Group Blog
 
All blogs
 

เล่ห์ลวงใจ ตอนพิเศษ: Twenty-Four-Seven


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ ตอนพิเศษ: Twenty-Four-Seven


รุ่งอรุณมาถึงตั้งแต่ก่อนธีระจะตื่น เพราะเมื่อรู้สึกตัว ภายในห้องก็สว่างไปด้วยแสงของพระอาทิตย์ที่ทอลอดม่านโปร่งเข้ามา ลำแสงอบอุ่นแยงตาเสียจนนัยน์ตาที่หรี่ปรือต้องรีบปิดลง

“อืม...”

เด็กหนุ่มส่งเสียงครางอย่างงัวเงีย เขาพลิกตัวไปอีกด้านพลางยืดมือไปหมายจะดึงหมอนมากอด แต่แล้วเสียง ‘แกรบ’ และสัมผัสที่ต่างจากหมอนก็ดึงเปลือกตาอันหนักอึ้งให้แย้มขึ้น

หือ?

ภาพของสิ่งที่อยู่บนหมอนดึงดูดความสนใจจนนัยน์ตากลมโตเปิดกว้าง ธีระยกมือขยี้ตาเพื่อให้แน่ใจว่าตาไม่ฝาด เพราะสิ่งที่มือของเขากำลังสัมผัสคือช่อกุหลาบที่ใหญ่และยาวยิ่งกว่าแขน ดอกกุหลาบทุกดอกเป็นสีแดงเข้มขนาดเกือบเท่ากำปั้น จัดวางเป็นทรงกลมอยู่ภายในผ้าตาข่ายเนื้อแข็งสีครีมและรัดด้วยริบบิ้นสีเบอร์กันดี

ใบหน้าของเด็กหนุ่มเรื่อสีเลือดฝาดด้วยความตื่นเต้น เขาผุดลุกขึ้นนั่งพลางหยิบช่อกุหลาบมาประคอง แม้ว่าร่างกายจะไม่มีเสื้อผ้าปกปิดสักชิ้นก็ไม่รู้สึกหนาว เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดึงดูดความสนใจไปจนหมด

นี่คือช่อกุหลาบของเขา...ช่อกุหลาบวาเลนไทน์ช่อแรกในชีวิต...

ธีระเหลือบเห็นซองใส่การ์ดทำจากกระดาษสาสีครีม เมื่อหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน ใบหน้าที่เปล่งปลั่งอยู่แล้วก็ยิ่งฉายรัศมีแห่งความสุขมากขึ้น

‘Happy Valentines.’

ไม่มีถ้อยคำหวานซึ้งนอกเหนือจากนั้นหรือแม้แต่ชื่อคนให้ แต่เพียงเท่านี้ก็คงมากที่สุดเท่าที่จะคาดหวังจากกฤตภาสได้แล้ว ธีระอ่านทวนข้อความที่เขียนอย่างหวัดๆ ด้วยปากกาหมึกซึมซ้ำไปซ้ำมา ความสุขที่อัดแน่นทำให้ไม่อาจหุบยิ้ม เช่นเดียวกับความอุ่นร้อนบนหน่วยตาที่บ่งบอกว่าน้ำตาจะไหลอยู่รอมร่อ

ไม่ได้สิ จะร้องไห้ทำไมนะเรา ไม่มีเรื่องต้องเสียใจสักหน่อย

ธีระคิดพลางใช้อุ้งมือปาดคราบชื้นบนหางตาออก เขาก้มลงสูดกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของดอกกุหลาบเข้าเต็มปอด กระทั่งรู้สึกว่าหัวใจที่เต้นรัวเพราะความตื่นเต้นเริ่มสงบถึงค่อยหันไปหยิบโทรศัพท์ แต่พอจะกดโทรออกก็นึกขึ้นได้ว่าเช้านี้กฤตภาสมีนัดประชุมสำคัญกับลูกค้า

งั้นแค่ส่งข้อความหาก็แล้วกัน ถ้าพี่กฤตได้อ่านก็คงตอบมาเอง...

เด็กหนุ่มตั้งใจจะถ่ายรูปช่อดอกไม้แนบไปกับข้อความ แต่ขณะที่กวาดตาไปรอบห้องก็เหลือบเห็นเงาในกระจกบนประตูตู้เสื้อผ้า กระจกบานนั้นยาวเท่ากับความสูงของตู้จึงทำให้เห็นร่างเปลือยของตัวเองได้ทั้งตัว เด็กหนุ่มมองภาพนั้นแล้วมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

เรื่องอะไรจะยอมถูกเซอร์ไพรส์อยู่คนเดียว...



++------++



ภายในห้องประชุมที่บริษัทของลูกค้า กฤตภาสนั่งฟังหัวหน้าฝ่ายการตลาดอธิบายแนวคิดของอิเว้นท์ที่ต้องการจะให้เขาจัดโดยมีผู้บริหารอื่นร่วมฟังอีกหกคน ขณะที่กำลังจดบันทึก โทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโต๊ะก็สั่นเพราะมีข้อความเข้า ชายหนุ่มเหลือบเห็นว่าเป็นข้อความจากธีระจึงเลื่อนนิ้วดูว่ามีเรื่องอะไร แต่พอเห็นรูปที่เด็กหนุ่มส่งมาให้ก็ลุกพรวดขึ้นจนทุกคนชะงัก

“คุณกฤต มีอะไรรึเปล่าครับ?”

หัวหน้าฝ่ายการตลาดถามอย่างตกใจเพราะใบหน้าของกฤตภาสเครียดคล้ำน่ากลัวเหลือเกิน คิ้วเข้มหนาทั้งสองข้างขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม ส่วนริมฝีปากบางก็กระตุกเหมือนกำลังขบกรามแน่น

“ขอโทษนะครับ ผมจำเป็นต้องคุยกับสายนี้ด่วน เดี๋ยวผมกลับมา”

ชายหนุ่มไม่รอดูว่าใครจะพยักหน้าหรือไม่ก็ก้าวเร็วๆ ออกไปจากห้อง เมื่อเดินไปถึงมุมลับสายตาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออกอย่างรวดเร็ว

Rrrrrr..... Rrrrrr.....

ธีระซึ่งกำลังนั่งนับกุหลาบอยู่บนเตียงสะดุ้งเพราะเสียงโทรศัพท์ พอเห็นหน้าจอก็ยิ่งแปลกใจที่กฤตภาสโทรมา เพราะเขาเพิ่งจะส่งข้อความไปหาไม่ถึงสามนาที

“ฮัลโหล? พี่กฤตประชุมเสร็จแล้วเหรอ?”

“เซี้ยวดีนักนะ คืนนี้ไม่อยากนอนใช่ไหม?”

ธีระหัวเราะพรืดเมื่อได้ยินคำขู่ เขานึกสีหน้าของคู่สนทนาออกว่าตอนนี้คงทำให้ใครต่อใครที่เห็นพากันเสียวสันหลังไปหมดแน่

“พี่กฤตไม่ชอบหรอกเหรอ? ตี้นึกว่าพี่กฤตชอบดูรูปโป๊ของตี้ซะอีก”

“ตี้...”

กฤตภาสเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไอ้ชอบน่ะเขาชอบอยู่แล้ว แต่ใครใช้ให้เด็กนั่นถ่ายรูปตัวเองนอนคว่ำทำตายั่วยวนใส่กล้อง บนตัวมีกลีบกุหลาบแดงแต่งแต้มจนอยากช่วยปัดออก แถมดันถ่ายให้เห็นเนินสะโพกโค้งงอนน่าขยำนั่นอีกเล่า เล่นส่งรูปนั้นมาแต่เช้าแล้วเขาจะเอาสมาธิที่ไหนมาทำงาน!

“คืนนี้โดนหนักแน่ โทรบอกเพื่อนๆ ว่าพรุ่งนี้จะลาหยุดได้เลย”

ธีระฟังแล้วก็หน้าแดง แต่ยังไม่วายใช้น้ำเสียงไม่สะทกสะท้านย้อนกลับ “ตี้อยากรู้จะแย่แล้วว่าจะโดนหนักแค่ไหน ทำไมพี่กฤตไม่กลับมาตอนนี้เลยล่ะ?”

เด็กหนุ่มได้ยินเสียงหัวเราะ จากนั้นกฤตภาสก็ขู่ด้วยน้ำเสียงแหบต่ำที่คลายความเร่าร้อนลง ทว่าก็ยังทำให้คนฟังหน้าร้อนวูบไม่ต่างกัน

“เตรียมตัวไว้เลยนะ”

ธีระหัวเราะขณะถูกตัดสาย นี่ถ้าหากกฤตภาสอยู่ใกล้ๆ เขาคงกระโดดกอดแล้วจูบแรงๆ ให้หายมันเขี้ยวไปแล้ว คนอะไรปากร้ายช่างแกล้ง แต่กลับทำให้เขาอบอุ่นหัวใจอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

เขาวางโทรศัพท์ลงแล้วนับดอกกุหลาบต่อ เมื่อครู่เขาเลือกเด็ดบางกลีบมาโปรยบนตัวเพราะไม่อยากให้ดอกกุหลาบแสนสวยเสียรูปทรงเกินไป ส่วนกลีบที่เด็ดออกมาก็เอาไปทับในหนังสือเพื่อจะได้เก็บได้นานๆ

“ยี่สิบสี่ดอก? มีความหมายอะไรหรือเปล่านะ?”

ธีระพึมพำเมื่อนับเสร็จ เขาไม่ปล่อยให้ความสงสัยเคว้งคว้างอยู่นานก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์หาความหมายของจำนวนดอกกุหลาบทางอินเตอร์เน็ต เมื่อพบเว็บไซต์ที่ต้องการก็ไล่อ่านความหมายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจอความหมายของกุหลาบยี่สิบสี่ดอกในที่สุด

‘ฉันคิดถึงเธอตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง’

เด็กหนุ่มอ่านทวนความหมายนั้นอีกครั้ง จากนั้นก็ลองอ่านความหมายจากเว็บไซต์อื่นเทียบ และพบว่าถึงแม้จะใช้คำแตกต่างกันไปบ้าง แต่ใจความหลักล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น

หยาดน้ำใสเอ่อขึ้นบนขอบตาอีกครั้ง และครั้งนี้ธีระเพียงแต่กอดกุหลาบช่อนั้นแน่นขึ้นโดยไม่เช็ดน้ำตาที่ไหลลงมา ริมฝีปากรูปกระจับหยักโค้งเป็นรอยยิ้มจากความสุขที่เอ่อท่วมหัวใจ

ถ้าคนเราสำลักความสุขจนตายได้ ตั้งแต่เช้าเขาก็คงตายไปหลายรอบแล้วแน่ๆ

ธีระคิดขณะมองช่อกุหลาบในมืออย่างหวงแหน ความอุ่นอวลในอกทำให้เขาอยากไปหากฤตภาสถึงที่แล้วโถมตัวเข้ากอดแรงๆ จากนั้นก็จะพร่ำพูดคำว่ารักให้ฟังจนกว่าจะเบื่อ ในเมื่อเขาได้รับรู้ถึงคุณค่าของตัวเองขนาดนี้ ทำไมจะไม่อยากตอบแทนความรู้สึกเดียวกันกลับไปเล่า

คืนนี้พี่กฤตต้องรีบกลับมานะ ตี้อยากบอกให้รู้ว่าตอนนี้ตี้มีความสุขแค่ไหน แล้วก็แทบจะรอพูดประโยคเดียวกับความหมายของกุหลาบช่อนี้ให้พี่กฤตฟังไม่ไหวแล้ว




++---END---++



A/N: เนื่องในวันวาเลนไทน์ ขอเอาตอนพิเศษหวานๆ ของตากฤตกับน้องตี้มาฝากคนอ่านแก้คิดถึง ตอนนี้จะอยู่ในรวมเล่มด้วยนะคะ เชื่อหรือไม่ เราเขียนตอนนี้ตั้งแต่วาเลนไทน์ปี 57 ซึ่งเนื้อหาในเรื่องหลักตอนนั้น น้องตี้เพิ่งจะยอมกลับมาฝึกงานต่อหลังจากตากฤตไปตามที่บ้านได้ไม่นาน ทั้งคู่ยังไม่รู้ใจตัวเองเลย เรารู้สึกว่าเนื้อหาในตอนพิเศษนี้มันหวานเกินหน้าเนื้อหาหลักไปเยอะก็เลยตัดสินใจเก็บไว้ก่อน กระทั่งปีนี้ที่เขียนเรื่องหลักจบเสียที เลยได้โอกาสเอาตอนพิเศษมาแปะ ถือว่าเป็นของขวัญวาเลนไทน์ควบสองปีไปเลยแล้วกันนะคะ

ปล. เนื่องจากไม่ได้ยึดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในวาเลนไทน์ปีนี้ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ก็เลยเขียนให้เป็นวันธรรมดาไปค่ะ เพราะถึงยังไงมันก็ไม่ใช่วันหยุดราชการอยู่แล้วเนาะ

ปล. 2 ตอนนี้สั้นก็จริง แต่ตอนพิเศษตอนอื่นๆ ที่จะอยู่ในรวมเล่มยาวนะ (บอกไว้ก่อน ฮาาา)




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2558 9:51:53 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 42 (ครึ่งหลัง)


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 42 (ครึ่งหลัง)


"ตี้..."

กฤตภาสนึกโมโหที่เด็กหนุ่มยืนกรานจะไม่ฟังท่าเดียว แต่พอสังเกตเห็นใบหน้าเหยเกและปลายจมูกแดงช้ำ น้ำตาที่ฉ่ำรื้นบนแพขนตายาวก็ดับอารมณ์ของเขาให้มอดลง กระทั่งน้ำเสียงก็สุขุมเยือกเย็นตามไปด้วย

"อย่าเพิ่งไปไหน ฟังฉันอธิบายก่อน แล้วถ้ายังอยากจะไปค่อยไป"

"ไม่ฟัง! ไม่อยากฟังคำแก้ตัวอะไรทั้งนั้น!"

ถ้อยคำที่กฤตภาสใช้ทำให้ธีระเริ่มเอะใจว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง กระนั้นก็ยังไม่กล้าวางใจด้วยเกรงว่ามันจะเป็นเพียงลูกไม้เพื่อรั้งเขาไว้กับตัว ความน้อยใจทำให้พยายามออกแรงผลักคนตัวใหญ่กว่าออกจากประตูอีกหน

กฤตภาสไม่ปัดป้อง แต่ถือโอกาสรวบตัวเด็กหนุ่มแล้วอุ้มไปที่โซฟา เขาทำหูทวนลมกับเสียงร้องโวยวายขณะดึงธีระให้นั่งตักและกอดเอวไว้แน่น

"ไม่อยากฟังฉันก็ไม่ต้องฟัง ฟังคนอื่นแก้ตัวให้ก็แล้วกัน"

ธีระขมวดคิ้วมุ่น ยังไม่ทันจะเปิดปากก็เห็นชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มากดโทรออกด้วยสีหน้าไม่สื่ออารมณ์ รออยู่ไม่นานก็มีเสียงคนรับสายดังลอดลำโพงออกมาเบาๆ

"ฮัลโหล? มีอะไรวะไอ้คุณชาย?"

กฤตภาสเปิดสปีกเกอร์โฟนแล้ววางเครื่องลงบนโต๊ะ มือข้างที่ผละจากโทรศัพท์วกกลับมารัดเอวธีระไว้อย่างเดิม

"เหวิน ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อเย็นกูทำอะไรบ้างหลังเลิกงาน"

"จะมาถามกูทำไมวะ? เรื่องของตัวเองมึงก็ต้องรู้สิ"

"บอกให้เล่าก็เล่ามาเถอะน่า"

เสียงของกฤตภาสเริ่มแสดงความรำคาญ และอาจเพราะอย่างนั้น อ้อมแขนที่โอบอยู่รอบเอวธีระจึงกระชับขึ้นอีกนิดหน่อย

"เมื่อเย็นมึงก็ออกมากินข้าวกับกูกับมีนไง แล้วมึงก็เอาแต่อยากกลับคอนโดท่าเดียว มีนบอกว่าอยากไปดูห้องมึงบ้าง กูก็เลยขับรถพามีนตามไปเยี่ยมที่ห้อง อยู่คุยด้วยแป๊บนึงก็พากันกลับ"

"มีนลืมของเลยกลับมาเอาด้วย"

"เออใช่ๆ มีนลืมผ้าพันคอไว้ที่ห้องมึงก็เลยต้องกลับขึ้นไปเอา กูเลยลงไปวนรถมารอรับที่ชั้นล่าง"

"มึงไม่ได้เห็นว่ามีผู้หญิงคนอื่นอยู่ในห้องกูใช่มั้ย?"

"ผู้หญิงที่ไหน ไม่เคยเห็นมึงพาใครมาซักคนนอกจากน้องตี้ เอ๊ะ...หรือจะบอกว่าห้องมึงมีผี!?"

ยิ่งฟังบทสนทนาโต้ตอบและนัยน์ตาวาววับที่กำลังจ้องมอง ธีระก็เริ่มจับใจความได้ ใบหน้าเนียนร้อนซู่ด้วยความรู้สึกที่กลับกันเป็นหลังมือจากตอนที่เพิ่งเข้ามาในห้อง

"คำแก้ตัวเท่านี้พอหรือยัง?"

"ผม..."

เสียงของเด็กหนุ่มตะกุกตะกัก สมองประมวลผลช้าจนเฉื่อย ยังไม่ทันจะนึกคำตอบได้ก็มีเสียงสดใสของหญิงสาวดังขึ้น

"น้องตี้อยู่ด้วยเหรอคะ? ใช่จริงๆ ด้วย เมื่อกี้เดินสวนกันข้างล่างแต่เห็นว่ากำลังรีบก็เลยไม่ได้ทัก ไว้วันหลังพี่กฤตพาน้องตี้มากินข้าวด้วยกันนะคะ"

"ได้ ไว้ค่อยนัดกันอีกที ไอ้เหวิน ส่งน้องสาวกูให้ถึงที่ด้วยนะ ถ้าพาเถลไถลกูจะโทรฟ้องพ่อมีน"

"ให้มันน้อยๆ หน่อย กูเป็นสุภาพบุรุษนะโว้ย!"

ธีระได้ยินเสียงหัวเราะหวานใสผ่านลำโพงก่อนที่กฤตภาสจะกดวางสาย ทันทีที่สัญญาณถูกตัด ทั้งห้องก็เงียบกริบ

เป็นความเงียบที่ทำให้เขาอยากจะหามุมมืดๆ เพื่อวิ่งเข้าไปซุก แล้วก็ทำเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นอีกเลย

"ว่าไง?"

กฤตภาสถามพลางยิ้มขำ เขามองใบหน้าที่แดงเป็นลูกตำลึงของคนบนตักแล้วก็นึกอยากจะหยิกทำโทษ เสียแต่ว่าขอบตาแดงๆ ทำให้สงสารจนแกล้งไม่ลง

นี่เขาก็มีวันที่รู้สึกแบบนี้กับใครได้เหมือนกัน...ชายหนุ่มคิดแล้วก็อยากแค่นหัวเราะใส่ตัวเอง

"จำเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีข่าวของฉันกับผู้หญิงนอกวงการได้หรือเปล่า? นั่นคือมีน แต่ที่จริงเรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ ฉันก็เลยเอ็นดูเหมือนน้องสาว พอดีช่วงนี้มีนกลับมาเยี่ยมเมืองไทย ฉันก็เลยช่วยพาไปไหนมาไหนเท่านั้นเอง แต่ไอ้เหวินอาสามารับช่วงแทนแล้วตั้งแต่วันที่เธอเข้าโรงพยาบาล ยังมีตรงไหนไม่เคลียร์อีกมั้ย?"

"แล้ว...ทำไมเมื่อกี้คุณต้องถอดเสื้อด้วยล่ะ แล้วผมก็ไม่รู้เรื่องของคุณมีนมาก่อนนี่นา ก็เลย..."

ก็เลยตีขลุมว่าเขาพาผู้หญิงมาพลอดรักงั้นสิ กฤตภาสคิดขณะหรี่ตามองคนที่อ้อมแอ้มแก้ตัว จะโทษที่เจ้าตัวทึกทักไปเองก็คงไม่ได้เพราะประวัติเขาก็ชวนให้คิดไปทางนั้นจริงๆ แต่ทั้งที่เคยบอกไปตั้งแต่แรกว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนรู้จักห้องเขา แล้วนี่ยังออกปากสู่ขอกับพ่อแม่ของตัวเองไปจนโดนประเคนกำปั้นมาแล้ว ทำไมถึงยังไม่เลิกแคลงใจในตัวเขาสักทีนะ

"หลังจากมีนมาเอาผ้าพันคอที่ลืมไว้ ฉันกะจะอาบน้ำแล้วค่อยโทรถามเด็กบางคนว่ากลับถึงกรุงเทพฯ หรือยัง เพราะวันนี้รอทั้งวันก็ไม่เห็นโทรมา แต่ยังไม่ทันจะได้อาบ เด็กคนนั้นก็มากดออดเรียก แถมพอเห็นหน้าก็เอาแต่หาเรื่องฉันฉอดๆๆ จนกระทั่งเพิ่งจะได้คุยกันดีๆ เอาตอนนี้แหละ"

ตอนนี้กฤตภาสไม่ได้โอบเอวเด็กหนุ่มแล้วเพราะมั่นใจว่าไม่ลุกหนีแน่ เขาเพียงแต่ประสานมือไว้หลังศีรษะขณะมองใบหูแดงแปร๊ดของคนบนตักยิ้มๆ นัยน์ตาที่วิบวับอย่างล้อเลียนทำให้ธีระอยากจะมุดลงใต้โต๊ะด้วยความอาย

"คุณจะอาบน้ำไม่ใช่เหรอ ถ้างั้นก็ไปอาบซักทีสิ"

ธีระเริ่มคิดหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วน แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับตัว กฤตภาสก็ยื่นสองมือมาดึงชายเสื้อเขาออกจากกางเกง ปลายจมูกที่กดลงคลอเคลียบนขมับส่งกระแสบางอย่างแล่นตรงเข้าสู่หัวใจ กระตุ้นให้ก้อนเนื้อในอกเต้นไม่เป็นส่ำ

"คุณกฤต..."

