Group Blog
 
All blogs
 

ประกาศตีพิมพ์บรรจบใจใต้ผืนฟ้ากับ สนพ.เบเกอรี่บุ๊ค

สวัสดีค่า ไม่ได้มาอัพเดทบล็อกซะนาน นอกจากเพราะปั่นตอนพิเศษอยู่ก็เพราะต้องอุบเรื่องนี้ไว้จนคอนเฟิร์มก่อน และตอนนี้ก็ได้เวลาแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการว่า "บรรจบใจใต้ผืนฟ้า" จะตีพิมพ์กับทาง สนพ.เบเกอรี่บุ๊คนะคะ เบื้องต้นคาดว่าจะพร้อมวางแผงในงานหนังสือปลายเดือนมีนาคม 2559 นี้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม ติดตามได้ที่เพจของเราและเพจเบเกอรี่บุ๊คเลยค่ะ www.facebook.com/Bakerypublishing

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามเรื่องนี้กันมาด้วยนะคะ ในรวมเล่มจะมีตอนพิเศษที่อ่านแล้วอิ่มใจแน่ๆ ตามสไตล์ Bellbomb ค่ะ ^_____^

 




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2559 18:58:46 น.
Counter : 116 Pageviews.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 31 (2/2)

*แนะนำ*

สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 31 (2/2)


เดนเวอร์เป็นเมืองหลวงของรัฐโคโลราโดซึ่งอยู่ค่อนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงและอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ผู้คนจึงนิยมมาเที่ยวตากอากาศในช่วงที่อากาศอบอุ่น และเล่นสกีตามรีสอร์ทในฤดูหนาว

ตอนที่ชานนท์กับจารวีบินไปถึงสนามบินเดนเวอร์ก็เกือบสามทุ่ม นักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ยังคงเดินสวนกันขวักไขว่ หลังรับกระเป๋าแล้วชานนท์ก็เดินนำจารวีไปยังเคาน์เตอร์ของบริษัทที่จองบ้านพักและรถเช่าเพื่อรับกุญแจ เจ้าหน้าที่อธิบายข้อมูลเล็กน้อยก่อนจะพาพวกเขาไปที่รถ

“ที่พักของพวกเราค่อนข้างไกลร้านอาหารกับปั๊มน้ำมัน ดังนั้นแวะเข้าเมืองไปซื้อของตุนไว้ก่อนก็แล้วกัน”

“ครับ”

จารวีตอบรับขณะชานนท์ขับรถออกจากสนามบิน เมื่อเข้าเขตตัวเมืองเดนเวอร์ก็พบว่าที่นี่เจริญและมีตึกรามทรงสูงไม่น้อย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่กว้างขวางจึงดูไม่แออัดเหมือนนิวยอร์ก

“ที่นี่ไม่เหมือนกับที่ผมคิดไว้เลย”

“ทำไมล่ะ?”

“ก็นึกว่า...จะเป็นป่าเขามากกว่านี้”

ชานนท์ได้ฟังความคิดของเขาก็หัวเราะ “ถ้าในดาวน์ทาวน์ก็ไม่มีป่าหรอกเพราะเป็นย่านธุรกิจ แต่ถ้าออกนอกเมืองเมื่อไหร่ก็เป็นป่าเขาเต็มที่ละ รอบๆ ที่พักของเราอาจได้เจอกวางหรือหมาจิ้งจอกด้วยนะ”

จารวีพยักหน้าเงียบๆ แต่ในใจตื่นเต้นกับทริปนี้ไม่น้อย แม้ว่าจะมาอเมริกาครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน แต่ส่วนมากก็อยู่แต่ในนิวยอร์กเพราะไม่อยากใช้เงินของคุณพ่ออย่างฟุ่มเฟือย ตอนที่แบ็คแพ็คไปเที่ยวอิตาลีนั่นก็เป็นทริปใหญ่ครั้งเดียวที่มาจากเงินเก็บส่วนตัวของเขาเอง

ไม่นานชานนท์ก็เลี้ยวรถเข้าจอดหน้าซุปเปอร์มาร์เก็ต พอเดินเข้าด้านในก็ดึงรถเข็นออกมาคันหนึ่งแล้วหันมาถามจารวี

“ผมว่าจะไปดูไวน์ โจ้จะช่วยเลือกไหม?”

“ผมเลือกไม่เป็น คุณฉานชอบอันไหนก็หยิบมาเลยครับ ผมขอไปดูพวกสบู่กับยาสีฟันหน่อย”

ชานนท์พยักหน้าแล้วเดินแยกไป จารวีมองตามจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้หันกลับมา จากนั้นก็รีบเดินไปทางแผนกสินค้าที่เล็งไว้ เขาหยิบของที่ต้องการแล้วจ่ายเงิน หลังเก็บของใส่กระเป๋ากางเกงแล้วก็ไปช่วยชานนท์เลือกซื้อของก่อนจะพากันเดินกลับรถ

“10 องศา มิน่าถึงได้หนาว ผมนึกว่านิวยอร์กอากาศอุ่นช้ากว่าแถบอื่นของประเทศแล้วแท้ๆ”

จารวีเอ่ยเมื่อเห็นตัวเลขแสดงอุณหภูมิบนป้ายไฟ ชานนท์พยักหน้าพลางเสียบกุญแจสตาร์ทรถ

“พอเราขึ้นเขาแล้วจะหนาวกว่านี้อีกนะ บางคืนอาจติดลบเพราะที่พักอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลสองพันกว่าเมตร ผมถึงได้ให้เอาพวกเสื้อกันหนาวหนาๆ มาด้วย”

ชานนท์เอ่ยระหว่างเบนรถออกนอกเมือง จารวีค่อยนึกขึ้นได้ว่าเขาจัดอุปกรณ์กันหนาวทุกอย่างมาเพราะไม่รู้ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร แต่คงได้ใช้ทุกชิ้นเพราะแค่เดินในลานจอดรถเมื่อครู่ก็มือชาแล้ว

ยิ่งพวกเขาไต่ภูเขาสูงขึ้นก็ยิ่งเห็นแหล่งชุมชนห่างจากกันมากขึ้น ถนนสองเลนอันกว้างขวางลดเลี้ยวไปตามแนวเทือกเขาและป่าไม้สูงชัน แสงไฟหน้ารถส่องให้เห็นว่าพื้นที่บางส่วนยังมีหิมะปกคลุม จารวีอดคิดไม่ได้ว่าถ้าได้เห็นทิวทัศน์เหล่านี้ในยามกลางวันก็คงดี

“โจ้เอาสมุดวาดเขียนกับสีมาด้วยหรือเปล่า?”

“เอามาครับ”

“งั้นก็ดีแล้วล่ะ วิวรอบๆ บ้านพักสวยมาก ผมคิดว่าโจ้น่าจะอยากวาดรูปเก็บไว้”

จารวีเบนสายตากลับมา น่าแปลกที่ชานนท์เข้าใจความคิดของเขาทั้งที่ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ เขาเหลือบมองจีพีเอสที่หน้ารถแล้วก็เอ่ยถาม

“คุณฉานมาที่นี่บ่อยเหรอครับ?”

“ช่วงก่อนจะเรียนจบผมต้องเลือกสถานที่เพื่อถ่ายรูปทำพอร์ต ก็เลยมาที่นี่เพราะธรรมชาติเยอะดี ตอนนั้นเช่ารถขับแล้วตระเวณถ่ายรูปอยู่เกือบสองอาทิตย์ หลังจากนั้นพอทำงานแล้วก็จะแวะกลับมาเที่ยวปีละครั้ง แต่หลายปีมานี้ก็ไม่ค่อยว่างแล้ว”

“มาคนเดียวทุกครั้งเลย?”

“...อื้อ”

จารวีไม่ถามซอกแซกอีก เขาเพียงแต่นั่งมองทางข้างหน้าเงียบๆ สัญญาณวิทยุเริ่มขาดหายเมื่อไต่เขาสูงขึ้น ชานนท์เลยเสียบสายมือถือเข้ากับลำโพงเพื่อฟังเพลงที่โหลดเอาไว้แทน

Come away with me in the night
Come away with me
And I will write you a song

จารวีเอียงคอ เขาจำได้ว่าชานนท์ก็เคยเปิดอัลบัมของนอร่าห์ โจนส์ในรถตอนพวกเขาบินกลับเมืองไทยหลังคุณย่าเสีย

“คุณฉานนี่ชอบนอร่าห์ โจนส์จริงๆ นะครับ”

“อืม ถ้าไม่ชอบจะเปลี่ยนก็ได้นะ ผมมีเพลงของคนอื่นในเครื่องอยู่เหมือนกัน แค่อาจไม่อัพเดทเท่าไหร่”

“ไม่เป็นไรครับ ผมฟังอะไรก็ได้”

“ที่จริงเพลงนี้ก็เหมาะกับพวกเราตอนนี้ดีนะ โจ้ไม่คิดแบบนั้นเหรอ?”

จารวีได้ยินดังนั้นก็เงียบเพื่อตั้งใจฟังเนื้อเพลง ความจริงแล้วเขาได้ฟังเพลงนี้อยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยใส่ใจกับเนื้อหาอย่างจริงจัง

Come away with me on a bus
Come away where they can't tempt us, with their lies

I want to walk with you
On a cloudy day
In fields where the yellow grass grows knee-high
So won't you try to come

Come away with me and we'll kiss
On a mountaintop
Come away with me
And I'll never stop loving you

เสียงดนตรีป๊อปแจ๊ซคลอเสียงร้องหวานทุ้ม เนื้อหาของเพลงไม่ซับซ้อน แต่จารวีเริ่มจะเข้าใจว่าทำไมชานนท์ถึงบอกว่าเพลงนี้เหมาะกับพวกเขา

ตามฉันมาสิในค่ำคืนนี้
ผ่านราตรีไปด้วยกัน
แล้วฉันจะร่ายบทเพลงมอบให้เธอ

เราจะออกเดินทางกันสองคน
สู่ดินแดนซึ่งไร้คำหลอกลวง

ฉันปรารถนาจะกุมมือเธอ
ในวันที่ฟ้าหม่นด้วยมวลเมฆ
กลางทุ่งหญ้าสีทองสุดสายตา
อย่ารอช้าอยู่อีกเลย

ตามฉันมา แล้วเราจะจุมพิตกัน
บนภูผาที่มีเพียงเราสอง
โปรดมากับฉัน
แล้วจะไม่มีวัน...ที่ฉันหยุดรักเธอ

จารวีสูดหายใจลึกเมื่อเพลงดำเนินถึงท่อนจบ เขานั่งตัวตรงเมื่อชานนท์เลี้ยวรถออกจากถนนแล้วหยุดลงหน้าบ้านซึ่งสร้างจากไม้ซุงทั้งหลัง บริเวณโดยรอบมืดสลัว แสงสว่างเดียวที่มีคือไฟหน้ารถซึ่งส่องตรงไปยังหน้าบ้าน

“รอแป๊บนะ เดี๋ยวผมลงไปเปิดไฟในบ้านก่อน”

เขาไม่ทันได้เอ่ยตอบ ชานนท์ก็เปิดประตูแล้วก้าวไปยังตัวบ้านพร้อมกุญแจ ควันที่ถูกพ่นออกจากริมฝีปากเป็นหลักฐานว่าอากาศภายนอกหนาวแค่ไหน

ไฟเหนือประตูบ้านถูกเปิดเป็นดวงแรก จากนั้นชานนท์ก็ไขกุญแจเข้าไปเปิดไฟในห้องนั่งเล่น จารวีรูดซิปแจ๊คเก็ตขึ้นจนสุดแล้วก้าวลงจากรถ อุณหภูมิบนเทือกเขาต่ำจริงดังคาด แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้า เขาก็เผยอริมฝีปากค้างเมื่อได้เห็นพระจันทร์สุกสกาวดวงใหญ่อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“ยิ่งคืนไหนพระจันทร์เต็มดวงนะ แทบจะเหมือนเห็นยานอวกาศอยู่เหนือหัวเลยล่ะ”

เขาจำได้เลาๆ ว่าชานนท์เคยบรรยายทัศนียภาพบนยอดเขาในโคโลราโดให้ฟัง แต่คำเปรียบเปรยนั้นเทียบไม่ได้เลยกับการได้เห็นของจริงกับตา มันทั้งกลมโตและดูเหมือนอยู่ใกล้ราวกับจะยื่นมือไปจับได้

“ไม่หนาวเหรอโจ้? รีบเอาของลงแล้วเข้าบ้านดีกว่านะ”

จารวีมัวตื่นเต้นจนไม่รู้ว่าชานนท์เดินออกมาจากบ้านตั้งแต่ตอนไหน เขาหันไปยิ้มให้ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์อีกครั้ง

“ขอผมดูอีกแป๊บนะครับ ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นพระจันทร์เต็มดวงใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย”

เสียงฝีเท้าย่ำกรวดใกล้เข้ามา จารวีเหลือบเห็นว่าชานนท์มาหยุดยืนข้างๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองภาพเดียวกัน มุมปากของอีกฝ่ายหยักขึ้นเล็กน้อย

“สวยใช่มั้ย?”

“ครับ ตอนคุณฉานเล่าให้ฟังผมยังนึกภาพไม่ออก ตอนนี้ได้มาเห็นถึงเข้าใจ มันต่างจากตอนดูที่นิวยอร์กหรือนิวเจอร์ซี่จริงๆ”

“ใช่ ตอนผมได้เห็นครั้งแรกก็คิดแบบนั้น หลังจากนั้นก็คิดมาตลอดว่าถ้าหากมีคนสำคัญก็อยากจะพามาเห็นภาพนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยได้พาใครมาซักที”

“หือ?”

จารวีลดสายตาลงมองคนข้างตัว ชานนท์ยังคงเงยหน้ามองดวงจันทร์ แสงสีเงินยวงอ่อนละมุนที่ส่องลงบนใบหน้าอีกฝ่ายพานให้หัวใจบีบรัด แต่ไม่ใช่จากความรู้สึกหวานปนขมเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว

“ดีแล้วล่ะที่ผมได้พาโจ้มาที่นี่ด้วยกัน”

ชานนท์ลดสายตาลงยิ้มให้ สายลมอ่อนๆ พัดจนยอดไม้รอบตัวไหวเอน จารวีรู้สึกว่าปลายจมูกและนิ้วเริ่มชาเพราะอากาศอันหนาวเย็น แต่ในใจกลับอบอุ่นราวน้ำค้างที่ต้องแสงอรุณ

เขาก็ดีใจที่ชานนท์พามาที่นี่เหมือนกัน



++-------++



“ผมปูเตียงแล้วก็หมอนในห้องนอนเสร็จแล้วนะ”

ชานนท์หันไปบอกจารวีที่เพิ่งก้าวออกจากห้องน้ำ เมื่อครู่นี้พวกเขาสำรวจห้องต่างๆ ในบ้านนิดหน่อยหลังขนข้าวของจากหลังรถเข้ามาเก็บ และตอนนี้กำลังจะเตรียมตัวนอนหลังการเดินทางมาหลายชั่วโมง

“ไม่เห็นต้องทำคนเดียวเลย รอให้ผมออกมาช่วยก็ได้”

จารวีเอ่ยท้วง แต่ชานนท์เพียงยิ้มแล้วหยิบชุดนอนออกจากกระเป๋า

“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าโจ้เหนื่อยก็นอนก่อนได้เลย เดี๋ยวผมขออาบน้ำบ้าง”

จารวีมุ่นคิ้วขณะมองอีกฝ่ายเดินเข้าห้องน้ำ เขาแขวนผ้าเช็ดตัวบนราวแล้วเดินไปยังกระเป๋าเดินทางตรงมุมห้อง พื้นพรมหนาช่วยดูดซับเสียงฝีเท้าจนแทบไม่ได้ยิน

ภายในห้องอากาศกำลังสบายเพราะถูกปรับอุณหภูมิไว้ จารวีรื้อเสื้อผ้าออกมาแขวนในตู้ขณะรอฟังเสียงการเคลื่อนไหวในห้องน้ำ แต่รออยู่นานก็ยังได้ยินแต่ความเงียบ

นี่ตั้งใจจะถ่วงเวลาจนเขาหลับเลยหรือไงกัน...

จารวีเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนัง อีกไม่กี่นาทีก็จะเที่ยงคืนแล้ว เขายืนนิ่งมองเตียงหนากลางห้องอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นก็ปิดไฟแล้วเดินไปเลิกผ้าห่ม มุมปากได้รูปยกขึ้นน้อยๆ เมื่อได้ยินเสียงน้ำจากฝักบัวในที่สุด

ใครกันนะที่ปากเปียกปากแฉะแทบตายขอร้องให้เขาแต่งงานด้วย พอหลังแต่งกันแล้วดันทำตัวเหมือนหนุ่มพรหมจรรย์เสียอย่างนั้น...

ชานนท์ปิดก๊อกน้ำหลังล้างฟองสบู่ออกจากตัวจนหมด เขาระบายลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อไม่ได้ยินเสียงใดๆ จากห้องนอน คิดแล้วก็น่าขำ ผู้ชายอายุสามสิบหกที่ผ่านประสบการณ์มาโชกโชน หลังแต่งงานกลับไม่กล้าขอมีความสัมพันธ์กับคนรักของตัวเอง

ชายหนุ่มมองภาพสะท้อนในกระจกหลังแปรงฟัน ช่วงแก้มของเขาตอบลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา บนจอนผมเริ่มมีสีเทาแซมแม้จะไม่มาก บางครั้งบนหางตาก็จะเผยร่องรอยเวลาแสดงอารมณ์ด้วย

เขาเพิ่งตระหนักถึงช่องว่างระหว่างวัยกับจารวีเอาก็หลังแต่งงานนี่เอง

ชานนท์ถอนหายใจแล้วหยิบมีดขึ้นโกนหนวด ใช่ว่าเขาจะไม่ปรารถนาในตัวจารวี แต่หลังจากผ่านความไม่เข้าใจกันมานาน แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่จะผูกพันกันทางกฎหมาย เขาก็ไม่อยากเผลอทำอะไรที่จารวีไม่ชอบ

แน่นอนว่านั่นรวมไปถึงเรื่องบนเตียงด้วย

ร่างกายมีปฏิกิริยาทันทีที่นึกถึงเรื่องนี้ ถึงอย่างไรเขาก็ยังอยู่ในวัยที่มีความต้องการทางเพศ การไม่ได้ปลดปล่อยทั้งที่นอนร่วมเตียงกับคนที่อยากกอดทุกวันทำให้อยากราดน้ำเย็นใส่ตัวเองวันละหลายๆ หน

ชานนท์ใช้เวลาในห้องน้ำอีกหลายนาที จนกระทั่งร่างกายเริ่มสงบถึงปิดไฟแล้วก้าวออกสู่ห้องนอน แสงกระจ่างของดวงจันทร์ช่วยให้เห็นรายละเอียดในห้องได้ไม่ยากนัก

จารวีนอนตะแคงหันหลังให้เขาอยู่บนเตียง ผ้าห่มถูกดึงขึ้นคลุมจนถึงคอ ชานนท์ยิ้มเพราะรู้อยู่แล้วว่าอากาศบนนี้จะหนาว ตอนที่ส่งอีเมลมาจองบ้านพักจึงได้ระบุให้เตรียมผ้าห่มหนาพิเศษเอาไว้ให้

ร่างสูงใหญ่เดินไปแขวนผ้าขนหนูบนราว จากนั้นก็ถูมือจนอุ่นแล้วค่อยแทรกตัวเข้าใต้ผ้าห่ม กลิ่นสบู่เจือจางลอยมาจากคนที่นอนตะแคงหันหลังให้ ทั้งที่อยากรั้งร่างนั้นมากอดใจแทบขาด เขาก็เพียงโน้มตัวลงกระซิบเสียงเบา

“กู้ดไนท์...โจ้”

“ใจคอจะพูดแค่กู้ดไนท์ทุกคืนเหรอครับ?”

