Group Blog
 
All blogs
 

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 36


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 36


กลิ่นหอมอบอวลของกาแฟคละเคล้ากับกลิ่นนมเนยฟุ้งมาจากห้องครัว กลิ่นนั้นลอยผ่านเข้ามาทางประตูห้องนอนที่เปิดแง้มไว้จนกฤตภาสรู้สึกตัวตื่น ชายหนุ่มปรือตาขึ้นอย่างช้าๆ และพบว่าภายในห้องถูกย้อมด้วยแสงสีส้มจางของยามเช้า เสียงการเคลื่อนไหวคล้ายใครบางคนกำลังอยู่ในครัวขับกล่อมให้เขาวางใจจนหลับตาลงอีกครั้ง แต่เพียงไม่กี่นาทีถัดมา เขาก็รับรู้ได้ว่าใครคนนั้นเดินเข้ามาในห้องนอน ร่างที่ไม่สูงใหญ่เหมือนเขาทรุดตัวลงนั่งจนขอบเตียงยวบลงนิดหนึ่ง เนื่องจากทิศนั้นเป็นทิศที่หันไปทางหน้าต่าง ร่างของอีกฝ่ายจึงบดบังแสงยามเช้าอันน้อยนิดจนเกิดเงาสลัวทาบบนหน้าของคนบนเตียง

สัมผัสจากปลายนิ้วที่ลูบบนผิวแก้มสากของเขาดึงมุมปากของกฤตภาสให้หยักขึ้น ชายหนุ่มสูดหายใจยาวอย่างพึงพอใจกับกลิ่นหอมหวานของนมเนยที่โชยเข้าจมูก กระทั่งเมื่อมือที่ลูบบนหน้าทำท่าจะผละจากไป เขาจึงยกมือหนาขึ้นกดทับฝ่ามือนั้นเอาไว้ ไม่ยอมให้เคลื่อนห่างจากใบหน้าของตัวเอง

“เช้าแล้วนะครับ”

“อืม รู้แล้ว”

“ผมทอดแพนเค้กกับไข่ดาวไว้ให้ กาแฟก็ชงเสร็จแล้วด้วย พี่กฤตจะลุกมากินเลยรึเปล่า?”

“ตอนนี้ยังไม่อยากกินแพนเค้ก อยากกินคนทำแพนเค้กมากกว่า”

เขายิ้มเจ้าเล่ห์ทั้งที่ไม่ยอมลืมตา แต่ขณะที่พยายามจะดึงร่างที่นั่งอยู่เข้าหาตัว อีกฝ่ายกลับหัวเราะเสียงใสแล้วชักมือออกจากฝ่ามือของเขา

“อยากกินก็ลุกตามมาเองสิ ถ้าช้าไม่รอนะบอกก่อน”

“เดี๋ยว! ตี้!!”

ภาพใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กหนุ่มหายวับไปในทันทีที่กฤตภาสผุดลุกขึ้นนั่ง ชายหนุ่มสูดหายใจแรงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นแล้วพบแต่ความว่างเปล่า ประตูห้องนอนปิดสนิท ไม่มีกลิ่นนมเนยหรือกาแฟอวลกรุ่นจากห้องครัว และคนที่มาปลุกเขาก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่เคยอยู่ตรงนั้น...ไม่เคยเข้ามายั่วยวนฉอเลาะ...ทำให้หัวใจเขาพองล้นไปด้วยความรู้สึกอันไม่คุ้นเคยเหมือนที่เพิ่งเห็นในฝันเลยสักนิด

‘พี่กฤต’ งั้นรึ...

กฤตภาสสูดหายใจลึกก่อนจะระบายออกมาแรงๆ เพื่อให้สมองโล่ง มุมปากเหยียดยิ้มหยันเมื่อนึกถึงสรรพนามที่ถูกเรียกในช่วงครึ่งหลับครึ่งตื่น ถึงแม้จะเคยได้ยินว่าความฝันเกิดจากจิตใต้สำนึกที่ต้องการจะปลดปล่อยความปรารถนาซึ่งถูกเก็บกดไว้ในยามที่รู้สึกตัว แต่สิ่งที่เขาได้สัมผัสชั่วเวลาสั้นๆ เมื่อครู่ช่างไม่ต่างจากการละเมอเพ้อพกเลยสักนิด

เด็กคนนั้นไม่เคยเรียกเขาว่าพี่ ยิ่งกว่านั้นก็ไม่เคยตื่นก่อนเพื่อลุกไปทำอาหารเช้าให้ อย่างมากที่สุดก็แค่เคยต้มบะหมี่ให้เขาในคืนที่กลับจากงานเลี้ยง ออกไปซื้ออาหารตามสั่งที่ตลาดในวันที่ไม่มีกับข้าวกับปลาในตู้เย็น นอกจากนั้น...ก็แค่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า...ช่วยเช็ดตัว...ช่วยเป็นธุระประสานงานที่บริษัทให้จนหัวหมุนระหว่างที่เขาพักฟื้นในโรงพยาบาลเท่านั้นเอง

ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้นเลย เพียงแต่ว่า...สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำให้เขามาก่อน และเหตุผลนี้ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ธีระแตกต่างจากคนอื่นที่เขาเคยคบหาไปแล้ว

จริงอยู่ว่าจุดเริ่มต้นของพวกเขาสองคนช่างลักลั่นจนเข้าขั้นแปลกประหลาด เขาบังเอิญไปเห็นอีกฝ่ายในผับ บังเอิญนึกสนใจกับท่าทางเงื่องหงอยตอนนั่งเฝ้าโต๊ะคนเดียว บังเอิญเอะใจจนตามไปช่วยเมื่อถูกผู้ไม่หวังดีมอมยาจนเกิดความสัมพันธ์เลยเถิดชั่วข้ามคืน แต่ทั้งที่คิดว่าหลังจากนั้นคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว ความบังเอิญก็ชักนำเด็กคนนั้นให้กลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้ง ตอนนั้นกฤตภาสไม่ได้มองหาความสัมพันธ์ระยะยาว เขาคิดว่าถ้าหากธีระส่งสัญญาณแม้เพียงเล็กน้อยว่าสนใจเขาก่อนก็จะตอบสนองอย่างไม่คิดมากด้วยซ้ำ แต่เพราะอีกฝ่ายไม่เข้าหาแถมยังทำท่าหลบเลี่ยง ความรำคาญเรื่องหยุมหยิมอย่างการค่อยๆ พูดคุยทำความรู้จักทำให้เขาเลือกทางลัดด้วยการสร้างเงื่อนไขมามัดมือชกอย่างโหดร้าย จากนั้นเพราะถูกใจปฏิกิริยาท่าทางที่ได้รับเวลาเห็นธีระดื้อแพ่ง เขาจึงไม่เคยมองข้ามโอกาสที่จะแกล้งยั่วเด็กหนุ่มเพื่อความพอใจส่วนตัว ยิ่งได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น กฤตภาสก็ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าธีระพิเศษกว่าคนอื่นที่เขาเคยใกล้ชิดด้วย แต่บางทีอาจเป็นเพราะเขาเองที่ยินยอมให้ธีระเข้ามาใกล้มากพอที่จะสร้างความแตกต่างจนกระทั่งกลายเป็นคนพิเศษขึ้นมา

พิเศษถึงขั้นที่เขาวางใจจนปลดปล่อยด้านแย่ๆ ทุกด้านให้เห็น กล้าระเบิดอารมณ์ใส่เวลาที่หงุดหงิดไม่ได้อย่างใจ ไว้ใจให้เป็นคนเดียวนอกจากโกเมทกับศุภวัฒน์ที่ยอมให้รู้ว่าเขาถูกยิงแล้วยังให้มาคอยดูแลอยู่ใกล้ตัว ยินยอมเล่าเรื่องความบาดหมางในอดีตกับเพื่อนรักที่เก็บงำไว้คนเดียวมากว่าสิบปีให้ฟัง อนุญาตให้ได้ทำความคุ้นเคยกับเขาจนเด็กหนุ่มไม่ปฏิเสธไม่ว่าเขาจะบอกให้ทำอะไร และวางใจว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไปจนกว่าจะถึงวันใดก็ตามที่เขาหมดความสนใจในตัวอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง

แต่ยังไม่ทันมีวี่แววว่าวันนั้นจะมาถึง...ธีระก็เลือกตัดความสัมพันธ์แล้วเป็นฝ่ายเดินจากเขาไปก่อนอย่างเหนือความคาดหมาย นั่นเป็นครั้งแรกที่กฤตภาสได้รับรู้ว่ารสชาติฝาดเฝื่อนในคอเหมือนถูกกรอกน้ำกรดเป็นอย่างไร ได้รับรู้ความทุรนทุราย จิตใจร้อนรนไม่สงบ ไม่เป็นตัวของตัวเองจนแทบอยากทำลายทุกอย่างที่ขวางหูขวางตาเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งที่เคยคิดมาตลอดว่าการมอบความรู้สึกลึกซึ้งให้กับใครเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นพันธะผูกพันที่จะทำให้เขาสูญเสียการควบคุมตัวเอง และจะทำให้ก้าวไปสู่จุดแตกหักที่น่าสมเพชเหมือนของผู้ให้กำเนิดเข้าสักวัน

ทั้งที่เคยบอกตัวเองมาตลอดว่าเขาจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองมีความรู้สึกเช่นนี้เป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไม่มีวันถลำตัวลงไปในหลุมพรางที่ตนเป็นผู้ขุด แต่สุดท้าย...กฤตภาสก็ต้องยอมรับว่าเขาปฏิเสธความต้องการในใจของตัวเองไม่ได้

เขาอยากได้ธีระมาอยู่เคียงข้าง ไม่ใช่เพียงเพื่อสนองตัณหาที่ผุดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวตามสัญชาตญาณดิบเท่านั้น แต่เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถย้อนกลับไปสู่วันคืนที่คบกับใครเล่นๆ โดยไม่แยแสความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายได้อีกแล้ว


"แผลที่โดนยิงของคุณ...ยังเจ็บมากรึเปล่า?"


ภาพของธีระที่ช้อนนัยน์ตาฉ่ำชื้นขึ้นถามหลังได้รู้เรื่องในอดีตของเขายังติดตรึงในความทรงจำ ทั้งที่เด็กคนนั้นผ่านเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาพอสมควรแล้วยังถูกเขาซ้ำเติม แต่กลับยังเจ็บปวดไปกับเรื่องราวที่ได้ฟังและแสดงความห่วงใยออกมาอย่างจริงใจ บางทีหากเป็นคนอื่นที่ได้มาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็อาจแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจเหมือนกันก็ได้ แต่ไม่มีใครเคยได้แสดงออกเช่นนั้น เพราะธีระเป็นคนเดียวที่เขาเลือกจะเปิดเผยเรื่องครั้งเก่าให้ฟังอย่างที่ไม่เคยพูดกับใครมาก่อน

เขาเป็นคนเลือกเด็กหนุ่มจากหมู่คนมากมายที่แวดล้อมด้วยมือตัวเอง...แล้วตอนนี้ก็กำลังหงุดหงิดงุ่นง่านกับการที่ไม่รู้ว่าเด็กนั่นหนีหน้าไปหลบอยู่ที่ไหน อยากออกตามหาให้พบแล้วดึงตัวมากอดให้แน่นๆ จนมั่นใจว่าจะไม่มีวันจากเขาไปไหนได้อีกใจจะขาด หากการเอาแต่ครุ่นคิดถึงเด็กนั่นตลอดเวลายังไม่ใช่หลักฐานว่าธีระสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเขาเพียงไร กฤตภาสก็ไม่แน่ใจแล้วว่าในชั่ววินาทีนี้จะมีมนุษย์หน้าไหนบนโลกทำให้เขากระวนกระวายได้ถึงขนาดนี้อีก

ตลอดชีวิตที่ผ่านมากฤตภาสไม่เคยขาดอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่เคยหายไปมีเพียงครอบครัวอันพร้อมหน้าซึ่งเขาทำใจได้ตั้งแต่รู้ความแล้วว่ามันไม่มีวันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่วันนี้เขาในวัยสามสิบสามกลับเพิ่งค้นพบช่องโหว่ในหัวใจของตัวเองเป็นครั้งแรก ความว่างโหวงจากการที่ธีระไม่อยู่ทำให้เขาว้าวุ่นจนแทบจะทนไม่ได้ และมีเพียงการตามชิ้นส่วนที่หายไปนั้นกลับมา ได้เห็นอีกฝ่ายในระยะที่เขาเอื้อมมือถึงจึงจะทำให้ใจสงบได้ในที่สุด

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบดึงความสนใจของกฤตภาสที่กำลังจะเดินเข้าห้องน้ำ ร่างสูงใหญ่เดินอ้อมปลายเตียงไปหยิบโทรศัทพ์ขึ้นมาดูหมายเลขของคนที่โทรเข้า แต่เมื่อเห็นชื่อถนัดตาว่าเป็นใคร เขาก็กลอกตาก่อนจะกดรับสายอย่างเสียไม่ได้

"ฮัลโหล?"

"กฤตเหรอ นี่แม่เองนะ ช่วงกลางวันนี้มีธุระไปไหนหรือเปล่า?"

"ยังไม่มีครับ" กฤตภาสเอ่ยไปแล้วถึงค่อยนึกได้ว่าไม่น่าตอบไปตามจริงเลย แต่ก็สายไปเสียแล้ว

"ถ้างั้นก็พอดีเลย แม่นัดหนูมีนเอาไว้ที่ร้านของคุณยายตอนเที่ยง เดี๋ยวออกมากินข้าวกับแม่หน่อยนะ คุณยายบ่นว่าคิดถึงลูกแน่ะ"

"...ก็ได้ครับ ถ้างั้นเจอกันตอนเที่ยง"

กฤตภาสตอบก่อนจะกดวางสาย บทสนทนาของเขากับหม่อมหลวงมุกตาภาเป็นเช่นนี้เสมอ กระชับ ตรงประเด็น ไม่มีการถามไถ่ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรให้มากความเพราะมักจะได้ยินผ่านคนรอบตัวอยู่แล้ว กระนั้นเขาก็ตระหนักดีว่าต่อให้ผู้เป็นแม่จะทำเหมือนมอบอิสระเสรีให้เขาในการใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม แต่หากพบกลเม็ดใดที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้เขาซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวยังอยู่ในโอวาทได้ก็จะไม่ลังเลที่จะนำมาใช้อย่างเด็ดขาด

กับหญิงสาวที่เพิ่งถูกอ้างชื่อก่อนจะวางสายนี่ก็เหมือนกัน...เป็นอีกความพยายามที่ฝ่ายนั้นตั้งใจจะยัดเยียดให้เพื่อความสบายใจว่าลูกชายจะไม่ไปคว้าใครก็ได้มาเป็นสะใภ้ กฤตภาสรู้ดีว่าหม่อมหลวงมุกตาภาทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งมาตลอดเวลาเห็นข่าวของเขาที่เปลี่ยนคู่ควงมาหลากหน้าหลายตา แต่ดูเหมือนข่าวล่าสุดกับธีระซึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนจะทำให้ผู้สูงวัยเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข ถึงได้ยอมออกหน้ามายุ่มย่ามกับชีวิตส่วนตัวเขาในที่สุด ทั้งที่เคยพร่ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีกมาตลอดว่าความรักไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืนแท้ๆ

เมื่อถึงเวลาเที่ยง กฤตภาสก็ขับรถออกจากคอนโดไปยังร้านอาหารริมแม่น้ำของคุณยายซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยพาธีระมาทานข้าว พนักงานเห็นเขาก็ยิ้มให้แล้วพาตรงขึ้นไปยังโต๊ะที่จองไว้บนชั้นสองทันที แต่เมื่อได้เห็นว่ามีหญิงสาวนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างเพียงคนเดียว ชายหนุ่มก็เลิกคิ้วดกหนาขึ้นเล็กน้อย

"อ๊ะ พี่กฤต สวัสดีค่ะ"

"สวัสดีครับ"

ร่างสูงใหญ่เดินตรงเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขาปรายตามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นเงาของหม่อมหลวงมุกตาภา นัยน์ตาสีนิลจึงเหลือบกลับไปยังหญิงสาวหน้าหวานที่นั่งอยู่อีกฝั่งเป็นเชิงถาม

"คุณป้าเพิ่งโทรมาบอกเมื่อกี้ค่ะว่าไม่ค่อยสบาย มีนก็ถามแล้วเหมือนกันว่าถ้าอย่างนั้นจะแคนเซิลนัดวันนี้ไปก่อนไหม แต่คุณป้าบอกว่าไม่อยากให้มีนเสียเที่ยวที่ออกมาจากบ้านแล้ว ขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้โทรบอกพี่กฤต"

"อ้อ..."

ชายหนุ่มลากเสียงรับรู้ในคอ แต่ไม่ประหลาดใจเลยสักนิดเดียวกับข้ออ้างที่แม่ของเขาใช้ ความจริงแล้วเขาอาจแปลกใจกว่านี้ด้วยซ้ำถ้าหากมาถึงร้านแล้วพบว่าฝ่ายนั้นนั่งรออยู่ด้วย

"ถ้าอย่างนั้นสั่งอาหารกันเลยก็แล้วกันนะคะ ขอโทษค่ะ ขอเมนูหน่อย"

มีน หรือ 'เกล็ดมณี' หันไปบอกกับพนักงานสาวที่ยืนรออยู่บริเวณนั้น กฤตภาสเพียงแต่ยกน้ำขึ้นจิบโดยไม่ปฏิเสธ เพราะถึงอย่างไรเขาก็หิวเพราะเมื่อเช้ากินแค่ขนมปังกับกาแฟ แล้วแม่ครัวที่ร้านของคุณยายก็บังเอิญทำข้าวผัดน้ำพริกลงเรือที่เขาชอบได้ถูกปากกว่าที่อื่นเสียด้วย

หญิงสาวเลือกอาหารในเมนูก่อนจะหันไปสั่งกับพนักงานอย่างคล่องแคล่ว ส่วนกฤตภาสนั้นไม่ต้องเปิดเมนูเพราะมาที่ร้านบ่อยจนรู้ว่ามีรายการอาหารอะไรบ้าง มื้อนั้นผ่านไปอย่างราบรื่นเพราะพวกเขาไม่ได้เพิ่งจะเจอกันเป็นครั้งแรก กระนั้นกฤตภาสก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงพอจะรู้ตัวอยู่เหมือนกันว่าแม่ของเขาตั้งใจจะจับคู่ให้พวกเขาสองคน เพียงแต่เขายังดูไม่ออกว่าเธอเห็นดีเห็นงามกับความเจ้ากี้เจ้าการของแม่เขาหรือเปล่า

กฤตภาสได้พบกับเกล็ดมณีในวันที่แม่ของเขาบินกลับมาจากอังกฤษเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นหม่อมหลวงมุกตาภาให้เหตุผลกับเขาทางโทรศัพท์ว่าอยากกลับมาร่วมงานเลี้ยงรุ่นและบังเอิญลูกสาวของเพื่อนซึ่งเพิ่งเรียนจบปริญญาโทก็อยากกลับมาเยี่ยมเมืองไทยพอดี จากนั้นก็บอกให้เขาเป็นคนไปรับทั้งคู่ที่สนามบิน ทันทีที่ได้พบหน้ากันและหม่อมหลวงมุกตาภาแนะนำหญิงสาวให้เขารู้จัก กฤตภาสก็รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้สูงวัยทันที

จะว่าไปแล้วเกล็ดมณีนับเป็นผู้หญิงที่สวยและฉลาด นอกจากนั้นยังมาจากตระกูลนักการทูตที่สืบทอดกันมาสองชั่วอายุคน เธอติดตามพ่อกับแม่ไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กจึงทำให้รู้จักถ่อมตัวแต่ก็ฉะฉานเวลาพูดคุย ทั้งการวางตัวและพื้นเพครอบครัวที่ถูกใจแม่ของเขาทำให้กฤตภาสไม่แปลกใจที่เธอจะถูกเล็งให้เป็นว่าที่ลูกสะใภ้ แม้ว่าดูจากบุคลิกแล้วกฤตภาสค่อนข้างมั่นใจว่าหากเป็นสิ่งใดที่เธอไม่เห็นด้วย เกล็ดมณีก็คงไม่ลังเลที่จะปฏิเสธ

“หลังจากมื้อเที่ยงนี้พี่กฤตว่างไหมคะ มีนกำลังคิดว่ามาอยู่เมืองไทยคราวนี้อาจจะหลายเดือน เลยอยากไปซื้อของเข้าคอนโดสักหน่อย”

เกล็ดมณีเอ่ยถามขณะที่กำลังทานของหวาน ฝ่ายกฤตภาสเพียงแต่เหลือบตาลงมองนาฬิกาข้อมือ ท่าทางที่บ่งบอกเป็นนัยว่าตนไม่มีเวลาทำให้หญิงสาวหัวเราะคิก

“พี่กฤตคะ ไม่ต้องระวังตัวกับมีนขนาดนั้นก็ได้ค่ะ”

ท่าทางของกฤตภาสทำให้หญิงสาวขำอย่างอดไม่ได้ เธอดูออกตั้งแต่ที่เขาจงใจมาสายกว่าเวลานัดร่วมครึ่งชั่วโมงแล้วว่าเจ้าตัวคงไม่ได้เต็มใจจะมาร่วมทานมื้อนี้นัก ยิ่งกิริยาท่าทางที่ดูไม่ได้เอาอกเอาใจเธอเป็นพิเศษยิ่งทำให้รู้ว่ากฤตภาสคงเพียงแค่ฆ่าเวลาเพื่อจะได้เอาไปตอบแม่ตัวเองได้ว่ายอมมากินข้าวเป็นเพื่อนเธอแล้วก็เท่านั้น

“ผมไม่...”

“พี่กฤต จำพิกเล็ตได้มั้ยคะ? ที่พี่กฤตเคยช่วยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ช่วงนึงตอนอยู่ที่อังกฤษน่ะค่ะ”

หัวข้อสนทนาที่เปลี่ยนไปปุบปับของเกล็ดมณีทำให้กฤตภาสมุ่นคิ้ว ความทรงจำแต่เก่าก่อนคล้ายถูกฝังลึกจนลืมเลือนไปนาน ทว่าเมื่อมีคนกระตุ้นก็ทำให้เขานึกคุ้นอยู่เลือนราง

“เหมือนจะเคยได้ยินชื่อมาก่อน”

“อะไรกัน” หญิงสาวขมวดคิ้วทำแก้มอูม ท่าทางกระเง้ากระงอดทำให้เธอดูอ่อนวัยลงราวกับเป็นสาวแรกรุ่น “คนที่ตั้งฉายานี้ให้ก็พี่กฤตเองนั่นแหละค่ะ ตกลงจำมีนไม่ได้จริงๆ ล่ะสิเนี่ย นี่พิกเล็ตที่พี่กฤตเคยเล่นด้วยตอนเด็กๆ ไง”

“หือ?”

