Group Blog
 
All blogs
 

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 32


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 32


ธีระรู้สึกว่าลำคอแห้งผากทันทีที่หนุ่มลูกครึ่งเดินมาหยุดยืนข้างณรงค์ ขณะที่อีกฝ่ายก็ชะงักเมื่อเห็นเขาถนัดตา ถ้าหากนับจำนวนครั้งที่พวกเขาเคยเจอกันจะๆ ในอดีตก็ไม่น่าจะเกินสามครั้ง ทว่าแต่ละครั้งล้วนสร้างความทรงจำที่ทำให้ลืมหน้ากันไม่ลง

เด็กหนุ่มรีบก้มลงใช้กล่องโฟมกวาดเศษข้าวใส่ถุงโดยไม่สนคนทั้งคู่อีก แต่พอลุกขึ้นยืนแล้วจะจูงจักรยานจากไปก็มีมือยื่นมาคว้าแขนเอาไว้ เมื่อหันไปมองก็พบว่าเจ้าของมือคือไรอัน...คนรักของณรงค์ที่ไม่เคยญาติดีกับเขามาตลอด

“จะไปไหน?”

“กลับบ้าน”

ธีระเงยหน้าขึ้นตอบเสียงเรียบ เขาเห็นเรียวคิ้วบนใบหน้าของอีกฝ่ายย่นเข้าหากัน ก่อนที่มือของเขาจะถูกดึงไปพลิกดู

“มือถลอกนี่ เจ็บรึเปล่า?”

“ไม่เท่าไหร่หรอก แค่นี้เดี๋ยวก็หาย”

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มอ่อนลงนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าคนถามดูใส่ใจอาการของเขาอย่างจริงจัง ทว่าอีกใจหนึ่งก็ยังคลางแคลงว่าการแสดงความห่วงใยนั้นมีเจตนาแฝงหรือไม่

ถึงจะไม่ค่อยถูกชะตากันเพราะคดีรักสามเส้าในอดีต ธีระก็ตระหนักดีว่าในสายตาคนนอกแล้วเขาคือมือที่สามที่เข้าไปแทรกกลางระหว่างณรงค์กับไรอันช่วงที่กำลังมีปัญหา ดังนั้นเพื่อไม่ให้พี่รงค์ของเขาไม่สบายใจหลังจากที่คู่รักปรับความเข้าใจกันได้แล้ว เขาจึงไม่เคยพยายามติดต่อหรือแวะกลับไปหาณรงค์อีก

ทั้งที่คิดว่าตอบไปแบบนั้นคงจบบทสนทนาได้ ธีระก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อได้ยินคำถามถัดไป

“พักอยู่ไกลจากตรงนี้รึเปล่า?”

“ไกลรึเปล่า...ก็ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก...เฮ้ย! คุณจะเอาจักรยานผมไปไหน!?”

เด็กหนุ่มตกใจเมื่อจู่ๆ หนุ่มลูกครึ่งก็จูงจักรยานของเขาไปหาณรงค์ที่กำลังยืนสังเกตพวกเขาอยู่ จากนั้นก็ส่งจักรยานให้ราวกับตัวเองคือเจ้าของ

“He said he doesn’t live far from here. I’ll drive him home so you can follow us on his bike.”

ณรงค์มองคนรักของตัวเองแล้วก็เลิกคิ้ว ฝ่ายธีระรู้สึกว่าผิวหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาทันที

“นี่! บอกแล้วไงว่าผมไม่ได้เป็นอะไร! แค่นี้ผมขับจักรยานกลับเองได้น่า!”

“เวลาผู้ใหญ่ให้ความช่วยเหลือก็รับๆ ไว้เถอะน่ะ ตามมานี่”

ไรอันเอ่ยพลางฉุดมือเขาไปยังรถยนต์ที่จอดติดเครื่องไว้ เมื่อธีระหันกลับไปทางณรงค์ก็เห็นอีกฝ่ายส่งยิ้มอ่อนๆ ให้ ไม่แน่ใจว่าเพราะขำเขาหรือว่าขำที่โดนสั่งให้ขี่จักรยานตามกันแน่

"บ้านอยู่ที่ไหน?"

ไรอันถามหลังจากพวกเขาขึ้นนั่งบนรถแล้ว ธีระอิดออดนิดหน่อยเพราะยังตะขิดตะขวงใจที่จะทำตัวสนิทสนม ก็พวกเขาไม่เคยคุยกันดีๆ มาก่อนเลยนี่นา จู่ๆ จะให้ผูกมิตรกันทันทีมันจะไม่แปลกไปหน่อยหรือไง?

"ถ้าไม่บอกฉันก็ไม่เดือดร้อนหรอกนะ I'm here for sightseeing anyway."

ธีระมุ่นคิ้วเพราะไม่เข้าใจความหมาย แต่เมื่อหนุ่มลูกครึ่งเริ่มขับรถออกห่างจากเส้นทางกลับบ้าน เขาก็รีบหันไปดึงแขนเสื้อทันที

"บ้านผมไม่ได้ไปทางนั้น! เดี๋ยวคุณวกไปส่งผมตรงที่เดิมก็ได้ ผมต้องซื้อข้าวไปให้พี่ผมอีก ป่านนี้หิวแย่แล้ว!"

"ข้าว? ป่านนี้แล้วยังไม่ได้กินอีกเหรอ?"

น้ำเสียงนั้นจะว่าดุก็ไม่ใช่ ถามไถ่ก็ไม่เชิง ธีระมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหนุ่มลูกครึ่งที่กระเดียดไปทางตะวันตกจนไม่น่าเชื่อว่าจะพูดภาษาไทยปร๋อแล้วก็พ่นลมหายใจ

"ยังไม่ได้กินทั้งพี่ทั้งผมนั่นแหละ พี่ผมทำงานอยู่ที่บ้านก็เลยให้ออกมาซื้อข้าวให้ ขอร้องล่ะ พาผมไปส่งที่เดิมแล้วก็คืนจักรยานผมมาก็พอ ไม่สงสารพี่รงค์บ้างรึไงที่อยู่ๆ ก็ให้ไปปั่นจักรยานกลางแดดแบบนี้?"

ไม่รู้ว่าเมฆฝนเมื่อเช้าหายไปไหนหมด ตอนนี้แสงอาทิตย์จึงแผดจ้าไปทั่วจนแค่มองออกไปนอกรถก็แสบตา ไรอันเหลือบมองกระจกมองหลังและเห็นณรงค์ที่กำลังขับจักรยานตามมาอยู่ห่างๆ จึงชะลอรถแล้วก็จอดหน้าร้านอาหารตามสั่งอีกแห่งที่ขับรถผ่านพอดี

"ถ้างั้นก็ซื้อข้าวจากร้านนี้ไปให้ก็แล้วกัน แต่ส่วนของนายน่ะไม่ต้อง เดี๋ยวไปกินกับฉันกับณรงค์ก็ได้ เพราะพวกฉันก็ยังไม่ได้กินข้าว"

วันนี้มันวันซวยประจำปีของเขาหรือไงกัน ธีระได้แต่คิดขณะอ้าปากค้างมองคนที่มัดมือชกแบบไม่เปิดทางเลือกให้ กระทั่งอีกฝ่ายยื่นมือผ่านตัวเขาไปผลักประตูเปิด เขาถึงค่อยได้สติแล้วเดินลงไปสั่งอาหารให้ปิยพลอีกครั้ง

หลังจากได้อาหารที่สั่งแล้วเขาก็ก้าวขึ้นรถ จากนั้นก็บอกทางไปบ้านของปิยพลซึ่งโชคดีว่าอยู่ไม่ไกลร้านอาหารที่เพิ่งแวะ ตลอดทางก็ได้แต่นึกเห็นใจณรงค์ที่ต้องปั่นจักรยานตามทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เมื่อเขากลับไปถึงบ้านในที่สุดก็พบว่าญาติผู้พี่ยังนั่งทำงานคร่ำเคร่งอยู่ที่โต๊ะเหมือนไม่ได้ลุกไปไหน

"พี่ปิ๊ก ข้าวกลางวันมาแล้วนะ"

"อ้าว? พี่เห็นหายไปนานก็นึกว่าแวะซื้ออย่างอื่นมาด้วยซะอีก แล้วตี้ไม่หิวรึไง หรือว่านั่งกินที่ร้านไปแล้ว?"

ปิยพลหันมาถามเมื่อเห็นว่ามีข้าววางอยู่บนโต๊ะกลมแค่กล่องเดียว ฝ่ายธีระไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดีว่าไปเจอเรื่องอะไรมา แต่แล้วก็ได้ยินเสียงที่ดึงความสนใจจากหน้าร้าน

"กระเป๋านี่คุณทำเองเหรอ?"

คนที่ถามคือไรอัน ส่วนด้านหลังเจ้าตัวก็คือณรงค์ที่เดินตามเข้ามา ธีระหันไปเห็นก็ทำหน้าเหลอเพราะนึกว่าทั้งสองจะรอเขาอยู่ที่รถ

"อ๋อ ใช่ครับ ผมทำเอง"

ปิยพลเป็นคนหันไปตอบ เขามองผู้ที่เข้ามาในร้านทั้งสองอย่างพินิจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรมากกว่านั้น จากท่าทางของหนุ่มลูกครึ่งที่ใช้มือสัมผัสหนังและตรวจช่องกระเป๋าต่างๆ อย่างถี่ถ้วนก็ทำให้เดาได้ว่าคงเป็นคนพิถีพิถันกับการเลือกเครื่องใช้ส่วนตัวมากทีเดียว

"คุณมีนามบัตรมั้ย? ผมกำลังมองหาซัพพลายเออร์ทำของที่ระลึกให้ลูกค้าอยู่ บางทีผมอาจเอาสินค้าของคุณไปเสนอให้พวกผู้ใหญ่ดู ว่าแต่ใบนี้ขายเท่าไหร่?"

เมื่อดูท่าหนุ่มลูกครึ่งจะสนใจกระเป๋าของเขาจริงๆ ปิยพลจึงเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์เพื่อไปอธิบายสินค้าให้ฟัง ภาพนั้นทำให้ธีระยืนมองอย่างงุนงงเพราะวันนี้เจอแต่สารพันเรื่องที่คาดไม่ถึง

นี่เขาอุตส่าห์หนีปัญหาหัวใจมาไกลถึงเมืองน่าน จู่ๆ ก็มาโดนรถเฉี่ยวและพบว่าคนขับคือคนรักของคนที่เคยคบกัน แถมนอกจากผู้ชายคนนั้นจะพามาส่งที่บ้านแล้วก็ยังเจรจาเรื่องธุรกิจกับพี่ปิ๊กอีก หรือว่าเมื่อคืนเขานอนน้อยไปก็เลยยังละเมออยู่กันนะ...

"ตี้ ไปล้างมือสิ ถึงจะถลอกแค่นิดหน่อยก็ต้องทำความสะอาดนะ เดี๋ยวจะได้ออกไปกินข้าวกับพวกพี่ไง"

ณรงค์หันมาทักเมื่อเห็นธีระยังยืนอยู่กับที่ ปิยพลได้ยินก็หันมาดึงมือเขาไปดู เมื่อเห็นรอยแผลบนฝ่ามือก็ขมวดคิ้ว

"มือถลอกเหรอตี้? ไปโดนอะไรมา?"

"แค่หกล้มน่ะพี่ปิ๊ก ตี้ซุ่มซ่ามเอง"

"ผมขับรถเฉี่ยวเขาเองแหละ เพื่อเป็นการขอโทษก็เลยจะพาเขาออกไปกินข้าว คุณจะไปด้วยกันก็ได้"

เด็กหนุ่มอุตส่าห์พูดปดเพื่อที่เรื่องเล็กจะได้ไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่ พอได้ยินไรอันสารภาพอย่างตรงไปตรงมาจึงก้มหน้าลงเพราะกลัวญาติผู้พี่จะดุ แต่ปิยพลเพียงแค่ปรายตามองไรอันแวบหนึ่ง จากนั้นก็จูงมือธีระไปทางห้องน้ำหลังบ้านโดยไม่ซักไซ้

"ไหนดูซิ ยังดีที่ไม่เป็นอะไรมาก แสบรึเปล่าตี้?"

"นิดหน่อยครับพี่ปิ๊ก"

ธีระนิ่วหน้าเมื่อถูกดึงมือไปล้างและฟอกสบู่ใต้ก๊อกน้ำ เมื่อปิยพลเห็นว่ารอยครูดบนฝ่ามืออีกฝ่ายเป็นเพียงรอยตื้นๆ ก็ค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก หลังจากเอาผ้าขนหนูมาซับน้ำให้แล้วก็เอ่ยถามเสียงเรียบ

“ดูเหมือนตี้จะรู้จักสองคนนั้นมาก่อนสินะ แต่ท่าทางจะไม่ใช่เพื่อนที่มหา'ลัยล่ะสิ?"

"เอ่อ...รู้จักกันตอนฝึกงานน่ะครับ"

ธีระตัดสินใจไม่พูดความจริง เพราะถึงตอนนี้มันก็ไม่สำคัญอีกแล้วว่าณรงค์เป็น 'แฟนเก่า' ของเขา ส่วนไรอันคือแฟนตัวจริงของแฟนเก่าคนนั้น เรื่องบางเรื่องยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่อธิบายยากแบบนี้ด้วย

ปิยพลมองเด็กหนุ่มที่ไม่ยอมสบตาเขาตอนที่ตอบ แล้วก็เพียงแต่ยีผมเขาเบาๆ เมื่อเด็กหนุ่มเหลือบตาขึ้นก็เห็นอีกฝ่ายยิ้มให้อย่างเข้าใจ

"เอาเถอะ ถ้าตี้บอกอย่างนั้นพี่ก็จะเชื่อ ว่าแต่จะไปกินข้าวกับเขาใช่มั้ย? อยากให้พี่ไปด้วยรึเปล่า?"

ธีระค่อยรู้สึกอุ่นใจที่ญาติผู้พี่ไม่ถามละลาบละล้วง เขายิ้มตอบแล้วก็ส่ายหน้า

"ไม่เป็นไรครับพี่ปิ๊ก พี่ปิ๊กต้องเร่งทำงานนี่นา เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วตี้จะรีบกลับก็แล้วกัน"

"โอเค"

ปิยพลพยักหน้ารับ จากนั้นก็กอดไหล่เขาแล้วพาเดินกลับไปหาทั้งสองคนที่ยังรออยู่หน้าร้าน

"ถ้าอย่างนั้นผมฝากตี้ด้วยก็แล้วกัน พอดีผมมีงานที่ต้องรีบทำให้เสร็จก็เลยไปด้วยไม่ได้ ถ้าหากยังไม่รู้ว่าจะไปร้านไหน เดี๋ยวผมเขียนแผนที่ให้"

ชายหนุ่มหยิบกระดาษมาวาดรูปเส้นทางไปร้านอาหารชื่อดังในตัวเมืองแล้วอธิบายเส้นทางกับณรงค์คร่าวๆ จากนั้นก็หันไปบอกธีระที่ยืนอยู่ข้างตัว

"ตามสบายล่ะตี้ ไม่ต้องรีบกลับก็ได้ แต่ถ้าจะให้พี่ไปรับก็โทรมาบอกนะ"

"ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวพวกผมพามาส่งเอง ไปกันเถอะตี้"

ณรงค์เอ่ยพลางหันมาพยักหน้าให้ เด็กหนุ่มจึงเดินตามไปยังรถที่จอดอยู่ริมถนน ปิยพลเดินไปส่งและมองจนกระทั่งรถที่ทั้งสามนั่งอยู่เคลื่อนจากไป จากนั้นก็ยืนกอดอกทำหน้าครุ่นคิด

เขาเคยสนิทกับธีระมากตอนอีกฝ่ายยังเด็กก็จริง แต่นับตั้งแต่เขาย้ายมาที่น่านแล้วก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกันบ่อยเท่าเมื่อก่อน อาจกล่าวได้ว่าเขาแทบไม่รู้เรื่องส่วนตัวของญาติผู้น้องนอกจากที่เจ้าตัวเล่าให้ฟัง แต่ลางสังหรณ์บอกเขาว่าผู้ชายสองคนที่เพิ่งแวะมาเยี่ยมบ้านเมื่อครู่นี้คงมีความหลังที่ไม่ธรรมดากับธีระอย่างแน่นอน และเขาก็สัมผัสได้ว่านี่คงไม่ใช่เรื่องที่เด็กหนุ่มอยากจะพูดถึงจึงไม่ได้ถามซอกแซก

ถึงอย่างไรเสีย...ตอนนี้ธีระก็โตเป็นผู้ใหญ่พอที่จะตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองได้แล้ว การจะคาดหวังให้อีกฝ่ายเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เขาฟังเป็นนกแก้วนกขุนทองเหมือนสมัยเด็กคงเป็นไปไม่ได้อีก

ชายหนุ่มคิดถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจ จวบจนกระทั่งรถคันที่ทั้งสามนั่งอยู่วิ่งลับหายไปตรงสี่แยก เขาจึงค่อยเดินกลับเข้าไปทำงานต่อในบ้าน



++------++



"คุณลองชิมทอดมันนี่ดูสิ รสไม่ค่อยจัดนะ"

"อืม"

ธีระนั่งมองดูณรงค์กับไรอันที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขา 'พี่รงค์' ของเขากำลังตักอาหารใส่จานให้คนข้างตัวอย่างเอาใจ ดูจากท่าทางแล้วสงสัยจะทะเลาะกันก่อนที่จะมาเจอเขาแน่ๆ ถึงได้ต้องคอยง้ออีกฝ่ายอยู่แบบนี้

เมื่อครู่นี้ตอนที่พวกเขาออกมาจากบ้านของปิยพล ณรงค์เป็นคนขับรถมาตามเส้นทางในแผนที่จนกระทั่งมาถึงร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ตลอดทางนั้นไรอันไม่พูดอะไรเลยสักคำ กระทั่งมาถึงร้านและสั่งอาหารแล้ว เขาก็ยังได้ยินเจ้าตัวออกเสียงอย่างมากแค่ "อืม" เวลาโดนชวนคุยเท่านั้น

หรือที่จริงแล้วไม่ได้อยากพาเขามาด้วยรึเปล่านะ ดูเหมือนทั้งสองคนคงกำลังลาพักร้อนมาขับรถเที่ยวกันเอง แต่โชคร้ายดันขับรถเฉี่ยวเขาพอดี ก็เลยอาศัยเขาเป็นตัวกันชนชั่วคราวรึเปล่า...

พอคิดมาถึงตรงนี้ธีระก็ชักกินอะไรไม่ค่อยลง ไม่ใช่เพราะอึดอัดที่ต้องมานั่งกินข้าวกับคนที่เคยคบกันและเจ้าของตัวจริง แต่เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางเสียมากกว่า

"ไม่หิวเหรอตี้? หรือไม่ชอบกับข้าวที่สั่งมา? พี่จำได้ว่าตี้ชอบกินกุ้งนี่นา"

ณรงค์หันมาทักเมื่อเห็นเด็กหนุ่มนั่งเขี่ยข้าวไปมามากกว่าจะตักเข้าปาก ความดีใจซ่านขึ้นมาในอกวูบหนึ่งที่อีกฝ่ายยังจำของที่เขาชอบได้ แต่แล้วก็ต้องกลืนน้ำลายเมื่อเห็นหนุ่มลูกครึ่งหรี่ตามองเขา

"ถ้าชอบก็กินสิ บอกแล้วว่าพามากินข้าว ไม่ใช่ให้มานั่งดูคนอื่นกิน เอ้านี่"

ผิดคาดเมื่อไรอันเป็นคนตักกุ้งตัวโตออกจากถ้วยต้มยำแล้ววางลงมาในจานให้ แถมนอกจากกุ้งตัวนั้นก็ยังตักไข่เจียวทรงเครื่องตามมาให้อีก ถึงแม้คำพูดที่ใช้จะฟังดูแห้งแล้งไร้น้ำใจ แต่การกระทำที่ตรงกันข้ามก็ทำเอาธีระอึ้งด้วยความสับสน

"เอ่อ...ขอบคุณครับ"

"ถ้าอยากกินอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ก็สั่ง ถึงไงมื้อนี้หมอนี่ก็จ่ายอยู่แล้ว อยากจะสั่งแพงแค่ไหนก็สั่งเลย ไม่ต้องเกรงใจ"

"รัก..."

"ทำไม? หรือว่าคุณจะไม่จ่าย?"

"ผมยังไม่ได้พูดอย่างนั้นซักหน่อย"

ณรงค์กับไรอันหยุดเถียงกันเมื่อธีระหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ไหว เด็กหนุ่มหัวเราะจนน้ำตาเล็ดขณะที่ชายหนุ่มทั้งสองเงียบเสียงเมื่อสำนึกได้ว่ากำลังทะเลาะกันต่อหน้าคนอื่น และเสียงหัวเราะที่ดังไม่หยุดก็เรียกความสนใจของคนโต๊ะข้างๆ ให้พากันหันมามอง

"ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะขำนะ แต่ว่ามัน..."

ธีระเอ่ยพลางหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาซับน้ำตาบนหางตา รู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้หัวเราะเต็มที่เช่นนี้มานานเต็มทน พอได้ส่งเสียงดังๆ แล้วรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก

"It's all your fault."

"ผมรู้ ผมก็ขอโทษไปก่อนหน้านี้แล้วไง ยังอยากทะเลาะกันให้ตี้เห็นอีกเหรอ?"

ธีระหลุดเสียงหัวเราะอีกเมื่อได้ยินทั้งสองยังเถียงกันต่อ สุดท้ายหนุ่มลูกครึ่งก็ส่งเสียงฮึขึ้นจมูกแล้วหันมาสนใจกับการกินข้าวแทน ณรงค์จึงได้แต่ยิ้มอ่อนๆ และคอยตักอาหารที่รู้ว่าเจ้าตัวชอบเติมให้ ธีระเห็นรอยยิ้มของณรงค์ที่ดูมีความสุขถึงแม้จะถูกคนรักทำให้ลำบากใจ และท่าทีของไรอันที่คงหายโกรธแล้วแต่ยังแสร้งทำหน้าปั้นปึ่ง แล้วไม่รู้ทำไมเขาถึงได้ยิ้มออกทั้งที่มันน่าจะเป็นภาพบาดใจแท้ๆ

พวกเขาสามคนจัดการอาหารกลางวันที่เพิ่งได้กินตอนบ่ายจนเกลี้ยง หลังจากนั้นเนื่องจากยังไม่มีแผนจะทำอะไร ณรงค์จึงชวนธีระให้ไปเที่ยววัดที่มีชื่อเสียงในตัวเมืองน่านด้วยกัน

"ว่าแต่ทำไมถึงมาเจอกันที่นี่ได้ล่ะ พี่จำได้ว่าบ้านตี้อยู่ที่สุพรรณนี่นา?"

เมื่อบรรยากาศผ่อนคลายขึ้นระหว่างพวกเขาสามคน ณรงค์ก็หันมาถามความเป็นไปของธีระขณะกำลังเดินออกจากอุโบสถของวัดแห่งหนึ่งด้วยกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะมีความสุขแล้วกับไรอัน แต่ก็ยังคงรู้สึกผิดต่อเด็กหนุ่มอยู่ตลอดที่เคยทำให้ชีวิตช่วงหนึ่งต้องมาพัวพันกับปัญหาส่วนตัวของเขา

"อ๋อ พอดีว่าปิดเทอมนี้ตี้ไม่อยากกลับบ้าน ตอนแรกก็ฝึกงานอยู่ที่กรุงเทพฯ นั่นแหละ แต่พอใกล้เปิดเทอมแล้วอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ก็เลยมาอยู่กับลูกพี่ลูกน้องที่นี่ก่อนน่ะ"

ธีระตอบโดยที่ริมฝีปากมีรอยยิ้มน้อยๆ เขาไม่ได้ขยายความว่าเพราะเหตุใดถึงเลิกฝึกงานกลางคัน แต่ดูเหมือนคนฟังก็ไม่ได้ติดใจ

"That guy...ผู้ชายคนนั้นไม่ได้เป็นแฟนหรอกเหรอ?"

ไรอันหันมาถามบ้างด้วยแววตาสงสัย ธีระจึงเบิกตากว้างแล้วก็รีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่ใช่นะ! พี่ปิ๊กเป็นลูกพี่ลูกน้องผมที่สนิทกันเหมือนพี่น้องจริงๆ แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านั้น"

"หืม..."

