Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 23


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 23


"นอกจากนี้มีอะไรจะเตือนเพิ่มอีกไหมครับ?"

ธีระถามขณะที่กฤตภาสกินข้าวต้มเป็นอาหารเช้า ตอนแรกเขานึกว่าการมาเฝ้าไข้คงหมายถึงต้องอยู่กับกฤตภาสที่โรงพยาบาลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่เมื่อเช้านี้หลังจากที่เขาทำธุระส่วนตัวเสร็จ คนเจ็บกลับบอกให้ไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วมานั่งฟังสิ่งที่ต้องไปทำที่บริษัท

"ไหนลองไล่ให้ฟังซิว่าเมื่อกี้ฉันบอกอะไรไปบ้าง? ต้องดูว่าเธอจำได้แค่ไหนฉันถึงจะรู้ว่าต้องเตือนอะไรเพิ่ม"

กฤตภาสเอ่ยพลางหยิบยาขึ้นกินหลังจัดการข้าวต้มหมดชาม ธีระจึงกวาดตาดูสิ่งที่เพิ่งจดลงในสมุดโน้ตอีกครั้ง

"ถ้าหากมีเอกสารอันไหนที่จำเป็นต้องให้เซ็นด่วนจริงๆ ให้เอาใส่แฟ้มกลับมาตอนเย็น ถ้าลูกค้าโทรมาหาให้บอกว่าติดประชุม ถ้าคนที่บริษัทถามว่าไปไหนให้บอกว่าไปคุยงานกับลูกค้าที่ยังเปิดเผยไม่ได้ สำคัญที่สุดคือห้ามให้รู้ว่าคุณบาดเจ็บหรือนอนอยู่โรงพยาบาลเด็ดขาด ผมยังตกหล่นอะไรไปอีกรึเปล่า?"

เด็กหนุ่มถามพลางถอนสายตาขึ้นจากสมุดโน้ต กฤตภาสมองแววตาที่คล้ายจะพูดว่า 'ผมไม่ได้โง่นะ' แล้วก็เกือบจะเผลอยิ้ม

"มีอีกข้อ บ่ายนี้พวกอาร์ทต้องไปตกแต่งสถานที่จัดงานสำหรับอิเว้นท์วันพรุ่งนี้ ให้เธอตามไปแล้วก็ถ่ายรูปส่งมาให้ฉันด้วย ถ้าหากว่าเกิดปัญหาอะไรจะได้ช่วยกันแก้ไขก่อน"

"ได้ครับ แต่พรุ่งนี้คุณตั้งใจจะไปงานจริงๆ เหรอ?"

"ต้องไปสิ ถ้าไม่เห็นหน้าฉันลูกค้าจะคิดว่าไม่ให้เกียรติ ต่อไปก็อาจไม่จ้างเราอีกก็ได้"

ธีระมองใบหน้าที่ยังค่อนข้างอิดโรยของกฤตภาส เขาเข้าใจเหตุผลที่อีกฝ่ายเอ่ยมา แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการที่คนเพิ่งโดนยิงแถมยังไม่หายไข้จะทำเก่งไปเดินร่อนในงานอิเว้นท์เลยสักนิด

แต่ถึงห้ามไปก็คงป่วยการอยู่ดี...ผู้ชายคนนี้เคยฟังใครเสียที่ไหน

"ถ้างั้นผมไปแล้วนะครับ"

ธีระเก็บสมุดบันทึกลงกระเป๋าสะพายแล้วก็ลุกขึ้น กฤตภาสจึงบุ้ยคางไปทางชั้นวางของ "ก่อนไปช่วยหยิบกระเป๋าสตางค์ให้ฉันหน่อย"

เด็กหนุ่มเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์หนังสีน้ำตาลเข้มส่งให้กฤตภาส จากนั้นก็มองดูเจ้าตัวยื่นธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทมาให้สองใบด้วยแววตางุนงง

"จะฝากซื้ออะไรเหรอครับ?"

