Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 27


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 27


ติ๋ง...ติ๋ง...

เสียงหยดน้ำตกกระทบอ่างล้างหน้าเป็นจังหวะก่อนที่ธีระจะหมุนปิดก๊อก เขาหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กบนราวข้างอ่างมาซับน้ำบนใบหน้า เมื่อเสร็จแล้วก็แขวนผ้าไว้ที่เดิมก่อนจะเท้ามือลงบนขอบอ่าง นัยน์ตากลมโตเขม้นมองเงาของตนซึ่งสะท้อนอยู่ในกระจกบานใหญ่

นี่เรามาทำอะไรอยู่ที่นี่นะ...
 
ธีระถามตัวเองขณะลูบไรผมชื้นๆ ออกจากหน้าผาก พลันเสียงห้าวต่ำที่เอ่ยถามอย่างเกียจคร้านจากด้านหลังก็ทำให้สะดุ้ง

“จะรีบตื่นไปไหนล่ะ ไม่ใช่วันทำงานสักหน่อย”

ธีระเหลียวกลับไปมองคนที่กำลังยืนเอามือเท้าประตูห้องน้ำ ไรเคราเป็นปื้นบนใบหน้าคร้ามเข้มเพราะไม่ได้โกนมาสองวันสร้างความรู้สึกดิบเถื่อนตัดกับผิวสีอ่อน นัยน์ตาคมปลาบจับจ้องเขาด้วยแววตาล้ำลึกยากจะอ่านความนัย ทว่าสิ่งที่ทำให้โลหิตฉีดซ่านบนผิวหน้าของธีระคือการที่อีกฝ่ายไม่สวมใส่อะไรปิดบังเรือนร่างเลยสักชิ้น

มันทำให้เขานึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานและเมื่อคืนนี้...ทั้งที่ตัวเองควรเตือนกฤตภาสไม่ให้ทำอะไรตามใจเพราะแผลยังไม่หายดีแท้ๆ แต่กลับไม่ได้ออกปากทัดทานเลยสักคำ

“ผมจะกลับห้องครับ มีอะไรต้องทำหลายอย่าง”

“อย่างเช่น?”

คนถามดันตัวห่างจากประตูและก้าวเข้ามาในห้องน้ำขนาดไม่เล็ก แต่เมื่อธีระถูกกดดันให้ถอยหนีไปถึงมุมห้อง เขาก็รู้สึกว่าพื้นที่ในห้องนั้นแคบไปถนัดใจ

“อย่างเช่นซักผ้า เก็บกวาดห้อง... ผมไม่ได้มีเงินจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดให้เหมือนคุณกฤต ผมก็ต้องทำเรื่องพวกนี้เอง”

“ถ้าอยากได้แม่บ้านไปช่วยทำความสะอาด เดี๋ยวฉันให้ยืมแม่บ้านของฉันก็ได้”

“ไม่จำเป็นครับ”

ธีระแทบอยากแทรกตัวเข้าไปในกระเบื้องด้านหลังเมื่อคู่สนทนายื่นแขนออกมายันผนังไว้ กักให้เขาตกอยู่ในวงล้อมของไออุ่นที่เจ้าตัวแผ่ออกมาโดยแทบไม่เปลืองแรง ระดับสายตาซึ่งตรงกับแผงอกเปลือยพอดีทำให้เขาเห็นรอยข่วนซึ่งรู้ดีว่ามาจากฝีมือของตัวเองเมื่อคืน พอฝืนทำคอแข็งเงยหน้าขึ้นก็พบว่านัยน์ตาสีนิลมองเขาอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อแววตาของทั้งสองประสานกัน มุมปากได้รูปของกฤตภาสก็หยักขึ้นอย่างล้อเลียน

“เมื่อคืนก็ไม่ค่อยรู้สึกตอนที่โดนข่วนหรอกนะ แต่ตอนนี้แสบแผลเป็นบ้า ว่าจะให้เธอช่วยทายาให้อยู่เชียว”

ธีระพยายามระงับความอายจากวาจายั่วยุ เขากำมือทั้งสองข้างอย่างข่มอารมณ์พลางตอบด้วยเสียงที่บังคับให้นิ่งที่สุด

“ถึงผมไม่ช่วย ก็คงมีสาวๆ อีกเยอะแยะเต็มใจจะมาดูแลคุณกฤตอยู่แล้วล่ะครับ เผลอๆ จะบริการให้มากกว่าทายาซะด้วยซ้ำ อึ้ม!”