คราวนี้กฤตภาสเลิกคิ้วสูง เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ค่อยอยากเชื่ออยู่หน่อยๆ เมื่ออีกฝ่ายทักเรื่องในอดีตขึ้นมา เขาก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมีช่วงปิดเทอมฤดูร้อนตอนมัธยมต้นที่ติดตามแม่ไปเยี่ยมบ้านพักตากอากาศของเพื่อนที่ชานเมืองลอนดอน ที่นั่นเขาได้รู้จักเด็กหญิงที่อายุน้อยกว่าราวหกถึงเจ็ดปี ยายหนูคนนั้นตัวกลมป้อมแถมยังแขนขาสั้นยังกับลูกหมู แต่เพราะไม่มีเพื่อนเล่นวัยใกล้เคียงกันจึงทำให้ติดเขาแจ ตอนนั้นด้วยความเอ็นดูเขาก็เลยตั้งชื่อเล่นให้ว่าพิกเล็ต แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้พบกันอีกเพราะครอบครัวของอีกฝ่ายย้ายไปอยู่ออสเตรีย พอมองคนตรงหน้านานขึ้นเขาก็ยิ่งเห็นภาพซ้อนจนนัยน์ตาทอแววคุ้นเคยออกมารางๆ

“นึกออกแล้วใช่มั้ยคะ มีนควรจะดีใจใช่มั้ยที่ไม่ได้ตัวกลมๆ ป้อมๆ แบบตอนนั้นจนพี่กฤตถึงกับจำไม่ได้เนี่ย”

“ใช่ลูกหมูพิกเล็ตตัวนั้นจริงๆ ด้วย”

พอได้รู้ว่าอีกฝ่ายคือเพื่อนเล่นในวัยเยาว์ หาใช่คนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันได้ไม่นาน กำแพงในใจที่กฤตภาสก่อเอาไว้ก็ค่อยๆ เบาบางลง รอยยิ้มบนมุมปากของเขาค่อยแสดงความผ่อนคลายมากขึ้นตามไปด้วย

“แหงสิ ผ่านมาตั้งยี่สิบปีแล้วนี่นา ขืนยังอ้วนแบบนั้นอยู่มีหวังมีนขายไม่ออกแน่ๆ”

หญิงสาวแลบลิ้นให้เขา นัยน์ตาคู่สวยเปล่งประกายซุกซนนิดๆ คล้ายเด็กสาวมากกว่าหญิงสาว กฤตภาสเห็นแล้วก็เพียงแต่ยิ้ม เขาเป็นลูกชายคนเดียวที่ไม่เคยมีพี่น้อง ดังนั้นช่วงฤดูร้อนที่ได้ไปอยู่บ้านเดียวกันและต้องคอยเป็นเพื่อนเล่นกับแม่หนูจึงทำให้เขารู้สึกเหมือนได้น้องสาว แม้มาวันนี้จะได้เห็นว่าเด็กน้อยกลมป้อมคนนั้นเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวสวยสะพรั่งเต็มวัยแล้ว ความเอ็นดูของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นอื่น

“พี่กฤต อย่าหาว่ามีนโผงผางเลยนะ แต่คุณป้าอยากจะจับคู่พี่กฤตกับมีนใช่มั้ยคะ”

“มีนคิดว่ายังไงล่ะ? เห็นด้วยกับแม่พี่หรือเปล่า?”

ชายหนุ่มยิ้มบางๆ ขณะยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ความจริงแล้วเขาแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องดี เพราะถึงแม้ว่าตอนเด็กจะเคยเล่นหัวกันแบบพี่น้อง แต่กาลเวลาที่ผ่านไปก็ไม่ได้การันตีว่าอีกฝ่ายจะยังมองเขาแบบพี่ชายอยู่เช่นเดิม

เกล็ดมณีห่อปากแล้วพ่นลมออกมา “เฮ้อ มีนน่ะแค่อยากกลับมาเที่ยวเมืองไทยหลังไม่ได้กลับมานานก็เท่านั้นเอง พอคุณป้ารู้เข้าก็รีบบอกคุณแม่เลยว่าจะมาเป็นเพื่อนจะได้คอยดูแลมีนทั้งที่ไม่ต้องก็ได้ ที่จริงคุณป้าใจดีกับมีนมากเลยนะ แต่ความคิดที่ว่าอยากจับคู่ให้ลูกตัวเองเนี่ยมันคร่ำครึจนน่าจะถูกเก็บเข้าลิ้นชักได้แล้ว นี่ถ้าแม่ของมีนรู้ว่าคุณป้าคิดอะไรอยู่ก็คงไม่ค่อยชอบใจเหมือนกัน"

"ทำไมล่ะ? เพราะแม่มีนไม่ชอบพี่เหรอ?"

คราวนี้หญิงสาวทำหน้าปูเลี่ยนๆ "...ไม่ใช่หรอกค่ะ แต่ในฐานะที่พ่อแม่ของเรารู้จักกัน แม่มีนก็ต้องรู้ข่าวคราวพี่กฤตมาบ้างใช่มั้ยล่ะ อีกอย่างพี่กฤตเองก็ใช่ว่าจะไม่มีคนรู้จักเอาเสียเลยนี่นา เวลาลงข่าวทีไรพวกป้าๆ ที่อยู่ทางนี้ก็ถ่ายรูปแล้วส่งไปให้ดูทุกที ว่าแต่...ข่าวล่าสุดนั่นดูเหมือนจะเงียบไปแล้วสินะ ตกลงนั่นเป็นมายังไงเหรอคะ?"

หญิงสาวถามพลางยิ้มซุกซน ความตื่นเต้นสนใจที่ฉายชัดในแววตาทำให้กฤตภาสนึกอยากให้อีกฝ่ายกลับเป็นเด็กหญิงตัวกลมป้อมเหมือนเดิมจะได้อุ้มมาตีได้ถนัดหน่อย แต่เมื่อเด็กหญิงคนนั้นเติบโตจนเป็นสุภาพสตรีเช่นนี้แล้วก็คงได้แต่หักห้ามใจ

"พี่ขี้เกียจพูดมาก ได้เห็นได้อ่านอะไรมาก็เชื่อตามนั้นก็แล้วกัน นักข่าวเขาอุตส่าห์นั่งเทียนเขียนให้ทั้งที"

"อะไรกัน แค่นี้ก็บอกไม่ได้ ไม่สนุกเลย"

หญิงสาวทำท่างอนอีกจนกฤตภาสหัวเราะ แต่แล้วก็คล้ายจะคิดอะไรออก ชายหนุ่มยิ้มเย็นบนมุมปากก่อนจะค่อยโน้มตัวไปข้างหน้า เขามองสีหน้าของเกล็ดมณีที่เอียงคอมองอากัปกริยาที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเขาอย่างสนใจแล้วก็คิดว่าบางทีน้องสาวคนนี้อาจจะให้ความช่วยเหลือเขาได้

"เรื่องนั้นพี่อาจเล่าให้มีนฟังละเอียดไม่ได้ก็จริง แต่ไหนๆ ระหว่างที่มีนกลับมาเยี่ยมเมืองไทยนี่ก็คงว่าง พี่มีเรื่องอื่นที่น่าจะสนุกกว่าให้มีนช่วยก็แล้วกัน"



++------++



"เฮ! เฮ! บูม!!!!"

เสียงร้องเพลงทำกิจกรรมของน้องปี 1 และเสียงรัวกลองดังไปทั่วบริเวณลานใต้ตึกคณะ ฝ่ายที่ต้องรับหน้าที่ดูแลน้องใหม่เหล่านี้หลักๆ ก็คือเด็กปีสอง สำหรับรุ่นพี่ปีสามกับปีสี่นั้นค่อนข้างลอยตัวและเพียงแต่มาคอยให้กำลังใจเท่านั้น ช่วงนี้บรรยากาศรอบมหาวิทยาลัยจึงสดใสชื่นมื่นเพราะมีแต่เด็กหน้าใหม่มาเข้าร่วมรับน้องก่อนเปิดเทอมเต็มไปหมด

ธีระที่กำลังจะเป็นรุ่นพี่ปีสี่ก็ติดตามเพื่อนๆ มาร่วมดูกิจกรรมรับน้องใหม่เช่นกัน นับจากวันที่เขากลับมาจากน่านพร้อมกับศันสนีย์และสุเมธก็ผ่านมาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว ตอนที่เขาต้องไปบอกลาปิยพลเพื่อกลับมาเตรียมตัวเข้าเรียนปีสี่ก็ใจหาย แต่ฝ่ายนั้นเพียงแต่ยิ้มและอวยพรให้เขาโชคดี นอกจากนั้นยังให้สร้อยข้อมือที่ร้อยจากเชือกหนังและหินทับทิมเป็นที่ระลึกมาอีกเส้นหนึ่ง

เด็กหนุ่มคิดถึงตรงนี้ก็ยกข้อมือข้างที่สวมสร้อยเส้นนั้นขึ้นมาดู หินทับทิมที่ถูกนำมาทำร้อยนั้นมีลักษณะเป็นลูกปัดกลมสีแดงก่ำและขุ่นเล็กน้อยเพราะไม่ผ่านการเจียระไน ตอนนั้นเขาถามญาติผู้พี่ไปว่าหินนี้มีความหมายอะไรหรือเปล่า แต่คนถูกถามเพียงแต่อมยิ้มแล้วก็ไม่ตอบ บอกแค่ว่ามันจะนำโชคในด้านที่เขาต้องการมาให้

"ตี้ เดี๋ยวเย็นนี้ไปกินข้าวที่บ้านฉันกันมั้ย? อีเมธก็จะไปด้วยนะ"

"หือ? เอาสิ ว่าแต่ไปกินข้าวบ้านซันบ่อยๆ นี่แม่ไม่ว่าบ้างเหรอ เหมือนพวกเราไปอาศัยกินฟรียังไงก็ไม่รู้"

"อู๊ย! คิดมากอะไรกัน ให้ฉันพาเพื่อนไปทั้งเอกแม่ยังไม่ว่าเลย ไปเถอะน่า ไหนๆ แกก็ว่างอยู่แล้วนี่"

"ก็ได้ ถ้างั้นรอให้รับน้องกันเสร็จก่อนก็แล้วกัน"

หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมรับน้องประจำวัน ศันสนีย์จึงค่อยขับรถพาเพื่อนทั้งสองไปทานมื้อเย็นที่บ้าน แม่ของศันสนีย์เป็นคนใจดีและไม่ถือตัวทั้งๆ ที่มีฐานะร่ำรวย นอกจากนั้นยังให้การต้อนรับเพื่อนฝูงของลูกสาวอย่างดีเสมอ ธีระเองก็รู้ว่าเพราะเพื่อนของเขาไม่อยากปล่อยให้ฟุ้งซ่านเพราะอยู่คนเดียวจึงชวนมาที่บ้านบ่อยๆ ทำให้เด็กหนุ่มอุ่นใจไม่น้อยกับมิตรภาพที่ได้รับ

"อร่อยมั้ยลูก วันนี้แม่ไปเดินตลาดเลือกปลามาทำกับข้าวเองเลยนะ"

"โหยคุณแม่ ฝีมือคุณแม่นี่ไปเปิดร้านอาหารได้เลย ถ้าเปิดแล้วหนูยินดีไปช่วยเป็นผู้จัดการให้เลยค่ะ"

สุเมธจีบปากจีบคอตอบเสียงหวานอย่างขัดแย้งกับรูปร่างบึกบึน เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากทั้งโต๊ะซึ่งมีกันเพียงสี่คนเนื่องจากพ่อของศันสนีย์ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจชาวต่างชาติต้องไปทานอาหารค่ำกับลูกค้า

"จริงสิ แม่คะ ที่เคยเกริ่นกับหนูไปวันก่อน แม่ว่าตี้น่าจะพอไหวมั้ยคะ?"

จู่ๆ ศันสนีย์ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันควัน เรียกสายตาสามคู่ที่โต๊ะทานอาหารให้หันมาจับจ้องเขาเป็นจุดเดียว ธีระซึ่งจับต้นชนปลายไม่ถูกจึงได้แต่กะพริบตาปริบๆ

"หือ? มีอะไรเหรอซัน?"

เด็กหนุ่มถามเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ แต่สุพิชชาซึ่งเป็นแม่ของศันสนีย์ประสานมือไว้ตรงหน้าแล้วก็เอียงคอมองเขาพลางยิ้มอย่างพิจารณา

"อืม ที่จริงก็เข้าทีนะ น้องตี้สนใจจะเดินแบบในงานของแม่มั้ยลูก?"

"เดินแบบ?"

เด็กหนุ่มยิ่งเลิกคิ้วสูงอย่างไม่เข้าใจ ผู้สูงวัยจึงหัวเราะก่อนจะอธิบายอย่างใจเย็น

"คืองี้ เดี๋ยวสัปดาห์หน้าแม่จะจัดงานเดินแบบเครื่องเพชรการกุศลแล้วก็จัดประมูลหารายได้เข้ามูลนิธิที่เป็นกรรมการอยู่ ทีนี้ก็เลยอยากได้ลูกหลานเราเองนี่แหละมาเดินแบบ แม่เบื่องานที่ชอบจ้างนางแบบนายแบบแพงๆ มาเดินเต็มทนเพราะค่าตัวก็ไม่ใช่ว่าถูก โชคดีว่าเพื่อนๆ กรรมการหลายคนก็เห็นด้วย เท่าที่ส่งรูปคนรู้จักมาให้คัดเลือกตัวนี่ก็หน้าตาไม่แพ้พวกมืออาชีพเลยนะ พอดีวันก่อนแม่นั่งเลือกรูปอยู่แล้วซันก็มาเสนอว่าให้ตี้เดินด้วยมั้ยเพราะมีคอลเลคชั่นที่อยากได้พรีเซนเตอร์เป็นกลุ่มวัยรุ่นอยู่เหมือนกัน ตี้สนใจมั้ยลูก?"

"มาสิตี้ ฉันก็เดินด้วยนะ ถ้ามีเพื่อนเดินด้วยฉันจะได้ไม่เขินไง นี่อีเมธ แกก็มาเดินคู่ฉันด้วยสิ"

"ว้าย! ให้ฉันไปเดินด้วยเหรอ?"

"เออสิ! แกน่ะเวลาปิดปากแล้วทำหน้าขรึมๆ ก็พอจะแอ๊บแมนได้อยู่หรอก อีกอย่างหุ่นแกก็บึกยังกับกระสอบทรายขนาดนี้ ขึ้นเวทีน่าจะโอเค แม่ว่างั้นมั้ยคะ?"

"อืม ก็น่าสนใจดีนะ ซันคู่กับหนูเมธ ส่วนตี้เดี๋ยวให้เดินคู่กับลูกสาวคุณลาวรรณก็ได้ ลูกสาวแกเพิ่งจะ ม.5 รูปร่างน่าจะเข้าคู่กับน้องตี้ได้พอดี งั้นก็ตามนี้นะจ๊ะ"

ผู้สูงวัยยิ้มเยื้อนโดยไม่ปฏิเสธ การยอมรับอย่างง่ายดายทำให้ทั้งสุเมธและธีระอึ้งไปนิดหน่อย แต่ก็พอจะชินแล้วที่แม่ของศันสนีย์มักเห็นชอบและสนับสนุนการตัดสินใจของลูกสาว ดังนั้นทั้งคู่จึงเพียงหัวเราะแห้งๆ และไม่ได้เอ่ยขัด

เมื่อมื้อเย็นเสร็จสิ้นก็เป็นเวลาหัวค่ำแล้ว สุเมธกับธีระนั่งคุยเล่นกับศันสนีย์และแม่อีกเล็กน้อยก็พากันขอตัวกลับบ้าน เมื่อถึงห้องของตัวเอง ธีระก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความเหนื่อยอ่อน

งานเดินแบบของแม่ซันจัดสัปดาห์หน้า...ก็ก่อนวันเปิดเทอมพอดีเลยน่ะสิ

เขาอดจะนึกถึงคำสัญญาที่มอบให้เป็นมั่นเหมาะเมื่อเย็นไม่ได้ มาตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือเปล่าที่ตอบตกลงจะไปเดินแบบการกุศลให้ เขารู้ว่าหน้าตาตัวเองไม่ได้แย่ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ชื่นชอบการเป็นจุดสนใจของใครต่อใครมากนัก

มะรืนนี้จะนัดให้ไปฟิตติ้งชุดสำหรับเดินแบบ เอาเถอะ...คิดซะว่าหาค่าขนมก่อนเปิดเทอมก็แล้วกัน...

เด็กหนุ่มคิดพลางยืดแขนไปหยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์ ถึงแม้จะเหนื่อยแต่เขาก็ยังไม่ง่วงเท่าไหร่ ดังนั้นดูรายการโทรทัศน์ไปเรื่อยๆ กล่อมตัวเองอาจจะช่วยให้หลับไวขึ้นก็เป็นได้

ชั่วโมงนี้รายการทีวีมักฉายละครหรือไม่ก็ข่าวซุบซิบของคนในวงการบันเทิง ธีระกดเลื่อนรีโมทไปเรื่อยๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจดูอะไรเป็นพิเศษ แต่แล้วมือที่กำลังไล่กดปุ่มรีโมทก็ชะงักเมื่อเห็นภาพของใครบางคนในจอโทรทัศน์ แม้จะไม่ได้พบหรือได้ยินเสียงมาเป็นเดือนแล้วเพราะเขาเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ กระนั้นเพียงแค่เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยในจอก็ยังทำให้ลมหายใจติดขัด

คุณกฤต?

"เอาล่ะค่ะ รายนี้ก็นับว่าเป็นหนุ่มไฮโซที่ช่วงหลังมีข่าวบ่อยเชียวนะคะ คุณกฤตภาส ศิตานนท์นั่นเองค่ะ หลังจากไม่นานมานี้เพิ่งจะมีข่าวรักร้าวกับนางเอกสาวประจำช่องดังแถมมีภาพหลุดตอนกำลังสวีทกับหนุ่มน้อยลงหน้าหนังสือพิมพ์ ล่าสุดค่ะคุณขา เพิ่งมีนักข่าวตามไปเห็นว่าหนุ่มไฮโซรายนี้ไปทานข้าวกับสาวสวยแล้วยังจูงมือกันกระหนุงกระหนิงไปช้อปปิ้งของที่ร้านเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย แหม...ดูสีหน้าท่าทางของทั้งคู่แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าแอบมาเลือกซื้อของเข้าเรือนหอกันหรือเปล่า แต่ดูเหมือนฝ่ายหญิงจะไม่ใช่คนในวงการก็เลยยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ไว้มาติดตามกันต่อไปนะคะว่าเราจะได้เห็นข่าวดีของทายาทคนเดียวของเสี่ยโกเมทในเร็ววันนี้ไหม แต่ที่แน่ๆ จุ๊บจิ๊บเห็นคลิปนี้แล้วรู้สึกตาร้อนผ่าวๆ ยังไงก็ไม่รู้ค่ะ"

พิธีกรสาวพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดดุจนกแก้วนกขุนทอง สีหน้าท่าทางซึ่งบรรจงปั้นแต่งขณะบรรยายคลิปสั้นๆ ที่นักข่าวแอบถ่ายมานั้นออกรสชาติราวกับได้เห็นทุกอย่างด้วยตาตัวเอง แต่สิ่งที่ทำให้ธีระรู้สึกเหมือนในอกบิดเกลียวจนแทบหายใจไม่ออกกลับไม่ใช่ท่าทีของพิธีกรเพราะรู้อยู่แล้วว่าเธอจำเป็นต้องเติมไข่ใส่สีให้เกินจริงไว้ก่อนเพื่อเรียกความสนใจคนดู ทว่าเป็นภาพของชายหนุ่มและหญิงสาวในคลิปที่ยิ้มแย้มให้กันอย่างสนิทสนม นอกจากนั้นฝ่ายหญิงยังควงแขนของกฤตภาสราวกับมีอำนาจชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้นโดยไม่ต้องสนใจสายตาคนอื่นต่างหาก

ผ่านมาแค่เดือนเดียวเท่านั้นนับตั้งแต่เขาเลือกที่จะจากมา...แต่ดูเหมือนคุณกฤตคงลืมเขาและพบใครบางคนที่จะจูงมืออวดให้ใครๆ เห็นได้อย่างผ่าเผยแล้วสินะ...

ธีระมองภาพในจอด้วยความรู้สึกสับสน เขาควรจะดีใจ ควรจะโล่งอกและปล่อยวางในเมื่อเขาเคยตั้งใจว่าจะตัดขาดจากกฤตภาสให้ได้ ยิ่งสิ่งที่ได้เห็นตอนนี้ยิ่งหาใช่หลักฐานที่เพียงพอว่าเขาไม่ได้มีความสำคัญใดๆ เลยในใจอีกฝ่ายหรอกหรือ แล้วทำไมยังจะต้องรู้สึกผิดหวัง เสียดาย เจ็บแปลบในอกเหมือนหัวใจถูกบีบจนแทบแหลกแบบนี้อีกเล่า

ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรยึดติด ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองโหยหาอาวรณ์คนที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนของเขา แต่น่าเสียดายที่ชั่วขณะนี้ ในวินาทีที่เขานั่งมองภาพอันบาดตาที่ไหลผ่านสายตาไปเรื่อยๆ เด็กหนุ่มก็ได้แต่นั่งหน้าซีดเผือดเมื่อพบว่าตนกำลังลิ้มรสความแปร่งปร่าเช่นเดียวกับที่เคยสัมผัสในคืนที่ตระหนักว่าตนหลงรักคนที่ไม่มีวันจะมอบความรักตอบกลับมาอีกครั้ง



++---TBC---++





 

Create Date : 16 ตุลาคม 2557    
Last Update : 18 ตุลาคม 2557 15:20:01 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 35


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 35


"ตี้! ฉันคิดถึงแกที่สุดเลยยยย!!!"

เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นทันทีที่ธีระก้าวเข้าไปในบ้าน จากนั้นเขาก็ถูกเพื่อนสาวที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งแต่ปิดเทอมดึงตัวเข้าไปกอดแน่น

"ซันมาได้ยังไงเนี่ย? ทำไมไม่เห็นรู้เลยว่ากลับมาเมืองไทยแล้ว?"

ธีระถามอย่างดีใจเพราะไม่คิดว่าจะได้เจอเพื่อนสนิทที่น่าน ศันสนีย์จึงถอยออกนิดหนึ่งแล้วก็ฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์

"ฉันอยากให้เซอร์ไพรส์ไงเลยแอบบอกวันกลับกับอีเมธคนเดียว โชคดีที่แกเคยถ่ายรูปร้านพี่ปิ๊กแล้วส่งมาให้ดู อีเมธมันเลยเสิร์ชหาเบอร์ติดต่อแล้วก็โทรมาบอกพี่ปิ๊กไว้ว่าพวกฉันจะมาเยี่ยม แล้วก็ขอให้ช่วยกันปิดเรื่องนี้ไม่ให้แกรู้เด็ดขาด เซอร์ไพรส์ใช่มั้ยล่า"

"อ้าว เมธก็มาด้วยเหรอ โหยยย อะไรกัน พี่ปิ๊กปิดซะเงียบเลย"

ธีระเอ่ยเมื่อเห็นสุเมธยืนยิ้มอยู่หลังศันสนีย์ ส่วนปิยพลที่นั่งดื่มชาอยู่ที่โต๊ะกลางห้องนั่งเล่นหันมาหัวเราะ

"ช่วยไม่ได้นี่ เพื่อนๆ ตี้บอกว่าอยากมาเซอร์ไพรส์ พี่ก็ไม่อยากขัดน่ะสิ"

เด็กหนุ่มหัวเราะอีก พลันก็นึกขึ้นได้ว่าคเชนทร์เดินตามมาด้วย พอหันกลับไปด้านหลังก็เห็นเด็กหนุ่มร่างโย่งกำลังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ จึงหันกลับไปแนะนำกับเพื่อนทั้งสองคน

"เอ้อ ทุกคน นี่ขลุ่ยนะ บ้านอยู่ใกล้ๆ กันนี่แหละ"

"สวัสดีครับ"

คเชนทร์ยกมือขึ้นไหว้เพื่อนๆ ของธีระ ทั้งศันสนีย์และสุเมธทำตาโตขณะยกมือขึ้นรับไหว้ ฝ่ายปิยพลที่ดื่มชาหมดแก้วแล้วก็ลุกขึ้นมาถาม

"ตี้หิวรึยัง? พอดีซันกับเมธบอกว่าอยากกินอาหารพื้นเมือง พี่ก็เลยว่าจะรอตี้กลับมาก่อนจะได้ออกไปด้วยกัน ไหนๆ ก็มีรถตู้ทั้งที"

"ก็ได้นะเพราะตี้ก็หิวแล้ว ถ้างั้นขอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน จริงสิ ขลุ่ยจะไปด้วยกันมั้ย? ยังไม่ได้กินข้าวเหมือนกันนี่นา"

"เอ๊ะ ให้ขลุ่ยไปด้วยได้เหรอ?"

