Group Blog
 
All blogs
 

แค่สบตา ก็รู้ว่ารัก ตอนพิเศษ

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


ตอนพิเศษ ตอนพิเศษ คำอธิษฐานในคืนวันลอยกระทง


คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงสวยจัง...

ภัทรคิดขณะยืนเงยหน้ามองดวงจันทร์อยู่หน้าบ้าน เมื่อครู่เขาเพิ่งเดินเอาถุงขยะออกไปทิ้งที่หน้ารั้ว ตอนเดินกลับเข้ามาก็เพียงมองขึ้นไปบนฟ้าโดยไม่ตั้งใจจึงได้เห็นจันทร์เพ็ญลอยเด่น พลันแสงจากพลุซึ่งสว่างวาบบนขอบฟ้าจากที่ไกลๆ ก็ทำให้ชายหนุ่มส่งเสียงอุทาน

"ภัทร ทำอะไรอยู่น่ะ?"

เชษฐ์เห็นคนร่วมบ้านหายออกมานานผิดสังเกตจึงเดินออกมาดู และพบว่าอีกฝ่ายกำลังยืนนิ่งมองอะไรบางอย่างที่ขอบฟ้าด้วยใบหน้าตื่นเต้น

"อ๋อ ดูพลุครับคุณเชษฐ์ ไม่รู้เหมือนกันว่าจุดกันอยู่ที่ไหน แต่ผมเพิ่งนึกได้ว่าวันนี้วันลอยกระทง"

ผู้สูงวัยกว่าเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่หันกลับไปมองแสงไฟหลากสีบนฟ้าซึ่งเห็นเป็นเพียงจุดเล็กๆ จากนั้นก็ยื่นมือไปตบบ่าเบาๆ

"ถ้างั้นวันนี้ออกไปลอยกระทงกันมั้ย?"

"เอ๊ะ?"

ภัทรหันไปมองคนถามอย่างแปลกใจ แต่นัยน์ตามีประกายตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด เชษฐ์จึงยิ้มแล้วเดินกลับเข้าไปหยิบกุญแจรถกับกระเป๋าสตางค์ในบ้านก่อนจะเดินกลับออกมา

"ว่าแต่...เราจะไปลอยกระทงกันที่ไหนครับคุณเชษฐ์?"

"อืม...ฉันก็ไม่ได้ไปลอยมาหลายปีแล้วด้วยสิ งั้นขับรถไปเรื่อยๆ เจอที่ไหนน่าสนใจก็ไปลอยกับเขาก็แล้วกัน"

ภัทรยิ้มแล้วพยักหน้า สำหรับเขาแล้วจะเป็นที่ไหนก็ได้ ขอแค่ไปกับคุณเชษฐ์ก็พอแล้ว เพราะเขาก็ไม่ได้ลอยกระทงมาหลายปีแล้วเหมือนกัน

ทั้งสองออกมาจากหมู่บ้านด้วยกันโดยที่เชษฐ์ขับรถเลียบทางริมแม่น้ำ จนกระทั่งใกล้ถึงทางเข้าวัดแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนเดินถือกระทงหลากสีต่างขนาดพากันเดินหลั่งไหลเข้าไป เชษฐ์จึงหาที่จอดรถแล้วก็พาภัทรเดินไปตามเส้นทางนั้น

"คุณเชษฐ์ชอบกระทงแบบไหนครับ?"

ภัทรหันไปถามเมื่อเห็นแม่ค้าตั้งโต๊ะขายกระทงเรียงรายกันอยู่ข้างทาง บางเจ้าก็นั่งเย็บใบตองกันตรงนั้น แบบที่ทำจากกระดาษและขนมปังก็มี เชษฐ์จึงยิ้มพลางหยิบธนบัตรสีแดงสองใบส่งให้

"เอาแบบที่เธอชอบนั่นแหละ แบบไหนก็ได้"

ภัทรรับเงินแล้วก็เดินไปยังแผงขายกระทงของเจ้าต่างๆ นัยน์ตาของเขากวาดมองกระทงหลากแบบพลางเม้มริมฝีปากเหมือนตัดสินใจไม่ถูก แต่แล้วชายหนุ่มก็ทำให้คนที่มาด้วยแปลกใจเมื่อเลือกซื้อกระทงที่ทำจากขนมปังขนาดกลางมาสองใบ

ทั้งสองเดินตามคนอื่นๆ ที่มาลอยกระทงไปจนถึงท่าน้ำ เชษฐ์ซึ่งพอจะมองเห็นว่าบริเวณไหนคนไม่ออกันมากนักรีบดึงภัทรไปทางมุมนั้น จากนั้นก็ใช้ไฟแช็กที่พกติดตัวมาจุดธูปเทียน ชายหนุ่มทั้งสองย่อตัวลงนั่งยองๆ เพื่ออธิษฐานก่อนจะลอยกระทงไปพร้อมกัน กระทงทั้งสองใบลอยเคียงคู่กันออกจากตลิ่งก่อนจะไหลตามกระแสน้ำไปรวมกับกระทงแบบสวยงามของคนอื่นๆ แสงเทียนวอบแวมที่รวมกลุ่มกันทำให้ท่าน้ำบริเวณวัดดูสว่างไสว

เนื่องจากกระแสของผู้คนที่หลั่งไหลมาลอยกระทงไม่ขาดสาย ทั้งสองจึงไม่ได้อยู่รอดูกระทงของตนนานนักเพราะจะได้เปิดทางให้คนอื่นได้มีที่ริมน้ำบ้าง หลังจากเดินฝ่าผู้คนจนออกมาถึงบริเวณที่ไม่ค่อยแออัด เชษฐ์ก็หันไปทักคนข้างกายอย่างแปลกใจ

"ไม่นึกว่าเธอจะซื้อกระทงขนมปัง ตอนแรกฉันนึกว่าเธอจะซื้อพวกกระทงใบตองหรือกาบพลับพลึงทำนองนั้นซะอีก"

ภัทรยิ้มพลางย่นจมูกนิดๆ "ตอนแรกผมก็เกือบซื้อกระทงแบบนั้นแหละครับ แต่ว่า...ไม่รู้สิ ผมกลับเห็นกระทงพวกนั้นแล้วนึกถึงสมัยเด็กๆ ที่เคยช่วยแม่กับพี่แพนเย็บกระทงกันเอง แล้วก็เลยรู้สึกว่าความรู้สึกตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน ตอนนี้ผมแค่อยากลอยกระทงกับคุณเชษฐ์ ดังนั้นลอยกระทงขนมปังที่เป็นอาหารปลาได้แล้วก็ย่อยสลายง่ายๆ ดีกว่า จะได้ไม่เป็นขยะให้แม่น้ำต่อไปด้วย ผมคิดแค่นี้แหละครับ"

"อืม...งั้นเมื่อกี้อธิษฐานว่าอะไรไปล่ะ?"

เชษฐ์ถามพลางช่วยเกลี่ยผมด้านหน้าของภัทรที่ลงมาปรกตาให้ ชายหนุ่มจึงยิ้มอย่างเขินๆ

"ความลับครับ"

ผู้สูงวัยกว่าเลิกคิ้ว แต่ภัทรเหลือบมองไปยังรถเข็นขายขนม อาหาร เครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งจอดเรียงขนาบทางเข้าวัดเป็นทางยาว จากนั้นก็ยื่นมือไปกระตุกมือของร่างสูงใหญ่ข้างตัว

"ผมยังไม่อยากกลับบ้านเลยครับคุณเชษฐ์ เดินเล่นกันก่อนได้มั้ยครับ?"

ภัทรถามเสียงอ้อน แต่ความจริงต่อให้เขาใช้น้ำเสียงปกติก็ไม่มีทางที่เชษฐ์จะปฏิเสธ นัยน์ตาของผู้สูงวัยกว่าที่จับจ้องคนตรงหน้าทอประกายเอ็นดู

"เอาสิ"

ทั้งสองเดินดูร้านรถเข็นต่างๆ รวมทั้งซุ้มที่เปิดให้เล่นเกมด้วยความสนใจ จนกระทั่งได้เวลาดึกพอสมควร เชษฐ์จึงชวนกลับเพราะวันรุ่งขึ้นพวกเขายังต้องไปทำงานอีก

"ขอบคุณนะครับคุณเชษฐ์ที่วันนี้พาออกมาลอยกระทง"

"แปลว่าคืนนี้ฉันจะได้รางวัลรึเปล่า?"

เชษฐ์เอ่ยถามยิ้มๆ ขณะขับรถกลับบ้านด้วยกัน ภัทรจึงหัวเราะก่อนจะดึงมือใหญ่ข้างหนึ่งขึ้นมาแตะริมฝีปาก นัยน์ตาเรียวรีมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมในใจ

"ถึงไม่พาออกมาลอยกระทง ผมก็เต็มใจให้รางวัลคุณเชษฐ์อยู่แล้วครับ"

"พอได้ยินอย่างนี้แล้วไม่อยากให้พรุ่งนี้เป็นวันจันทร์เลยนะ"

คนขับรถเอ่ยพลางกระชับมือของเขาแน่นเข้า ภัทรจึงยิ้มพลางเอนศีรษะลงพิงไหล่หนา ตั้งแต่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันมาเกือบครบปี ชายหนุ่มกล้าที่จะแสดงออกถึงความสนิทสนมของทั้งคู่มากขึ้นยามที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง เพราะเขารู้ดีว่าการทำให้อีกฝ่ายตระหนักถึงความรู้สึกที่เขามีให้เป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน

ส่วนคำอธิษฐานของเขาที่ว่า "ขอให้คุณเชษฐ์สุขภาพแข็งแรง และชีวิตคู่ของพวกเขาราบรื่น" ภัทรคิดว่าไม่จำเป็นต้องบอกออกไปก็ได้ ในเมื่อนั่นคือสิ่งที่ทั้งสองจะร่วมกันทำให้เป็นจริงอยู่แล้ว เพียงแต่ใต้แสงจันทร์เต็มดวงที่ส่องกระจ่างในเดือนสิบสองซึ่งมีเพียงปีละครั้ง เขาจึงอยากถือโอกาสขอพรเพื่อให้เป็นสิริมงคลสำหรับทั้งคู่เพิ่มขึ้นบ้าง...ก็เท่านั้นเอง



++---END---++



A/N: เป็นตอนพิเศษตอนแรกของคู่นี้ที่เขียนลงเว็บเลย (แต่ในรวมเล่มมีให้ 6 ตอน) น่าจะทำให้คนอ่านที่คิดถึงคู่นี้หายคิดถึงกันบ้างนะคะ ^^




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2556 21:45:25 น.
Counter : 1013 Pageviews.  

แค่สบตา ก็รู้ว่ารัก บทส่งท้าย

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทส่งท้าย


เมื่อแสงแดดเริ่มทวีความร้อนแรงจากดวงอาทิตย์ที่ลอยสูง เชษฐ์ก็ขับรถพาภัทรไปทานมื้อเช้าควบมื้อกลางวันที่ร้านอาหารริมหาดแห่งหนึ่ง เมื่ออิ่มแล้วจึงค่อยขับรถเข้าไปในตัวเมืองขณะที่ภัทรโทรหาญาติผู้ใหญ่ไปด้วย

"เหรอครับ ถ้างั้นบ่ายๆ ภัทรอาจไปรอที่บ้านก่อนก็แล้วกัน ...ยังมีกุญแจอยู่ครับ คืนนี้เจอกันครับน้าบรรณ"

ภัทรกดวางสายหลังเสร็จสิ้นการสนทนา จากนั้นก็หันไปหาคนที่กำลังขับรถ

"น้าผมบอกว่าคืนนี้อาจกลับค่ำเพราะต้องไปงานเลี้ยงเกษียนอายุของเพื่อนน่ะครับ แต่ถ้าพวกเราสะดวกก็ไปรอที่บ้านเลยก็ได้ เพราะว่าผมมีกุญแจบ้านอยู่แล้ว"

เชษฐ์พยักหน้ารับรู้ "ถ้าอย่างนั้นจะไปที่บ้านกันเลยไหมล่ะ หรือว่าเธอยากไปที่ไหนก่อน?"

ภัทรเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลบนแผงหน้าปัด เลขนาทีเพิ่งจะผ่านเลยเวลาเที่ยงตรงมาไม่นานนัก แม้จะเข้าไปที่บ้านตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรให้ทำนอกจากนั่งๆ นอนๆ แต่ที่เขาเป็นห่วงมากกว่าคือคนข้างตัวที่อาจจะเพลียเพราะขับรถมาหลายชั่วโมง

"คุณเชษฐ์เหนื่อยหรือเปล่าครับ? เมื่อเช้าก็ตื่นตั้งแต่ตีสาม ถ้าหากอยากนอนพักก่อนเราก็ตรงไปที่บ้านเลยก็ได้"

ชายหนุ่มยื่นแขนไปบีบต้นแขนแข็งแรงเบาๆ เชษฐ์จึงเหลือบตาลงมองบริเวณที่มือของภัทรวางทาบก่อนจะยิ้มให้

"ไม่เหนื่อยหรอก คงเพราะได้เปลี่ยนสถานที่ด้วยล่ะมั้ง ไหนๆ มาถึงนี่แล้วก็ไปเที่ยวกันไหม ฉันเคยมาจันทบุรีแค่ครั้งสองครั้ง ถ้าหากรีบเข้าบ้านกันตั้งแต่หัววันก็น่าเสียดาย"

ภัทรฟังแล้วก็ยิ้มรับ ใบหน้าสดใสของคนพูดบอกให้รู้ว่าไม่ได้เหน็ดเหนื่อยจริงๆ และเพียงแค่ได้เห็นคุณเชษฐ์กระปรี้กระเปร่าเช่นนี้เขาก็ดีใจแล้ว

"ตกลงครับ งั้นเดี๋ยวผมพาเที่ยวเอง"

ความคุ้นเคยกับบ้านเกิดทำให้ภัทรจำได้ว่าสถานที่สำคัญในจังหวัดมีที่ใดบ้าง เขาคอยแนะนำเส้นทางโดยพยายามเลือกจากสถานที่ที่ไกลบ้านก่อนแล้วค่อยตระเวณเที่ยวตามรายทาง เริ่มจากโบสถ์แคทอลิคซึ่งมีความสวยงามเป็นที่ขึ้นชื่อของจังหวัด แล้วไปเดินเล่นต่อในย่านชุมชนริมน้ำที่อยู่ไม่ห่างจากโบสถ์ จากนั้นก็แวะไหว้อัฐิของพ่อและแม่ของภัทรซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็กที่วัดซึ่งอยู่ใกล้บ้านเก่า ก่อนจะแวะน้ำตกที่อยู่ออกนอกตัวเมืองไปพอสมควรเป็นที่สุดท้าย เนื่องจากอยู่ในเส้นทางผ่านไปยังบ้านของน้าซึ่งเป็นที่หมายของการเดินทางในวันนี้

ทั้งสองใช้เวลาในยามบ่ายเที่ยวชมตัวเมืองกันอย่างไม่รีบร้อน วันธรรมดาในจังหวัดที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยพลุกพล่านช่วยให้พวกเขาสามารถใช้เวลาร่วมกันได้อย่างเป็นส่วนตัว หลายครั้งที่เชษฐ์เดินจูงมือภัทรขณะเดินไปตามสถานที่ต่างๆ ราวกับเป็นเรื่องที่ทั้งคู่ทำเป็นปกติ และถึงแม้จะยังเขินอายด้วยไม่คุ้นเคย แต่ในเมื่อคุณเชษฐ์ไม่สนใจ ภัทรก็ไม่เอ่ยปากทักท้วงว่าการแสดงความสนิทสนมของทั้งคู่อาจดึงดูดสายตาผู้คนได้

กว่าการตระเวนเที่ยวจะสิ้นสุดลง แสงจากดวงสุริยาสีส้มแดงที่แผดจ้ามาตั้งแต่เช้าก็ถูกขอบฟ้ากลืนกินไปเกือบจะครึ่งดวง ร้านค้าหลายแห่งเริ่มเก็บแผงและปิดไฟ ยิ่งเชษฐ์ขับรถออกนอกตัวเมืองมากเท่าไหร่ แสงสว่างตามข้างทางก็ยิ่งถูกจำกัดอยู่เพียงแสงจากไฟหน้ารถและเสาไฟข้างถนนเท่านั้น

เมื่อมาถึงที่หมายซึ่งก็คือบ้านของน้าจินและน้าบรรณ แสงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปเกือบหมดแล้ว ทั้งสองลงจากรถที่จอดไว้ด้านหน้าแล้วผลักประตูรั้วไม้เตี้ยๆ เข้าไปด้านใน โชคดีว่าโคมไฟบนรั้วบ้านถูกเปิดเอาไว้จึงทำให้ไม่วังเวงเกินไปนัก เชษฐ์เงยหน้าขึ้นมองบ้านไม้ทรงไทยสองชั้นที่ภัทรเคยอาศัยเป็นเวลาหลายปีแล้วก็เอ่ยชม

"บ้านหลังใหญ่ดีนะ เดี๋ยวนี้หาบ้านทรงไทยแท้ที่ไม่ใช่ของสร้างใหม่แบบนี้ไม่ค่อยได้แล้ว"

ภัทรยิ้มขณะเดินขึ้นบันไดไม้เพื่อนำไปยังห้องนอนบนชั้นสอง "มรดกจากคุณปู่คุณย่าของน้าบรรณน่ะครับ เคยมีคนมาขอซื้อต่อเหมือนกัน แต่น้าผมอยากเก็บไว้ก็เลยไม่ได้ขาย"

ถึงแม้ตัวบ้านจะเป็นไม้สักแท้และยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้ ทว่าชั้นสองก็มีการปรับปรุงห้องหับต่างๆ ตามกาลเวลา เมื่อขึ้นมาถึงทางเดินตรงกลางชานบ้าน ภัทรก็เปิดไฟแล้วชี้ไปที่มุมหนึ่งพลางอธิบาย

"ฟากนั้นจะเป็นห้องนอนของน้าจินกับน้าบรรณครับ ส่วนห้องผมกับพี่แพนอยู่ฝั่งนี้ แต่พี่แพนไม่ค่อยกลับบ้านตั้งแต่ไปเรียนมหา'ลัย ส่วนมากเลยเอาห้องนั้นไว้ให้แขกพักมากกว่า"

ภัทรเดินไปเปิดประตูห้องที่เคยเป็นของพี่สาวให้ดู การตกแต่งภายในเรียบง่ายแต่ก็สะอาด ไม่มีรูปถ่ายหรือเครื่องประดับตกแต่งใดเป็นพิเศษนอกเหนือไปจากผ้าม่านลูกไม้และกระถางดอกไม้ประดิษฐ์ บ่งบอกชัดว่าเป็นห้องที่ไม่ค่อยถูกใช้งานโดยแท้

"แล้วห้องของเธอล่ะ?"