คำพูดยอกย้อนของเขาจุดกองเพลิงในแววตาของกฤตภาสให้ลุกวาบ ร่างสูงใหญ่ออกแรงกระชากแขนอย่างกะทันหันจนธีระปลิวเข้าหาอ้อมแขนแข็งแรงอย่างง่ายดาย เด็กหนุ่มพยายามจะเม้มปากเมื่ออีกฝ่ายก้มลงบดขยี้ริมฝีปากบนกลีบปากช่างหาเรื่องของเขาอย่างรุนแรง กระนั้นก็ยังช้ากว่าปลายลิ้นร้อนที่แหย่เข้ามาควานหารสหวานภายในอย่างดึงดัน

“คุณ...กฤต...ปล่อย!”

ร่างผอมพยายามจะผลักไสคนที่กำลังจาบจ้วงกับร่างกายของเขา แต่ความเหนื่อยอ่อนจากคืนที่ผ่านมาก็ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงอย่างที่ตั้งใจ ความดึงดันอันไร้ผลนั้นทำให้กฤตภาสยิ่งหงุดหงิด ร่างสูงใหญ่เบียดตัวเข้าหามากขึ้นและย่อลงช้อนสะโพกเพรียวให้ลอยขึ้นจากพื้น ส่งผลให้ธีระต้องหนีบขารอบเอวสอบโดยอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ตัวเองหล่น

“คุณกฤต!”

ธีระตวาดเมื่อรับรู้ได้ว่าส่วนอ่อนไหวกำลังถูกบดเบียด ถึงแม้จะมีกางเกงยีนส์กั้นขวาง แต่ความรุ่มร้อนที่ถ่ายทอดมาก็ยังทะลุผ่านเนื้อผ้าจนสัมผัสได้ และความพยายามจะดิ้นรนของเขาก็สร้างความพึงใจแก่คนที่กำลังถือไพ่เหนือกว่าอย่างมาก เพราะกฤตภาสออกแรงกอดแน่นยิ่งขึ้นขณะพรมจุมพิตไปบนลำคอที่ยังเป็นรอยแดงจากการถูกซุกไซ้ทั้งคืน

“ดิ้นอีกสิ น่าจะรู้นี่ว่ายิ่งดิ้นฉันก็ยิ่งมีอารมณ์”

เสียงกระซิบริมหูทำให้ธีระหยุดการเคลื่อนไหวทันที อารามอยากต่อต้านเมื่อครู่ทำให้เขาพยายามดิ้นรนเพื่อให้ร่างกายเป็นอิสระ ต่อเมื่อหยุดดิ้นจึงได้รู้ตัวว่าเผลอไปกระตุ้นความต้องการของคู่กรณีเข้าเสียแล้ว

และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ...ร่างกายของเขาก็กำลังมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบเดียวกัน

“คุณกฤต...ปล่อยผมเถอะ”

ธีระท้วงด้วยใบหน้าเหยเก ผิวแก้มเนียนเป็นสีแดงจัดขณะที่คิ้วเข้มมุ่นเข้าหากันแน่น ดูเหมือนเจ้าตัวเองจะไม่ตระหนักเลยว่าน้ำเสียงและท่าทางของตนยามตัดพ้อนั้นแฝงแววออดอ้อนแกมยั่วยวนแก่คนเห็นเพียงไร เด็กหนุ่มได้แต่ขมวดคิ้วแล้วส่งเสียงอู้อี้เมื่อกฤตภาสแนบริมฝีปากเคล้าคลึงกลีบปากของเขาอีกครั้ง

