Group Blog
 
All blogs
 

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 13


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 13


บ่ายมากแล้วเมื่อพวกเขามาถึงบ้านพักริมทะเลสาบกรีนพอนด์ในรัฐนิวเจอร์ซี่ ตอนแรกจารวีนึกว่าบ้านตากอากาศคงเป็นบังกะโลหลังย่อม แต่พอได้มาเห็นถึงพบว่าเป็นบ้านที่สร้างไว้สำหรับอยู่อาศัยจริงๆ

บ้านตากอากาศริมทะเลสาบแห่งนี้สร้างขึ้นจากอิฐและไม้ ภายนอกดูเหมือนบ้านชั้นเดียว แต่ด้านในมีห้องใต้ดินซึ่งใช้เป็นห้องเก็บของและตู้แช่ไวน์ ส่วนชั้นหนึ่งมีห้องนอนสองห้องที่เชื่อมต่อจากห้องนั่งเล่น ด้านหนึ่งมีโทรทัศน์จอใหญ่แบบเก่าแต่ยังใช้การได้ อีกด้านเป็นเตาผิงสำหรับเพิ่มความอบอุ่นในฤดูหนาว ทั้งบ้านปูพรมให้สัมผัสนุ่มเท้าเวลาเหยียบย่ำ

"บ้านสะอาดจังเลยนะครับ ผมนึกว่าเป็นบ้านตากอากาศแล้วคงไม่ค่อยมีคนมาใช้ซะอีก"

จารวีเอ่ยอย่างแปลกใจ ถึงแม้หน้าตาภายนอกจะบ่งบอกว่าบ้านหลังนี้ถูกสร้างมาหลายสิบปี ภายในกลับสะอาดสอ้านเหมือนถูกใช้งานเป็นประจำ

"ความจริงนี่เป็นบ้านที่เจ้านายผมเคยอยู่สมัยเด็ก พอย้ายเข้าไปทำงานในนิวยอร์กก็เลยปล่อยให้เช่าสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ว่าหยุดยาวครั้งนี้ไม่มีใครจองเข้ามา พวกเราก็เลยโชคดีไป"

ชานนท์อธิบายขณะวางสารพันถุงที่ซื้อมาลงบนโต๊ะ ระหว่างทางมาที่นี่พวกเขาแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตซื้ออาหารกับเครื่องดื่มเตรียมไว้เพราะแถวนี้ไม่ค่อยมีร้านขายของ

"ผมช่วยครับ"

จารวีวางกระเป๋าแล้วช่วยชานนท์เก็บเสบียงเข้าที่ หลังจากเสร็จแล้วก็เดินสำรวจในตัวบ้านก่อนจะออกไปเดินเล่นด้านนอกด้วยกัน

ชายหนุ่มสังเกตเห็นระหว่างที่นั่งรถมาว่าริมทะเลสาบแห่งนี้มีบ้านตั้งอยู่ประปราย แต่บ้านของแมทธิวค่อนข้างจะห่างออกมาจากบ้านหลังอื่น ด้านหลังของบ้านหันเข้าหาทะเลสาบโดยมีสะพานไม้เล็กๆ ยื่นออกไป ตรงเสาปลายสะพานมีเชือกผูกเรือสองลำ ส่วนลานหลังบ้านมีม้านั่งวางล้อมเตาสำหรับก่อไฟทำอาหาร

"ถ้าคืนนี้ฝนไม่ตกเราก็ออกมาทำกับข้าวตรงนี้ก็ได้ เดี๋ยวผมจะลองตกปลาดู เผื่อจะได้เอามาทำมื้อเย็น"

"ดูคุ้นที่ทางจังเลยนะครับ แสดงว่าคงมาบ่อย"

"ก็หลายครั้งอยู่ เมื่อก่อนเจ้านายผมชอบพาครอบครัวมาที่นี่ทุกวันหยุด บางทีก็ชวนผมมาด้วย"

ชานนท์ตอบขณะเดินเอื่อยๆ นำเข้าไปในป่าละเมาะ อากาศโดยรอบค่อนข้างเย็นแต่ก็สดชื่นเพราะแสงแดดจัดที่ทอลอดกิ่งไม้ จารวีถือโอกาสสูดหายใจจากธรรมชาติอันสงบเงียบเข้าเต็มปอด

"ดูเหมือนคุณจะสนิทกับครอบครัวเจ้านายคุณมาก"

"ก็ทำนองนั้น ตอนผมมาเรียนต่อด้านถ่ายภาพที่นิวยอร์กก็ได้เรียนกับเจ้านายผมนั่นแหละ โชคดีที่เขาเห็นว่าฝีมือผมใช้ได้ก็เลยทาบทามให้ช่วยงานหลังเรียนจบ อยู่ไปอยู่มาก็สิบปีเข้าไปแล้ว"

"ไม่ได้กลับไปเมืองไทยบ้างเหรอครับ?"

"กลับสิ คงสองสามครั้งได้ล่ะมั้ง"

จารวีเลิกคิ้วขณะมองคนที่เดินนำขึ้นไปบนเนิน จำนวนครั้งที่อีกฝ่ายกลับบ้านช่างน้อยจนน่าแปลกใจเมื่อเทียบกับจำนวนปีที่ทำงานในอเมริกา โชคดีว่าเขาหยุดตัวเองได้ทันก่อนจะหลุดปากถาม

หากเขาถามเหตุผลของชานนท์ก็เท่ากับอนุญาตให้ถามเรื่องส่วนตัวเขาได้เหมือนกัน สำหรับจารวีแล้วการตกลงมาเที่ยวด้วยไม่ได้หมายความว่าเขายินดีเปิดเผยประวัติตัวเองขนาดนั้น บางเรื่อง...หากละไว้แล้วสบายใจกว่าก็ควรปล่อยมันไว้

"ขึ้นมาบนนี้สิ ทุกทีผมชอบมายืนดูวิวที่นี่ มันสวยดี"

กว่าพวกเขาจะขึ้นมาถึงยอดเนินนั้นจารวีก็เริ่มหอบ แต่เมื่อก้าวพ้นจากแนวพุ่มไม้ที่บดบัง ภาพอันจับตาของทะเลสาบซึ่งมีเทือกเขาทอดตัวเป็นแนวอยู่อีกฝั่งก็ปรากฏแก่สายตา

"สวยจริงๆ ด้วย"

จารวีพึมพำเมื่อเห็นภาพสะท้อนของทิวไม้หลากสีเหนือผิวน้ำใสดุจผลึกแก้ว แม้ลมหายใจจะยังผิดจังหวะแต่ก็ชอบความรู้สึกที่สายลมบนเนินโล่งโชยมาโอบไล้ เขาหันไปยิ้มเมื่อคนข้างตัวเด็ดใบหญ้าขึ้นมาแล้วเป่าเป็นเสียงหวีดหวิว

ร่างสูงเพรียวทอดสายตามองอย่างดื่มด่ำกับทัศนียภาพรอบตัว ขณะที่ก้าวไปข้างหน้าเพราะอยากเห็นภาพสะท้อนบนทะเลสาบให้ชัดขึ้น เท้าก็สะดุดเสียหลักเพราะเหยียบลงบนพื้นหญ้าที่ต่างระดับโดยไม่รู้ตัว

"หวา!"

"ระวัง!"

ชานนท์รีบคว้าแขนเขาแล้วดึงเข้าใกล้ตัว จารวีหายใจแรงอย่างตกใจ หญ้าซึ่งปกคลุมพื้นหนาแน่นพรางส่วนที่เป็นปลายเนินอย่างมิดชิด หากเมื่อครู่นี้ไม่ถูกคว้าตัวไว้ น่ากลัวว่าเขาอาจกลิ้งโค่โร่ลงในผืนน้ำเย็นเฉียบด้านล่างไปแล้ว

"เป็นอะไรหรือเปล่า?"

"ไม่ครับ ขอบคุณ"

จารวีตอบทั้งที่ยังหน้าซีด ขณะที่อาการช็อคค่อยๆ จางหายเมื่อยืนได้มั่นคง เขาก็รับรู้ถึงแขนแข็งแรงที่โอบอยู่บนไหล่ เช่นเดียวกับมืออีกข้างซึ่งยึดต้นแขนไว้แน่น

ไม่รู้ว่าเพราะอากาศเย็นหรือเพราะชานนท์เป็นคนที่อุณหภูมิสูงเป็นปกติ แต่จารวีรับรู้ได้ถึงความร้อนจากทุกจุดที่ร่างของทั้งคู่สัมผัสกัน รวมไปถึงไออุ่นจากลมหายใจที่พ่นรดขมับ มันทำให้เขาเผลอสูดกลิ่นอายของอีกฝ่ายเข้าเต็มปอดโดยไม่ตั้งใจ

พริบตานั้นจารวีนึกถึงแววตาของชานนท์เมื่อคืนฮัลโลวีน ลางสังหรณ์บอกว่าตอนนี้คนข้างกายก็กำลังมองเขาด้วยแววตาแบบนั้น มันทำให้เขาไม่กล้าเหลือบตาขึ้นและได้แต่พยายามดันตัวออกยืนด้วยตัวเอง

"ผมไม่เป็นไรแล้วครับคุณฉาน"

จารวีขยับกายออกห่างโดยพยายามไม่ให้ดูเหมือนจงใจ ชานนท์เพียงมองเขานิ่ง แต่ชั่วอึดใจก็บุ้ยคางไปอีกด้าน

"เดี๋ยวขาลงเราไปอีกทางก็แล้วกัน ทางนี้จะชันน้อยกว่าหน่อย แต่มันอ้อมผมก็เลยชอบใช้ทางที่ขึ้นมามากกว่า"

ร่างสูงใหญ่เอ่ยก่อนจะเดินนำไป จารวีจึงค่อยสาวเท้าตามอย่างระมัดระวัง คราวนี้เขามองสองข้างทางอย่างตั้งใจเพื่อจะได้ไม่สะดุดหรือทำเรื่องขายหน้าอีก

เมื่อครู่นี้...เขามั่นใจจริงๆ ว่าถ้าไม่ผละตัวออกมาก่อน ชานนท์ต้องจูบเขาแน่นอน

กล้ามเนื้อแข็งเกร็งของแผ่นอกที่ยืนพิงเมื่อครู่ รวมทั้งสัมผัสร้อนผ่าวของท่อนแขนที่รั้งเขาแนบชิดยังคงทิ้งรอยแผดเผาผ่านเนื้อผ้า มันทำให้ความคิดของจารวีปั่นป่วนจนแทบนึกอะไรไม่ออกไปชั่วคราว

บรรยากาศแปลกๆ ยังคงโอบล้อมทั้งสองตลอดทางที่เดินลงจากเนิน แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรสักคำจนกระทั่งกลับไปถึงที่พัก


++------++


เสียงฉ่าของเนื้อปลาเทราต์ที่กำลังถูกทอดในกระทะเหล็กก้นลึกส่งกลิ่นหอมฉุย กลิ่นนั้นกระตุ้นน้ำย่อยจนจารวีแทบได้ยินเสียงท้องตัวเองร้องโครกคราก เพราะนับจากมื้อกลางวันในเซ็นทรัลพาร์คก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว

“สุกแล้วล่ะ หยิบจานให้ผมหน่อยสิ”

“ครับ”

จารวีส่งจานกระดาษไปรับปลาที่ถูกตักขึ้นจากกระทะ จากนั้นก็วางลงบนม้านั่งข้างจานที่ใส่แครอท มันฝรั่งและบร็อกโคลี่ต้ม ในกระทะยังมีเนยเหลืออีกนิดหน่อย ชานนท์ใช้กระดาษเนื้อหนาซับเนยส่วนเกินออก โยนไธม์ลงไปสองสามต้นเพื่อดับกลิ่นปลา จากนั้นก็วางขนมปังฝรั่งเศสที่หั่นเป็นแว่นหนาลงไปแทนการใช้เครื่องปิ้ง

“ทำแบบนี้จะได้ไม่ต้องล้างกระทะหลายรอบ”

จารวีมองคนที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาด้วยความทึ่ง เขาเคยนึกว่าอีกฝ่ายพูดเล่นตอนที่บอกว่าซ้อมทำอาหารเตรียมไว้เสียอีก

“เก่งจังเลยนะครับ”

“หือ?”

ใบหน้าคมคายเงยขึ้นมองคนทัก ก่อให้เกิดเงาวูบไหวบนหน้าจากแสงของกองไฟ

“ดูคุณถนัดการใช้ของพวกนี้มาก เหมือนทำเป็นประจำ”

“อ๋อ” ชานนท์ยิ้มแล้วก้มลงพลิกขนมปัง “ตอนเด็กมีคนสอนน่ะ แล้วตอนที่มาพักที่นี่กับครอบครัวเจ้านายก็ต้องช่วยกันทำอาหารอยู่บ่อยๆ ก็เลยพอจะทำเป็นอยู่บ้าง”

ถึงแม้คำตอบนั้นจะไม่ได้จงใจเน้นเป็นพิเศษ แต่จารวีคิดว่าคนที่สอนอีกฝ่ายในวัยเด็กคงมีอิทธิพลมากกว่าเจ้านายที่เพิ่งมารู้จักกันตอนโต แต่ก็ไม่ได้ถามให้ละเอียดกว่านั้น

“โอเค น่าจะใช้ได้แล้ว รีบกินกันก่อนปลาจะเย็นดีกว่า”

ชานนท์ตักขนมปังใส่จานกระดาษอีกจาน วิธีนี้เมื่อพวกเขาทานอาหารเสร็จก็ทิ้งภาชนะได้เลยโดยเก็บล้างกระทะแค่ใบเดียว

“อาจดูธรรมดาไปหน่อยนะ แต่เวลามาพักที่นี่ทีไรพวกผมก็ทำแต่เมนูง่ายๆ อย่างนี้แหละ”

“ไม่หรอกครับ แบบนี้ก็สนุกดี”

จารวียิ้มตอบก่อนจะเริ่มทาน ปลาที่ชานนท์ตกจากทะเลสาบให้รสสดหวานทั้งที่โรยแค่เกลือกับพริกไทย ขนมปังที่ปิ้งพอให้ผิวหน้ากรอบและเนื้อในยังนุ่มก็ให้สัมผัสที่เข้ากัน ผักต้มก็ช่วยแก้เลี่ยนได้ดี ส่วนเครื่องดื่มซึ่งเป็นแชมเปญที่ซื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ตทำให้มื้อนี้หรูหรายิ่งกว่าเมื่อตอนกลางวันเสียอีก

สายลมยามค่ำพัดโชยจนผิวน้ำไหวพะเยิบพะยาบ พวกเขาจิบแชมเปญไปพลางนั่งผิงไฟมองดูดาวบนฟ้าด้วยกัน

"ผมเพิ่งรู้ว่าท้องฟ้านอกนิวยอร์กมีดาวเยอะขนาดนี้"

ชายหนุ่มเอ่ยขณะยันสองมือไว้บนม้านั่งแล้วแหงนมองผืนฟ้า อาจเพราะคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในแมนฮัตตัน เมืองที่สว่างไสวด้วยแสงไฟนีออนตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จึงยากเหลือเกินที่จะได้เห็นผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้มประดับดาวแพรวพราวเหมือนที่นี่

"แถวนี้ยังไม่เท่าไหร่ ถ้าหากไปอยู่บนยอดเขาแถวโคโลราโดล่ะก็เห็นดาวชัดกว่านี้อีก ยิ่งคืนไหนพระจันทร์เต็มดวงนะ แทบจะเหมือนเห็นยานอวกาศอยู่เหนือหัวเลยล่ะ"

ชานนท์กล่าวยิ้มๆ ก่อนจะยื่นกิ่งไม้ให้ หนุ่มอ่อนวัยกว่ามองแล้วก็เลิกคิ้วถาม

"อะไรเหรอครับ?"

"มาร์ชเมลโลว์ เวลาย่างพอให้ข้างนอกเกรียมนิดๆ แล้วข้างในนิ่มๆ อร่อยดีนะ เคยกินมั้ย?"

