาดอากาศหายใจอยู่รอมร่อ

เขาแพ้แล้วกับการพนันครั้งนี้ พ่ายแพ้ทั้งตัวและหัวใจให้กับคนที่ไม่ควรหลงรักที่สุด และที่น่าร้าวรานใจไปกว่านั้นก็คือ...เขาไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวหัวใจของอีกฝ่ายตอบแทนกลับมาเลยแม้แต่ธุลีเดียว



++---TBC---++



A/N: ดูท่าทางตู้ ปณ.ของกฤตภาสจะยังรับ hate mail ได้อีกเยอะประหนึ่งหลุมดำค่ะ ส่วนของน้องตี้ขอเป็นเมล์ให้กำลังใจก็แล้วกันนะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่า ><




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2557    
Last Update : 8 มิถุนายน 2557 18:03:46 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 27


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 27


ติ๋ง...ติ๋ง...

เสียงหยดน้ำตกกระทบอ่างล้างหน้าเป็นจังหวะก่อนที่ธีระจะหมุนปิดก๊อก เขาหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กบนราวข้างอ่างมาซับน้ำบนใบหน้า เมื่อเสร็จแล้วก็แขวนผ้าไว้ที่เดิมก่อนจะเท้ามือลงบนขอบอ่าง นัยน์ตากลมโตเขม้นมองเงาของตนซึ่งสะท้อนอยู่ในกระจกบานใหญ่

นี่เรามาทำอะไรอยู่ที่นี่นะ...
 
ธีระถามตัวเองขณะลูบไรผมชื้นๆ ออกจากหน้าผาก พลันเสียงห้าวต่ำที่เอ่ยถามอย่างเกียจคร้านจากด้านหลังก็ทำให้สะดุ้ง

“จะรีบตื่นไปไหนล่ะ ไม่ใช่วันทำงานสักหน่อย”

ธีระเหลียวกลับไปมองคนที่กำลังยืนเอามือเท้าประตูห้องน้ำ ไรเคราเป็นปื้นบนใบหน้าคร้ามเข้มเพราะไม่ได้โกนมาสองวันสร้างความรู้สึกดิบเถื่อนตัดกับผิวสีอ่อน นัยน์ตาคมปลาบจับจ้องเขาด้วยแววตาล้ำลึกยากจะอ่านความนัย ทว่าสิ่งที่ทำให้โลหิตฉีดซ่านบนผิวหน้าของธีระคือการที่อีกฝ่ายไม่สวมใส่อะไรปิดบังเรือนร่างเลยสักชิ้น

มันทำให้เขานึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานและเมื่อคืนนี้...ทั้งที่ตัวเองควรเตือนกฤตภาสไม่ให้ทำอะไรตามใจเพราะแผลยังไม่หายดีแท้ๆ แต่กลับไม่ได้ออกปากทัดทานเลยสักคำ

“ผมจะกลับห้องครับ มีอะไรต้องทำหลายอย่าง”

“อย่างเช่น?”

คนถามดันตัวห่างจากประตูและก้าวเข้ามาในห้องน้ำขนาดไม่เล็ก แต่เมื่อธีระถูกกดดันให้ถอยหนีไปถึงมุมห้อง เขาก็รู้สึกว่าพื้นที่ในห้องนั้นแคบไปถนัดใจ

“อย่างเช่นซักผ้า เก็บกวาดห้อง... ผมไม่ได้มีเงินจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดให้เหมือนคุณกฤต ผมก็ต้องทำเรื่องพวกนี้เอง”

“ถ้าอยากได้แม่บ้านไปช่วยทำความสะอาด เดี๋ยวฉันให้ยืมแม่บ้านของฉันก็ได้”

“ไม่จำเป็นครับ”

ธีระแทบอยากแทรกตัวเข้าไปในกระเบื้องด้านหลังเมื่อคู่สนทนายื่นแขนออกมายันผนังไว้ กักให้เขาตกอยู่ในวงล้อมของไออุ่นที่เจ้าตัวแผ่ออกมาโดยแทบไม่เปลืองแรง ระดับสายตาซึ่งตรงกับแผงอกเปลือยพอดีทำให้เขาเห็นรอยข่วนซึ่งรู้ดีว่ามาจากฝีมือของตัวเองเมื่อคืน พอฝืนทำคอแข็งเงยหน้าขึ้นก็พบว่านัยน์ตาสีนิลมองเขาอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อแววตาของทั้งสองประสานกัน มุมปากได้รูปของกฤตภาสก็หยักขึ้นอย่างล้อเลียน

“เมื่อคืนก็ไม่ค่อยรู้สึกตอนที่โดนข่วนหรอกนะ แต่ตอนนี้แสบแผลเป็นบ้า ว่าจะให้เธอช่วยทายาให้อยู่เชียว”

ธีระพยายามระงับความอายจากวาจายั่วยุ เขากำมือทั้งสองข้างอย่างข่มอารมณ์พลางตอบด้วยเสียงที่บังคับให้นิ่งที่สุด

“ถึงผมไม่ช่วย ก็คงมีสาวๆ อีกเยอะแยะเต็มใจจะมาดูแลคุณกฤตอยู่แล้วล่ะครับ เผลอๆ จะบริการให้มากกว่าทายาซะด้วยซ้ำ อึ้ม!”

คำพูดยอกย้อนของเขาจุดกองเพลิงในแววตาของกฤตภาสให้ลุกวาบ ร่างสูงใหญ่ออกแรงกระชากแขนอย่างกะทันหันจนธีระปลิวเข้าหาอ้อมแขนแข็งแรงอย่างง่ายดาย เด็กหนุ่มพยายามจะเม้มปากเมื่ออีกฝ่ายก้มลงบดขยี้ริมฝีปากบนกลีบปากช่างหาเรื่องของเขาอย่างรุนแรง กระนั้นก็ยังช้ากว่าปลายลิ้นร้อนที่แหย่เข้ามาควานหารสหวานภายในอย่างดึงดัน

“คุณ...กฤต...ปล่อย!”

ร่างผอมพยายามจะผลักไสคนที่กำลังจาบจ้วงกับร่างกายของเขา แต่ความเหนื่อยอ่อนจากคืนที่ผ่านมาก็ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงอย่างที่ตั้งใจ ความดึงดันอันไร้ผลนั้นทำให้กฤตภาสยิ่งหงุดหงิด ร่างสูงใหญ่เบียดตัวเข้าหามากขึ้นและย่อลงช้อนสะโพกเพรียวให้ลอยขึ้นจากพื้น ส่งผลให้ธีระต้องหนีบขารอบเอวสอบโดยอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ตัวเองหล่น

“คุณกฤต!”

ธีระตวาดเมื่อรับรู้ได้ว่าส่วนอ่อนไหวกำลังถูกบดเบียด ถึงแม้จะมีกางเกงยีนส์กั้นขวาง แต่ความรุ่มร้อนที่ถ่ายทอดมาก็ยังทะลุผ่านเนื้อผ้าจนสัมผัสได้ และความพยายามจะดิ้นรนของเขาก็สร้างความพึงใจแก่คนที่กำลังถือไพ่เหนือกว่าอย่างมาก เพราะกฤตภาสออกแรงกอดแน่นยิ่งขึ้นขณะพรมจุมพิตไปบนลำคอที่ยังเป็นรอยแดงจากการถูกซุกไซ้ทั้งคืน

“ดิ้นอีกสิ น่าจะรู้นี่ว่ายิ่งดิ้นฉันก็ยิ่งมีอารมณ์”

เสียงกระซิบริมหูทำให้ธีระหยุดการเคลื่อนไหวทันที อารามอยากต่อต้านเมื่อครู่ทำให้เขาพยายามดิ้นรนเพื่อให้ร่างกายเป็นอิสระ ต่อเมื่อหยุดดิ้นจึงได้รู้ตัวว่าเผลอไปกระตุ้นความต้องการของคู่กรณีเข้าเสียแล้ว

และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ...ร่างกายของเขาก็กำลังมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบเดียวกัน

“คุณกฤต...ปล่อยผมเถอะ”