จูบนี้นุ่มนวลและปลอบประโลมกว่าเมื่อครู่ และแม้ว่าจะยังสับสน แต่ความอ่อนหวานที่ได้รับก็ทำให้เด็กหนุ่มเคลิบเคลิ้มจนลืมต่อต้านไปชั่วคราว

“R-r-r-r-r-r-”

 เสียงโทรศัพท์ที่แผดลั่นกลางห้องนอนทำให้กฤตภาสสบถอย่างขัดใจ เสียงนั้นฉุดรั้งสติสัมปชัญญะที่กำลังเตลิดของธีระให้กลับคืนมา เด็กหนุ่มพลันตระหนักได้ว่าตนอยู่ในท่าทางน่าอายแค่ไหน จึงพยายามตะเกียกตะกายจะลงยืนเองท่ามกลางแววตาไม่พอใจของกฤตภาส แต่ชายหนุ่มก็ปล่อยมือแต่โดยดีก่อนจะเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นรับสาย

“ฮัลโหล....อ้อ สวัสดีครับแม่”

กฤตภาสเสียงอ่อนลงเมื่อพบว่าคู่สนทนาคือหม่อมหลวงมุกตาภา ศิตานนท์ มารดาซึ่งหย่าขาดจากบิดาตั้งแต่เขายังเด็กและอาศัยอยู่ต่างประเทศ นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองเด็กหนุ่มที่กำลังพยายามจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยพลางคว้ากระเป๋าเดินไปทางประตูห้อง และราวจะรับรู้ได้ถึงแววตาที่จ้องมอง ธีระจึงเหลียวมาสบตาเขาแวบหนึ่งก่อนจะเดินออกไป

กฤตภาสมองประตูที่ปิดลงด้วยนัยน์ตาเยือกเย็น กระทั่งเสียงจากปลายสายทักขึ้น เขาจึงค่อยเบนความสนใจกลับมายังคู่สนทนาอีกครั้ง

“ครับ แม่ว่าไงนะครับ?”

"แม่เห็นรูปในหนังสือพิมพ์แล้วนะกฤต ตกลงนั่นใช่ลูกจริงๆ รึเปล่า?"

ชายหนุ่มยักไหล่ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่เห็น เขาหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำขึ้นมาสวมแล้วก็เดินออกจากห้องนอนโดยยังคุยไปด้วย

"เหวินส่งให้แม่ดูเหรอครับ?"

"เปล่า เพื่อนแม่อีกคนถ่ายรูปจากหนังสือพิมพ์แล้วส่งมาให้ดู ว่าแต่ไม่ต้องมาเฉไฉนะกฤต ตกลงรูปนั้นคือลูกใช่ไหม?"

"ถ้าใช่หรือไม่ใช่แล้วมันทำไมเหรอครับ?"

กฤตภาสตอบแล้วก็จุดบุหรี่ขึ้นสูบ ขณะเดียวกันก็ผลักบานประตูกระจกเพื่อออกไปยืนบนระเบียงห้อง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าทำให้เขาหยีตาเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกว่ามันทำให้เขาสดชื่นขึ้นหลังไม่ได้ออกมารับแสงกลางแจ้งเช่นนี้เลยนับตั้งแต่วันที่เข้าโรงพยาบาล

"ถ้าใช่มันก็ต้องทำไมอยู่แล้วสิ! แม่รู้นะว่าที่ผ่านมาลูกอาจจะคบผู้หญิงทิ้งๆ ขว้างๆ แต่นี่ผู้ชายไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมจะทำอะไรถึงไม่ระวัง ปล่อยให้ช่างภาพถ่ายรูปเอาได้!? รู้รึเปล่าว่ามันไม่ได้มีรูปเดียว แล้วก็ไม่ได้ลงหนังสือพิมพ์แค่ฉบับเดียวด้วยนะ!!"

"ผมตั้งใจให้ช่างภาพถ่ายรูปทันเองแหละ ผมเบื่อเต็มทีที่พอคบกับดาราแล้วชอบมีคนตามทำข่าว เลยอยากตอกหน้านักข่าวพวกนั้นให้หงายซะบ้าง"

"กฤต! นี่เสียสติไปแล้วหรือไง!!"