"ผมก็ว่าเขาเป็นห่วงตี้แบบพี่ชายมากกว่านะ ทำไมคุณถึงคิดว่าเขาจะเป็นแฟนกันล่ะ?"

ณรงค์ถามอย่างสงสัย เพราะเขาเองก็มีน้องคนละแม่ซึ่งอายุห่างกับตัวเองมากอยู่สองคน จึงค่อนข้างจะคุ้นเคยว่าการแสดงความห่วงใยแบบพี่น้องนั้นต่างจากแบบคนรักอย่างไร

"ก็ไม่เชิงคิดว่าจะเป็นแฟนกันหรอก แค่สงสัยว่าใช่หรือเปล่า เพราะวันนี้สายตาเขาที่มองคุณมันธรรมดามาก ก็เลยคิดว่าคงเพราะมีคนอื่นแล้ว"

ไรอันบอกสิ่งที่สังเกตเห็นออกมาตามตรง แต่นั่นทำให้ธีระกับณรงค์หันกลับมามองหน้ากัน ฝ่ายณรงค์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจนิดหน่อย ขณะที่ธีระเองก็ประหลาดใจเพราะไม่ทันฉุกคิดเลยว่าวันนี้เขาพูดคุยกับณรงค์ได้โดยที่ไม่รู้สึกกล้ำกลืนฝืนทนสักนิด

สิ่งที่เขามีหลงเหลือเป็นเพียงความรู้สึกดีๆ กับอีกฝ่ายในฐานะคนที่เคยคบกัน แต่มันไม่ใช่ความโหยหาอาลัย หรือว่าอยากได้มาครอบครองเหมือนเช่นที่เคยรู้สึกในอดีต

"หรือว่าไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องคนนั้น? แต่ตี้มีแฟนใหม่แล้วสินะ?"

"เอ่อ..."

ธีระได้ยินคำถามแล้วก็รู้สึกว่าสมองตื้อขึ้นมาอย่างกะทันหัน แฟนใหม่หรือ...แฟนที่ว่าคือใครกันล่ะ เขาไม่เห็นจะได้เจอใครอย่างที่ทั้งสองคนพูดถึงเลย คนเดียวที่เขาได้พบในช่วงไม่กี่เดือนนี้ คนที่เข้ามาทำให้สมองและหัวใจเขาสับสนปั่นป่วนจนไม่มีแก่ใจจะคิดถึงคนอื่น...ที่เขานึกได้ก็มีแต่ผู้ชายใจดำคนนั้นคนเดียว

มีแต่คุณกฤตคนเดียวเท่านั้น

"เฮ้ย! ตี้! ร้องไห้ทำไม?"

ภาพของเด็กหนุ่มที่เมื่อครู่ยังยิ้มแย้ม แต่ฉับพลันก็มีน้ำตาไหลพรากหลังจากที่เพิ่งโดนถามเรื่องคนรักทำให้ณรงค์ตกใจ กระทั่งไรอันก็เลิกคิ้วสูง

"ขอโทษครับ ไม่ใช่เพราะพวกพี่รงค์หรอก ตี้ก็แค่..."

...แค่ยังหยุดคิดถึงคนที่ทำร้ายจิตใจคนนั้นไม่ได้สักทีก็เท่านั้น และมันทำให้เขาสมเพชตัวเองเหลือเกินที่ปล่อยให้คนไร้หัวใจอย่างกฤตภาสเข้ามามีอิทธิพลจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้แบบนี้ นี่ถ้าเจ้าตัวได้มาเห็นว่าทำให้เขาอ่อนแอลงขนาดไหนก็คงจะสมเพชเขาไม่ต่างกัน เพราะคนอย่างคุณกฤตไม่เคยมีหัวใจไว้สำหรับใครหน้าไหนทั้งสิ้น

ธีระพยายามยกแขนเสื้อขึ้นมาปาดน้ำตา เขาได้ยินเสียงถอนหายใจก่อนที่ไรอันจะเดินเข้ามาใกล้และยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นแววตาสีน้ำตาลอ่อนมีแววลำบากใจอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น

"Sorry if that question bothered you."

"ไม่หรอกครับ ผมขี้แยเกินไปเอง ผ้าเช็ดหน้านี่ไม่ต้องใช้หรอก"

"เช็ดเข้าไปเถอะน่า ไม่รู้ตัวรึไงว่าน้ำมูกจะไหลเข้าปากอยู่แล้ว"

น้ำเสียงของไรอันฟังดูเหมือนรำคาญ แต่มือที่ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับบนใบหน้าให้กลับอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ ธีระได้แต่ยืนนิ่งขณะปล่อยให้อีกฝ่ายเช็ดใบหน้าให้จนสะอาด แถมพอเช็ดเสร็จแล้วเจ้าของผ้ายังยัดมันกลับลงกระเป๋าโดยไม่สนใจว่าจะเลอะเทอะเสียอีก

"...ขอบคุณครับ"

ธีระเอ่ยอย่างขัดเขินเมื่อตระหนักว่าเพิ่งโดนปลอบใจ แถมที่น่าเหลือเชื่อกว่านั้นคือผู้ชายคนนี้เคยสาดน้ำใส่ตอนที่เห็นเขาอยู่กับณรงค์เมื่อตอนที่พบกันใหม่ๆ ด้วย พอมานึกเทียบเหตุการณ์ในวันนั้นกับวันนี้แล้วมันช่างต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือเหลือเกิน ดูเหมือนเวลาที่ผันผ่านจะหล่อหลอมให้พวกเขาไม่เหมือนกับตัวตนในวันวานอีกแล้ว

"มีปัญหากับแฟนอยู่เหรอตี้ จะเล่าให้พวกพี่ฟังก็ได้นะ อาจจะช่วยอะไรไม่ได้ก็จริง แต่อย่างน้อยตี้อาจสบายใจขึ้น"

ณรงค์ตบบ่าเขาแล้วถามอย่างเป็นห่วง เขารู้ดีว่าธีระเป็นคนที่พื้นฐานนิสัยสดใสร่าเริง การที่เด็กหนุ่มจะเสียศูนย์เช่นนี้ได้ก็น่าจะมีสาเหตุมาจากความรักเพียงประการเดียว

"ไม่เป็นไรหรอกพี่รงค์ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ อีกหน่อยตี้ก็คงลืมเขาเหมือนที่เขาก็คงลืมตี้ มันก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งที่เราบังเอิญได้เจอกัน แต่มันไม่มีทางจะยืนยาวได้ตั้งแต่ต้นแล้ว"


“เราทำสัญญาเป็นเซ็กส์เฟรนด์กันสามเดือน พอพ้นช่วงนั้นไปก็ถือว่าสัญญาสิ้นสุด ทั้งฉันและเธอไม่มีพันธะผูกมัดกันอีก”


คำพูดของกฤตภาสเมื่อวันแรกที่ใช้รูปถ่ายขู่ให้เขาต้องรับเงื่อนไขหวนกลับมาอีกครั้ง ตอนนั้นเขาจำใจตอบรับเพราะไม่มีทางเลือก ไหนเลยจะรู้ว่ามันจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดเพราะรักข้างเดียวโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วยสักนิด อย่างมากที่สุด...ก็คงจะแค่หงุดหงิดที่ยังตักตวงจากเขาไม่ครบช่วงเวลาที่ตกลงกันไว้เท่านั้น

หากเปรียบไปแล้วกฤตภาสก็ไม่ต่างจากพายุที่พัดเข้ามาในชีวิตเขาวูบหนึ่งแล้วก็ผ่านไป ทิ้งไว้เพียงเศษซากความเสียหายในใจที่เขาต้องฟื้นฟูให้กลับมาเป็นดังเดิมตามลำพัง แต่ส่วนที่แย่คือเขาก็ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานสักแค่ไหน หรือว่าจะมีวันที่เขาสามารถกลับไปเผชิญหน้าอีกฝ่ายโดยไม่รู้สึกอะไรเหมือนที่เจอณรงค์ในวันนี้ได้หรือเปล่า

"You truly deserve someone better than this asshole."

แววตาของธีระคงสะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่ไรอันรับรู้ได้ออกมา หนุ่มลูกครึ่งจึงเอ่ยพลางยกมือขึ้นบีบไหล่เขา ฝ่ามือนั้นถ่ายทอดความอบอุ่นมาให้อย่างที่เด็กหนุ่มไม่เคยคิดว่าจะได้รับจากคนที่เคยเป็นคู่อริทางความรัก

“ขอบคุณครับ”

ธีระเอ่ยอย่างจริงใจโดยมีรอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก ไม่ว่าเรื่องราวระหว่างพวกเขาในอดีตจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้เขารู้สึกดีใจมากที่ได้พบทั้งณรงค์และไรอันพร้อมกัน เพราะมันทำให้เขาตระหนักว่าตอนนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรกับณรงค์มากไปกว่าพี่ชายอีกแล้ว และมันช่วยสลายปมในใจให้คลายไปอีกเปลาะหนึ่ง

“เอาล่ะ ถ้างั้นจะไปเดินเที่ยวที่อื่นกันอีกไหม? หรือว่าเราจะออกเดินทางกันต่อดี ผมกลัวว่าเดี๋ยวจะหลงทางอีกแล้วจะไปไม่ถึงที่พักเอา”

“ตอนแรกที่หลงนั่นก็เพราะคุณไม่ดูป้ายบอกทางให้ดีๆ ไม่ใช่รึไง?”

ไรอันหันไปย้อนคนข้างตัวอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ ธีระจึงเดาได้ว่าเหตุผลที่คู่รักทะเลาะกันก่อนจะมาเจอเขาก็คงเพราะเถียงกันเรื่องการเดินทางนี่เอง เลยอดจะหัวเราะขึ้นมาไม่ได้

“จะไปพักที่ไหนกันเหรอครับ?”

“เชียงรายน่ะ พอดีเพื่อนของพี่เพิ่งย้ายไปเปิดร้านอาหารที่นั่นก็เลยชวนให้ไปเยี่ยม แล้ววันลาหยุดพวกพี่ก็ยังเหลืออีกหลายวัน เลยตัดสินใจขับรถมาเที่ยวกันแทนที่จะบิน”

ณรงค์ตอบพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนใจ เขาชินเสียแล้วที่ไรอันจะหงุดหงิดยามที่ไม่ได้อะไรอย่างใจหรือเวลาที่ไม่รู้จะโทษว่าใครผิด แต่โชคดีว่าเขาเรียนรู้มาแล้วว่าเวลาเจอกรณีแบบนี้ให้เออออตามและไม่เถียง เมื่อไหร่ที่ไรอันรู้สึกตัวว่ากำลังหงุดหงิดเรื่องไม่เป็นเรื่องก็จะหายโกรธไปเอง

“อ้าว! ถ้างั้นก็ต้องขับรถกันอีกหลายชั่วโมงเลยนี่นา งั้นตี้ว่าเดินทางกันต่อดีกว่านะ เพราะช่วงนี้อากาศไม่ค่อยดี ถ้าเกิดฝนตกหนักเหมือนอย่างเมื่อคืนนี้จะขับรถลำบาก”

“He has a point. The sky is getting cloudy.”

ไรอันเอ่ยพลางมองไปบนท้องฟ้าที่เมฆเริ่มรวมตัวกันหนาแน่น ขณะเดียวกันลมก็พัดวูบจนยอดไม้เสียดสีกันดังซ่า

“ถ้าอย่างนั้นไปกันต่อเลยก็ดีเหมือนกัน เดี๋ยวพวกพี่ไปส่งที่บ้านนะตี้”

“ไม่ต้องหรอกครับ จากตรงนี้เดี๋ยวตี้เดินกลับเองก็ได้ ว่าจะแวะซื้อขนมไปให้พี่ปิ๊กด้วย นั่งทำงานทั้งวันคงจะหิวแย่แล้ว”

“Are you sure?”

ไรอันถามเหมือนไม่อยากปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว ธีระจึงพยักหน้าและยิ้มให้

“ครับ ไม่ต้องห่วง ขอบคุณครับพี่รัก”

หนุ่มลูกครึ่งอึ้งไปนิดหนึ่งเมื่อได้ยินสรรพนามที่ธีระใช้ ก่อนที่นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจะเหลือบไปเขม่นณรงค์ที่หันไปอุดปากหัวเราะอีกทาง

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับดีๆ ล่ะ แล้วก็...ไว้เจอกันที่กรุงเทพฯ”

ไรอันกระแอมก่อนจะเอ่ยทิ้งท้าย ท่าทางเจ้าตัวจะไม่ชินเท่าไห่รที่มีคนมานับถือเป็นพี่น้อง ณรงค์ที่พยายามกลั้นหัวเราะได้สำเร็จค่อยหันมาตบบ่าธีระแล้วกล่าวลาบ้าง

“พี่ดีใจที่ได้เจอตี้วันนี้นะ แล้วก็ดีใจที่เห็นว่าตี้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ถ้าหากมีเรื่องอะไรอยากปรึกษาก็บอกได้ พี่รักเขาคงไม่ว่าหรอกถ้าตี้จะโทรหา”

หนุ่มลูกครึ่งเหล่มองณรงค์อีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรขณะหมุนตัวเดินไปที่รถ ธีระเดินตามไปส่งจนกระทั่งทั้งคู่ขึ้นรถเรียบร้อยแล้วก็ยกมือขึ้นโบกให้ แต่ดูเหมือนไรอันยังไม่วางใจจึงเลื่อนกระจกลงถาม

"แน่ใจนะว่าจะไม่ให้ไปส่งที่บ้าน?"

"แน่ใจครับ ผมเดินกลับเองได้จริงๆ ขอบคุณมาก"

เขายืนยันพร้อมรอยยิ้มเพื่อให้ทั้งสองสบายใจ ไรอันเห็นเด็กหนุ่มยืนกรานดังนั้นจึงไม่เกลี้ยกล่อมอีกและเลื่อนกระจกรถขึ้น จากนั้นณรงค์ซึ่งนั่งฝั่งคนขับก็ถอยรถออกสู่ถนนใหญ่ ไม่นานรถเก๋งสีเงินก็วิ่งหายไปจนลับสายตา

ธีระยืนนิ่งอยู่ที่เดิมจนกระทั่งไม่เห็นท้ายรถของทั้งคู่อีก ในใจเขาพลันปวดแปลบขึ้นมาวูบหนึ่ง มันไม่ใช่ความรู้สึกเสียใจที่เห็นคนทั้งสองมีความสุขด้วยกัน ตรงกันข้าม...มันเป็นความรู้สึกอิจฉาที่ทั้งคู่มีในสิ่งที่เขาไม่มี

ตลอดเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ได้เดินเที่ยวด้วยกันเมื่อครู่ ธีระซึมซับได้ถึงความผูกพันที่ณรงค์กับไรอันมีให้กัน ถึงแม้มันจะไม่ใช่ความรักหวานแหววแบบในอุดมคติ แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าทั้งสองต่างเป็นตัวของตัวเองอย่างสบายใจต่อหน้าอีกฝ่าย รวมถึงความวางใจในตัวคนรักจนไม่จำเป็นจะต้องแสดงออกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และมันทำให้เขานึกสะท้อนใจขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม

คนที่จะรักเขา ยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น คอยงอนง้อเอาใจเวลาไม่ได้อย่างที่ต้องการ และคอยอยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร บางที...สำหรับเขาแล้วอาจจะไม่มีคนเช่นนั้นอยู่กระมัง

สายลมพัดวูบมาอีกครั้งพร้อมกับหยาดหยดที่เริ่มกลั่นตัวลงมาจากเมฆฝน ความหนาวเหน็บที่ซึมลงบนเสื้อผ้าเพิ่มความหนาวยะเยือกให้หัวใจซึ่งเต้นด้วยจังหวะเฉื่อยชา เด็กหนุ่มดึงฮู้ดที่ติดกับเสื้อยืดขึ้นมาคลุมศีรษะขณะมุ่งหน้าเดินกลับบ้าน โดยที่ตลอดทางนั้นเขาไม่รู้เลยว่าความเปียกชื้นบนใบหน้ามาจากหยาดฝนหรือหยดน้ำในตาของตัวเองกันแน่



++---TBC---++



A/N: พาน้องตี้กลับมาแล้วค่ะ ขอโทษด้วยที่หายหน้าหายตาไปนานเพราะว่าวุ่นกับการแพ็คส่งผลงานรวมเรื่องสั้น ตอนนี้เคลียร์ออกไปได้หมดแล้ว ดังนั้นจะกลับมาอัพเดทน้องตี้อย่างเต็มตัวเหมือนเดิมละค่า




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2557    
Last Update : 26 สิงหาคม 2557 17:21:17 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 31


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 31


“ฮ้า...”

เสียงครางด้วยความอิ่มเอมของหญิงสาวช่างตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับเสียงคำรามของกฤตภาสเมื่อต่างฝ่ายต่างบรรลุปลายทางแห่งการเริงรมย์ ร่างสูงใหญ่หอบหายใจแรงขณะทิ้งตัวลงทาบทับเรือนร่างนุ่มนิ่มภายหลังการปลดปล่อย ทรวงอกอวบหยุ่นที่ถูกแผ่นอกของเขากดทับกระเพื่อมขึ้นลงขณะพยายามสูดอากาศให้ทันกับจังหวะหายใจ กระทั่งความเหนื่อยล้าตามร่างกายค่อยสร่างซา เขาจึงผละจากเรือนร่างโค้งเว้าอันเย้ายวน ดึงถุงยางออกทิ้งถังขยะ จากนั้นก็หยิบเสื้อขึ้นมาสวมทั้งที่ยังนั่งอยู่บนขอบเตียง

“จะกลับแล้วเหรอคะ?”

หญิงสาวถามพลางลุกขึ้นนั่งแนบแก้มบนหัวไหล่หนาและกอดเอวเขาหลวมๆ กฤตภาสไม่ตอบและไม่ได้ปัดมือออก เขาเพียงแต่เสยผมที่ยุ่งเหยิงของตนให้เข้าที่ จากนั้นก็ลุกขึ้นสวมกางเกงแล้วหยิบเงินในกระเป๋าสตางค์วางลงบนโต๊ะข้างเตียง ธนบัตรสีเทาที่เรียงซ้อนกันดึงดูดนัยน์ตาฉ่ำเยิ้มให้ปรายมองแวบหนึ่งก่อนจะแสดงท่าทีเหมือนไม่สนใจ เธอเพียงเกี่ยวชายผ้าห่มขึ้นบังทรวงอกอย่างหมิ่นเหม่ขณะลูบผมของตนให้เข้าที่ เพราะรู้ดีพอที่จะไม่ลดตัวลงแสดงท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือเมื่อเห็นค่าบริการจากลูกค้า

หลังจากกฤตภาสแต่งตัวเรียบร้อยก็คว้ากุญแจรถแล้วเดินไปที่ประตูห้อง ท่าทีที่บ่งบอกว่าได้สิ่งที่ต้องการแล้วจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อทำให้หญิงสาวไม่พยายามเหนี่ยวรั้ง เธอเพียงแค่ทอดเสียงอ่อนหวานขณะมองเขาก้มสวมรองเท้า

“แล้วเจอกันใหม่นะคะ”

กฤตภาสเพียงแต่เหลือบตาขึ้นมองคนที่ส่งยิ้มหวานให้จากบนเตียง จากนั้นก็หมุนตัวออกจากห้องแล้วสาวเท้าไปที่ลิฟต์ คลับแห่งนี้ออกแบบมาอย่างดีเพื่อรองรับลูกค้าระดับเอ็กซ์คลูซีฟที่กระเป๋าหนักและต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ละชั้นจึงมีห้องไว้คอยบริการเพียงไม่กี่ห้อง แต่ละห้องก็ล้วนติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยและเก็บเสียงชั้นเยี่ยม กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครรู้ว่าคนที่อยู่หลังบานประตูกำลังทำอะไรกัน

ว่างเปล่าสิ้นดี...

ชายหนุ่มลงลิฟต์ไปที่ชั้นจอดรถโดยไม่ต้องแวะจ่ายเงินที่ล็อบบี้เพราะทุกอย่างเสร็จสิ้นตั้งแต่ก่อนจะขึ้นมาบนห้อง ระบบการจัดการของคลับแห่งนี้มีความเป็นมืออาชีพทุกกระเบียด เขารู้ดีว่าคำพูด “แล้วเจอกันใหม่นะคะ” เมื่อครู่ก็เป็นเพียงบริการหนึ่งของเหล่าหญิงสาวที่ได้รับการอบรมมาแล้วเท่านั้น โดยที่ไม่มีความจริงใจแฝงเลยสักนิดนอกเหนือไปจากความหวังว่าลูกค้าเหล่านั้นจะกลับมาหว่านเงินให้ต้นสังกัดของพวกเธออีก

ท้องฟ้าครึ้มไปด้วยเมฆตอนที่กฤตภาสขับรถออกมาจากคลับหรูที่ซ่อนอยู่ใจกลางเมือง เมื่อเขาออกมาถึงถนนใหญ่นั้นมวลเมฆก็กลั่นตัวเป็นสายฝนแล้ว ชายหนุ่มมองที่ปัดน้ำฝนซึ่งกำลังทำงานอย่างหนักบนกระจกหน้ารถ แล้วก็อดจะตั้งคำถามไม่ได้ว่าบรรดาผู้คนที่ติดแหง็กอยู่บนท้องถนนในช่วงเวลาเดียวกันนั้นออกมาทำอะไร หรือแต่ละคนก็ต่างเพิ่งกลับจากการไประบายอารมณ์ในสถานโลกีย์เหมือนเขากันแน่

ครึ่งชั่วโมงต่อมากฤตภาสก็ฝ่าการจราจรมาถึงคอนโด พายุฝนภายนอกได้ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นฝนฟ้าคะนองไปแล้วเมื่อเขากลับมาถึงห้อง ชายหนุ่มรูดเปิดผ้าม่านในห้องนั่งเล่นโดยไม่เปิดไฟแล้วก็เดินเข้าไปในห้องน้ำ จากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าแล้วก้าวเข้าไปใต้ฝักบัวโดยเปิดน้ำด้วยแรงดันสูงสุด

กฤตภาสรู้ดีว่าคลับที่เขาเพิ่งไปใช้บริการนั้นมีมาตรฐานจุกจิกมากในการคัดเลือกหญิงสาวเข้าสังกัด กระนั้นเขาก็ไม่ต้องการให้มีหลักฐานของหญิงสาวที่ตนเพิ่งได้ร่วมหลับนอนตกค้างบนร่างกาย จุดประสงค์ที่เขาไปที่นั่นก็เพียงเพื่อได้สัมผัสใครบางคนที่มีเลือดเนื้อและปฏิกิริยาตอบสนองโดยไร้ข้อผูกมัด เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็หมายความว่าหมดธุระกัน เขาจ่ายเงินค่าเช่าเวลาให้ทางคลับและให้ทิปกับหญิงสาวเป็นสินน้ำใจ แต่มันไม่มีวันจะนำไปสู่การสานสัมพันธ์อันยั่งยืนใดๆ ทั้งสิ้น

ความเร่าร้อนที่เธอแสดงออกเป็นแค่การบริการเพื่อให้สมกับค่าตัวที่ทางต้นสังกัดกำหนด มันไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจทำให้เป็นพิเศษไม่ว่าจะกับแขกคนไหนที่ผ่านเข้ามา และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกขยะแขยงตัวเองในเวลานี้ก็เป็นได้

หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่มีกลิ่นแปลกปลอมหลงเหลือ ชายหนุ่มก็สวมเสื้อคลุมอาบน้ำแล้วหยิบวิสกี้มานั่งดื่มที่โซฟากลางห้องนั่งเล่น เขาชอบที่จะปิดไฟแล้วนั่งดื่มเหล้าพลางดูท้องฟ้าในวันที่มีพายุ แต่คืนนี้ดูเหมือนความกราดเกรี้ยวของธรรมชาติจะเข้ากับอารมณ์ของเขาเป็นพิเศษ เพราะมันช่างคล้ายกับภาพสะท้อนของความปั่นป่วนในใจที่ไร้ทางระบายออกมาตลอดสองสัปดาห์เหลือเกิน

กฤตภาสยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มแล้วก็แหงนหน้าพิงโซฟา เขาหลับตาลงซึมซับรสชาติของแอลกอฮอลล์ที่แผดเผาลำคอจนอุ่นวาบลงไปถึงท้อง จากนั้นจึงค่อยหรี่ตาขึ้นมองเพดานห้องซึ่งสว่างเป็นระยะตามสายฟ้าที่แลบอยู่ด้านนอก

สองสัปดาห์แล้วสิที่เด็กคนนั้นหายตัวไป อ้อ...จะใช้คำว่าหนีก็คงไม่ถูก ในเมื่อเจ้าตัวบอกเองว่านี่เป็นการ ‘จบกันด้วยดี’ ต่างหาก โดยที่ไม่เคยมาขอความเห็นชอบจากเขาเลยสักครั้งว่ายินดีกับการจบนี้หรือเปล่า

เมื่อคิดถึงบทสนทนาครั้งนั้นแล้วกฤตภาสก็รู้สึกถึงไอร้อนที่แผ่ซ่านไปทั้งอก เขาไม่ชอบทำตามคำสั่งหรือคำขอร้องของใคร ดังนั้นทันทีที่ธีระวางสายแล้วเขาก็รีบติดต่อคนรู้จักให้ตรวจเช็คชื่อคนที่เดินทางออกจากสนามบินทั้งสองแห่งในกรุงเทพฯ ทันที เขายอมรอถึงสามวันเต็มเผื่อจะได้เบาะแส แต่รอแล้วรอเล่าก็ได้พบว่าไม่มีคนชื่อนี้มาใช้บริการที่สนามบินในช่วงเวลานั้นเลย ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าเจ้าตัวอาจเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ด้วยรถตู้หรือรถโดยสารประจำทาง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะตรวจสอบได้ยากมากว่าเดินทางไปที่ไหน

หลังจากที่ทนรอจนเวลาล่วงเลยไปอีกร่วมสัปดาห์ กฤตภาสก็ตัดสินใจโทรศัพท์ไปที่บ้านของเด็กหนุ่มที่สุพรรณบุรีเพราะไม่สามารถติดต่อเจ้าตัวทางมือถือได้ เขาไม่ได้คาดหวังว่าธีระจะอยู่ที่นั่นเพราะเด็กหนุ่มไม่ได้โง่ ถ้าหากจะหนีเขาจริงย่อมไม่กลับไปอยู่ที่บ้านซึ่งเขารู้จักและเคยไปหามาแล้วอย่างแน่นอน แต่ในเมื่อยังมืดแปดด้านว่าจะเริ่มการตามหาจากจุดไหน การถามไถ่คนในครอบครัวจึงเป็นวิธีเดียวที่จะได้คำตอบแน่นอนที่สุด

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้รับการร่วมมือด้วยดีจากคนที่คิดจะขอความช่วยเหลือ เพราะตอนที่ธีระคุยกับเขาเป็นครั้งสุดท้ายนั้นได้ใช้คำพูดตัดรอนเพียงใด เสียงของคนที่รับสายตอนเขาโทรหาก็เย็นชาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน


"น้องตี้ขอลาออกจากการฝึกงานแล้วไม่ใช่เหรอคะ? แล้วคุณกฤตจะโทรมาถามหาทำไม?"