ธีระท้วงด้วยใบหน้าเหยเก ผิวแก้มเนียนเป็นสีแดงจัดขณะที่คิ้วเข้มมุ่นเข้าหากันแน่น ดูเหมือนเจ้าตัวเองจะไม่ตระหนักเลยว่าน้ำเสียงและท่าทางของตนยามตัดพ้อนั้นแฝงแววออดอ้อนแกมยั่วยวนแก่คนเห็นเพียงไร เด็กหนุ่มได้แต่ขมวดคิ้วแล้วส่งเสียงอู้อี้เมื่อกฤตภาสแนบริมฝีปากเคล้าคลึงกลีบปากของเขาอีกครั้ง

จูบนี้นุ่มนวลและปลอบประโลมกว่าเมื่อครู่ และแม้ว่าจะยังสับสน แต่ความอ่อนหวานที่ได้รับก็ทำให้เด็กหนุ่มเคลิบเคลิ้มจนลืมต่อต้านไปชั่วคราว

“R-r-r-r-r-r-”

 เสียงโทรศัพท์ที่แผดลั่นกลางห้องนอนทำให้กฤตภาสสบถอย่างขัดใจ เสียงนั้นฉุดรั้งสติสัมปชัญญะที่กำลังเตลิดของธีระให้กลับคืนมา เด็กหนุ่มพลันตระหนักได้ว่าตนอยู่ในท่าทางน่าอายแค่ไหน จึงพยายามตะเกียกตะกายจะลงยืนเองท่ามกลางแววตาไม่พอใจของกฤตภาส แต่ชายหนุ่มก็ปล่อยมือแต่โดยดีก่อนจะเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นรับสาย

“ฮัลโหล....อ้อ สวัสดีครับแม่”

กฤตภาสเสียงอ่อนลงเมื่อพบว่าคู่สนทนาคือหม่อมหลวงมุกตาภา ศิตานนท์ มารดาซึ่งหย่าขาดจากบิดาตั้งแต่เขายังเด็กและอาศัยอยู่ต่างประเทศ นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองเด็กหนุ่มที่กำลังพยายามจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยพลางคว้ากระเป๋าเดินไปทางประตูห้อง และราวจะรับรู้ได้ถึงแววตาที่จ้องมอง ธีระจึงเหลียวมาสบตาเขาแวบหนึ่งก่อนจะเดินออกไป

กฤตภาสมองประตูที่ปิดลงด้วยนัยน์ตาเยือกเย็น กระทั่งเสียงจากปลายสายทักขึ้น เขาจึงค่อยเบนความสนใจกลับมายังคู่สนทนาอีกครั้ง

“ครับ แม่ว่าไงนะครับ?”

"แม่เห็นรูปในหนังสือพิมพ์แล้วนะกฤต ตกลงนั่นใช่ลูกจริงๆ รึเปล่า?"

ชายหนุ่มยักไหล่ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่เห็น เขาหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำขึ้นมาสวมแล้วก็เดินออกจากห้องนอนโดยยังคุยไปด้วย

"เหวินส่งให้แม่ดูเหรอครับ?"

"เปล่า เพื่อนแม่อีกคนถ่ายรูปจากหนังสือพิมพ์แล้วส่งมาให้ดู ว่าแต่ไม่ต้องมาเฉไฉนะกฤต ตกลงรูปนั้นคือลูกใช่ไหม?"

"ถ้าใช่หรือไม่ใช่แล้วมันทำไมเหรอครับ?"

กฤตภาสตอบแล้วก็จุดบุหรี่ขึ้นสูบ ขณะเดียวกันก็ผลักบานประตูกระจกเพื่อออกไปยืนบนระเบียงห้อง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าทำให้เขาหยีตาเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกว่ามันทำให้เขาสดชื่นขึ้นหลังไม่ได้ออกมารับแสงกลางแจ้งเช่นนี้เลยนับตั้งแต่วันที่เข้าโรงพยาบาล

"ถ้าใช่มันก็ต้องทำไมอยู่แล้วสิ! แม่รู้นะว่าที่ผ่านมาลูกอาจจะคบผู้หญิงทิ้งๆ ขว้างๆ แต่นี่ผู้ชายไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมจะทำอะไรถึงไม่ระวัง ปล่อยให้ช่างภาพถ่ายรูปเอาได้!? รู้รึเปล่าว่ามันไม่ได้มีรูปเดียว แล้วก็ไม่ได้ลงหนังสือพิมพ์แค่ฉบับเดียวด้วยนะ!!"

"ผมตั้งใจให้ช่างภาพถ่ายรูปทันเองแหละ ผมเบื่อเต็มทีที่พอคบกับดาราแล้วชอบมีคนตามทำข่าว เลยอยากตอกหน้านักข่าวพวกนั้นให้หงายซะบ้าง"

"กฤต! นี่เสียสติไปแล้วหรือไง!!"

น้ำเสียงของหม่อมหลวงมุกตาภาบ่งบอกว่าเกรี้ยวกราดจนแทบคิดหาคำพูดไม่ออก แต่กฤตภาสไม่สนใจและเดินกลับเข้าไปนั่งสูบบุหรี่ต่อในห้อง

"แล้วที่โทรมาหาผมเพราะมีธุระแค่นี้เหรอครับ?"

"กฤต รู้ตัวรึเปล่าว่าถึงลูกจะไม่ใช่คนในวงการแต่ใครๆ ก็รู้จักเพราะพ่อ ก่อนจะทำอะไรทำไมไม่คิดให้ดีก่อน!?"

ชายหนุ่มพ่นควันออกจากปากเป็นสายพลางเคาะเถ้าบุหรี่บนที่เขี่ย ใช่...สิ่งหนึ่งที่น่ารำคาญเหมือนเศษหินในรองเท้าเขามาตลอดคือการที่มักถูกตอกย้ำว่าพ่อกับแม่เป็นใครนี่แหละ ไอ้ที่มีผู้หญิงชอบเข้ามาหาเพราะหวังผลจากเรื่องเส้นสายของเขาก็เหมือนกัน มันทำให้เขาสะอิดสะเอียนเต็มทีเพราะราวกับไม่มีใครมองเขาที่ความสามารถและตัวตนจริงๆ เลยสักคน

"ผมคิดว่าพ่อคงไม่ค่อยเดือดร้อนนะครับเพราะน่าจะเห็นข่าวแล้วแต่ยังไม่โทรมาเลย อีกอย่างเรื่องพรรค์นี้แป๊บเดียวคนที่นี่ก็ลืมแล้ว แม่ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ถ้าเกิดพวกป้าๆ ทั้งหลายถามก็บอกว่าไม่รู้ไม่เห็นไปก็แล้วกัน ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็แค่นี้นะครับ"

กฤตภาสวางสายแล้วก็ปิดโทรศัพท์เพื่อกันมารดาโทรมาอีก เขาชินกับการที่ฝ่ายนั้นรักหน้าตามาแต่ไหนแต่ไร ถึงแม้จะหย่าและแต่งงานใหม่หลายครั้งแล้วแต่ก็ต้องคงไว้ซึ่งภาพลักษณ์อันงามสง่าในวงสังคมเสมอ เขาที่เป็นลูกชายคนเดียวจึงถูกเข้มงวดกวดขันให้ต้องเข้าเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด มีผลการเรียนและกิจกรรมที่เป็นเลิศที่สุดอยู่ตลอดเพื่อช่วยเชิดหน้าชูตา และน้ำหนักของภาษีสังคมที่บ่าของเขาแบกรับมาตั้งแต่เด็กนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย

ชายหนุ่มอัดควันเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะขยี้ก้นบุหรี่ทิ้ง เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปทิ้งตัวบนเตียงในห้องนอนด้วยอารมณ์อันขุ่นมัว แต่เนื่องจากแขนซ้ายกระแทกฟูกแรงไปจึงต้องกัดฟันทนความเจ็บที่แล่นจี๊ดมาจากแผล หลังหายใจเข้าออกช้าๆ ครู่หนึ่งจนรู้สึกว่าความเจ็บบรรเทาลงแล้วจึงค่อยหลับตาแล้วตะแคงตัวไปอีกทาง

กลิ่นนี้...