"ไม่ใช่ นี่สำหรับค่าเดินทางแล้วก็ค่าขนมของเธอวันนี้ เหลือเท่าไหร่ก็เก็บไว้ ไม่ต้องคืน"

นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างขึ้นทันที "ผมไม่ใช้เยอะขนาดนั้นหรอกครับ แค่พันเดียวก็เกินพอสำหรับค่าแท็กซี่กับค่าข้าวแล้ว คุณเอาอีกพันนี่คืนไปเถอะ"

"ฉันให้สองพันก็คือสองพันสิ ถือว่านี่เป็นค่าแรงที่มาช่วยเฝ้าไข้ให้ด้วย ผู้ใหญ่ให้เงินก็รับๆ ไปเถอะน่ะ"

กฤตภาสเอ่ยพลางเดาะลิ้น ธีระยังไม่ทันจะได้แย้งก็มีนางพยาบาลสองคนเดินเข้ามาขัดจังหวะ

"ทานมื้อเช้าเสร็จแล้วใช่มั้ยคะ? ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อยนะคะ"

ราวกับระฆังพักยกถูกลั่น ธีระจึงจำใจถอยออกจากห้องระหว่างที่นางพยาบาลเช็ดตัวให้คนเจ็บ ขณะที่เดินไปรอลิฟท์ก็ได้แต่มองกระดาษสีเทาสองใบในมือด้วยความรู้สึกไม่พอใจ

ความจริงเขาควรจะดีใจสิที่ไม่ต้องเสียแรงมาช่วยเฝ้าคนเจ็บแถมยังนิสัยเอาแต่ใจฟรีๆ แต่ทำไมพอโดนตีมูลค่าการช่วยเหลือพวกนั้นเป็นตัวเงินแล้วถึงต้องหงุดหงิดแบบนี้ด้วยนะ...

ธีระเรียกแท็กซี่เพื่อไปที่บริษัท หลังจากนั้นก็ทำตามที่กฤตภาสเตือนไว้ทุกอย่างไม่ว่าจะเรื่องการตอบคำถามว่าเจ้าตัวอยู่ไหนหรือเรื่องรวบรวมเอกสารเพื่อนำกลับไปให้ลงชื่อ พอตอนบ่ายเขาก็เดินทางออกจากบริษัทพร้อมกับทีมงานบางส่วนเพื่อไปเริ่มจัดเตรียมสถานที่ที่จะจัดงานเปิดตัวโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ในวันรุ่งขึ้น

"ท่าทางวันนี้คุณกฤตคงติดประชุมยุ่งมากเลยนะ บางทีพี่ส่งข้อความไปก็ไม่ค่อยตอบ"

อรรณพเอ่ยเปรยๆ หลังจากพวกเขาหกคนมาถึงสถานที่จัดงาน และขณะนี้กำลังแบ่งหน้าที่กันดูแลการตกแต่ง ซักซ้อมคิวการแสดงและคุยสรุปงานกับเจ้าหน้าที่โรงแรม

"คงจะอย่างนั้นแหละครับพี่อาร์ท แต่ถ้ามีอะไรด่วนจริงๆ บอกตี้ก็ได้ ถ้าตี้โทรไปคุณกฤตน่าจะรับ"

ธีระรู้ดีว่าช่วงไหนที่กฤตภาสไม่ได้พิมพ์ข้อความตอบคงจะเป็นเพราะกำลังนอนพักผ่อน เพราะถึงแม้ดูภายนอกจะไม่ได้เป็นอะไรมากแต่ร่างกายก็ย่อมต้องการการฟื้นฟู ไหนยังจะต้องเก็บออมแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้อีก

"คุณอาร์ทคะ ขอเวลานิดนึงได้ไหมคะ อยากจะถามเกี่ยวกับคิวงานพรุ่งนี้หน่อยค่ะ"

"ได้ครับ งั้นเดี๋ยวพี่มานะตี้ ฝากถ่ายรูปส่งให้คุณกฤตดูความคืบหน้าด้วย"

ธีระพยักหน้าเพราะนั่นเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายไว้อยู่แล้ว เด็กหนุ่มหยิบมือถือออกมาถ่ายรูปตั้งแต่หน้าทางเข้างาน จากนั้นก็เดินถ่ายตามจุดตกแต่งต่างๆ แล้วส่งไปทางข้อความให้กฤตภาสดู บางครั้งเจ้าตัวก็พิมพ์ตอบเขามาว่าให้โยกย้ายอะไรหรือบอกทีมงานให้แก้ไขตรงไหนบ้าง ถ้าหากพิมพ์คุยกันแล้วยังไม่เข้าใจก็จะโทรมาหา

"ผมย้ำกับร้านดอกไม้แล้วครับว่าต้องเตรียมช่อบูเก้ไว้ให้ใครบ้าง เรื่องเมนูอาหารพี่กิ๊ฟท์จะประสานงานกับเชฟให้ ส่วนฉากบนเวทีพี่อาร์ทกำลังเช็คอยู่ ถ้ามีอะไรไม่เคลียร์อีกผมจะโทรไปถามก็แล้วกันครับ"

