Group Blog
 
All blogs
 

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 40


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 40


"พี่ปิ๊ก ตี้เก็บของเสร็จแล้วนะ"

ธีระเอ่ยขณะเดินเข้าไปหาปิยพลซึ่งนั่งดื่มเบียร์อยู่หลังบ้าน บริเวณนี้เป็นสนามหญ้าสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก มีโต๊ะกับเก้าอี้แบบง่ายๆ ตั้งไว้เผื่อเวลาที่เจ้าของบ้านอยากออกมานั่งพักผ่อน บนฟ้ามีพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยเด่น สายลมบางเบาพัดเปลวเทียนที่จุดอยู่ในแก้วให้วูบไหวเป็นระยะแต่ก็ไม่ถึงกับดับมอด

"อืม พรุ่งนี้จะออกกันแต่เช้าเลยใช่มั้ย?"

"ครับ แต่อาจแวะเที่ยวรายทางไปเรื่อยๆ ก่อนถึงกรุงเทพฯ"

เด็กหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม บนโต๊ะมีกระติกน้ำแข็งใบเล็กกับน้ำอัดลมขวดใหญ่วางอยู่ด้วย เขาจึงหยิบมาเทใส่แก้วให้ตัวเอง

"เร็วจังนะ แป๊บๆ ตี้ก็มาอยู่กับพี่ได้ครบเดือนแล้วก็ต้องกลับไปเรียนแล้ว ต่อไปคงเหงาแย่"

"เดี๋ยวปิดเทอมคราวหน้าตี้ขึ้นมาหาอีกก็ได้ ไม่งั้นช่วงไหนพี่ปิ๊กปิดร้านก็ลงไปเยี่ยมก็ได้นี่นา"

ปิยพลหัวเราะเบาๆ ขณะยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วลูบแก้วไปมาพลางหลุบตาลง

"ไอ้ขลุ่ยเล่าให้พี่ฟังแล้วล่ะว่าเมื่อวานมีคนทำมันอกหักยับเยิน"

"เอ่อ..."

ธีระได้แต่เปล่งเสียงในคออย่างกระอักกระอ่วน เมื่อค่ำวานนี้เขากับเพื่อนๆ ให้รถตู้มาส่งปิยพลกับคเชนทร์ที่บ้านหลังจากทานมื้อเย็นกันเสร็จก่อนจะพากันไปนอนที่รีสอร์ตนอกตัวเมือง ระหว่างที่เขาไม่อยู่นั้นคเชนทร์คงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำให้ฟังกระมัง

"อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ พี่ไม่ได้จะว่าอะไรตี้ซักหน่อย แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ น่าสงสารขลุ่ยมันเหมือนกันนะ ตอนเล่าให้พี่ฟังนี่ทำหน้าเป็นหมาหงอยเชียว"

"ขลุ่ยเล่าอะไรให้พี่ปิ๊กฟังบ้าง?"

"ก็ไม่ได้เล่าละเอียดมาก แค่บอกว่าหลังไปเล่นน้ำกันแล้วมันก็สารภาพรักกับตี้ แต่ดูเหมือนตี้คงมีใครอยู่แล้วก็เลยปฏิเสธมัน พี่เองก็ไม่ได้ถามซอกแซกเพราะตี้ก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังนี่นา แต่ที่จู่ๆ ก็มาขออยู่กับพี่ก่อนเปิดเทอมคงเพราะเรื่องนี้สินะ"

ธีระเพียงแต่ย่นจมูก ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ท่าทางของเขาก็ยืนยันในตัวว่าอีกฝ่ายเดาถูก

"ชีวิตคนเรามันสั้นนะตี้ เราไม่รู้หรอกว่าคนที่เข้ามาในช่วงไหนจะเป็นคนที่ทำให้เรามีความสุข พี่ดูออกนะว่าตั้งแต่ตี้มาอยู่กับพี่ก็ชอบใจลอยประจำ เพิ่งมีตอนที่ออกไปไหนมาไหนกับไอ้ขลุ่ยนี่ล่ะที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง"

"แต่ว่า..."

"แต่ว่ามันก็ยังไม่พอจะมาแทนคนที่ตี้พยายามจะลืมสินะ? หรือเพราะขลุ่ยมันยังเด็กไป?"

วันนี้พี่ปิ๊กเป็นอะไรไปนะ ธีระคิดขณะมองสบตาญาติผู้พี่ น้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ได้ตำหนิหรือสั่งสอน ทว่าแววตาดูลุ่มลึกคล้ายมีความนัยที่ต่างจากยามปกติ

มันแปลกตรงที่ว่า...เขารู้สึกคล้ายแววตาของอีกฝ่ายไม่ได้กำลังมองเขา แต่เป็นใครอีกคนที่อยู่ไกลโพ้นจนเอื้อมคว้าไม่ได้อีกแล้วมากกว่า

"มันไม่ใช่เรื่องเด็กหรือแก่กว่าหรอกพี่ปิ๊ก ถ้าตี้ชอบเขาก็คือชอบ ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ถ้าหากตี้ไม่ได้รู้สึกอะไรกับขลุ่ยเลยก็ไม่ควรให้ความหวัง คนนิสัยดีอย่างขลุ่ยน่ะอีกไม่นานก็คงเจอคนที่เหมาะสมมากกว่าตี้แล้วล่ะ"

"พูดยังกับเราเหมาะกับคนนิสัยไม่ดีอย่างนั้นล่ะ"

ปิยพลเอ่ยกลั้วหัวเราะขณะมองธีระที่นั่งเม้มปาก ชายหนุ่มวางแก้วเบียร์ลงแล้วก็ลุกเดินเข้าไปในบ้าน ครู่หนึ่งจึงกลับออกมาพร้อมกับของบางสิ่งในมือ

"พี่มีของจะให้ ไหนยื่นข้อมือซ้ายมาสิ"

เด็กหนุ่มแปลกใจแต่ก็ยื่นข้อมือให้แต่โดยดี ญาติผู้พี่ผูกสร้อยข้อมือทำจากหนังบนข้อมือของเขา บนเส้นหนังนั้นมีลูกปัดกลมสีแดงเข้มร้อยเอาไว้ เขายกขึ้นมาดูใต้แสงเทียนก่อนจะเหลือบตาขึ้นถาม

"นี่หินอะไรเหรอพี่ปิ๊ก? ไม่ใช่พลาสติกใช่ไหม?"

"เฮ้ๆ นี่ทับทิมแท้เชียวนะ เคยมีคนให้พี่มาอีกทีเพราะเขาบอกว่ามันเป็นเครื่องรางที่จะช่วยให้สมหวังในสิ่งที่ต้องการ แต่พี่คิดว่ามันน่าจะเหมาะสำหรับตี้มากกว่า"

"หมายความว่าไง?"

ปิยพลเพียงแต่ยิ้ม จากนั้นก็ยกเบียร์ขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

"ก็แค่ความเชื่องมงาย คิดซะว่าห้อยไว้เท่ๆ ก็แล้วกัน แต่ถ้ามันทำให้ตี้ได้สิ่งที่หวังไว้จริง อย่างน้อยก็แสดงว่าคนที่ให้มาเขาไม่ได้หลอกพี่"

น้ำเสียงของคนพูดแผ่วลงช่วงท้ายประโยค ภายใต้แสงเทียนริบหรี่นั้นธีระสังเกตเห็นว่าสองตาของอีกฝ่ายมีประกายของความเศร้าอันลึกซึ้งสะท้อนอยู่ จึงตัดสินใจไม่ถามและเพียงแต่กล่าวขอบคุณ

"ไว้ตี้มีความสุขเมื่อไหร่ อย่าลืมมาเล่าให้พี่ฟังบ้างล่ะ"

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายในค่ำคืนนั้น ก่อนที่แสงเทียนจะดับลงและพวกเขาต่างแยกย้ายกันไปนอน และวันถัดมาธีระก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมพวกเพื่อนๆ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง




ธีระปรือตาตื่นเมื่อได้ยินเสียงนกร้องจากนอกหน้าต่าง เด็กหนุ่มเหลือบตาลงมองมือซ้ายของตนเองซึ่งวางพาดอยู่บนหน้าท้อง เขาระบายลมหายใจยาวเมื่อเห็นสร้อยข้อมือที่ได้จากปิยพลยังคงสวมอยู่บนนั้น สำหรับเขาแล้วความหมายของหินที่ร้อยอยู่บนสร้อยไม่เท่ากับว่ามันเป็นตัวแทนของบางสิ่งบางอย่างที่ญาติผู้พี่ส่งต่อมาให้ เมื่อนึกถึงบทสนทนาในคืนก่อนที่จะกลับมา เขาก็พอจะเดาได้ว่ามันสื่อถึงอะไร

'ความสุข' เหรอพี่ปิ๊ก ตี้ก็รออยู่เหมือนกันว่ามันจะมาหาตี้เมื่อไหร่...

อาจเพราะฤทธิ์ยาและการได้นอนเต็มอิ่มมาทั้งคืนจึงทำให้ธีระรู้สึกดีขึ้นมาก เขาเอียงหน้าไปด้านข้างและเห็นว่ากฤตภาสกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่บนโซฟาพลางไล่สายตาดูอะไรบางอย่างในไอแพด คงกำลังอ่านข่าวหรือเช็คราคาหุ้นกระมัง เพราะนั่นเป็นกิจวัตรที่เจ้าตัวทำเป็นประจำทุกวัน

เขาไม่ได้อยากจดจำรายละเอียดเหล่านี้เลยจริงๆ แต่ความเคยชินจากการอยู่ใกล้ชิดกันมาระยะหนึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะลืมได้ปุบปับหลังจากอยู่ห่างกันเพียงชั่วเดือน

"ตื่นแล้วเหรอ? ยังปวดท้องอยู่มั้ย?"

สายตาของเขาคงทำให้กฤตภาสรู้สึกตัวจึงเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเขาตื่นเต็มตาแล้วจึงวางกาแฟกับไอแพดลงแล้วเดินเข้ามาหา เด็กหนุ่มเอียงศีรษะหนีมือที่ทำท่าจะทาบลงมาแล้วก็เบนสายตาไปทางอื่น

"ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว ขอบคุณ"

เขาไม่ได้ชายตากลับไปมองจึงไม่รู้ว่ากฤตภาสกำลังทำสีหน้าเช่นไร พลันประตูห้องก็เปิดออกก่อนที่นางพยาบาลร่างผอมสูงจะเดินเข้ามา

"เดี๋ยววัดไข้กับความดันนิดนึงนะคะ ยังปวดท้องอยู่มั้ยคะ?"

หญิงสาวถามพลางยื่นปรอทให้เขาอมและสวมปลอกแขนวัดความดันให้อย่างคล่องแคล่ว เด็กหนุ่มเพียงแต่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยและส่ายหน้าช้าๆ ครู่หนึ่งเธอจึงพยักหน้าเมื่อวัดความดันเสร็จแล้ว

"อุณหภูมิกับความดันปกติดี เดี๋ยวสายๆ คุณหมอจะมาตรวจอีกทีนะคะ"

เธอเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างแล้วก็เดินกลับออกไป ธีระมองไปยังนาฬิกาและเห็นว่าเกือบจะแปดโมงแล้ว แสดงว่าเขาหลับไปหลายชั่วโมงทีเดียว

เขาเกือบจะสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็มีมือใหญ่วางลงบนหน้าผาก จากนั้นมือข้างนั้นก็เลื่อนลงไปอังที่ซอกคอ ถึงแม้นางพยาบาลจะบอกว่าเขาอุณหภูมิปกติดี แต่ธีระกลับรู้สึกว่ามือที่มาสัมผัสตัวนั้นร้อนจนแทบจะเสริมให้อุณหภูมิของเขาสูงขึ้นได้อีกสองถึงสามองศาเลยทีเดียว

"ไม่ไปทำงานหรือไงครับ?"

เด็กหนุ่มปัดมือที่อ้อยอิ่งอยู่บนตัวพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาเอียงหน้าหนีไปอีกทางเพื่อจะได้ไม่ต้องมองร่างสูงใหญ่ข้างเตียง ในใจตระหนักดีว่าตนติดหนี้น้ำใจที่กฤตภาสพามาส่งโรงพยาบาลแล้วยังอยู่เฝ้า แต่ถ้านึกถึงตอนที่เขาเคยไปช่วยดูแลเจ้าตัวตอนที่โดนยิงตั้งหลายวัน หนี้น้ำใจครั้งนี้ก็น่าจะหักลบเป็นศูนย์ได้แล้วกระมัง

เขาไม่ต้องการให้มีคนมาคอยอยู่เฝ้าสักนิด จะให้ดีก็รีบๆ หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วออกไปจากชีวิตเขาเลยเป็นดีที่สุด เพราะถึงอย่างไรคุณหมอก็คงจะให้เขากลับบ้านภายในวันนี้อยู่แล้ว

"ไม่ไปสักวันบริษัทฉันไม่เจ๊งหรอก"

ยังเป็นคำตอบที่ยโสโอหังสมกับคนพูดเช่นเดิม ธีระได้แต่คิดพร้อมกับความขุ่นเคืองที่พวยพุ่งขึ้น แต่ภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีเยือกเย็น

"นั่นสิครับ ผมก็ลืมไปว่าทีมงานคุณเก่งจะตาย"

เด็กหนุ่มไม่ได้ยินเสียงตอบ เขาจึงหลับตาลงเพื่อตัดบทสนทนา คาดไม่ถึงว่ากฤตภาสกลับเดินอ้อมปลายเตียงมานั่งลงบนเก้าอี้ เมื่อธีระลืมตาขึ้นเห็นอีกฝ่ายก็ทำท่าจะหันหน้าหนีอีกครั้ง แต่เพราะมือใหญ่ยกขึ้นมาแนบแก้มเอาไว้ เขาจึงถูกบังคับให้ต้องมองเจ้าของมืออย่างช่วยไม่ได้

"ปล่อย"

"ไม่ปล่อย ก่อนหน้านี้ไปอยู่ที่ไหนมา?"

"ผมไม่จำเป็นต้องบอก แล้วคุณก็ไม่ได้อยากรู้จริงๆ หรอก"

"ทำไมถึงคิดว่าไม่อยากรู้? นี่ฉันไม่ได้กำลังถามอยู่หรือไง?"

กฤตภาสถามพลางมุ่นคิ้ว ฝ่ายธีระถลึงตาใส่ด้วยความโมโห ผู้ชายคนนี้ถือสิทธิ์อะไรที่จะมายุ่มย่ามกับชีวิตเขาไม่ยอมเลิกราแบบนี้!?

"เพราะผมไม่ได้เป็นอะไรกับคุณน่ะสิ! ดังนั้นผมจะไปไหนมาไหนมันก็เรื่องของผม!!"

ธีระระเบิดอารมณ์จนรู้สึกปวดแปลบในช่องท้องอีกครั้ง ในหัวร้อนจี๋เพราะความโกรธที่พุ่งขึ้นในชั่วเวลาสั้นๆ กระทั่งขอบตากับโพรงจมูกก็พลอยร้อนไปด้วย เขามองกฤตภาสผ่านไอน้ำที่เอ่อเคลือบดวงตาจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน

"ชีวิตผมไม่เคยมีอะไรดีเลยตั้งแต่ได้เจอคุณ! อยากได้อะไรก็ดีแต่บังคับ! คนอย่างคุณน่ะแค่หน้าผมยังไม่อยากจะมอง! ถ้าไม่อยากโดนเกลียดมากกว่านี้ก็ไปจากชีวิตผมซักที!! รีบๆ ออกไปเดี๋ยวนี้เลย!!!"

เด็กหนุ่มหอบหายใจแรงหลังปล่อยให้ความอัดอั้นตันใจหลั่งไหลราวภูเขาไฟปะทุ เขามองใบหน้าที่บูดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจของกฤตภาส แต่เพราะฝ้าน้ำตาจึงไม่สังเกตเห็นร่องรอยของการสะกดอารมณ์ในแววตาของอีกฝ่าย

"ไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่เคยเก็บหลักฐานช่วงที่เคยอยู่กับคุณไว้สักอย่าง จะไม่เรียกร้องค่าทำขวัญด้วย รับรองว่าหลังจากวันนี้คุณจะไม่มีทางเจอผมตามไปแบล็คเมลหรือก่อกวนคุณแน่ ดังนั้นขอร้องล่ะ...ไปจากชีวิตผมแล้วก็เลิกยุ่งกับผมเสียที..."

น้ำเสียงของธีระแหบพร่าเมื่อถึงท้ายประโยค เขารู้สึกคล้ายตัวเองกำลังจะขาดอากาศจนต้องสูดหายใจเข้าลึก เรี่ยวแรงที่หมดไปกับการระบายความอัดอั้นเมื่อครู่ทำให้เขาปิดเปลือกตาลงเพราะทนมองกฤตภาสต่อไปไม่ไหว

เขาเอ่ยสิ่งที่ติดค้างในใจออกไปหมดแล้ว ได้แต่หวังว่านั่นจะช่วยให้อีกฝ่ายยอมรับฟังความปรารถนานี้และตัดเยื่อใยใดๆ ก็ตามที่ยังหลงเหลือต่อตัวเขาให้สะบั้นเสียที เพราะถ้าหากไม่มีวันจะได้มาครอบครองทั้งใจ เขาก็ไม่ต้องการท่าทีห่วงหาอาวรณ์ที่ครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้เหมือนกัน

"ทำไมถึงได้เอาแต่คิดว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน จะคิดเข้าข้างตัวเองว่าฉันรักบ้างไม่ได้หรือไง หรือคิดว่าฉันมีเวลามากนักสำหรับมาไล่ตามคนที่ไม่มีความหมายอะไรเลยกับชีวิตแบบนี้?"

ธีระเบิกตาโพลงเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกถึงลมหายใจอันร้อนผ่าวที่รดอยู่บนหน้า เขามองแววตาสีนิลลึกล้ำที่มองสบตัวเองในระยะประชิดแล้วก็ได้แต่มุ่นคิ้ว ความหงุดหงิดที่แฝงด้วยความอ่อนใจในน้ำเสียงทุ้มต่ำเมื่อครู่ทำให้เขาสับสนจนคิดตามความหมายของคำพูดนั้นไม่ออกในทันที

เสียงครางแผ่วเบาหลุดผ่านลำคอเมื่อริมฝีปากแห้งแต่ก็อบอุ่นทาบทับลงบนริมฝีปาก ธีระกะพริบตาปริบ ปฏิกิริยาโต้ตอบแรกคือพยายามดันอีกฝ่ายออกห่าง แต่กำลังของคนไข้ที่เพิ่งฟื้นมีหรือจะสู้คนที่แข็งแรงเป็นปกติ และต่อให้เขาไม่ได้อ่อนแอเช่นในยามนี้ เขาก็ไม่เคยสู้แรงกฤตภาสได้อยู่ดี

ไม่เคยสู้ได้...แต่ทำไมจูบครั้งนี้ถึงต้องทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกทะนุถนอมอยู่ด้วยเล่า

กฤตภาสไม่ได้จูบเขาอย่างหนักหน่วงเร่งเร้าเหมือนที่เคยชิน เพียงแต่แนบริมฝีปากลงมาคล้ายเวลาที่ผู้ใหญ่ปลอบเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง บางครั้งก็บนริมฝีปาก บางครั้งบนผิวแก้ม บางครั้งบนเปลือกตา ทุกสัมผัสที่แนบลงมามีฤทธิ์หลอมละลายปราการในใจของเขาให้กร่อนไปทีละชั้น ขณะเดียวกันก็ยิ่งเปิดทำนบน้ำตาให้ไหลมากกว่าเดิม

"ขอโทษ"

คำพูดสั้นๆ ที่เบาแต่หนักแน่นดังขึ้นระหว่างจุมพิตปลอบโยน ความหมายของมันแทรกซึมเข้าสู่หัวใจและสั่นคลอนความตั้งใจของธีระอย่างรุนแรง

ไม่ได้นะตี้ อย่าเชื่อ...คำว่ารักเมื่อกี้เราก็แค่หูฝาดไป คุณกฤตไม่ได้ตั้งใจจะพูดอย่างนั้นจริงๆ หรอก...

ทั้งที่เสียงในใจร้องเตือน ธีระกลับไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้ ไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหนที่มือซึ่งพยามดันอีกฝ่ายออกเปลี่ยนเป็นกำเสื้อแน่นเข้า ราวกับต่อให้รู้ว่านี่เป็นความใจดีจอมปลอมก็จะขอดูดซับมันจนกว่าจะถึงที่สุด

"ตี้! เป็นไงบ้างแก๊! อุ๊ยตายตาเถรหก!!"

เสียงอุทานอันคุ้นหูดึงสติของธีระคืนมา เด็กหนุ่มตัวแข็งทื่อขณะมองหน้าของกฤตภาสที่ถอยออกห่าง แต่อีกฝ่ายยังคงคร่อมสองแขนบนตัวเขาเอาไว้และเพียงแต่เบนสายตาไปทางหน้าห้อง

หลังบานประตูที่ถูกผลักเข้ามาด้านใน สุเมธ ศันสนีย์ สุพิชชาซึ่งเป็นแม่ของศันสนีย์ พราวภิรมย์ กระทั่งหญิงวัยกลางคนที่เขาจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นแม่ของศุภวัฒน์ล้วนยืนอยู่ตรงนั้น กระทั่งคุณหมอที่ตรวจเขาเมื่อคืนนี้ก็อยู่ด้วย สายตาทุกคู่ล้วนกำลังจับจ้องพวกเขาสองคนเป็นตาเดียว

กฤตภาสค่อยๆ ยืดตัวขึ้นก่อนจะหยิบกระดาษทิชชู่จากกล่องเหนือหัวเตียงมาซับน้ำตาให้ธีระ การกระทำนั้นอ่อนโยนอย่างยิ่งจนไม่น่าเชื่อว่าชายหนุ่มจะทำได้ ธีระได้แต่มองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างฉงนและเห็นเพียงอาการขบกรามคล้ายกำลังอดทนอยู่เท่านั้น

"หมอมาตรวจคนไข้เหรอครับ?"

ในที่สุดกฤตภาสก็หันไปทางกลุ่มคนที่ยังยืนอยู่หน้าประตู ใบหน้าของชายหนุ่มสงบเยือกเย็นและคล้ายจะยกมุมปากบางเบา จรัสพลซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้จึงกระแอมเล็กน้อยก่อนจะเดินมาที่เตียง เหล่าผู้มาเยี่ยมจึงทยอยเดินตามกันเข้ามาบ้าง

"ยังรู้สึกปวดท้องหรือคลื่นไส้อยู่บ้างไหมครับ?"

นายแพทย์หนุ่มถามคำถามคล้ายกับนางพยาบาลเมื่อเช้าขณะนำเครื่องช่วยฟังเสียงหัวใจมาแนบลงบนหน้าอกของธีระ หลังฟังอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้าอย่างพอใจ

"น่าจะไม่เป็นไรแล้วล่ะ เดี๋ยวพอกลับบ้านก็กินยาที่หมอให้ แล้วก็พยายามกินข้าวให้เป็นเวลา นอนเยอะๆ แล้วก็ไม่ต้องเครียด แค่นี้อาการก็คงไม่กำเริบแล้ว มีอะไรจะถามหมอมั้ยครับ?"

"ไม่มีครับ ขอบคุณครับคุณหมอ"

จรัสพลพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากห้องตรวจ เหล่าผู้มาเยี่ยมที่รออยู่จึงค่อยกรูกันเข้าไปล้อมเตียง สุเมธเห็นท่าทางธีระอยากลุกนั่งจึงช่วยปรับเตียงให้ ส่วนกฤตภาสนั้นเดินไปนั่งที่โซฟาริมผนังตั้งแต่ที่นายแพทย์หนุ่มเริ่มตรวจคนไข้แล้ว

"พี่ตี้เป็นไงบ้าง เมื่อวานตอนล้มบนเวทีพราวตกใจหมดเลย รู้งี้รีบบอกสต๊าฟแต่แรกว่าพี่ตี้เดินไม่ไหวก็ดีหรอก"

พราวภิรมย์เอ่ยขึ้นขณะมองใบหน้าของเขา พอเห็นว่าไม่ซีดขาวเช่นเมื่อวานก็ค่อยเบาใจ

"สงสัยเพราะแกไม่ได้กินข้าวเย็นแล้วก็มัวแต่เครียดเรื่องเดินแบบน่ะสิ แกทำฉันห่วงมากเลยนะตี้ คราวหลังฉันบอกให้กินข้าวแกต้องกินนะ"

ศันสนีย์เอ่ยบ้างด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบอารมณ์ ธีระรู้ดีว่าเพื่อนกำลังงอนจึงพยายามยิ้มเพื่อให้หายโกรธ

"ขอโทษนะซัน คราวหลังไม่ดื้อแล้ว ขอโทษด้วยนะครับแม่ ทุกคนเลยวุ่นวายกันไปหมด"

"ไม่เป็นไรหรอกจ้ะตี้ แม่เป็นห่วงตี้มากกว่า เห็นว่าเราไม่เป็นไรมากก็ดีแล้วล่ะ"

ผู้คนที่รุมล้อมรอบเตียงต่างผลัดกันถาม ผลัดกันแสดงความห่วงใย สีหน้าของธีระจึงค่อยดูสดใสขึ้น ฝ่ายกฤตภาสเพียงแต่นั่งมองจากโซฟาและจิบกาแฟที่เย็นชืดแล้วเงียบๆ

"ลูกกฤตเป็นไงบ้าง นี่อยู่เฝ้าน้องเขาทั้งคืนเลยเหรอลูก?"

"ครับหม่าม้า"

กฤตภาสหันมายิ้มบางๆ ให้หญิงสูงวัยข้างกาย ถึงแม้วิรดาจะไม่ใช่แม่ของเขาแต่ก็เห็นเขามาแต่อ้อนแต่ออก เขาจึงให้ความเคารพอีกฝ่ายไม่ต่างจากแม่ของตัวเอง

วิรดาเห็นชายหนุ่มเบนสายตากลับไปทางคนที่นั่งพิงหมอนพูดคุยกับเพื่อนๆ แล้วก็ถอนหายใจ เมื่อวานนี้เธอรีบถามลูกชายทันทีที่ฝ่ายนั้นกลับถึงบ้านว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกลางงานเลี้ยงนั้นเป็นมาอย่างไรแน่ เธอเอ็นดูกฤตภาสเหมือนเป็นลูกอีกคนจึงเป็นธรรมดาที่ต้องการเข้าใจสถานการณ์ แล้วยังไม่นับว่าเดี๋ยวพอมุกตาภาซึ่งเป็นแม่แท้ๆ ของกฤตภาสได้รู้เรื่องเข้าจะต้องมาถามเธออีกแน่นอน ดังนั้นการเตรียมตัวไว้ก่อนย่อมดีที่สุด

ใจคนยากแท้หยั่งถึง เธอรู้จักกฤตภาสมาตั้งแต่เจ้าตัวยังไม่คลอด พอโตเป็นหนุ่มก็เห็นข่าวว่าคบคนนั้นคนนี้แต่ไม่ยืดจนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่เหตุการณ์เมื่อคืนนี้กลับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นชายหนุ่มในแง่มุมที่ไม่เคยเห็น ไม่นับภาพที่ตำตาตอนก้าวเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยเมื่อครู่ จะให้สงบสติอารมณ์เหมือนยามปกติเกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้

มุกเอ๋ยมุก...ฉันล่ะกลัวใจเธอแทนตากฤตจริงๆ

หญิงสูงวัยตบมือลงบนหลังมือของเขาเบาๆ ดึงความสนใจของกฤตภาสให้หันกลับมาอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยเอ่ยด้วยเสียงที่พอจะได้ยินกันเพียงสองคน

"เหวินเล่าให้หม่าม้าฟังแล้วนะลูก หม่าม้าจะไม่บอกแม่ของเราหรอกนะ แต่ถ้าโดนเรียกไปคุยก็ไว้หน้าแม่เขาบ้างนะจ๊ะ"

กฤตภาสเพียงแต่ยิ้มเล็กน้อยและตบหลังมือผู้สูงวัยแทนการตอบรับ แต่กลับไม่รู้สึกกังวลใจกับแม่ของตัวเองเลยสักนิด ถูกล่ะว่าหากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นรวมถึงเหตุผลของเขาแล้วหม่อมหลวงมุกตาภาจะต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงแน่นอน แต่เขารับมือกับความโกรธเกรี้ยวของผู้เป็นแม่จนชาชินเสียแล้ว ที่เขาเป็นกังวลตอนนี้กลับเป็นแรงกดดันจากคนอื่นมากกว่า

ถ้าหากดูตามเวลา พวกเขาก็น่าจะใกล้มาถึงในอีกไม่นานนี้

ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรมากกว่านั้น ประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกผลักเข้ามาด้านใน ผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็นหญิงชายวัยกลางคนที่ธีระคุ้นหน้าดี และนั่นทำให้เขาเลิกคิ้วสูงด้วยความคาดไม่ถึง

"พ่อ? แม่?"

"น้องตี้ ไม่เป็นไรใช่มั้ยลูก ไม่ได้ปวดท้องโรคกระเพาะมาตั้งหลายปีแล้วนี่นา"

ธาริณีเดินมายังข้างเตียงพลางลูบหลังไหล่ลูกชายด้วยความห่วงใย หลังจากทุกคนรู้ว่าผู้สูงวัยทั้งสองเป็นใครก็ไหว้ทักทาย ฝ่ายอธิศมองหน้าของทุกคนแล้วก็เอ่ยถามเสียงนิ่ง

"กฤตภาสคือคนไหน?"