หลังได้เห็นภายในแล้วเชษฐ์ก็เอ่ยถาม ภัทรจึงเดินไปผลักประตูห้องที่อยู่ตรงข้ามซึ่งมีขนาดเท่ากันออกและเปิดสวิทช์ไฟ ด้านในห้องนี้นับได้ว่าตกแต่งเรียบง่ายไม่แพ้กัน เพียงแต่มีเครื่องเรือนและของตกแต่งที่แสดงความมีชีวิตชีวาของผู้ที่เคยอาศัยมากกว่า บนโต๊ะหน้ากระจกด้านหนึ่งมีกรอบรูปและใบประกาศนียบัตรสมัยเรียนของภัทรวางเคียงกัน ถัดเข้าไปเป็นตู้เสื้อผ้าไม้ที่น่าจะผ่านการใช้งานมาหลายปี ฝั่งตรงข้ามเป็นโต๊ะญี่ปุ่นและฟูกนอนหนานุ่มที่วางอยู่บนเสื่อจันทบูรผืนใหญ่ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของเชษฐ์จนต้องเดินเข้าไปดูใกล้ๆ คือภาพวาดสีน้ำใส่กรอบที่แขวนเรียงกันอยู่บนผนัง

"เธอวาดสีน้ำเป็นด้วยเหรอ?"

เชษฐ์หันมาถามยิ้มๆ หลังจากเห็นว่าทุกภาพมีลายเซ็นของภัทรอยู่ที่มุมขวาล่างพร้อมวันที่กำกับ ภัทรจึงย่นจมูกพลางเดินเข้าไปใกล้และกวาดสายตามองภาพเหล่านั้น

"ไม่เชิงวาดเป็นหรอกครับ ความจริงผมไม่มีหัวทางศิลปะเลยด้วยซ้ำ แต่พอดีตอนกลับมาอยู่บ้านเมื่อสองปีก่อนไม่มีอะไรทำ ก็เลยลองซื้อตำราสอนวาดภาพสีน้ำมาลองวาดตามดู"

ชายหนุ่มยื่นปลายนิ้วออกแตะกรอบรูปที่มีภาพวาดฝีมือตนอยู่ด้านใน แผ่นกระจกที่ทับบนรูปใสสะอาด แม้แต่ขอบไม้ด้านบนก็ไร้รอยฝุ่นจับให้เห็น บ่งบอกให้รู้ว่าน้าจินคงเข้ามาทำความสะอาดห้องนี้ให้เป็นประจำ ถึงแม้ภาพเหล่านี้จะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นผลงานของมือสมัครเล่น ทว่าทุกฝีพู่กันก็เปรียบได้กับการบันทึกความทรงจำของช่วงเวลาที่ภัทรต้องทนทรมานจิตใจเพื่อข้ามผ่านความอ้างว้างจากการถูกคนรักเก่าทิ้ง

"มีที่วาดเอาไว้แค่สามรูปนี้เหรอ?"

คนข้างกายถามขึ้นราวกับอ่านความรู้สึกของภัทรได้ เจ้าของนัยน์ตาเรียวจึงเหลือบไปทางคนถามแล้วคลี่ยิ้มบาง

"มีอีกครับ ตอนนั้นผมวาดใส่สมุดไว้เป็นเล่มเลย แต่ที่เอามาใส่กรอบแค่สามภาพนี้เพราะภาพอื่นมันไม่ค่อยสวย คุณเชษฐ์อยากดูไหมล่ะครับ?"

ร่างสูงยิ้มตอบพลางพยักหน้า ภัทรจึงผายมือไปทางฟูกนอนเป็นเชิงบอกให้นั่งรอขณะที่เขาเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหาสมุดวาดเขียนเล่มใหญ่ที่เก็บไว้ เมื่อเจอแล้วก็หยิบออกมาแล้วเดินไปทรุดตัวนั่งลงข้างคนที่รออยู่

ทั้งสองนั่งเอนหลังเคียงกันโดยตั้งหมอนขึ้นพิงฝา จากนั้นภัทรก็เปิดสมุดวาดเขียนที่เก็บผลงานไว้ให้เชษฐ์ดูทีละภาพพร้อมกับอธิบาย

"นอกจากภาพสีน้ำผมก็ลองหัดวาดภาพลายเส้นด้วยเหมือนกัน ตอนเริ่มวาดแรกๆ ก็เบี้ยวๆ หน่อย แต่ผมเก็บไว้ดูจะได้รู้ว่าตัวเองมีพัฒนาการบ้างหรือเปล่า"

ภัทรเอ่ยเคล้าเสียงหัวเราะเมื่อเปิดไปถึงหน้าที่เป็นภาพร่างเส้นด้วยดินสอ ตอนนั้นเขาใช้ขวดน้ำกับโอ่งในบ้านเป็นแบบแล้ววาดตามวิธีในหนังสือ ทว่าผลงานที่ออกมากลับผิดรูปทรงจนเขาต้องฮึดวาดแก้มืออยู่หลายครั้งจนกระทั่งพอใจ

"ส่วนภาพนี้ผมลองให้น้าจินนั่งเป็นแบบ น้าจินเห็นแล้วก็บอกว่าผมคงไม่มีหัวด้านรับจ้างวาดภาพเหมือนแน่ๆ"

ชายหนุ่มอธิบายไปพลางรำลึกถึงที่มาของแต่ละภาพอย่างมีสีสัน เวลาที่ผ่านมาเนิ่นนาน ประกอบกับอดีตที่ถูกลบล้างจนไม่เหลือความทรงจำที่คาใจทำให้เขาไม่เจ็บปวดยามนึกถึงเรื่องราวในหนหลังอีก ตอนนี้ความคิดเดียวที่อยู่ในหัวก็คือความรู้สึกอยากแบ่งปันความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเคยทำให้คนข้างกายได้รับรู้

เจ้าของร่างสูงเพรียวหาได้รู้ตัวว่ายิ่งเปิดหน้าสมุดวาดเขียนไปหลายหน้า เขาก็ยิ่งเอนตัวเข้าหาคนข้างๆ มากขึ้นจนตัวแทบจะเกยกัน ใบหน้าชวนมองเอนลงพิงไหล่หนาราวเคยชินกับการนั่งในท่านี้มาตลอดขณะชี้ชวนให้ดูภาพที่ตนผสมสีพลาดจนออกมาเลอะเทอะ ยามที่เขาหัวเราะ แรงสั่นไหวจากไหล่จะส่งผ่านไปยังแผ่นอกที่นั่งพิงโดยไม่รู้ตัวเลยว่าทำให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกอย่างไร

เสียงของภัทรขาดหายเมื่อเริ่มตระหนักว่าไม่ได้ยินเสียงโต้ตอบจากคนข้างกายได้พักใหญ่ วูบแรกเขาคิดว่าเชษฐ์คงเพลียจากการไปโน่นมานี่ทั้งวันจนผล็อยหลับ ทว่าเมื่อเขาถอยตัวออกห่างเพื่อจะเงยหน้าขึ้นมอง ฝ่ามือแข็งแรงที่วางอยู่บนไหล่กลับโอบภัทรเข้าหาตัวมากขึ้น และแสงในห้องก็ราวกับจะมืดไปชั่วขณะเมื่อเชษฐ์ก้มลงบังสายตาเขาไว้และฉกชิงลมหายใจจากริมฝีปาก

ชายหนุ่มกะพริบตาปริบอย่างตั้งตัวไม่ถูกในอึดใจแรก แต่เมื่อปลายลิ้นอุ่นจัดแลบออกมากรีดไล้ริมฝีปาก ภัทรก็ถูกรสสัมผัสอันอ่อนหวานชักจูงให้เผยอกลีบปากจากกันแต่โดยดี ลมหายใจของเขากระชั้นถี่ขึ้นเมื่อคุณผู้จัดการเอาแต่ขบริมฝีปากและแตะแต้มปลายลิ้นลงมาอย่างยั่วเย้าโดยไม่รุกล้ำเข้าภายใน ความจั๊กจี้กระตุ้นเร้าภัทรจนเคลิบเคลิ้มมึนงง เรียวลิ้นอุ่นหวานจึงยื่นออกมาเกี่ยวกระหวัดตอบ ต้อนรับการท้าทายของอีกฝ่ายด้วยตัวเองในที่สุด

“...รูปที่เหลือไว้ค่อยดูทีหลังนะ”

ลมหายใจที่พวยจากปลายจมูกโด่งระลงเหนือริมฝีปากของภัทร จากนั้นปลายลิ้นของทั้งสองก็เคล้าเคลียกันอย่างไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง ภัทรปล่อยสมุดวาดเขียนออกจากมือเมื่อโดนดึงโดยไม่ยื้อไว้ ก่อนจะปรือตาขึ้นมองร่างสูงใหญ่ที่ยอมผละจากเขาเป็นเวลาสั้นๆ เพื่อถอดแว่นออกวางบนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ย ก่อนที่อ้อมแขนแข็งแรงจะรวบตัวเขาขึ้นไปนั่งบนตัก

เสียงครางแผ่วที่ชวนให้จินตนาการเตลิดหลุดจากลำคอของภัทรเมื่อฝ่ามือข้างที่ไม่ได้รั้งเอวของเขาได้เลื่อนเข้าไปฟอนเฟ้นแผ่นอกเรียบลื่น ไหล่ผอมกระตุกเมื่อยอดอกถูกขยี้ด้วยแรงที่ไม่หนักหรือเบาจากป้านนิ้วหนา ใบหน้าชวนพิศซับสีเลือดจนแดงก่ำเมื่อร่างสูงใหญ่ใช้มือเดียวปลดกระดุมเสื้อสามเม็ดบนของเขาออก จากนั้นก็แหวกคอเสื้อลงจนพ้นหัวไหล่ข้างหนึ่ง เผยให้เห็นแผงอกเปลือยด้านเดียวกับไหล่ข้างนั้นโดยมีตุ่มเนื้อสีชมพูดุจดอกกุหลาบตูมเป็นจุดรวมสายตา

"ฮะ...คุณเชษฐ์..."

ภัทรกำเสื้อเชิ้ตบนไหล่กว้างจนยับยู่และแหงนเงยใบหน้าไปด้านหลังเมื่อเจ้าของชื่อก้มลงใช้ริมฝีปากร้อนผ่าวลิ้มรสกุหลาบตูมดอกนั้น ปลายลิ้นที่เย้าหยอกราวกับอยากกระตุ้นให้ดอกตูมเผยสีสันมากขึ้นส่งคลื่นความรัญจวนให้แล่นปราดจนภัทรต้องจิกปลายเท้าลงบนฟูก นัยน์ตาที่ปกติแจ่มใสพร่ามัวด้วยความหวามซ่าน ชายหนุ่มหอบหายใจรุนแรงเหมือนสูดอ็อกซิเจนเข้าปอดไม่ทัน ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวอีกครั้งเมื่อยอดกุหลาบตูมถูกฟันขบอย่างแผ่วเบาก่อนที่ปลายลิ้นอุ่นจะเลียไล้จนชุ่มฉ่ำ

ทุกสัมผัสจากร่างสูงใหญ่ซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับรสกายของเขาส่งกระแสไฟอ่อนๆ ให้วิ่งไปทั่วร่าง ภัทรไม่อาจควบคุมร่างกายให้หยุดสั่นระริก เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถควบคุมความต้องการที่รวมตัวกัน ณ ส่วนอ่อนไหวของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

"น้าเธอจะกลับมากี่โมง?"

น้ำเสียงแหบทุ้มกระซิบถามโดยไม่หยุดมือที่เปลื้องเสื้อผ้าที่เหลือ ภัทรกะพริบตาถี่ขณะพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายเพื่อตอบคำถาม กระนั้นสองหูก็ราวกับได้ยินแต่เสียงหัวใจที่เต้นระทึกจนแทบไม่ได้ยินเสียงอันแผ่วหวิวของตัวเอง

"น้าบรรณบอกว่า...ค่ำๆ ...ครับ...แต่ไม่ได้บอกว่า...อ๊ะ...กี่...โมง..."

คำตอบของภัทรขาดห้วงเมื่อถูกดันร่างที่ไร้เสื้อผ้าปกปิดให้นอนลงบนฟูก ไหล่ผอมสั่นเมื่อถูกนัยน์ตาคมกริบสำรวจไปทั่วทุกส่วนด้วยสายตาชื่นชมเหมือนกำลังมองของสูงค่า เขาถูกนัยน์ตาคู่นั้นดึงดูดโดยสิ้นเชิงจนไม่อาจละสายตาไปทางอื่นแม้เมื่อเชษฐ์ยกมือขึ้นปลดกระดุมเสื้อของตัวเอง

"ถ้างั้นก็ขอให้งานเลี้ยงเลิกดึกหน่อยก็แล้วกันนะ"

น้ำเสียงกระเซ้านั้นมาพร้อมนัยน์ตาเป็นประกายระยับ ภัทรจึงพยายามข่มความอายขณะยื่นมือออกไปช่วยอีกฝ่ายปลดกระดุมกางเกงโดยไม่ต้องให้ขอ ท่าทางกระตือรือร้นของเขาเรียกรอยยิ้มบนมุมปากของผู้สูงวัยกว่าให้ยิ่งหยักลึกมากกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็จุดเพลิงปรารถนาอันร้อนเร่าให้คุโชนยิ่งขึ้นไปตามกัน

ภายนอกบ้านทรงไทยหลังใหญ่ดังระงมด้วยเสียงหรีดหริ่งเรไรอันเป็นสัญญาณว่าสนธยาได้แปรเปลี่ยนเป็นราตรี ทว่าเสียงนั้นดูเหมือนจะดังไปไม่ถึงหูคนทั้งสองในห้องนอนที่เปิดไฟสว่างแม้แต่น้อย

"ภัทร..."

เสียงเรียกชื่ออันอ่อนโยนมีฤทธิ์ไม่ต่างจากยากระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกาย ภัทรยกสะโพกขึ้นเมื่อมือแกร่งแยกเรียวขาของเขาให้วางคร่อมบนตัก ท่วงท่าอันแสนน่าอายนั้นเปิดสิ้นทุกส่วนสัดให้อีกฝ่ายได้เชยชมภายใต้แสงสว่างสีขาว แต่เขาก็พยายามเตือนตัวเองให้หยุดอายและปล่อยให้อีกฝ่ายได้จับจ้องโดยไม่ทัดทาน

เพราะถึงอย่างไรเสีย ก็คงไม่มีใครอื่นที่ภัทรจะกล้าทอดกายให้เชยชมอย่างสนิทสนมเช่นนี้อีกแล้ว

อุณหภูมิผ่าวร้อนจากร่างที่ทาบทับราวกับตีตราความเป็นเจ้าของบนผิวกายเปลือยเปล่า ร่างผอมเพรียวบิดเร่าอีกครั้งเมื่อเชษฐ์ก้มลงใช้ริมฝีปากปรนเปรอดอกตูมบนแผ่นอกอีกข้างเช่นเดียวกับที่ทำไปก่อนหน้านี้

"คุณเชษฐ์ครับ...อื้อ..."