"นึกยังไงถึงใส่เครื่องแบบมาหา? แต่ก็เอาเถอะ น่ารักดี"

อะไรนะ...เมื่อกี้คุณกฤตชมเขา? ร่างเพรียวสมส่วนก้มมองมือที่ยื่นมาปลดกระดุมเสื้อให้อย่างคล่องแคล่วด้วยแววตาล่องลอย แต่แล้วรอยนูนสีแดงที่ไขว้กันไปมาบนลำแขนแข็งแรงก็ทำให้นัยน์ตาอ่อนเชื่อมเบิกกว้าง

"คุณกฤต! นี่...เจ็บมากหรือเปล่า? ผมขอโทษ"

กฤตภาสเลิกคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าตกตื่นของคนบนตัก เมื่อครู่เขาไม่ทันได้สนใจตอนที่โดนข่วนเพราะมัวแต่พยายามกล่อมให้อีกฝ่ายฟังเหตุผล มาบัดนี้เมื่อคนทำสำนึกผิด แถมยังลูบปลายนิ้วลงมาบนแขนเขาอย่างเกร็งๆ ความรู้สึกแสบปนจั๊กจี้ก็กระตุ้นให้ในอกวาบหวามอย่างประหลาด

"ก็แค่แผลแมวข่วนนิดหน่อย ยังไงก็เคยโดนกัดมาแล้ว เทียบกันแล้วก็ไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก"

ไม่ต้องให้อีกฝ่ายเท้าความว่าเคยโดนกัดตั้งแต่ตอนไหน ธีระก็นึกถึงเหตุการณ์นั้นได้แทบจะทันที คนถูกเหน็บทำตาขุ่นใส่คนที่กำลังยิ้ม แต่แล้วไหล่ผอมก็งุ้มเข้าหากันเมื่อฝ่ามือใหญ่ลากไล้ลงบนแผ่นอก เสียงครางอู้อี้เล็ดลอดริมฝีปากเมื่อใบหูถูกขบเม้มอย่างมันเขี้ยว

"ว่าไง? ทำไมถึงใส่เครื่องแบบมา? จำได้ว่าเปิดเทอมวันพรุ่งนี้นี่?"

จะให้บอกได้ยังไงว่าอยากเห็นหน้าคุณกฤตตอนเห็นเขาใส่ชุดนักศึกษา น่าอายจะตายชัก... ธีระคิดแต่ก็ไม่ได้ขัดเมื่อถูกถอดเสื้อเชิ้ตออกจนพ้นตัว เขาเพียงกล่าวเตือนคนที่ก้มลงจัดการกางเกงต่อให้ด้วยเสียงแผ่วหวิว

"พรุ่งนี้ผมเรียนคาบแรกตั้งแต่แปดโมงครึ่งนะ"

กฤตภาสพ่นเสียงหึออกทางจมูก "จัดตารางยังไงถึงให้มีวิชาที่ต้องเรียนตั้งแต่เช้า ไม่ไหวเลย"

ธีระทำหน้าเบ้ขณะถูกเชยคางขึ้น แต่เมื่อได้มองสบนัยน์ตาสีนิลที่พราวประกายลึกซึ้ง คำยอกย้อนทั้งมวลก็ติดค้างอยู่ในคอ

นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่พวกเขามองตากันและกันโดยปราศจากความหวาดระแวงหรืออยากเอาชนะ

"ผมคิดถึงคุณกฤต"

ธีระเอ่ยเสียงแผ่วแต่หนักแน่น คำสารภาพอย่างจริงใจทำให้นัยน์ตาสีนิลทอประกายชวนมอง มุมปากได้รูปหยักโค้งขณะทาบแตะลงบนริมฝีปากรูปกระจับสีชมพู แต่เหมือนสัมผัสแผ่วพลิ้วนั้นจะไม่อาจชดเชยความคะนึงหาที่เก็บกดเอาไว้มาหลายวัน กฤตภาสจึงสูดกลิ่นหอมหวานคล้ายขนมปุยฝ้ายของเด็กหนุ่มเข้าเต็มปอด จากนั้นก็ก้มลงขบขย้ำเรียวปากอิ่มให้สมกับความต้องการที่อัดแน่นในใจ

"อืม..."

เสียงครางหวานหูส่งสัญญาณเปิดทาง เรือนร่างอุ่นที่ได้กกกอดอีกครั้งทำให้เขาตระหนักว่าตนปรารถนาในตัวของธีระมากแค่ไหน มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ใครอื่นสามารถให้การเติมเต็ม และนอกจากเด็กคนนี้...ก็คงจะไม่มีใครโหมไฟเสน่หาในตัวเขาให้โชติช่วงเช่นนี้ได้อีก

ธีระถูกดันให้เอนร่างลงบนโซฟา เขาไม่ท้วงที่คนด้านบนไม่ไปอาบน้ำอีกแล้ว ทำไมต้องทัดทานในเมื่อกฤตภาสแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าหิวกระหายในตัวเขา แววตาคมสะท้อนภาพของเขาด้วยความหลงใหลอย่างแจ่มชัด นี่ไม่ใช่หรือคือสิ่งที่เฝ้าคอยโหยหามาตลอด

ใครสักคนที่ทุ่มเทความรักและใส่ใจ เห็นเขาเป็นคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียว และยินดีมอบหัวใจให้โดยไม่เห็นว่าเป็นตัวแทนของใครอื่น

บนโซฟานุ่มกลางห้องนั่งเล่น เรือนร่างเปลือยเปล่าของชายหนุ่มทั้งสองพัวพันแนบสนิทจนแทบจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน เหงื่อที่ผุดพรายยามผิวต่อผิวเสียดสีเพิ่มความรู้สึกหวิวหวาม ความปั่นป่วนจากอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้าพวยพุ่งแล้วแตกพร่างไม่ต่างจากดอกไม้ไฟ กฤตภาสกอดธีระและผลักเขาลงสู่หุบเหวแห่งความสุขก่อนจะฉุดให้ล่องลอยกลับขึ้นสู่ที่สูงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละครั้งบ่งบอกถึงความเสน่หาอันเร่าร้อนกว่าครั้งก่อนหน้า แต่ละจูบสะท้อนอารมณ์พิศวาสที่ยิ่งมาก็ยิ่งล้ำลึก ราวกับว่าต่อให้ดื่มด่ำความหวานหอมจากร่างตรงหน้าเพียงใดก็ไม่มีวันอิ่มเอม

พวกเขามอบทุกอย่างที่ตัวเองมี และรับทุกสิ่งที่อีกฝ่ายปรนเปรอให้อย่างเต็มใจ มันเป็นการร่วมรักที่ทำให้ในอกของธีระคล้ายจะปริแตกด้วยความสุขที่ไหลบ่าอย่างไร้ปราการกีดกั้น หาใช่ความหวานเจือรสขมปร่าที่เคยสัมผัสในอดีต

ดวงจันทร์ลอยสูงบนผืนฟ้ากว่ากฤตภาสจะอุ้มร่างของเด็กหนุ่มที่อาบน้ำและเช็ดตัวแล้วออกมาที่เตียง ธีระปรือตาซึ่งหนักจนแทบปิดขึ้นมองคนที่นอนตะแคงและชันศอกขึ้นหนุนศีรษะอยู่ข้างๆ ดูท่ากฤตภาสจะอยากกลับไปทำเหมือนตอนที่พวกเขาเคยมีอะไรกันแรกๆ คือ 'ห้ามใส่เสื้อผ้าเวลานอน' กระมัง

"คุณกฤต...คืนนี้ผมค้างไม่ได้นะ"

มือที่ยื่นมาสางปลายผมให้หยุดชะงัก ทั้งที่อีกฝ่ายนอนหันหลังให้โคมไฟตั้งโต๊ะ ธีระก็ยังเห็นได้รางๆ ว่าคิ้วเข้มหนาขมวดมุ่น

"ทำไมถึงค้างไม่ได้?"

"ผมบอกไปแล้วนี่ พรุ่งนี้ผมมีเรียนแต่เช้า แล้วคอนโดคุณกฤตก็อยู่คนละทิศกับมหา'ลัยผมด้วย"

"เดี๋ยวก่อน นี่เธอคิดจริงๆ เหรอว่ามาหาฉันคืนนี้แล้วยังจะได้กลับห้อง? ถ้าตอบว่าใช่ฉันจะได้จัดให้อีกยก"

พอโดนย้อนเข้าเด็กหนุ่มก็ย่นจมูก ก็เขาไม่นึกว่าจะถูกทำให้เพลียขนาดนี้นี่นา

"แต่ผมไม่ได้เตรียมชุดมาเปลี่ยน"

"ก็ชุดเครื่องแบบนั่นไง พรุ่งนี้ตื่นมารีดซะหน่อยก็ใส่ไปเรียนได้แล้ว หรือจะบอกว่าใส่ชุดนั้นมาทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะค้าง? แค่อยากใส่มาให้ฉันดูเฉยๆ?"

น้ำเสียงท้ายประโยคของกฤตภาสมีแววล้อเลียน เด็กหนุ่มมองใบหน้าคมคายที่กำลังยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วก็หน้าแดง ร่างเพรียวพลิกตัวหนีพลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง กิริยาซึ่งบ่งบอกชัดว่าเขินอายทำให้ผู้สูงวัยกว่าอึ้ง

เขาเดาถูก?? กฤตภาสไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจุดไต้ตำตอเข้าอย่างจัง ยิ่งเห็นการแสดงออกของคนตรงหน้าก็ทำให้ยิ่งยากจะข่มความอยากแกล้ง

"ใช่จริงๆ ด้วยสิ แล้วที่มาหาโดยไม่โทรมาก่อนก็เพราะอยากเซอร์ไพรส์สินะ"

"นอนกันดีกว่าครับคุณกฤต พรุ่งนี้ผมไม่อยากตื่นสาย"

คราวนี้ธีระยกผ้าขึ้นคลุมหัวให้รู้แล้วรู้รอด กระนั้นผ้านวมเย็นๆ ก็ไม่ช่วยดับไอร้อนบนผิวหน้าได้สักกี่มากน้อย ถ้ารู้ว่าจะโดนแซวแบบนี้เขาไม่ใส่ชุดนี้มาก็ดีหรอก!

"เฮ้ย!"

เด็กหนุ่มอุทานเมื่อจู่ๆ ก็ถูกกฤตภาสช้อนเอวให้พลิกตัวขึ้นไปนอนทับ อุณหภูมิที่ส่งผ่านมาทางผิวกายเรียบลื่นทำให้ใบหน้าที่ยังแดงระเรื่อเห่อร้อนจนแทบไหม้

"พี่กฤต"

"หือ?"

ธีระขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาบ่งบอกว่างุนงงกับหัวข้อสนทนาที่เปลี่ยนไปกะทันหัน

"ฉันคิดมานานแล้ว เวลาเธอเรียกฉันว่าคุณแล้วแทนตัวเองว่าผมมันฟังดูเป็นทางการเกินไป ไหนๆ ตอนนี้เราก็ไม่ใช่เจ้านายกับเด็กฝึกงาน เธอควรจะเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกฉันได้แล้ว"

"เอ๋? แต่ว่า..."

"แล้วก็แทนตัวเองว่า 'ตี้' แทน 'ผม' ด้วย ไหนลองพูดให้ฟังซิ"

กฤตภาสยกมือข้างหนึ่งหนุนไว้หลังท้ายทอย ส่วนอีกมือลูบบนบั้นเอวสอบเพรียวอย่างแผ่วเบา ธีระรู้สึกคล้ายตนเองตาลาย ราวกับสมองไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ได้ยินผ่านหูคือเสียงของกฤตภาสจริงๆ

"เอ่อ..."

"ถ้าไม่พูดคืนนี้ก็ไม่ต้องนอน พรุ่งนี้ก็แค่เปิดเทอมวันแรก ถึงไม่เข้าไปเช็คชื่อก็ไม่เป็นไรมั้ง?"

คิ้วของเด็กหนุ่มย่นเข้าหากันทันที นิสัยชอบมัดมือชกนี่ถึงผ่านไปนานแค่ไหนก็คงยากจะปรับตัวให้ชิน

"ถ้าตี้ไม่พูดแล้วพี่กฤตจะทำไมล่ะ?"

เขาหลุดปากด้วยความหมั่นไส้ แต่แล้วหัวใจก็กระตุกเมื่อเห็นรอยยิ้มบนมุมปากของกฤตภาส

นั่นไม่ใช่ยิ้มแรกที่อีกฝ่ายมอบให้ในวันนี้ มันอดทำให้เด็กหนุ่มภูมิใจไม่ได้ว่ารอยยิ้มนั้นเกิดขึ้นเพราะเขา แค่เขายอมเปลี่ยนมาใช้สรรพนามตามที่ถูกขอเท่านั้นเอง

"ก็ไม่ได้พูดยากสักหน่อยนี่นา หลังจากนี้ก็เรียกแบบนี้ให้ติดปากด้วยนะ"

"อื้อ"

ธีระยิ้มตอบพลางเอียงหน้าลงหนุนบ่ากว้าง นัยน์ตากลมโตเป็นประกายระยับเมื่อริมฝีปากอุ่นแนบลงบนกระหม่อม สิ่งเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงความฝัน แต่บัดนี้ฝันนั้นมีตัวตน มีหน้าตา มีชื่อให้เขาเรียกขานได้เต็มปาก

บางที...นี่อาจเป็นจังหวะดีที่เขาจะถามถึงเรื่องนั้นก็ได้...

"คุณ...พี่กฤต"

"หืม?"

"รูปของตี้ พี่กฤตลบหมดแล้วจริงๆ ใช่มั้ย?"

ธีระถามแล้วก็กลั้นหายใจ เขากลัวกฤตภาสจะโกรธก็จริง แต่ก็ไม่อาจปล่อยทิ้งเรื่องนี้ไปเฉยๆ เพราะคำพูดของอีกฝ่ายเมื่อวันที่เขาขึ้นเดินแบบยังรบกวนจิตใจจนสลัดไม่หลุด

"คิดว่า...จะส่งรูปพวกนั้นให้คนอื่นดูเหรอ?"

เสียงของคนตอบสะดุดเล็กน้อย คงยังไม่ชินจะแทนตัวว่าพี่กับเขา แต่นั่นไม่สะกิดใจธีระเท่าน้ำเสียงที่ไม่บ่งบอกความรู้สึก

"ตี้ไม่ได้คิดอย่างนั้น ก็แค่อยากเคลียร์เรื่องนี้ให้ชัดเจน พวกเรา...ไม่ได้คบกันเพราะรูปพวกนั้นแล้วนี่นา"

ถ้าหากยังมีรูปพวกนั้นอยู่...ก็ไม่ต่างจากระเบิดเวลาในความสัมพันธ์ของพวกเขาเลยน่ะสิ เขาไม่ต้องการจะเริ่มนับถอยหลังทั้งที่เพิ่งรู้ว่าใจตรงกันหรอกนะ

กฤตภาสมองคนที่กำลังจ้องเขาด้วยแววตาวิตกกังวล ชายหนุ่มเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอื้อมหยิบโทรศัพท์บนหัวเตียงมายื่นส่งให้ จากนั้นก็เอ่ยด้วยเสียงเรียบๆ

"ในนั้นมีอัลบัมนึงที่มีแต่รูปของตี้ ถ้าดูแล้วอยากจะลบให้หมดก็ตามใจ"

ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมและฉวยซองบุหรี่ออกไปที่ระเบียง ธีระผุดลุกขึ้นนั่งพลางมองแผ่นหลังกว้างอย่างกระวนกระวาย แต่แล้วก็ตัดใจหันกลับมาหาโทรศัพท์ในมือ

อย่างน้อยกฤตภาสก็ยอมให้เขาดูรูปเพื่อตัดสินใจเอง ดังนั้นเขาย่อมมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะลบรูปพวกนั้นทิ้ง อะไรก็ตามที่สุ่มเสี่ยงว่าอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ในอนาคตของพวกเขาจะต้องถูกทำลายให้หมด มีแต่วิธีนี้เท่านั้นจึงจะขุดรากถอนโคนความตะขิดตะขวงใจได้อย่างเด็ดขาด

"อัลบัมนี้ไม่ใช่ อันนี้มีแต่รูปรถ ส่วนนี่..."

โชคดีที่กฤตภาสไม่ใช่คนถ่ายรูปพร่ำเพรื่อ นอกจากนั้นยังจัดประเภทของรูปอย่างเป็นระเบียบ ธีระจึงหาอัลบัมที่มีรูปถ่ายของตัวเองพบอย่างรวดเร็ว

แต่เพราะว่าเคยเห็นรูปพวกนั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะผ่านมาค่อนข้างนานพอสมควร แต่เขาก็จำได้ว่ารูปที่เคยเห็นนั้นต่างจากรูปที่กำลังดูอยู่อย่างสิ้นเชิง

รูปที่กฤตภาสเคยถ่ายในคืนแรกที่มีอะไรกันนั้นมีหลายสิบรูป แต่ละรูปล้วนแล้วแต่เปิดเผยไม่ได้เพราะเจ้าตัวจงใจถ่ายให้เห็นหน้าพวกเขาในรูปเดียวกัน แถมอิริยาบถต่างๆ ยังบ่งชัดว่ากำลังทำเรื่องไม่เหมาะสมกันอย่างไร้ข้อกังขา

ทว่ารูปถ่ายที่เห็นอยู่ตอนนี้กลับต่างออกไป นอกจากจำนวนรูปในอัลบัมจะมีแค่ไม่กี่รูปแล้ว แต่ละรูปยังเน้นถ่ายเฉพาะตอนที่เขานอนหลับโดยมีผ้าห่มคลุมถึงคางอย่างมิดชิด เป็นรูปที่ต่อให้ถูกเผยแพร่ก็คงไม่มีใครนำไปขยายประเด็น เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจแม้แต่นิดเดียว

"ดูแล้วยังอยากลบอยู่อีกมั้ย?"

ธีระหันไปตามเสียงเลื่อนเปิดประตูกระจก ร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านดูน่าเกรงขามด้วยแสงเงาจากโคมไฟ แต่แววตาที่ทอดมองมากลับอบอุ่นจนในอกของธีระสะท้าน

"พี่กฤตถ่ายรูปพวกนี้ตั้งแต่ตอนไหน?"

เพราะดูจากแสงและมุมแล้วรูปพวกนี้ไม่น่าจะถูกถ่ายในคืนเดียวกัน กฤตภาสยักไหล่ก่อนจะเดินมานั่งลงบนเตียง กลิ่นบุหรี่เมนทอลยังคงอวลรอบตัวอย่างเจือจาง แต่สำหรับธีระแล้วมันกลับช่วยให้ใจที่เต้นผิดจังหวะสงบลง

"ตั้งแต่คืนที่...ไปเดินตลาดแล้วตี้ไข้ขึ้นล่ะมั้ง ตอนนั้นไม่รู้ทำไมถึงอยากถ่ายรูปเก็บไว้ หลังจากนั้นพอตี้หลับก่อนเมื่อไหร่ก็จะถ่ายรูปเก็บไว้ตลอด แต่พอโดนยิงจนเข้าโรงพยาบาลก็ไม่ได้ถ่ายอีกเลย"

ถ้าอย่างนั้น...ก็ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะหนีกลับบ้านอีกน่ะสิ

"แล้วรูปที่เคยถ่ายก่อนหน้านั้นกับคลิปเสียงล่ะ?"

"โดนลบหมดแล้วอย่างที่เคยบอก ต่อให้ตี้ไม่ได้ลบเองตั้งแต่แรก พี่ก็คงลบมันทิ้งไปนานแล้วล่ะ"

มือใหญ่ไล้ปลายนิ้วไปตามวงโค้งบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม นัยน์ตาถ่ายทอดความมุ่งมั่นที่จะได้ตัวเขามาเคียงข้างอย่างแน่วแน่ อกของธีระเต็มตื้นเพราะนี่คือสิ่งที่เคยคาดหวังว่าวันหนึ่งจะได้ครอบครอง เพียงแต่ไม่เคยคิดว่าคนที่ก้าวเข้ามาทำให้ความหวังลมๆ แล้งๆ ของเขากลายเป็นความจริงจะเป็นกฤตภาส ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดอยากหนีห่างให้ไกลที่สุดคนนี้

ทันใดนั้นหัวใจก็อุ่นวาบเมื่อตระหนักถึงความจริงบางอย่าง

"พี่กฤต รักตี้ตั้งแต่วันนั้นสินะ"

"ไม่รู้สิ อาจจะก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้ แต่แค่ยังไม่รู้สึกตัว"

กฤตภาสตอบโดยไม่หลบตา สัมผัสอ้อยอิ่งบนแก้มถ่ายทอดความอบอุ่นที่พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจ หยาดน้ำใสวาวรื้นบนขอบตาของเด็กหนุ่มอีกครั้ง

"ตี้ก็รักพี่กฤต...นานแล้วเหมือนกัน"

ธีระโผเข้ากอดคอของคนตรงหน้า ไออุ่นจากคนตัวใหญ่กว่าขับไล่ความเหน็บหนาวบนร่างให้มลายสิ้น อ้อมแขนที่โอบรัดตอบทำให้เด็กหนุ่มยิ้มและหันไปแนบริมฝีปากบนแก้มที่มีไรเคราสีเขียวจาง

ไม่มีเศษเสี้ยวของความไม่มั่นใจตกค้างในอกของเขาอีกแล้ว

"ต่อไปเวลาจะถ่ายรูปตี้ พี่กฤตต้องบอกก่อนแล้วก็เข้ามาถ่ายด้วยกันนะ ตี้ไม่อยากมีแต่รูปตัวเองในมือถือพี่กฤต อยากให้มีรูปคู่ของเราสองคนด้วย"

กฤตภาสเลิกคิ้ว ประกายซุกซนบนใบหน้าเปื้อนยิ้มที่แหงนเงยขึ้นมองมีฤทธิ์ราวกับโรคติดต่อ เพราะเขาห้ามริมฝีปากไม่ให้ยิ้มตามไม่ได้

"อยากแสดงความเป็นเจ้าของหรือไง?"