"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการฝึกงานหรอกครับ แต่ผมมีเรื่องที่ต้องคุยกับเขา"

"เรื่องที่ต้องคุยกับน้องตี้?"

"ใช่ครับ คุณแม่...ผมรู้ว่าคุณแม่คงเห็นข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์แล้ว ผมเสียใจจริงๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้น ถ้ายังไงบอกผมได้ไหมครับว่าตี้อยู่ที่ไหน"

คู่สนทนาเงียบไปนานจนกฤตภาสนึกว่าสายหลุด แต่แล้วเขาก็ได้ยินน้ำเสียงที่นิ่งขรึมตอบกลับมาอย่างไม่คิดจะรักษาความสัมพันธ์แม้แต่น้อย

"คุณกฤต เรื่องที่เกิดขึ้นแม่จะถือว่าเป็นเวรกรรมของน้องตี้ แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับชีวิตของเขาหรอก ตี้ยังต้องเติบโต ยังต้องออกไปพบเจอผู้คนอีกมาก ถึงน้องเขาจะอ่อนไหวง่ายก็ไม่ได้หมายความว่าอ่อนแอ สิ่งที่เขาต้องการก็เพียงแค่คนที่ให้เกียรติเขาเท่านั้นเอง คำว่าเสียใจที่คุณพูดออกมาเมื่อกี้ ขอถามหน่อยว่าคุณเคยพูดกับน้องตี้สักครั้งหรือยัง?"

เป็นครั้งแรกที่กฤตภาสนึกคำพูดโต้ตอบไม่ออก ผู้ชายที่ไม่เคยถูกใครต้อนให้จนมุม คนที่ไม่ว่าจะโดนวาจากระแนะกระแหนแค่ไหนก็สามารถสวนกลับได้ทันควันจนคู่สนทนาสะอึก บัดนี้กลับเป็นฝ่ายที่อับจนถ้อยคำต่อหน้าหญิงสูงวัยที่เคยพบกันเพียงครั้งเดียว

"แม่ขอพูดอีกครั้งนะคุณกฤตภาส แม่อโหสิให้คุณ ถือว่าคุณคงเป็นเจ้ากรรมนายเวรของตี้มาก่อน แต่ในเมื่อตอนนี้ไม่มีเหตุให้ต้องข้องเกี่ยวกันแล้วก็ตัดบ่วงกรรมนี้เสียเถอะ ในเมื่อคุณเองก็มีพร้อมทุกอย่างในชีวิตอยู่แล้ว อย่าให้ตี้ต้องกลายเป็นส่วนเกินในชีวิตของคุณเลย แม่ไม่ได้เลี้ยงเขามาให้ถูกใครย่ำยีไม่ว่าจะทางร่างกายหรือว่าจิตใจ แค่นี้นะคะ"



บทสนทนานั้นชวนให้แสลงใจทุกครั้งที่นึกถึง ดูเหมือนว่าที่ธีระเป็นคนมีวาจายอกย้อนเสียดความรู้สึกคนฟังก็คงเพราะได้รับสืบทอดมาจากแม่นี่เอง แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้กฤตภาสคิดอยากวางมือ เพราะเขาคิดว่าต่อให้จะถูกเกลียดก็ช่างที่ตามตัวจนเจอ แต่อย่างน้อยการได้ยินเสียงเจ้าตัวกับหู ได้โอบกอดร่างนั้นไว้ในอ้อมแขน ก็ยังดีกว่าการที่เขามานั่งหายใจทิ้งเพราะไม่รู้จะจัดการความรู้สึกของตัวเองอย่างไรเช่นในเวลานี้มากนัก

ชายหนุ่มพยายามสูดหายใจเข้าออกยาวๆ เพื่อข่มความหงุดหงิดที่พลุ่งขึ้นอีกระลอก เขาเพ่งมองฟ้าร้องและพายุฝนที่ยังทวีความบ้าคลั่งอย่างต่อเนื่องนอกหน้าต่าง มือใหญ่ยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะลุกขึ้นถอดเสื้อคลุมอาบน้ำแล้วเดินไปหยุดหน้าประตูระเบียงที่เห็นแต่ความมืดมิด เมื่อเขาปลดล็อกและเลื่อนบานประตูกระจกออก สายฝนอันรุนแรงก็สาดลงมาปะทะกับร่างเปลือยเปล่าของเขาทันที

น้ำฝนเย็นเฉียบที่ตกกระทบผิวทำให้อารมณ์อันฟุ้งซ่านของกฤตภาสสงบลงบ้าง กระนั้นก็หาได้ดับความร้อนรุ่มที่แผดเผาอยู่ในอก และที่น่ารำคาญยิ่งไปกว่านั้น คือเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเจ็บใจกับการที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งหายไปจากชีวิตมากขนาดนี้

“...ผมอยากจะขอร้องเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย...ว่าปล่อยผมไปเถอะครับ คุณกฤตเล่นกับความรู้สึกของผมมาเยอะแล้ว"

นั่นเป็นคำพูดที่ฝังลงในใจกฤตภาสราวกับมีมีดมาสลักลงบนแผ่นหิน แรกทีเดียวนั้นเขาไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร ทว่าตอนนี้...เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองต่างหากที่กำลังถูกทำให้สับสนจนไม่พบทางออก

เด็กคนนั้นบอกว่าเขาเล่นกับความรู้สึกของเจ้าตัว แล้วตอนนี้ล่ะ...ใครกันแน่ที่กำลังเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น?

กฤตภาสตั้งคำถามด้วยสมองอันมึนชา เขาหรี่ตาขึ้นมองผืนฟ้าไร้แสงเดือนดาวซึ่งยังคงกระหน่ำเม็ดฝนลงมาอย่างไม่ปรานี จากนั้นก็หลับตาแล้วกางแขนทั้งสองออกรับ ราวกับต้องการให้ความเจ็บปวดนั้นแทรกทะลุผิวเนื้อเข้าไปถึงหัวใจ


++------++


หลังจากสายฝนที่ตกมาตั้งแต่เช้ามืดขาดเม็ดไปเมื่อพระอาทิตย์ลอยขึ้นเหนือขอบฟ้า อากาศที่ร้อนอบอ้าวมาหลายวันในตัวเมืองซึ่งล้อมรอบด้วยหุบเขาก็เริ่มคลายตัว ปุยเมฆยังคงแผ่กระจายไปทั่วก็จริง แต่แสงสีทองที่ส่องลงมาก็บอกให้รู้ว่าฝนคงยังไม่ตกอีกในเร็วๆ นี้

ธีระเดินทอดน่องไปตามทางเท้าในตัวเมืองหลังจากที่ฝนหยุดสนิท อากาศที่เย็นลงกว่าหลายวันที่ผ่านมา รวมทั้งความไม่พลุกพล่านวุ่นวายทำให้บรรยากาศน่าเดินไปตลาดแม้ว่าจะไกลบ้านของปิยพลอยู่สักหน่อย เมื่อไปถึงแล้วเขาก็เลี้ยวไปหาร้านขายน้ำเต้าหู้เจ้าประจำทันที

“หวัดดีครับพี่น้ำ วันนี้ขอน้ำเต้าหู้ใส่เครื่องสองถุง แล้วก็ปาท่องโก๋ 20 บาทครับ”

“หวัดดีจ้าตี้ แปลกจัง วันนี้ไม่ได้จ๊อกกิ้งกับพี่ปิ๊กเหรอ?”

“แหะๆ เมื่อเช้าฝนตกก็เลยไม่ได้วิ่งกันครับ พอดีว่าพี่ปิ๊กอยากรีบทำออเดอร์ลูกค้าให้เสร็จ ตี้ก็เลยออกมาซื้อมื้อเช้าให้”

เด็กหนุ่มหัวเราะเจื่อนๆ เมื่อถูกทัก เพราะดูเหมือนเรื่องที่เขามักจะโดนปิยพลปลุกให้ออกมาจ๊อกกิ้งด้วยกันตอนเช้าจะกลายเป็นภาพติดตาของคนที่นี่ไปเสียแล้ว แม่ค้าสาวซึ่งอายุมากกว่าเพียงไม่กี่ปีมองหน้าเขาแล้วก็หัวเราะ

“โอเคๆ นั่งรอแป๊บ เดี๋ยวให้พี่มิ่งเขานวดแป้งก่อนนะเพราะเพิ่งขายหมดไป หรือจะไปเล่นกับน้องม่ำก่อนก็ได้นะ”

“ได้ครับ หวัดดีครับพี่มิ่ง”

ธีระยกมือไหว้สามีของหญิงสาวที่หันมาพยักหน้าทักทาย จากนั้นก็ก้าวไปด้านหลังของร้านซึ่งมีเด็กชายตัวน้อยนั่งอยู่ในเปลไม้ที่มีขอบสูง นัยน์ตากลมแป๋วแหววเหลือบมองสิ่งรอบตัวด้วยความสนใจ ธีระจึงหยิบกระพรวนของเล่นมาเขย่าให้เกิดเสียง เรียกความสนใจจากพ่อหนูที่ชูแขนขึ้นแกว่งและหัวเราะจนตาหยี

“เอ้านี่ น้ำเต้าหู้ได้แล้วจ้ะ ส่วนปาท่องโก๋รออีกแป๊บนะ”

“ได้ครับพี่น้ำ”

ธีระตอบทั้งที่ยังเล่นกับเด็กชายไม่หยุด แม่ของพ่อหนูจึงหันไปหยิบของเล่นอีกชิ้นมาเขย่าตรงหน้าลูกชายบ้าง

“อารมณ์ดีเหรอคับน้องม่ำ มีคนเล่นด้วยแล้วสนุกเนาะ หนูชอบเล่นกับพี่ตี้ใช่มั้ยคับ?”

“ฮิๆๆ”

พ่อหนูหัวเราะแทนคำตอบพลางเขย่ากำปั้นเล็กๆ ไปมา ธีระเองก็ร่วมหัวเราะไปด้วย เขาอดจะนึกถึงหลานชายตัวน้อยที่บ้านไม่ได้เพราะน้องฟลุ๊คก็อายุไล่เลี่ยกัน

“ตี้มาอยู่นี่ก็หลายวันแล้วเนอะ ชอบที่นี่มั้ยจ๊ะ?”

จู่ๆ หญิงสาวก็หันมาถาม ธีระซึ่งกำลังเขย่าของเล่นตรงหน้าพ่อหนูน้อยจึงหันไปยิ้มตอบ

“ชอบครับ ถึงเมืองจะเงียบๆ แต่ทุกคนใจดี ตอนแรกตี้ก็เคยนึกว่าตัวเองเคยชินกับกรุงเทพฯ อาจจะอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน แต่พอได้มาอยู่จริงๆ แล้วก็ชอบ”

“เหรอ งั้นน่าจะมาอยู่นานๆ เลยน้า อยู่บ้านพี่ปิ๊กก็ได้ แกก็เปิดร้านทำกระเป๋าอยู่คนเดียวมาตั้งนาน มีคนมาอยู่ด้วยอีกคนคงหายเหงา”

“น้ำนี่ก็จุ้นเรื่องชาวบ้านเขาจริง ตี้แค่มาพักกับปิ๊กเพราะปิดเทอมไม่ใช่เหรอ เอ้า ได้ปาท่องโก๋แล้วนะ”

มิ่งซึ่งเป็นสามีและคนทอดปาท่องโก๋เดินมาดุภรรยา น้ำจึงหันไปแลบลิ้นใส่

“น้ำแค่เสนอเฉยๆ หรอกน่า ไม่แน่พอตี้เรียนจบแล้วอาจจะอยากมาอยู่ที่นี่ก็ได้ ขนาดพี่ปิ๊กแกก็เคยทำงานที่กรุงเทพฯ มาก่อนที่จะย้ายมาเปิดร้านที่นี่นี่นา”

ธีระเกรงว่าสามีภรรยาจะเถียงกันเพราะเรื่องของเขา จึงรีบหยิบเงินจากกระเป๋าออกมาจ่าย

“นี่ครับค่าน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ ส่วนเรื่องที่จะมาอยู่นานๆ ตี้ยังไม่เคยคิดเลย แต่ถึงจะกลับไปเรียนแล้วก็คงหาโอกาสมาเยี่ยมอีกอยู่ดีแหละ”

หญิงสาวทำหน้าเสียดายขณะที่ผู้เป็นสามีส่ายหัว เขาหยิบเศษเงินออกจากกระเป๋าหน้าของผ้ากันเปื้อนให้ธีระแล้วก็หยิบขนมตุ้บตั้บใส่ถุงให้อีกสองชิ้น

“เอ้านี่ของแถม ฝากบอกไอ้ปิ๊กด้วยว่าวันหลังพี่จะชวนมันไปกินเหล้า”

“ได้ครับพี่มิ่ง”

ธีระยิ้มและพนมมือไหว้ขอบคุณ จากนั้นก็หันไปโบกมือบ๊ายบายพ่อหนูในเปลก่อนจะเดินออกมาหาซื้อของอื่นๆ ตามที่ปิยพลจดใส่กระดาษให้ หลังจากได้ของที่ต้องการครบแล้วจึงค่อยเดินกลับบ้าน

บ้านของปิยพลตั้งอยู่ติดถนนและเยื้องกับโรงเรียน เป็นแหล่งที่มีร้านขายของตั้งอยู่ประปรายจึงไม่ถึงกับเงียบเหงา ตัวบ้านเป็นบ้านไม้สองชั้นที่ด้านล่างเป็นร้านขายกระเป๋าและเปิดสอนเย็บกระเป๋าแก่ผู้ที่สนใจ นอกจากนั้นก็รับฝากวางสินค้าของคนรู้จักประเภทสินค้าทำมือด้วย

ตอนที่ธีระกลับไปถึงบ้านนั้นเป็นช่วงเวลาที่เริ่มสายแล้ว เขาเห็นว่าปิยพลยังคงง่วนกับการเย็บกระเป๋าสะพายที่มีลูกค้าสั่งทำเป็นพิเศษ จึงเดินเข้าครัวไปเทน้ำเต้าหู้ใส่แก้วกับเทนมข้นหวานใส่ถ้วยเล็กๆ ให้ เพราะรู้ว่าญาติผู้พี่ชอบกินปาท่องโก๋กับนมข้นหวาน

“พี่ปิ๊ก กินมื้อเช้าก่อนมั้ย?”

“หือ? อ้าว เก้าโมงกว่าแล้วเหรอ มิน่าทำไมหิวชอบกล”

ปิยพลเหลือบมองนาฬิกาแล้วก็เหยียดแขนขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นจึงค่อยหันเก้าอี้มาทางโต๊ะไม้ทรงกลมที่ธีระได้ยินจากเจ้าตัวว่าไปซื้อไม้เก่ามาประกอบเอง

“เวลาเร่งทำงานทีไรพี่ปิ๊กชอบลืมเวลาอยู่เรื่อยเลยนะ”

“ฮะๆ พอใช้สมาธิแล้วมันลืมอย่างอื่นหมดเลยน่ะ อันนี้งานเร่งซะด้วยสิ ต้องทำแบบเดียวกันตั้งสิบใบเพราะเขาก็ต้องรีบเอาไปปั๊มโลโก้ก่อนจะส่งให้ลูกค้า”

ธีระยิ้มพลางหยิบกระเป๋าต้นแบบที่แขวนอยู่ข้างโต๊ะมาดู จากนั้นก็รูปซิปเปิดดูช่องต่างๆ ขณะที่ปิยพลยกแก้วน้ำเต้าหู้ดื่ม

“ใบนี้แบบซับซ้อนจัง เมื่อก่อนเวลาตี้เดินผ่านร้ายขายกระเป๋าที่คนขายนั่งทำเองก็ไม่ได้คิดอะไรนะ แต่พอมาเห็นพี่ปิ๊กทำถึงได้รู้ว่ากว่าจะได้แต่ละใบมันต้องผ่านหลายขั้นตอน เมื่อไหร่ตี้จะทำแบบที่มีช่องเยอะๆ อย่างนี้เป็นบ้างก็ไม่รู้”

“ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ ก็ทำได้ อยู่ที่ว่าตั้งใจจะทำจริงจังรึเปล่าเท่านั้นแหละ อย่างกระเป๋าสตางค์ใบเล็กตี้ก็ทำได้แล้วนี่นา ถึงมันจะดูเบี้ยวๆ ไปหน่อยก็เถอะ”

ธีระแกล้งทำปากยื่นขณะที่ปิยพลหัวเราะเสียงดัง ทั้งคู่นั่งดื่มน้ำเต้าหู้กับกินปาท่องโก๋ไปด้วยกันโดยมีเสียงเพลงที่ปิยพลเปิดคลอไว้จากคอมพิวเตอร์ ครู่หนึ่งคนที่กินปาท่องโก๋จิ้มนมข้นหวานจนอิ่มแล้วก็ถามขึ้น

“ตี้เป็นยังไงบ้าง? หลังมาอยู่ที่นี่ได้สองอาทิตย์?”

“อืม...ก็...ตี้ว่าตี้ชอบที่นี่นะ ทั้งที่ตอนแรกไม่รู้จักใครเลยนอกจากพี่ปิ๊ก แต่พอตอนนี้เริ่มคุ้นเคยกับคนที่นี่แล้วก็รู้สึกว่า...เหมือนตี้ได้มาล้างหัวใจเลย”

“ล้างหัวใจเหรอ...ใช้คำแปลกดี พี่ไม่เคยได้ยินใครพูดแบบนี้”

ปิยพลเอ่ยพลางมองเขาพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ ทว่านัยน์ตากลับดูครุ่นคิด ธีระจึงรีบเปลี่ยนเรื่องเพราะเกรงจะถูกซักไซ้

“เออใช่ เมื่อเช้านี้ตอนที่ตี้ไปซื้อน้ำเต้าหู้ พี่มิ่งฝากบอกว่าวันหลังจะชวนพี่ปิ๊กไปกินเหล้าด้วยล่ะ”

“หือ? ไอ้มิ่งน่ะนะ? ลูกก็โตจนจะขวบอยู่แล้ว มันคงไม่ได้จะหลอกพี่ไปมอมเหล้าแล้วฆ่าหั่นศพนะ”

ชายหนุ่มเอ่ยแล้วก็หัวเราะร่วน ธีระจึงกะพริบตาปริบอย่างงุนงง

“หา? ทำไมพี่มิ่งต้องอยากฆ่าพี่ปิ๊กด้วยล่ะ?”

ปิยพลหยิบทิชชู่มาเช็ดมือที่เปื้อนคราบน้ำมันปาท่องโก๋พลางส่ายหน้า ทว่ายังมีเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอ

“เปล่าๆ พี่พูดเล่น ไอ้มิ่งมันไม่ทำอย่างนั้นหรอก พอดีตอนที่พี่มาซื้อบ้านที่นี่ใหม่ๆ ตอนนั้นไอ้มิ่งมันเพิ่งจะจีบน้ำ แต่น้ำคงเห็นพี่ไม่ใช่คนแถวนี้ก็เลยมาคอยช่วยแนะนำ ไอ้มิ่งมันเลยนึกว่าพี่จะแย่งผู้หญิงกับมัน โชคดีที่ตอนหลังน้ำก็ยอมรับรักแล้วแต่งงานกับมัน ไม่งั้นทุกวันนี้พี่คงไม่ได้มานั่งเย็บกระเป๋าสุขสบายยังงี้หรอก เมื่อก่อนไอ้มิ่งมันนักเลงจะตายไป”

ธีระฟังแล้วก็ทำท่าห่อไหล่ เขาพอจะดูออกว่าพี่มิ่งตอนที่ยังหนุ่มกว่านี้คงเฮี้ยวน่าดู ทั้งหุ่นล่ำสันและทรงผมสั้นเกรียนแบบทหาร ไหนยังจะลายสักพร้อยตลอดทั้งสองแขนที่ดูแล้วน่าเกรงขามนั่นอีก

แต่บางทีอาจไม่ใช่เพียงแค่รอยสักหรอกที่ทำให้เขาเกร็งเวลาเจอฝ่ายนั้น เพราะแม้ว่าลายสักจะคนละลายกัน แถมคนที่สักก็บุคลิกและรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกันเลยสักนิดเดียว แต่เมื่อใดที่เจอกัน มันก็ทำให้เขาลืมใครบางคนที่มีรอยสักรูปแมงป่องบนหัวไหล่ไม่ได้เสียที...

“ขอโทษนะคะ ผ้าพันคอลายนี้มีสีอื่นอีกมั้ยคะ?”