"ผมเองครับ"

ชายหนุ่มลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินไปไหว้ชายวัยกลางคนที่เตี้ยกว่าเขาหนึ่งช่วงศีรษะ แต่ช่วงตัวที่ล่ำหนาบ่งบอกว่าในวัยหนุ่มคงกำยำไม่น้อย ผู้สูงวัยกวาดตามองเขาขึ้นลงก่อนจะกำมือแน่น

"แกเองรึ"

"ว้าย!"

"พ่อ!!"

ทุกคนร้องอย่างตกใจเมื่อได้ยินเสียง 'พล่อก!' พร้อมกับที่กำปั้นลุ่นๆ กระแทกเข้ากับหน้าของกฤตภาสโดยไม่มีใครห้ามทัน ร่างสูงกระเด็นลงไปบนพื้นตามแรงหมัดทันที วิรดาที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบเข้ามาประคองกฤตภาสขึ้นนั่ง พอเห็นชายหนุ่มก้มลงไปบ้วนเลือดบนพื้น และเห็นแวบๆ ว่ามีฟันกรามซี่หนึ่งปนอยู่ในกองเลือดผสมน้ำลายด้วยก็มือไม้อ่อน เสียงที่ลอดผ่านริมฝีปากก็สั่นไปด้วย

"ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันดีๆ เถอะ"

"ไม่มีอะไรต้องพูด คุณถอยออกมาให้ห่างๆ มันเดี๋ยวนี้!"

"พ่อ! ไหนสัญญากันไว้ว่าจะใจเย็นก่อนไง!"

"แม่เห็นหน้ามันแล้วยังใจเย็นได้อยู่เหรอ!? หันไปดูลูกซิว่าตอนนี้เป็นยังไง!"

ธีระหน้าซีดเผือดขณะมองแม่ที่กำลังพยายามยื้อพ่อไว้จากด้านหลัง ความจริงอาการเขาดีขึ้นมากแล้ว แต่ความตกตะลึงทำให้นึกคำพูดไม่ออกในทันที

"ไหน? โทรให้มาที่นี่เพราะบอกว่ามีเรื่องอยากคุยไม่ใช่เหรอ!? งั้นก็ลุกขึ้นมาคุยสิ ถ้าเป็นลูกผู้ชายจริงก็อย่าเอาแต่ซุกชายกระโปรงคนอื่น!"

นัยน์ตาของกฤตภาสวาวโรจน์ขณะปาดเลือดที่ไหลหยดจากปลายจมูกและมุมปาก บรรยากาศอันตึงเครียดทำให้ทุกคนในห้องแทบไม่กล้าหายใจ แต่ชายหนุ่มก็เพียงแค่หยัดตัวขึ้นยืนและสบตาอีกฝ่ายนิ่ง

"ผมมีเรื่องอยากคุยจริงๆ แต่นี่เป็นเรื่องเฉพาะพวกเรา ผมอยากขอให้คนอื่นออกไปก่อน"

"ทำไม? กล้าทำไม่กล้ารับรึไง? ไม่ต้องให้ใครออกไปทั้งนั้นแหละ! ไหนๆ มาแล้วก็ให้อยู่ฟังกันให้หมด!!"

"พ่อ! อย่าลากคนอื่นเข้ามาเกี่ยวได้มั้ย! ขอโทษนะคะ ทุกคนช่วยออกไปข้างนอกกันก่อนเถอะค่ะ"

เมื่อเห็นว่าสามีเริ่มทำตัวไม่มีเหตุผล ธาริณีจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ ถึงอย่างไรคนเหล่านี้ก็เป็นเพื่อนของลูก เธอไม่อยากให้พวกเขาติดภาพว่าพ่อของธีระป่าเถื่อนเหมือนไม่มีการศึกษา แต่แน่นอนว่าในเวลานี้คงอธิบายกับสามีไม่ได้

พวกของศันสนีย์มองหน้ากันไปมา และด้วยตระหนักว่าขืนอยู่ในห้องต่อไปก็มีแต่จะสร้างความลำบากใจจึงพากันทยอยเดินออกจากห้อง กฤตภาสจึงหันไปบอกคนที่ยืนด้านหลังบ้าง

"หม่าม้าก็ออกไปด้วยเถอะครับ"

"แต่ว่า..."

"ไม่เป็นไรหรอกครับ อะไรที่ผมผูกเองก็ต้องแก้เอง อย่าดึงใครเข้ามาเกี่ยวเลยครับ"

ชายหนุ่มบีบมืออีกฝ่ายพลางจ้องตานิ่ง วิรดาเข้าใจสิ่งที่กฤตภาสต้องการจะสื่อ จึงได้แต่พยักหน้าแล้วเดินออกไปยังหน้าประตู แต่ก่อนจะก้าวออกไปก็ยังหันมาเอ่ยกับคู่สามีภรรยาที่ยืนอยู่กลางห้อง

"อย่าใช้ความรุนแรงกันเลยนะคะ มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน ขอร้องล่ะ"

ประตูห้องปิดลงแล้ว ภายในห้องมีเพียงเสียงหายใจหนักหน่วงของอธิศที่ดูเหมือนยังอยากเห็นเลือดจากกฤตภาสมากกว่านี้ กล้ามเนื้อทั่วร่างที่เกร็งขมวดบ่งบอกว่าพร้อมจะตรงเข้าทำร้ายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้ทุกชั่วอึดใจ ขัดกันอย่างยิ่งกับท่าทางสงบนิ่งของกฤตภาสที่ยืนทิ้งแขนข้างลำตัวไว้เฉยๆ

ความเงียบอันน่าอึดอัดกำจายในอากาศจนธีระรู้สึกมวนท้องขึ้นมาอีก เขามองผู้ให้กำเนิดที่กำลังยืนจ้องตากฤตภาสแล้วก็ไม่รู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ควรจะคลี่คลายอย่างไรดี กลายเป็นแม่ของเขาที่ทำลายความเงียบขึ้นเป็นคนแรก

"คุณกฤต เมื่อคืนแม่ตกใจมากที่คุณโทรมา นึกว่าเราคงไม่ต้องเจอกันแล้วเสียอีก"

"ขอโทษด้วยครับที่โทรไปหากลางดึก แต่ผมเป็นห่วงตี้ แล้วผมก็อยากเจอคุณแม่กับคุณพ่อจริงๆ"

"ฉันมีลูกชายคนเดียว! แกไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่อ!"

ธาริณีที่ยังดึงแขนสามีไว้หันไปปรามอีกฝ่ายด้วยสายตา เรื่องที่สามีเจ็บแค้นแทนลูกชายนั้นเธอย่อมเข้าใจและรู้สึกไม่ต่างกัน แต่ก็รู้ดีว่าการปล่อยให้ใช้กำลังมีแต่จะยิ่งเพิ่มปัญหา

ที่สำคัญ...ถึงแม้จะปรายตาไปมองเพียงแวบเดียว แต่สัญชาตญาณของคนเป็นแม่ก็พอจะบอกได้ว่าลูกกำลังเป็นห่วงคนที่ยืนเลือดกบปากตรงหน้าแค่ไหนด้วย

"คุณกฤต บอกไว้ก่อนนะว่าพ่อของตี้เขาเคยเป็นนักมวยมาก่อน ทางที่ดีอย่ายั่วโมโหให้ตัวเองเจ็บตัวมากกว่านี้จะดีกว่า"

หญิงสูงวัยหันมาเอ่ยเตือนเขาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ กฤตภาสได้ฟังก็เลิกคิ้วเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่โกหกเพราะแรงหมัดเมื่อครู่ทำเอาเขาหน้ามืดไปชั่วขณะ

หญิงสูงวัยเอ่ยต่อ "คุณจำที่เราเคยคุยกันหลังจากที่ตี้เลิกไปฝึกงานได้ใช่มั้ย?"

"ได้ครับ"

กฤตภาสพยักหน้าพลางยกมือขึ้นปาดเลือดกำเดาที่ยังซึมอยู่ใต้จมูก ธีระได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ก็เลิกคิ้ว แม่ของเขาเคยคุยกับคุณกฤตระหว่างที่เขาไปอยู่ที่น่าน? ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย?


"แม่ขอพูดอีกครั้งนะคุณกฤตภาส แม่อโหสิให้คุณ ถือว่าคุณคงเป็นเจ้ากรรมนายเวรของตี้มาก่อน แต่ในเมื่อตอนนี้ไม่มีเหตุให้ต้องข้องเกี่ยวกันแล้วก็ตัดบ่วงกรรมนี้เสียเถอะ ในเมื่อคุณเองก็มีพร้อมทุกอย่างในชีวิตอยู่แล้ว อย่าให้ตี้ต้องกลายเป็นส่วนเกินในชีวิตของคุณเลย แม่ไม่ได้เลี้ยงเขามาให้ถูกใครย่ำยีไม่ว่าจะทางร่างกายหรือว่าจิตใจ แค่นี้นะคะ"


ทุกคำพูดที่ได้ยินผ่านทางโทรศัพท์ตอนที่เขาโทรไปถามว่าธีระอยู่ไหนยังดังก้องในความทรงจำ ตอนนั้นเขามีแต่ความร้อนใจ อยากรู้ว่าเด็กหนุ่มอยู่ที่ไหนโดยที่ไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำว่าทำไมต้องทนไม่ได้ที่อีกฝ่ายจากไปถึงขนาดนั้น จนกระทั่งได้รับรู้ความต้องการที่แท้จริง ได้กลับมาพบธีระอีกครั้งและเห็นกับตาว่าได้สร้างรอยแผลในใจให้เด็กหนุ่มแค่ไหน กฤตภาสก็ตระหนักแล้วว่าเขาต้องทำทุกวิถีทางให้อีกฝ่ายเลิกคิดว่าตัวเองเป็น 'ส่วนเกิน' ในชีวิตเขาให้ได้

หากคำว่าขอโทษเป็นหนึ่งในการจะก้าวไปสู่จุดนั้น เขาก็ไม่เกี่ยงงอนที่จะเอ่ย

"ผมขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่ที่เคยทำไม่ดีไว้กับตี้ แต่นอกจากคำขอโทษแล้วผมอยากจะขอแก้ตัวด้วย ต่อจากนี้ผมจะไม่ยอมให้ตี้ไม่มีความสุขเพราะผมเด็ดขาด ดังนั้นผมขอโอกาสพิสูจน์ตัวเอง ผมขอลูกชายของพ่อกับแม่ได้ไหมครับ"

ทั้งสามคนที่เหลือในห้องอึ้งไป ธีระเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อหู คุณกฤตพูดอะไรน่ะ นี่โดนพ่อของเขาต่อยจนเสียสติไปแล้วหรือไงกัน นี่คือผู้ชายคนที่เคยใช้ลูกไม้มาขู่บังคับให้เขาเป็นเซ็กส์เฟรนด์จริงๆ น่ะหรือ

พล่อก!

"พ่อ!!"

เสียงหมัดลุ่นๆ ที่ปะทะเข้ากลางลำตัวของกฤตภาสอีกครั้งจนชายหนุ่มตัวงอพับลงบนพื้นเรียกเสียงร้องจากทั้งธาริณีและธีระ แรงกระแทกอันหนักหน่วงทำให้กฤตภาสอาเจียนอาหารเช้าออกมา กระนั้นหลังจากตั้งตัวได้ ชายหนุ่มก็พยายามประคองตัวเองลุกขึ้นยืนอีก แม้ท่าทางจะโซเซแทบยืนไม่อยู่ แต่เขาก็ยังสบตากับชายวัยกลางคนที่จ้องมองเขาอย่างเกรี้ยวกราดโดยไม่หลบเลี่ยง

"ฉันไม่ให้ลูกฉัน! แกคิดว่าตัวเองดีเด่มาจากไหน!? ทำให้คนเขาอับอายแล้วก็มาแกล้งทำเป็นขอโทษ ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นผู้ชายเหมือนกันแล้วต่อไปแกจะไม่ทำให้ลูกฉันเสียใจ! แล้วพวกแฟนที่เคยพากันออกข่าวนั่นจะเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน?"

"แฟนพวกนั้นผมเลิกหมดแล้ว คนล่าสุดนั่นก็เป็นแค่ญาติห่างๆ กันแต่นักข่าวเอาไปสร้างกระแสกันเอง ผมรู้ว่าไม่มีหลักประกันให้วางใจเรื่องของผมกับตี้ แต่ผมมั่นใจว่าผมพิสูจน์ให้เห็นได้"

แน่นอนว่ากฤตภาสไม่คิดจะบอกว่าแม่ของเขาคิดจะจับคู่ให้เขากับเกล็ดมณี เพราะถึงอย่างไรมันก็ไม่มีวันจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

น้ำเสียงของกฤตภาสแหบแห้ง กระนั้นเจ้าตัวก็ยังกัดฟันทนเพื่อไม่ให้ล้มลงไปอีก ธีระมองกองเลือดและอาเจียนบนพื้นแล้วก็รับรู้ได้ว่าใบหน้ากำลังเปียกชุ่มด้วยน้ำตา

กฤตภาสที่ยอมก้มหัวขอขมาคนอื่นถึงเพียงนี้ เขาไม่เคยเห็นและไม่อยากเห็นอีกแล้ว

"พ่อ...พอเถอะ"

เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงพร่า ผู้สูงวัยทั้งสองดูจะเพิ่งตระหนักว่าลูกชายยังอยู่บนเตียง อธิศตวัดสายตามองกฤตภาสอย่างไม่หายโกรธก่อนจะเดินเข้าไปหาธีระ

"ตี้ ถ้าไม่ได้เป็นอะไรแล้วก็กลับบ้าน เดี๋ยวพ่อกับแม่พากลับสุพรรณวันนี้เลย ยังไงก็มีเวลาอีกสองสามวันก่อนจะเปิดเทอม เดี๋ยวพ่อพากลับมาส่งเอง"

ธีระมุ่นคิ้วพลางหันไปมองผู้เป็นแม่ หญิงสูงวัยพยักหน้าราวจะบอกว่าให้ทำตามที่สามีบอกไปก่อน

"ก็ได้ครับ แต่ว่า...ตี้ขอคุยกับคุณกฤตก่อนได้ไหม"

"จะคุยกับมันทำไมอีก! คนพรรค์นี้อยู่ด้วยนานไปก็เป็นเสนียดจัญไรกับชีวิตเท่านั้น ไม่ต้องไปเกลือกกลั้วอีกเลยนั่นแหละดีที่สุด!"

กฤตภาสได้แต่พยายามสูดหายใจลึกอย่างข่มใจ นี่เป็นผลจากการกระทำที่ผ่านมาของเขาเอง จะโดนดูถูกด้วยถ้อยคำเหยียบย่ำศักดิ์ศรีแค่ไหนก็ต้องทน

ตราบใดที่คนที่เขาห่วงความรู้สึกที่สุดไม่ได้คิดเช่นเดียวกัน เขาก็ไม่ได้หน้าบางจนถึงกับจะรับฟังคำสบประมาทเหล่านี้ไม่ได้ แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยแยแสคำพูดของใครอยู่แล้วด้วย

"ถ้าพ่อไม่ให้ตี้คุย ตี้ก็ไม่กลับบ้าน"

เด็กหนุ่มเช็ดน้ำตาพลางเบ้ปาก เขารู้ดีว่าทั้งพ่อและแม่ต่างโอ๋เขาแค่ไหนเพราะเป็นลูกคนเดียว แม้จะรู้ว่าตอนนี้กำลังใช้ประโยชน์จากความใจอ่อนของทั้งคู่ แต่นี่ก็เป็นโอกาสเดียวที่จะได้ปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจมานานในที่สุด

"ตี้..."

"ได้ แต่แค่ห้านาทีเท่านั้นนะตี้ หมดเวลาแล้วพ่อกับแม่จะเข้ามาช่วยเก็บของกลับบ้าน"

ธาริณีรู้ดีว่าให้สามีพยายามดันทุรังก็เปลืองแรงเปล่า แม้ว่าส่วนตัวแล้วจะไม่ได้นึกอยากสนับสนุนการตัดสินใจของลูกเลยก็ตาม แต่ก็รู้ดีว่าเมื่อถึงวันหนึ่ง...ผู้ให้กำเนิดอย่างพวกเขาก็ทำได้เพียงคอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เท่านั้น

เด็กหนุ่มพยักหน้าขณะมองแม่ที่พยายามจะดึงแขนพ่อที่ท่าทางกระฟัดกระเฟียดออกไปจากห้อง กระทั่งประตูปิดสนิทลงแล้ว เขาจึงค่อยหันไปหากฤตภาสที่เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง ชายหนุ่มฟุบหน้าลงบนฟูกขณะเอามือข้างหนึ่งกุมท้องเอาไว้

"คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า?"

ธีระถามอย่างเป็นห่วง แต่ละครั้งที่เสียงหมัดของพ่อกระทบกฤตภาสนั้นหัวใจของเขาก็คล้ายถูกโบยไปด้วย ตอนยังเล็กเขาเคยตามไปดูพ่อสอนเด็กที่ค่ายมวย รู้ดีอย่างยิ่งว่าพ่อของตัวเองหมัดหนักแค่ไหน กฤตภาสซึ่งโตมาแบบคุณชายจู่ๆ ก็โดนเข้าสองหมัดติดกันย่อมไม่มีทางทนรับได้โดยไม่เข็ดขยาด

"ก็นิดหน่อย ไม่คิดว่าจะโดนแบบนี้ก็เลยไม่ทันได้ตั้งตัว"

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าออกช้าๆ จนกระทั่งพอจะหายจุก เขาค่อยดันตัวนั่งตรงแล้วก็เงยหน้าขึ้นสบตากับธีระ เด็กหนุ่มรีบหันไปหยิบกล่องทิชชู่แล้วเอามาซับเลือดที่ยังเกรอะกรังบนหน้าอีกฝ่ายทันที

"ขอโทษแทนพ่อผมด้วย ปกติพ่อเป็นคนใจดีมาก"

"ไม่เป็นไร ฉันคิดว่าที่โดนไปนั่นก็สมควรแล้ว ดีแค่ไหนแล้วที่พ่อเธอไม่พกปืนหรือมีดมาด้วย"

ธีระชะงักมือพลางเม้มปาก กฤตภาสเห็นดังนั้นจึงดึงมือของเด็กหนุ่มมากุมแน่น

"ฉันพูดเล่น อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ"

สัมผัสบนฝ่ามือช่วยปลอบประโลมให้จิตใจของธีระสงบลง เขาสบตากับกฤตภาสเงียบๆ ในอกระอุไปด้วยอารมณ์หลากหลายที่ผสมปนเปจนอธิบายไม่ถูก

คำพูดที่คุณกฤตบอกกับพ่อเมื่อกี้นี้...เขาเชื่อได้แค่ไหน

ธีระรู้ว่าเขาไม่มีสิทธิ์คาดหวัง เพราะถ้าไม่หวังก็จะไม่ผิดหวัง แต่ท่าทีของกฤตภาสที่ยอมก้มหัวให้พ่อของเขาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน....มันทำให้ใจเขาอดจะโน้มเอียงไม่ได้ว่าหรือที่แท้แล้ว...เขายังไม่ถึงกับต้องปล่อยความหวังนี้ให้ลอยหายไปในอากาศเสียทีเดียว

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็เท่ากับเขายังเป็นที่ต้องการอยู่บ้างใช่ไหม?

"คุณเคยคุยกับแม่หลังจากผมเลิกฝึกงานด้วยเหรอ?"

"ตอนนั้นฉันติดต่อเธอไม่ได้ โทรไปหาแม่เธอก็ไม่ยอมบอก แต่เขาก็ทิ้งคำพูดที่ช่วยให้ฉันได้คิดเรื่องของเธอหลายข้ออยู่"

กฤตภาสยกมือของธีระขึ้นแนบบนแก้มข้างที่เริ่มช้ำเพราะถูกฤทธิ์หมัด เมื่อฝ่ามือเย็นๆ แตะลงก็ราวจะช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนบริเวณนั้นให้ทุเลาลงนิดหนึ่ง

"ตอนนั้นฉันบอกแม่เธอไปว่าเสียใจ เขาก็เลยบอกว่าฉันสมควรจะพูดคำนี้กับเธอมากกว่า แล้วเขาก็บอกด้วยว่าไม่ได้เลี้ยงลูกมาให้เป็นส่วนเกินของใคร ดังนั้นให้ฉันปล่อยเธอไปซะ พอมาคิดทบทวนดู ฉันก็รู้ว่าแม่เธอพูดถูก"

มือของธีระที่ถูกจับไว้ทำท่าจะกระตุกออก แต่กฤตภาสไม่ปล่อยมือและเพียงแต่สบตาอีกฝ่ายนิ่ง

"แม่เธอพูดถูกที่ว่าไม่ได้เลี้ยงเธอมาให้เป็นส่วนเกินของใคร ดังนั้นฉันก็เลยจะพิสูจน์ให้เห็น ว่าเธอไม่ใช่ส่วนเกินในชีวิตฉัน"

"...คุณก็แค่อยากเอาชนะแม่ผมเท่านั้นแหละ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องการผมจริงๆ หรอก"

น้ำเสียงของธีระสงบนิ่งจนกระทั่งตัวเองยังแปลกใจ นัยน์ตากลมโตแดงก่ำแต่ไร้หยาดน้ำตา ราวกับว่าวันนี้มันหลั่งไหลออกมาจนไม่เหลือจะหยดอีกแล้ว

"ไม่ใช่"

กฤตภาสสูดหายใจลึก เขาพยายามฝืนความเจ็บตรงช่องท้องแล้วลุกขึ้นโอบธีระไว้แนบอก เพราะมีแต่วิธีนี้ที่จะทำให้อีกฝ่ายตระหนักว่าเขาพร้อมจะปกป้องเจ้าตัวได้

มันไม่ใช่ความรู้สึกตื้นเขินเพียงความสนใจอยากหยอกเย้าเล่นเหมือนที่ผ่านมา และไม่ใช่ความอยากเอาชนะคำสบประมาท เขาต้องการธีระมาอยู่เคียงข้างจากใจจริง

"เราอาจได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นาน แต่ฉันมั่นใจว่าเธอรู้จักฉันดีพอ เข้าใจฉันมากพอว่าฉันไม่มีทางฝืนทำเรื่องที่ขัดกับความต้องการของตัวเอง ถ้าหากฉันเป็นคนดีขนาดนั้น ฉันก็คงไม่เข้าไปยุ่งกับเธอตั้งแต่แรกแล้ว"

ธีระได้ยินเสียงหัวใจของกฤตภาสจากแผ่นอกที่แก้มของเขาแนบอยู่ เมื่อสูดหายใจเข้าก็ได้กลิ่นคาวเลือดเบาบางจากคราบที่เกาะอยู่บนเสื้อของอีกฝ่าย จึงได้แต่กำชายเสื้อของกฤตภาสแน่นเข้า

"กับเรื่องนี้ก็เหมือนกัน ฉันไม่มีความจำเป็นต้องเอาชนะแม่เธอ แต่คำพูดของเขาทำให้ฉันฉุกคิดได้ว่าตัวเองคือคนที่บีบให้เธอตีตัวออกห่าง ฉันไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนก็ได้ในเมื่อเธอเคยพูดเองว่าขอให้ปล่อยเธอไป แต่ฉันไม่อยากปล่อย ยิ่งตอนนี้ก็ยิ่งมั่นใจ ฉันปล่อยเธอไปไม่ได้"

อ้อมแขนของกฤตภาสกระชับรอบตัวของธีระแน่นเข้า ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดบนขมับราวจะเป็นตัวแทนของความปรารถนาที่คุกรุ่นในอกของอีกฝ่าย ความรู้สึกเดียวกันนั้นพลุ่งพล่านอยู่ในอกของเขาเช่นกัน

จริงหรือ นี่ไม่ใช่คำพูดหลอกลวงเพื่อให้เขากลับไปสู่วังวนเดิมใช่ไหม?

น้ำตาร้อนผ่าวไหลพรากลงมาอีกครั้ง มันร้อนจนคล้ายกับจะลวกผิวแก้มของเขาให้เป็นรอยได้ กฤตภาสรับรู้ถึงอาการสั่นน้อยๆ ของร่างในอ้อมแขนจึงยกนิ้วขึ้นกรีดหยดน้ำเหล่านั้นออก

"ฉันจะไม่ขอให้เธอเชื่อคำพูดของฉัน แต่ฉันจะพิสูจน์ให้เห็นเอง เธอก็รู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นคนที่ลงมือทำมากกว่าพูด"

"ผมรู้..."

"หมดเวลาแล้ว ตี้ กลับบ้าน!"

บานประตูเปิดออกพร้อมกับที่อธิศเดินเข้ามาในห้องโดยมีธาริณีเดินตามหลัง ธีระหันไปมองก่อนประตูจะปิดลงและเห็นว่าพวกเพื่อนๆ ยังคงยืนให้กำลังใจอยู่นอกห้อง มุมปากได้รูปจึงยกขึ้นน้อยๆ คล้ายจะบอกทุกคนว่าไม่ต้องเป็นห่วง

หลังจากที่นางพยาบาลเข้ามาช่วยถอดเข็มน้ำเกลือและธีระเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว พ่อกับแม่ก็พาเขาไปทำเรื่องจ่ายค่าห้องพัก ตลอดเวลานั้นกฤตภาสได้แต่ข่มความต้องการที่จะเสนอตัวออกค่าใช้จ่ายเพราะรู้ว่ารังแต่จะทำให้พ่อของธีระเหม็นขี้หน้ามากขึ้น กระนั้นเมื่อผู้สูงวัยทั้งสองพาเด็กหนุ่มไปที่รถโดยมีพวกเพื่อนๆ เดินตามไป เขาก็ยังตามไปส่งโดยไม่สนว่าบนใบหน้าและเสื้อผ้าตัวเองยังมีคราบเลือดติด

ทันทีที่ยอมรับความรู้สึกต่อหน้าเจ้าตัว กฤตภาสก็แทบทนเห็นธีระต้องจากไปอีกไม่ไหว ถึงแม้จะรู้ดีว่าพอเปิดเทอมเมื่อไหร่พวกเขาย่อมได้เจอกันอยู่แล้วก็ตาม

"กลับถึงบ้านแล้วก็พักผ่อนเยอะๆ นะตี้ แล้วเจอกันอีกทีวันเปิดเทอม"

พวกเพื่อนๆ เข้าไปกอดลาธีระและเอ่ยให้กำลังใจ ส่วนกฤตภาสเพียงแค่ยืนอยู่นอกวงและมองส่งเงียบๆ เขาได้ใช้เวลาตามลำพังกับเด็กหนุ่มและเอ่ยทุกสิ่งที่ต้องการออกไปหมดแล้ว หากทำอะไรอีกในยามนี้ก็มีแต่จะขวางหูขวางตาพ่อแม่ของอีกฝ่ายอย่างไร้ประโยชน์ ดังนั้นต่อให้ไม่พอใจแค่ไหนก็ต้องทน

"ถ้างั้น...เดี๋ยวค่อยเจอกันนะ"

ธีระเอ่ยหลังจากขึ้นนั่งบนรถและเลื่อนบานกระจกลง แต่ถึงแม้จะดูเผินๆ เหมือนกำลังพูดกับทุกคน สายตาของเด็กหนุ่มกลับทอดไปยังกฤตภาสที่ยืนห่างออกไปทางด้านหลัง นัยน์ตากลมโตทอประกายขณะที่มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ไม่นานบานกระจกก็ถูกกดเลื่อนขึ้นและรถเก๋งสีน้ำเงินแล่นห่างออกไป

นั่นเป็นยิ้มแรกที่ธีระมอบให้เขาจากใจจริง

ทันทีที่ตระหนักถึงข้อนี้ ในอกของกฤตภาสก็อัดแน่นด้วยความฮึกเหิมอันพลุ่งพล่าน ความอิ่มเอมแล่นไปทั่วร่างด้วยความยินดีที่เขาคว้าหัวใจของธีระได้ทันก่อนที่เด็กหนุ่มจะทิ้งความหวังในตัวเขาโดยสิ้นเชิง

โชคดีที่เขาไม่ได้รู้ตัวสายเกินไป...

นาทีนี้กฤตภาสไม่ลังเลอีกแล้ว ต่อให้ครอบครัวของพวกเขาล้วนแต่ไม่เห็นด้วยก็ช่าง เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ธีระมาอยู่เคียงข้างอย่างแท้จริง



++---TBC--++


A/N: โทษฐานที่หายหน้าไปนาน คราวนี้เลยมาแบบยาวๆ ให้จุใจหายคิดถึงกันไปเลยค่ะ ^^

ปล. ไม่คิดว่าจะมีวันที่เขียนนิยายถึงตอนที่ 40 แล้วยังไม่จบ




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 8 ธันวาคม 2557 16:55:33 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 39


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 39



โรงพยาบาลในยามดึกมีคนมาใช้บริการบางตา หลังจากที่แพทย์ประจำวันตรวจอาการธีระแล้วก็ระบุว่ากระเพาะอักเสบเฉียบพลัน แต่เนื่องจากมีการอาเจียนและอ่อนเพลียจึงให้นอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการหนึ่งคืน ซึ่งกฤตภาสก็เห็นดีด้วย เพราะเขาไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ธีระเจ็บไข้ไม่สบายอยู่แล้วหรือเปล่า ดังนั้นให้อยู่ในการดูแลของแพทย์ย่อมดีที่สุด

“ก็ตามนี้แหละครับหม่าม้า ถ้าหากเพื่อนๆ ของตี้อยากมาเยี่ยมก็บอกให้มาวันพรุ่งนี้แล้วกัน เพราะกว่าจะมาถึงก็คงหมดเวลาเข้าเยี่ยมพอดี ฝากบอกน้าสุด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง แล้วการประมูลเป็นไงบ้างครับ เหรอ... ดีแล้วๆ อ๋อ... อีกสักพักก็คงกลับแหละครับ ผมจอดรถทิ้งไว้ที่โรงแรมด้วย”

หลังจากศุภวัฒน์วางสายแล้วก็หันมาหากฤตภาสที่กำลังยืนกอดอกพิงผนัง ชายหนุ่มจึงเปิดปากถามทันที

“งานเลี้ยงเป็นไงบ้าง?”