เด็กหนุ่มตัดสายพลางระบายลมหายใจยาว ตั้งแต่มาที่สถานที่จัดงานเมื่อช่วงบ่ายเขาก็ช่วยงานคนนั้นคนนี้บ้าง ถ่ายรูปส่งให้กฤตภาสและช่วยประสานงานแทนเจ้าตัวบ้าง โทรคุยงานกลับไปกลับมาหลายหนจนชักจะล้าเต็มที แต่เพราะเห็นรุ่นพี่คนอื่นยังทำงานกันอยู่จึงช่วยต่อไป

"วันนี้คุณกฤตไม่มาเหรอครับ น้องตี้"

ธีระสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงถามในระยะใกล้ พอหันหลังไปก็พบอนุชิตซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของลูกค้ากำลังยืนยิ้ม เขาไม่รู้ว่าถูกแอบฟังมานานแค่ไหนแล้ว แต่ก็ได้แต่หวังเมื่อครู่จะไม่ได้เผลอพูดอะไรเกี่ยวกับการบาดเจ็บหรือโรงพยาบาลออกไป

"สวัสดีครับคุณอนุชิต"

"อะไรกัน เรียกพี่อินก็ได้ ไม่ต้องเรียกชื่อจริงเต็มยศขนาดนั้นหรอก"

"ก็...ได้ครับ คุณอิน"

เขาจำได้ว่ากฤตภาสเคยสอนตอนที่ตามออกไปประชุมกับลูกค้าว่าเราสามารถทำตัวสนิทสนมกับลูกค้าได้แต่ก็ต้องทิ้งระยะไว้บ้าง และต่อให้ไม่ถูกสอนมาแบบนั้น พฤติกรรมของคนตรงหน้าก็ทำให้เขาไม่สนิทใจพอจะใช้สรรพนามที่สนิทสนมด้วยอยู่ดี

เมื่อเห็นว่าธีระยอมเรียกชื่อเล่นแต่ยังใช้คำสุภาพนำหน้า อนุชิตก็เพียงแต่ยิ้มโดยไม่กดดันต่อ เขากวาดสายตาไปรอบห้องจัดงานแล้วก็เอ่ยลอยๆ

"ทุกคนกำลังวุ่นเลยสิเนี่ย พอดีผมกำลังจะกลับบ้านก็เลยคิดว่าน่าจะมาดูให้แน่ใจเสียหน่อยว่าเตรียมงานกันไปถึงไหนแล้ว ตอนแรกนึกว่าจะได้เจอคุณกฤตซะอีก แต่ดูท่าทางเจ้าตัวจะไม่ได้มาคุมงานเองสินะ"

"ถ้าไม่เห็นหน้าฉันลูกค้าจะคิดว่าไม่ให้เกียรติ ต่อไปก็อาจไม่จ้างเราอีกก็ได้" ธีระฉุกคิดถึงคำพูดของกฤตภาสเมื่อเช้าได้ทันทีจึงรีบเอ่ยขัด

"เพราะเราประชุมเตรียมความพร้อมกันมาหลายรอบ พวกพี่ๆ เขาก็เลยรู้ว่าต้องทำอะไรกันอยู่แล้วน่ะครับ อีกอย่างถึงคุณกฤตจะไม่ได้มาคุมงานเองแต่พวกเราก็คอยแจ้งความคืบหน้าให้ตลอด ยังไงพรุ่งนี้คุณกฤตก็มาร่วมงานแน่นอน คุณอินวางใจได้ครับ"

เด็กหนุ่มนึกแปลกใจตัวเองที่ออกปากปกป้องคนที่เขาแสนจะหมั่นไส้ได้ถึงขนาดนี้ แต่ก็พยายามคิดว่าเพราะไม่อยากให้ทุกคนในบริษัทโดนมองไม่ดีตามไปด้วยต่างหาก

อนุชิตเลิกคิ้วมองธีระด้วยแววตาแปลกใจ แต่แล้วก็ยกมุมปากขึ้นพร้อมกับประกายในแววตาที่วาววับยิ่งกว่าเดิม ชายหนุ่มไล้ปลายนิ้วไปบนกลีบดอกไม้ที่เสียบอยู่ในแจกันข้างๆ แล้วก็ทอดเสียงนุ่ม

"รู้อะไรมั้ย? เจ้านายกับเลขาฯ ที่ทำงานด้วยกันไปนานๆ มักจะซึมซับบุคลิกกันจนบางทีแค่ถามอะไรเลขาก็รู้แล้วว่าเจ้านายจะตอบว่ายังไง แต่น้องตี้เพิ่งจะมาฝึกงานได้แค่เดือนหรือสองเดือนเอง แสดงว่าคุณกฤตคงถ่ายทอดอะไรให้เยอะน่าดูสินะ"