"อื้ม เอาสิ ไปกันหลายๆ คนก็ดี จะได้สั่งกับข้าวมากินหลายๆ อย่าง"

ปิยพลพยักหน้าอย่างเห็นด้วย คเชนทร์จึงยิ้มอย่างดีใจ

"ถ้างั้นพี่ปิ๊กจะไปร้านไหน ขอขลุ่ยกลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวค่อยขับมอเตอร์ไซค์ตามไปก็ได้"

"ฮื้อ แค่กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมาที่นี่ก็พอ เดี๋ยวจะได้นั่งรถตู้ไปด้วยกันทีเดียว อีกอย่างพี่ว่าขลุ่ยน่าจะอาบเสร็จแล้วกลับมาถึงนี่ก่อนตี้จะอาบน้ำเสร็จแหงๆ"

"พี่ปิ๊กอ้ะ!"

ธีระทำหน้ามุ่ยจนเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง หลังจากนัดแนะกันเรียบร้อยแล้วเขาจึงขึ้นห้องไปอาบน้ำ เมื่อเสร็จก็แต่งตัวลงมาหาทุกคนที่นั่งรออยู่ชั้นล่าง โชคดีว่าคเชนทร์มาถึงหลังจากที่เขาเตรียมตัวพร้อมแล้ว ไม่อย่างนั้นคงจะถูกเพื่อนๆ ล้อไม่หยุดตลอดทั้งคืนแน่

เนื่องจากรถตู้นั้นถูกเช่าแบบเหมาเอาไว้เพื่อให้สามารถพาไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลา ปิยพลจึงบอกทางให้คนขับพาไปร้านอาหารริมแม่น้ำซึ่งเป็นคนละร้านกับที่แนะนำให้ณรงค์กับไรอันเมื่อสัปดาห์ก่อน มื้ออาหารนั้นเป็นมื้อที่ครึกครื้นที่สุดเท่าที่ธีระได้ร่วมโต๊ะมาในรอบหลายเดือน หลังจากเสร็จสิ้นมื้อค่ำแล้วศันสนีย์กับสุเมธก็คะยั้นคะยอให้เขาไปนอนที่รีสอร์ตด้วยกัน ดังนั้นหลังจากที่คนขับรถไปส่งปิยพลกับคเชนทร์ที่บ้าน พวกเขาสามคนก็แวะซื้อขนมกับเครื่องดื่มก่อนจะกลับที่พักซึ่งอยู่นอกตัวเมืองออกไปเล็กน้อย

รีสอร์ตแห่งนี้เป็นของญาติห่างๆ ของศันสนีย์ ลักษณะเป็นบังกะโลซึ่งตั้งแยกกันเป็นหลังๆ แต่ละหลังมีระเบียงพร้อมด้วยโต๊ะและเก้าอี้หวายสำหรับให้นั่งชมทิวทัศน์ของป่าและเทือกเขาที่ตั้งอยู่ห่างออกไป พอทั้งสามเก็บกระเป๋าเข้าห้องแล้วจึงชวนกันหิ้วถุงขนมกับเครื่องดื่มออกมานั่งเล่นที่ระเบียง ถึงแม้คืนนี้พระจันทร์จะไม่เต็มดวง แต่แสงดาวระยิบระยับท่ามกลางผืนฟ้าไร้เมฆหมอกก็ให้ความรู้สึกเย็นตาชวนมองไม่แพ้กัน

"อากาศเย็นดีเนอะแถวนี้ แถมไม่มียุงด้วย ไม่งั้นคงต้องเข้าไปนั่งคุยกันในห้อง อุดอู้ตายชัก"

สุเมธเอ่ยหลังจากทั้งสามออกมานั่งรับลมตรงระเบียงได้ครู่ใหญ่ เขาหันไปหยิบขวดค็อกเทลพร้อมดื่มออกจากถุงแล้วก็หันไปถามเพื่อนทั้งสองคน

"ยายซัน ตี้ จะดื่มรสอะไรกัน แต่ฉันจองรสสตรอเบอร์รี่แล้วนะ"

"ย่ะ! งั้นฉันเอารสองุ่นก็ได้ ตี้ล่ะจะเอาอะไร มีโค้กกับสไปรท์ด้วยนะ"

"เอ...เมื่อกี้เห็นเมธซื้อรสมะนาวมาด้วยนี่นา งั้นเราเอารสนั้นก็ได้"

เด็กหนุ่มเอ่ยพลางยิ้มอ่อนๆ ส่วนสุเมธกับศันสนีย์ได้แต่มองหน้ากัน ก่อนที่ศันสนีย์จะหยิบค็อกเทลรสมะนาวมายื่นให้เพื่อนอย่างแปลกใจ

"ตายละ ฉันรู้สึกเหมือนไม่เห็นแกดื่มแอลกอฮอลล์มานานมากเลย นี่พวกฉันมาทำแกใจแตกรึเปล่าเนี่ย?"

ธีระหัวเราะขณะรับขวดค็อกเทลมาเปิดฝา "แค่จู่ๆ ก็อยากดื่มขึ้นมาบ้างน่ะ ไม่เป็นไรหรอก ยังไงตรงนี้ก็มีพวกเราอยู่กันแค่สามคนเองนี่นา"

เด็กหนุ่มเอ่ยพลางยกขวดเครื่องดื่มสีเขียวอ่อนขึ้นจิบนิดหนึ่ง จากนั้นนัยน์ตากลมโตก็หันไปทอดมองผืนฟ้าที่มีม่านดวงดาวทอแสงอยู่ลิบๆ แสงไฟสีส้มบริเวณระเบียงตกต้องลงบนใบหน้าของเขา เผยให้เห็นแววตาที่กระจ่างใส กระนั้นก็ยังดูคล้ายมีความนัยที่ถูกซ่อนเอาไว้อย่างลึกล้ำ

"จริงสิ น้องขลุ่ยนั่นไปยังไงมายังไงน่ะ? หน้าตาน่ากินอยู่นะแก"

สุเมธกระเซ้าพลางยื่นมือมาตีไหล่เพื่อนเบาๆ แต่เป็นเบาในความรู้สึกของเจ้าตัว เพราะธีระทำหน้ามุ่ยขณะยกมือขึ้นลูบบริเวณที่โดนตี

"ก็ไม่ยังไง พอดีคุยกันถูกคอก็เลยไปไหนมาไหนด้วยกันบ้างก็เท่านั้น"

"หืมมมม ฉันว่าไม่ใช่แค่นั้นละม้าง เห็นว่าก่อนกลับบ้านก็เพิ่งไปเล่นน้ำด้วยกันมาไม่ใช่เหรอ ร้ายนะยะ อายุสิบเจ็ดนี่กำลังกรุบกรอบเลย เดี๋ยวเข้ามหา'ลัยเมื่อไหร่ฉันว่าเนื้อหอมแน่ๆ"

"แต่เราไม่ได้คิดกับขลุ่ยอย่างนั้น..."

"วุ้ย! แกไม่คิดอยู่คนเดียวน่ะสิ ฉันเห็นเวลาเขามองแกก็รู้แล้ว ไม่คบเป็นแฟนซะเลยล่ะ มีแฟนเด็กก็กระชุ่มกระชวยดีออก"

"อีเมธ แกจะพูดถึงน้องเขาอีกนานมั้ย? ที่พากันมาถึงน่านเพราะอยากถามตี้เรื่องคุณกฤตไม่ใช่เหรอยะ?"

ศันสนีย์หันไปเอ็ดเพื่อนเมื่อเห็นว่าไม่ชวนเข้าประเด็นเสียที แต่ธีระเกือบจะทำขวดเครื่องดื่มในมือหล่นเมื่อได้ยินชื่อที่พยายามไม่นึกถึงมานาน เขารีบวางขวดลงบนโต๊ะแล้วถามเสียงแห้ง

"...ทำไมซันถึงรู้เรื่องคุณกฤตด้วยล่ะ?"

"ทำไมน่ะเหรอ ก็อีเมธถ่ายรูปข่าวในหนังสือพิมพ์ส่งไปให้ดูน่ะสิ แถมมันยังบอกอีกว่าหลังข่าวนั้นตีพิมพ์ได้ไม่กี่วันตี้ก็ขึ้นมาน่านเลย ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นน่ะ บริษัทที่ไปฝึกงานก็บริษัทของเขาไม่ใช่เหรอ?"

คำถามของศันสนีย์ทำให้ธีระยกมือขึ้นลูบหน้าอย่างอ่อนใจ จริงอยู่ที่เมื่อตอนบ่ายเขาเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้คเชนทร์ฟัง กระนั้นก็มีรายละเอียดบางส่วนที่เขาตัดสินใจเก็บเงียบไว้ เพราะถึงแม้จะอยากระบายความอัดอั้นตันใจแค่ไหน เขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่กฤตภาสโดนยิงหรือว่าเรื่องข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์เลยสักคำ แต่เขารู้ว่าคงปิดเรื่องนี้กับศันสนีย์และสุเมธไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรทั้งคู่ก็เห็นภาพข่าวไปแล้ว

ถึงกระนั้น...กับเรื่องบางเรื่องที่ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งปวดใจ เขาก็อ่อนล้าเกินกว่าจะฟื้นฝอยมันขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้ว่าเพื่อนทั้งสองจะคอยอยู่เคียงข้างมาตั้งแต่ก่อนจะเจอกฤตภาสก็ตาม

"ไม่มีอะไรหรอกซัน มันไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไหร่หรอก"

"หา? ถ้าไม่สำคัญจริงๆ แล้วทำไมจะต้องเลิกฝึกงานกลางคันด้วยล่ะ? หรือว่าคุณกฤตกลัวตัวเองจะเสียชื่อเสียงก็เลยบังคับให้แกเลิก?"

"เปล่า...เขาไม่ได้บังคับ"

ตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป...เขายังจำได้แม่นว่าน้ำเสียงของกฤตภาสบ่งบอกว่าโมโหแค่ไหนตอนที่ได้คุยโทรศัพท์กันเป็นครั้งสุดท้าย

"ตี้ แกชักจะทำให้ฉันหงุดหงิดแล้วนะ เห็นอยู่ทนโท่ว่าเขาทำให้แกเสียศูนย์ขนาดนี้ แล้วทำไมถึงยังพูดเหมือนพยายามปกป้องเขาอยู่อีก?"

น้ำเสียงของศันสนีย์เริ่มมีกังวานไม่พอใจ สุเมธจึงรีบไกล่เกลี่ยเพราะเห็นท่าไม่ค่อยดี

"ใจเย็นๆ สิหล่อน! ถ้าเพื่อนไม่อยากเล่าแล้วแกจะไปง้างปากมันได้ยังไง นี่ตี้...ไม่ใช่ว่าพวกฉันอยากละลาบละล้วงนะ แต่มันแปลกที่ปกติแกมีอะไรก็จะเล่าให้พวกฉันฟัง แต่ครั้งนี้แกดันอมพะนำท่าเดียว ถ้าหากเป็นเพราะแกตั้งใจจะลืมเขาก็เลยไม่อยากพูดถึงก็แล้วไป แต่ฉันกลัวจะกลายเป็นว่ายิ่งแกเก็บเงียบไว้ แกจะยิ่งหยุดคิดถึงเขาไม่ได้มากกว่านะ"

"ไม่หรอกเมธ" ธีระนึกขอบคุณเพื่อนที่พยายามให้กำลังใจ ขณะเดียวกันก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ถูกเซ้าซี้เรื่องนี้อีก "เราเคยลืมพี่รงค์ได้มาแล้ว ครั้งนี้เราก็ต้องลืมคุณกฤตได้ ซัน...ไม่ใช่ว่าเราอยากปกป้องเขาหรอกนะ เพียงแต่การพูดถึงเขาตอนนี้มันทำให้เราเหนื่อย เหนื่อยมาก เพราะฉะนั้นสู้ไม่พูดถึงเลยน่าจะดีกับสุขภาพจิตเรามากกว่า"

อย่างน้อยมันก็จะได้ทำให้เขามองไปข้างหน้ามากกว่าจ่อมจมกับความทรงจำที่ผ่านมาด้วย ใครจะรู้ว่าขณะที่เขากำลังปรับทุกข์กับเพื่อนๆ อยู่ตรงนี้ กฤตภาสอาจลืมเขาไปแล้วและกำลังฆ่าเวลาอยู่กับใครสักคนก็เป็นได้ ใครคนนั้นที่อาจไม่ยี่หระกับการเป็นเพียงคู่ขาบนเตียง ยิ่งตระหนักถึงความเป็นไปได้นี้...ธีระก็ยิ่งรู้สึกเหมือนความว่างเปล่าในจิตใจขยายพื้นที่จนอัดหัวใจให้เล็กลีบ

แววตากลมโตที่ทอดมองไปในความเวิ้งว้างยามค่ำทำให้ทั้งศันสนีย์และสุเมธเงียบไป พวกเขาเคยเห็นช่วงเวลาที่ธีระใช้น้ำตาระบายความช้ำใจตอนที่เลิกกับณรงค์มาก่อน หากเทียบกันแล้วครั้งนี้เจ้าตัวควบคุมอารมณ์ได้ราวกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ทว่าความราบเรียบของน้ำเสียงกับคำที่เลือกใช้กลับทำให้คนฟังสะท้อนใจยิ่งกว่า

"ตี้ เข้าใจแล้ว ฉันไม่ถามอีกก็ได้ ขอโทษนะ ถ้าแกไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด ปล่อยให้มันเป็นอดีตแล้วก็ลืมๆ ไปนั่นแหละดีแล้ว"

ศันสนีย์ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ แล้วก็ยื่นแขนมากอดเขา ฝ่ายสุเมธก็พยักหน้าเห็นด้วย

"จริงด้วย ไม่เป็นไรหรอกแก อายุแค่นี้ยังต้องเจอคนอีกเยอะ เอางี้ ต่อไปนี้ถ้าฉันเห็นหนุ่มคนไหนท่าทางดูดี ฉันจะพยายามไม่เข้าไปจีบแล้วยกให้แกพิจารณาก่อนก็แล้วกัน ถ้าไม่ใช่แกฉันไม่ยอมให้ขนาดนี้หรอกนะ"

ธีระหัวเราะออกเมื่อได้ยินคำปลอบใจของสุเมธ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาคิดว่าตนเองโชคดีที่มีเพื่อนสนิทที่มักจะรู้วิธีพูดให้เขาสบายใจได้เสมอ ไหนยังจะครอบครัวและญาติอย่างปิยพลที่ให้ความรักความเอ็นดูโดยไม่เคยดูถูกเขาอีก ด้วยกำลังใจจากคนเหล่านี้ ถึงแม้เขาจะพานพบเรื่องย่ำแย่แค่ไหนมา ไม่นานเขาก็คงเข้มแข็งพอที่จะก้าวผ่านมันไปได้

เขาเชื่อจริงๆ ว่าหากมีวันใดวันหนึ่งที่โชคชะตาเล่นตลกให้ต้องโคจรไปพบกฤตภาสอีกครั้ง เขาจะมั่นคงพอที่จะมองอีกฝ่ายด้วยสายตาของคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้ และเมื่อวันนั้นมาถึง เขาก็คงจะไม่เกิดความรู้สึกโหยหาหรือเจ็บแสบในใจยามที่สบตากับนัยน์ตาสีนิลคู่นั้นได้อย่างแน่นอน

เขาเชื่อว่าสักวันเขาจะต้องทำได้



++------++



"นายรุ่งภพ อินประภัสร์"

กฤตภาสลุกขึ้นเมื่อได้ยินเจ้าหน้าที่ประกาศชื่อคนที่เขามารอเยี่ยม ชายหนุ่มเดินเข้าไปยังห้องสำหรับเยี่ยมผู้ต้องขังภายในบริเวณทัณฑสถาน โดยก่อนจะเข้าไปนั้นต้องฝากของทุกอย่างให้กับเจ้าหน้าที่ เมื่อเขาเดินผ่านทางเดินไปจนถึงบริเวณเยี่ยมก็พบว่าคนที่เขามาหานั้นนั่งรออยู่อีกฝั่งของห้องยาวซึ่งมีกระจกและลวดตาข่ายกั้นไว้ บริเวณด้านข้างที่นั่งของรุ่งภพมีโทรศัพท์เช่นเดียวกับที่ฝั่งผู้มาเยี่ยมก็มีเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะเพิ่งเคยมาสถานที่แบบนี้เป็นครั้งแรก แต่กฤตภาสก็รู้โดยไม่ต้องให้ใครบอกว่าต้องทำอย่างไร จึงเดินตรงไปนั่งลงบนเก้าอี้และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู

ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรอยู่ครู่ใหญ่

"แปลกดีนะที่คนมาเยี่ยมฉันคือแก อยากมาเห็นด้วยตาตัวเองล่ะสิว่าตอนนี้สภาพฉันเป็นยังไง"

หลังจากตั้งสติได้เมื่อความแปลกใจผ่านไป รุ่งภพก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะหยันทว่าแหบแห้ง ใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยสะอาดสะอ้านและดูเรียบร้อยอ่อนโยน บัดนี้หยาบกร้านและมีไรเคราที่ไม่สม่ำเสมอเนื่องจากการโกนอย่างลวกๆ ร่างกายที่เคยกำยำดูซูบผอมจากคืนที่ได้เจอกันที่ผับไปมาก

"แกจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ แต่ฉันไม่ได้มาถึงที่นี่เพื่อสมน้ำหน้าแกหรอกนะ เมฆ"

กฤตภาสรู้ว่าเขามีเวลาในการเยี่ยมจำกัดจนไม่ควรเสียเวลากับการต่อปากต่อคำ และสิ่งที่เขาเพิ่งเอ่ยก็เป็นความจริง จุดประสงค์ที่เขามาเยี่ยมรุ่งภพในวันนี้หาใช่เพื่อซ้ำเติม

รุ่งภพเงียบไป ชายหนุ่มชำเลืองมองผู้คุมที่อยู่ในบริเวณห้องเยี่ยมผู้ต้องขังด้วยแล้วก็ถอนหายใจ นัยน์ตาที่ลึกโหลคล้ายคนนอนไม่เต็มอิ่มสักคืนหลุบลงก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ

"ฉันรู้ความจริงทุกอย่างจากคุณลุงกับคุณโกเมทแล้ว ทำไมแกถึงไม่บอกฉันตั้งแต่ตอนแรกที่เนตรท้อง?"

"เพราะฉันรู้ว่าแกจะไม่เชื่อ ตอนนั้นสำหรับแกแล้วไม่มีคำพูดของใครมีน้ำหนักเท่ากับเนตร แต่เนตรก็รู้พอๆ กับที่ฉันรู้ว่าถ้าความแตกแกคงตามไปล่วงเกินพ่อของเด็กตัวจริงแน่ ถ้าเป็นแบบนั้นตำแหน่งงานของคุณลุงจะได้รับผลกระทบและแกเองก็อาจจะโดนเก็บ เนตรเลยเลือกที่จะหักหลังฉันมากกว่าปล่อยให้พ่อกับแกเดือดร้อน เพียงแต่ไม่มีใครคิดว่าแกจะกล้าเอาปืนมาไล่ยิงฉันถึงที่บ้าน"

"กระทั่งหลังจากเนตรแท้งแกก็ยังไม่มาบอกความจริงกับฉัน ยอมให้ฉันหาเรื่องแกไปเรื่อยๆ จนแทบเปิดบริษัทไม่ได้?"

รุ่งภพยังคงไม่เหลือบตาขึ้นมองเขา กฤตภาสพลันรู้สึกอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาติดหมัด

"ฉันไม่ใช่สุภาพบุรุษหรืออยากเล่นบทพระเอกอะไรหรอก อีกอย่างตอนนั้นเนตรก็แท้งไปแล้ว การบอกว่าพ่อของเด็กไม่ใช่ฉันมีแต่จะทำให้แกคิดว่าฉันพยายามปัดความรับผิดชอบ อีกอย่างแกเองมีธุรกิจที่ต้องดูแล ฉันก็มีบริษัทของฉันที่ต้องพยายามสร้างให้เป็นรูปเป็นร่างเหมือนกัน ตอนนั้นฉันคิดว่าถ้าเวลาผ่านไปแกคงปล่อยวางแล้วเลิกตอแยฉันไปเอง แต่แกไม่เลิก...ฉันยอมรับว่าฉันโมโหมากตอนที่รู้ว่าพ่อคิดจะเทคโอเวอร์บริษัทของแก เพราะตอนที่กู้เงินพ่อมาทำบริษัทช่วงแรกๆ ฉันไม่เคยอาศัยชื่อพ่อในการหาลูกค้าเลย ฉันอยากให้แกรู้ว่าเคยทำให้ฉันลำบากไว้แค่ไหนกว่าจะลืมตาอ้าปากได้ก็เลยไปห้ามพ่อเอาไว้ แต่ฉันยอมรับว่าไม่ได้ติดตามข่าวของเนตร เลยไม่รู้เรื่องที่เธอป่วยจนสุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย สำหรับเรื่องนั้น...ฉันเสียใจ บางทีฉันอาจจะผิดเองตั้งแต่แรกที่ไม่บอกความจริงว่าพ่อของเด็กไม่ใช่ฉัน บางทีตอนนี้พวกเราคงไม่ต้องมานั่งคุยกันผ่านกระจกแบบนี้"

กฤตภาสเอ่ยจบก็ระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ นี่คือสิ่งที่เขาตั้งใจจะมาพูดกับรุ่งภพหลังจากใช้เวลาคิดมาหลายวันนับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล จริงอยู่ว่าครั้งนี้เขาไม่ได้ป่วยหนักหนาสาหัส แต่เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นลูกโซ่ทำให้กฤตภาสเริ่มคิดถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนรอบตัว และรุ่งภพคือปมแรกที่เขาต้องการจะคลาย

"ถ้าหากรู้ว่าพ่อของเด็กตัวจริงคือใครตั้งแต่ตอนนั้น ฉันคงผลีผลามทำอะไรจนโดนสั่งเก็บไปแล้วก็ได้ แกพูดถูก...ฉันหุนหันเกินไป ไม่ว่าเนตรพูดอะไรก็พร้อมจะเชื่อทั้งที่ส่วนลึกในใจก็สงสัยว่าแกน่ะเหรอจะหักหลังฉัน แต่เพราะแกไม่ปฏิเสธ ฉันก็เลยปักใจเชื่อว่ามันคือความจริง"

"ฉันรู้ว่าถึงพูดตอนนี้ก็คงสายเกินไปแล้วและแกอาจจะไม่อยากได้ยินคำนี้จากฉันก็ได้ แต่ว่า...ฉันขอโทษ"

รุ่งภพกะพริบตาปริบก่อนจะเหลือบมองกฤตภาสอย่างประหลาดใจ ตลอดช่วงเวลาที่รู้จักกันนั้นเขาไม่เคยได้ยินกฤตภาสเอ่ยคำว่าขอโทษกับใครโดยที่เต็มใจหรือหมายความตามที่พูดจริงๆ เลยสักครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงและแววตาของอีกฝ่ายล้วนสะท้อนความรู้สึกเดียวกับคำที่เอ่ยอย่างเต็มเปี่ยม

คนตรงหน้าเขายังคงเป็นกฤตภาส ศิตานนท์ที่รู้จักกันมาตลอดเวลาร่วมสิบกว่าปี แต่มีสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าอะไรบางอย่างในตัวเพื่อนของเขาได้เปลี่ยนไป และแม้แต่เจ้าตัวเองก็อาจไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงนี้เลยด้วยซ้ำ

"ช่างมันเถอะ พวกเราต่างคนต่างก็ทำตัวเอง ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปจะส่งผลยังไงต่ออนาคต แกเองก็คงไม่ทันคิดเหมือนกันว่าการปล่อยให้เนตรโกหกฉันจะทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ตามมา ตอนนี้พวกเราก็ได้แต่ต้องก้มหน้าชดใช้สิ่งที่ทำลงไปเท่านั้น"

กฤตภาสไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขารู้สึกคล้ายกับว่าในที่สุดความยอกแสยงในใจคล้ายมีหนามแหลมทิ่มแทงเพราะเรื่องของรุ่งภพและเนตรนภาก็ถูกยกออกไปเสียที และคำพูดของรุ่งภพในวันนี้ช่างคล้ายกับคำพูดที่พ่อของเขาเอ่ยเมื่อวันที่เข้าโรงพยาบาลไม่มีผิด


'เราไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อความสุขในอนาคตแค่ไหน'


ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนังและรู้ว่าเวลาในการเยี่ยมใกล้จะหมดลงแล้ว ฝ่ายรุ่งภพไม่ได้หันไปมองตามแต่ก็พอจะเดาได้ คนที่อยู่อีกฝั่งของกระจกและลวดตาข่ายจึงเอ่ยขึ้น

"กฤต"

"หือ?"