"ก็ตี้มีสิทธิ์แล้วนี่นา อ้อ! บอกก่อนนะว่าพี่กฤตเคยสัญญากับพ่อแม่ไว้แล้วว่าจะทำให้ตี้มีความสุข พ่อฝากบอกมาว่าถ้าผิดสัญญาจะไม่ให้พี่กฤตได้เข้าใกล้ตี้อีกเลย"

คนฟังคำรามในคออย่างหงุดหงิด คิ้วหนาขมวดมุ่นเพราะรู้ว่าพ่อแม่อีกฝ่ายไม่ยอมรับเขาง่ายๆ "ถ้าอย่างนั้นก็บอกไปได้เลยว่าไม่ต้องห่วง อ้อยเข้าปากช้างแล้วไม่คายออกง่ายๆ หรอก ไม่มีวันคายด้วย"

เด็กหนุ่มหัวเราะเมื่อริมฝีปากอุ่นซุกไซ้ลงมาบนซอกคอ แต่แล้วเสียงหัวเราะก็เปลี่ยนเป็นเสียงหายใจติดขัดเมื่อร่างสูงใหญ่ดันเขาให้เอนลงบนเตียง ใบหน้าเนียนร้อนผ่าวเมื่อสัมผัสได้ถึงความตื่นตัวที่กดทับอยู่เบื้องล่าง

นัยน์ตาสองคู่สอดประสานอย่างไม่มีใครหลบเลี่ยง สะเก็ดของไฟพิศวาสที่ลามเลียอย่างแช่มช้าแตกตัวพร่างพราย กลายเป็นกองเพลิงที่หอบม้วนทั้งสองเข้าสู่ใจกลางในที่สุด

พายุปรารถนาพัดโหมจนสติการรับรู้แทบเลอะเลือน ร่างที่ถูกตระกองกอดทำได้เพียงร้องครางขณะเกาะเกี่ยวร่างหนาที่ทรมานเขาแทบขาดใจด้วยความสุขสม กระทั่งความปั่นป่วนอันร้อนแรงแปรเป็นไออุ่นอ่อนหวานดุจพรายน้ำค้าง กฤตภาสจึงค่อยก้มลงมอบจุมพิตแก่คนในอ้อมแขน ริมฝีปากบางเผยอขึ้นกระซิบถ้อยคำที่ไม่เคยเอ่ยกับใคร เพราะมันถูกสงวนไว้ให้คนที่กุมหัวใจของเขาเพียงคนเดียว

คนที่ดึงดูดให้ชายหนุ่มหลงใหลเจียนจะคลั่ง แล้วผันแปรเป็นความผูกพันจนไม่อาจปล่อยมือคนนี้

"ห้ามหนีไปไหนอีกนะ"

"ต่อให้พี่กฤตเบื่อ ตี้ก็ไม่มีวันยอมไปไหนอีกแล้วล่ะ"

ไม่มีวันไปไหนอย่างแน่นอน ธีระยิ้มขณะทาบมือลงตรงจุดที่หัวใจใต้แผ่นอกหนากำลังเต้น เพราะรู้ว่าที่ตรงนี้...มั่นคงพอที่จะปกป้องความสุขให้เขาได้

เมื่อมองย้อนไปยังวันคืนที่ล่วงผ่าน ความบังเอิญทั้งมวลคล้ายเกิดขึ้นดุจพรหมบันดาลไว้ หากกฤตภาสไม่ได้เข้ามาช่วยในคืนที่ธีระถูกวางยา หากพวกเขาแยกจากโดยไม่ได้กลับมาพบกันใหม่ บางทีเด็กหนุ่มก็คงไม่อาจลืมความหลังที่ถูกใช้เป็นตัวแทนของใครบางคน และกฤตภาสก็คงหลงระเริงกับชีวิตที่ไร้ความรักเรื่อยไป

ไม่มีใครบอกได้ว่าเส้นทางความรักที่เพิ่งบรรจบสายนี้จะราบรื่น แม้การตอบรับคนอารมณ์รุนแรงอย่างกฤตภาสอาจเป็นการตัดสินใจที่ผลีผลาม กระนั้นธีระก็ยินดีวางเดิมพัน เพราะได้ประจักษ์แล้วว่าพวกเขาล้วนยึดติดกับความรู้สึกของตัวเองไม่ต่างกันเลย และมีแต่คนเช่นนี้เท่านั้นจึงจะโอบกอดความรักทั้งหมดของเขาได้ เช่นเดียวกับที่สามารถถมช่องว่างในใจจนไม่อาจเปิดให้ใครอื่นล่วงล้ำ ไม่ว่าจะในอนาคตที่ยาวนานอีกเพียงไรก็ตาม

จบสิ้นกันทีกับเล่ห์ที่คอยลวงหัวใจตลอดมา...


++---END---++



A/N: สวัสดีทุกคนที่ติดตามเล่ห์ลวงใจมาตั้งแต่แรก และที่เพิ่งมาอ่านรวบยอดด้วยนะคะ

ในที่สุดก็ได้พิมพ์คำว่า End เสียที ตอนที่เริ่มเขียนเรื่องนี้เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2556 เราคิดว่า “คราวนี้วางพล็อตไว้ทั้งหมดตั้งแต่ต้น สักสิบตอนก็คงจบมั้ง” ไปๆ มาๆ พอเริ่มเข้าตอนยี่สิบกว่าๆ ก็เริ่มเหงื่อตก เอาละสิ...สงสัยต้องทะลุสามสิบตอนแหงม พอขึ้นตอนที่สามสิบกลางๆ ก็เหงื่อแตกอีกรอบ แย่แระ...นี่จะต้องขึ้นหลักสี่สิบให้ได้ใช่ไหม ยังดีนะที่สุดท้ายก็จบลงได้ที่ตอน 42 ไม่งั้นถ้าทะลุไปถึงตอนที่ห้าสิบจริงๆ เกรงจะไม่มีใครตามอ่าน 555+

สำหรับที่มาของเล่ห์ลวงใจนี้ ก็เพราะมีเสียงเรียกร้องกันเยอะว่าอยากอ่านเรื่องที่น้องตี้ซึ่งโผล่มาแว้บๆ ใน “ยินดีที่ได้รู้จัก...รัก” ได้เป็นตัวเอกบ้าง ตอนที่กำลังจะเริ่มเขียนก็เกร็งพอควรเพราะความจริงแล้วมีคนชอบและชังน้องตี้แบบครึ่งต่อครึ่ง เลยได้แต่ฝากความหวังไว้ที่พระเอกซึ่งเป็นแบดบอยคนแรกในบรรดานิยายของ Bellbomb และจากคอมเม้นต์ของนักอ่านก็ช่วยให้ใจชื้นว่าเราจับมวยถูกคู่ คนที่เคยหมั่นไส้น้องตี้ก็พากันมาหมั่นไส้ตากฤตแทน ทำให้เขียนเรื่องนี้ได้เร็วเป็นประวัติการณ์ทั้งที่เนื้อหายาวที่สุดในบรรดานิยายที่เคยเขียน (ถึงจะปาไปปีครึ่งกว่าจะเขียนจบ แต่ก็นับว่าเร็วแล้วจริงๆ นะ)

สำหรับเรื่องนี้ นับเป็นนิยายที่เราได้คอมเม้นต์ออนไลน์เยอะที่สุด บางคอมเม้นต์ก็แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวละครและการตัดสินใจของเขา ขณะที่บางคนก็มีรีเควสต์ว่าอยากให้เขียนอะไรลงในเนื้อเรื่อง ซึ่งบางรีเควสต์ก็ตรงกับที่เราตั้งใจจะเขียนอยู่แล้ว ขณะที่บางรีเควสต์ไม่ตรงกับที่เราวางพล็อตไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สนใจความเห็นของนักอ่านนะคะ เพียงแต่ในฐานะผู้รังสรรค์เรื่องนี้ขึ้นมา เราเชื่อว่านิยายแต่ละเรื่องมีจุดเหมาะสมในตัวเอง เช่นว่าควรจะจบเมื่อไหร่ เหตุการณ์ไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ และเชื่อมั่นในทุกตัวอักษรที่เขียนว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในการสื่อสารกับคนอ่าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยินดีรับฟังทุกข้อติชมในเชิงสร้างสรรค์ค่ะ เพราะคิดเสมอว่าตราบใดที่ไม่เลิกเขียนนิยาย ก็เท่ากับเรายังมีพื้นที่ให้พัฒนาตัวเองได้เสมอ

นานๆ ทีจะเขียนทอล์คยาวๆ เนื่องจากว่านี่เป็นตอนจบแล้ว ต้องขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งที่คอยให้กำลังใจและทำให้เราเข็นเรื่องนี้ออกมาได้สำเร็จ หลังจากนี้คงทิ้งช่วงพอสมควรกว่าจะเขียนเรื่องใหม่ออกมาให้ติดตาม แต่ถ้าคิดถึงก็เข้าไปทักทายที่แฟนเพจได้ แล้วก็รับรองว่าเล่ห์ลวงใจจะมีการรวมเล่มทั้งแบบตีพิมพ์และอีบุ๊ค ดังนั้นท่านไหนที่สนใจแต่ยังไม่ได้ลงอีเมลเพื่อรับข่าวสารไว้ ก็ไปทิ้งอีเมลไว้ที่ http://goo.gl/forms/sD3fkPr5Wx ได้เลยนะคะ หรือจะรอประกาศเปิดจองอย่างเป็นทางการก็ได้ สำหรับตอนพิเศษอื่นๆ ก็จะเขียนเพิ่มให้ในฉบับรวมเล่มเหมือนกัน 

สุดท้ายก่อนจากกันไป...มาเม้นต์ตอนจบให้ตากฤตกับน้องตี้เยอะๆ นะคะ จะรออ่านน้า




 

Create Date : 10 มกราคม 2558    
Last Update : 20 มกราคม 2558 20:43:07 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 42 (ครึ่งแรก)


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 42 (ครึ่งแรก)


"นี่กุนเชียงทอด แม่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไว้ให้แล้ว พอถึงหอแล้วก็รีบเอาใส่ช่องฟรีซนะ เวลาหิวก็เอาออกมาเวฟใส่โจ๊กหรือกินกับข้าวก็ได้ ส่วนนี่มะขามเทศกับมะขามหวาน แฟนพี่หมูได้มาจากญาติที่เพชรบูรณ์ อ้อ มีหมูแผ่นด้วย ป้าทองดีแวะเอามาฝากจากโคราชเมื่อวาน"

"พอแล้วแม่ ขืนขนไปเยอะกว่านี้เดี๋ยวจะเสียคาห้องตี้ซะเปล่าๆ"

ธีระรีบห้ามเมื่อถูกเรียกมาที่ห้องครัวเพื่อให้ดูว่าจะขนอะไรกลับกรุงเทพฯ บ้าง เขาเห็นสารพันอาหารแห้งและผักผลไม้ที่เรียงอยู่ในกล่องกระดาษแล้วก็นึกสงสัยว่าแม่จะให้ขนไปขายหรืออย่างไร

"อันไหนที่เสียง่ายก็เอาไปแบ่งกันกินกับเพื่อนๆ ส่วนอันไหนที่เป็นของแห้งก็ค่อยๆ ทยอยกิน ตี้จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อของจุบจิบบ่อยๆ ไงล่ะ"

"จะให้ลูกขนอะไรกลับไปเยอะแยะ เดี๋ยวพอวันหยุดก็ต้องกลับมากินข้าวที่บ้านทุกอาทิตย์อยู่แล้ว ใช่ไหมตี้?"

อธิศเดินเข้ามาในครัวแล้วก็เอ่ยถามเสียงเข้ม ธีระเหลือบมองมารดาซึ่งนั่งจัดของลงกล่องอย่างไม่คิดจะช่วยเหลือ แล้วก็ได้แต่เงยหน้าขึ้นยิ้มประจบ

"ถ้าอาทิตย์ไหนไม่ติดทำงานกลุ่ม ตี้จะพยายามกลับมาหาบ่อยๆ ก็แล้วกันนะพ่อ"

คนฟังส่งเสียงคล้ายไม่พอใจอยู่ในคอขณะเดินออกจากครัว ธีระหันกลับไปมองคนที่อยู่ข้างๆ แล้วก็เห็นสีหน้าคล้ายคุณครูที่กำลังจับสังเกตเด็กพูดปด

"โกหกพ่อกับแม่มันบาปนะน้องตี้"

"โธ่แม่! ตี้ไม่ได้โกหก ตี้จะพยายามกลับมาบ่อยๆ แต่คงทุกอาทิตย์อย่างที่พ่อบอกไม่ไหวก็เท่านั้นเอง"

เด็กหนุ่มโอดครวญ หลังจากการพูดคุยเมื่อคืนแล้วเขาก็ตระหนักว่าพ่อกับแม่ไม่เห็นดีเห็นงามเรื่องของเขากับกฤตภาสเลยสักนิด แต่จะให้เดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับหอพักทุกสัปดาห์ก็ค่อนข้างจะมากเกินไปจริงๆ เขาก็อยากมีเวลาส่วนตัวหรือไปไหนมาไหนกับเพื่อนฝูงเหมือนกันนี่นา

"เอาเถอะ ถึงยังไงบางอาทิตย์พ่อเขาก็ต้องทำงานวันหยุดเหมือนกัน แต่ในเมื่อตี้พูดเองว่าจะกลับบ้านบ่อยๆ ก็ต้องทำให้ได้ตามนั้นด้วยล่ะ"

"ครับๆ รู้แล้ว"

ธีระเอ่ยพลางตัดเชือกฟางมามัดกล่อง โชคดีที่เขาไม่มีเสื้อผ้าต้องขนกลับหอมากมาย ไม่อย่างนั้นคงพะรุงพะรังน่าดูเวลาไปต่อรถแท็กซี่

"ตี้พร้อมแล้วใช่มั้ย? ถ้างั้นก็ไปบอกพ่อเขาหน่อยไป เดี๋ยวแม่จะเก็บของตรงนี้เสียหน่อย"

"อื้อ"

เด็กหนุ่มตอบรับแล้วก็เดินออกจากครัว ฝ่ายธาริณีมองตามหลังพลางถอนหายใจ จุดประสงค์แท้จริงที่เธอไล่ธีระออกไปก็เพื่อให้ได้คุยกับผู้เป็นพ่อตามลำพังบ้าง เพราะต่อให้เธอพูดแทนสักแค่ไหนก็ไม่เหมือนการได้ฟังจากปากเจ้าตัวอยู่ดี

"พ่อ ตี้พร้อมแล้วนะ พ่อจะไปส่งตี้เมื่อไหร่ก็ได้"

"อืม...ตี้...มานั่งนี่ซิ"

"...ครับ"

พ่อของเขานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเก้าอี้โยกหน้าบ้าน และจุดที่อีกฝ่ายชี้ให้เด็กหนุ่มนั่งก็คือตั่งไม้ที่อยู่ข้างๆ กัน

ตอนแรกธีระคิดว่าพ่อคงจะตักเตือนเรื่องของกฤตภาสเหมือนที่แม่พูดเมื่อคืน แต่นั่งรออยู่นานก็ยังเห็นเอาแต่จดจ่อกับหนังสือพิมพ์ เขาจึงเอ่ยทักขึ้นอย่างเกร็งๆ

"พ่อ?"

"ตี้ เห็นข่าวพวกนี้แล้วคิดยังไง?"

"หือ?"

ธีระเหลือบมองข่าวที่อีกฝ่ายชี้ให้ดู พื้นที่ครึ่งหนึ่งของหน้าเป็นบทสัมภาษณ์ดาราชายชื่อดังที่กำลังมีปัญหารักสามเส้า เป็นประเภทของข่าวซุบซิบที่มีให้อ่านแทบทุกวัน เพียงแต่คนที่เป็นข่าวมักจะเปลี่ยนหน้าอยู่เสมอ

"ข่าวนี้มันทำไมเหรอพ่อ?"

"ตี้อ่านแล้วรู้สึกยังไง?"

"หืม? ก็..." เด็กหนุ่มกวาดตาดูเนื้อข่าวอีกครั้ง จับใจความคร่าวๆ ได้ว่าดาราหนุ่มประกาศขอพักความสัมพันธ์กับแฟนสาวนอกวงการเพราะข่าวลือเรื่องมือที่สาม "เห็นใจล่ะมั้ง ทั้งเขาแล้วก็แฟนเขา"

"ตี้คิดว่าพ่อกับแม่จะรู้สึกยังไงถ้าหากแฟนเขาในข่าวนี้คือตี้ แล้วคนที่เป็นข่าวอยู่นี่คือผู้ชายคนนั้น"

ธีระรู้ทันทีว่าพ่อหมายถึงใคร เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น ผิวแก้มซีดเผือด

"พ่อ..."

"ตี้จำได้หรือเปล่าว่าตัวเองก็เคยได้ลงข่าวแบบนี้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นคนที่โดนสัมภาษณ์คือนางเอกละครที่มีข่าวว่าคบกับผู้ชายคนนั้นอยู่ นี่เพิ่งจะผ่านมาได้เดือนกว่าเท่านั้นเอง คนอื่นเขาคงลืมไปหมดแล้วเพราะไม่ได้รู้จักคนพวกนี้เป็นการส่วนตัว แต่ตี้คิดว่าพ่อกับแม่จะลืมได้ง่ายๆ ไหม?"

เด็กหนุ่มรู้สึกว่ามือไม้อ่อนแรงขึ้นมาทันควัน เขาหลุบตาลงด้วยรู้ดีว่าที่พ่อพูดมานั้นถูกทุกอย่าง เขาเองก็ทำตัวไม่ต่างจากคนอื่นตรงไหน สนใจแต่ความรู้สึกของตัวเอง กระทั่งเรื่องที่ทำให้ทรมานแทบขาดใจเมื่อไม่นานมานี้ก็ยังลืมเลือนเพราะถูกความสุขบังตา

บางทีในสายตาของพ่อกับแม่อาจเห็นว่าเขาใจง่าย...ยอมยกโทษให้กฤตภาสรวดเร็วเกินไป แต่ว่าความโกรธเกลียด ผูกใจเจ็บแค้นก็ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นไม่ใช่หรือ ที่สำคัญกฤตภาสก็แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ตัวใหม่ ถ้าหากเขาไม่ให้โอกาส จะรู้ได้อย่างไรว่าความสุขระหว่างพวกเขานั้นเป็นไปได้หรือเปล่า

เขายังอายุน้อยก็จริง แต่ในชั่วเวลาไม่นานก็ได้ประสบเรื่องที่ทำให้หัวใจบอบช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่ต้องการแบกรับความเจ็บปวดจากการหมกมุ่นกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอีกแล้ว เขาอยากมองไปข้างหน้า มองหาความสุขเหมือนที่ได้เห็นจากณรงค์กับไรอัน อยากจะมีคนรักที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นของเขาคนเดียวบ้าง...ความเห็นแก่ตัวของเขา...คือความปรารถนาที่เล็กน้อยเพียงเท่านี้เอง

"ตี้...พ่อไม่ได้จะว่าตี้นะ"

"ฮึก"

พอพ่อขยับเข้ามานั่งบนตั่งตัวเดียวกัน อ้อมแขนท้วมแต่ก็อบอุ่นรั้งไหล่เข้าไปกอด ธีระถึงเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังร้องไห้

"พ่อแค่อยากอธิบายว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่เห็นด้วยเรื่องที่ตี้จะคบกับเขา เท่าที่รู้จักผ่านๆ เห็นข่าวซุบซิบเกี่ยวกับเขามาก็มาก มันเลยทำให้เขาดูไม่น่าเชื่อถือว่าจะฝากฝังตี้ได้ แต่ลูกของพ่ออาจได้เห็นเขาในแง่มุมอื่นที่พ่อกับแม่ไม่เคยเห็น ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อกับแม่จะไม่ห่วง ยิ่งเราไปอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ถึงมันจะไม่ได้ไกลจากบ้านเรามากก็จริง แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นพ่อกับแม่ก็คอยอยู่ข้างๆ ตี้ทันทีไม่ได้"

"พ่อกับแม่ห่วงตี้...ตี้รู้"

เด็กหนุ่มหันหน้าเข้าหาไหล่ท้วมหนาที่คอยเป็นที่พักพิงให้มาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าหลังจากโตขึ้นแล้วจะแยกไปอยู่คนเดียว แต่พ่อก็ไม่เคยหยุดเป็นห่วงเขา ความคิดนั้นทำให้ไม่อาจห้ามทำนบน้ำตาได้ง่ายๆ