จารวีส่ายหน้า เขาเคยได้ยินพวกเพื่อนๆ พูดถึงแต่ก็ไม่เคยลิ้มรส พอรับกิ่งไม้ที่เสียบมาร์ชเมลโลว์ย่างไฟมาชิมแล้วก็ทำตาโต

"แปลกดี อร่อยจริงๆ ด้วย ปกติผมไม่เคยชอบกินมาร์ชเมลโลว์เลย"

"ผมซื้อมาถุงใหญ่เลย ยังย่างได้อีกหลายชิ้น"

ชานนท์ยิ้มขณะหยิบถุงมาร์ชเมลโลว์ออกมาวางบนม้านั่งระหว่างทั้งคู่ จารวีนึกสนุกจึงหยิบมาเสียบปลายไม้แล้วจ่อไปบนกองไฟบ้าง ชานนท์ต้องเตือนให้ระวังเพราะถ้าโดนไฟโดยตรงจะทำให้มาร์ชเมลโลว์ไหม้จนกินไม่ได้ หลังเขาทำเสียไปชิ้นหนึ่งถึงค่อยรู้ว่าต้องจ่อไฟระดับไหนจึงจะพอดี

บรรยากาศบริเวณลานริมทะเลสาบสงบร่มรื่น ถึงจะเห็นแสงไฟจากบ้านหลังอื่นบ้างแต่ก็ไกลจนมองไม่เห็นคน นานๆ ครั้งก็จะได้ยินเสียงสายลมพัดยอดไม้ดังซู่ บางทีก็มีเสียงนกกลางคืนจากในป่า แต่จารวีกลับไม่รู้สึกกลัว อาจเรียกได้ว่าเพลิดเพลินกับเสียงเหล่านั้นด้วยซ้ำไป

ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะรู้สึกแบบนี้ได้ทั้งที่นั่งอยู่ข้างคนที่ยังไม่รู้จักดี

พวกเขานั่งผิงกองไฟเงียบๆ บางทีก็ชวนกันคุยเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในอเมริกาบ้าง บางทีก็เรื่องงานของชานนท์ว่าเคยถ่ายรูปคนมีชื่อเสียงคนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็เพียงนั่งมองกองไฟโดยไม่เอ่ยถ้อยคำ

ท่ามกลางหมู่ดาวมากมายและอากาศที่หนาวเย็น นี่เป็นคืนแรกที่จารวีรู้สึกคล้ายถูกธรรมชาติริมทะเลสาบดูดความเศร้าหมองออกไป อย่างน้อยชั่วขณะนี้เขาก็รู้สึกได้ว่าจิตใจสงบอย่างแท้จริง แม้อาจจะเพียงชั่วคราวก็ตาม

ชานนท์นิ่งมองคนที่มีรอยยิ้มน้อยๆ บนหน้าขณะจ้องกองไฟ แววตาสีน้ำตาลเข้มของจารวีกระจ่างใสจนคล้ายได้ซับแสงจากดวงดาว บางทีมุมปากก็หยักขึ้นเหมือนเด็กๆ เวลาได้ยินเสียงฟืนแตกดังเปรี๊ยะ ไฝสองเม็ดใต้ตาซ้ายซึ่งในความสลัวนี้บางครั้งก็เห็น บางครั้งก็ไม่เห็นดึงดูดสายตาจนเขาพบว่าตัวเองทิ้งช่วงการมองหน้าอีกฝ่ายได้น้อยลงทุกที

พอมาคิดดูแล้วก็แปลก ตอนเจอกันครั้งแรกที่ซอเรนโต้นั้นเขาไม่นึกสนใจจารวีเลยสักนิด แต่มาตอนนี้...กลับละสายตาไม่ได้

"ฮัดเช่ย!"

เสียงจามปลุกชานนท์จากภวังค์ เขาเห็นจารวีกอดตัวเองแล้วลูบต้นแขนขึ้นลงก็นึกขึ้นได้ว่ายิ่งดึกอุณหภูมิก็ยิ่งลดต่ำ จึงยื่นไม้ไปเกลี่ยฟืนแล้วก็ลุกขึ้น

"ดึกมากแล้วสิ พวกเราไปนอนกันดีกว่า ไม่งั้นพรุ่งนี้คงได้ตื่นมาเป็นหวัดทั้งคู่"

"ก็ดีครับ งั้นเดี๋ยวผมช่วยเก็บขยะ"

"โอเค เดี๋ยวผมดับไฟเอง"

พวกเขาแบ่งหน้าที่จนเสร็จเรียบร้อยในเวลาไม่นาน หลังมั่นใจว่าไฟดับสนิทแล้วก็พากันเข้าบ้าน จารวียกกระทะเหล็กเข้าไปในห้องครัว ส่วนชานนท์เดินไปปรับอุณหภูมิของเครื่องทำความร้อนในบ้านและล็อกประตูหน้าต่าง

"ล้างกระทะเสร็จแล้ว คว่ำไว้ตรงนี้เลยหรือเปล่าครับ?"

"อื้อ คว่ำไว้ข้างซิงค์นั่นแหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้เย็นก็อาจได้ใช้กันอีก"

จารวีจัดการตามที่ชานนท์บอก เมื่อเสร็จแล้วก็เดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นและยิ้มอ่อนๆ ให้คนที่เดินตามหลัง

"ผมง่วงแล้วสิ เดี๋ยวขออาบน้ำแล้วนอนเลยก็แล้วกัน ราตรีสวัสดิ์นะครับ"

"อืม ฝันดีนะ"

ชานนท์ยิ้มตอบขณะมองจารวีเดินไปหยุดหน้าประตูห้องนอน คนที่กำลังจะหมุนลูกบิดชะงักนิดหนึ่ง แต่ก็พยักหน้าแล้วตอบเสียงเบา

"ฝันดีเหมือนกันครับ คุณฉาน"

จารวีเปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปในห้อง เรียกได้ว่าต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำเหมือนกำลังหนี แต่แววตาของชานนท์เมื่อครู่นี้...มันแทบไม่ต่างกับอยากจับเขากลืนกินลงไปทั้งตัว

ประตูห้องของจารวีปิดลงแล้ว ทว่าชานนท์ยังคงยืนอยู่กลางห้องนั่งเล่น จนกระทั่งได้ยินเสียงปั๊มน้ำที่บ่งบอกว่าคนในห้องกำลังอาบน้ำ เขาถึงค่อยส่ายหน้าแล้วเผยรอยยิ้มอ่อนจาง จากนั้นก็เดินเข้าห้องนอนของตัวเองเพื่อหยิบเสื้อผ้าสำหรับอาบน้ำบ้าง

บ้านหลังนี้มีห้องนอนและห้องน้ำอย่างละสอง แต่ห้องของชานนท์ไม่มีห้องน้ำในตัวเหมือนของจารวี หลังอาบน้ำเสร็จแล้วเขายังไม่ง่วงจึงเดินเข้าครัว จากนั้นก็หยิบวิสกี้ออกมาเทจิบในห้องนั่งเล่นโดยเปิดเพียงโคมไฟตั้งโต๊ะ

วันนี้ชานนท์รู้สึกเหมือนถูกทดสอบขีดความอดทนมาตั้งแต่ช่วงบ่าย เขารู้ว่าจารวีไม่ได้ตั้งใจให้ท่าแม้จะตกลงมาค้างแรมด้วย ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นผู้ชาย แม้จะค่อนข้างละเอียดอ่อนและไม่ถือตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องตอบรับอารมณ์ของเขาที่พลุ่งพล่านหลายครั้งยามอยู่ใกล้กันวันนี้

ตั้งแต่เกิดมาจนอายุสามสิบห้า นี่เป็นครั้งแรกที่ชานนท์ถูกผู้ชายอายุน้อยกว่าปลุกปั่นแรงขับทางกาย เขาไม่ได้ต่อต้านแรงดึงดูดนี้และไม่พยายามปิดบัง แต่ท่าทีของจารวีที่สงบจนแทบเหมือนผลักไสก็คล้ายการสาดน้ำเย็นเตือนสติเป็นระยะ

เสียงเปิดประตูดังแกรกดึงความสนใจของคนที่กำลังแหงนหน้าพิงโซฟา จากนั้นก็ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ย่ำผืนพรมเข้ามาใกล้ ชานนท์ค่อยผงกศีรษะขึ้นอย่างไม่รีบร้อน และได้เห็นจารวีในชุดเสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาวที่กำลังหยุดยืนตรงหน้า

แววตาที่จ้องมองเขา...ยังคงใสสกาวเหมือนดวงดาวไม่มีผิด

"นอนไม่หลับเหรอ?"

"แล้วคุณล่ะ? ทำไมยังนั่งกินเหล้าอยู่ตรงนี้?"

จารวีไม่ได้ตอบตามตรงถึงสาเหตุที่นอนไม่หลับ แต่อาจเป็นเพราะความเงียบของบ้านหลังนี้ มันเงียบจนเขาสามารถได้ยินทุกเสียงการเคลื่อนไหว เงียบจนทำให้รู้ว่าชานนท์ยังไม่เข้านอนในห้องที่อยู่ติดกัน ความเงียบจนชวนกระสับกระส่ายทำให้เขาข่มตาไม่ลง สุดท้ายก็ต้องเดินออกมาดูถึงแม้จะค้านกับเสียงเตือนในใจ

"อ๋อ" ชานนท์เหลือบลงมองแก้ววิสกี้ในมือ ดูเหมือนเขาจะเทเติมเป็นครั้งที่สามแล้ว ตอนนี้ร่างกายถึงได้ร้อนวูบวาบไปทุกส่วน "ผมแค่นอนไม่หลับก็เลยต้องหาตัวช่วยน่ะ หมดแก้วนี้ก็คงนอนได้แล้ว"

จารวีเม้มปากขณะมองอีกฝ่ายกระดกวิสกี้ที่เหลือ ในอกพลันหดเกร็งด้วยถูกอารมณ์อันไม่คุ้นเคยบีบรัด

"จงทำตามสัญชาตญาณของตัวเอง"

จู่ๆ คำแนะนำของโนเอลก็ดังขึ้นในหัว จารวีไม่รู้ทำไมในสถานการณ์นี้จึงนึกถึงคำพูดนั้นขึ้นมา รู้แต่ว่ายิ่งมองคนที่นั่งตรงหน้า ในอกก็ยิ่งอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ

“นี่...ไม่รู้คุณยังจำได้หรือเปล่า เสื้อผ้าที่คุณเคยให้ยืมตอนอยู่ที่ซอเรนโต้ ผมซักมาคืนให้แล้ว”

จารวีวางเสื้อกับกางเกงที่พับไว้เรียบร้อยลงบนโต๊ะ ชานนท์ทอดสายตามองเสื้อผ้าสองชิ้นนั้นด้วยแววตาที่ยากจะอ่านความรู้สึก จารวีเห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไรจึงขอตัว

"ถ้าอย่างนั้นก็...กู้ดไนท์ครับ"

ชายหนุ่มเอ่ยได้เพียงเท่านั้นก็ก้าวขาไม่ออก เพราะมือใหญ่และร้อนผ่าวยื่นออกมาจับมือเขาไว้ ถึงจะไม่บีบแรงจนเจ็บแต่ก็แน่นพอจะทำให้หยุดอยู่กับที่

"...คุณฉาน?"

น้ำเสียงที่หลุดผ่านริมฝีปากแผ่วหวิวจนจารวีนึกตกใจ เขาเหลือบตาขึ้นสบตากับคนที่กำลังจ้องมองอยู่ก่อน ถึงแม้ท่าทางจะยังสุขุม แต่แววตาของชานนท์กลับแผดเผาไม่ต่างจากกองไฟที่พวกเขานั่งผิงเมื่อครู่

"ถ้าคืนนี้ผมขอนอนด้วย คุณจะว่าอะไรมั้ย?"

น้ำเสียงแหบต่ำนั้นพาให้จารวีขนลุก แต่มันหาใช่ปฏิกิริยาตอบสนองจากความกลัว ตรงกันข้าม สิ่งที่กำลังลุกโชติช่วงอยู่กลางอกของเขา...คือความกระวนกระวายระคนคาดหวัง

จงทำตามสัญชาตญาณของตัวเอง...

จารวีมองนัยน์ตาสีนิลลึกล้ำที่กำลังจ้องมองอย่างรอคำตอบ ถึงแม้จะไม่รู้จักอีกฝ่ายดีนัก แต่ก็มั่นใจว่าชานนท์เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะยอมถอยหากถูกปฏิเสธ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ นับจากวินาทีที่ตัดสินใจเปิดประตูห้องออกมาอีกครั้ง ก็เท่ากับเขายอมรับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้

"ตอนแรกที่ตอบรับคำชวนของคุณ..."

จารวีหลุบตาแล้วเอ่ยเสียงเบา มันพานให้ไหล่ของชานนท์เกร็งขึ้น มือที่รวบกุมมือของเขาก็พลันกระชับแน่นขึ้นไปด้วย

"ผมนึกว่า...บ้านหลังนี้จะมีเตียงนอนแค่เตียงเดียวด้วยซ้ำ"

"โจ้..."

ชานนท์ไม่จำเป็นต้องได้ยินคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้ เขาออกแรงดึงจนจารวีล้มลงบนโซฟา ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้ส่งเสียงเพราะตกใจ เขาก็พลิกร่างเพรียวให้นอนหงายแล้วก้มลงผนึกริมฝีปาก

"อ๊ะ..."

ร่างที่ถูกคร่อมทับส่งเสียงครางเมื่อได้พักหายใจเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนที่ริมฝีปากกรุ่นกลิ่นวิสกี้จะก้มลงจุมพิตเขาอีกครั้ง ปลายลิ้นอุ่นจัดกรีดไล้ระหว่างกลีบปากสั่นระริก บังคับให้จารวีต้องสนองตอบความอุกอาจนั้นอย่างเงอะงะ

ร่างสูงใหญ่ถอยออกก่อนจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าของคนในอ้อมแขน กลิ่นสบู่อ่อนๆ และผิวเรียบลื่นใต้แสงสลัวทำให้เขาแทบคลั่ง ไม่น่าเชื่อว่าเรือนร่างที่ไร้ความโค้งเว้าเย้ายวนจะสามารถจุดความเร่าร้อนที่ห่างเหินมานาน

"โจ้...ผมอยากได้คุณ"

จารวีหน้าแดงกับคำประกาศอันโผงผาง ริมฝีปากที่ตะโบมจูบไปทั่วผิวกายอย่างเร่งเร้าคล้ายส่งกระแสไฟฟ้าเข้าไปในร่าง ภายในสมองว่างเปล่าแต่ก็ปั่นป่วน ได้แต่ปล่อยให้ร่างเบื้องบนนำเขาไปสู่ดินแดนซึ่งไม่คุ้นเคย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มพร่ามัวด้วยแรงปรารถนาที่ถาโถม กระทั่งว่าร่างสูงใหญ่แยกเรียวขาเขาออกแล้วแทรกกายลงมาเมื่อไรก็ไม่ทันรู้ตัว

"คุณฉาน...อื๊อ!!"

ชายหนุ่มกรีดร้องเพราะความเจ็บราวถูกมีดกรีดบริเวณที่ไม่เคยมีใครล่วงล้ำ นิ้วทั้งสิบจิกลึกลงบนแผ่นหลังของคนที่กำลังคำรามเพราะการบีบรัดของเขา ความทรมานดำเนินไปชั่วครู่ก่อนจะถูกความเสียวซ่านแปรเปลี่ยนให้เป็นความสุข สม จารวีรู้สึกคล้ายตัวเองหลอมละลายแล้วถูกปั้นขึ้นใหม่ ห้วงสมองเลอะเลือนจนทำได้เพียงขยับตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างโหยหา เขาดื่มด่ำกับการร่วมอภิรมย์ครั้งแล้วครั้งเล่า คล้ายเพิ่งค้นพบว่าตนกระหายน้ำหลังการเดินทางอันยาวนาน

ร่างสูงเพรียวแลบลิ้นออกเลียเหงื่อซึ่งผุดพรายบนลำคอแกร่ง เขาได้ยินเสียงครางต่ำก่อนที่มือใหญ่จะยึดเอวแน่นแล้วกระแทกกระทั้นเข้ามาจนไม่อาจกลั้นเสียงร้อง ส่วนลึกในกายร้อนวาบดุจถูกอาบด้วยลาวาหลอมเหลว เสียงหอบของทั้งสองสอดประสานจนไม่อาจได้ยินเสียงอื่น วินาทีนั้นจารวีรู้สึกคล้ายถูกปลดผนึกความต้องการที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในตัว มันทำให้เขาเลิกฟังเสียงเตือนของจิตใต้สำนึกที่แผ่วลงทุกที และยินดีโจนลงสู่ห้วงหฤหรรษ์ที่ชานนท์ปรนเปรอให้อย่างไม่คิดจะเสียใจภายหลัง



++---TBC---++







 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 28 สิงหาคม 2558 10:22:57 น.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 12


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 12


อีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันหยุดยาว หลังแวะไปสั่งการบ้านให้นักศึกษาแล้วแมทธิวก็นั่งรถแท็กซี่มาที่บริษัท เพิ่งจะนั่งลงบนเก้าอี้ไม่ทันไรก็มีคนมาเคาะประตู

"เข้ามาเลย อ้าวฌอน มีอะไรหรือเปล่า?"