ชานนท์เบิกตากว้างเมื่อได้ยินเสียงที่ไม่ง่วงงุนสักนิด ร่างที่หันหลังให้พลิกตัวกลับมาหา และถ้าเขาตาไม่ฝาด ดูเหมือนร่างนั้นจะไม่ได้สวมเสื้อผ้าสักชิ้น

ชายหนุ่มกะพริบตาอย่างงุนงง กระทั่งลำแขนทั้งสองยกขึ้นกอดคอและเรียวขาเพรียวตวัดมาเกี่ยวขา เขาถึงได้มั่นใจว่าจารวีเปลือยเปล่าทั้งตัวจริงๆ

“โจ้...”

“ผมเห็นรูปโป๊ของผมที่คุณฉานเคยถ่ายเก็บไว้แล้วนะ หรือจะบอกว่าดูรูปพวกนั้นแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย?”

“นั่นมัน...”

ชานนท์หน้าแดงเมื่อความลับแตกว่าเขาอัดรูปที่เคยถ่ายจารวีในเช้าหลังทั้งคู่มีอะไรกันครั้งแรกไว้ เสียงพร่าขาดหายเมื่อริมฝีปากอุ่นเผยอขึ้นดูดดุน ชานนท์ตอบสนองทันทีโดยสัญชาตญาณ ครั้งสุดท้ายที่เขาจูบจารวีคือวันที่ทำพิธีแต่งงาน และนั่นเป็นเพียงการแตะริมฝีปากเท่านั้น ครั้งนี้คือการจูบอย่างหิวกระหายและเรียกร้องอย่างแท้จริง

ฝ่ามือใหญ่ตะโบมลูบไปตามผิวกายเนียนลื่น ร่างที่พยายามแอ่นตัวเข้าหาทำให้ชานนท์ยิ่งยากจะควบคุมตัวเอง เขาคิดถึงความรู้สึกนี้เหลือเกิน ต่อให้ระหว่างที่ห่างกันไปจะมีคนอื่น แต่ไม่มีใครทำให้ในอกอิ่มเต็มและหวามไหวได้เหมือนร่างตรงหน้า เสียงครางยิ่งเร่งเร้าการเคลื่อนไหว เขาก้มลงเลียติ่งเนื้อสีชมพูบนแผ่นอกเรียบก่อนจะดูดอย่างแรงจนจารวีหวีดร้อง

“คุณฉาน!...เดี๋ยวก่อน”

“ผมไม่อยากรอ”

“นี่ครั้งแรกของผมหลังไม่มีอะไรกับคุณมาเป็นปีนะ”

จารวีเอ่ยเสียงหอบ ทรวงอกแน่นตึงกระเพื่อมอย่างไม่เป็นจังหวะ แต่แค่นั้นก็เพียงพอให้ชานนท์ชะงัก เขายันตัวขึ้นบนข้อศอกแล้วมองคนตรงหน้า แสงจันทร์ช่วยให้เห็นนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่ฉ่ำเยิ้ม ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระจายเหนือหมอนสีขาว ถ้าหากแสงจันทร์สว่างกว่านี้อีกนิด เขาอาจเห็นกระทั่งว่าผิวเกลี้ยงเกลาแดงเรื่อขนาดไหนก็เป็นได้

เรียวขาเปลือยเปล่าสองข้างยังขนาบอยู่ข้างสะโพก ความใกล้ชิดทำให้ท่อนล่างของเขาเจ็บปวดจากความต้องการที่แล่นปราด

“ถ้าโจ้ไม่อยากให้ทำต่อ...”

“ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

จารวีพ่นลมหายใจเหมือนกำลังจะหมดความอดทน ชานนท์เลิกคิ้วเมื่ออีกฝ่ายดันเขาให้เอนพิงหมอน จากนั้นเสื้อยืดก็ถูกดึงออกทางศีรษะ ชายหนุ่มสูดหายใจเฮือกเมื่อจารวีนั่งคร่อมบนตักแล้วลากปลายนิ้วเย็นๆ ไปบนแผ่นอก บางครั้งเจ้าตัวก็จะแทนที่ปลายนิ้วด้วยริมฝีปาก บางครั้งก็แลบลิ้นออกมอบสัมผัสเปียกชื้นจนเขาสะดุ้ง

“โจ้...”

“Let me.”

ชานนท์คำรามเสียงต่ำเมื่อปลายลิ้นอุ่นแฉลบผ่านยอดอก ลมหายใจของเขาถี่กระชั้น สัมผัสเล้าโลมอันแสนเชื่องช้าแต่หยอกเย้าบ่งบอกว่าจารวีต้องการคุมเกมเอง

ชายหนุ่มแหงนหน้าพิงหัวเตียงเมื่อสัมผัสของจารวีปลุกเร้าขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ามือกำผ้าปูเตียงแน่นเมื่อปลายลิ้นอุ่นลากไล้ลงไปถึงหน้าท้อง เขารับรู้ได้ว่าริมฝีปากนุ่มอยู่ใกล้กับส่วนที่กำลังตื่นตัวเหลือเกิน ถ้าเพียงแต่จารวีจะก้มหน้าต่ำลงอีกไม่กี่นิ้ว...

“ฮึ!”

ร่างสูงใหญ่สะดุ้งเมื่อส่วนอ่อนไหวถูกงับผ่านเนื้อผ้า จารวีไม่ได้กัดแรงจนเกิดรอยแผล แต่มันยิ่งเร้าความต้องการให้พวยพุ่งเมื่ออีกฝ่ายเกี่ยวกางเกงเขาลงแล้วไล้ปลายลิ้นบนผิวเรียบลื่น

“โจ้...ไม่ต้อง...”

“ผมอยากทำแบบนี้มาตลอด คุณไม่รู้หรอกว่าผมอึดอัดแค่ไหนที่หลังแต่งงานกันแล้วคุณกลับไม่แตะต้องผมเลย”

“นั่นเพราะ...อ๊ะ!”

สมองของชานนท์ว่างเปล่าเมื่อจู่ๆ แก่นกายก็ถูกริมฝีปากนุ่มดูดกลืน หน้าท้องหดเกร็งเพราะการเล้าโลมที่ห่างไกลจากคำว่านุ่มนวลไปไกลโข เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมยังตื่นเต้นอยู่ได้ทั้งที่กำลังโดนระบายอารมณ์ใส่

“คุณทำให้ผมคิดว่าคุณไม่ได้อยากแต่งงานกับผมจริงๆ แค่รู้สึกผิดก็เลยอยากชดใช้เท่านั้น”

“โจ้...!”

ความพยายามที่จะอธิบายไร้ผลอีกครั้งเมื่อจารวีใช้ริมฝีปากเคล้าคลึงส่วนอ่อนไหวที่อยู่ใต้ความชูชัน ชานนท์ได้แต่จิกนิ้วลงในมือเพื่อไม่ให้เผลอขยุ้มผมอีกฝ่าย แต่เขากำลังจะถูกความโกรธเกรี้ยวของจารวีทำให้ลุสู่ปลายทางอยู่รอมร่อ

“บางทีคุณแค่สงสารผมถึงได้ขอแต่งงานสินะ”

“ผมไม่มีวันแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก”

ในที่สุดชานนท์ก็บังคับตัวเองให้พูดเป็นประโยคได้ แต่เสียงก็เบาและพร่าเต็มที ไม่นึกเลยว่าการละเลยเรื่องบนเตียงจะทำให้จารวีเข้าใจผิดได้ถึงขนาดนี้

“ใครจะไปรู้ว่าคุณเคยพูดแบบนี้กับคนอื่นหรือเปล่า”

เสียงของจารวีเริ่มขาดห้วง ชานนท์รู้ว่าไม่ได้มีแต่เขาที่กำลังปั่นป่วนเพราะการปะทะคารมของทั้งคู่ ชายหนุ่มพยายามฝืนความต้องการที่จะปลดปล่อยในริมฝีปากอุ่นแล้วประคองใบหน้าของจารวีออกห่าง

“โจ้ มองผม”

ชายหนุ่มดึงร่างสูงเพรียวให้นั่งคุกเข่าจนสายตาเสมอกัน ตอนนี้พวกเขาต่างชินกับแสงสลัวในห้องแล้ว ดังนั้นเขามั่นใจว่าจารวีย่อมมองเห็นเขาได้เหมือนกับที่เขาเห็นเจ้าตัว

“ผมอาจเคยเป็นฝ่ายทิ้งโจ้มาก่อน ทำให้โจ้ต้องอยู่คนเดียวกับความโกรธและผิดหวัง ผมรู้ตัวว่าทำผิดและสัญญาว่าจะไม่ทำอีก แต่อย่างเดียวที่ผมไม่เคยทำและจะไม่ทำเด็ดขาด คือพูดโกหกไม่ว่ากับโจ้หรือกับใคร”

“คุณจะขอให้ผมเชื่อ?”

จารวีท้าพลางกุมส่วนที่ตื่นตัวของชานนท์อย่างดื้อดึง ความอยากเอาชนะเหมือนเด็กๆ นั่นทำให้ชานนท์อยากจับอีกฝ่ายกดลงบนเตียงแล้วระบายความปรารถนาจนไม่อาจปากเก่งได้อีก

และนั่นเป็นสิ่งที่เขาทำจริงๆ ชานนท์รั้งท้ายทอยจารวีเข้าหาแล้วจูบบนกลีบปากชุ่มชื้น จากนั้นก็พลิกกายขึ้นทับจนร่างเพรียวนอนแผ่อยู่ใต้ร่าง

“อ๊ะ!”

จารวีถูกกดข้อมือทั้งสองข้างลงบนเตียงจนดิ้นหนีไม่ได้ ชานนท์ก้มลงกัดบนท้องแขนของเขาก่อนจะดูดจนชายหนุ่มร้องเสียงหลง ไม่ต้องแปลกใจว่าพรุ่งนี้รอยนั้นคงกลายเป็นจ้ำสีเขียว ร่างที่หนาหนักกว่าบดร่างกายท่อนล่างเข้าหาจนความตื่นตัวของทั้งสองเสียดสี เกิดเป็นเสียงหยาบโลนผสานกับเสียงหอบหายใจที่ดังก้อง

ทั้งคู่เคยร่วมรักกันก็จริง แต่ครั้งสุดท้ายก็มากกว่าหนึ่งปีมาแล้ว นอกจากนั้นยังไม่เคยมีครั้งไหนรุนแรงแบบนี้ แต่แทนที่จะกลัว จารวีกลับลิงโลดที่สามารถยั่วจนชานนท์หมดความเยือกเย็นได้

เขาตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกับผู้ชายคนนี้แล้ว เรื่องอะไรจะปล่อยให้ชานนท์กลัวเขาโกรธจนไม่กล้าแตะต้อง คิดว่าเขาไม่รู้ตัวว่าถูกมองแบบไหนเวลาอยู่ตามลำพังหรือไงกัน โดนมองแบบนั้นเข้าทุกวัน เขาก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยนะ!

จารวีจงใจเบียดหน้าขาเข้าหาชานนท์มากขึ้น คิ้วเรียวเลิกสูงเมื่อได้ยินคำสบถเป็นภาษาอังกฤษที่ขึ้นด้วย ‘F’ แต่ตอนนี้ร่างกายเขากำลังถูกความปรารถนาครอบงำจนไม่มีแก่ใจจะหยอกล้อ

“...นี่โจ้ตั้งใจยั่วผมใช่มั้ย?”

“ผมจำเป็นต้องยั่วด้วยเหรอ?”

ทั้งสองยังคงปะทะคารมอย่างไม่มีใครยอมใคร ทว่าริมฝีปากที่สัมผัสกันทุกครั้งที่เอ่ยคำทำให้เหมือนกำลังแง่งอนมากกว่าทะเลาะ จารวีหลับตาแล้วปล่อยเสียงหวานผ่านลำคอเมื่อชานนท์แหย่ปลายลิ้นเข้ามาในริมฝีปาก ปลายลิ้นนั้นหยอกเย้าพัวพันจนเขาต้องโต้ตอบกลับไปบ้าง

ทั้งสองยั่วหยอกกันจนจารวีไม่รู้ว่าถูกปล่อยมือตอนไหน เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง มือทั้งสองก็เลื่อนลงกอบกุมสะโพกเคร่งครัดของชานนท์แล้วบีบเต็มแรง ความรู้สึกเป็นเจ้าของอันท่วมท้นทำให้เขาอยากตีตราร่างสูงใหญ่ในส่วนที่คนอื่นไม่มีสิทธิ์

“ฮ้า...”

“อย่าเกร็งนะโจ้ ผมจะทำช้าๆ”

“เดี๋ยว คุณฉาน...อย่าเพิ่ง!”

จารวีได้สติกลับมาเมื่อรับรู้ถึงความร้อนผ่าวที่กำลังจะแทรกเข้าในร่าง ชานนท์ขมวดคิ้วเมื่อร่างเพรียวพยายามจะดันตัวถอยไปทางหัวเตียง

“ทำไม...?”

“ผมบอกว่าเดี๋ยว ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้ทำ”

ชานนท์มุ่นคิ้วเมื่ออีกฝ่ายหันไปหยิบบางอย่างจากโต๊ะข้างเตียง แล้วก็ได้เห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไรเมื่อเจ้าตัวหันกลับมา

“นั่นมัน...”

“คุณรอก่อน ผมไม่อยากเจ็บจนพรุ่งนี้ลุกออกจากบ้านไม่ไหวหรอกนะ”

กลิ่นหอมเจือจางโชยมาจากขวดของเหลวที่จารวีเทใส่ฝ่ามือ ชานนท์กลืนน้ำลายเมื่อร่างตรงหน้าชันเข่าทั้งสองขึ้นแล้วแยกออกกว้าง แสงจันทร์ในห้องเพียงพอจะเผยให้เห็นส่วนกลางลำตัวของจารวี รวมถึงบริเวณที่นิ้วอันเปียกชุ่มกำลังเลื่อนลงไปหา

“โจ้...”

“ฮึ...”

จารวีไม่สนใจเสียงแหบพร่าของชานนท์ เขาหลับตาขณะมุ่งความสนใจไปยังส่วนล่างของตัวเอง ชายหนุ่มพยายามผ่อนคลายขณะใช้เจลหล่อลื่นช่วยให้นิ้วของตนรุกล้ำเข้าในร่าง สะโพกเพรียวแอ่นขึ้นเมื่อพยายามจะแทรกนิ้วที่สองตามนิ้วแรก เขาไม่อยากให้ตัวเองเจ็บเพราะความไม่พร้อมเพียงเพราะชานนท์ใจร้อน

เขาอยากจดจำคืนนี้ในฐานะคืนแรกหลังแต่งงานที่ทั้งคู่เป็นของกันและกันอย่างแท้จริง

เสียงหอบหายใจแรงดึงเปลือกตาของจารวีให้เผยอ เขาเบิกตากว้างเมื่อเห็นชานนท์นั่งคุกเข่าหันมาทางเขาโดยที่มือหนึ่งรูดรั้งแก่นกายอันแข็งเกร็ง ไอร้อนพลันลามเลียไปทั่วร่างดุจสะเก็ดไฟ ส่วนกลางลำตัวมีปฏิกิริยาเดียวกับภาพที่เห็นทันที จารวีกลืนน้ำลายเมื่อตระหนักว่าชานนท์กำลังจ้องจุดที่นิ้วของเขากำลังขยับอยู่ในร่าง

“คุณฉาน...”

“ผมรอได้ จนกว่าโจ้จะพร้อม”

น้ำเสียงของอีกฝ่ายบ่งบอกความอดทนที่ใกล้จะถึงขีดจำกัด จารวีรู้ว่าตัวเองก็แทบทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ขณะดึงนิ้วออกจากช่องทางอ่อนนุ่ม เขาเทเจลอีกส่วนใส่ฝ่ามือแล้วชโลมลงบนส่วนที่กำลังตื่นตัวของชานนท์ ตลอดเวลาสายตาของทั้งสองสบกันอย่างไร้คำพูด

ชานนท์ไม่รีรออีก ร่างสูงใหญ่ดันคนตรงหน้าให้เอนลงก่อนจะเข้าทาบทับ แม้ไม่อ่อนโยนนักแต่จารวีก็ไม่สนใจ นาทีนี้เขาต้องการเพียงได้สัมผัสอีกฝ่าย ได้กอดและถูกกอดโดยคนคนเดียวที่อยู่ในหัวใจมาตลอดหนึ่งปี

เสียงครางสอดผสานเมื่อร่างของทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่ง จารวีรับรู้ถึงความอึดอัดแม้จะเตรียมตัวไว้แล้ว ส่วนชานนท์ได้แต่ขบฟันแน่นเพื่อควบคุมตัวเองไม่ให้เผลอทำรุนแรง ทั้งที่เขาแทบคลั่งตั้งแต่วินาทีที่ได้ล่วงล้ำเข้าในร่างของจารวีอีกครั้ง

ร่างสูงใหญ่เริ่มขยับช้าๆ เพื่อสร้างความเคยชิน เขารู้ว่าจารวีไม่เคยนอนกับคนอื่นเลยระหว่างที่ห่างกันไป ดังนั้นนี่จึงแทบไม่ต่างกับการทำความรู้จักร่างกายของเขาใหม่ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่แหงนขึ้นมองเขาอย่างหลงใหลดึงดูดชานนท์ให้ก้มลงจูบริมฝีปากที่เห่อบวม

“โจ้...โจ้...”

“ผมรักคุณฉาน”

ชานนท์ชะงัก เขาลืมตาขึ้นมองเจ้าของมือที่กำลังช่วยลูบผมชื้นเหงื่อออกจากหน้าผาก จารวีส่งยิ้มให้ผ่านนัยน์ตาแวววาวซึ่งฉ่ำด้วยหยดน้ำ

“คุณคงไม่รู้ ความจริงผมตั้งใจจะบอกตั้งแต่ตอนอยู่ที่บ้านแม่คุณฉานแล้ว แต่คุณดันหนีผมกลับมาก่อน”

“ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายโจ้”

ร่างสูงใหญ่หยุดการเคลื่อนไหว ทว่าจารวีสอดแขนขึ้นโอบรอบลำคอเขาไว้ เช่นเดียวกับเรียวขาที่กระหวัดไขว้เหนือต้นขาแข็งแรง

“มันผ่านไปแล้ว ถ้าคุณฉานสัญญาว่าจะไม่ทิ้งผมไปอีก ผมจะยกโทษให้”

“ผมจะไม่ให้โจ้อยู่คนเดียวอีกเด็ดขาด ผมสัญญา”

ชานนท์เอ่ยหนักแน่นก่อนจะก้มลงจูบคนในอ้อมแขน เขารับรู้ได้ว่าจารวีออกแรงกอดเขาแน่นขึ้นราวกำลังไขว่คว้าความมั่นใจ และนั่นคือสิ่งที่เขายินดีจะมอบให้ ร่างสูงใหญ่เท้ามือข้างหนึ่งลงบนเตียงแล้วโน้มตัวลง อีกมือรั้งสะโพกของจารวีขึ้นก่อนจะยืนยันคำสัญญาผ่านการแสดงออกทางกาย แผ่นหลังของเขาแสบร้อนเมื่อถูกปลายเล็บจิกครูด แต่ความพอใจทางน้ำเสียงและสีหน้าของจารวีบ่งบอกว่าคำสัญญาของเขาได้รับการยอมรับแล้ว

“คุณฉาน...คุณฉาน...”