"ก็ไม่เชิงหรอกครับ น่าจะเพราะพี่วีร์ที่เคยเป็นเลขาฯ ของคุณกฤตช่วยสอนงานผมไว้หลายอย่างมากกว่า"

ธีระยอมรับว่าสะอึกกับประโยคสุดท้ายของอนุชิต เพราะมันช่างเป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่ฟังแล้วล่อแหลมเหลือเกินเมื่อมาจากริมฝีปากของคนที่มองเขาด้วยแววตารู้ทัน

"พรุ่งนี้คุณกฤตมาก็ดีเหมือนกันเพราะเรามีนิกกี้เป็นพรีเซ็นเตอร์หลัก ถ้ามีนักข่าวได้ถ่ายรูปตอนนิกกี้อยู่กับคุณกฤตเยอะๆ ก็คงช่วยให้งานเราได้ลงสื่อมากขึ้น เพราะดูเหมือนช่วงนี้จะไม่ค่อยมีใครเห็นข่าวของสองคนนี้ซะด้วย"

"ก็คงอย่างนั้นแหละครับ"

เด็กหนุ่มตอบอย่างขอไปที เขาก็ไม่รู้หรอกว่าอนุชิตเพียงแต่บอกเล่าหรือกำลังพยายามหยั่งเชิงกันแน่ แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าให้ระมัดระวังคำพูดเวลาสนทนากับผู้ชายคนนี้

ท่าทางระวังระไวของเขาคงสื่อให้รู้ว่าถึงจะพยายามแหย่ต่อไปก็ไร้ผล อนุชิตจึงยกมือขึ้นตบบ่าเขายิ้มๆ

"น่าอิจฉาคุณกฤตจริงๆ ที่มีเลขาฯ ที่ไว้ใจได้คอยเป็นหูเป็นตาให้แบบนี้ เอาไว้ถ้าเบื่อคุณกฤตเมื่อไหร่ก็มาหาผมได้นะ ฝ่ายการตลาดที่บริษัทอยากได้เด็กไฟแรงแบบนี้มาเสริมทีมอยู่แล้วล่ะ"

คำพูดสองแง่สองง่ามซึ่งถูกสอดแทรกไว้ในบทสนทนาที่ดูไร้พิษสงทำให้เด็กหนุ่มหางคิ้วกระตุก เขายืนมองอนุชิตที่ปลีกตัวไปสำรวจส่วนต่างๆ ของห้องจัดงานแล้วก็ยกมือขึ้นปัดไหล่บริเวณที่โดนสัมผัสเมื่อครู่

น่าขยะแขยงชะมัด...

"ตี้ ทำอะไรอยู่น่ะ?"

"อ๋อ ตี้ปัดมดออกจากเสื้อน่ะพี่อาร์ท มีอะไรรึเปล่าครับ?"

ธีระหันไปตอบอรรณพที่เดินเข้ามาหา รุ่นพี่ของเขามองอนุชิตที่เพิ่งเดินออกไปจากห้องจัดงานหลังสำรวจจนพอใจแล้วก็หันมาขมวดคิ้วถาม

"ไม่ได้โดนหลอกถามอะไรใช่ไหม? พี่เพิ่งรู้จากไอ้บุ้งว่าเมื่อกี้คุณอินมาชวนตี้คุย มันบอกว่าดูท่าทางสนิทสนมกันดีก็เลยไม่อยากเข้ามาขัด นี่ถ้าพี่ไม่ไปเข้าห้องน้ำอยู่คงออกมาช่วยรับหน้าไปแล้ว คุณกฤตบอกว่าถึงเขาจะจ้างเราแต่ก็ไม่ค่อยวางใจเราเท่าไหร่ แต่เจ้านายเขาเป็นเพื่อนกับพ่อของคุณกฤต ก็เลยเหมือนโดนบีบให้มาจ้างบริษัทเราทั้งที่ใจจริงเขาอยากจ้างบริษัทของเพื่อนเขามากกว่า"

มิน่าล่ะ...ธีระเพิ่งถึงบางอ้อว่าทำไมอนุชิตถึงพยายามหาเรื่องกฤตภาสนัก ความซับซ้อนของวัยทำงานและเรื่องเส้นสายช่างทำให้เขาปวดหัวเสียจริงๆ ว่าแต่พี่บุ้งดูยังไงกันถึงเห็นว่าเขาคุยกับอนุชิตอย่างสนิทสนม? น่าจะเหมือนใส่หน้ากากเข้าหากันแล้วซ่อนมีดไว้ข้างหลังสิไม่ว่า!