กฤตภาสหรี่ตาขึ้นเมื่อปลายจมูกได้กลิ่นอ่อนเบาจากผ้าห่ม เขายื่นมือไปหยิบผ้าผืนนั้นขึ้นมาจรดปลายจมูก ความเคยชินช่วยให้แยกแยะได้ว่านี่ไม่ใช่กลิ่นของตัวเอง แต่เป็นกลิ่นของธีระซึ่งเขาคุ้นจมูกมากขึ้นทุกที

มันไม่ใช่กลิ่นของน้ำหอมที่กฤตภาสคุ้นเคยและระบุได้ แต่เหมือนเป็นการผสมผสานของสบู่กับโคโลญจน์ที่เจ้าตัวใช้รวมกับกลิ่นตัวอ่อนๆ จนให้ความหอมหวานบางเบาเหมือนขนมปุยฝ้าย เป็นกลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณความอยากทะนุถนอม แต่ขณะเดียวกันก็ยั่วยวนจนอยากหยิบขึ้นมากินให้หมดภายในคำเดียว

กลิ่นที่เรี่ยอยู่บนปลายจมูกทำให้เขานึกถึงผิวกายอุ่นที่ได้กกกอดเมื่อวาน กฤตภาสยอมรับว่าแปลกใจที่เด็กหนุ่มไม่ได้พยายามจะห้ามเมื่อถูกเข้าหาเลย ส่วนเขาเองก็ไม่ต้องการหยุดเพราะห่างหายไปจากสิ่งนี้...จากการได้สัมผัสเด็กคนนี้อย่างใกล้ชิดมานานเหลือเกิน และเขาก็รู้สึกพอใจที่อีกฝ่ายยอมทำตามความต้องการของร่างกายมากกว่าจะมัวแต่กระบิดกระบวนด้วยการอ้างถึงการบาดเจ็บของเขา เพราะร่างกายของเขาจะไหวหรือไม่ไหวนั้นเขาย่อมรู้ดีที่สุดอยู่แล้ว

ป่านนี้จะขึ้นแท็กซี่ไปถึงไหนแล้วนะ...

ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วขยี้ผ้าห่มที่ซึมซับกลิ่นกายของธีระเบาๆ แล้วก็หลับตาลง น่าแปลกที่ถึงแม้ผ้าผืนนั้นจะไม่ส่งอุณหภูมิอันอบอุ่นมาให้เหมือนยามที่ได้กอดเจ้าตัว แต่กลิ่นหอมหวานที่เขาเริ่มติดใจก็ช่วยสลายอารมณ์อันมืดมนเมื่อครู่จนกฤตภาสหลับใหลในเวลาไม่นาน


++------++


ธีระกลับมาถึงห้องด้วยความเหนื่อยอ่อน เด็กหนุ่มหย่อนตัวลงบนเตียงแล้วก็เอนศีรษะลงบนหมอน ทั้งที่อยากหลับไปทั้งอย่างนี้เพราะเมื่อคืนได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่เขาก็รู้ว่าถ้าเผลองีบคงได้เสียเวลาไปทั้งวันโดยไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแน่

หลังใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเอง เด็กหนุ่มก็ลุกไปหยิบเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นมาเปลี่ยนแทนชุดที่ใส่ จากนั้นก็หอบผ้าลงไปซักที่เครื่องหยอดเหรียญใต้อพาร์ทเม้นท์ก่อนจะกลับมาเก็บกวาดห้องและล้างห้องน้ำ เมื่อเสร็จแล้วจึงลงไปเอาเสื้อผ้าที่ซักเรียบร้อยขึ้นมาตากบนระเบียงหน้าห้อง 

"โอย...เหนื่อยเป็นบ้า"

เด็กหนุ่มเปิดแอร์แล้วก็ทิ้งตัวแผ่หลาบนเตียง อากาศร้อนจัดของช่วงปิดเทอมยิ่งสูบพลังงานจนหมดแรงง่ายกว่าปกติ แต่น่าแปลกที่สมองเขากลับตื่นตัวจนไม่ง่วงเลยสักนิด เพียงแต่ความเหนื่อยทำให้อยากนอนนิ่งๆ มากกว่าลุกมาหาอะไรทำก็เท่านั้น

ตอนนี้คุณกฤตทำอะไรอยู่นะ...จะไม่ยอมกินยาหลังอาหารอีกหรือเปล่า...

ธีระหวนนึกไปถึงคนที่เพิ่งจากมาเมื่อเช้า ไม่รู้ว่ากฤตภาสเก็บกดมาจากไหน เมื่อวานหลังจากทั้งคู่มีอะไรกันที่โซฟาและงีบหลับไปช่วงบ่าย พอตกเย็นหลังจากสั่งพิซซ่ามากินจนหมดสองถาด ฝ่ายนั้นก็แทบจะเขมือบเขาแทนของหวานในทันทีหลังจากถูกรบเร้าให้กินยา แถมไม่ปล่อยให้นอนพักผ่อนเลยจนกระทั่งเกือบตีสองของอีกวัน


"มองแค่ฉัน เวลาอยู่กับฉัน ห้ามคิดถึงคนอื่น"
 

นั่นเป็นประโยคที่กฤตภาสเอ่ยระหว่างที่ทั้งสองกำลังมัวเมาอยู่กลางเพลิงปรารถนา ตอนนั้นธีระได้แต่ส่งเสียงครางเพราะความสุขสมจนไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไร แต่พอมานึกถึงคำพูดพวกนั้นในเวลาที่สติสัมปชัญญะแจ่มใส...เขาก็อดจะตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมกฤตภาสถึงต้องพูดแบบนี้ด้วย

หากเป็นเพราะเขาเคยเอ่ยชื่อณรงค์ให้ได้ยิน ธีระก็คิดว่าไม่น่าจะเคยหลุดปากเรียกชื่อณรงค์ต่อหน้าฝ่ายนั้นเกินสามครั้งแน่ ที่สำคัญคือเขาแทบจำไม่ได้แล้วว่าพักหลังนี้คิดถึงณรงค์เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

หากให้เขายอมรับอย่างไม่โกหกตัวเอง ช่วงไม่กี่สัปดาห์นับจากวันที่หนีกลับบ้านนั้นเขาแทบไม่คิดถึงเรื่องของคนอื่นนอกจากกฤตภาสด้วยซ้ำ ถึงแม้มันจะไม่ใช่การคิดถึงแล้วรับรู้ได้ถึงความอ่อนหวานในใจ แต่เป็นความรู้สึกหวิวในท้องน้อยเหมือนยืนอยู่บนที่สูงทุกครั้งยามถูกมองด้วยแววตายากจะอ่านความหมาย และหวาดระแวงเพราะตื่นเต้นคละเคล้าไปกับกลิ่นอายของความอันตรายทุกครั้งที่ถูกกอดอย่างเร่าร้อน แต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่ากฤตภาสไม่ได้ใช้เขาเป็นตัวแทนของคนอื่นเหมือนณรงค์ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เขาปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินมาถึงขั้นนี้ก็เป็นได้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มก็ยันตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะหน้ากระจก เขาถอดเสื้อยืดออกแล้วก็มองสำรวจเงาสะท้อนอย่างพิจารณา รอยปื้นสีแดงกระจายไปทั่วทั้งลำคอและแผ่นอกจนดูเหมือนมีใครเอาพู่กันจุ่มสีมาละเลงไว้ ยิ่งพอนึกถึงสิ่งที่กฤตภาสทำกับเขาเมื่อคืน คำพูดหยาบโลนต่างๆ ที่ถูกกระซิบข้างหูยามผิวกายชุ่มเหงื่อของทั้งคู่เสียดสีกัน ผิวหน้าของธีระก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มยิ่งกว่าร่องรอยที่เคราของกฤตภาสฝากเอาไว้เสียอีก


 "เด็กดี ขย่มให้แรงกว่านั้นอีกสิ...เก่งมาก รูดของตัวเองไปด้วย...อย่างนั้นแหละ...อืมมม"


"คนบ้า! หน้าด้าน! พูดออกมาได้ยังไง เกิดมายังไม่เคยเจอใครลามกได้ขนาดนี้เลย!"