น้ำเสียงของหม่อมหลวงมุกตาภาบ่งบอกว่าเกรี้ยวกราดจนแทบคิดหาคำพูดไม่ออก แต่กฤตภาสไม่สนใจและเดินกลับเข้าไปนั่งสูบบุหรี่ต่อในห้อง

"แล้วที่โทรมาหาผมเพราะมีธุระแค่นี้เหรอครับ?"

"กฤต รู้ตัวรึเปล่าว่าถึงลูกจะไม่ใช่คนในวงการแต่ใครๆ ก็รู้จักเพราะพ่อ ก่อนจะทำอะไรทำไมไม่คิดให้ดีก่อน!?"

ชายหนุ่มพ่นควันออกจากปากเป็นสายพลางเคาะเถ้าบุหรี่บนที่เขี่ย ใช่...สิ่งหนึ่งที่น่ารำคาญเหมือนเศษหินในรองเท้าเขามาตลอดคือการที่มักถูกตอกย้ำว่าพ่อกับแม่เป็นใครนี่แหละ ไอ้ที่มีผู้หญิงชอบเข้ามาหาเพราะหวังผลจากเรื่องเส้นสายของเขาก็เหมือนกัน มันทำให้เขาสะอิดสะเอียนเต็มทีเพราะราวกับไม่มีใครมองเขาที่ความสามารถและตัวตนจริงๆ เลยสักคน

"ผมคิดว่าพ่อคงไม่ค่อยเดือดร้อนนะครับเพราะน่าจะเห็นข่าวแล้วแต่ยังไม่โทรมาเลย อีกอย่างเรื่องพรรค์นี้แป๊บเดียวคนที่นี่ก็ลืมแล้ว แม่ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ถ้าเกิดพวกป้าๆ ทั้งหลายถามก็บอกว่าไม่รู้ไม่เห็นไปก็แล้วกัน ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็แค่นี้นะครับ"

กฤตภาสวางสายแล้วก็ปิดโทรศัพท์เพื่อกันมารดาโทรมาอีก เขาชินกับการที่ฝ่ายนั้นรักหน้าตามาแต่ไหนแต่ไร ถึงแม้จะหย่าและแต่งงานใหม่หลายครั้งแล้วแต่ก็ต้องคงไว้ซึ่งภาพลักษณ์อันงามสง่าในวงสังคมเสมอ เขาที่เป็นลูกชายคนเดียวจึงถูกเข้มงวดกวดขันให้ต้องเข้าเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด มีผลการเรียนและกิจกรรมที่เป็นเลิศที่สุดอยู่ตลอดเพื่อช่วยเชิดหน้าชูตา และน้ำหนักของภาษีสังคมที่บ่าของเขาแบกรับมาตั้งแต่เด็กนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย

ชายหนุ่มอัดควันเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะขยี้ก้นบุหรี่ทิ้ง เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปทิ้งตัวบนเตียงในห้องนอนด้วยอารมณ์อันขุ่นมัว แต่เนื่องจากแขนซ้ายกระแทกฟูกแรงไปจึงต้องกัดฟันทนความเจ็บที่แล่นจี๊ดมาจากแผล หลังหายใจเข้าออกช้าๆ ครู่หนึ่งจนรู้สึกว่าความเจ็บบรรเทาลงแล้วจึงค่อยหลับตาแล้วตะแคงตัวไปอีกทาง

กลิ่นนี้...

กฤตภาสหรี่ตาขึ้นเมื่อปลายจมูกได้กลิ่นอ่อนเบาจากผ้าห่ม เขายื่นมือไปหยิบผ้าผืนนั้นขึ้นมาจรดปลายจมูก ความเคยชินช่วยให้แยกแยะได้ว่านี่ไม่ใช่กลิ่นของตัวเอง แต่เป็นกลิ่นของธีระซึ่งเขาคุ้นจมูกมากขึ้นทุกที