“ปล่อยออกมาเลยโจ้ ถึงพร้อมกันนะ”

“อื้ม อ๊ะ!!”

ร่างในอ้อมแขนส่งเสียงครวญคล้ายไม่ต้องการให้ความหฤหรรษ์นี้จบลง ชานนท์ขยับตัวเร็วขึ้น แรงขึ้น กระแทกกระทั้นมากขึ้น มือใหญ่เลื่อนลงกุมส่วนอ่อนไหวที่เบียดอยู่บนหน้าท้องแล้วรูดรั้งตามจังหวะการเคลื่อนไหว ในที่สุดความเร่าร้อนที่อัดแน่นก็แตกพร่างพราย ร่างในอ้อมแขนกระตุกอย่างแรงขณะที่ชานนท์หลับตาเพื่อซึมซับรสเสน่หานี้ให้ยาวนานที่สุด

จารวีสั่นไปทั้งตัวภายหลังการปลดปล่อย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรี่ปรือเพราะความเหนื่อยล้า ชานนท์ก้มลงเลียหยดน้ำที่ไหลซึมทางหางตาก่อนจะพรมจูบทั่วใบหน้าเกลี้ยงเกลา เขาค่อยๆ ปล่อยมือจากความอ่อนไหวที่โอบกุมแล้วแนบหน้าผากลงบนหน้าผากของจารวี

ร่างกายของทั้งสองยังคงแนบชิด ชานนท์ถอนหายใจจากความรุ่มร้อนของช่องทางคับแน่นที่ยังไม่คลายตัว เนิ่นนานเหลือเกินที่เขาไม่ได้สัมผัสกับความสงบของจิตใจเหมือนในเวลานี้

เหมือนในชั่วขณะที่จารวียกมือขึ้นประคองหน้าเขาไว้แบบนี้

“ผมรักโจ้”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเคล้าเสียงหอบ นัยน์ตาสีนิลมองตรงเข้าไปในแววตาของคนตรงหน้า ในคอจุกแน่นด้วยก้อนแข็งเมื่อเห็นรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มสดใสที่เขาเคยคิดว่าคงไม่ได้รับจากจารวีอีกแล้ว

“ผมรู้”


++------++


อากาศยามเช้าบนเทือกเขาสูงหนาวเย็นแต่สดชื่น จารวีตื่นนอนหลังได้หลับอย่างเต็มอิ่ม เขาเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัว เมื่อเดินออกมาเห็นชานนท์ยังหลับสนิทก็เข้าไปเหน็บชายผ้าห่มให้

นับตั้งแต่กลับมาเจอกันอีกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นใบหน้าของชานนท์ผ่อนคลายที่สุด

ผิวแก้มของจารวีเรื่อสีเลือดฝาดเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน อาจเพราะพวกเขาเก็บกลั้นความต้องการในกันและกันมานาน เมื่อสบโอกาสทำนบอารมณ์จึงหลั่งไหล เขาแทบลืมนับว่าเมื่อคืนนี้ทำกิจกรรมแบบที่คู่แต่งงานพึงทำกับชานนท์ไปกี่ครั้ง รู้แต่ว่าถึงจะนอนเต็มอิ่มแล้วร่างกายก็ยังล้าอยู่ดี

ชายหนุ่มตัดสินใจเดินออกจากห้องไปชงกาแฟ จากนั้นก็เปิดประตูออกไปนั่งดื่มที่ระเบียง ภาพที่ได้เห็นคือแนวสันเขาซับซ้อนสูงชันซึ่งปกคลุมด้วยต้นสนและหิมะที่ยังไม่ละลาย ลมหายใจของเขาขาดห้วงด้วยความตื่นเต้น นี่เป็นภาพที่เคยอยากเห็นมาตลอดแต่ที่นิวยอร์กไม่มี

จริงสิ...สมุดวาดเขียน...

จารวีเดินกลับเข้าไปในห้องนอนเพราะสมุดวาดเขียนกับสีอยู่ในกระเป๋าเดินทาง แต่เมื่อเห็นชานนท์พลิกตัวจนผ้าห่มเลื่อนลงไปถึงอก เขาก็หยุดชะงักแล้วยืนมองอีกฝ่ายนิ่ง

แปลกจริง...เขาดันเข้าใจความรู้สึกของคุณฉานที่อยากถ่ายรูปเขาหลังจากคืนที่มีอะไรกันเสียแล้วสิ

ชายหนุ่มเปลี่ยนใจจากที่กะออกไปวาดภาพทิวทัศน์แล้วลากเก้าอี้มาข้างเตียง จากนั้นก็นั่งลงใช้ดินสอสเก็ทช์รูปในสมุดวาดเขียน เขายิ้มเมื่อชานนท์ไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัวว่ากำลังโดนใช้เป็นนายแบบเลยสักนิด ครู่ใหญ่ที่ภายในห้องมีเพียงเสียงขูดขีดของดินสอบนแผ่นกระดาษ

จวบจนสิบเอ็ดโมงชานนท์ถึงรู้สึกตัวตื่น นัยน์ตาสีนิลเหลือบมองนาฬิกาก่อนจะผ่อนลมหายใจยาว แต่เขาไม่เห็นความจำเป็นต้องรีบร้อนลุกไปไหน

ในที่สุดเขาก็หลับสนิทได้หลังจิตใจไม่สงบมาหลายเดือน...

ชานนท์ยิ้มเมื่อนึกถึงเมื่อคืน ก่อนหน้านี้เขาไม่เอะใจเลยว่าการที่ไม่แตะต้องจารวีเพราะเกรงอีกฝ่ายไม่พอใจจะกลับกลายเป็นสาเหตุให้ไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ แต่ขณะเดียวกันมันก็ช่วยให้พวกเขาได้เปิดใจคุยกันมากขึ้น และทำให้ได้ยินคำว่า ‘รัก’ ที่ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้ยินจากจารวีด้วย

ว่าแต่...สายป่านนี้โจ้คงหิวแล้วสิ...เดี๋ยวลุกไปทำอะไรให้กินดีกว่า...

ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว แต่เมื่อเดินออกไปยังห้องนั่งเล่นก็เอะใจที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย พอก้าวออกไปที่ระเบียงก็พบแต่ความว่างเปล่า รอบบริเวณบ้านเงียบสงัด ไร้ซึ่งเงาของจารวีโดยสิ้นเชิง

“โจ้!”

ชานนท์รีบสวมรองเท้าแล้วก้าวออกจากบ้าน ด้านหลังบ้านมีเส้นทางสายเล็กๆ ที่ตัดเข้าสู่ป่าละเมาะและลำธารสายใหญ่ เนื่องจากที่นี่อยู่ใกล้เขตอนุรักษ์ บางครั้งจึงมีข่าวว่าพบหมีสีดำซึ่งเป็นหมีท้องถิ่นออกมาหากินตามชายป่า

ไม่เคยเตือนโจ้ไว้ซะด้วยว่าแถวนี้นอกจากกวางกับหมาจิ้งจอกแล้วยังมีหมี ถ้าหากเจอแล้วเผลอทำอะไรไม่ถูกเข้าล่ะแย่แน่

ร่างสูงใหญ่เดินกึ่งวิ่งไปตามเส้นทางในป่า บางช่วงที่มีลำธารสายเล็กๆ ก็กระโดดข้ามแทนที่จะเดินบนสะพานไม้ เสียงน้ำไหลเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มหายใจหอบเมื่อวิ่งไปจนถึงบริเวณลานโล่งริมสายน้ำ

“คุณฉาน?”

เสียงอันคุ้นหูดึงสายตาของชานนท์ให้ตวัดมอง ที่บริเวณน้ำตื้นซึ่งใสจนมองเห็นก้อนกรวดเบื้องล่าง จารวีหยัดตัวลุกขึ้นหลังจากนั่งยองๆ ลงไปแกว่งมือเล่น ร่างสูงเพรียวสวมเสื้อแจ็คเก็ตและหมวกไหมพรมเพราะข้างนอกลมแรง นัยน์ตาที่มองเขาอย่างแปลกใจทำให้ชานนท์ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก

“ออกมาเดินเล่นเหรอ?”

“ครับ พอดีเห็นคุณฉานยังไม่ตื่นก็เลยออกมาสำรวจ เมื่อกี้มีหมาจิ้งจอกตัวเล็กๆ ยืนกินน้ำอยู่ฝั่งโน้นด้วย แต่พอได้ยินเสียงฝีเท้าคุณมันก็วิ่งหนีไป”

ชานนท์กวาดตามองไปยังชายป่าโปร่งอีกฝั่ง จากนั้นก็หันมามองเขาอีกครั้งจนจารวีมุ่นคิ้ว

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

“เปล่า...ไม่มีอะไร”

หากตอบตามตรงว่าเพราะเกรงอีกฝ่ายเจอสัตว์อันตรายก็อาจดูเหมือนวิตกจริต ถึงอย่างไรก็ใช่ว่าหมีจะปรากฏตัวให้เห็นกันบ่อยๆ เขาพยายามเบนความสนใจของจารวีที่ยังทำหน้าเหมือนไม่เชื่อคำพูดของเขานัก

“ที่จริง...ผมนึกว่าเมื่อคืนนี้เป็นความฝัน แล้วผมแค่ขับรถขึ้นเขามาคนเดียวซะอีก”

“คงเป็นฝันที่สมจริงน่าดูเลยนะครับ ผมไม่ยักรู้ว่าคุณฉานจะเพ้อได้เป็นตุเป็นตะขนาดนั้น”

“ก็ตื่นมาแล้วไม่เจอใครนี่นา อุตส่าห์เป็นเช้าหลังฮันนีมูนวันแรกทั้งที สามีผมดันหนีออกมาเดินเล่นคนเดียว”

จารวีรู้สึกร้อนบนผิวหน้า ถึงจะรู้แก่ใจว่าสถานะของทั้งคู่คืออะไร แต่การได้ยินจากปากอีกฝ่ายมันจั๊กจี้ชอบกล

“ก็สามีผมไม่ยอมตื่นนี่ครับ ขนาดโดนสเก็ทช์รูปไปเป็นสิบยังเอาแต่นอนอุตุลูกเดียว”

“หือ?”

ร่างสูงใหญ่หันมาเลิกคิ้ว จารวีจึงยื่นสมุดวาดเขียนให้ดู

“นี่โจ้วาดเมื่อเช้าทั้งหมดเลยเหรอ?”

ชานนท์ถามหลังได้เห็นภาพในเล่ม อาชีพช่างภาพทำให้เขาเคยชินกับการถ่ายรูปคนอื่น แต่นานทีปีหนถึงจะได้เป็นนายแบบเอง ยิ่งเป็นนายแบบภาพวาดด้วยแล้วยิ่งไม่เคยมาก่อน

“เอาคืนไง ทีคุณฉานยังเคยถ่ายรูปโป๊ผมเก็บไว้เลยนี่นา”

จารวีย่นจมูกจนชานนท์นึกมันเขี้ยว เขาปิดสมุดวาดเขียนแล้วก็เอ่ยยิ้มๆ

“ที่จริงขอกันดีๆ ตอนผมรู้สึกตัวก็ได้ กับโจ้น่ะผมยอมให้วาดโดยไม่ต้องมีผ้าห่มปิดด้วยซ้ำ”

รอยยิ้มบนใบหน้าชานนท์ยิ่งกว้างขึ้นเมื่อเห็นผิวหน้าของจารวีแดงก่ำ วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส พาให้นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของคนตรงหน้าใสกระจ่างตามไปด้วย

เขานึกเสียดายที่ไม่มีกล้องในมือเพื่อถ่ายภาพนี้เก็บไว้

“ผมหิวแล้วล่ะ เมื่อเช้าโจ้ได้กินอะไรหรือยัง?”

“แค่ชงกาแฟดื่มไปแก้วเดียวครับ ผมกะรอให้คุณฉานตื่นก่อน จะได้กินข้าวด้วยกัน”

“อืม งั้นเรากลับบ้านไปหาอะไรกินกันดีกว่า เมื่อวานผมซื้อเพสโตซอสมาด้วย เดี๋ยวทำสปาเก็ตตี้ก็แล้วกันนะ”

จารวีพยักหน้า เขาหันไปมองทิวทัศน์ด้านหลังอีกครั้งก่อนจะออกเดินตามชานนท์ ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นเปรยๆ

“พอเห็นวิวเมื่อกี้แล้วผมก็นึกถึงคุณพ่อกับแด๊ดขึ้นมา”

“ทำไมล่ะ?”

ชานนท์หันมาถาม ร่างสูงใหญ่ชะลอฝีเท้าจนทั้งคู่เดินด้วยความเร็วเท่ากัน

“หลังจากวันที่ผมเล่าเรื่องของคุณพ่อกับแด๊ดให้คุณฉานฟัง คืนนั้นผมฝันเห็นทั้งคู่ยืนรออยู่ที่ริมแม่น้ำ คุณพ่อถามผมว่าสบายดีไหม แล้วก็บอกว่าทั้งคุณพ่อและแด๊ดรักผม”

“โจ้ยังคิดถึงทั้งคู่อยู่สินะ”

จารวีพยักหน้า “ผมเป็นแค่เด็กกำพร้าที่ถูกทิ้ง ถ้าไม่ได้คุณพ่อกับแด๊ดรับมาเลี้ยงก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมจะเป็นยังไง ทั้งคู่ทำให้ผมมีวันนี้ แล้วก็ทำให้มีโอกาสได้มาเจอคุณฉานด้วย”

ฝีเท้าของชานนท์หยุดชะงักเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย เขาหันมองจารวีซึ่งหยุดฝีเท้าตาม นัยน์ตาสองคู่สบกันนิ่งท่ามกลางยอดหญ้าที่ลู่ไหวตามลม

“โจ้นึกเสียใจหรือเปล่าที่ตกลงแต่งงานกับผม?”

“มาถามผมหลังจากเรื่องเมื่อคืนแบบนี้ ออกจะขี้โกงไปหน่อยนะครับ”

รอยยิ้มของคนพูดทำให้ชานนท์ยิ้มออก เขายกปลายนิ้วขึ้นแตะบนไฝสองเม็ดใต้ตาซ้ายของจารวี เมื่อเกือบสองปีที่แล้ว...พวกเขาได้พบกันครั้งแรกเพราะอุบัติเหตุอันไม่คาดฝัน และไม่เคยคิดว่าการพบกันครั้งนั้นจะนำมาซึ่งผลลัพธ์เช่นนี้

“ผมก็ต้องขอบคุณคุณพ่อกับแด๊ดที่ทำให้ได้พบโจ้ ผมอาจไม่ใช่ผู้ชายที่ดีที่สุดในโลก แต่ผมสัญญาว่าจะรักและดูแลโจ้ให้ดีที่สุด”

อ้อมแขนแข็งแรงรั้งจารวีเข้าไปกอด ริมฝีปากอุ่นแนบบนขมับก่อนที่มือใหญ่จะกดลงบนท้ายทอยเพื่อให้ร่างสูงเพรียวเอนพิงบ่า จารวียิ้มพลางสอดแขนโอบรอบเอวชานนท์ตอบ

“...ผมสัญญาว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อชายคนนี้ ทั้งยามเจ็บไข้และสบาย ทั้งยามร่ำรวยและยากจน ทั้งยามสุขและยามทุกข์ ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต”

นั่นเป็นคำสาบานที่ทั้งคู่กล่าวต่อหน้าผู้ทำพิธีแต่งงาน นับตั้งแต่วินาทีนั้นจารวีก็รู้ว่าเขาไม่ใช่ตัวคนเดียว จากที่เคยคิดว่าโลกนี้ไม่เหลือใครอีกแล้ว เขากลับได้บทเรียนทั้งสุขและทุกข์จากความรักเพราะผู้ชายคนนี้

เขาอยากเชื่อว่าคำสาบานนั้นจะยืนยาวไปชั่วชีวิต

“ไว้น้องโชคปิดเทอมเมื่อไหร่ เราชวนคุณแม่กับคุณฉัตรมาเที่ยวนิวยอร์กกันนะครับ”

“อืม”

“แล้วพาไปเพ้นท์บาร์ด้วย ผมคิดว่าน้องโชคกับคุณฉัตรน่าจะชอบ ทุกคนจะได้รู้จักเพื่อนๆ ของผม”

“ได้เลย แล้วแต่โจ้ทุกอย่าง”

เสียงทุ้มเอ่ยตอบ จารวีหลับตาลงเมื่ออ้อมกอดกระชับแน่นขึ้น สัมผัสอันมั่นคงช่วยตอกย้ำให้มั่นใจกับอนาคตที่เลือก อนาคตที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยวางเรื่องขุ่นข้องหมองใจไว้เบื้องหลัง และมองไปข้างหน้าโดยมีชานนท์อยู่เคียงข้าง

ท่ามกลางแสงตะวันซึ่งสะท้อนเป็นประกายระยับบนผิวน้ำ สายลมสดชื่นเจือกลิ่นอายฤดูใบไม้ผลิ ในที่สุดสองหัวใจที่เคยหลงทางก็ได้หวนมาบรรจบกันอีกครั้ง


++--- END บรรจบใจใต้ผืนฟ้า ---++


A/N: จบแล้ว! อยากร้องฮูเรดังๆ เพราะเขียนเรื่องนี้ได้เร็วเป็นประวัติการณ์สำหรับนักเขียนที่ชอบแรงต้นแล้วแผ่วปลายแบบเรา

ตอนที่ปิ๊งไอเดียว่าจะให้เนื้อเรื่องส่วนใหญ่อยู่ในนิวยอร์ก เราตั้งใจว่าจะเขียนให้บรรยากาศอุ่นๆ เหงาๆ คลุมไปทั้งเรื่องประมาณเพลง Lost Stars ในหนังเรื่อง Begin Again จะได้สื่อถึงความขัดแย้งในใจตัวละครที่อยากทิ้งความหลังแล้วตั้งต้นใหม่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก แต่หลังๆ เนื้อหาเน้นหนักไปกับเรื่องพ่อแง่พ่องอนไปซะได้ แต่ก็นะ...ได้แต่ปลอบตัวเองว่าเขียนนิยายรักนี่นา ที่เรื่องพัฒนามาทางนี้มันก็ถูกแล้วล่ะ XD

อายุของคาแรคเตอร์ในเรื่องทำให้ปวดเฮดมากตอนเริ่มต้น ที่จริงไม่อยากเขียนนิยายให้แก๊ปอายุใกล้เคียงกับเรื่องก่อนหน้าเพราะมันอาจทำให้ไดนามิกของเรื่องคล้ายกัน (เล่ห์ลวงใจซึ่งเขียนจบก่อนเรื่องนี้ตัวละครอายุห่างกัน 12 ปี เรื่องนี้ห่างกัน 11 ปี) แต่พิจารณาบริบทแล้ว อย่างต่ำเฮียก็ต้อง 35 เพราะมีเงื่อนไขเรื่องจำนวนปีที่อยู่ในอเมริกาจนได้สัญชาติ ส่วนโจ้ที่ 24 ก็เป็นวัยที่กำลังก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ยังคงมีความไม่แน่ใจในตัวเองและสิ่งรอบตัวอยู่บ้าง ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ใหญ่พอที่จะยืนบนลำแข้งได้แล้ว อีกอย่างอายุของโจ้ตอนเริ่มเรื่องก็เท่ากับตอนเฮียฉานมาอเมริกาครั้งแรก คิดว่ามันมีพลังงานบางอย่างระหว่างตัวเลขนี้ที่อาจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ (อันนี้คนเขียนมโนเองล้วนๆ)

มาว่ากันถึงข้อมูลของสถานที่ เทศกาลและจิปาถะบ้าง การเขียนเรื่องนี้ทำให้ต้องรีเสิร์ชเยอะมาก และต้องคอยเตือนตัวเองว่าไม่ได้เขียนสารคดี ข้อมูลหลายอย่างก็เลยโดนตัดทอนก่อนจะโพสต์ เพราะอยากเน้นการสื่ออารมณ์โดยมีสถานที่เป็นแค่ตัวชูรส แต่เราก็สนุกมากเวลานั่งหารูปมาประกอบคำบรรยายแต่ละตอน อยากให้คนอ่านได้เห็นภาพเดียวกับที่เราเห็นและจินตนาการตามได้ชัดขึ้น นี่ยังมีรูปที่ไม่ได้ใช้อีกเพียบเลย เสียดายเหมือนกันที่คงไม่ได้เอาออกมาใช้แล้ว (พวกรูปประกอบจะลงแค่ที่เพจเพราะในบล็อกมันยุ่งยากไปหน่อย ถ้าอยากเห็นก็คลิกที่ลิ้งค์เพจทางแถบขวาได้นะคะ)

สุดท้ายนี้ ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอยให้กำลังใจและทวงถามตอนใหม่ ดีใจที่ทุกคนอ้าแขนรับเฮียฉานกับโจ้ไว้ในอ้อมอกอีกคู่ หลังจากนี้ก็ฝากติดตามผลงานใหม่ของ Bellbomb กันด้วยนะคะ ไว้เนื้อหาพร้อมเมื่อไหร่คงได้มาลงให้อ่านกัน ^^

May the happiness from reading be with you!