เสียงจากหญิงสาวซึ่งคงเป็นลูกค้าดังขึ้นที่หน้าร้าน ธีระจึงลุกขึ้นแล้วออกไปต้อนรับ เนื่องจากที่ร้านไม่ได้วางขายแค่กระเป๋าหนังของปิยพลแต่มีสินค้าอื่นๆ ที่คนรู้จักมาฝากขายด้วย ดังนั้นเวลาที่ญาติผู้พี่ไม่ว่างเพราะง่วนกับการเย็บกระเป๋า เด็กหนุ่มจะเป็นคนออกไปช่วยขายเพราะแต่ละอย่างมีราคาติดไว้อยู่แล้ว

ดูเหมือนจะมีคณะทัวร์มาลงเพราะแถวใกล้ๆ นี้มีวัดที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง นอกจากหญิงสาวคนนั้นแล้วจึงมีลูกค้าคนอื่นเดินตามเข้ามาเลือกชมอีกประปราย แต่บางคนก็เพียงหยิบของไปดูแล้วไม่ซื้อ ที่อุดหนุนบ้างก็เป็นเพียงสินค้าชิ้นเล็กๆ ที่ราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาท

“ขายผ้าพันคอกับเสื้อยืดได้ล่ะพี่ปิ๊ก”

ธีระร้องบอกปิยพลเมื่อลูกค้าเดินออกไปหมดแล้ว ชายหนุ่มจึงพยักหน้าพลางใช้ค้อนอันเล็กตอกแผ่นหนังต่อไป

“งั้นจดไว้ให้พี่หน่อย ตอนเจ้าของเขามาเคลียร์เงินจะได้รู้”

เด็กหนุ่มพยักหน้าพลางหันไปบันทึกรายการสินค้าที่ขายได้ลงในสมุดบัญชี ที่ร้านอื่นอาจใช้ระบบเครื่องแสกนบาร์โค้ด แต่ที่นี่ยังเขียนลงกระดาษ ตอนมาอยู่ที่ร้านวันแรกๆ ธีระก็เคยถามว่าทำไมถึงไม่เปลี่ยนไปใช้วิธีที่เหนื่อยน้อยกว่า แต่ปิยพลกลับตอบว่าเพราะวิธีนี้ทำให้จำได้ง่ายกว่าว่าขายอะไรไปแล้วบ้าง

หลังจดบันทึกเสร็จแล้วธีระก็หยิบการ์ตูนมานั่งอ่านที่เคาน์เตอร์ไปพลางๆ ขณะที่ปิยพลทำงานไปเรื่อย ตอนที่เดินทางมาถึงวันแรกๆ และยังไม่มีอะไรทำ เขาเคยขอให้ญาติผู้พี่สอนเย็บกระเป๋าจนได้ผลงานเป็นกระเป๋าใส่เศษเหรียญมาแล้วหนึ่งใบ แต่ปกติแล้วปิยพลจะค่อนข้างยุ่งเพราะต้องทำงานตามออเดอร์อยู่ตลอดเวลา ธีระไม่อยากกวนจึงอาสาทำหน้าที่เฝ้าร้านกับคอยช่วยงานอย่างอื่นแทน

จะว่าไปแล้ว...สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ก็อาจนับได้ว่าเป็นการฝึกงานอย่างหนึ่งเหมือนกัน ถึงแม้ว่ารูปแบบจะแตกต่างจากที่เคยทำก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงก็ตามทีเถอะ

จู่ๆ ธีระก็วางหนังสือการ์ตูนลงเมื่อนึกไปถึงชีวิตที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ ไม่น่าเชื่อว่าในเวลาสั้นๆ เพียงเท่านั้นจะทำให้เขาพบเรื่องราวมากมายเหลือเกิน ถึงแม้จะไม่ได้มีแต่เรื่องที่น่าจดจำก็ตาม กระนั้นเขาก็ยังอดจะคิดถึงพวกรุ่นพี่ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...คนที่ทำให้เขาต้องหนีจากกรุงเทพฯ มาอยู่ไกลถึงน่านตลอดช่วงเวลาปิดเทอมที่เหลือนี้

คุณกฤต...ได้พยายามตามหาเขาบ้างหรือเปล่านะ? หรือว่า...ไม่ได้คิดว่าการที่เขาหายไปเป็นเรื่องสลักสำคัญ แล้วตอนนี้ก็หาคนที่จะคอยรองรับอารมณ์อยู่ข้างๆ แทนเขาได้แล้ว? แต่ถ้าคิดถึงนิสัยของคุณกฤตล่ะก็ มันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายเลยนี่นา...

มือของเด็กหนุ่มกำหนังสือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาก็ไม่เข้าใจความขัดแย้งนี้เหมือนกัน ทั้งที่ตัวเองเป็นคนตัดความสัมพันธ์แล้วเดินจากมาเอง แต่ในบางขณะที่ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในร้าน แค่ชั่ววูบเท่านั้น...ที่เขาอดจะคาดหวังไม่ได้ว่าจะได้เห็นเจ้าของนัยน์ตาคมดุที่ชอบบังคับแล้วก็ทำให้เขาใจเต้นผิดจังหวะอยู่เสมอ

นี่เรากลายเป็นพวกชอบทรมานตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ตอนพี่รงค์ก็ทีนึงแล้ว ทั้งที่ควรจะจำใส่หัวสักทีว่าการรักใครข้างเดียวมีแต่จะทำให้ใจเป็นแผลเหวอะหวะแท้ๆ...

"ตี้...เฮ้ย ตี้!"

เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนข้างหู เขาหันไปมองปิยพลอย่างตกใจ จึงได้เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังหัวเราะ

"ขวัญเอ๊ยขวัญมา ทำหน้าทำตายังกับโดนผีหลอก พี่จะถามว่าจะบ่ายโมงแล้ว หิวรึยัง?"

"อ้าว! จะบ่ายโมงแล้วจริงๆ ด้วย! ตี้ก็มัวแต่อ่านการ์ตูนจนไม่ได้ดูเวลาเลย งั้นพี่ปิ๊กอยากกินอะไร เดี๋ยวตี้ออกไปซื้อให้ก็ได้"

"หืม..."

ปิยพลเหลือบตาลงมองมือทั้งสองของเด็กหนุ่มที่เปิดหน้าการ์ตูนค้างไว้ ลักษณะที่กำมือแน่นจนหน้ากระดาษย่นนั้นไม่ใช่ท่าทางของคนที่กำลังอ่านการ์ตูนแล้วติดพันเพราะใจจดจ่อกับเนื้อหาแน่ๆ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งที่คิดและเพียงแต่หยิบเงินออกมาให้

"เอาง่ายๆ ก็แล้วกัน ผัดกระเพราหมูสับไข่ดาวพิเศษ ส่วนตี้อยากกินอะไรก็ซื้อมาเลย"

"ได้ครับ งั้นเดี๋ยวตี้ขี่จักรยานไปร้านป้าแป๋วดีกว่า พี่ปิ๊กจะได้ไม่รอนาน"

"ร้านป้าแป๋วเหรอ อ้อ...วันนี้ไอ้ขลุ่ยก็น่าจะอยู่นี่นะ"

ปิยพลพูดพลางกอดอกแล้วมองธีระยิ้มๆ ส่วนเด็กหนุ่มได้แต่ทำหน้างงเพราะไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะสื่ออะไร

"เอาเถอะ ยังไงขับจักรยานก็ระวังด้วยล่ะ ถึงแถวนี้รถจะไม่เยอะแต่ก็ประมาทไม่ได้ เกิดตี้เป็นอะไรไปน้าตาลได้เอาพี่ตายแน่"

น้าตาลหรือแม่ตาลก็คือแม่ของธีระ เด็กหนุ่มจึงหัวเราะก่อนจะเดินไปจูงจักรยานออกจากโรงจอดรถหลังบ้าน จากนั้นก็ขับออกมาบนถนนโดยพยายามเลียบทางเท้าเพื่อไปยังร้านขายอาหารตามสั่งที่อยู่ห่างไปไม่ไกล

เขาใช้เวลาเพียงห้านาทีก็ถึงจุดหมาย เนื่องจากร้านอาหารตามสั่งร้านนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมของคนท้องถิ่นเพราะราคาถูกและให้กับข้าวเยอะ ทำให้เวลาพักกลางวันมีคนมาต่อคิวรอซื้อค่อนข้างมาก

"อ้าว พี่ตี้ มาซื้อข้าวให้พี่ปิ๊กเหรอ?"

หลังจากธีระจอดจักรยานที่หน้าร้านแล้วก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยร้องถาม พอหันไปตามเสียงก็เห็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโย่งคนหนึ่งใส่ผ้ากันเปื้อนเดินออกมา

"อื้อ ทั้งของพี่ปิ๊กแล้วก็ของพี่แหละ ต้องรอนานมั้ยน่ะขลุ่ย?"

"ไม่นานๆ พี่ตี้จะเอาอะไร เดี๋ยวขลุ่ยแอบไปลัดคิวให้ก็ได้"

"เฮ่ย! ไม่เอาน่า ถ้าไม่นานมากพี่รอได้ ขอกระเพราหมูสับไข่ดาวราดข้าวสองกล่องก็แล้วกัน อันนึงพิเศษนะ อีกอันธรรมดา"

"กระเพราหมูสับไข่ดาวสองกล่อง พิเศษหนึ่งธรรมดาหนึ่งนะ ได้ๆ นั่งรอแป๊บนึง ตรงนี้ก็ได้ พัดลมลงด้วย จะได้เย็นๆ"

เด็กหนุ่มจดรายการที่เขาสั่งลงกระดาษแล้วก็ถือวิสาสะจูงมือไปนั่งตรงโต๊ะที่อยู่ใกล้พัดลม จากนั้นก็เดินเอากระดาษใบนั้นไปหย่อนลงตะกร้าหน้าเตาซึ่งแม่ของตัวเองกำลังทำอาหาร ธีระนั่งรอพลางดูรถราที่ขับผ่านหน้าร้านไปพลางๆ ราวสิบนาทีถัดมาเขาก็ได้อาหารที่สั่ง

"ขอบคุณมากขลุ่ย สองกล่องนี้เท่าไหร่เหรอ?"

"เอ...พิเศษ 35 ส่วนธรรมดา 30 ก็เท่ากับ 65 บาทครับ"

เมื่อจ่ายเงินและได้เงินทอนเรียบร้อย ธีระก็ถือถุงใส่กล่องข้าวทั้งสองออกจากร้าน แต่พอขึ้นจักรยานและเริ่มปั่นห่างออกจากร้านได้เล็กน้อย เด็กหนุ่มก็วิ่งตามมาส่งเสียงเรียก

"พี่ตี้ๆ รอแป๊บนึงสิ"

"หือ?"

ธีระยันเท้าไว้กับขอบฟุตบาทแล้วหันไปเลิกคิ้วมอง เขานึกว่าอีกฝ่ายทอนเงินผิดถึงได้วิ่งตามออกมา แต่แล้วก็ต้องเลิกคิ้วเมื่อได้ยินประโยคถัดไป

"คือ...ช่วงนี้พี่ตี้ยุ่งมั้ย?"

"ยุ่งมั้ยเหรอ...เอ ก็ไม่รู้จะเรียกว่ายุ่งได้รึเปล่านะ ก็แค่คอยไปซื้อของกับช่วยทำธุระให้พี่ปิ๊กน่ะ"

เด็กหนุ่มเอ่ยกลั้วหัวเราะ เพราะแต่ละวันนั้นหากไม่ช่วยทำธุระเล็กๆ น้อยๆ ให้ปิยพลแล้วเขาก็แทบจะไม่มีอะไรทำ แถมถ้าหากจะออกไปเดินเล่นหรือนอนกลางวันก็ทำได้โดยที่ญาติผู้พี่ไม่ว่าด้วยซ้ำไป

"เหรอ...ถ้างั้น...ไว้วันไหนเราไปกินไอติมด้วยกันมั้ย?"

เด็กหนุ่มถามพลางซุกมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋าผ้ากันเปื้อน รอยยิ้มบนใบหน้าอ่อนเยาว์ของหนุ่มน้อยวัยสิบเจ็ดดูเขินอายนิดหน่อยแต่ก็กระตือรือร้น และนั่นทำให้ธีระนึกขึ้นได้ว่าทำไมปิยพลถึงได้ยิ้มเจ้าเล่ห์ตอนที่เขาบอกว่าจะมาซื้อข้าวที่ร้านนี้


"...อ้อ วันนี้ไอ้ขลุ่ยก็คงอยู่ที่ร้านนี่นะ"


นี่พี่ปิ๊กนึกว่าเรามาซื้อข้าวที่ร้านนี้เพราะอย่างนี้หรอกเหรอ...

ธีระคิดพลางเขม้นมองใบหน้าของคู่สนทนาที่มีสีแดงแต้มบนโหนกแก้ม ร่างสูงโย่งนั้นยังค่อนข้างผอมเหมือนร่างกายยังโตไม่เต็มที่ แต่ช่วงบ่าที่กว้างก็บ่งบอกว่าอีกหน่อยคงเป็นหนุ่มหุ่นลำสันทีเดียวหากยังเล่นกีฬาต่อไปและเลิกเดินหลังงุ้มเสียที

เอาเถอะ...คิดซะว่าไปเที่ยวกับน้องชายก็ได้มั้ง ถึงยังไงเขาก็ไม่ค่อยมีเพื่อนที่นี่อยู่แล้วนี่นา

"อื้อ ได้สิ ไว้ค่อยนัดกันวันหลังก็แล้วกันนะ"

"ฮะ! จริงๆ นะ!? เย่!! โอเคครับผม งั้นเดี๋ยวค่อยนัดกันอีกที ผมขอกลับไปช่วยงานแม่ก่อนล่ะ"

ท่าทางดีอกดีใจของอีกฝ่ายทำให้ธีระอดจะยิ้มตามไม่ได้ เขาโบกมือให้เด็กหนุ่มที่หันหลังวิ่งจากไปก่อนจะหันกลับมาถีบจักรยานต่อ ทว่าจู่ๆ เมื่อมาถึงสามแยกก็มีรถเก๋งคันหนึ่งขับตัดหน้าอย่างกะทันหัน ความตกใจทำให้เขาเสียหลักจนจักรยานล้มลงกระแทกพื้น ข้าวกล่องทั้งสองที่ถือมาก็หล่นจนอาหารกระจัดกระจายเช่นกัน

"ซื้ดดด"

ธีระร้องพลางเอามือยันพื้นเพื่อลุกขึ้นนั่ง โชคยังดีที่เขาไม่ได้ล้มหัวฟาดแต่ว่ามือก็ครูดกับพื้นจนถลอก นัยน์ตากลมโตกวาดมองกล่องข้าวที่หล่นเกลื่อนแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือก นี่ยังดีว่าเขาแค่ถูกเฉี่ยวจนจักรยานล้ม ถ้าหากถูกชนจังๆ เข้าล่ะก็...แค่คิดเท่านั้นก็เสียวไส้แล้ว

รถคันที่เพิ่งตัดหน้าเขาเมื่อกี้ชะลอจอดเลียบทางเท้าก่อนที่ใครบางคนจะเปิดประตูลงมา ส่วนธีระพยายามใช้ฝากล่องโฟมช้อนเศษข้าวที่กระจัดกระจายบนพื้นเพื่อเอาไปทิ้งถังขยะ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่วิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาแต่ก็ยังไม่ได้หันไปมองเพราะง่วนกับการพยายามกวาดเศษอาหารให้มากที่สุด

"ขอโทษนะครับน้อง! เป็นอะไรมากรึเปล่า..."

"ไม่เป็นไรครับ ผมแค่ล้ม..."

ธีระเงยหน้าขึ้นจากพื้นถนน แต่แล้วเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่เข้ามาถามได้ถนัดตาก็นิ่งอึ้ง ส่วนอีกฝ่ายก็ทำตาโตเหมือนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเช่นเดียวกัน

"ตี้?"

"พี่รงค์?"

ทำไมโลกถึงได้กลมแบบนี้...กับคนที่คิดว่าคงไม่ได้เจออีกแล้ว...จู่ๆ กลับได้มาพบกันอีกในสถานที่อันไม่คาดฝันเลยสักนิด

ธีระหัวตื้อไปชั่วขณะ แต่แล้วก็ฉุกนึกขึ้นได้ว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ณรงค์จะเดินทางไกลมาจากกรุงเทพฯ เพียงคนเดียว และก็เป็นดังคาดเมื่อเขาได้ยินเสียงประตูรถเปิดอีกครั้งก่อนที่ใครบางคนจะเดินมาทางพวกเขาทั้งสอง และแล้วคำถามเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงออสเตรเลียก็ดังขึ้นจากด้านหลังของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเพราะยังมองไม่เห็นว่าคนที่ถูกเฉี่ยวคือใคร

"Narong, is he ok?"



++---TBC---++



A/N: หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะยาวคุ้มค่าการรอคอยนะคะ จะรออ่านคอมเม้นต์จากทุกคนค่ะ




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2557 10:15:59 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 30


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 30


เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังไปทั่วสถานีขนส่งในยามเช้า ธีระลากกระเป๋าเดินทางไปที่ช่องซื้อตั๋ว เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็เดินไปหาที่นั่งรอเนื่องจากยังไม่ถึงเวลารถออก

โชคดีชะมัดที่พี่ปิ๊กไม่ถามอะไรเลย...

ธีระนึกถึงบทสนทนากับปิยพลซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องเมื่อคืนที่ผ่านมา ตอนแรกน้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูแปลกใจที่ได้รับโทรศัพท์กลางดึก แต่พอเขาบอกว่าอยากไปเยี่ยมแล้วก็อาจจะขออยู่ด้วยจนกว่าจะเปิดเทอม ฝ่ายนั้นก็ตอบรับโดยไม่ขัดข้อง


"เอาสิ บ้านพี่ก็มีห้องว่างอยู่ ปัดกวาดซะหน่อยก็เป็นห้องนอนได้แล้วล่ะ ว่าแต่บอกแม่เขารึยัง? ไม่ใช่ว่าตี้ทะเลาะกับแม่เลยจะหนีมาอยู่บ้านพี่นะ?"

ปิยพลทักแล้วก็หัวเราะ ฝ่ายธีระได้แต่หัวเราะตอบอย่างเจื่อนๆ เพราะสาเหตุที่เขาขอไปอยู่ด้วยนั้นมาจากคนอื่นต่างหาก แต่ก็คร้านจะอธิบายเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์หรือยัง

"ตี้กะว่าถ้าพี่ปิ๊กโอเคถึงค่อยโทรบอกแม่ แต่คิดว่าแม่คงไม่ว่าหรอก เผลอๆ อาจจะเห็นดีด้วยซ้ำ"

"เห็นดีด้วย? เอ้อ...เรานี่พูดจาแปลกๆ แฮะ เอาเถอะ เอาเป็นว่าพี่ไม่มีปัญหาก็แล้วกัน"

น้ำเสียงแปลกใจบอกธีระว่าปิยพลคงไม่รู้เรื่องข่าวนั้น เขาลอบผ่อนลมหายใจ จากนั้นก็พยายามทำเสียงให้สดใสเพื่อเบี่ยงประเด็น

"ถ้างั้นเดี๋ยวตี้ไปหาพรุ่งนี้เลยนะพี่ปิ๊ก แต่คงขึ้นรถไปเพราะตี้ไม่มีค่าตั๋วเครื่องบิน ไว้ถ้าถึงสถานีทางโน้นแล้วจะโทรให้พี่ปิ๊กไปรับนะ"

"ฮะ!? จะมาพรุ่งนี้เลยเรอะ? วัยรุ่นนี่ใจร้อนจังวุ้ย เอ้า...อยากมาก็มา เดี๋ยวพี่จัดห้องไว้ให้"

"ขอบคุณมากครับพี่ปิ๊ก แล้วก็ขอโทษด้วยที่จู่ๆ ก็มารบกวนแบบนี้"

"ไม่เป็นไรน่า พี่ก็เคยชวนเราให้มาเที่ยวหลายทีแล้วนี่ ได้มาซักทีก็ดีเหมือนกัน พี่จะได้มีเพื่อนคุยที่บ้านบ้าง"



นั่นเป็นบทสนทนาเมื่อคืนวานนี้ ธีระรู้ตัวดีว่าเสียมารยาทที่จู่ๆ ก็ไปขอที่พักจากลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ได้เจอกันมานาน แต่เขาคิดว่าเมืองเล็กๆ ทางเหนือที่ไม่มีใครรู้จักเขาเลยอย่างจังหวัดน่านน่าจะเป็นสถานที่เยียวยาจิตใจในตอนนี้ได้ดีที่สุด

จู่ๆ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็ดังขึ้น ธีระหยิบออกมาดูชื่อคนที่โทรเข้าแล้วก็มุ่นคิ้ว พวกเขาไม่ได้คุยกันมาหลายวันเพราะต่างคนต่างยุ่ง แต่การที่สุเมธโทรมาเช้านี้ก็ทำให้เดาได้ไม่ยากเลยว่าเพราะอะไร เด็กหนุ่มสูดหายใจยาวก่อนจะกดรับสาย

"ฮัลโหล?"

"ตี้! แก!! กรี๊ดดดดด!!! ฉันเพิ่งเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ล่ะ!! ตกลงมันอะไรยังไง นั่นแกจริงๆ ใช่มั้ย!? ทำไมไปจูบกับคุณเขาได้!? โอ๊ย! นี่ถ้าแม่ไม่ถามฉันว่ารูปในข่าวนั่นใช่แกรึเปล่าฉันก็คงพลาดไปแล้ว ตกลงว่าไงฮึ!? ไหนเล่าให้ฟังหน่อยซิ!"

เพื่อนหนุ่มร่างใหญ่ใจสาวรัวคำถามใส่จนธีระแทบฟังไม่ทัน ความจริงแล้วเขาควรจะดีใจที่เพื่อนเป็นห่วงเป็นใย แต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะอธิบายอะไรเลย

"เมธ ตอนนี้เราไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่น่ะ ขอโทษนะ"

"หือ? อีกแล้วเหรอ? ตี้เอ๊ย แกชักจะมีความลับกับเพื่อนๆ เยอะไปแล้วนะ ตั้งแต่คืนที่ไปเห็นแกนัวเนียกับใครก็ไม่รู้ที่ผับแล้ว ตกลงตอนนี้ยังเจอผู้ชายคนนั้นอยู่รึเปล่าเนี่ย?"

ผู้ชายคนนั้นก็คนเดียวกับที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ไง...ธีระได้แต่คิด เพราะรู้ว่าถ้าพูดความจริงคงทำให้เพื่อนยิ่งจินตนาการฟุ้งซ่านกว่าเดิม

"ไม่แล้วล่ะ และถ้าไม่ได้เจอกันอีกตลอดชีวิตเลยก็คงดี"

เขารู้ว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะไม่พบเจอกฤตภาสอีกเลย แต่ก็คงจะดีกว่าถ้าถึงตอนนั้นเขาจะไม่เหลือเยื่อใยให้อีกแล้ว สุเมธเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่ขรึมกว่าตอนแรก

"นี่ตี้...ถามหน่อย แกยังเห็นฉันกับยายซันเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่า?"

"หา? ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ?"

ธีระงุนงงกับคำถามที่ไร้ที่มาที่ไป เพราะสุเมธและศันสนีย์คือคนที่คอยอยู่ข้างๆ และให้กำลังใจเขามาตลอดหลังจากเลิกกับณรงค์ ดังนั้นสำหรับเขาแล้วทั้งคู่คือเพื่อนที่สนิทมากที่สุด

“ทำไมน่ะเหรอ ฉันรู้สึกเหมือนช่วงหลังนี้แกชอบทำตัวมีลับลมคมใน เวลาแชทกันก็มีแต่ฉันกับยายซันที่เล่าเรื่องตัวเอง แต่แกกลับไม่เคยเล่าเลยว่าไปฝึกงานเป็นไง ได้เจอใครบ้าง อย่างข่าวนี่ฉันก็รู้เพราะมีคนมาบอก ถามจริงๆ เถอะ แกไม่เชื่อใจพวกฉันแล้วใช่มั้ย?"

“เฮ้ย! เมธคิดมากไปใหญ่แล้ว! เราไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะ นอกจากเมธกับซันเราก็ไม่ไว้ใจใครเท่านี้อีกแล้ว"

"แต่แกก็จะไม่เล่าเรื่องข่าวนี่ให้ฟังอยู่ดีสินะ?"