น้ำเสียงของภัทรแผ่วโหย ปลายลิ้นอุ่นชื้นที่ไล้เลียและดูดดุนผิวกาย รวมไปถึงฝ่ามือแกร่งที่โลมเล้าอย่างช่ำชองคือหลักฐานว่าอีกฝ่ายได้เจนจบจนหมดสิ้นว่าควรปลุกเร้าด้วยท่วงทำนองแบบใดจึงจะรีดเค้นความหฤหรรษ์ให้เขาได้อย่างถึงที่สุด ปลายนิ้วชุ่มชื้นที่สอดแทรกเข้ามาในช่องทางร้อนรุ่มขณะที่ภัทรมัวเมาจากการถูกโลมไล้แก่นกายได้จุดชนวนเสน่หาให้ขมวดแน่นดุจเงื่อนที่ขันจนตึง ก่อนที่ความเสียวซ่านซึ่งรุมเร้าเกินกว่าที่เขาจะรับไหวจะแตกระเบิดประดุจพลุไฟ

เชษฐ์คำรามในคอกับภาพอันแสนยั่วยวนตรงหน้า แม้กระทั่งเมื่อภัทรปลดปล่อยในมือของเขาแล้วก็ยังไม่ยอมถอนนิ้วออกจากช่องทางเล็กที่บีบรัด นัยน์ตาคมเข้มจับจ้องริมฝีปากบางที่เผยอหอบขณะภัทรเกลือกหน้าไปมาบนหมอนจากความสุขสมที่ได้กลั่นตัวออกมาจนหมดสิ้น เขาพยายามยับยั้งกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างไม่ให้ก้มลงจูบกลีบปากแดงอันเชิญชวนเพื่อจะได้รื่นรมย์กับเสียงหวานหูและความเปล่งปลั่งของผิวกายเรื่อสีเลือดฝาดได้กระจ่างตา แม้จะตระหนักดีว่ากำลังจะทนควบคุมความต้องการที่จะเข้าครอบครองร่างตรงหน้าอย่างถือสิทธิ์ขาดไม่ไหว

เขาอาจไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่ได้เห็นภัทรยามถูกความสุขสมครอบงำจนไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่เชษฐ์ก็รู้นับตั้งแต่ได้มองสบนัยน์ตาเรียวคู่นี้ครั้งแรก ว่าเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเป็นผู้ชายคนเดียวและคนสุดท้ายในสายตาของภัทรตลอดไป

ร่างเพรียวส่งเสียงครางคล้ายเสียงสะอื้นเมื่อปลายนิ้วแกร่งที่สอดแทรกในร่างได้เพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสอง สะโพกสอบส่ายไหวเมื่อรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามสร้างความคุ้นเคยให้กับช่องทางนุ่มที่จะต้องรองรับความก้าวร้าวดุดันที่เคยได้สัมผัสด้วยมือและริมฝีปากมาก่อน มือใหญ่อีกข้างลูบต้นขาตึงแน่นขึ้นลงด้วยกิริยาเหมือนพรานป่าที่พยายามจะปลอบโยนเนื้อทราย ขณะเดียวกันร่างสูงก็โน้มตัวลงใช้ริมฝีปากจูบซับเสียงครางราวกำลังลิ้มลองอาหารเลิศรส

ภัทรสั่นสะท้านไปทั้งร่างเมื่อใบหน้าคมคายถอนริมฝีปากออกไป นัยน์ตาวาววับราวนักล่าของเชษฐ์อยู่ห่างจากเขาเพียงคืบ ทว่าความแกร่งกำยำที่ส่งผ่านอุณหภูมิอันร้อนผ่าวมายังปากทางเข้าอันเล็กแคบก็ทำให้ภัทรแทบลืมหายใจ

"ภัทร ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลั้นหายใจ"

ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งยกขึ้นลูบผมของเขาให้พ้นหน้าผาก เมื่อถูกสัมผัสโดยฝ่ามือชื้นเหงื่อ ภัทรจึงได้ตระหนักว่าตอนนี้ร่างของทั้งสองต่างก็ถูกหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นฉาบจนลื่น เขาพยายามบังคับร่างกายให้ผ่อนคลายจากอาการเกร็งเพราะความตื่นเต้นตามที่ถูกแนะนำ กระนั้นเมื่อรับรู้ได้ถึงความดุดันที่เริ่มชำแรกเข้ามา หัวใจของเขาก็เต้นรัวจนอึดอัดไปทั้งหน้าอก

ความแนบแน่นนี้หาใช่เพียงความฝันในค่ำคืนที่เฝ้ารออีกฝ่ายอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว

"อืม...."

เชษฐ์คำรามเสียงต่ำเหมือนราชสีห์ที่กำลังอดกลั้นต่อความบาดเจ็บ แต่ภัทรรู้ดีว่านั่นหาใช่ความเจ็บปวดจากบาดแผล หาไม่แล้วอีกฝ่ายคงไม่พยายามดึงดันที่จะรั้งสะโพกเขาเข้าหาตัว แต่แม้จะตระหนักว่าเสียงคำรามนั้นมาจากสาเหตุใด เขาก็ไม่สามารถห้ามร่างกายไม่ให้บีบรัดความดุดันที่ต่างขนาดเหลือเกินกับช่องทางอันอ่อนนุ่มของตนเองได้

"คุณเชษฐ์....คุณเชษฐ์....คุณเชษฐ์"

ภัทรได้แต่ส่งเสียงพร่าเรียกหาคนเบื้องบน ความรู้สึกอิ่มเต็มจากการถูกครอบครองทำให้สติสัมปชัญญะของเขาเลอะเลือน ที่ใดที่หนึ่งในร่างราวกำลังกรีดร้องด้วยความปรีดิ์เปรม ขณะเดียวกันความทรมานจากการต้องรองรับความแข็งแกร่งซึ่งแม้จะเป็นของคนที่เขารัก แต่ก็ยังสร้างความรวดร้าวจนทำให้ไม่อาจเชื่อมโยงความรู้สึกทางกายกับความยินดีในใจได้อย่างทันทีทันใด

ร่างสูงใหญ่รับรู้ถึงความไม่สบายตัวของคนในอ้อมแขนจากแรงบีบรัดที่เหมือนจะทั้งผลักไสและดูดกลืนเขาไปพร้อมกัน นัยน์ตาสีนิลปิดลงอย่างพยายามจะควบคุมตนเอง ก่อนที่จะเปิดอีกครั้งเพื่อสบตากับคนที่กำลังมองเขาด้วยนัยน์ตาเชื่อมปรอย เรียวคิ้วของภัทรขมวดมุ่นและมีหยาดเหงื่อเกาะพราวเต็มหน้าผาก ทว่าประกายในแววตาก็บ่งบอกให้รู้ว่าไม่ต้องการให้สิ่งที่กำลังดำเนินต้องหยุดลงเพียงตรงนี้

ริมฝีปากของทั้งสองบดขยี้กันราวกับมีแรงดึงดูด เชษฐ์ใช้มือใหญ่ฟอนเฟ้นสะโพกตึงแน่นเพื่อปลอบประโลมภัทรให้ผ่อนคลายขณะที่เขาพยายามเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นทีละน้อย การให้ความใส่ใจอย่างค่อยเป็นค่อยไปทำให้ภัทรเต็มตื้นในอก เขาจึงเลื่อนมือทั้งสองข้างที่กำทึ้งผ้าปูที่นอนแล้วยกขึ้นโอบรอบลำคอแข็งแรง ขณะเดียวกันก็พยายามยกสะโพกให้สูงขึ้นเพื่อบอกเป็นนัยว่ายินดีให้เชษฐ์เพิ่มความลึกล้ำให้แก่การแนบชิดของทั้งคู่

หลายอึดใจผ่านไปกว่าภัทรจะรู้สึกได้ว่าร่างเบื้องบนหยุดเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันหน้าท้องแกร่งที่แนบทับลงมาบนส่วนไวสัมผัสก็สื่อให้รู้โดยไม่ต้องเอ่ยว่าตนได้รับส่วนหนึ่งของอีกฝ่ายเข้ามาโดยสมบูรณ์แล้ว ขอบตาของเขาฉ่ำชื้นด้วยคลื่นอารมณ์อันยากจะบรรยายจากสัมผัสอันแสนแนบแน่นนั้น ผู้สูงวัยกว่าระบายลมหายใจหนักหน่วงก่อนจะแกะมือข้างหนึ่งที่โอบรอบคอแล้วดึงมาจูบอย่างแสนรัก

"เธอเป็นของฉันแล้วนะ"

น้ำเสียงทุ้มพร่านั้นอ่อนโยนทว่าก็เอาแต่ใจ หางเสียงที่บ่งบอกว่าจะไม่รับฟังคำโต้แย้งทำให้ภัทรหัวเราะ หยดน้ำใสกลิ้งลงจากหางตาด้วยความยินดีจากหัวใจที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าจะไม่เปิดรับใครเข้ามาอีกแล้ว

"ผมเป็นของคุณเชษฐ์มาตั้งนานแล้วครับ"

ริมฝีปากของร่างสูงหยักยิ้มกับคำตอบเอาใจที่หวานยิ่งกว่าน้ำตาลอ้อย เชษฐ์ค่อยๆ ใช้แขนโอบช้อนเอวของภัทรให้ลุกขึ้นนั่งบนตัก การเคลื่อนไหวนั้นทำให้ช่องทางอ่อนไหวยิ่งโอบกระชับความร้อนรุ่มที่เสียดสีอยู่ในกายมากกว่าเดิม และทำให้แก่นกลางร่างกายของภัทรเบียดแน่นกับหน้าท้องแกร่งยามอีกฝ่ายกอดรัดเขาไว้แนบอก

"อ๊ะ..."

ภัทรหลุดเสียงครางหวิวหวานออกมาอีกครั้งเมื่อถูกริมฝีปากอุ่นพรมจูบทั่วซอกคอ ฝ่ามือแข็งแกร่งที่บีบเคล้นบนสะโพกสื่อให้รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการให้ทำอะไร ภัทรรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นบนผิวหน้าและตามร่างกายที่ถูกสัมผัส ทว่าก็เพียงแต่เลื่อนมือลงเกาะกุมไหล่หนาเอาไว้ขณะเหนี่ยวรั้งร่างให้ขยับโยกตามที่อีกฝ่ายปรารถนาแต่โดยดี

พัดลมบนเพดานยังคงทำงานเป็นปกติ ลมกลางคืนยังคงโชยเข้ามาในห้องผ่านหน้าต่างจนชายผ้าม่านลูกไม้เนื้อบางปลิวไหว ทว่ากลับไม่ช่วยลดความรุมร้อนของผิวกายที่ถ่ายทอดความเสน่หาให้กันและกัน ความคุ้นชินในร่างของอีกฝ่ายที่เพิ่มขึ้นทำให้การแสดงความรักเริ่มร้อนแรงดุจพายุที่บ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ และภัทรก็รู้ตัวว่ากำลังจะทนรับความหฤหรรษ์ที่กำลังกำซาบไปตามเส้นประสาททุกเส้นในกายได้อีกไม่นานเมื่อเชษฐ์เลื่อนมือลงรูดรั้งส่วนที่กำลังตื่นตัวของเขาอย่างเร่งเร้า

นัยน์ตาเรียวปิดแน่นขณะทั่วร่างสั่นสะท้านเพราะความสุขสมดุจเกลียวคลื่นที่แตกฟองยามโถมเข้าซัดฝั่ง ชายหนุ่มเกี่ยวกระหวัดแขนรอบลำคอแกร่งเป็นหลักยึดโดยไม่หยุดร่างกายที่เคลื่อนไหว ช่องทางที่บีบรัดอย่างรุนแรงทว่ายังคงบดเบียดความแข็งแกร่งในกายทำให้เชษฐ์คำรามเสียงต่ำขณะกดร่างของภัทรให้นอนลงบนฟูก จากนั้นก็ทาบตัวตามลงเติมฟืนให้เพลิงสวาทที่กำลังลุกโหมด้วยการโจนจ้วงสู่ร่างผอมเพรียวที่ยังคงกรีดร้องชื่อเขาไม่ขาดเสียง

สัมผัสอุ่นวาบที่หลั่งมาจากร่างที่เกร็งกระตุกโดยไม่หยุดเคลื่อนกายเข้าออกทำให้ภัทรส่งเสียงหอบครวญอย่างลืมสิ้นซึ่งการยับยั้งใจกาย ร่างผอมเพรียวยกขาขึ้นเกาะเกี่ยวเอวสอบขณะที่แขนทั้งสองข้างโน้มคอของร่างเบื้องบนลงจูบ ความรู้สึกในเวลานี้ช่างเหมือนกับครั้งแรกที่เขากระจ่างในใจว่าตนยินดีที่จะมอบทุกอย่างให้อีกฝ่ายจนหมดสิ้น แต่สิ่งที่แตกต่างคือคุณเชษฐ์ของเขาอยู่ตรงนี้ในตอนนี้เพื่อตอบรับทุกสิ่งที่ภัทรมอบให้ด้วยตัวเองจริงๆ

"...ฉันรักเธอ"

เสียงกระซิบแผ่วเบาข้างหูจากคนที่ทิ้งกายลงซุกซบบนตัวเขาทำให้ภัทรน้ำตารื้น ชายหนุ่มยกมือที่อ่อนแรงขึ้นลูบไล้แผ่นหลังแกร่งซึ่งลื่นไปด้วยเหงื่อ เรียวขาทั้งสองข้างกระชับเอวอีกฝ่ายแนบแน่นแทนคำบอกว่ายังไม่อยากให้ช่วงเวลานี้จบลงขณะหันไปแนบริมฝีปากบนปลายคาง

"ผมก็รักคุณเชษฐ์ครับ"

เสียงหอบหายใจแรงดังแข่งกับเสียงพัดลมเพดานในห้องที่เงียบสนิท ภัทรหลับตาและดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่ร่างกายแนบชิดโดยมีร่างสูงใหญ่ไล้ริมฝีปากไปตามผิวแก้มชื้นเหงื่อให้ การได้สัมผัสร่างกายเปลือยเปล่าของกันและกันขณะรอให้คลื่นอารมณ์อันปั่นป่วนสงบลงช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่น่าใฝ่ฝัน แต่แล้วความรื่นรมย์ก็มีอันหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือ

นัยน์ตาสองคู่กะพริบขณะสบตากันและกัน เชษฐ์ยันตัวขึ้นบนศอกพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ภัทรจึงยิ้มให้พลางยกมือขึ้นลูบหัวไหล่แข็งแรง

"น้าผมคงจะโทรมาน่ะครับ"

ภัทรเอ่ยพลางค่อยๆ คลายเรียวขาที่เหนี่ยวรั้งสะโพกแกร่ง และแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ตั้งใจยั่วยวน ทว่ารอยยิ้มและฝ่ามือที่อ้อยอิ่งอยู่บนไหล่ก็ทำให้เชษฐ์แทบอยากจะครอบครองร่างตรงหน้าเสียอีกครั้งในนาทีนี้

"...ช่วยไม่ได้นะ"

ร่างสูงเอ่ยอย่างจำใจขณะยันแขนขึ้นและค่อยๆ ถอยตัวออกอย่างเชื่องช้า ภัทรส่งเสียงครางหวิวขณะรับรู้ถึงความแข็งแกร่งซึ่งกำลังอ่อนตัวและผละจากช่องทางอ่อนไหว ร่างเพรียวนอนนิ่งอย่างอ่อนแรงเมื่อน้ำหนักที่กดทับลุกไปจากร่างเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือมาส่งให้ เมื่อเห็นว่าชื่อที่ขึ้นบนหน้าจอเป็นของน้าสาวจริงๆ เขาจึงรีบกดรับ

"ครับ น้าจิน"

"ตอนนี้น้าจินกับน้าบรรณกำลังออกจากงานเลี้ยงนะจ๊ะ อีกสักครึ่งชั่วโมงคงถึงบ้าน ภัทรกับคุณเชษฐ์หิวกันหรือเปล่าลูก? น้าจะได้แวะซื้อกับข้าวเข้าไปให้เพราะที่บ้านไม่มีอะไรเลย"

ภัทรเหลือบมองร่างสูงใหญ่ที่นอนตะแคงเท้าศอกอยู่ข้างๆ พลางเสยผมออกจากหน้าผากให้เขาไปด้วย ริมฝีปากบางยกยิ้มก่อนจะตอบน้าสาว

"แล้วแต่น้าจินเลยครับ พวกผมยังไงก็ได้ แล้วเจอกันครับ"

ชายหนุ่มวางสายก่อนจะพยายามดันตัวขึ้นนั่ง คนที่นอนอยู่ข้างๆ จึงลุกตาม

"น้าของเธอว่าไงบ้าง?"