"ตี้ยังอายุน้อย พ่อกับแม่รู้ว่าเป็นห่วงเรื่องนี้อาจจะดูกังวลเกินเหตุ แต่ทั้งหมดนี่ก็เพราะผู้ชายคนนั้นไม่น่าไว้ใจ แถมยังเคยมีแต่ข่าวกับผู้หญิง ต่อให้เขาสัญญาไว้ว่าจะทำให้ตี้มีความสุขก็เถอะ แต่จำเอาไว้นะ วันไหนก็แล้วแต่ที่เขาผิดสัญญา ตี้ไม่ต้องทน พ่อกับแม่ยังอยู่ตรงนี้ กลับมาบอกพ่อกับแม่ แล้วเขาจะไม่มีวันได้เข้าใกล้ตี้อีกเลย"

เด็กหนุ่มเม้มปาก เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาขณะถอยตัวออก จากนั้นก็มองเข้าไปในตาของคนที่กำลังมองเขาอย่างเปี่ยมด้วยความรักและห่วงใยเสมอ

ตอนที่คบกับณรงค์นั้นเขาไม่เคยบอกครอบครัว คนที่คอยอยู่เคียงข้างในยามที่เจ็บปวดจึงมีเพียงศันสนีย์กับสุเมธ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามีคนที่พร้อมจะให้กำลังใจแม้ในเวลาที่คิดว่ามีแต่ตัวเองก็ตาม

"ตกลงครับ"

"ไม่มีใครรักตี้ได้มากกว่าพ่อกับแม่ที่เลี้ยงเรามาอีกแล้ว จำเอาไว้นะ"

เด็กหนุ่มมองตรงเข้าไปในแววตาของผู้เป็นพ่อ จากนั้นนัยน์ตากลมโตที่แดงช้ำก็หยีโค้ง มุมปากทั้งสองข้างยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม

"ตี้ก็รักพ่อกับแม่ที่สุดเหมือนกัน"

"ฮึ จะคอยดู"

ธีระหัวเราะพลางเข้าไปกอดเอวบิดาอย่างประจบ เด็กหนุ่มหลับตาลงซึมซับความอบอุ่นของอ้อมแขนที่โอบกอดกลับมา ถึงแม้การพูดคุยกันในคราวนี้จะทำให้รู้ว่าพ่อกับแม่ไม่เชื่อใจกฤตภาส แต่อย่างน้อยทั้งสองก็ให้โอกาสพวกเขา และเมื่อเทียบกับท่าทีที่แสดงออกตอนอยู่ที่โรงพยาบาล เขาก็รู้ว่าพ่อกับแม่ยอมถอยให้มากแล้ว เพียงเพื่อความสุขของลูกชายคนเดียว

เขาคงทำได้เพียงไม่ให้ทั้งคู่เสียใจที่ยอมให้ลูกคนนี้ทำตามหัวใจเรียกร้องก็เท่านั้น

ธาริณีเดินออกมาจากในครัวและหยุดยืนอยู่หลังประตูมุ้งลวด เสียงหัวเราะและภาพของพ่อลูกนั่งกอดกันนำมาซึ่งความทรงจำในวันวานที่ลูกยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ถึงแม้พวกเขาสามคนจะได้ใช้เวลาด้วยกันน้อยลงทุกทีตั้งแต่ธีระเข้ามหาวิทยาลัย และคงน้อยลงไปอีกเมื่อเด็กหนุ่มเรียนจบ อย่างน้อยเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คงช่วยเตือนเจ้าตัวได้ว่าบ้านหลังนี้ยังพร้อมจะปกป้องจากมรสุมที่รุมเร้าอยู่ภายนอกเสมอ

หญิงวัยกลางคนยิ้มพลางเดินกลับเข้าไปในครัว ไม่คิดจะเข้าไปขัดเวลาส่วนตัวของสองพ่อลูกที่นานๆ จะมีสักที เธอรู้ว่าคงอีกพักใหญ่กว่าทั้งสามจะได้อยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง ดังนั้นการทำอาหารที่พวกเขาชอบให้ทานเพื่ออวยพรให้อนาคตของลูกชายเต็มไปด้วยความสุขคงเหมาะกับกาลเทศะที่สุด


++------++


ธีระออกจากบ้านมาถึงท่ารถตู้ในเวลาบ่าย แม้จะคิดถึงพ่อกับแม่ตั้งแต่รถยังไม่เคลื่อนจากอู่ แต่เมื่อเดินทางใกล้จะถึงกรุงเทพฯ ความสนใจก็เริ่มเบี่ยงเบนไปยังเรื่องอื่น

เขากำลังจะเปิดเทอม จะกลายเป็นนักศึกษาปีสุดท้าย จะได้กลับไปเจอเพื่อนๆ และที่สำคัญ...จะได้เจอกฤตภาสแล้ว

ความคิดนั้นทำให้ในอกของเด็กหนุ่มพองแน่นไปด้วยอารมณ์ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันเป็นความอบอุ่น ละมุนละไมและหอมหวานเย้ายวน ฉุดรั้งให้มุมปากคอยแต่จะโค้งเป็นรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา

เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ ธีระก็โบกเรียกแท็กซี่เพื่อกลับหอพัก เขารีบเปิดกล่องเสบียงของแม่แล้วก็เอาของที่เสียง่ายแช่ตู้เย็น ขณะจัดของอย่างอื่นวางบนชั้นก็ให้คันจมูกจนจามฮัดเช้ยออกมาหลายรอบ

จริงด้วยสิ ไม่ได้อยู่ห้องมาเป็นเดือนก็ไม่แปลกหรอกที่ฝุ่นจะเยอะ คงต้องทำความสะอาดครั้งใหญ่สักทีล่ะมั้ง...

เด็กหนุ่มคิดพลางเปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดกับกางเกงที่คล่องตัวที่สุด จากนั้นก็ถอดปลอกหมอนและผ้าปูเตียงไปซักตากบนระเบียง เมื่อเสร็จแล้วก็หันกลับมาปัดฝุ่นและถูพื้นห้องที่ถูกละเลยมานาน

ตลอดบ่ายนั้นเขาใช้เวลาจัดห้องและเตรียมตัวสำหรับวันเปิดเทอม ทั้งรีดชุดนักศึกษาที่จะใส่ไปเรียนทั้งสัปดาห์เอาไว้ และหยิบกระเป๋ากับเครื่องเขียนมาวางไว้บริเวณที่จะหยิบได้ง่าย กว่าจะรู้ตัวอีกที พระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำจนเห็นแสงสุดท้ายเป็นแถบสีแดงฉานคาดอยู่บนขอบฟ้า

"หกโมงกว่าแล้วเหรอ คุณกฤตเลิกงานแล้วแหงเลย"

ธีระรีบหันไปหยิบโทรศัพท์เพราะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้โทรบอกเรื่องที่กลับมาแล้ว แต่ขณะที่กำลังปลดล็อคหน้าจอก็ฉุกนึกขึ้นได้ ถ้าแค่โทรไปบอกเฉยๆ ไม่เห็นจะตื่นเต้นตรงไหน อย่างมากก็คงคุยสัพเพเหระแล้วลากันไปนอนเหมือนคืนก่อนๆ

ไม่สู้ไปเซอร์ไพรส์เจ้าตัวถึงที่เลยดีกว่า...คุณกฤตคงคิดไม่ถึงแน่ๆ ว่าจะได้เจอเขาคืนนี้

ธีระยิ้มพลางเดินไปเก็บปลอกหมอนและผ้าปูเตียงเข้ามาผึ่งต่อในห้อง หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็พันผ้าขนหนูรอบเอวมายืนเลือกชุดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า รอยยิ้มซุกซนผุดขึ้นขณะเลือกชุดออกมาสวม อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อกฤตภาสเห็นเขาไปหาโดยไม่ทันตั้งตัวจะแสดงสีหน้าแบบไหน

ระหว่างที่เดินออกจากหอนั้นต้องผ่านตลาดหน้าปากซอย กลิ่นหอมของอาหารและเสียงพูดคุยโหวกเหวกของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทำให้ธีระนึกขึ้นได้ว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายชั่วโมง เขาแวะเข้าไปนั่งทานก๋วยเตี๋ยวอย่างรีบๆ เพราะไม่อยากเสียเวลา การจราจรในยามหัวค่ำของกรุงเทพฯ แย่มากอย่างที่คาดไว้ โชคดีว่าบางช่วงอาศัยรถไฟฟ้าช่วยย่นระยะการเดินทางได้ กระนั้นก็ยังเสียเวลาไปพอสมควรกว่าจะถึงคอนโดของกฤตภาส

หวังว่าจะอยู่ที่ห้องแล้วนะ ไม่งั้นก็รอจนกว่าจะกลับมาก็แล้วกัน...

เด็กหนุ่มคิดขณะก้าวลงจากรถแท็กซี่ โลหิตในกายสูบฉีดเพราะความตื่นเต้นจนหัวใจรัวเร็วผิดจังหวะ กระทั่งผิวแก้มก็ซับสีเลือดฝาดจนแดงปลั่งทั้งสองข้าง

ท่อนขาเพรียวสาวเท้าตรงไปยังทางเข้าคอนโด เมื่อเห็นว่ามีคนกำลังเปิดประตูออกมา เขาก็รีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับส่งเสียงร้องเรียก เพราะถ้าประตูปิดลงจะไม่สามารถเปิดได้ถ้าไม่รู้รหัส

"ขอโทษครับ ขอเข้าไปด้วยครับ"

"อ๊ะ ได้ค่ะ"

หญิงสาวร่างประเปรียวที่ก้าวออกมาแล้วดึงประตูที่เกือบจะปิดลงให้ เด็กหนุ่มพยักหน้าขอบคุณเร็วๆ โดยไม่ได้หันไปมองให้เต็มตา จึงไม่ทันเห็นว่าเธอเลิกคิ้วมองเขาด้วยแววตาคลับคล้ายคลับคลาระคนแปลกใจ

ลิฟต์จอดนิ่งรออยู่อย่างได้จังหวะ ธีระก้าวเข้าไปแล้วก็กดหมายเลขชั้นที่ต้องการ ความรู้สึกขณะรอให้ลิฟต์เคลื่อนไปถึงชั้นที่หมายนำมาซึ่งความรู้สึกคุ้นเคย ขณะเดียวกันก็แปลกใหม่จนใจเต้นตึกตัก

มันคล้ายการกลับสู่นิวาสอีกแห่งที่เขาเคยอาศัยมาก่อน แม้จะเป็นเพียงบางครั้งบางคราว แต่ก็ยังก่อให้เกิดความคาดหวังว่าจะยังเหมือนครั้งสุดท้ายที่มาเยือนหรือไม่

ติ๊งต่อง...

ธีระกดกริ่งหน้าหมายเลขห้องซึ่งจำได้แม่นแล้วก็สูดหายใจลึก พยายามกลั้นยิ้มที่เกลื่อนกล่นบนใบหน้าอย่างเต็มที่ขณะรอให้กฤตภาสมาเปิดประตู เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้มั่นใจว่าเจ้าของห้องอยู่ด้านในอย่างแน่นอน

"ลืมของอีกแล้วหรือไงมีน? เดี๋ยวก็ยึดซะหรอก"

ประโยคทักทายแรกเมื่อประตูเปิดออกทำให้รอยยิ้มของธีระแข็งค้าง ประกายตื่นเต้นยินดีในแววตาพลันเลือนหาย ฝ่ายคนที่เห็นว่าผู้มากดกริ่งคือใครก็ชะงักไปเช่นเดียวกัน

มีน...เป็นใคร?

ในเวลาเพียงชั่วกะพริบตา ระบบความคิดของธีระลัดวงจรจนไม่นึกอยากรู้คำตอบ เด็กหนุ่มก้าวถอยแล้วก็สาวเท้าหนี กฤตภาสที่ดึงสติคืนมาได้จึงรีบตามไปคว้าข้อมือได้ทันก่อนอีกฝ่ายจะวิ่งไปที่ลิฟต์

"เดี๋ยวสิ จะไปไหนน่ะ?"

"คุณรอคนอื่นอยู่ไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องห่วง ผมไม่อยู่เป็นมือที่สามหรอก"

ธีระเอ่ยไปแล้วก็แทบสะอึกกับคำพูดของตัวเอง มือที่สาม...ทำไมคำนี้ถึงติดค้างอยู่ในหัวนะ อ้อ...คงเพราะข่าวในหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าแน่ๆ ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอสถานการณ์ที่พ่อสมมติให้กับตัวเอารวดเร็วทันใจปานนี้

กระบอกตาของเด็กหนุ่มร้อนผ่าวผิดกับร่างกายที่เย็นเฉียบ และนั่นทำให้ยิ่งรับรู้ถึงอุณหภูมิของฝ่ามือที่กำอยู่รอบข้อมือได้อย่างแจ่มชัด เขาสงสัยนักว่ามันจะร้อนเทียบเท่ากับความเดือดดาลในอกตอนที่เห็นกฤตภาสเปิดประตูออกมาทั้งที่สวมกางเกงยีนส์เพียงตัวเดียวหรือเปล่า

ไหนเคยบอกว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนรู้จักห้องนี้ไงล่ะ สุดท้ายแล้วคำสัญญาที่ว่า 'ผมจะไม่ยอมให้ตี้ไม่มีความสุขเพราะผมเด็ดขาด' ก็เป็นแค่คำโกหกพกลม เอาไว้ใช้หลอกลวงให้พ่อกับแม่และเด็กโง่ๆ อย่างเขาตายใจเท่านั้นเองล่ะสิ

"คุณกฤต! ปล่อยนะ!!"

ธีระดิ้นทันทีที่ถูกคนด้านหลังรวบเอวจนเท้าลอยจากพื้น แต่กฤตภาสไม่สนใจสองมือที่ทั้งทุบทั้งข่วนขณะอุ้มเด็กหนุ่มเข้าห้องอย่างดึงดัน ใบหน้าคมคายบูดบึ้งหลังจากปล่อยเขาลงแล้วยืนขวางประตู

"กลับมาตั้งแต่ตอนไหน ทำไมไม่โทรมาบอก?"

"โทรมาบอกเพื่อให้คุณสับรางถูกเหรอ? ขอโทษด้วยนะที่ผมโง่น้อยไป เลยจับได้ว่าคนชอบจับปลาหลายมือยังไงก็ไม่มีวันทิ้งลายเดิมวันยังค่ำ ช่างเถอะ ผมน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมคนเดียวสำหรับคุณมันไม่พอ"

"จะไม่ฟังฉันอธิบายก่อนรึไง?"

"ไม่ฟัง! หลบไปเดี๋ยวนี้นะ!"

ธีระพยายามผลักกฤตภาสให้พ้นจากประตูอย่างไร้ผล ความโมโหที่พลุ่งพล่านปิดกั้นการรับรู้ทุกทาง นี่เขาหลงเชื่อลมปากของอีกฝ่ายได้อย่างไรกัน แล้วยังจะหลงตัวเอง...หลงปกป้องกฤตภาสทั้งที่พ่อกับแม่ก็เตือนแล้วเตือนอีก เขามันโง่...โง่งี่เง่าที่สุดในสามโลก!


++---TBC---+


A/N: มาแล้วค่ะ ครึ่งแรกของบทสรุปสำหรับความสัมพันธ์ของกฤตภาสกับน้องตี้ ตัดสินใจแบ่งเป็นสองโพสต์เพื่อให้ทุกคนที่ติดตามกันมานานได้เผื่อใจว่าจะจบจริงๆ แล้วนะ ขณะเดียวกันก็เพื่อแจ้งล่วงหน้าสำหรับใครที่สนใจจะเก็บเรื่องนี้แบบรูปเล่มด้วย เพราะเราจะทำทั้งแบบตีพิมพ์และอีบุ๊ค เพียงแต่อาจพร้อมเปิดจองเดือนกุมภาหรือมีนาเพราะยังไม่รู้ว่าจะมีตอนพิเศษเยอะแค่ไหน ก็เลยจะขอความร่วมมือคนที่สนใจให้กรอกอีเมลทิ้งไว้ในลิ้งค์นี้ค่ะ http://goo.gl/forms/sD3fkPr5Wx ทั้งนี้ไม่ใช่การผูกมัดว่าถ้าให้อีเมลเราแล้วจะต้องซื้อนะคะ แต่เพื่อความสะดวกของเราในการแจ้งข่าวสารให้ทราบเท่านั้น

ก่อนจากกันไป เนื่องจากวันนี้เป็นวันเด็กพอดี ก็ขอให้ทุกคนสนุกสนาน สำราญเบิกบาน รำลึกถึงวัยเยาว์และ stay young at heart ตลอดไปนะคะ :)




 

Create Date : 01 มกราคม 2558    
Last Update : 10 มกราคม 2558 11:50:06 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 41


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 41


รถราวิ่งสวนกันขวักไขว่บนท้องถนนในช่วงเย็นย่ำของวันทำงาน กฤตภาสเองก็เป็นคนหนึ่งที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยในชั่วโมงนี้เช่นกัน แต่เขาก็ไม่ได้หงุดหงิดเพราะไม่ได้รีบร้อนจะไปถึงจุดหมายสักเท่าไหร่

ชายหนุ่มใช้เวลาฝ่าการจราจรราวชั่วโมงเศษๆ ก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านชานเมือง เขาเลี้ยวเข้าไปแล้วก็ขับไปหยุดหน้ารั้วเหล็กบานใหญ่ที่คุ้นเคย หลังจากบีบแตรได้ครู่หนึ่งก็มีคนเปิดประตูให้ เขาจึงเลี้ยวรถเข้าไปจอดตรงบริเวณที่ว่างด้วยความเคยชิน

ไม่ได้มาที่นี่เสียนาน...

กฤตภาสก้าวลงจากรถและพยักหน้าทักทายแม่บ้านที่มาเปิดประตูให้ จากนั้นก็เดินเข้าไปในบ้านซึ่งคุณยายและแม่ของเขากำลังทานมื้อเย็นอยู่ที่ห้องอาหาร

"สวัสดีครับ"

ชายหนุ่มยกมือไหว้ทั้งสองก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้อาวุโสที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ คุณจิตรียกมือขึ้นกอดเขาแล้วก็เอ่ยทักอย่างเอ็นดู

"ไม่เจอกันนานนะลูก กินข้าวมาหรือยังจ๊ะ? ยายจะได้ให้เขาตั้งโต๊ะให้เราด้วย"

"ก็ดีครับ นี่ผมตรงมาจากออฟฟิศก็เลยยังไม่ได้กินอะไร"

"งั้นนั่งเลยลูก แม่น้อม ตักข้าวให้ตากฤตหน่อยซิ"

ผู้สูงวัยหันไปบอกแม่บ้านซึ่งยืนรออยู่ด้านข้าง จากนั้นก็หันมาถามเรื่องการงานของหลานชายอย่างใส่ใจ ตรงกันข้ามกับสมาชิกร่วมโต๊ะอีกคนที่เอาแต่ทานข้าวโดยไม่เจรจาพาทีเลยสักคำ

"ยายมุก ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมตากฤตมาหาทั้งทีถึงไม่ทักทายลูกเลยล่ะ?"

ผู้สูงวัยเห็นแม่แท้ๆ ของหลานชายเงียบผิดปกติก็หันไปถาม ฝ่ายหม่อมหลวงมุกตาภารวบช้อนส้อมแล้วก็เหลือบตาขึ้น นัยน์ตาที่สบกับกฤตภาสซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะฉายแววเย็นชา

กฤตภาสมองตอบด้วยแววตาไร้อารมณ์ไม่ต่างกัน

หางคิ้วของหม่อมหลวงมุกตาภากระตุก ทว่าหญิงวัยกลางคนเพียงยกผ้าขึ้นเช็ดมุมปาก จากนั้นก็ถอยเก้าอี้แล้วลุกขึ้น

"หนูอิ่มแล้วค่ะคุณแม่ กฤต ถ้ากินข้าวเสร็จแล้วตามไปเจอแม่ที่ห้องหนังสือด้วย"

ผู้อาวุโสมุ่นคิ้วขณะมองตามหลังบุตรสาวที่เดินไปจากห้องทานข้าว จากนั้นก็หันกลับมาหากฤตภาสด้วยแววตาที่ทอประกายห่วงใย

"กฤตทะเลาะกับแม่อีกแล้วเหรอลูก?"

คุณจิตรีอาจไม่ค่อยได้ใช้เวลากับบุตรสาวและหลานชายนักนับตั้งแต่ทั้งสองย้ายไปอยู่อังกฤษ กระนั้นเมื่อสองแม่ลูกกลับมาเยี่ยมทีไรก็มักแสดงความไม่ลงรอยทางความคิดอยู่บ่อยครั้ง แม้จะตระหนักว่ากฤตภาสค่อนข้างก้าวร้าวในบางโอกาส แต่นั่นก็เป็นผลมาจากการเลี้ยงดูที่เข้มงวดจนเกินพอดีของบุตรสาวเธอเองทั้งสิ้น

"เปล่าครับ แม่เขาคงงอนที่กลับมาคราวนี้ผมไม่ค่อยมาหาล่ะมั้ง"

ตอนนี้ยังไม่ได้ทะเลาะ แต่อีกสักประเดี๋ยวก็ไม่แน่ กฤตภาสตัดสินใจเก็บประโยคนั้นไว้เพราะไม่ต้องการให้คุณยายเป็นกังวล หากจะเทียบกันแล้วแล้วเขายังรู้สึกผูกพันกับคุณยายมากกว่าผู้ให้กำเนิดด้วยซ้ำ เพราะคุณจิตรีไม่เคยมาเจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตเขา นอกจากนั้นยังอ่อนโยนและใจเย็นราวสายน้ำ ดังนั้นแม้ว่าจะไม่เคยพบคุณตาเพราะฝ่ายนั้นเสียไปตั้งแต่ก่อนที่เขาจะจำความได้ กฤตภาสก็ค่อนข้างมั่นใจว่ามารดาคงได้รับสืบทอดความเคร่งครัดและหัวแข็งมาจากหม่อมราชวงศ์เศกศิริอย่างแน่นอน

"เฮ้อ...พวกเรานี่เฉไฉเก่งทั้งคู่เลยนะ ยังไงก็แม่ลูกกัน มีอะไรก็ควรจะคุยกันดีๆ ว่าแต่หน้ากฤตไปโดนอะไรมาน่ะลูก?"