"นี่ก็ทุ่มนึงแล้ว พวกพี่ว่าจะออกไปหาข้าวเย็นกินกันก่อนค่อยกลับมาเตรียมงานต่อ ตี้จะไปด้วยกันมั้ย? พอกินเสร็จแล้วก็กลับบ้านเลยก็ได้ จะได้กลับไปพักผ่อนแล้วพรุ่งนี้จะได้มีแรงมาช่วยกันคุมงาน"

"อ้าว? ทุ่มนึงแล้วเหรอเนี่ย? งั้นตี้ไปด้วยดีกว่า ขอถ่ายรูปส่งให้คุณกฤตดูอีกนิดนึง ขอเวลาห้านาทีได้มั้ยครับ?"

"ฮะๆ ได้ๆ เดี๋ยวพวกไอ้บุ้งมันคงจะออกไปสูบบุหรี่รอที่หน้าโรงแรมแหละ เดี๋ยวตี้เสร็จแล้วก็ออกไปพร้อมกับกิฟท์ก็แล้วกัน เห็นยายนั่นยังนั่งแก้สคริปต์พิธีกรอยู่แถวๆ หน้าเวทีอยู่เลย"

"โอเคครับ งั้นเดี๋ยวเจอกันที่ล็อบบี้"



++------++



กฤตภาสนั่งเอนหลังพิงหมอนขณะกวาดสายตาอ่านข้อความและอีเมล์ในไอแพด เขานั่งทำเช่นนั้นนานเป็นชั่วโมงๆ ตั้งแต่กินข้าวเย็นเสร็จจนสายตาเริ่มล้าถึงค่อยเหลือบดูนาฬิกา และพบว่าขณะนั้นเป็นเวลาสองทุ่มครึ่งแล้ว

ยังอยู่ช่วยเตรียมงานที่โรงแรมอีกรึ...ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองแท้ๆ

ขณะที่กำลังชั่งใจว่าจะโทรตามธีระดีไหม ประตูห้องพักผู้ป่วยก็เปิดออกพร้อมกับเจ้าของใบหน้าคุ้นตาที่ก้าวเข้ามาอย่างได้จังหวะ

"เป็นไงมั่งไอ้คุณชาย ไม่ได้เจอกันแค่ข้ามวันแต่ดูสีหน้ามึงดีขึ้นเยอะนะเนี่ย"

คนบนเตียงเพียงแต่มองเขาด้วยแววตาเย็นชา ศุภวัฒน์จึงยักไหล่แล้วเดินตรงไปที่ตู้เย็น

"เพื่อนอุตส่าห์เคลียร์งานเพื่อมาเยี่ยมทั้งทียังทำหน้ายักษ์ใส่อีก เป็นคนอื่นเขาคงน้อยใจกลับบ้านกันไปแล้วนะเนี่ย ดีนะว่ากูมีภูมิคุ้มกันแล้ว ว่าแต่ซุปไก่สกัดเต็มตู้เลยวุ้ย ขอกินขวดนึงได้มั้ย?"

"อยากกินให้หมดตู้เย็นก็ตามใจ กูไม่ชอบกินอยู่แล้วแต่พ่อซื้อมาให้"

กฤตภาสตัดบทพลางเหลือบตาลงอ่านอีเมล์ต่อ ศุภวัฒน์จึงเปิดขวดซุปไก่สกัดแล้วก็เดินไปหย่อนตัวลงนั่งบนขอบเตียง เรียกแววตาเจือรำคาญจากคนที่กำลังพยายามจะมีสมาธิได้สมความตั้งใจ

"ถึงจะคาวไปหน่อยแต่เวลากินตอนมันแช่เย็นก็ชื่นใจดีนะโว้ย ต่อให้สารอาหารจริงๆ มันจะแทบไม่มีก็เถอะ อย่างน้อยคนผลิตมันก็รู้จักเอาจุดขายมาทำให้ญาติคนไข้ต้องเสียเงินซื้อกันเป็นลังๆ ได้ล่ะวะ นี่ถ้ากูออกไปทำอาหารเสริมขายบ้างแล้วบอกว่ารับรองโดยแพทย์คงขายดีพิลึก"

"ตกลงมึงมาหากูทำไม? ถ้าแค่มาดูว่าอาการดีขึ้นรึยังก็อย่างที่เห็น แล้วพรุ่งนี้กูก็จะออกจากโรงพยาบาลแล้วด้วย"