กฤตภาสส่งเสียงรับในคอผ่านหูโทรศัพท์ เขาดึงสายตากลับมามองเพื่อนอีกครั้ง แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นนัยน์ตาลึกโหลของรุ่งภพมีรอยยิ้ม ถึงแม้ยิ้มนั้นจะไม่ได้แผ่ไปถึงส่วนอื่นของใบหน้าก็ตาม

"ขอบใจมากนะที่มาเยี่ยมวันนี้ ถึงแม้จะเสียใจที่ผู้หญิงที่ฉันรักจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่อย่างน้อยฉันก็ดีใจที่ได้เพื่อนกลับมา"

"อืม"

"ใกล้จะหมดเวลาเยี่ยมแล้ว ฉันรู้ว่าแกงานยุ่ง แกไม่จำเป็นต้องมาเยี่ยมฉันบ่อยๆ หรอก เพียงแต่ฉันขอร้องอะไรสักอย่างได้ไหม?"

กฤตภาสสูดหายใจพลางกระชับมือที่ถือหูโทรศัพท์แน่นขึ้น "ว่ามาสิ"

"ฉันคงไม่มีวันได้พบเจอหรือรักใครอีก ฉันเคยฝันมาตลอดตั้งแต่ตอนที่หมั้นกับเนตรว่าสักวันฉันจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ให้ซ้ำรอยชีวิตตัวเองตอนเด็กที่บ้านแตกสาแหรกขาด ตอนนี้ฉันไม่มีวันที่จะทำความฝันนั้นให้เป็นจริงอีกแล้ว แต่ฉันยังมีแก...แกจะมีความสุขแทนฉันได้ไหม จะมีใครสักคนที่แกยินดีจะรักและทุ่มเทชีวิตให้เขา ทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุขเหมือนที่ฉันเคยอยากทำให้เนตรได้ไหม"

"เมฆ..."

"ฉันรู้ ที่ผ่านมาแกไม่เคยรักใคร แต่ละคนที่เข้ามาก็อยู่กับแกได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น ยังไม่เคยมีใครเข้าถึงหัวใจแกได้ แต่แปลกนะ...ที่ฉันสังหรณ์ว่าการที่แกมาหาฉันวันนี้เพราะใครบางคนทำให้แกเปลี่ยนไปแล้ว ไม่อย่างนั้นต่อให้นึกถึงมิตรภาพที่พวกเราเคยมีกันมาแค่ไหน คนอย่างคุณชายกฤตภาสก็ไม่มีวันจะยอมมาเหยียบเรือนจำแน่ๆ"

"นี่แกเห็นฉันแย่ขนาดนั้นเลยรึ"

กฤตภาสเอ่ยพลางหัวเราะเสียงต่ำในคอ ทว่ารอยยิ้มเบาบางที่อยู่บนริมฝีปากของเขาหาใช่รอยยิ้มหยัน และรอยยิ้มเดียวกันก็สะท้อนอยู่บนใบหน้าของรุ่งภพที่นั่งอยู่อีกฟากของกระจก

"สัญญาสิกฤต แกจะใช้ชีวิตข้างนอกนั่นแทนฉัน แกจะมีความสุขแทนฉัน แกไม่ต้องมาเยี่ยมฉันอีกหรือพาคนรักของแกมาหาฉันก็ได้ แต่อย่างน้อยแกจะรักใครสักคนและใช้ชีวิตเพื่อเขา...แทนในส่วนที่ฉันกับเนตรทำไม่ได้อีกต่อไปแล้ว สัญญาสิ"

หมดเวลาเข้าเยี่ยมแล้ว กฤตภาสมองแผ่นหลังของรุ่งภพที่เดินหายไปหลังประตูอีกฟาก จากนั้นก็ระบายลมหายใจยาวก่อนจะเดินออกมาจากห้องเยี่ยมผู้ต้องขัง เขาเดินสวนผู้คนในทัณฑสถานออกมาจนกระทั่งถึงรถที่จอดเอาไว้ เมื่อเปิดโทรศัพท์ก็เห็นรายการมิสคอลโดยที่สายล่าสุดคือพ่อของเขาเอง จึงกดโทรกลับเผื่อว่าอีกฝ่ายมีธุระด่วน

"ฮัลโหล?"

"กฤตรึ ไปไหนมา พ่อโทรเข้าบริษัทก็เห็นเขาบอกว่าไม่อยู่"

"ผมมาเยี่ยมเมฆน่ะครับ"

ปลายสายอึ้งงันไป ก่อนที่ผู้สูงวัยจะทวนคำด้วยน้ำเสียงแปลกใจสุดขีด

"ไปเยี่ยมเมฆ? ไปทำไมกัน!?"

"มีบางเรื่องที่ผมอยากจะเคลียร์น่ะครับ ไม่ต้องห่วงหรอกครับพ่อ ตอนนี้ผมกับเมฆ...ไม่มีอะไรติดค้างในใจกันอีกแล้ว"

น้ำเสียงสงบนิ่งของกฤตภาสค่อยทำให้คู่สนทนาวางใจ โกเมทถอนหายใจยาวอย่างนึกปลง จากนั้นจึงค่อยวกกลับเข้าประเด็นที่โทรหาในตอนแรก

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว จริงสิ แล้วคุณมุกได้โทรมาหาหรือยัง?”

“แม่เหรอครับ? พอดีผมเพิ่งเปิดเครื่องเมื่อกี้แล้วเห็นมิสคอลล่าสุดมาจากพ่อก็เลยโทรมาก่อน สงสัยก็คงจะอยู่ในรายการมิสคอลล่ะมั้ง”

กฤตภาสตอบอย่างแปลกใจ แม่ของเขาไม่ค่อยได้โทรมาหาบ่อยนักยกเว้นว่าเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ และเท่าที่จำได้นั้นอีกฝ่ายไม่เคยโทรหาพ่อของเขาเลยนับตั้งแต่หย่าขาดจากกัน จึงค่อนข้างแปลกใจที่ครั้งนี้พ่อกลับรู้ว่าแม่โทรมาหาเขา

“ถ้าอย่างนั้นก็โทรกลับไปหน่อยก็แล้วกัน พอดีคุณยายของแกโทรมาถามพ่อว่าติดต่อแกได้รึเปล่า เพราะว่าคุณมุกกำลังจะกลับมาเมืองไทยอาทิตย์หน้า คงอยากจะนัดให้แกไปรับล่ะมั้ง"

“แม่จะกลับมาอาทิตย์หน้า? เข้าใจแล้วครับ งั้นเดี๋ยวผมโทรหาแม่เอง”

ชายหนุ่มทวนคำอย่างแปลกใจ เพราะรู้ดีว่าปกติแล้วแม่ของเขาไม่ค่อยอยากกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดถ้าไม่มีธุระจำเป็น ครั้งสุดท้ายที่กลับมาก็เพื่อมาร่วมงานศพของญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเมื่อสี่ปีก่อน ดังนั้นหากไม่ใช่เพราะมีเรื่องสำคัญจริงๆ คงไม่บินกลับมาปุบปับโดยไม่เกริ่นกับเขาล่วงหน้าเช่นนี้แน่

หลังจากวางสายแล้วกฤตภาสก็สตาร์ทรถ เขาพยายามครุ่นคิดว่ามีเรื่องใดที่ทำให้แม่ของเขาต้องกลับมาในช่วงนี้หรือไม่แต่ก็นึกไม่ออก สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจขับรถกลับบริษัทก่อน เพราะว่าด้วยสภาพอารมณ์ในตอนนี้...เขายังไม่อยากคุยกับผู้ให้กำเนิดอีกคนในเวลานี้เท่าไรนัก



++---TBC---++



A/N: ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาหลังเขียนตอนนี้จบก็คือ...นี่เป็นนิยายที่ยาวที่สุดที่เคยเขียนมาเลยแฮะ แต่สำหรับคนอ่านคงอยากรู้มากกว่าว่าเมื่อไหร่ตากฤตกับน้องตี้จะได้เจอกันซักที




 

Create Date : 21 กันยายน 2557    
Last Update : 30 กันยายน 2557 18:08:17 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 34


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 34


บ่ายคล้อยแล้ว เสียงแตรแป๊นๆ ที่หน้าบ้านเรียกความสนใจจากธีระที่กำลังนั่งช่วยปิยพลตัดแผ่นหนังตามแพทเทิร์นที่วาดไว้ เขาหันไปวางกรรไกรกับแผ่นหนังที่ตัดเสร็จแล้วลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ก้มลงหยิบกระเป๋าที่วางอยู่ข้างเก้าอี้ขึ้นมาคล้องไหล่

“สงสัยขลุ่ยมาแล้ว งั้นตี้ไปก่อนนะพี่ปิ๊ก อาจกลับมาค่ำๆ”

“ไม่ต้องรีบกลับก็ได้ แต่ยังไงก็คอยเตือนไอ้ขลุ่ยอย่าให้มันซิ่งนักล่ะ”

“ครับๆ พี่ปิ๊กน่าจะไปด้วยกันซะเลยนะ จะได้ไม่ต้องกลัวว่าขลุ่ยจะซิ่งไง”

“ไม่เอาดีกว่า ปล่อยวัยรุ่นเขาไปเที่ยวกันแหละดีแล้ว ถ้าพี่ไปด้วยเดี๋ยวจะเป็น ก.ข.ค. ซะเปล่าๆ”

ปิยพลเอ่ยกลั้วหัวเราะ นัยน์ตาของญาติผู้พี่ที่เหลือบมองเขามีประกายหยอกเย้าเคลือบฉาบ ทว่าแทนที่ธีระจะรู้สึกเขิน เขากลับอึกอักก่อนจะแย้งเสียงอ่อย

“พี่ปิ๊ก...ขลุ่ยไม่ได้ชวนตี้ไปเที่ยวเพราะอย่างนั้นหรอกน่า”

“อะไรกัน ถึงมันจะชวนเพราะอย่างนี้พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรซะหน่อย ดีซะอีกถ้ามันจะทำให้ตี้หายเหงา เพราะตั้งแต่ตี้มาอยู่ด้วยพี่ก็แทบไม่ได้พาไปไหนเลยนี่นา”

“แต่ว่า...”

“พี่ตี้พร้อมรึยัง? อ้าว พี่ปิ๊ก หวัดดีครับ”

ธีระไม่ได้เอ่ยประโยคที่ค้างไว้เนื่องจากคเชนทร์เดินเข้ามาพอดี เด็กหนุ่มร่างโย่งถือถุงใส่แตงโมลูกใหญ่ติดมือมาด้วย

“พอดีเมื่อวานเพื่อนแม่เขามาเยี่ยมแล้วเอาแตงโมมาฝากเยอะแยะเลย แม่ก็เลยให้แบ่งมาให้พี่ปิ๊กด้วย หวานมากเลยนะ เมื่อวานขลุ่ยกินหมดคนเดียวตั้งเกือบครึ่งลูก”

“ขอบใจมาก กำลังคิดว่าอยากกินอะไรหวานๆ อยู่เชียว งั้นเดี๋ยวพี่หั่นให้แล้วมากินด้วยกันก่อนออกไปข้างนอกมั้ย?”

“ไม่ละครับ บ่ายนี้นัดกับพี่ตี้ไว้แล้วว่าจะไปกินไอติมกันก่อนแล้วค่อยไปเล่นน้ำกัน ใช่มั้ยพี่ตี้?”

ท้ายประโยคเด็กหนุ่มหันใบหน้ายิ้มแย้มมาทางธีระ รอยยิ้มอันเปิดเผยจริงใจนั้นทำให้คนที่เห็นยิ้มตอบ

“อื้อ เดี๋ยวตี้ค่อยกลับมากินแตงโมตอนเย็นก็ได้ พี่ปิ๊กจะให้ซื้ออะไรมาฝากมั้ย?”

“ไม่ล่ะ ยังไม่รู้เลยว่าเย็นนี้อยากกินอะไร ไว้เดี๋ยวค่อยโทรคุยกันตอนเย็นก็แล้วกัน”

“ถ้างั้นตี้ไปก่อนนะ”

ปิยพลพยักหน้า จากนั้นก็ป้องปากร้องสำทับขณะมองเด็กหนุ่มทั้งสองเดินออกจากบ้าน

“ไอ้ขลุ่ย ห้ามซิ่งนะเว่ย!”

“รู้แล้วคร้าบ รับรองจะดูแลพี่ตี้แบบริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมเลย โอ๊ย! เจ็บนะพี่ตี้”

เด็กหนุ่มแสร้งทำเป็นร้องครวญหลังโดนธีระกำหมัดต่อยหัวไหล่ด้วยความหมั่นไส้ ปิยพลเห็นดังนั้นก็หัวเราะ เขามองตามจนกระทั่งรถมอเตอร์ไซค์ที่สองหนุ่มนั่งซ้อนกันอยู่แล่นจากไป จากนั้นจึงหันกลับไปสนใจกับการเย็บกระเป๋าที่ยังคั่งค้าง

ถึงแม้ว่าจะบ่ายสามโมงแล้วแต่แสงแดดยังคงเจิดจ้า คเชนทร์พาธีระไปแวะร้านเบเกอรี่ของคนรู้จักเพื่อแวะทานของหวานกับเครื่องดื่มเย็นๆ ตามที่คุยกันไว้ กระทั่งผ่านไปหนึ่งชั่วโมงและเห็นว่าแดดเริ่มร่ม เด็กหนุ่มร่างโย่งจึงได้หันไปบอกเจ้าของร้าน

“พี่โซ่ คิดเงินด้วยครับ”

“เท่าไหร่น่ะขลุ่ย?”

“หือ? พี่ตี้ไม่ต้องหรอก ขลุ่ยจ่ายเอง”

เด็กหนุ่มปฏิเสธแล้วก็รีบลุกไปที่เคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงิน ธีระขมวดคิ้วมุ่นหลังจากอีกฝ่ายเดินกลับมาที่โต๊ะ เขาหยิบเงินเท่าจำนวนที่คาดว่าจะพอดีกับครึ่งหนึ่งของค่าเครื่องดื่มแล้วยื่นออกไปให้

“นี่ส่วนของพี่ มาด้วยกันก็ต้องแชร์กันสิ จะให้ขลุ่ยจ่ายคนเดียวได้ไง”

“เอ๊...พี่ตี้ก็อย่าคิดมากสิ ขลุ่ยได้ค่าแรงเวลาช่วยงานแม่ที่ร้านนะ แค่เลี้ยงโกโก้นี่จิ๊บๆ เดี๋ยวไว้วันหลังพี่ตี้ค่อยเลี้ยงขลุ่ยคืนก็ได้น่า”

นอกจากคเชนทร์จะไม่รับเงินคืนแล้วก็ยังคว้ามือของธีระขึ้นแล้วยัดเงินกลับมาให้ ธีระก้มมองนิ้วที่ยาวเก้งก้างซึ่งกำอย่างอ้อยอิ่งอยู่รอบมือตัวเอง จากนั้นก็ช้อนตาขึ้นมองอีกฝ่ายโดยไม่พูดอะไร

“ไปๆ รีบไปเล่นน้ำกันก่อนจะมืดดีกว่า วันนี้อุตส่าห์ฝนไม่ตกทั้งที”

เด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าเอ่ยพลางเดินนำไปที่ประตู แผ่นหลังภายใต้เสื้อกล้ามสีพื้นดูกว้างเหมือนผู้ใหญ่แม้จะยังค่อนข้างผอม ธีระจึงได้แต่ถอนหายใจขณะเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วเดินตามไปซ้อนมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้ในลาน

คเชนทร์ขับรถเลียบแม่น้ำเส้นใหญ่ออกนอกตัวเมืองเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่ธีระตอบรับคำชวนของอีกฝ่ายมาเล่นน้ำที่แม่น้ำด้วยกันหลังจากที่วันก่อนๆ เพียงแค่ไปนั่งกินขนมกันที่ร้านแถวบ้าน เมื่อมาถึงจุดเล่นน้ำที่คเชนทร์เคยบอกไว้ว่าน้ำน่าเล่นและไม่ค่อยมีคน เด็กหนุ่มร่างโย่งก็จอดมอเตอร์ไซค์ไว้ข้างต้นไม้บนตลิ่ง จากนั้นก็ถอดเสื้อกล้ามออกใส่ตะกร้าหน้ารถแล้วเดินนำลงไปที่แม่น้ำ

“น้ำเย็นเจี๊ยบเลย พี่ตี้ระวังด้วยนะ พื้นตรงนี้ส่วนใหญ่เป็นกรวดน่ะ แต่น้ำไม่ค่อยลึกหรอก”

ธีระหัวเราะเมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่อ่อนวัยกว่าวิ่งลงน้ำอย่างร่าเริงเหมือนเด็กๆ เขาวางเป้และถอดรองเท้าแตะไว้ริมตลิ่งก่อนจะค่อยก้าวลงน้ำบ้างโดยไม่ได้ถอดเสื้อยืด สัมผัสเย็นเฉียบของน้ำที่ตัดกับอากาศร้อนระอุทำให้เขาส่งเสียงครางในคออย่างสบายตัว

“น้ำเย็นจริงด้วย ว่าแต่ไม่ลึกของขลุ่ยมันลึกสำหรับพี่นะเนี่ย” เด็กหนุ่มเอ่ยขณะรู้สึกว่าเท้าเริ่มจะแตะไม่โดนพื้น คนตัวสูงแต่อายุน้อยกว่าจึงเลิกคิ้ว จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์

“หือ? พี่ตี้ยืนไม่ถึงเหรอ? งั้นมาเกาะขลุ่ยก็ได้นะ เดี๋ยวสอนว่ายน้ำให้”

“ใครบอกว่าว่ายน้ำไม่เป็นกันล่ะไอ้เด็กบ้า นี่แน่ะ”

ธีระใช้มือวิดน้ำใส่หน้าคเชนทร์อย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็หัวเราะแล้วว่ายหนีเมื่อถูกวิดน้ำใส่บ้าง ทั้งสองเล่นสาดน้ำกันไปมาจนเสียงหัวเราะสะท้อนก้องคุ้งน้ำ ครู่ใหญ่ธีระก็เอ่ยห้ามเพราะชักจะเหนื่อย

"พอก่อนขลุ่ย เหนื่อยแล้ว ขอเล่นน้ำสบายๆ มั่ง"

ธีระเอ่ยก่อนจะถีบตัวขึ้นนอนลอยตัวบนผิวน้ำ อากาศที่ร้อนมาตั้งแต่เช้าทำให้วันนี้เขาเลือกสวมเสื้อยืดเนื้อค่อนข้างบางออกมา เด็กหนุ่มใช้มือพุ้ยน้ำเบาๆ เพื่อพยุงตัวพลางหรี่ตามองท้องฟ้าที่เริ่มมีสีแสดสอดแซม ความรู้สึกโล่งใจกับบรรยากาศสงบสุขโดยรอบทำให้ระบายลมหายใจยาวออกมา โดยหาได้รู้ว่าเสื้อยืดที่ใส่มานั้นแนบลู่กับสรีระของตัวเองจนจุดสีชมพูสองจุดบนแผ่นอกดันเนื้อผ้าขึ้นมารำไร เวลาที่เขาหายใจเข้าออกนั้นจุดทั้งสองก็ยวบขึ้นลงน้อยๆ ตามแผ่นอกที่กระเพื่อม ภาพอันแสนเย้ายวนโดยไม่ตั้งใจจุดประกายสีแดงบนผิวหน้าของคเชนทร์จนต้องกลืนน้ำลายแล้วรีบหันหนี

เด็กหนุ่มทอดตามองแนวต้นกกที่ขึ้นเบียดกันหนาแน่นอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ กระทั่งพอจะควบคุมตัวเองได้แล้วถึงค่อยหันกลับมาชวนธีระที่ยังนอนลอยตัวนิ่งๆ

"พี่ตี้ งั้นก่อนจะเล่นน้ำสบายๆ มาลองว่ายไปให้ถึงฝั่งโน้นกันสักรอบก่อนมั้ย?"

"หือ?...ก็ได้"

"แต่ต้องว่ายแข่งกันนะ"

"อ้าวเฮ้! ขี้โกงนี่นา!"

ธีระร้องเมื่อจู่ๆ คนท้าแข่งก็เล่นออกตัวว่ายตัดน้ำไปก่อน คเชนทร์หันมาหัวเราะแต่ก็ไม่หยุดแขนที่กำลังโจนจ้วง แววตาท้าทายของอีกฝ่ายจุดรอยยิ้มบนใบหน้าของธีระจนเขาฮึดว่ายตามแม้จะรู้ว่าคงแพ้แน่นอน

ขลุ่ยคงไม่ได้นึกชอบเราแบบที่พี่ปิ๊กคิดหรอกมั้ง...

เด็กหนุ่มคิดขณะพยายามจ้วงน้ำตามให้ทัน นับตั้งแต่วันที่เขาได้พบกับณรงค์และไรอันก็ผ่านมามากกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว วันถัดจากนั้นคเชนทร์ขับมอเตอร์ไซค์มาหาเขาถึงที่บ้านเพื่อทวงสัญญาที่ว่าจะไปเที่ยวด้วยกัน หลังจากนั้นมันก็เหมือนกับเป็นกิจวัตรประจำวันที่พอถึงตอนบ่ายหลังจากช่วยแม่เก็บกวาดร้านแล้ว เด็กหนุ่มร่างโย่งจะคอยมารับเขาแล้วพาไปทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันทุกวัน

แรกๆ ธีระยอมรับว่าเขาก็สงสัยว่าอีกฝ่ายอาจคิดอะไรกับเขาเหมือนที่ญาติผู้พี่ชอบล้อ แต่เมื่อผ่านมาหลายวันเข้า เขาก็เริ่มคิดว่าปิยพลคงจะจินตนาการไกลไปเอง และคเชนทร์คงเพียงแค่อยากทำความรู้จักเพราะเห็นว่าเขามาจากต่างถิ่นเสียมากกว่า เพราะว่าเด็กหนุ่มเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีและรู้จักคนโน้นคนนี้เยอะแยะไปหมด

"อ้าว? ขลุ่ย? อยู่ไหนน่ะ?"