แมทธิวละสายตาจากคอมพิวเตอร์เมื่อเห็นว่าเป็นชานนท์ ใบหน้าของอีกฝ่ายประดับยิ้มบางๆ แต่เพราะทำงานร่วมกันมานาน ผู้สูงวัยกว่าจึงจับประกายเจ้าเล่ห์ในแววตาได้ไม่ยาก

"ผมจะมาขอยืมกุญแจรถกับบ้านพักตากอากาศของคุณน่ะครับ แมท"

"หือ? อ้อ...ตกลงว่าตัดสินใจเรื่องวันหยุดยาวได้แล้วสินะ ไม่มีปัญหา เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันเอามาให้"

"ขอบคุณครับ"

"แล้วนี่จะพาใครไปด้วยหรือเปล่า? อุตส่าห์ขับรถเพื่อไปนอนเล่นริมทะเลสาบคนเดียวมันออกจะเหงาไปหน่อยนะ"

แมทธิวถามยิ้มๆ เพราะเห็นชานนท์เป็นโสดมาพักใหญ่หลังเลิกกับแฟนคนล่าสุด คนถูกถามเพียงยืนพิงประตูแล้วยักไหล่

"ก็กำลังพยายามชวนอยู่ครับ แต่ยังไม่สำเร็จ"

"หือ?" คนฟังเลิกคิ้วอย่างนึกสนุก "แปลกนะ มีคนปฏิเสธนายด้วย"

ชานนท์นึกถึงรอยยิ้มของจารวีตอนเจ้าตัวปฏิเสธเขาที่แกลเลอรี่เมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่รู้ทำไมนอกจากจะไม่โกรธแล้ว เขากลับนึกเอ็นดูเจ้าของรอยยิ้มนั้นมากขึ้น

"สงสัยผมคงดูไม่น่าไว้ใจน่ะครับ"

ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน ชานนท์เหลือบมองนาฬิกาแล้วก็ดันตัวออกจากประตู

"บ่ายนี้ผมต้องไปคุยงานข้างนอก อาจไม่กลับเข้าออฟฟิศช่วงเย็น ไว้ค่อยเจอกันพรุ่งนี้นะครับ"

"โอเค เรื่องบ้านตากอากาศเดี๋ยวฉันให้คนไปทำความสะอาดไว้ให้ แล้วก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ซะล่ะ ฉันรู้ว่าอย่างนายน่ะแค่โดนปฏิเสธครั้งสองครั้งคงไม่ถอดใจหรอกจริงไหม?"

ชานนท์เพียงยิ้มมุมปากก่อนจะเดินออกจากห้อง ส่วนแมทธิวได้แต่หัวเราะ เขารู้จักชายหนุ่มมานาน บุคลิกอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาวางใจมอบหมายงานให้รับผิดชอบมากมาย ก็เพราะรู้ว่าชานนท์ไม่ใช่คนยอมแพ้ง่ายๆ




++------++



และแล้วก็ถึงวันพฤหัสบดีที่สี่ของเดือนพฤศจิกายน...วันเทศกาลขอบคุณพระเจ้าและวันหยุดประจำปีของอเมริกา

วันนี้สถานที่ราชการและสถานศึกษาล้วนหยุดทำการ มหาวิทยาลัยของจารวีก็เช่นกัน เมื่อคืนนี้พวกเพื่อนๆ ชวนเขาไปกินเลี้ยงเพราะหลายคนจะกลับบ้านไปใช้เวลากับครอบครัว กว่าเขาจะกลับถึงห้องก็ตีสอง ดังนั้นจึงไม่ตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อจะได้นอนให้เต็มอิ่ม

Rrrrrrrr... Rrrrrrrr... Rrrrrrrr...

จารวีรู้สึกหนักศีรษะเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังก้องท่ามกลางความเงียบ เมื่อหรี่ตาขึ้นก็พบว่าท้องฟ้านอกหน้าต่างสว่างสดใส เขาควานมือหาโทรศัพท์ก่อนจะหยิบมารับสายด้วยเสียงแหบแห้ง

"...ฮัลโหล"

ชายหนุ่มรู้สึกขมคอเพราะเมื่อคืนดื่มไวน์ไปพอสมควร สงสัยว่าที่เวียนหัวก็เพราะเมาค้างนี่เอง

"ยังนอนอยู่เหรอ?"

หือ...เสียงนี้...

จารวีกะพริบตาถี่ เพราะคนที่จะโทรมาหาเแล้วทักทายเขาด้วยภาษาไทยก็มีอยู่แค่คนเดียว ชายหนุ่มค่อยดันตัวขึ้นนั่งพลางขยี้ตาอย่างงัวเงีย

"คุณฉาน?"

"ใช่ ผมเอง นี่ผมโทรมาปลุกหรือเปล่า?"

ถ้าให้ตอบตามตรงก็คือใช่ แต่จารวียังไม่เสียมารยาทขนาดนั้นจึงพยายามกลั้นหาว

"ไม่เป็นไรครับ พอดีเมื่อคืนผมกลับดึกก็เลยนอนเพลินไปหน่อย"

"เหรอ พอดีตอนนี้ผมกำลังอยู่แถวนี้ ก็เลยลองโทรมาถามว่าสนใจจะไปกินข้าวด้วยกันไหม"

สมองของจารวีเริ่มเป็นอิสระจากความง่วงงุนมากขึ้น เขาสังหรณ์แปลกๆ กับคำว่า 'แถวนี้' ก็เลยลุกขึ้นไปรูดม่านหน้าต่าง

"ตอนนี้อยู่ที่ไหนเหรอครับ?"

"ลองมองลงมาดูสิ"

จารวีมุ่นคิ้วแล้วเหลือบตาลงไปจากหน้าต่างบนชั้นห้า นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเบิกกว้างเมื่อเห็นคู่สนทนากำลังยืนพิงรถเอสยูวีสีครามอยู่อีกฝั่งถนน

"คุณ..."

จารวีงงจนพูดอะไรไม่ออก ดูเหมือนสีหน้าสับสนของเขาจะเห็นได้ชัดจากกระจกหน้าต่าง ชานนท์จึงหัวเราะเบาๆ

"จะล้างหน้าล้างตาหรืออาบน้ำแต่งตัวเลยก็ได้นะ ผมไม่รีบ เดี๋ยวนั่งรอในรถนี่แหละ เสร็จเมื่อไหร่ก็มาเรียกแล้วกัน"

"เดี๋ยว..."

เขายังไม่ทันค้านก็ถูกวางสายใส่ เมื่อมองลงไปก็เห็นชานนท์เปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ อดนึกค่อนขอดไม่ได้ว่าทำแบบนี้มันกดดันกันชัดๆ ควรจะรู้บ้างสิว่าวันหยุดสำหรับนักศึกษาปริญญาโทฟูลไทม์มีค่าแค่ไหน

แต่ว่าทำไม....เขากลับหยุดรอยยิ้มบนมุมปากไม่ได้ล่ะนี่..

หลังวางสายแล้วชายหนุ่มก็เข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ เขาไม่ได้รีบร้อนหรือจงใจยืดเวลา เพียงแค่ทำทุกอย่างเหมือนเวลาจะออกไปเรียนตามปกติ สิบห้านาทีถัดมาก็ลงมาเคาะกระจกรถยี่ห้อจีเอ็มซีที่จอดรอ

"ผมกำลังคิดว่าจะจอดรถไว้ที่นี่ดีกว่า ตอนนี้มีขบวนพาเหรดของเมซีส์แถวเซ็นทรัลพาร์คด้วย เดี๋ยวเดินไปดูก่อนแล้วค่อยหาร้านนั่งดีไหม?"

ชานนท์เอ่ยขณะกดรีโมทล็อครถ พอหันมาเห็นจารวีทำสีหน้าแปลกๆ ก็มุ่นคิ้ว

"ไม่อยากดูพาเหรดเหรอ? งั้นไปหาอะไรกินกันเลยก็ได้นะ"

"ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ไปดูก็ได้"

งานพาเหรดกลางกรุงนิวยอร์กซึ่งจัดทุกวันขอบคุณพระเจ้านั้นมีห้างสรรพสินค้าเมซีส์เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ แต่ละปีจะมีผู้คนเรือนแสนมารอดูขบวนแห่บอลลูนและการแสดงตลอดเส้นทางหกไมล์ กว่าครึ่งของระยะทางจะเดินเลียบเซ็นทรัลพาร์คก่อนเลี้ยวลงทิศใต้ไปจบที่เฮรัลด์สแควร์

.

.

.

.

.

"ขบวนแห่งานสงกรานต์นี่ก็คึกคักดีนะ แต่ถ้าโจ้ได้ไปเห็นบอลลูนในขบวนพาเหรดของเมซีส์ต้องตื่นเต้นกว่านี้แน่ๆ"

"มันคืออะไรเหรอครับแด๊ด?"

"งานพาเหรดที่ใหญ่ที่สุดในนิวยอร์กครับ ในขบวนจะมีบอลลูนรูปตุ๊กตุ่นตุ๊กตาตัวใหญ่ๆ เต็มไปหมดเลย แด๊ดเคยพาคุณพ่อของโจ้ไปดูด้วยนะ เขาตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ เลยล่ะ โอ๊ย!"

ทิมร้องออกมาเมื่อถูกเจตนิพัทธ์หยิกแขน จะลูบตรงที่โดนหยิกก็ไม่ได้เพราะอุ้มจารวีอยู่ ได้แต่ทำหน้าตาน่าสงสารใส่คนข้างๆ

"ผมก็แค่เล่าเรื่องขบวนพาเหรดให้โจ้ฟัง มาหยิกผมทำไม"

"ไม่ได้หยิกที่เล่าเรื่องพาเหรด หยิกเพราะเรื่องอื่น"

ตอนนั้นคุณพ่อหน้าแดงแต่ทำตาเขียวใส่แด๊ด จารวีไม่เข้าใจว่าทำไมคุณพ่อถึงหยิกแด๊ดทั้งที่ไม่เคยแม้แต่จะตีเขาสักครั้ง แต่หลังจากนั้นเขาได้ออกไปวิ่งเล่นสาดน้ำกับเพื่อนๆ แล้วก็เหลือบเห็นว่าคุณพ่อช่วยลูบแขนแด๊ดตรงที่โดนหยิกโดยที่แด๊ดยิ้มกว้าง

เขาไม่เคยลืมรอยยิ้มอย่างมีความสุขของแด๊ดในวันนั้นเลย

.

.

.

.

.

"คนเยอะนะ เดินใกล้ๆ ผมไว้ก็แล้วกัน"

ชานนท์หันมาบอกขณะทั้งสองเดินเบียดผู้คนที่ออกันแน่นบนสองข้างถนน ในขบวนแห่นั้นนอกจากบอลลูนรูปตัวการ์ตูนมากมายก็ยังมีคอนเสิร์ตและการแสดงของวงโยธวาทิตจากโรงเรียนทั่วประเทศ กว่าพวกเขาจะหาจุดดีๆ สำหรับหยุดยืนดูพาเหรดได้ จารวีก็ต้องยืนเบียดกับชานนท์จนไหล่เกยกัน

ทั้งที่เมื่อปีที่แล้วเขาก็ได้ดูขบวนพาเหรดนี้มาแล้ว แต่ปีนี้กลับให้ความรู้สึกต่างออกไปอย่างอธิบายไม่ถูก

กว่าทั้งขบวนพาเหรดจะเคลื่อนผ่านเซ็นทรัลพาร์คไปหมดก็กินเวลาร่วมชั่วโมง ผู้คนเริ่มบางตาลงเพราะบ้างก็แยกย้ายกันกลับ บ้างก็เดินตามไปดูขบวนต่อ ชานนท์หันมาหาจารวีแล้วก็ถามยิ้มๆ

"ได้ดูขบวนแล้ว หิวหรือยัง ถ้าอยากกินร้านไหนเป็นพิเศษก็บอกผมได้นะ"

"แทฟเวิร์นออนเดอะกรีน"

จารวีตอบโดยแทบไม่ต้องคิด พอเห็นชานนท์หันมาเลิกคิ้วก็หัวเราะ

"ผมล้อเล่นครับ คงไม่กล้าชวนคุณไปกินร้านแพงอย่างนั้นหรอก แค่แฮมเบอร์เกอร์ร้านไหนสักร้านแถวนี้ก็พอ"

"ไม่เป็นไร ผมแค่ไม่แน่ใจว่าวันนี้จะมีโต๊ะว่างหรือเปล่า เดี๋ยวลองไปดูกันก่อนก็ได้ ตั้งแต่เขาปิดปรับปรุงผมก็ยังไม่ได้กลับไปกินเสียที"

กลายเป็นจารวีที่แปลกใจเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตกลง แต่เขาก็เดินตามไปยังร้านอาหารชื่อดังและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของนิวยอร์กโดยไม่อิดออด โชคดีว่ามีโต๊ะว่างสำหรับสองคนตอนที่พวกเขาไปถึงพอดี

จารวีรู้สึกว่าวันนี้อะไรก็แปลกไปหมด เริ่มตั้งแต่เช้าถูกชานนท์โทรปลุกให้มาดูขบวนพาเหรดด้วยกัน แล้วตอนนี้...ก็มานั่งอยู่ในร้านที่แด๊ดเคยเล่าให้ฟังว่าเป็นร้านที่คุณพ่อติดใจทั้งรสชาติอาหารและบรรยากาศ แต่ว่าไม่ค่อยมีโอกาสมาทานกันบ่อยเพราะราคาอาหารที่ค่อนข้างสูง

"อยากกินอะไรก็สั่งเลยนะ ผมเลี้ยง"

"หา? แต่ว่า..."

"ผมเพิ่งรับงานถ่ายรูปส่วนตัวมา เพิ่งเอาเช็คไปขึ้นเมื่อไม่กี่วันนี่เอง ไม่ต้องห่วง"

ช่างเป็นช่างภาพที่มือเติบเหลือเกิน จารวีนึกแต่ก็ไม่กล้าสั่งอาหารราคาแพงมากอยู่ดี ระหว่างมื้อนั้นพวกเขาคุยกันเรื่องขบวนพาเหรดที่เพิ่งดูจบไป แล้วก็ไถ่ถามว่าอีกฝ่ายทำอะไรบ้างหลังจากวันที่เจอกันที่แกลเลอรี่ แต่จารวีคิดว่าพอจะเดาได้เลาๆ ว่าทำไมชานนท์ถึงมาหาเขาวันนี้

หลังจากทานมื้อสายที่ควรนับเป็นมื้อกลางวันเสร็จก็เที่ยงแล้ว บริเวณรอบร้านซึ่งตั้งอยู่ในเซ็นทรัลพาร์คสีสันสดใสไปด้วยใบไม้สีเหลือง แดงและส้ม ทั้งสองจึงเดินเล่นเพื่อย่อยอาหารระหว่างทางกลับอพาร์ตเม้นท์

"โชคดีนะที่วันนี้ฝนไม่ตก"

"นั่นสิครับ"

จารวีตอบพลางเงยหน้าขึ้นมองใบเมเปิ้ลแดงซึ่งหลุดร่วงจากต้น วันนี้ท้องฟ้ากระจ่างตัดกับต้นไม้ที่ปกคลุมด้วยใบสีเหลืองสีแดงจนเห็นแล้วอยากวาดรูป อากาศหนาวช่วยให้สมองแจ่มใสจากอาการเมาค้างที่ยังหลงเหลือ ชายหนุ่มหลับตาลงแล้วแหงนหน้ารับสายลมเย็นแม้จะรู้สึกชาบนผิว

ภาพนั้นดึงดูดชานนท์ให้หยุดยืนมอง เขาสังเกตเห็นหลังได้พบกันหลายครั้งว่าจารวีมักตกอยู่ในโลกส่วนตัวได้ทั้งที่มีคนอยู่ข้างๆ แต่อาจเพราะอย่างนี้...เขาจึงรู้สึกว่าถูกชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าคนนี้ดึงดูดให้ค้นหา

"ขอบคุณนะครับที่ชวนไปดูพาเหรด แล้วยังอุตส่าห์พามาเลี้ยงข้าวเมื่อกี้อีก"

จารวีลืมตาแล้วหันมายิ้มอ่อนๆ ให้ สีหน้าเช่นนั้นดึงมุมปากของคนที่เห็นให้โค้งตาม

"ไม่เป็นไร ดีแล้วล่ะที่คุณชอบ"

ทั้งสองออกเดินต่อท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นของเซ็นทรัลพาร์ค ช่วงปลายพฤศจิกายนนี้อากาศหนาวมากเพราะกำลังจะสิ้นสุดฤดูใบไม้ร่วง แต่จารวีกลับรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากตัวคนข้างๆ และมันคล้ายจะซึมซาบเข้าไปในใจ

ไม่ช้าทั้งคู่ก็กลับมายืนหน้าอพาร์ตเม้นท์อีกครั้ง เวลานั้นพระอาทิตย์เริ่มเคลื่อนคล้อยไปจากกลางฟากฟ้า แสงแดดสดใสยามบ่ายสะท้อนผิวอาคารและทางเดินจนแสบตา

"ขอบคุณที่ชวนออกไปเที่ยววันนี้นะครับ"

"No problem."