ศุภวัฒน์เกือบสำลักซุปไก่สกัดที่เพิ่งซดเข้าไปอึกใหญ่ นายแพทย์หนุ่มหันมาเลิกคิ้วมองเพื่อนด้วยแววตาไม่เชื่อหู

"เฮ่ยๆๆ กูก็รู้หรอกนะว่ามึงไม่ได้โดนยิงจุดสำคัญ แต่มึงจะทรมานสังขารตัวเองทำไมวะ!? ไม่มีคนโดนยิงที่ไหนเขาออกไปโชว์พาวกันหรอกนะเว้นว่าเป็นทหารในสนามรบ"

"แผลกูดีขึ้นมากแล้ว อีกอย่างพรุ่งนี้มีงานอิเว้นท์สำคัญของลูกค้าด้วย กูโดนมองว่าใช้เส้นของพ่อถึงทำให้ได้งานนี้มา ดังนั้นกูต้องไปคุมงานเองให้เขาเห็นว่ากูทำงานเป็น ไม่ใช่แค่เอาเงินไปจ้างคนอื่นให้ทำให้เฉยๆ"

ศุภวัฒน์ฟังแล้วถึงกับเอามือตบหน้าผาก "มึงนี่มัน...เฮ้อ! บางทีกูก็กลัวเพื่อนที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็กจะไม่แก่ตายจริงๆ ที่มึงต้องทุ่มเทเพื่อพิสูจน์ตัวเองขนาดนี้ก็เข้าใจได้อยู่ แต่มึงต้องสำเหนียกด้วยนะว่าคนอื่นเขาไม่รู้ว่ามึงเพิ่งโดนยิง ถ้าเกิดความแตกกลางงานนี่ไอ้ที่พยายามจะปิดมาก็สูญเปล่าเลยนะ"

"มีตี้คนนึงที่รู้ อย่างน้อยเด็กนั่นก็คงช่วยเหลือระหว่างอยู่ในงานได้"

คำพูดสวนกลับอย่างไม่ลังเลทำให้ศุภวัฒน์เลิกคิ้วสูง เขาทิ้งขวดซุปไก่สกัดลงในถังขยะใต้เตียงแล้วก็หันมากอดอกมองคนเจ็บอย่างพิจารณา

"ดีมากที่พูดถึงเด็กคนนั้นขึ้นมา กูสงสัยตั้งแต่ตอนที่มึงบอกให้โทรหาแค่คุณลุงกับเด็กนั่นแล้ว ไม่สิ...ต้องบอกว่าสงสัยตั้งแต่มึงพาเขามาที่คลินิกมากกว่า ที่ไว้ใจกันขนาดนี้นี่เพราะมีอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?"

กฤตภาสปิดฝาไอแพดแล้วหันไปวางบนหัวเตียง จากนั้นก็เอนหลังพิงหมอนมากขึ้น เขารู้ว่าไม่ช้าก็เร็วต้องมีคนใกล้ตัวถามถึงเรื่องนี้จึงไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจ

"ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ กูแค่รู้ว่าเด็กคนนั้นเก็บความลับเป็นแล้วก็ไว้ใจได้ ถ้ากูเป็นอะไรขึ้นมาในงานจริงๆ อย่างน้อยเขาก็คงรู้ว่าควรจะหาทางช่วยยังไงโดยไม่ให้ความแตก"

"จุ๊ๆๆ นี่ถ้าไม่ได้ยินจากปากมึงเองกูคงนึกว่าตัวเองละเมอ หายากนะเนี่ยที่มึงจะบอกว่าไว้ใจใครที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานแบบนี้ แถมเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักตื้นลึกหนาบางมึงมาก่อนเลยด้วย กูว่างานนี้ไม่ใครก็ใครกำลังตกหลุมรักอยู่มั่งล่ะว้า"

"มึงดูละครมากไปแล้วไอ้หมอ"

"กลับมาแล้วครับ อ๊ะ หวัดดีครับหมอเหวิน"

ธีระชะงักหลังจากเปิดประตูห้องแล้วพบว่านอกจากกฤตภาสแล้วยังมีเพื่อนของเจ้าตัวที่ขึ้นไปนั่งเบียดอยู่บนเตียง ขณะที่กำลังไม่แน่ใจว่าควรออกไปรอด้านนอกดีไหม กฤตภาสก็หันไปไล่คนที่นั่งเบียดอยู่ข้างๆ เสียก่อน

"จะหมดเวลาเยี่ยมแล้ว มึงกลับไปก่อนแล้วค่อยโทรมาพรุ่งนี้เช้า ไหนๆ คุณหมออยากดูละครนัก กูก็จะให้มึงได้มีส่วนร่วมด้วยซะเลย"