"น้าจินบอกว่ากำลังออกจากงานเลี้ยงแล้วครับ อีกสักครึ่งชั่วโมงคงมาถึง ระหว่างนี้เรารีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนดีกว่า"

ภัทรตอบพลางพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่แข้งขากลับอ่อนแรงเสียจนคนตัวใหญ่กว่าต้องช่วยประคอง ใบหน้าคมคายยิ้มเมื่อเห็นผิวหน้าเนียนเริ่มซับสีแดงเรื่อ

"ลุกไม่ไหวก็นอนพักต่ออีกหน่อยก็ได้ ยังพอมีเวลาไม่ใช่เหรอ?"

แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเย้าเพราะห่วงใย แต่ภัทรก็อดย่นจมูกไม่ได้ ผิวแก้มที่เรื่อสีเลือดฝาดอยู่แล้วดูจะยิ่งแดงมากขึ้นเมื่อเขาก้มหน้าตอบเสียงอุบอิบ

"ผมไม่อยากนอนแล้วล่ะครับ ไปอาบน้ำเลยดีกว่า"

ภัทรไม่ยอมขยายความว่าที่ไม่นอนพักต่อเพราะไม่อยากให้ฟูกเลอะเทอะมากไปกว่านี้ แต่หารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายเห็นหยาดรักที่ตกต้องลงบนผ้าปูที่นอนจากช่องทางอ่อนนุ่มตั้งแต่ตอนที่ลุกไปหยิบโทรศัพท์มาให้ แล้วก็รู้อีกด้วยว่าถ้าหากบอกไปภัทรคงจะเขิน จึงไม่ได้เซ้าซี้และเพียงแต่ก้มลงช้อนคนตัวเล็กกว่าขึ้นอุ้ม

"คุณเชษฐ์! ผมเดินเองได้นะครับ! ห้องน้ำอยู่ข้างๆ นี่เอง"

ภัทรรีบบอกเมื่อถูกพาเดินออกจากห้อง แค่นี้เขาก็รู้สึกผิดมากพอแล้วที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้คนที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลทำตามที่ต้องการทั้งที่ควรจะพักผ่อน แล้วยังจะให้เขารบกวนต่ออีกได้อย่างไร

"ไม่เป็นไรน่า ถ้าไม่ไหวฉันก็ไม่ทำหรอก อีกอย่างแค่บริการเจ้าของวันเกิดน่ะแค่นี้ยังน้อยไป"

ประโยคสุดท้ายทำให้คำพูดทัดทานของภัทรติดค้างอยู่ในลำคอ ริมฝีปากบางเผยออย่างประหลาดใจแม้เมื่อเชษฐ์อุ้มเขาออกมาพ้นขอบประตูห้องและยืนอยู่บนชานบ้านแล้ว แสงจันทร์นวลที่ส่องลงมาบนใบหน้างุงงของภัทรทำให้เชษฐ์หัวเราะก่อนจะก้มลงฉวยจุมพิตบนกลีบปากสีสดอย่างมันเขี้ยว

"เป็นอะไร ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ?"

"คุณเชษฐ์...จำวันเกิดของผมได้..."


"...ดังนั้น...ขอร้องล่ะ ตื่นขึ้นมาก่อนจะถึงวันเกิดผมเถอะนะครับ..."


ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในห้องพักผู้ป่วยเมื่อสัปดาห์ก่อนหวนกลับมาอีกครั้ง เขาค่อนข้างมั่นใจทีเดียวว่าตอนนั้นคนที่นอนอยู่บนเตียงไม่รู้สึกตัว เพราะไม่ว่าเขาจะชวนคุยหรือบีบมือสักเท่าไหร่ก็ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง เชษฐ์มองแววตาที่สะท้อนถึงความแปลกใจของภัทร แล้วนัยน์ตาเฉียบคมก็ทอประกายอ่อนโยนลง

“ตกลงตอนนั้นเธอพูดจริงๆ สินะ หลังจากฟื้นแล้วฉันจำได้ว่าระหว่างที่ยังหลับจะได้ยินเสียงใครบางคนดังอยู่ข้างหูตลอดเวลา แต่ไม่รู้ว่าฝันไปหรือเปล่าก็เลยไม่เคยพูดถึง แต่เรื่องวันเกิดของเธอน่ะฉันจำได้อยู่แล้ว”

คำตอบนั้นช่วยย้ำความมั่นใจให้กับภัทร เท่ากับว่าเสียงของเขาสื่อไปถึงอีกฝ่ายช่วงที่ยังไม่ได้สติจริงๆ ความประหลาดใจในวูบแรกค่อยแปรเปลี่ยนเป็นความตื้นตัน ช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาลนั้นจิตใจของเขาตกต่ำถึงขีดสุดเพราะต้องคอยเฝ้ามองคนที่รักซึ่งไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัว และภัทรเพียงแต่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อหล่อเลี้ยงความหวังว่าคุณเชษฐ์จะต้องปลอดภัยเอาไว้ ทว่าหลังเจ้าตัวหายดีแล้วก็มีเรื่องราวสารพัดมาให้ขบคิดไม่หยุดหย่อน เขาจึงลืมคำพูดที่ตนพลั้งปากออกไปในคืนนั้น รวมทั้งเรื่องที่วันนี้คือวันเกิดของตัวเองเสียสนิท

ในอกของภัทรหดเกร็งจากความตื้นตันที่ไหลบ่าจนล้นท่วมไปทั้งใจ และความรู้สึกนั้นก็สะท้อนออกมาในหน่วยตาที่เริ่มชื้นไปด้วยไอน้ำอุ่นซึ่งเอ่อคลอ ร่างสูงมองคนในอ้อมแขนที่เอาแต่มองเขาราวกับไม่รู้จะสรรหาคำพูดสำหรับโอกาสนี้อย่างไรแล้วก็ยิ้ม

"เอาไว้พรุ่งนี้กลับถึงกรุงเทพฯ แล้วเราค่อยไปหาร้านฉลองแบบเป็นเรื่องเป็นราวอีกทีก็แล้วกัน สุขสันต์วันเกิดนะ ภัทร"

คนพูดจบประโยคด้วยการแนบประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของเขา และภัทรก็พบว่าต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะกลั้นหยาดน้ำที่ปริ่มขอบตาไม่ให้หลั่งล้นลงมาบนแก้ม เขาทำได้เพียงพยักหน้าแล้วยกมือขึ้นกอดลำคอแข็งแรงไว้ แม้แสงโดยรอบจะค่อนข้างสลัวเนื่องจากชานบ้านตรงนี้ไม่ได้เปิดไฟ แต่เขาก็เห็นได้ว่านัยน์ตาที่ทอดมองตรงมานั้นช่างอ่อนโยนจนไม่น่าเชื่อว่ามีไว้เพื่อมอบให้เขาเพียงคนเดียว

การได้เจอคุณ ได้รักคุณ และได้รับความรักโดยไม่มีเงื่อนไขจากคุณคือของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตของผม

"ขอบคุณครับ คุณเชษฐ์"

ภายใต้แสงจันทร์นวลกระจ่างในคืนข้างขึ้น ดอกโมกริมรั้วถูกสายลมหอบกลิ่นหอมรื่นให้โชยเข้าไปในบ้านริมทุ่งและโอบล้อมร่างของชายหนุ่มทั้งสองไว้ แววตาสองคู่สบประสานกันราวกับไม่อาจรับรู้ถึงสิ่งอื่นรอบตัว และแม้ไม่ต้องให้ดวงดาวบนฟากฟ้าชี้ทำนายอนาคตอันยาวไกล พวกเขาก็รู้ว่าความในใจที่มีให้แก่กันจะไม่มีวันเปลี่ยนผันเป็นอื่น ต่อให้กาลเวลาจะไหลผ่านไปอีกนานเพียงใดก็ตาม

บทพิสูจน์ความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ของทั้งคู่ผ่านไปแล้ว และบทเรียนที่ได้รับก็คือความมั่นใจในกันและกันที่จะไม่มีวันสั่นคลอน แม้นว่าอาจจะมีบทพิสูจน์อื่นที่ไม่ได้คาดคิดรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า

ตราบใดที่ใจสองดวงเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นด้วยความรักและเชื่อใจ อนาคตก็เป็นเพียงก้าวหนึ่งที่พวกเขาจะจูงมือข้ามผ่านไปด้วยกัน เฉกเช่นทุกครั้งที่เคยทำร่วมกันมา

อย่างน้อยที่สุด...นั่นก็คือคำสัญญาที่สะท้อนอยู่ในแววตาซึ่งเปี่ยมด้วยความรักแล้ว... 



++---End---++



A/N พอพิมพ์คำว่า End อีกครั้งก็รู้สึกทะแม่งๆ เหมือนกันนะคะ เหมือนจริงๆ แล้วตอนนี้น่าจะเป็นตอนจบบริบูรณ์มากกว่าตอนที่แล้วยังไงบอกไม่ถูก ซึ่งตอนที่แล้วก็นับว่าจบไปแล้วล่ะ อันนี้เหมือนเพิ่มมาให้คนอ่านวางใจว่าที่คุณเชษฐ์แกทนๆ มาตลอดเนี่ย ในที่สุดคุณเขาก็ได้รางวัลคุ้มค่ากับที่อดทนแล้วละ สารภาพว่าเป็นตอนที่เขียนแล้วฝืดม้ากมากเพราะไม่ได้เขียนแบบนี้มานาน ทั้งอ่านแล้วอ่านอีก แก้แล้วแก้อีก ทวนแล้วทวนเล่าจนเข้าขั้นโรคจิตอ่อนๆ (เว่อร์) ก็ได้แต่หวังว่าจะคุ้มค่าสมการรอคอยของแฟนๆ นักอ่านทุกคนนะคะ และแน่นอนว่าตามธรรมเนียมที่เมื่อเขียนเรื่องใดจบเราก็จะรวมเล่ม สำหรับเรื่องนี้ก็มีโครงการจะทำแน่นอนเพราะว่าภาพปกเสร็จแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้จะไม่เปิดจองทันทีเหมือนเรื่องก่อนๆ เพราะอยากเขียนตอนพิเศษให้ครบก่อน แต่ก็จะคอยอัพเดทความคืบหน้าให้เป็นระยะ คาดว่าปลายเมษาหรือต้นพฤษภาน่าจะเห็นรูปร่างของหนังสือมากพอที่จะประกาศจองได้ ระหว่างนั้นก็จะพยายามเขียนอะไรมาให้อ่านเพื่อไม่ให้แฟนๆ ที่รอซื้อเซ็งกันไปเสียก่อน และอย่าลืมนะคะว่าตอนนี้ที่เพจของเราเปิดให้เล่นเกมส่งคำโปรยมาชิงนิยายฟรีเมื่อพิมพ์เสร็จอยู่ ยังคงรอผู้ร่วมสนุกอยู่เสมอถึง 19 เมษาเลย สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาไม่ว่าจะตั้งแต่แรกหรือไม่ ทุกกำลังใจคือแรงผลักดันให้เราทุ่มเทเต็มที่สำหรับคุณเชษฐ์และน้องภัทรที่ทุกคนรักค่ะ ^___^

ขอบคุณทุกคอมเม้นต์ที่จะมีให้ล่วงหน้านะค้า รักคนอ่านทุกคนเลยค่ะ จุ๊บๆ








 

Create Date : 04 เมษายน 2556    
Last Update : 5 เมษายน 2556 9:45:12 น.
Counter : 1487 Pageviews.  

แค่สบตา ก็รู้ว่ารัก 24

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


ตอนที่ 24.


เนื่องจากเมื่อคืนภัทรนอนไปเพียงชั่วโมงเดียว เมื่อรวมกับความอ่อนเพลียที่สะสมมาตั้งแต่เฝ้าดูแลคนเจ็บที่โรงพยาบาล เขาจึงหลับสนิทโดยไม่รู้สึกตัวตื่นเลยตลอดเวลาที่เชษฐ์ขับรถ แม้กระทั่งตอนที่รับรู้ว่ารถเลี้ยวเข้าจอดที่ใดสักแห่งและได้ยินเสียงทุ้มลอยมาเข้าหูแว่วๆ ว่า “เต็มถัง” เขาก็ยังสะลึมสะลือจนลืมตาไม่ขึ้น และผล็อยหลับต่อในไม่ช้าเมื่อรถเคลื่อนตัวในไม่กี่นาทีให้หลัง

ภัทรรู้สึกตัวตื่นอีกครั้งก็เมื่อรับรู้ว่ารถจอดนิ่งกับที่โดยไม่ติดเครื่อง นัยน์ตาเรียวปรือขึ้นอย่างเชื่องช้าเพื่อปรับม่านตาเข้ากับแสงสว่างยามเช้า อากาศภายในรถไม่ได้เย็นจัดเพราะเครื่องปรับอากาศอีกต่อไป แต่เป็นความเย็นจากลมธรรมชาติที่พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างซึ่งช่วยให้ไม่รู้สึกร้อนหรืออึดอัด

“...เอ๊ะ?”

ภัทรเหลียวไปมองที่นั่งข้างตัวขณะค่อยๆ เลิกผ้าห่มออกด้วยความรู้สึกผิดปกติ พลันความง่วงงุนก็ปลิวหายเมื่อพบว่าตนอยู่ในรถเพียงลำพัง

ซ่า.......

เสียงแผ่วๆ ที่ลอยมาเข้าหูนั้นจะว่าคุ้นเคยก็ไม่ใช่ จะว่าแปลกหูก็ไม่เชิงเสียทีเดียว เมื่อลองหันกลับไปมองนอกหน้าต่างฝั่งตัวเอง ภัทรก็ต้องยกมือขึ้นป้องแสงสะท้อนของเปลวแดดที่วิบไหวอยู่บนผืนทะเลซึ่งกำลังซัดเข้าหาหาดทรายตรงหน้า

“คุณเชษฐ์?”

ภัทรกะพริบตาอย่างงุนงง กลิ่นทะเลเจือจางที่ลอยมาตามลมทำให้รู้ว่าเขาอยู่ริมหาดที่ใดสักแห่ง ความแปลกใจกับสถานที่ทำให้ไม่สามารถรวบรวมความคิดอันสับสนได้ในทันที แต่เมื่อกวาดสายตาไปเห็นร่างสูงใหญ่ซึ่งกำลังยืนรับลมอยู่หน้าหาดอันปราศจากผู้คน เขาก็รีบลงจากรถแล้วเดินผ่านแนวต้นสนสูงที่เรียงรายเลียบถนนลงไปหา

แสงอาทิตย์สีทองอาบไล้ร่างที่กำลังยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงพลางทอดสายตามองไปยังเส้นขอบฟ้า ชายเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวที่ไม่ได้ยัดเข้าในกางเกงยีนส์ปลิวตามลมน้อยๆ ยามที่เชษฐ์หันมาเพราะได้ยินเสียงฝีเท้า

“ตื่นแล้วเหรอ? พอดีฉันเห็นเธอกำลังหลับสบายเลยไม่อยากปลุก นอนอิ่มหรือยัง?”

เชษฐ์ยิ้มเมื่อภัทรเดินเข้าไปใกล้ ร่างเพรียวจึงพยักหน้าพลางปรายตามองไปยังทิวทัศน์ที่ทอดตัวอยู่ไม่ห่าง ลมที่โชยมาทำให้ผมของเขาลงมาปรกตาจนต้องยกมือเสยขึ้นแล้วจับไว้ ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองนอนจนเกินอิ่มไปมากแล้วด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นจะโดนพาออกมานอกเมืองไกลขนาดนี้โดยไม่รู้ตัวสักนิดได้อย่างไร

ถึงแม้จะใส่รองเท้าผ้าใบมิดชิด แต่ภัทรก็รับรู้ได้ว่าผืนทรายสีส้มอิฐใต้ฝ่าเท้านั้นนุ่มละเอียด คลื่นน้ำทะเลที่ม้วนตัวสู่ฝั่งก่อนจะกลืนหายไปกับผืนทรายอ่อนเบาเหมือนกับลมที่โชยพัด พระอาทิตย์ลอยสูงเหนือผิวน้ำซึ่งใสจนเห็นพื้นทรายเบื้องล่าง แดดที่ส่องเป็นมุมทะแยงลงมาโดยมีเมฆช่วยกรองความจัดจ้าทำให้ภัทรรู้ว่าคงยังเป็นเวลาสาย ความงุนงงกับสิ่งแวดล้อมตรงหน้าทำให้อดจะออกปากถามเพื่อขอคำยืนยันไม่ได้

“คุณเชษฐ์ครับ ที่นี่...”