"เมธ..." ธีระปวดหัวจี๊ด เพราะสาเหตุแท้จริงที่เขาไม่เล่าก็เพราะไม่อยากตอกย้ำว่าตัวเองน่าสมเพชมากไปกว่านี้ต่างหาก และถ้าไม่หยุดพูดถึงกฤตภาสเสียที เขาก็คงจะเอาแต่คิดถึงคนใจดำแบบนั้นอยู่ร่ำไป

"ฟังนะเมธ เราไม่เคยคิดอยากปิดบังอะไรเพื่อน แต่เราไม่พร้อมจะอธิบายตอนนี้จริงๆ บางทีถ้าในอนาคตเราทำใจได้แล้วก็อาจจะบอก แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งเร่งรัดให้เราพูดอะไรเลยนะ ขอร้องล่ะ"

น้ำเสียงของธีระหม่นหมองจนแม้แต่ตัวเองยังรับรู้ได้ ส่วนสุเมธถอนใจเฮือกใหญ่

"ตี้เอ๊ย...เอาเถอะ ถ้าแกยังไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า แต่ฟังเสียงแกแล้วฉันอยากให้แกร้องไห้ระบายความรู้สึกเหมือนตอนที่เลิกกับพี่รงค์มากกว่า เพราะเท่าที่ฉันได้ยินนี่มันเหมือนแกกำลังอดกลั้นอยู่ยังไงก็ไม่รู้"

ธีระรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งแล่นขึ้นมาจุกคอเพราะสิ่งที่เพื่อนพูดช่างตรงเหลือเกิน แต่ก็รีบกล้ำกลืนก้อนนั้นลงไปเพราะรู้ว่าจะอ่อนแอตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด

"ขอบคุณนะเมธ เราคิดถึงเมธกับซันนะ อยากให้เปิดเทอมไว้ๆ จะได้เจอกันซักที"

"ฉันก็เหมือนกัน ตอนนี้ยายซันคงกำลังตระเวนเยี่ยมญาติที่ยุโรปเลยเงียบหาย ไว้เปิดเทอมแล้วพวกเราไปเที่ยวต่างจังหวัดกันดีกว่า น่าจะมีเรื่องต้องเม้าท์มอยกันเยอะเลย"

"ฮะๆ ก็ดีเหมือนกัน เอ้อเมธ เดี๋ยวเราต้องขึ้นรถแล้วล่ะ ไว้ค่อยคุยกันใหม่นะ"

"เพิ่งจะไปทำงานเหรอ? ทำไมวันนี้แกออกสายจัง?"

"เปล่า เราเลิกฝึกงานแล้วล่ะ ไว้ถึงที่โน่นแล้วจะโทรบอกนะว่าอยู่ที่ไหน"

ธีระชิงวางสายเพื่อลากกระเป๋าเดินทางไปที่ชานชาลา หลังจากพนักงานตรวจตั๋วเก็บกระเป๋าของเขาใต้ท้องรถให้แล้ว เด็กหนุ่มก็เดินขึ้นไปนั่งที่ตามหมายเลขที่ระบุไว้บนหน้าตั๋ว

ป่านนี้น่าจะไปส่งถึงที่แล้วล่ะมั้ง...

เขาคิดพลางเหลือบดูนาฬิกาข้อมือ ไม่นานพนักงานขับก็ถอยรถออกจากชานชาลาเมื่อผู้โดยสารมาครบ เด็กหนุ่มเหลือบมองตัวสถานีซึ่งเล็กลงเรื่อยๆ ตามระยะห่างของรถที่เคลื่อนออกสู่ถนนใหญ่ ขณะเดียวกันก็รู้สึกใจหายคล้ายหัวใจหดลีบลงทุกทีเช่นกัน


++------++


ภายในห้องประชุมซึ่งจัดเป็นโต๊ะกลมที่บริษัทของลูกค้า กฤตภาสให้กนิษฐาที่มาด้วยกันรายงานสรุปการจัดอิเว้นท์เปิดตัวโน้ตบุ๊คเมื่อสัปดาห์ก่อนโดยที่เขาเพียงแต่นั่งฟัง ทางฝั่งของลูกค้ามีผู้เข้าประชุมหลายคนรวมทั้งอนุชิต ซึ่งเขารู้ดีว่าตั้งแต่เริ่มการประชุมนั้นอีกฝ่ายมองเขาด้วยแววตาไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะมีเรื่องอื่นที่รบกวนจิตใจมากกว่า

เมื่อคืนเด็กคนนั้นเงียบผิดปกติ วันนี้จะรู้สึกดีพอจะเข้ามาที่ออฟฟิศหรือยังนะ...

กฤตภาสอาจไม่ใช่คนที่ชอบแสดงออกว่าใส่ใจคนอื่น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สังเกต ในการทำงานที่ต้องคอยพบปะกับคนร้อยพ่อพันแม่นั้นความช่างสังเกตคือสิ่งที่ทำให้เขาถือไพ่เหนือกว่าหลายๆ คนตลอดมา แต่การจะนำสิ่งที่สังเกตได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือเพียงแต่รับรู้แล้วอยู่เฉยก็เป็นอีกเรื่อง

"ต้องขอบคุณทาง Illumination ที่ช่วยให้งานเปิดตัวสินค้าใหม่ของเราจบลงด้วยดี แต่ดูเหมือนคุณกฤตจะยังไม่หายเหนื่อยเลยนะครับ ทั้งที่ผ่านวันงานมาก็หลายวันแล้วแท้ๆ"

กฤตภาสเหลือบตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของอนุชิต คนพูดแสดงสีหน้ายิ้มแย้มทั้งที่คำพูดติเตียนเป็นนัยว่าเห็นเขาใจลอย แต่ถึงใจเขาจะไม่ได้จดจ่อกับการประชุมก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ฟัง ที่สำคัญกนิษฐาก็เคยส่งรายงานฉบับนี้ให้อ่านล่วงหน้ามาก่อนแล้ว

"พอดีช่วงนี้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นหลายแอคเคาท์น่ะครับ แต่ไม่ต้องห่วง ถ้าคุณอินมีแผนจะจัดอิเว้นท์อีกก็ติดต่อมาได้เลย อย่างน้อยเราก็รู้ทางกันแล้ว ครั้งต่อไปน่าจะเตรียมงานแบบที่คุณอินชอบได้ไม่ยาก"

กฤตภาสตอบพร้อมกับยิ้มบางๆ เขารู้ว่าอนุชิตคงยังไม่หายขุ่นเคืองที่โดนขัดจังหวะก่อนจะทันได้ลวนลามธีระในคืนวันงาน ซึ่งเขาคิดว่าอีกฝ่ายควรจะขอบคุณเขามากกว่าที่ช่วยป้องกันให้ไม่ทำเรื่องงามหน้าระหว่างที่เมา เขาถือธีระว่าเป็นคนของเขาทั้งในและนอกบริษัท...ดังนั้นย่อมไม่มีการอ่อนข้อให้คนที่ถือวิสาสะมาแตะต้องโดยไม่ตอบแทนอย่างสาสม

"แหม ผมรู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ ว่าแต่ต้องขอบคุณคุณกฤตนะครับเนี่ย ตอนนี้เลยกลายเป็นว่างานเปิดตัวโน้ตบุ๊คของเราได้ลงหนังสือพิมพ์ตั้งหลายฉบับเพราะข่าวของคุณกฤตแท้ๆ"

อนุชิตตอบโดยที่ยังคงประดับรอยยิ้มพลาสติกบนใบหน้า นัยน์ตาของกฤตภาสสาดประกายเย็นเยียบออกมาวูบหนึ่ง แต่แล้วเขาก็เพียงยิ้มมุมปากพร้อมกับปิดสมุดบันทึกลง เป็นสัญญาณว่าขอจบการประชุมแต่เพียงเท่านี้

"เป็นเรื่องบังเอิญน่ะครับ แต่ถ้าข่าวของผมช่วยให้แบรนด์ของคุณอินได้พีอาร์แวลูมากขึ้นผมก็ยินดี ถ้ามิสเตอร์มิลเลอร์ได้ทราบก็คงพอใจกับผลงานของคุณอินเหมือนกัน"

กฤตภาสเลือกที่จะพูดอ้อมๆ ว่าถึงอย่างไรเขาก็สามารถนำเรื่องที่อนุชิตทำมาฟ้องเรียกค่าทำขวัญให้ธีระได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นมิสเตอร์มิลเลอร์ซึ่งเป็นนายใหญ่ของอนุชิตที่ปกติจะประจำอยู่ที่อังกฤษคงไม่ชอบแน่ แต่บังเอิญเขามีโอกาสได้พูดคุยกับผู้อาวุโสเมื่อคืนวันจัดงาน เมื่อฝ่ายนั้นรู้ว่าเขาจบมาจากโรงเรียนมัธยมแห่งเดียวกันที่อังกฤษและรู้จักกับอาจารย์ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของเจ้าตัว มิสเตอร์มิลเลอร์ยังออกปากชวนว่าถ้าหากไปอังกฤษอีกให้แวะไปเยี่ยมที่บ้าน และเขามั่นใจว่าอนุชิตไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยสนิทสนมกับนายใหญ่ถึงขั้นนี้ เพราะคนที่คอยประสานงานกับสำนักงานที่เมืองไทยคือผู้ช่วยของเจ้าตัว

อนุชิตมีสีหน้าตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากกล่าวลากันแล้วฝ่ายนั้นก็ผลุนผลันออกจากห้องประชุมโดยไม่เดินไปส่งเขากับกนิษฐาที่ลิฟต์ตามที่ควรทำโดยมารยาท ฝั่งลูกน้องที่มาร่วมประชุมจึงมองหน้ากันอย่างเหลอหลาก่อนจะไหว้ลากฤตภาสแล้วเดินตามออกไป

"วันนี้คุณอินดูแปลกๆ นะคะคุณกฤต ปกติกิฟท์จะรู้สึกว่าแกชอบถามอะไรซอกแซก แต่วันนี้กลับเหมือนตั้งใจหาเรื่องทั้งที่งานที่พวกเราเพิ่งจัดให้ก็ออกมาดีแท้ๆ"

กนิษฐาเอ่ยหลังจากพวกเขาลงลิฟต์มาด้วยกัน หญิงสาวรู้ดีพอที่จะไม่เอ่ยถึงข่าวของกฤตภาสกับธีระหลังจากที่เพิ่งโดนตักเตือนไปเมื่อวันก่อน ฝ่ายกฤตภาสนึกถึงท่าทีของอนุชิตในห้องประชุมเมื่อครู่แล้วก็ยักไหล่

"กับคนที่เป็นลูกค้า ต่อให้เราทำดีแค่ไหนก็โดนมองว่าเสมอตัวเท่านั้นแหละ ว่าแต่เดี๋ยวต้องไปประชุมกับลูกค้าอีกรายใช่มั้ย? เตรียมข้อมูลทุกอย่างไว้พร้อมหรือยัง?"

"พร้อมแล้วค่ะคุณกฤต ถ้างั้นกิฟท์ขอแยกตัวไปก่อนเลยนะคะ แล้วช่วงบ่ายจะกลับเข้าออฟฟิศอีกทีค่ะ"

"อืม"

กฤตภาสพยักหน้าให้ลูกน้องสาวหลังลงลิฟต์มาถึงชั้นล่าง เขาเดินไปที่รถของตัวเองแล้วก็ขับออกมาจากลานจอดด้วยใจที่ไม่สงบ แต่ก็ไม่รู้สาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร

อาจเพราะตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลก็ยังไม่ได้พักผ่อนเต็มที่เลยล่ะมั้ง ยังดีที่หมอบอกว่าแผลโดนยิงไม่น่าเป็นห่วงแล้ว...

เขารีบขับรถตรงกลับบริษัทโดยไม่แวะกินข้าวกลางวัน เมื่อไปถึงก็พบว่าพนักงานทุกคนไปพักกันหมดแล้ว ไม่มีใครอยู่ในอาคารเลยยกเว้นพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ชั้นล่างกับแม่บ้านสองคนที่นั่งกินข้าวอยู่ในห้องครัว

กฤตภาสเดินตรงไปที่ห้องประจำตำแหน่ง เขาไขประตูแล้วก็เดินไปนั่งที่โต๊ะพลางเปิดคอมพิวเตอร์ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นห่อกระดาษสีน้ำตาลที่วางอยู่ตรงมุมโต๊ะรวมกับซองจดหมายและเอกสารอื่นๆ


'ฝากถึงคุณกฤตภาส'


บนห่อไม่มีรายละเอียดอย่างอื่นระบุไว้ บ่งบอกว่าคงมีคนนำมาส่งให้โดยไม่ได้ผ่านไปรษณีย์ เขามุ่นคิ้วขณะหยิบห่อกระดาษห่อนั้นมาฉีกดูของด้านใน

เสื้อตัวนี้...

กฤตภาสหรี่ตาจ้องเสื้อตัวนั้นอยู่อึดใจหนึ่งด้วยความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา จากนั้นก็ลุกพรวดขึ้นเมื่อนึกได้ว่าใครน่าจะส่งเสื้อตัวนี้มาให้ เขารีบเดินไปที่ครัวแล้วก็กระชากประตูเปิดจนแม่บ้านทั้งสองตกใจ

"คุ...คุณกฤตจะเอาอะไรหรือเปล่าคะ?"

"ใครเป็นคนส่งเสื้อตัวนี้มา?"

"เอ๋? เสื้อเหรอคะ?"

ทั้งสองมองหน้ากันอย่างงุนงง กฤตภาสจึงพยายามข่มใจถามต่อ "มันอยู่ในห่อกระดาษสีน้ำตาลที่ไม่มีชื่อคนส่ง ใครเป็นคนเอามาให้ แล้วเอามาตั้งแต่เมื่อไหร่?"

หนึ่งในสองแม่บ้านค่อยแสดงสีหน้าว่าเข้าใจ "อ๋อ เมื่อเช้านี้มีวินมอเตอร์ไซค์ขับเอามาส่งค่ะ เขาบอกว่าคนที่ฝากมาไม่ได้บอกชื่อไว้ แต่เห็นว่าจ่าหน้าถึงคุณกฤตก็เลยเอาไปวางให้ที่โต๊ะ"

กฤตภาสกำเสื้อในมือแน่นขึ้น ขณะที่กำลังจะหมุนตัวเดินจากไปก็นึกอะไรได้จึงหันกลับไปถาม

"วันนี้ตี้มาทำงานรึเปล่า?"

"น้องตี้เหรอคะ ไม่เห็นเลยนะคะ แกล่ะเห็นมั้ย?"

แม่บ้านอีกคนก็ส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่เห็นเช่นกัน กฤตภาสพยายามสูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์ขณะเดินกลับไปที่ห้อง จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือมากดโทรออก

ขออย่าให้ลางสังหรณ์ของเขาถูกก็แล้วกัน...

Rrrrrrrrrrrrrr.......

เสียงโทรศัพท์มือถือปลุกธีระที่กำลังนั่งหลับให้งัวเงียตื่นขึ้น เขารูดซิปเปิดหาโทรศัพท์ในช่องด้านหน้าของกระเป๋าเป้ออกมาดูแล้วก็ขยี้ตา หมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอช่วยให้ความง่วงงุนแทบจะหายเป็นปลิดทิ้งในชั่ววินาที

คุณกฤต...

ธีระนั่งนิ่งอย่างตัดสินใจไม่ได้ แต่เมื่อเห็นคนที่นั่งที่เบาะด้านหน้าหันกลับมามองด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจเพราะหนวกหูเสียงโทรศัพท์ เขาจึงกดปุ่มลดระดับเสียงให้เหลือเพียงระบบสั่น จากนั้นก็เบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง

ตอนนี้เที่ยงกว่าๆ แสดงว่าเพิ่งออกจากกรุงเทพฯมาได้ไม่เท่าไหร่สินะ

เด็กหนุ่มคิดก่อนจะสัมผัสได้ว่าโทรศัพท์สั่นอีกครั้ง และคนที่โทรเข้ามาก็ยังเป็นกฤตภาสเช่นเดิม เขาเม้มปากขณะที่ในใจเกิดความขัดแย้งว่าควรจะรับแล้วคุยให้จบ หรือไม่รับแล้วปล่อยให้กฤตภาสเลิกโทรไปเองดี

แต่คนอย่างคุณกฤตจะเลิกล้มอะไรง่ายๆ ได้หรือ แถมสาเหตุที่โทรมาก็น่าจะเพราะเดาได้แล้วว่าทำไมเขาถึงฝากคนอื่นไปคืนเสื้อตัวนั้นให้ด้วย...

ธีระถอนหายใจเฮือกเมื่อโทรศัพท์นิ่งไป แต่เพียงชั่วอึดใจมันก็สั่นขึ้นอีกครั้ง คล้ายจะแทนการสื่อสารจากกฤตภาสว่าให้ 'รับสายเดี๋ยวนี้'

คุยให้จบก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้ไม่รู้สึกว่ามีอะไรติดค้างในใจก่อนที่จะไม่ได้เจอกันอีก...

เด็กหนุ่มตัดสินใจกดรับสายก่อนที่จะสูญเสียความกล้า จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอย่างไม่รีบร้อน

"สวัสดีครับ"

"นี่อยู่ที่ไหน?"

ธีระมองไปนอกหน้าต่าง เขาเห็นป้ายบอกทางที่ระบุว่าถึงไหนแล้วแต่ก็เลือกจะไม่พูดความจริง

"กำลังไปสนามบินครับ"

"หมายความว่ายังไง? แล้วที่คืนเสื้อตัวนี้ก็ด้วย นี่เธอคิดอะไรอยู่!?"

น้ำเสียงไม่พอใจของกฤตภาสทำให้ธีระยิ้มบางๆ ออกมาได้ แต่มันกลับเป็นการยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกขมเฝื่อนในใจเหลือเกิน

"คุณกฤตน่าจะเข้าใจนะครับ ของที่ไม่ใช่ของของผมก็ต้องส่งคืนสิครับ ไม่ต้องห่วง ผมซักแล้วก็รีดให้เรียบร้อยแล้ว"

"ตี้" น้ำเสียงของกฤตภาสแสดงออกว่าใกล้จะหมดความอดทน "อย่าแกล้งทำเป็นเฉไฉ เธอก็รู้ว่านั่นไม่ใช่คำถามของฉัน ฉันถามว่าคิดยังไงถึงได้จู่ๆ ก็จะหนีไปแบบนี้?"

หนีงั้นเหรอ...ในสายตาของคุณกฤตคงเห็นเป็นแบบนั้นสินะ แต่มันอาจเป็นการหนีจริงๆ ก็ได้ เพราะเขาทนถูกทำเหมือนเป็นตุ๊กตาที่ไม่มีหัวใจไม่ไหวแล้วนี่นา

"ผมคิดว่าคำตอบน่าจะชัดเจนนะครับ ก่อนหน้านี้ผมยอมทำตามเงื่อนไขเพราะรูปที่คุณกฤตถ่ายไว้ แต่ในเมื่อคุณบอกว่าไม่มีรูปพวกนั้นแล้ว...ผมก็ไม่มีความจำเป็นต้องทนอยู่ต่อไป เรื่องที่ฝึกงานนี่ก็เหมือนกัน ผมขอลาออกเดี๋ยวนี้เลย การที่ผมหายไปสักคนก็น่าจะช่วยให้คุณประหยัดค่าจ้างพนักงานได้ด้วย จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้ผมตามที่สัญญากับแม่ไว้"

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่กฤตภาสจะถามด้วยเสียงที่ควบคุมอารมณ์ได้อีกครั้ง

"เพราะข่าวนั่นใช่มั้ย?"

"ก็ไม่เชิงครับ ผมแค่คิดว่ามันคงดีกว่าถ้าพวกเราไม่ต้องข้องแวะกันอีก การอยู่กับคุณทำให้ผมเหนื่อยมาก และผมเชื่อว่ามีคนอีกเยอะที่อยากอยู่ในสถานะแบบผมแต่ไม่มีโอกาส คุณกฤตไปหาคนพวกนั้นดีกว่าครับ"

กฤตภาสกำโทรศัพท์แน่นขึ้น ความรู้สึกไม่พอใจพลุ่งพล่านดุจมีลาวาร้อนไหลอยู่ในอก และเขาไม่เคยนึกโมโหใครจนปวดหัวจี๊ดเท่านี้มาก่อนเลย

เด็กคนนี้...กล้าไล่เขางั้นหรือ...

"เธอแน่ใจแล้วเหรอที่จู่ๆ ก็คิดจะหนีไปแบบนี้ คิดว่าฉันจะตามหาไม่เจอหรือไง?"

"ผมรู้ว่าถ้าคุณกฤตตั้งใจจะหาผมจริงๆ ล่ะก็ยังไงก็เจอ ดังนั้นผมอยากจะขอร้องเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย...ว่าปล่อยผมไปเถอะครับ คุณกฤตเล่นกับความรู้สึกของผมมาเยอะแล้ว"

กฤตภาสนิ่งเงียบอย่างไร้คำโต้ตอบ เขาคิดว่าได้ยินเสียงสั่นเครือช่วงท้ายประโยคจากธีระที่แผ่วจนไม่แน่ใจว่าหูเฝื่อนหรือไม่ และมันทำให้เขายิ่งอยากให้เจ้าตัวมาอยู่ตรงหน้ามากขึ้นไปอีก

อยากเห็นสีหน้าตอนที่พูดประโยคขอร้องนั้น อยากรู้ว่าเจ้าตัวจะทำแววตาเช่นไรตอนที่มองเขา แต่หลังจากที่รู้แล้วเขาจะทำอย่างไรต่อไป กฤตภาสก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน

"เธอคิดมากเกินไปแล้ว"

"ไม่หรอกครับคุณกฤต ผมอาจจะมองอะไรแบบเด็กๆ ก็ได้ถึงได้คิดแบบนี้ แต่ว่า...ยิ่งอยู่ใกล้คุณผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ดังนั้นกรุณาอย่าทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้อีกต่อไปเลยครับ อย่างน้อยเราก็จะได้จบกันด้วยดี"

พูดไปแล้ว...ธีระคิดก่อนจะกดวางสายและปิดโทรศัพท์ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องอธิบายอะไรอีกต่อไป อย่างน้อยคำขอร้องอันน้อยนิดเท่านี้คงไม่ยากเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะทำตาม

ธีระไม่ได้เอ่ยคำว่ารักเพราะรู้ดีว่ามันไม่มีความหมายกับกฤตภาส และในเมื่อเขาตั้งใจจะจบความสัมพันธ์นี้อยู่แล้วก่อนที่จะถึงวันครบกำหนดสัญญา ยิ่งตัดการอารัมภบทที่ยืดเยื้อออกไปได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น อย่าให้เงาของเขาหลงเหลืออยู่ในใจของอีกฝ่ายได้เลยจะยิ่งดีเข้าไปใหญ่

ส่วนเงาของกฤตภาสที่ฝังลงในใจเขาไปแล้วนั้น... ขอเพียงไม่ต้องพบเจอกันอีก ไม่ช้าเงานั้นก็คงจะรางเลือนจนไม่หลงเหลือร่องรอยไปเองตามกาลเวลา

ธีระเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วก็เอนเบาะลงมองทิวทัศน์ผ่านกระจกรถอย่างเงียบๆ อีกครั้ง โดยหารู้ไม่ว่าคู่สนทนาที่อยู่ปลายสายยังคงถือโทรศัพท์แนบหู ทั้งที่เสียงเดียวที่ยังได้ยินคือสัญญาณอันว่างเปล่าราวจะตอกย้ำว่าการเชื่อมต่อระหว่างพวกเขาถูกตัดขาดตลอดไป



++---TBC---++





 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2557 21:41:19 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 29


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 29



สายน้ำเย็นเฉียบที่หลั่งลงมาจากฝักบัวช่วยขจัดความงัวเงียในยามเช้า ธีระลูบมือไปตามเนื้อตัวเพื่อล้างฟองสบู่ออก จากนั้นก็หันไปหยิบผ้าขนหนูมาซับน้ำบนร่างก่อนจะเหน็บชายรอบเอวเพื่อกันหลุด

มีเสียงออดดังขึ้นที่ประตูหน้าขณะที่เขากำลังออกจากห้องน้ำ แต่เด็กหนุ่มไม่นำพาเพราะรู้ว่าเดี๋ยวเจ้าของห้องคงไปเปิดรับเอง เขาเช็ดเท้าบนพรมแล้วก็เดินไปนั่งที่โต๊ะหน้ากระจกเงียบๆ อึดใจหนึ่งประตูห้องนอนก็เปิดออก เผยให้เห็นกฤตภาสซึ่งสวมเสื้อเชิ้ตที่พับแขนขึ้นกับกางเกงยีนส์ยี่ห้อดังที่รวมราคากันแล้วคงเท่าเงินเก็บของเขาทั้งปี สายตาของทั้งสองประสานกันผ่านภาพสะท้อนในกระจกโดยไม่มีใครเอ่ยอะไรอยู่ครู่ใหญ่

"นี่กระเป๋าเธอ ฉันให้อาร์ทจ้างเมสเซนเจอร์ข้างนอกให้เอามาส่งให้"

"...ขอบคุณครับ"

ธีระกล่าวเนือยๆ ก่อนจะหลุบตาลงเพื่อเลี่ยงแววตาที่กำลังจับจ้องเขาในกระจก อย่างน้อยการใช้บริการส่งของจากคนนอกบริษัทก็เป็นการแสดงความรอบคอบของกฤตภาส เขาควรจะขอบคุณที่ยังไม่ทำให้อับอายเพื่อนร่วมงานมากไปกว่านี้กระมัง