เนื่องจากสายตาค่อนข้างฝ้าฟาง ผู้สูงวัยจึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าแก้มข้างหนึ่งของหลานชายเป็นรอยเขียวช้ำ กฤตภาสไม่อยากอธิบายให้ยืดยาวจึงยักไหล่

"ตอนปิดตู้วันก่อนไม่ทันระวัง ฝาตู้มันเลยเด้งมาโดนเข้าน่ะครับ"

"ตายจริง! เจ็บมากมั้ยลูก? ต้องหายาทาแล้วคราวหน้าคราวหลังก็ต้องระวังกว่านี้นะ เรายิ่งอยู่ตัวคนเดียว เกิดเป็นอะไรหนักหนาขึ้นมาล่ะแย่เลย จริงๆ น้า ยายบอกแล้วว่าให้มาอยู่กับยายก็ไม่เชื่อ"

เมื่อเห็นผู้สูงวัยเริ่มหว่านล้อมให้เขาย้ายมาอยู่ด้วยเหมือนทุกครั้ง กฤตภาสก็รีบขอตัวเพื่อไปหามารดาทันที ถึงแม้จะเคารพคุณยายแค่ไหนก็ตาม แต่หัวเด็ดตีนขาดเขาก็จะไม่ยอมสูญเสียอิสระจากการใช้ชีวิตตามลำพังเด็ดขาด

ชายหนุ่มเดินขึ้นไปยังชั้นสองอย่างคุ้นเคยเพราะตอนเด็กๆ มักจะกลับมาอยู่ที่นี่เวลาปิดเทอม เขาตรงไปยังห้องหนังสือที่อยู่ด้านในสุด หลังจากเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ามารดานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ

กฤตภาสปิดประตูแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมข้างผนัง หม่อมหลวงมุกตาภาจึงค่อยเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจอ่าน เพียงแค่พลิกดูฆ่าเวลาระหว่างรอก็เท่านั้น

"แม่อยากคุยกับผมเหรอครับ?"

ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักพลางยกขาขึ้นวางไขว้กันบนที่วางขา สีหน้าไม่อนาทรร้อนใจจุดไฟโทสะในแววตาของผู้ให้กำเนิดซึ่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายรู้สาเหตุที่เธอเรียกมาหา

"เรื่องที่งานเลี้ยงเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนนั่นคืออะไร?"

"เรื่องที่งานเลี้ยง? หมายถึงงานของสมาคมที่น้าวิเป็นกรรมการเหรอครับ?"

"นอกจากงานนั้นแล้วได้ไปงานอื่นรึเปล่าล่ะ?"

หม่อมหลวงมุกตาภายังคงถามด้วยเสียงราบเรียบ แต่กฤตภาสรู้ดีว่าน้ำเสียงของคนพูดยิ่งเย็นแค่ไหน แปลว่าในใจก็ยิ่งเดือดดาลด้วยความโกรธเท่านั้น

"ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ ผมไปร่วมงานเพราะไอ้เหวินมาชวน ไม่เห็นจะมีอะไรแปลก"

"มันคงไม่แปลกหรอกถ้าลูกไม่ได้ไปแสดงตัวเป็นวีรบุรุษอยู่กลางงาน เด็กนั่นคือคนเดียวกับที่เคยลงข่าวด้วยเมื่อไม่นานนี้ใช่ไหม? รู้มั้ยว่าเพื่อนแม่กี่คนที่มาถามเรื่องนี้?"

ยิ่งพูดสีหน้าของหม่อมหลวงมุกตาภาก็ยิ่งเคร่งเครียด กฤตภาสนึกเสียดายที่คุณยายไม่ชอบให้มีกลิ่นบุหรี่ในบ้าน ไม่อย่างนั้นเขาคงควักออกมาจุดสูบเพื่อยั่วโมโหมารดาไปแล้ว

"ใช่ครับ คนเดียวกันนั่นแหละ ไม่ต้องห่วง ผมสู่ขอกับพ่อแม่เขาอย่างเป็นทางการแล้ว"

"ว่าไงนะ!?"

หม่อมหลวงมุกตาภาเบิกตากว้างเหมือนเห็นผี ใบหน้าประหลาดใจสุดขีดนั้นดูแล้วชวนหัวเราะเต็มทน แต่กฤตภาสเพียงแต่ยิ้มมุมปากและยักไหล่

"อย่างที่ผมบอก ผมสู่ขอกับพ่อแม่เขาไปแล้ว ดังนั้นแม่ไม่ต้องลำบากหาสะใภ้ให้ผมแล้วล่ะครับ"

หญิงวัยกลางคนยังมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ ครู่ใหญ่กว่าเจ้าตัวจะค่อยเปล่งเสียงได้

"แล้วหนูมีน..."

"มีนกับผมแค่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง แต่เราไม่ได้คิดอะไรกันมากกว่าพี่ชายน้องสาวเลย"

แถมท่าทางน้องสาวคนนี้จะเข้าตาเพื่อนสนิทไปแล้วด้วย เพราะวันถัดจากงานเลี้ยงนั้นศุภวัฒน์ก็โทรมาถามเขาทันทีว่าแกล้งคบกับเกล็ดมณีจริงหรือเปล่า จะได้มั่นใจว่าไม่ได้ตีท้ายครัวเพื่อน

หม่อมหลวงมุกตาภาสูดหายใจถี่รัวอย่างระงับอารมณ์ เธอพยายามแล้วที่จะไม่แสดงอาการเกรี้ยวกราดเหมือนคนเสียสติ แต่สีหน้าท่าทางของบุตรชายช่างท้าทายความอดทนที่เหลืออยู่น้อยนิดเต็มทน

"ที่ลูกไม่ยอมรับหนูมีน ที่พยายามต่อต้านทุกอย่างเพียงเพื่อเอาชนะแม่ใช่มั้ย? แล้วทำไมต้องเป็นเด็กคนนั้น!? กับแม่นางเอกละครก่อนหน้านี้ก็ยังดี ทำไมไม่รู้จักคบหาใครที่จะทำให้พ่อแม่ไม่อับอายเวลาแนะนำกับคนอื่นบ้าง! ถึงจะอยากประชดแม่ก็ไม่จำเป็นต้องไปคบเด็กผู้ชายที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าแบบนี้!!"

ชายหนุ่มหรี่ตาลง เขาใช้แววตาเย็นชาดั่งน้ำแข็งมองมารดาที่ลุกขึ้นยืนตะโกนใส่ แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายพบความผิดหวังในชีวิตคู่มาหลายครั้งจนไม่เชื่อในความรัก แต่เขาก็อดสมเพชไม่ได้ที่ผู้ให้กำเนิดยึดติดกับเรื่องหน้าตาทางสังคมจนไม่ทันคิดว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่มูลค่าที่คนรอบข้างตีกรอบให้

"อาจจะจริงที่ผมไม่มีวันยอมรับใครก็แล้วแต่ที่แม่พยายามจะยัดเยียดให้ แต่ผมยืนยันว่าผมไม่ได้เลือกตี้เพื่อประชดใครแน่นอน ผมรักเด็กคนนั้น ถ้าไม่ใช่เขาผมก็ไม่สนใจ"

กฤตภาสลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ประตู เพราะต่อให้อธิบายอะไรต่อไปในเวลานี้ก็เปล่าประโยชน์ แต่แล้วมือที่กำลังจะหมุนลูกบิดก็ชะงัก

"ถือว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่ ก็ดี...ถ้ายังไงก็จะคบเด็กคนนั้นให้ได้ล่ะก็ ต่อไปก็ไม่ต้องมาเรียกว่าเป็นแม่ลูกกันอีก!"

ร่างสูงใหญ่เพียงแค่หันกลับไปมองคนพูด แววตาของเขาไม่บ่งบอกว่าตระหนกตกใจหรือโมโห เพียงแค่ทอดสายตามองผู้ให้กำเนิดนิ่งๆ

เป็นความนิ่งที่กดดันให้แม้แต่คนที่กำลังเกรี้ยวกราดยังต้องอึดอัด

"ถ้าอยากทำอย่างนั้นก็ตามใจ แต่ผมคงเสียดายนะครับที่แม่จะตัดเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองทิ้งด้วยเหตุผลแค่นี้"

ใบหน้าที่ยังคงเค้าความสวยในวัยสาวของหม่อมหลวงมุกตาภาซีดเผือด กฤตภาสไม่เอ่ยอะไรอีกแล้วก็ก้าวออกจากห้อง เขาเดินลงบันไดไปชั้นล่างและพบว่าคุณจิตรียืนรออยู่ด้วยสีหน้าเป็นกังวล

"เดี๋ยวผมกลับก่อนนะครับคุณยาย วันหลังผมจะมาหาใหม่"

"กฤต...มีเรื่องอะไรกับแม่เขากันแน่น่ะลูก? เมื่อกี้ยายได้ยินเสียงตะโกน"

หญิงชรายกมือขึ้นลูบหน้าเขาอย่างห่วงใยโดยระวังไม่ให้โดนบริเวณที่ฟกช้ำ กฤตภาสจึงพยายามจะยิ้มปลอบ ขณะเดียวกันก็ตระหนักได้ว่าเมื่อครู่นี้แม่ของเขายังไม่เห็นสนใจจะถามว่าหน้าโดนอะไรมา

"ไม่มีอะไรซีเรียสครับคุณยาย อาจต้องให้เวลาแม่เขาสักหน่อย พอผ่านไปสักพักก็คงทำใจได้เองล่ะครับ"

เพราะถ้าทำใจไม่ได้ก็คงช่วยไม่ได้... กฤตภาสคิดพลางก้มลงหอมแก้มคุณยายก่อนจะเดินออกจากบ้าน ฝ่ายคุณจิตรีได้แต่ยืนมองส่งหลานชายด้วยใจหนักอึ้ง เธอตระหนักดีว่าทั้งลูกและหลานต่างขิงก็ราข่าก็แรง จึงได้แต่ภาวนาว่าขอให้ปมใดๆ ก็ตามที่เป็นชนวนความขัดแย้งนั้นคลี่คลายได้ในสักวัน เพราะตลอดชีวิตของเธอต้องทนเห็นความขัดแย้งที่ทำให้คนในครอบครัวไม่มีความสุขมามากเกินพอแล้ว

กฤตภาสขับรถฝ่าการจราจรจนกระทั่งกลับมาถึงคอนโด หลังจากอาบน้ำแล้วก็เดินออกไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง ร่างสูงเหยียดแขนทั้งสองออกยันราวระเบียงขณะมองไปยังแสงไฟจากอาคารบ้านเรือน ความตึงเครียดที่สั่งสมทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว

ต่อไปก็ไม่ต้องมาเรียกว่าเป็นแม่ลูกกันอีก...งั้นหรือ

ชายหนุ่มยกมือเสยผมที่ตกลงมาปรกตา เขารู้ดีว่าตัวเองไม่เข้าข่ายลูกกตัญญูที่ควรได้ถ้วยรางวัลมาแต่ไหนแต่ไร และต่อให้ไม่ค่อยสนิทกับมารดาก็จริง การได้ยินคำพูดตัดรอนเหล่านี้ก็ยังทำให้รู้สึกเหนื่อยหน่ายไม่น้อย ส่วนตัวเขาเองอาจไม่ได้รู้สึกสูญเสียอะไรมากนักหากถูกตัดแม่ตัดลูกด้วยเหตุผลที่ใจแคบเช่นนี้ แต่ธีระเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก เขาจึงกังวลมากกว่าว่าเด็กนั่นจะไม่สบายใจหากได้รู้เรื่องนี้เข้า

จริงสิ...เกือบลืมโทรหาไปเลย...

เมื่อคิดถึงตรงนี้มุมปากของกฤตภาสก็หยักขึ้น เขาขยี้ก้นบุหรี่กับดินในกระถางต้นไม้ จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาคนที่ต้องคุยกันทุกคืนนับตั้งแต่เจ้าตัวออกจากโรงพยาบาล


++------++


เสียงโทรศัพท์ดังลั่นปลุกธีระซึ่งผล็อยหลับอยู่บนเตียงให้สะดุ้งตื่น เด็กหนุ่มยื่นมือออกควานหาโทรศัพท์ที่หล่นอยู่บนพื้น เมื่อปรือตาขึ้นเห็นชื่อของคนที่โทรมาก็รีบกดรับสาย

"ครับคุณกฤต"

"นอนแล้วเหรอ? เสียงสะลึมสะลือเชียว"

"เมื่อกี้นอนอ่านการ์ตูนแล้วเผลอหลับไปน่ะครับ คุณกฤตเพิ่งเลิกงานเหรอ?"

ธีระถามพลางลุกขึ้นนั่งพิงหมอน ตั้งแต่เขาออกจากโรงพยาบาลแล้วกฤตภาสก็โทรมาหาทุกคืน แต่ปกติจะโทรมาประมาณสองทุ่มครึ่ง วันนี้กลับโทรมาตอนเกือบสี่ทุ่ม ตอนแรกเขานึกว่าเจ้าตัวคงติดงานหรือไปกินเลี้ยงจนไม่โทรมาแล้วเสียอีก

"พอดีเมื่อเย็นไปกินข้าวที่บ้านคุณยายน่ะ พอกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จถึงค่อยโทรมา แล้ววันนี้ได้ออกไปไหนบ้างหรือเปล่า?"

"เมื่อเช้าไปทำบุญที่วัดแล้วก็ไปช่วยพ่อกับแม่ซื้อของเข้าบ้านครับ แล้วตอนเย็นก็ไปกินข้าวที่บ้านพี่หมู ตอนนี้น้องฟลุ๊คเริ่มคลานได้แล้ว ผมเลยเล่นกับหลานอยู่นานเลย เพิ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อสองทุ่มนี่เอง"

ธีระพยายามกลั้นหาวพลางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้กฤตภาสฟัง ทั้งที่เพิ่งจะปรับความเข้าใจจนกลับมาคุยกันดีๆ ได้ไม่กี่วันเท่านั้นเอง เขากลับรู้สึกเหมือนการโทรคุยกันก่อนนอนเป็นกิจวัตรที่ละเลยไม่ได้ไปเสียแล้ว

หากมาคิดทบทวนดูดีๆ วันที่เขาออกจากโรงพยาบาลนั้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ธีระมีความสุขที่สุด ถึงแม้จะเจ็บป่วย แต่มันก็ทำให้เขาได้ตระหนักว่าตนมีครอบครัวที่รักและเป็นห่วง เพื่อนใหม่และเก่าที่คอยให้กำลังใจ นอกจากนั้น...ยังได้สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับจากคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมอบสิ่งนั้นให้อีกด้วย

ความจริงแล้ว...กระทั่งวันที่กลับมาถึงบ้านนั้นเขาก็ยังไม่อยากเชื่อว่าเหตุการณ์ในห้องพักผู้ป่วยเมื่อตอนเช้าเป็นความจริง ถ้าไม่ใช่เพราะคืนนั้นกฤตภาสโทรมาหา เขาก็คงยังนึกว่าตัวเองฝันไปแน่ๆ

"...มั้ย?"

"หือ? คุณกฤตว่าไงนะครับ?"

ธีระเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอใจลอยทั้งที่ถือโทรศัพท์คาหู กระทั่งกฤตภาสถามว่าอะไรก็ไม่ทันฟังจนต้องขอให้ถามใหม่

"ฉันถามว่าพรุ่งนี้จะกลับมากรุงเทพฯ แล้วใช่มั้ย?"

"ใช่ครับ เพราะมะรืนนี้ก็เปิดเทอมแล้ว จะให้นั่งรถตู้จากสุพรรณไปเข้าเรียนตั้งแต่วันเปิดเทอมคงไม่ไหว"

"พ่อจะขับรถมาส่งเหรอ?"

"เปล่าครับ คงแค่ไปส่งขึ้นรถตู้ ช่วงนี้พ่อผมต้องขับรถส่งของบ่อยๆ แค่นี้ก็ลางานเถ้าแก่มาคอยอยู่กับผมตั้งหลายวันแล้ว"

ธีระไม่แน่ใจว่าหูเฝื่อนหรือว่าได้ยินเสียง 'ฮึ' จากปลายสายจริงๆ เขาพยายามกลั้นหาวอีกแต่เสียงก็ยังเล็ดลอดไปถึงคู่สนทนาจนได้

"งั้นก็ช่างเถอะ เดี๋ยวกลับถึงกรุงเทพฯ ก็โทรมาบอกด้วยแล้วกัน แล้วก็ไปนอนได้แล้ว เอาแต่หาวหวอดๆ ยังกับไม่อยากคุยอย่างนั้นแหละ"

"ไม่ใช่ซักหน่อย ก็คุณกฤตโทรมาดึกเอง แล้วเมื่อเช้าผมก็โดนปลุกแต่เช้าด้วยนี่นา"

เด็กหนุ่มรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน แล้วก็หัวใจเต้นแรงเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากปลายสาย อดจะนึกหมั่นไส้คู่สนทนาไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอยากเห็นหน้าขึ้นมาติดหมัดด้วย

ทั้งที่ดึกขนาดนี้แต่ก็ยังโทรมาหา...แปลว่าเขาคงไม่ได้หลงตัวเองหรอกนะ...

"คุณกฤต นี่คิดถึงผมมากเลยใช่มั้ยครับ?"

เขาไม่ทันคิดอะไรก็เอ่ยปากถามไปแล้ว คำถามอันไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้กฤตภาสเป็นฝ่ายอึ้ง เพราะปกติแล้วจะมีแต่เขาที่เป็นฝ่ายเย้าแหย่ พอถูกรุกก่อนบ้างจึงตั้งตัวไม่ทัน

เด็กคนนี้...

"ถ้าไม่คิดถึงจะโทรหาทำไม เธอเคยเห็นฉันโทรคุยกับใครนานๆ นอกจากเรื่องงานไหมล่ะ?"

คำตอบที่ได้ทำให้คนที่รอฟังยิ้มกว้าง ธีระเหลือบมองกระจกบนโต๊ะแล้วก็ได้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยแต่กลับเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ยิ้มจนปวดแก้มแบบนี้มันผ่านมานานแค่ไหน

ไม่อยากเชื่อเลยว่าใบหน้าที่สะท้อนในกระจกตอนนี้จะเกิดจากกฤตภาส

"คุณกฤต ช่วยบอกว่าคิดถึงผมชัดๆ อีกทีได้มั้ย?"

"ไม่เอาหรอก พูดบ่อยๆ เฝือจะตาย"

"อะไรกัน ทีคำว่ารักยังเคยพูดได้เลยนี่นา"

"ไอ้นั่นถ้าพูดบ่อยๆ ก็เฝือเหมือนกัน อีกอย่างพูดผ่านโทรศัพท์ไปก็เท่านั้นแหละ เธอชอบให้ฉันพูดคำเลี่ยนๆ พวกนั้นทั้งที่ไม่เห็นหน้ากันแบบนี้น่ะเหรอ"

"คุณกฤต! จำไว้เลยนะ ผมนอนดีกว่า ไม่อยากคุยด้วยแล้ว"

ธีระชักฉุนขึ้นมา แต่กลับกลายเป็นว่าปลายสายหัวเราะชอบใจ

"เป็นเด็กเป็นเล็กรีบนอนไวๆ แหละดีแล้ว พรุ่งนี้ถึงกรุงเทพฯ แล้วก็อย่าลืมโทรมาบอกนะ เข้าใจมั้ย"

"ครับๆ คุณพ่อ ฝันดีนะครับ บ๊ายบาย"

เฮ้อ...เพิ่งจะเริ่มคุยหวานๆ กันได้ไม่เท่าไหร่ก็โดนทำให้เสียมู้ดทุกที กับคุณกฤตนี่คงหวังจะให้ปากหวานไม่ไหวละมั้ง

แต่ว่า...ทำไมเขาถึงยังยิ้มเหมือนคนบ้าอยู่อีกล่ะ ต๊องจริงๆ เลยตี้เอ๊ย...ไปแปรงฟันนอนดีกว่า

เด็กหนุ่มคิดพลางลุกขึ้นไปเปิดประตูเพื่อจะไปห้องน้ำ แต่เมื่อเห็นว่ามีคนยืนอยู่หลังประตูก็สะดุ้งโหยง

"เอ่อ...พ่อกับแม่มีอะไรกับตี้หรือเปล่า?"

ธีระถามเสียงตื่น เพราะปกติหลังสามทุ่มนั้นบ้านเขาก็เข้าห้องใครห้องมันแล้ว แต่นี่สี่ทุ่มกว่าแล้วพ่อกับแม่ยังมายืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร

อธิศหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอนโดยไม่เอ่ยอะไร ทว่ารอยย่นบนหน้าผากบ่งบอกความไม่พอใจชัดเจน ฝ่ายธาริณีได้แต่ถอนหายใจก่อนจะจูงธีระกลับเข้าไปในห้อง

"พอดีพ่อกับแม่เพิ่งสวดมนต์ที่ห้องพระเสร็จแล้วกำลังจะไปนอน เห็นห้องตี้ยังไม่ปิดไฟก็เลยว่าจะมาบอกว่าให้นอนได้แล้ว แต่พอดีได้ยินเสียงคุยโทรศัพท์เสียก่อน"

แม่ของเขานั่งลงบนเตียงแล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ ธีระเห็นแววตาของคนพูดก็หน้าแดง เพราะเท่ากับว่าที่เขาคุยกระเง้ากระงอดกับคุณกฤตเมื่อครู่...พ่อกับแม่ได้ยินทั้งหมด

"แม่...คือว่าตี้..."