“บ้านเธอที่เมืองจันทน์ไง ตั้งแต่ตอนไประยองก็กะจะพามาหลายครั้งแล้วแต่ไม่มีเวลาสักที ไหนๆ วันนี้ว่างก็เลยขับรถพามากินลมเล่นซะเลย”

เชษฐ์หันมองตามสายตาของภัทรพลางอธิบาย ภัทรจึงเบนสายตากลับมามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนพูด ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกอันหลากหลายจนยากจะบรรยายขึ้นมา

หรือเพราะคุณรู้ว่าพวกเราอาจมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันแบบนี้อีกไม่นาน ถึงได้ตั้งใจพาผมมาถึงที่นี่...

ภัทรถามโดยไม่เปล่งเสียง เขาเพียงแต่ขยับเข้าไปใกล้และยกมือหนึ่งขึ้นกำแขนเสื้ออีกฝ่ายไว้ เชษฐ์จึงเบนสายตากลับมา จากนั้นคิ้วดกหนาก็มุ่นขึ้นเมื่อเห็นแววตาที่กำลังมองตัวเอง

"ไม่ชอบที่พามานี่เหรอ?"

"เปล่าครับ ไม่ใช่"

ภัทรส่ายหน้าและพยายามยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม เขาจะไม่ชอบได้อย่างไร ในเมื่อตอนเช้ามืดก็บอกไปแล้วว่าขอแค่ได้ใช้เวลากับอีกฝ่ายก็เพียงพอ ดังนั้นต่อให้ถูกพาไปไหนเขาก็ไม่ขัดทั้งนั้น

เชษฐ์ไม่ได้ถามอะไรอีก เขาเพียงแต่มองสบตาคนตัวเล็กกว่านิ่งๆ ขณะยกมือขึ้นลูบผมให้ สัญชาตญาณบอกให้รู้ว่าภัทรกำลังมีบางสิ่งรบกวนจิตใจ และรู้ดีด้วยว่าเจ้าตัวจะไม่พูดออกมาหากกำลังพยายามปกปิดอยู่เช่นนี้

"ไปเดินเล่นกันมั้ย?"

เชษฐ์ถามขณะลดมือลงกุมมือของภัทรเอาไว้ ภัทรจึงยิ้มและพยักหน้า ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้และแบมือยื่นออกไป

"ขอกุญแจรถก่อนครับ"

เชษฐ์เลิกคิ้ว แต่ก็ล้วงกระเป๋าส่งพวงกุญแจให้แต่โดยดี ภัทรรีบเดินกลับไปที่รถแล้วปิดกระจกหน้าต่างทุกบานให้เรียบร้อย จากนั้นก็เปิดช่องเก็บของหน้ารถเพื่อหาของที่ต้องการ เมื่อได้แล้วจึงล็อคประตูแล้วเดินกลับไปหาคนที่กำลังยืนรอ

"หมวกครับคุณเชษฐ์ ตอนนี้แดดยังอ่อนอยู่ก็จริง แต่ถ้าสายกว่านี้เดี๋ยวจะร้อน"

ภัทรส่งหมวกที่เชษฐ์สวมตอนออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันก่อนให้ ร่างสูงใหญ่จึงรับไปสวมพลางหัวเราะในคอ เขารับกุญแจรถกลับมาใส่กระเป๋ากางเกงก่อนจะก้มลงถอดรองเท้าและม้วนขากางเกงขึ้น ภัทรจึงทำตามบ้าง

"วันนี้อากาศดีนะ"

ภัทรพยักหน้าขณะส่งมือไปกุมมือใหญ่ที่ยื่นออกมารอ จากนั้นทั้งสองก็เดินช้าๆ เลียบหาดทรายด้วยกัน สัมผัสเย็นฉ่ำจากน้ำทะเลและผืนทรายที่ยวบตัวยามเท้าเปลือยเปล่าย่ำลงไปช่วยให้เขารู้สึกว่าสมองแจ่มใสมากขึ้น

หาดทรายที่ทอดตัวยาวเป็นเส้นโค้งในช่วงเช้าไร้นักท่องเที่ยวเนื่องจากเป็นวันธรรมดา และจุดที่เชษฐ์จอดรถก็ไม่ใช่บริเวณที่มีร้านอาหารหรือรีสอร์ทตั้งอยู่ อีกด้านของถนนที่เลยขึ้นไปจากชายหาดเป็นเชิงเขาเตี้ยๆ และนอกจากเรือประมงที่จอดเรียงรายเป็นจุดอยู่ในระยะไกล ภัทรก็ไม่เห็นใครในบริเวณใกล้เคียงอีก

ความปลอดโปร่งจากทิวทัศน์และอากาศบริสุทธิ์ทำให้ภัทรรู้สึกผ่อนคลายจากความวิตกกังวลที่กัดกร่อนจิตใจมาตั้งแต่เมื่อคืนก่อน เขาหยีตามองผิวน้ำที่สะท้อนแสงยามเช้าระยิบระยับจนเหมือนมีผงทองโรยอยู่บนเกลียวคลื่น แล้วก็ให้นึกถึงเมื่อครั้งที่เขากับเชษฐ์ไปเดินเล่นดูดาวริมทะเลที่ระยองด้วยกัน ตอนนั้นเขาก็เคยคิดอยากให้ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้ใช้ร่วมกันสองคนยืนยาวตลอดไปเหมือนในยามนี้เช่นกัน

ทั้งที่นั่นเป็นเรื่องที่ผ่านมาเพียงไม่กี่เดือน แต่เพราะนับจากนั้นก็มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน ความทรงจำอันสวยงามจากการไปเที่ยวด้วยกันเพียงครั้งเดียวจึงติดตรึงราวกับเป็นภาพอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนาน และทำให้ภัทรรู้สึกราวกับชั่วชีวิตนี้ไม่เคยมอบหัวใจให้ใครมาก่อนเลยนอกจากคนที่กำลังกุมมือเขาในเวลานี้

เสียงหัวเราะเบาๆ ของคนที่กำลังเดินเคียงข้างเรียกให้ภัทรเงยหน้าขึ้นพลางเลิกคิ้วอย่างมีคำถาม เชษฐ์เหลือบตาลงสบตากับเขาแล้วก็บุ้ยคางไปทางผืนทะเลที่กำลังบ่มแสงแดดจนเป็นสีเงินวาว

"นึกถึงเมื่อตอนที่เราว่ายน้ำแข่งกัน จำได้มั้ยว่าตอนนั้นเธอลงน้ำไปได้ยังไง?"

ภัทรหน้าร้อนซู่เมื่อโดนเตือนความจำ เขาจะลืมเรื่องน่าอายแบบนั้นได้อย่างไร ในเมื่อคุณเชษฐ์เองที่เป็นคนบังคับอุ้มเขาลงน้ำแล้วยังมาใช้เงื่อนไขให้ต้องว่ายน้ำแข่งกันอีก แถมหลังการแข่งยังเกิดเรื่องที่น่าอายกว่าแค่ไหน

แต่ถ้ามานึกทบทวนให้ดีแล้ว...นับตั้งแต่กลับจากไปเที่ยวทะเลด้วยกันคราวนั้น คุณเชษฐ์ก็ไม่เคยทวงถามถึงรางวัลที่ควรจะได้สักครั้งเลยนี่นา...

"คุณเชษฐ์ครับ?"

"หืม?"

เชษฐ์ส่งเสียงถามในคอทั้งที่ยังยิ้ม นัยน์ตาคมเป็นประกายคู่นั้นดึงดูดให้ภัทรจ้องมองอย่างเผลอไผล เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตอนแรกที่เริ่มคบกัน ตนจึงมัวแต่อิดออดนักหนากว่าจะเปิดใจรับอีกฝ่ายเข้ามาในหัวใจ

ทั้งที่คุณมอบความรักและเข้าใจให้ผมมากมายมาตลอดถึงขนาดนี้

"คุณเชษฐ์ จำได้ใช่มั้ยครับว่าคนที่แข่งชนะตอนนั้นมีสิทธิ์ขออะไรก็ได้จากคนที่แพ้หนึ่งข้อ?"

เขาจำรายละเอียดไม่ได้ชัดเจนว่าคนที่ชนะมีสิทธิ์ออกคำสั่ง หรือว่าคนแพ้ต้องยอมทำอะไรก็ได้ตามที่ถูกขอกันแน่ แต่ในเมื่อสุดท้ายแล้วรางวัลก็คือสิ่งเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าจะพูดจากมุมมองของใครก็ไม่ต่างกันไม่ใช่หรือ

เชษฐ์มองสบตาคนถามนิ่ง นัยน์ตาหวานโศกที่มองกลับมาไม่มีร่องรอยของความอิดโรยเหมือนเมื่อสักครู่นี้อีกแล้ว ทว่าความสงบนิ่งในแววตาที่ราวกับได้ทำใจยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างกลับสะกิดใจเขามากขึ้นกว่าเดิม

"จำได้สิ ฉันเป็นคนออกเงื่อนไขเองนี่"

ร่างสูงใหญ่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาคมเข้มจ้องมองเมื่อภัทรปล่อยมือของทั้งสองที่เกาะกุมกันไว้ก่อนจะก้าวเดินไปหยุดยืนตรงหน้าเพื่อให้เชษฐ์มองเห็นเขาชัดๆ

"ตอนนี้ คุณเชษฐ์ควรทวงของรางวัลได้แล้วนะครับ"

ภัทรทิ้งรองเท้าที่ถือมาลงบนผืนทรายพลางเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้คนตรงหน้า เขาตัดสินใจแล้วว่าขอเพียงทั้งสองได้ใช้เวลาที่มีร่วมกันในตอนนี้อย่างมีความสุขก็พอแล้ว ส่วนเรื่องที่อีกฝ่ายจะเลือกไปทำงานที่ต่างประเทศจนทำให้ต้องอยู่ห่างกันหรือไม่...เขาจะไม่เข้าไปก้าวก่าย และจะไม่ทัดทานเด็ดขาดหากนั่นคือสิ่งที่เจ้าตัวต้องการ

เพราะเช่นเดียวกับคุณชาญที่ต้องการเห็นบุตรชายไปได้ดีในหน้าที่การงานที่มีความถนัด ภัทรเองก็ไม่อยากเป็นอุปสรรคที่คอยถ่วงแข้งถ่วงขาให้อีกฝ่ายต้องคอยพะวงหลัง

นัยน์ตาสีนิลวาวหลังเลนส์แว่นหรี่ลงจับจ้องคนตรงหน้า ร่างเพรียวในชุดเสื้อยืดกับกางเกงขายาวที่โดนลมทะเลไล้จนปลายผมปลิวและเสื้อแนบลู่กับตัวนั้นดูเหมือนเครื่องบรรณาการที่พร้อมจะมอบทั้งตัวและหัวใจให้แก่ผู้ที่ประกาศความเป็นเจ้าของ และเขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพที่เห็นส่งอิทธิพลให้อยากกระชากร่างของภัทรเข้ามากอดรัดในอ้อมแขน ใช้ริมฝีปากบดขยี้กลีบปากนุ่มที่ระยะนี้ชอบเอ่ยถ้อยคำหวานแสดงความเอาใจ และใช้กำลังเรียกร้องให้อีกฝ่ายหอบครวญครางแต่ชื่อของเขาราวกับคนไม่รู้จักพอสักเพียงไหน

แต่เขารู้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ภัทรต้องการอย่างแท้จริงในยามนี้ และไม่ใช่สิ่งที่เขาเองก็ต้องการเช่นกัน ถ้าหากยังไม่สามารถกำจัดม่านหมอกอันพร่าเลือนที่คลี่บังอยู่รอบจิตใจของอีกฝ่ายได้ ต่อให้ได้รางวัลที่ทวงขอ เขาก็จะไม่ได้รับความอิ่มเอมใจอย่างที่ปรารถนาได้เต็มที่เลย

ภัทรมองร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาใกล้ นัยน์ตาเรียวค่อยๆ เหลือบขึ้นตามความสูงเมื่อร่างทั้งสองประชิดกันในระยะห่างเพียงมีสายลมพัดผ่าน เขาหลับตาลงเมื่อมืออุ่นจัดข้างหนึ่งวางทาบลงบนแก้ม ทว่าแทนที่จะได้รับสัมผัสบนริมฝีปาก เขากลับรู้สึกได้ถึงริมฝีปากหยุ่นที่แตะแต้มลงบนหน้าผากเพียงแผ่วเบา

ร่างสูงเพรียวปรือตาขึ้นช้าๆ เมื่อสัมผัสอันอบอุ่นนั้นผละไป แต่ฝ่ามือที่แนบแก้มยังคงวางอยู่ที่เดิม

"คุณเชษฐ์?"

ภัทรเอ่ยเรียกอย่างไม่เข้าใจ เพราะนัยน์ตาที่ทอดมองเขาตอนนี้เร่าร้อนดั่งเพลิงสุมไม่ต่างจากเมื่อคืนที่ทั้งคู่อยู่ในห้องน้ำก่อนจะถูกขัดจังหวะ ทว่าหลังความเร่าร้อนนั้นมีประกายของความครุ่นคิดอย่างที่ภัทรยากจะตีความหมายแทรกแซมอยู่ด้วย

"ฉันจะขอทวงของรางวัล แต่มันอาจไม่ใช่ในรูปแบบที่เธอคิด ภัทร...ฉันหวังว่าต่อไปคงจะไม่ต้องพูดคำนี้อีก แต่ถ้าหากมีอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจอยู่ก็พูดออกมาเถอะ ทุกเรื่องทั้งตอนนี้และหลังจากนี้ไป ฉันไม่ชอบเห็นเธอคิดอะไรแล้วก็เก็บไว้ทรมานใจคนเดียว"

ฝ่ามือใหญ่เลื่อนลงจากผิวแก้มมาหยุดบนริมฝีปากนุ่ม แต่เชษฐ์ไม่ทำอะไรมากไปกว่านั้น นัยน์ตาคมกริบที่ราวกับมองทะลุได้ถึงทุกความรู้สึกจ้องตรงแน่วนิ่งเข้าไปในดวงตาที่กำลังมีหยาดน้ำเอ่อคลอของภัทร

คุณเชษฐ์ดูออกด้วยหรือ...ทั้งที่เขาพยายามปกปิดความหวั่นไหวในใจเอาไว้ถึงขนาดนี้

"ผม..."

ภัทรรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งติดอยู่ในลำคอจนทำให้เสียงที่หลุดออกมาสั่นสะท้าน เขากลืนน้ำลายและพยายามบังคับน้ำตาที่ขังคลอให้ไหลกลับลงไป ไม่เช่นนั้นถ้าเขาฟูมฟายก็จะไม่ต่างอะไรกับการเป็นเด็กหนุ่มที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ไม่ต่างจากตัวตนอันอ่อนแอในอดีตที่เคยตั้งใจว่าจะละทิ้งและกลบฝังไว้เบื้องหลัง

ร่างสูงใหญ่ไม่ได้เร่งเร้า เพียงแต่ช่วยใช้นิ้วโป้งกดซับหยดน้ำส่วนที่ทำท่าจะปริ่มออกจากขอบตาให้ กิริยาอันนุ่มนวลและเปี่ยมด้วยความเข้าใจโดยไม่กดดันทำให้ภัทรยอมแพ้ และสลายม่านหมอกที่ปกคลุมหัวใจตัวเองออกในที่สุด

"ผมได้ยินที่คุณเชษฐ์คุยกับคุณพ่อเมื่อคืนนี้เรื่องเกี่ยวกับสำนักงานใหญ่ ผมรู้ว่าไม่ควรไปแอบฟัง...แต่มันอดอยากรู้ไม่ได้จริงๆ ผมขอโทษครับ...คุณเชษฐ์"

น้ำเสียงท้ายประโยคสั่นเครือเมื่อเขาเอ่ยคำว่าขอโทษ ภัทรอับอายเหลือเกินกับนิสัยชอบคิดมากของตัวเอง เขาเคยคิดว่าได้เติบโตขึ้นจากอดีตมากพอที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอนของอนาคตได้แล้ว ทว่าเมื่อมันเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับคนเพียงคนเดียวที่เขาอุทิศหัวใจให้ เรื่องที่อาจเป็นเพียงเรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปในบัดดล เพราะเขาไม่รู้ว่าอนาคตที่เชษฐ์เลือกจะมีที่ว่างพอสำหรับตัวเขาหรือเปล่า

เสียงถอนหายใจหนักหน่วงดังขึ้นเหนือศีรษะเมื่อร่างสูงใหญ่รั้งเขาเข้าไปกอด ภัทรเองก็ไม่ได้ขืนตัวและโน้มร่างเข้าหาตามแรงโอบแต่โดยดี ชายหนุ่มเอียงหน้าลงฟังเสียงจากแผ่นอกอันแข็งแกร่ง ในเวลาที่หัวใจเขาเองอ่อนล้าเหลือเกินกับความไม่แน่นอนที่จับต้องไม่ได้ เสียงหัวใจที่เต้นอย่างแข็งแรงสม่ำเสมอซึ่งส่งผ่านออกมาช่วยเหนี่ยวรั้งภัทรให้อยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น

ทั้งคู่ต่างไม่เอื้อนเอ่ยคำใดอยู่เนิ่นนาน มีเพียงเสียงคลื่นเซาะหาดทรายและความเย็นจากน้ำที่ไล้มากระทบฝ่าเท้าซึ่งเป็นสัญญาณของเวลาที่ล่วงผ่าน

"...เมื่อคืนได้ฟังจนถึงตอนไหน?"