“เห็นว่าพิธีกรช่วยแก้ปัญหาให้ แล้วก็จัดการประมูลไปตามกำหนดการเดิมแล้ว ส่วนพวกเพื่อนๆ ของตี้คงมาเยี่ยมกันวันพรุ่งนี้ คืนนี้คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ”

ทั้งสองมองไปยังคนเจ็บซึ่งนอนอยู่บนเตียง ดูเหมือนธีระจะหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย ตลอดทางที่ออกจากโรงแรมมายังโรงพยาบาลนั้นกฤตภาสประคองเด็กหนุ่มเอาไว้ตลอดเวลา สีหน้าท่าทางกระวนกระวายเหมือนคนเจ็บคือตัวเองเป็นสิ่งที่ศุภวัฒน์ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น

“คืนนี้กูจะอยู่เฝ้าตี้ที่นี่”

กฤตภาสเอ่ยพลางเดินเข้าไปลูบผมที่ปรกบนหน้าผากของธีระ แม้ว่าแสงไฟในห้องจะสลัวก็ไม่อาจปิดบังความอ่อนโยนในแววตาของคนพูดได้ นายแพทย์หนุ่มจึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวกูกลับก่อนก็แล้วกัน ยังต้องกลับไปเอารถที่โรงแรมอีก”

ศุภวัฒน์เอ่ยแล้วก็ทำสัญญาณมือให้กฤตภาสออกไปคุยกันนอกห้อง ชายหนุ่มมุ่นคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะก้มลงมองคนที่หลับตาอีกครั้ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะตื่นก็ยอมเดินตามเพื่อนออกไปแต่โดยดี

“มีอะไร?”

“ไอ้จอมบอกว่าเท่าที่สอบถามอาการของตี้แล้วน่าจะกระเพาะอักเสบเพราะความเครียด กูก็ไม่อยากจะพูดแบบนี้หรอกนะ แต่กูคิดว่าเป็นไปได้สูงที่ตี้จะเครียดเพราะมึง”

จอมหรือจรัสพลคือนายแพทย์ที่อยู่เวรประจำโรงพยาบาลคืนนี้และยังเป็นรุ่นน้องสมัยเรียนของศุภวัฒน์ กฤตภาสฟังแล้วก็นิ่งไป

“ก็อาจจะเป็นไปได้”

คำตอบที่ได้ทำให้ศุภวัฒน์ผงะ เพราะปกติแล้วกฤตภาสไม่ใช่คนที่จะยอมรับข้อกล่าวหาที่ยังพิสูจน์ไม่ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ปฏิเสธ เขาจึงเพียงแค่ถอนหายใจ

“เอาเถอะ กูเองก็มีส่วนผิดเพราะเคยสัญญากับน้องตี้ไว้ว่าจะไม่บอกมึงเรื่องงานเลี้ยง สงสัยเขาคงจะโกรธกูเหมือนกัน ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ช่วยไม่ได้ ว่าแต่กูขออะไรสักอย่างได้ไหม?”

“หือ?”

คราวนี้เป็นทีกฤตภาสแสดงความสงสัยบ้าง ศุภวัฒน์กอดอกมองคนตรงหน้าชั่วครู่ จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“กฤต กูรู้จักมึงมามากกว่าสามสิบปี กูรู้ว่ามึงไม่เคยเห็นใครสำคัญกว่าตัวเองหรอก แต่อย่างน้อยเหตุการณ์วันนี้ก็ทำให้รู้ว่ามึงเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว กูจะไม่ถามหรอกนะว่าเรื่องของมึงกับตี้เป็นมายังไง แต่จากสายตาคนนอกแล้วกูบอกได้อย่างมั่นใจเลยว่าเด็กคนนั้นชอบมึง ส่วนมึงเองก็ไม่เคยยึดติดกับใครได้ขนาดนี้เหมือนกัน แต่ถ้ามึงยังไม่ยอมพูดหรือแสดงออกตรงๆ ก็ไม่มีใครเข้าใจมึงได้หรอก การที่ตี้พยายามหนีขนาดนั้นแปลว่าคงพยายามจะตัดใจจากมึงให้ได้ ดังนั้นมึงก็ต้องทำอะไรให้เด็ดขาด ถ้าหากเขาสำคัญก็ต้องบอกให้เขารู้ กูขอโทษถ้าหากว่าสาระแนมากไปหน่อย แต่ขนาดกูมองจากสายตาคนนอกยังรู้สึกเหนื่อยแทนเลย ดังนั้นมึงอยากจะให้เขาอยู่ข้างตัวหรือตัดออกจากชีวิตก็ทำให้มันชัดเจนสักทีเถอะ ที่กูอยากขอก็เท่านี้แหละ”

กฤตภาสฟังคำขอที่เหมือนกับเทศนาของเพื่อนแล้วก็เพียงแต่เงียบ นัยน์ตาสีนิลทอประกายครุ่นคิดโดยไม่เอ่ยอะไร ความเงียบระหว่างพวกเขาดำเนินไปได้ไม่นานก็มีเสียงเล็กใสดังขัดขึ้น

“พี่กฤต มีนเอากระเป๋ามาให้แล้วค่ะ”

ทั้งสองหันไปทางต้นเสียงพร้อมกัน และเห็นเกล็ดมณีที่เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กในมือ มันเป็นกระเป๋าที่กฤตภาสมีติดรถไว้ตลอดเวลาเผื่อกรณีฉุกเฉินที่ต้องไปค้างนอกบ้าน

“ขอบใจมากนะมีน ขอโทษด้วยที่ต้องให้ลำบาก”

ตอนที่ธีระทรุดลงไประหว่างงานเลี้ยงและกฤตภาสอุ้มเด็กหนุ่มออกมานั้น นอกจากศุภวัฒน์ที่อาสาตามมาช่วยขับรถให้แล้วก็มีเกล็ดมณีอีกคนที่ขอตามมาเผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง และกฤตภาสก็ต้องรบกวนเธอจริงๆ ด้วยการขอให้ลงไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าในรถให้หลังจากที่ธีระยอมตกลงแอดมิทแล้ว

“แค่นี้ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ว่าแต่น้องตี้ไม่เป็นไรแล้วใช่มั้ยคะ?”

“หมอให้ยาไปแล้ว เมื่อกี้ก่อนออกมาก็เห็นหลับสนิทดี น่าจะไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ”

“ดีจัง ตอนเห็นน้องเขาล้มบนเวทีนั่นมีนตกใจแทบแย่”

เธอไม่ได้เสริมว่าที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่าคือการได้เห็นกฤตภาสพุ่งขึ้นเวทีไปอุ้มเด็กหนุ่มลงมาท่ามกลางสายตาของคนทั้งงาน ไม่แคล้วเรื่องนี้จะต้องได้เข้าหูแม่ของเจ้าตัวในภายหลังแน่นอน เธออยากรู้นักว่าพี่กฤตของเธอจะอธิบายเรื่องนี้เวลาโดนคุณป้าถามว่าอย่างไร

“งั้นเดี๋ยวกูกลับแล้วนะกฤต มึงเองก็จะได้พักผ่อนด้วย”

“อืม ขอบใจมาก”

“อ๊ะ งั้นมีนกลับด้วยแล้วกันค่ะ ถ้าพี่กฤตมีอะไรอยากให้ช่วยเหลืออีกก็โทรบอกได้นะคะ”

กฤตภาสพยักหน้าแล้วก็ถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย เกล็ดมณีจึงหันมายิ้มให้ศุภวัฒน์

“ไปกันเถอะค่ะ พี่เหวินก็จะเรียกแท็กซี่เหมือนกันใช่มั้ยคะ?”

“ใช่ครับ เอ่อ...”

“คะ?”

เกล็ดมณีหันไปถามขณะทั้งคู่เดินไปยังลิฟท์ด้วยกัน ศุภวัฒน์จึงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน

“น้องมีน...ไม่หึงไอ้กฤตบ้างเหรอครับ?”

เขายอมรับว่าแปลกใจกับท่าทางของหญิงสาวไม่น้อย เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องที่งานเลี้ยงเธอก็กุลีกุจออาสาตามพวกเขามาที่โรงพยาบาล ถ้าจะบอกว่าเพราะไม่อยากให้กฤตภาสที่กำลังคบหากันต้องอยู่ห่างสายตาก็เข้าใจได้ แต่นี่ตลอดทางเธอต้องเห็นแน่นอนว่าเพื่อนเขาเอาแต่กอดธีระด้วยท่าทางร้อนใจ ต่อให้เป็นคนที่ความรู้สึกช้าแค่ไหนก็ต้องรู้ว่าเพื่อนของเขาคิดอย่างไรกับคนในอ้อมแขน

“ตายละ นี่พี่กฤตไม่บอกกระทั่งกับเพื่อนสนิทเลยเหรอคะเนี่ย? เฮ้อ...สงสัยมีนจะหาเรื่องใส่ตัวซะแล้วสิ”

“เอ๋?”

นายแพทย์หนุ่มยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก หญิงสาวยื่นนิ้วไปกดลิฟท์แล้วก็หันมาย่นจมูกให้เขา

“พี่กฤตกับมีนไม่ได้กำลังคบกันจริงๆ หรอกค่ะ ที่ทำไปก็เพื่อตบตาคุณป้า เอ่อ...คุณแม่ของพี่กฤตน่ะค่ะ เพราะว่าครอบครัวของพวกเรารู้จักกัน แล้วคุณป้าเกิดนึกคึกอยากจับคู่มีนกับพี่กฤตขึ้นมา พี่กฤตเลยบอกว่าระหว่างที่คุณป้ายังไม่กลับอังกฤษก็แกล้งทำเป็นคบกันให้คุณป้าเห็นไปก่อน พี่กฤตจะได้สบายหูหน่อย เพราะถึงอีกฝ่ายไม่ใช่มีน เดี๋ยวคุณป้าก็คงหาคนอื่นมาให้อยู่ดี”

คำตอบอันเหนือความคาดหมายทำให้ศุภวัฒน์เลิกคิ้วสูง แต่เมื่อคิดตามแล้วก็รู้ว่าไม่แปลกเลยที่กฤตภาสจะขอให้หญิงสาวทำเช่นนั้น เขารู้จักแม่ของกฤตภาสมาตั้งแต่เด็ก และรู้ดีว่าเพื่อนของเขาชอบแหกสารพัดกฎเกณฑ์ที่ผู้เป็นแม่ตั้งให้ นี่คงกลัวว่าพอลูกชายยิ่งโตก็จะยิ่งกู่ไม่กลับ ถึงได้พยายามเสาะหาสะใภ้ที่ตัวเองถูกใจมาให้กระมัง

“แล้วน้องมีนก็ให้ความร่วมมือกับมันง่ายๆ เหรอครับ ไม่กลัวน้ามุกเขาจะเอาจริงบ้างเหรอ?”

“มีนก็ถามไปแล้วว่าทำแบบนี้จะดีเหรอ พี่กฤตบอกว่าพอคุณป้ากลับอังกฤษแล้วมีนค่อยบอกว่าทนความเจ้าชู้ของพี่กฤตไม่ไหว หลังจากนั้นค่อยให้ใครมาอ้างว่าเป็นแฟนใหม่ของมีนก็ได้ มีนเห็นว่าเป็นข่าวกับพี่กฤตก็ดีอย่างตรงที่พวกหนุ่มๆ จะได้ไม่กล้าเข้ามายุ่ง แต่จากท่าทางของพี่กฤตตอนอยู่ที่งานเมื่อกี้ มีนคิดว่าคงตบตาใครไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”

เกล็ดมณีเล่าเคล้าเสียงหัวเราะขณะที่ทั้งสองลงลิฟท์ไปด้วยกัน ท่าทางไม่ยี่หระของหญิงสาวทำให้ศุภวัฒน์พบว่าเธอเป็นคนร่าเริงและติดดินกว่าที่เห็นแวบแรกมาก ความรู้สึกสนใจทำให้เขาโพล่งขึ้นมาขณะประตูลิฟท์เปิดออกที่ชั้นหนึ่ง

“น้องมีนครับ ตั้งแต่อยู่ที่งานพี่ก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย นี่กะว่าพอกลับไปเอารถที่โรงแรมแล้วจะแวะหาร้านกินข้าวก่อนกลับบ้าน ถ้ายังไงน้องมีนไปกับพี่มั้ยครับ? เสร็จแล้วเดี๋ยวพี่ขับรถไปส่งให้ก็ได้”

หญิงสาวกะพริบตาปริบ เธอมองผิวหน้าที่มีสีชมพูซ่านนิดหน่อยบนผิวแก้มของคนชวน จากนั้นก็หัวเราะเสียงใสแล้วพยักหน้า

“เอาสิคะ มีนก็กำลังหิวข้าวอยู่เหมือนกัน”


++------++


กฤตภาสเดินกลับเข้ามาในห้องที่เปิดไว้เพียงโคมไฟสีส้มบริเวณหัวเตียง เขาเดินเข้าไปวางกระเป๋าลงบนโซฟาแล้วก็รูดซิปเพื่อหยิบเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์สำหรับผลัดเปลี่ยน เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พบว่าคนบนเตียงที่นึกว่าหลับไปแล้วกำลังลืมตามองเขาอยู่

ชายหนุ่มวางเสื้อกับกางเกงลงที่เดิมทันที จากนั้นก็ก้าวยาวๆ เข้าไปหา

“นอนไม่หลับเหรอ? ยังปวดท้องอยู่อีกหรือเปล่า?”

น้ำเสียงห่วงใยและฝ่ามือที่วางบนศีรษะอย่างอ่อนโยนทำให้ธีระรู้สึกเหมือนยังอยู่ในความฝัน แต่เมื่อมองเห็นคราบบนเสื้อของกฤตภาสก็รู้ว่านี่คือความจริง เพราะถ้าเป็นความฝันก็คงไม่เห็นรายละเอียดทุกอย่างซ้อนทับกับความเป็นจริงได้ถึงเพียงนี้ เขาจำได้แม้กระทั่งรสขมในคอ ณ ช่วงเวลานั้นด้วยซ้ำ

“ขอโทษที่อ้วกใส่นะครับ ตอนนั้นผมทนไม่ไหวจริงๆ”


“ตี้! เป็นอะไร? คลื่นไส้เหรอ? อย่าเอามือปิดปากสิ ถ้ากลัวรถจะเปื้อนก็หันมานี่ ไม่ต้องฝืน ปล่อยออกมาเลย”


ถึงแม้ว่าตอนอยู่ในรถจะปวดท้องมากจนแทบไม่อยากรับรู้อะไร แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความร้อนรนในน้ำเสียงของคนพูดซึ่งกอดเขาไว้แน่น ชั่วแวบหนึ่งที่เหลือบเห็นแววตาห่วงหาอย่างลึกซึ้งของคนที่พยายามจะยื้อมือที่อุดปาก ธีระก็ได้แต่ขย้อนสิ่งที่กระเพาะบีบรัดขึ้นมาลงบนเสื้อของอีกฝ่าย แต่เนื่องจากเขาไม่ได้กินอะไรเลยเมื่อตอนเย็น สิ่งที่อาเจียนออกมาจึงมีแต่เศษอาหารจากมื้อกลางวันผสมน้ำย่อยรสเปรี้ยวฝาดที่ทำให้แสบตาจนน้ำตารื้น และคนที่โดนอ้วกใส่ก็เพียงแต่ใช้ปลายนิ้วช่วยเช็ดคราบน้ำตาบนแพขนตาให้ และแนบริมฝีปากลงบนกระหม่อมของเขาอย่างปลอบโยนเท่านั้น

นั่นคือการกระทำของกฤตภาสจริงๆ น่ะหรือ หรือว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงจินตนาการจนเขาเชื่อเป็นตุเป็นตะไปเองกันแน่

“ไม่เป็นไร ก็แค่ทำเสื้อเลอะไปตัวนึง อีกอย่างนี่มันก็เสื้อของเธอเองนั่นแหละ”

“เสื้อของผม?”

ธีระมุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เขาเคยมีเสื้อตัวใหญ่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน กฤตภาสคงเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเขาจึงอธิบายอย่างใจเย็น

“เสื้อตัวนี้เป็นตัวที่ฉันให้เธอใส่กลับบ้านหลังจากคืนแรกที่มาค้างที่ห้องไง ตั้งแต่ตอนนั้นก็เท่ากับมันเป็นเสื้อของเธอแล้ว แต่เธอดันให้ใครก็ไม่รู้เอามาส่งคืนให้ บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่รับคืนของที่ให้คนอื่นไปแล้วหรอก เดี๋ยวพอซักเสร็จแล้วมันก็จะเป็นเสื้อของเธอเหมือนเดิม”

คำพูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน แล้วยังสายตาที่มองมานั่นอีก เพราะแสงไฟในห้องนี้สลัวเกินไปงั้นหรือ เขาถึงได้รู้สึกว่าแววตาของกฤตภาสต่างไปจากทุกที

มันดูคล้ายกับว่า...กำลังเว้าวอนให้เขารับเสื้อตัวนี้คืนก็ไม่ปาน

“แต่ผมไม่อยากได้”

เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงหนักก่อนจะตะแคงตัวไปอีกทาง การขยับตัวกะทันหันทำให้เขาเจ็บในช่องท้องจนต้องกัดฟัน แต่อย่างน้อยความเจ็บปวดก็ทุเลาลงจากตอนอยู่ที่งานเลี้ยงมากแล้ว

พอพูดถึงงานเลี้ยง...ธีระก็ฉุกนึกขึ้นได้ว่าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ต้องไปขอโทษแม่ของศันสนีย์และทุกๆ คนที่เดือดร้อนเพราะความไม่เป็นมืออาชีพของเขา แต่ตอนที่ศุภวัฒน์คุยโทรศัพท์อยู่ในห้องเมื่อครู่นั้นเขาไม่ได้หลับ จึงได้ยินเต็มสองหูว่างานเลี้ยงดำเนินต่อไปด้วยดีหลังจากที่เขาออกมา อย่างน้อยมันก็ช่วยบรรเทาความรู้สึกผิดในใจให้ลดทอนลงบ้าง

“แต่ฉันอยากให้ ไม่ใช่แค่เสื้อตัวนี้หรอกที่ฉันอยากให้เธอรับไว้ แต่ถ้าเธอไม่หันมาหา ฉันก็จะไม่บอกว่าอยากให้อะไร”

แล้วยังไงล่ะ...คิดว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ตัวเองอยากให้นั้นเขาอยากจะรับไว้นักหรือไง ธีระคิดโดยไม่หันกลับไปมอง ปล่อยให้คนที่อยากพูดแต่ไม่ได้รับโอกาสให้พูดได้อึดอัดซะบ้างก็สะใจดี

ท่าทางดื้อแพ่งของคนบนเตียงทำให้กฤตภาสยิ้ม มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยันหรือยิ้มแบบกระหยิ่มใจที่เขาเคยชิน แต่เป็นยิ้มเอ็นดูอย่างที่ไม่ได้มอบให้ใครมานานมากแล้ว อย่างน้อยท่าทีแข็งขืนของธีระก็บ่งบอกให้รู้ว่าเด็กหนุ่มไม่ได้อ่อนแอ ยังมีแรงต่อปากต่อคำกับเขาไหวอยู่

เข็มนาฬิกาแขวนผนังชี้บอกว่าเป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่ง แต่กฤตภาสไม่รู้สึกอ่อนเพลียเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดเวลาตั้งแต่เห็นธีระล้มบนเวทีจนกระทั่งพาเจ้าตัวมาโรงพยาบาลนั้นเขาเครียดจนประสาทตื่นตัวไปหมด มาตอนนี้ที่เห็นว่าอาการของอีกฝ่ายไม่น่ากังวลแล้วถึงค่อยวางใจ กระนั้นก็ยังรู้สึกเป็นห่วง อยากคอยเฝ้าดูให้มั่นใจว่าคนเจ็บจะไม่มีอาการกำเริบขึ้นมาอีกอยู่ดี

เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อถึงได้ไม่ยอมหลับทั้งคืนตอนที่มาเฝ้าไข้ให้เขา

“แฟนคุณ...กลับไปแล้วเหรอ?”

เสียงของธีระที่ดังขึ้นหลังจากเงียบไปนานปลุกกฤตภาสจากภวังค์ เขามองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มราวกับอยากจะเห็นให้ทะลุไปถึงความคิด แต่ธีระก็ไม่ยอมพลิกตัวกลับมาและเพียงนอนรอคำตอบเงียบๆ

“เธอหมายถึงแฟนคนไหนล่ะ?”

คำตอบของกฤตภาสทำให้ธีระกำมือแน่นขึ้น พลันความเจ็บที่ท้องเหมือนจะเคลื่อนย้ายขึ้นมาบนอก เขาขบริมฝีปากขณะนึกค่อนแคะในใจ

ใช่สิ คนที่มีข่าวว่ากำลังคบกันอยู่อาจไม่ได้มีแค่ผู้หญิงคนเมื่อกี้ก็ได้ แต่ในเมื่อคนที่เพิ่งกลับไปมีอยู่คนเดียว แล้วยังจะมาย้อนถามอีกทำไมว่าหมายถึงคนไหน

“คนที่ติดรถมาโรงพยาบาลด้วย แล้วตอนนี้ก็กลับไปแล้วนั่นไง ไม่ต้องแกล้งทำเฉไฉหรอก ผมเห็นข่าวในทีวีแล้ว”

ธีระพยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบไร้อารมณ์ แต่ไม่รู้ทำไมท้ายประโยคถึงได้สะบัดเหมือนฉุนเฉียวอยู่ดี ทั้งที่เขาไม่มีสิทธิ์จะตัดพ้อเพราะตัวเองเลือกที่จะจากกฤตภาสมาเองแท้ๆ

คนด้านหลังเงียบไป ธีระเองก็พยายามไม่หันกลับไปมอง เขาไม่รู้ว่าตอนนี้กฤตภาสทำสีหน้าเช่นไรอยู่ แต่ไม่เห็นก็ดีแล้ว เพราะเขารู้ว่าถ้าได้สบตากัน ได้เห็นหน้ากันตรงๆ ความพยายามที่จะหักห้ามใจไม่ให้โหยหาอีกฝ่ายต้องพังครืนลงแน่นอน

เขารู้ดีว่าตัวเองเป็นคนอ่อนไหวง่าย แต่ขอเพียงแค่เวลาอยู่ต่อหน้ากฤตภาสเท่านั้น เขาไม่ต้องการจะถูกมองว่าเป็นเด็กไร้เดียงสาที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ มันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองน่าสมเพชจนเกินไป

เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างเมื่อจู่ๆ ร่างสูงใหญ่ก็โน้มตัวลงมากอดเขาจากด้านหลัง ปลายจมูกของอีกฝ่ายแนบอยู่บนขมับ เป่าลมหายใจอบอุ่นลงมาจนผิวบริเวณนั้นร้อนผ่าว กระทั่งใบหูที่ถูกริมฝีปากบางแนบชิดก็พานซึมซับอุณหภูมิจนร้อนตามไปด้วย

“หึงเหรอ?”

น้ำเสียงอันนุ่มนวลดังอยู่ข้างหูขณะที่มือใหญ่ลูบบนต้นแขนอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นที่โอบล้อมทำให้ธีระตัวสั่น น้ำเสียงที่กฤตภาสใช้ช่างแตกต่างจากเวลาที่เคยตั้งคำถามกับเขาในอดีตเหลือเกิน เพราะถ้าหากไม่ใช้น้ำเสียงเจือด้วยความโมโห ก็มักจะมีสำเนียงที่ยอกย้อนหรือกวนประสาทตลอดเวลา แทบจะไม่มีสักครั้งที่พวกเขาพูดคุยกันดีๆ ได้นานโดยไม่ทะเลาะกัน

ทว่าครั้งนี้...แม้น้ำเสียงของอีกฝ่ายจะบ่งบอกถึงความลำพองใจ แต่มันกลับให้ความรู้สึกอ่อนโยนคล้ายกับน้ำเสียงที่คนรักกันจริงๆ จะใช้เพื่อหยอกเย้ากัน และมันทำให้เขา...รู้สึกไม่คุ้นเคยจนทำตัวไม่ถูก

...อย่าลืมนะตี้ คุณกฤตก็แค่ไม่อยากยอมแพ้ ที่พยายามจะดึงเรากลับมาก็คงเพราะรู้สึกเสียหน้าที่เราเป็นคนตัดความสัมพันธ์ก่อนเท่านั้นเอง

จู่ๆ เสียงเตือนจากซอกหนึ่งในจิตใต้สำนึกก็ฉุดรั้งความลิงโลดที่แล่นขึ้นชั่ววูบเอาไว้ สติที่หวนคืนมาทำให้ใจของธีระกลับสู่ความเยือกเย็นอีกครั้ง

“ผมไม่กล้าหรอกครับ อีกอย่างผมก็ไม่มีสิทธิ์ด้วย คุณไปถามคำถามนี้กับคนที่เขาจะพูดว่าหึงคุณได้เต็มปากเต็มคำเถอะ”

“แต่ฉันจะดีใจมากกว่าถ้าคนที่หึงคือเธอนะ”

เมื่อเอ่ยประโยคนั้นจบ คนพูดก็ประทับริมฝีปากลงบนกระหม่อมของเด็กหนุ่ม ธีระปิดตาแน่นและดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงจนถึงไหล่ ฝ่ายกฤตภาสเห็นเช่นนั้นก็ไม่เอ่ยอะไรเพิ่ม เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเกินจะทนรับอะไรไหวแล้วในค่ำคืนนี้ จึงเพียงแค่ขยี้ผมเของด็กหนุ่มเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปหยิบเสื้อผ้าที่จะเปลี่ยนแล้วเดินเข้าห้องน้ำตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก

กระทั่งได้ยินเสียงปิดล็อคประตูและตามด้วยเสียงสายน้ำจากฝักบัว ธีระจึงได้ยอมลืมตาและปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา โพรงจมูกของเขาแสบร้อนเช่นเดียวกับขอบตาที่ร้อนผ่าว มือข้างหนึ่งกำผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วเกร็งเป็นสีขาว

ทำไม...จะพูดแบบนั้นให้ได้อะไรขึ้นมา...ล้อเล่นกับหัวใจเขาอย่างนี้มันสนุกมากนักหรือไงกัน...

ธีระพยายามทำใจนับตั้งแต่วินาทีที่ตระหนักว่าตนกำลังติดบ่วงแห่งความหลงใหลที่ยากจะถ่ายถอน ยิ่งรู้ตัวว่ากำลังจมดิ่งลงไปในห้วงเสน่หา เขาก็ยิ่งพยายามตะเกียกตะกายจะถีบตัวให้พ้นเหมือนปลาที่ต้องการจะดิ้นให้หลุดออกจากแห ทว่ากฤตภาสกลับไม่ยอมปล่อยมือจากเขา ยิ่งรู้ว่าเขาพยายามหนีก็ยิ่งเข้ามาใกล้ ยิ่งมาทำให้เขาสับสนไม่เลิกราว่าต้องการอะไรจากการทำเช่นนี้กันแน่

หากต้องการเพียงความสนุก ความสะใจที่เอาชนะเขาได้ ก็ปล่อยมือจากเขาเสียทีเถิด เพราะเขาแพ้ในเกมนี้นับตั้งแต่รู้ตัวว่าสูญเสียหัวใจให้กฤตภาสไปแล้ว...

ภายในห้องพักผู้ป่วยเงียบสงัดเมื่อกฤตภาสเดินออกมาจากห้องน้ำอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้พยายามส่งเสียงดังรบกวนการนอนของคนบนเตียง

ความจริงเขาอาบน้ำเสร็จได้พักใหญ่แล้ว แต่เพราะเดาได้จากท่าทีของธีระว่าอ่อนเพลียจากการพูดคุยกับเขาแค่ไหน และเขาไม่ต้องการจะเพิ่มความเครียดให้อาการแสบกระเพาะของคนเจ็บยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก จึงกะเวลาจนกระทั่งคิดว่าเด็กหนุ่มคงผล็อยหลับไปแล้วถึงค่อยออกมา

เขาเดินไปวางเสื้อผ้าชุดเก่าที่เปรอะเปื้อนอาเจียนบนโซฟา จากนั้นก็เลื่อนเก้าอี้มานั่งมองคนที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าอ่อนเยาว์ไม่แสดงออกว่ารับรู้การเคลื่อนไหวของเขา ท่าทางจะเหนื่อยจนหลับลึกเต็มที่

กฤตภาสเท้าคางบนแขนข้างหนึ่งขณะทอดสายตามองคนที่กำลังหลับใหล เขายกมืออีกข้างขึ้นลูบผมของธีระเบาๆ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มไม่ตื่นก็ก้มลงไปสูดกลิ่นหอมจากเรือนผมนิ่มเข้าจนเต็มปอด

เขาคิดถึงกลิ่นนี้...คิดถึงเด็กคนนี้เหลือเกิน...