"แม่ก็ไม่อยากพูดให้ตี้ไม่สบายใจหรอกนะ แต่พ่อเขาไม่ชอบคุณกฤตเอามากๆ ตี้ก็คงรู้ใช่ไหม?"

ธีระเงียบไป เขามองสีหน้าสงบเยือกเย็นของอีกฝ่ายแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่แค่พ่อหรอก แม่เขาก็ไม่ชอบกฤตภาสเหมือนกัน แต่ที่ไม่พูดก็เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจเขาเท่านั้นเอง

"สังคมของคุณกฤตต่างจากพวกเรามาก แถมเขาเองก็เป็นผู้ใหญ่กว่าตี้มากด้วย แล้วตี้เชื่อเหรอว่าเขาจะชอบตี้จริงๆ?"

หญิงวัยกลางคนไม่ถามว่าลูกชายชอบกฤตภาสจริงหรือเปล่า เพราะน้ำเสียงที่ได้ยินตอนคุยโทรศัพท์และสีหน้าตอนที่เปิดประตูออกมาก็บ่งบอกความในใจหมดแล้ว เพียงแต่เธอกลัวลูกจะถูกหลอกมากกว่า อายุยี่สิบเอ็ดอาจไม่ใช่เด็กแล้วก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็ยังอ่อนเดียงสาต่อโลกและคนที่มากประสบการณ์กว่าอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจ้าเล่ห์อย่างกฤตภาสที่เคยหลอกเธอได้สำเร็จมาแล้วเมื่อครั้งที่มาตามธีระกลับไปฝึกงาน

เด็กหนุ่มนั่งลงบนพื้นแล้วหนุนศีรษะลงบนตักมารดา เขาพยายามคิดเลือกคำพูดอย่างระมัดระวังเพราะรู้ว่าที่อีกฝ่ายเอ่ยเช่นนั้นก็เพราะเป็นห่วง

"ตี้...เข้าใจว่าทำไมพ่อไม่ชอบคุณกฤต ตอนแรกตี้ก็ไม่ชอบเขาเหมือนกัน คุณกฤตขี้แกล้งแถมเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องเอาให้ได้ เวลาพูดอะไรก็ไม่คิดถึงหัวอกคนอื่น"

ธีระได้ยินเสียงสูดหายใจลึกจึงเงยหน้าขึ้น พอเห็นมารดามุ่นคิ้วถึงคิดได้ ตายล่ะ ทำไมเขาดันนึกได้แต่คุณสมบัติแย่ๆ ของคุณกฤตล่ะเนี่ย

"แต่คุณกฤตไม่ใช่คนเลว ถึงจะเจ้าเล่ห์ไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่คนโกหกหลอกลวง ตี้รู้ว่าพูดไปพ่อกับแม่อาจไม่เชื่อ แต่ตี้คิดว่า...เขาจริงใจตอนที่บอกว่าจะขอพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำให้ตี้มีความสุข"

เด็กหนุ่มเอ่ยไปก็รู้สึกร้อนที่ผิวหน้า เพราะนอกจากเขาจะกำลังปกป้องกฤตภาสแล้วก็ยังดูเหมือนหลงตัวเองด้วย แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาสัมผัสได้จริงๆ จากการที่คลุกคลีกับเจ้าตัวมานี่นา

ถึงจะชอบทำเหมือนตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่กฤตภาสไม่เคยหลอกลวงเขาด้านความรู้สึก ดังนั้นเมื่อได้ยินคำว่ารัก สำหรับเขามันจึงมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด

ธาริณีมองลูกชายคนเดียวที่เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ผิวหน้าของเด็กหนุ่มแดงซ่านขณะที่นัยน์ตากลมโตหลุบต่ำราวกับกลัวจะโดนดุ ครั้งหนึ่งเธอเคยปลื้มใจเวลามีคนชมว่าลูกชายหน้าตาน่าเอ็นดู แต่คงเพราะหน้าตาแบบนี้กระมังที่ดึงดูดคนอย่างกฤตภาสเข้าหา และตอนนี้ก็ขโมยหัวใจของลูกไปจนสายเกินกว่าจะเรียกกลับเสียแล้ว

"ถ้าตี้พูดอย่างนั้น...แม่ก็คงพูดอะไรไม่ได้แล้ว"

ธาริณีเอ่ยก่อนจะลุกขึ้น ธีระใจหายจนต้องรีบเข้าไปรั้งแขนอีกฝ่ายไว้

"แม่..."

"ไม่เป็นไรหรอกตี้ แม่ไม่ได้จะห้าม ถ้าลูกเชื่อใจคุณกฤตแม่ก็คงทำได้แค่หวังว่าเขาจะรักษาคำพูด แต่พ่อเขาคงทำใจยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายๆ ยังไงก็เข้าใจพ่อเขาด้วยแล้วกันนะ"

หญิงวัยกลางคนบีบมือลูกชายเบาๆ ก่อนจะเดินออกจากห้อง ธีระมองประตูที่ปิดลงก่อนจะนั่งแปะลงกับพื้น เขารู้ดีและเข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่ชอบกฤตภาส แต่ว่า ณ นาทีนี้ เขาถลำตัวมาไกลเกินกว่าจะตัดกฤตภาสออกจากชีวิตได้แล้ว

เมื่อครู่นี้เขาพูดว่ากฤตภาสเอาแต่ใจ แต่เขาเองก็ไม่ต่างกันเลย มันอาจเป็นความยึดติดแบบเด็กๆ แต่ความเป็นเด็กนี่แหละที่ทำให้เขาลืมยาก ทำให้ความทรงจำของเขายังแจ่มชัดว่าต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่ากฤตภาสจะยอมรับว่าเขาเป็นคนสำคัญ เขาหวงแหนความรักที่ได้มาอย่างยากเย็นนี้ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะทำให้พ่อกับแม่ไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่อาจยอมสูญเสียกฤตภาสได้จริงๆ



++---TBC--++



A/N: ในที่สุดก็เข็นตอนใหม่ออกมาได้รับปีใหม่พอดี ขอให้นักอ่านทุกคนมีความสุขมากๆ ตลอดทั้งปี 2558/2015 นี้เลยนะคะ




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2557    
Last Update : 1 มกราคม 2558 0:27:26 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 40


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 40


"พี่ปิ๊ก ตี้เก็บของเสร็จแล้วนะ"

ธีระเอ่ยขณะเดินเข้าไปหาปิยพลซึ่งนั่งดื่มเบียร์อยู่หลังบ้าน บริเวณนี้เป็นสนามหญ้าสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก มีโต๊ะกับเก้าอี้แบบง่ายๆ ตั้งไว้เผื่อเวลาที่เจ้าของบ้านอยากออกมานั่งพักผ่อน บนฟ้ามีพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยเด่น สายลมบางเบาพัดเปลวเทียนที่จุดอยู่ในแก้วให้วูบไหวเป็นระยะแต่ก็ไม่ถึงกับดับมอด

"อืม พรุ่งนี้จะออกกันแต่เช้าเลยใช่มั้ย?"

"ครับ แต่อาจแวะเที่ยวรายทางไปเรื่อยๆ ก่อนถึงกรุงเทพฯ"

เด็กหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม บนโต๊ะมีกระติกน้ำแข็งใบเล็กกับน้ำอัดลมขวดใหญ่วางอยู่ด้วย เขาจึงหยิบมาเทใส่แก้วให้ตัวเอง

"เร็วจังนะ แป๊บๆ ตี้ก็มาอยู่กับพี่ได้ครบเดือนแล้วก็ต้องกลับไปเรียนแล้ว ต่อไปคงเหงาแย่"

"เดี๋ยวปิดเทอมคราวหน้าตี้ขึ้นมาหาอีกก็ได้ ไม่งั้นช่วงไหนพี่ปิ๊กปิดร้านก็ลงไปเยี่ยมก็ได้นี่นา"

ปิยพลหัวเราะเบาๆ ขณะยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วลูบแก้วไปมาพลางหลุบตาลง

"ไอ้ขลุ่ยเล่าให้พี่ฟังแล้วล่ะว่าเมื่อวานมีคนทำมันอกหักยับเยิน"

"เอ่อ..."

ธีระได้แต่เปล่งเสียงในคออย่างกระอักกระอ่วน เมื่อค่ำวานนี้เขากับเพื่อนๆ ให้รถตู้มาส่งปิยพลกับคเชนทร์ที่บ้านหลังจากทานมื้อเย็นกันเสร็จก่อนจะพากันไปนอนที่รีสอร์ตนอกตัวเมือง ระหว่างที่เขาไม่อยู่นั้นคเชนทร์คงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำให้ฟังกระมัง

"อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ พี่ไม่ได้จะว่าอะไรตี้ซักหน่อย แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ น่าสงสารขลุ่ยมันเหมือนกันนะ ตอนเล่าให้พี่ฟังนี่ทำหน้าเป็นหมาหงอยเชียว"

"ขลุ่ยเล่าอะไรให้พี่ปิ๊กฟังบ้าง?"

"ก็ไม่ได้เล่าละเอียดมาก แค่บอกว่าหลังไปเล่นน้ำกันแล้วมันก็สารภาพรักกับตี้ แต่ดูเหมือนตี้คงมีใครอยู่แล้วก็เลยปฏิเสธมัน พี่เองก็ไม่ได้ถามซอกแซกเพราะตี้ก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังนี่นา แต่ที่จู่ๆ ก็มาขออยู่กับพี่ก่อนเปิดเทอมคงเพราะเรื่องนี้สินะ"

ธีระเพียงแต่ย่นจมูก ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ท่าทางของเขาก็ยืนยันในตัวว่าอีกฝ่ายเดาถูก

"ชีวิตคนเรามันสั้นนะตี้ เราไม่รู้หรอกว่าคนที่เข้ามาในช่วงไหนจะเป็นคนที่ทำให้เรามีความสุข พี่ดูออกนะว่าตั้งแต่ตี้มาอยู่กับพี่ก็ชอบใจลอยประจำ เพิ่งมีตอนที่ออกไปไหนมาไหนกับไอ้ขลุ่ยนี่ล่ะที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง"

"แต่ว่า..."

"แต่ว่ามันก็ยังไม่พอจะมาแทนคนที่ตี้พยายามจะลืมสินะ? หรือเพราะขลุ่ยมันยังเด็กไป?"

วันนี้พี่ปิ๊กเป็นอะไรไปนะ ธีระคิดขณะมองสบตาญาติผู้พี่ น้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ได้ตำหนิหรือสั่งสอน ทว่าแววตาดูลุ่มลึกคล้ายมีความนัยที่ต่างจากยามปกติ

มันแปลกตรงที่ว่า...เขารู้สึกคล้ายแววตาของอีกฝ่ายไม่ได้กำลังมองเขา แต่เป็นใครอีกคนที่อยู่ไกลโพ้นจนเอื้อมคว้าไม่ได้อีกแล้วมากกว่า

"มันไม่ใช่เรื่องเด็กหรือแก่กว่าหรอกพี่ปิ๊ก ถ้าตี้ชอบเขาก็คือชอบ ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ถ้าหากตี้ไม่ได้รู้สึกอะไรกับขลุ่ยเลยก็ไม่ควรให้ความหวัง คนนิสัยดีอย่างขลุ่ยน่ะอีกไม่นานก็คงเจอคนที่เหมาะสมมากกว่าตี้แล้วล่ะ"

"พูดยังกับเราเหมาะกับคนนิสัยไม่ดีอย่างนั้นล่ะ"

ปิยพลเอ่ยกลั้วหัวเราะขณะมองธีระที่นั่งเม้มปาก ชายหนุ่มวางแก้วเบียร์ลงแล้วก็ลุกเดินเข้าไปในบ้าน ครู่หนึ่งจึงกลับออกมาพร้อมกับของบางสิ่งในมือ

"พี่มีของจะให้ ไหนยื่นข้อมือซ้ายมาสิ"

เด็กหนุ่มแปลกใจแต่ก็ยื่นข้อมือให้แต่โดยดี ญาติผู้พี่ผูกสร้อยข้อมือทำจากหนังบนข้อมือของเขา บนเส้นหนังนั้นมีลูกปัดกลมสีแดงเข้มร้อยเอาไว้ เขายกขึ้นมาดูใต้แสงเทียนก่อนจะเหลือบตาขึ้นถาม

"นี่หินอะไรเหรอพี่ปิ๊ก? ไม่ใช่พลาสติกใช่ไหม?"

"เฮ้ๆ นี่ทับทิมแท้เชียวนะ เคยมีคนให้พี่มาอีกทีเพราะเขาบอกว่ามันเป็นเครื่องรางที่จะช่วยให้สมหวังในสิ่งที่ต้องการ แต่พี่คิดว่ามันน่าจะเหมาะสำหรับตี้มากกว่า"

"หมายความว่าไง?"

ปิยพลเพียงแต่ยิ้ม จากนั้นก็ยกเบียร์ขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

"ก็แค่ความเชื่องมงาย คิดซะว่าห้อยไว้เท่ๆ ก็แล้วกัน แต่ถ้ามันทำให้ตี้ได้สิ่งที่หวังไว้จริง อย่างน้อยก็แสดงว่าคนที่ให้มาเขาไม่ได้หลอกพี่"

น้ำเสียงของคนพูดแผ่วลงช่วงท้ายประโยค ภายใต้แสงเทียนริบหรี่นั้นธีระสังเกตเห็นว่าสองตาของอีกฝ่ายมีประกายของความเศร้าอันลึกซึ้งสะท้อนอยู่ จึงตัดสินใจไม่ถามและเพียงแต่กล่าวขอบคุณ

"ไว้ตี้มีความสุขเมื่อไหร่ อย่าลืมมาเล่าให้พี่ฟังบ้างล่ะ"

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายในค่ำคืนนั้น ก่อนที่แสงเทียนจะดับลงและพวกเขาต่างแยกย้ายกันไปนอน และวันถัดมาธีระก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมพวกเพื่อนๆ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง




ธีระปรือตาตื่นเมื่อได้ยินเสียงนกร้องจากนอกหน้าต่าง เด็กหนุ่มเหลือบตาลงมองมือซ้ายของตนเองซึ่งวางพาดอยู่บนหน้าท้อง เขาระบายลมหายใจยาวเมื่อเห็นสร้อยข้อมือที่ได้จากปิยพลยังคงสวมอยู่บนนั้น สำหรับเขาแล้วความหมายของหินที่ร้อยอยู่บนสร้อยไม่เท่ากับว่ามันเป็นตัวแทนของบางสิ่งบางอย่างที่ญาติผู้พี่ส่งต่อมาให้ เมื่อนึกถึงบทสนทนาในคืนก่อนที่จะกลับมา เขาก็พอจะเดาได้ว่ามันสื่อถึงอะไร

'ความสุข' เหรอพี่ปิ๊ก ตี้ก็รออยู่เหมือนกันว่ามันจะมาหาตี้เมื่อไหร่...

อาจเพราะฤทธิ์ยาและการได้นอนเต็มอิ่มมาทั้งคืนจึงทำให้ธีระรู้สึกดีขึ้นมาก เขาเอียงหน้าไปด้านข้างและเห็นว่ากฤตภาสกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่บนโซฟาพลางไล่สายตาดูอะไรบางอย่างในไอแพด คงกำลังอ่านข่าวหรือเช็คราคาหุ้นกระมัง เพราะนั่นเป็นกิจวัตรที่เจ้าตัวทำเป็นประจำทุกวัน

เขาไม่ได้อยากจดจำรายละเอียดเหล่านี้เลยจริงๆ แต่ความเคยชินจากการอยู่ใกล้ชิดกันมาระยะหนึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะลืมได้ปุบปับหลังจากอยู่ห่างกันเพียงชั่วเดือน

"ตื่นแล้วเหรอ? ยังปวดท้องอยู่มั้ย?"

สายตาของเขาคงทำให้กฤตภาสรู้สึกตัวจึงเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเขาตื่นเต็มตาแล้วจึงวางกาแฟกับไอแพดลงแล้วเดินเข้ามาหา เด็กหนุ่มเอียงศีรษะหนีมือที่ทำท่าจะทาบลงมาแล้วก็เบนสายตาไปทางอื่น

"ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว ขอบคุณ"

เขาไม่ได้ชายตากลับไปมองจึงไม่รู้ว่ากฤตภาสกำลังทำสีหน้าเช่นไร พลันประตูห้องก็เปิดออกก่อนที่นางพยาบาลร่างผอมสูงจะเดินเข้ามา

"เดี๋ยววัดไข้กับความดันนิดนึงนะคะ ยังปวดท้องอยู่มั้ยคะ?"

หญิงสาวถามพลางยื่นปรอทให้เขาอมและสวมปลอกแขนวัดความดันให้อย่างคล่องแคล่ว เด็กหนุ่มเพียงแต่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยและส่ายหน้าช้าๆ ครู่หนึ่งเธอจึงพยักหน้าเมื่อวัดความดันเสร็จแล้ว

"อุณหภูมิกับความดันปกติดี เดี๋ยวสายๆ คุณหมอจะมาตรวจอีกทีนะคะ"

เธอเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างแล้วก็เดินกลับออกไป ธีระมองไปยังนาฬิกาและเห็นว่าเกือบจะแปดโมงแล้ว แสดงว่าเขาหลับไปหลายชั่วโมงทีเดียว

เขาเกือบจะสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็มีมือใหญ่วางลงบนหน้าผาก จากนั้นมือข้างนั้นก็เลื่อนลงไปอังที่ซอกคอ ถึงแม้นางพยาบาลจะบอกว่าเขาอุณหภูมิปกติดี แต่ธีระกลับรู้สึกว่ามือที่มาสัมผัสตัวนั้นร้อนจนแทบจะเสริมให้อุณหภูมิของเขาสูงขึ้นได้อีกสองถึงสามองศาเลยทีเดียว

"ไม่ไปทำงานหรือไงครับ?"

เด็กหนุ่มปัดมือที่อ้อยอิ่งอยู่บนตัวพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาเอียงหน้าหนีไปอีกทางเพื่อจะได้ไม่ต้องมองร่างสูงใหญ่ข้างเตียง ในใจตระหนักดีว่าตนติดหนี้น้ำใจที่กฤตภาสพามาส่งโรงพยาบาลแล้วยังอยู่เฝ้า แต่ถ้านึกถึงตอนที่เขาเคยไปช่วยดูแลเจ้าตัวตอนที่โดนยิงตั้งหลายวัน หนี้น้ำใจครั้งนี้ก็น่าจะหักลบเป็นศูนย์ได้แล้วกระมัง

เขาไม่ต้องการให้มีคนมาคอยอยู่เฝ้าสักนิด จะให้ดีก็รีบๆ หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วออกไปจากชีวิตเขาเลยเป็นดีที่สุด เพราะถึงอย่างไรคุณหมอก็คงจะให้เขากลับบ้านภายในวันนี้อยู่แล้ว

"ไม่ไปสักวันบริษัทฉันไม่เจ๊งหรอก"

ยังเป็นคำตอบที่ยโสโอหังสมกับคนพูดเช่นเดิม ธีระได้แต่คิดพร้อมกับความขุ่นเคืองที่พวยพุ่งขึ้น แต่ภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีเยือกเย็น

"นั่นสิครับ ผมก็ลืมไปว่าทีมงานคุณเก่งจะตาย"

เด็กหนุ่มไม่ได้ยินเสียงตอบ เขาจึงหลับตาลงเพื่อตัดบทสนทนา คาดไม่ถึงว่ากฤตภาสกลับเดินอ้อมปลายเตียงมานั่งลงบนเก้าอี้ เมื่อธีระลืมตาขึ้นเห็นอีกฝ่ายก็ทำท่าจะหันหน้าหนีอีกครั้ง แต่เพราะมือใหญ่ยกขึ้นมาแนบแก้มเอาไว้ เขาจึงถูกบังคับให้ต้องมองเจ้าของมืออย่างช่วยไม่ได้

"ปล่อย"

"ไม่ปล่อย ก่อนหน้านี้ไปอยู่ที่ไหนมา?"

"ผมไม่จำเป็นต้องบอก แล้วคุณก็ไม่ได้อยากรู้จริงๆ หรอก"

"ทำไมถึงคิดว่าไม่อยากรู้? นี่ฉันไม่ได้กำลังถามอยู่หรือไง?"

กฤตภาสถามพลางมุ่นคิ้ว ฝ่ายธีระถลึงตาใส่ด้วยความโมโห ผู้ชายคนนี้ถือสิทธิ์อะไรที่จะมายุ่มย่ามกับชีวิตเขาไม่ยอมเลิกราแบบนี้!?

"เพราะผมไม่ได้เป็นอะไรกับคุณน่ะสิ! ดังนั้นผมจะไปไหนมาไหนมันก็เรื่องของผม!!"

ธีระระเบิดอารมณ์จนรู้สึกปวดแปลบในช่องท้องอีกครั้ง ในหัวร้อนจี๋เพราะความโกรธที่พุ่งขึ้นในชั่วเวลาสั้นๆ กระทั่งขอบตากับโพรงจมูกก็พลอยร้อนไปด้วย เขามองกฤตภาสผ่านไอน้ำที่เอ่อเคลือบดวงตาจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน

"ชีวิตผมไม่เคยมีอะไรดีเลยตั้งแต่ได้เจอคุณ! อยากได้อะไรก็ดีแต่บังคับ! คนอย่างคุณน่ะแค่หน้าผมยังไม่อยากจะมอง! ถ้าไม่อยากโดนเกลียดมากกว่านี้ก็ไปจากชีวิตผมซักที!! รีบๆ ออกไปเดี๋ยวนี้เลย!!!"