น้ำเสียงของเชษฐ์ไม่ได้คาดคั้น ร่างสูงใหญ่เพียงกระซิบถามข้างหูโดยที่ไม่ได้ปล่อยภัทรออกจากอ้อมแขน ฝ่ามือที่ลูบหลังขึ้นลงอย่างปลอบโยนส่งผ่านความอบอุ่นเข้ามาในใจ และทำให้ภัทรรู้สึกว่าเขาสามารถเล่าทุกเรื่องได้โดยไม่ต้องกลัวจะถูกตำหนิ

"ถึงตอนที่คุณเชษฐ์บอกว่าจะเก็บไปคิดดูครับ พอคุณแม่ของคุณเชษฐ์เดินออกมาตาม ผมก็เลยกลับขึ้นไปบนห้อง"

"อ้อ"

เชษฐ์ตอบรับในคอโดยไม่พูดอะไรมากกว่านั้น ครู่ใหญ่กว่าร่างสูงจะดันคนในอ้อมแขนออกแล้วมองตาภัทรตรงๆ อีกครั้ง

"เธออยากให้ฉันไปหรือเปล่า?"

น้ำตาที่แห้งไปแล้วทำท่าจะรื้นขึ้นมาใหม่ แต่ภัทรก็เพียงหลุบตาลงเพื่อเลี่ยงการสบตาคนถาม

"มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของคุณเชษฐ์ครับ แม้แต่คุณปรีชายังเคยบอกคุณเชษฐ์ว่าอย่าทิ้งโอกาสที่มีคนยื่นให้ เรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าคนอื่นในบริษัทจะมีโอกาสบ่อยๆ เหมือนกัน แม้แต่ผมเอง..."

ภัทรพูดต่อไม่ออกว่า "....ก็ไม่อยากให้คุณเชษฐ์เสียโอกาสแบบนี้ไป" ทั้งที่มันเป็นประโยคที่ควรพูด แต่เมื่อมันหมายถึงการที่ทั้งสองจะต้องอยู่ห่างกัน เขาก็เค้นคำพูดนั้นออกจากคอไม่ได้

เสียงหัวเราะเบาๆ จากเหนือศีรษะทำให้ภัทรมุ่นคิ้วแล้วเหลือบตาขึ้น แววตาอ่อนโยนบนใบหน้าที่กำลังมองเขานั้นสะท้อนความรักใคร่ที่มีให้อย่างเต็มเปี่ยม และยิ่งทำให้ภัทรลำคอตีบตันมากขึ้นไปอีก

"ไม่อยากให้ฉันไปใช่ไหม?"

เชษฐ์ถามยิ้มๆ เหมือนอ่านใจภัทรได้ทะลุปรุโปร่ง ดูเหมือนไม่ว่าเขาจะพยายามปกปิดความในใจด้วยคำพูดสวยหรูเพียงใดก็หลอกลวงอีกฝ่ายไม่ได้เลย ภัทรจึงได้แต่สูดน้ำมูกแล้วเบนสายตาหนีอีกครั้ง

"ผมไม่กล้าพูดแบบนั้นหรอกครับ"

"ทำไมล่ะ? ทั้งที่ฉันอยากได้ยินจากปากเธอน่ะเหรอ?"

ภัทรเม้มปาก นัยน์ตาเรียวยังคงไม่ยอมช้อนขึ้นสบตาคนที่จับต้นแขนทั้งสองข้างของตนไว้แน่น เขาไม่อยากโดนคุณเชษฐ์ล้อเล่นในเรื่องสำคัญแบบนี้ ทั้งที่เจ้าตัวก็รู้ดีว่านี่คือโอกาสสร้างความก้าวหน้าซึ่งคนอื่นคงไม่ลังเลที่จะคว้าไว้

"ภัทร ฟังนะ"

น้ำเสียงที่เป็นการเป็นงานขึ้นเรียกให้ภัทรต้องยอมเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างไม่เต็มใจ และพบว่าแม้นัยน์ตาที่มองมาจะยังทอประกายแย้มยิ้ม แต่ลึกลงในนั้นก็มีความจริงจังแฝงอยู่

"จริงอยู่ที่โอกาสที่จะได้ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ไม่ได้มีกันบ่อยๆ แต่ว่านะ ฉันไม่เคยคิดจะไปตั้งแต่แรกแล้ว”

"เอ๊ะ? แต่ว่า..." ภัทรหยุดพูดเมื่ออีกฝ่ายส่ายหน้าเป็นเชิงว่ายังพูดไม่จบ

"ฉันคงไม่เคยเล่าให้ฟังว่าก่อนที่บริษัทของเราจะเข้าร่วมกับบริษัทที่ต่างประเทศแล้วเปลี่ยนชื่อ มันเคยเป็นแค่บริษัทเล็กๆ ที่พ่อของฉันกับคุณปรีชาช่วยกันบุกเบิกขึ้นมา แล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่ามันจะเป็นที่ยอมรับอย่างทุกวันนี้ นั่นเป็นเรื่องที่ฉันรับรู้และเห็นมาตลอดตั้งแต่ยังเด็ก”

ภัทรมุ่นคิ้วด้วยไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้าต้องการจะสื่ออะไร แต่ก็ตั้งใจฟังโดยไม่เอ่ยขัด

"ตั้งแต่มาทำงานกับคุณปรีชา ฉันก็รู้ว่าบริษัทของเรายังโตได้อีกมาก ตอนไปเทรนนิ่งที่สำนักงานใหญ่ทำให้ฉันยิ่งรู้ว่าไม่จำเป็นต้องไปอยู่ที่นั่นก็พิสูจน์ความสามารถได้ แค่พัฒนาโครงการที่คิดไว้ให้สำเร็จจนสำนักงานใหญ่ต้องขอโมเดลไปทำตามก็พอแล้ว นี่คือข้อตกลงที่ฉันบอกคุณปรีชาตอนที่ปฏิเสธเรื่องไปคุมออฟฟิศที่เวียดนาม เพียงแต่ฉันไม่ได้บอกพ่อเรื่องนี้”

ภัทรกะพริบตาปริบ สิ่งที่เพิ่งได้รับฟังช่างมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายจนเขาไม่สามารถย่อยข้อมูลทุกอย่างได้ในชั่ววินาที กระนั้นคลื่นความอบอุ่นที่มองไม่เห็นก็ค่อยๆ หลอมละลายความหนาวเย็นที่ห่อหุ้มจิตใจนับตั้งแต่ได้ยินคำว่า 'ฉันไม่จำเป็นต้องไปอยู่ที่นั่น'

"คุณเชษฐ์หมายความว่า...จะไม่ไปอยู่ที่สำนักงานใหญ่?"

แม้จะตีความได้เช่นนั้นแล้ว แต่ภัทรก็ยังอยากได้คำตอบที่ชัดเจนเพื่อความมั่นใจ เขาอยากรู้ว่าการที่อีกฝ่ายเลือกจะไม่ไปนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเติบโตในหน้าที่การงานจริงๆ

"ไม่ไปหรอก จริงอยู่ที่คุณปรีชาเคยสอนฉันว่าเราไม่ควรทิ้งโอกาสที่มีคนหยิบยื่นให้ แต่แทนที่จะเอาแต่รอโอกาสจากคนอื่น เราก็ชิงสร้างโอกาสให้ตัวเองก่อนก็ได้นี่ จริงไหม?”

เชษฐ์ยิ้มขณะมองสีหน้าของภัทรที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากหมองเศร้าเป็นเปล่งปลั่งเพราะความดีใจ จริงอยู่ว่าเมื่อคืนนี้เขาตะลึงนิดหน่อยที่ได้รู้ว่าทางสำนักงานใหญ่สนใจในตัวเขา แต่เรื่องโครงการที่เขาอยากทำเพื่อพัฒนาออฟฟิศที่เมืองไทยเป็นสิ่งที่ถูกคิดเพื่อเตรียมนำเสนอคุณปรีชามานานแล้ว และเชษฐ์ไม่ต้องการเห็นแผนงานที่ตนริเริ่มไว้ถูกละทิ้งหรือเปลี่ยนมือให้คนอื่นมารับผิดชอบกลางคัน

คำพูดที่ว่าเราควรสร้างโอกาสให้ตนเองแทนที่จะรอคนอื่น ความจริงแล้วเป็นคำพูดที่พ่อของเขาเคยกล่าวให้ฟังตอนที่แยกไปทำธุรกิจของตัวเองเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่อาจเพราะเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานจึงทำให้เจ้าตัวหลงลืมคำพูดนั้นไป รวมทั้งความดื้อรั้นของลูกชายหัวแข็งคนนี้ด้วยก็เป็นได้

"แล้วทำไมเมื่อคืนคุณเชษฐ์ถึงบอกคุณพ่อว่าจะคิดดูล่ะครับ?"

ภัทรถามคำถามสุดท้าย เพราะถ้าหากเมื่อคืนได้ยินอีกฝ่ายตอบเช่นนี้ตั้งแต่แรก เขาก็คงไม่เก็บเอาเรื่องที่ได้ยินมาคิดมากจนทำให้ตัวเองต้องปวดใจถึงขนาดนี้

คำถามของเขาเรียกเสียงหัวเราะได้อีกครั้ง เชษฐ์ก้มลงแนบริมฝีปากบนผิวแก้มของภัทรก่อนจะใช้นิ้วโป้งลูบตามด้วยความเอ็นดู สัมผัสอันอ่อนโยนทำให้ภัทรรู้สึกว่าผิวแก้มที่โดนแตะต้องอุ่นวาบ

"ตอนนั้นฉันไม่อยากให้พ่อเสียน้ำใจที่อุตส่าห์บินมาเยี่ยมจากต่างประเทศ แล้วพอจะบอกข่าวดีกับลูกชายก็โดนปฏิเสธเสียอีก ทางที่ดีที่สุดก็คือให้คำตอบไปแบบนั้น ฉันตั้งใจว่าพอเวลาผ่านไปสักพักจนโครงการใหม่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้วถึงค่อยบอกพ่อว่าตัดสินใจแบบนี้ ถึงตอนนั้นต่อให้อยากสนับสนุนฉันไปสำนักงานใหญ่แค่ไหนก็คงต้องยอมรับว่าฉันอยู่ที่นี่ดีกว่า แล้วอีกอย่างนะ...ภัทร"

ภัทรมองใบหน้าที่ก้มลงมาหา ระยะที่ใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจบนปลายจมูกของกันและกันทำให้เขามองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในแววตาหลังเลนส์ใส ใบหน้าคมคายยิ้มอบอุ่นก่อนจะก้มลงแนบริมฝีปากบนกลีบปากสีชมพูอ่อน

"ต่อให้เลือกจะไม่อยู่ที่นี่ ฉันก็ไม่มีวันทิ้งเธอไว้คนเดียวหรอก เลิกคิดมากเรื่องนั้นได้เลย"

จุมพิตที่แนบลงบนริมฝีปากนั้นนุ่มนวลแต่ก็หนักแน่น เช่นเดียวกับอ้อมแขนที่รั้งตัวภัทรเข้าไปกอดไว้แนบอก เขารู้สึกราวกับความหนักอึ้งดุจหินที่กดทับจิตใจตั้งแต่คืนก่อนค่อยๆ กร่อนสลาย เวลานี้ความเต็มแน่นในอกหาได้มาจากความอึดอัดจนเหมือนจะหายใจไม่ออกอีกต่อไป แต่เป็นความพองฟูจากความยินดีจนทำให้ในหัวว่างเปล่าจากเรื่องไม่สบายใจทั้งหมด

ไม่น่าเชื่อว่าเพียงไม่กี่นาทีก่อน ภัทรยังรู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่บนปากเหวแห่งความทดท้อที่พร้อมจะดึงดูดให้ร่วงหล่นลงไปทุกเสี้ยววินาที แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

"ทำไมยังร้องไห้อีกล่ะ? ไม่ดีใจเหรอที่ฉันไม่ไป?"

เชษฐ์ถามยิ้มๆ หลังถอนริมฝีปากออก ภัทรจึงได้แต่หัวเราะทั้งน้ำตา เพราะรู้ดีว่าคนถามย่อมเข้าใจว่าน้ำตาครั้งนี้ถูกกลั่นมาจากความรู้สึกแบบไหนแท้ๆ

"ผมรักคุณเชษฐ์ที่สุดเลยครับ"

ภัทรยิ้มให้กับเจ้าของอ้อมแขนอุ่นที่โอบตัวเองไว้ ตอนนี้เขายินดีมอบพันธนาการทั้งตัวและหัวใจให้แก่คนตรงหน้าโดยไร้ซึ่งความคลางแคลงใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจากนี้หรือตลอดไป ภัทรก็มั่นใจว่าคนคนนี้จะไม่มีวันปล่อยให้เขาต้องอยู่อย่างอ้างว้างโดดเดี่ยวอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับที่เขาก็จะไม่มีวันปล่อยหัวใจให้อ่อนแอจากการระแวงสงสัยในความมั่นคงของอีกฝ่ายอีกเช่นกัน

เชษฐ์ยิ้มพลางใช้ปลายนิ้วกรีดหยาดน้ำจากหางตาของภัทรอย่างทะนุถนอม ภาพรอยยิ้มเปื้อนน้ำตาช่างพร่าพรายจับตาจนเขาถอนสายตาไม่ได้ แม้ไม่อาจให้สัญญาว่าจะไม่ทำให้คนที่ความนึกคิดละเอียดอ่อนเหลือเกินคนนี้ต้องเสียน้ำตาอีกในอนาคต แต่เชษฐ์ก็ให้คำมั่นกับตัวเองได้ว่าอย่างน้อยที่สุด เขาจะทำให้น้ำตาเหล่านั้นเป็นน้ำตาที่หลั่งออกมาจากความยินดีเฉกเช่นในครานี้เท่านั้น

สายตาสองคู่สบประสานโดยไม่ปล่อยมือที่โอบกอดกันและกัน ในแววตามีเพียงภาพสะท้อนของคนตรงหน้าโดยไม่นำพากับสายลมแผ่วพลิ้วที่โอบล้อม แสงอรุณที่ทอลงมาบนร่างผ่านปุยเมฆสีขาวดุจใยสำลี หรือเกลียวคลื่นที่ส่งละอองความเย็นมาให้ทุกครั้งที่ซัดสาดขึ้นบนผืนทราย สิ่งเดียวที่ต่างก็รับรู้ได้ในยามนี้คือความอ่อนหวานอันแสนลึกซึ้งที่ต่างพร้อมจะมอบให้คนในอ้อมแขนเพียงคนเดียว

ไม่จำเป็นต้องขอคำมั่น หรือเอ่ยคำสาบานใดๆ เพื่อยืนยันความในใจอีกแล้ว

เพียงแค่มองเข้าไปในแววตา ก็รับรู้ได้แล้วว่าความสุขชั่วชีวิตที่เคยค้นหา ยืนอยู่ตรงหน้านี้เอง...