"ทำไมอาบน้ำเสร็จแล้วไม่ใส่เสื้อผ้าล่ะ เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก"

น้ำเสียงที่อาจกล่าวได้ว่านุ่มนวลกว่าปกติดังขึ้นด้านหลังเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มเม้มปากแต่ไม่พูดอะไร อึดใจต่อมาก็มีผ้าขนหนูอีกผืนคลุมลงบนบ่าก่อนที่เจ้าของห้องจะหยิบไดร์มาเสียบปลั๊ก

"ถึงจะหายหวัดมาพักใหญ่แล้วก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เป็นอีกหรอกนะ เดี๋ยวผมแห้งแล้วก็แต่งตัวซะ ฉันต้มโจ๊กไว้ให้ในครัว"

"...ครับ"

ธีระตอบขณะปล่อยให้กฤตภาสเป่าผมให้ กระทั่งอีกฝ่ายปิดไดร์เมื่อผมแห้งสนิทแล้วเขาจึงลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าชุดเดียวกับเมื่อวานขึ้นสวม ตลอดเวลานั้นกฤตภาสเพียงแต่ยืนกอดอกพิงผนังดูเขาทำทุกอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเห็นว่าสวมเสื้อผ้าเสร็จแล้วถึงค่อยเดินนำออกจากห้องนอน

ทั้งสองนั่งกินอาหารเช้าอย่างไม่รีบร้อนทั้งที่เลยเวลาเข้ามางานมามาก สำหรับกฤตภาสนั้นจะเข้าไปตอนไหนก็ได้อยู่แล้วในเมื่อเป็นเจ้าของบริษัท แต่ธีระขอลาหนึ่งวันโดยไม่อธิบายเหตุผลว่าเพราะยังไม่พร้อมจะไปพบหน้าเพื่อนร่วมงานวันนี้ โชคยังดีที่กฤตภาสคงพอจะเดาได้ จึงอนุมัติโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงว่าทำไมถึงต้องขอหยุด

หลังจากจัดการมื้อเช้าแล้วทั้งสองก็ออกจากคอนโดด้วยกัน ธีระหันไปไหว้ขอบคุณเมื่อกฤตภาสขับรถมาส่งถึงหน้าหอพัก ขณะที่กำลังปลดเข็มขัดนิรภัยก็ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบ

"เย็นนี้ฉันจะมารับไปกินข้าวตอนทุ่มนึง ถ้ามีร้านไหนที่อยากไปก็บอกก็แล้วกัน"

ธีระหันไปสบตากับนัยน์ตาสีนิลซึ่งดูสุขุมแต่ลึกล้ำไร้ก้นบึ้ง แล้วก็เพียงแต่ก้าวลงจากรถโดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าป่วยการจะบ่ายเบี่ยงในเมื่อถึงอย่างไรกฤตภาสก็คงหาวิธีให้เขาต้องไปจนได้

เด็กหนุ่มเดินเข้าไปยังหอพักด้วยฝีเท้าอันเฉื่อยเนือยโดยที่ตระหนักดีว่ามีสายตาจับจ้องอยู่ตลอด จนกระทั่งเขาก้าวเข้าไปด้านในอาคารแล้วถึงค่อยเห็นรถแลนด์โรเวอร์สีดำเคลื่อนจากไป ครู่หนึ่งเขายืนเคว้งอยู่กับที่เพราะนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี กระทั่งผ่านไปอึดใจใหญ่ถึงค่อยตัดสินใจขึ้นไปตั้งหลักที่ห้อง เพราะแม้ว่าจะไม่มีที่อื่นให้ไป อย่างน้อยห้องเล็กๆ ที่เขาใช้หลับนอนมาตลอดสามปีนี้ก็ยังนับได้ว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวอย่างแท้จริง

พอถึงห้องแล้วธีระก็เปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น เขาเอนหลังลงบนเตียงแล้วก็นอนจ้องเพดานนิ่ง คำตอบที่กฤตภาสมอบให้ต่อคำถามเมื่อวานนี้ยังดังก้องอยู่ในหัวไม่หาย


"ฉันถูกใจเธอมากกว่าคนอื่น"


ก็แค่ถูกใจ...งั้นหรือ...

ธีระอดจะคิดถึงความหมายของคำคำนี้ไม่ได้ การเป็นคนที่ 'ถูกใจ' สำหรับเขาแล้วไม่ได้มีความหมายเท่าเทียมกับคำว่า 'ชอบ' ดังนั้นจากมุมมองของกฤตภาส เขาคงจะเป็นแค่คู่นอนที่บังเอิญต้องตาแต่ไม่ต้องใจ ถึงได้ไม่มีค่าแม้แต่จะโกหกด้วยคำหวานหูให้ได้มีความหวังบ้างเลยสินะ


"...พี่อยากให้ตี้มองไปถึงอนาคตข้างหน้ามากกว่า อนาคตที่ตี้มีโอกาสที่จะมีความสุขมากกว่าตอนนี้"


นั่นเป็นอีกประโยคที่ธีระจำได้แม่นยำจากคนที่เคยมอบหัวใจให้เป็นคนแรก ณรงค์เคยปลอบใจเขาด้วยถ้อยคำซึ่งไม่ต่างจากมีดอาบน้ำผึ้งในวันสุดท้ายที่พบกัน บัดนี้มันไม่สร้างความเจ็บช้ำให้เท่ากับคำพูดของกฤตภาสเมื่อคืนอีกแล้ว กระนั้นก็ยังมีอานุภาพตอกย้ำให้เขายิ่งสมเพชกับความไร้วาสนาของตัวเองมากขึ้นไปอีก

พี่รงค์...อนาคตข้างหน้าที่มีความสุขมันอยู่ตรงไหนเหรอ หรือสำหรับตี้แล้วมันไม่มีวันที่จะมาถึงกันแน่...

ความหดหู่เศร้าหมองดึงน้ำตาให้เอ่อขึ้นมากบขอบตาอีกครั้ง เด็กหนุ่มนอนตะแคงแล้วก็โอบแขนรอบตัวเองแน่น เขาเบื่อการเป็นคนเจ้าน้ำตาเหมือนเด็กไม่รู้จักโตเต็มทน แต่จะให้อดกลั้นไว้ได้อย่างไร ในเมื่อแต่ละเรื่องที่พานพบมันช่างชวนให้ทดท้อกับการไขว่คว้าความรักเหลือเกิน

RRrrrrrr......

เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังฝ่าความเงียบทำให้ธีระสะดุ้ง เขาปาดน้ำตาออกขณะผุดลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์มาดู เมื่อเห็นว่าชื่อคนโทรเข้าคือแม่ นิ้วมือก็อ่อนแรงจนเกือบกำโทรศัพท์ไม่อยู่

ใจเย็นๆ นะตี้ ใจเย็นๆ...แม่อาจยังไม่เห็นหนังสือพิมพ์ก็ได้

เด็กหนุ่มเตือนตัวเองแม้จะรู้ว่าเป็นไปได้ยาก เขาสูดหายใจลึกก่อนจะรับสายด้วยเสียงที่พยายามควบคุมให้นิ่งที่สุด

"ฮัลโหล?"

"ตี้เหรอลูก? แม่เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์แล้วนะ ลูกเป็นยังไงบ้าง?"

น้ำเสียงที่แสดงถึงความห่วงใยทำให้ลำคอของธีระตีบตัน ทั้งที่เผื่อใจไว้แล้วว่าแม่คงรู้เรื่องนั้นถึงได้โทรมาหา แต่พอรู้ว่าอีกฝ่ายรู้แล้วจริงๆ ก็ยังอดสะท้อนใจไม่ได้

"ตี้? ยังอยู่มั้ยลูก"

"ยังอยู่แม่ ตี้ไม่เป็นไร ตี้...ตี้ขอโทษ"

เขาไม่อาจห้ามเสียงไม่ให้ขึ้นจมูก เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถห้ามน้ำตาไม่ให้เอ่อจากทำนบถึงแม้จะพยายามแล้วก็ตาม เสียงสั่นเครือของเขาคงลอดลำโพงไปถึงปลายสาย เพราะน้ำเสียงที่คู่สนทนาเอ่ยต่อจากนั้นไม่มีสำเนียงดุด่าเลยแม้แต่นิด

"โธ่ตี้ เข้มแข็งเอาไว้ลูก แม่จะไม่ถามนะว่าเรื่องราวเป็นมายังไง แต่ที่ลูกร้องไห้แบบนี้แปลว่าที่เขาเขียนในข่าวมันไม่จริงใช่มั้ย? หรือว่าตี้โดนคุณกฤตบังคับ? ที่ตอนนั้นไม่อยากกลับไปทำงานกับคุณกฤตเพราะอย่างนี้ใช่มั้ย?”

ถูกบังคับหรือ...คำถามนั้นทำให้ธีระอึ้งไป จริงอยู่ว่าจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์นี้มาจากการที่กฤตภาสใช้เงื่อนไขมาบังคับเขา แต่พอผ่านไปมันก็เริ่มไม่ใช่ มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขามากมายกว่านั้น แม้แต่กับรูปที่ถูกแอบถ่ายไปลงหนังสือพิมพ์นี่ก็เถอะ ธีระไม่อาจพูดได้ว่าไม่พอใจตอนที่ถูกกฤตภาสจูบ แต่ที่ทำให้เขาเจ็บหัวใจคือท่าทางมึนตึงของเพื่อนร่วมงานหลังได้เห็นข่าว และตัวคู่กรณีที่ไม่แม้แต่จะถามว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นต่างหาก

"ตี้?"

"ครับแม่ ตี้ขอโทษ ตี้...ตอนนี้ตี้คิดอะไรไม่ออก"

จนป่านนี้แล้ว...ทำไมเขาถึงยังปกป้องคนแบบนั้นอยู่อีก...

มีเสียงถอนหายใจเบาๆ ดังมาจากปลายสาย "เอาล่ะ เรื่องมันคงกะทันหันเกินไปตี้ก็เลยสับสน เอาเป็นว่าตี้กลับมาอยู่บ้านไหมลูก? แม่ขอโทษที่ก่อนหน้านี้บอกให้กลับไปฝึกงานกับคุณกฤตเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าหากตี้ไม่สบายใจก็กลับมาอยู่บ้านเถอะ ถ้าคุณกฤตมาหาอีกแม่จะไม่ให้เขาได้เจอตี้เด็ดขาด ถ้าใครมาถามถึงเรื่องนี้ก็จะบอกให้เงียบให้หมดด้วย"

ความร้อนใจของมารดาที่ถ่ายทอดมาทางน้ำเสียงทำให้ธีระมีสติมากขึ้น เขารู้สึกว่าจิตใจสงบลงหลังจากได้รู้ว่าอย่างน้อยคนในครอบครัวก็ไม่ได้มองเขาด้วยสายตาเย็นชาแม้ว่าจะเกิดเรื่องที่ทำให้ครอบครัวขายหน้าก็ตาม

ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากกลับบ้าน อยากไปอยู่ให้ไกลจากกฤตภาสเพราะนาทีนี้เขาอ่อนล้าเหลือเกิน การต้องหัวใจแหลกสลายติดต่อกันช่างสร้างรสชาติขมปร่าในอกจนแทบกล้ำกลืนอะไรไม่ลง แต่ถ้าหากกลับบ้านแล้วก็คงไม่อาจหลบเลี่ยงคำซุบซิบนินทาของเพื่อนบ้านได้ ต่อให้กฤตภาสจะบอกว่าเดี๋ยวผู้คนก็ลืม แต่สำหรับหมู่บ้านเล็กๆ ในต่างจังหวัดนั้นไม่เหมือนกัน เพราะถึงเขาจะเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้าน พวกญาติๆ หรือเพื่อนฝูงของพ่อแม่ที่มาเยี่ยมก็คงถามเรื่องนี้ขึ้นมาจนได้

และที่สำคัญที่สุด...กฤตภาสก็รู้แล้วว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน ดังนั้นถ้าเขาหายไปก็คงจะพยายามไปตามกลับมาอีกเพียงเพราะไม่อยากยอมแพ้มากกว่าจะอยากได้เขาไว้เคียงข้างอย่างแท้จริง และเขาไม่ต้องการให้วงจรซ้ำซากนั้นดำเนินไปอีกแล้ว

"ขอเวลาตี้คิดก่อนนะแม่ ตอนนี้ตี้ยังเหนื่อยๆ ยังไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น ไว้ถ้าตัดสินใจได้แล้วตี้จะโทรไปบอกแม่นะ"

"ได้จ้ะ จำไว้นะตี้ ถ้าไม่รู้จะไปไหนก็กลับบ้าน ลูกคนเดียวพ่อกับแม่ปกป้องได้ ห้ามคิดทำอะไรที่จะทำให้พ่อกับแม่เสียใจเด็ดขาด เข้าใจที่แม่พูดใช่มั้ย?"

"ครับ ขอบคุณครับแม่"

ธีระวางสายด้วยความรู้สึกตื้นตัน เขารู้ดีว่าแม่คงกลัวเขาจะคิดทำอะไรโง่ๆ เพราะเป็นคนอ่อนไหวง่าย แต่เขาไม่ใช่คนบ้าบิ่นถึงขนาดนั้น การอยากทำร้ายตัวเองเพียงเพื่อประชดใครสักคนมันก็เท่ดีหรอก แต่หากทำแล้วได้กลับมาเพียงความเห็นใจ ถ้าอย่างนั้นเขาไม่สู้ทำแบบนั้นตั้งแต่ตอนที่เลิกกับณรงค์ดีกว่าหรือ เพราะถึงจะเคยใช้เขาชดเชยความเหงา...ณรงค์ก็ยังเอาใจใส่ความรู้สึกของเขามากกว่ากฤตภาสเสียอีก

เด็กหนุ่มนั่งนิ่งอยู่นานจนเริ่มรู้สึกว่ากำลังหายใจทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ เขาลุกขึ้นไปหยิบตะกร้าผ้าที่ซักแห้งแล้วตั้งแต่วันก่อนมาพับก่อนจะจัดเสื้อผ้าเหล่านั้นเข้าตู้ พลันหางตาก็เหลือบเห็นถุงกระดาษที่วาดซุกอยู่ตรงมุมด้านใน เขาขมวดคิ้วก่อนจะดึงถุงนั้นออกมาเปิดดู และพบว่าในถุงคือกระเป๋าที่ปิยพลซึ่งเป็นญาติผู้พี่ส่งมาให้เมื่อไม่นานนี้

กระเป๋าจากพี่ปิ๊ก...

นัยน์ตากลมโตทอประกายครุ่นคิดขณะถือกระเป๋าใบนั้นไว้ในมือ เขาลูบนิ้วไปมาบนหนังฟอกขณะที่เกิดความคิดบางอย่างขึ้นในหัว เด็กหนุ่มมองไปนอกหน้าต่างหลายนาทีเพื่อชั่งใจ ก่อนที่จะตัดสินใจวางกระเป๋าลงแล้วหยิบโทรศัพท์มากดหมายเลขที่ต้องการในที่สุด



++------++



พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้วตอนที่โทรศัพท์ของธีระส่งเสียงว่ามีข้อความเข้า เมื่อเขาอ่านจบแล้วก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า หลังจากหันไปสำรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกอีกครั้งจึงค่อยออกจากห้องแล้วก็ลงลิฟต์ไปหาคนที่จอดรถรออยู่ชั้นล่าง

กฤตภาสสวมเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ตัวเดียวกับเมื่อเช้าซึ่งหมายความว่าพอเลิกงานก็ตรงมาหาเขาเลย ธีระสังเกตเห็นแต่ก็เลือกจะไม่ถามว่าวันนี้ที่บริษัทเป็นอย่างไร แต่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่มีใครกล้าพูดถึงข่าวในหนังสือพิมพ์ต่อหน้าเจ้าตัวแน่

"ตกลงมีร้านไหนที่อยากไปเป็นพิเศษหรือเปล่า?"

"ไม่มีครับ แล้วแต่คุณกฤตเถอะ"

เด็กหนุ่มตอบหลังจากก้าวขึ้นนั่งบนรถ ความจริงแล้วเขาคิดว่าตัวเองน่าจะกินอะไรไม่ค่อยลงเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นต่อให้โดนพาไปร้านจิ้มจุ่มข้างถนนหรือห้องอาหารบนดาดฟ้าโรงแรมห้าดาวก็ไม่ต่างกันในยามนี้

กฤตภาสปรายตามามองแวบหนึ่งแต่ก็ไม่คาดคั้น ชายหนุ่มขับรถเข้าตัวเมืองแล้วก็พาธีระไปยังร้านอาหารซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ลักษณะของร้านเป็นบ้านทรงโคโลเนียลสีครีมที่ภายในถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหาร แต่ละโต๊ะถูกจัดวางให้ห่างกันอย่างค่อนข้างเป็นสัดส่วน ดังนั้นถึงแม้ลูกค้าจะเต็มทุกโต๊ะแต่ก็ไม่รู้สึกว่าบรรยากาศชวนให้อึดอัด

พนักงานต้อนรับเดินนำทั้งคู่ขึ้นไปบนชั้นสองเนื่องจากชั้นแรกไม่มีโต๊ะว่าง กฤตภาสเลือกโต๊ะริมหน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำและบ้านเรือนฝั่งตรงข้ามได้ชัดเจน จากนั้นก็สั่งอาหารในเมนูซึ่งเป็นกับข้าวมาสองสามอย่างเพื่อกินกับข้าวสวย

ธีระฆ่าเวลาระหว่างรอด้วยการนั่งเท้าคางมองเรือประดับไฟหลากสีที่ล่องอยู่ในแม่น้ำ ไม่นานพนักงานก็นำอาหารที่สั่งมาเสิร์ฟที่โต๊ะ เมื่อคล้อยหลังพนักงานคนนั้นแล้วเขาถึงค่อยหันไปชวนกฤตภาสคุยก่อนเป็นครั้งแรกของวัน

"มาที่นี่บ่อยเหรอครับ?"

"หืม? ก็แค่ปีละครั้งหรือสองครั้งล่ะมั้ง ถามทำไม?"

"ก็ผมเห็นพนักงานเรียกคุณด้วยชื่อ"

"อ๋อ" กฤตภาสยักไหล่ก่อนจะคลี่ผ้าเช็ดปากวางบนตัก "ไม่แปลกหรอกเพราะร้านนี้ของคุณยายฉัน พวกพนักงานเห็นฉันมาที่นี่ตั้งแต่เด็กก็ต้องจำได้อยู่แล้ว"

ธีระเลิกคิ้วขณะมองอีกฝ่ายเริ่มตักกับข้าว มิน่าเล่าพวกพนักงานถึงได้ดูพินอบพิเทาเหลือเกิน แถมเมื่อครู่คนที่มาต้อนรับและเสิร์ฟอาหารให้พวกเขาน่าจะเป็นผู้จัดการเองด้วยซ้ำ

แต่ก็นั่นแหละ ยังมีอะไรเกี่ยวกับกฤตภาสที่จะทำให้เขาประหลาดใจได้อยู่อีกหรือ

ทั้งสองต่างกินอาหารมื้อเย็นที่สั่งมาโดยไม่พูดกันสักคำ กระนั้นธีระก็รับรู้ได้ถึงแววตาที่เหลือบขึ้นจับจ้องเขาเป็นระยะ ประเมินท่าที...น่าจะเป็นคำบรรยายสิ่งที่กฤตภาสกำลังทำได้ดีที่สุดกระมัง แต่เขาไม่มีแก่จิตแก่ใจจะชวนทะเลาะจึงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

อาหารมื้อนั้นดำเนินไปอย่างราบเรียบ แต่หลังจากที่พนักงานมาเก็บจานออกไปแล้ว ธีระก็ชะงักมือที่กำลังจะยกแก้วน้ำขึ้นจิบเมื่อจู่ๆ กฤตภาสก็เอ่ยขึ้น

"ไม่ต้องห่วงเรื่องพวกที่บริษัทหรอก"

ธีระเหลือบตาขึ้นพลางมุ่นคิ้ว คู่สนทนาสังเกตใบหน้าที่ฉายแววสับสนของเขาอยู่อึดใจหนึ่งก็อธิบายต่อ

"ฉันถามอาร์ทแล้วว่าเมื่อวานมีเรื่องอะไรที่บริษัท เมื่อตอนบ่ายก็เลยเรียกกิฟท์มาคุยเรื่องนี้ไปแล้ว"

เด็กหนุ่มฟังแล้วมืออ่อนจนแทบจับแก้วน้ำไม่อยู่ ยังดีว่าไม่ถึงกับปัดแก้วจนตกแตกหรือทำน้ำหก "เรียกพี่กิฟท์มาคุยเรื่องนี้? คุณคุยไปว่าอะไร?"

"เท่าที่ฉันรู้คือคนเดียวที่มีปฏิกิริยากับข่าวในหนังสือพิมพ์คือกิฟท์ ฉันเลยเรียกมาเตือนว่าให้แยกแยะระหว่างเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานกับมารยาทในการทำงานร่วมกัน แล้วถามว่าถ้ากับฉันจะแสดงท่าทางเหมือนที่ทำกับเธอมั้ย ถ้าหากคำตอบคือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็ห้ามทำแบบนั้นกับเธอหรือกับคนอื่นๆ ด้วย"

ธีระวางมือทั้งสองข้างลงบนตัก เขามองหน้ากฤตภาสอย่างไม่ค่อยอยากเชื่อหู ความรู้สึกในใจสับสนพัวพันระหว่างความยินดีที่อีกฝ่ายทำเหมือนช่วยปกป้องเขา แต่ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงว่ากนิษฐาจะรู้สึกเช่นไรกับการถูกเรียกไปตักเตือนเรื่องนี้

"แล้ว...พี่กิฟท์ตอบว่ายังไงครับ?"

"ก็รับทราบและจะทำตาม แล้วฉันก็ย้ำว่าให้บอกคนอื่นด้วยว่าถ้าใครทำแบบนี้อีกฉันจะเรียกมาเตือนทีละคน ฉันไม่เคยยุ่งเรื่องส่วนตัวของใครตราบใดที่ทำงานได้ดี และฉันก็หวังว่าแต่ละคนจะเคารพสิทธิส่วนตัวทั้งของฉันและเพื่อนร่วมงานคนอื่น ต่อให้คนนั้นเป็นแค่เด็กฝึกงานก็ตาม"

กฤตภาสตอบแล้วก็หันไปเรียกพนักงานถึงแม้ผู้จัดการร้านจะยืนยันว่าไม่ต้องจ่าย เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินนำกลับไปที่รถซึ่งจอดอยู่ในลานจอด ฝ่ายธีระได้แต่เดินตามไปด้วยความรู้สึกเหมือนร่างกายกับสมองแยกจากกันอย่างอธิบายไม่ได้

ตลอดทางที่กฤตภาสขับรถไปส่งนั้นธีระไม่ได้ถามอะไรเพิ่ม เขาเพียงแต่หันไปไหว้ลาเมื่อคนขับจอดรถให้ที่หน้าหอ กระทั่งเมื่อขึ้นมาถึงที่ห้องและปิดประตูแล้ว เข่าทั้งสองข้างก็อ่อนยวบจนเด็กหนุ่มทรุดตัวลงไปนั่งแปะกับพื้นด้วยนัยน์ตาล่องลอย


“ฉันก็หวังว่าแต่ละคนจะเคารพสิทธิส่วนตัวทั้งของฉันและเพื่อนร่วมงานคนอื่น ต่อให้คนนั้นเป็นแค่เด็กฝึกงานก็ตาม"


ชัดเจนแล้ว...ไม่เหลือข้อสงสัยใดๆ ตกค้างให้คาใจอีก สรุปแล้วกฤตภาสคงไม่เคยมองว่าเขาเป็นมากกว่าเด็กฝึกงานเลยตลอดเวลาที่ได้รู้จักกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำลงไป ไม่ว่าจะเรื่องที่ตั้งเงื่อนไขมาบังคับให้เขานอนด้วย เรื่องที่ไว้ใจเรียกให้ไปคอยเฝ้าอาการที่โรงพยาบาล หรือเรื่องที่เข้ามาช่วยเหลือเมื่อคืนที่ถูกอนุชิตลวนลามก็เช่นกัน ทั้งหมดนั่นทำไปเพียงเพราะเขาเป็นเด็กฝึกงานของบริษัทก็เท่านั้น

ไม่ใช่เพราะมีความสลักสำคัญเป็นพิเศษอะไรเลยสักนิด...