ธีระบ่นกระปอดกระแปดทั้งที่เมื่อคืนไม่ขัดคนขอสักคำ แต่มันก็ไม่แปลกอยู่แล้วที่เขาจะไม่เคยเจอคนอย่างกฤตภาสในเมื่อเขาเคยผ่านมือผู้ชายอื่นเพียงคนเดียวคือณรงค์ แถมเมื่อเทียบกันระหว่างสองคนนี้แล้ว กฤตภาสยังกอดเขาในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกที่เจอกันบ่อยยิ่งกว่าช่วงที่ได้คบกับณรงค์ทั้งเดือนเสียอีก

ถ้าหากผู้ชายคนนั้นไม่ได้กอดเขาแค่เพราะต้องการระบายความใคร่...มันจะทำให้เขารู้สึกว่าได้รับการทะนุถนอมมากขึ้นบ้างไหมนะ...

ความคิดอันน่าหดหู่บีบรัดอกเขาจนรู้สึกเหมือนหัวใจเล็กลีบ เด็กหนุ่มหยิบเสื้อขึ้นสวมอีกครั้งอย่างเฉื่อยเนือย อดคิดอย่างสมเพชตัวเองไม่ได้ว่าเขาช่างหาเรื่องใส่ตัวสิ้นดีที่หวั่นไหวกับคนที่สร้างเงื่อนไขให้มีความสัมพันธ์ทางกายด้วย นี่ถ้าหากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนๆ ฟัง ไม่แคล้วเขาคงถูกรุมเทศนาให้รีบตีตัวออกห่างคนอย่างกฤตภาสเป็นแน่

เสียงสัญญาณจากโทรศัพท์มือถือเรียกความสนใจจากธีระที่นั่งจ่อมอยู่หน้ากระจก เด็กหนุ่มลุกไปหยิบโทรศัพท์มาดูก็พบว่าปิยพลซึ่งเป็นญาติผู้พี่ส่งข้อความมาให้ บนหน้าจอมีเพียงตัวหนังสือที่เรียงกันยาวหนึ่งบรรทัดว่า "เปิดดูช่อง XX ตอน 15.00 น."

ธีระเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าอีกไม่ถึงสิบนาทีจะบ่ายสาม จึงหยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์แล้วก็หยิบขนมขบเคี้ยวที่ซื้อตุนไว้มากินระหว่างดูรายการอื่นฆ่าเวลา เมื่อถึงเวลาตามที่บอกไว้ในข้อความ โลโก้ของรายการวาไรตี้ประจำวันก็ฉายขึ้น จากนั้นพิธีกรก็เกริ่นนำเกี่ยวกับเนื้อหาในช่วงต่างๆ ก่อนจะตัดภาพไปยังการสัมภาษณ์แขกรับเชิญ

"อ้าว? พี่ปิ๊กนี่นา!? ได้ออกทีวีเหรอเนี่ย??"

เด็กหนุ่มชะงักมือที่หยิบมันฝรั่งทอดเข้าปากแล้วก็ตั้งใจฟังอย่างสนใจ ดูเหมือนรายการนี้จะเน้นการสร้างแรงบันดาลใจแก่คนดูด้วยการสัมภาษณ์คนรุ่นใหม่จากหลากหลายอาชีพ และครั้งนี้ญาติผู้พี่ของเขาซึ่งเปิดร้านตัดเย็บกระเป๋าหนังและมีสตูดิโอสอนอยู่ที่น่านก็ได้รับเชิญมาออกอากาศ

"สุดยอดเลย"

ธีระฟังพิธีกรสัมภาษณ์ปิยพลด้วยความทึ่งแกมปลื้มใจ ถึงแม้จะค่อนข้างสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็ไม่เคยได้จับเข่านั่งคุยกับอีกฝ่ายว่าเพราะอะไรถึงลาออกจากงานประจำแล้วไปทำธุรกิจส่วนตัวที่เมืองเล็กๆ ทางเหนือซึ่งไม่ใช่กระทั่งเมืองท่องเที่ยวหลัก แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นสตูดิโอที่ทำงานรวมทั้งบรรยากาศในตัวเมืองน่านที่ทีมงานเก็บภาพมาฉาย เขาก็เริ่มจะเข้าใจความคิดของญาติผู้พี่เลาๆ

น่าอิจฉาจังที่พี่ปิ๊กรู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบทำอะไรตั้งแต่ยังหนุ่ม ถึงยังไงการได้ทำสิ่งที่ตัวเองสนใจก็น่าจะมีความสุขมากกว่าการฝืนทำงานประจำสินะ...

เด็กหนุ่มนั่งดูการสัมภาษณ์จนจบ กระทั่งหมดช่วงและพิธีกรตัดเข้าโฆษณาแล้วก็ยังไม่ปิดโทรทัศน์ สิ่งที่เพิ่งได้ดูจบไปทำให้เขาเกิดคำถามถึงอนาคตขึ้นมา

แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยจินตนาการถึงอนาคตของตัวเองอย่างเป็นรูปเป็นร่างเลย แม้ว่าจะเคยถกกับเพื่อนฝูงบ้างว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะสมัครงานแนวไหน แต่มันก็เหมือนเป็นการคุยกันลอยๆ เพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ตระหนักว่าอีกเพียงปีเดียวเขาก็จะเรียนจบอยู่แล้ว และเมื่อนานวันเข้าก็จะพึ่งพ่อกับแม่เหมือนทุกวันนี้ไม่ได้ เมื่อถึงวันที่ต้องยืนบนลำแข้งตัวเองโดยลำพัง เขาจะบอกกับตัวเองได้เต็มปากว่ามีความสุขกับสิ่งที่เลือกทำ กับชีวิตในแบบที่เขาเลือกใช้หรือเปล่า

อีกไม่นานการปิดเทอมก็จะสิ้นสุดลงก่อนที่เขาจะต้องกลับไปเรียนปีสุดท้าย และข้อตกลงที่เขาทำไว้กับกฤตภาสก็จะถึงวันครบกำหนดเช่นเดียวกัน หากไม่นับรวมความทรงจำมากมายที่เกิดขึ้นในชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่ได้รู้จักกับผู้ชายคนนั้น เขาจะสามารถกลับไปเป็นธีระคนเดิมเหมือนก่อนที่จะพบกับกฤตภาสได้หรือเปล่านะ...

 

++---TBC---++



A/N: ครั้งนี้มาลงตอนใหม่ไวอย่างไม่น่าเชื่อ อาจไม่ยาวเท่าสองสามตอนที่ผ่านมา แต่หวังว่าจะอ่านแล้วไม่รู้สึกว่าทิ้งช่วงกันนะค้า ^0^




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2557 14:25:35 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 26


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 26


"ลุงขอโทษด้วยนะกฤต เพราะลุงไม่ได้เอาใจใส่เนตรมาตั้งแต่เขายังเด็ก ถึงได้กลายเป็นคนเอาแต่ใจจนสุดท้ายก็ทำให้ทุกคนเดือดร้อนกันไปหมด"

"เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ช่างมันเถอะครับ ถึงยังไงช่วงหลายปีมานี้เนตรก็ลำบากกว่าผม"

"ก็จริงนะ...ถ้าหากลุงอนุญาตให้เมฆกับเนตรแต่งงานกันทันทีตั้งแต่กลับจากเมืองนอกก็อาจไม่เกิดเรื่องแบบนี้ก็ได้ ตอนนี้แม้แต่จะไปเรียกร้องความรับผิดชอบจากคนที่เนตรท้องด้วยก็ยังทำไม่ได้เลยเพราะไม่มีหลักฐาน ส่วนเมฆก็ติดคุกโดยไม่รอลงอาญาไปแล้ว ชีวิตคนเรานี่บางทีก็โดนโชคชะตาทำร้ายยิ่งกว่าในละครอีกนะ"



กฤตภาสหวนนึกถึงเมื่อวันก่อนที่เข้าไปเคารพศพของหญิงสาวซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อน พ่อของเจ้าหล่อนเห็นเขาก็จำได้ทันทีและเข้ามาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ดูเหมือนความแค้นเคืองที่เคยมีให้จะหมดสิ้นไปแล้วเมื่อได้รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรหลังจากลูกสาวเสียชีวิต

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนที่เขารู้จักเลือกที่จะลาจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร ทุกครั้งที่พบพานเรื่องแบบนี้จะทำให้กฤตภาสหยุดคิดถึงความหมายของชีวิต แต่มันมักจะเป็นความรู้สึกที่วูบมาแล้วก็หายไป เพราะเขารู้ว่าตัวเองจะไม่มีวันอ่อนแอถึงขั้นปล่อยให้ความรู้สึกอยากทำร้ายตัวเองมาครอบงำเด็ดขาด

ฟี้...