 

Create Date : 12 มกราคม 2559    
Last Update : 15 มกราคม 2559 12:09:36 น.
Counter : 469 Pageviews.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 31 (1/2)

*แนะนำ*

สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 31 (1/2)


ซู่...

เสียงน้ำไหลดังขึ้นตามหลังเสียงก๊อกแก๊กในครัว จารวีนอนตะแคงฟังเสียงเหล่านั้นอยู่บนเตียง แสงอาทิตย์ซึ่งลอดใต้มู่ลี่เข้ามาในห้องนอนสว่างขึ้นทีละน้อย เมื่อเสียงน้ำหยุดลงและตามด้วยเสียงฝีเท้า เขาก็ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง

เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาก่อนจะหยุดที่ด้านข้างเตียง จารวีพยายามบังคับลมหายใจให้เหมือนกำลังหลับสนิท เขารู้ดีว่ากำลังถูกจ้องมอง แต่ก็พยายามฝืนหลับตาแม้จะอยากเห็นว่าชานนท์กำลังทำสีหน้าอย่างไร

ฝ่ามือใหญ่ลูบบนผมที่ตัดสั้นแล้ว ก่อนที่ริมฝีปากอุ่นจะก้มลงกระซิบเหนือใบหู

“กู้ดมอร์นิ่ง”

“อื้อ...”

จารวีปรือตาขึ้นช้าๆ เขาสูดหายใจยาวก่อนจะพลิกตัวกลับมานอนหงาย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจึงได้สบเข้ากับคนที่หย่อนตัวนั่งบนขอบเตียง

“จะไปทำงานแล้วเหรอครับ?”

เขาแสร้งทำเป็นงัวเงียด้วยการขยี้ตา ชานนท์พยักหน้ารับพลางหยิบนาฬิกาข้อมือมาสวม

“เช้านี้ผมต้องแวะไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศก่อน เที่ยงนี้โจ้มีนัดกินข้าวกับโซเฟียใช่มั้ย? จะให้ไปรับที่ร้านหรือกลับมาเจอกันที่บ้านดี?”

“กลับมาเจอกันที่นี่ก็ได้ครับ ผมยังไม่รู้ว่าจะกินข้าวเสร็จกี่โมง”

“โอเค ผมทอดไส้กรอกกับแฮมไว้ให้ในครัว กาแฟก็ชงไว้แล้ว ถ้าโจ้ไม่อิ่มก็ปิ้งขนมปังเพิ่มก็ได้”

“ครับ”

“ถ้างั้น...ผมไปแล้วนะ”

“อืม”

จารวีส่งเสียงรับในคอ วูบหนึ่งที่เขาคิดว่าชานนท์จะก้มลงจูบ แต่อีกฝ่ายเพียงลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้อง เขารอจนกระทั่งได้ยินเสียงล็อกประตูหน้า ถึงค่อยลุกขึ้นเสยผมอันยุ่งเหยิงแล้วเดินเข้าไปในครัว

กระถางดอกทิวลิปซึ่งเพ้นท์ข้อความว่า ‘Time with those one loves is the greatest gift’ ตั้งอยู่มุมหนึ่งของเคาน์เตอร์ โซเฟียเป็นคนให้ของขวัญชิ้นนี้หลังได้รู้ว่าเขากับชานนท์ทำพิธีแต่งงานกันเงียบๆ ที่สำนักงานเขตบรูคลิน และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมตอนนี้เขาถึงอาศัยอยู่ที่นี่ ทั้งที่เคยตั้งใจว่าจะบินออกจากนิวยอร์กและไม่กลับมาอีกตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อน

ถ้าชานนท์ไม่ตามไปปรับความเข้าใจกับเขาในคืนนั้น ตอนนี้เขาก็คงอยู่เมืองไทยแล้ว...

จารวีคิดขณะนั่งทานอาหารเช้าเพียงลำพัง หลังอิ่มก็อาบน้ำแต่งตัวและจัดกระเป๋าเสื้อผ้าที่ยังจัดค้างไว้ เขาไม่ลืมหยิบพาสปอร์ตและตั๋ว e-ticket มาใส่ในกระเป๋าสะพาย เพราะคืนนี้เขากับชานนท์จะออกเดินทางด้วยกัน

“อาจจะปุบปับไปหน่อย แต่เราไปฮันนีมูนที่เดนเวอร์กันนะ”

ชานนท์เอ่ยชวนหลังแต่งงานกันได้ไม่กี่วัน เห็นว่าเพราะช่วงนี้งานไม่ค่อยยุ่งพอดี จารวีไม่ได้ติดขัดก็เลยตอบตกลง เพราะถึงอย่างไรงานสอนที่เพ้นท์บาร์นั้นเขาก็สลับกับโซเฟียได้อยู่แล้ว

หลังจัดกระเป๋าเสร็จแล้วยังพอมีเวลา จารวีตัดสินใจทำความสะอาดบ้านเพราะเดี๋ยวจะไม่อยู่หลายวัน เขาเปิดตู้เก็บของหยิบเครื่องดูดฝุ่นแล้วเริ่มทำความสะอาดห้องนอน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น จากนั้นก็เปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของชานนท์เป็นห้องสุดท้าย

เขาเคยเข้าห้องนี้นับครั้งได้แม้จะย้ายมาอยู่ที่นี่ได้สักพักแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่อยากก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัว และอีกส่วน...อาจเป็นเพราะยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของบ้านนี้มากพอที่จะเข้าออกห้องไหนได้ตามใจ ต่อให้โดยสถานะแล้วจะมีสิทธิ์ชอบธรรมก็ตาม

จารวีเสียบปลั๊กเครื่องดูดฝุ่นแล้วเริ่มทำความสะอาด พรมในบ้านนี้เป็นสีเทาตุ่นๆ จึงค่อนข้างดูยากว่าสกปรกหรือไม่ แต่พิจารณาจากชั้นวางของแล้วเขาเดาว่าชานนท์คงทำความสะอาดเป็นระยะ

หลังจากดูดฝุ่นทั้งห้องเสร็จแล้วเขาก็ถอดปลั๊กสายไฟแล้วพันเก็บ ก่อนจะเดินออกก็เหลียวกลับไปมองในห้องอีกครั้ง ชานนท์เคยบอกว่าเมื่อก่อนห้องนี้เป็นห้องนอนแต่ถูกดัดแปลงให้เป็นมินิออฟฟิศ ฝาผนังด้านหนึ่งตั้งโต๊ะทำงานซึ่งมีชั้นหนังสืออยู่ด้านบน อีกสองด้านแขวนรูปถ่ายซึ่งเคยชนะการประกวดหรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ฝาผนังอีกด้านเป็นชั้นแบบบิ๊วท์อินซึ่งเรียงรายด้วยถ้วยรางวัลและประกาศนียบัตร จารวีกวาดตาไปจนสุดมุมห้อง ตรงนั้นมีกล่องกระดาษซึ่งบรรจุกระบอกใส่ภาพเอาไว้ราวยี่สิบกระบอก เขามุ่นคิ้วเมื่อเห็นรางๆ ว่าแต่ละกระบอกมีตัวหนังสือเขียนกำกับเป็นภาษาไทย เมื่อลองเดินไปดูใกล้ๆ ก็เห็นตัวหนังสือเขียนว่า ‘โจ้ 1’ ‘โจ้ 2’ ‘โจ้ 3’ กำกับบนทุกกระบอกไปจนถึงเลขสิบกว่า

รูปของเขา? หรือของลูกค้าคนไทยที่บังเอิญชื่อโจ้เหมือนกัน? แล้วทำไมถึงเก็บไว้ที่นี่?

ความสงสัยผุดขึ้นกลางอก จารวีรู้ว่าไม่ควรละลาบละล้วง แต่สุดท้ายก็อดไม่ไหว เขาทรุดตัวลงนั่งข้างกล่องแล้วหยิบกระบอกภาพที่เขียนว่า ‘โจ้ 1’ ออกมาคลี่ดูบนพื้น หลังได้เห็นภาพแรกก็นิ่งอึ้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายมองกระบอกภาพที่เหลือขณะชั่งใจว่าควรหยิบทั้งหมดออกมาดูหรือไม่


++------++


ก่อนเที่ยงเล็กน้อย จารวีนั่งรถไฟข้ามจากบรูคลินมาโผล่ที่ย่านเฮลส์คิทเช่นบนฝั่งแมนฮัตตัน ตอนนี้อากาศเริ่มอบอุ่นเพราะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเต็มตัว ผู้คนพากันออกมาเดินเล่นรับแสงแดด ตามข้างทางก็มีดอกไม้หลากสีบานสะพรั่ง

จารวีเดินตรงไปยังร้านที่นัดไว้แล้วก็แจ้งชื่อ พนักงานต้อนรับเดินนำเขาขึ้นไปยังห้องไพรเวทบนชั้นสอง ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่เห็นผ้าม่านหนาทึบห้อยบังทางเข้า เมื่อแหวกผ้าแล้วก้าวเข้าไป เสียง ‘ปุ้ง!’ ก็ทำให้เขาตกใจจนยืนตะลึงอยู่กับที่

“เซอร์ไพรส์!”

เศษกระดาษสีจากพลุกระดาษปลิวว่อนตรงหน้า ชายหนุ่มอ้าปากค้างด้วยจับต้นชนปลายไม่ถูก คนแรกที่เขาเห็นคือโซเฟียซึ่งกำลังยิ้มแต้ แต่นอกจากเจ้าหล่อนแล้วในห้องยังมีบ๊อบบี้ อแมนด้า สตีเฟน และลอเรนซึ่งอุ้มพ่อหนูลูคัสเอาไว้

“เดี๋ยวนะ ทำไมทุกคนถึงมาอยู่นี่ได้ล่ะ?”

อึดใจใหญ่กว่าจารวีจะตั้งตัวได้ โซเฟียยิ้มขำแล้วก็ดึงเขาไปนั่งเก้าอี้ที่หัวโต๊ะ “ก็มาจัดปาร์ตี้สละโสดย้อนหลังให้เธอน่ะสิ สตีเฟนถึงกับขอลาครึ่งวันเพื่อมาร่วมฉลองเลยนะ ใครใช้ให้เธอแอบแต่งงานโดยไม่บอกเพื่อนๆ กัน กว่าฉันจะนัดทุกคนก่อนที่เธอจะไปฮันนีมูนได้นี่ลำบากมากนะรู้ไหม?”

โซเฟียบ่นกระปอดกระแปดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก อแมนด้าเดินเข้ามาใช้ศอกกระทุ้งจารวีเบาๆ แล้วขยิบตาให้ “ความจริงฉันแนะนำโซเฟียไปด้วยนะว่าน่าจะจัดปาร์ตี้ให้เธอที่อีเลฟเว่นแมดิสันพาร์ค แต่ยายจอมงกนี่ไม่เอาด้วย”

“เธอยอมจ่ายไหมล่ะยะอแมนด้า แทนที่จะถลุงเงินที่นั่น ฉันเก็บเอาไว้เตรียมจัดงานแต่งของตัวเองดีกว่า”

ทุกคนหัวเราะเมื่อโซเฟียหยิบสเปรย์สายรุ้งมาพ่นใส่อแมนด้าจนหญิงสาวกรี๊ดลั่น จารวีเองก็พลอยหัวเราะด้วย แต่เลือกจะไม่บอกว่าเขากับชานนท์ได้ไปทานอาหารที่ร้านหรูนั้นตั้งแต่วันที่แต่งงานแล้ว เพราะแมทธิวจองโต๊ะและจ่ายเงินให้เป็นของขวัญสำหรับทั้งคู่

บ๊อบบี้หยิบกระดิ่งบนโต๊ะขึ้นสั่น ไม่ช้าพนักงานเสิร์ฟก็เข็นรถเข็นอาหารและขวดแชมเปญเข้ามา งานปาร์ตี้นี้ค่อนข้างเรียบง่าย บนผนังด้านหนึ่งแขวนป้ายผ้าเขียนว่า ‘แด่การสละโสดของจารวี’ ที่มุมหนึ่งมีโต๊ะเตี้ยซึ่งแต่ละคนเอาของขวัญมาวางรวมกันไว้ จารวีเลิกคิ้วเมื่อเห็นว่านอกจากอาหารแล้วยังมีขนมเค้กที่ด้านบนแต่งหน้าด้วยมาร์ซิแพนปั้นเป็นรูปพู่กันคู่กับกล้องถ่ายรูปด้วย

“เค้กนี่ฉันขอให้เพื่อนที่เป็นเชฟร้านขนมช่วยทำให้เป็นพิเศษเลยนะ เข้ากับเธอแล้วก็ฌอนดีใช่ไหมล่ะ?”

อแมนด้าอวดอย่างภูมิใจ จารวีหันไปยิ้มให้อย่างขอบคุณ ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยได้คุยกับอแมนด้ามากเท่าโซเฟีย แต่หญิงสาวก็นับเป็นอีกคนที่เขาเรียกว่าเพื่อนสนิทในนิวยอร์กได้เต็มปาก

ทุกคนนั่งทานอาหารกันไปหยอกล้อกันไป ขณะที่เริ่มทานขนมเค้กกัน ลูคัสซึ่งนอนอยู่ในรถเข็นเด็กก็ตื่นแล้วร้องไห้จ้า ลอเรนต้องรีบอุ้มเข้ามุมให้ดูดนมถึงได้เงียบเสียง

“น่าเสียดายที่คราวนี้กระชั้นชิดไปหน่อยก็เลยจัดให้ได้แค่นี้ แต่ฉันกลัวว่าถ้ารอเธอกลับจากฮันนีมูนแล้วจะช้าเกินไป ขอโทษที่อาจจะไม่หวือหวานักนะโจ”

“ไม่หรอกโซเฟีย แค่นี้ฉันก็ดีใจมากแล้ว จริงๆ นะ”

เขาไม่เคยคาดฝันด้วยซ้ำว่าเพื่อนๆ จะรวมตัวกันเพื่อจัดปาร์ตี้สละโสดให้ เพราะเขากับชานนท์แต่งงานกันโดยไม่เชิญใครเลยแม้กระทั่งสมาชิกครอบครัว ดังนั้นเขาไม่มีอะไรจะติทั้งสิ้น

“ว่าแต่ที่เธอเคยบอกว่าจะบวชล่ะ ถ้าแต่งงานแล้วก็บวชไม่ได้แล้วน่ะสิ?”

คำถามของโซเฟียดึงดูดสายตาอยากรู้อยากเห็นจากทุกคน จารวีวางส้อมขนมเค้กลงแล้วยิ้มบางๆ

“ไม่เกี่ยวหรอกว่าหลังแต่งงานแล้วจะบวชไม่ได้ แต่ฉันคงต้องเลื่อนอย่างไม่มีกำหนดไปก่อน ฌอนเขา...ไม่สะดวกใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่”

“เอ๋?”

“แต่ฉันเข้าใจเขานะ”

สตีเฟนโพล่งขึ้นหลังนั่งเงียบมานาน จารวีเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่าย ในกลุ่มเพื่อนฝูงไม่มีใครรู้เรื่องที่สตีเฟนเคยชอบเขา คำพูดนั้นทำให้จารวีกังวลว่าหรือที่แท้แล้วสตีเฟนยังเหลือเยื่อใยให้เขาอยู่

“ฌอนกับนายเคยอยู่ห่างกันมาเป็นปีไม่ใช่เหรอ? ไม่แปลกหรอกถ้าเขาจะกลัวว่าถ้านายไปบวชแล้วอาจจะไม่กลับมาหา ถ้าสมมติว่าลอเรนมาบอกฉันว่าอยากไปอยู่วัดหลังจากเพิ่งแต่งงาน ฉันก็คงขอไม่ให้ทำอย่างนั้นเหมือนกัน”

“ฉันไม่ใจดำทิ้งเธอไปแบบนั้นหรอกน่า ยิ่งตอนนี้มีเจ้าตัวยุ่งนี่ด้วย”

ลอเรนซึ่งกำลังให้นมลูกเอี้ยวคอกลับมาเอ่ยยิ้มๆ สตีเฟนยิ้มตอบแล้วยืดตัวไปหอมแก้มหญิงสาว แค่นั้นก็เพียงพอแล้วให้จารวีมั่นใจว่าสตีเฟนเพียงออกความเห็นในฐานะคนที่เข้าใจสถานการณ์เท่านั้น

ใจเขาตระหนักดีว่าชานนท์คงกังวลจริงๆ ว่าถ้าเขาบวชแล้วจะไม่สึก หรือไม่ก็คิดทบทวนเรื่องของทั้งคู่ใหม่จนขอแยกทาง การที่ขอเขาแต่งงานคือหลักฐานชัดเจน เพราะชานนท์เอ่ยข้อเสนอนี้ขึ้นมาหลังจากปรับความเข้าใจกัน และเขาเล่าให้ฟังว่าตั้งใจจะบินกลับเมืองไทยเพื่อบวชให้คุณพ่อกับแด๊ด

“โจ้ เราแต่งงานกันเถอะ”

“มันจะเปลี่ยนอะไรไปจากตอนนี้เหรอครับ?”