ชานนท์ตอบรับยิ้มๆ โดยไม่มีทีท่าจะขอตัว ส่วนจารวีเพียงหลุบตาลงขณะซุกมือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต ถึงเขาจะดูเหมือนเชื่องช้าก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย แต่การที่คนตรงหน้าทำเหมือนรอให้เขาเอ่ยปากก่อนนี่มันขี้โกงอย่างไรชอบกล

"ยังจะไปบ้านพักตากอากาศที่นิวเจอร์ซี่อยู่หรือเปล่าครับ?"

นัยน์ตาของชานนท์เป็นประกายพราวขึ้น เขาคิดไม่ผิดว่าจารวีเดาจุดประสงค์ของเขาได้จริงๆ ถึงได้ยอมออกไปดูพาเหรดแล้วก็กินข้าวด้วยโดยไม่อิดเอื้อน

"ไปสิ ผมยืมกุญแจบ้านกับรถมาแล้ว ขาดก็แค่คนที่จะไปด้วยกัน"

ชายหนุ่มเอ่ยพลางชูพวงกุญแจเป็นหลักฐาน จารวีเหลือบตาขึ้นมองตามแล้วย่นจมูกอย่างหมั่นไส้

"เจ้านายคุณไม่ว่าเหรอครับที่จะพาคนอื่นไปด้วย?"

"ไม่มีปัญหา เขาถามผมด้วยซ้ำว่าไม่มีใครไปด้วยเหรอ เพราะถ้าอุตส่าห์ถ่อไปนอนริมทะเลสาบคนเดียวก็ดูจะเปลี่ยววิเวกไปหน่อย"

ก็เลยต้องมาตื๊อให้เขายอมไปเป็นเพื่อนให้ได้? จารวีนึกอยากกลอกตา แต่กลับทำได้เพียงกลั้นยิ้มขณะมองคนที่กำลังรอคำตอบ

เอาเถอะ ใช่ว่าแกร่วอยู่ในนิวยอร์กแล้วเขาจะมีสมาธิอ่านหนังสือ บางทีการได้เปลี่ยนบรรยากาศอาจเป็นสิ่งที่จำเป็นในยามนี้ ถึงแม้เสี้ยวหนึ่งในใจจะค่อนข้างหวั่นไหวกับแววตาที่คอยจับจ้องก็ตาม

"โอเคครับ ขอเวลาผมเก็บกระเป๋าหน่อยก็แล้วกัน คุณคงไม่ถือนะถ้าต้องนั่งรอในรถอีกรอบ"



++---TBC---++



Smiley





 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 21 สิงหาคม 2558 14:03:48 น.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 11


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 11


สายลมเย็นโชยเอื่อยขณะที่เด็กน้อยนั่งตักทรายใส่กระบะเล่นอยู่หลังบ้าน ช่วงนั้นหน้าหมู่บ้านกำลังมีการก่อสร้างจึงมีกองทรายและกองหินมากมาย คุณพ่อของเขาไม่อยากให้จารวีเสี่ยงโดนรถชน จึงไปขอทรายหนึ่งรถเข็นจากพวกคนงานมาเทเป็นหย่อมเล็กๆ ให้เขาได้เล่นที่หลังบ้าน

“โจ้ ทำอะไรอยู่ลูก?”

“คุณพ่อ! คุณพ่อกลับมาแล้ว!”

เด็กชายทิ้งของเล่นในมือแล้ววิ่งเข้าไปกอดเอวผู้เป็นพ่อแน่น เจตนิพัทธ์หัวเราะโดยไม่ดุเจ้าตัวเล็กที่ทำให้เสื้อผ้าของเขาเลอะเทอะไปด้วย

“ระหว่างพ่อไม่อยู่ได้ดื้อกับคุณย่าหรือเปล่า?”

“ไม่ดื้อเลยครับ เมื่อคืนคุณย่าพาไปเดินงานวัด โจ้ก็ไม่ร้องไห้อยากได้ของเล่น คุณย่าเลยให้โจ้นั่งชิงช้าสวรรค์เป็นรางวัล”

“เหรอ โจ้เป็นเด็กดีอย่างนี้ งั้นพ่อให้รางวัลอีกอันนะ”

“ว่าวงู! ขอบคุณครับคุณพ่อ เย้!!”

เด็กชายตัวน้อยชูว่าวงูหางยาวสีสันสดใสด้วยความดีใจ รอยยิ้มบนหน้ากลมป้อมขยายกว้างเมื่อคุณพ่อขยี้ผมด้วยความเอ็นดู

“คุณพ่อ แล้วแด๊ดล่ะครับ? ไปเที่ยวกันสองคนสนุกมั้ย?”

เจตนิพัทธ์ทำตาโตแล้วรีบเอามือปิดปากเล็ก เขาหันมองไปรอบตัวจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น จากนั้นก็ย่อตัวลงกระซิบเสียงเบา

“พ่อไม่ได้ไปเที่ยวกับแด๊ด...เอ้อ...ลุงทิม พ่อไปสัมมนากับที่ทำงานต่างหากครับ”

“เอ๋? แต่แด๊ดบอกโจ้ว่า...”

“เขาพูดอะไรก็ช่างเขา โจ้จำแค่ว่าพ่อไปสัมมนาก็พอ ถ้าคุณย่าถามก็ต้องพูดตามนี้ เข้าใจมั้ย?”

แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณพ่อต้องโกหกคุณย่า แต่ความปลาบปลื้มที่ได้รับความไว้ใจให้ช่วยเก็บความลับก็ทำให้เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก ทันทีที่มือซึ่งปิดปากผละไป เขาก็ยิ้มกว้างแล้วกระซิบถามอีกครั้ง

“แล้วตกลงคุณพ่อไปเที่ยวกับแด๊ดสนุกไหมครับ?”

“เฮ้อ...ไอ้หนูนี่เอานิสัยกะล่อนแบบนี้มาจากใครนะ”

ตอนนั้นคุณพ่อบ่นด้วยท่าทางอ่อนใจขณะหันไปมองบ้านที่อยู่ติดกัน แต่จารวีดูออกว่านัยน์ตาคู่นั้นเต็มเปี่ยมด้วยความสุข มันทำให้เขายิ่งยิ้มหน้าบานเมื่อได้รู้ว่าคุณพ่อก็ชอบแด๊ดเหมือนที่แด๊ดชอบคุณพ่อ

ถ้าเพียงแต่ชีวิตอันเรียบง่ายเช่นนั้นจะดำเนินตลอดไปไม่มีวันหยุดลง...ก็คงดี...
.
.
.
.
.
.
.

คืนนี้ฝนตกหนักมาตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดิน นอกจากเสียงของสายน้ำที่ไหลผ่านกระจกหน้าต่างก็มีเสียงแป๊ะๆ เหมือนลูกเห็บตกลงมาด้วย เป็นสัญญาณว่าฤดูหนาวกำลังจะมาถึงในไม่ช้า

จารวีพักสายตาจากหนังสือเรียนด้วยการหันไปมองท้องฟ้าภายนอก เวลาล่วงเลยมาถึงกลางเดือนพฤศจิกายนแล้ว เหลือเวลาอีกเดือนเดียวก็จะสอบปลายภาค หลังจากนั้นเขาก็จะไม่ใช่นักศึกษาปริญญาโทอีกต่อไป

ตอนที่ตัดสินใจมาเรียนต่อที่นิวยอร์ก จารวีเคยคิดว่าการได้ใช้ชีวิตในเมืองที่เต็มไปด้วยความทรงจำระหว่างแด๊ดกับคุณพ่อคงช่วยให้เขาค้นพบว่าตัวเองต้องการจะทำอะไร แต่ว่าผ่านมาเกือบสองปี นอกจากตื่นนอนไปเรียน กลับมาอ่านหนังสือทำการบ้าน วันไหนว่างก็ไปทำงานพิเศษ เขาก็ยังไม่พบคำตอบที่ค้นหา

หากจะมีตัวแปรที่ทำให้ชีวิตอันจำเจเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้ ก็คงต้องยอมรับว่าชานนท์คือตัวแปรนั้น

ชายหนุ่มหยิบถ้วยชาที่เย็นชืดไปเททิ้งในอ่าง แต่แทนที่จะกลับมานั่งอ่านหนังสือต่อ เขากลับยื่นมือไปหยิบปฏิทินตั้งโต๊ะขึ้นมาดู

อีกสิบวันก็จะถึงวันหยุดขอบคุณพระเจ้าแล้ว

จารวีมองวันที่ซึ่งถูกวงไว้ด้วยหมึกสีแดง ตอนแรกที่ทำเครื่องหมายก็เพื่อเตือนตัวเองว่าเป็นวันหยุด แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ที่คอยย้ำเตือนว่าเขามีคำเชิญที่ยังไม่ได้ตอบรับ

"ถ้าผมจะชวนไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศกันสองคน คุณจะไปกับผมไหม?"

ชานนท์เอ่ยชวนไว้เมื่อวันที่จัดนิวยอร์กมาราธอน ตอนนั้นเขาก็บอกไม่ถูกว่าตกใจหรือดีใจ จริงอยู่ว่าพวกเขาคุ้นเคยกันมากกว่าระดับผิวเผินแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จารวีจะตอบรับคำชวนได้ทันที

"ขอผมคิดดูก่อนนะครับ"

นั่นคือคำตอบของเขาหลังตั้งสติได้ พอเอ่ยไปแล้วจึงค่อยตระหนักว่ามันฟังดูเหมือนกำลังเล่นตัว ทั้งที่เป็นคำตอบซึ่งออกมาจากความรู้สึกจริงๆ

โชคดีที่ชานนท์คงจะเข้าใจ เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เร่งเร้า เพียงแค่มองตาเขาแล้วก็ยิ้ม

"ผมจะรอคำตอบนะ"

ทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น จารวีก็รู้สึกคล้ายรอยฝ่ามืออันแผดเผายังประทับอยู่บนบ่าไม่จางหาย

ความขัดแย้งในใจทำให้ชายหนุ่มคิดไม่ตก คำชวนนั้นปลุกความทรงจำสมัยเด็กที่คุณพ่อมักต้องหาข้ออ้างกับคุณย่าเพื่อหลบไปใช้เวลาส่วนตัวกับแด๊ด ตอนนี้เขาคิดว่าเริ่มจะเข้าใจความอึดอัดของคุณพ่อขึ้นมาเลาๆ

ถ้าหากตอนนี้คุณพ่อกับแด๊ดยังอยู่...เขาก็คงไม่กล้าเล่าเรื่องที่ชานนท์ชวนไปเที่ยวตามลำพังให้ฟังเหมือนกัน


++------++


ช่วงบ่ายวันพุธจารวีไม่ต้องไปช่วยงานที่ร้าน หลังออกจากมหาวิทยาลัยจึงนั่งรถข้ามไปฝั่งบรูคลิน เมื่อถึงสถานีปลายทางก็เดินต่อไปยังสถานที่ซึ่งต้องแวะเป็นประจำทุกสามเดือน

สถานพักฟื้นผู้สูงอายุซึ่งมีคนที่รู้จักคุณพ่อกับแด๊ดอาศัยอยู่

"ขอโทษครับ ผมมาขอเยี่ยมมิสเตอร์บิ๊กส์ ห้องสี่ศูนย์สาม"

"โอเค รบกวนลงชื่อในสมุดนี่ด้วยค่ะ"

เจ้าหน้าที่ต้อนรับที่เคาน์เตอร์ยิ้มให้เพราะจำเขาได้ หลังลงชื่อแล้วจารวีก็เดินไปยังหน้าประตูห้องที่คุ้นเคยก่อนจะเคาะประตู

"โนเอล หลับอยู่หรือเปล่าครับ?"

"โจรึ กำลังคิดถึงอยู่พอดีเชียว"

ผู้ที่อยู่บนเตียงสีขาวสะอาดคือชายชราผิวสี บนศีรษะล้านเลี่ยนไร้เส้นผม ใบหน้าซึ่งยับย่นตามวัยมีกระเนื้อกระจายเป็นบางจุด ทว่าริมฝีปากหนาคล้ำประดับรอยยิ้มน้อยๆ ดูใจดี

"ไม่ได้เจอกันนานเลย ดีใจที่เห็นคุณยังแข็งแรงนะครับ"

ชายหนุ่มก้าวเข้าไปกอดผู้ชราที่นั่งอยู่บนเตียง อีกฝ่ายยกมือผอมแห้งขึ้นตบหลังเขาเบาๆ

"ดีใจที่เธอยังแข็งแรงเหมือนกัน นั่งสิโจ เล่าให้ฟังหน่อยว่าชีวิตช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ฉันเบื่อฟังออดิโอบุ๊คเต็มที"

โนเอลหันมาบอกจารวีที่กำลังทรุดนั่งบนเก้าอี้ ชายชราทำให้เขาทึ่งในความเฉียบคมของประสาทสัมผัสเสมอ เพราะเขาแทบไม่รู้สึกว่าเจ้าตัวตาบอดเลยตั้งแต่ได้พบกันครั้งแรก

"อีกเดือนเดียวผมก็จะสอบไฟนอลแล้วครับ ก่อนคริสมาสต์ก็จะเรียนจบแล้ว"

"เร็วจังเลยนะ เหมือนเธอเพิ่งจะมานิวยอร์กเมื่อไม่นานนี้เอง"

"ผมก็รู้สึกเหมือนเพิ่งมาที่นี่เมื่อวานเหมือนกัน"

จารวียิ้มขณะยื่นมือไปกุมมือผอมแห้งเอาไว้ โนเอลเงียบไปนิดหนึ่ง จากนั้นก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้น

"ขอฉันจับหน้าหน่อยซิ"

ชายหนุ่มไม่ขัดและยกมือยับย่นทั้งสองขึ้นวางบนหน้าตัวเอง ถึงแม้จะผอมจนแทบเหมือนหนังหุ้มกระดูก แต่ฝ่ามือที่ลูบบนใบหน้าก็ทำให้อบอุ่นจนเขาคิดว่าถ้ามีคุณปู่ก็คงให้ความรู้สึกแบบนี้

"คิ้วขมวดเชียว มีเรื่องอะไรให้คิดมากอยู่หรือไง?"

คำถามนั้นคล้ายมาจากญาติผู้ใหญ่ที่กำลังสอบถามลูกหลาน จารวีจึงค่อยยิ้มออก

"ผมแค่ยังไม่รู้จะเอายังไงกับอนาคตดีน่ะครับ"

"อืม...ไม่คิดจะกลับบ้านที่เมืองไทยหรือ?"

"ถึงกลับไปก็คงไม่ได้อยู่ยาวครับ แต่ถ้าให้อยู่ที่นี่ต่อ ผมก็ไม่รู้จะทำอะไร"

จะมีที่ไหนบ้างที่พอนึกถึงก็ทำให้รู้สึกว่าอยากอยู่ที่นั่น...จารวีได้แต่ตั้งคำถามที่ไม่มีคำตอบกับตัวเอง

"ฟังดูเหมือนเธอกำลังมีเรื่องยุ่งยากใจนะ ช่วงนี้ได้รู้จักใครใหม่ๆ หรือเปล่า?"