มันไม่ใช่กลิ่นของน้ำหอมที่กฤตภาสคุ้นเคยและระบุได้ แต่เหมือนเป็นการผสมผสานของสบู่กับโคโลญจน์ที่เจ้าตัวใช้รวมกับกลิ่นตัวอ่อนๆ จนให้ความหอมหวานบางเบาเหมือนขนมปุยฝ้าย เป็นกลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณความอยากทะนุถนอม แต่ขณะเดียวกันก็ยั่วยวนจนอยากหยิบขึ้นมากินให้หมดภายในคำเดียว

กลิ่นที่เรี่ยอยู่บนปลายจมูกทำให้เขานึกถึงผิวกายอุ่นที่ได้กกกอดเมื่อวาน กฤตภาสยอมรับว่าแปลกใจที่เด็กหนุ่มไม่ได้พยายามจะห้ามเมื่อถูกเข้าหาเลย ส่วนเขาเองก็ไม่ต้องการหยุดเพราะห่างหายไปจากสิ่งนี้...จากการได้สัมผัสเด็กคนนี้อย่างใกล้ชิดมานานเหลือเกิน และเขาก็รู้สึกพอใจที่อีกฝ่ายยอมทำตามความต้องการของร่างกายมากกว่าจะมัวแต่กระบิดกระบวนด้วยการอ้างถึงการบาดเจ็บของเขา เพราะร่างกายของเขาจะไหวหรือไม่ไหวนั้นเขาย่อมรู้ดีที่สุดอยู่แล้ว

ป่านนี้จะขึ้นแท็กซี่ไปถึงไหนแล้วนะ...

ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วขยี้ผ้าห่มที่ซึมซับกลิ่นกายของธีระเบาๆ แล้วก็หลับตาลง น่าแปลกที่ถึงแม้ผ้าผืนนั้นจะไม่ส่งอุณหภูมิอันอบอุ่นมาให้เหมือนยามที่ได้กอดเจ้าตัว แต่กลิ่นหอมหวานที่เขาเริ่มติดใจก็ช่วยสลายอารมณ์อันมืดมนเมื่อครู่จนกฤตภาสหลับใหลในเวลาไม่นาน


++------++


ธีระกลับมาถึงห้องด้วยความเหนื่อยอ่อน เด็กหนุ่มหย่อนตัวลงบนเตียงแล้วก็เอนศีรษะลงบนหมอน ทั้งที่อยากหลับไปทั้งอย่างนี้เพราะเมื่อคืนได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่เขาก็รู้ว่าถ้าเผลองีบคงได้เสียเวลาไปทั้งวันโดยไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแน่

หลังใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเอง เด็กหนุ่มก็ลุกไปหยิบเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นมาเปลี่ยนแทนชุดที่ใส่ จากนั้นก็หอบผ้าลงไปซักที่เครื่องหยอดเหรียญใต้อพาร์ทเม้นท์ก่อนจะกลับมาเก็บกวาดห้องและล้างห้องน้ำ เมื่อเสร็จแล้วจึงลงไปเอาเสื้อผ้าที่ซักเรียบร้อยขึ้นมาตากบนระเบียงหน้าห้อง 

"โอย...เหนื่อยเป็นบ้า"

เด็กหนุ่มเปิดแอร์แล้วก็ทิ้งตัวแผ่หลาบนเตียง อากาศร้อนจัดของช่วงปิดเทอมยิ่งสูบพลังงานจนหมดแรงง่ายกว่าปกติ แต่น่าแปลกที่สมองเขากลับตื่นตัวจนไม่ง่วงเลยสักนิด เพียงแต่ความเหนื่อยทำให้อยากนอนนิ่งๆ มากกว่าลุกมาหาอะไรทำก็เท่านั้น

ตอนนี้คุณกฤตทำอะไรอยู่นะ...จะไม่ยอมกินยาหลังอาหารอีกหรือเปล่า...