เพราะว่ามัวแต่ตั้งใจว่ายน้ำให้ทันจนไม่ได้ตั้งใจมอง เมื่อธีระว่ายมาถึงอีกฝั่งและเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พบว่าทั้งคุ้งน้ำไม่มีใครเลยนอกจากเขาคนเดียว แม้จะมีเสียงรถราวิ่งลอยมาจากถนนที่อยู่ห่างไปบ้าง ทว่ารอบบริเวณที่เขากำลังลอยคออยู่กลับเงียบจนน่าตระหนก

หรือขลุ่ยจะเล่นน้ำมากไปจนเป็นตะคริว!?

"ขลุ่ย! เป็นอะไรรึเปล่า! หวา!!"

ธีระร้องอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ ก็มีสัมผัสลื่นๆ มาโดนข้อเท้า ก่อนจะรับรู้ถึงแรงที่กุมกระชับแล้วดึงเขาลงไปใต้ผืนน้ำเบื้องล่าง เด็กหนุ่มทั้งดิ้นทั้งถีบอย่างตกใจเพราะเริ่มเดาได้ว่าโดนแกล้ง เมื่อทั้งเตะทั้งถีบอย่างไรก็ไม่ได้ผล สุดท้ายเขาจึงใช้วิธีกางเล็บแล้วจิกลงไปเต็มแรงบนมือที่กุมข้อเท้าจนคเชนทร์ต้องยอมปล่อย

"โอ๊ย! แกล้งเล่นหน่อยเดียวเอง คนอะไรซาดิสต์ชะมัดเลย"

"สม! ใครให้เล่นพิเรนทร์แบบนี้ล่ะ นึกว่าจะสำลักน้ำตายไปแล้ว"

ธีระบ่นอย่างกึ่งฉุนกึ่งขำเมื่อเห็นเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าสะบัดมือข้างที่โดนเล็บจิกไปมา สภาพของทั้งสองตอนนี้ต่างเปียกมะลอกมะแลกหลังโรมรันพันตูกันใต้น้ำ เขายกมือลูบหน้าจนกระทั่งรู้สึกว่าแสบจมูกเพราะเผลอสูดน้ำเข้าน้อยลง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่เลิกหยุดลูบมือที่เจ็บ ธีระก็มุ่นคิ้วแล้วว่ายเข้าไปใกล้

"ขอโทษนะขลุ่ย เจ็บมากเหรอ? ไหนขอดูมือหน่อยซิ"

"อือ"

คเชนทร์ส่งเสียงในคออย่างหน้าสงสาร ธีระจึงคว้ามือที่ใหญ่แต่นิ้วยาวเรียวยิ่งกว่าเขาขึ้นมาดู ยังไม่ทันจะได้พิจารณาว่ารอยเล็บลึกแค่ไหนก็ถูกรวบตัวเข้าไปกอดโดยไม่ได้ตั้งตัว เขายังไม่ทันจะได้ส่งเสียงทักท้วง ริมฝีปากเย็นๆ ของคนตัวสูงกว่าก็ทาบลงมาบนริมฝีปากของเขา

ธีระกะพริบตาปริบเมื่อริมฝีปากนั้นแนบอยู่ชั่วอึดใจก่อนที่เจ้าของริมฝีปากจะผละจาก แต่ว่าอ้อมแขนอันเก้งก้างยังคงโอบรัดอยู่รอบตัว ความงุนงงทำให้เขานึกคำพูดไม่ออกในทันทีขณะมองสบนัยน์ตาเร่าร้อนที่ยังคงจับจ้องอย่างแน่วนิ่ง ฉับพลันที่รับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่แข็งเกร็งและอบอุ่นซึ่งดันอยู่บริเวณท้องน้อย สติของเขาก็กลับคืนมาราวกับถูกดีดด้วยเส้นหนังสติ๊ก

"ขลุ่ย...ปล่อย"

ธีระยกมือทั้งสองข้างขึ้นเพื่อดันไหล่อีกฝ่ายออกจากตัว แต่แทนที่เด็กหนุ่มจะปล่อยมือ อ้อมแขนรอบตัวธีระกลับเพิ่มแรงโอบแน่นยิ่งขึ้น และริมฝีปากที่บัดนี้อุ่นขึ้นแล้วก็ก้มลงมาจูบไซ้ทั่วซอกคอที่โผล่พ้นเสื้อยืดเนื้อบางจนธีระเริ่มจะโมโห

"ขลุ่ย! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!!"

เขาตวาดพลางดิ้นสุดแรงอย่างทุลักทุเลเพราะสู้แรงคเชนทร์ที่ตัวใหญ่กว่าไม่ไหว เด็กหนุ่มรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของอีกฝ่ายที่กำลังพุ่งสูงจนไม่ฟังอะไรเมื่อนิ้วเรียวยาวเริ่มสอดเข้ามาลูบไล้ผิวกายใต้เสื้อยืด เขาฉวยโอกาสที่แขนตัวเองเป็นอิสระในช่วงเวลาสั้นๆ สะบัดฝ่ามือเต็มแรงไปบนใบหน้าของคนที่กำลังหน้ามืดตามัวโดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรมทันที

เพียะ!!!

"หายบ้ารึยัง! พี่ไม่ได้มาเล่นน้ำด้วยเพราะต้องการแบบนี้นะ!!"

ธีระรีบว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งอย่างเร่งรีบ เขาไม่ได้หันไปสนใจคนที่ว่ายตามมาด้านหลังเลยจนกระทั่งถูกคว้าข้อมือไว้เมื่อกำลังจะก้าวขึ้นจากน้ำ

"พี่ตี้! ขลุ่ย...ขอโทษ"

ฝ่ามือที่ใหญ่และเปียกกุมข้อมือของเขาไว้แน่น น้ำเสียงอันร้อนรนบ่งบอกถึงความสำนึกเสียใจกับอารมณ์ชั่ววูบที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่ ธีระได้แต่หลับตาพลางสูดหายใจยาวๆ เข้าปอด จากนั้นจึงค่อยหันกลับไปมองโดยไม่พูดอะไร แต่ความเงียบอันกดดันก็เพียงพอจะทำให้คเชนทร์ใจหายจนยอมปล่อยมือ

ธีระพยายามระงับความโกรธกรุ่นแล้วเดินขึ้นไปบนตลิ่งตรงที่วางเป้ไว้ เด็กหนุ่มทิ้งตัวนั่งลงพลางดึงผ้าขนหนูออกมาเช็ดผม พอเห็นว่าเขาเพียงแต่นั่งเช็ดตัวอยู่กับที่โดยไม่เดินหนี คเชนทร์จึงเดินตามมาแล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

"พี่ตี้...ขอโทษนะ"

น้ำเสียงของคนพูดยังคงสะท้อนความเสียใจ ธีระได้แต่ถอนหายใจแรงๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองแสงอาทิตย์ซึ่งซีดจางลงทุกที แล้วก็ได้แต่ตั้งคำถามว่านี่เขาดูเชิญชวนในสายตาคนรอบตัวนักหรือไงกัน ใครต่อใครถึงได้ชอบเข้ามาแล้วคิดว่าจะหาเศษหาเลยกับเขาได้ง่ายๆ กันทุกคน

"ขลุ่ยทำแบบนั้นทำไม?"

"ทำไม...ก็ขลุ่ย...ชอบพี่ตี้"

คำสารภาพอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ทำให้ธีระรู้สึกดีขึ้นสักเท่าไร โอเค...บางทีเขาอาจรู้อยู่แล้วแต่ไม่ยอมรับเพราะก่อนหน้านี้คเชนทร์ไม่เคยพูดออกมาตรงๆ เขาจึงหลอกตัวเองได้โดยไม่รู้สึกผิดมากนักว่าเด็กหนุ่มคงไม่ได้ชอบเขาหรอก อีกอย่างเขาเองก็เหงา...อยากมีเพื่อนพูดคุยและพาออกไปเที่ยวนอกจากญาติผู้พี่ที่ทำงานตัวเป็นเกลียวทั้งวันบ้าง เลยอาจเป็นเหตุผลให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดว่าเขาทอดสะพานให้ก็เป็นได้

พอคิดได้ว่าตัวเองก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้ ความโกรธในใจเขาก็มอดลงไปหลายส่วน

"ขลุ่ย เรื่องเมื่อกี้พี่จะถือว่าไม่ได้เกิดขึ้น แต่ต่อไปห้ามทำแบบนี้อีกนะ"

"ครับ...พี่ตี้...เอ่อ"

ธีระหันขวับไปเมื่อมือใหญ่วางทับลงมาบนมือเขา คเชนทร์กลืนน้ำลายอย่างรวบรวมความกล้า จากนั้นก็เหลือบตาขึ้นถามด้วยน้ำเสียงแห้งผาก

"ถ้าอย่างนั้น...พี่ตี้รู้แล้วว่าขลุ่ยชอบพี่ตี้ แล้วพี่ตี้ล่ะ...คิดยังไงกับขลุ่ย?"

มือที่วางบนมือของเขาไม่ได้กระชับแน่น เหมือนกับเจ้าตัวแค่อยากมั่นใจว่าเขาจะไม่ลุกหนีไปก่อนก็เท่านั้น ธีระเห็นและรับรู้ได้ถึงความคาดหวังแต่ก็หวาดหวั่นกับคำตอบในแววตาที่กำลังมองมา จึงหลุบตาลงอย่างใช้ความคิดโดยที่ปล่อยให้คเชนทร์กุมมือของเขาอยู่อย่างนั้น

คำตอบนั้นเขามีในใจอยู่แล้ว เพียงแต่เกรงว่าการตอบอย่างผลุนผลันจะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดว่าเขายังไม่หายโมโห ธีระพยายามสูดหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อเรียบเรียงถ้อยคำ แล้วก็อดจะสะท้อนใจไม่ได้เมื่อตระหนักถึงสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนที่กำลังเผชิญ

นี่สิถึงจะเป็นลำดับขั้นที่ถูกต้องของการสานความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เริ่มจากการทำความรู้จัก ชวนกันออกไปไหนมาไหนด้วยกัน หลังจากนั้นเมื่อแน่ใจในความรู้สึกแล้วถึงค่อยสารภาพความในใจและขอคบ แต่โชคชะตาช่างเป็นเรื่องน่าขำ...เพราะที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้มีความสัมพันธ์กับใครตามขั้นตอนที่ควรจะเป็นเลยสักคน

โดยเฉพาะกับคนล่าสุด...คนที่ดีแต่ดึงดันจะเอาทุกอย่างให้ได้อย่างใจอยู่ฝ่ายเดียวคนนั้น...

"พี่ตี้?"

คเชนทร์ทักเมื่อเห็นเขาเงียบไปนาน ธีระจึงเหลือบตาขึ้นในที่สุด จากนั้นก็ส่ายหน้าช้าๆ

"พี่ขอโทษนะขลุ่ย แล้วก็ขอบคุณมากที่บอกชอบพี่ แต่ว่า...พี่รับความรู้สึกของขลุ่ยไม่ได้"

คำตอบของเขาทำให้แววตาของคนที่รอฟังสลดวูบทันที

"ทำไมล่ะ เพราะว่าขลุ่ยเด็กไปเหรอ?"

"ไม่ใช่"

"หรือเพราะว่าพี่ตี้...มีแฟนอยู่แล้ว?"

ธีระไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้กับคำถามนั้นดี เพราะณรงค์กับไรอันก็ถามเขาอย่างนี้เมื่อตอนที่เจอกัน แต่คำตอบมันตรงกันข้ามเลยแท้ๆ

"ขลุ่ย...ขลุ่ยอาจจะชอบพี่เพราะเราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่ถ้าขลุ่ยได้รู้เรื่องเกี่ยวกับพี่มากขึ้น ขลุ่ยอาจเปลี่ยนความคิดก็ได้นะ"

เขาเอ่ยพลางชันขาขึ้นแล้วสอดแขนเข้าใต้หัวเข่า ฝ่ายคเชนทร์มองเสี้ยวหน้าของธีระที่ทอดสายตาไปบนผิวน้ำที่มีคลื่นเอื่อยๆ เพราะแรงลมแล้วก็เอ่ยด้วยเสียงที่มั่นคงขึ้น

"ขลุ่ยไม่ได้เด็กจนถึงกับแยกแยะอะไรไม่ได้หรอกนะ ถ้าพี่ตี้คิดว่าขลุ่ยรับไม่ได้ก็ลองเล่าให้ฟังดูสิ"

แววตาสีน้ำตาลเข้มจองธีระอย่างไม่หลบเลี่ยง แนวกรามคมสันรับกับลำคอแข็งแรงทำให้ใบหน้าของเด็กหนุ่มใต้แสงโพล้เพล้ดูโตกว่าอายุแต่ก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ กระนั้นความเปิดเผยที่บ่งบอกว่ายินดีจะรับฟังก็ทำให้ธีระเม้มปากแน่นอย่างชั่งใจ เพราะนี่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจนแม้แต่คนใกล้ตัวเขาก็ไม่เคยมีโอกาสได้รับรู้

แต่บางที...การได้ระบายมันออกมาอาจช่วยบรรเทาความอึดอัดที่กัดกร่อนใจมานานให้ลดทอนลงบ้างก็เป็นได้

"ก็ได้...แต่ถ้าได้ฟังแล้วขลุ่ยอาจเสียความรู้สึกกับพี่ก็ได้นะ..."



++------++



สายลมที่พัดโชยไม่หยุดช่วยปัดเป่าไอร้อนระอุที่ยังหลงเหลือบริเวณริมน้ำ อากาศโดยรอบเริ่มเย็นลงพร้อมกับที่ตะวันยอแสงมากขึ้น ความเงียบห้อมล้อมไปทั่วบริเวณหลังจากธีระเล่าเรื่องราวจบลง เด็กหนุ่มถอนหายใจก่อนจะหยิบกรวดก้อนเล็กๆ มาโยนลงไปบนสายน้ำที่ไหลเอื่อย มีเสียง 'จ๋อม' ดังขึ้นพร้อมกับที่ผิวน้ำกระเพื่อมเป็นวงเบาๆ จากนั้นทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง

ธีระไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้เล่าความเป็นมาตั้งแต่เริ่มคบกับณรงค์จนมาเจอกฤตภาสให้เด็กหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานฟัง เขาตระหนักดีว่าตัวเองไม่ได้บริสุทธิ์ใสซื่อเหมือนหน้าตา และบางทีความประทับใจที่อีกฝ่ายมีในตัวเขาอาจหมดไปแล้วก็ได้เมื่อได้รู้เรื่องราวเหล่านี้

"พี่ตี้..."

ผ่านไปนานมากกว่าคเชนทร์จะปริปาก ธีระจึงหันไปมองเด็กหนุ่มที่ทอดสายตาตรงไปยังผิวน้ำข้างหน้าแล้วก็ส่งเสียงในคอ "หืม?"

"ขลุ่ยอาจยังเด็กเกินไปที่จะพูดแบบนี้ก็ได้ แต่ถ้าหากขลุ่ยมีคนที่รัก ขลุ่ยจะไม่มีวันทำให้เขาเสียใจแบบคนที่พี่ตี้พูดถึงเด็ดขาด"

น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่มช่างแหลมคมประดุจมีดแทงใจ ถ้าเพียงแต่ฤตภาส...แสดงออกหรือใช้คำพูดที่แฝงความนัยว่ามีเขาอยู่ในใจสักเศษเสี้ยวให้ได้ยินบ้าง เขาอาจยังยอมอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายแทนที่จะจากมาแบบนี้ก็ได้

"ดีแล้วล่ะขลุ่ย อย่าโตขึ้นเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนั้นเลย"

"แต่ถึงเขาจะเห็นแก่ตัว พี่ตี้ก็ยังไม่ลืมเขาใช่ไหมล่ะ?"

คเชนทร์หันมาหาพร้อมกับที่ถามคำถามนั้น มือใหญ่กุมกระชับมือของธีระที่วางอยู่บนพื้นแน่นขึ้น ความจริงแล้วมือนั้นไม่ได้ปล่อยมือของเขาเลยตั้งแต่เริ่มเปิดปากเล่าเรื่องในอดีต แต่ธีระก็ไม่ได้ถอนมือออกเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายทำเช่นนั้นเพราะต้องการให้กำลังใจ...เพราะต้องการยืนยันกับเขาว่ายินดีจะรับฟังเรื่องราวที่เขาจะเล่าอย่างแท้จริง

และตอนนี้เขาก็ได้รับกำลังใจนั้นมามากพอแล้ว...

"ฟ้าเริ่มมืดแล้ว กลับกันเถอะขลุ่ย เดี๋ยวยุงจะหามเอา"

เด็กหนุ่มค่อยๆ ชักมือออกจากใต้ฝ่ามือใหญ่อย่างเงียบเชียบ และครั้งนี้คเชนทร์ไม่ได้ออกแรงยื้อ ทั้งสองเพียงแต่เดินขึ้นจากตลิ่งไปยังมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้โดยไม่มีใครพูดอะไร คเชนทร์หยิบเสื้อกล้ามที่ถอดไว้ในตะกร้าขึ้นมาสวมทับร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่า ส่วนธีระก็ถอดเสื้อยืดที่หมาดชื้นออกแล้วเปลี่ยนมาใส่เสื้ออีกตัวที่อยู่ในเป้แทน เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็ต่างก้าวขึ้นมอเตอร์ไซค์แล้วขับมาออกจากบริเวณนั้น

เมื่อเริ่มเข้าเขตตัวเมืองก็เริ่มมีรถราวิ่งสวน เสียงลมพัดหวีดหวิวและเสียงเครื่องยนต์ที่สัญจรบนถนนช่วยขจัดความวังเวงหลังตะวันตกดินได้เป็นอย่างดี หลังจากนั่งเงียบกันมาได้สักพัก คเชนทร์ก็เหลือบกลับมามองคนที่ซ้อนตัวเองอยู่แวบหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น

"พี่ตี้"

"หือ?"

"ก่อนพี่ตี้จะกลับกรุงเทพฯ...ขลุ่ยยังชวนพี่ตี้ไปเที่ยวได้อยู่รึเปล่า?"

"ถ้าสัญญาว่าจะไม่ทำแบบตอนที่เล่นน้ำอีกก็โอเค"

ทั้งสองส่งเสียงหัวเราะประสานกัน อย่างน้อยๆ มิตรภาพฉันท์พี่น้องนี้ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่ธีระจะมอบให้

"แต่พี่ตี้รู้มั้ย พี่ตี้หุ่นดีจริงๆ นะ ผิวก็เนียน ตัวก็ขาว...โอ๊ย!"

"ถ้ายังไม่เลิกพูดอีกก็ไม่ต้องคิดจะมาชวนไปไหนเลย ตั้งใจขับรถให้ดีๆ ได้แล้ว ไม่งั้นจะลงไปเดินเองจริงๆ ด้วย"

"คร้าบๆ โธ่ ชมนิดชมหน่อยยังไม่ได้เลยเหรอเนี่ย"

คเชนทร์แกล้งทำเป็นบ่นเสียงเล็กเสียงน้อย แต่นั่นก็ช่วยให้ธีระยิ้มออกมาได้เพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ล้อเล่น เขาเหลือบตาขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของเด็กหนุ่มจากด้านหลัง แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่มเต็มตัวเมื่อไร คนที่คว้าหัวใจของคเชนทร์ไปครองได้จะต้องเป็นคนที่โชคดีและได้รับความรักความทะนุถนอมอย่างมากแน่ๆ

พวกเขาใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงก็กลับมาถึงละแวกบ้าน เนื่องจากธีระซ้อนอยู่ด้านหลังจึงเหม่อมองบ้านเรือนและร้านรวงข้างถนนไปเรื่อย เขารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อคเชนทร์จอดรถแล้วเอาขายันพื้นไว้ จากนั้นก็หันกลับมาหาแล้วบุ้ยคางไปหน้าบ้าน

"สงสัยจะมีแขกมาหาพี่ปิ๊กแฮะ ขลุ่ยคงจอดได้แค่ตรงนี้ล่ะ เพราะมีรถตู้จอดขวางหน้าทางเข้าบ้านคันเบ้อเริ่มเลย"

"อ้าว? ใครกันจะมาหาพี่ปิ๊กตอนนี้"

ธีระพึมพำเพราะแทบจะไม่เคยเห็นเพื่อนฝูงของปิยพลไปมาหาสู่ถึงที่บ้าน เขายื่นหน้าออกจากหลังเด็กหนุ่มออกไปดูอย่างสงสัย และได้เห็นว่าหน้าทางเข้าบ้านของปิยพลมีรถตู้สีขาวคันใหญ่จอดอยู่จริงๆ ป้ายทะเบียนด้านหลังของรถตู้คันนั้นบอกว่ามาจากกรุงเทพมหานคร แต่เขาก็สุดจะเดาว่ารถคันนี้มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่าจอดอยู่นานแค่ไหนแล้ว

แต่ถึงจะไม่รู้ว่าผู้ที่โดยสารมากับรถตู้เป็นใคร ลางสังหรณ์กลับกระซิบข้างหูเขาเบาๆ ว่าเป้าหมายของคนที่ผู้โดยสารของรถตู้คันนี้เดินทางมาหา...ไม่น่าจะเป็นปิยพลแต่ว่าคือตัวเขาเองต่างหาก...



++---TBC---++



A/N: ตามที่สัญญาในตอนก่อนว่าตอนนี้ทุกคนจะได้เจอน้องตี้แน่นอน เลยจัดให้อิ่มไปเลยค่ะ ส่วนตากฤตก็ให้นอนพักต่อไปก่อนละกันนะ XD




 

Create Date : 11 กันยายน 2557    
Last Update : 19 กันยายน 2557 18:45:47 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 33


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 33



วันนี้ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ เป็นสีฟ้าสดใส ใยเมฆซึ่งลอยอยู่บางเบาแทบไม่ช่วยกรองแสงอาทิตย์ที่แผ่ลงมาอย่างแรงกล้า ชวนให้คิดว่าพายุฝนเมื่อไม่กี่วันก่อนมาจากความเผอเรอของธรรมชาติที่จำฤดูผิดก็ไม่ปาน

บ่ายนี้กฤตภาสออกมาประชุมกับลูกค้านอกสถานที่ หลังเสร็จสิ้นการประชุมก็ลงลิฟต์ไปยังลานจอดรถซึ่งอยู่ด้านนอกอาคาร เขารู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติในการบังคับร่างกายให้เดินไปถึงที่หมายโดยไม่ล้ม กระทั่งแฟ้มเอกสารและไอแพดที่ถืออยู่ก็หนักอึ้งจนต้องกำไว้แน่นเพื่อไม่ให้หล่นกระจัดกระจาย

ร่างสูงใหญ่ถอนหายใจยาวเมื่อได้ก้าวขึ้นนั่งหลังพวงมาลัย เขารู้สึกราวกับในหัวมีอะไรบางอย่างกดทับจนสมองพร้อมจะระเบิดอยู่ตลอดเวลา ตอนที่อยู่ในห้องประชุมเมื่อครู่นี้เขาต้องฝืนตัวเองอย่างมากในการพูดคุยและนำเสนอแผนงานให้ลูกค้าใหม่ซึ่งไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน และเนื่องจากเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่อาจได้เซ็นสัญญาร่วมงานระยะยาว กฤตภาสจึงหมายมั่นปั้นมือมากที่จะไม่ทำให้อีกฝ่ายคลางแคลงในความสามารถของเขาในฐานะผู้นำบริษัท

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอันเหนียวหนืดลงคอ เสื้อที่สวมอยู่ดูเหมือนจะไม่ช่วยระบายไอร้อนที่ระอุออกมาจากผิวกายได้สักเท่าไรนัก หลังจากชั่งใจอยู่ชั่วครู่ เขาก็ตัดสินใจยกโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาหัวหน้าฝ่ายบุคคลซึ่งอาวุโสเท่ากับเขา

“คุณญา เย็นนี้ผมคงไม่กลับเข้าออฟฟิศ ฝากบอกเด็กๆ ด้วยว่าถ้ามีงานที่ต้องให้ตรวจก็ส่งเมลหาผม ขอบคุณมาก”

เมื่อฝากเรื่องแล้วกฤตภาสก็ขับรถออกมาจากลานจอด อาการครั่นเนื้อครั่นตัวทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าปกติกว่าจะกลับถึงคอนโด หลังจากขึ้นมาถึงห้องแล้วเขาก็ทิ้งตัวลงบนเตียงโดยไม่กินดื่มอะไร ความรู้สึกคล้ายมีตะกั่วถ่วงในหัวทำให้ชายหนุ่มหมดสติก่อนที่หัวจะถึงหมอนเสียอีก

ติ๊งต่อง...ติ๊งต่อง...ติ๊งต่อง...