"อื้อหือ โคตรจะเป็นเกียรติกับกูเลยเนี่ย สังหรณ์ว่ากูจะได้บทตัวประกอบอดทนยังไงพิกล เอาวะ งั้นพรุ่งนี้เช้าค่อยคุยกัน เดี๋ยวหมอกลับก่อนแล้วกันนะตี้ ไอ้หมอนี่มันคงไม่ชอบใจที่มีก้างขวางคอ"

"ครับ กลับดีๆ นะครับคุณหมอ"

เด็กหนุ่มพนมมือไหว้ศุภวัฒน์ที่ตบบ่าเขาเบาๆ ก่อนจะเดินออกไป หลังจากประตูห้องปิดลงแล้วเด็กหนุ่มจึงค่อยหันกลับมามองกฤตภาส ความเงียบดำเนินไปชั่วครู่ก่อนที่คนบนเตียงจะเอ่ยถาม

"กินข้าวมารึยัง?"

เสียงห้าวทุ้มอันคุ้นหูเรียกเด็กหนุ่มกลับจากภวังค์ เขากะพริบตาปริบก่อนจะค่อยพยักหน้า

"กินกับพวกพี่อาร์ทแล้วครับ พวกพี่เขากลับไปโรงแรมเพราะต้องคุมงานกันต่อ ผมก็เลยกลับมานี่"

"ถ้างั้นก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยมาเล่าให้ฉันฟังว่าวันนี้ที่บริษัทกับที่โรงแรมมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้ามีอะไรที่ฉันควรต้องรู้ก็เล่ามาให้หมดด้วย พรุ่งนี้ตอนฉันไปที่งานจะได้ไม่มีปัญหา"

ไม่รู้ว่าเขาเหนื่อยจนหูเฝื่อนหรือกฤตภาสกันแน่ที่เพลียจนทำตัวต่างออกไป แต่ธีระรู้สึกราวกับสัมผัสได้ถึงกระแสอ่อนโยนอันบางเบาในน้ำเสียงนั้น พลันก็นึกขึ้นได้ว่าเขามีของที่ต้องให้กฤตภาสจึงหยิบออกจากกระเป๋า

"นี่แฟ้มเอกสารที่คุณกฤตต้องเซ็นให้ฝ่ายบัญชีกับเอชอาร์ครับ เขาต้องใช้ภายในวันพรุ่งนี้ ผมกะว่าตอนเช้าจะเข้าออฟฟิศก่อนแล้วค่อยไปโรงแรมตอนบ่าย"

"อืม"

กฤตภาสรับแฟ้มไปเปิดดูแล้วก็หยิบปากกาขึ้นมาเตรียมจรดบนกระดาษ แต่เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มยังยืนเหม่ออยู่ที่เดิมก็ขมวดคิ้ว

"มีอะไรอีกรึเปล่า? หรืออยากจะคุยงานกันตอนนี้เลยก็ได้นะ"

"อะ...เปล่าครับ ถ้างั้นผมขอไปอาบน้ำก่อนนะครับ"

ธีระรีบวางกระเป๋าลงบนโต๊ะแล้วก็หยิบเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนออกมา เขาเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วก็ปิดประตูลงกลอนโดยไม่ได้รู้ตัวว่าท่าทางแปลกๆ ของตัวเองทำให้กฤตภาสมองตามด้วยแววตามีคำถาม


"ไอ้หมอนี่มันคงไม่ชอบใจที่มีก้างขวางคอ"


คำพูดของศุภวัฒน์ดังขึ้นในหัวซ้ำๆ ขณะที่ร่างเพรียวถอดเสื้อผ้าออก เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปใต้ฝักบัวแล้วเปิดน้ำอย่างเหม่อลอย ภาพของกฤตภาสกับศุภวัฒน์ที่นั่งเบียดกันอย่างสนิทสนมบนเตียงตอนที่เขาเพิ่งกลับมายังติดตาจนทำอย่างไรก็ลบไม่ออก

หมอเหวินตั้งใจจะหมายความว่ายังไงกันแน่นะ หมายถึงเราเหรอที่เป็นก้างขวางคอ? จะว่าไปแล้วหมอก็เป็นคนแรกที่รู้เรื่องที่คุณกฤตโดนยิงก่อนที่จะโทรหาพ่อของคุณกฤตกับเราด้วยนี่นา หรือที่จริงแล้วสองคนนี้มีความสัมพันธ์กันมากกว่าเพื่อน? แล้วเราก็เพียงแค่ถูกเรียกมาคอยอำนวยความสะดวกให้คุณกฤตระหว่างที่บาดเจ็บโดยที่หมอเหวินก็ยอมรู้เห็นเป็นใจแค่นั้น?