คำถามนั้นพุ่งตรงเข้าแทงใจอย่างจัง จารวีเพียงหลุบตาลงแล้วตอบเสียงเบา

"ก็มีคนที่เพิ่งได้รู้จักกันเมื่อไม่นานนี้ครับ แต่ผมไม่ได้คิดมากเพราะคนคนนั้นหรอก"

"เด็กน้อย" โนเอลหัวเราะจนเห็นฟันที่หลุดร่วงไปแล้วหลายซี่ "รู้ตัวมั้ยว่าเสียงเธอมันเปลี่ยนไปตอนที่พูดคำว่า ‘คนคนนั้น’ นะ"

จารวียิ้มแหย โนเอลไม่ทำให้เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายตาบอดเลยจริงๆ เพราะประสาทสัมผัสด้านอื่นทำให้ผู้ชรารับรู้สภาพอารมณ์เขาได้ดีกว่าคนตาดีเสียอีก

"จริงๆ นะ ฉันฟังเสียงเธอแล้วคิดถึงเจสซี่มากเลย เสียดายที่ตาฉันเป็นเสียอย่างนี้ เลยไม่ได้เห็นว่าหน้าตาลูกชายของเจสซี่เป็นยังไง"

"คุณก็รู้ว่าผมไม่เหมือนคุณพ่อเลยสักนิด"

"ใครว่าไม่เหมือน รูปร่างหน้าตาก็เรื่องหนึ่ง แต่ฉันกลับรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของเธอเหมือนเจสซี่มากๆ ตอนแรกที่เธอมาหาฉันที่นี่ ฉันยังตกใจเลยล่ะว่าทำไมเสียงของเจสซี่ถึงฟังไม่แก่ขึ้นเลย จนเกือบจะนึกว่าเป็นเรื่องปกติของคนเอเชียเสียอีก"

จารวีค่อยหัวเราะออกมาได้ เขาชอบเวลาได้ฟังคนอื่นพูดถึงคุณพ่อ คนตะวันตกมักมีปัญหากับการออกเสียงชื่อเจตนิพัทธ์จึงเรียกกันว่าเจสซี่แทน แต่แด๊ดเป็นคนเดียวที่เพียรฝึกภาษาไทยจนออกเสียงชื่อของคุณพ่อได้คล่อง

ในบรรดาผู้คนที่รู้จักครอบครัวของเขาซึ่งเหลือน้อยเต็มที โนเอลคือคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในอเมริกา เพราะชายชราคือเจ้าของบ้านที่แด๊ดเคยเช่าสมัยยังเป็นจิตรกรข้างถนนเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน

จารวีรู้จักโนเอลมาตั้งแต่ยังเด็กเพราะแด๊ดชอบเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตไว้จากการโดนอันธพาลรุมซ้อมตอนที่เพิ่งย้ายมาอยู่นิวยอร์ก นอกจากนั้นยังให้เช่าบ้านในราคาถูกจนเหลือเชื่อพร้อมกับแบ่งอาหารให้ เรียกว่าหากไม่มีโนเอล แด๊ดก็อาจไม่ได้รอดชีวิตมาจนกระทั่งได้เจอคุณพ่อในภายหลัง

ทันทีที่จารวีเดินทางมาถึงนิวยอร์กเมื่อสองปีก่อน โนเอลคือคนแรกที่เขาตั้งใจตามหา โชคดีว่าเขามีที่อยู่ของอีกฝ่ายจากซองจดหมายที่แด๊ดเก็บไว้ จารวีจึงได้ตามไปเจอลูกหลานของโนเอลที่บอกเขาว่าผู้ชราถูกย้ายมาอยู่สถานพักฟื้นหลังจากเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้สูญเสียการมองเห็นรวมถึงขาทั้งสองข้าง

"ถ้าคุณพ่อยังอยู่แล้วมาได้ยินต้องดีใจแน่ๆ ครับ"

"ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น แต่น่าเสียดาย..."

ทั้งสองเงียบไป โนเอลรู้เรื่องราวระหว่างเจตนิพัทธ์และทิมเป็นอย่างดี รวมถึงความเป็นมาของจารวีด้วย ดังนั้นจึงต่างเข้าใจกันว่าคำว่า ‘น่าเสียดาย’ ในประโยคนั้นมีความหมายอย่างไร

"โจ ขอให้รู้ไว้เถอะ ทั้งเจสซี่และทิมต่างก็รักเธอนะ"

"เรื่องนั้นผมรู้ครับ" เขาจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่ทั้งคู่ทำให้ รวมทั้งความรักความห่วงใยที่ได้รับได้เสมอ

"ดังนั้นก็จงรู้ไว้ว่าเธอมีสิทธิ์ที่จะมีความสุข อย่าเอาแต่นึกเสียดายอดีตที่แก้ไขไม่ได้ ฉันมั่นใจว่าถ้าทั้งเจสซี่และทิมยังอยู่ก็คงอยากเห็นเธอมีความสุขเหมือนกัน ดังนั้นเธอควรจะใช้ชีวิตแทนส่วนของพวกเขาด้วย"

"ผมมีสิทธิ์ทำแบบนั้นได้เหรอครับ?"

จารวีไม่แน่ใจว่านั่นเป็นคำถามหรือแค่เสียงรำพึงของตัวเอง โนเอลยิ้มมุมปากแล้วตบหลังมือของชายหนุ่มเบาๆ ถึงแม้เปลือกตาจะปิดสนิท แต่ความอ่อนโยนฉายออกมาบนใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม

"จงเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเอง อย่าลืมคำพูดของฉันล่ะเด็กน้อย เธอมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ"


++------++


จารวีอยู่เป็นเพื่อนโนเอลจนถึงเวลาทานอาหารเย็น จากนั้นจึงค่อยขอตัวกลับเพื่อให้พยาบาลได้ดูแลผู้ชราให้ทานยาและพักผ่อน

ตอนที่เขาเดินออกจากสถานพักฟื้นคนชรานั้นท้องฟ้าเริ่มโพล้เพล้ แต่เพราะยังไม่อยากกลับอพาร์ตเม้นท์ก็เลยเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนน ปกติแล้วเขาไม่ชอบเดินทางไปย่านชุมชนนัก แต่เพราะวันนี้ไม่อยากรีบกลับห้องก็เลยเดินเล่นไปเรื่อยๆ

ขณะที่กำลังคิดว่าจะหามื้อเย็นกินที่ร้านแถวนี้ จู่ๆ จารวีก็รู้สึกว่ามีหยดน้ำหล่นบนหลังมือ อึดใจเดียวฝนก็เทกระหน่ำลงมา เขาจึงต้องรีบวิ่งไปหลบใต้ชายคาของอาคารแถวนั้นโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นตึกอะไร

ฝนตกหนักมากขึ้นจนผู้คนวิ่งหาที่หลบฝนกันระนาว อากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วยิ่งหนาวจนเสื้อสเวตเตอร์แทบไม่ช่วยให้อบอุ่น จารวีหันกลับไปมองอาคารที่กำลังอาศัยหลบฝนแล้วพบว่าเป็นแกลเลอรี่ เวลาทำการที่ติดไว้บนประตูบอกว่ายังเหลือเวลาให้เข้าไปอาศัยฮีทเตอร์ด้านในได้หนึ่งชั่วโมง เขาจึงไม่รีรอที่จะก้าวเข้าไปทันที

"สวัสดีค่ะ"

"สวัสดีครับ"

จารวีผงกศีรษะทักทายเจ้าหน้าที่ เมื่อเห็นแผ่นโปสเตอร์จึงรู้ว่าตอนนี้กำลังมีนิทรรศการภาพถ่ายของโครงการประกวดอะไรสักอย่าง ไหนๆ ก็คงต้องอยู่ในนี้อีกพักใหญ่ เขาจึงตัดสินใจซื้อตั๋วเข้าไปชม

"ขอบคุณค่ะ ห้องจัดนิทรรศการอยู่ที่ชั้นใต้ดินนะคะ"

จารวีเอ่ยขอบคุณขณะรับเงินทอนกับตั๋ว จากนั้นก็เดินลงบันไดวนตามป้ายบอกทางลงไปห้องจัดนิทรรศการ

อากาศภายในอุ่นสบายจนจารวีนึกขอบคุณตัวเองที่เข้ามาในนี้ ช่วงเวลาใกล้ปิดทำการทำให้แกลเลอรี่ค่อนข้างเงียบเหงา ชายหนุ่มหยุดยืนดูภาพถ่ายแต่ละภาพที่จัดแสดง ขณะเดียวกันก็เลื่อนสายตาดูป้ายชื่อของเจ้าของภาพที่ติดอยู่ข้างๆ ไปด้วย

รูปนี้...

จารวีสะดุดตากับภาพถ่ายภาพหนึ่งจนต้องหยุดยืนดูอย่างตั้งใจ ถึงแม้ภาพนั้นจะเป็นภาพทิวทัศน์ยามกลางคืน แต่บ้านเรือนหลากสีที่ไล่เรียงลำดับบนหน้าผาเหนือมหาสมุทรทำให้เขาจำได้ทันทีว่านั่นคือเมืองซอเรนโต้ในอิตาลี แต่ที่ทำให้ยิ่งหัวใจกระตุกคือเมื่อเหลือบไปเห็นว่าชื่อเจ้าของผลงานนั้นคุ้นตาเหลือเกิน

รูปของคุณฉาน...

เมื่อรู้ว่าชานนท์คือผู้ถ่ายภาพนี้ วิวจากระเบียงห้องพักของโมเต็ลเล็กๆ บนเนินเขาก็ลอยขึ้นในหัวทันที มุมมองที่ซ้อนกันแนบสนิทกับภาพตรงหน้าทำให้รู้ว่ารูปนี้คงถูกถ่ายไว้ตอนเจ้าตัวพักอยู่ที่นั่น

สถานที่ที่พวกเขาพบกันเป็นครั้งแรก...

จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือของจารวีก็ดังฝ่าความเงียบ เขาตกใจและรีบยกสายขึ้นกดรับแม้จะไม่มีคนอื่นในห้องนิทรรศการ เสียงของคู่สนทนาที่ดังผ่านลำโพงทำให้ถึงกับยืนอึ้ง

"โจ้เหรอ? นี่ผมเอง"

จารวีสูดหายใจลึก ไม่อยากจะเชื่อในความบังเอิญที่ชานนท์โทรมาตอนเขากำลังดูผลงานของเจ้าตัว อึดใจใหญ่ผ่านไปกว่าจะเปล่งเสียงตอบรับได้

"ครับคุณฉาน"

"เป็นอะไร ทำไมเสียงแหบๆ อย่างนั้นล่ะ?"

"ผมอยู่ในแกลเลอรี่ครับ คุยดังไม่ได้ เดี๋ยวถือสายรอให้ผมออกไปข้างนอกก่อนได้ไหม"

นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาคุยกันทางโทรศัพท์ ถึงแม้จะแปลกใจที่อีกฝ่ายโทรมา จารวีก็ไม่นึกอยากตัดสายเร็วนัก

"ไม่ต้องหรอก คุยกันต่อหน้าเลยก็ได้"

"เอ๋?"

จารวีมุ่นคิ้ว แต่แล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาหาจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปก็พบว่าชานนท์ยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ วันนี้ใบหน้าที่คุ้นเคยดูแปลกตาเพราะหนวดเคราที่คงไม่ได้โกนมาหลายวัน แต่มันขับให้วงหน้าคมคายดูมีมิติชวนมองยิ่งกว่าเดิม

"คุณฉาน?"

"บังเอิญจังเลยนะ วันนี้ผมอยากเจอคุณอยู่พอดี"

จารวีนึกคำพูดโต้ตอบไม่ออก ชานนท์เพียงยิ้มแล้วก็พยักหน้าเป็นเชิงให้เดินตาม ชายหนุ่มพาเขาขึ้นลิฟต์ไปบนชั้นสาม จากนั้นก็เดินนำเข้าห้องที่ติดป้ายว่า ‘สำหรับเจ้าหน้าที่’

"เอากาแฟหน่อยมั้ย? พอดีผมชงไว้แล้ว"

"ขอบคุณครับ"

ชายหนุ่มยื่นมือไปรับกาแฟร้อนที่ถูกรินใส่ถ้วยกระดาษ เมื่อได้ประคองของอุ่นๆ จึงค่อยรู้ตัวว่ามือเย็นเฉียบ

"นั่งสิ นี่ห้องทำงานผมเอง"

ชานนท์ผายมือไปทางโซฟาก่อนตัวเองจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน ห้องนี้มีขนาดไม่ใหญ่แต่ก็ดูเป็นระเบียบ ด้านหนึ่งคือชั้นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือภาพ อีกด้านมีเครื่องทำกาแฟขนาดเล็กตั้งอยู่ใกล้กับจอที่ฉายภาพจากกล้องวงจรปิด ชานนท์คงเห็นตอนเขาเดินอยู่ในแกลเลอรี่ผ่านทางหน้าจอนี้เอง

"ผมนึกว่าห้องทำงานของช่างภาพจะมีแต่กล้องกับอุปกรณ์ถ่ายภาพซะอีก"

"ถ้าเป็นที่สตูดิโอก็จะเป็นแบบนั้นแหละ ผมมีห้องทำงานสองที่คือที่สตูดิโอกับที่นี่ พอดีเจ้านายผมเปิดแกลเลอรี่ด้วย วันไหนมีเวลาก็เลยจะแวะมาช่วยดูเป็นครั้งคราว"

จารวีค่อยพยักหน้าเข้าใจ เขายกกาแฟขึ้นจิบก่อนจะเหลือบไปเห็นนาฬิกาแขวนผนัง

"เห็นว่าที่นี่ปิดตอนทุ่มนึงใช่มั้ยครับ? ถ้างั้นก็อีกแค่สิบนาทีเองสิ"

"ก็ใช่ แต่พวกเราไม่ต้องรีบก็ได้ ผมโทรไปบอกฟร้อนต์แล้วว่าคุณเป็นคนรู้จักของผม"

ชานนท์ตอบพลางยกกาแฟขึ้นจิบ ครู่หนึ่งก็เอ่ยถามคนที่นั่งเงียบอยู่บนโซฟา

"แปลกนะที่เจอคุณที่นี่ วันนี้ไม่ไปเรียนเหรอ?"

"วันนี้มีเรียนแค่ครึ่งเช้าครับ ผมก็เลยมาเยี่ยมคนรู้จักที่เนิร์สซิ่งโฮมแถวๆ นี้"

"ผมนึกว่าคุณไม่มีคนรู้จักที่นิวยอร์กซะอีก"

"ก็...ผมไม่ได้เจอเขาบ่อย ตอนคุณถามว่ามีคนรู้จักที่นี่หรือเปล่าผมก็เลยไม่ทันนึกถึง"

สีหน้าของจารวีมีแววลำบากใจ ชานนท์จึงตัดสินใจไม่ซักไซ้

"ถ้างั้นก็ช่างเถอะ ว่าแต่เรื่องที่ผมชวนไว้ตอนเจอกันครั้งล่าสุดล่ะ?"

ชานนท์ถามพลางจิบกาแฟด้วยท่าทีสบายๆ พอเห็นแบบนั้นแล้วจารวีก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองคงตาฝาดตอนที่เห็นแววตาเร่าร้อนเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

"ต้องรีบตอบเหรอครับ?"

"เจ้านายผมต้องจ้างคนไปทำความสะอาดก่อนพวกเราจะไปพัก ดังนั้นยิ่งคอนเฟิร์มเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี"

คนพูดเท้าคางยิ้มๆ แต่กลับใช้คำเป็นนัยว่าห้ามปฏิเสธ จารวีก้มมองกาแฟในมือก่อนจะค่อยเหลือบตาขึ้น

"แล้ว...ถ้าผมตอบว่าไม่ไปล่ะ?"

เขาลองถามหยั่งเชิง แต่แทนที่จะได้เห็นสีหน้าไม่พอใจ ชานนท์เพียงวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะแล้วยักไหล่

"ถ้าอย่างนั้นก็น่าเสียดาย"

"น่าเสียดาย?"