ชายหนุ่มไล้ฝ่ามือไปตามผิวแก้ม ลำคอ กระทั่งถึงแผ่นหลังของคนบนเตียงไปมา ธีระขดตัวมากขึ้นนิดหนึ่งแต่ก็ไม่มีทีท่าจะตื่น ดูๆ ไปก็เหมือนลูกแมวที่กำลังพอใจกับการถูกลูบไล้ในยามที่ไม่รู้สึกตัว ท่าทางไร้การป้องกันเช่นนั้นดึงมุมปากของกฤตภาสให้ยกสูงขึ้น


“เราไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อความสุขในอนาคตแค่ไหน”

“สัญญาสิกฤต แกจะใช้ชีวิตข้างนอกนั่นแทนฉัน แกจะมีความสุขแทนฉัน”

“มึงอยากจะให้เขาอยู่ข้างตัวหรือตัดออกจากชีวิตก็ทำให้มันชัดเจนสักทีเถอะ”



คำแนะนำ ขอร้อง ตักเตือนจากเหล่าคนใกล้ชิดย้อนกลับมาหากฤตภาสอีกครั้งดั่งสายน้ำไหล ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนเชื่อฟังหรือจดจำคำพูดใครสักเท่าไหร่เพราะเติบโตมากับแม่ที่พยายามจะชี้นำความคิด ชายหนุ่มจึงชาชินกับการปล่อยให้คำพูดของคนอื่นเป็นเพียงลมปากที่เข้าหูซ้ายแล้วทะลุหูขวา แต่น่าแปลกที่ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่นาน เขากลับเก็บคำพูดทุกคำที่เกี่ยวกับตัวเขาและความสัมพันธ์ในอนาคตมาใส่ใจถึงขนาดนี้

และนั่นทำให้เขาได้ข้อสรุปกับตัวเองในที่สุด

ถ้าหากเขาไม่เชื่อในความรักเพราะเห็นตัวอย่างชีวิตคู่อันแหลกเหลวมาจากพ่อกับแม่ กฤตภาสก็คิดว่าเขาเชื่อมั่นในตัวเองได้ เชื่อมั่นในสัญชาตญาณที่ว่าธีระคือคนเดียวที่จะดับความร้อนรุ่มกระวนกระวายในใจได้ และเชื่อว่าตัวเองสามารถเป็นที่พึ่งพิงให้อีกฝ่ายตลอดไปได้เช่นกัน

ธีระรักเขา ต่อให้ศุภวัฒน์ไม่บอกเขาก็รู้ ความหวั่นไหวที่สะท้อนในดวงตากลมโตนับตั้งแต่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งคือหลักฐานอันชัดเจน กระทั่งท่าทีไม่ยอมรับตอนที่ถูกเขาถามว่าหึงล้วนตอกย้ำความมั่นใจนี้ เพียงแต่อีกฝ่ายยังหวาดหวั่น ไม่มั่นใจและไม่กล้าเชื่อว่าเขาจะรู้สึกอย่างเดียวกัน และกฤตภาสก็รู้ตัวดีว่าเขาเป็นคนที่ยากแก่การทำความเข้าใจจริงๆ ในเมื่อแต่ไหนแต่ไรเขายึดถือเรื่องการไม่เปิดเผยความในใจให้ใครระแคะระคายอยู่เสมอมา

แต่ตอนนี้อะไรบางอย่างในตัวเขาเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว และเขาก็ไม่ได้นึกรังเกียจความเปลี่ยนแปลงนี้ ถึงแม้มันจะแปลกใหม่และไม่คุ้นเคย แต่กฤตภาสคิดว่าเขารับตัวเองที่เป็นเช่นนี้ได้ หากมันจะแลกมาซึ่งการได้ตัวเด็กหนุ่มกลับมาอยู่เคียงข้างเหมือนที่เคยเป็น

นัยน์ตาสีนิลหรี่ลงขณะเลื่อนข้อนิ้วไปถึงริมฝีปากสีชมพู เขาก้มลงแนบริมฝีปากตนเองกับริมฝีปากที่แห้งผากนั้น ราวกับว่าจะตอกย้ำการตัดสินใจของตัวเอง เช่นเดียวกับการฝากตราประทับลงบนคนที่เขาเลือกแล้วว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะทำให้เป็นคนของเขาทั้งตัวและหัวใจให้ได้

ร่างสูงหยัดตัวขึ้นจากเก้าอี้ เขาเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือซึ่งวางอยู่บนโต๊ะมากดหาหมายเลขซึ่งไม่ได้โทรออกมานาน แม้จะรู้ดีว่าเวลานี้ดึกดื่นจนเสียมารยาทที่จะโทรไปหา แต่เขาก็ไม่ต้องการจะเสียเวลายื้อการตัดสินใจนี้ให้ยาวนานออกไปอีกแม้แต่นาทีเดียว

ปกติเขาอาจชินกับการทำให้คนอื่นสับสนต่อการแสดงท่าทีอันคลุมเครือ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่กฤตภาสต้องการทำทุกอย่างให้ชัดเจน มันอาจจะเป็นก้าวแรกที่เขายอมเบี่ยงเบนออกจากวิถีที่เคยทำมาตลอดชีวิต แต่ ณ จุดนี้แล้วเขาหาได้สนใจ แค่การที่เขายอมรับว่าตกหลุมรักใครสักคนก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตสามสิบสามปีแล้ว ดังนั้นถ้าจะก้าวล้ำไปอีกสักขั้นหนึ่งจะเป็นไรเล่า ไม่ใช่ว่าธีระทำให้เขาเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้หรอกหรือ

นัยน์ตาคมสีนิลหันไปมองคนที่กำลังหลับขณะยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เขามองแผ่นอกที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจ แพขนตาที่ไหวระริก กระทั่งปลายนิ้วที่สั่นนิดๆ เหมือนเจ้าตัวกำลังละเมอ แล้วความรู้สึกหวงแหน อยากครอบครองก็ยิ่งเอ่อท้นจนแทบหายใจไม่ออก มันเป็นความอยากครอบครองที่ผสมปนเปไปกับความเห็นแก่ตัว อยากเห็นอีกฝ่ายมีความสุขและมีรอยยิ้มได้เพราะเขาเพียงคนเดียว

ถ้าหากสิ่งที่ธีระต้องการคือท่าทีที่ชัดเจน เขาก็จะทำให้ไม่ว่าเจ้าตัวจะยินดียอมรับหรือไม่ก็ตาม ช่วงเวลาที่เด็กหนุ่มไม่อยู่ได้ให้บทเรียนกับกฤตภาสแล้วว่าความว่างโหวงในใจสามารถทำให้คนอึดอัดทรมานได้แค่ไหน หากสิ่งที่เขากำลังคิดจะทำต่อจากนี้นับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เขาก็เต็มใจจะกระโจนลงสู่ความผิดพลาดนี้ มากกว่าจะยอมทนเห็นเด็กหนุ่มเดินออกจากชีวิตเขาไปเป็นครั้งที่สอง



++---TBC---++



A/N: อากาศเริ่มหนาวแล้ว รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ จิบชาหรือโกโก้อุ่นๆ ไป อ่านนิยายลุ้นเอาใจช่วยน้องตี้ไปก็ฟินดีนะเออ ^_^




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2557 14:29:02 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 38


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 38

ท้องฟ้ายามเย็นเป็นสีขมุกขมัวเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ ยิ่งความสลัวแผ่คลุมผืนฟ้า แสงจากหลอดไฟภายในโรงแรมซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงก็ยิ่งส่องสว่าง ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเริ่มงานอย่างเป็นทางการ แต่แขกเหรื่อก็ทยอยกันเดินทางมาก่อนเวลาพอสมควร เสียงพูดคุยทักทายดังจ้อกแจ้กไปทั่วบริเวณเพราะส่วนใหญ่ต่างก็รู้จักกันอยู่แล้ว

พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนต่างยิ้มรับแขกอย่างกระตือรือร้น ด้านพนักงานบริการก็คอยเดินเสิร์ฟเครื่องดื่มไม่ให้บกพร่อง เมื่อได้เห็นบรรยากาศอันคึกคักตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน สุพิชชาซึ่งเป็นแม่ของศันสนีย์และเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดการงานครั้งนี้ก็ยิ้มจนหน้าบาน หลังจากทักทายแขกเหรื่อบางส่วนแล้วก็ปลีกตัวไปดูความเรียบร้อยที่ห้องของเหล่านางแบบ

"เป็นไงบ้างจ๊ะหนุ่มๆ สาวๆ แต่งตัวกันเสร็จหรือยัง?"

สุพิชชาทักขึ้นหลังจากก้าวเข้ามาในห้องแต่งตัว ศันสนีย์ซึ่งแต่งหน้าทำผมพร้อมแล้วจึงเดินเข้าไปหาแล้วก็ยิ้มถาม

"เป็นไงบ้างคะแม่ คืนนี้หนูสวยมั้ย?"

"อืม สวยจ้ะ อยากให้ซันแต่งหน้าทำผมอย่างนี้บ่อยๆ จัง แม่จะได้มั่นใจหน่อยว่ามีลูกสาว"

"อ๊าย! แม่ก็!"

ศันสนีย์แกล้งทำเสียงขัดใจเพราะถูกกระเซ้าจนเพื่อนๆ หัวเราะ ธีระซึ่งนั่งอยู่ไม่ห่างนักก็ผสมโรงหัวเราะด้วยเช่นกัน เขาแต่งตัวเสร็จเป็นคนแรกๆ เพราะว่าเครื่องแต่งกายไม่ซับซ้อน เพียงแต่ต้องแต่งหน้าและเซ็ทผมนิดหน่อยเพื่อไม่ให้หมองเวลาขึ้นเวที

พวกเขามาถึงโรงแรมตั้งแต่ตอนบ่ายเพราะต้องซ้อมเดินแบบกับเวทีจริงให้ชิน หลังจากซ้อมเสร็จถึงค่อยทยอยเข้ามาแต่งตัวและทำผมที่ห้องนี้ ถึงแม้จะผ่านมาสามชั่วโมงแล้ว แต่บรรยากาศในห้องแต่งตัวก็ยังคงตื่นเต้นไม่แพ้ด้านนอก

"ถ้าหากว่าส่วนใหญ่แต่งตัวกันเสร็จแล้วก็ออกไปถ่ายรูปกับแขกหน่อยนะจ๊ะ จะได้โชว์เครื่องเพชรที่จะประมูลไปด้วยเลย ยังไงก็ระวังอย่าทำอะไรตกหายกันนะลูก"

สุพิชชาเอ่ยก่อนจะเดินกลับออกไปที่ด้านหน้างาน ศันสนีย์หันไปมองเพื่อนๆ แล้วจึงพยักหน้าเป็นเชิงว่าให้ออกไปพร้อมกัน แต่เมื่อเห็นธีระลุกขึ้นมาด้วยก็เลิกคิ้ว

"ไม่กินข้าวก่อนเหรอตี้? ตั้งแต่แกแต่งตัวเสร็จก็เอาแต่มานั่งดูพวกฉันแต่งหน้าทำผม ถ้าเริ่มงานเมื่อไหร่ก็จะไม่ได้กินอะไรอีกยาวเลยนะ"

"นั่นสิพี่ตี้ ครัวซองต์สักชิ้นก็ยังดีนะคะ พราวไปหยิบให้เอามั้ย?"

พราวภิรมย์ในชุดกระโปรงสีขาว ผมที่ยาวถึงสะโพกดัดเป็นลอนคลื่นบุ้ยคางไปทางถาดอาหารสำหรับทีมงานตรงมุมห้อง แต่ธีระเพียงแต่ส่ายหน้ายิ้มๆ

"ไม่ต้องหรอกครับน้องพราว เมื่อกลางวันพี่กินข้าวไปเยอะก็เลยยังอิ่มอยู่ เดี๋ยวไว้เสร็จงานแล้วค่อยกินทีเดียวดีกว่า"

เรื่องที่เขายังอิ่มข้าวกลางวันนั้นเป็นการพูดปดโดยแท้ แต่ธีระก็ไม่นึกอยากอาหารในเวลานี้เพราะรู้สึกตื่นเต้นจนกลัวว่าท้องไส้จะปั่นป่วน ศันสนีย์เอียงคอมองเพื่อนและเห็นว่าสีหน้าไม่อิดโรยจึงพยักหน้า

"เอางั้นก็ได้ ถ้างั้นออกไปถ่ายรูปกัน แต่ถ้าแกหิวก็แอบมากินอะไรก่อนนะ ยังมีเวลาอีกเกือบชั่วโมงกว่างานจะเริ่ม"

ธีระพยักหน้า เขาหันไปส่องกระจกอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเข็มกลัดที่ทำจากเพชรและทับทิมบนเสื้อ รวมทั้งแหวนทับทิมเม็ดโตบนนิ้วกระชับดี จากนั้นจึงค่อยเดินตามเพื่อนๆ ออกไปที่ด้านหน้าโถงจัดงาน เนื่องจากการเดินแบบคราวนี้มีเครื่องประดับราคาแพงบนตัวจึงทำให้เขากังวลว่าจะทำอะไรหล่นหรือเสียหาย โชคยังดีที่เขาต้องดูแลเครื่องประดับเพียงแค่สองชิ้นเท่านั้น ในขณะที่ศันสนีย์ซึ่งต้องเดินแบบปิดท้ายนั้นสวมเครื่องประดับรวมทั้งหมดมูลค่าเฉียดยี่สิบล้าน

ว่าแต่ทำไมช่วงนี้เราถึงถูกโฉลกกับทับทิมนักนะ ก่อนกลับจากน่านพี่ปิ๊กก็ให้สร้อยข้อมือทำจากลูกปัดทับทิมเหมือนกัน ถ้าหากคืนนี้ไม่ลืมจะลองโทรถามว่ามีความหมายยังไงดูดีกว่า...

เด็กหนุ่มคิดพลาง เดินตามเพื่อนๆ ไปพลางจนมาถึงโถงด้านหน้าห้องจัดเลี้ยง บริเวณฉากหลังที่ทำไว้ให้แขกถ่ายรูปมีการแสดงร้องเพลงประสานเสียงจากนักเรียนของมูลนิธิที่ทางสมาคมเชิญมา เมื่อเด็กๆ ร้องเพลงจบก็ได้รับเสียงปรบมือจากบรรดาแขกเหรื่อที่ยืนชม จากนั้นทางสต๊าฟจึงพานักเรียนและคุณครูผู้ดูแลไปนั่งพักในห้องที่เตรียมไว้ แล้วจัดให้พวกนางแบบและนายแบบได้ออกไปโชว์ตัวเพื่อให้แขกร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแทน

เมื่อเหล่านางแบบและนายแบบไปยืนที่หน้าฉากก็ถูกช่างภาพและนักข่าวรุมถ่ายรูปทันที ธีระรู้สึกไม่ค่อยชินนักเพราะไม่เคยต้องออกงานในฐานะเป็นจุดสนใจมาก่อน ครั้นแล้วก็ให้นึกเสียดายที่บอกปัดความคิดของศันสนีย์ที่ว่าให้เขาใส่แว่นกันแดดเวลาเดินแบบ แต่หลังจากที่ได้ลองซ้อมกับเวทีจริงๆ เมื่อตอนบ่าย เขาก็มั่นใจว่าตัวเองคงได้ทำเรื่องขายหน้าแน่ถ้าหากใส่แว่นตาดำขึ้นไปบนเวทีจึงขอเปิดหน้าดีกว่า

ในหมู่นางแบบและนายแบบที่ถูกคัดตัวไว้สำหรับค่ำคืนนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าศันสนีย์เด่นที่สุดเนื่องจากเป็นลูกครึ่งที่โครงหน้าหวานคมสะดุดตา นอกจากนี้ยังเคยเล่นโฆษณาประปรายจึงทำให้มีคนจำได้บ้าง ดังนั้นหลังจากถ่ายรูปหมู่กันไปไม่นาน หญิงสาวก็กลายเป็นคนที่บรรดาแขกเหรื่ออยากถ่ายรูปด้วยมากที่สุดไปโดยปริยาย

"พี่ซันเนี่ยสวยจริงๆ นะ ตัวก็สูงด้วย พราวอยากหุ่นแบบนั้นบ้างจัง"

พราวภิรมย์ซึ่งบัดนี้ยืนอยู่วงนอกกับธีระเอ่ยพลางก้มลงมองตัวเอง เนื่องจากเธอเป็นคนค่อนข้างตัวเล็ก ถึงแม้จะสวมรองเท้าเสริมส้นแล้วก็ยังดูไม่ระหงอยู่นั่นเอง ธีระจึงได้แต่เอ่ยปลอบ

"แต่พี่กลับได้ยินซันชอบบ่นนะว่าหาเสื้อผ้าใส่ยาก รองเท้าน่ารักๆ ก็ไม่ค่อยจะมีไซส์ขาย หุ่นอย่างน้องพราวกำลังดีแล้วล่ะ"

อาจเพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้มีรูปร่างสูงใหญ่ ธีระจึงรู้สึกว่าพวกผู้หญิงที่ตัวเล็กนั้นดูน่าทะนุถนอมมากกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กระตุ้นเร้าเขาในเชิงชู้สาวก็ตาม

"ขอบคุณค่ะพี่ตี้ เฮ้อ! อยากให้งานเริ่มเร็วๆ จังเลย ว่าแต่คนเริ่มมากันเยอะแล้วนะ เดี๋ยวพราวไปเข้าห้องน้ำก่อนดีกว่า พี่ตี้จะไปด้วยมั้ยคะ?"

"ไม่ล่ะครับ เดี๋ยวพี่รอเพื่อนๆ อยู่ตรงนี้แหละ ไว้ค่อยเจอกันที่หลังเวทีเลยก็แล้วกัน"

"โอเคค่ะ งั้นพราวขอตัวก่อนนะ"

เด็กสาวเอ่ยจบก็เดินไปทางห้องน้ำซึ่งอยู่อีกฟากของห้องจัดงาน ธีระจึงเบนสายตากลับมายังด้านหน้าฉากถ่ายรูปที่เต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง แล้วก็สะดุ้งจนตัวโยนเมื่อถูกมือใหญ่ตบลงบนบ่า

"เป็นไงบ้าง?"

น้ำเสียงคุ้นหูค่อยทำให้ธีระระบายลมหายใจยาวอย่างโล่งใจ เขาหันไปพนมมือไหว้ผู้สูงวัยกว่าแล้วก็เอ่ยทัก

"สวัสดีครับหมอเหวิน"

"พอตี้แต่งตัวแบบนี้แล้วดูแปลกตาไปเลยแฮะ อืม...แต่ก็ดูดี"

ศุภวัฒน์กวาดตามองเขาขึ้นลงแล้วก็เอ่ยชมยิ้มๆ วันนี้นายแพทย์หนุ่มสวมชุดสูทสีดำเหมือนกับวันที่ไปร่วมงานเปิดตัวโน้ตบุ๊คที่กฤตภาสจัด แต่วันนี้ดูแตกต่างเพราะเสื้อตัวในเป็นเชิ้ตสีเทาอ่อนที่ไม่มีปกและไม่ผูกเนคไท

"ขอบคุณครับ คุณหมอเพิ่งมาเหรอครับ?"

"ก็รอให้เคลียร์งานที่คลินิกเสร็จก่อนน่ะ แล้วนี่พร้อมจะขึ้นเวทีมั้ย?"

"ก็คงพอได้แหละครับ เมื่อบ่ายก็ซ้อมเดินไปตั้งหลายรอบแล้ว"

สีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งมุ่ยของเด็กหนุ่มบอกให้รู้ว่าโดนคำถามแทงใจดำ ศุภวัฒน์จึงหัวเราะพลางกวาดตามองไปรอบด้านอย่างแนบเนียน แต่เมื่อไม่เห็นคนที่คาดหวังก็ได้แต่ลอบแยกเขี้ยวในใจ

อะไรกันล่ะเนี่ย...อุตส่าห์ชี้โพรงให้ตั้งขนาดนี้แล้ว อย่าบอกนะว่าไอ้กฤตไม่มา...

“คุณหมอได้ลงชื่อเข้างานหรือยังครับ? เห็นว่ามีของที่ระลึกแจกให้ด้วยนะ”

“ของที่ระลึกเหรอ ของพรรค์นั้นถ้าหลังจบงานแล้วเหลือแม่เขาก็คงเอามาให้เองแหละเพราะว่าเหลือทุกปี...เปลี่ยนใจล่ะ หมอว่าหมอไปลงชื่อเอาของที่ระลึกดีกว่า เดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลังนะตี้”

จู่ๆ ศุภวัฒน์ที่หันมองไปทางอื่นก็หันมาบอกเขายิ้มๆ ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ธีระที่กำลังงุนงงมองตามก่อนจะเบนสายตากลับมาด้านหน้าอีกครั้ง แต่แล้วเมื่อสายตาประสานกับคนที่เดินตรงเข้ามาหาอย่างแน่วนิ่ง ทั้งมือและเท้าของเด็กหนุ่มก็เย็นเฉียบในทันที สมองพลันว่างเปล่า กระทั่งเสียงพูดคุยของผู้คนรอบตัวก็กลายเป็นเพียงเสียงอู้อี้ราวกับถูกกั้นไว้อีกโลก

ทำไม...ถึงได้มาอยู่ที่นี่...

ตรงกันข้ามกับความว้าวุ่นใจที่แสดงออกอย่างชัดเจนของธีระ ใบหน้าของกฤตภาสกลับเรียบเฉย มีเพียงนัยน์ตาที่หากใครได้จ้องนานพอจึงจะสังเกตได้ถึงพายุอารมณ์ที่กำลังซัดสาดอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายใน เขาตั้งใจจะรีบมางานเลี้ยงตั้งแต่ช่วงบ่ายแต่ติดปัญหาที่บริษัทจึงเพิ่งจะได้ปลีกตัวออกมา ตลอดเวลาที่บึ่งรถมายังโรงแรมก็ได้แต่กระวนกระวายว่าจะได้พบธีระจริงไหมมาตลอดทาง เขารู้ดีว่าศุภวัฒน์คงไม่โกหกตอนที่เอาบัตรเชิญเข้างานไปให้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่สามารถสงบใจลงจนกว่าจะได้เห็นธีระกับตาจริงๆ

...เสียที่ไหนกัน

กฤตภาสเป็นคนทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ ถึงแม้ในการทำงานจะค่อนข้างพิถีพิถันกับการวางแผนก็ตาม แต่นั่นเป็นเพราะเขามีลูกน้องในสังกัดซึ่งแต่ละคนก็ล้วนต่างความคิดและนิสัยใจคอ เขาจึงเสี่ยงด้วยการตัดสินใจทุกอย่างตามสัญชาตญาณไม่ได้หากไม่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลให้รัดกุม แต่สำหรับเรื่องส่วนตัวแล้วเขาให้อิสระกับตัวเองเต็มที่ด้วยการไม่ยึดติดแบบแผนใดๆ หรือคิดอะไรล่วงหน้าทั้งสิ้น

และก็เพราะอย่างนี้ เขาจึงไม่ได้จินตนาการไว้ก่อนเลยว่าเมื่อได้เจอธีระเข้าจริงๆ แล้วจะเกิดความรู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่ายิ่งเห็นเด็กนั่นเบิกตาโตมองเขา ความหงุดหงิดที่อีกฝ่ายแอบหนีไปก็ยี่งปรี่ขึ้นมาจนในหัวแทบจะระเบิด เช่นเดียวกับความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระแทกในอกซ้ำแล้วซ้ำเล่านับตั้งแต่วันที่ยอมรับว่าเด็กคนนี้มีอิทธิพลกับเขามากกว่าคนอื่นๆ

ธีระยืนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสมอตรึงไว้กับพื้น ทุกฝีก้าวที่พากฤตภาสใกล้เข้ามาทำให้เขายิ่งสังเกตรายละเอียดของอีกฝ่ายได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ค่ำคืนนี้ร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดสูทสีน้ำตาลโดยที่เสื้อตัวในเป็นคอวีสีขาว การแต่งกายโดยรวมดูลำลองกว่าแขกที่เดินอยู่ในงาน แต่ความแตกต่างนั้นยิ่งขับให้เจ้าตัวดูโดดเด่นท่ามกลางกระแสสีดำและสีเทา หรือว่าที่เลือกสวมชุดนี้มาจะเป็นเพราะจงใจ?

นัยน์ตาซึ่งมองเขาอย่างมุ่งมั่นเหมือนนายพรานมองเห็นเหยื่อที่ตามหาทำให้ใจของธีระยิ่งรัวแรง ขณะเดียวกันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมกฤตภาสถึงได้มางานเลี้ยงแบบนี้ทั้งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกสิ...ต่อให้มีเหตุผลอันสมควรที่จะต้องมางานนี้ก็ตามที เขาควรจะเอะใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่แสดงสีหน้าแปลกใจที่ได้เห็นเขา แถมยังตั้งใจก้าวเข้ามาหาราวกับนั่นคือจุดประสงค์หลักที่มางานนี้มากกว่า

ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็ถอนสายตาจากกฤตภาสแล้วหันไปทางที่ศุภวัฒน์เดินจากไปทันที นายแพทย์หนุ่มกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะลงทะเบียน เมื่อเห็นสายตาของเขาก็รีบยิ้มแล้วหันหนีเหมือนร้อนตัว เด็กหนุ่มจึงตระหนักทันทีว่าโดนคนที่ไว้ใจหักหลังเข้าให้แล้ว ใช่สิ...คนที่เพิ่งรู้จักกันอย่างเขาจะไปสำคัญกว่าเพื่อนที่โตมาด้วยกันได้อย่างไร

กระแสความขุ่นเคืองพลุ่งขึ้นในอกของธีระ ทั้งที่เขาไม่คิดเลยว่าจะมีใครทำให้โกรธแบบนี้ได้อีกนอกจากกฤตภาส ความขุ่นเคืองนั้นช่วยฉุดรั้งสติของเขาคืนมา ทว่าเมื่อตั้งใจจะเดินหนีไปยังห้องแต่งตัว คนที่อยากอยู่ให้ห่างที่สุดให้วินาทีนี้กลับก้าวมาขวางอยู่ข้างหน้า

ระยะที่ประชิดกันอย่างไม่ให้ตั้งตัวนำพากลิ่นน้ำหอมอันคุ้นเคยให้ลอยมาแตะฆานประสาท ธีระอยากจะกลั้นหายใจแต่ก็ไม่ทัน กลิ่นนั้นดึงความทรงจำเก่าๆ ให้หวนคืนมาไปเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับตอกย้ำว่าเขาไม่เคยลืมช่วงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกฤตภาสเลยสักชั่วอึดใจ

ทำไม...ถึงต้องมาอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ด้วย รอให้เขาลืมเรื่องที่เคยเกิดขึ้น ลืมความรู้สึกที่ไม่ควรจะมีในหัวใจไปก่อนไม่ได้หรือไง...


++------++


“ไม่ได้เจอกันนานนะ”

นั่นเป็นประโยคแรกที่กฤตภาสเอ่ยผ่านริมฝีปาก กระทั่งหลุดประโยคนั้นออกไปแล้วถึงค่อยรู้สึกตัวว่ามันไร้สาระแค่ไหน นัยน์ตาสีนิลจับจ้องธีระที่เม้มปากแน่นและไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตา วินาทีนั้นเขานึกอยากจะอุ้มเด็กหนุ่มขึ้นพาดไหล่แล้วพาออกไปหาที่คุยกันตามลำพังใจจะขาด

"ผมมีธุระ ขอตัวก่อนนะครับ"

ธีระเอ่ยโดยที่ยังหลุบตาลงต่ำ ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าหนีก็ถูกรั้งแขนข้างหนึ่งไว้

"ยังไปไม่ได้ เรามีเรื่องต้องคุยกัน"

"ผมว่าเราเคยคุยกันจบไปแล้วนะครับ ไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องคุยกันอีกแล้ว"

"แน่ใจเหรอ นี่เธอคิดว่าฉันลบรูปพวกนั้นหมดแล้วจริงๆ หรือไง? คิดอะไรไร้เดียงสาไปหน่อยล่ะมั้ง”

น้ำเสียงตัดรอนของธีระทำให้กฤตภาสโมโหจนเผลอพูดตรงข้ามกับความในใจ ใบหน้าของอีกฝ่ายที่ซีดเผือดลงทันทีขณะตวัดสายตาขึ้นมองเขาทำให้ในอกของชายหนุ่มปวดแปลบ บ้าเอ๊ย...เขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนี้ แต่ทำไมเด็กนี่จะต้องพยายามหลบเขาเหมือนเป็นตัวน่าขยะแขยงที่แค่อยู่ใกล้ก็หายใจไม่ออกอย่างนั้นด้วย

"ตี้ ได้เวลาไปเตรียมตัวที่หลังเวทีกันแล้วนะแก อุ๊ยตายตาเถรหก!"

สุเมธผละจากการถ่ายรูปเพื่อมาตามธีระ แล้วก็ต้องทำตาโตแทบถลนเมื่อได้เห็นชัดๆ ว่าคนที่ยืนอยู่กับเพื่อนตัวเองคือใคร ธีระรีบอาศัยจังหวะนั้นบิดแขนตัวเองออกจากอุ้งมือของกฤตภาสทันที จากนั้นก็แทบจะวิ่งเข้าไปแอบอยู่หลังสุเมธที่ตัวใหญ่กว่ามาก เมื่อเห็นว่าตัวเองถูกใช้เป็นโล่ห์กำบังระหว่างเพื่อนสนิทกับผู้ชายที่ตัวใหญ่พอๆ กับเขาแต่กำลังทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่าคน สุเมธก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก

"อ่า...เอ่อ..."