เสียงกรนขึ้นจมูกที่แสนเบาจากด้านหลังเรียกให้กฤตภาสพลิกตัวกลับไปมอง ธีระยังคงหลับสนิทแม้จะเป็นเวลาสายมากแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ปลุกเพราะรู้ว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมาเด็กหนุ่มคงเหนื่อย ไหนจะงานที่บริษัทและยังภารกิจดูแลเขาที่โรงพยาบาลอีก

เมื่อคืนนี้หลังจากธีระร้องไห้กับอกเขาจนหมดแรง กฤตภาสก็ให้เด็กหนุ่มอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยให้ใส่เสื้อยืดกับกางเกงบ็อกเซอร์ของเขา จากนั้นก็ตั้งใจว่าจะเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเองเพราะไหนๆ อีกฝ่ายก็เพลียมากแล้ว แต่ธีระกลับทำให้เขาประหลาดใจด้วยการเสนอตัวช่วยเหลือ เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็เดินตามมานอนบนเตียงโดยไม่อิดออดสักคำ ถึงแม้ว่าจะเอาแต่ตะแคงหันหลังให้เขาทั้งคืนก็ตาม

ท่าทีของธีระเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดหลังได้ฟังเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต มันอาจเป็นความสงสาร หดหู่ใจหรืออะไรก็ตาม แต่มันช่วยกร่อนความรู้สึกระแวดระวังยามอีกฝ่ายอยู่ต่อหน้าเขาให้ลดลง ซึ่งเป็นไปได้ว่าเพราะธีระก็เคยผ่านเรื่องราวสะเทือนความรู้สึกมาแล้ว และเป็นไปได้ว่าคงไม่พ้นเป็นเรื่องของผู้ชายที่เคยเผลอเรียกต่อหน้าเขาบ่อยๆ ตอนที่ได้เจอกันแรกๆ

ซึ่งถ้าหากธีระตั้งใจจะไม่ลืมผู้ชายคนนั้นไปตลอดชีวิต...มันก็ไม่ใช่กงการของเขาที่จะไปห้าม หรือเก็บเอามาคิดให้ปวดหัวเลยแม้แต่นิดเดียว

จู่ๆ กฤตภาสก็รู้สึกหงุดหงิดเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมผุดขึ้นในใจ ทั้งที่หายากเหลือเกินที่เขาจะนอนตื่นขึ้นมาข้างใครสักคนแล้วจะไม่นึกอยากหาความอิ่มหนำทางกามรสเพื่อกำจัดความเบื่อหน่าย แต่นับตั้งแต่เช้าที่เขาตื่นมาเห็นธีระนอนอยู่บนโซฟาที่โรงพยาบาลหลังจากวันที่เขาโดนยิง นั่นเป็นครั้งแรกที่เกิดความรู้สึกว่า...การได้ตื่นมาเห็นใครบางคนคอยอยู่ข้างๆ ก็เพียงพอแล้ว

กฤตภาสไม่เคยรู้จักความรู้สึกนี้ และเขาไม่แน่ใจว่าถ้าเคยชินกับมันขึ้นมาแล้วจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปหรือไม่

"อืม..."

ธีระย่นหัวคิ้วก่อนจะค่อยๆ ปรือตาขึ้น ในแววตากลมโตที่ยังฉาบด้วยความง่วงงุนสบตากับกฤตภาสที่นอนมองอยู่ก่อนราวชั่วอึดใจ จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้งแล้วพลิกตัวหันหลังให้เหมือนตอนที่เข้านอนเมื่อคืนนี้

ภาพนั้นทำให้กฤตภาสทั้งขำทั้งฉุน เพราะท่าทีเมื่อครู่ของธีระช่างต่างจากตอนที่ถูกใช้เงื่อนไขบีบให้มานอนด้วยช่วงแรกๆ อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ตอนนั้นเจ้าตัวแสดงออกชัดเจนว่าทั้งเกลียดทั้งกลัวเขา ตอนเช้ากฤตภาสจึงต้องคอยตื่นก่อนแล้วกอดเด็กหนุ่มเพื่อไม่เปิดโอกาสให้ลุกหนี แต่เมื่อครู่นี้เด็กนี่กลับกล้าหลับต่อทั้งที่เห็นเขาอยู่ข้างๆ แถมยังหันหลังหนีเหมือนวางใจว่าเขาคงไม่ทำอะไรเสียอีก

"สายแล้วนะ จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน?"

กฤตภาสกระเถิบตัวเข้าไปซ้อนด้านหลังธีระแล้วก็ยกแขนขึ้นเท้าศีรษะ โชคดีว่าอีกฝ่ายนอนตะแคงไปด้านที่เขาชันศอกขวาขึ้นได้จึงไม่ทุลักทุเลเกินไปนัก

"....ง"

"หืม?"

กฤตภาสได้ยินเสียงงึมงำตอบจึงแกล้งกดจมูกลงบนเรือนผมที่ยุ่งหน่อยๆ จากนั้นก็เม้มใบหูที่โผล่พ้นผมจนธีระย่นคอหนีมากขึ้น

"ผมง่วง ถ้าคุณไม่ง่วงก็ลุกไปสิ..."

ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะยังไม่อยากตื่นจริงจัง กฤตภาสจึงหัวเราะหึแล้วยื่นแขนออกไปรั้งเอวอีกฝ่ายเข้าหาตัว คราวนี้ธีระเบิกตาโพลงเมื่อถูกมือใหญ่ล้วงเข้าไปขยำแผ่นอกใต้เสื้ออย่างไม่ออมแรง

"คุณกฤต! ผมไม่เล่นด้วยนะ"

"แต่ฉันอยากเล่นกับเธอนี่ ไม่ได้เล่นด้วยมาตั้งไม่รู้กี่วันแล้ว"

ชายหนุ่มเอ่ยพลางเกี่ยวขาของอีกฝ่ายไม่ให้ดิ้นหนี บาดแผลบนไหล่ซ้ายทำให้กฤตภาสออกแรงกับมือข้างนั้นได้ไม่เต็มที่ แต่เขาก็สอดมือขวาลงใต้ขอบกางเกงบ็อกเซอร์แล้วลูบคลำส่วนอ่อนไหวของธีระจนเด็กหนุ่มตัวงอ

"คุณกฤต..."

เสียงที่เรียกชื่อเขาอ่อนแรงลงเมื่อถูกความหวามไหวจู่โจมดั่งอาวุธ กฤตภาสแกล้งกัดต้นคอของธีระเบาๆ จนเจ้าตัวต้องพยายามดิ้นให้เป็นอิสระอีกครั้ง

"เรียกชื่อฉันอีกสิ"

กฤตภาสเอ่ยเสียงต่ำเมื่อธีระเอี้ยวหน้าอันแดงซ่านมาหา นัยน์ตากลมโตหรี่เชื่อมและหม่นมัวด้วยความรู้สึกที่ถูกปลุกปั่น ริมฝีปากซึ่งเผยอหอบดึงดูดกฤตภาสให้ก้มลงใช้ริมฝีปากของตัวเองเกลี่ยซับความหวานจากกลีบปากนุ่มเอาไว้

"คุณกฤต พอก่อน...อื๊ออออ"

"จะพอได้ยังไง เพิ่งเริ่มเล่นกันได้ไม่เท่าไหร่เองไม่ใช่เหรอ?"