เด็กหนุ่มหอบหายใจแรงหลังปล่อยให้ความอัดอั้นตันใจหลั่งไหลราวภูเขาไฟปะทุ เขามองใบหน้าที่บูดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจของกฤตภาส แต่เพราะฝ้าน้ำตาจึงไม่สังเกตเห็นร่องรอยของการสะกดอารมณ์ในแววตาของอีกฝ่าย

"ไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่เคยเก็บหลักฐานช่วงที่เคยอยู่กับคุณไว้สักอย่าง จะไม่เรียกร้องค่าทำขวัญด้วย รับรองว่าหลังจากวันนี้คุณจะไม่มีทางเจอผมตามไปแบล็คเมลหรือก่อกวนคุณแน่ ดังนั้นขอร้องล่ะ...ไปจากชีวิตผมแล้วก็เลิกยุ่งกับผมเสียที..."

น้ำเสียงของธีระแหบพร่าเมื่อถึงท้ายประโยค เขารู้สึกคล้ายตัวเองกำลังจะขาดอากาศจนต้องสูดหายใจเข้าลึก เรี่ยวแรงที่หมดไปกับการระบายความอัดอั้นเมื่อครู่ทำให้เขาปิดเปลือกตาลงเพราะทนมองกฤตภาสต่อไปไม่ไหว

เขาเอ่ยสิ่งที่ติดค้างในใจออกไปหมดแล้ว ได้แต่หวังว่านั่นจะช่วยให้อีกฝ่ายยอมรับฟังความปรารถนานี้และตัดเยื่อใยใดๆ ก็ตามที่ยังหลงเหลือต่อตัวเขาให้สะบั้นเสียที เพราะถ้าหากไม่มีวันจะได้มาครอบครองทั้งใจ เขาก็ไม่ต้องการท่าทีห่วงหาอาวรณ์ที่ครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้เหมือนกัน

"ทำไมถึงได้เอาแต่คิดว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน จะคิดเข้าข้างตัวเองว่าฉันรักบ้างไม่ได้หรือไง หรือคิดว่าฉันมีเวลามากนักสำหรับมาไล่ตามคนที่ไม่มีความหมายอะไรเลยกับชีวิตแบบนี้?"

ธีระเบิกตาโพลงเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกถึงลมหายใจอันร้อนผ่าวที่รดอยู่บนหน้า เขามองแววตาสีนิลลึกล้ำที่มองสบตัวเองในระยะประชิดแล้วก็ได้แต่มุ่นคิ้ว ความหงุดหงิดที่แฝงด้วยความอ่อนใจในน้ำเสียงทุ้มต่ำเมื่อครู่ทำให้เขาสับสนจนคิดตามความหมายของคำพูดนั้นไม่ออกในทันที

เสียงครางแผ่วเบาหลุดผ่านลำคอเมื่อริมฝีปากแห้งแต่ก็อบอุ่นทาบทับลงบนริมฝีปาก ธีระกะพริบตาปริบ ปฏิกิริยาโต้ตอบแรกคือพยายามดันอีกฝ่ายออกห่าง แต่กำลังของคนไข้ที่เพิ่งฟื้นมีหรือจะสู้คนที่แข็งแรงเป็นปกติ และต่อให้เขาไม่ได้อ่อนแอเช่นในยามนี้ เขาก็ไม่เคยสู้แรงกฤตภาสได้อยู่ดี

ไม่เคยสู้ได้...แต่ทำไมจูบครั้งนี้ถึงต้องทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกทะนุถนอมอยู่ด้วยเล่า

กฤตภาสไม่ได้จูบเขาอย่างหนักหน่วงเร่งเร้าเหมือนที่เคยชิน เพียงแต่แนบริมฝีปากลงมาคล้ายเวลาที่ผู้ใหญ่ปลอบเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง บางครั้งก็บนริมฝีปาก บางครั้งบนผิวแก้ม บางครั้งบนเปลือกตา ทุกสัมผัสที่แนบลงมามีฤทธิ์หลอมละลายปราการในใจของเขาให้กร่อนไปทีละชั้น ขณะเดียวกันก็ยิ่งเปิดทำนบน้ำตาให้ไหลมากกว่าเดิม

"ขอโทษ"

คำพูดสั้นๆ ที่เบาแต่หนักแน่นดังขึ้นระหว่างจุมพิตปลอบโยน ความหมายของมันแทรกซึมเข้าสู่หัวใจและสั่นคลอนความตั้งใจของธีระอย่างรุนแรง

ไม่ได้นะตี้ อย่าเชื่อ...คำว่ารักเมื่อกี้เราก็แค่หูฝาดไป คุณกฤตไม่ได้ตั้งใจจะพูดอย่างนั้นจริงๆ หรอก...

ทั้งที่เสียงในใจร้องเตือน ธีระกลับไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้ ไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหนที่มือซึ่งพยามดันอีกฝ่ายออกเปลี่ยนเป็นกำเสื้อแน่นเข้า ราวกับต่อให้รู้ว่านี่เป็นความใจดีจอมปลอมก็จะขอดูดซับมันจนกว่าจะถึงที่สุด

"ตี้! เป็นไงบ้างแก๊! อุ๊ยตายตาเถรหก!!"

เสียงอุทานอันคุ้นหูดึงสติของธีระคืนมา เด็กหนุ่มตัวแข็งทื่อขณะมองหน้าของกฤตภาสที่ถอยออกห่าง แต่อีกฝ่ายยังคงคร่อมสองแขนบนตัวเขาเอาไว้และเพียงแต่เบนสายตาไปทางหน้าห้อง

หลังบานประตูที่ถูกผลักเข้ามาด้านใน สุเมธ ศันสนีย์ สุพิชชาซึ่งเป็นแม่ของศันสนีย์ พราวภิรมย์ กระทั่งหญิงวัยกลางคนที่เขาจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นแม่ของศุภวัฒน์ล้วนยืนอยู่ตรงนั้น กระทั่งคุณหมอที่ตรวจเขาเมื่อคืนนี้ก็อยู่ด้วย สายตาทุกคู่ล้วนกำลังจับจ้องพวกเขาสองคนเป็นตาเดียว

กฤตภาสค่อยๆ ยืดตัวขึ้นก่อนจะหยิบกระดาษทิชชู่จากกล่องเหนือหัวเตียงมาซับน้ำตาให้ธีระ การกระทำนั้นอ่อนโยนอย่างยิ่งจนไม่น่าเชื่อว่าชายหนุ่มจะทำได้ ธีระได้แต่มองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างฉงนและเห็นเพียงอาการขบกรามคล้ายกำลังอดทนอยู่เท่านั้น

"หมอมาตรวจคนไข้เหรอครับ?"

ในที่สุดกฤตภาสก็หันไปทางกลุ่มคนที่ยังยืนอยู่หน้าประตู ใบหน้าของชายหนุ่มสงบเยือกเย็นและคล้ายจะยกมุมปากบางเบา จรัสพลซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้จึงกระแอมเล็กน้อยก่อนจะเดินมาที่เตียง เหล่าผู้มาเยี่ยมจึงทยอยเดินตามกันเข้ามาบ้าง

"ยังรู้สึกปวดท้องหรือคลื่นไส้อยู่บ้างไหมครับ?"

นายแพทย์หนุ่มถามคำถามคล้ายกับนางพยาบาลเมื่อเช้าขณะนำเครื่องช่วยฟังเสียงหัวใจมาแนบลงบนหน้าอกของธีระ หลังฟังอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้าอย่างพอใจ

"น่าจะไม่เป็นไรแล้วล่ะ เดี๋ยวพอกลับบ้านก็กินยาที่หมอให้ แล้วก็พยายามกินข้าวให้เป็นเวลา นอนเยอะๆ แล้วก็ไม่ต้องเครียด แค่นี้อาการก็คงไม่กำเริบแล้ว มีอะไรจะถามหมอมั้ยครับ?"

"ไม่มีครับ ขอบคุณครับคุณหมอ"

จรัสพลพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากห้องตรวจ เหล่าผู้มาเยี่ยมที่รออยู่จึงค่อยกรูกันเข้าไปล้อมเตียง สุเมธเห็นท่าทางธีระอยากลุกนั่งจึงช่วยปรับเตียงให้ ส่วนกฤตภาสนั้นเดินไปนั่งที่โซฟาริมผนังตั้งแต่ที่นายแพทย์หนุ่มเริ่มตรวจคนไข้แล้ว

"พี่ตี้เป็นไงบ้าง เมื่อวานตอนล้มบนเวทีพราวตกใจหมดเลย รู้งี้รีบบอกสต๊าฟแต่แรกว่าพี่ตี้เดินไม่ไหวก็ดีหรอก"

พราวภิรมย์เอ่ยขึ้นขณะมองใบหน้าของเขา พอเห็นว่าไม่ซีดขาวเช่นเมื่อวานก็ค่อยเบาใจ

"สงสัยเพราะแกไม่ได้กินข้าวเย็นแล้วก็มัวแต่เครียดเรื่องเดินแบบน่ะสิ แกทำฉันห่วงมากเลยนะตี้ คราวหลังฉันบอกให้กินข้าวแกต้องกินนะ"

ศันสนีย์เอ่ยบ้างด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบอารมณ์ ธีระรู้ดีว่าเพื่อนกำลังงอนจึงพยายามยิ้มเพื่อให้หายโกรธ

"ขอโทษนะซัน คราวหลังไม่ดื้อแล้ว ขอโทษด้วยนะครับแม่ ทุกคนเลยวุ่นวายกันไปหมด"

"ไม่เป็นไรหรอกจ้ะตี้ แม่เป็นห่วงตี้มากกว่า เห็นว่าเราไม่เป็นไรมากก็ดีแล้วล่ะ"

ผู้คนที่รุมล้อมรอบเตียงต่างผลัดกันถาม ผลัดกันแสดงความห่วงใย สีหน้าของธีระจึงค่อยดูสดใสขึ้น ฝ่ายกฤตภาสเพียงแต่นั่งมองจากโซฟาและจิบกาแฟที่เย็นชืดแล้วเงียบๆ

"ลูกกฤตเป็นไงบ้าง นี่อยู่เฝ้าน้องเขาทั้งคืนเลยเหรอลูก?"

"ครับหม่าม้า"

กฤตภาสหันมายิ้มบางๆ ให้หญิงสูงวัยข้างกาย ถึงแม้วิรดาจะไม่ใช่แม่ของเขาแต่ก็เห็นเขามาแต่อ้อนแต่ออก เขาจึงให้ความเคารพอีกฝ่ายไม่ต่างจากแม่ของตัวเอง

วิรดาเห็นชายหนุ่มเบนสายตากลับไปทางคนที่นั่งพิงหมอนพูดคุยกับเพื่อนๆ แล้วก็ถอนหายใจ เมื่อวานนี้เธอรีบถามลูกชายทันทีที่ฝ่ายนั้นกลับถึงบ้านว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกลางงานเลี้ยงนั้นเป็นมาอย่างไรแน่ เธอเอ็นดูกฤตภาสเหมือนเป็นลูกอีกคนจึงเป็นธรรมดาที่ต้องการเข้าใจสถานการณ์ แล้วยังไม่นับว่าเดี๋ยวพอมุกตาภาซึ่งเป็นแม่แท้ๆ ของกฤตภาสได้รู้เรื่องเข้าจะต้องมาถามเธออีกแน่นอน ดังนั้นการเตรียมตัวไว้ก่อนย่อมดีที่สุด

ใจคนยากแท้หยั่งถึง เธอรู้จักกฤตภาสมาตั้งแต่เจ้าตัวยังไม่คลอด พอโตเป็นหนุ่มก็เห็นข่าวว่าคบคนนั้นคนนี้แต่ไม่ยืดจนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่เหตุการณ์เมื่อคืนนี้กลับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นชายหนุ่มในแง่มุมที่ไม่เคยเห็น ไม่นับภาพที่ตำตาตอนก้าวเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยเมื่อครู่ จะให้สงบสติอารมณ์เหมือนยามปกติเกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้

มุกเอ๋ยมุก...ฉันล่ะกลัวใจเธอแทนตากฤตจริงๆ

หญิงสูงวัยตบมือลงบนหลังมือของเขาเบาๆ ดึงความสนใจของกฤตภาสให้หันกลับมาอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยเอ่ยด้วยเสียงที่พอจะได้ยินกันเพียงสองคน

"เหวินเล่าให้หม่าม้าฟังแล้วนะลูก หม่าม้าจะไม่บอกแม่ของเราหรอกนะ แต่ถ้าโดนเรียกไปคุยก็ไว้หน้าแม่เขาบ้างนะจ๊ะ"

กฤตภาสเพียงแต่ยิ้มเล็กน้อยและตบหลังมือผู้สูงวัยแทนการตอบรับ แต่กลับไม่รู้สึกกังวลใจกับแม่ของตัวเองเลยสักนิด ถูกล่ะว่าหากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นรวมถึงเหตุผลของเขาแล้วหม่อมหลวงมุกตาภาจะต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงแน่นอน แต่เขารับมือกับความโกรธเกรี้ยวของผู้เป็นแม่จนชาชินเสียแล้ว ที่เขาเป็นกังวลตอนนี้กลับเป็นแรงกดดันจากคนอื่นมากกว่า

ถ้าหากดูตามเวลา พวกเขาก็น่าจะใกล้มาถึงในอีกไม่นานนี้

ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรมากกว่านั้น ประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกผลักเข้ามาด้านใน ผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็นหญิงชายวัยกลางคนที่ธีระคุ้นหน้าดี และนั่นทำให้เขาเลิกคิ้วสูงด้วยความคาดไม่ถึง

"พ่อ? แม่?"

"น้องตี้ ไม่เป็นไรใช่มั้ยลูก ไม่ได้ปวดท้องโรคกระเพาะมาตั้งหลายปีแล้วนี่นา"

ธาริณีเดินมายังข้างเตียงพลางลูบหลังไหล่ลูกชายด้วยความห่วงใย หลังจากทุกคนรู้ว่าผู้สูงวัยทั้งสองเป็นใครก็ไหว้ทักทาย ฝ่ายอธิศมองหน้าของทุกคนแล้วก็เอ่ยถามเสียงนิ่ง

"กฤตภาสคือคนไหน?"

"ผมเองครับ"

ชายหนุ่มลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินไปไหว้ชายวัยกลางคนที่เตี้ยกว่าเขาหนึ่งช่วงศีรษะ แต่ช่วงตัวที่ล่ำหนาบ่งบอกว่าในวัยหนุ่มคงกำยำไม่น้อย ผู้สูงวัยกวาดตามองเขาขึ้นลงก่อนจะกำมือแน่น

"แกเองรึ"

"ว้าย!"

"พ่อ!!"

ทุกคนร้องอย่างตกใจเมื่อได้ยินเสียง 'พล่อก!' พร้อมกับที่กำปั้นลุ่นๆ กระแทกเข้ากับหน้าของกฤตภาสโดยไม่มีใครห้ามทัน ร่างสูงกระเด็นลงไปบนพื้นตามแรงหมัดทันที วิรดาที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบเข้ามาประคองกฤตภาสขึ้นนั่ง พอเห็นชายหนุ่มก้มลงไปบ้วนเลือดบนพื้น และเห็นแวบๆ ว่ามีฟันกรามซี่หนึ่งปนอยู่ในกองเลือดผสมน้ำลายด้วยก็มือไม้อ่อน เสียงที่ลอดผ่านริมฝีปากก็สั่นไปด้วย

"ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันดีๆ เถอะ"

"ไม่มีอะไรต้องพูด คุณถอยออกมาให้ห่างๆ มันเดี๋ยวนี้!"

"พ่อ! ไหนสัญญากันไว้ว่าจะใจเย็นก่อนไง!"

"แม่เห็นหน้ามันแล้วยังใจเย็นได้อยู่เหรอ!? หันไปดูลูกซิว่าตอนนี้เป็นยังไง!"

ธีระหน้าซีดเผือดขณะมองแม่ที่กำลังพยายามยื้อพ่อไว้จากด้านหลัง ความจริงอาการเขาดีขึ้นมากแล้ว แต่ความตกตะลึงทำให้นึกคำพูดไม่ออกในทันที

"ไหน? โทรให้มาที่นี่เพราะบอกว่ามีเรื่องอยากคุยไม่ใช่เหรอ!? งั้นก็ลุกขึ้นมาคุยสิ ถ้าเป็นลูกผู้ชายจริงก็อย่าเอาแต่ซุกชายกระโปรงคนอื่น!"

นัยน์ตาของกฤตภาสวาวโรจน์ขณะปาดเลือดที่ไหลหยดจากปลายจมูกและมุมปาก บรรยากาศอันตึงเครียดทำให้ทุกคนในห้องแทบไม่กล้าหายใจ แต่ชายหนุ่มก็เพียงแค่หยัดตัวขึ้นยืนและสบตาอีกฝ่ายนิ่ง

"ผมมีเรื่องอยากคุยจริงๆ แต่นี่เป็นเรื่องเฉพาะพวกเรา ผมอยากขอให้คนอื่นออกไปก่อน"

"ทำไม? กล้าทำไม่กล้ารับรึไง? ไม่ต้องให้ใครออกไปทั้งนั้นแหละ! ไหนๆ มาแล้วก็ให้อยู่ฟังกันให้หมด!!"

"พ่อ! อย่าลากคนอื่นเข้ามาเกี่ยวได้มั้ย! ขอโทษนะคะ ทุกคนช่วยออกไปข้างนอกกันก่อนเถอะค่ะ"

เมื่อเห็นว่าสามีเริ่มทำตัวไม่มีเหตุผล ธาริณีจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ ถึงอย่างไรคนเหล่านี้ก็เป็นเพื่อนของลูก เธอไม่อยากให้พวกเขาติดภาพว่าพ่อของธีระป่าเถื่อนเหมือนไม่มีการศึกษา แต่แน่นอนว่าในเวลานี้คงอธิบายกับสามีไม่ได้

พวกของศันสนีย์มองหน้ากันไปมา และด้วยตระหนักว่าขืนอยู่ในห้องต่อไปก็มีแต่จะสร้างความลำบากใจจึงพากันทยอยเดินออกจากห้อง กฤตภาสจึงหันไปบอกคนที่ยืนด้านหลังบ้าง

"หม่าม้าก็ออกไปด้วยเถอะครับ"

"แต่ว่า..."

"ไม่เป็นไรหรอกครับ อะไรที่ผมผูกเองก็ต้องแก้เอง อย่าดึงใครเข้ามาเกี่ยวเลยครับ"

ชายหนุ่มบีบมืออีกฝ่ายพลางจ้องตานิ่ง วิรดาเข้าใจสิ่งที่กฤตภาสต้องการจะสื่อ จึงได้แต่พยักหน้าแล้วเดินออกไปยังหน้าประตู แต่ก่อนจะก้าวออกไปก็ยังหันมาเอ่ยกับคู่สามีภรรยาที่ยืนอยู่กลางห้อง

"อย่าใช้ความรุนแรงกันเลยนะคะ มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน ขอร้องล่ะ"

ประตูห้องปิดลงแล้ว ภายในห้องมีเพียงเสียงหายใจหนักหน่วงของอธิศที่ดูเหมือนยังอยากเห็นเลือดจากกฤตภาสมากกว่านี้ กล้ามเนื้อทั่วร่างที่เกร็งขมวดบ่งบอกว่าพร้อมจะตรงเข้าทำร้ายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้ทุกชั่วอึดใจ ขัดกันอย่างยิ่งกับท่าทางสงบนิ่งของกฤตภาสที่ยืนทิ้งแขนข้างลำตัวไว้เฉยๆ

ความเงียบอันน่าอึดอัดกำจายในอากาศจนธีระรู้สึกมวนท้องขึ้นมาอีก เขามองผู้ให้กำเนิดที่กำลังยืนจ้องตากฤตภาสแล้วก็ไม่รู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ควรจะคลี่คลายอย่างไรดี กลายเป็นแม่ของเขาที่ทำลายความเงียบขึ้นเป็นคนแรก

"คุณกฤต เมื่อคืนแม่ตกใจมากที่คุณโทรมา นึกว่าเราคงไม่ต้องเจอกันแล้วเสียอีก"

"ขอโทษด้วยครับที่โทรไปหากลางดึก แต่ผมเป็นห่วงตี้ แล้วผมก็อยากเจอคุณแม่กับคุณพ่อจริงๆ"

"ฉันมีลูกชายคนเดียว! แกไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่อ!"

ธาริณีที่ยังดึงแขนสามีไว้หันไปปรามอีกฝ่ายด้วยสายตา เรื่องที่สามีเจ็บแค้นแทนลูกชายนั้นเธอย่อมเข้าใจและรู้สึกไม่ต่างกัน แต่ก็รู้ดีว่าการปล่อยให้ใช้กำลังมีแต่จะยิ่งเพิ่มปัญหา

ที่สำคัญ...ถึงแม้จะปรายตาไปมองเพียงแวบเดียว แต่สัญชาตญาณของคนเป็นแม่ก็พอจะบอกได้ว่าลูกกำลังเป็นห่วงคนที่ยืนเลือดกบปากตรงหน้าแค่ไหนด้วย

"คุณกฤต บอกไว้ก่อนนะว่าพ่อของตี้เขาเคยเป็นนักมวยมาก่อน ทางที่ดีอย่ายั่วโมโหให้ตัวเองเจ็บตัวมากกว่านี้จะดีกว่า"

หญิงสูงวัยหันมาเอ่ยเตือนเขาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ กฤตภาสได้ฟังก็เลิกคิ้วเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่โกหกเพราะแรงหมัดเมื่อครู่ทำเอาเขาหน้ามืดไปชั่วขณะ

หญิงสูงวัยเอ่ยต่อ "คุณจำที่เราเคยคุยกันหลังจากที่ตี้เลิกไปฝึกงานได้ใช่มั้ย?"