"ไปกันเถอะเมธ เดี๋ยวคนอื่นจะรอ"

เด็กหนุ่มจับมือเพื่อนแล้วก็รีบจูงไปทางห้องด้านหลังเวที ทิ้งให้กฤตภาสยืนทำหน้าไม่พอใจอยู่กับที่คนเดียว นัยน์ตาสีนิลเพ่งมองมือของธีระที่กุมอยู่บนมือของสุเมธเขม็ง ฉับพลันก็รู้สึกอยากระบายอารมณ์ด้วยการทำลายข้าวของขึ้นมา

"ใจเย็นๆ ไว้ก่อนเว้ย มึงนี่นะ เล่นทำแบบนั้น ถ้ากูเป็นน้องตี้ก็คงไม่อยากคุยด้วยเหมือนกันแหละวะ"

ศุภวัฒน์เดินเข้ามาตบบ่าเพื่อนดังปุ เขาแอบขยับเข้ามาใกล้ทั้งคู่ตั้งแต่นาทีที่เห็นกฤตภาสจับแขนธีระแล้ว ถึงแม้จะรู้ดีว่าเพื่อนของเขาไม่ใช่คนไร้สมองถึงขั้นจะใช้กำลังหักหาญใคร แต่ไอ้ฝีปากที่เชือดเฉือนยิ่งกว่าคมมีดนั่นแหละที่น่าเป็นกังวลที่สุด

"มึงคิดว่ากูจะทำอะไรเขา?"

"จะไปรู้เหรอ? เมื่อกี้มึงตั้งใจจะทำอะไรหรือเปล่าล่ะ?"

นายแพทย์หนุ่มตอบพลางยักไหล่ ถึงแม้เมื่อครู่จะไม่ได้ยินว่ากฤตภาสพูดว่าอะไร แต่สีหน้าตกใจของธีระก่อนที่เพื่อนจะเข้ามาเรียกก็ทำให้เห็นแล้วอดสงสารไม่ได้

กฤตภาสเพียงแต่เบนสายตากลับไปยังทิศทางที่ธีระเดินจากไปจนกระทั่งลับหายไปตรงหัวมุม มือขวาของเขากำแน่นเข้าเหมือนจะพยายามกุมไออุ่นที่ได้จากการสัมผัสอีกฝ่ายเอาไว้ ตั้งแต่ชั่วแวบแรกที่ได้สบตากันอีกครั้ง เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองคิดถึงเด็กคนนั้นมากแค่ไหน และนั่นก็ทำให้เขายิ่งขัดใจที่พบว่าธีระมีปฏิกิริยาตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ทำไมกัน...หรือเด็กนั่นไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาบ้างเลยหรือไง...

"อ้าว? ลูกกฤต? ตายจริง มาด้วยเหรอลูก?"

"หม่าม้า สวัสดีครับ"

เมื่อได้ยินเสียงทักของวิรดาซึ่งเป็นแม่ของศุภวัฒน์ กฤตภาสก็เก็บแววตาอันลึกล้ำเอาไว้แล้วหันไปไหว้ทักทายอย่างคุ้นเคย ผู้สูงวัยเข้ามาสวมกอดแล้วก็ลูบหลังไหล่เขาด้วยความเอ็นดู

"ดีใจจริงที่ลูกกฤตมาด้วย ตอนแรกหม่าม้าก็ชวนแม่ของเราแล้วนะแต่เขาบอกว่าขี้เกียจออกจากบ้าน อีกประเดี๋ยวงานจะเริ่มแล้วล่ะ เข้าไปข้างในกันสิลูก พวกนางแบบที่จะมาเดินแฟชั่นโชว์คืนนี้สวยๆ กันทั้งนั้นเลย"

"ได้ครับหม่าม้า เดี๋ยวพวกผมจะเข้าไป"

ชายหนุ่มยิ้มให้หญิงสูงวัยที่ผละไปทักทายแขกคนอื่น ศุภวัฒน์หันมามองรอยยิ้มที่แต้มอยู่บนริมฝีปากของเพื่อนแต่ไปไม่ถึงแววตาแล้วก็ส่ายหน้า

"เฮ้อ บางทีกูก็ไม่รู้จะอิจฉาหรือเห็นใจมึงดี"

"หมายความว่าไง?"

กฤตภาสมุ่นคิ้วขณะทั้งสองเดินเข้าไปในห้องจัดงานเลี้ยงด้วยกัน ศุภวัฒน์หันไปหยิบไวน์จากพนักงานเสิร์ฟมาสองแก้วโดยยื่นแก้วหนึ่งให้กฤตภาส จากนั้นก็ยกไวน์ของตัวเองขึ้นจิบก่อนจะขยายความ

"ก็มึงปั้นหน้าเก่งไงล่ะ เวลาอยู่ต่อหน้าคนที่มึงไม่ได้รู้สึกผูกพันด้วยล่ะก็จะแจกยิ้มให้ง่ายๆ ทุกที แต่กับคนที่มีความหมายจริงๆ ดันเอาแต่ทำหน้ายักษ์ใส่ ยิ่งท่าทีของมึงกำกวมแบบนี้ กูว่าที่น้องตี้จะพยายามหนีก็คงไม่แปลก"

แสงไฟในงานเริ่มสลัวลงเมื่อบรรดาแขกเหรื่อส่วนใหญ่ทยอยเข้ามาในห้องจัดงาน กฤตภาสฟังคำเตือนของศุภวัฒน์แล้วก็เพียงแต่ยกไวน์ขึ้นจิบเงียบๆ ทว่าในสมองกลับครุ่นคิด

เขาเป็นคนแบบนั้นหรือ? กฤตภาสรู้ตัวอยู่แล้วเรื่องที่เสแสร้งปั้นหน้าเก่งในเมื่อนั่นเป็นทักษะที่จำเป็นในการเข้าสังคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปกติแล้วเขาเป็นคนที่ชอบทำหน้าเหมือนโกรธเกลียดคนทั้งโลกเสียหน่อย เพิ่งจะมีระยะหลังนี่เองที่เขาเห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาง่ายไปหมด กระทั่งเรื่องที่เคยทำแล้วรื่นรมย์ก็ยังเปลี่ยนเป็นสะอิดสะเอียน ทั้งหมดนี้...ก็เพราะคนที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีอิทธิพลกับความรู้สึกของเขาเพียงคนเดียว

เสียงดนตรีดังขึ้นพร้อมกับที่สปอตไลท์ฉายส่องไปบนเวทีอันเป็นสัญญาณว่าใกล้เริ่มงาน โดยรอบเวทีมีเก้าอี้จำนวนหนึ่งตั้งไว้สำหรับบรรดากรรมการสมาคมและแขกชั้นผู้ใหญ่ ส่วนกฤตภาสกับศุภวัฒน์ยืนเยื้องไปทางด้านหลัง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะส่วนสูงของทั้งคู่ทำให้ค่อนข้างจะได้เปรียบอยู่แล้ว

"พี่กฤต?"

เสียงเรียกจากด้านข้างดึงความสนใจจากกฤตภาสและศุภวัฒน์ให้หันไปมองพร้อมกัน แม้ว่าแสงตรงบริเวณที่พวกเขายืนอยู่จะสลัวแต่ก็ไม่ได้มืดสนิท กฤตภาสจึงเอ่ยทักเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

"มีน? มาได้ยังไงน่ะ?"

"ลูกพี่ลูกน้องของมีนเป็นหนึ่งในนางแบบของงานคืนนี้น่ะค่ะ เขาให้บัตรเชิญแล้วมีนอยู่ว่างๆ ก็เลยมา ไม่นึกว่าพี่กฤตก็จะมางานแบบนี้ด้วย ดูไม่ค่อยเข้ากันเลยแฮะ"

หญิงสาวเอ่ยแล้วก็หัวเราะคิก กฤตภาสจึงแนะนำเกล็ดมณีกับศุภวัฒน์ให้รู้จักกัน จากนั้นพวกเขาทั้งสามก็หันความสนใจไปทางเวทีเช่นเดิม

พิธีกรชายหญิงเดินขึ้นเวทีเพื่อกล่าวทักทายแขกที่มาร่วมงาน จากนั้นก็เชิญหัวหน้าสมาคมขึ้นกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ตามด้วยการแสดงจากเด็กนักเรียนของมูลนิธิต่างๆ ที่ทางสมาคมจะบริจาคเงินหลังเสร็จสิ้นการประมูลให้ เมื่อการแสดงทั้งหมดจบลงก็ถึงเวลาของแฟชั่นโชว์เครื่องเพชรซึ่งเป็นไฮไลท์ของค่ำคืนนี้

“เอาล่ะค่ะ ต่อไปจะเป็นการเดินแบบเพื่อประมูลเครื่องเพชรการกุศลที่ทุกท่านรอคอยนะคะ โดยเครื่องเพชรทุกชุดที่จัดแสดงในงานนี้มาจากบริษัทเดอร์บี้ เจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ และเราจะได้ชมการเดินแบบของนางแบบและนายแบบจนครบทุกชุดก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มทำการประมูลในตอนท้าย หากทุกท่านพร้อมแล้ว ขอเชิญรับชมแฟชั่นการกุศลชุดพิเศษได้เลยค่ะ”

เมื่อสิ้นเสียงประกาศ สปอตไลท์สีขาวที่ส่องไปยังพิธีกรทั้งสองก็หรี่ลง เปลี่ยนเป็นไฟหลากสีสันที่หมุนวนสลับกันบนเวทีพร้อมกับเสียงดนตรีที่เปลี่ยนไป สายตาทุกคู่ถูกดึงดูดไปยังกลางเวทีซึ่งเป็นจุดที่นางแบบและนายแบบคู่แรกจะเดินออกมาเป็นตาเดียว

ยิ่งความตื่นเต้นจากการรอคอยของคนด้านนอกพุ่งสูงมากขึ้นเท่าไหร่ ด้านหลังเวทีก็ยิ่งตื่นตัวไม่แพ้กัน ทีมผู้จัดงานช่วยกันเรียงแถวนางแบบและนายแบบแต่ละคู่ตามลำดับที่ได้ซักซ้อมกันไว้ เมื่อคู่แรกก้าวขึ้นไปบนเวทีโดยมีพิธีกรช่วยแนะนำ เสียงปรบมือก็ดังเกรียวกราวมาถึงหลังเวทีที่พวกธีระยืนอยู่

เนื่องจากการเดินแบบครั้งนี้ต้องเน้นให้แขกที่เข้าชมงานได้เห็นเครื่องประดับชัดๆ ดังนั้นนางแบบและนายแบบจึงรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเดินช้าๆ และพยายามอวดเครื่องประดับให้ได้เห็นกันโดยทั่ว ดังนั้นสำหรับธีระกับพราวภิรมย์ซึ่งอยู่ค่อนข้างกลางๆ ของการแสดงจึงยังพอมีเวลาให้เตรียมใจอีกนิด พราวภิรมย์ดูตื่นเต้นเพราะเด็กสาวยิ้มแย้มขณะที่คล้องแขนของเด็กหนุ่มแน่น ส่วนธีระกลับรู้สึกว่ามือเย็นแต่มีเม็ดเหงื่อผุดบนหน้าผาก

“แอร์ไม่เย็นเหรอคะน้อง แปลกจัง”

หนึ่งในช่างแต่งหน้าหยิบทิชชู่ออกมาช่วยซับเหงื่อให้ธีระและเติมแป้งฝุ่นให้ เด็กหนุ่มจึงพยักหน้าขอบคุณ ฝ่ายพราวภิรมย์หันมาสังเกตเขาแล้วก็เอ่ยทัก

“พี่ตี้ หน้าซีดๆ รึเปล่าคะ?”

“ไม่หรอกครับน้องพราว อาจเพราะเพิ่งเติมแป้งไปเมื่อกี้ก็เลยดูซีดล่ะมั้ง”

ธีระพยายามยิ้มเพื่อให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ สบายใจ มาถึงตอนนี้แล้วจะแสดงความอ่อนแอไม่ได้ ถึงแม้ว่าการได้พบกับกฤตภาสเมื่อครู่จะส่งผลกับเขามากกว่าที่คิดก็ตาม

“คิวต่อไปเตรียมพร้อมด้วยนะครับ”

สต๊าฟที่คอยดูแลคิวเดินเข้ามาบอกพวกเขาขณะที่คู่ซึ่งอยู่ด้านหน้าเดินออกไป จากมุมที่ธีระยืนอยู่นั้นสามารถเห็นบรรดาแขกที่นั่งบนเก้าอี้รอบฝั่งซ้ายของเวทีได้เพราะแสงสปอตไลท์นั้นสว่างไปถึงบริเวณข้างเวทีด้วย แต่ถัดจากเก้าอี้ที่มีเพียงสามแถวไปแล้วจะเห็นแต่เงาตะคุ่มของแขกที่ยืนดูอยู่รอบนอกเท่านั้น

คุณกฤตอยู่ข้างนอกนั่น ที่ไหนสักแห่งในห้องจัดงาน...รอดูเราอยู่...

อาการปวดมวนในท้องหวนกลับมาอีกครั้ง ธีระนิ่วหน้าและขบฟันแน่น มือทั้งสองข้างกำเกร็งจนแม้แต่พราวภิรมย์ก็ขมวดคิ้วตาม เด็กสาวเหลือบเห็นว่าคู่ที่เดินก่อนหน้ากำลังจะกลับมาและพวกเธอก็ต้องเดินสวนออกไปแล้ว จึงหันมากระซิบกับธีระเสียงเบา

“พี่ตี้ไหวมั้ยคะ?”

“...ไหวครับ”

ธีระกระซิบตอบด้วยเสียงเบายิ่งกว่า แต่แค่จะเปล่งคำตอบออกมาให้ได้ก็ยังต้องใช้เรี่ยวแรงในการเค้นเสียงอย่างมาก พราวภิรมย์จึงตบมือลงบนหลังมือเขาเบาๆ

“ถ้างั้นแข็งใจอีกนิดนะคะ ของรอบแรกนี่แป๊บเดียวก็เสร็จแล้วล่ะ แล้วเดี๋ยวกลับมาพราวจะบอกสต๊าฟว่าขอให้พี่ตี้ไปพัก ส่วนเครื่องเพชรที่ต้องประมูลก็ฝากให้นายแบบคนอื่นใส่ขึ้นไปแทนก็แล้วกัน”

เด็กหนุ่มพยักหน้า เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายพยายามเสนอทางช่วยอย่างเต็มที่แล้ว อีกอย่างเวลาที่ออกไปเดินแบบจริงๆ ของแต่ละคู่ก็เพียงแค่นาทีเศษเท่านั้น เวลาเพียงเท่านี้เขาน่าจะทนไหว

“ไปได้เลยครับ”

สต๊าฟหันมาบอกพวกเขาเมื่อคู่ก่อนหน้าใกล้จะกลับมาถึงทางเข้า ธีระจึงสูดหายใจลึกแล้วยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม จากนั้นก็เดินควงคู่พราวภิรมย์ออกไปบนเวที

แสงสว่างจากสปอตไลท์และแฟลชจากกล้องถ่ายรูปทำให้เด็กหนุ่มตาแทบพร่า เขาได้ยินเสียงพิธีกรทั้งสองแนะนำคู่ของเขารวมถึงเครื่องประดับที่แต่ละคนสวมใส่ แต่กลับทำความเข้าใจไม่ได้เลยว่าทั้งสองคนพูดอะไรเพราะในหูอื้อไปหมด เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าต้องออกเดินถ้าไม่ใช่เพราะพราวภิรมย์ช่วยก้าวนำและกระทุ้งแขนเขาเบาๆ เพื่อให้รู้สึกตัว

ธีระหันไปยิ้มให้พราวภิรมย์อย่างขอบคุณ ขณะเดียวกันเด็กสาวก็หันมายิ้มตอบอย่างให้กำลังใจ ถึงแม้จะยังรู้สึกพะอืดพะอมเพราะอาการปวดท้อง แต่พอรู้ว่าคนที่เดินแบบด้วยกันกำลังพยายามช่วยเขาอยู่ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาก

ไม่เป็นไรหรอกตี้ ดูสิ สุดปลายเวทีก็อีกแค่ไม่กี่ก้าวเอง แค่นี้เราต้องทนได้...

สายตาของกฤตภาสจับจ้องธีระนับตั้งแต่วินาทีที่ก้าวขึ้นมายืนบนเวที เสื้อผ้าที่เด็กหนุ่มสวมนั้นเข้ากับบุคลิกได้เป็นอย่างดีทั้งรูปแบบและสีสัน เครื่องประดับที่มีน้อยชิ้นแต่ก็โดดเด่นช่วยเพิ่มความสง่าให้กับชุดที่สวมจนดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ไหนยังจะใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่มองอย่างไรก็สะดุดตา เมื่อใบหน้านั้นยิ้ม ต่อให้แสงสปอตไลท์มืดกว่านี้ก็คงยังสร้างความสดใสให้กับเวทีได้

ชายหนุ่มกำมือแน่นเมื่อตระหนักได้ว่ารอยยิ้มบนใบหน้านั้นไม่ได้ส่งให้เฉพาะเขาแต่เป็นแขกทุกคน เมื่อธีระอยู่ใต้แสงไฟแล้วเด็กหนุ่มก็กลายเป็นจุดรวมความสนใจได้อย่างไม่ยากเย็นเลย เมื่อคิดว่าตอนนี้สายตาทุกคู่ล้วนแต่กำลังจ้องคนบนเวทีเป็นตาเดียว เขาก็รู้สึกเหมือนเลือดในกายเดือดพล่าน ในใจกระวนกระวายจนแทบอยากจะกระโดดขึ้นไปแสดงความเป็นเจ้าของเด็กคนนั้นต่อหน้าทุกคนให้รู้แล้วรู้รอด นานแค่ไหนแล้วที่เขาได้แต่คิดถึงเรือนร่างอบอุ่นที่เคยอยู่ในอ้อมกอด ริมฝีปากได้รูปสีชมพูอ่อนที่บทจะส่งเสียงครางก็ยั่วยวนจนใจกระตุก บทจะตีฝีปากยอกย้อนก็ทำให้เขาโมโหจนลมแทบจุกอกได้รอมร่อคนนี้

แต่เขาคิดไปเองหรือ...ทำไมยิ่งเด็กนั่นเดินออกมาหน้าเวทีมากเท่าไหร่ ริมฝีปากและใบหน้าก็ยิ่งดูซีดเซียวกว่าตอนที่เจอเขาเมื่อช่วงเย็นเข้าไปทุกที

“เฮ้ยกฤต มึงว่าน้องตี้หน้าซีดๆ หรือเปล่าวะ?”

ศุภวัฒน์เอียงคอเข้าไปกระซิบข้างหูเพื่อน เมื่อไม่ได้คำตอบก็หันไปมอง และได้เห็นว่าคนข้างๆ กำลังยืนเพ่งคนบนเวทีเขม็ง สีหน้าท่าทางถมึงทึงจนดูเหมือนถ้าใครไปโดนตัวเข้าตอนนี้อาจโดนหันมาบีบคอก็ได้ เขาจึงได้แต่กลืนน้ำลายแล้วหันกลับไปมองทางเวทีต่อ

ตามลำดับคิวที่ซ้อมกันไว้เมื่อตอนบ่าย เมื่อเดินไปหยุดตรงกลางเวทีแล้วจะต้องเลี้ยวไปทางด้านซ้าย จากนั้นก็เดินเลี้ยวไปทางขวาเพื่อให้แขกในงานได้ชื่นชมเสื้อผ้าและเครื่องประดับได้อย่างชัดเจน จากนั้นจึงค่อยเดินย้อนกลับเข้าไปทางด้านหลังเวทีเพื่อให้นางแบบและนายแบบคู่ถัดไปได้ออกมา

เนื่องจากถูกสปอตไลท์ส่องหน้าเต็มๆ เด็กหนุ่มจึงไม่ได้สนใจมองหน้าแขกในงานที่นั่งและยืนอยู่รอบเวทีมากนัก เขาคิดเพียงแค่ว่าต้องประคองตัวเองไว้จนกว่าจะกลับเข้าไปหลังเวทีให้ได้ แต่แล้วเมื่อกำลังจะพาพราวภิรมย์เดินเลี้ยวจากปีกเวทีด้านซ้ายไปอีกด้าน สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่หลังเก้าอี้แถวสุดท้ายพอดี

คุณกฤต...

นัยน์ตาวาววามที่จ้องราวจะดูดกลืนเขาเข้าไปทำให้ธีระสะท้านเยือก หัวใจพลันเต้นรัวจนดังก้องกลบเสียงดนตรีที่ดังจากลำโพง ความตระหนกและสับสนพาดผ่านนัยน์ตากลมโตอย่างรวดเร็ว กระทั่งถูกมือเล็กที่คล้องแขนอยู่กระตุกเอาไว้ เขาจึงค่อยได้สติและพาพราวภิรมย์เดินเลี้ยวไปอีกฟากของเวทีก่อนที่จะเผลอแสดงสีหน้าน่าหัวเราะออกไป

น่าขำ...จะมองเขาด้วยสายตาอย่างนั้นทำไมกัน ไม่ใช่ว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คือคู่ควงคนล่าสุดหรอกหรือ...

เนื่องจากจุดที่กฤตภาสยืนอยู่นั้นคือบริเวณสุดขอบที่แสงไฟบนเวทีจะส่องถึง เขาจึงเห็นได้เต็มตาว่าด้านขวาของเจ้าตัวมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยยืนอยู่ไม่ห่าง ใบหน้าที่สะดุดตานั้นทำให้เขาเห็นเพียงแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่าเธอคือคนที่กำลังเป็นข่าวกับกฤตภาสในช่วงนี้

คนที่กฤตภาสสามารถพาไปแนะนำกับใครต่อใครได้มากกว่าเขา...

จู่ๆ ธีระก็รู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน ไม่แน่ใจว่าตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ไม่เข้าใจว่าทำไมกฤตภาสจะต้องมาแสดงท่าทางเหมือนยังมีเยื่อใยกับเขาทั้งที่ตัวเองกลับควงคนใกล้ชิดมางานนี้ และยิ่งไม่เข้าใจตัวเองยิ่งกว่า...ว่าทำไมจนถึงขั้นนี้แล้วก็ยังไม่สามารถจะหักห้ามใจจากคนใจร้าย นิสัยโลเลที่มีแต่จะตอกย้ำว่าเขาเกิดมาพร้อมกับความอับโชคได้อีก

คนที่ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันจะให้สิ่งที่เขาต้องการที่สุดได้เป็นอันขาด...

“ว้าย! พี่ตี้!!”

“ตี้!!!”

เสียงร้องอย่างตกใจของพราวภิรมย์และเสียงตะโกนอันคุ้นหูลอยมากระทบโสตของธีระพร้อมกัน เขาก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่เพียงว่าขณะที่กำลังหมุนตัวเพื่อจะพาพราวภิรมย์เดินกลับไปหลังเวที จู่ๆ ภาพเบื้องหน้าก็กลายเป็นความเลือนรางสีเทาเข้ม ขาทั้งสองอ่อนยวบไร้น้ำหนักจนเขาพุ่งตัวหน้าทิ่มไปด้านหน้า ความเจ็บแปลบที่พุ่งขึ้นจากช่องท้องราวกับมีใครเอามีดมาแทงทำให้เขากัดฟันแทบแหลกเพราะเกือบจะทนความเจ็บไม่ไหว

เสียงอื้ออึงหลายเสียงทั้งที่คุ้นเคยและไม่คุ้นดังอยู่รอบกาย เขาได้ยินเสียงคล้ายพิธีกรกำลังบอกให้แขกทุกคนใจเย็นๆ พลันเงาของผู้คนที่เข้ามารุมล้อมก็หายไปเมื่อใครคนหนึ่งช้อนตัวเขาขึ้นอุ้ม อากาศที่ถ่ายเทสะดวกทำให้หายใจง่ายขึ้นเล็กน้อย ทว่าความเจ็บบวกกับแสงสปอตไลท์ที่ส่องแยงตาก็ทำให้ฝืนปรือตาขึ้นได้เพียงนิดเดียว

ท่ามกลางความชุลมุนที่ไหลผ่านประสาทการรับรู้ซึ่งจวนเจียนจะหลุดลอย สิ่งเดียวที่มืออันอ่อนแรงพอจะยึดเหนี่ยวได้มีเพียงเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลของคนตรงหน้า กลิ่นน้ำหอมอ่อนจางอันแสนคุ้นเคย และนัยน์ตาคมสีนิลวาวที่กำลังมองเขาอย่างร้อนรนขณะพาออกจากห้องจัดเลี้ยงเท่านั้นเอง


++---TBC---++



 




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2557 13:45:39 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 37


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 37


วันที่ธีระต้องไปลองชุดสำหรับเดินแบบนั้นเป็นช่วงต้นสัปดาห์ โชคดีว่าแม่ของศันสนีย์นัดทุกคนให้ไปพบกันที่ห้องเสื้อตอนสายจึงทำให้ไม่ต้องเจอการจราจรติดขัด ตอนที่เขาไปถึงนั้นก็พบว่ามีคนที่มาก่อนและเริ่มลองชุดกันไปบ้างแล้ว

"อ้าวตี้ มาแล้วเหรอ ทางนี้เลยทางนี้"

ศันสนีย์ที่กำลังช่วยเตรียมชุดให้นางแบบและนายแบบหันมาเห็นเขาก็รีบโบกมือเรียก หน้าตาของหญิงสาวยิ้มแย้มแจ่มใส ดูท่าทางคงมาถึงห้องเสื้อพร้อมกับผู้เป็นแม่และทีมงานตั้งแต่เช้า และคงจะลองชุดของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

"น้องพราว พี่ตี้มาแล้วจ้ะ นี่คนที่จะเดินแบบคู่กับพราวไง"

เมื่อธีระได้ยินเพื่อนแนะนำก็หันไปมองเด็กสาวที่กำลังลองชุดอยู่หน้ากระจก เธอตัวเตี้ยกว่าเขาเล็กน้อย ใบหน้าเรียวรีขาวผ่องเช่นเดียวกับผิวกาย ผมที่ยาวถึงสะโพกถูกถักเป็นเปียและปัดมาบนไหล่ข้างหนึ่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่มีเครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักหันมามองเขาแล้วก็ยกมือไหว้

"สวัสดีค่ะ โห ไหนพี่ซันบอกว่าเป็นเพื่อนที่มหา'ลัย ทำไมหน้าเด็กยังกับรุ่นเดียวกับพราวแน่ะ"

"แหม ใครจะไปหน้าสูงวัยแบบอีเมธล่ะจ๊ะคุณน้อง รายนั้นน่ะหน้าเหมือนอาจารย์มาตั้งแต่ ม.ต้นแล้วล่ะมั้ง"

"น้อยๆ หน่อยหล่อน ฉันเป็นพวกหนังหน้าคงที่ต่างหาก ตอนเด็กหน้ายังไง ตอนนี้ก็ยังหน้าเหมือนเดิม"

สุเมธที่กำลังลองชุดอยู่อีกด้านหันมาเหน็บคืนบ้าง เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากทุกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ธีระแปลกใจนิดหน่อยที่เด็กสาวดูร่าเริงและเป็นกันเองกว่าที่คิดไว้ เขามองร่างเล็กระหงในชุดกระโปรงสีขาวที่สั้นเหนือเข่า ตัวกระโปรงเป็นผ้าโปร่งฟูซ้อนกันคล้ายชุดบัลเล่ต์แล้วก็เอ่ยชม

"ชุดน้องพราวน่ารักจังครับ ตกลงวันงานจะใส่ชุดนี้เหรอ?"

"ใช่ค่ะ พี่ตี้รีบไปลองชุดเร็ว พราวอยากเห็นว่าพอยืนคู่กันแล้วจะเป็นยังไง"

เด็กสาวเร่งพลางหัวเราะคิกคัก ธีระจึงหันไปทางราวแขวนชุดที่มีชื่อของแต่ละคนติดเอาไว้ จากนั้นก็ถือไปยังห้องลองชุดซึ่งอยู่ด้านในสุด เนื่องจากห้องลองชุดมีจำนวนจำกัดในขณะที่มีนางแบบและนายแบบร่วมสี่สิบคน ทำให้กว่าเขาจะได้เข้าไปลองชุดบ้างก็ผ่านไปครู่ใหญ่

เมื่อธีระสวมชุดที่ถูกเตรียมไว้ให้แล้วก็เดินกลับมายังมุมที่เพื่อนๆ รออยู่ พอศันสนีย์และพราวภิรมย์เห็นเข้าก็ทำตาแวววาวอย่างชอบใจ

"อ๊าย!! น่ารักมากเลยตี้ ฉันนึกแล้วว่าชุดนี้ต้องเข้ากับแก!"

ศันสนีย์เอ่ยอย่างภูมิใจ ชุดที่เธอเลือกไว้ให้ธีระนั้นเป็นเสื้อสูทลำลองสีขาวตัวสั้นเข้ารูปที่แขนยาวเพียงข้อศอก ตัวเสื้อด้านในเป็นเชิ้ตไม่มีปกสีเทาเข้ม ส่วนกางเกงขนาดพอดีตัวเป็นสีฟ้าอ่อน เมื่อคาดเข็มขัดหนังและสวมรองเท้าสีน้ำตาลก็ทำให้ดูสดใสแต่กึ่งทางการพอสำหรับออกงาน

"ไหนๆ อืม...พราวว่าถ้าใส่แว่นกันแดดน่าจะยิ่งเท่นะ ลองใส่ของพราวดูก่อนก็ได้ อ๊า! เด่นขึ้นมาเลยจริงๆ ด้วย!"