ธีระหวนนึกไปถึงคนที่เพิ่งจากมาเมื่อเช้า ไม่รู้ว่ากฤตภาสเก็บกดมาจากไหน เมื่อวานหลังจากทั้งคู่มีอะไรกันที่โซฟาและงีบหลับไปช่วงบ่าย พอตกเย็นหลังจากสั่งพิซซ่ามากินจนหมดสองถาด ฝ่ายนั้นก็แทบจะเขมือบเขาแทนของหวานในทันทีหลังจากถูกรบเร้าให้กินยา แถมไม่ปล่อยให้นอนพักผ่อนเลยจนกระทั่งเกือบตีสองของอีกวัน


"มองแค่ฉัน เวลาอยู่กับฉัน ห้ามคิดถึงคนอื่น"
 

นั่นเป็นประโยคที่กฤตภาสเอ่ยระหว่างที่ทั้งสองกำลังมัวเมาอยู่กลางเพลิงปรารถนา ตอนนั้นธีระได้แต่ส่งเสียงครางเพราะความสุขสมจนไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไร แต่พอมานึกถึงคำพูดพวกนั้นในเวลาที่สติสัมปชัญญะแจ่มใส...เขาก็อดจะตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมกฤตภาสถึงต้องพูดแบบนี้ด้วย

หากเป็นเพราะเขาเคยเอ่ยชื่อณรงค์ให้ได้ยิน ธีระก็คิดว่าไม่น่าจะเคยหลุดปากเรียกชื่อณรงค์ต่อหน้าฝ่ายนั้นเกินสามครั้งแน่ ที่สำคัญคือเขาแทบจำไม่ได้แล้วว่าพักหลังนี้คิดถึงณรงค์เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

หากให้เขายอมรับอย่างไม่โกหกตัวเอง ช่วงไม่กี่สัปดาห์นับจากวันที่หนีกลับบ้านนั้นเขาแทบไม่คิดถึงเรื่องของคนอื่นนอกจากกฤตภาสด้วยซ้ำ ถึงแม้มันจะไม่ใช่การคิดถึงแล้วรับรู้ได้ถึงความอ่อนหวานในใจ แต่เป็นความรู้สึกหวิวในท้องน้อยเหมือนยืนอยู่บนที่สูงทุกครั้งยามถูกมองด้วยแววตายากจะอ่านความหมาย และหวาดระแวงเพราะตื่นเต้นคละเคล้าไปกับกลิ่นอายของความอันตรายทุกครั้งที่ถูกกอดอย่างเร่าร้อน แต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่ากฤตภาสไม่ได้ใช้เขาเป็นตัวแทนของคนอื่นเหมือนณรงค์ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เขาปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินมาถึงขั้นนี้ก็เป็นได้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มก็ยันตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะหน้ากระจก เขาถอดเสื้อยืดออกแล้วก็มองสำรวจเงาสะท้อนอย่างพิจารณา รอยปื้นสีแดงกระจายไปทั่วทั้งลำคอและแผ่นอกจนดูเหมือนมีใครเอาพู่กันจุ่มสีมาละเลงไว้ ยิ่งพอนึกถึงสิ่งที่กฤตภาสทำกับเขาเมื่อคืน คำพูดหยาบโลนต่างๆ ที่ถูกกระซิบข้างหูยามผิวกายชุ่มเหงื่อของทั้งคู่เสียดสีกัน ผิวหน้าของธีระก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มยิ่งกว่าร่องรอยที่เคราของกฤตภาสฝากเอาไว้เสียอีก


 "เด็กดี ขย่มให้แรงกว่านั้นอีกสิ...เก่งมาก รูดของตัวเองไปด้วย...อย่างนั้นแหละ...อืมมม"


"คนบ้า! หน้าด้าน! พูดออกมาได้ยังไง เกิดมายังไม่เคยเจอใครลามกได้ขนาดนี้เลย!"

ธีระบ่นกระปอดกระแปดทั้งที่เมื่อคืนไม่ขัดคนขอสักคำ แต่มันก็ไม่แปลกอยู่แล้วที่เขาจะไม่เคยเจอคนอย่างกฤตภาสในเมื่อเขาเคยผ่านมือผู้ชายอื่นเพียงคนเดียวคือณรงค์ แถมเมื่อเทียบกันระหว่างสองคนนี้แล้ว กฤตภาสยังกอดเขาในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกที่เจอกันบ่อยยิ่งกว่าช่วงที่ได้คบกับณรงค์ทั้งเดือนเสียอีก

ถ้าหากผู้ชายคนนั้นไม่ได้กอดเขาแค่เพราะต้องการระบายความใคร่...มันจะทำให้เขารู้สึกว่าได้รับการทะนุถนอมมากขึ้นบ้างไหมนะ...