เสียงออดที่ดังไม่หยุดรบกวนโสตประสาทจนกฤตภาสที่กำลังหลับใหลรู้สึกตัว ชายหนุ่มหรี่ตาขึ้นและเห็นแต่ความมืดสลัวในห้อง เขาค่อยๆ พลิกตัวไปเปิดโคมไฟแล้วเอามือลูบหน้า พอได้นอนไปหนึ่งตื่นก็ดูเหมือนสมองจะปลอดโปร่งขึ้นมาเล็กน้อย กระนั้นความเมื่อยล้าตามเนื้อตัวก็ทำให้เขาไม่อยากขยับเขยื้อนมากนัก แต่เสียงออดที่พิรี้พิไรก็ทำให้ความหงุดหงิดชักจะพุ่ง

“ห้องนี้ส้วมยังไม่เต็ม ถ้าจะดูดส้วมก็ไปห้องอื่น”

“โวะ! เจอหน้ากันก็จะเปลี่ยนอาชีพให้กูซะละ ทำไมพวกคุณชายในละครเขามีแต่สุภาพเรียบร้อย ไม่เห็นมีใครปากเสียแบบมึงเลยวะเนี่ย?”

“เพราะกูไม่ใช่คุณชายในละคร และมึงรบกวนการนอนของกู”

กฤตภาสย้อนหลังจากพบว่าผู้มาเยือนยามวิกาลคือเพื่อนสนิท ศุภวัฒน์ยักไหล่ก่อนจะถอดรองเท้าแล้วเดินตามเจ้าของห้องที่ย่ำเท้ากลับเข้าไปด้านใน เขามองคนที่ทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาวบนโซฟาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีแล้วก็นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“หิวมั้ยมึง พอหม่าม้ารู้ว่ามึงไม่สบายก็รีบกุลีกุจอไปซื้อของบำรุงมาให้เลย บอกว่ามึงอยู่คนเดียวไม่มีใครดูแล ถ้ากูที่เป็นเพื่อนยังไม่มาเยี่ยมอีกเดี๋ยวมึงตายไปแล้วน้อยใจ กลายเป็นผีมาหลอกกู"

น้ำเสียงของเพื่อนที่แกล้งล้อเลียนผู้เป็นแม่ทำให้กฤตภาสหัวเราะหึเบาๆ เพราะว่าแม่ของเขากับแม่ของศุภวัฒน์คบหากันมาตั้งแต่ยังสาว หลังแต่งงานแล้วก็ยังนัดเจอกันบ่อยจนลูกชายทั้งสองได้เล่นหัวกันมาตั้งแต่เด็ก

แต่ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นก็จบลงเมื่อหม่อมหลวงมุกตาภาตัดสินใจหย่ากับสามีและพาเขาไปอยู่อังกฤษ หลังจากนั้นทั้งสองครอบครัวก็ห่างกันไป ยังดีที่กฤตภาสได้กลับมาเยี่ยมคุณยายบ้างจึงได้พบปะกับครอบครัวของศุภวัฒน์เป็นระยะ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยอย่างถาวรหลังเรียนจบปริญญาโท

“ฝากขอบคุณหม่าม้าด้วยก็แล้วกัน แต่ตอนนี้กูยังไม่อยากกินอะไร มึงวางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวหิวแล้วกูกินเอง”

นายแพทย์หนุ่มกลอกตาเพราะรู้ดีว่าคนป่วยมักจะเบื่ออาหาร แต่ก็ไม่อยากจะจู้จี้ตราบใดที่เพื่อนยังรู้วิธีดูแลตัวเอง

“ว่าแต่คุณชายจอมถึกอย่างมึงไม่สบายได้ไงวะ? ถ้าไม่ใช่เพราะกูเอะใจหลังมึงไม่รับสายก็เลยโทรไปถามที่ออฟฟิศ ป่านนี้ก็คงไม่รู้ว่ามึงป่วยจนถึงกับต้องลาหยุด”

คนป่วยส่งเสียงคำรามต่ำในคอ “คงติดหวัดมาจากเด็กๆ ที่ออฟฟิศนั่นแหละ ช่วงนี้ฝนตกบ่อยเลยไม่สบายกันหลายคน”

เขาไม่อยากบอกความจริงว่าน่าจะเป็นเพราะตนออกไปยืนตากฝนอย่างบ้าบิ่นอยู่นอกห้องเมื่อไม่กี่วันก่อน เพราะถ้าบอกไปคงโดนถามว่าทำไมถึงทำเรื่องไร้สติแบบนั้นได้ และสาเหตุเบื้องหลังมันน่าสังเวชจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากยอมรับ

ก็แค่เด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินออกไปจากชีวิต...ไม่ควรจะมีอิทธิพลสั่นคลอนความมั่นใจของเขาได้ขนาดนี้ ไม่ควรจะทำให้เขาทุรนทุรายยามจินตนาการว่าตอนนี้เด็กนั่นกำลังอยู่ที่ไหนหรืออยู่กับใครเลยสักหน่อย...

“แค่ก! แค่กๆ!”

“เฮ้ย! เป็นไรรึเปล่า!? มึงได้ไปหาหมอมารึยังเนี่ย!?”

กฤตภาสพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อกดอาการระคายคอจนอยากจะไอเอาปอดออกมา เขาหันไปหยิบกระติกน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะมาจิบก่อนจะถอนใจยาวเมื่ออาการเจ็บหน้าอกค่อยบรรเทาลง

“หวัดแค่นี้จะไปหาทำไม อีกอย่างหมอก็มาหากูถึงที่แล้วนี่ ไหนๆ แล้วก็จ่ายยาให้กูเลยสิ”

"ขำตายละไอ้คุณชาย มึงเห็นกูถือเครื่องมืออะไรมาด้วยมั้ยล่ะ? ไม่สบายก็ไปหาหมอให้เป็นเรื่องเป็นราวสิวะ จะฝืนไว้ให้อาการยิ่งแย่ทำไม ทำยังกับเป็นพระเอกละครน้ำเน่าตอนอกหักไปได้"

แววตาคมกริบที่ตวัดมองมาทางเขาอย่างไม่พอใจทำให้นายแพทย์หนุ่มหุบปากฉับ เขาทำทีเป็นมองไปรอบๆ แล้วก็ถามเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

“ว่าแต่ตี้ไปไหนล่ะ? ออกไปซื้อข้าวให้อยู่เหรอ? ปกติมาห้องมึงต้องเจอน้องเขานี่”

คำถามนั้นไม่ต่างจากหมัดฮุคเข้าที่ท้องน้อย แต่กฤตภาสพบว่าตนไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นบริภาษคนถามให้สาแก่ใจ

ตลกสิ้นดี...เมื่อไม่นานมานี้เขาโดนยิงแต่ยังมีเด็กคนนั้นคอยดูแลไม่ห่าง มาตอนนี้เขาแค่เป็นไข้หวัด แต่คนที่เคยไว้ใจยอมให้มาเฝ้าอยู่ข้างๆ กลับหายตัวไปแล้ว

“หือ? ว่าไงวะกฤต?”

“ไม่เห็นก็คือไม่อยู่ ถ้าจะพูดให้ถูกคือมึงน่าจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้วมากกว่า”

“อ้าว? ทำไมวะ?”

กฤตภาสนึกอยากเขวี้ยงอะไรอุดปากเพื่อนจะได้หยุดถามซอกแซกเสียที “ไม่ได้เจออีกก็แปลว่าเขาไปแล้วไง ดังนั้นต่อให้มึงมาหากูอีกกี่ครั้งก็ไม่มีวันเจอเขาแล้ว เข้าใจหรือยัง?”

“ฮะ!?”

นายแพทย์หนุ่มเลิกคิ้วสูงจนแทบชนตีนผม เขาจับจ้องกฤตภาสที่หันหนีไปอีกทางด้วยสีหน้าเหมือนเพิ่งได้ยินว่าแมวที่บ้านออกลูกเป็นไข่ จริงอยู่ว่าเขาเคยได้พบกับธีระเพียงไม่กี่ครั้ง แต่นับจากวันที่กฤตภาสแกล้งพาเด็กหนุ่มไปตรวจสุขภาพกับเขาที่คลินิกจนถึงวันที่เขาเอาหนังสือพิมพ์มาหาที่ห้องนี้ เขาก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงท่าทีที่เปลี่ยนไประหว่างคนทั้งสอง เพราะไม่ว่าจะแววตาของธีระยามมองเพื่อนของเขา หรือท่าทีและถ้อยคำที่กฤตภาสใช้กับเด็กหนุ่มก็ตาม มีแต่คนที่ตาบอดแถมยังหูหนวกเท่านั้นที่จะเดาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้

“ทะเลาะกันเหรอ? มึงก็ไปตามง้อเขาสิวะ เด็กๆ ก็ขี้งอนแบบนี้แหละ นี่คงไปพูดอะไรไม่เข้าหูเขาสิท่า เอ๊ะ หรือว่าจะเป็นเรื่องข่าวที่ลงหนังสือพิมพ์ตอนนั้น? นี่แหละน้า กูถึงได้บอกว่ามึงน่ะชอบทำตัวเข้าใจยากเกินไป แบบนี้ใครเขาจะทนอยู่ด้วยไหว”

ศุภวัฒน์ยังบ่นต่ออีกยืดยาวแต่กฤตภาสไม่ได้ฟัง เขาเพียงแต่สะดุดใจกับคำว่า ‘เด็ก’ ที่อีกฝ่ายใช้ จริงอยู่ว่าธีระอายุน้อยกว่าเขาถึงสิบสองปี แต่ถึงแม้จะเป็นคนคิดอย่างไรแสดงออกอย่างนั้น การได้คลุกคลีกันอย่างใกล้ชิดก็ทำให้เขารู้ว่าฝ่ายนั้นไม่ได้มีความคิดอ่านแบบเด็กๆ เลย คำพูดคำจาที่สะท้อนความคิดแต่ละอย่างอาจกล่าวได้ว่ามีวุฒิภาวะกว่าลูกน้องบางคนของเขาด้วยซ้ำ

“กฤต ตกลงมึงฟังกูอยู่รึเปล่าเนี่ย?”

“กูได้ยินเสียงวี้ๆๆ เหมือนเสียงแมลงวัน ตกลงนั่นเสียงมึงหรอกเหรอ?”

ดูเหมือนอาการป่วยจะไม่ได้ช่วยลดวาจาเผ็ดร้อนของกฤตภาสได้สักกี่มากน้อย ศุภวัฒน์คิดในใจว่าอยากให้แม่ของตัวเองได้มาเห็นตัวจริงของ ‘ลูกกฤต’ ที่ชื่นชมนักหนาเสียเหลือเกิน เพราะเจอกันทีไรก็มีแต่เขาที่โดนจิกกัดจนเหวอะหวะแทบทุกครั้ง

“เอาเหอะ ไม่ได้ฟังก็ช่าง เอาเป็นว่ามึงก็ไปง้อเขาสิ ไว้หายป่วยแล้วค่อยไปก็ได้ หรือถ้าอยากเล่นบทพระเอกน้ำเน่าก็ไปง้อทั้งๆ ที่ป่วยอยู่นี่แหละ รับรองได้คะแนนสงสารตรึม”

บางทีกฤตภาสก็สงสัยจริงๆ ว่าเวลาที่ศุภวัฒน์ไม่ได้ตรวจคนไข้คงนั่งดูละครทั้งวัน เขาทำเสียงเดาะลิ้นอย่างขัดเคืองก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ

“เขาเป็นคนพูดเองว่าให้ปล่อยเขาไป แล้วมึงยังจะให้กูหน้าด้านไปตามเขาอีกเหรอ?”

“บอกให้ปล่อย...น้องตี้เนี่ยนะพูด? อ้าวเฮ้ย! แล้วนั่นมึงจะไปไหน?”

“เข้าส้วม”

“เฮ้ย! ไอ้กฤต!!"

กฤตภาสยังเดินไปไม่ถึงประตูห้องน้ำ ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็หมุนคว้างเป็นวง พื้นห้องราวกับมีพลังแม่เหล็กดึงดูดจนเขาสะดุดหัวทิ่ม ในหูได้ยินเพียงเสียงตะโกนเรียกอย่างตกใจของศุภวัฒน์ก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวจะกลายเป็นสีดำมืด


++------++


เสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างเป็นจังหวะคือเสียงแรกที่กฤตภาสได้ยินเมื่อรู้สึกตัว ร่างสูงใหญ่ปรือตาขึ้นอย่างเชื่องช้าและเห็นฝ้าเพดานห้องที่ไม่ชินตา ขณะเดียวกันก็มีบางสิ่งในบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกเหมือนเคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน

“อ้าว ตื่นแล้วรึ”

เสียงแหบทุ้มอันคุ้นเคยดึงสายตาของกฤตภาสไปที่ข้างเตียง และพบว่าเจ้าของเสียงคือโกเมท จันทร์เรือง พ่อของเขาเอง

ชายหนุ่มเหลือบมองเข็มน้ำเกลือที่เสียบอยู่บนแขน จากนั้นจึงค่อยเบนสายตาขึ้นมองบิดาอีกครั้ง

“เหวินพาผมมาโรงพยาบาลเหรอครับ?”

“อืม เห็นว่าลูกไข้สูงจนน็อคก็เลยพามาแอดมิทที่โรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อเย็นวาน ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง? ยังเวียนหัวหรือพะอืดพะอมบ้างหรือเปล่า?”

กฤตภาสส่ายหน้า เขาปรายตามองนาฬิกาแขวนผนังแล้วก็ออกปากถามอีกครั้ง

“จะสิบโมงแล้ว ผู้บริหารใหญ่มาโอ้เอ้อยู่ที่นี่จะดีเหรอครับ?”

“อะไรกัน เพิ่งเห็นหน้าพ่อก็จะไล่กันแล้วรึ ไม่ต้องห่วง เช้านี้ไม่มีงานด่วน พ่อมาเฝ้าลูกชายก่อนได้”

คำพูดหยอกเย้าและมือที่บีบลงบนบ่าช่วยถ่ายทอดความห่วงใยได้เป็นอย่างดี กฤตภาสมองคู่สนทนาอย่างพิจารณา เส้นผมสีดอกเลาของอีกฝ่ายถูกหวีเสยไว้อย่างเรียบร้อย รอยย่นบริเวณหางตายามที่ยิ้มมองเขาให้ความรู้สึกอบอุ่นโดยไม่ได้ลดทอนความผึ่งผาย เขาซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวแทบจะไม่ได้รับรู้ความเป็นไปของอีกฝ่ายมากนักเพราะตั้งแต่เด็กก็ได้ใช้เวลากับผู้เป็นพ่อน้อยมาก กระนั้นก็ให้นึกสงสัยว่าทำไมแม่จึงแยกทางกับผู้ชายคนนี้ได้ลง

“พ่อ ผมถามอะไรหน่อยได้ไหม?”

“หือ? เอาสิ”

“หลังจากที่หย่ากัน พ่อเคยคิดที่จะตามไปขอคืนดีกับแม่บ้างหรือเปล่า?”

คำถามอันไม่คาดฝันของกฤตภาสทำให้โกเมทนิ่งอึ้ง เขาสบตากับลูกชายที่จ้องมองเขาอย่างสงบ จากนั้นก็หลับตาลงแล้วระบายลมหายใจยาว

“มาพูดตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะกฤต”

“ผมไม่ได้อยากให้พ่อกับแม่คืนดีกันเพราะผมไม่ใช่เด็กแล้ว สมมติว่าตอนนั้นทั้งคู่ไม่ได้มีผมก็ได้ ถ้าหากหลังแต่งไปแล้วเกิดหย่ากันขึ้นมา พ่อยังคิดว่าจะตามไปขอคืนดีกับแม่หรือเปล่า?”

ไม่รู้อะไรดลใจกฤตภาสให้ถามคำถามที่รู้ดีว่าเปล่าประโยชน์เช่นนั้นออกไป เพราะสิ่งที่ผ่านมาแล้วย่อมย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ กระนั้นเขาก็ยังอยากฟังคำของผู้ให้กำเนิดอีกคนบ้างหลังจากที่ฟังความข้างเดียวจากผู้เป็นแม่ตลอดมา

โกเมทระบายลมหายใจอีกเฮือก ผู้สูงวัยมองออกไปทางหน้าต่างที่มีม่านโปร่งช่วยกรองแสงแดดจากภายนอก จากนั้นก็ค่อยเปิดปากเล่าช้าๆ คล้ายลังเลที่จะเปิดประตูสู่ความทรงจำที่ปิดล็อคมานานเอาไว้

“พ่อกับแม่รู้จักกันเพราะว่าพวกเราเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ตอนนั้นคุณมุกเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัย เธอสวย ครอบครัวก็มีฐานะ ส่วนพ่อเป็นแค่ลูกชาวสวนที่สอบชิงทุนเข้าไปเรียนได้ ตอนที่พวกเราเริ่มคบกัน พ่อยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะลดตัวลงมาคบกับคนที่ต้องปั่นจักรยานไปเรียนอย่างพ่อ มาตอนหลัง...พ่อถึงค่อยรู้ว่าคุณมุกขัดแย้งกับที่บ้านจนยอมแต่งงานกับพ่อที่ไม่มีทรัพย์สมบัติติดตัวเพื่อประชด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เคยบ่นน้อยเนื้อต่ำใจหรือขอให้หานั่นนี่ให้ พ่อถึงได้มุ่งมั่นกับการทำงาน ตั้งใจว่าจะสร้างเนื้อสร้างตัวให้เธอภูมิใจ ให้ลูกที่จะเกิดได้มีทุกสิ่งไม่น้อยหน้าคนอื่นๆ เขา”

กฤตภาสรู้มาก่อนแล้วว่าพ่อกับแม่รู้จักกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย แต่ที่เขาไม่เคยรู้คือเรื่องที่แม่เคยขัดแย้งกับครอบครัว เนื่องจากกว่าเขาจะจำความได้ คุณตาก็เสียไปก่อนแล้วเพราะโรคมะเร็ง ญาติฝ่ายแม่จึงเหลือเพียงคุณยายที่ค่อนข้างใจดีและเอ็นดูเขา กับคุณป้าที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของแม่เท่านั้น

“ตอนที่ลูกเกิดเป็นช่วงเวลาที่พ่อเพิ่งจะได้เริ่มลืมตาอ้าปากในงานที่ทำตอนนั้น มันทำให้พ่อต้องรีบสร้างฐานะเพื่อลูกที่กำลังโต โดยที่ลืมไปว่าคุณมุกไม่ใช่ผู้หญิงที่เคยชินกับการเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียว พวกเราเริ่มทะเลาะกันจนกระทั่งสุดท้ายก็หย่าขาดแล้วลูกถูกพาไปอยู่ที่อังกฤษ ใช่ว่าพ่อจะไม่เคยอยากขอคืนดีกับแม่เขาหรอกนะ พ่อพยายามแล้ว...หลายครั้งหลายหน แต่คุณมุกก็ปฏิเสธทุกครั้งเพราะว่าทนนึกถึงช่วงเวลาที่พ่อทิ้งเขาไปหมกหมุ่นกับงานไม่ได้”

โกเมทเงียบไปอึดใจหนึ่งเมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ฝ่ายกฤตภาสก็ไม่ได้ซักไซ้ เขาเพียงแต่รับฟังเรื่องราวจากปากคำของบิดาอย่างเงียบๆ ครู่หนึ่งผู้สูงวัยที่ดูจะดึงตัวเองกลับมาจากอดีตได้แล้วจึงหันมาหาเขาอีกครั้ง

“ชีวิตคู่ของพ่อกับแม่ล่มเพราะทิฐิของเราทั้งคู่ แต่จะให้พูดว่าที่ครอบครัวเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้เพราะคุณมุกก็พูดได้ไม่เต็มปาก จริงอยู่ที่คุณมุกปฏิเสธทุกครั้งที่พ่อพยายามจะขอคืนดี แต่บางทีถ้าตอนนั้นพ่อยอมออกจากงานแล้วตามไปเฝ้าเขาที่อังกฤษเขาก็อาจจะใจอ่อน แต่เพราะพ่อเห็นแก่ตัวเกินกว่าจะทิ้งงานทางนี้ไป สุดท้ายพอไม่ได้เจอกันนานเข้าความรู้สึกโหยหามันก็จืดจางไปเอง แต่นั่นเป็นคนละเรื่องกันสำหรับลูกเพราะว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ไม่มีวันไหนเลยที่พ่อไม่เสียดายที่ไม่เคยทำหน้าที่ของพ่อให้ดีตอนที่พวกเรายังอยู่ด้วยกัน พ่อขอโทษด้วยนะกฤต”

คำขอโทษอย่างจริงใจทำให้กฤตภาสรู้สึกจุก เขาเพียงแค่ถามเรื่องในอดีตเพราะอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น แต่ไม่ได้คาดหวังเลยว่ามันจะทำให้ได้ฟังคำสารภาพจากผู้ให้กำเนิดเช่นนี้

ตอนเด็กเขาเคยอิจฉาเพื่อนๆ ที่ทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา กระทั่งตอนที่ยอมรับได้แล้วว่าพ่อกับแม่จะไม่มีวันคืนดีกันก็ยังหวังให้พ่อไปหา แต่ด้วยวันคืนที่ล่วงเลยมานานทำให้เขาไม่คิดร่ำร้องต้องการความเอาใจใส่เช่นนั้นอีกแล้ว กระนั้นเมื่อได้ยินคำขอโทษก็ยังหยุดความรู้สึกแน่นหน้าอกไม่ได้

“ช่างมันเถอะครับ พ่อไม่ผิด”

“แม่เขาก็ไม่ผิดเหมือนกัน เพียงแต่นั่นเป็นการตัดสินใจเพราะเขายึดติดกับอดีตมากเกินไปจนไม่ยอมให้โอกาสพ่อ จำไว้นะกฤต เราไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อความสุขในอนาคตแค่ไหน พ่อไม่อยากให้ลูกเจริญรอยตามพ่อกับแม่ หากลูกทำอะไรแล้วมีความสุขพ่อก็ยินดีสนับสนุน หากลูกไม่ต้องการให้พ่อก้าวก่าย พ่อก็จะไม่ยุ่งเพราะลูกก็โตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้ว เพียงแต่ขอให้ฟังคำแนะนำของพ่อแล้วเอาไปคิด สุดท้ายแล้วลูกจะตัดสินใจยังไง พ่อก็คงทำได้แค่ให้กำลังใจเท่านั้น”

ชายต่างวัยแต่ผูกพันด้วยสายเลือดทั้งสองสบตากัน และกฤตภาสรับรู้ได้ว่าคำพูดของบิดาแฝงความนัยที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวรู้อะไรมากกว่าที่เพิ่งเอ่ย

“ไอ้เหวินปากเปราะอีกแล้วสินะ”