"จริงด้วย! ดูลุคเพลย์บอยขึ้นมาเลย งั้นวันงานจริงใส่แว่นกันแดดด้วยนะตี้ เดี๋ยวฉันเอาเรย์แบนมาให้ยืม"

สองสาวต่างวัยช่วยกันจัดชุดให้เขาแล้วก็พากันกรี๊ดกร๊าด ทำเอาธีระกับสุเมธมองหน้ากันแล้วก็ยิ้มแห้งๆ พลันเสียงกระดิ่งจากประตูร้านที่ถูกผลักเข้ามาก็ดึงดูดสายตาของเด็กหนุ่มให้หันไปมองโดยไม่ตั้งใจ ผู้ที่เดินเข้ามาเป็นหญิงวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานแต่ก็หน้าตาใจดีคนหนึ่ง ส่วนชายหนุ่มที่เดินตามหลังก็ช่างคุ้นหน้าจนธีระต้องรีบหันหนีด้วยความตกใจ

หมอเหวิน!?

"อ้าวตายจริง คุณวิมาด้วยเหรอคะ เห็นว่าไม่สบายอยู่นี่นา"

"ดีขึ้นเยอะแล้วค่ะคุณสุ ไหนๆ ก็ใกล้จะวันจัดงานแล้ว เลยอยากมาดูหน่อยว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ท่าทางกำลังวุ่นกันเลยนะคะนี่"

"ปีนี้นายแบบนางแบบเยอะน่ะค่ะ ว่าแต่คุณเหวินก็ตามมาดูแลคุณแม่ด้วยเหรอ มีลูกชายเป็นหมอนี่ดีจังนะคะ"

แม่ของศันสนีย์เอ่ยทักทายผู้มาใหม่ทั้งสองอย่างสนิทสนม แต่นั่นกลับทำให้ธีระยิ่งเหงื่อตก แวบแรกที่เห็นศุภวัฒน์เมื่อครู่เขาก็สังหรณ์ใจไม่ดีแล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าฝ่ายนั้นคงไม่ทันมองมาทางมุมนี้ของห้อง

ทำยังไงดี นี่หมอจะอยู่เฝ้าคุณแม่จนกว่าทุกคนจะลองชุดเสร็จหรือเปล่านะ ถ้าหากเราขอหลบเข้าไปเปลี่ยนชุดแล้วแอบออกไปทางประตูหลังจะดีไหม...

ธีระก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนวิตกเกินเหตุไปหรือเปล่า บางทีต่อให้ศุภวัฒน์เห็นเขาก็อาจไม่ได้หมายความว่าจะชักนำให้กฤตภาสกลับเข้ามาในชีวิตก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้น...เขาก็ไม่ต้องการจะเสี่ยง

"พี่ตี้คะ ไปถ่ายรูปตรงสวนหน้าร้านกันดีกว่า ป๊ากับม้าบอกว่าอยากเห็นคู่เดินแบบของพราว"

เด็กสาวคล้องแขนเขาพลางทำท่าจะพาเดินไปที่ประตูซึ่งศุภวัฒน์ยืนพิงผนังอยู่ไม่ห่าง นายแพทย์หนุ่มยกมือกอดอกพลางมองนางแบบนายแบบที่กำลังลองชุดหรือเดินไปเดินมาด้วยแววตาเฉื่อยเนือย ถึงแม้จะแสดงท่าทางว่าไม่สนใจใครมากนัก แต่ถ้าเขาเดินผ่านหน้าล่ะก็ต้องถูกจำได้แน่ ธีระจึงหันไปบอกพราวภิรมย์อย่างนุ่มนวล

"ถ่ายรูปกันตรงนี้ก็ได้นี่ครับน้องพราว มุมนี้ก็สว่างเหมือนกันนะ"

"แต่พราวว่าแบ็คกราวด์มันไม่สวยอ้ะ แถมคนก็เยอะจนดูวุ่นวายยังไงไม่รู้ พราวอยากไปถ่ายตรงสวนข้างหน้าที่มีซุ้มดอกไม้มากกว่า นะๆ พี่ซันกับพี่เมธก็ไปด้วยกันสิคะ"

เด็กสาวหันไปหาพวกเมื่อเห็นว่าธีระไม่เต็มใจ และก็ได้ผลเพราะทั้งคู่พยักหน้าและพากันเดินขนาบเขาไปทางประตูร้านด้วยความยินดี ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ธีระจึงได้แต่ใช้นิ้วกดแว่นกันแดดให้ติดหน้าเข้าไว้ และอาศัยหุ่นบึกบึนของสุเมธเป็นกำบังเพื่อที่ศุภวัฒน์จะได้ไม่ทันสังเกตเห็นเขา

"อุ๊ย! ฉันเพิ่งนึกได้ว่าชาร์จมือถือไว้ในห้องแต่งตัวตั้งแต่เมื่อเช้า เดี๋ยวขอกลับไปเอาแป๊บนึง พวกหล่อนรอฉันตรงนี้ก่อนนะ"

จู่ๆ สุเมธก็เอ่ยขึ้นเมื่อพวกเขาเกือบจะเดินไปถึงประตูร้านอยู่แล้ว จากนั้นร่างล่ำสันก็หันหลังกลับเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าทำให้เพื่อนผิดแผน ธีระได้แต่เหลียวกลับไปมองคนที่ตั้งใจจะให้ช่วยเป็นโล่ห์บังตัวอย่างขัดใจ เมื่อหันหน้ากลับมาอีกครั้งก็ได้ประสานสายตากับศุภวัฒน์ที่กำลังเลิกคิ้วมองเขาเข้าอย่างจัง

แย่ล่ะสิ...หวังว่าหมอคงจำเราไม่ได้นะ...

ธีระรู้สึกว่าหนังศีรษะชาวาบ เขารีบเอานิ้วกดแว่นกันแดดไว้แล้วสาวฝีเท้าออกจากร้านให้เร็วขึ้น แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงสุเมธที่ร้องเรียกมาจากด้านหลัง

"ตี้! ซัน! บอกแล้วว่าให้รอก็รอกันหน่อยสิยะ!"

"ตี้? ตกลงว่าเป็นน้องตี้จริงๆ เหรอเนี่ย?"

ความคลางแคลงของศุภวัฒน์หายไปทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น เขารีบคว้าแขนของธีระก่อนที่เด็กหนุ่มจะทันก้าวเท้าจากไป เมื่อเขาจับไหล่ผอมให้หันมาหาก็ได้เห็นใบหน้าที่ขมวดคิ้วและเม้มปากแน่น ดังนั้นแม้จะยังสวมแว่นดำบดบังสายตาเอาไว้ แต่เขาก็มั่นใจว่าไม่ผิดตัวแน่แล้ว

"น้องตี้จริงๆ ด้วย มาทำอะไรอยู่ที่นี่น่ะ?"

"มีอะไรหรือเปล่าคะ?"

ศันสนีย์เห็นท่าทางของทั้งคู่ก็เอะใจจึงรีบเดินเข้ามาถาม เรียกความสนใจจากสุเมธและพราวภิรมย์ให้หันมามองตามเป็นตาเดียว ธีระเห็นดังนั้นก็กลัวว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่หากพวกเพื่อนๆ รู้ว่าศุภวัฒน์เป็นเพื่อนของกฤตภาส จึงหันไปยิ้มให้แล้วก็พยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด

"พอดีเจอคนรู้จักน่ะ เดี๋ยวทั้งสามคนออกไปถ่ายรูปเล่นกันก่อนก็แล้วกันนะ ขอเราคุยกับพี่เขาแป๊บนึงแล้วจะตามไป"

นัยน์ตาศันสนีย์เหลือบมองธีระสลับกับศุภวัฒน์อย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก แต่ก็เพียงแค่พยักหน้าก่อนจะเดินนำสุเมธกับพราวภิรมย์ออกจากร้าน เมื่อลับหลังเพื่อนๆ แล้วธีระถึงค่อยหันกลับมายิ้มบางๆ ให้คนที่จับแขนเขาไว้แน่น

"หมอเหวินครับ ผมไม่หนีไปไหนหรอกครับ ปล่อยแขนผมได้แล้วล่ะ"

"เอ้อ ขอโทษทีๆ หมอก็ลืมตัวไปหน่อย ถ้างั้นไปนั่งคุยกันตรงด้านโน้นดีกว่า ตรงนี้คนเดินผ่านไปมาเยอะ น่าจะคุยไม่สะดวก"

ธีระพยักหน้าแล้วก็เดินตามอีกฝ่ายไปนั่งหน้าเคาน์เตอร์จ่ายเงินซึ่งไม่ค่อยมีคน พนักงานของร้านนำน้ำเย็นมาให้พวกเขาคนละแก้วก่อนจะเดินจากไป ศุภวัฒน์ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่ก่อนจะหันมายิ้มให้เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ

"ตี้ ไหนๆ หมอก็รู้แล้วว่าเราเป็นใคร งั้นช่วยถอดแว่นกันแดดออกทีเถอะ ไม่งั้นพอคุยกันแล้วมันทะแม่งๆ ยังไงไม่รู้"

"อะ...ขอโทษครับ ผมลืมไป"

ธีระเอ่ยพลางถอดแว่นกันแดดออกเสียบบนกระเป๋าเสื้ออย่างปลงๆ ไม่นึกเลยว่าโลกจะกลมขนาดนี้ ที่แท้แม่ของศุภวัฒน์ก็เป็นหนึ่งในกรรมการสมาคมเหมือนกัน ถ้าหากรู้มาก่อนเขาจะไม่มีทางยอมตกลงมาร่วมเดินแบบเด็ดขาด

"ไม่ได้เจอกันเป็นเดือนแล้วมั้งนี่ สบายดีมั้ย? หลังจากเลิกฝึกงานแล้วไปอยู่ที่ไหนมาเหรอ?"

"ผมไปอยู่บ้านญาติมาน่ะครับ แต่นี่ใกล้จะเปิดเทอมแล้วก็เลยกลับมา"

"อ้อ...แล้วนี่มาทำอะไรที่นี่ล่ะ หรือว่าตี้ก็จะเดินแบบด้วย?"

เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบอย่างเสียไม่ได้ "ครับ พอดีว่าแม่ของเพื่อนเป็นกรรมการสมาคม เขาขอให้มาช่วยเป็นนายแบบให้หน่อย ผมก็เลยตอบตกลงไป"

และตอนนี้ก็เริ่มจะเสียใจขึ้นมาแล้วด้วย... ธีระก้มหน้าลงพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบ สีหน้าท่าทางไม่สบายใจนั้นอยู่ในการสังเกตของศุภวัฒน์โดยตลอด เนื่องจากเขาไม่รู้รายละเอียดแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างกฤตภาสกับธีระ จึงตัดสินใจไม่ทำให้อีกฝ่ายตกใจด้วยการเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อเพื่อนสนิทออกมา

ทั้งสองนั่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง ธีระเหลือบมองผ่านผนังกระจกออกไปเห็นเพื่อนๆ กำลังถ่ายรูปกันอยู่บริเวณซุ้มดอกไม้หน้าร้านอย่างสนุกสนาน พลันเขาก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นได้จึงรีบหันไปหาคนข้างตัว

"เอ่อ คุณหมอครับ"

"หืม?"

"เขา...คุณกฤต...จะไปงานเลี้ยงคราวนี้ด้วยรึเปล่าครับ?"

นั่นเป็นสิ่งที่เขาหวาดหวั่นที่สุด ธีระเคยคิดว่าสามารถปล่อยวางเรื่องของกฤตภาสได้แล้ว ตัดใจจากรักที่ไม่มีวันจะสมหวังได้แล้วระหว่างที่ใช้เวลาอยู่กับปิยพลที่น่าน แต่แล้วข่าวในโทรทัศน์เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ทำให้เขาตระหนักว่าตนล้วนทึกทักไปเอง และสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการคือการเผชิญหน้ากับกฤตภาสในเวลาที่แผลใจของเขายังไม่ปิดสนิท

ศุภวัฒน์มองสบนัยน์ตากลมโตแล้วก็หลุบตาลงขณะยกน้ำขึ้นจิบ เขาพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้จากที่กฤตภาสเคยเล่าให้ฟังว่าธีระขอให้ปล่อยเจ้าตัวไป แล้วยิ่งได้มาเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มในวันนี้ ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าถึงแม้กฤตภาสจะเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจแค่ไหน แต่ถ้าหากคิดจะตามสิ่งที่เคยทำหายไปคืนมา...อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับสิ้นหวังเสียทีเดียว

แต่นั่นเป็นเรื่องที่เขาจะกระโตกกระตากให้คนตรงหน้ารู้ไม่ได้เด็ดขาด

"อย่างไอ้คุณชายเนี่ยนะ? ตี้ก็เคยทำงานกับมันมาก่อนนี่ น่าจะรู้ว่ากฤตมันไม่ชอบออกงานถ้าไม่ใช่อิเว้นท์ที่ตัวเองจัด ต่อให้มีคนจ่ายค่าจ้างให้มันไปโชว์ตัวด้วยสิเอ้า ยิ่งงานเลี้ยงการกุศลแบบนี้มันยิ่งไม่สนเข้าไปใหญ่”

นายแพทย์หนุ่มรัวคำตอบอย่างคล่องปากเพราะทุกคำเป็นความจริง กฤตภาสไม่ชื่นชอบการไปร่วมงานเลี้ยงในลักษณะนี้มาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่เขายังไม่ได้ออกปากเชิญเจ้าตัวให้มางานนี้ก็เท่านั้น และถ้าหากรู้ว่ามาแล้วจะได้เจอธีระล่ะก็...เขาอาจจะยืนยันเต็มปากเต็มคำแบบนี้ไม่ได้ก็เป็นได้

"เหรอครับ"

ธีระฟังแล้วก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ท่าทางที่แสดงออกอย่างไม่ระมัดระวังนั้นล้วนอยู่ในสายตาอันฉับไวของศุภวัฒน์ทั้งสิ้น เขามั่นใจว่าเด็กหนุ่มต้องยังมีความรู้สึกบางอย่างให้เพื่อนของเขาแน่นอนจึงลองหยั่งเชิง

"แต่ว่า...ถ้าหากรู้ว่าตี้ไปงานนี้ กฤตมันก็อาจจะยอมไปก็ได้นะ"

"ไม่ได้นะครับ! ผมหมายถึง...ไม่จำเป็นต้องเอาชื่อผมไปเชิญคุณกฤตหรอกครับ มันไม่มีประโยชน์"

"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ เห็นกฤตมันบอกว่าตี้เลิกฝึกงานไปเป็นเดือนแล้ว ไม่อยากเจอเจ้านายเก่าหน่อยเหรอ?"

คำปฏิเสธทันควันของธีระทำให้ศุภวัฒน์แปลกใจ เขาจึงตัดสินใจแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มกับเพื่อนของเขาเคยมีเรื่องบาดหมางกัน เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองแสดงได้ดีแค่ไหน แต่อาการนิ่วหน้ารวมทั้งแววตาของธีระบ่งบอกว่าไม่ค่อยเชื่อใจเขานัก

"คุณหมอ ผมไม่รู้หรอกนะว่าได้ยินอะไรมาบ้าง แต่ผมเชื่อว่าตอนนี้คุณกฤตคงลืมผมไปแล้วล่ะครับ ดังนั้นอย่าพยายามไปเตือนให้เขาจำได้จะดีกว่า"

"ทั้งๆ ที่ตี้ยังไม่ลืมมันเลยน่ะเหรอ?"

คำถามของศุภวัฒน์กรีดลึกถึงก้อนเนื้อในอกจนธีระกำแก้วน้ำแน่น หลังจากเลือกคำพูดอยู่ชั่วครู่ เขาก็เงยหน้ามองผู้สูงวัยกว่าด้วยนัยน์ตาที่ฉายแววเด็ดเดี่ยว

"เมื่อไม่กี่วันก่อนผมได้เห็นข่าวของคุณกฤตกับแฟนใหม่แล้ว ดังนั้นมันไม่สำคัญหรอกว่าผมจะลืมหรือเปล่า ยังไงเสียปัจจุบันก็สำคัญกว่า ผมคิดว่าเป็นการดีที่สุดถ้าหากพวกเราทุกคนทำเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้คุณกฤตกำลังมีความสุข ผมเองก็กำลังกลับไปสู่ชีวิตที่คุ้นเคยเหมือนกัน ดังนั้นปล่อยให้ทุกอย่างจบลงแบบนี้แหละดีที่สุดแล้วครับ"

น้ำเสียงอันหนักแน่นทำให้ศุภวัฒน์อยากถอนหายใจ ถึงแม้คนตรงหน้าจะดูนอบน้อมแค่ไหนแต่ก็หัวแข็งไม่ใช่เล่นเลย ขณะที่กำลังคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรดี ประตูร้านก็เปิดออกพร้อมกับที่เด็กสาวหน้าตาน่ารักก้าวเข้ามาทางพวกเขา

"พี่ตี้ รีบออกไปถ่ายรูปกันเถอะ แสงตอนนี้กำลังสวยเลย จะได้รีบกลับมาเปลี่ยนชุดแล้วออกไปกินข้าวเที่ยงกัน"

พราวภิรมย์ยื่นมือมากอดแขนธีระอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ เด็กหนุ่มมองใบหน้าที่ดูเหมือนกำลังงอนนิดๆ แล้วก็รู้ว่าต้องเป็นศันสนีย์ที่ส่งอีกฝ่ายมาแน่ จึงหันไปยิ้มให้ศุภวัฒน์และยกมือขึ้นไหว้

"ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณหมอ ยังไงสำหรับเรื่องที่คุยกันเมื่อกี้ ผมรบกวนคุณหมอด้วยนะครับ"

"อืม ได้ งั้นไว้ค่อยเจอกันวันงานนะ"

ธีระเพียงแต่ยิ้มบางๆ ขณะปล่อยให้เด็กสาวลากแขนออกไป ศุภวัฒน์มองตามพลางทำตาครุ่นคิด เขาทบทวนคำพูดของเด็กหนุ่มเมื่อครู่แล้วก็ได้แต่นึกสงสัย

เชื่ออย่างนั้นจริงๆ เหรอตี้ว่ากฤตมันจะลืมทุกอย่างได้...ประเมินไอ้คุณชายต่ำเกินไปแล้ว...

อาจเป็นเพราะธีระไม่ได้รู้ความเป็นไปของกฤตภาสเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เจ้าตัวถึงได้กล้าพูดอย่างมั่นใจว่าฝ่ายนั้นลืมทุกอย่างไปหมดแล้ว แต่เขาที่เป็นเพื่อนสนิทมาตลอดสามสิบกว่าปีรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ความจริง เพราะถึงเพื่อนของเขาจะดูเหมือนเป็นคนโลเลเวลาคบกับใคร แต่ลองว่าเจ้าตัวยึดติดกับอะไรขึ้นมาแล้วล่ะก็ ความสนใจทั้งหมดก็จะถูกทุ่มให้กับสิ่งนั้นจนไม่สนใจว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง เพียงแต่ความหัวแข็งแต่เกิดทำให้ยากเหลือเกินที่จะง้างปากกฤตภาสให้ยอมเอ่ยในสิ่งที่ตรงกับใจ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ศุภวัฒน์ก็อดจะขำกับตัวเองไม่ได้ เพราะท่าทางของธีระที่แสดงออกชัดๆ ว่ายังหวั่นไหวกับเพื่อนของเขาแต่กลับบอกว่าไม่ต้องการจะพบหน้าอีกแล้ว...แสดงว่าสองคนนี้ก็ปากไม่ตรงกับใจในระดับพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้เลยทีเดียว

"นี่ตี้ เมื่อกี้ใครน่ะ?"

ศันสนีย์เอ่ยขึ้นเมื่อธีระออกมาข้างนอกแล้ว เธอแอบดึงเพื่อนมาถามหลังจากที่ปล่อยให้พราวภิรมย์ได้ถ่ายรูปคู่กับธีระจนพอใจ และตอนนี้เด็กสาวกำลังสนุกกับการถ่ายภาพเดี่ยวโดยให้สุเมธเป็นตากล้อง

"หมอเหวิน เป็นเพื่อนกับคุณกฤต เราเคยเจอเขาบ้างสองสามครั้งตอนยังฝึกงานน่ะ"

"หา! เพื่อนคุณกฤต!? อย่างนี้เขาจะไม่ไปบอกคุณกฤตเหรอว่าเจอแกแล้วน่ะ!?"

หญิงสาวส่งเสียงโวยวายอย่างตกใจ ถึงแม้จะไม่รู้เรื่องราวละเอียด แต่เธอก็พอจะรู้ว่าธีระไม่ต้องการจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์หรืออะไรก็ตามแต่ที่เคยมีกับกฤตภาส ดังนั้นสีหน้าท่าทางสงบนิ่งของเพื่อนจึงทำให้รู้สึกร้อนใจแทน

"ไม่หรอก เราขอร้องไปแล้วว่าไม่ให้บอก หรือถึงหมอเหวินจะไปบอกจริงๆ...คุณกฤตก็อาจไม่ได้สนใจก็ได้ เราก็แค่คนที่ช่วงหนึ่งเคยผ่านเข้าไปในชีวิตเขาเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นสักหน่อย"

จะจริงหรือ...ศันสนีย์มองเพื่อนที่เดินยิ้มแย้มเข้าไปขอถ่ายรูปกับสุเมธและพราวภิรมย์บ้างแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว จริงอยู่ว่าธีระไม่เคยปริปากให้ฟังเลยว่าช่วงที่ฝึกงานสองเดือนนั้นได้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับกฤตภาส แต่พิจารณาจากรูปถ่ายในหนังสือพิมพ์ที่เคยได้เห็น แถมยังท่าทีของเจ้าตัวเองเวลาพูดถึงคู่กรณี เธอก็มั่นใจว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่อง 'ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น' เหมือนที่เพื่อนเอ่ยออกมาแน่

ก็ตามใจเถอะนะตี้ ถึงยังไงนี่ก็เป็นการตัดสินใจของแกเอง ฉันก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่แกเลือกจะเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุขก็แล้วกัน...


++------++



ข่าวซุบซิบของกฤตภาสและเกล็ดมณีที่ปรากฏทางโทรทัศน์และตามกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์ดูจะสร้างความพอใจให้หม่อมหลวงมุกตาภาอย่างมาก ช่วงสองสามวันที่ผ่านมากฤตภาสจึงได้สงบหูเพราะแม่ของเขาไม่ค่อยโทรมาจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องของหญิงสาวบ่อยๆ อีก

นับตั้งแต่ได้ไปกินข้าวและเดินซื้อของด้วยกันวันนั้น กฤตภาสจะคอยขับรถรับส่งเกล็ดมณีตลอดยกเว้นระหว่างเวลางาน แต่คืนนี้หญิงสาวมีนัดกับพวกเพื่อนๆ สมัยมัธยม กฤตภาสจึงมีเวลาว่างพอจะตอบรับคำชวนของศุภวัฒน์ให้ออกมาดื่มสังสรรค์ด้วยกันได้

"ไงมึง ไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่วันที่ไข้ขึ้น ตอนนี้หายดีแล้วสิ?"

"ถ้าป่านนี้แล้วกูยังไม่หายป่วย มึงคงต้องเตรียมจองศาลาวัดให้กูแล้วล่ะ ไอ้หมอ"

กฤตภาสเอ่ยขณะที่ศุภวัฒน์หัวเราะเสียงดัง ตอนนี้ทั้งสองนั่งข้างกันอยู่หน้าโต๊ะยาวที่หันเข้าหาผนังกระจกของบาร์แห่งหนึ่ง ที่ตั้งของบาร์ซึ่งอยู่บนชั้นสี่สิบของโรงแรมช่วยให้สามารถดื่มด่ำกับทัศนียภาพมุมสูงของกรุงเทพฯ ได้กว้างไกลโดยไร้สิ่งกีดขวาง

"ช่วงนี้งานที่บริษัทเป็นไงมั่งวะ?"

"ก็มีลูกค้าติดต่อมาให้จัดอิเว้นท์อยู่เรื่อยๆ โชคดีว่าเดือนนี้ยังไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ แต่อีกสองสามเดือนถัดจากนี้ไปคงไม่ค่อยได้หายใจหายคอแล้ว"

กฤตภาสตอบขณะยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ นัยน์ตาสีนิลทอดมองแสงสียามค่ำของตัวเมืองขณะที่หมุนแก้วในมือเบาๆ เพื่อให้เครื่องดื่มสีอำพันได้เคล้าความเย็นจากก้อนน้ำแข็งจนทั่ว ครู่หนึ่งศุภวัฒน์ก็ถามอีกหลังจากยกแก้วเชมเปญของตัวเองขึ้นจิบบ้าง

"ได้ยินว่ามึงไปเยี่ยมเมฆมาเหรอ?"

"อืม"

"ทางนั้นเป็นไงบ้างล่ะ ถึงกูจะไม่ได้สนิทด้วยเพราะเคยเจอแค่ไม่กี่ครั้งก็เถอะ แต่เขายกโทษให้มึงรึยัง?"

"พวกกูคุยกันเข้าใจแล้ว ที่จริงเมฆไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลถ้าไม่ใช่เพราะโดนความรักบังตา ก่อนกูจะกลับมาเมฆยังบอกว่าขอให้มีความสุขแทนในส่วนที่เมฆกับเนตรมีไม่ได้แล้วด้วย"

กฤตภาสเอ่ยจบก็จิบวิสกี้อีกอึก เขาไม่ตะขิดตะขวงที่จะเล่าเรื่องของรุ่งภพให้ศุภวัฒน์ฟัง เพราะถึงแม้สองคนนี้จะไม่ได้สนิทกันเนื่องจากรู้จักเขาผ่านวงสังคมคนละวง กระนั้นก็ค่อนข้างจะรู้ความเป็นไปของอีกฝ่ายในระดับหนึ่ง

ศุภวัฒน์ฟังแล้วก็พยักหน้า นายแพทย์หนุ่มเหลือบมองเพื่อนที่กำลังนั่งมองวิวด้านนอกเงียบๆ ก่อนจะตัดสินใจวกเข้าประเด็นอย่างระมัดระวัง

"งั้นตอนนี้มึงก็เจอคนที่จะมีความสุขด้วยแล้วสินะ?"

กฤตภาสมุ่นคิ้วนิดหนึ่งขณะหันไปมองคนถาม และพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองเขาอย่างพิจารณา

"มึงหมายความว่ายังไง?"

"จะอะไรซะอีกนอกจากข่าวที่ได้เห็นช่วงสองสามวันนี้ มึงทำเอากูคิดว่าสำนวนได้ใหม่ลืมเก่านี่โคตรเหมาะกับมึงเลยว่ะ"

"ไอ้เหวิน มึงจะพูดอะไรก็พูดออกมาเลย อย่างน้อยถ้าจะโดนเทศนา กูก็อยากรู้ว่ากำลังโดนด่าเรื่องอะไร"

ชายหนุ่มกล่าวพลางชักสีหน้า วันนี้เขาอุตส่าห์ออกมาเจอเพื่อนเพราะอยากผ่อนคลายแท้ๆ น้ำเสียงที่สะท้อนอารมณ์อันขุ่นมัวทำให้ศุภวัฒน์ถอนหายใจ เขารู้ดีว่าเรื่องที่กำลังจะพูดนั้นละเอียดอ่อนมาก และหากว่ากฤตภาสไม่ได้รู้สึกอะไรกับธีระแล้ว สิ่งที่เขากำลังจะทำอาจเป็นการกวนน้ำให้ขุ่นก็เป็นได้

"กฤต ตอนที่มึงเลิกกับนิกกี้กูก็ไม่ค่อยแปลกใจหรอกนะเพราะรู้ว่ามึงไม่ได้ผูกพันกับเขาเลย แต่กับตี้นี่ไม่เหมือนกัน พอมีข่าวน้องมีนขึ้นมา กูเลยชักสงสัยว่าหรือที่จริงแล้วมึงไม่เคยเห็นใครสำคัญสำหรับมึงจริงๆ?”

"มึงรู้จักมีนได้ยังไง?"

ถึงแม้จะสะดุดใจในข้อสังเกตเกี่ยวกับธีระ กฤตภาสก็ยังแปลกใจที่ศุภวัฒน์เอ่ยชื่อของเกล็ดมณีได้ถูกต้องทั้งที่เขายังไม่เคยแนะนำให้รู้จักสักครั้ง

"จะไม่รู้จักได้ยังไงล่ะ ตั้งแต่น้ามุกกลับมาเมืองไทยก็นัดเจอหม่าม้ากูอยู่บ่อยๆ เวลาเขาเม้าท์อะไรกันหม่าม้าก็มาเล่าให้ฟังทุกที แถมยังมีข่าวให้เห็นทั้งในทีวีกับหนังสือพิมพ์อีก กูก็รู้หรอกนะว่าน้ามุกเขาเชียร์คนนี้เต็มที่ แต่ว่า...กูก็ยังไม่อยากเชื่อว่ามึงจะคล้อยตามง่ายขนาดนั้น”

คำอธิบายของศุภวัฒน์ช่วยให้กฤตภาสหายสงสัย ความไม่พอใจที่เพิ่งผุดขึ้นเมื่อครู่จึงค่อยเจือจางลง เขาหยิบมันฝรั่งทอดจากถ้วยที่วางอยู่ตรงหน้าใส่ปากแล้วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แสดงอารมณ์

"ไหนๆ กูก็ถึงวัยที่ควรจะสร้างครอบครัวแล้วนี่ อีกอย่างแม่เขาอุตส่าห์คัดเลือกมาให้เองด้วย ในเมื่อไม่ต้องห่วงว่าจะเจอปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ก็น่าจะดีแล้วไม่ใช่รึไง?"

"หึ มึงนี่ยิ่งพูดก็ยิ่งไม่เหมือนตัวมึงมากขึ้นทุกที"

"ตัวกู? เป็นยังไ?"