ความคิดอันน่าหดหู่บีบรัดอกเขาจนรู้สึกเหมือนหัวใจเล็กลีบ เด็กหนุ่มหยิบเสื้อขึ้นสวมอีกครั้งอย่างเฉื่อยเนือย อดคิดอย่างสมเพชตัวเองไม่ได้ว่าเขาช่างหาเรื่องใส่ตัวสิ้นดีที่หวั่นไหวกับคนที่สร้างเงื่อนไขให้มีความสัมพันธ์ทางกายด้วย นี่ถ้าหากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนๆ ฟัง ไม่แคล้วเขาคงถูกรุมเทศนาให้รีบตีตัวออกห่างคนอย่างกฤตภาสเป็นแน่

เสียงสัญญาณจากโทรศัพท์มือถือเรียกความสนใจจากธีระที่นั่งจ่อมอยู่หน้ากระจก เด็กหนุ่มลุกไปหยิบโทรศัพท์มาดูก็พบว่าปิยพลซึ่งเป็นญาติผู้พี่ส่งข้อความมาให้ บนหน้าจอมีเพียงตัวหนังสือที่เรียงกันยาวหนึ่งบรรทัดว่า "เปิดดูช่อง XX ตอน 15.00 น."

ธีระเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าอีกไม่ถึงสิบนาทีจะบ่ายสาม จึงหยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์แล้วก็หยิบขนมขบเคี้ยวที่ซื้อตุนไว้มากินระหว่างดูรายการอื่นฆ่าเวลา เมื่อถึงเวลาตามที่บอกไว้ในข้อความ โลโก้ของรายการวาไรตี้ประจำวันก็ฉายขึ้น จากนั้นพิธีกรก็เกริ่นนำเกี่ยวกับเนื้อหาในช่วงต่างๆ ก่อนจะตัดภาพไปยังการสัมภาษณ์แขกรับเชิญ

"อ้าว? พี่ปิ๊กนี่นา!? ได้ออกทีวีเหรอเนี่ย??"

เด็กหนุ่มชะงักมือที่หยิบมันฝรั่งทอดเข้าปากแล้วก็ตั้งใจฟังอย่างสนใจ ดูเหมือนรายการนี้จะเน้นการสร้างแรงบันดาลใจแก่คนดูด้วยการสัมภาษณ์คนรุ่นใหม่จากหลากหลายอาชีพ และครั้งนี้ญาติผู้พี่ของเขาซึ่งเปิดร้านตัดเย็บกระเป๋าหนังและมีสตูดิโอสอนอยู่ที่น่านก็ได้รับเชิญมาออกอากาศ

"สุดยอดเลย"

ธีระฟังพิธีกรสัมภาษณ์ปิยพลด้วยความทึ่งแกมปลื้มใจ ถึงแม้จะค่อนข้างสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็ไม่เคยได้จับเข่านั่งคุยกับอีกฝ่ายว่าเพราะอะไรถึงลาออกจากงานประจำแล้วไปทำธุรกิจส่วนตัวที่เมืองเล็กๆ ทางเหนือซึ่งไม่ใช่กระทั่งเมืองท่องเที่ยวหลัก แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นสตูดิโอที่ทำงานรวมทั้งบรรยากาศในตัวเมืองน่านที่ทีมงานเก็บภาพมาฉาย เขาก็เริ่มจะเข้าใจความคิดของญาติผู้พี่เลาๆ

น่าอิจฉาจังที่พี่ปิ๊กรู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบทำอะไรตั้งแต่ยังหนุ่ม ถึงยังไงการได้ทำสิ่งที่ตัวเองสนใจก็น่าจะมีความสุขมากกว่าการฝืนทำงานประจำสินะ...