ตอนนั้นเขาย้อนถามโดยไม่เสียเวลาคิด จริงอยู่ที่พวกเขาสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกกฎหมายที่อเมริกา แต่ปุบปับจะให้เลื่อนสถานะทั้งที่เพิ่งเปิดอกคุยกันก็ดูใจเร็วด่วนได้ไปหน่อย

“ผมได้สัญชาติอเมริกันแล้ว ดังนั้นหลังแต่งงานโจ้ก็จะยื่นเรื่องขอกรีนการ์ดได้ ต่อไปจะได้ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องวีซ่า”

“คุณฉานขอผมแต่งงานด้วยเหตุผลแค่นี้?”

“ไม่ใช่อยู่แล้ว”


ชานนท์ตอบกลับทันควันแล้วกุมมือเขาแน่น “ผมรู้ว่านี่เป็นคำขอที่เห็นแก่ตัว แต่ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่าผมจะใช้ชีวิตกับโจ้ ผมทำให้พวกเราเสียเวลาไปเป็นปี การแต่งงานเป็นแค่วิธีหนึ่งที่ผมจะชดใช้เพื่อทำให้โจ้มีความสุข ส่วนเรื่องที่อยากบวชให้คุณพ่อกับแด๊ด โจ้แค่เลือกทำบุญ รักษาศีลแล้วตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลไปให้ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นผมก็จะทำด้วย”

“ต่อให้ผมถือศีลข้อที่ว่าจะรักษาร่างกายให้บริสุทธิ์ ไม่มีความสัมพันธ์กับใครอย่างนั้นน่ะเหรอ?”

“ข้อนั้น...”
ชานนท์อึ้งไป ก่อนที่โหนกแก้มจะเรื่อสีเลือดฝาดขณะเอ่ยเสียงต่ำ “ถ้าหาก...แค่ช่วงสั้นๆ และมีกำหนดเวลาชัดเจน ผมก็รับได้”

จารวีแทบไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายที่ไม่สนใจเขาเลยเมื่อแรกพบจะยอมลงให้ถึงขนาดนี้ อาจเป็นเพราะความมุ่งมั่นในแววตายามเอ่ยคำขอ อาจเป็นเพราะถ้อยคำที่กระทบส่วนอ่อนไหวในใจ หรืออาจเป็นเพราะเขาเหน็ดเหนื่อยกับการใช้ชีวิตอย่างอ้างว้างเต็มที จารวีจึงตอบรับโดยไม่อิดออด เขาเพียงแต่ขอร้องให้ชานนท์บอกครอบครัวที่เมืองไทยให้รับรู้ก่อน จากนั้นก็ทำพิธีตามกระบวนการทางกฎหมายให้ถูกต้องโดยรบกวนคนรอบข้างให้น้อยที่สุดก็พอ

เมื่อมาคิดอีกที เขาก็นึกเสียดายที่ไม่ได้ชวนเพื่อนๆ มาร่วมในพิธีครั้งนั้น แต่ถึงอย่างไรจารวีก็เชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เขากับชานนท์ตกลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว

“อ๊ะ บ่ายสองแล้วสิ เธอต้องไปสนามบินเย็นนี้ใช่มั้ยโจ?”

“อื้อ อย่างช้าก็ควรไปถึงก่อนสี่โมงเย็น”

“งั้นวันหลังพวกเราค่อยนัดกันใหม่ คราวนี้ก็ชวนสามีเธอมาด้วยได้เพราะพวกเราจัดปาร์ตี้สละโสดให้เธอแล้ว ว่าแต่...ถ้าฌอนเป็นสามี อย่างนั้นเธอก็ต้องเรียกตัวเองว่าภรรยาหรือเปล่า?”

จารวีเบ้ปากแม้จะรู้ว่ากำลังถูกกระเซ้า แต่บ๊อบบี้ชิงตอบก่อนเขาจะทันอธิบาย

“ไม่จำเป็น กรณีผู้ชายแต่งกับผู้ชายก็เรียกว่าสามีทั้งคู่ ถ้าผู้หญิงแต่งกับผู้หญิงก็เรียกว่าภรรยาทั้งคู่เหมือนกัน”

คำตอบนั้นทำเอาทั้งจารวีและโซเฟียกะพริบตาอย่างแปลกใจ หญิงสาวหันไปหาคู่หมั้นแล้วทำตาโต

“ที่รัก ทำไมเธอรู้เรื่องนี้ด้วยล่ะ?”

“ฉันมีลูกพี่ลูกน้องที่มีใบอนุญาตให้ประกอบพิธีแต่งงาน เขาเคยทำพิธีให้คู่เพศเดียวกันมาแล้วหลายคู่”

“ค่อยยังชั่ว ฉันก็นึกว่าเธอศึกษาข้อมูลไว้เพราะจะขอถอนหมั้นเสียอีก”

คราวนี้เป็นบ๊อบบี้ที่เบ้ปาก ทุกคนหัวเราะร่วนเมื่อได้เห็นคนที่ปกติไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้าอย่างบ๊อบบี้มีปฏิกิริยากับคำพูดของโซเฟีย ชายหนุ่มรอให้เสียงหัวเราะซาลงแล้วเอ่ยเสียงเรียบ

“อันที่จริง ญาติๆ ฉันจะบินมานิวยอร์กช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าปีนี้ ฉันก็เลยคิดว่าเราน่าจะทำพิธีแต่งงานกันตอนนั้น”

“หือ?”

โซเฟียเลิกคิ้วสูงโดยมีสายตาทุกคู่ตวัดไปจับจ้อง ลอเรนซึ่งให้นมลูคัสเสร็จแล้วรีบดึงเสื้อลงแล้วหันมาโพล่งอย่างตื่นเต้น

“พระเจ้าช่วย โซเฟีย บ๊อบบี้กำลังขอเธอแต่งงานแน่ะ!”

“อะไรนะ?”

ความงุนงงทำให้โซเฟียทำหน้าเหมือนโดนไฟช็อต บ๊อบบี้ลุกขึ้นแล้วก้าวเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าคู่หมั้นสาว ใบหน้าซึ่งเป็นสีน้ำตาลเข้มซับสีโลหิตจนแดงเรื่อ ทุกคนในห้องเห็นดังนั้นก็พากันกลั้นหายใจ

“โซเฟีย ฉันรู้ว่านี่อาจผิดกาลเทศะไปหน่อย แต่ฉันไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะรวมตัวเพื่อนๆ กับน้องชายของเธอได้แบบนี้อีก ดังนั้นฉันจะขอถามตรงนี้ เธอจะแต่งงานกับฉันได้ไหม?”

อแมนด้ารีบปิดปากเพื่อกันเสียงกรี๊ดจากความตื่นเต้น กระนั้นทุกคนก็ยังได้ยิน รอยยิ้มเริ่มผุดขึ้นรอบวงขณะที่โซเฟียซึ่งตั้งตัวได้แล้วกะพริบตาถี่ นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนคลอด้วยน้ำตาขณะที่ริมฝีปากอิ่มยิ้มกว้าง

“ตาบ้า! รู้มั้ยว่าฉันรอเธอพูดคำนี้ตั้งแต่วันที่ได้แหวนหมั้นแล้ว!”

“Yes!!”

บ๊อบบี้ตะโกนก่อนจะลุกขึ้นอุ้มหญิงสาวหมุนไปรอบๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและโห่ร้องด้วยความดีใจของเพื่อนๆ แต่ละคนผลัดกันเข้าไปกอดแสดงความยินดีกับว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาว โซเฟียน้ำตาไหลพรากพลางกล่าวขอบคุณไม่หยุด เธอหันมาหาจารวีแล้วก็โผเข้ากอดเขาแน่น

“โจ! บ๊อบบี้ขอฉันแต่งงานแล้วล่ะ! ขอโทษนะ ทั้งที่เธอควรเป็นดาวเด่นของปาร์ตี้วันนี้แท้ๆ แต่ฉันดันแย่งซีนเฉยเลย!”

“ยายบ๊อง ฉันก็ดีใจกับเธอเหมือนกัน ขอเตือนไว้ก่อนว่างานแต่งของเธอต้องเชิญฉันไปร่วมด้วย ห้ามแอบแต่งกันโดยไม่บอกใครเด็ดขาด เข้าใจมั้ย?”

จารวีแกล้งทำเสียงดุ แต่สองตาฉ่ำคลอด้วยความยินดีที่เพื่อนสนิทจะได้พบกับความสุขที่รอมานาน ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลด้วยความชื่นมื่น เขาก็ฉุกนึกถึงความจริงข้อหนึ่งขึ้นมาได้

ถ้าคืนนั้นคุณฉานไม่ตามไปปรับความเข้าใจ เขาคงบินกลับเมืองไทยและพลาดการเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์นี้ไปแล้ว...

ชายหนุ่มมองสีหน้าซึ่งเปี่ยมด้วยความสุขของโซเฟีย บ๊อบบี้ และความตื่นเต้นบนใบหน้าของสตีเฟน ลอเรนและอแมนด้า แล้วก็ตระหนักถึงความผูกพันที่มีต่อทุกคน นี่คือสังคมของเพื่อนฝูงที่สำคัญกับเขา ดังนั้นไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ชานนท์ก็มีส่วนเปิดโอกาสให้เขาใช้ชีวิตท่ามกลางมิตรภาพอันอบอุ่นนี้แทนที่จะกลับไปเริ่มต้นใหม่เพียงลำพัง

และตอนนี้...เขาอยากขอบคุณอีกฝ่ายเหลือเกิน


++------++


กว่าจารวีจะกลับถึงบ้านก็บ่ายสามกว่า ชานนท์กลับมาถึงก่อนและยกกระเป๋ามาวางรอในห้องนั่งเล่นแล้ว พวกเขานั่งแท็กซี่ไปสนามบินแล้วก็เดินเล่นดูร้านค้าภายในหลังจากเช็คอินเสร็จเรียบร้อย

โชคดีที่เที่ยวบินของพวกเขาออกตรงตามกำหนด เมื่อกัปตันนำเครื่องไต่ระดับจนพ้นสภาพอากาศแปรปรวน พนักงานต้อนรับก็เริ่มเข็นรถเสิร์ฟอาหาร ระหว่างที่ทานอยู่จารวีก็หันไปถามชานนท์ซึ่งนั่งติดกัน

“เราน่าจะถึงเดนเวอร์ประมาณสามทุ่มใช่ไหมครับ?”

“อืม พอถึงแล้วก็เช่ารถขับขึ้นไปนอนบนเขา น่าจะใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่ง วันนี้พระจันทร์เต็มดวงด้วย วิวจากบนนั้นน่าจะสวย”

ชานนท์ตอบพร้อมกับยิ้มอ่อนๆ ท่าทางของอีกฝ่ายดูกระฉับกระเฉงก็จริง แต่จารวีสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาซึ่งคงเป็นผลจากการที่เร่งเคลียร์งานเพื่อทริปนี้

ในอกของเขาพลันปวดหนึบเพราะภาพนั้น

“คุณฉาน”

“หืม?”

“ที่แมทธิวเคยเสนอให้ไปช่วยดูออฟฟิศที่ลอนดอน คุณฉานได้ตอบตกลงไปหรือยังครับ?”

เขายังจำบทสนทนาที่เซ็นทรัลพาร์คได้ และทั้งที่คิดว่านั่นคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน ชานนท์กลับมาตามหาเขาที่เพ้นท์บาร์แล้วขอปรับความเข้าใจ หลายวันถัดมาก็มัวแต่ยุ่งเรื่องแต่งงานและย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันจนเกือบลืมเรื่องนี้เสียสนิท

ชานนท์ลูบแก้วกาแฟร้อนไปมา แววตาสีนิลซึ่งยากจะอ่านความรู้สึกจับจ้องเขานิ่ง

“แล้วโจ้อยากอยู่ที่นิวยอร์กหรือลอนดอนมากกว่า?”

“ไม่เกี่ยวกับผมซักหน่อย มันเป็นงานของคุณฉาน ก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณฉาน”

ชานนท์ส่ายหน้า มุมปากหยักขึ้นนิดๆ “ขึ้นอยู่กับทั้งสองคนต่างหาก ถ้าแต่งงานแล้วอยู่กันคนละที่จะแต่งทำไม?”

จารวีมุ่นคิ้ว พวกเขาไม่เคยปรึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจังเพราะเพิ่งเริ่มใช้ชีวิตคู่ แต่หากดูจากหน้าที่การงานแล้ว ถึงอย่างไรการที่ชานนท์ไปก็น่าจะดีกว่าในระยะยาว

“ถ้าหากคุณฉานอยากไป...”

“ความจริงผมคุยกับแมทธิวไปแล้วล่ะ”

จารวีชะงัก ชานนท์เห็นพนักงานบนเครื่องเดินผ่านมาพอดีจึงยกถาดของเขากับจารวีคืนให้ พอพนักงานรับถาดไปแล้วก็หันมาอธิบาย

“ถ้าผมจะไปลอนดอนก็ต้องพาโจ้ไปด้วย แต่ระหว่างที่กรีนการ์ดของโจ้ยังไม่อนุมัติก็จะออกนอกประเทศไม่ได้ไปอย่างน้อยหนึ่งปี ผมไม่อยากให้แมทธิวเสียเวลาแล้วปิดโอกาสคนอื่น ก็เลยบอกให้ติดต่อคนที่เขาเล็งไว้นอกจากผมไปแล้ว”

“คนที่ออกนอกประเทศไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวไม่ใช่เหรอครับ คุณฉานไม่ต้องอยู่ด้วยก็ได้นี่นา”

“ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า ตอนเจ้าหน้าที่เรียกสัมภาษณ์จะได้ไม่มีปัญหา มีอย่างที่ไหนคู่แต่งงานที่แต่งปุ๊บก็แยกกันอยู่ เดี๋ยวเขาจะมองว่าโจ้แค่แต่งกับผมเพราะอยากได้กรีนการ์ด เว้นว่าโจ้แต่งกับผมเพราะเหตุผลนั้น”

จารวีอ้าปากแล้วก็หุบ เขารู้ว่าชานนท์ล้อเล่น แต่สัญชาตญาณบอกว่าคำพูดเหล่านั้นสะท้อนความกังวลที่ซุกซ่อนในใจของคนพูดจริงๆ

ชานนท์กังวลว่าเขาไม่ได้ตอบตกลงเพราะรู้สึกอย่างเดียวกันกับเจ้าตัว

ในอกร้อนระอุขึ้นด้วยความโมโห ถึงเขาจะโตมาโดยการเลี้ยงดูของคุณพ่อกับแด๊ดก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมแต่งงานกับผู้ชายคนไหนก็ได้เสียหน่อย อีกอย่างถ้าเขาอยากอยู่นิวยอร์กต่อจริงๆ ก็มีหนทางมากมาย ไม่จำเป็นต้องพึ่งวิธีนี้เลยสักนิด

“โจ้?”

“ไม่มีอะไรครับ ถ้าคุณฉานไม่เห็นว่าผมเป็นตัวถ่วงก็แล้วไปเถอะ”

จารวีหันหนีไปทางหน้าต่าง ทั้งความโกรธ น้อยใจและขัดใจตีกันยุ่งจนไม่อยากมองคนข้างตัวตอนนี้

“ขอโทษ ผมล้อเล่น ผมรู้ว่าโจ้ไม่ใช่คนแบบนั้น”

อีกฝ่ายคงรู้ตัวว่าเย้าแรงไปจึงดึงมือไปบีบ สัมผัสนั้นทำให้ตระหนักถึงแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย จารวีพยายามระงับความหงุดหงิดแล้วดึงผ้าห่มขึ้นจนถึงคอ

“ผมขอนอนก่อนนะครับ ถึงแล้วปลุกด้วยก็แล้วกัน”

“อืม”

ชานนท์ไม่ต่อความ เพียงแต่ช่วยเหน็บชายผ้าห่มให้เงียบๆ จารวีพยายามจะหลับแต่ร่างกายกลับตื่นตัวอยู่ตลอด กระทั่งเขาเกือบจะลืมตาเพราะทำอย่างไรก็ไม่หลับเสียที ปลายนิ้วซึ่งแตะลงบนไฝใต้ตาซ้ายก็ทำเอาเกือบสะดุ้ง

ความมืดตรงหน้าคล้ายจะลึกล้ำขึ้นอีกขั้น ลมหายใจซึ่งรดลงบนปลายจมูกบอกให้รู้ว่าชานนท์ก้มลงหา มือทั้งสองข้างที่กอดอกอยู่ใต้ผ้าห่มกำแน่น เขาพยายามไม่แสดงออกว่ารู้สึกตัวด้วยหัวใจที่เต้นระทึก

แต่อึดใจหนึ่งลมหายใจนั้นก็ผละไปเสียเฉยๆ เขาได้ยินเสียงชานนท์ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วเอ่ยขอทางจากคนที่นั่งอยู่อีกด้าน ไม่ต้องสงสัยว่าเพื่อไปเข้าห้องน้ำ เมื่อมั่นใจว่าคล้อยหลังแล้วเขาก็ลืมตาขึ้นมองความมืดภายนอก มือใต้ผ้าห่มทั้งสองกำแล้วคลายสลับกันอย่างข่มใจ แต่กลับไม่สามารถห้ามคิ้วไม่ให้ขมวดเข้าหากัน

โอเค...ตอนนี้เขาโกรธ ‘คุณสามี’ ขึ้นมาจริงๆ แล้ว



++---TBC----++





 

Create Date : 08 มกราคม 2559    
Last Update : 8 มกราคม 2559 15:04:50 น.
Counter : 319 Pageviews.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 30

*แนะนำ*

สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 30


เสียงกระดิ่งแขวนประตูเงียบลงหลังลูกค้าคนสุดท้ายเดินออกไป โซเฟียยิ้มแต้เพราะคืนนี้มีคนจองคลาสเต็ม ไม่เหมือนเมื่อช่วงบ่ายที่โหรงเหรงจนเงียบเหงา

“เหนื่อยมั้ยโจ คืนนี้มีครอบครัวพาเด็กๆ มาเยอะเลย”

“ไม่หรอก สอนเด็กก็สนุกดี เวลาวาดแล้วไม่ค่อยเกร็งกันว่าจะไม่เหมือนภาพต้นแบบ”

ทั้งสองช่วยกันรวบรวมพู่กันมาล้างและวางผึ่งบนผ้า ปกติแล้วทางร้านจะจัดพู่กันให้สามขนาดสำหรับผู้เรียนทุกคน เมื่อมีลูกค้ามาเต็มสามสิบที่จึงมีพู่กันที่ต้องล้างไม่น้อย ไม่นับแก้วเครื่องดื่มกับจานอาหารว่างอีก

“เสียดายจังที่เมื่อกี้เป็นคลาสสุดท้ายของเธอแล้ว จะไม่เปลี่ยนใจเหรอโจ ช่วงที่เธอกลับไปอยู่เมืองไทยมีลูกค้าประจำถามหากันเยอะเลยนะ”

“ฉันคอนเฟิร์มตั๋วไปแล้วน่ะ อีกอย่างกะจะกลับไปบวชด้วย”

“บวช? แบบไหน? อย่าบอกนะว่าแบบที่โกนหัว ห่มผ้าสีเหลืองแบบที่ฉันเคยเห็นในเว็บ?”