กฤตภาสยกวิสกี้ขึ้นจิบโดยไม่ได้หันไปมองคู่สนทนา เขาเพียงแต่อยากรู้ว่าเพื่อนสนิทคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้

"ข้อแรก คนหัวแข็งอย่างมึงไม่มีทางยอมอยู่ในโอวาทของแม่แต่โดยดีแน่ ยิ่งเป็นคนที่แม่หามาให้มึงยิ่งน่าจะรู้สึกต่อต้าน แล้วที่สำคัญกูก็เห็นรูปน้องมีนแล้ว ถึงจะสวยแล้วก็มาจากตระกูลดีแค่ไหนก็ทำให้มึงหวั่นไหวไม่ได้หรอก เพราะว่ามึงมีคนที่รักอยู่แล้ว”

ข้อสังเกตของศุภวัฒน์ตรงเข้าแทงใจกฤตภาสอย่างจัง อาจเพราะพวกเขาคบหากันมาหลายปี รู้จักตัวตนและครอบครัวของอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง กระทั่งเรื่องที่เขาตกลงกับเกล็ดมณีอย่างลับๆ ว่าจะแสร้งทำเป็นคบกันก็ยังถูกมองออกได้อย่างง่ายดาย

แต่เขานึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะถึงกับมองทะลุได้ว่าเขาปักใจกับใครบางคนอยู่ก่อน

"มึงเห็นว่ากูเคยไปรักใครตอนไหนด้วยเหรอ? หรือนักข่าวเขาพยายามจะแต่งนิยายให้อีก?"

ศุภวัฒน์กลอกตา ขณะเดียวกันก็ให้หมั่นไส้อาการแกล้งโง่ของเพื่อนอยู่ครามครัน

"ไม่มีนักข่าวที่ไหนแหกตากูได้ทั้งนั้นแหละ มึงคิดว่ากูดูไม่ออกจริงๆ เหรอว่ามึงคิดยังไงกับตี้ โอเค เด็กนั่นเป็นผู้ชาย แล้วตอนแรกมึงก็คงไม่ได้คิดอะไรกับเขามากไปกว่าแค่อยากลองของใหม่ แต่มึงเริ่มแปลกไปตั้งแต่ตอนที่โดนยิงนั่นล่ะ นิสัยอย่างมึงไม่ใช่ว่าจะยอมให้ใครก็ได้ไปคอยดูแลใกล้ชิดตลอดเวลาแบบนั้นหรอกนะ ไหนยังจะตอนที่มึงไข้ขึ้นอีก พอกูไปเยี่ยมแล้วถามถึงตี้ มึงก็ใช้คำพูดสะบัดสะบิ้งเหมือนน้อยใจที่เขาทิ้งมึงไป แถมตอนที่น็อคจนต้องโทรเรียกรถพยาบาล มึงยังละเมอเรียกชื่อตี้ออกมาอีกต่างหาก ถ้ามึงจะทู่ซี้ว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา งั้นมึงก็คงไม่ต้องสนใจหรอกมั้งว่ากูเพิ่งเจอกับตี้มาเมื่อไม่กี่วันก่อน”

กฤตภาสหมุนตัวไปดึงคอเสื้อของศุภวัฒน์ก่อนจะพูดจบประโยค นัยน์ตาที่สุขุมมาตลอดทั้งคืนลุกวาวราวกับมีกองเพลิงสุมอยู่ภายใน กระทั่งน้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ยังฟังคล้ายจะข่มขู่

"มึงไปเจอตี้ที่ไหน?"

"อยากรู้ด้วยเหรอ? ไหนเคยบอกว่าจะไม่หน้าด้านไปตามเขาไง?"

"ไอ้เหวิน!"

"เออๆ รู้แล้ว! มึงปล่อยคอเสื้อกูก่อน! กูจะหายใจไม่ออกแล้ว!!"

เสียงโวยวายของเพื่อนทำให้กฤตภาสยอมปล่อยมืออย่างไม่เต็มใจ ศุภวัฒน์ทำตาค้อนปะหลับปะเหลือกขณะยกมือขึ้นจัดปกเสื้อให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันก็ให้รู้สึกรื่นรมย์กับความเป็นต่อที่นานๆ จะได้ลิ้มรสสักที เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้เห็นไอ้คุณชายแสดงสีหน้าร้อนรนเหมือนหนูติดจั่น เขานี่แทบอยากงัดมือถือขึ้นมาถ่ายรูปส่งให้เพื่อนๆ ดูเป็นบุญตาซะด้วยซ้ำ

แต่ถ้าทำอย่างนั้น ไม่แคล้วคืนนี้เขาคงไม่ได้กลับบ้านในสภาพครบสามสิบสองแน่

"ไอ้เหวิน ตกลงว่ามึงจะพูดได้รึยัง?"

แววตาคล้ายจะยิ้มเยาะของเพื่อนทำให้อารมณ์ของกฤตภาสขุ่นมัวยิ่งขึ้น นี่ถ้าไม่ติดว่าอยู่ท่ามกลางผู้คน เขาคงได้ใช้กำลังเข้าให้โทษฐานที่เล่นตัวมากนัก

"พอเป็นเรื่องของเด็กคนนั้นล่ะใจร้อนยังกับวัยรุ่นเชียวนะ เอ้านี่"

"อะไร?"

กฤตภาสรับซองสีฟ้าที่ศุภวัฒน์ยื่นให้พลางขมวดคิ้ว เขาหยิบการ์ดแข็งด้านในที่พิมพ์วันและสถานที่จัดงานเลี้ยงออกมาอ่านแล้วก็หรี่ตาลง

"มะรืนนี้หม่าม้าจะจัดงานเลี้ยงการกุศลให้สมาคมที่เป็นกรรมการอยู่ น้ามุกก็น่าจะได้รับการ์ดเชิญเหมือนกัน เขาไม่ได้บอกมึงหรอกเหรอ?"

กฤตภาสพลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมด้านหลังบัตรแล้วก็ยักไหล่ "คงเคยบอกแต่กูไม่ทันได้สนใจ"

สมเป็นไอ้กฤตจริงๆ อะไรที่แม่พูดนี่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมด...ศุภวัฒน์คิดแต่กลับเอ่ยว่า "ในงานจะมีแฟชั่นโชว์ด้วย กูก็ไม่รู้หรอกนะว่ามึงตั้งใจจะไปง้อตี้หรือเปล่า แต่ในเมื่อโอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ถ้าหากมึงไม่สนก็ตามใจ ถือซะว่ากูแค่มาช่วยประชาสัมพันธ์งานให้หม่าม้าก็แล้วกัน"

นัยน์ตาสีนิลทอประกายครุ่นคิด กฤตภาสยังคงเหลือบตาขึ้นมองศุภวัฒน์อย่างสงสัย "แล้วมึงรู้ได้ยังไงว่าตี้จะไปงานนี้ด้วย?"

"หึ พูดไปก็กลัวเพื่อนจะอิจฉา พอดีเมื่อวานซืนกูพาแม่ไปส่งที่ร้านเสื้อผ้าที่พวกนางแบบนายแบบกำลังลองชุดกัน เลยได้เห็นว่าตี้ก็อยู่ในทีมด้วยน่ะสิ"

"แล้วทำไมไม่โทรมาบอกกูตั้งแต่ตอนนั้น"

น้ำเสียงของกฤตภาสเริ่มมีร่องรอยไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอีก แต่แทนที่ศุภวัฒน์จะร้อนตัว นายแพทย์หนุ่มเพียงแค่เลียนแบบเพื่อนด้วยการยักไหล่ "มึงอยากเจอตี้ แต่ตี้ไม่ได้อยากเจอมึงรึเปล่า? จะบอกให้ว่าน้องเขาดูตกใจมากเลยนะตอนที่เห็นกู แล้วยังถามด้วยว่ามึงจะไปงานนี้มั้ย พอกูบอกว่าคงจะไม่ เขาถึงค่อยทำท่าโล่งอกแล้วก็ขอว่าให้ช่วยปิดเรื่องที่เจอกันเป็นความลับ แถมยังบอกอีกว่าเห็นข่าวของมึงกับแฟนใหม่แล้ว ดังนั้นถ้าทำเหมือนมึงกับเขาไม่เคยรู้จักกันคงจะดีกว่า ได้ยินแบบนี้แล้วมึงคิดว่าตอนนั้นกูจะมีอารมณ์รีบโทรหามึงไหมล่ะ"

กฤตภาสหรี่ตามองเพื่อนที่แสร้งทำตาใสซื่อ แต่ก็รู้ดีว่าครั้งนี้ตนเป็นหนี้อีกฝ่ายเต็มๆ จึงเก็บซองใส่กระเป๋าแล้วก็ยกวิสกี้ขึ้นดื่มจนเกลี้ยง

"ขอบใจ ถ้าบังเอิญได้เจอเด็กนั่นอีกก็ไม่ต้องบอกว่ากูจะไปงานนี้ก็แล้วกัน"

"อ้าวเฮ้ย จะกลับแล้วเหรอวะ?"

"หรือมึงยังมีธุระอื่นกับกูอีกล่ะ?"

กฤตภาสหันมาถามอย่างหมั่นไส้ เพราะเขารู้ว่านอกจากเรื่องนี้แล้วก็คงไม่มีเหตุผลที่จะถูกนัดออกมาดื่มเหล้าด้วยกัน ศุภวัฒน์จึงแสร้งทำหน้าน่าสงสารขณะชูแก้วแชมเปญที่ใกล้จะหมดให้ดู

"ไหนๆ ก็ถือว่าเพื่อนเอาข้อมูลที่มีค่ามาบอก แล้ววันนี้กูก็ไม่อยากรีบกลับบ้านด้วย ถ้าคุณชายจะเลี้ยงดอม เปริญอง (*Dom Perignon) เพื่อนสักขวดคงขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกมั้ง?"

"ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปงานนี้แล้วจะได้เจอตี้จริงๆ รึเปล่า มึงอยากกินอะไรก็เชิญสั่งมาจ่ายเองเถอะ"

กฤตภาสเอ่ยแล้วก็เดินออกจากบาร์ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อน เขาขับรถกลับคอนโดด้วยความรู้สึกหงุดหงิดดุจมีพายุพัดโหมในใจ เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจึงค่อยเดินออกไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง แววตาของชายหนุ่มมองผ่านเกลียวควันบุหรี่สีขาวที่ปลิวหายไปตามลมขณะคิดถึงบทสนทนาเมื่อหัวค่ำอีกครั้ง

เขาอยากเจอเด็กคนนั้น...แต่อีกฝ่ายไม่ได้อยากเจอเขาสินะ...

คำพูดของศุภวัฒน์ยังดังก้องอยู่ในหู สิ่งที่เพื่อนของเขาไม่รู้ก็คือกฤตภาสเคยพยายามสืบแล้วว่าธีระหายไปอยู่ที่ไหนหลังจากตัดรอนความสัมพันธ์กับเขา แต่หลังจากพยายามเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลเพราะเขาแทบไม่รู้จักคนรอบตัวของเด็กหนุ่ม จึงทำให้คิดได้ว่าถึงอย่างไรเจ้าตัวก็ต้องกลับมาเรียนเมื่อเปิดเทอมอยู่ดี ดังนั้นก็รอจนถึงตอนนั้นค่อยไปหาก็ได้ เพราะถึงจะหลบหน้าได้ระหว่างนี้ก็ไม่มีทางจะหนีไปได้ตลอด

แต่การที่ได้รู้ว่าเพื่อนของเขาได้เจอธีระมาแล้ว แถมฝ่ายนั้นยังขอให้ถือเสียว่าพวกเขาไม่เคยรู้จักกันทำให้กฤตภาสโมโหจนแทบคลั่ง เด็กคนนั้นคิดว่าเขาเป็นคนความจำบกพร่องหรืออย่างไร ถึงคิดว่าพอบอกให้ลืมก็จะลืมได้ง่ายๆ เหมือนกดปุ่มลบทิ้งอย่างนั้น

นี่คงคิดว่าเขาเลิกสนใจตัวเองไปแล้วสิท่า แต่ถ้าหากเขาไม่แยแสแล้วจริงๆ มีหรือจะทำเรื่องไร้สติอย่างการออกไปยืนตากฝนจนไข้ขึ้น หรือเก็บเรื่องของเจ้าตัวมาฝันเป็นตุเป็นตะชนิดที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้ ถ้าเขาไม่นึกสนใจธีระแม้แต่น้อย เขาจะรู้สึกร้อนรุ่มในอกถึงขนาดนี้จากการที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายกลับมากรุงเทพฯ แล้วหรอกหรือ

ทำไมเด็กนั่นถึงไม่คิดบ้างว่าตัวเองทำให้เขากระวนกระวายแค่ไหนระหว่างที่ไม่ได้เจอกัน... กฤตภาสถอนหายใจหนักหน่วงขณะยกมือขึ้นเสยผมแรงๆ นึกขัดใจที่ใครบางคนสามารถมีอิทธิพลปั่นป่วนความคิดและสมาธิได้ขนาดนี้ แต่ถึงจะพยายามรักษาความเยือกเย็นอย่างไร ในใจเขาก็รู้ดีว่าไม่สามารถตัดธีระออกจากชีวิตเหมือนที่เคยทำกับคนอื่นในอดีต

เด็กคนนั้นหลงเดินเข้ามาในหลุมพรางที่เขาขุดล่อเอาไว้เอง แต่กลับฉวยโอกาสตอนที่เขาไม่ระแวง ปีนหนีออกไปพร้อมกับขโมยหัวใจของเขาไปด้วย ดังนั้นต่อให้ต้องทำเรื่องที่ไม่สมกับเป็นตัวเองแค่ไหน กฤตภาสก็จะไม่ยอมเสียโอกาสที่เคยทำหายไปเป็นอันขาด

ธีระทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จไปแล้ว ที่ผ่านมาเขาอาจจะยินดีเป็นฝ่ายตัดความสัมพันธ์กับทุกคนที่เคยคบโดยไม่เสียเวลาคิดซ้ำสอง แต่เด็กหนุ่มเป็นคนแรกที่ทำให้เขาไม่ต้องการจะปล่อยมือ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...ยังเป็นคนแรกที่สอนให้กฤตภาสได้รู้ว่าอาการทุรนทุราย แสบร้อนในอกดุจถูกเปลวไฟแผดเผาเพราะรักที่เกือบจะสูญเสียนั้นมีอยู่จริง



++---TBC---++



A/N: *Dom Perignon หรือดอม เปริญอง คือแชมเปญที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดแชมเปญ ขวดหนึ่งขายกันในราคาหลายพันถึงหลักหมื่นบาท ตั้งชื่อตามพระในนิกายเบเนดิคต์ซึ่งมีชีวิตในศตวรรษที่ 17 ผู้ค้นพบการหมักไวน์ให้เป็นแชมเปญเป็นคนแรก




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2557    
Last Update : 31 ตุลาคม 2557 17:58:39 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 36


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 36


กลิ่นหอมอบอวลของกาแฟคละเคล้ากับกลิ่นนมเนยฟุ้งมาจากห้องครัว กลิ่นนั้นลอยผ่านเข้ามาทางประตูห้องนอนที่เปิดแง้มไว้จนกฤตภาสรู้สึกตัวตื่น ชายหนุ่มปรือตาขึ้นอย่างช้าๆ และพบว่าภายในห้องถูกย้อมด้วยแสงสีส้มจางของยามเช้า เสียงการเคลื่อนไหวคล้ายใครบางคนกำลังอยู่ในครัวขับกล่อมให้เขาวางใจจนหลับตาลงอีกครั้ง แต่เพียงไม่กี่นาทีถัดมา เขาก็รับรู้ได้ว่าใครคนนั้นเดินเข้ามาในห้องนอน ร่างที่ไม่สูงใหญ่เหมือนเขาทรุดตัวลงนั่งจนขอบเตียงยวบลงนิดหนึ่ง เนื่องจากทิศนั้นเป็นทิศที่หันไปทางหน้าต่าง ร่างของอีกฝ่ายจึงบดบังแสงยามเช้าอันน้อยนิดจนเกิดเงาสลัวทาบบนหน้าของคนบนเตียง

สัมผัสจากปลายนิ้วที่ลูบบนผิวแก้มสากของเขาดึงมุมปากของกฤตภาสให้หยักขึ้น ชายหนุ่มสูดหายใจยาวอย่างพึงพอใจกับกลิ่นหอมหวานของนมเนยที่โชยเข้าจมูก กระทั่งเมื่อมือที่ลูบบนหน้าทำท่าจะผละจากไป เขาจึงยกมือหนาขึ้นกดทับฝ่ามือนั้นเอาไว้ ไม่ยอมให้เคลื่อนห่างจากใบหน้าของตัวเอง

“เช้าแล้วนะครับ”

“อืม รู้แล้ว”

“ผมทอดแพนเค้กกับไข่ดาวไว้ให้ กาแฟก็ชงเสร็จแล้วด้วย พี่กฤตจะลุกมากินเลยรึเปล่า?”

“ตอนนี้ยังไม่อยากกินแพนเค้ก อยากกินคนทำแพนเค้กมากกว่า”

เขายิ้มเจ้าเล่ห์ทั้งที่ไม่ยอมลืมตา แต่ขณะที่พยายามจะดึงร่างที่นั่งอยู่เข้าหาตัว อีกฝ่ายกลับหัวเราะเสียงใสแล้วชักมือออกจากฝ่ามือของเขา

“อยากกินก็ลุกตามมาเองสิ ถ้าช้าไม่รอนะบอกก่อน”

“เดี๋ยว! ตี้!!”

ภาพใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กหนุ่มหายวับไปในทันทีที่กฤตภาสผุดลุกขึ้นนั่ง ชายหนุ่มสูดหายใจแรงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นแล้วพบแต่ความว่างเปล่า ประตูห้องนอนปิดสนิท ไม่มีกลิ่นนมเนยหรือกาแฟอวลกรุ่นจากห้องครัว และคนที่มาปลุกเขาก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่เคยอยู่ตรงนั้น...ไม่เคยเข้ามายั่วยวนฉอเลาะ...ทำให้หัวใจเขาพองล้นไปด้วยความรู้สึกอันไม่คุ้นเคยเหมือนที่เพิ่งเห็นในฝันเลยสักนิด

‘พี่กฤต’ งั้นรึ...

กฤตภาสสูดหายใจลึกก่อนจะระบายออกมาแรงๆ เพื่อให้สมองโล่ง มุมปากเหยียดยิ้มหยันเมื่อนึกถึงสรรพนามที่ถูกเรียกในช่วงครึ่งหลับครึ่งตื่น ถึงแม้จะเคยได้ยินว่าความฝันเกิดจากจิตใต้สำนึกที่ต้องการจะปลดปล่อยความปรารถนาซึ่งถูกเก็บกดไว้ในยามที่รู้สึกตัว แต่สิ่งที่เขาได้สัมผัสชั่วเวลาสั้นๆ เมื่อครู่ช่างไม่ต่างจากการละเมอเพ้อพกเลยสักนิด

เด็กคนนั้นไม่เคยเรียกเขาว่าพี่ ยิ่งกว่านั้นก็ไม่เคยตื่นก่อนเพื่อลุกไปทำอาหารเช้าให้ อย่างมากที่สุดก็แค่เคยต้มบะหมี่ให้เขาในคืนที่กลับจากงานเลี้ยง ออกไปซื้ออาหารตามสั่งที่ตลาดในวันที่ไม่มีกับข้าวกับปลาในตู้เย็น นอกจากนั้น...ก็แค่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า...ช่วยเช็ดตัว...ช่วยเป็นธุระประสานงานที่บริษัทให้จนหัวหมุนระหว่างที่เขาพักฟื้นในโรงพยาบาลเท่านั้นเอง

ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้นเลย เพียงแต่ว่า...สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำให้เขามาก่อน และเหตุผลนี้ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ธีระแตกต่างจากคนอื่นที่เขาเคยคบหาไปแล้ว

จริงอยู่ว่าจุดเริ่มต้นของพวกเขาสองคนช่างลักลั่นจนเข้าขั้นแปลกประหลาด เขาบังเอิญไปเห็นอีกฝ่ายในผับ บังเอิญนึกสนใจกับท่าทางเงื่องหงอยตอนนั่งเฝ้าโต๊ะคนเดียว บังเอิญเอะใจจนตามไปช่วยเมื่อถูกผู้ไม่หวังดีมอมยาจนเกิดความสัมพันธ์เลยเถิดชั่วข้ามคืน แต่ทั้งที่คิดว่าหลังจากนั้นคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว ความบังเอิญก็ชักนำเด็กคนนั้นให้กลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้ง ตอนนั้นกฤตภาสไม่ได้มองหาความสัมพันธ์ระยะยาว เขาคิดว่าถ้าหากธีระส่งสัญญาณแม้เพียงเล็กน้อยว่าสนใจเขาก่อนก็จะตอบสนองอย่างไม่คิดมากด้วยซ้ำ แต่เพราะอีกฝ่ายไม่เข้าหาแถมยังทำท่าหลบเลี่ยง ความรำคาญเรื่องหยุมหยิมอย่างการค่อยๆ พูดคุยทำความรู้จักทำให้เขาเลือกทางลัดด้วยการสร้างเงื่อนไขมามัดมือชกอย่างโหดร้าย จากนั้นเพราะถูกใจปฏิกิริยาท่าทางที่ได้รับเวลาเห็นธีระดื้อแพ่ง เขาจึงไม่เคยมองข้ามโอกาสที่จะแกล้งยั่วเด็กหนุ่มเพื่อความพอใจส่วนตัว ยิ่งได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น กฤตภาสก็ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าธีระพิเศษกว่าคนอื่นที่เขาเคยใกล้ชิดด้วย แต่บางทีอาจเป็นเพราะเขาเองที่ยินยอมให้ธีระเข้ามาใกล้มากพอที่จะสร้างความแตกต่างจนกระทั่งกลายเป็นคนพิเศษขึ้นมา

พิเศษถึงขั้นที่เขาวางใจจนปลดปล่อยด้านแย่ๆ ทุกด้านให้เห็น กล้าระเบิดอารมณ์ใส่เวลาที่หงุดหงิดไม่ได้อย่างใจ ไว้ใจให้เป็นคนเดียวนอกจากโกเมทกับศุภวัฒน์ที่ยอมให้รู้ว่าเขาถูกยิงแล้วยังให้มาคอยดูแลอยู่ใกล้ตัว ยินยอมเล่าเรื่องความบาดหมางในอดีตกับเพื่อนรักที่เก็บงำไว้คนเดียวมากว่าสิบปีให้ฟัง อนุญาตให้ได้ทำความคุ้นเคยกับเขาจนเด็กหนุ่มไม่ปฏิเสธไม่ว่าเขาจะบอกให้ทำอะไร และวางใจว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไปจนกว่าจะถึงวันใดก็ตามที่เขาหมดความสนใจในตัวอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง

แต่ยังไม่ทันมีวี่แววว่าวันนั้นจะมาถึง...ธีระก็เลือกตัดความสัมพันธ์แล้วเป็นฝ่ายเดินจากเขาไปก่อนอย่างเหนือความคาดหมาย นั่นเป็นครั้งแรกที่กฤตภาสได้รับรู้ว่ารสชาติฝาดเฝื่อนในคอเหมือนถูกกรอกน้ำกรดเป็นอย่างไร ได้รับรู้ความทุรนทุราย จิตใจร้อนรนไม่สงบ ไม่เป็นตัวของตัวเองจนแทบอยากทำลายทุกอย่างที่ขวางหูขวางตาเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งที่เคยคิดมาตลอดว่าการมอบความรู้สึกลึกซึ้งให้กับใครเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นพันธะผูกพันที่จะทำให้เขาสูญเสียการควบคุมตัวเอง และจะทำให้ก้าวไปสู่จุดแตกหักที่น่าสมเพชเหมือนของผู้ให้กำเนิดเข้าสักวัน

ทั้งที่เคยบอกตัวเองมาตลอดว่าเขาจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองมีความรู้สึกเช่นนี้เป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไม่มีวันถลำตัวลงไปในหลุมพรางที่ตนเป็นผู้ขุด แต่สุดท้าย...กฤตภาสก็ต้องยอมรับว่าเขาปฏิเสธความต้องการในใจของตัวเองไม่ได้

เขาอยากได้ธีระมาอยู่เคียงข้าง ไม่ใช่เพียงเพื่อสนองตัณหาที่ผุดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวตามสัญชาตญาณดิบเท่านั้น แต่เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถย้อนกลับไปสู่วันคืนที่คบกับใครเล่นๆ โดยไม่แยแสความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายได้อีกแล้ว


"แผลที่โดนยิงของคุณ...ยังเจ็บมากรึเปล่า?"


ภาพของธีระที่ช้อนนัยน์ตาฉ่ำชื้นขึ้นถามหลังได้รู้เรื่องในอดีตของเขายังติดตรึงในความทรงจำ ทั้งที่เด็กคนนั้นผ่านเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาพอสมควรแล้วยังถูกเขาซ้ำเติม แต่กลับยังเจ็บปวดไปกับเรื่องราวที่ได้ฟังและแสดงความห่วงใยออกมาอย่างจริงใจ บางทีหากเป็นคนอื่นที่ได้มาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็อาจแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจเหมือนกันก็ได้ แต่ไม่มีใครเคยได้แสดงออกเช่นนั้น เพราะธีระเป็นคนเดียวที่เขาเลือกจะเปิดเผยเรื่องครั้งเก่าให้ฟังอย่างที่ไม่เคยพูดกับใครมาก่อน

เขาเป็นคนเลือกเด็กหนุ่มจากหมู่คนมากมายที่แวดล้อมด้วยมือตัวเอง...แล้วตอนนี้ก็กำลังหงุดหงิดงุ่นง่านกับการที่ไม่รู้ว่าเด็กนั่นหนีหน้าไปหลบอยู่ที่ไหน อยากออกตามหาให้พบแล้วดึงตัวมากอดให้แน่นๆ จนมั่นใจว่าจะไม่มีวันจากเขาไปไหนได้อีกใจจะขาด หากการเอาแต่ครุ่นคิดถึงเด็กนั่นตลอดเวลายังไม่ใช่หลักฐานว่าธีระสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเขาเพียงไร กฤตภาสก็ไม่แน่ใจแล้วว่าในชั่ววินาทีนี้จะมีมนุษย์หน้าไหนบนโลกทำให้เขากระวนกระวายได้ถึงขนาดนี้อีก

ตลอดชีวิตที่ผ่านมากฤตภาสไม่เคยขาดอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่เคยหายไปมีเพียงครอบครัวอันพร้อมหน้าซึ่งเขาทำใจได้ตั้งแต่รู้ความแล้วว่ามันไม่มีวันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่วันนี้เขาในวัยสามสิบสามกลับเพิ่งค้นพบช่องโหว่ในหัวใจของตัวเองเป็นครั้งแรก ความว่างโหวงจากการที่ธีระไม่อยู่ทำให้เขาว้าวุ่นจนแทบจะทนไม่ได้ และมีเพียงการตามชิ้นส่วนที่หายไปนั้นกลับมา ได้เห็นอีกฝ่ายในระยะที่เขาเอื้อมมือถึงจึงจะทำให้ใจสงบได้ในที่สุด

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบดึงความสนใจของกฤตภาสที่กำลังจะเดินเข้าห้องน้ำ ร่างสูงใหญ่เดินอ้อมปลายเตียงไปหยิบโทรศัทพ์ขึ้นมาดูหมายเลขของคนที่โทรเข้า แต่เมื่อเห็นชื่อถนัดตาว่าเป็นใคร เขาก็กลอกตาก่อนจะกดรับสายอย่างเสียไม่ได้

"ฮัลโหล?"

"กฤตเหรอ นี่แม่เองนะ ช่วงกลางวันนี้มีธุระไปไหนหรือเปล่า?"

"ยังไม่มีครับ" กฤตภาสเอ่ยไปแล้วถึงค่อยนึกได้ว่าไม่น่าตอบไปตามจริงเลย แต่ก็สายไปเสียแล้ว

"ถ้างั้นก็พอดีเลย แม่นัดหนูมีนเอาไว้ที่ร้านของคุณยายตอนเที่ยง เดี๋ยวออกมากินข้าวกับแม่หน่อยนะ คุณยายบ่นว่าคิดถึงลูกแน่ะ"

"...ก็ได้ครับ ถ้างั้นเจอกันตอนเที่ยง"

กฤตภาสตอบก่อนจะกดวางสาย บทสนทนาของเขากับหม่อมหลวงมุกตาภาเป็นเช่นนี้เสมอ กระชับ ตรงประเด็น ไม่มีการถามไถ่ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรให้มากความเพราะมักจะได้ยินผ่านคนรอบตัวอยู่แล้ว กระนั้นเขาก็ตระหนักดีว่าต่อให้ผู้เป็นแม่จะทำเหมือนมอบอิสระเสรีให้เขาในการใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม แต่หากพบกลเม็ดใดที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้เขาซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวยังอยู่ในโอวาทได้ก็จะไม่ลังเลที่จะนำมาใช้อย่างเด็ดขาด

กับหญิงสาวที่เพิ่งถูกอ้างชื่อก่อนจะวางสายนี่ก็เหมือนกัน...เป็นอีกความพยายามที่ฝ่ายนั้นตั้งใจจะยัดเยียดให้เพื่อความสบายใจว่าลูกชายจะไม่ไปคว้าใครก็ได้มาเป็นสะใภ้ กฤตภาสรู้ดีว่าหม่อมหลวงมุกตาภาทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งมาตลอดเวลาเห็นข่าวของเขาที่เปลี่ยนคู่ควงมาหลากหน้าหลายตา แต่ดูเหมือนข่าวล่าสุดกับธีระซึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนจะทำให้ผู้สูงวัยเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข ถึงได้ยอมออกหน้ามายุ่มย่ามกับชีวิตส่วนตัวเขาในที่สุด ทั้งที่เคยพร่ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีกมาตลอดว่าความรักไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืนแท้ๆ

เมื่อถึงเวลาเที่ยง กฤตภาสก็ขับรถออกจากคอนโดไปยังร้านอาหารริมแม่น้ำของคุณยายซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยพาธีระมาทานข้าว พนักงานเห็นเขาก็ยิ้มให้แล้วพาตรงขึ้นไปยังโต๊ะที่จองไว้บนชั้นสองทันที แต่เมื่อได้เห็นว่ามีหญิงสาวนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างเพียงคนเดียว ชายหนุ่มก็เลิกคิ้วดกหนาขึ้นเล็กน้อย

"อ๊ะ พี่กฤต สวัสดีค่ะ"

"สวัสดีครับ"

ร่างสูงใหญ่เดินตรงเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขาปรายตามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นเงาของหม่อมหลวงมุกตาภา นัยน์ตาสีนิลจึงเหลือบกลับไปยังหญิงสาวหน้าหวานที่นั่งอยู่อีกฝั่งเป็นเชิงถาม

"คุณป้าเพิ่งโทรมาบอกเมื่อกี้ค่ะว่าไม่ค่อยสบาย มีนก็ถามแล้วเหมือนกันว่าถ้าอย่างนั้นจะแคนเซิลนัดวันนี้ไปก่อนไหม แต่คุณป้าบอกว่าไม่อยากให้มีนเสียเที่ยวที่ออกมาจากบ้านแล้ว ขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้โทรบอกพี่กฤต"

"อ้อ..."