โกเมทหัวเราะหึๆ “พ่อดีใจนะที่ลูกมีเพื่อนที่เป็นห่วงเป็นใยขนาดนี้ ส่วนกับเด็กคนนั้น...พ่อไม่มีปัญหาถ้าเขาเป็นคนที่ลูกเลือก แต่ก่อนจะทำอะไรก็คิดให้ดีๆ ก่อนก็แล้วกัน ถึงจะบอกว่าอย่าถอดใจแต่ก็ไม่หมายความว่าพ่อแนะนำให้ใช้กำลังบังคับ เพราะบางทีการข่มขู่ให้เขาอยู่ข้างตัวอาจเป็นความสุขของเราบนความทุกข์ของเขาก็ได้ ไม่มีความสุขไหนที่ยั่งยืนถ้าทั้งสองฝ่ายไม่เท่าเทียมกันหรอก พ่อคงแนะนำได้แค่นี้ล่ะนะ”

ผู้สูงวัยกล่าวก่อนจะบีบมือเขาอย่างให้กำลังใจ กฤตภาสรับรู้ได้ถึงความหยาบกร้านของฝ่ามือของผู้ให้กำเนิดที่สู้ชีวิตมาตลอดเวลาร่วมหกสิบกว่าปี หลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็บีบมือข้างนั้นตอบ

“สวัสดีค่ะ อาการดีขึ้นหรือยังคะ? เดี๋ยวขอเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นะคะ”

นางพยาบาลเอ่ยขณะเปิดประตูเข้ามาในห้อง โกเมทจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อเปิดทางให้เธอทำหน้าที่ได้สะดวก กฤตภาสเห็นผู้สูงวัยชำเลืองมองนาฬิกาแขวนผนังจึงเอ่ยขึ้น

“ไปทำงานเถอะครับพ่อ ผมดีขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะแล้ว ถ้าหากมีอะไรจะโทรไปบอก”

“อืม ถ้าอย่างนั้นพ่อกลับก่อนก็แล้วกัน ดูแลตัวเองด้วยนะ”

ผู้สูงวัยเอ่ยก่อนจะหันไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมแล้วก็เดินออกไป กฤตภาสไม่ทันได้เอะใจ พยาบาลสาวก็เอ่ยขึ้นระหว่างที่ช่วยเขาถอดเสื้อ

“ไม่รู้ได้นอนหรือยังนะคะนั่น”

“หือ?”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขณะที่อีกฝ่ายดึงเสื้อออกจากแขนของเขา เธอจึงอธิบายพร้อมร้อยยิ้ม

“เมื่อวานหลังจากคุณมาแอดมิทแล้วคุณพ่อท่านเป็นคนมาเฝ้าน่ะค่ะ ตอนกลางคืนนิ่มอยู่เวรก็เลยได้เข้ามาช่วยดูอาการเป็นระยะ เห็นคุณพ่อท่านนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอดไม่ยอมไปนอนเลย ท่าทางจะเป็นห่วงคุณมากนะคะ”

เธอเล่าพลางเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาจนเสร็จ จากนั้นก็หยิบเสื้อผ้าชุดเก่าแล้วเดินออกจากห้องไป กฤตภาสนึกถึงภาพแรกที่เห็นตอนที่ตื่นขึ้นมาเมื่อเช้า แล้วก็นึกได้ว่าสีหน้าของบิดามีร่องรอยอ่อนล้าจริงๆ แต่เขานึกว่าคงเพราะอีกฝ่ายโหมทำงานหนักเสียอีกจึงไม่ได้ทัก

ไม่นึกเลยว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นเพราะอดนอนทั้งคืนเพื่อเฝ้าไข้เขา

ชายหนุ่มหลับตาลงแล้วระบายลมหายใจยาว บางทีการที่เขารู้สึกอ่อนไหวเป็นพิเศษในวันนี้คงเพราะพิษไข้กระมัง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรจะสะเทือนจิตใจก็ยังทำให้ในอกหนักอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก จะลุกขึ้นมาหาเรื่องอื่นทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจก็ทำไม่ไหว หลังจากพยายามจะหลับต่ออยู่นานอย่างไร้ผล ความคิดของเขาก็หวนกลับมายังคำพูดที่โกเมทฝากไว้เมื่อไม่กี่อึดใจก่อนจนได้


“บางทีการข่มขู่ให้เขาอยู่ข้างตัวอาจเป็นความสุขของเราบนความทุกข์ของเขาก็ได้ ไม่มีความสุขไหนที่ยั่งยืนถ้าทั้งสองฝ่ายไม่เท่าเทียมกันหรอก”


ความเท่าเทียมกันงั้นหรือ...เขาไม่เคยมองความสัมพันธ์กับใครในแง่มุมนี้มาก่อนเลย ถูกล่ะว่าในแง่ของการดำเนินธุรกิจแล้วเราย่อมต้องเสียบางสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอีกสิ่งหนึ่งเสมอ มันเป็นกฎเกณฑ์สากลที่กฤตภาสปฏิบัติตามมาโดยตลอด แต่ในแง่อื่นแล้วเขาไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าตนเคยเสียอะไรให้คนอื่นเท่ากับที่เรียกร้องกลับคืนหรือไม่


“ปล่อยผมไปเถอะครับ คุณกฤตเล่นกับความรู้สึกของผมมาเยอะแล้ว”


นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่ธีระเอ่ยกับเขา...คำขอร้องครั้งแรกและครั้งสุดท้าย แต่คำแนะนำที่เพิ่งได้รับจากพ่อทำให้กฤตภาสไม่แน่ใจว่าควรจะไปตามหาเด็กหนุ่มหรือว่าปล่อยมือไปทั้งแบบนี้ จริงอยู่ว่าตอนนี้ความรู้สึกบางอย่างที่เคยเบาบางในอกยามที่เขาคิดถึงธีระนั้นได้แจ่มชัดขึ้นเป็นรูปร่างจนแทบจะสัมผัสได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น...เขาก็ไม่มั่นใจว่าความรู้สึกนั้นเข้มข้นพอที่เขาจะยอมจะสละความเป็นตัวของตัวเองที่เคยชินมาตลอดสามสิบสามปีเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้ใครบางคนมาหรือยัง



++---TBC---++



A/N: หลังจากตอนก่อนเราได้ติดตามชีวิตน้องตี้กันแล้ว คราวนี้มาดูฝั่งตากฤตกันบ้าง ใครคิดถึงน้องตี้รอกันหน่อยนะคะ รับรองตอนหน้าได้เจอน้องแน่ๆ ค่ะ (คนอ่านได้เจอนะ แต่ตากฤตได้เจอรึเปล่า...ไม่โบกกกก)

ปล. กฤตภาสนี่เป็นพระเอกที่ใช้ประกันสุขภาพคุ้มจริงๆ พระเอกคนอื่นเขาเข้าโรงพยาบาลกันคนละรอบ นี่เข้าสองรอบติดๆ กันเลยพ่อคุณ




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 22:42:39 น.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 32


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 32


ธีระรู้สึกว่าลำคอแห้งผากทันทีที่หนุ่มลูกครึ่งเดินมาหยุดยืนข้างณรงค์ ขณะที่อีกฝ่ายก็ชะงักเมื่อเห็นเขาถนัดตา ถ้าหากนับจำนวนครั้งที่พวกเขาเคยเจอกันจะๆ ในอดีตก็ไม่น่าจะเกินสามครั้ง ทว่าแต่ละครั้งล้วนสร้างความทรงจำที่ทำให้ลืมหน้ากันไม่ลง

เด็กหนุ่มรีบก้มลงใช้กล่องโฟมกวาดเศษข้าวใส่ถุงโดยไม่สนคนทั้งคู่อีก แต่พอลุกขึ้นยืนแล้วจะจูงจักรยานจากไปก็มีมือยื่นมาคว้าแขนเอาไว้ เมื่อหันไปมองก็พบว่าเจ้าของมือคือไรอัน...คนรักของณรงค์ที่ไม่เคยญาติดีกับเขามาตลอด

“จะไปไหน?”

“กลับบ้าน”

ธีระเงยหน้าขึ้นตอบเสียงเรียบ เขาเห็นเรียวคิ้วบนใบหน้าของอีกฝ่ายย่นเข้าหากัน ก่อนที่มือของเขาจะถูกดึงไปพลิกดู

“มือถลอกนี่ เจ็บรึเปล่า?”

“ไม่เท่าไหร่หรอก แค่นี้เดี๋ยวก็หาย”

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มอ่อนลงนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าคนถามดูใส่ใจอาการของเขาอย่างจริงจัง ทว่าอีกใจหนึ่งก็ยังคลางแคลงว่าการแสดงความห่วงใยนั้นมีเจตนาแฝงหรือไม่

ถึงจะไม่ค่อยถูกชะตากันเพราะคดีรักสามเส้าในอดีต ธีระก็ตระหนักดีว่าในสายตาคนนอกแล้วเขาคือมือที่สามที่เข้าไปแทรกกลางระหว่างณรงค์กับไรอันช่วงที่กำลังมีปัญหา ดังนั้นเพื่อไม่ให้พี่รงค์ของเขาไม่สบายใจหลังจากที่คู่รักปรับความเข้าใจกันได้แล้ว เขาจึงไม่เคยพยายามติดต่อหรือแวะกลับไปหาณรงค์อีก

ทั้งที่คิดว่าตอบไปแบบนั้นคงจบบทสนทนาได้ ธีระก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อได้ยินคำถามถัดไป

“พักอยู่ไกลจากตรงนี้รึเปล่า?”

“ไกลรึเปล่า...ก็ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก...เฮ้ย! คุณจะเอาจักรยานผมไปไหน!?”

เด็กหนุ่มตกใจเมื่อจู่ๆ หนุ่มลูกครึ่งก็จูงจักรยานของเขาไปหาณรงค์ที่กำลังยืนสังเกตพวกเขาอยู่ จากนั้นก็ส่งจักรยานให้ราวกับตัวเองคือเจ้าของ

“He said he doesn’t live far from here. I’ll drive him home so you can follow us on his bike.”

ณรงค์มองคนรักของตัวเองแล้วก็เลิกคิ้ว ฝ่ายธีระรู้สึกว่าผิวหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาทันที

“นี่! บอกแล้วไงว่าผมไม่ได้เป็นอะไร! แค่นี้ผมขับจักรยานกลับเองได้น่า!”

“เวลาผู้ใหญ่ให้ความช่วยเหลือก็รับๆ ไว้เถอะน่ะ ตามมานี่”

ไรอันเอ่ยพลางฉุดมือเขาไปยังรถยนต์ที่จอดติดเครื่องไว้ เมื่อธีระหันกลับไปทางณรงค์ก็เห็นอีกฝ่ายส่งยิ้มอ่อนๆ ให้ ไม่แน่ใจว่าเพราะขำเขาหรือว่าขำที่โดนสั่งให้ขี่จักรยานตามกันแน่

"บ้านอยู่ที่ไหน?"

ไรอันถามหลังจากพวกเขาขึ้นนั่งบนรถแล้ว ธีระอิดออดนิดหน่อยเพราะยังตะขิดตะขวงใจที่จะทำตัวสนิทสนม ก็พวกเขาไม่เคยคุยกันดีๆ มาก่อนเลยนี่นา จู่ๆ จะให้ผูกมิตรกันทันทีมันจะไม่แปลกไปหน่อยหรือไง?

"ถ้าไม่บอกฉันก็ไม่เดือดร้อนหรอกนะ I'm here for sightseeing anyway."

ธีระมุ่นคิ้วเพราะไม่เข้าใจความหมาย แต่เมื่อหนุ่มลูกครึ่งเริ่มขับรถออกห่างจากเส้นทางกลับบ้าน เขาก็รีบหันไปดึงแขนเสื้อทันที

"บ้านผมไม่ได้ไปทางนั้น! เดี๋ยวคุณวกไปส่งผมตรงที่เดิมก็ได้ ผมต้องซื้อข้าวไปให้พี่ผมอีก ป่านนี้หิวแย่แล้ว!"

"ข้าว? ป่านนี้แล้วยังไม่ได้กินอีกเหรอ?"

น้ำเสียงนั้นจะว่าดุก็ไม่ใช่ ถามไถ่ก็ไม่เชิง ธีระมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหนุ่มลูกครึ่งที่กระเดียดไปทางตะวันตกจนไม่น่าเชื่อว่าจะพูดภาษาไทยปร๋อแล้วก็พ่นลมหายใจ

"ยังไม่ได้กินทั้งพี่ทั้งผมนั่นแหละ พี่ผมทำงานอยู่ที่บ้านก็เลยให้ออกมาซื้อข้าวให้ ขอร้องล่ะ พาผมไปส่งที่เดิมแล้วก็คืนจักรยานผมมาก็พอ ไม่สงสารพี่รงค์บ้างรึไงที่อยู่ๆ ก็ให้ไปปั่นจักรยานกลางแดดแบบนี้?"

ไม่รู้ว่าเมฆฝนเมื่อเช้าหายไปไหนหมด ตอนนี้แสงอาทิตย์จึงแผดจ้าไปทั่วจนแค่มองออกไปนอกรถก็แสบตา ไรอันเหลือบมองกระจกมองหลังและเห็นณรงค์ที่กำลังขับจักรยานตามมาอยู่ห่างๆ จึงชะลอรถแล้วก็จอดหน้าร้านอาหารตามสั่งอีกแห่งที่ขับรถผ่านพอดี

"ถ้างั้นก็ซื้อข้าวจากร้านนี้ไปให้ก็แล้วกัน แต่ส่วนของนายน่ะไม่ต้อง เดี๋ยวไปกินกับฉันกับณรงค์ก็ได้ เพราะพวกฉันก็ยังไม่ได้กินข้าว"

วันนี้มันวันซวยประจำปีของเขาหรือไงกัน ธีระได้แต่คิดขณะอ้าปากค้างมองคนที่มัดมือชกแบบไม่เปิดทางเลือกให้ กระทั่งอีกฝ่ายยื่นมือผ่านตัวเขาไปผลักประตูเปิด เขาถึงค่อยได้สติแล้วเดินลงไปสั่งอาหารให้ปิยพลอีกครั้ง

หลังจากได้อาหารที่สั่งแล้วเขาก็ก้าวขึ้นรถ จากนั้นก็บอกทางไปบ้านของปิยพลซึ่งโชคดีว่าอยู่ไม่ไกลร้านอาหารที่เพิ่งแวะ ตลอดทางก็ได้แต่นึกเห็นใจณรงค์ที่ต้องปั่นจักรยานตามทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เมื่อเขากลับไปถึงบ้านในที่สุดก็พบว่าญาติผู้พี่ยังนั่งทำงานคร่ำเคร่งอยู่ที่โต๊ะเหมือนไม่ได้ลุกไปไหน

"พี่ปิ๊ก ข้าวกลางวันมาแล้วนะ"

"อ้าว? พี่เห็นหายไปนานก็นึกว่าแวะซื้ออย่างอื่นมาด้วยซะอีก แล้วตี้ไม่หิวรึไง หรือว่านั่งกินที่ร้านไปแล้ว?"

ปิยพลหันมาถามเมื่อเห็นว่ามีข้าววางอยู่บนโต๊ะกลมแค่กล่องเดียว ฝ่ายธีระไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดีว่าไปเจอเรื่องอะไรมา แต่แล้วก็ได้ยินเสียงที่ดึงความสนใจจากหน้าร้าน

"กระเป๋านี่คุณทำเองเหรอ?"

คนที่ถามคือไรอัน ส่วนด้านหลังเจ้าตัวก็คือณรงค์ที่เดินตามเข้ามา ธีระหันไปเห็นก็ทำหน้าเหลอเพราะนึกว่าทั้งสองจะรอเขาอยู่ที่รถ

"อ๋อ ใช่ครับ ผมทำเอง"

ปิยพลเป็นคนหันไปตอบ เขามองผู้ที่เข้ามาในร้านทั้งสองอย่างพินิจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรมากกว่านั้น จากท่าทางของหนุ่มลูกครึ่งที่ใช้มือสัมผัสหนังและตรวจช่องกระเป๋าต่างๆ อย่างถี่ถ้วนก็ทำให้เดาได้ว่าคงเป็นคนพิถีพิถันกับการเลือกเครื่องใช้ส่วนตัวมากทีเดียว

"คุณมีนามบัตรมั้ย? ผมกำลังมองหาซัพพลายเออร์ทำของที่ระลึกให้ลูกค้าอยู่ บางทีผมอาจเอาสินค้าของคุณไปเสนอให้พวกผู้ใหญ่ดู ว่าแต่ใบนี้ขายเท่าไหร่?"

เมื่อดูท่าหนุ่มลูกครึ่งจะสนใจกระเป๋าของเขาจริงๆ ปิยพลจึงเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์เพื่อไปอธิบายสินค้าให้ฟัง ภาพนั้นทำให้ธีระยืนมองอย่างงุนงงเพราะวันนี้เจอแต่สารพันเรื่องที่คาดไม่ถึง

นี่เขาอุตส่าห์หนีปัญหาหัวใจมาไกลถึงเมืองน่าน จู่ๆ ก็มาโดนรถเฉี่ยวและพบว่าคนขับคือคนรักของคนที่เคยคบกัน แถมนอกจากผู้ชายคนนั้นจะพามาส่งที่บ้านแล้วก็ยังเจรจาเรื่องธุรกิจกับพี่ปิ๊กอีก หรือว่าเมื่อคืนเขานอนน้อยไปก็เลยยังละเมออยู่กันนะ...

"ตี้ ไปล้างมือสิ ถึงจะถลอกแค่นิดหน่อยก็ต้องทำความสะอาดนะ เดี๋ยวจะได้ออกไปกินข้าวกับพวกพี่ไง"

ณรงค์หันมาทักเมื่อเห็นธีระยังยืนอยู่กับที่ ปิยพลได้ยินก็หันมาดึงมือเขาไปดู เมื่อเห็นรอยแผลบนฝ่ามือก็ขมวดคิ้ว

"มือถลอกเหรอตี้? ไปโดนอะไรมา?"

"แค่หกล้มน่ะพี่ปิ๊ก ตี้ซุ่มซ่ามเอง"

"ผมขับรถเฉี่ยวเขาเองแหละ เพื่อเป็นการขอโทษก็เลยจะพาเขาออกไปกินข้าว คุณจะไปด้วยกันก็ได้"

เด็กหนุ่มอุตส่าห์พูดปดเพื่อที่เรื่องเล็กจะได้ไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่ พอได้ยินไรอันสารภาพอย่างตรงไปตรงมาจึงก้มหน้าลงเพราะกลัวญาติผู้พี่จะดุ แต่ปิยพลเพียงแค่ปรายตามองไรอันแวบหนึ่ง จากนั้นก็จูงมือธีระไปทางห้องน้ำหลังบ้านโดยไม่ซักไซ้

"ไหนดูซิ ยังดีที่ไม่เป็นอะไรมาก แสบรึเปล่าตี้?"

"นิดหน่อยครับพี่ปิ๊ก"

ธีระนิ่วหน้าเมื่อถูกดึงมือไปล้างและฟอกสบู่ใต้ก๊อกน้ำ เมื่อปิยพลเห็นว่ารอยครูดบนฝ่ามืออีกฝ่ายเป็นเพียงรอยตื้นๆ ก็ค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก หลังจากเอาผ้าขนหนูมาซับน้ำให้แล้วก็เอ่ยถามเสียงเรียบ

“ดูเหมือนตี้จะรู้จักสองคนนั้นมาก่อนสินะ แต่ท่าทางจะไม่ใช่เพื่อนที่มหา'ลัยล่ะสิ?"

"เอ่อ...รู้จักกันตอนฝึกงานน่ะครับ"

ธีระตัดสินใจไม่พูดความจริง เพราะถึงตอนนี้มันก็ไม่สำคัญอีกแล้วว่าณรงค์เป็น 'แฟนเก่า' ของเขา ส่วนไรอันคือแฟนตัวจริงของแฟนเก่าคนนั้น เรื่องบางเรื่องยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่อธิบายยากแบบนี้ด้วย

ปิยพลมองเด็กหนุ่มที่ไม่ยอมสบตาเขาตอนที่ตอบ แล้วก็เพียงแต่ยีผมเขาเบาๆ เมื่อเด็กหนุ่มเหลือบตาขึ้นก็เห็นอีกฝ่ายยิ้มให้อย่างเข้าใจ

"เอาเถอะ ถ้าตี้บอกอย่างนั้นพี่ก็จะเชื่อ ว่าแต่จะไปกินข้าวกับเขาใช่มั้ย? อยากให้พี่ไปด้วยรึเปล่า?"

ธีระค่อยรู้สึกอุ่นใจที่ญาติผู้พี่ไม่ถามละลาบละล้วง เขายิ้มตอบแล้วก็ส่ายหน้า

"ไม่เป็นไรครับพี่ปิ๊ก พี่ปิ๊กต้องเร่งทำงานนี่นา เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วตี้จะรีบกลับก็แล้วกัน"

"โอเค"

ปิยพลพยักหน้ารับ จากนั้นก็กอดไหล่เขาแล้วพาเดินกลับไปหาทั้งสองคนที่ยังรออยู่หน้าร้าน

"ถ้าอย่างนั้นผมฝากตี้ด้วยก็แล้วกัน พอดีผมมีงานที่ต้องรีบทำให้เสร็จก็เลยไปด้วยไม่ได้ ถ้าหากยังไม่รู้ว่าจะไปร้านไหน เดี๋ยวผมเขียนแผนที่ให้"

ชายหนุ่มหยิบกระดาษมาวาดรูปเส้นทางไปร้านอาหารชื่อดังในตัวเมืองแล้วอธิบายเส้นทางกับณรงค์คร่าวๆ จากนั้นก็หันไปบอกธีระที่ยืนอยู่ข้างตัว

"ตามสบายล่ะตี้ ไม่ต้องรีบกลับก็ได้ แต่ถ้าจะให้พี่ไปรับก็โทรมาบอกนะ"

"ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวพวกผมพามาส่งเอง ไปกันเถอะตี้"

ณรงค์เอ่ยพลางหันมาพยักหน้าให้ เด็กหนุ่มจึงเดินตามไปยังรถที่จอดอยู่ริมถนน ปิยพลเดินไปส่งและมองจนกระทั่งรถที่ทั้งสามนั่งอยู่เคลื่อนจากไป จากนั้นก็ยืนกอดอกทำหน้าครุ่นคิด

เขาเคยสนิทกับธีระมากตอนอีกฝ่ายยังเด็กก็จริง แต่นับตั้งแต่เขาย้ายมาที่น่านแล้วก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกันบ่อยเท่าเมื่อก่อน อาจกล่าวได้ว่าเขาแทบไม่รู้เรื่องส่วนตัวของญาติผู้น้องนอกจากที่เจ้าตัวเล่าให้ฟัง แต่ลางสังหรณ์บอกเขาว่าผู้ชายสองคนที่เพิ่งแวะมาเยี่ยมบ้านเมื่อครู่นี้คงมีความหลังที่ไม่ธรรมดากับธีระอย่างแน่นอน และเขาก็สัมผัสได้ว่านี่คงไม่ใช่เรื่องที่เด็กหนุ่มอยากจะพูดถึงจึงไม่ได้ถามซอกแซก

ถึงอย่างไรเสีย...ตอนนี้ธีระก็โตเป็นผู้ใหญ่พอที่จะตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองได้แล้ว การจะคาดหวังให้อีกฝ่ายเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เขาฟังเป็นนกแก้วนกขุนทองเหมือนสมัยเด็กคงเป็นไปไม่ได้อีก

ชายหนุ่มคิดถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจ จวบจนกระทั่งรถคันที่ทั้งสามนั่งอยู่วิ่งลับหายไปตรงสี่แยก เขาจึงค่อยเดินกลับเข้าไปทำงานต่อในบ้าน



++------++



"คุณลองชิมทอดมันนี่ดูสิ รสไม่ค่อยจัดนะ"

"อืม"

ธีระนั่งมองดูณรงค์กับไรอันที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขา 'พี่รงค์' ของเขากำลังตักอาหารใส่จานให้คนข้างตัวอย่างเอาใจ ดูจากท่าทางแล้วสงสัยจะทะเลาะกันก่อนที่จะมาเจอเขาแน่ๆ ถึงได้ต้องคอยง้ออีกฝ่ายอยู่แบบนี้

เมื่อครู่นี้ตอนที่พวกเขาออกมาจากบ้านของปิยพล ณรงค์เป็นคนขับรถมาตามเส้นทางในแผนที่จนกระทั่งมาถึงร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ตลอดทางนั้นไรอันไม่พูดอะไรเลยสักคำ กระทั่งมาถึงร้านและสั่งอาหารแล้ว เขาก็ยังได้ยินเจ้าตัวออกเสียงอย่างมากแค่ "อืม" เวลาโดนชวนคุยเท่านั้น

หรือที่จริงแล้วไม่ได้อยากพาเขามาด้วยรึเปล่านะ ดูเหมือนทั้งสองคนคงกำลังลาพักร้อนมาขับรถเที่ยวกันเอง แต่โชคร้ายดันขับรถเฉี่ยวเขาพอดี ก็เลยอาศัยเขาเป็นตัวกันชนชั่วคราวรึเปล่า...