ชายหนุ่มกระเซ้าพลางเร่งมือที่สอดเข้าใต้กางเกงอีกฝ่ายจนโดนทุบกลับ แต่มือที่ทุบเขาก็เลือกทุบแค่ไหล่ขวาที่ไม่บาดเจ็บจนกฤตภาสยิ้ม เขาก้มลงลิ้มรสไออุ่นจากผิวบริเวณซอกคอของเด็กหนุ่มอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรมากไปกว่านั้นก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงออดจากประตูหน้า

การเคลื่อนไหวของทั้งสองหยุดชะงักทันควัน กฤตภาสชันศอกขึ้นพลางสบตากับนัยน์ตากลมโตที่ทอดมองเขาพลางกะพริบตาปริบๆ ผิวแก้มเนียนยังคงแดงก่ำเช่นเดียวกับรอยปื้นบนซอกคอที่เพิ่งถูกไรเคราของเขาถูไถ กฤตภาสเห็นแล้วให้นึกอยากกินคนตรงหน้าเข้าไปทั้งตัว แต่ติดที่เสียงออดซึ่งดังถี่จนเขานึกอยากทุบหัวผู้มาเยือนให้สลบ

"จะให้ผมไปดูว่าใครมามั้ยครับ?"

ธีระเสนอตัวเมื่อเห็นกฤตภาสทำหน้าตึง แต่เจ้าของห้องกลับส่ายหน้าก่อนจะยอมลุกขึ้นในที่สุด

"เดี๋ยวฉันออกไปดูเอง มีแค่คนเดียวเท่านั้นแหละที่จะถือวิสาสะมากดออดตอนเช้าวันหยุดแบบนี้น่ะ ส่วนเธอ...ไปเปลี่ยนชุดก่อนถ้าหากจะออกไปข้างนอก ชุดนี้มันไม่เรียบร้อย"

ธีระหน้าแดงยิ่งขึ้นเมื่อจู่ๆ ก็ถูกหอมแก้ม เด็กหนุ่มรีบลุกจากเตียงแล้วก็เดินเข้าไปในห้องน้ำอย่างขัดเขิน ฝ่ายกฤตภาสเพียงแต่ยิ้มก่อนจะออกจากห้องนอนแล้วเดินเนือยๆ ไปเปิดประตูให้คนที่กดออดอย่างไม่ลดละ

"โอ๊ะโอ หน้าตาไม่รับแขกเต็มขั้นเลยนะครับคุณชาย ไม่ทราบว่าผมมาขัดจังหวะรึเปล่าครับ?"

ผู้มาเยือนคือศุภวัฒน์จริงดังคาด ชายหนุ่มมองเพื่อนด้วยแววตาเอือมระอาแต่ก็ผลักประตูให้ เขาไม่รอให้อีกฝ่ายถอดรองเท้าเสร็จก็เดินนำเข้าไปในครัว

"ก็ยังดีที่รู้ตัวว่ามาขัดจังหวะ แล้วมีความจำเป็นอะไรถึงต้องมาตั้งแต่เช้า?"

"บ๊ะ! นี่มันจะเที่ยงอยู่แล้วโว้ย! อีกอย่างกูก็เป็นหมอนะมึง จะมาดูอาการคนไข้ก็ปกติไม่ใช่รึไง แต่ถ้ามึงมู้ดดี้ได้ขนาดนี้ก็แสดงว่าคงไม่ต้องพึ่งหมอแล้วล่ะมั้ง"

กฤตภาสตักผงกาแฟใส่เครื่องชงอย่างไม่รู้สึกรู้สากับคำเหน็บแนม ระหว่างที่รอให้หยดกาแฟกลั่นลงในแก้วก็จุดบุหรี่สูบจนนายแพทย์หนุ่มต้องแกล้งยกมือขึ้นปัดควันอย่างหมั่นไส้

"จริงๆ เรื่องอาการมึงน่ะกูไม่ห่วงหรอก แต่ที่ถ่อมาหาวันนี้เพราะไอ้นี่ต่างหาก"

ศุภวัฒน์วางหนังสือพิมพ์ที่ถือติดมาลงบนโต๊ะ ฝ่ายกฤตภาสเพียงแต่เหลือบตาลงมองแล้วก็พ่นควันออกช้าๆ

"ไอ้นี่ของมึงคือ?"

"กูก็ดูออกนะว่ามึงเอ็นดูเด็กคนนั้นเป็นพิเศษ แต่รู้ตัวรึเปล่าว่าเมื่อคืนโดนถ่ายรูปไว้ตอนกำลังทำอะไรน่ะ?"

กฤตภาสไม่แม้แต่จะแสดงสีหน้าตกใจ ชายหนุ่มเพียงแต่กระตุกยิ้มมุมปากแล้วก็หันไปหยิบถ้วยกาแฟที่ชงเสร็จแล้วขึ้นจิบ

“ตกลงนักข่าวถ่ายรูปไว้ทันด้วยเหรอ? แสดงว่ากูกะจังหวะถูกน่ะสิ”

“หา??”

ศุภวัฒน์ทำหน้าเหลอขณะมองเพื่อนเดินมานั่งที่โต๊ะ ท่าทางของกฤตภาสที่สูบบุหรี่พลางจิบกาแฟอย่างสบายใจทำให้เขางงสุดขีด

“นี่มึงรู้รึเปล่าว่ากูหมายถึงรูปแบบไหน?”

“รูปตอนที่กูจูบเด็กคนนั้นใช่ไหมล่ะ? ยกเว้นว่าไม่ใช่ กูจะได้เปิดดู”

ศุภวัฒน์ยกมือขึ้นตบหน้าผากเมื่อคิดได้ว่าอะไรเป็นอะไร ดูเหมือนเขาจะเดือดร้อนแทนเพื่อนผิดกาลเทศะเสียแล้ว แต่ที่เขาประหลาดใจไม่หายคือทั้งที่กฤตภาสรู้อยู่แล้วว่ามีนักข่าวคอยติดตาม ทำไมถึงยังทำพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกบันทึกหลักฐานไปเผยแพร่อีก

“บางทีกูก็ตามมึงไม่ทันว่ะกฤต ตกลงมึงจงใจทำแบบนั้นให้นักข่าวเก็บภาพงั้นเหรอ? เพื่ออะไรวะ?”

กฤตภาสสูบบุหรี่เข้าปอดอึกใหญ่ก่อนจะค่อยพ่นควันออกอย่างช้าๆ เขาไม่แปลกใจที่จะไม่มีใครเข้าใจความคิดของเขา ในเมื่อเขาก็เพิ่งคิดจะทำเรื่องนี้ได้เมื่อคืนก่อน

“กูคิดว่าควรจะหาทางให้นิกกี้ออกไปจากชีวิตกูเสียที แต่กับผู้หญิงที่บอกปัดนัดไปหลายครั้งแล้วก็ยังไม่ยอม take a clue ก็มีแต่ต้องบอกด้วยวิธีนี้แหละถึงจะได้ผลที่สุด”

“หา??? ตกลงว่ามึงแค่รำคาญแฟนเก่าก็เลยจะเขี่ยเขาทิ้งนี่นะ? ทำไมไม่เรียกมาคุยดีๆ ล่ะวะ ไม่ใช่เด็กๆ กันแล้วสักหน่อย”

“เสียเวลา อีกอย่างในเมื่อนักข่าวอยากได้สกู๊ปกันนักกูก็จัดให้ อย่างน้อยคราวนี้ข่าวกูกับนิกกี้จะได้เงียบสักที คงมีผู้ชายคนอื่นรอจีบเขาเยอะอยู่หรอก”

“เฮ้อไอ้กฤต...มึงนี่มัน...”

“สวัสดีครับคุณหมอ”

บทสนทนาของทั้งสองสะดุดลงเมื่อธีระเดินเข้ามาในห้องครัว ศุภวัฒน์ปรายตามองหนังสือพิมพ์ที่ยังพับอยู่บนโต๊ะอย่างรวดเร็วก่อนจะยิ้มตอบ

"หวัดดีตี้ เมื่อคืนคนเจ็บมันคงไม่ได้งอแงมากใช่ไหม?"

"อ๋อ ไม่หรอกครับ" ผิวแก้มของคนพูดเรื่อสีชมพูเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางกฤตภาส "คุณกฤต ผมว่าจะลงไปซื้อข้าวที่ร้านตามสั่งหน้าปากซอย อาจจะแวะตลาดด้วย จะฝากซื้ออะไรมั้ยครับ?"