นี่เราจะไม่มีวันหลุดจากการเป็นตัวแทนของใครได้ตลอดชีวิตเลยหรือยังไงกัน?

คำถามที่ไม่มีคำตอบหมุนวนในหัวของธีระราวแผ่นเสียงที่ถูกกรอกลับไปกลับมา เช่นเดียวกับความรู้สึกเหมือนมีใครมาบดขยี้หัวใจขณะที่ได้แต่ปล่อยให้สายน้ำเย็นหลั่งไหลลงอาบบนร่างไม่หยุด



++---TBC---++



A/N: มาลงตอนใหม่วันสิ้นเดือนพอดี หวังว่าคงไม่ทำให้รอกันนานเกินไปนะคะ (สาบานได้ว่าไม่เคยเขียนนิยายเรื่องไหนแล้วอัพได้ถี่และเร็วเท่าเรื่องนี้แล้ว XD) ดูเหมือนน้องตี้จะมีเรื่องมาทำให้หนักใจได้ไม่หยุดหย่อนแต่ตากฤตกลับชิลตล้อดตลอด ถ้าเป็นไปได้ก็อยากลักพาตัวน้องตี้มาเก็บไว้ไม่ให้โดนใครหาเจอเหมือนกันนะเนี่ย แกล้งตากฤตซะมั่ง 555

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ในตอนที่ผ่านมา และขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคอมเม้นต์ให้ตอนนี้ด้วยนะคะ :D



Create Date : 31 มีนาคม 2557
Last Update : 31 มีนาคม 2557 23:42:20 น. 8 comments
Counter : 823 Pageviews.

 
น้องตี้มาแล้วววว


โดย: Sai IP: 115.67.98.117 วันที่: 1 เมษายน 2557 เวลา:9:56:18 น.  

 
ไม่มีใครตอกย้ำ ซ้ำเติมให้เราให้เจ็บปวดได้เท่าความคิดของเรานะน้องตี้ คุณกฤตจะแสดงให้น้องตี้เรามีหวังก่อนหมดโปร3เดือนมั้ยเนี่ยะ ยุให้น้องตี้ยกเลิกโปรซะดีมั้ง


โดย: JIRA IP: 101.109.249.165 วันที่: 1 เมษายน 2557 เวลา:19:53:29 น.  

 
ขอบคุณ คุณรินทร์ ไม่ต้องเกรงใจอัพบ่อยๆได้จ้ะ คิดถึง เป็นกำลังใจนะคะ


โดย: JIRA IP: 101.109.249.165 วันที่: 1 เมษายน 2557 เวลา:19:55:59 น.  

 
คุณ Sai น้องตี้มาแล้วค่า คงรู้ว่ามีคนคิดถึง หุหุหุ


*****************


คุณ JIRA ใจจริงอยากจะอัพมันทุกสัปดาห์เลยค่ะ แต่เขียนไม่ทันจริงๆ ว่าแต่น้องตี้ลืมเรื่องโปรไปรึยังน้อ โดนคุณหมอทำมึนเพราะคำว่าก้างขวางคอไปซะละ ><


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 2 เมษายน 2557 เวลา:11:35:32 น.  

 
หมอรีบกลับมาเคลียร์เลย น้องตี้เครียด


โดย: จุ๋ม IP: 49.230.133.42 วันที่: 16 เมษายน 2557 เวลา:19:49:21 น.  

 
พี่จุ๋ม คุณหมอเธอหวังดี แต่ดันทำน้องตี้เครียดจริงๆ ค่ะ


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 18 เมษายน 2557 เวลา:20:50:33 น.  

 
หึงหมอเหวินเนี๊ยนะ น้องตี๊คะ ...


อยากเห็นคุณหมอเลยอะ 55+ ทำให้น้องตี้หึงได้เลยนะ น่าภูมิใจ


โดย: tea IP: 116.68.159.61 วันที่: 20 พฤษภาคม 2557 เวลา:14:47:40 น.  

 
คุณ Tea หมอเหวินแกไม่ได้หล่อเหลาเป็นพระเอกลิเกอะไรเลยค่ะ อารมณ์หมอหน้าตี๋ๆ เนิร์ดๆ แต่น้องตี้แกคิดไกลเกิ๊น XD


โดย: Applebee วันที่: 22 พฤษภาคม 2557 เวลา:23:55:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 27 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.