ชายหนุ่มลากเสียงรับรู้ในคอ แต่ไม่ประหลาดใจเลยสักนิดเดียวกับข้ออ้างที่แม่ของเขาใช้ ความจริงแล้วเขาอาจแปลกใจกว่านี้ด้วยซ้ำถ้าหากมาถึงร้านแล้วพบว่าฝ่ายนั้นนั่งรออยู่ด้วย

"ถ้าอย่างนั้นสั่งอาหารกันเลยก็แล้วกันนะคะ ขอโทษค่ะ ขอเมนูหน่อย"

มีน หรือ 'เกล็ดมณี' หันไปบอกกับพนักงานสาวที่ยืนรออยู่บริเวณนั้น กฤตภาสเพียงแต่ยกน้ำขึ้นจิบโดยไม่ปฏิเสธ เพราะถึงอย่างไรเขาก็หิวเพราะเมื่อเช้ากินแค่ขนมปังกับกาแฟ แล้วแม่ครัวที่ร้านของคุณยายก็บังเอิญทำข้าวผัดน้ำพริกลงเรือที่เขาชอบได้ถูกปากกว่าที่อื่นเสียด้วย

หญิงสาวเลือกอาหารในเมนูก่อนจะหันไปสั่งกับพนักงานอย่างคล่องแคล่ว ส่วนกฤตภาสนั้นไม่ต้องเปิดเมนูเพราะมาที่ร้านบ่อยจนรู้ว่ามีรายการอาหารอะไรบ้าง มื้อนั้นผ่านไปอย่างราบรื่นเพราะพวกเขาไม่ได้เพิ่งจะเจอกันเป็นครั้งแรก กระนั้นกฤตภาสก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงพอจะรู้ตัวอยู่เหมือนกันว่าแม่ของเขาตั้งใจจะจับคู่ให้พวกเขาสองคน เพียงแต่เขายังดูไม่ออกว่าเธอเห็นดีเห็นงามกับความเจ้ากี้เจ้าการของแม่เขาหรือเปล่า

กฤตภาสได้พบกับเกล็ดมณีในวันที่แม่ของเขาบินกลับมาจากอังกฤษเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นหม่อมหลวงมุกตาภาให้เหตุผลกับเขาทางโทรศัพท์ว่าอยากกลับมาร่วมงานเลี้ยงรุ่นและบังเอิญลูกสาวของเพื่อนซึ่งเพิ่งเรียนจบปริญญาโทก็อยากกลับมาเยี่ยมเมืองไทยพอดี จากนั้นก็บอกให้เขาเป็นคนไปรับทั้งคู่ที่สนามบิน ทันทีที่ได้พบหน้ากันและหม่อมหลวงมุกตาภาแนะนำหญิงสาวให้เขารู้จัก กฤตภาสก็รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้สูงวัยทันที

จะว่าไปแล้วเกล็ดมณีนับเป็นผู้หญิงที่สวยและฉลาด นอกจากนั้นยังมาจากตระกูลนักการทูตที่สืบทอดกันมาสองชั่วอายุคน เธอติดตามพ่อกับแม่ไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กจึงทำให้รู้จักถ่อมตัวแต่ก็ฉะฉานเวลาพูดคุย ทั้งการวางตัวและพื้นเพครอบครัวที่ถูกใจแม่ของเขาทำให้กฤตภาสไม่แปลกใจที่เธอจะถูกเล็งให้เป็นว่าที่ลูกสะใภ้ แม้ว่าดูจากบุคลิกแล้วกฤตภาสค่อนข้างมั่นใจว่าหากเป็นสิ่งใดที่เธอไม่เห็นด้วย เกล็ดมณีก็คงไม่ลังเลที่จะปฏิเสธ

“หลังจากมื้อเที่ยงนี้พี่กฤตว่างไหมคะ มีนกำลังคิดว่ามาอยู่เมืองไทยคราวนี้อาจจะหลายเดือน เลยอยากไปซื้อของเข้าคอนโดสักหน่อย”

เกล็ดมณีเอ่ยถามขณะที่กำลังทานของหวาน ฝ่ายกฤตภาสเพียงแต่เหลือบตาลงมองนาฬิกาข้อมือ ท่าทางที่บ่งบอกเป็นนัยว่าตนไม่มีเวลาทำให้หญิงสาวหัวเราะคิก

“พี่กฤตคะ ไม่ต้องระวังตัวกับมีนขนาดนั้นก็ได้ค่ะ”

ท่าทางของกฤตภาสทำให้หญิงสาวขำอย่างอดไม่ได้ เธอดูออกตั้งแต่ที่เขาจงใจมาสายกว่าเวลานัดร่วมครึ่งชั่วโมงแล้วว่าเจ้าตัวคงไม่ได้เต็มใจจะมาร่วมทานมื้อนี้นัก ยิ่งกิริยาท่าทางที่ดูไม่ได้เอาอกเอาใจเธอเป็นพิเศษยิ่งทำให้รู้ว่ากฤตภาสคงเพียงแค่ฆ่าเวลาเพื่อจะได้เอาไปตอบแม่ตัวเองได้ว่ายอมมากินข้าวเป็นเพื่อนเธอแล้วก็เท่านั้น

“ผมไม่...”

“พี่กฤต จำพิกเล็ตได้มั้ยคะ? ที่พี่กฤตเคยช่วยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ช่วงนึงตอนอยู่ที่อังกฤษน่ะค่ะ”

หัวข้อสนทนาที่เปลี่ยนไปปุบปับของเกล็ดมณีทำให้กฤตภาสมุ่นคิ้ว ความทรงจำแต่เก่าก่อนคล้ายถูกฝังลึกจนลืมเลือนไปนาน ทว่าเมื่อมีคนกระตุ้นก็ทำให้เขานึกคุ้นอยู่เลือนราง

“เหมือนจะเคยได้ยินชื่อมาก่อน”

“อะไรกัน” หญิงสาวขมวดคิ้วทำแก้มอูม ท่าทางกระเง้ากระงอดทำให้เธอดูอ่อนวัยลงราวกับเป็นสาวแรกรุ่น “คนที่ตั้งฉายานี้ให้ก็พี่กฤตเองนั่นแหละค่ะ ตกลงจำมีนไม่ได้จริงๆ ล่ะสิเนี่ย นี่พิกเล็ตที่พี่กฤตเคยเล่นด้วยตอนเด็กๆ ไง”

“หือ?”

คราวนี้กฤตภาสเลิกคิ้วสูง เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ค่อยอยากเชื่ออยู่หน่อยๆ เมื่ออีกฝ่ายทักเรื่องในอดีตขึ้นมา เขาก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมีช่วงปิดเทอมฤดูร้อนตอนมัธยมต้นที่ติดตามแม่ไปเยี่ยมบ้านพักตากอากาศของเพื่อนที่ชานเมืองลอนดอน ที่นั่นเขาได้รู้จักเด็กหญิงที่อายุน้อยกว่าราวหกถึงเจ็ดปี ยายหนูคนนั้นตัวกลมป้อมแถมยังแขนขาสั้นยังกับลูกหมู แต่เพราะไม่มีเพื่อนเล่นวัยใกล้เคียงกันจึงทำให้ติดเขาแจ ตอนนั้นด้วยความเอ็นดูเขาก็เลยตั้งชื่อเล่นให้ว่าพิกเล็ต แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้พบกันอีกเพราะครอบครัวของอีกฝ่ายย้ายไปอยู่ออสเตรีย พอมองคนตรงหน้านานขึ้นเขาก็ยิ่งเห็นภาพซ้อนจนนัยน์ตาทอแววคุ้นเคยออกมารางๆ

“นึกออกแล้วใช่มั้ยคะ มีนควรจะดีใจใช่มั้ยที่ไม่ได้ตัวกลมๆ ป้อมๆ แบบตอนนั้นจนพี่กฤตถึงกับจำไม่ได้เนี่ย”

“ใช่ลูกหมูพิกเล็ตตัวนั้นจริงๆ ด้วย”

พอได้รู้ว่าอีกฝ่ายคือเพื่อนเล่นในวัยเยาว์ หาใช่คนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันได้ไม่นาน กำแพงในใจที่กฤตภาสก่อเอาไว้ก็ค่อยๆ เบาบางลง รอยยิ้มบนมุมปากของเขาค่อยแสดงความผ่อนคลายมากขึ้นตามไปด้วย

“แหงสิ ผ่านมาตั้งยี่สิบปีแล้วนี่นา ขืนยังอ้วนแบบนั้นอยู่มีหวังมีนขายไม่ออกแน่ๆ”

หญิงสาวแลบลิ้นให้เขา นัยน์ตาคู่สวยเปล่งประกายซุกซนนิดๆ คล้ายเด็กสาวมากกว่าหญิงสาว กฤตภาสเห็นแล้วก็เพียงแต่ยิ้ม เขาเป็นลูกชายคนเดียวที่ไม่เคยมีพี่น้อง ดังนั้นช่วงฤดูร้อนที่ได้ไปอยู่บ้านเดียวกันและต้องคอยเป็นเพื่อนเล่นกับแม่หนูจึงทำให้เขารู้สึกเหมือนได้น้องสาว แม้มาวันนี้จะได้เห็นว่าเด็กน้อยกลมป้อมคนนั้นเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวสวยสะพรั่งเต็มวัยแล้ว ความเอ็นดูของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นอื่น

“พี่กฤต อย่าหาว่ามีนโผงผางเลยนะ แต่คุณป้าอยากจะจับคู่พี่กฤตกับมีนใช่มั้ยคะ”

“มีนคิดว่ายังไงล่ะ? เห็นด้วยกับแม่พี่หรือเปล่า?”

ชายหนุ่มยิ้มบางๆ ขณะยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ความจริงแล้วเขาแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องดี เพราะถึงแม้ว่าตอนเด็กจะเคยเล่นหัวกันแบบพี่น้อง แต่กาลเวลาที่ผ่านไปก็ไม่ได้การันตีว่าอีกฝ่ายจะยังมองเขาแบบพี่ชายอยู่เช่นเดิม

เกล็ดมณีห่อปากแล้วพ่นลมออกมา “เฮ้อ มีนน่ะแค่อยากกลับมาเที่ยวเมืองไทยหลังไม่ได้กลับมานานก็เท่านั้นเอง พอคุณป้ารู้เข้าก็รีบบอกคุณแม่เลยว่าจะมาเป็นเพื่อนจะได้คอยดูแลมีนทั้งที่ไม่ต้องก็ได้ ที่จริงคุณป้าใจดีกับมีนมากเลยนะ แต่ความคิดที่ว่าอยากจับคู่ให้ลูกตัวเองเนี่ยมันคร่ำครึจนน่าจะถูกเก็บเข้าลิ้นชักได้แล้ว นี่ถ้าแม่ของมีนรู้ว่าคุณป้าคิดอะไรอยู่ก็คงไม่ค่อยชอบใจเหมือนกัน"

"ทำไมล่ะ? เพราะแม่มีนไม่ชอบพี่เหรอ?"

คราวนี้หญิงสาวทำหน้าปูเลี่ยนๆ "...ไม่ใช่หรอกค่ะ แต่ในฐานะที่พ่อแม่ของเรารู้จักกัน แม่มีนก็ต้องรู้ข่าวคราวพี่กฤตมาบ้างใช่มั้ยล่ะ อีกอย่างพี่กฤตเองก็ใช่ว่าจะไม่มีคนรู้จักเอาเสียเลยนี่นา เวลาลงข่าวทีไรพวกป้าๆ ที่อยู่ทางนี้ก็ถ่ายรูปแล้วส่งไปให้ดูทุกที ว่าแต่...ข่าวล่าสุดนั่นดูเหมือนจะเงียบไปแล้วสินะ ตกลงนั่นเป็นมายังไงเหรอคะ?"

หญิงสาวถามพลางยิ้มซุกซน ความตื่นเต้นสนใจที่ฉายชัดในแววตาทำให้กฤตภาสนึกอยากให้อีกฝ่ายกลับเป็นเด็กหญิงตัวกลมป้อมเหมือนเดิมจะได้อุ้มมาตีได้ถนัดหน่อย แต่เมื่อเด็กหญิงคนนั้นเติบโตจนเป็นสุภาพสตรีเช่นนี้แล้วก็คงได้แต่หักห้ามใจ

"พี่ขี้เกียจพูดมาก ได้เห็นได้อ่านอะไรมาก็เชื่อตามนั้นก็แล้วกัน นักข่าวเขาอุตส่าห์นั่งเทียนเขียนให้ทั้งที"

"อะไรกัน แค่นี้ก็บอกไม่ได้ ไม่สนุกเลย"

หญิงสาวทำท่างอนอีกจนกฤตภาสหัวเราะ แต่แล้วก็คล้ายจะคิดอะไรออก ชายหนุ่มยิ้มเย็นบนมุมปากก่อนจะค่อยโน้มตัวไปข้างหน้า เขามองสีหน้าของเกล็ดมณีที่เอียงคอมองอากัปกริยาที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเขาอย่างสนใจแล้วก็คิดว่าบางทีน้องสาวคนนี้อาจจะให้ความช่วยเหลือเขาได้

"เรื่องนั้นพี่อาจเล่าให้มีนฟังละเอียดไม่ได้ก็จริง แต่ไหนๆ ระหว่างที่มีนกลับมาเยี่ยมเมืองไทยนี่ก็คงว่าง พี่มีเรื่องอื่นที่น่าจะสนุกกว่าให้มีนช่วยก็แล้วกัน"



++------++



"เฮ! เฮ! บูม!!!!"

เสียงร้องเพลงทำกิจกรรมของน้องปี 1 และเสียงรัวกลองดังไปทั่วบริเวณลานใต้ตึกคณะ ฝ่ายที่ต้องรับหน้าที่ดูแลน้องใหม่เหล่านี้หลักๆ ก็คือเด็กปีสอง สำหรับรุ่นพี่ปีสามกับปีสี่นั้นค่อนข้างลอยตัวและเพียงแต่มาคอยให้กำลังใจเท่านั้น ช่วงนี้บรรยากาศรอบมหาวิทยาลัยจึงสดใสชื่นมื่นเพราะมีแต่เด็กหน้าใหม่มาเข้าร่วมรับน้องก่อนเปิดเทอมเต็มไปหมด

ธีระที่กำลังจะเป็นรุ่นพี่ปีสี่ก็ติดตามเพื่อนๆ มาร่วมดูกิจกรรมรับน้องใหม่เช่นกัน นับจากวันที่เขากลับมาจากน่านพร้อมกับศันสนีย์และสุเมธก็ผ่านมาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว ตอนที่เขาต้องไปบอกลาปิยพลเพื่อกลับมาเตรียมตัวเข้าเรียนปีสี่ก็ใจหาย แต่ฝ่ายนั้นเพียงแต่ยิ้มและอวยพรให้เขาโชคดี นอกจากนั้นยังให้สร้อยข้อมือที่ร้อยจากเชือกหนังและหินทับทิมเป็นที่ระลึกมาอีกเส้นหนึ่ง

เด็กหนุ่มคิดถึงตรงนี้ก็ยกข้อมือข้างที่สวมสร้อยเส้นนั้นขึ้นมาดู หินทับทิมที่ถูกนำมาทำร้อยนั้นมีลักษณะเป็นลูกปัดกลมสีแดงก่ำและขุ่นเล็กน้อยเพราะไม่ผ่านการเจียระไน ตอนนั้นเขาถามญาติผู้พี่ไปว่าหินนี้มีความหมายอะไรหรือเปล่า แต่คนถูกถามเพียงแต่อมยิ้มแล้วก็ไม่ตอบ บอกแค่ว่ามันจะนำโชคในด้านที่เขาต้องการมาให้

"ตี้ เดี๋ยวเย็นนี้ไปกินข้าวที่บ้านฉันกันมั้ย? อีเมธก็จะไปด้วยนะ"

"หือ? เอาสิ ว่าแต่ไปกินข้าวบ้านซันบ่อยๆ นี่แม่ไม่ว่าบ้างเหรอ เหมือนพวกเราไปอาศัยกินฟรียังไงก็ไม่รู้"

"อู๊ย! คิดมากอะไรกัน ให้ฉันพาเพื่อนไปทั้งเอกแม่ยังไม่ว่าเลย ไปเถอะน่า ไหนๆ แกก็ว่างอยู่แล้วนี่"

"ก็ได้ ถ้างั้นรอให้รับน้องกันเสร็จก่อนก็แล้วกัน"

หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมรับน้องประจำวัน ศันสนีย์จึงค่อยขับรถพาเพื่อนทั้งสองไปทานมื้อเย็นที่บ้าน แม่ของศันสนีย์เป็นคนใจดีและไม่ถือตัวทั้งๆ ที่มีฐานะร่ำรวย นอกจากนั้นยังให้การต้อนรับเพื่อนฝูงของลูกสาวอย่างดีเสมอ ธีระเองก็รู้ว่าเพราะเพื่อนของเขาไม่อยากปล่อยให้ฟุ้งซ่านเพราะอยู่คนเดียวจึงชวนมาที่บ้านบ่อยๆ ทำให้เด็กหนุ่มอุ่นใจไม่น้อยกับมิตรภาพที่ได้รับ

"อร่อยมั้ยลูก วันนี้แม่ไปเดินตลาดเลือกปลามาทำกับข้าวเองเลยนะ"

"โหยคุณแม่ ฝีมือคุณแม่นี่ไปเปิดร้านอาหารได้เลย ถ้าเปิดแล้วหนูยินดีไปช่วยเป็นผู้จัดการให้เลยค่ะ"

สุเมธจีบปากจีบคอตอบเสียงหวานอย่างขัดแย้งกับรูปร่างบึกบึน เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากทั้งโต๊ะซึ่งมีกันเพียงสี่คนเนื่องจากพ่อของศันสนีย์ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจชาวต่างชาติต้องไปทานอาหารค่ำกับลูกค้า

"จริงสิ แม่คะ ที่เคยเกริ่นกับหนูไปวันก่อน แม่ว่าตี้น่าจะพอไหวมั้ยคะ?"

จู่ๆ ศันสนีย์ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันควัน เรียกสายตาสามคู่ที่โต๊ะทานอาหารให้หันมาจับจ้องเขาเป็นจุดเดียว ธีระซึ่งจับต้นชนปลายไม่ถูกจึงได้แต่กะพริบตาปริบๆ

"หือ? มีอะไรเหรอซัน?"

เด็กหนุ่มถามเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ แต่สุพิชชาซึ่งเป็นแม่ของศันสนีย์ประสานมือไว้ตรงหน้าแล้วก็เอียงคอมองเขาพลางยิ้มอย่างพิจารณา

"อืม ที่จริงก็เข้าทีนะ น้องตี้สนใจจะเดินแบบในงานของแม่มั้ยลูก?"

"เดินแบบ?"

เด็กหนุ่มยิ่งเลิกคิ้วสูงอย่างไม่เข้าใจ ผู้สูงวัยจึงหัวเราะก่อนจะอธิบายอย่างใจเย็น

"คืองี้ เดี๋ยวสัปดาห์หน้าแม่จะจัดงานเดินแบบเครื่องเพชรการกุศลแล้วก็จัดประมูลหารายได้เข้ามูลนิธิที่เป็นกรรมการอยู่ ทีนี้ก็เลยอยากได้ลูกหลานเราเองนี่แหละมาเดินแบบ แม่เบื่องานที่ชอบจ้างนางแบบนายแบบแพงๆ มาเดินเต็มทนเพราะค่าตัวก็ไม่ใช่ว่าถูก โชคดีว่าเพื่อนๆ กรรมการหลายคนก็เห็นด้วย เท่าที่ส่งรูปคนรู้จักมาให้คัดเลือกตัวนี่ก็หน้าตาไม่แพ้พวกมืออาชีพเลยนะ พอดีวันก่อนแม่นั่งเลือกรูปอยู่แล้วซันก็มาเสนอว่าให้ตี้เดินด้วยมั้ยเพราะมีคอลเลคชั่นที่อยากได้พรีเซนเตอร์เป็นกลุ่มวัยรุ่นอยู่เหมือนกัน ตี้สนใจมั้ยลูก?"

"มาสิตี้ ฉันก็เดินด้วยนะ ถ้ามีเพื่อนเดินด้วยฉันจะได้ไม่เขินไง นี่อีเมธ แกก็มาเดินคู่ฉันด้วยสิ"

"ว้าย! ให้ฉันไปเดินด้วยเหรอ?"

"เออสิ! แกน่ะเวลาปิดปากแล้วทำหน้าขรึมๆ ก็พอจะแอ๊บแมนได้อยู่หรอก อีกอย่างหุ่นแกก็บึกยังกับกระสอบทรายขนาดนี้ ขึ้นเวทีน่าจะโอเค แม่ว่างั้นมั้ยคะ?"

"อืม ก็น่าสนใจดีนะ ซันคู่กับหนูเมธ ส่วนตี้เดี๋ยวให้เดินคู่กับลูกสาวคุณลาวรรณก็ได้ ลูกสาวแกเพิ่งจะ ม.5 รูปร่างน่าจะเข้าคู่กับน้องตี้ได้พอดี งั้นก็ตามนี้นะจ๊ะ"

ผู้สูงวัยยิ้มเยื้อนโดยไม่ปฏิเสธ การยอมรับอย่างง่ายดายทำให้ทั้งสุเมธและธีระอึ้งไปนิดหน่อย แต่ก็พอจะชินแล้วที่แม่ของศันสนีย์มักเห็นชอบและสนับสนุนการตัดสินใจของลูกสาว ดังนั้นทั้งคู่จึงเพียงหัวเราะแห้งๆ และไม่ได้เอ่ยขัด

เมื่อมื้อเย็นเสร็จสิ้นก็เป็นเวลาหัวค่ำแล้ว สุเมธกับธีระนั่งคุยเล่นกับศันสนีย์และแม่อีกเล็กน้อยก็พากันขอตัวกลับบ้าน เมื่อถึงห้องของตัวเอง ธีระก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความเหนื่อยอ่อน

งานเดินแบบของแม่ซันจัดสัปดาห์หน้า...ก็ก่อนวันเปิดเทอมพอดีเลยน่ะสิ

เขาอดจะนึกถึงคำสัญญาที่มอบให้เป็นมั่นเหมาะเมื่อเย็นไม่ได้ มาตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือเปล่าที่ตอบตกลงจะไปเดินแบบการกุศลให้ เขารู้ว่าหน้าตาตัวเองไม่ได้แย่ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ชื่นชอบการเป็นจุดสนใจของใครต่อใครมากนัก

มะรืนนี้จะนัดให้ไปฟิตติ้งชุดสำหรับเดินแบบ เอาเถอะ...คิดซะว่าหาค่าขนมก่อนเปิดเทอมก็แล้วกัน...

เด็กหนุ่มคิดพลางยืดแขนไปหยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์ ถึงแม้จะเหนื่อยแต่เขาก็ยังไม่ง่วงเท่าไหร่ ดังนั้นดูรายการโทรทัศน์ไปเรื่อยๆ กล่อมตัวเองอาจจะช่วยให้หลับไวขึ้นก็เป็นได้

ชั่วโมงนี้รายการทีวีมักฉายละครหรือไม่ก็ข่าวซุบซิบของคนในวงการบันเทิง ธีระกดเลื่อนรีโมทไปเรื่อยๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจดูอะไรเป็นพิเศษ แต่แล้วมือที่กำลังไล่กดปุ่มรีโมทก็ชะงักเมื่อเห็นภาพของใครบางคนในจอโทรทัศน์ แม้จะไม่ได้พบหรือได้ยินเสียงมาเป็นเดือนแล้วเพราะเขาเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ กระนั้นเพียงแค่เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยในจอก็ยังทำให้ลมหายใจติดขัด

คุณกฤต?

"เอาล่ะค่ะ รายนี้ก็นับว่าเป็นหนุ่มไฮโซที่ช่วงหลังมีข่าวบ่อยเชียวนะคะ คุณกฤตภาส ศิตานนท์นั่นเองค่ะ หลังจากไม่นานมานี้เพิ่งจะมีข่าวรักร้าวกับนางเอกสาวประจำช่องดังแถมมีภาพหลุดตอนกำลังสวีทกับหนุ่มน้อยลงหน้าหนังสือพิมพ์ ล่าสุดค่ะคุณขา เพิ่งมีนักข่าวตามไปเห็นว่าหนุ่มไฮโซรายนี้ไปทานข้าวกับสาวสวยแล้วยังจูงมือกันกระหนุงกระหนิงไปช้อปปิ้งของที่ร้านเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย แหม...ดูสีหน้าท่าทางของทั้งคู่แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าแอบมาเลือกซื้อของเข้าเรือนหอกันหรือเปล่า แต่ดูเหมือนฝ่ายหญิงจะไม่ใช่คนในวงการก็เลยยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ไว้มาติดตามกันต่อไปนะคะว่าเราจะได้เห็นข่าวดีของทายาทคนเดียวของเสี่ยโกเมทในเร็ววันนี้ไหม แต่ที่แน่ๆ จุ๊บจิ๊บเห็นคลิปนี้แล้วรู้สึกตาร้อนผ่าวๆ ยังไงก็ไม่รู้ค่ะ"

พิธีกรสาวพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดดุจนกแก้วนกขุนทอง สีหน้าท่าทางซึ่งบรรจงปั้นแต่งขณะบรรยายคลิปสั้นๆ ที่นักข่าวแอบถ่ายมานั้นออกรสชาติราวกับได้เห็นทุกอย่างด้วยตาตัวเอง แต่สิ่งที่ทำให้ธีระรู้สึกเหมือนในอกบิดเกลียวจนแทบหายใจไม่ออกกลับไม่ใช่ท่าทีของพิธีกรเพราะรู้อยู่แล้วว่าเธอจำเป็นต้องเติมไข่ใส่สีให้เกินจริงไว้ก่อนเพื่อเรียกความสนใจคนดู ทว่าเป็นภาพของชายหนุ่มและหญิงสาวในคลิปที่ยิ้มแย้มให้กันอย่างสนิทสนม นอกจากนั้นฝ่ายหญิงยังควงแขนของกฤตภาสราวกับมีอำนาจชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้นโดยไม่ต้องสนใจสายตาคนอื่นต่างหาก

ผ่านมาแค่เดือนเดียวเท่านั้นนับตั้งแต่เขาเลือกที่จะจากมา...แต่ดูเหมือนคุณกฤตคงลืมเขาและพบใครบางคนที่จะจูงมืออวดให้ใครๆ เห็นได้อย่างผ่าเผยแล้วสินะ...

ธีระมองภาพในจอด้วยความรู้สึกสับสน เขาควรจะดีใจ ควรจะโล่งอกและปล่อยวางในเมื่อเขาเคยตั้งใจว่าจะตัดขาดจากกฤตภาสให้ได้ ยิ่งสิ่งที่ได้เห็นตอนนี้ยิ่งหาใช่หลักฐานที่เพียงพอว่าเขาไม่ได้มีความสำคัญใดๆ เลยในใจอีกฝ่ายหรอกหรือ แล้วทำไมยังจะต้องรู้สึกผิดหวัง เสียดาย เจ็บแปลบในอกเหมือนหัวใจถูกบีบจนแทบแหลกแบบนี้อีกเล่า

ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรยึดติด ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองโหยหาอาวรณ์คนที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนของเขา แต่น่าเสียดายที่ชั่วขณะนี้ ในวินาทีที่เขานั่งมองภาพอันบาดตาที่ไหลผ่านสายตาไปเรื่อยๆ เด็กหนุ่มก็ได้แต่นั่งหน้าซีดเผือดเมื่อพบว่าตนกำลังลิ้มรสความแปร่งปร่าเช่นเดียวกับที่เคยสัมผัสในคืนที่ตระหนักว่าตนหลงรักคนที่ไม่มีวันจะมอบความรักตอบกลับมาอีกครั้ง



++---TBC---++





 

Create Date : 16 ตุลาคม 2557    
Last Update : 18 ตุลาคม 2557 15:20:01 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  
BlogGang Popular Award#10


 
Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.