"เธอกินอะไรฉันก็กินนั่นแหละ ถ้าเงินไม่พอก็หยิบจากกระเป๋าสตางค์ฉันไปก่อนก็ได้ รู้ใช่มั้ยว่าวางไว้ตรงไหน?"

"ได้ครับ แล้วหมอเหวินจะกินอะไรมั้ยครับผมจะได้ซื้อมาให้"

"ไม่ต้องๆ หมอแค่แวะมาดูอาการไอ้คุณชาย เดี๋ยวก็ต้องกลับไปคลินิกแล้ว"

เด็กหนุ่มพยักหน้าแล้วก็เดินออกไปจากห้อง หลังจากประตูหน้าปิดลงแล้วศุภวัฒน์ก็หันกลับมาทำตาโตมองเพื่อนที่นั่งสูบบุหรี่แกล้มกาแฟเหมือนเพิ่งทำเรื่องธรรมดาที่สุดในชีวิต

"เฮ่ย!! ทำไมบรรยากาศเมื่อกี้มันเหมือนคู่รักกำลังฮันนีมูนเลยวะ!? ตกลงเมื่อคืนกูพลาดอะไรไปมั่งเนี่ย!?"

กฤตภาสขยี้ก้นบุหรี่ที่เหลือด้วยสีหน้าเอือมระอา "ไม่ใช่อย่างที่มึงคิดก็แล้วกัน อีกอย่างบรรยากาศคู่รักฮันนีมูนอะไรนั่นไม่มีหรอก เด็กนั่นแค่ชินกับกูแล้วก็เท่านั้นแหละ"

"หือ? แต่กูดูยังไงเลเวลของมึงกับเขาก็เกินเจ้านายลูกน้องไปแล้วนี่หว่า มึงถึงกับจูบเขาให้นักข่าวเอารูปไปลงหนังสือพิมพ์ จะมาบอกว่าไม่รักไม่ชอบนี่กูไม่เชื่อนะเว่ย"

กฤตภาสจุดบุหรี่มวนที่สองขึ้นสูบ เขาหันไปพ่นควันอีกทางแล้วก็นึกถึงคำสอนที่ถูกพร่ำเตือนในอดีตจนบางครั้งก็นึกรำคาญที่ไม่ลืมคำพูดเหล่านั้นเสียที


"จำไว้นะกฤต ความรักเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันที่จบลงเมื่อเราตื่น สิ่งที่ทำให้คนเราอยู่ด้วยกันมีแค่ความหลงใหล ถ้าหากความหลงใหลถูกใช้ไปจนหมดเมื่อไหร่ เราก็หมดค่าในสายตาอีกฝ่ายเมื่อนั้นนั่นแหละ"


นั่นเป็นคำพูดที่แม่เคยบอกเขาหลังจากเลิกกับสามีคนที่สาม นับตั้งแต่บุพการีหย่าร้างกัน กฤตภาสก็ถูกแม่พาไปอยู่ที่อังกฤษด้วยตั้งแต่ยังเรียนชั้นประถม เขาได้เห็นความสัมพันธ์ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปของผู้เป็นแม่จนเคยชิน กระทั่งวันหนึ่งที่เห็นว่าเขาเริ่มเป็นหนุ่มและมีผู้หญิงมาติดพัน หม่อมหลวงมุกตาภาก็เรียกเขาไปคุยเพื่อถ่ายทอดบทเรียนที่ได้กลั่นกรองด้วยตัวเองจากรักอันผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเขาจำขึ้นใจ

ทั้งที่ความจริงแล้ว...ต่อให้ไม่มีใครพูดเรื่องนี้ด้วย กฤตภาสก็ตระหนักมาตั้งแต่ย่างเข้าวัยแตกพานว่าความรักอันมั่นคงและยืนยาวไม่ใช่เป้าหมายในการดำเนินชีวิตของเขาเลยสักนิด

"...ความรักมันไม่มีอยู่จริงหรอก"

"หือ?"

ศุภวัฒน์เลิกคิ้วเหมือนได้ยินไม่ถนัด กฤตภาสจึงยกกาแฟที่เหลือขึ้นดื่มแล้วก็ตัดบท "การถูกใจใครสักคนไม่ได้หมายความว่ารัก ถ้ากูเบื่อเด็กคนนั้นหรือเขาทนกูไม่ไหวเมื่อไหร่ก็จบ การที่คนสองคนมีความต้องการบางอย่างตรงกันในช่วงเวลาหนึ่งมันเรียกว่าความรักไม่ได้หรอก"

นายแพทย์หนุ่มยิ่งเลิกคิ้วสูงจนหน้าผากย่นไปถึงตีนผม เขารู้จักกฤตภาสมาตั้งแต่เด็กจึงตระหนักดีว่าทำไมอีกฝ่ายจึงมีมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์บิดเบี้ยวไม่เหมือนคนอื่น กระนั้นพอนึกถึงสีหน้าท่าทางของธีระเวลาอยู่ใกล้เพื่อนของเขาแล้วก็รู้สึกสงสาร

"ถึงมึงจะคิดแบบนั้นก็เถอะ ทำไมไม่ลองเปิดใจดูหน่อยวะกฤต เด็กคนนั้นอาจช่วยให้มึงเปลี่ยนความคิดแล้วหัดรักใครสักคนบ้างก็ได้นะ มึงเอาแต่คบคนนั้นทีคนนี้ที แบบนี้มีแต่จะผลักไสคนที่เขารู้สึกดีกับมึงจริงๆ ออกจากชีวิตนะเว่ย"

"มึงดูละครเยอะไปจริงๆ ว่ะเหวิน" กฤตภาสแค่นหัวเราะพลางขยี้ก้นบุหรี่ที่เพิ่งสูบไม่ถึงครึ่งมวน จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากครัว "ถ้าไม่มีธุระอะไรอีกกูขอไปเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนล่ะ ถ้าอยากกินกาแฟหรืออะไรในตู้เย็นก็หยิบเอาได้เลย แล้วก็ขอบใจที่เอาข่าวมาบอก ช่วยเก็บหนังสือพิมพ์นั่นกลับไปด้วยก็แล้วกัน กูยังไม่อยากให้ตี้เห็น"

ศุภวัฒน์มองแผ่นหลังของเพื่อนที่เดินหายเข้าไปในห้องนอนแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เขาหยิบหนังสือพิมพ์มากางหน้าที่พับไว้ออกดูรูปอีกครั้ง จากนั้นก็ฉีกหน้านั้นจนเป็นริ้วแล้วขยำทิ้งในถังขยะข้างเคาน์เตอร์

เรื่องที่ควรเตือนในฐานะเพื่อนก็ได้เตือนไปแล้ว คงได้แต่หวังว่าสักวันกฤตมันจะรู้ตัวว่าการเล่นกับความรู้สึกคนอื่นไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญอย่างที่ชอบทึกทักก็แล้วกัน เพราะดูเหมือนว่าต่อให้เขาพูดอะไรมากกว่านี้ก็คงส่งไปไม่ถึงหัวใจที่ปิดประตูขังตัวเองเอาไว้อีกแล้ว...



++---++



ธีระกลับมาที่คอนโดหลังจากออกไปข้างนอกร่วมหนึ่งชั่วโมง ดูเหมือนวันนี้ผู้คนต่างพร้อมใจออกมาจับจ่ายใช้สอยจนทั้งตลาดและร้านอาหารเนืองแน่นด้วยลูกค้า ขนาดเขาเลือกร้านที่น่าจะคิวสั้นที่สุดแล้วก็ยังต้องรอเกินสิบนาที และเพราะนึกได้ว่าในตู้เย็นที่ห้องกฤตภาสแทบไม่มีอะไร เขาเลยแวะซื้อทั้งของสดและของแห้งสำหรับให้คนเจ็บได้ตุนเอาไว้ด้วย

เมื่อกลับถึงคอนโดแล้วเด็กหนุ่มก็กดลิฟต์ขึ้นไปชั้นบน เมื่อเปิดประตูห้องเข้าก็ไปแปลกใจที่เห็นเจ้าของห้องนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟา เขาเลิกคิ้วแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ กระทั่งได้เห็นแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงสม่ำเสมอจึงรู้ว่าอีกฝ่ายหลับจริง

คงยังเหนื่อยละมั้ง...เมื่อคืนกว่าจะได้นอนกันก็ดึกแล้วนี่นา...