จารวียิ้มมุมปากโดยไม่ตอบ โซเฟียมองเขาแล้วเบิกตากว้างจนแทบถลน

“ไม่เอานะ! ผมนี่เธอไว้มาตั้งเป็นปีไม่ใช่เหรอ!? อีกอย่างถ้าบวชแล้วเธอก็มาร่วมงานแต่งของฉันกับบ๊อบบี้ไม่ได้น่ะสิ!”

“ใจเย็นก่อนโซเฟีย ฉันแค่ตั้งใจจะบวชทำบุญให้พ่อ อีกอย่างศาสนาพุทธที่เมืองไทยน่ะไม่ได้บังคับว่าบวชแล้วก็ต้องเป็นพระตลอดชีวิต พอสึกออกมาก็ใช้ชีวิตปกติได้เหมือนเดิม”

โซเฟียมุ่นคิ้ว เธอไม่ใช่คนเคร่งศาสนาแม้จะเติบโตมาในครอบครัวซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิก กระนั้นคำตอบของจารวีก็ยังไม่ทำให้วางใจ

“จริงๆ นะ? เธอไม่ได้จะบวชตลอดชีวิตแล้วเข้าไปบำเพ็ญเพียรในป่า ฝึกวิชากำลังภายในอะไรเทือกนั้นใช่มั้ย?”

“เธอดูหนังจีนมากไปแล้วล่ะ เดี๋ยวฉันหาบทความมาให้อ่านก็แล้วกัน จะได้เข้าใจมากขึ้น”

จารวียีผมหยิกฟูของเพื่อน แล้วก็หัวเราะเมื่อถูกค้อนปะหลับปะเหลือกใส่ เขาดีใจที่แม้ตนจะมีเพื่อนน้อยแถมไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน แต่ทุกคนล้วนจริงใจและเป็นห่วงเขาอย่างแท้จริง

ดังนั้น...ถึงแม้จะต้องกลับไปอยู่คนเดียวเขาก็พอใจแล้ว

ทั้งสองหันไปทางประตูเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง บ๊อบบี้ก้าวเข้ามาหลังขึ้นไปล็อคประตูดาดฟ้าและเก็บกวาดด้านนอกเรียบร้อยแล้ว

“จะกลับกันหรือยัง โซเฟีย?”

“อ๊ะ สี่ทุ่มแล้วเหรอ งั้นฉันฝากเธอเอาจานพวกนี้ใส่เครื่องล้างจานด้วยนะโจ แล้วพรุ่งนี้ตอนกลางวันค่อยไปกินข้าวกัน”

“อื้อ กลับกันดีๆ นะ”

จารวีโบกมือลาโซเฟียกับบ๊อบบี้ ชายหนุ่มผิวสีร่างใหญ่พยักหน้าให้เขาก่อนจูงมือโซเฟียเดินออกจากร้าน ไม่นานรอบตัวก็เงียบสนิท จารวีกวาดตามองโต๊ะเก้าอี้อันว่างเปล่าราวจะพยายามประทับภาพนั้นเอาไว้

ในบรรดาสถานซึ่งเปี่ยมด้วยความทรงจำมากมายในนิวยอร์ก นี่อาจเป็นสถานที่ที่เขาจะคิดถึงที่สุดก็เป็นได้...

ชายหนุ่มก้มลงเรียงจานกับแก้วใส่เครื่องล้างจาน อึดใจถัดมาก็ได้ยินเสียงเปิดประตูและเสียงกระดิ่ง บางครั้งโซเฟียก็ป้ำๆ เป๋อๆ จนลืมกระเป๋าสตางค์บ้าง หมวกบ้างจนต้องกลับขึ้นมาเอาเป็นประจำ จารวีจึงไม่แปลกใจนักและถามโดยไม่หันไปมอง

“งวดนี้ลืมอะไรล่ะโซเฟีย?”

ไม่มีเสียงตอบนอกจากเสียงฝีเท้าที่หยุดลงกลางร้าน จารวีมุ่นคิ้วแล้วยืดตัวขึ้น เมื่อเห็นถนัดตาว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็ชะงัก

เจ้าของนัยน์ตาสีนิลที่กำลังจ้องมองเขาคือคนที่จารวีคิดว่าคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว ชานนท์ยังคงสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกับเมื่อตอนเย็น ใบหน้าที่เริ่มมีไรเคราซับสีเลือดนิดๆ และลมหายใจหอบรัว การได้พบกันอีกอย่างไม่คาดฝันทำให้จารวีตัวแข็งทื่อ

ทำไมถึงได้รู้ว่าเขาอยู่ที่นี่...หรือว่า...จะรู้กระทั่งเรื่องที่ลอเรนกับลูคัสไม่เกี่ยวข้องกับเขาแล้วด้วย?

จารวีตระหนกเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นี้ ได้แต่รีบกำมือแน่นเพื่อควบคุมตัวเอง

“วันนี้คลาสจบแล้วครับ แต่ถ้าอยากจองคลาสบ่ายพรุ่งนี้ผมจะลงชื่อไว้ให้”

ชานนท์มุ่นคิ้วกับน้ำเสียงราบเรียบ แต่จารวีไม่รอฟังคำตอบ เขาหันกลับไปเรียงจานกับแก้วที่เหลือใส่เครื่องล้างจานแล้วพูดเหมือนกำลังอธิบายกับลูกค้า “ถ้าจะสั่งเครื่องดื่มตอนนี้ก็มีแต่เบียร์กับน้ำอัดลม แต่คุณคงต้องซื้อกลับไปดื่มที่บ้านเพราะเลยเวลาปิดร้านแล้ว”

“ผมไม่ดื่มอะไรทั้งนั้น เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

จารวีกดปุ่มสตาร์ทหลังปิดฝาเครื่องล้างจาน ตลอดเวลาเขาไม่หันไปด้านหลังเลย แต่ท่าทางสงบนิ่งภายนอกนั้นตรงกันข้ามกับความปั่นป่วนภายในอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มสูดหายใจเข้ายาวๆ จนกระทั่งพอจะสงบสติอารมณ์ได้จึงเดินออกมาเผชิญหน้ากับชานนท์ที่หน้าเคาน์เตอร์

เขาอาจต้องการเป็นอิสระจากผู้ชายคนนี้ แต่จะไม่มีวันวิ่งหนีเหมือนคนขี้ขลาด

“นี่ก็ดึกแล้ว ถ้าหากมีเรื่องอยากคุยก็ขอสั้นๆ ก็แล้วกัน ผมอยากพักผ่อน”

ชายหนุ่มบอกตัวเองไม่ให้ถอยเมื่อชานนท์เดินเข้าใกล้จนเหลือระยะห่างเพียงหนึ่งช่วงแขน ลมหายใจของอีกฝ่ายเริ่มกลับคืนจังหวะปกติ นัยน์ตาสีนิลจับจ้องเขาไม่วางตา

“ทำไมถึงต้องโกหก?”

“หมายถึงเรื่องอะไร?”

จารวีเชิดคางถาม และได้เห็นว่านัยน์ตาของชานนท์วาวขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะรู้ว่าชานนท์ไม่ชอบใช้ความรุนแรง เขาคงคิดว่าจะถูกจับเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอนไปแล้ว

“เรื่องของลอเรนกับลูคัส ผมรู้แล้วว่าทั้งสองคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรกับคุณ แล้วก็รู้ด้วยว่าคุณไม่ได้กำลังคบกับใคร”

“ยินดีด้วยที่รู้แล้ว ใครเป็นคนบอกคุณล่ะ?”

“ไม่สำคัญหรอกว่าใครบอก ผมแค่อยากรู้ว่าทำไมต้องโกหก”

ใช่...ชานนท์จะรู้จากใครก็ไม่สำคัญอีกแล้ว เขาเพียงแต่คาดไม่ถึงว่าความจะแตกเร็วถึงเพียงนี้

“ผมจะโกหกหรือเปล่ามันสำคัญตรงไหน ไม่ใช่คุณเหรอที่เคยบอกว่าอยากให้ผมมีครอบครัว?”

“ไม่ใช่ด้วยการโกหกแบบนี้”

สันกรามของชานนท์ขบขึ้นเป็นสันนูน ไม่รู้ทำไมจารวีเห็นภาพนั้นแล้วอยากหัวเราะ แต่สุดท้ายก็เพียงแค่นยิ้มขณะหันไปทยอยยกเก้าอี้วางบนโต๊ะ

“ไม่ดีใจเหรอครับ? ผมนึกว่าคุณอยากให้ผมมีครอบครัวเสียอีก น่าเสียดายที่ผมยังหาคนที่อยากสร้างครอบครัวด้วยไม่ได้ แต่ไหนๆ ก็บินกลับมาเยี่ยมเพื่อนๆ ที่นิวยอร์กทั้งที ผมคิดว่าคุณน่าจะภูมิใจถ้าได้เห็นว่าผมมีครอบครัวตามที่คุณต้องการแล้ว...”

เสียงของจารวีขาดหายเมื่อจู่ๆ ก็ถูกสวมกอดจากด้านหลัง กล้ามเนื้อทั้งร่างแข็งทื่อเมื่อถูกไออุ่นจัดโอบล้อม ลมหายใจซึ่งเป่ารดลงบนขมับเร่งชีพจรให้เต้นรัวจนหูแทบอื้อ

หยุด...เขาไม่ได้ต้องการสัมผัสแบบนี้...

“กลับมาเถอะโจ้ ผมรู้แล้วว่าผมพลาดเอง ผมไม่ควรทิ้งโจ้ไว้แล้วทึกทักเอาว่าการให้โอกาสแบบนั้นจะทำให้โจ้มีความสุข”

หางคิ้วของจารวีกระตุกเมื่อถูกปลายจมูกซุกไซ้บนเรือนผม หน้ากากอันเยือกเย็นที่สวมมาตลอดแตกเป็นเสี่ยง ไม่ต่างจากอารมณ์ร้อนที่หลั่งไหลดุจภูเขาไฟระเบิด

“พลาดเหรอ? ทั้งที่คิดเองเออเองอยู่คนเดียว พอตอนนี้สำนึกผิดก็คิดว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ง่ายๆ งั้นเหรอ?”

จารวีบิดตัวจากอ้อมแขนที่โอบรัด จากนั้นก็หันไปเหวี่ยงกำปั้นลุ่นๆ เข้าใส่สันกรามของคนด้านหลัง แรงปะทะส่งผลให้ชานนท์หงายหลังชนโต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด

“พูดง่ายเหลือเกินนะ 'กลับมาเถอะโจ้' ทำไมไม่คิดบ้างว่าตอนที่ทิ้งกันไปคราวนั้นผมจะรู้สึกยังไง!? ดีใจมั้ยล่ะที่ผมพาลูกเมียไปเจอ? ผมมีความสุขจอมปลอมอย่างที่ควรจะมีแล้วไง! อย่าคิดเลยว่าแค่คำขอโทษแล้วขอคืนดีจะทำให้ทุกอย่างเหมือนเดิม ผมจะไม่ยอมเป็นของใช้ที่พอคุณเบื่อก็โยนให้คนอื่นอีกแล้ว! ไม่มีวัน!!”

“โจ้!”

กระดิ่งบนลูกบิดส่งเสียงดังเมื่อจารวีผลุนผลันเปิดประตูแล้ววิ่งออกไป ชานนท์รีบยันตัวลุกขึ้นแล้ววิ่งตาม ในที่สุดก็คว้าแขนจารวีได้ทันที่ชานพักบันไดชั้นสี่ ร่างสูงเพรียวพยายามบิดแขนออกและหันมาตะคอกอย่างโกรธเกรี้ยว

“ปล่อย!”

“ไม่ปล่อย! ให้ตายก็ไม่ปล่อย!!”

ชานนท์ขยุ้มท้ายทอยจารวีแล้วก้มลงหา ริมฝีปากสองคู่กระทบกัน แต่ไม่ใช่จูบที่อ่อนโยนหรือปลอบประโลมแม้แต่นิดเดียว

“ฮึ!”

ชานนท์ผงะเมื่อถูกกัดริมฝีปากจนเลือดซึม แต่แทนที่จะยอมปล่อย เขากลับสอดนิ้วโป้งเข้าระหว่างริมฝีปากของจารวีโดยไม่สนใจว่าจะถูกกัดจนจมเขี้ยว เขาก้มลงแนบริมฝีปากคนในอ้อมแขนอีกครั้ง นิ้วที่สอดไว้ทำให้จารวีป้องกันปลายลิ้นที่แหย่เข้าไปไม่ได้ ยิ่งเจ้าตัวพยายามใช้ลิ้นดันก็ยิ่งเหมือนตอบสนองการรุกราน ชานนท์สูดหายใจแรงเมื่อถูกเล็บจิกบนแขนจนแทบทะลุเนื้อผ้า แต่เขายังคงดึงดันไม่ปล่อยมือ รสของเลือดที่ซึมจากนิ้วคละเคล้ากับรสจูบ หลายอึดใจผ่านไปกว่าจารวีจะเผยอริมฝีปากมากขึ้น และชานนท์เดิมพันกับตัวเองด้วยการดึงนิ้วออกว่าจะถูกกัดลิ้นจนขาดหรือไม่

เขาแทบถอนหายใจเมื่อไม่ได้รับท่าทีต่อต้าน กระทั่งเล็บที่จิกบนแขนก็คลายแรงลง จารวีไม่ได้จูบตอบเสียทีเดียว แต่ท่าทีที่อ่อนลงก็ทำให้ชานนท์ใจชื้น เขาจูบคนตรงหน้าเสมือนจะยืนยันว่าสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่หาใช่ความฝัน

“โจ้...”

ครู่ใหญ่กว่าชานนท์จะถอนริมฝีปากออก น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบอ่อนโยนแทบริมฝีปากที่บวมเป่ง จารวีหลับตานิ่ง แต่แล้วจู่ๆ ร่างสูงเพรียวก็เข่ายวบ ชานนท์ช่วยประคองขณะจารวีทรุดตัวลงนั่งพิงฝา จากนั้นอีกฝ่ายก็ชันเข่าขึ้นกอดแล้วฟุบหน้าลงจนไม่อาจเห็นว่ากำลังทำสีหน้าเช่นไร

ชานนท์รู้ว่าจารวีไม่ได้เขิน ร่างที่นั่งกอดเข่านิ่งไม่มีอาการสั่นที่บ่งบอกว่ากำลังสะอื้นหรือโมโห ผมซึ่งมัดรวบไว้ยุ่งเหยิงเพราะหลายปอยหลุดออกจากยางรัด หากจะหาคำมาบรรยายท่าทางของจารวีในตอนนี้ เขาก็คงนึกออกเพียงคำว่าเหน็ดเหนื่อยเท่านั้น

“โจ้...”

“อีกหน่อยคุณก็จะทิ้งผมไปอีก”

เสียงพึมพำดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ โทนเสียงเนิบเนือยไร้การตัดพ้อสะท้อนความอ่อนล้าในใจคนพูด

“ผมจะไม่ทำผิดซ้ำสองอีก”

“ไม่หรอก คุณจะไม่คิดว่าตัวเองทำผิด คุณจะมีเหตุผลมาอ้างเพื่อเขี่ยผมออกจากชีวิต แล้วก็บอกว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผม”

“ผมจะไม่ทำแบบนั้น โจ้ ฟังนะ”

ชานนท์เลื่อนตัวเข้าใกล้แล้วดึงจารวีมากอด อีกฝ่ายไม่ได้ขัดขืน แต่ท่าทีโอนอ่อนก็ไม่ได้หมายความว่ายอมรับคำขอคืนดีเช่นกัน

นิ้วโป้งที่ถูกกัดเริ่มปวดหนึบ แต่เวลานี้การยืนยันให้จารวีมั่นใจในตัวเขาเป็นเรื่องสำคัญกว่าบาดแผลเล็กน้อย

“ตอนที่ทิ้งโจ้ไว้เมืองไทยแล้วกลับมานิวยอร์ก ผมไม่มีความสุขเลย แต่ละวันได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำแบบนี้ดีแล้วหรือเปล่า โจ้จะมีความสุขจริงไหม บางทีที่ผมตัดสินใจแบบนั้นเพราะไม่มั่นใจว่าจะทำให้โจ้มีความสุขเหมือนที่แด๊ดเคยทำให้คุณพ่อของโจ้ก็ได้”

“...คุณไม่เคยแม้แต่จะพยายาม”

มือข้างหนึ่งของจารวีกำแขนเสื้อเขาแน่น ชานนท์สูดหายใจลึกและกอดอีกฝ่ายแน่นเข้า

“ใช่ ผมมันขี้ขลาด โจ้คงเห็นตั้งแต่ตอนผมพาไปเยี่ยมบ้านที่เพชรว่าผมไม่ใช่คนดีอะไรเลย ผมมันอ่อนแอ ผมโทษคนรอบตัวที่ตัวเองเป็นคนแบบนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ผมก็ยังอยากขอโอกาสแก้ตัว ถ้าสมมติว่าเรากลับมาเจอกันโดยที่โจ้มีครอบครัวที่มีความสุขจริงๆ ผมคงตัดใจ แต่ในเมื่อผมคือต้นเหตุที่ทำให้โจ้ต้องเสียใจมาตลอดหนึ่งปี ก็ขอให้ผมใช้เวลาทั้งชีวิตชดเชยความผิดของตัวเองเถอะ”

“อย่าสัญญาในเรื่องที่คุณทำไม่ได้เลย”

จารวีดันตัวออกจากอ้อมแขนที่โอบกอด ร่างสูงเพรียวถอยไปนั่งพิงฝาผนังของชานพักบันไดแล้วมองชานนท์นิ่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหม่นหมองจนน่าใจหาย

“ผมจะไม่สัญญาในเรื่องที่ตัวเองทำไม่ได้”

“เคยมีใครรู้ล่วงหน้าด้วยเหรอว่าในอนาคตจะต้องกลืนน้ำลายตัวเองหรือเปล่า คุณฉาน อย่าทำให้ผมผิดหวังในตัวคุณมากไปกว่านี้ดีกว่า”

ทุกคำเหน็บแนมล้วนบาดลึก แต่ชานนท์ไม่หลบตาที่จ้องมอง สีหน้าและน้ำเสียงของจารวีอาจเย็นชาจนชวนให้ถอดใจก็จริง แต่เขารู้ว่าอีกฝ่ายกลัวว่าสักวันจะถูกทิ้งให้กลับไปอยู่คนเดียว ถึงได้พยายามผลักไสเขานักหนาก่อนจะถลำลึก