"ผมอุตส่าห์ฝึกทำอาหารเตรียมไว้ ถ้าคุณไม่ไปผมคงเสียดายพวกเครื่องปรุงที่ซื้อมา"

จารวีได้ฟังก็หัวเราะอย่างอดไม่ได้ เขานึกว่าจะโดนโกรธที่ปฏิเสธเสียอีก แต่เมื่อเห็นปฏิกิริยาแบบนี้ก็ค่อยสบายใจขึ้น

"เอาไว้โอกาสหน้าแล้วกันครับ พอดีว่ากลางเดือนธันวาผมจะสอบไฟนอลปีสุดท้ายแล้ว ช่วงหยุดยาวนี้ก็เลยกะจะอ่านหนังสืออยู่ที่ห้อง แต่ก็ขอบคุณที่ชวนนะครับ"

"ไม่ลองคิดดูอีกทีเหรอ?"

ชานนท์ถามอีกครั้งขณะยกกาแฟขึ้นจิบไปด้วย จารวีเพียงส่ายหน้าแล้วยิ้มอ่อนๆ

"เดี๋ยวผมคงต้องกลับแล้วล่ะครับ ขอบคุณมากสำหรับกาแฟ"

จารวีดื่มกาแฟจนหมดก่อนจะลุกขึ้นทิ้งแก้วในถังขยะ เป็นการย้ำว่าเขาควรไปเสียที

"โอเค งั้นเดี๋ยวผมเดินลงไปส่ง"

ชานนท์หยิบกุญแจออกจากลิ้นชักแล้วก็เดินนำไปชั้นล่าง จารวีค่อยโล่งอกที่ไม่เห็นท่าทีโกรธเคือง เขายอมรับว่ามองผู้ชายคนนี้ด้วยสายตาพิเศษกว่าคนอื่น แต่จะให้ไปค้างอ้างแรมกันสองคน...มันท้าทายความยับยั้งชั่งใจเกินไป

เมื่อพวกเขาลงมาถึงชั้นหนึ่งก็พบว่าพนักงานปิดไฟไปแล้ว แต่ว่าตามเสายังมีแสงจากหลอดไฟแบล็คไลท์ที่ช่วยให้ทางเดินไม่มืดสนิท

"งั้นไว้ค่อยเจอกันใหม่นะ"

"ขอบคุณนะครับคุณฉาน แล้วค่อยเจอกัน"

จารวีกำลังจะก้าวไปที่ประตู แต่ยังไม่ทันได้แตะลูกบิด มืออีกข้างก็ถูกมือใหญ่กว่าดึงไปกุมไว้

ชายหนุ่มเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ความสลัวทำให้ประสาทสัมผัสด้านอื่นนอกจากการมองเห็นเฉียบคมขึ้น เขาจึงรับรู้ได้จากเสียงลมหายใจว่าชานนท์ยืนอยู่ข้างตัวนี่เอง ผิวเย็นเฉียบถูกโอบกุมไว้ด้วยฝ่ามือที่อุ่นร้อนราวกับจะลวก

"ยังมีเวลาอีกหลายวัน ถ้าเปลี่ยนใจก็บอกผมนะ"

ลมหายใจอุ่นจัดระผ่านหูเมื่อคนตัวสูงกว่าก้มลงกระซิบ จารวีเปล่งเสียงไม่ออก ทำได้เพียงพยักหน้ารับโดยไม่หันไปมอง อึดใจหนึ่งมือที่กุมมืออยู่ก็ค่อยผละไปอย่างช้าๆ

จารวีเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอกลั้นลมหายใจ เขายื่นมือไปหมุนลูกบิดแล้วผลักประตูออก แสงจากเสาไฟข้างถนนสาดส่องเข้ามาจนตาพร่าไปชั่วขณะ เมื่อหันไปด้านหลังก็พบว่าชานนท์เดินกลับเข้าไปในแกลเลอรี่แล้ว เสียงพื้นรองเท้ากระทบกับพื้นไม้เป็นจังหวะมั่นคงก่อนจะแผ่วลงเรื่อยๆ

ร่างสูงเพรียวก้าวออกจากอาคารแล้วปิดประตู พลันความจ้อกแจ้กจอแจด้านนอกก็ถาโถมเข้าสู่การรับรู้ ทั้งแสงสีของไฟจากป้ายร้านค้า เสียงพูดคุยของผู้คน เสียงการจราจรและแตรรถบนถนน ความโฉ่งฉ่างเหล่านั้นตัดกับความสงบเงียบด้านในแกลเลอรี่ที่มีเพียงประตูกั้นราวกับอยู่กันคนละโลก

ชายหนุ่มสูดอากาศซึ่งเจือด้วยไอเย็นในทุกอณูเข้าเต็มปอด เขากำมือข้างที่เพิ่งได้รับไออุ่นแน่นราวจะพยายามเก็บกักมันไว้ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปสู่สถานีรถไฟท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิวในยามค่ำ



++---TBC---++




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 15 สิงหาคม 2558 9:39:09 น.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 10


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 10


นิวยอร์กมาราธอนถูกจัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1970 นับจากนั้นก็จัดอย่างต่อเนื่องทุกปีในวันอาทิตย์แรกของเดือนพฤศจิกายน

เมื่อถึงวันแข่งขัน ผู้ที่ลงแข่งจะต้องไปรวมตัวกันตั้งแต่เช้าที่สะพานเวอร์ราซาโน แนโรว์ จากนั้นจะมีการปล่อยตัวนักวิ่งเป็นรอบๆ โดยต้องวิ่งผ่านทั้งห้าเขตของนิวยอร์กซิตี้ก่อนจะเข้าเส้นชัยที่เซ็นทรัลพาร์ค ผู้มาเชียร์สามารถยืนเชียร์ตรงไหนก็ได้ตลอดเส้นทาง แต่ถ้าอยากเชียร์ที่เส้นชัยจะต้องซื้อตั๋วแกรนด์แสตนด์ จารวีไม่เคยรู้ว่าการจะรอดูนักกีฬาวิ่งเข้าเส้นชัยต้องเสียเงินหลายสิบเหรียญ แต่ก็ไม่ปฏิเสธเมื่อถูกถามความสมัครใจว่าจะจ่ายหรือไม่

อากาศยามเช้าวันอาทิตย์ทั้งหนาวและมีลมแรง ตอนที่จารวี โซเฟียและอแมนด้ามาถึงเซ็นทรัลพาร์คนั้นนักวิ่งชุดแรกเพิ่งออกจากจุดสตาร์ท ตลอดระยะทางจะมีกล้องคอยจับภาพและถ่ายทอดสดให้ผู้ที่รอเชียร์ได้เห็นว่านักวิ่งไปถึงไหนแล้ว

"เห็นว่ารอบแรกๆ เขาจะปล่อยตัวนักวิ่งที่พิการหรือต้องใช้รถเข็นก่อน กว่าพวกหนุ่มๆ ของเราจะมาถึงก็คงอีกพักใหญ่เลยล่ะ ใครอยากกินอะไรมั้ย? เดี๋ยวฉันจะไปซื้อให้"

"เดี๋ยวฉันไปช่วยถือ"

"โอเค งั้นโจมากับฉัน อแมนด้า เธอจะนั่งรอที่นี่ใช่มั้ย?"

"อื้อ ฝากซื้อกาแฟร้อนกับฮอทด็อกมาให้ด้วยก็แล้วกัน"

หลังตกลงกันได้แล้ว จารวีกับโซเฟียก็เดินลงมาจากอัฒจันทร์ ชายหนุ่มถูมือทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วก็เอาปากเป่าเพื่อให้อุ่นขึ้น

"ปกติเขาใช้เวลาวิ่งมาราธอนกันนานเท่าไหร่นะ?"

ชายหนุ่มหันไปถามเพื่อนขณะเดินเลือกอาหารตามซุ้มต่างๆ ส่วนใหญ่อาหารที่นำมาขายจะเป็นฟาสต์ฟู้ดที่หยิบทานง่าย ควันสีขาวลอยกรุ่นจากเตาอบและตะแกรงปิ้งท่ามกลางอุณหภูมิที่ต่ำเกือบถึงศูนย์องศาเซลเซียส

"เอ...ฉันเคยเช็คสถิติของพวกที่เข้าเส้นชัยร้อยคนแรก ก็จะอยู่ประมาณสองถึงสามชั่วโมงนะ พวกที่ไม่ใช่นักวิ่งอาชีพก็คงนานกว่านั้นล่ะมั้ง"

โซเฟียตอบพลางหันซ้ายหันขวาเพื่อเลือกว่าจะซื้ออะไรไปกิน จารวีได้แต่นึกภาพตาม ถ้าเช่นนั้นก็แปลว่าพวกเขาคงได้นั่งรอบนอัฒจันทร์กันอีกนานทีเดียว

"ตัดสินใจได้แล้ว ฉันเอาเบอริโต้ดีกว่า แล้วเธอล่ะโจ?"

"หือ? ฉันเอาฮอทด็อกเหมือนอแมนด้าก็ได้"

ชายหนุ่มตอบโดยแทบไม่ต้องคิด เขาไม่ได้นึกอยากกินอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็รู้ว่าถ้าไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยในขณะที่ต้องนั่งรออย่างต่ำสามชั่วโมงนั้นไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ๆ

"มาแล้วๆๆ นี่กาแฟร้อนกับฮอทด็อกของเธอ ขอบคุณที่ช่วยเฝ้าของให้นะที่รัก"

"ไม่มีปัญหา เฮ้อ...ได้ดื่มอะไรร้อนๆ แล้วค่อยยังชั่ว วันนี้หนาวเป็นบ้า ฉันว่าพวกที่ยอมทรมานตัวเองด้วยการวิ่งยี่สิบหกไมล์กลางสภาพอากาศแบบนี้นี่เสียสติชัดๆ"

อแมนด้าเอ่ยหลังได้จิบกาแฟที่คลายความร้อนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากตอนนี้ใกล้จะหมดฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และฝั่งตะวันออกของอเมริกาก็ขึ้นชื่อเรื่องฤดูหนาวที่ค่อนข้างโหดร้ายกว่าภาคอื่นของประเทศ

โซเฟียหัวเราะเสียงดังขณะที่จารวีเพียงแค่ยิ้ม เขาเลือกดื่มโกโก้ร้อนโรยซินเนมอนเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ขณะที่ทอดสายตามองจอฉายภาพขนาดใหญ่ หัวใจก็กระตุกเมื่อกล้องแพนมุมกว้างผ่านบรรดานักวิ่งกลุ่มต่อไปที่กำลังจะออกจากจุดสตาร์ท

เมื่อกี้...ใช่คุณฉานหรือเปล่านะ

ภาพบนจอตัดกลับมายังเหล่านักวิ่งอีกกลุ่ม ตลอดเวลานั้นก็มีเสียงโฆษกพากย์และคั่นรายการด้วยการแสดงคอนเสิร์ตเป็นระยะ จารวีอดจะขำตัวเองไม่ได้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชานนท์เข้าแข่งรายการนี้หรือเปล่า หรือต่อให้ลงแข่งจริงๆ พวกเขาจะมีโอกาสได้พบกันไหมท่ามกลางนักวิ่งร่วมสี่หมื่นคน

พวกเขาสามคนนั่งเชียร์บนอัฒจันทร์ไป กินอาหารและพูดคุยกันฆ่าเวลาไประหว่างรอรับผู้เข้าแข่งขัน และแล้วหลังการปล่อยตัวของนักวิ่งกลุ่มสุดท้ายผ่านไปสองชั่วโมง นักวิ่งคนแรกก็มาถึงเส้นชัย

"วู้ฮู้!! วิ่งไปเลยพวก!!!"

หลายคนบนอัฒจันทร์ลุกขึ้นปรบมือและส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ นักข่าวต่างวิ่งเข้าไปรุมถ่ายรูปและสัมภาษณ์ผู้ชนะ หลังจากผ่านไปไม่กี่นาที นักวิ่งคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยเข้าสู่เส้นชัยกันมากขึ้น

"ปีนี้บ๊อบบี้จะทำเวลาได้เท่าไหร่น้า..."

"อะแฮ่ม เธอจะสนใจบ๊อบบี้ทำไมฮึ อแมนด้า?"

"อ้าว? ก็เธออุตส่าห์ซื้อตั๋วมานั่งเชียร์น้องชายไม่ใช่เหรอ? ฉันก็เลยช่วยเชียร์บ๊อบบี้แทนให้ไง"

"ยายบ้านี่!"

จารวีหัวเราะเมื่อได้ยินอแมนด้าเย้าแหย่โซเฟียอย่างสนุกสนาน ผู้คนรอบตัวล้วนดูออกว่าโซเฟียแอบชอบหนุ่มผิวสีที่มาช่วยงานประจำที่ร้าน แต่เจ้าตัวกลับไม่กล้าสารภาพเสียทีทั้งที่ปกติเป็นสาวห้าวที่ชอบพูดอะไรตรงๆ

"เฮ้สาวๆ ใช่จริงๆ ด้วย อุตส่าห์ซื้อตั๋วมานั่งเชียร์กันด้วยเหรอ?"

"เมแกน! อะไรกัน ไม่ยักรู้ว่าเธอก็มาด้วย"

"แหงสิ ผู้ชายของฉันอุตส่าห์ซื้อตั๋วให้มานั่งเชียร์เองเลยนะ"

จารวีหันไปตามเสียงเมื่อเห็นผู้ที่เดินมาทักทายอแมนด้าและโซเฟีย ปกติแล้วเขาไม่ค่อยได้เจอใครจึงค่อนข้างจำคนแปลกหน้าได้แม่น และจำได้ทันทีว่าเมแกนคือลูกค้าที่เคยมาที่ร้านกับชานนท์

ตอนนั้น...เธอแนะนำตัวว่าเป็นคู่เดทของคุณฉาน

"อ้าว? คุณนี่หน้าคุ้นๆ นะ เราเคยเจอกันหรือเปล่าคะ?"

"ผมเคยไปช่วยสอนวาดรูปที่ร้านของอแมนด้าครับ"

"ใช่ๆ นึกแล้วว่าคุ้นหน้าจากที่ไหน เป็นไงบ้างคะ สนุกมั้ย?"

"ก็ดีครับ"

จารวีตอบพร้อมกับยิ้มอ่อนๆ แต่ไม่รู้ทำไม ตอนนี้ความอิ่มเอิบในใจซึ่งเกิดจากความคาดหวังและรอคอยถึงห่อแฟบลงคล้ายลูกโป่งถูกปล่อยลม

นี่เขากำลังมาเสียเวลาโดยใช่เหตุอยู่หรือเปล่า...

"ว่าแต่แฟนเธอก็ลงวิ่งด้วยเหรอ? เห็นชอบบ่นว่างานยุ่งเลยนึกว่าจะไม่สนกิจกรรมแบบนี้ซะอีก"

อแมนด้าทักขึ้น เมแกนจึงหันไปทำปากยื่น

"ไม่ใช่แค่แฟนจ้ะ คู่หมั้นต่างหาก ฉันบอกเขาว่าถ้าลงแข่งนิวยอร์กมาราธอนได้เมื่อไหร่ค่อยคุยเรื่องแต่งงานกัน"

"ต๊าย! ผู้หญิงอะไรร้ายชะมัด ฉันว่าตอนนี้คู่หมั้นเธอต้องกำลังเสียใจอยู่แหงๆ"

"ไม่มีทาง! เขารักฉันจะตาย นี่ก็แค่ให้เขาพิสูจน์ตัวเองว่าฟิตพอจะเป็นเจ้าบ่าวฉันหรอกน่า"

เมแกนโต้ก่อนที่ทั้งสามจะหัวเราะ แต่จารวีหัวเราะไม่ออกเมื่อเห็นแหวนหมั้นที่หญิงสาวชูขึ้นอวดเพื่อนๆ

คุณฉาน...หมั้นแล้ว?

ชั่วขณะนั้นในหัวคล้ายเกิดภาวะสุญญากาศ หูไม่ได้ยินทั้งเสียงเชียร์ เสียงโฆษกหรือว่าเสียงผู้คนรอบตัว เขานึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นแหวนบนนิ้วชานนท์หรือเปล่า แต่ป่านนี้แล้วจะสำคัญอะไร ในเมื่อหลักฐานที่มีชีวิตยืนอยู่ตรงหน้า

"อ้าวโจ จะไปไหน?"