เด็กหนุ่มนั่งดูการสัมภาษณ์จนจบ กระทั่งหมดช่วงและพิธีกรตัดเข้าโฆษณาแล้วก็ยังไม่ปิดโทรทัศน์ สิ่งที่เพิ่งได้ดูจบไปทำให้เขาเกิดคำถามถึงอนาคตขึ้นมา

แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยจินตนาการถึงอนาคตของตัวเองอย่างเป็นรูปเป็นร่างเลย แม้ว่าจะเคยถกกับเพื่อนฝูงบ้างว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะสมัครงานแนวไหน แต่มันก็เหมือนเป็นการคุยกันลอยๆ เพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ตระหนักว่าอีกเพียงปีเดียวเขาก็จะเรียนจบอยู่แล้ว และเมื่อนานวันเข้าก็จะพึ่งพ่อกับแม่เหมือนทุกวันนี้ไม่ได้ เมื่อถึงวันที่ต้องยืนบนลำแข้งตัวเองโดยลำพัง เขาจะบอกกับตัวเองได้เต็มปากว่ามีความสุขกับสิ่งที่เลือกทำ กับชีวิตในแบบที่เขาเลือกใช้หรือเปล่า

อีกไม่นานการปิดเทอมก็จะสิ้นสุดลงก่อนที่เขาจะต้องกลับไปเรียนปีสุดท้าย และข้อตกลงที่เขาทำไว้กับกฤตภาสก็จะถึงวันครบกำหนดเช่นเดียวกัน หากไม่นับรวมความทรงจำมากมายที่เกิดขึ้นในชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่ได้รู้จักกับผู้ชายคนนั้น เขาจะสามารถกลับไปเป็นธีระคนเดิมเหมือนก่อนที่จะพบกับกฤตภาสได้หรือเปล่านะ...

 

++---TBC---++



A/N: ครั้งนี้มาลงตอนใหม่ไวอย่างไม่น่าเชื่อ อาจไม่ยาวเท่าสองสามตอนที่ผ่านมา แต่หวังว่าจะอ่านแล้วไม่รู้สึกว่าทิ้งช่วงกันนะค้า ^0^


Create Date : 19 พฤษภาคม 2557
Last Update : 20 พฤษภาคม 2557 14:25:35 น. 5 comments
Counter : 814 Pageviews.

 
น้องตี้จะรู้ข่าวแล้วสินะคะ

กรี๊ดดดด ตื่นเต้นแทน

//ส่งM79ไปให้น้องตี้ เผื่ออยากโยนเข้าห้องคุณกฤษ //



โดย: tea IP: 116.68.159.61 วันที่: 20 พฤษภาคม 2557 เวลา:16:57:11 น.  

 
คุณ tea คาดว่าต้องยกคลังแสงให้น้องตี้เลยค่ะ ลูกเดียวน่าจะไม่พอ >~<


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 21 พฤษภาคม 2557 เวลา:8:25:19 น.  

 
คุณกฤต..... จะมีแผนอะไรต่อไป
ตั้งหน้าตั้งตา รอตอนต่อไป


โดย: Appleprivate IP: 203.155.165.12 วันที่: 1 มิถุนายน 2557 เวลา:14:51:07 น.  

 
คุณ Appleprivate ขอบคุณมากที่แวะมาเยี่ยมบล็อกค่ะ ตอนนี้กำลังเขียนบทต่อไปอยู่ จะรีบมาลงให้ไวๆ นะคะ ^^


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 5 มิถุนายน 2557 เวลา:19:21:44 น.  

 
ตาลุงยังไม่รู้ตัว ไม่รู้ใจตัวเอง แค่กลิ่นแล้วนอนหลับได้นี่ไม่ธรรมดานะจ๊ะลุง ระวังเน้อ น้องตี้จะไม่อยู่ให้ดมกลิ่นอีกต่อไป แล้วจะมาเสียใจทีหลังไม่ได้นะ หึหึหึ


โดย: จุ๋ม IP: 61.90.70.64 วันที่: 15 กรกฎาคม 2557 เวลา:14:29:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 27 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.