และหากยอมปล่อยมือไปตอนนี้ เขาก็คงไม่มีวันได้รับโอกาสให้แก้ตัวอีกแล้ว

ชานนท์ดึงมือของจารวีขึ้นแตะริมฝีปาก จากนั้นก็ไล้นิ้วโป้งซึ่งเลือดเริ่มหยุดไหลบนหลังมือข้างนั้น จารวีเพียงมองการกระทำของเขาโดยไม่พูดอะไร แต่คล้ายมีความเจ็บปวดวูบขึ้นในดวงตา

“ผมรักโจ้”

ลมหายใจของจารวีสะดุด ชานนท์ปล่อยให้อีกฝ่ายซึมซับความในใจที่เพิ่งสารภาพก่อนจะเอ่ยต่ออย่างไม่รีบร้อน

“จริงอยู่ว่านอกจากความรู้สึกนี้แล้วผมไม่มีหลักประกันอะไรเลย ก็แค่ผู้ชายอายุใกล้สี่สิบที่ดูเหมือนโลเล แต่ถ้าผู้ชายโลเลคนนั้นได้บทเรียนแล้วว่าการตัดสินใจผิดพลาดครั้งหนึ่งในชีวิตจะทำให้คนที่รักไม่มีความสุข เขาอาจจะเปลี่ยนความโลเลให้เป็นความมุ่งมั่นเพื่อทำแต่สิ่งที่ถูกต้องก็ได้ ตอนนี้ผู้ชายคนนั้นเพียงแค่ต้องการโอกาส ทั้งโอกาสที่จะได้แก้ไขความผิดพลาด และโอกาสที่คนที่เขารักจะยอมเปิดใจรับความสุขอีกครั้ง”

นัยน์ตาสองคู่ประสานกันโดยไม่มีใครหลบ ชานนท์รู้ดีว่าไม่ง่ายที่จารวีจะยอมเชื่อใจเขาเป็นครั้งที่สอง กระนั้นก็แทบกลั้นหายใจเมื่ออีกฝ่ายเผยอริมฝีปาก

“ผมเกลียดคุณ”

ชานนท์หางตากระตุก เขาออกแรงกระชับมือที่กุมไว้แน่นขึ้น ได้แต่บอกตัวเองว่าไม่แปลกที่จารวีจะรู้สึกอย่างนั้นหลังจากถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวมาเป็นปี

“ผมรู้”

“ผมเกลียดที่เราบังเอิญได้เจอกัน เกลียดที่คุณเข้ามาในชีวิตผม สอนผมให้รู้จักความสุขของการมีคนอยู่ข้างๆ แล้วก็ทิ้งกันไป ผมเกลียดที่พอได้กลับมาเจอกันคุณก็ไม่แสดงความรู้สึกอะไรเลย เกลียดที่คุณยังกล้าขอโอกาสแก้ตัวทั้งที่ผมตัดสินใจจะลืมทุกอย่างแล้ว แล้วผมก็เกลียดคุณ...ที่เอาแต่พูดพร่ำสัญญาให้ผมมีความหวังขึ้นมาอีก ทั้งที่ผมรู้ว่ามันจะเจ็บแค่ไหนถ้าวันหนึ่งคุณรักษาสัญญาไม่ได้”

“โจ้”

แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ชานนท์ดึงอีกฝ่ายเข้าสู่อ้อมอกราวต้องการให้มั่นใจว่าได้รับการตอบรับแล้วจริงๆ เขาลูบผมที่ยุ่งเหยิงของจารวีออกจากวงหน้าก่อนจะก้มลงจูบไฝสองเม็ดใต้ตาซ้าย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มซึ่งช้อนมองเขาฉ่ำชื้นแต่ไร้หยดน้ำตา ชานนท์แนบริมฝีปากลงบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาก่อนจะทาบหน้าผากตัวเองลงไป

“ผมไม่ใช่คนอวดดีพอที่จะกล้าให้คำสัญญาหลายๆ เรื่องในคราวเดียว แต่มีแค่เรื่องนี้ที่ผมสัญญาว่าจะทำให้ได้ คือจะใช้ทั้งชีวิตของผมทำให้โจ้มีความสุข”

“คุณมีสิทธิ์ให้สัญญา ผมก็มีสิทธิ์จะไม่เชื่อว่าคุณจะทำได้ตามที่สัญญาเหมือนกัน”

น้ำเสียงของจารวีแฝงแววดื้อรั้น ชานนท์เพียงยิ้มอ่อนๆ ขณะใช้ข้อนิ้วลูบบนไฝสองเม็ดอันแสนคิดถึง ช่วงที่ห่างกันอาจมีบางอย่างที่เขาหลงลืมไป แต่ตอนนี้เขานึกออกทั้งหมดแล้ว เขารักทุกอย่างที่เป็นจารวี ทั้งความเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ ทั้งความละเอียดอ่อนแต่ก็เข้มแข็ง ทั้งรอยยิ้มแฝงความเศร้า ทั้งความสนใจใคร่รู้สิ่งรอบตัวโดยไม่กระโตกกระตาก ทั้งความดื้อรั้นเย่อหยิ่งแม้ว่าจะทำร้ายตัวเอง ทั้งส่วนที่ดีและไม่ดีเหล่านั้น...เขาหลงใหลและต้องการเห็นทุกแง่มุมอย่างไม่คิดจะเบื่อหน่าย

เขาหลงรักคนในอ้อมแขนอย่างไม่มีวันจะปล่อยมืออีกตลอดชีวิต

“ผมรู้ ผมยอมให้โจ้ไม่เชื่อคำสัญญาของผม แค่ยอมให้ผมอยู่ข้างๆ เพื่อพิสูจน์ตัวเองก็พอ”

ชานนท์เอ่ยก่อนจะฝังจมูกลงในกลุ่มผมยุ่งที่ยาวเกือบถึงกลางหลัง จารวีแนบใบหน้าลงบนแผ่นอกเขาแล้วหลับตาลง ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาอีก แต่แค่การได้รับโอกาสก็เพียงพอ ต่อให้ไม่ได้ยินคำบอกรักจากจารวีจนชั่วชีวิต ชานนท์ก็ไม่คิดจะเรียกร้องมากไปกว่าสิ่งที่ได้ในยามนี้อีกแล้ว


++---TBC---++




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2558    
Last Update : 5 มกราคม 2559 15:43:24 น.
Counter : 328 Pageviews.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 29

*แนะนำ*

สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 29


สายลมอ่อนพัดโชยท่ามกลางแสงอาทิตย์สีส้มจาง ข้างทางเดินที่โอบล้อมด้วยต้นไม้สูงเริ่มมีใบอ่อนชูยอดให้เห็น เป็นสัญญาณว่าฤดูใบไม้ผลิจะตามมาในไม่ช้า

น่าเสียดายที่เขาคงกลับเมืองไทยก่อนจะได้เห็นดอกไม้บาน

จารวีคิดขณะเดินทอดน่องช้าๆ ไปบนทางเดินในเซ็นทรัลพาร์ค มือทั้งสองซุกลงในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวยาวขณะเลี้ยวเข้าระเบียงบีเธสด้า หนึ่งในสถานที่ซึ่งปรากฏในหนังสือนำเที่ยวของนิวยอร์กแทบทุกเล่ม

ด้านข้างของระเบียงทั้งสองด้านมีบันไดลงไปยังลานน้ำพุ เหนือใจกลางของน้ำพุคือรูปปั้นเทพีแห่งสายน้ำ ผลงานสร้างสรรค์ของประติมากรหญิงชาวอเมริกันซึ่งมีคนรักเพศเดียวกัน แด๊ดเคยเล่าเรื่องนี้พร้อมกับอวดรูปถ่ายของน้ำพุให้เขาดูเมื่อยังเด็ก ตอนนั้นจารวีไม่เชื่อ กระทั่งต่อมาได้อ่านชีวประวัติของประติมากรคนนั้นจึงรู้ว่าเป็นเรื่องจริง

วันนี้คนมาชื่นชมน้ำพุค่อนข้างบางตา มุมหนึ่งของลานมีชายชรากำลังนั่งเป่าฟลุตเพียงลำพัง เสียงดนตรีแผ่วพลิ้วเข้ากับบรรยากาศยามเย็นซึ่งเป็นรอยต่อของวันก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน

น้ำในบ่อน้ำพุเย็นเฉียบเมื่อจารวีเดินลงไปถึงและยื่นปลายนิ้วลงแกว่งเบาๆ เขายกมือขึ้นสะบัดแล้วเงยหน้ามองรูปปั้นเทพีซึ่งกางปีกอยู่ด้านบน ชื่อของน้ำพุนี้ถูกตั้งตามสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพระคัมภีร์ซึ่งรักษาอาการเจ็บป่วยได้ เขาไม่แน่ใจว่าการยึดติดกับความทรงจำที่ทำร้ายจิตใจนับเป็นอาการป่วยไหม แต่ถ้าใช่...เขาก็อยากจะได้รับการรักษาเต็มทน

ในทะเลสาบติดกับลานน้ำพุมีคนพายเรือเล่นประปราย จารวีเบนสายตามองอย่างเหม่อลอย วูบหนึ่งเขานึกถึงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าที่ใครบางคนสอนเขาให้หัดพายเรือในทะเลสาบ เหตุการณ์นั้นราวกับอดีตที่ผ่านมาแสนนาน แต่เขาก็ไม่เคยลืมว่าค่ำคืนในบ้านพักตากอากาศปลายฤดูใบไม้ร่วงได้เกิดขึ้นจริง

ในอกปวดหนึบเมื่อความทรงจำที่อยากลืมผุดขึ้นมา แต่จิตใจอันแสนไร้เหตุผลกลับพยายามยึดเหนี่ยวเรื่องราวเหล่านั้นไว้ ไม่ยอมให้เขาปล่อยวาง

“...โจ้?”

จารวีสูดหายใจเฮือก มือที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทพลันสั่นจนต้องกำแน่น หัวใจเต้นรัวเมื่อจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง

การพบกันเมื่อวันก่อนเป็นความตั้งใจ แต่วันนี้ไม่ใช่ นี่โชคชะตากลั่นแกล้งเพราะเขาเอาแต่คิดถึงอีกฝ่ายอย่างนั้นหรือ

“มาคนเดียวเหรอ?”

น้ำเสียงนุ่มนวลดังใกล้ขึ้น จารวีหลับตาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าซึ่งไม่รีบร้อน ชายหนุ่มพยายามสูดหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อผ่อนจังหวะหัวใจลง ไม่มีเหตุผลให้ตื่นเต้นกับการพบกันครั้งนี้ มันไม่ใช่สัญญาณว่าชานนท์ตั้งใจออกมาหาเขา ทั้งสองก็แค่โชคร้ายที่ถูกความบังเอิญเล่นตลกมากเกินไปเท่านั้นเอง

ก็แค่โชคร้าย...

“พอดีมีธุระแถวนี้ก็เลยมาเดินเล่นน่ะครับ แต่เดี๋ยวจะกลับบ้านแล้ว ลอเรนคงกำลังทำมื้อเย็นรออยู่”

จารวีได้แต่นึกขอโทษเพื่อนที่ยืมชื่อมาใช้ แต่กะทันหันแบบนี้เขาไม่มีโล่ห์ป้องกันตัวนอกจากชื่อของเธออีกแล้ว

ร่างสูงเพรียวหันกลับไปเผชิญหน้าคนด้านหลัง แสงอัสดงอาบไล้เสี้ยวหน้าของชานนท์ สะท้อนให้เห็นว่านัยน์ตาที่จ้องมองเขานั้นคล้ายซุกซ่อนอารมณ์บางอย่าง จารวีจ้องตอบโดยไม่หลบเลี่ยง แต่อุ้งมือในกระเป๋าทั้งสองจิกเล็บกลางฝ่ามือแน่นเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้แสดงความรู้สึกใดออกไป

ความรู้สึกโกรธ

ตลอดสิบกว่าเดือนที่ผ่านมา เขาจินตนาการครั้งแล้วครั้งเล่าว่าหากได้พบชานนท์อีกจะเอ่ยประโยคแรกว่าอะไร กระทั่งคิดคำต่อว่าให้สาสมที่ทิ้งเขาไว้แล้วหนีกลับนิวยอร์กคนเดียว เขาอยากให้อีกฝ่ายลิ้มรสความเจ็บ ความผิดหวังของการถูกหันหลังให้ดูบ้าง ถึงจะแค่เศษเสี้ยวที่เขาได้สัมผัสก็ยังดี อย่างน้อยมันก็คงทำให้เขารู้สึกดีขึ้นกว่าการที่ชานนท์ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับอดีตของทั้งคู่เลย

จารวีเคยพยายามแล้ว...พยายามเตือนตัวเองว่าถึงได้พบกันอีกก็ไม่มีประโยชน์ แต่ยิ่งนับวันเขาก็ยิ่งกระสับกระส่าย ชานนท์อาจไม่เคยติดต่อมา แต่เขารู้ว่าเจ้าตัวถ่ายภาพให้ใคร เดินทางไปต่างประเทศที่ไหน กระทั่งเข้าร่วมนิทรรศการใดบ้างผ่านทวิตเตอร์ของบริษัทที่แมทธิวอัพเดทอยู่เสมอ จนเขาคิดว่าตัวเองอาจจะประสาทเสียไปก่อนหากยังเอาแต่หมกมุ่น ถึงได้ตัดสินใจบินมาที่นี่ มาเจอกับชานนท์ด้วยตัวเอง และจบสิ้นเรื่องที่ค้างคาใจเพื่อจะได้เลิกรำลึกถึงอย่างเด็ดขาด

แต่ในขณะที่พวกเขายืนอยู่ต่อหน้ากันและกันในยามนี้ ได้เห็นแววตาซึ่งคล้ายคลึงกับคืนแรกที่พวกเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน จารวีก็ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงที่จะไม่ถลาเข้าชกหน้าอีกฝ่าย

“เขา...น่ารักดีนะ ไปรู้จักกันได้ยังไงเหรอ?”

น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม จารวีต้องใช้เวลาครู่หนึ่งถึงค่อยเข้าใจว่า ‘เขา’ หมายถึงลอเรน

“เราเรียนปริญญาโทมาด้วยกัน บางทีคุณอาจจะเคยเจอเธอแล้วตั้งแต่คืนฮัลโลวีนปีนั้น...”

จารวีตอบแล้วก็แทบกัดลิ้นตัวเอง เหตุการณ์ที่เขาโดนวิ่งราวโทรศัพท์ในคืนฮัลโลวีนแล้วชานนท์ช่วยจับขโมย จากนั้นก็เดินไปส่งเขาที่ร้านอาหารเกิดขึ้นหลังจากได้พบกันเพียงไม่นาน การที่เขาจำเรื่องนั้นได้แม่นทำให้ดูเหมือนไม่เคยข้ามผ่านความทรงจำเก่าๆ ได้เลย

“อ้อ อยู่ในกลุ่มเพื่อนที่มหา’ลัยนี่เอง มิน่า...”

โชคดีที่ชานนท์ดูจะไม่ติดใจ บางทีพอรู้ว่าเขากับลอเรนเป็นเพื่อนกันมาก่อนก็เลยหายสงสัยว่าทำไมถึงสร้างครอบครัวได้ไวนักกระมัง

น่าแปลกที่การยอมรับของอีกฝ่ายยิ่งเพิ่มความโกรธเกรี้ยวในอกจารวีให้รุนแรงยิ่งขึ้น

“คุณล่ะครับ มาทำงานแถวนี้หรือไง?”

“เปล่า วันนี้ผมไปเฝ้าแกลเลอรี่แล้วเลิกเร็วก็เลยมาเดินเล่น คุณยังจำแกลเลอรี่ของแมทธิวได้ใช่ไหม?”

อีกครั้งที่คำถามนั้นตอกย้ำว่าพวกเขาเคยมีความหลังร่วมกันเพียงไร ราวกับไม่ว่าฝ่ายหนึ่งจะเอ่ยถึงสถานที่ใดออกมา อีกฝ่ายก็จะเข้าใจได้ทุกครั้ง

จารวีเบนสายตาไปอีกทาง เขามองตามแผ่นหลังของชายสูงวัยที่เดินถือฟลุตออกไปจากลานน้ำพุ ความเงียบที่ตามมาทำให้ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่าลืมสิว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไร อย่าหวั่นไหวแค่เพราะชานนท์ทำเหมือนไม่ได้ลืมเรื่องระหว่างพวกเขาสิ

“ความจริง...วันนี้ผมมาเดินเล่นเพราะอีกไม่นานก็จะกลับเมืองไทยแล้ว หลังจากนี้อาจไม่ได้มานิวยอร์กอีก”

“กลับเมืองไทย? แปลว่าไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ที่นี่หรอกเหรอ?”

“เปล่า ผมกับลอเรนวางแผนมานานแล้วว่าพอลูคัสเริ่มเดินทางได้เราจะกลับเมืองไทย ช่วงนี้เราอาศัยที่บ้านพ่อแม่ของลอเรน แต่ผมอยากให้ลูกได้เติบโตในบ้านเกิดของผมมากกว่า”

เจ็บ...ทุกคำหลอกลวงไม่ต่างจากการราดน้ำมันเดือดลงบนหัวใจตัวเอง แต่จารวีเพียงยิ้มห่างเหินขณะเล่าแผนการที่ไม่มีวันเป็นจริง เขาตระหนักดีว่าชานนท์กำลังจ้องมองทุกอิริยาบถ และเขาไม่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้ถึงความทุรนทุรายในใจที่กำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง

เขาจะไม่อ่อนแอ ไม่ตัดพ้อ ไม่คร่ำครวญเพื่ออ้อนวอนผู้ชายคนนี้ ต่อให้ในคอจะขมเหมือนกำลังกลืนน้ำดีก็ตาม

ทั้งคู่จ้องตากันครู่ใหญ่ ดวงอาทิตย์ลับลงหลังตึกสูงแล้ว โคมไฟตามจุดต่างๆ ในสวนเริ่มส่องสว่าง แต่จารวีกลับรู้สึกเหมือนกำลังหลงทางอยู่ในมุมที่มืดที่สุดในชีวิต

“ก็ดีแล้วล่ะ ผมจำได้ว่าในจดหมายของแด๊ดคุณ...เขาเคยเขียนว่าอยากเห็นคุณโตขึ้นมีครอบครัวที่มีความสุข มีหลานให้เขาอุ้ม น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เจอลูคัส ถ้าได้เห็นว่าลูกคุณน่ารักแค่ไหนคงจะภูมิใจ”

จารวีแทบได้ยินเสียงหายใจของตัวเองสะดุด หรือนี่คือเหตุผลที่ชานนท์พยายามผลักไสเขานัก? เพราะจดหมายที่แด๊ดเขียนไว้ตั้งแต่เขายังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ยังตัดสินใจอนาคตของตัวเองไม่ได้?