"ไปห้องน้ำ ขอตัวก่อนนะ"

จารวีตอบโซเฟียเสียงเบา เขาเดินลัดเลาะผู้คนบนอัฒจันทร์ลงไปจนถึงชั้นล่าง เมื่อลงมาอยู่ในที่โล่งก็รับรู้ได้ถึงกระแสลมเย็นบาดผิว

ทำไมเขาถึงไม่นึกถึงความเป็นไปได้นี้มาก่อนเลยนะ คุณฉานเคยบอกว่าอายุมากกว่าเขาเกินสิบปี ก็แปลว่าน่าจะอยู่ในวัยสร้างครอบครัวแล้วไม่ใช่หรือไง...

จารวีออกเดินเลียบถนนที่นำไปสู่ซุ้มเส้นชัย ตอนนี้เขาไม่นึกสนใจการแข่งอีก ไม่อยากรู้ด้วยว่าคนที่มารอได้ร่วมลงวิ่งหรือไม่ ในเมื่อเขาคนนั้นมีเทพีแห่งชัยชนะรอแสดงความยินดีอยู่แล้ว

หากเขาไม่รีบปลีกตัวออกมาก่อน ก็คงเป็นได้แค่เงาที่ยืนมองทั้งคู่จากมุมมืด

ความวังเวงเข้าปกคลุมหัวใจคล้ายถูกฉาบด้วยไอน้ำแข็ง จารวีไม่เคยสัมผัสความรู้สึกเช่นนี้ เขากระชับผ้าพันคอให้ปิดจมูกเพื่อป้องกันความหนาวเย็น แต่ถึงร่างกายจะอบอุ่น อุณหภูมิในหัวใจกลับดิ่งต่ำลงทุกที

ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อต้นสัปดาห์เขายังรู้สึกคล้ายทุกก้าวย่างบางเบาเหมือนเดินบนผืนพรม แต่พอมาวันนี้...แต่ละก้าวกลับหนักอึ้งคล้ายพื้นรองเท้าละลายเป็นยางเหนียวจนแทบก้าวขาไม่ออก

"โจ้?"

เสียงเรียกที่คล้ายดังมาจากที่ไกลๆ ทำให้เขาชะงัก แต่จารวีก็ไม่ได้หันกลับเพราะคิดว่าคงหูฝาด ร่างสูงเพรียวออกเดินต่อโดยซุกสองมือไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต แต่แล้วเสียงอันคุ้นเคยก็ตามมาหลอกหลอนในระยะประชิด

"โจ้? นั่นจะไปไหน?"

จารวีหยุดเดินเมื่อมือแข็งแรงข้างหนึ่งวางลงบนบ่า ไอร้อนจากร่างที่ยืนอยู่ด้านหลังแผ่ออกมาอย่างไม่เกรงใจ และมันราวจะแผดเผาเสื้อของเขาผ่านบริเวณที่ถูกสัมผัส

"คุณฉาน ลงแข่งมาราธอนด้วยเหรอครับ?"

จารวีหันไปยิ้ม เห็นไหม...เขายังไม่ได้เผลอใจกับผู้ชายคนนี้เสียหน่อย เมื่อกี้ก็แค่ช็อกเพราะคาดไม่ถึงเท่านั้น...

ชานนท์มุ่นคิ้วขณะที่ยังหายใจหอบ นัยน์ตาคมจับจ้องคนตรงหน้าเขม็ง เขาเฝ้ารอวันที่จะได้พบอีกฝ่ายด้วยความคาดหวัง แต่ทำไมพอเจอกันแล้วกลับรับรู้ได้ถึงความห่างเหินอย่างบอกไม่ถูก

รอยยิ้มที่ได้รับ...แทบไม่ต่างจากรอยยิ้มระหว่างคนแปลกหน้า

"อืม"

"เป็นยังไงบ้างครับ? ได้อันดับที่เท่าไหร่?"

"ดูเหมือนจะร้อยห้าสิบกว่า คุณมาทำอะไรที่นี่?"

"อ๋อ มารอเชียร์เพื่อนน่ะครับ แต่รู้สึกเวียนหัวก็เลยว่าจะกลับก่อน"

ชานนท์ฟังแล้วไม่คล้อยตามสักนิด จริงอยู่ว่าปลายจมูกของจารวีเป็นสีชมพูเรื่อเพราะอากาศที่หนาวจัด แต่เขามั่นใจว่าตอนนี้คนตรงหน้าสุขภาพแข็งแรงเต็มร้อย

"เจอคุณเมแกนหรือยังครับ? เมื่อกี้ผมเจอเขาที่แสตนด์ด้วย"

"เมแกน? ยังเลย พอดีผมวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วเห็นคุณก็เลยวิ่งมาหา"

หัวใจของจารวีเจ็บจี๊ดคล้ายถูกดีดด้วยหนังสติ๊ก ทว่าใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มสุภาพ

"ไปหาเธอเถอะครับ ผมคิดว่าเธอน่าจะรอคุณอยู่"

"เมแกนเนี่ยนะ? รอผม?"

น้ำเสียงแปลกใจของชานนท์ทำให้จารวีเริ่มจะควบคุมสีหน้าได้ยากขึ้นทุกที แต่ก็ได้แต่พร่ำเตือนตัวเองให้ใจเย็น

เขาไม่มีสิทธิ์แสดงความไม่พอใจกับผู้ชายที่เป็นของคนอื่น...ไม่มีสิทธิ์

"ใช่ครับ ก็คุณสัญญากับเธอไว้ไม่ใช่เหรอว่าถ้าลงแข่งรายการนี้เสร็จแล้วจะแต่งงานกัน ผมคิดว่าตอนนี้เธอต้องกำลังมองหาคุณอยู่แน่ๆ"

"โจ้...คุณนี่..."

ชานนท์ระเบิดหัวเราะเสียงดังเมื่อปะติดปะต่อได้ว่าอะไรเป็นอะไร ท่าทางขบขันสุดขีดทำให้จารวีอึ้งจนไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ อึดใจใหญ่กว่าคนตรงหน้าจะหยุดหัวเราะและหายใจเข้าเต็มปอดอีกครั้ง นัยน์ตาคมที่มองคนอายุน้อยกว่าเป็นประกายวิบวับ

"ยังเวียนหัวมากมั้ย? พอจะเดินกลับไปที่แสตนด์กับผมไหวหรือเปล่า?"

จารวีกะพริบตาอย่างไม่เข้าใจ จะให้ตามไปทำไมกัน ไปเป็นพยานดูเขาขอคู่หมั้นแต่งงานน่ะรึ

"ไปทำไมครับ?"

"ผมไม่อยากถูกเข้าใจผิดน่ะสิ"

คนฟังเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นชานนท์หันมายิ้มให้ก็ได้แต่พยายามลากฝีเท้าตามไปช้าๆ

ไม่เป็นไรหรอก ความรู้สึกนี้เพิ่งแค่เริ่มต้น เขายังถอยตัวออกมาไหว อย่างมากที่สุดก็แค่กลับไปเป็นคนรู้จักกันอย่างผิวเผินเหมือนเมื่อก่อน

เมื่อทั้งสองกลับไปถึงอัฒจันทร์นั้นผู้มาเชียร์เริ่มหายไปบางส่วน ชานนท์มองหาเมแกนจนเจอ จากนั้นก็ป้องปากตะโกนเรียกเสียงดัง

"เมแกน เพนนิงตัน! ลงมานี่หน่อย!"

"ฌอน? อะไรของคุณเนี่ย?"

เมแกนกะพริบตาปริบเมื่อได้ยินเสียงเรียก เธอสาวเท้าเร็วๆ ลัดเลาะทางเดินลงมายังจุดที่ชายหนุ่มยืนอยู่ ในขณะที่จารวีนึกอยากหนีไปจากตรงนั้น

"ไม่ยักรู้ปีนี้ว่าคุณก็ลงแข่งด้วย"

จารวีเลิกคิ้วเมื่อได้ยินน้ำเสียงแปลกใจของหญิงสาว เขาเห็นชานนท์เหลือบมามองโดยมีรอยยิ้มติดอยู่บนมุมปาก

"พอดีปีนี้มีเวลาซ้อมก็เลยสมัครน่ะ ว่าแต่บรูซเข้าเส้นชัยมาหรือยัง?"

"ยังเลย ฉันก็รอพ่อเจ้าประคุณอยู่เนี่ย หรือจะกลายเป็นเจ้าบ่าวกลัวฝนไปแล้วก็ไม่รู้ อุ๊ย! นั่นบรูซนี่! ใช่จริงๆ ด้วย!! ไว้คุยกันทีหลังนะฌอน!"

หญิงสาวรีบตัดบทเมื่อเห็นคนที่รอคอยกำลังวิ่งด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อยมายังเส้นชัย จารวีมองตามหลังเธอไปอย่างปรับความรู้สึกไม่ทัน แล้วก็ได้เห็นเธอวิ่งเข้าไปกอดผู้ชายร่างสูงคนหนึ่งแน่นก่อนจะโน้มคอเขาลงจูบ

"นั่นบรูซ คู่หมั้นของเมแกน ทีนี้ทั้งสองคนคงจะได้แต่งงานกันซักที"

เสียงคนข้างตัวดึงความสนใจของจารวีกลับมา เขามองหน้าคนตัวสูงกว่าด้วยนัยน์ตางุนงง ชานนท์มองสบนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มแล้วก็ถามยิ้มๆ

"อยากถามอะไรเพิ่มมั้ย?"

"...ไม่ครับ"

ไม่จำเป็นต้องขอคำอธิบายเพิ่มเติม จารวีรู้แล้วว่าเขาเข้าใจผิด มันทำให้ในอกคันยุบยิบด้วยความรู้สึกเสียหน้าหน่อยๆ อับอายนิดๆ แต่ความรู้สึกที่เด่นชัดที่สุดกลับเป็นความโล่งใจ

อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทำผิดต่อคนที่มีเจ้าของ

"ขอโทษนะครับที่เข้าใจคุณผิดไป"

"ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้เข้าใจถูกแล้วนี่นา"

คนถูกทักย่นจมูกขึ้นนิดหนึ่ง มันช่วยขับให้ใบหน้าที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ดูน่ามองขึ้น และชานนท์พบว่าเขาไม่ได้มองใครด้วยความรู้สึกเช่นนี้มานานแล้ว

จะดีกว่าไหม...ถ้าครั้งนี้เขาจะพึ่งตัวเองแทนที่จะเป็นโชคชะตา...

"คุณฉาน?"

จารวีเริ่มตระหนักว่าสายตาที่จับจ้องตัวเองนั้นเปลี่ยนไป มันดูลึกล้ำจนยากจะหยั่งความหมาย ไม่สิ...บางทีความหมายนั้นอาจจะแจ่มแจ้ง แต่เป็นเขาเองที่ขลาดเกินกว่าจะตีความ

"ช่วงขอบคุณพระเจ้าคุณได้หยุดกี่วัน?"

"ผมเหรอ? ก็หยุดตั้งแต่วันพฤหัสไปถึงวันอาทิตย์"

"มีใครชวนไปไหนหรือยัง?"

"ตอนนี้ยัง...ไม่มี"

จู่ๆ ลำคอก็แห้งผาก จารวีแลบลิ้นออกเลียริมฝีปากโดยไม่ตั้งใจ เขาไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ที่เห็นไหล่ของชานนท์เกร็งขึ้น

"ช่วงนั้นผมก็หยุดยาวเหมือนกัน ตอนแรกก็กะว่าจะไม่ไปไหน แต่เจ้านายผมบอกว่าจะให้ยืมรถถ้าสนใจจะไปนอนบ้านพักตากอากาศของเขาที่นิวเจอร์ซี่"

คำบอกเล่าของอีกฝ่ายปลุกสัญชาตญาณของจารวีให้ตื่นตัว เขาสูดหายใจลึกขณะจ้องหน้าชานนท์ตรงๆ แววตาที่มองมาคล้ายมีดวงไฟลุกโชนอยู่ภายใน ไม่ต่างจากกองไฟที่แผดเผาจนทำให้ลืมความหนาวเย็นรอบตัว

ในอก...แน่นราวกับถูกโถมทับด้วยความคาดหวังอันล้นปรี่

"ถ้าผมจะชวนไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศกันสองคน คุณจะไปกับผมไหม?"



++---TBC---++




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 12 สิงหาคม 2558 10:12:57 น.  

บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 9


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++


บรรจบใจใต้ผืนฟ้า บทที่ 9


บ่ายวันพฤหัสบดีอาจารย์ให้นักศึกษาค้นคว้ารายงานด้วยตัวเอง จารวีซึ่งตอบรับโซเฟียไว้ว่าจะมาช่วยงานที่ร้านจึงแวะมาตั้งแต่ช่วงบ่าย ระหว่างฆ่าเวลาก็หยิบผืนผ้าใบมาวาดรูปเล่นขณะที่ด้านนอกมีฝนตกปรอยๆ

"วันนี้หนาวชะมัด เอาโกโก้ร้อนมั้ยโจ? เดี๋ยวฉันชงให้"

"อื้อ แต๊งกิ้ว"

จารวีร้องตอบโดยไม่หันไปมอง ครู่หนึ่งโซเฟียก็เดินถือถ้วยโกโก้ร้อนสองถ้วยออกมาจากเคาน์เตอร์ เธอวางถ้วยหนึ่งบนโต๊ะให้จารวีแล้วยกอีกถ้วยขึ้นจิบ

"กำลังวาดอะไรอยู่เหรอ?"

"รูป 'เดอะ คิส' ของคลิมท์ แต่ฉันวาดเอาจากความจำน่ะ คงไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่"

"มิน่าล่ะ ฉันก็กำลังเดาอยู่เชียวว่าใช่หรือเปล่า ว่าแต่นี่อารมณ์ไหนถึงวาดรูปนี้?"

"ไม่มีอะไรหรอก แค่นึกอยากวาดรูปที่สีสันสดใสแล้วไม่ต้องยึดติดกับสัดส่วนเป๊ะๆ บ้าง"

โซเฟียยืนกอดอกขณะมองคนที่กำลังป้ายพู่กันไปมาเงียบๆ เธอรู้ว่าเพื่อนคนนี้มีความสามารถทางศิลปะและทำได้ดีเสียด้วย แถมยังรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกดีมาก แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่เลือกเรียนต่อด้านศิลปะโดยตรง

"ช่วงนี้มีเรื่องอะไรดีๆ หรือเปล่า ทำไมฉันรู้สึกว่าเธอดูแปลกไป"

"หือ? แปลกไปยังไง?"

จารวีหันมามองอย่างสงสัย โซเฟียกลอกตาขณะพยายามคิดหาคำอธิบาย

"บอกไม่ถูกเหมือนกัน เหมือนกับว่า...ช่วงนี้หน้าตาเธอดูมีความสุขกว่าเมื่อก่อน"

มือที่กำลังผสมสีชะงักนิดหนึ่ง จารวีหันไปมองโซเฟียพร้อมกับยิ้มอ่อนๆ

"เมื่อก่อนฉันดูไม่มีความสุขเหรอ?"

"ไม่ใช่อย่างนั้น! จะว่าไงดี" โซเฟียเกาศีรษะซึ่งมีผมสีน้ำตาลหยิกหนาอย่างขัดใจที่หาคำพูดเหมาะๆ ไม่ออก "เมื่อก่อนเธอก็ดูเฉยๆ นั่นแหละ แต่วันนี้เวลาเธอยิ้มมันดูมีออร่าที่ต่างจากทุกครั้ง นี่กำลังคบหากับใครอยู่หรือเปล่า?"

"เปล่า ฉันจะมีเวลาไปคบใครได้ล่ะ วันๆ ก็ไปเรียน กลับถึงห้องก็อ่านหนังสือทำการบ้าน บางทีก็มาช่วยงานเธออยู่นี่ไง"

"แหม พูดยังกับเธอมาบ่อย แต่ตอนนี้ตัวเธอให้บรรยากาศแบบนั้นจริงๆ นะ แววตาดูเหมือนกับ...มีใครสักคนให้คิดถึงอย่างนั้นแหละ"

"อ้อ ฉันพอจะนึกออกว่าเป็นแววตาแบบไหน"

"หือ?"

โซเฟียทำหน้างง จารวีจึงใช้ปลายพู่กันชี้ไปทางเพื่อนอย่างหยอกเย้า

"เหมือนแววตาเธอเวลามองบ๊อบบี้ล่ะสิท่า"

"ว้าย! ตาบ้า! อย่าไปพูดให้บ๊อบบี้ได้ยินเชียวนะ! ฉันยังไม่อยากให้เขารู้ตัวรู้มั้ย!"