พอคิดมาถึงตรงนี้ธีระก็ชักกินอะไรไม่ค่อยลง ไม่ใช่เพราะอึดอัดที่ต้องมานั่งกินข้าวกับคนที่เคยคบกันและเจ้าของตัวจริง แต่เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางเสียมากกว่า

"ไม่หิวเหรอตี้? หรือไม่ชอบกับข้าวที่สั่งมา? พี่จำได้ว่าตี้ชอบกินกุ้งนี่นา"

ณรงค์หันมาทักเมื่อเห็นเด็กหนุ่มนั่งเขี่ยข้าวไปมามากกว่าจะตักเข้าปาก ความดีใจซ่านขึ้นมาในอกวูบหนึ่งที่อีกฝ่ายยังจำของที่เขาชอบได้ แต่แล้วก็ต้องกลืนน้ำลายเมื่อเห็นหนุ่มลูกครึ่งหรี่ตามองเขา

"ถ้าชอบก็กินสิ บอกแล้วว่าพามากินข้าว ไม่ใช่ให้มานั่งดูคนอื่นกิน เอ้านี่"

ผิดคาดเมื่อไรอันเป็นคนตักกุ้งตัวโตออกจากถ้วยต้มยำแล้ววางลงมาในจานให้ แถมนอกจากกุ้งตัวนั้นก็ยังตักไข่เจียวทรงเครื่องตามมาให้อีก ถึงแม้คำพูดที่ใช้จะฟังดูแห้งแล้งไร้น้ำใจ แต่การกระทำที่ตรงกันข้ามก็ทำเอาธีระอึ้งด้วยความสับสน

"เอ่อ...ขอบคุณครับ"

"ถ้าอยากกินอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ก็สั่ง ถึงไงมื้อนี้หมอนี่ก็จ่ายอยู่แล้ว อยากจะสั่งแพงแค่ไหนก็สั่งเลย ไม่ต้องเกรงใจ"

"รัก..."

"ทำไม? หรือว่าคุณจะไม่จ่าย?"

"ผมยังไม่ได้พูดอย่างนั้นซักหน่อย"

ณรงค์กับไรอันหยุดเถียงกันเมื่อธีระหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ไหว เด็กหนุ่มหัวเราะจนน้ำตาเล็ดขณะที่ชายหนุ่มทั้งสองเงียบเสียงเมื่อสำนึกได้ว่ากำลังทะเลาะกันต่อหน้าคนอื่น และเสียงหัวเราะที่ดังไม่หยุดก็เรียกความสนใจของคนโต๊ะข้างๆ ให้พากันหันมามอง

"ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะขำนะ แต่ว่ามัน..."

ธีระเอ่ยพลางหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาซับน้ำตาบนหางตา รู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้หัวเราะเต็มที่เช่นนี้มานานเต็มทน พอได้ส่งเสียงดังๆ แล้วรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก

"It's all your fault."

"ผมรู้ ผมก็ขอโทษไปก่อนหน้านี้แล้วไง ยังอยากทะเลาะกันให้ตี้เห็นอีกเหรอ?"

ธีระหลุดเสียงหัวเราะอีกเมื่อได้ยินทั้งสองยังเถียงกันต่อ สุดท้ายหนุ่มลูกครึ่งก็ส่งเสียงฮึขึ้นจมูกแล้วหันมาสนใจกับการกินข้าวแทน ณรงค์จึงได้แต่ยิ้มอ่อนๆ และคอยตักอาหารที่รู้ว่าเจ้าตัวชอบเติมให้ ธีระเห็นรอยยิ้มของณรงค์ที่ดูมีความสุขถึงแม้จะถูกคนรักทำให้ลำบากใจ และท่าทีของไรอันที่คงหายโกรธแล้วแต่ยังแสร้งทำหน้าปั้นปึ่ง แล้วไม่รู้ทำไมเขาถึงได้ยิ้มออกทั้งที่มันน่าจะเป็นภาพบาดใจแท้ๆ

พวกเขาสามคนจัดการอาหารกลางวันที่เพิ่งได้กินตอนบ่ายจนเกลี้ยง หลังจากนั้นเนื่องจากยังไม่มีแผนจะทำอะไร ณรงค์จึงชวนธีระให้ไปเที่ยววัดที่มีชื่อเสียงในตัวเมืองน่านด้วยกัน

"ว่าแต่ทำไมถึงมาเจอกันที่นี่ได้ล่ะ พี่จำได้ว่าบ้านตี้อยู่ที่สุพรรณนี่นา?"

เมื่อบรรยากาศผ่อนคลายขึ้นระหว่างพวกเขาสามคน ณรงค์ก็หันมาถามความเป็นไปของธีระขณะกำลังเดินออกจากอุโบสถของวัดแห่งหนึ่งด้วยกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะมีความสุขแล้วกับไรอัน แต่ก็ยังคงรู้สึกผิดต่อเด็กหนุ่มอยู่ตลอดที่เคยทำให้ชีวิตช่วงหนึ่งต้องมาพัวพันกับปัญหาส่วนตัวของเขา

"อ๋อ พอดีว่าปิดเทอมนี้ตี้ไม่อยากกลับบ้าน ตอนแรกก็ฝึกงานอยู่ที่กรุงเทพฯ นั่นแหละ แต่พอใกล้เปิดเทอมแล้วอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ก็เลยมาอยู่กับลูกพี่ลูกน้องที่นี่ก่อนน่ะ"

ธีระตอบโดยที่ริมฝีปากมีรอยยิ้มน้อยๆ เขาไม่ได้ขยายความว่าเพราะเหตุใดถึงเลิกฝึกงานกลางคัน แต่ดูเหมือนคนฟังก็ไม่ได้ติดใจ

"That guy...ผู้ชายคนนั้นไม่ได้เป็นแฟนหรอกเหรอ?"

ไรอันหันมาถามบ้างด้วยแววตาสงสัย ธีระจึงเบิกตากว้างแล้วก็รีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่ใช่นะ! พี่ปิ๊กเป็นลูกพี่ลูกน้องผมที่สนิทกันเหมือนพี่น้องจริงๆ แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านั้น"

"หืม..."

"ผมก็ว่าเขาเป็นห่วงตี้แบบพี่ชายมากกว่านะ ทำไมคุณถึงคิดว่าเขาจะเป็นแฟนกันล่ะ?"

ณรงค์ถามอย่างสงสัย เพราะเขาเองก็มีน้องคนละแม่ซึ่งอายุห่างกับตัวเองมากอยู่สองคน จึงค่อนข้างจะคุ้นเคยว่าการแสดงความห่วงใยแบบพี่น้องนั้นต่างจากแบบคนรักอย่างไร

"ก็ไม่เชิงคิดว่าจะเป็นแฟนกันหรอก แค่สงสัยว่าใช่หรือเปล่า เพราะวันนี้สายตาเขาที่มองคุณมันธรรมดามาก ก็เลยคิดว่าคงเพราะมีคนอื่นแล้ว"

ไรอันบอกสิ่งที่สังเกตเห็นออกมาตามตรง แต่นั่นทำให้ธีระกับณรงค์หันกลับมามองหน้ากัน ฝ่ายณรงค์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจนิดหน่อย ขณะที่ธีระเองก็ประหลาดใจเพราะไม่ทันฉุกคิดเลยว่าวันนี้เขาพูดคุยกับณรงค์ได้โดยที่ไม่รู้สึกกล้ำกลืนฝืนทนสักนิด

สิ่งที่เขามีหลงเหลือเป็นเพียงความรู้สึกดีๆ กับอีกฝ่ายในฐานะคนที่เคยคบกัน แต่มันไม่ใช่ความโหยหาอาลัย หรือว่าอยากได้มาครอบครองเหมือนเช่นที่เคยรู้สึกในอดีต

"หรือว่าไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องคนนั้น? แต่ตี้มีแฟนใหม่แล้วสินะ?"

"เอ่อ..."

ธีระได้ยินคำถามแล้วก็รู้สึกว่าสมองตื้อขึ้นมาอย่างกะทันหัน แฟนใหม่หรือ...แฟนที่ว่าคือใครกันล่ะ เขาไม่เห็นจะได้เจอใครอย่างที่ทั้งสองคนพูดถึงเลย คนเดียวที่เขาได้พบในช่วงไม่กี่เดือนนี้ คนที่เข้ามาทำให้สมองและหัวใจเขาสับสนปั่นป่วนจนไม่มีแก่ใจจะคิดถึงคนอื่น...ที่เขานึกได้ก็มีแต่ผู้ชายใจดำคนนั้นคนเดียว

มีแต่คุณกฤตคนเดียวเท่านั้น

"เฮ้ย! ตี้! ร้องไห้ทำไม?"

ภาพของเด็กหนุ่มที่เมื่อครู่ยังยิ้มแย้ม แต่ฉับพลันก็มีน้ำตาไหลพรากหลังจากที่เพิ่งโดนถามเรื่องคนรักทำให้ณรงค์ตกใจ กระทั่งไรอันก็เลิกคิ้วสูง

"ขอโทษครับ ไม่ใช่เพราะพวกพี่รงค์หรอก ตี้ก็แค่..."

...แค่ยังหยุดคิดถึงคนที่ทำร้ายจิตใจคนนั้นไม่ได้สักทีก็เท่านั้น และมันทำให้เขาสมเพชตัวเองเหลือเกินที่ปล่อยให้คนไร้หัวใจอย่างกฤตภาสเข้ามามีอิทธิพลจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้แบบนี้ นี่ถ้าเจ้าตัวได้มาเห็นว่าทำให้เขาอ่อนแอลงขนาดไหนก็คงจะสมเพชเขาไม่ต่างกัน เพราะคนอย่างคุณกฤตไม่เคยมีหัวใจไว้สำหรับใครหน้าไหนทั้งสิ้น

ธีระพยายามยกแขนเสื้อขึ้นมาปาดน้ำตา เขาได้ยินเสียงถอนหายใจก่อนที่ไรอันจะเดินเข้ามาใกล้และยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นแววตาสีน้ำตาลอ่อนมีแววลำบากใจอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น

"Sorry if that question bothered you."

"ไม่หรอกครับ ผมขี้แยเกินไปเอง ผ้าเช็ดหน้านี่ไม่ต้องใช้หรอก"

"เช็ดเข้าไปเถอะน่า ไม่รู้ตัวรึไงว่าน้ำมูกจะไหลเข้าปากอยู่แล้ว"

น้ำเสียงของไรอันฟังดูเหมือนรำคาญ แต่มือที่ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับบนใบหน้าให้กลับอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ ธีระได้แต่ยืนนิ่งขณะปล่อยให้อีกฝ่ายเช็ดใบหน้าให้จนสะอาด แถมพอเช็ดเสร็จแล้วเจ้าของผ้ายังยัดมันกลับลงกระเป๋าโดยไม่สนใจว่าจะเลอะเทอะเสียอีก

"...ขอบคุณครับ"

ธีระเอ่ยอย่างขัดเขินเมื่อตระหนักว่าเพิ่งโดนปลอบใจ แถมที่น่าเหลือเชื่อกว่านั้นคือผู้ชายคนนี้เคยสาดน้ำใส่ตอนที่เห็นเขาอยู่กับณรงค์เมื่อตอนที่พบกันใหม่ๆ ด้วย พอมานึกเทียบเหตุการณ์ในวันนั้นกับวันนี้แล้วมันช่างต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือเหลือเกิน ดูเหมือนเวลาที่ผันผ่านจะหล่อหลอมให้พวกเขาไม่เหมือนกับตัวตนในวันวานอีกแล้ว

"มีปัญหากับแฟนอยู่เหรอตี้ จะเล่าให้พวกพี่ฟังก็ได้นะ อาจจะช่วยอะไรไม่ได้ก็จริง แต่อย่างน้อยตี้อาจสบายใจขึ้น"

ณรงค์ตบบ่าเขาแล้วถามอย่างเป็นห่วง เขารู้ดีว่าธีระเป็นคนที่พื้นฐานนิสัยสดใสร่าเริง การที่เด็กหนุ่มจะเสียศูนย์เช่นนี้ได้ก็น่าจะมีสาเหตุมาจากความรักเพียงประการเดียว

"ไม่เป็นไรหรอกพี่รงค์ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ อีกหน่อยตี้ก็คงลืมเขาเหมือนที่เขาก็คงลืมตี้ มันก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งที่เราบังเอิญได้เจอกัน แต่มันไม่มีทางจะยืนยาวได้ตั้งแต่ต้นแล้ว"


“เราทำสัญญาเป็นเซ็กส์เฟรนด์กันสามเดือน พอพ้นช่วงนั้นไปก็ถือว่าสัญญาสิ้นสุด ทั้งฉันและเธอไม่มีพันธะผูกมัดกันอีก”


คำพูดของกฤตภาสเมื่อวันแรกที่ใช้รูปถ่ายขู่ให้เขาต้องรับเงื่อนไขหวนกลับมาอีกครั้ง ตอนนั้นเขาจำใจตอบรับเพราะไม่มีทางเลือก ไหนเลยจะรู้ว่ามันจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดเพราะรักข้างเดียวโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วยสักนิด อย่างมากที่สุด...ก็คงจะแค่หงุดหงิดที่ยังตักตวงจากเขาไม่ครบช่วงเวลาที่ตกลงกันไว้เท่านั้น

หากเปรียบไปแล้วกฤตภาสก็ไม่ต่างจากพายุที่พัดเข้ามาในชีวิตเขาวูบหนึ่งแล้วก็ผ่านไป ทิ้งไว้เพียงเศษซากความเสียหายในใจที่เขาต้องฟื้นฟูให้กลับมาเป็นดังเดิมตามลำพัง แต่ส่วนที่แย่คือเขาก็ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานสักแค่ไหน หรือว่าจะมีวันที่เขาสามารถกลับไปเผชิญหน้าอีกฝ่ายโดยไม่รู้สึกอะไรเหมือนที่เจอณรงค์ในวันนี้ได้หรือเปล่า

"You truly deserve someone better than this asshole."

แววตาของธีระคงสะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่ไรอันรับรู้ได้ออกมา หนุ่มลูกครึ่งจึงเอ่ยพลางยกมือขึ้นบีบไหล่เขา ฝ่ามือนั้นถ่ายทอดความอบอุ่นมาให้อย่างที่เด็กหนุ่มไม่เคยคิดว่าจะได้รับจากคนที่เคยเป็นคู่อริทางความรัก

“ขอบคุณครับ”

ธีระเอ่ยอย่างจริงใจโดยมีรอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก ไม่ว่าเรื่องราวระหว่างพวกเขาในอดีตจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้เขารู้สึกดีใจมากที่ได้พบทั้งณรงค์และไรอันพร้อมกัน เพราะมันทำให้เขาตระหนักว่าตอนนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรกับณรงค์มากไปกว่าพี่ชายอีกแล้ว และมันช่วยสลายปมในใจให้คลายไปอีกเปลาะหนึ่ง

“เอาล่ะ ถ้างั้นจะไปเดินเที่ยวที่อื่นกันอีกไหม? หรือว่าเราจะออกเดินทางกันต่อดี ผมกลัวว่าเดี๋ยวจะหลงทางอีกแล้วจะไปไม่ถึงที่พักเอา”

“ตอนแรกที่หลงนั่นก็เพราะคุณไม่ดูป้ายบอกทางให้ดีๆ ไม่ใช่รึไง?”

ไรอันหันไปย้อนคนข้างตัวอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ ธีระจึงเดาได้ว่าเหตุผลที่คู่รักทะเลาะกันก่อนจะมาเจอเขาก็คงเพราะเถียงกันเรื่องการเดินทางนี่เอง เลยอดจะหัวเราะขึ้นมาไม่ได้

“จะไปพักที่ไหนกันเหรอครับ?”

“เชียงรายน่ะ พอดีเพื่อนของพี่เพิ่งย้ายไปเปิดร้านอาหารที่นั่นก็เลยชวนให้ไปเยี่ยม แล้ววันลาหยุดพวกพี่ก็ยังเหลืออีกหลายวัน เลยตัดสินใจขับรถมาเที่ยวกันแทนที่จะบิน”

ณรงค์ตอบพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนใจ เขาชินเสียแล้วที่ไรอันจะหงุดหงิดยามที่ไม่ได้อะไรอย่างใจหรือเวลาที่ไม่รู้จะโทษว่าใครผิด แต่โชคดีว่าเขาเรียนรู้มาแล้วว่าเวลาเจอกรณีแบบนี้ให้เออออตามและไม่เถียง เมื่อไหร่ที่ไรอันรู้สึกตัวว่ากำลังหงุดหงิดเรื่องไม่เป็นเรื่องก็จะหายโกรธไปเอง

“อ้าว! ถ้างั้นก็ต้องขับรถกันอีกหลายชั่วโมงเลยนี่นา งั้นตี้ว่าเดินทางกันต่อดีกว่านะ เพราะช่วงนี้อากาศไม่ค่อยดี ถ้าเกิดฝนตกหนักเหมือนอย่างเมื่อคืนนี้จะขับรถลำบาก”

“He has a point. The sky is getting cloudy.”

ไรอันเอ่ยพลางมองไปบนท้องฟ้าที่เมฆเริ่มรวมตัวกันหนาแน่น ขณะเดียวกันลมก็พัดวูบจนยอดไม้เสียดสีกันดังซ่า

“ถ้าอย่างนั้นไปกันต่อเลยก็ดีเหมือนกัน เดี๋ยวพวกพี่ไปส่งที่บ้านนะตี้”

“ไม่ต้องหรอกครับ จากตรงนี้เดี๋ยวตี้เดินกลับเองก็ได้ ว่าจะแวะซื้อขนมไปให้พี่ปิ๊กด้วย นั่งทำงานทั้งวันคงจะหิวแย่แล้ว”

“Are you sure?”

ไรอันถามเหมือนไม่อยากปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว ธีระจึงพยักหน้าและยิ้มให้

“ครับ ไม่ต้องห่วง ขอบคุณครับพี่รัก”

หนุ่มลูกครึ่งอึ้งไปนิดหนึ่งเมื่อได้ยินสรรพนามที่ธีระใช้ ก่อนที่นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจะเหลือบไปเขม่นณรงค์ที่หันไปอุดปากหัวเราะอีกทาง

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับดีๆ ล่ะ แล้วก็...ไว้เจอกันที่กรุงเทพฯ”

ไรอันกระแอมก่อนจะเอ่ยทิ้งท้าย ท่าทางเจ้าตัวจะไม่ชินเท่าไห่รที่มีคนมานับถือเป็นพี่น้อง ณรงค์ที่พยายามกลั้นหัวเราะได้สำเร็จค่อยหันมาตบบ่าธีระแล้วกล่าวลาบ้าง

“พี่ดีใจที่ได้เจอตี้วันนี้นะ แล้วก็ดีใจที่เห็นว่าตี้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ถ้าหากมีเรื่องอะไรอยากปรึกษาก็บอกได้ พี่รักเขาคงไม่ว่าหรอกถ้าตี้จะโทรหา”

หนุ่มลูกครึ่งเหล่มองณรงค์อีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรขณะหมุนตัวเดินไปที่รถ ธีระเดินตามไปส่งจนกระทั่งทั้งคู่ขึ้นรถเรียบร้อยแล้วก็ยกมือขึ้นโบกให้ แต่ดูเหมือนไรอันยังไม่วางใจจึงเลื่อนกระจกลงถาม

"แน่ใจนะว่าจะไม่ให้ไปส่งที่บ้าน?"

"แน่ใจครับ ผมเดินกลับเองได้จริงๆ ขอบคุณมาก"

เขายืนยันพร้อมรอยยิ้มเพื่อให้ทั้งสองสบายใจ ไรอันเห็นเด็กหนุ่มยืนกรานดังนั้นจึงไม่เกลี้ยกล่อมอีกและเลื่อนกระจกรถขึ้น จากนั้นณรงค์ซึ่งนั่งฝั่งคนขับก็ถอยรถออกสู่ถนนใหญ่ ไม่นานรถเก๋งสีเงินก็วิ่งหายไปจนลับสายตา

ธีระยืนนิ่งอยู่ที่เดิมจนกระทั่งไม่เห็นท้ายรถของทั้งคู่อีก ในใจเขาพลันปวดแปลบขึ้นมาวูบหนึ่ง มันไม่ใช่ความรู้สึกเสียใจที่เห็นคนทั้งสองมีความสุขด้วยกัน ตรงกันข้าม...มันเป็นความรู้สึกอิจฉาที่ทั้งคู่มีในสิ่งที่เขาไม่มี

ตลอดเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ได้เดินเที่ยวด้วยกันเมื่อครู่ ธีระซึมซับได้ถึงความผูกพันที่ณรงค์กับไรอันมีให้กัน ถึงแม้มันจะไม่ใช่ความรักหวานแหววแบบในอุดมคติ แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าทั้งสองต่างเป็นตัวของตัวเองอย่างสบายใจต่อหน้าอีกฝ่าย รวมถึงความวางใจในตัวคนรักจนไม่จำเป็นจะต้องแสดงออกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และมันทำให้เขานึกสะท้อนใจขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม

คนที่จะรักเขา ยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น คอยงอนง้อเอาใจเวลาไม่ได้อย่างที่ต้องการ และคอยอยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร บางที...สำหรับเขาแล้วอาจจะไม่มีคนเช่นนั้นอยู่กระมัง

สายลมพัดวูบมาอีกครั้งพร้อมกับหยาดหยดที่เริ่มกลั่นตัวลงมาจากเมฆฝน ความหนาวเหน็บที่ซึมลงบนเสื้อผ้าเพิ่มความหนาวยะเยือกให้หัวใจซึ่งเต้นด้วยจังหวะเฉื่อยชา เด็กหนุ่มดึงฮู้ดที่ติดกับเสื้อยืดขึ้นมาคลุมศีรษะขณะมุ่งหน้าเดินกลับบ้าน โดยที่ตลอดทางนั้นเขาไม่รู้เลยว่าความเปียกชื้นบนใบหน้ามาจากหยาดฝนหรือหยดน้ำในตาของตัวเองกันแน่



++---TBC---++



A/N: พาน้องตี้กลับมาแล้วค่ะ ขอโทษด้วยที่หายหน้าหายตาไปนานเพราะว่าวุ่นกับการแพ็คส่งผลงานรวมเรื่องสั้น ตอนนี้เคลียร์ออกไปได้หมดแล้ว ดังนั้นจะกลับมาอัพเดทน้องตี้อย่างเต็มตัวเหมือนเดิมละค่า




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2557    
Last Update : 26 สิงหาคม 2557 17:21:17 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  
BlogGang Popular Award#10


 
Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.