แต่ถึงได้รู้เหตุผลตอนนี้ก็สายไปแล้ว เขาตัดสินใจแล้วว่าจะจบสิ้นทุกอย่างเพื่อไม่ต้องหันกลับมาเสียใจทีหลังอีก

“ใช่ น่าเสียดายที่ลูคัสไม่มีโอกาสได้รู้จักปู่ทั้งสองคน”

“ถ้าอย่างนั้น...นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกันสินะ”

“ก็คงอย่างนั้น”

อุณหภูมิเริ่มต่ำลงหลังฟ้ามืดสนิท จารวียกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา เขารู้สึกชากลางฝ่ามือไปหมดหลังจากกำและจิกเนื้อมานานเกินไป

“หกโมงกว่าแล้ว ผมคงต้องกลับเสียที ก่อนที่ลอเรนจะโทรตาม”

“อืม ถ้างั้นก็...ขอให้โชคดีนะ”

จารวีเงยหน้าขึ้นสบตากับชานนท์ คิ้วเรียวมุ่นเข้าหากันเมื่อเห็นท่าทางเหมือนอีกฝ่ายมีอะไรจะพูดเพิ่มเติม

“ที่จริง...วันนี้ผมเลิกเร็วเพราะเมื่อเย็นแมทธิวมาเสนอให้ไปคุมบริษัทที่ลอนดอน ถ้าตอบรับก็คงต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นและไม่ได้กลับมาที่นี่บ่อยๆ ตอนแรกผมยังสองจิตสองใจ แต่ตอนนี้ผมแน่ใจแล้ว ผมจะตอบรับข้อเสนอของเขา”

“...ยินดีด้วย”

ชานนท์ยิ้ม ถึงแม้ว่าจากมุมมองของจารวีแล้วรอยยิ้มนั้นดูไม่สดใสสมกับคนที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเอาเสียเลย แต่นั่นอาจเป็นเพราะในใจเขากำลังหดหู่ก็เป็นได้

“ขอบคุณ คุณเป็นคนแรกที่ผมบอกเรื่องนี้ให้รู้ แมทธิวคงแปลกใจที่ผมตัดสินใจได้เร็วขนาดนี้”

จารวีทำได้เพียงพยักหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกคล้ายตัวเองเป็นลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม เขารู้ว่าคงฝืนยืนคุยกับชานนท์โดยไม่แสดงอะไรออกมากกว่านี้ไม่ไหวอีกแล้ว

“ขอให้คุณโชคดีในลอนดอนก็แล้วกัน แล้วก็ลาก่อน ผมควรจะกลับซักที”

“อืม...”

ชายหนุ่มเดินผ่านร่างสูงใหญ่เพื่อขึ้นบันไดกลับไปด้านบน หางตาของเขาเห็นฝ่ามือของชานนท์ที่กำแน่นอยู่ข้างลำตัว เพื่ออะไรกัน? เพื่อควบคุมตัวเอง? น่าขำ...ตรงนี้มีใครที่ต้องควบคุมตัวเองมากกว่าเขาอีกหรือ?

เสียงยอดไม้ดังเสียดสีกันเพราะสายลมยามค่ำ จารวีเงยหน้าขึ้นพลางสูดอากาศเข้าปอด อุณหภูมิที่ลดต่ำเปลี่ยนลมหายใจให้เป็นไอสีขาว บนทางเดินมีคนที่เดินสวนไปมาหรือเดินแซงเขาไปบ้าง บางคนก็มากับคู่รัก บ้างก็มากันเป็นกลุ่ม ส่วนที่มาคนเดียวก็จูงสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นหรือวิ่งออกกำลังกาย แต่ไม่มีใครอยู่ในสภาพเดียวกับเขาเลยซักคน

ไม่มีใครเดินฝ่าสายลมพร้อมกับพยายามกลั้นน้ำตา


++------++


ดวงจันทร์เริ่มลอยสูงแล้วเมื่อชานนท์ยืนอยู่ข้างลานสเก็ตหน้าตึกร็อกกี้เฟลเลอร์ เมษายนเป็นเดือนสุดท้ายที่ลานสเก็ตอันโด่งดังแห่งนี้เปิดให้บริการจนกว่าจะปิดยาวไปจนฤดูใบไม้ร่วง ทั่วบริเวณจึงคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นสเก็ตเองและมาถ่ายภาพบรรยากาศ

ชานนท์ไม่ได้มาทำทั้งสองอย่าง เขาเพียงแต่มาดูผู้คนเพื่อฆ่าเวลา เมื่อช่วงเย็นหลังออกจากแกลเลอรี่แล้วเขายังไม่อยากกลับบ้านก็เลยนั่งรถข้ามฝั่งมาเดินเล่นในเซ็นทรัลพาร์ค เพราะนั่นเป็นสถานที่ที่มีความทรงจำร่วมกับจารวีมากที่สุด เขาเพียงคิดว่าอย่างน้อยหากได้มาซึมซับบรรยากาศอันร่มรื่นแล้วจิตใจคงสงบลง หารู้ไม่ว่ากลับได้พบคนที่ทำให้ในอกร้อนรุ่มยิ่งกว่าเก่า

แวบแรกที่เดินเข้าไปยังระเบียงบีเธสด้าแล้วเห็นชายหนุ่มผมยาวคนหนึ่งกำลังก้มแกว่งมือในบ่อ หัวใจของชานนท์ก็เต้นรัวด้วยความคาดหวัง เขาแทบหยุดหายใจเมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองน้ำพุและพบว่านั่นคือจารวีจริงๆ ตอนนั้นเขาแทบจะวิ่งลงบันไดไปหาเพราะเกรงจะคลาดกัน ได้แต่ย้ำเตือนตัวเองว่าหากทำแบบนั้นจารวีอาจจะขยะแขยงเขาก็ได้ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นฝ่ายที่จากมาก่อน และตอนนี้จารวีก็มีครอบครัวแล้ว

จารวีคงไม่รู้ แต่เขาต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการรักษาระยะห่างระหว่างพูดคุยกัน ท่าทางสุภาพแต่ห่างเหิน...จนแทบจะเหมือนไม่อยากมองหน้าเขากลับยิ่งเร้าความปรารถนาที่พยายามเก็บกดไว้ เขาได้แต่เตือนตัวเองว่าทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ตอนนี้อีกฝ่ายมีความสุขกับภรรยาและลูก และไม่อยู่ในสถานะที่เขาจะไขว่คว้ามาอยู่ในอ้อมแขนได้อีกต่อไป

แต่ความเย้ายวนของสิ่งที่ไม่มีวันได้ครอบครองก็ทำให้เขาแทบจะคลั่ง

ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงเท้าแขนเหนือราวกั้นลานสเก็ต ฝั่งตรงข้ามของลานคือรูปปั้นสีทองของโพรมิธีอุส เทพในตำนานกรีกผู้สร้างมนุษย์และขโมยเพลิงศักดิ์สิทธิ์มามอบให้แก่มนุษย์จนถูกลงโทษ ในอุ้งมือขวาของรูปปั้นคือเพลิงที่ถูกเล่าขานในตำนาน

แต่อย่างไรเสียตำนานก็คือจินตนาการ และรูปปั้นก็เป็นเพียงวัตถุที่มนุษย์หล่อขึ้นจากจินตนาการที่ว่า กองเพลิงสมมติในมือของเทพโพรมิธีอุสตอนนี้ก็คงเย็นเฉียบไม่ต่างจากไฟในตัวเขา

ชานนท์ระบายลมหายใจยาวก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปบนถนน หลังแยกกับจารวีเมื่อช่วงเย็นเขาก็เดินเล่นในเซ็นทรัลพาร์คจนขาเริ่มล้า ถึงค่อยขึ้นรถไฟใต้ดินมาหาร้านกาแฟนั่งพักแถวไทม์สแควร์ จากนั้นก็เดินเรื่อยเปื่อยกลางดงแสงไฟยามค่ำคืนและเสียงหวอของรถตำรวจซึ่งดังเป็นระยะมาจนถึงที่นี่

ป่านนี้จารวีคงทานมื้อเย็นเสร็จแล้ว ถ้าไม่นั่งดูโทรทัศน์ต่อก็คงกำลังเล่นกับลูคัส ไม่แน่อาจกำลังพาลูกชายตัวน้อยเข้านอนเพื่อจะได้ใช้เวลากับภรรยา ชานนท์รีบหยุดความคิดเมื่อพบว่ามันทำให้ใจห่อลีบยิ่งกว่าการได้รู้ว่าจารวีจะกลับเมืองไทยอย่างถาวรเสียอีก

กระเพาะของเขาเริ่มส่งเสียงประท้วงขณะเดินสวนผู้คนหน้ามหาวิหารเซนต์แพทริก ความจริงแล้วเขาไม่นึกอยากอาหาร แต่จะเดินเล่นผลาญพลังงานต่อโดยไม่กลับบ้านก็ใช่ที่ สุดท้ายก็เลยโบกเรียกรถเพื่อไปร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งไม่ได้ไปเยือนมานาน

ตอนที่ชานนท์ลงจากรถแท็กซี่หน้าร้านอาหารจีนอันคุ้นเคยก็พบว่ามีคนนั่งรอคิวพอสมควร เขาเดินเข้าไปหาพนักงานต้อนรับด้านหน้าร้านเพื่อขอจองคิวโต๊ะ หลังจากรออยู่ประมาณยี่สิบนาที พนักงานคนเดิมก็เรียกเขาแล้วบอกหมายเลขโต๊ะให้ ชานนท์เดินเข้าไปนั่งไม่นานก็มีเด็กหนุ่มเดินเข้ามาหาพร้อมกับเมนู

“อ้าวฌอน? ไม่ได้มาตั้งนานเลยนะ”

“อืม นายโตขึ้นเยอะนะโธมัส”

“แหงสิ ปีนี้ผมยี่สิบแล้วนี่นา ว่าแต่จะสั่งเครื่องดื่มก่อนไหม? อีกสักพักผมค่อยมารับออเดอร์อาหาร”

“เดี๋ยวสั่งเลยก็ได้ ขอชาร้อนกับเกี๊ยวน้ำ”

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากพ็อกเก็ตพีซีแล้วเลิกคิ้ว “แค่นั้นน่ะนะ? จะกินอิ่มเหรอ?”

“เอามาแค่นั้นก่อน ไว้ถ้าอยากสั่งเพิ่มฉันจะเรียก”

“โอเค ถ้างั้นรอแป๊บนึง”

โธมัสจิ้มสั่งอาหารในพ็อกเก็ตพีซีเสร็จแล้วก็เดินไปให้บริการโต๊ะอื่น ชานนท์เห็นท่าทางกระตือรือร้นของเด็กหนุ่มก็รู้ว่าดอนมีผู้สืบทอดที่ไว้ใจได้แล้ว เมื่อชำเลืองมองไปรอบร้านก็พบว่ามีลูกค้าเต็มทุกโต๊ะ แต่เพราะอาหารของเขาเป็นเมนูง่ายๆ ไม่กี่นาทีถัดมาพนักงานก็นำมาเสิร์ฟให้

โชคดีที่ร้านในอเมริกามักให้ปริมาณอาหารสองถึงสามเท่าของเมืองไทย ดังนั้นเกี๊ยวน้ำหนึ่งชามจึงเพียงพอสำหรับชานนท์ในเวลานี้ หลังจากทานเสร็จแล้วและกำลังยกชาร้อนขึ้นจิบ ชายหนุ่มก็เลิกคิ้วเมื่อมีคนเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วนั่งลง

“ว่าไงพ่อหนุ่ม ไม่ได้มานานซะจนอั๊วะนึกว่าย้ายไปจากนิวยอร์กแล้วซะอีก”

“เปล่าหรอกครับ เพียงแต่ช่วงหลังนี้ยุ่งมากก็เลยไม่ได้แวะมา แต่รับรองว่านอกจากร้านคุณแล้วผมไม่เคยไปอุดหนุนอาหารจีนจากร้านอื่นแน่ๆ”

ดอนหัวเราะชอบใจ ชายสูงวัยชาวจีนคุ้นเคยกับชานนท์มากขึ้นหลังจากเขาแวะเวียนมาที่ร้านเดือนละครั้งหรือสองครั้งหลังกลับจากเมืองไทยเมื่อปีนั้น อาหารของร้านนี้ถูกปากเขาจริง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลให้เป็นลูกค้าประจำเท่ากับว่านี่คือสถานที่ซึ่งเขาเคยมีความทรงจำร่วมกับจารวี

“ได้ตระเวณไปถ่ายรูปนางแบบสวยๆ ที่เมืองนั้นเมืองนี้บ่อยๆ ก็ดีนะ อั๊วะสิไม่ได้ไปไหนเลย ทุกวันต้องคอยเปิดร้านรับลูกค้า ไม่งั้นก็ไม่มีรายได้”

“แต่ดูจากคิวหน้าร้านทั้งที่สามทุ่มแล้ว ผมว่าคุณคงแฮปปี้ที่ได้เปิดร้านทุกวันมากกว่า”

ดอนยิ้มยิงฟันจนเห็นเขี้ยวซ้ายที่เลี่ยมทองไว้ “แน่นอน ถึงยังไงนี่ก็เป็นสมบัติเดียวที่ลูกชายอั๊วะจะได้ ไว้อั๊วะหมดแรงเมื่อไหร่จะยกร้านให้ดูแลแล้วเอาเงินไปเที่ยวให้รอบโลกเลย”

ชานนท์ยิ้ม ถึงแม้เขาจะสังเกตเห็นว่าคนตรงหน้ามีผมหงอกเพิ่มขึ้นและริ้วรอยบนหน้าผากลึกขึ้น แต่ดูจากท่าทางกระฉับกระเฉงและนัยน์ตาเป็นประกาย ดอนคงแข็งแรงพอจะดูแลร้านไปอีกมากกว่ายี่สิบปี

“จริงสิ ได้เจอกับโจหรือยัง? ไอ้หนูนั่นเพิ่งมากินข้าวที่ร้านเมื่ออาทิตย์ก่อน อั๊วะเลยโวยใหญ่ที่หายหน้าไปตั้งนาน เพิ่งรู้ว่าหลังเรียนจบก็กลับไปเมืองไทยเลย”

มือของชานนท์ที่กำลังยกชาขึ้นจิบชะงักนิดหนึ่ง “ได้เจอกันแล้วครับ พอดีเขามางานเปิดนิทรรศการภาพถ่ายของผมเมื่อวันก่อน พาภรรยากับลูกมาด้วย ลูกชายกำลังน่ารักเลย”

“หือ?”

“วันที่มากินข้าวนั่นเขาไม่ได้พาครอบครัวมาด้วยเหรอครับ?”

ชายหนุ่มถามอย่างไม่ใส่ใจนัก บางทีวันนั้นจารวีอาจว่างก็เลยแวะมาเยี่ยมร้านประจำเพียงลำพัง แต่ชายสูงวัยกลับมองเขาด้วยแววตาฉงน

“เปล่า หมอนั่นมากับเพื่อนที่พาครอบครัวมาด้วย เป็นผู้ชายอเมริกันที่แต่งงานกับผู้หญิงจีนแล้วมีลูกชายอายุราวๆ สามเดือน”

จู่ๆ กล้ามเนื้อในร่างของชานนท์ก็กระตุกเกร็ง เขารีบวางถ้วยชาเพราะกลัวจะเผลอบีบจนแตกแล้วจ้องดอนเขม็ง

“ผู้ชายอเมริกันที่แต่งงานกับผู้หญิงจีนแล้วมีลูกชายอายุสามเดือน? ผู้หญิงคนนั้นใส่แว่นหรือเปล่า?”

“ใส่ แล้วที่ตลกนะ พอคุยกันไปคุยกันมา อั๊วะเลยได้รู้ว่ายายหนูที่เป็นเพื่อนของโจน่ะเป็นหลานห่างๆ ของอั๊วะเอง ส่วนลูกชายชื่อลูคัส แต่คงได้เชื้อแม่เยอะไปหน่อยเลยดูไม่เหมือนลูกครึ่ง พออั๊วะถามโจว่าเมื่อไหร่จะแต่งงานบ้าง ไอ้หนูนั่นก็ตอบว่ายังไม่อยากผูกมัดตัวเองกับใคร เฮ่ย!”

ท้ายประโยคดอนสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ชานนท์ก็ผลุนผลันลุกขึ้น ใบหน้าของชายหนุ่มซีดขาว นัยน์ตาสีนิลมีแววตระหนก

“ขอโทษครับ ผมขอเช็คบิลเดี๋ยวนี้เลย”

“หา? เออๆ...เฮ้ทอม ลื้อเช็คบิลให้ฌอนหน่อยซิ”

ท่าทางรีบร้อนของชานนท์ทำให้ดอนร้อนใจตามแม้จะไม่เข้าใจเหตุผล หลังจากชานนท์หยิบเงินออกมาจ่ายพร้อมกับค่าทิป เขาก็ฉุกนึกขึ้นได้จึงหันไปถามดอนอีกครั้ง แม้จะไม่มั่นใจว่าผู้สูงวัยรู้คำตอบหรือไม่

“ขอรบกวนอีกอย่างนะครับดอน โจ้...เขาได้บอกคุณไหมว่าระหว่างมานิวยอร์กนี่พักอยู่ที่ไหน? ใช่หอพักที่เคยอยู่สมัยเรียนหรือเปล่า?”

“ไม่ได้กลับไปอยู่ที่เดิมนะ ตอนนั้นหมอนั่นบอกว่าพักอยู่ที่ไหนน้า... อั๊วะจำได้ว่าชื่อแปลกๆ ฟังแล้วเหมือนไม่ใช่โรงแรม” ผู้สูงวัยลูบคางพลางหรี่ตา จากนั้นก็ดีดนิ้วดังเปาะ “อ้อ! เพ้นท์บาร์ เห็นว่าเป็นร้านที่เคยไปทำงานพิเศษเมื่อสมัยเรียน อั๊วะยังบ่นไปยกใหญ่ว่าทำไมไม่หาที่นอนที่มันดีกว่านั้น”

ชานนท์สูดหายใจเฮือก เขาคว้ามือดอนมาบีบแรงๆ แล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น “ขอบคุณครับดอน ผมรับรองว่าจากนี้ไปจะมาอุดหนุนร้านคุณบ่อยๆ เลย”

ชายหนุ่มไม่รอฟังว่าอีกฝ่ายจะตอบว่าอะไร เขารีบถลันออกจากร้านแล้วก็โบกมือเรียกแท็กซี่ทันที ข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับรู้สร้างความสับสนพอๆ กับความโล่งใจ และคนที่จะให้ความกระจ่างได้คงไม่มีใครนอกจากจารวีอีกแล้ว

ท่ามกลางค่ำคืนเย็นเฉียบจนชวนให้คนสั่นสะท้านเพราะความเหงา ชานนท์รับรู้ได้ว่าไฟในกายที่ใกล้มอดกำลังลุกโหมขึ้นมาอีกครั้ง


++---TBC---++


A/N: ตั้งแต่ตอนที่ 26 เป็นต้นมา การพิมพ์แต่ละตอนได้สำเร็จจนถึงคำว่า TBC เป็นอะไรที่ท้าทายมาก ดีใจที่แฟนๆ ยังติดตามแม้เนื้อหาช่วงหลังจะหน่วงหนึบเหลือเกิน มาร่วมเป็นกำลังใจให้การพิมพ์ตอนต่อไปของคนเขียนด้วยนะคะ




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2558    
Last Update : 20 ธันวาคม 2558 19:01:04 น.
Counter : 350 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  
Valentine's Month


 
Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.