จารวีหัวเราะพลางยกมือขึ้นปัดป้องกำปั้นที่รัวทุบบนไหล่ เสียงหัวเราะสดใสทำให้โซเฟียชะงักมือ

"จริงๆ นะโจ วันนี้เธอดูแปลกไปมากๆ"

"เธอคิดมากไปแล้วล่ะ ฉันเพิ่งทำรายงานเสร็จไปวิชานึงก็เลยอารมณ์ดีต่างหาก"

ชายหนุ่มพยายามหาข้ออ้างเพื่อเปลี่ยนเรื่อง แต่โซเฟียไม่คล้อยตามสักเท่าไหร่

"จะยังไงก็ช่างเถอะ ไม่มีใครเข้าหาเธอบ้างเหรอ ฉันว่าอย่างเธอน่าจะดึงดูดทั้งผู้ชายผู้หญิงนะ หรือกระทั่งพวกเพศทางเลือกด้วยสิเอ้า"

คราวนี้จารวีวางพู่กันลงในกระบอกน้ำแล้วหันไปมองโซเฟียเต็มตา หัวคิ้วมุ่นขึ้นอย่างไม่เข้าใจ

"หมายความว่าไง?"

"ใจเย็นๆ ฉันไม่ได้หมายความในทางที่ไม่ดีนะ ก็เธอน่ะมักปฏิบัติกับคนรอบตัวอย่างเท่าเทียม ไม่เหมือนพวกผู้ชายส่วนใหญ่ที่ชอบสองมาตรฐาน มันเลยชวนให้คิดว่าถ้าเธอนึกสนใจใครขึ้นมา ก็น่าจะเป็นเพราะตัวตนของคนคนนั้นมากกว่าเพศของเขาน่ะสิ"

"ฉันว่าเธอคิดเยอะเกินไปแล้วล่ะโซเฟีย"

"อะไรกัน! ฉันว่านั่นเป็นข้อดีของเธอนะ นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว การไม่ปิดกั้นโอกาสของตัวเองน่ะดีจะตายไป"

บทสนทนาของทั้งคู่ถูกขัดด้วยเสียงโทรศัพท์จากหลังเคาน์เตอร์ โซเฟียรีบกระวีกระวาดไปรับสาย ดูเหมือนจะมีคนโทรมาจองที่สำหรับเรียนวาดรูป ใบหน้าของหญิงสาวจึงยิ้มแย้มขณะหยิบปากกามาจดลงบนสมุดบันทึก ส่วนจารวีก็หันกลับไปยังภาพที่ถูกระบายค้างไว้

มีใครสักคนให้คิดถึง...งั้นหรือ....

เมื่อครู่จารวีพยายามบ่ายเบี่ยงก็จริง แต่นั่นเป็นเพราะการคาดเดาของโซเฟียตรงเผงจนเขาเถียงไม่ได้ ตอนนี้เขามีใครคนหนึ่งที่แทรกตัวเข้ามาในห้วงความคิดอยู่เป็นประจำจริงๆ

"ฝันดีนะ โจ้"

ชายหนุ่มเผลอเม้มริมฝีปาก นับตั้งแต่จูบแรกเมื่อคืนฮัลโลวีนแล้วเขาก็ไม่ได้พบหรือคุยโทรศัพท์กับชานนท์อีกเลย แต่ก็ไม่รู้สึกกระวนกระวายที่ไม่มีอะไรคืบหน้า พวกเขาบังเอิญได้พบกันถึงสามครั้งแล้ว และอาจเป็นความเชื่อมั่นในความบังเอิญนี้ เขาจึงมั่นใจว่าในไม่ช้าทั้งสองก็จะได้พบกันอีก

หากเป็นคนทั่วไป เมื่อได้เริ่มใกล้ชิดใครสักคนก็คงอยากรู้จักอีกฝ่ายให้มากขึ้น แต่จารวีไม่เคยนึกอยากรู้ว่าชานนท์เป็นใครมาจากไหน เขาพอใจแล้วกับความรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ 'ไว้ใจได้' และชอบระยะห่างที่พวกเขารักษาไว้ด้วยการไม่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของกันและกัน

แม้จะไม่แน่ใจว่าเขาดึงดูดชานนท์เพราะอะไร แต่ก็อยากจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามโชคชะตามากกว่า

จารวีส่ายหน้ายิ้มๆ เมื่อคิดถึงตรงนี้ บางทีเขาคงฟังคำพูดเลื่อนเปื้อนของโซเฟียมากเกินไป คนที่ไม่เคยใส่ใจเรื่องหยุมหยิมเช่นเขาถึงได้มัววิเคราะห์ตัวเองอยู่ได้

"ยะฮู้! มีคนจองร้านสำหรับจัดไปรเวทปาร์ตี้อีกแล้ว! แผนการตลาดของอแมนด้านี่สุดยอดจริงๆ เลย!"

โซเฟียกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ จารวีหันไปมองแล้วก็หัวเราะ ร้านนี้เกิดขึ้นจากความมีหัวการค้าของอแมนด้าและพรสวรรค์ด้านศิลปะของโซเฟีย มันทำให้จารวีนึกชื่นชมที่พวกเธอบุกเบิกกิจการด้วยตัวเองได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

"เดี๋ยวพวกเราโทรสั่งพิซซ่ากันก่อนจะเริ่มคลาสคืนนี้ดีกว่า เพราะบ๊อบบี้คงหาอะไรกินแล้วก็ตรงมาร้านเลย เห็นว่าวันนี้ก็นัดไปซ้อมวิ่งสำหรับงานนิวยอร์กมาราธอนกับสตีเฟนอีกแล้ว"

"นิวยอร์กมาราธอน?"

จารวีถามอย่างงงๆ โซเฟียที่กำลังจะต่อสายหาร้านพิซซ่าจึงทำตาโต

"อย่าบอกนะว่าเธอลืม? งานนิวยอร์กมาราธอนที่จะจัดวันอาทิตย์นี้ไง! นี่ถ้าไม่ติดว่าฉันเป็นโรคหอบหืดก็อยากไปวิ่งด้วยหรอก แต่ระยะทางตั้งยี่สิบหกไมล์ ฉันว่าฉันคงตายตั้งแต่ไมล์แรกนั่นแหละ"

ยี่สิบหกไมล์...จารวีคำนวนในใจแล้วก็กะพริบตาปริบ ตั้งสี่สิบสองกิโลเมตรเชียว อย่าว่าแต่คนเป็นโรคหอบหืดเลย ขนาดคนไม่มีโรคประจำตัวอย่างเขาก็น่ากลัวว่าจะวิ่งได้ไม่ถึงครึ่งของระยะทางเหมือนกัน

"งานนี้ใหญ่มากเพราะเส้นทางวิ่งจะครอบคลุมทั้งห้าเขตของนิวยอร์ก ฉันกะว่าปีนี้จะไปรอเชียร์ตรงเส้นชัยที่เซ็นทรัลพาร์ค เธอจะไปด้วยกันมั้ย สองคนนั้นต้องดีใจแน่ๆ ที่พวกเราไปรอรับ"

เซ็นทรัลพาร์ค...คำนั้นคล้ายมีแรงขยุ้มหัวใจจนจารวีเผลอกำพู่กันแน่น วูบหนึ่งเขานึกถึงใครบางคนขึ้นมา คนที่พาเขาเข้าไปดื่มด่ำบรรยากาศของเซ็นทรัลพาร์คยามค่ำคืน คนที่หุ่นเหมือนนักกีฬาแต่กลับทำงานเป็นช่างภาพแฟชั่น บางทีเขาอาจได้พบชานนท์ที่นั่นวันอาทิตย์นี้ก็ได้

ทั้งที่ไม่มีหลักประกันเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เขากลับมั่นใจในลางสังหรณ์อย่างบอกไม่ถูก

"อื้อ ไปสิ"


++------++


"อ้าวฌอน จะกลับแล้วหรือ?"

"ครับ วันนี้หมดคิวงานแล้ว ผมว่าจะไปซ้อมวิ่งซักหน่อย"

"อ๋อ นิวยอร์กมาราธอนสินะ ฉันก็อยากไปวิ่งเหมือนกันถ้าไม่ติดว่าหมอห้ามไว้"

แมทธิวเอ่ยยิ้มๆ ขณะมองชายหนุ่มที่เขาเคยถ่ายทอดวิชาให้ตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นเขานึกชอบใจจนอยากได้ชานนท์เป็นลูกเขย แต่เพราะเมแกนกับบรูซคบกันมานานตั้งแต่ยังเรียนปริญญาตรี เขาจึงพอใจเพียงแค่ได้ชายหนุ่มมาเป็นมือขวาที่สตูดิโอ

"ความจริงคุณไปเดินก็ได้นี่ครับ ถึงยังไงเขาก็ปล่อยตัวนักวิ่งหลายรอบอยู่แล้วเพราะคนเข้าร่วมตั้งหลายหมื่น"

"ถ้าแค่เดินล่ะก็ฉันทำทุกวันอยู่แล้วล่ะ จากบ้านมาที่ทำงานหรือเวลาไปสอนนี่ไง" ชายสูงวัยหัวเราะขณะยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ "จริงสิ สิ้นเดือนนี้มีวันหยุดเทศกาลขอบคุณพระเจ้านี่นา จะกลับบ้านที่เมืองไทยหรือเปล่า?"

ชานนท์เพียงยิ้มอ่อนๆ เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายรู้คำตอบอยู่แล้วแต่ถามไปอย่างนั้น

"แค่บินไปกลับก็หมดเวลามากกว่าสองวันแล้ว ผมว่าจะอยู่ที่นิวยอร์กนี่แหละ"

"งั้นเหรอ ปีนี้ฉันว่าจะไปงานรวมญาติที่เดนเวอร์ ส่วนเมแกนคงตามบรูซไปเยี่ยมครอบครัวที่ดีทรอยต์ ถ้าหากนายอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปนอนพักเงียบๆ ที่บ้านตากอากาศของฉันก็บอกนะ ฉันจะให้ยืมกุญแจกับรถ จากนิวยอร์กนี่ขับไปนิวเจอร์ซี่ก็แค่ชั่วโมงกว่าเอง"

"ขอบคุณครับแมท ผมจะลองไปคิดดู ถ้างั้นผมกลับก่อนละนะ"

ชานนท์โบกมือให้แมทธิวก่อนจะออกจากที่ทำงาน เขานั่งรถใต้ดินไปถึงอพาร์ทเม้นท์แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อออกไปซ้อมวิ่ง หน้าที่การงานทำให้เขาไม่ได้ร่วมนิวยอร์กมาราธอนทุกปีก็จริง แต่ปีไหนที่มีโอกาสก็ไม่เคยพลาดที่จะเข้าร่วม

การจะวิ่งระยะทางไกลถึงยี่สิบหกไมล์นั้นต้องมีร่างกายและจิตใจที่พร้อม ดังนั้นจึงต้องซ้อมอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยก็สามถึงสี่เดือนล่วงหน้า โชคดีว่าปีนี้แมทธิวรับช่างภาพมาเพิ่ม ชานนท์จึงพอจะมีเวลาซ้อมได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงานมากนัก

ชายหนุ่มออกวิ่งจากหน้าอพาร์ทเม้นท์ไปจนถึงสวนสาธารณะ จากนั้นก็วิ่งวนไปตามเส้นทางในสวนโดยกะจำนวนรอบให้ใกล้เคียงระยะทางจริง เขาไม่ได้มีเป้าหมายจะวิ่งถึงเส้นชัยเป็นคนแรก เพียงแต่อยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมประจำปีของเมืองที่ตนอาศัยอยู่ก็เท่านั้น

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วเมื่อเขาจบการซ้อม ชานนท์ผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยการเดินไปเรื่อยๆ บนทางเดินริมแม่น้ำอีสต์ ยามค่ำคืนเช่นนี้สะพานบรูคลินซึ่งทอดตัวเหนือแม่น้ำสว่างไสวด้วยแสงไฟ บนทางเดินปูไม้ที่ยกขึ้นสูงกว่าผิวถนนมีผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ราวกับมดงาน

สะพานแขวนซึ่งเก่าแก่ที่สุดในอเมริกานี้เชื่อมฝั่งบรูคลินกับแมนฮัตตันไว้ด้วยกัน ร่างสูงใหญ่ยืนเท้าแขนบนที่กั้นริมน้ำขณะรอให้ลมหายใจกลับสู่จังหวะปกติ ลมเย็นของฤดูใบไม้ร่วงช่วยพัดเหงื่อที่เกาะอยู่ตามตัวให้แห้ง กระนั้นร่างกายก็ยังคงแผ่ไอร้อนจนตัวเขารู้สึกได้

เวลานี้...คนที่อยู่ฝั่งนั้นกำลังทำอะไรอยู่นะ...

ชายหนุ่มทอดสายตาไปยังฝั่งแมนฮัตตัน ที่ผ่านมาฝั่งนั้นก็เป็นแค่อีกฟากของนิวยอร์กที่เขานั่งรถไปทำงานบ้าง ไปหาเพื่อนหรือพักผ่อนหย่อนใจบ้าง แต่วันนี้เขามองมันด้วยความรู้สึกต่างไป เพราะมีใครบางคนที่ดึงดูดความสนใจเขาได้อยู่ที่นั่น

ความคิดของชานนท์หวนกระหวัดไปถึงจารวี ตั้งแต่ได้พบกันครั้งแรกที่ซอเรนโต้ก็ผ่านมาสามเดือนแล้ว ระหว่างที่ฤดูใบไม้ร่วงเข้ามาแทนที่ฤดูร้อนนี้พวกเขาได้พบกันสามครั้ง นับเป็นอัตราความถี่ที่ต่ำที่สุดในบรรดาคนที่เคยคบ ทว่าจารวีเป็นคนเดียวที่ทำให้เขาได้ตระหนักถึงอีกด้านของตัวเองที่ลืมเลือนไปนาน

ด้านที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

นิวยอร์กซิตี้เปรียบได้กับเบ้าหลอมของผู้คนสารพันเชื้อชาติ ตลอดสิบปีที่ผ่านมาชานนท์รู้จักเพื่อนฝูงจากแทบทุกวัฒนธรรม แต่ละคนล้วนพยายามปรับตัวให้เข้ากับความรุ่มรวยทางเสรีภาพของเมืองนี้ แต่จารวีกลับไม่เคยแสดงออกถึงความพยายามนั้น ไม่ใช่เพราะว่าปรับตัวไม่ได้ แต่กลิ่นอายที่เจ้าตัวแผ่ออกมา แววตาที่จ้องมองเขา มันทำให้ชานนท์รู้สึกถึงความคล้ายคลึงระหว่างทั้งคู่ และผันแปรเป็นแรงดึงดูดซึ่งทวีความเข้มข้นขึ้นทุกครั้งที่พบกัน

มือแข็งแรงหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋า แต่ชานนท์รู้สึกเหมือนมีพลังที่มองไม่เห็นห้ามเขาไม่ให้โทรไปหา สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนฮัลโลวีนทำให้เขามั่นใจว่ามีสายใยบางเบาเชื่อมโยงทั้งสองไว้ด้วยกัน แต่หากผลีผลามทำอะไรลงไปตอนนี้ สายใยซึ่งยังบอบบางเหลือเกินนั้นอาจฉีกขาดจนประสานไม่ติด

ความบังเอิญชักนำพวกเขาให้โคจรมาพบกัน ดังนั้นหากเส้นทางที่เคยขนานของทั้งคู่มีโอกาสที่จะบรรจบ เขาอาจต้องปล่อยให้ความบังเอิญทำหน้าที่นั้นต่อไป

ยิ่งดึกแสงไฟจากตึกรามบนเกาะแมนฮัตตันก็ยิ่งแพรวพราวดุจกล่องอัญมณีบนผืนกำมะหยี่ ชานนท์เงยหน้าขึ้นสูดไอเย็นเข้าเต็มปอด นัยน์ตาคมทอดมองแสงสีอีกฟากฝั่งของแม่น้ำเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังทิศตรงกันข้ามและทิ้งทิวทัศน์อันจับตาไว้เบื้องหลัง



++---TBC---++








 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 7 สิงหาคม 2558 13:01:29 น.  

1  2  3  
Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.