เด็กหนุ่มนึกถึงแววตาของกฤตภาสตอนที่เล่าเรื่องที่เรียกกนิษฐาไปตักเตือน ทั้งที่รู้ดีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำไปนั้นถูกต้องตามหลักการ แต่ในใจของเขากลับไม่อาจหลุดพ้นความคิดที่ว่ากฤตภาสมองเรื่องนี้ว่าเป็นแค่ ‘ลูกน้องอิจฉากัน’ เพราะบังเอิญมีนักข่าวเก็บภาพหลักฐานไว้ได้เท่านั้นเอง

มันไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันถึงความพิศวาสหรือความรู้สึกพิเศษใดๆ ที่มอบให้กับเขา และยิ่งตระหนักถึงเรื่องนี้...ใจเขาก็มีแต่จะแหลกเหลวเหมือนโดนบีบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบไม่เหลือรูปร่างเดิม

เป็นนานกว่าธีระจะมีเรี่ยวแรงยันตัวขึ้นจากพื้น เขาเดินโผเผไปดึงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกจากตู้แล้วก็หยิบเสื้อผ้ายัดลงไป พลันปลายนิ้วก็ไปสะดุดกับเสื้อที่แขวนไว้ตัวหนึ่งซึ่งไม่ใช่ของเขา แต่เป็นตัวที่กฤตภาสเคยให้ยืมใส่กลับบ้านตั้งแต่คืนแรกที่ไปนอนที่คอนโดของเจ้าตัว

เขายังไม่ได้คืนเสื้อตัวนี้ไปอีกหรือ...

เสื้อตัวนั้นเปรียบเหมือนกุญแจที่เปิดสู่ความทรงจำระหว่างเขากับกฤตภาส หากจะบอกว่าเรื่องราวเหล่านั้นล้วนแล้วแต่น่าประทับใจก็คงเป็นการโกหก ทว่าเขากลับจำรายละเอียดของทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คำพูดทุกคำที่กฤตภาสเคยเอ่ยกับเขาได้ขึ้นใจ ราวกับว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมาไม่เคยมีวันไหนที่อีกฝ่ายไม่เข้ามารบกวนความคิดและความรู้สึกของเขาเลยสักวัน

แต่ความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวที่นำมาซึ่งความหลงใหลข้างเดียวเช่นนี้ควรจะปิดฉากเสียที หากกฤตภาสไม่ยินดีให้มันจบ เขาก็จะเป็นคนจบมันด้วยตัวเอง เพราะเขาไม่ต้องการจะเป็นฝ่ายที่ถูกบอกเลิกเพราะหมดประโยชน์เหมือนที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้อีกแล้ว

เด็กหนุ่มใช้หลังมือปาดคราบชื้นบนใบหน้าแล้วก้มลงเก็บข้าวของอื่นๆ ต่อ กระทั่งกระเป๋าเดินทางทั้งใบอัดแน่นจนไม่อาจยัดอะไรเพิ่มได้ ธีระจึงค่อยรูดซิปปิดกระเป๋าใบนั้นแล้วก็หลับตาลง บางทีหลังจากที่ปล่อยให้คนอื่นชักนำความวุ่นวายมาสู่ชีวิตเขาไม่หยุดหย่อน นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิต...ที่เขาได้ตัดสินใจทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองเสียที



++---TBC---++





 

Create Date : 15 มิถุนายน 2557    
Last Update : 24 มิถุนายน 2557 22:40:18 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 28


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 28


ซ่า....

ธีระตื่นมาพบว่าพายุฝนเทกระหน่ำอย่างไม่เป็นใจในการเดินทางช่วงเช้าวันจันทร์เอาเสียเลย เขาลุกขึ้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างงัวเงียเพราะเมื่อคืนมัวแต่แชทกับเพื่อนๆ เรื่องวิชาที่จะลงทะเบียนในปีสี่จนดึกดื่น พอาบน้ำเสร็จแล้วก็รอจนกระทั่งฝนเริ่มซาจึงค่อยออกจากห้องเพื่อไปฝึกงานตามปกติ

ตอนที่ธีระไปถึงบริษัทนั้นรุ่นพี่คนอื่นๆ ล้วนมาถึงกันก่อนแล้ว เขายิ้มและพนมมือไหว้ทุกคนตามที่ทำเป็นประจำก่อนจะเดินไปยังโต๊ะซึ่งอยู่หน้าห้องของกฤตภาส ป้ายที่ห้อยอยู่ตรงลูกบิดประตูหันด้านที่เขียนคำว่า ‘Out’ ออกมาด้านหน้า บ่งบอกว่าเจ้าของห้องยังมาไม่ถึง

หลังจากเก็บกระเป๋าใส่ในลิ้นชักแล้วเด็กหนุ่มก็เปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเริ่มงาน สิ่งแรกที่เขาต้องทำทุกเช้าก็คือการเช็คอีเมล์ให้กฤตภาสเพื่อกลั่นกรองว่าอีเมล์ไหนสำคัญและอีเมล์ไหนเป็นเมล์ขยะ นอกจากนั้นแล้วก็คือเช็คตารางการประชุมหรือดูว่ามีใครมาขอนัดประชุมหรือไม่ โชคดีที่เช้านี้มีอีเมล์ที่เกี่ยวกับงานจริงๆ ไม่มากนักและล้วนแต่ไม่เร่งด่วน งานของเขาในช่วงเช้าจึงเสร็จอย่างรวดเร็ว

"น้องตี้ นี่พวกจดหมายที่ส่งถึงคุณกฤตค่ะ วันนี้คุณกฤตไม่เข้าเหรอคะ?"

"เอ...ไม่แน่ใจเหมือนกันครับน้าจุก เดี๋ยวจดหมายกองนี้ผมเก็บไว้ให้คุณกฤตเองก็ได้ครับ"

"ได้ค่ะ งั้นน้าฝากด้วยนะคะ"

แม่บ้านวัยกลางคนวางซองจดหมายและเอกสารที่จ่าหน้าถึงกฤตภาสลงบนโต๊ะ ทว่าก็ยังยืนอยู่กับที่จนธีระต้องเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์อย่างสงสัย

"น้าจุกมีอะไรจะฝากให้คุณกฤตอีกหรือเปล่าครับ?"

"อ๋อ ไม่มีแล้วๆ หมดแค่นั้นล่ะค่ะ"

หญิงวัยกลางคนเอ่ยแล้วก็รีบก้าวจากไป ธีระมองตามแล้วก็ได้แต่เลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจกับแววตาแปลกๆ ที่ได้รับเมื่อครู่ เขากวาดสายตาไปทางโต๊ะทำงานของพนักงานคนอื่นๆ เพราะรู้สึกเหมือนมีบางคนแอบมอง แต่พอได้สบตาก็พากันหันกลับไปทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไร

คิดมากไปเองล่ะมั้ง...พวกพี่ๆ เขาจะแอบมองเราทำไมล่ะ...

วันนี้ช่วงพักกลางวันมีหลายคนต้องออกไปหาลูกค้าหรือไปทำธุระข้างนอก ทั้งบริษัทจึงเหลือพนักงานเพียงไม่กี่คน กลุ่มที่ไปกินข้าวกลางวันที่ตลาดด้วยกันซึ่งปกติจะมีห้าถึงหกคนจึงเหลือเพียงธีระ อรรณพ และกนิษฐาเท่านั้น

"เดี๋ยวเรานั่งเฝ้าโต๊ะให้เอง อาร์ทจะซื้อข้าวก็ไปก่อนเถอะ"

"พี่กิ๊ฟท์จะสั่งอะไรเลยมั้ยครับ เดี๋ยวตี้ซื้อมาให้"

"ไม่ต้อง เดี๋ยวไปเลือกเอง"

รุ่นพี่สาวตัดบทแล้วก็ก้มหน้าลงเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ ถึงแม้คำตอบที่ได้จะค่อนข้างห้วนต่างจากปกติ แต่ธีระก็ไม่ได้คิดมากเพราะเดาว่าอีกฝ่ายอาจจะเครียดจากเรื่องงาน จึงไม่ถามเซ้าซี้แล้วก็เดินตามอรรณพไปเข้าแถวซื้ออาหารจากร้านตามสั่ง พอเขาถือถาดอาหารกลับมาที่โต๊ะแล้วกนิษฐาก็ลุกไปซื้ออาหารบ้าง

เมื่อทั้งสามได้อาหารกันครบแล้วก็ต่างนั่งกินกันในความเงียบจนธีระแปลกใจ เพราะปกติแล้วกนิษฐามักจะชอบชวนคุยและถามเขาถึงการทำงานอย่างเป็นห่วง แต่วันนี้นอกจากอีกฝ่ายจะไม่พูดไม่จาแล้วก็ยังส่งผ่านรังสีอันเฉยชาออกมาจนเขารับรู้ได้

"พี่กิฟท์ครับ ทำไมวันนี้เงียบจัง ไม่สบายรึเปล่า?"

รุ่นพี่สาวซึ่งเพิ่งจะกินข้าวหมดจานเม้มปาก ฝ่ายอรรณพซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เหลือบมองธีระแล้วก็เบนสายตาไปทางเพื่อนร่วมงานอย่างเป็นกังวล

"เปล่า"

กนิษฐาตอบพลางหยิบกระเป๋าสตางค์แล้วลุกขึ้น จากนั้นก็เดินสาวเท้าเร็วๆ ออกจากตลาดที่พวกเขานั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรมากกว่านั้น ท่าทางที่บ่งบอกชัดว่ากำลังไม่พอใจทำให้ธีระนิ่งอึ้ง

"พี่อาร์ท พี่กิฟท์เป็นอะไร ทำไมดูเหมือนโกรธตี้เลยล่ะ?"

เด็กหนุ่มหันไปถามคนที่ยังนั่งข้างตัวเองอย่างไม่เข้าใจ เขารู้สึกมาตั้งแต่เช้าแล้วว่าวันนี้ทุกคนล้วนทำเหมือนพยายามรักษาระยะห่าง จากที่ปกติจะต้องมีใครแวะเวียนมาคุยเล่นด้วยบ้างก็ไม่มีสักคน แต่เขาก็เกรงว่าแต่ละคนอาจทำงานยุ่งอยู่จึงไม่กล้าเข้าไปชวนคุย ยิ่งได้เห็นสีหน้าหนักใจของอรรณพหลังฟังคำถามก็ยิ่งใจคอไม่ดี

"สงสัยจะเมนส์มาอยู่ละมั้ง พวกผู้หญิงก็อย่างนี้แหละ วันนี้ตี้ก็อย่าไปถามอะไรเขาให้ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นก็แล้วกัน"

รุ่นพี่ของเขาเอ่ยพลางตบหลังเบาๆ แต่ธีระรู้ว่านั่นเป็นเพียงคำตอบอย่างขอไปทีเพราะอีกฝ่ายหลีกเลี่ยงการสบตา ครั้นจะซักไซ้ก็รู้ว่าคงไม่ได้ความกระจ่างที่ต้องการ จึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้และตั้งใจว่าจะถามกนิษฐาเอง เพราะเขารู้สึกไม่ดีเลยที่รุ่นพี่ที่เคยสนิทกันจู่ๆ ก็มาทำปั้นปึ่งใส่โดยไม่รู้สาเหตุ

เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบริษัทหลังหมดเวลาพักแล้วก็แยกย้ายกันทำงาน ส่วนป้ายหน้าห้องกฤตภาสก็ยังบ่งบอกว่าเจ้าตัวยังไม่เข้ามาเช่นเดิม ธีระเองก็ไม่อยากโทรถามเพราะคิดว่ากฤตภาสอาจต้องการเวลาพักฟื้นเพิ่ม พอถึงช่วงบ่ายแก่ๆ เขาจึงลุกเข้าไปในครัวเพราะอยากชงโอวัลตินมาดื่มแก้ง่วง และพบว่ากนิษฐากำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในนั้นก่อนแล้วด้วยใบหน้าครุ่นคิด

"พี่กิฟท์ พอดีเลย ตี้นั่งด้วยสิ"

รุ่นพี่สาวเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเขา สีหน้าของเธอเรียบเฉยขณะพับหนังสือพิมพ์ให้เป็นสี่เหลี่ยมเช่นเดิม

"อยากนั่งก็นั่งไปเถอะ ในเมื่อทุกอย่างที่นี่มันก็ของตี้ทั้งนั้น"

กนิษฐาเอ่ยเสียงห้วนแล้วก็ลุกขึ้น แต่ครั้งนี้ธีระไม่ยอมให้ความแปลกใจมาเป็นอุปสรรค เขารีบก้าวเข้าไปขวางหน้าอีกฝ่ายแล้วก็ถามอย่างไม่เข้าใจ

"พี่กิฟท์ ตี้ขอโทษถ้าหากวันนี้เผลอทำอะไรที่พี่กิฟท์ไม่ชอบ แต่อย่างน้อยก็บอกหน่อยได้มั้ยว่าโกรธตี้เรื่องอะไร"

ธีระไม่ชอบบรรยากาศอันคลุมเครือเช่นนี้จากคนที่เขานับถือเป็นรุ่นพี่ เด็กหนุ่มยืนรอคำตอบนิ่งขณะที่อีกฝ่ายสูดหายใจลึกเหมือนพยายามข่มอารมณ์

"อยากให้บอกใช่มั้ย? ก็ได้ ถ้างั้นตอบมาซิว่าตี้กับคุณกฤตเป็นอะไรกัน?"

"หา? เป็นอะไร? ก็...ตอนนี้ตี้ก็เป็นผู้ช่วยคุณกฤตไง พี่กิฟท์ก็รู้อยู่แล้วนี่"

คำถามอันจี้ใจดำทำให้ธีระหน้าแดง ที่ผ่านมาเขาจะคอยระวังท่าทียามอยู่ใกล้กฤตภาสต่อหน้าเพื่อนร่วมงานเสมอ พอจู่ๆ ก็มีคนถามจึงรู้สึกตกใจเหมือนเด็กที่แอบทำความผิดแล้วถูกจับได้

"ผู้ช่วยเหรอ? จะโกหกก็ให้มันแนบเนียนหน่อยนะตี้! คิดว่าภาพข่าวชัดขนาดนี้แล้วยังจะหลอกทุกคนได้อีกรึไง!!"

กนิษฐาปาหนังสือพิมพ์ที่กำไว้แน่นลงกับพื้นแล้วก็เดินลงส้นออกไปจากห้องครัวอย่างกระฟัดกระเฟียด ทิ้งให้ธีระยืนนิ่งเป็นรูปปั้นกับคำพูดอันตัดรอน นัยน์ตากลมโตเหลือบลงมองหนังสือพิมพ์ยับๆ บนพื้น ทันใดนั้นคำว่า 'ภาพข่าว' ก็สะกิดใจและกระตุ้นความสงสัยของเขาอย่างรุนแรง

เด็กหนุ่มย่อตัวลงหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางบนโต๊ะ เขาเปิดหาหน้าที่ต้องการทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังหาอะไร แต่แล้วเมื่อถึงหน้าแรกของข่าวบันเทิง เข่าทั้งสองข้างก็อ่อนยวบจนต้องทิ้งตัวลงบนเก้าอี้

หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเป็นหนังสือพิมพ์ชื่อดังที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ส่วนเนื้อหาซึ่งกินเนื้อที่ถึงสองในสามส่วนของหน้าข่าวบันเทิงคือภาพแอบถ่ายตอนที่เขาช่วยพยุงกฤตภาสไปที่ล็อบบี้เมื่อวันที่จัดงานให้ลูกค้า ภาพที่ตีพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นภาพที่ดูเหมือนตากล้องแอบสะกดรอยตามพวกเขาจากด้านหลัง ทว่าภาพที่ชัดเจนที่สุดเป็นภาพด้านข้างที่กฤตภาสจูบเขาตอนที่บอกว่าขอพักเพราะเดินไม่ไหว

ทำไม...โดนถ่ายไปตอนไหนกัน...แล้วคุณกฤตรู้หรือเปล่าว่ามีข่าวแบบนี้ออกมา?

มือและเท้าของธีระเย็นเฉียบเมื่อเห็นว่าวันที่บนหัวหนังสือพิมพ์คือวันเสาร์ แสดงว่าหลังจากวันที่จัดงานให้ลูกค้าปุ๊บก็มีข่าวนี้ออกมาเลย ซึ่งเป็นไปได้ว่าป่านนี้อาจมีคนรู้จักของเขาหลายคนได้เห็นภาพข่าวนี้แล้วก็เป็นได้

"ตี้! เป็นอะไรน่ะ!?"

อรรณพที่เพิ่งก้าวเข้ามาในครัวตกใจเมื่อเห็นธีระนั่งตาแดงอยู่ที่โต๊ะเพียงลำพัง ฝ่ายคนถูกถามได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะเบนสายตาลงบนหนังสือพิมพ์ที่กางอยู่เช่นเดิม เมื่อเห็นต้นเหตุของอาการเซื่องซึมของรุ่นน้อง ชายหนุ่มจึงรีบพับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นแล้วโยนลงถังขยะทันที

"ไม่ต้องคิดมากนะตี้"

"พี่อาร์ท ทุกคนเห็นกันหมดแล้วใช่มั้ย? ที่วันนี้พี่ๆ ทุกคนมองตี้แปลกๆ ที่พี่กิฟท์ไม่ยอมพูดดีๆ กับตี้ เพราะว่าเห็นข่าวนี่ใช่มั้ย?"

ไม่มีหยาดน้ำหยดออกมาจากขอบตาของเขา ทว่าเสียงของธีระสั่นเครือไม่ต่างจากคนร้องไห้ อรรณพได้แต่ถอนหายใจแล้วก้าวเข้ามาโอบไหล่เขาให้ลุกขึ้น

"หน้าตาแบบนี้ยังออกไปนั่งทำงานไม่ได้แน่ เดี๋ยวออกไปเดินเล่นให้สงบสติอารมณ์ก่อนก็แล้วกัน"

ธีระไม่ได้ขัดและปล่อยให้อีกฝ่ายเดินโอบไหล่ออกไปทางประตูหลังของห้องครัวซึ่งเชื่อมกับบันไดหนีไฟ พวกเขาเดินเลาะถนนในตรอกซึ่งเลียบสวนสาธารณะขนาดเล็กไปเรื่อยๆ อากาศยามบ่ายไม่ค่อยร้อนเพราะมีเมฆช่วยบดบังแสงอาทิตย์ กระนั้นทั้งคู่ก็เดินเคียงกันในความเงียบอยู่นานโดยไม่มีใครปริปากพูดถึงข่าวในหนังสือพิมพ์เลย

"พี่กิฟท์เกลียดตี้แล้ว"

จู่ๆ ธีระก็เอ่ยเสียงแผ่วหลังจากความคิดในหัวตีกันอยู่นาน เขาหยุดเดินเพราะรู้สึกหมดแรงจนไม่อยากเคลื่อนไหว อรรณพที่เดินนำไปก่อนจึงต้องรีบสาวเท้ากลับมาหา

"เฮ้ย! ไม่เอาน่ะตี้ อย่าเพิ่งคิดแบบนั้นสิ ยายนั่นกับคนอื่นๆ ก็แค่สับสนเท่านั้นแหละ ไม่มีใครเกลียดตี้หรอก"

"แต่วันนี้ไม่มีใครเข้ามาคุยกับตี้เลยนะพี่อาร์ท นี่เพราะทุกคนคิดว่าตี้เลวใช่มั้ย?"

น้ำเสียงอ่อนระโหยและสีหน้าหดหู่ของธีระทำให้อรรณพถอนหายใจด้วยความสงสาร ชายหนุ่มดึงรุ่นน้องเข้าไปกอดแล้วก็ลูบหลังเบาๆ

"พี่มั่นใจว่าไม่มีใครเกลียดตี้หรือคิดว่าตี้เลวหรอก ทุกคนเพียงแต่ตกใจแล้วก็สับสน พี่วีร์เองก็กลัวจะเกิดเรื่องแบบนี้เหมือนกันถึงได้โทรมาบอกไว้ก่อนว่าให้คอยดูแลตี้ด้วย เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งคิดมากเลยนะ"


++------++


ภายในห้องโดยสารของรถแลนด์โรเวอร์ที่กำลังเคลื่อนที่ เมื่อดีเจของรายการวิทยุแนวซุบซิบดาราเริ่มวกหัวข้อมายังประเด็นที่เกี่ยวพันถึงเขาและอรณิช กฤตภาสก็เร่งเสียงจากลำโพงให้ดังขึ้นเพื่อจะได้ฟังถนัด

"ต่อไปเป็นเรื่องเก็บตกจากข่าวบันเทิงในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อไม่กี่วันก่อนนะคะ คุณป๊อป คุณได้เห็นข่าวนั้นหรือเปล่า?"

"เห็นสิคุณจูน คนในวงการเขาฮือฮากันน่าดูเหมือนกันนะ รู้สึกว่าเมื่อวานนี้มีคนไปสัมภาษณ์คุณดาราสาวที่งานเลี้ยงเปิดกล้องละครเรื่องใหม่ แล้วมีนักข่าวถามว่าคิดยังไงที่แฟนตัวเองไปนัวเนียกับผู้ชายจนเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์ เธอก็รีบปฏิเสธเลยว่าไม่ได้เป็นแฟนกัน แค่เป็นเพื่อนเฉยๆ"

"แหม แต่ก็น่าเห็นใจนะคุณ ใคร้มันจะอยากยอมรับว่าแฟนตัวเองหันไปชอบไม้ป่าเดียวกัน แถมฝ่ายชายนี่ถึงจะไม่ใช่คนในวงการแต่พ่อเขาก็เป็นที่รู้จักกว้างขวางอยู่นะ"

กฤตภาสส่งเสียงหึในคอก่อนจะปิดวิทยุ นี่ไม่ใช่รายการแรกที่เอาเรื่องข่าวของเขามาคุยกันอย่างสนุกปาก เนื่องจากตัวเขาเองไม่ใช่คนในวงการถึงแม้จะเป็นลูกชายของโกเมท เขาจึงคาดการณ์ไว้แล้วว่าพวกนักข่าวคงจะมุ่งไปสัมภาษณ์อรณิชที่เป็นที่รู้จักมากกว่า และก็เดาไว้อยู่แล้วด้วยว่าเธอต้องปฏิเสธเรื่องความสัมพันธ์ของเขาต่อหน้าสื่อแน่นอน โชคยังดีที่พ่อของเขาเองไม่อยากยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของเขาสักเท่าไหร่ ดังนั้นถึงแม้จะไม่เห็นดีเห็นงามเมื่อได้รู้ว่าเขาตั้งใจทำแบบนี้เพื่อตอกหน้าพวกนักข่าวและดาราสาว แต่ก็เพียงแค่เตือนผ่านทางโทรศัพท์ว่า "จะทำอะไรก็อย่าให้กระทบคนอื่นเขาเกินไปนัก"

วันนี้เขามาทำงานช่วงบ่ายเพราะใช้เวลาช่วงเช้าไปตรวจเช็คอาการที่โรงพยาบาล ชายหนุ่มกำลังจะเลี้ยวรถเข้าบริษัทตรงทางลัดที่ต้องผ่านสวนสาธารณะเล็กๆ แต่แล้วก็ต้องชะลอความเร็วเมื่อเห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยของคนสองคนที่เดินอยู่บนทางเท้า คิ้วดกหนาขมวดมุ่นเมื่อรถเคลื่อนเข้าไปใกล้แล้วเห็นทั้งสองกอดกันถนัดตา

"แป๊น!!"

เสียงแตรรถยนต์ทำให้ทั้งธีระและอรรณพสะดุ้งด้วยความตกใจ กฤตภาสลดกระจกลงมองทั้งสองที่ทำตาโตและหันมามองเขาก่อนที่ธีระจะรีบหันหนี การหลบเลี่ยงสีหน้ากันอย่างจังๆ ทำให้เขายิ่งไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปอีก เพราะแม้จะได้สบตากันเพียงแวบเดียว แต่นัยน์ตากลมโตที่ทั้งบวมแดงและฉ่ำน้ำก็ไม่รอดพ้นการสังเกตของเขาไปได้

"มาทำอะไรกันอยู่ตรงนี้ นี่มันชั่วโมงทำงานไม่ใช่รึไง?"