เด็กหนุ่มคิดพลางหอบหิ้วสิ่งที่ซื้อมาเข้าไปในครัว เขาเก็บของสดและแห้งเข้าตามตู้ต่างๆ โดยวางกล่องโฟมที่ใส่อาหารตามสั่งไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ล้างมือแล้วเดินกลับไปที่ห้องนั่งเล่น

"คุณกฤตครับ ผมซื้อข้าวไก่อบมานะ จะกินเลยหรือเปล่า?"

ธีระนั่งลงบนขอบโซฟาที่กฤตภาสนอนอยู่พลางเอ่ยถามเพราะเห็นอีกฝ่ายขยับตัว นัยน์ตาสีนิลปรือขึ้นมองเขาแล้วก็ส่ายหน้า

"ไว้อีกสักพักก็แล้วกัน ตอนนี้ยังไม่ค่อยอยากกินข้าวเท่าไหร่"

"แต่มียาที่ต้องกินหลังอาหารนะครับ อีกอย่างนี่บ่ายโมงกว่าแล้วด้วย ข้าวเช้าคุณก็ยังไม่ได้กิน ถ้าไม่กินข้าวเที่ยงแล้วเมื่อไหร่จะได้กินยาล่ะ"

เด็กหนุ่มเตือนราวอีกฝ่ายเป็นเด็กที่กำลังงอแงอย่างไม่เข้าท่า กฤตภาสจึงหรี่ตามองเขาจนธีระเสียวสันหลัง แต่ยังไม่ทันจะลุกหนีก็ถูกฉุดแขนลงไปบนโซฟาแล้วถูกคนตัวใหญ่กว่าขึ้นคร่อม

"สงสัยฉันจะนอนเยอะไปเลยไม่ค่อยหิว แต่ถ้าได้ออกกำลังสักหน่อยก็อาจอยากอาหารมากขึ้นก็ได้นะ"

"แต่หมอเหวินบอกไว้ว่าห้ามออกแรงเกินตัวนะครับ! คุณกฤต...!!"

ธีระยังค้านไม่ทันจบก็ถูกริมฝีปากอุ่นรุกไล่ ปลายลิ้นที่ยังเจือรสขื่นของนิโคตินยื่นเข้ามาพัวพันกับลิ้นของเขาจนมือไม้ที่พยายามดันอีกฝ่ายอ่อนแรง เนื่องจากรู้ดีว่าแผลบนไหล่ซ้ายของกฤตภาสยังไม่หายจึงทำให้เขายิ่งไม่กล้าผลักอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก เปิดทางให้กฤตภาสทำสิ่งที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย

"หนวดคุณกฤต...คัน"

"หืม? แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยบ่นนี่"

กฤตภาสรู้ดีว่าวันไหนที่เขาไม่ได้โกนหนวดแล้วไรเคราจะขึ้นค่อนข้างเยอะ ยิ่งพอได้ยินธีระบ่นเขาก็ยิ่งจงใจเลิกชายเสื้ออีกฝ่ายแล้วตะโบมจูบไปบนแผ่นอกและหน้าท้องแบนราบมากขึ้น

"ก็มัน..."

ธีระก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงบ่นเรื่องนี้ขึ้นมาตอนนี้ ความจริงเขาไม่ชอบเวลาโดนตอหนวดแข็งๆ ของกฤตภาสซุกไซ้ตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่นอนด้วยกัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเหมือนกับใกล้ชิดอีกฝ่ายมากพอจะบอกเรื่องนี้ได้ ทว่ายังไม่ทันจะคิดหาคำอธิบายก็พบว่าคนเจ็บรูดซิปกางเกงเขาลงแล้ว และตอนนี้ริมฝีปากได้รูปก็กำลังจูบส่วนอ่อนไหวของเขาผ่านเนื้อผ้าบางๆ ของกางเกงบ็อกเซอร์

นัยน์ตาสีนิลที่เหลือบขึ้นมองเขาทั้งที่กำลังใช้ฟันขบส่วนที่กำลังมีปฏิกิริยาใต้เนื้อผ้าจุดความร้อนให้แล่นไปทั้งร่างของธีระ เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับมีลาวาเหลวไหลวนอยู่ในหัว และมันทำให้การยับยั้งชั่งใจของเขาเริ่มหลอมละลายตามไปทุกที ใบหน้าเนียนแดงก่ำมากยิ่งขึ้นเมื่อกฤตภาสเกี่ยวนิ้วบนยางยืดของบ็อกเซอร์ลงแล้วไล้ปลายลิ้นผะแผ่วไปบนส่วนไวสัมผัส

ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับเขา แม้แต่ตอนที่คบกับณรงค์ ฝ่ายนั้นก็ไม่เคยใช้ริมฝีปากกับส่วนนี้ให้เลยสักครั้ง

"ยังอยากให้หยุดอีกรึเปล่า?"

กฤตภาสถามยิ้มๆ พลางจรดริมฝีปากลงบนส่วนปลายที่เริ่มชุ่มฉ่ำจนร่างเพรียวกระตุก ธีระหอบหายใจพลางหลบตาคนถามด้วยความอาย แต่สติส่วนที่รับรู้ความผิดชอบชั่วดียังสั่งการให้เขาคัดค้านด้วยเสียงอ้อมแอ้ม

"ผมไม่อยากให้แผลคุณเป็นอะไรมากขึ้นแล้วโดนคุณหมอว่าเอานะ"

"ไม่เห็นจะยาก ในเมื่อเหวินมันบอกว่าห้ามฉันออกแรงเกินตัว เธอก็ช่วยไม่ให้ฉันต้องออกแรงสิ"

กฤตภาสดึงแขนธีระให้ลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็เอนหลังแล้วดึงร่างเพรียวให้ขึ้นคร่อม ท่าทางล่อแหลมเช่นนั้นทำให้เด็กหนุ่มเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายได้ทันที

"คุณกฤต...ขี้โกง"

น้ำเสียงและใบหน้าตัดพ้อของธีระทำให้กฤตภาสหัวเราะ ชายหนุ่มโน้มคออีกฝ่ายลงจูบ ส่วนมืออีกข้างก็ค่อยๆ ร่นกางเกงของเด็กหนุ่มลง ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้สะโพกที่แน่นตึงพลางกระซิบข้างหูคนที่หน้าแดงก่ำ

"เด็กดี ไม่ต้องคิดมากหรอก เราไม่บอกใครก็พอแล้วนี่"

ธีระไม่ได้ตอบ ทว่าก็ไม่ได้ขัดขืนอีกเมื่อถูกถอดกางเกงและเสื้อจนเหลือเพียงร่างที่ถูกแสงไฟในห้องย้อมจนเป็นสีผ่องนวลตา กฤตภาสยิ้มยามได้เห็นอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาเมื่อถูกสัมผัส และความเร่าร้อนของคนที่ยอมเป็นฝ่ายอยู่ข้างบนก็ทำให้เขาลืมเรื่องที่ศุภวัฒน์เตือนเมื่อเช้าไปสนิทใจ

ไม่มีอะไรอื่นที่สำคัญอีกแล้วในเวลานี้ ขอแค่แววตาที่อ่อนเชื่อมด้วยแรงปรารถนาบนผิวหน้าซ่านสีกลีบกุหลาบ และผิวเนื้ออุ่นซึ่งเคลื่อนไหวตามจังหวะการชี้นำของเขาก็เพียงพอ ส่วนความรักอะไรนั่น...มันไม่ใช่เรื่องที่เขาอยากจะเสียเวลาคิดหาคำตอบเลยสักนิด




++---TBC---++



A/N: ตอนนี้คาดว่ากฤตภาสคงเปิดตู้ ปณ.เตรียมรอรับ hate mail จากคนอ่านแล้วค่ะ สามารถทิ้งความเห็นเอาไว้ได้ แล้วเดี๋ยวคนเขียนจะรวบรวมไปส่งให้นะคะ >_<






 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2557 11:11:44 น.  

1  2  3  4  5  6  7  
Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.