"ได้ครับ"

กฤตภาสพยักหน้าพลางยกมือขึ้นปาดเลือดกำเดาที่ยังซึมอยู่ใต้จมูก ธีระได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ก็เลิกคิ้ว แม่ของเขาเคยคุยกับคุณกฤตระหว่างที่เขาไปอยู่ที่น่าน? ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย?


"แม่ขอพูดอีกครั้งนะคุณกฤตภาส แม่อโหสิให้คุณ ถือว่าคุณคงเป็นเจ้ากรรมนายเวรของตี้มาก่อน แต่ในเมื่อตอนนี้ไม่มีเหตุให้ต้องข้องเกี่ยวกันแล้วก็ตัดบ่วงกรรมนี้เสียเถอะ ในเมื่อคุณเองก็มีพร้อมทุกอย่างในชีวิตอยู่แล้ว อย่าให้ตี้ต้องกลายเป็นส่วนเกินในชีวิตของคุณเลย แม่ไม่ได้เลี้ยงเขามาให้ถูกใครย่ำยีไม่ว่าจะทางร่างกายหรือว่าจิตใจ แค่นี้นะคะ"


ทุกคำพูดที่ได้ยินผ่านทางโทรศัพท์ตอนที่เขาโทรไปถามว่าธีระอยู่ไหนยังดังก้องในความทรงจำ ตอนนั้นเขามีแต่ความร้อนใจ อยากรู้ว่าเด็กหนุ่มอยู่ที่ไหนโดยที่ไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำว่าทำไมต้องทนไม่ได้ที่อีกฝ่ายจากไปถึงขนาดนั้น จนกระทั่งได้รับรู้ความต้องการที่แท้จริง ได้กลับมาพบธีระอีกครั้งและเห็นกับตาว่าได้สร้างรอยแผลในใจให้เด็กหนุ่มแค่ไหน กฤตภาสก็ตระหนักแล้วว่าเขาต้องทำทุกวิถีทางให้อีกฝ่ายเลิกคิดว่าตัวเองเป็น 'ส่วนเกิน' ในชีวิตเขาให้ได้

หากคำว่าขอโทษเป็นหนึ่งในการจะก้าวไปสู่จุดนั้น เขาก็ไม่เกี่ยงงอนที่จะเอ่ย

"ผมขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่ที่เคยทำไม่ดีไว้กับตี้ แต่นอกจากคำขอโทษแล้วผมอยากจะขอแก้ตัวด้วย ต่อจากนี้ผมจะไม่ยอมให้ตี้ไม่มีความสุขเพราะผมเด็ดขาด ดังนั้นผมขอโอกาสพิสูจน์ตัวเอง ผมขอลูกชายของพ่อกับแม่ได้ไหมครับ"

ทั้งสามคนที่เหลือในห้องอึ้งไป ธีระเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อหู คุณกฤตพูดอะไรน่ะ นี่โดนพ่อของเขาต่อยจนเสียสติไปแล้วหรือไงกัน นี่คือผู้ชายคนที่เคยใช้ลูกไม้มาขู่บังคับให้เขาเป็นเซ็กส์เฟรนด์จริงๆ น่ะหรือ

พล่อก!

"พ่อ!!"

เสียงหมัดลุ่นๆ ที่ปะทะเข้ากลางลำตัวของกฤตภาสอีกครั้งจนชายหนุ่มตัวงอพับลงบนพื้นเรียกเสียงร้องจากทั้งธาริณีและธีระ แรงกระแทกอันหนักหน่วงทำให้กฤตภาสอาเจียนอาหารเช้าออกมา กระนั้นหลังจากตั้งตัวได้ ชายหนุ่มก็พยายามประคองตัวเองลุกขึ้นยืนอีก แม้ท่าทางจะโซเซแทบยืนไม่อยู่ แต่เขาก็ยังสบตากับชายวัยกลางคนที่จ้องมองเขาอย่างเกรี้ยวกราดโดยไม่หลบเลี่ยง

"ฉันไม่ให้ลูกฉัน! แกคิดว่าตัวเองดีเด่มาจากไหน!? ทำให้คนเขาอับอายแล้วก็มาแกล้งทำเป็นขอโทษ ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นผู้ชายเหมือนกันแล้วต่อไปแกจะไม่ทำให้ลูกฉันเสียใจ! แล้วพวกแฟนที่เคยพากันออกข่าวนั่นจะเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน?"

"แฟนพวกนั้นผมเลิกหมดแล้ว คนล่าสุดนั่นก็เป็นแค่ญาติห่างๆ กันแต่นักข่าวเอาไปสร้างกระแสกันเอง ผมรู้ว่าไม่มีหลักประกันให้วางใจเรื่องของผมกับตี้ แต่ผมมั่นใจว่าผมพิสูจน์ให้เห็นได้"

แน่นอนว่ากฤตภาสไม่คิดจะบอกว่าแม่ของเขาคิดจะจับคู่ให้เขากับเกล็ดมณี เพราะถึงอย่างไรมันก็ไม่มีวันจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

น้ำเสียงของกฤตภาสแหบแห้ง กระนั้นเจ้าตัวก็ยังกัดฟันทนเพื่อไม่ให้ล้มลงไปอีก ธีระมองกองเลือดและอาเจียนบนพื้นแล้วก็รับรู้ได้ว่าใบหน้ากำลังเปียกชุ่มด้วยน้ำตา

กฤตภาสที่ยอมก้มหัวขอขมาคนอื่นถึงเพียงนี้ เขาไม่เคยเห็นและไม่อยากเห็นอีกแล้ว

"พ่อ...พอเถอะ"

เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงพร่า ผู้สูงวัยทั้งสองดูจะเพิ่งตระหนักว่าลูกชายยังอยู่บนเตียง อธิศตวัดสายตามองกฤตภาสอย่างไม่หายโกรธก่อนจะเดินเข้าไปหาธีระ

"ตี้ ถ้าไม่ได้เป็นอะไรแล้วก็กลับบ้าน เดี๋ยวพ่อกับแม่พากลับสุพรรณวันนี้เลย ยังไงก็มีเวลาอีกสองสามวันก่อนจะเปิดเทอม เดี๋ยวพ่อพากลับมาส่งเอง"

ธีระมุ่นคิ้วพลางหันไปมองผู้เป็นแม่ หญิงสูงวัยพยักหน้าราวจะบอกว่าให้ทำตามที่สามีบอกไปก่อน

"ก็ได้ครับ แต่ว่า...ตี้ขอคุยกับคุณกฤตก่อนได้ไหม"

"จะคุยกับมันทำไมอีก! คนพรรค์นี้อยู่ด้วยนานไปก็เป็นเสนียดจัญไรกับชีวิตเท่านั้น ไม่ต้องไปเกลือกกลั้วอีกเลยนั่นแหละดีที่สุด!"

กฤตภาสได้แต่พยายามสูดหายใจลึกอย่างข่มใจ นี่เป็นผลจากการกระทำที่ผ่านมาของเขาเอง จะโดนดูถูกด้วยถ้อยคำเหยียบย่ำศักดิ์ศรีแค่ไหนก็ต้องทน

ตราบใดที่คนที่เขาห่วงความรู้สึกที่สุดไม่ได้คิดเช่นเดียวกัน เขาก็ไม่ได้หน้าบางจนถึงกับจะรับฟังคำสบประมาทเหล่านี้ไม่ได้ แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยแยแสคำพูดของใครอยู่แล้วด้วย

"ถ้าพ่อไม่ให้ตี้คุย ตี้ก็ไม่กลับบ้าน"

เด็กหนุ่มเช็ดน้ำตาพลางเบ้ปาก เขารู้ดีว่าทั้งพ่อและแม่ต่างโอ๋เขาแค่ไหนเพราะเป็นลูกคนเดียว แม้จะรู้ว่าตอนนี้กำลังใช้ประโยชน์จากความใจอ่อนของทั้งคู่ แต่นี่ก็เป็นโอกาสเดียวที่จะได้ปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจมานานในที่สุด

"ตี้..."

"ได้ แต่แค่ห้านาทีเท่านั้นนะตี้ หมดเวลาแล้วพ่อกับแม่จะเข้ามาช่วยเก็บของกลับบ้าน"

ธาริณีรู้ดีว่าให้สามีพยายามดันทุรังก็เปลืองแรงเปล่า แม้ว่าส่วนตัวแล้วจะไม่ได้นึกอยากสนับสนุนการตัดสินใจของลูกเลยก็ตาม แต่ก็รู้ดีว่าเมื่อถึงวันหนึ่ง...ผู้ให้กำเนิดอย่างพวกเขาก็ทำได้เพียงคอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เท่านั้น

เด็กหนุ่มพยักหน้าขณะมองแม่ที่พยายามจะดึงแขนพ่อที่ท่าทางกระฟัดกระเฟียดออกไปจากห้อง กระทั่งประตูปิดสนิทลงแล้ว เขาจึงค่อยหันไปหากฤตภาสที่เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง ชายหนุ่มฟุบหน้าลงบนฟูกขณะเอามือข้างหนึ่งกุมท้องเอาไว้

"คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า?"

ธีระถามอย่างเป็นห่วง แต่ละครั้งที่เสียงหมัดของพ่อกระทบกฤตภาสนั้นหัวใจของเขาก็คล้ายถูกโบยไปด้วย ตอนยังเล็กเขาเคยตามไปดูพ่อสอนเด็กที่ค่ายมวย รู้ดีอย่างยิ่งว่าพ่อของตัวเองหมัดหนักแค่ไหน กฤตภาสซึ่งโตมาแบบคุณชายจู่ๆ ก็โดนเข้าสองหมัดติดกันย่อมไม่มีทางทนรับได้โดยไม่เข็ดขยาด

"ก็นิดหน่อย ไม่คิดว่าจะโดนแบบนี้ก็เลยไม่ทันได้ตั้งตัว"

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าออกช้าๆ จนกระทั่งพอจะหายจุก เขาค่อยดันตัวนั่งตรงแล้วก็เงยหน้าขึ้นสบตากับธีระ เด็กหนุ่มรีบหันไปหยิบกล่องทิชชู่แล้วเอามาซับเลือดที่ยังเกรอะกรังบนหน้าอีกฝ่ายทันที

"ขอโทษแทนพ่อผมด้วย ปกติพ่อเป็นคนใจดีมาก"

"ไม่เป็นไร ฉันคิดว่าที่โดนไปนั่นก็สมควรแล้ว ดีแค่ไหนแล้วที่พ่อเธอไม่พกปืนหรือมีดมาด้วย"

ธีระชะงักมือพลางเม้มปาก กฤตภาสเห็นดังนั้นจึงดึงมือของเด็กหนุ่มมากุมแน่น

"ฉันพูดเล่น อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ"

สัมผัสบนฝ่ามือช่วยปลอบประโลมให้จิตใจของธีระสงบลง เขาสบตากับกฤตภาสเงียบๆ ในอกระอุไปด้วยอารมณ์หลากหลายที่ผสมปนเปจนอธิบายไม่ถูก

คำพูดที่คุณกฤตบอกกับพ่อเมื่อกี้นี้...เขาเชื่อได้แค่ไหน

ธีระรู้ว่าเขาไม่มีสิทธิ์คาดหวัง เพราะถ้าไม่หวังก็จะไม่ผิดหวัง แต่ท่าทีของกฤตภาสที่ยอมก้มหัวให้พ่อของเขาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน....มันทำให้ใจเขาอดจะโน้มเอียงไม่ได้ว่าหรือที่แท้แล้ว...เขายังไม่ถึงกับต้องปล่อยความหวังนี้ให้ลอยหายไปในอากาศเสียทีเดียว

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็เท่ากับเขายังเป็นที่ต้องการอยู่บ้างใช่ไหม?

"คุณเคยคุยกับแม่หลังจากผมเลิกฝึกงานด้วยเหรอ?"

"ตอนนั้นฉันติดต่อเธอไม่ได้ โทรไปหาแม่เธอก็ไม่ยอมบอก แต่เขาก็ทิ้งคำพูดที่ช่วยให้ฉันได้คิดเรื่องของเธอหลายข้ออยู่"

กฤตภาสยกมือของธีระขึ้นแนบบนแก้มข้างที่เริ่มช้ำเพราะถูกฤทธิ์หมัด เมื่อฝ่ามือเย็นๆ แตะลงก็ราวจะช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนบริเวณนั้นให้ทุเลาลงนิดหนึ่ง

"ตอนนั้นฉันบอกแม่เธอไปว่าเสียใจ เขาก็เลยบอกว่าฉันสมควรจะพูดคำนี้กับเธอมากกว่า แล้วเขาก็บอกด้วยว่าไม่ได้เลี้ยงลูกมาให้เป็นส่วนเกินของใคร ดังนั้นให้ฉันปล่อยเธอไปซะ พอมาคิดทบทวนดู ฉันก็รู้ว่าแม่เธอพูดถูก"

มือของธีระที่ถูกจับไว้ทำท่าจะกระตุกออก แต่กฤตภาสไม่ปล่อยมือและเพียงแต่สบตาอีกฝ่ายนิ่ง

"แม่เธอพูดถูกที่ว่าไม่ได้เลี้ยงเธอมาให้เป็นส่วนเกินของใคร ดังนั้นฉันก็เลยจะพิสูจน์ให้เห็น ว่าเธอไม่ใช่ส่วนเกินในชีวิตฉัน"

"...คุณก็แค่อยากเอาชนะแม่ผมเท่านั้นแหละ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องการผมจริงๆ หรอก"

น้ำเสียงของธีระสงบนิ่งจนกระทั่งตัวเองยังแปลกใจ นัยน์ตากลมโตแดงก่ำแต่ไร้หยาดน้ำตา ราวกับว่าวันนี้มันหลั่งไหลออกมาจนไม่เหลือจะหยดอีกแล้ว

"ไม่ใช่"

กฤตภาสสูดหายใจลึก เขาพยายามฝืนความเจ็บตรงช่องท้องแล้วลุกขึ้นโอบธีระไว้แนบอก เพราะมีแต่วิธีนี้ที่จะทำให้อีกฝ่ายตระหนักว่าเขาพร้อมจะปกป้องเจ้าตัวได้

มันไม่ใช่ความรู้สึกตื้นเขินเพียงความสนใจอยากหยอกเย้าเล่นเหมือนที่ผ่านมา และไม่ใช่ความอยากเอาชนะคำสบประมาท เขาต้องการธีระมาอยู่เคียงข้างจากใจจริง

"เราอาจได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นาน แต่ฉันมั่นใจว่าเธอรู้จักฉันดีพอ เข้าใจฉันมากพอว่าฉันไม่มีทางฝืนทำเรื่องที่ขัดกับความต้องการของตัวเอง ถ้าหากฉันเป็นคนดีขนาดนั้น ฉันก็คงไม่เข้าไปยุ่งกับเธอตั้งแต่แรกแล้ว"

ธีระได้ยินเสียงหัวใจของกฤตภาสจากแผ่นอกที่แก้มของเขาแนบอยู่ เมื่อสูดหายใจเข้าก็ได้กลิ่นคาวเลือดเบาบางจากคราบที่เกาะอยู่บนเสื้อของอีกฝ่าย จึงได้แต่กำชายเสื้อของกฤตภาสแน่นเข้า

"กับเรื่องนี้ก็เหมือนกัน ฉันไม่มีความจำเป็นต้องเอาชนะแม่เธอ แต่คำพูดของเขาทำให้ฉันฉุกคิดได้ว่าตัวเองคือคนที่บีบให้เธอตีตัวออกห่าง ฉันไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนก็ได้ในเมื่อเธอเคยพูดเองว่าขอให้ปล่อยเธอไป แต่ฉันไม่อยากปล่อย ยิ่งตอนนี้ก็ยิ่งมั่นใจ ฉันปล่อยเธอไปไม่ได้"

อ้อมแขนของกฤตภาสกระชับรอบตัวของธีระแน่นเข้า ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดบนขมับราวจะเป็นตัวแทนของความปรารถนาที่คุกรุ่นในอกของอีกฝ่าย ความรู้สึกเดียวกันนั้นพลุ่งพล่านอยู่ในอกของเขาเช่นกัน

จริงหรือ นี่ไม่ใช่คำพูดหลอกลวงเพื่อให้เขากลับไปสู่วังวนเดิมใช่ไหม?

น้ำตาร้อนผ่าวไหลพรากลงมาอีกครั้ง มันร้อนจนคล้ายกับจะลวกผิวแก้มของเขาให้เป็นรอยได้ กฤตภาสรับรู้ถึงอาการสั่นน้อยๆ ของร่างในอ้อมแขนจึงยกนิ้วขึ้นกรีดหยดน้ำเหล่านั้นออก

"ฉันจะไม่ขอให้เธอเชื่อคำพูดของฉัน แต่ฉันจะพิสูจน์ให้เห็นเอง เธอก็รู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นคนที่ลงมือทำมากกว่าพูด"

"ผมรู้..."

"หมดเวลาแล้ว ตี้ กลับบ้าน!"

บานประตูเปิดออกพร้อมกับที่อธิศเดินเข้ามาในห้องโดยมีธาริณีเดินตามหลัง ธีระหันไปมองก่อนประตูจะปิดลงและเห็นว่าพวกเพื่อนๆ ยังคงยืนให้กำลังใจอยู่นอกห้อง มุมปากได้รูปจึงยกขึ้นน้อยๆ คล้ายจะบอกทุกคนว่าไม่ต้องเป็นห่วง

หลังจากที่นางพยาบาลเข้ามาช่วยถอดเข็มน้ำเกลือและธีระเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว พ่อกับแม่ก็พาเขาไปทำเรื่องจ่ายค่าห้องพัก ตลอดเวลานั้นกฤตภาสได้แต่ข่มความต้องการที่จะเสนอตัวออกค่าใช้จ่ายเพราะรู้ว่ารังแต่จะทำให้พ่อของธีระเหม็นขี้หน้ามากขึ้น กระนั้นเมื่อผู้สูงวัยทั้งสองพาเด็กหนุ่มไปที่รถโดยมีพวกเพื่อนๆ เดินตามไป เขาก็ยังตามไปส่งโดยไม่สนว่าบนใบหน้าและเสื้อผ้าตัวเองยังมีคราบเลือดติด

ทันทีที่ยอมรับความรู้สึกต่อหน้าเจ้าตัว กฤตภาสก็แทบทนเห็นธีระต้องจากไปอีกไม่ไหว ถึงแม้จะรู้ดีว่าพอเปิดเทอมเมื่อไหร่พวกเขาย่อมได้เจอกันอยู่แล้วก็ตาม

"กลับถึงบ้านแล้วก็พักผ่อนเยอะๆ นะตี้ แล้วเจอกันอีกทีวันเปิดเทอม"

พวกเพื่อนๆ เข้าไปกอดลาธีระและเอ่ยให้กำลังใจ ส่วนกฤตภาสเพียงแค่ยืนอยู่นอกวงและมองส่งเงียบๆ เขาได้ใช้เวลาตามลำพังกับเด็กหนุ่มและเอ่ยทุกสิ่งที่ต้องการออกไปหมดแล้ว หากทำอะไรอีกในยามนี้ก็มีแต่จะขวางหูขวางตาพ่อแม่ของอีกฝ่ายอย่างไร้ประโยชน์ ดังนั้นต่อให้ไม่พอใจแค่ไหนก็ต้องทน

"ถ้างั้น...เดี๋ยวค่อยเจอกันนะ"

ธีระเอ่ยหลังจากขึ้นนั่งบนรถและเลื่อนบานกระจกลง แต่ถึงแม้จะดูเผินๆ เหมือนกำลังพูดกับทุกคน สายตาของเด็กหนุ่มกลับทอดไปยังกฤตภาสที่ยืนห่างออกไปทางด้านหลัง นัยน์ตากลมโตทอประกายขณะที่มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ไม่นานบานกระจกก็ถูกกดเลื่อนขึ้นและรถเก๋งสีน้ำเงินแล่นห่างออกไป

นั่นเป็นยิ้มแรกที่ธีระมอบให้เขาจากใจจริง

ทันทีที่ตระหนักถึงข้อนี้ ในอกของกฤตภาสก็อัดแน่นด้วยความฮึกเหิมอันพลุ่งพล่าน ความอิ่มเอมแล่นไปทั่วร่างด้วยความยินดีที่เขาคว้าหัวใจของธีระได้ทันก่อนที่เด็กหนุ่มจะทิ้งความหวังในตัวเขาโดยสิ้นเชิง

โชคดีที่เขาไม่ได้รู้ตัวสายเกินไป...

นาทีนี้กฤตภาสไม่ลังเลอีกแล้ว ต่อให้ครอบครัวของพวกเขาล้วนแต่ไม่เห็นด้วยก็ช่าง เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ธีระมาอยู่เคียงข้างอย่างแท้จริง



++---TBC--++


A/N: โทษฐานที่หายหน้าไปนาน คราวนี้เลยมาแบบยาวๆ ให้จุใจหายคิดถึงกันไปเลยค่ะ ^^

ปล. ไม่คิดว่าจะมีวันที่เขียนนิยายถึงตอนที่ 40 แล้วยังไม่จบ




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 8 ธันวาคม 2557 16:55:33 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  
Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.