"พอดีผมอยากพักแป๊บนึง ก็เลยชวนตี้ไปซื้อขนมที่เซเว่นด้วยกันน่ะครับ"

อรรณพเป็นคนตอบขณะค่อยๆ ลดมือที่กอดรุ่นน้องลงอย่างรู้กาลเทศะ กฤตภาสจึงยืดตัวมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้

"งั้นขึ้นรถ ฉันกะจะแวะซื้อบุหรี่ก่อนเข้าออฟฟิศอยู่แล้ว ถ้างั้นก็ไปด้วยกันนี่แหละ"

ธีระและอรรณพมองตากันโดยที่ต่างก็รู้ว่ากฤตภาสจะไม่ยอมฟังคำปฏิเสธ ธีระจึงหันมาเปิดประตูขึ้นนั่งด้านหลังเพราะไม่ต้องการมองหน้าคู่กรณีชัดๆ ในเวลานี้ อรรณพจึงต้องก้าวขึ้นนั่งข้างคนขับอย่างไม่มีทางเลือก

เมื่อกฤตภาสขับรถไปจอดที่หน้าเซเว่นอีเลฟเว่น อรรณพก็เปิดประตูลงไปเป็นคนแรก แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครลงจากรถตามจึงหันไปเปิดประตูฝั่งของธีระแล้วเอ่ยถาม

"ตี้ไม่ลงเหรอ? งั้นจะเอาอะไรมั้ย พี่จะได้ซื้อให้"

"ไม่เอาครับพี่อาร์ท ขอบคุณมาก"

"ถ้างั้นฉันฝากซื้อมาร์ลโบโร่แดงซองนึง นี่เงิน ส่วนตังค์ทอนจะซื้อขนมอะไรเพิ่มก็ได้"

กฤตภาสยื่นเงินให้อรรณพโดยไม่แสดงทีท่าว่าจะลงถ้าธีระยังอยู่บนรถ อรรณพจึงพูดอะไรไม่ได้นอกจากรีบก้าวเข้าไปในร้าน ต่อเมื่อได้อยู่กันตามลำพังแล้วกฤตภาสจึงถามขึ้น

"เมื่อกี้นี้มีอะไร? ทำไมต้องไปยืนกอดกับอาร์ทข้างถนน?"

ธีระเหลือบตาขึ้นมองกฤตภาสที่สบตากับเขาผ่านกระจกมองหลัง จากนั้นก็เม้มปากแล้วมองออกไปด้านนอกเพราะไม่อยากตอบ แต่แล้วก็ต้องหันกลับไปเมื่อถูกมือใหญ่ยื่นมาเชยคาง

"นี่ร้องไห้ด้วยเหรอ?"

น้ำเสียงราบเรียบของคนถามไม่ต่างจากการหย่อนไม้พายลงกวนโคลนก้นแม่น้ำ ธีระปัดมือที่เชยคางออกอย่างแรงด้วยความขุ่นเคือง ก็ไม่ใช่เพราะผู้ชายคนนี้หรือไงที่ทำให้เขาต้องเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้?!

"ไม่ต้องมายุ่ง!!"

เด็กหนุ่มหันไปเปิดประตูแล้วผลุนผลันลงจากรถ แต่ยังช้ากว่ากฤตภาสที่รีบลงจากรถบ้างแล้วคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน ยิ่งรู้ตัวว่าสู้แรงไม่ไหวธีระก็ยิ่งพยายามจะบิดแขนให้เป็นอิสระจนกฤตภาสชักหงุดหงิด

"เดี๋ยวสิ! อยู่ๆ เป็นอะไรขึ้นมา? แล้วนี่คิดว่าจะไปไหน?"

"ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ต้องเห็นหน้าคุณ! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!!"

การยื้อยุดของพวกเขาเริ่มดึงดูดความสนใจของผู้คนที่อยู่บริเวณนั้น บ้างก็หันไปกระซิบกระซาบกันเมื่อเห็นว่าทั้งสองดูคุ้นหน้าจากหนังสือพิมพ์ ฝ่ายอรรณพที่เพิ่งเดินออกมาจากร้านก็ทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

"เอ่อ...คุณกฤตครับ บุหรี่..."

"เอาไว้ก่อน โทษนะอาร์ท ฝากไปบอกทุกคนที่ออฟฟิศว่าใครมีงานค้างก็รีบทำให้เสร็จซะ ไว้พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปตรวจ"

"...ได้ครับ"

อรรณพได้แต่ตอบรับอย่างไม่เต็มเสียง เขามองดูกฤตภาสจูงกึ่งอุ้มธีระขึ้นไปบนรถก่อนจะขับออกไปด้วยความไม่สบายใจ ถึงแม้เขาจะค่อนข้างตกใจในตอนแรกที่เห็นภาพข่าว แต่จากที่ได้รู้จักธีระมาก็คิดว่ารุ่นน้องคงไม่ได้ตั้งใจปิดบังเรื่องนี้ก่อนจะมาขอฝึกงานที่บริษัทแน่ จึงได้แต่หวังว่าอย่างน้อยกฤตภาสคงไม่ปฏิบัติกับธีระเหมือนคนอื่นที่เคยคบมา ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นความเป็นไปได้ของสองคนนี้เลยก็ตามที

กฤตภาสเหยียบคันเร่งเต็มที่เพื่อไม่เปิดโอกาสให้คนที่นั่งข้างๆ ได้กระโดดหนีลงจากรถอีก เมื่อถึงคอนโดแล้วก็จอดรถในที่ประจำก่อนจะโอบไหล่ธีระแล้วพาขึ้นไปบนห้อง ตอนแรกเขาวางใจว่าเด็กหนุ่มคงสงบสติอารมณ์ได้แล้วเพราะนั่งเงียบมาตลอดทาง แต่พอเข้าห้องปุ๊บอีกฝ่ายก็เบี่ยงตัวออกจนกฤตภาสมุ่นคิ้ว

"เป็นอะไรอีกล่ะ? เมื่อวันก่อนยังดีๆ อยู่เลยนี่นา"

"เมื่อคืนวันศุกร์ตอนที่กำลังจะออกจากโรงแรม คุณตั้งใจจูบผมให้นักข่าวถ่ายรูปใช่มั้ย?"

ธีระเงยหน้ามองกฤตภาสแล้วก็ถามด้วยนัยน์ตาที่ทอประกายกร้าว ส่วนกฤตภาสที่ได้รู้สาเหตุที่อีกฝ่ายอารมณ์ไม่ดีก็เพียงแต่ยักไหล่

"เรื่องนั้นเองหรอกเหรอ มันไม่อยู่ในความสนใจของผู้คนนานนักหรอก เดี๋ยวพอมีข่าวของคนอื่นขึ้นมาพวกนักข่าวก็ลืมเรื่องของพวกเราหมดแล้ว"

ธีระฟังแล้วหางคิ้วกระตุก พวกเรางั้นเหรอ....มีสิทธิ์อะไรกันถึงมานับรวมเขาด้วย? ที่ผ่านมาเขาพยายามแค่ไหนที่จะปิดบังเรื่องความสัมพันธ์กับกฤตภาสไม่ให้คนในบริษัทรู้ ตอนนี้อย่าว่าแต่เพื่อนร่วมงานเลย แม้แต่ครอบครัวและเพื่อนๆ ของเขาก็ต้องเห็นกันหมดแล้วแน่ๆ!

"ไม่เอาน่า คนที่มองเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มีแต่พวกไร้เดียงสาเท่านั้นแหละ เผลอๆ ไม่เกินอาทิตย์นี้คนอื่นก็ลืมกันหมดแล้ว จะคิดมากให้ได้อะไรขึ้นมา?"

กฤตภาสเอ่ยพลางหยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋ามาคาบระหว่างริมฝีปาก ท่าทางไม่ยี่หระโดยสิ้นเชิงทำให้ธีระสติขาดผึง เขาอาจจะพอรู้มาก่อนหน้านี้แล้วก็จริงว่ากฤตภาสเป็นคนไร้หัวใจ แต่เขาไม่คิดเลยว่าความไร้หัวใจนั้นจะลึกสุดหยั่งถึงเพียงนี้

"ผมเกลียดคุณ!"

กฤตภาสนิ่วหน้าเมื่อถูกตะโกนใส่ เขารีบสาวเท้าไปคว้าต้นแขนเรียวไว้เมื่อธีระจ้ำไปทางประตู แต่กลับถูกผลักออกอย่างแรงจนหลังกระแทกผนัง เสียงคำรามลอดไรฟันเพราะแผลกระเทือนทำให้เด็กหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง เปิดโอกาสให้กฤตภาสรวบตัวเขาแล้วอุ้มขึ้นพาดบนไหล่ข้างที่ไม่เจ็บโดยธีระไม่ทันตั้งตัว

"คุณกฤต! ปล่อยผมเดี๋ยวนี้นะ!!"

"ปล่อยให้โง่เหรอ ขืนปล่อยเธอก็หนีน่ะสิ!"

เด็กหนุ่มพยายามจะดิ้นแต่กลับโดนยึดต้นขาไว้แน่น กฤตภาสเดินเข้าไปในห้องนอนแล้วก็เหวี่ยงคนบนไหล่ลงไปบนเตียงก่อนจะโถมตัวลงกดข้อมือทั้งสองข้างของคนที่พยายามจะดิ้นหนีสุดแรง

"หยุดดิ้นซักที! จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่หน่อยไม่ได้รึไงกัน!?"

"แล้วคุณเองเป็นผู้ใหญ่นักเหรอ!?! นึกอยากทำอะไรก็ทำ! อยากเล่นสนุกปั่นหัวใครก็เล่น! เอาสิ! ไหนๆ แล้วก็ส่งรูปที่คุณเคยแอบถ่ายไปให้นักข่าวด้วยเลยเป็นไง! เอาให้ผมไม่ต้องมีหน้าไปเจอใครอีกเลย!! คนสารเลว!! ผมเกลียดคุณ! เกลียดที่สุด!!!"

น้ำเสียงท้ายประโยคของธีระสั่นเครือ หยาดน้ำใสหลั่งรินจากนัยน์ตาขณะที่ทั้งเตะทั้งถีบคนเบื้องบนเพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระ กฤตภาสได้แต่พยายามกัดฟันทนความเจ็บจากการออกแรงกดอีกฝ่ายให้อยู่นิ่งเพราะแผลยังไม่หายดี สุดท้ายก็ก้มลงใช้ริมฝีปากปิดเสียงจากธีระเพื่อไม่ให้คำแสลงหูหลุดออกมาอีก

"ฮึ!"

ชายหนุ่มผงกศีรษะขึ้นเมื่อถูกกัดริมฝีปากจนเลือดซึม เมื่อสบตากับธีระก็เห็นแต่แววตาชิงชังที่มอบให้เขาผ่านนัยน์ตาซึ่งวาวฉ่ำด้วยม่านน้ำตา ความรู้สึกหนักอึ้งอันไม่คุ้นเคยพลันโถมลงกลางใจจนเขาต้องขบฟันแน่นเพื่อข่มอารมณ์

นี่เขาควรจะทำยังไงกับเด็กคนนี้ดี...

"เอาสิ! ผมสู้คุณไม่ได้อยู่แล้วนี่! อยากทำอะไรอีกก็เอาให้สาแก่ใจเลย! แล้วหลังจากนี้ก็ไม่ต้องมายุ่งกันอีก ผมไม่ยอมอยู่กับคุณให้ครบสามเดือนแล้ว อยากเอารูปพวกนั้นไปเผยแพร่ที่ไหนก็เชิญ!!"

"รูปพวกนั้นมันโดนลบไปตั้งแต่วันที่เธอลบจากโทรศัพท์ฉันนั่นแหละ!!"

กฤตภาสหอบหายใจหนักหน่วงหลังเอ่ยประโยคนั้นออกมา นัยน์ตาสีนิลซึ่งกำลังจับจ้องเขาสะท้อนอารมณ์ซึ่งผสมปนเปกันทั้งความโกรธ เสียดาย และความรู้สึกอื่นที่ธีระอ่านไม่ออก แต่ที่แน่นอนก็คือความจริงที่ได้ยินช่างชวนให้สับสนจนน้ำตาของเขาหยุดไหล

เมื่อกี้คุณกฤตพูดอะไร...เขาหูฝาดไปเองหรือเปล่า...

"รูปพวกนั้น...โดนลบไปนานแล้ว?"

"ใช่ ทั้งหมดที่ถ่ายไว้ ฉันไม่ได้ส่งอีเมล์หาตัวเองอย่างที่เคยบอก"

กฤตภาสไม่สบตาเขาขณะสารภาพ แต่สีหน้าและน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าไม่เต็มใจต่อความพ่ายแพ้ก็บ่งบอกว่าสิ่งที่เพิ่งพูดคือความสัตย์ เมื่อได้ตระหนักถึงความจริงนี้ ธีระก็พลันรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงในตัวถูกสูบออกไปจนหมด

"ทำไม...แล้วทำไมคุณถึงต้องหลอกผมว่ายังมีรูปพวกนั้นอยู่อีก?"

ธีระถามเสียงโหยอย่างไม่เข้าใจ น้ำตาระลอกใหม่เอ่อขึ้นกบขอบตา ท่าทางสิ้นเรี่ยวแรงของเขาทำให้กฤตภาสยอมละมือข้างหนึ่งขึ้นลูบบนใบหน้าเนียนแล้วกรีดหยาดน้ำตาออกให้

"เพราะฉันรู้ว่าถ้าไม่สร้างเงื่อนไขแบบนั้น เธอคงเอาแต่กลัวฉันแล้วก็ไม่ยอมให้เข้าใกล้เลยน่ะสิ"

เด็กหนุ่มฟังแล้วได้แต่มุ่นคิ้ว สีหน้าที่สะท้อนความสับสนทำให้บางส่วนในใจของกฤตภาสอ่อนยวบ เขาก้มลงจูบซับน้ำตาและใช้นิ้วโป้งคลึงหางตาให้ธีระอย่างอ่อนโยนชนิดที่ไม่เคยทำให้ใครมาก่อน

"เป็นเด็กดีนะตี้ เชื่อฉัน เรื่องข่าวนั่นน่ะเดี๋ยวก็ผ่านไป ถ้าเธอไม่อยากเห็นข่าวพวกนั้นอีก ฉันมีวิธีทำให้มันไม่ลงตีพิมพ์อีกก็ได้"

ชายหนุ่มแนบริมฝีปากลงบนไรผมซึ่งชื้นไปด้วยเหงื่อและคราบน้ำตา จากนั้นก็ค่อยๆ ไล้ริมฝีปากผะแผ่วลงไปยังซอกคอที่กรุ่นกลิ่นหอมหวานคล้ายขนมปุยฝ้ายที่เขาโหยหามาตั้งแต่วันก่อน มือใหญ่ยกขึ้นปลดกระดุมเสื้อของเด็กหนุ่มทีละเม็ดก่อนจะสอดมือเข้าลูบไล้โครงร่างได้สัดส่วนด้วยฝ่ามืออุ่นจัด

ทุกการกระทำของกฤตภาสช่างอ่อนโยนจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือคนคนเดียวกับที่เคยบังคับเขาอย่างเร่าร้อนทุกครั้งที่ใกล้ชิดกัน ฝ่ายธีระได้แต่นอนมองนิ่งๆ คล้ายร่างกายกับสมองขาดการเชื่อมต่อชั่วคราว ไม่ช้าเขาก็ถูกเปลื้องเสื้อผ้าจนไม่เหลืออะไรปิดบังร่างกาย นัยน์ตากลมโตมองตามการเคลื่อนไหวของร่างสูงใหญ่ที่ถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกบ้างแล้วทาบทับลงมาด้วยนัยน์ตาแห้งผาก

อุณหภูมิของร่างกายซึ่งสูงกว่าเขาถูกถ่ายทอดมาทางปลายลิ้น ฝ่ามือ และผิวกายที่เสียดสีถูไถ เขาไม่ได้แสดงอาการต่อต้านเลยไม่ว่ากฤตภาสจะเรียกร้องหาความอิ่มหนำจากร่างกายของเขาเพียงไรก็ตาม ท่ามกลางไอเสน่หาที่คุกรุ่นจากการถูกรุกรานและโลมเล้า ธีระรู้สึกราวกับสิ่งที่พยายามเก็บกดไว้ส่วนลึกของหัวใจเพราะไม่ต้องการยอมรับมาตลอดได้หลุดออกจากกรงที่กักขังไว้แล้ว และที่น่าเศร้าคือมันได้หยั่งรากและแตกหน่อไปทั่วหัวใจอันบอบช้ำโดยที่เขาควบคุมมันไม่ได้เลยสักนิด

"ฮึก"

"อย่ากัดปากตัวเองสิ ถ้าอยากส่งเสียงก็ร้องออกมาเลย"

ร่างสูงใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบโยนขณะบุกรุกร่างกายของเขา แต่ถึงแม้ความอ่อนโยนที่ได้รับจากกฤตภาสในยามนี้จะเป็นสิ่งที่เขาเฝ้าหวังมาตลอด ในใจของเด็กหนุ่มกลับอ่อนเพลียเพราะความทดท้อจนไม่มีแก่ใจจะตอบสนองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าร่างกายที่คุ้นเคยกับรสสัมผัสจากกฤตภาสจะไร้ปฏิกิริยาตอบสนองโดยสิ้นเชิง เพราะไม่ช้าไฟปรารถนาก็โถมเข้ารุมเร้าประสาทสัมผัสของเด็กหนุ่มจนต้องปล่อยร่างกายไปตามครรลองของเพศรสในที่สุด

"ฮะ...อ๊ะ...อ๊ะ"

"อืมมม"

เสียงครางของธีระและเสียงคำรามของกฤตภาสผสานกันเมื่อต่างฝ่ายต่างก็บรรลุถึงปลายทางของกามารมณ์ แผ่นอกที่กระเพื่อมเพราะพยายามจะสูดอากาศเข้าให้ทันกับการเต้นของหัวใจทำให้ร่างกายของทั้งคู่ยังคงแนบชิด เช่นเดียวกับความปรารถนาของกฤตภาสที่ยังคงอยู่ในร่างกายของธีระทั้งที่เพิ่งหลั่งหลักฐานแห่งความพึงใจจนเนืองนองในช่องทางคับแคบ

เด็กหนุ่มย่นคอหนีเมื่อคนตัวใหญ่กว่าก้มลงเลียเหงื่อบนซอกคอของเขา ปลายจมูกของทั้งสองสัมผัสกันอย่างแผ่วเบาเมื่อกฤตภาสผงกศีรษะขึ้น นัยน์ตาอันขุ่นมัวสองคู่สานสบกันก่อนที่กฤตภาสจะก้มลงผนึกริมฝีปากที่กำลังเผยอหอบด้วยริมฝีปากของตัวเอง และธีระก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะไม่ให้เขาได้พักเมื่อสะโพกแกร่งบดลงมาบนร่างกายท่อนล่างของเขาอีกครา

"คุณกฤต..."

"หืม?"

กฤตภาสส่งเสียงถามในคอขณะก้มลงพรมจูบไปทั่วแผ่นอกที่เนียนขาวราวกับผืนผ้าใบรอการแต้มสี ท่าทางที่กำลังหลงใหลมัวเมาในร่างกายของเขาทำให้ธีระเกือบจะถอนความตั้งใจ แต่แล้วก็ตัดสินใจว่าเขาไม่อาจปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปในอุโมงค์มืดเช่นนี้อีกแล้ว

ต่อให้คำตอบที่ได้อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจะได้ยินก็ตามที

"คุณ...รักผมบ้างหรือเปล่า?"

คำถามอันแผ่วแสนแผ่วดุจเสียงกระซิบชะลอการเคลื่อนไหวอันเหิมเกริมของกฤตภาส ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงคลึงบนจุดสีชมพูบนแผ่นอกเนียนที่ไวต่อสัมผัสแล้วก็กระซิบถามเสียงแผ่วไม่ต่างกัน

"คำว่ารักมันสำคัญมากนักเหรอ?"

ธีระพยายามบังคับร่างกายไม่ให้โอนอ่อนไปกับความช่ำชองของอีกฝ่ายจนลืมความตั้งใจ อย่างน้อยๆ การที่กฤตภาสรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่มีหลักฐานจะแบล็คเมล์เขาแต่ก็ยังพยายามใช้เล่ห์กลผูกมัดเอาไว้ มันควรจะมีรากฐานมาจากความพิศวาสบ้างใช่ไหม

"ผมอยากรู้"

ทั้งสองสบตากันนิ่งโดยที่กฤตภาสไม่ได้หยุดมือ แต่เหมือนเจ้าตัวทำไปอย่างลืมตัวมากกว่าเพราะนัยน์ตาสีนิลดูเต็มไปด้วยแววครุ่นคิด

"ฉันถูกใจเธอมากกว่าคนอื่น"

กฤตภาสเอ่ยก่อนจะก้มลงไล้ริมฝีปากบนผิวแก้มเนียนละเอียด มือใหญ่ทั้งสองข้างดันต้นขาเพรียวออกจากกันก่อนจะโถมกายเข้าหาเหมือนไม่ต้องการถกเรื่องนี้ต่อ การเคลื่อนไหวอันเร่าร้อนเรียกเสียงครางที่คล้ายเสียงสะอื้นจากเด็กหนุ่มที่ยังไม่ทันได้หายเหนื่อยจากรอบแรก

ร่างกายของทั้งสองบรรเลงท่วงทำนองที่ต่างคุ้นเคยกันดีครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ายิ่งพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันมากเท่าไหร่ ธีระกลับยิ่งรู้สึกเหมือนหัวใจถูกแส้กระหน่ำเฆี่ยนจนเจ็บแสบ หลายครั้งที่กระบอกตาของเขาร้อนผ่าวเพราะหยาดน้ำที่เอ่อท้นจากการบาดเจ็บในใจ แต่เขาก็จะเบี่ยงความสนใจของกฤตภาสด้วยการร้องครางให้ดังยิ่งขึ้น ตอบสนองให้เหมือนกำลังมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น ใช้การแสดงออกทุกวิถีทางเพื่อปิดบังความรู้สึกอันแท้จริงซึ่งไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วอันแหว่งวิ่นท่ามกลางสายลมหนาว

เขาเคยคิดว่าคงควบคุมตัวเองได้ คงสามารถผ่านช่วงเวลาสั้นๆ ที่ถูกกฤตภาสผูกมัดได้โดยไม่ถลำ แต่ตอนนี้เขาสำเหนียกแล้วว่าตัวเองอ่อนแอกว่านั้น ทั้งที่ผู้ชายคนนี้ไม่ควรได้รับความรักเพราะไม่เคยพยายามจะรักใคร แต่หัวใจของเขากลับถูกความใกล้ชิดล่อลวงจนตกลงในกับดักที่แม้แต่เจ้าตัวก็คงไม่รู้ว่าได้วางเอาไว้ หากจะมีใครสักคนมาตำหนิว่าเขาช่างโง่งมที่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเองจากประสบการณ์ของรักครั้งก่อน ธีระก็คงได้แต่ผงกหัวจำยอมโดยไร้คำโต้แย้งทั้งสิ้น


"บางทีพอใกล้หมดสามเดือนแล้วเธออาจจะอยากต่อสัญญาก็ได้นะ"


กฤตภาสเคยเอ่ยประโยคนี้ตอนที่เขายอมรับปากเป็นคู่นอนให้สามเดือน แต่ตอนนี้ธีระรู้แล้วว่ากฤตภาสไม่มีทางจะขอยืดเวลา ในสายตาของอีกฝ่ายแล้วเขาคงไม่ได้มีค่ามากไปกว่าของเล่นใหม่ที่พอถึงวันหนึ่งก็จะถูกโยนทิ้งเพราะความเบื่อหน่ายเหมือนกับดาราสาวคนนั้น และเพียงแค่ความคิดนี้ก็เพียงพอจะทำให้เขาแน่นหน้าอกจนเหมือนจะขาดอากาศหายใจอยู่รอมร่อ

เขาแพ้แล้วกับการพนันครั้งนี้ พ่ายแพ้ทั้งตัวและหัวใจให้กับคนที่ไม่ควรหลงรักที่สุด และที่น่าร้าวรานใจไปกว่านั้นก็คือ...เขาไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวหัวใจของอีกฝ่ายตอบแทนกลับมาเลยแม้แต่ธุลีเดียว



++---TBC---++



A/N: ดูท่าทางตู้ ปณ.ของกฤตภาสจะยังรับ hate mail ได้อีกเยอะประหนึ่งหลุมดำค่ะ ส่วนของน้องตี้ขอเป็นเมล์ให้กำลังใจก็แล้วกันนะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่า ><




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2557    
Last Update : 8 มิถุนายน 2557 18:03:46 น.  

1  2  3  4  5  6  7  
Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.