++---End---++



A/N: นับเป็นการเดินทางอันยาวนานมากจริงๆ สำหรับคุณเชษฐ์กับน้องภัทรกว่าจะมาถึงจุดนี้ เชื่อว่าหลายคนคงโล่งใจไปด้วยที่ในที่สุดน้องภัทรก็ก้าวข้ามความไม่มั่นใจต่างๆ นานาไปได้เสียที และหลังจากนี้คงมีแต่เรื่องหวานๆ รออยู่ คิดว่าหลายคนคงแอบหวังให้มีอะไรอิ๊อ๊ะกว่านี้สักหน่อย (ตามประสา Bellbomb ... เอ๊ะยังไง) แต่สำหรับตอนนี้ เราว่านี่เป็นบทสรุปที่เหมาะสมของคู่นี้แล้วค่ะ ส่วนอะไรที่อยากอ่านกันซึ่งมากกว่านี้...ก็เอาไว้หลังจากนี้ไปก็แล้วกันเนาะ

ความจริงมีอะไรหลายอย่างอยากพูดเกี่ยวกับตอนจบ แต่ก็พร่ำรำพันไปเยอะพอสมควรแล้วในเฟสบุ๊คจนไม่รู้จะพูดอะไรอีก เอาเป็นว่าจะพยายามเขียนทอล์คยาวๆ หลังจากตอนส่งท้ายที่จะมาแปะให้อ่านก็แล้วกันค่ะ เพียงแต่อาจไม่ได้ตามมาอย่างรวดเร็วนัก ยังไงก็รอติดตามคุณเชษฐ์กับน้องภัทรต่อกันอีกหน่อยนะคะ รักคนอ่าน + ตาหวานใส่ทุกคนที่คอมเม้นต์ให้ทั้งในบล็อกและที่เฟสบุ๊คค่า




 

Create Date : 25 มีนาคม 2556    
Last Update : 26 มีนาคม 2556 8:47:11 น.
Counter : 1083 Pageviews.  

แค่สบตา ก็รู้ว่ารัก 23 (ครึ่งหลัง)

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


ตอนที่ 23. (ครึ่งหลัง)

เมื่อเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ดังขึ้นตอนตีสาม เชษฐ์ก็รู้สึกตัวตื่นและหันไปกดปุ่มปิดเพื่อไม่ให้เสียงดังรบกวนคนที่ยังหลับ แต่แล้วก็เลิกคิ้วเมื่อมีการเคลื่อนไหวข้างตัว

"นอนต่อก็ได้นะ ฉันไปส่งพ่อกับแม่เสร็จก็กลับมาแล้ว"

เชษฐ์หันไปบอกเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของร่างเพรียวที่ค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่ง ความสลัวรางทำให้ต่างคนต่างเห็นหน้ากันไม่ชัด กระนั้นแสงจันทร์นวลที่ส่องเข้ามาทางด้านหลังของภัทรก็ทำให้เขาเห็นอีกฝ่ายส่ายศีรษะ

"ผมจะไปเป็นเพื่อนครับ"

น้ำเสียงนั้นแหบแห้งเล็กน้อยอย่างคนที่เพิ่งตื่น เชษฐ์จึงยิ้มออกมา โดยหาได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วภัทรเพิ่งจะข่มตาหลับลงเมื่อตอนตีสองเท่านั้นเอง

"เอาสิ ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้มีเพื่อนคุยตอนขากลับ"

มือใหญ่ยกขึ้นสางเรือนผมของคนตรงหน้า ทว่าเนื่องจากความอับแสงในห้อง เขาจึงไม่สามารถเห็นแววตารวดร้าวของคนที่กำลังรับความอ่อนโยนจากฝ่ามือตนได้

ทั้งสองใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำแต่งตัวแบบง่ายๆ เพื่อจะไปสนามบิน เมื่อลงบันไดมาชั้นล่างก็พบว่าคุณชาญกับคุณเพียงมาศนั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่นแล้ว จึงช่วยผู้สูงวัยทั้งสองยกกระเป๋าไปที่รถโดยเชษฐ์กับภัทรนั่งด้านหน้า ส่วนคุณชาญกับคุณเพียงมาศนั่งคู่กันที่เบาะหลัง

"ขอโทษด้วยนะจ๊ะภัทร เลยทำให้ต้องตื่นมาส่งแต่เช้ามืดไปด้วย"

คุณเพียงมาศเอ่ยเป็นเชิงชวนสนทนา ภัทรจึงเอี้ยวคอไปยิ้มอ่อนๆ ให้ "ไม่เป็นไรครับ"

"ไว้วันหลังมีโอกาสก็ไปเยี่ยมกันที่โน่นได้นะจ๊ะ แค่บอกมาก่อนว่าจะมากันเมื่อไหร่ แม่จะได้พาเที่ยว"

ประโยคชักชวนนั้นหาได้มีความหมายแอบแฝงลึกซึ้ง ทว่าภัทรรู้สึกราวกับโดนค้อนที่มองไม่เห็นตอกย้ำลงมาในใจว่าเชษฐ์มีโอกาสจะเลือกไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งถ้าหากเจ้าตัวตัดสินใจเช่นนั้นจริง การไปเยี่ยมในที่นี้ก็คงหมายถึงเขาคนเดียวที่ต้องเดินทางไปหาอีกฝ่าย

"...ขอบคุณครับ"

ชายหนุ่มตอบเสียงแผ่วก่อนจะดึงสายตากลับมาด้านหน้า แววตาหม่นหมองเหลือบแลลงบนตักของตัวเอง ตอนนี้เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรงจนไม่แม้แต่อยากจะเปล่งเสียงออกจากปาก สิ่งที่ไปแอบได้ยินเข้าเมื่อคืนก่อนยังสลักฝังแน่นในหัวจนเกินไป


“นิสัยแกเหมาะจะแสดงฝีมือในองค์กรใหญ่เพื่อเลื่อนสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ สำนักงานที่เมืองไทยมันเล็กไปสำหรับแกนะเชษฐ์ พ่ออยากให้แกคิดถึงความมั่นคงในอนาคตมากกว่าพอใจแค่กับอะไรใกล้ตัว”

"คุณปรีชาก็เคยสอนผมตั้งแต่เริ่มทำงานแล้วว่าเราไม่ควรทิ้งทุกโอกาสที่ก้าวเข้ามาหาหรือมีคนหยิบยื่นให้ เรื่องไปสำนักงานใหญ่ผมจะเก็บไปคิดดู"



ถ้าหากเมื่อคืนเขาไม่ถูกความอยากรู้อยากเห็นรบกวนจิตใจจนไปแอบฟังบทสนทนาของพ่อลูก เขาก็คงไม่ต้องมารับรู้ข้อมูลเหล่านี้ แล้วก็คงยังมีความสุขจากการละเมอเพ้อพกไปว่าหลังจากนี้คุณเชษฐ์คงไม่ต้องอยู่ห่างจากเขาอีกแล้ว...ใช่ไหม

ถึงแม้ภัทรจะไม่ใช่คนคุยเก่งหรือชอบเรียกร้องความสนใจ แต่เชษฐ์ก็รับรู้ได้ถึงความเงียบผิดปกติของคนข้างตัว ความสลัวของท้องถนนและการต้องคอยมองเส้นทางทำให้ไม่สามารถแบ่งความสนใจมาพิจารณาคนข้างตัวเต็มๆ ตาได้ แต่กริยาอาการที่เอาแต่ทอดสายตาลงต่ำก็ยังปรากฏให้เขาเห็นทางหางตาอยู่นั่นเอง

“ยังง่วงอยู่หรือเปล่า? จะนอนต่อก็ได้นะ”

เชษฐ์เอ่ยพลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยของภัทรเบาๆ คำถามนั้นทำให้เขารู้สึกตัวว่าคงเผลอแสดงอาการเซื่องซึมออกมาชัดเจนเกินไป จึงส่ายหน้าแล้วหันไปฝืนยิ้มให้คนถาม

“ไม่ง่วงหรอกครับ เดี๋ยวกลับไปถึงบ้านผมค่อยนอนก็ได้”

ภัทรอาจเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่ง... 'เคย' เก็บความรู้สึกเก่งก่อนจะมาคบกับเขา แต่เดี๋ยวนี้ไม่ว่าเจ้าตัวจะพยายามแสร้งทำท่าทางตรงข้ามกับความในใจเพียงใดก็ไม่หลุดพ้นการสังเกตของเชษฐ์ไปได้ คนที่กำลังขับรถจึงเหลียวมาสบตากับคนที่ยิ้มให้แวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองด้านหน้า

ร่างสูงใหญ่ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดต่อจากนั้น เขาเพียงแต่ยื่นมือมากุมมือของภัทรเอาไว้โดยไม่สนใจว่าบิดามารดาที่นั่งอยู่ด้านหลังจะมองมาเห็น

ในรถมีเพียงเสียงดนตรีจากแผ่นซีดีที่เปิดคลอบรรยากาศ นอกจากนั้นก็ไม่มีใครเอ่ยสุ้มเสียงใดเพื่อชวนใครคุยอีก แม้แต่ภัทรก็ไม่ท้วงติงคนข้างตัวหรือชักมือหนี จะผิดอะไรถ้าเขาอยากซึมซับความอบอุ่นในช่วงเวลานี้ไว้ ในเมื่อไม่รู้ว่าจะมีโอกาสรื่นรมย์กับสิ่งเหล่านี้ได้อีกนานแค่ไหนหากคุณเชษฐ์ตัดสินใจไปต่างประเทศจริงๆ

ในที่สุดทั้งสี่ก็มาถึงสนามบิน เมื่อจอดรถแล้วเชษฐ์กับภัทรก็ช่วยกันลากกระเป๋าเดินทางของผู้สูงวัยไปยังอาคารผู้โดยสารขาออก หลังจากต่อแถวเช็คอินเพื่อโหลดสัมภาระและได้เลขที่นั่งกันเรียบร้อย คุณชาญกับคุณเพียงมาศก็เดินมาบอกลาเชษฐ์กับภัทรที่ยังยืนรอส่งอยู่ด้านหน้า

"ถ้างั้นเดี๋ยวพ่อกับแม่ไปก่อนล่ะนะ เช้าๆ อย่างนี้คิว ต.ม. คงจะยาว ถ้าไม่รีบเดี๋ยวแม่เขาไม่มีเวลาเดินดูดิวตี้ฟรี" พูดจบคุณชาญก็โดนภรรยาตีแขนพร้อมกับค้อนให้อีกที

"อย่าลืมที่แม่บอกนะจ๊ะ ถ้ามีเวลาก็มาเยี่ยมกันบ้าง เชษฐ์เองก็อย่าเพิ่งรีบหักโหมกลับไปทำงานนะลูก คุณปรีชาอุตส่าห์ให้พักได้ทั้งเดือนก็ต้องพักผ่อนเยอะๆ รู้มั้ย แม่ไม่อยากใจหายใจคว่ำแบบคราวนี้อีกแล้วนะ"

คุณเพียงมาศหันมาเอ่ยกับบุตรชายคนเล็กหลังจากรั้งร่างสูงใหญ่เข้าไปกอด ความเป็นห่วงเป็นใยถูกแสดงออกมาอย่างแจ่มชัดทั้งในน้ำเสียงและแววตา นับตั้งแต่วันที่ได้เจอกันที่โรงพยาบาล ไม่มีใครหันมากล่าวโทษภัทรแม้แต่หนึ่งคำเกี่ยวกับการบาดเจ็บของคนที่ยืนอยู่ข้างเขาในยามนี้ กระนั้นภัทรก็ยังอดสะท้อนในอกไม่ได้ว่าต้นเหตุที่ทำให้ทุกคนต้องวุ่นวายเช่นนี้ก็คือตัวเขาเอง

"ครับแม่ ไว้ผมจะหาเวลาไปเยี่ยม"

"ภัทรก็มาด้วยกันนะจ๊ะ"

ท้ายประโยคคุณเพียงมาศหันมาหาภัทรและบีบมือเบาๆ เขาจึงพยายามปั้นยิ้มให้เป็นธรรมชาติที่สุดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเสียน้ำใจแล้วพยักหน้ารับ

"ครับ"

"เดินทางปลอดภัยนะครับ ถ้าหากถึงที่โน่นแล้วโทรมาบอกผมด้วย"

เชษฐ์เอ่ยหลังจากทั้งเขาและภัทรยกมือไหว้ลาผู้สูงวัยทั้งสอง จากนั้นก็ลดมือหนึ่งลงกุมมือคนข้างตัวเอาไว้จนเจ้าของนัยน์ตาเรียวเหลือบขึ้นมองด้วยแววตาไม่ค่อยเข้าใจ ทว่าคุณชาญกลับรับรู้ความตั้งใจเบื้องหลังการแสดงออกเล็กน้อยเพียงเท่านั้นได้ทันที ชายสูงวัยจึงเพียงยกมือตบบ่าบุตรชายแล้วเอ่ยทิ้งท้ายอย่างกำกวม

"เรื่องที่คุยกันเมื่อคืนนี้ ถ้าคิดได้แล้วว่าจะเอายังไงก็บอกพ่อด้วยแล้วกันนะ"

คุณเพียงมาศเลิกคิ้วด้วยไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่าเมื่อคืนสามีกับลูกชายพูดคุยกันเรื่องอะไร แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้เมื่ออีกฝ่ายหันมาโอบเอวแล้วพาเดินไปยังด้านในอาคารผู้โดยสารด้วยกัน หลังจากยืนนิ่งมองทั้งคู่เดินหายไปจนลับสายตา เชษฐ์ก็หันกลับมาถามภัทรที่ยืนเงียบอยู่ข้างตัว

"หิวมั้ย? หรือว่าอยากกลับบ้านมากกว่า?"

"กลับบ้านกันดีกว่าครับ"

ภัทรยิ้มตอบโดยแทบไม่ต้องคิด อาจเพราะต้องฝืนปั้นยิ้มหลายครั้งในเช้าวันนี้ คราวนี้เขาจึงรู้สึกว่ามุมปากของตนไม่แข็งจนฝืดฝืนนักยามยกยิ้มให้อีกฝ่าย เชษฐ์จึงพยักหน้าก่อนจะออกเดินโดยไม่ปล่อยมือที่กุมมือเขาเอาไว้

"เอ่อ..."

"หืม?"

ร่างสูงใหญ่เหลียวกลับมามองเมื่อภัทรยังไม่ยอมก้าวจากจุดที่ยืนอยู่ นัยน์ตาคมเหลือบลงตามสายตาของภัทรที่กำลังมองหน้าเขาสลับกับมือของทั้งคู่เหมือนจะเตือนกลายๆ ว่าลืมไปหรือไม่ว่าอยู่ข้างนอก ทว่าเชษฐ์กลับยิ้มจนเห็นประกายซุกซนในแววตาผ่านเลนส์แว่น

"ไม่อยากกลับบ้านแล้วหรือไง? ฉันจะได้พาเดินเล่นในนี้ก่อน"

คำพูดและท่าทางที่บ่งบอกว่าไม่แยแสสักนิดหากคนอื่นมองมาทำให้ภัทรไม่คิดจะโต้แย้งอีก เขาเพียงแต่ยิ้มอ่อนๆ ขณะปล่อยให้อีกฝ่ายจูงมือเพื่อเดินกลับไปที่รถ น่าแปลกที่ตอนนี้เขาไม่สนใจสักนิดว่าจะมีสายตาของใครจับจ้องมาหรือไม่ กระนั้นก็ยังจงใจทิ้งระยะจากคนข้างหน้าไว้ก้าวหนึ่งเพื่อให้ตัวเองเดินเยื้องไปข้างหลัง เพราะเขารู้สึกว่าตนไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเดินเคียงข้างอีกฝ่ายในยามนี้ได้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสินะที่เขาได้แต่มองแผ่นหลังของคุณเชษฐ์ แต่ว่า...แม้แต่โอกาสที่จะได้มองและสัมผัสกันในระยะใกล้แบบนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ยืนยาวเอาเสียเลย ถ้าหากถึงเวลาที่ต้องกลับไปอยู่คนเดียวจริงๆ เขาจะทนรับความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวตามลำพังไหวหรือเปล่า...

ระยะทางกลับไปสู่อาคารจอดรถยาวเพียงไม่เกินสองร้อยเมตร แต่ภัทรกลับรู้สึกว่าเท้าแต่ละข้างหนักราวกับมีตุ้มถ่วงจนเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ช้าเหลือใจ กว่าจะไปถึงรถและเชษฐ์ขับออกมาจากบริเวณสนามบิน ริ้วสีแสดจางของพระอาทิตย์ยามเช้าก็เริ่มผลุบขึ้นให้เห็นรางๆ บนขอบฟ้าแล้ว

"นอนพักก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวถึงบ้านแล้วฉันจะปลุก"

เชษฐ์เอ่ยเมื่อเห็นคนข้างตัวเริ่มออกอาการสะโหลสะเหลมากขึ้น ภัทรซึ่งเพิ่งถูกความเหน็ดเหนื่อยรุมเร้าเพราะได้หลับไปเพียงชั่วโมงเดียวจึงพยักหน้าแต่โดยดี เชษฐ์จึงขับรถเบี่ยงเข้าข้างทางแล้วเอื้อมมือมาช่วยกดปรับเก้าอี้ของเขาให้เอนลง จากนั้นก็เอี้ยวตัวไปหยิบผ้าห่มผืนเล็กที่พับสอดไว้หลังเบาะมาคลี่ออกคลุมบนร่างให้

ภัทรกระพริบตาเมื่ออีกฝ่ายยกมือขึ้นลูบผมให้เขาอย่างแผ่วเบา นัยน์ตาสองคู่สบประสานกันท่ามกลางความสลัวของยามเช้ามืด ก่อนที่เชษฐ์จะกระซิบเสียงเบาราวเกรงว่าน้ำหนักเสียงที่ดังเกินไปจะรบกวนการพักผ่อนของเขา

"วันนี้อยากไปไหนบ้างหรือเปล่า? หลังตื่นนอนแล้วฉันจะได้พาไป ต้องมาอุดอู้อยู่ที่โรงพยาบาลทั้งอาทิตย์เธอคงเบื่อ"

การแสดงความใส่ใจอันแสนจะอ่อนโยนนั้นทำให้ภัทรน้ำตารื้น เขาอยากจะตอบตรงกับความในใจเหลือเกินว่าไม่ใช่เลย การคอยเฝ้าดูแลอีกฝ่ายแค่นั้นยังชดเชยกับทุกสิ่งที่คุณเชษฐ์เคยทำให้ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ทำได้มากที่สุดเพียงฝืนยิ้มแล้วส่ายหน้าเพื่อเก็บด้านที่อ่อนไหวจนตัวเองยังหงุดหงิดเอาไว้เพียงลำพัง

"ผมไม่อยากไปไหนหรอกครับ แค่ได้อยู่กับคุณเชษฐ์ก็พอแล้ว"

คำตอบนั้นทำให้คนฟังยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู เชษฐ์แนบริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนทีหนึ่งก่อนจะดึงสายเข็มขัดนิรภัยของเขามาคาดให้ จากนั้นก็ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้จนถึงคาง

"งั้นก็หลับพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวถึงเมื่อไหร่แล้วฉันจะปลุก"

ภัทรพยักหน้าแล้วหลับตาลง หลังจากเชษฐ์ออกรถได้ไม่นานเขาก็หรี่ตาขึ้นอีกครั้งแล้วลอบมองอีกฝ่ายจากด้านข้าง ใจอยากเหลือเกินที่จะยื่นมือออกไปลูบไล้เสี้ยวหน้าคร้ามเข้มและกุมมือใหญ่เอาไว้เพื่อขับไล่ไอหนาวที่เกาะกุมจิตใจ แต่ในไม่ช้าก็พ่ายแพ้ให้แก่ความเหน็ดเหนื่อยที่แผ่ซ่านไปตามกล้ามเนื้อทั่วร่างจนไม่อาจทนฝืน ในที่สุดนัยน์ตาเรียวก็ต้องยอมปิดลงอย่างจำใจ และปล่อยตัวเองให้หลับไหลในห้วงนิทรารมณ์อย่างแท้จริง



++---TBC---++



A/N: เป็นครึ่งหลังที่ต่อจากครึ่งแรก (เอ่อ...มันก็ต้องอย่างนั้นสิ) เนื้อหาของตอนนี้อาจไม่ค่อยมีอะไรให้ลุ้นหรือตื่นเต้นมากนะคะ แต่ก็แอบแฝงรายละเอียดสำคัญที่จะโยงไปยังตอนต่อไป ที่คนเขียนก็ลุ้นมากว่าจะเป็นตอนจบของเรื่องหรือไม่อยู่เหมือนกัน ตอนที่แล้วทิ้งปมชงมาม่าไว้จนคนอ่านตัดพ้อกันหลายคน ตอนนี้คงจะไม่มากเท่าตอนก่อนแล้วเนาะ? แล้วพบกันใหม่ตอนต่อไปนะคะ ขอบคุณทุกคอมเม้นต์ล่วงหน้าด้วยค่า




 

Create Date : 21 มีนาคม 2556    
Last Update : 21 มีนาคม 2556 10:09:47 น.
Counter : 1079 Pageviews.  

แค่สบตา ก็รู้ว่ารัก 23 (ครึ่งแรก)

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


ตอนที่ 23. (ครึ่งแรก)


หลังจากเชษฐ์เปลี่ยนเสื้อผ้ามาใส่กางเกงสำหรับอยู่บ้านกับเสื้อยืดแขนสั้น เขาก็เดินลงบันไดไปยังห้องนั่งเล่นชั้นล่าง และพบว่าในห้องมีเพียงบิดาคนเดียวที่นั่งรออยู่ที่โซฟา

"มาแล้วครับพ่อ ขอโทษที่ให้รอ"

"ไม่เป็นไรหรอก นั่งสิ"

คุณชาญหยิบรีโมทขึ้นมาปิดโทรทัศน์ที่เมื่อครู่นั่งดูฆ่าเวลา ผู้สูงวัยมองบุตรชายคนเล็กที่หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามเงียบๆ ครู่หนึ่ง ถึงแม้จะมีลูกแฝด แต่บุตรชายทั้งสองเกิดจากไข่คนละใบ ทำให้แม้หน้าตาจะคล้ายกันแต่ก็ยังสามารถแยกแยะกันได้อย่างชัดเจน สำหรับชินรุจน์ แฝดพี่จะค่อนข้างหน้าตาคล้ายเขาแต่มีนัยน์ตาคล้ายแม่ก็คือเพียงมาศ ในขณะที่เชษฐ์กลับมีประพิมประพายคล้ายพ่อของเขาหรือก็คือปู่ของเจ้าตัวมากกว่า ไม่นับนิสัยใจคอที่ค่อนข้างสุขุมคล้ายกันอีกด้วย

"พ่อมีอะไรเหรอครับ?"

เมื่อเห็นบิดานั่งจ้องหน้าเขาโดยไม่พูดอะไร เชษฐ์ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบให้ก่อน เขาคาดเดาได้จากแววตาของผู้ให้กำเนิดว่าเรื่องที่ถึงกับต้องเรียกมาคุยกลางดึกคงเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรเท่านั้น

"งานตอนนี้เป็นยังไงบ้าง? เห็นว่าก่อนเข้าโรงพยาบาลนี่ไปอยู่เวียดนามไม่ใช่รึ?"

เชษฐ์ยักไหล่ "งานค่อนข้างยุ่งครับ คุณปรีชาคงเล่าให้พ่อฟังแล้วเรื่องที่สำนักงานใหญ่อยากเจาะตลาดที่นั่น ก็เลยจะตั้งสำนักงานแล้วให้คนของเราไปดูแลในช่วงแรก"

"คุณปรีชาบอกแล้ว แล้วก็บอกพ่อด้วยว่าเขาอยากให้แกไปอยู่ที่นั่น เพราะว่าเทียบกับคนอื่นแล้วแกคล่องตัวที่สุด แล้วทางสำนักงานใหญ่ก็เห็นชอบด้วย"

"ก็แค่เบื้องบนคุยกันแต่ยังไม่มีอะไรชัดเจน อีกอย่างถึงไม่ส่งผมไป คุณปรีชาก็ยังมีคุณอั๋นเหลืออีกคน แกไปเวียดนามสลับกับผมหลายครั้งแล้ว ก็รู้จักตลาดที่นั่นดีพอสมควร"

ทั้งใบหน้าและน้ำเสียงดูเผินๆ เรียบนิ่ง ส่วนคำตอบก็ไม่ใช่ทั้งเชิงรับหรือปฏิเสธ ทว่าจากอาการที่คนพูดเอนหลังพิงพนักมากขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอกก็บ่งบอกเป็นนัยว่ากำลัง 'เตรียมตั้งรับ' สิ่งที่บิดากำลังจะพูดต่อจากนี้ ซึ่งคงเป็นความเคยชินจากการทำงานเป็นผู้บริหารที่ต้องเจรจากับคนหลายระดับมาหลายปี ทำให้ต้องคอยสังเกตท่าทางและคำพูดของคู่สนทนาเพื่อประเมินการเคลื่อนไหวขั้นต่อไปอยู่ตลอดเวลา

มีชั้นเชิงสมกับเป็นนักธุรกิจ...คุณชาญคิดในใจ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังเลือดร้อนพอจะทำอะไรบ้าบิ่นอย่างเอาตัวเข้าไปบังคนอื่นตอนหน้าสิ่วหน้าขวานโดยไม่คิดสักนิดว่าตัวเองจะต้องเจ็บตัว...

ผู้สูงวัยจงใจเว้นจังหวะด้วยการยกน้ำชาขึ้นจิบ ตอนบุตรชายทั้งสองยังเล็กนั้นพวกเขาสี่คนพ่อแม่ลูกสนิทสนมกันมาก แต่นับตั้งแต่เชษฐ์ไปเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศ แถมหลังจากกลับมาทำงานที่เมืองไทยได้ไม่นาน เขากับภรรยาก็ตัดสินใจไปทำธุรกิจกับเพื่อนที่ต่างประเทศอีก ทำให้ห่างเหินกับบุตรชายคนเล็กไปพอสมควร ไม่เหมือนชินรุจน์ที่ติดตามพวกเขาไปด้วยและช่วยทำงานที่นั่นมาตลอด

"ถ้าหากตอบรับไปเวียดนาม แกก็จะได้ตำแหน่งกับเงินเดือนสูงขึ้นนะ"

ผู้สูงวัยโยนหินถามทาง แม้จะพอวิเคราะห์ได้จากคำตอบเมื่อครู่ว่าบุตรชายมีเป้าหมายอื่นในใจอยู่แล้ว

"เรื่องนั้นผมรู้ แต่ถึงไม่ไปเวียดนามก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่มีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งเสียหน่อย อีกอย่างถึงไปก็คงไม่ได้อยู่ที่นั่นถาวรอยู่ดี ถ้าระบบทางนั้นอยู่ตัวแล้วเขาก็คงให้คนในท้องที่ดูแลกันเอง"

"ยิ่งไม่จำเป็นต้องไปอยู่ถาวรก็ยิ่งแปลว่าแกไม่มีเหตุผลจะต้องปฏิเสธโอกาสแบบนี้นี่นา หรือที่พ่อพูดนี่ไม่จริง?"

คิ้วดกหนามุ่นเข้าหากันเล็กน้อย เพราะเริ่มจับได้ว่าอีกฝ่ายเริ่มใช้ฐานะ 'พ่อ' มาหว่านล้อมเขาเรื่องงาน

"ความจริงผมเคยคุยเรื่องนี้กับคุณปรีชาไปแล้ว หรือคุณปรีชาฝากให้พ่อมาคุยกับผมใหม่?"

เพราะก่อนหน้าที่จะบินด่วนกลับมาเมืองไทยและเกิดเหตุให้ต้องเข้าโรงพยาบาล เขาโทรศัพท์คุยกับท่านประธานเรียบร้อยแล้วว่าผู้ที่สมควรได้โอกาสนี้มากกว่าคือคุณอั๋นที่อาวุโสและทำงานมานานกว่าเขา และให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าเขามีโครงการใหม่อยากนำเสนอมากมายที่จะดำเนินการได้ยากหากต้องไปอยู่ต่างประเทศ ซึ่งตอนนั้นคุณปรีชาก็รับรู้และยอมรับการตัดสินใจของเขากลายๆ แล้ว

ชาญส่ายศีรษะพลางวางแก้วชาลง "เปล่า แต่อย่าลืมสิว่าคุณแพทริกเป็นลูกค้าประจำของร้านเรา เขาบอกว่าได้เจอแกตอนที่ไปอบรมที่สำนักงานใหญ่แล้วถูกใจ บอกว่าถ้าแกได้ไปทำงานที่เวียดนามแล้วผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ อาจจะทำเรื่องดึงแกไปประจำที่สำนักงานใหญ่เลยก็ได้"

เชษฐ์เลิกคิ้ว แต่หาใช่เพราะความแปลกใจที่บิดารู้จักกับหัวเรือใหญ่ของบริษัท เพราะก่อนจะออกไปทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับร้านอาหารและนำเข้าสินค้าจากเมืองไทย พ่อของเขาก็เป็นคนที่ร่วมปลุกปั้นบริษัทในเมืองไทยกับคุณปรีชาจนเติบโตมาถึงทุกวันนี้ เพียงแต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าผู้บริหารอาวุโสยอมรับความสามารถของเขาทั้งที่ได้ทำงานร่วมกันไม่กี่วันถึงเพียงนั้น

เกิดความเงียบขึ้นในห้องนั่งเล่นครู่ใหญ่ ทว่าสีหน้าที่แทบไม่เปลี่ยนไปทำให้ผู้สูงวัยยากจะเดาว่าบุตรชายคิดอะไรอยู่ จึงรีบถือโอกาสตีเหล็กขณะที่ยังร้อน

"ที่พ่อแยกออกมาทำธุรกิจส่วนตัวเพราะอยากทำอะไรที่เป็นของตัวเองแล้วก็เข้ากับนิสัยมากกว่า ตาชินเองก็คิดเหมือนกัน แต่แกไม่เหมือนพ่อกับตาชิน นิสัยแกเหมาะจะแสดงฝีมือในองค์กรใหญ่เพื่อเลื่อนสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ สำนักงานที่เมืองไทยมันเล็กไปสำหรับแกนะเชษฐ์ พ่ออยากให้แกคิดถึงความมั่นคงในอนาคตมากกว่าพอใจแค่กับอะไรใกล้ตัว ยิ่งมาเห็นแกต้องล้มหมอนนอนเสื่อแบบนี้พ่อยิ่งไม่สบายใจ"


สำหรับอะไรใกล้ตัวที่ว่านั้น คนพูดเจตนาละไว้โดยไม่ระบุออกมาให้ชัดเจน ซึ่งเชษฐ์ก็เข้าใจได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องทวนถามบิดาว่าต้องการจะหมายถึงอะไร

หรือในบริบทนี้...หมายถึง ‘ใคร’

ตลอดเวลาหลายวันที่ได้อยู่ในโรงพยาบาล เขารับรู้ได้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับภัทรอยู่ในสายตาของผู้สูงวัยทั้งสองโดยตลอด ซึ่งเขาก็จงใจแสดงออกเท่าที่ทำได้ให้ทั้งคู่รับรู้ว่านี่คือคนที่เขาเลือก เพราะเชื่อว่าบิดาและมารดาผ่านโลกมามากพอที่จะเข้าใจและยอมรับคนที่เขามอบหัวใจให้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แต่การยอมรับนั้นดูเหมือนจะไม่ได้หมายรวมว่าความเป็นห่วงในอนาคตของเขาจะลดลง ต่อให้เขาเป็นผู้ใหญ่อายุสามสิบกว่าเช่นนี้แล้วก็ตาม

ประกายลึกล้ำพาดผ่านแววตาคมเข้มขณะร่างสูงใหญ่ยกนิ้วชี้ขึ้นดันแว่น "ที่พ่อพูดมาก็ถูกครับ คุณปรีชาก็เคยสอนผมตั้งแต่เริ่มทำงานแล้วว่าเราไม่ควรทิ้งทุกโอกาสที่ก้าวเข้ามาหาหรือมีคนหยิบยื่นให้ เรื่องไปสำนักงานใหญ่ผมจะเก็บไปคิดดู"

"อ้าว พ่อลูกมัวคุยอะไรกันจ๊ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไปสนามบินแต่เช้ามืดไม่ไหวนะ"

เพราะเห็นว่าสามียังไม่เข้าห้องมาพักผ่อน คุณเพียงมาศจึงตั้งใจจะมาตาม แต่ไม่นึกว่าจะพบว่าอีกฝ่ายกำลังสนทนากับบุตรชายอยู่ในบรรยากาศที่ค่อนข้างเคร่งเครียด

เธอหาได้ตระหนักว่าการปรากฏตัวของตนเปรียบเสมือนระฆังที่ช่วยพักยกได้พอดิบพอดี

"คุยสัพเพเหระกันเสร็จแล้วล่ะครับแม่ นี่กำลังจะพากันไปนอนพอดีเลย เมื่อกี้พ่อก็บ่นว่าง่วงแล้วเหมือนกันนี่ครับ"

ท้ายประโยคเชษฐ์หันไปโกหกตาใสใส่ผู้เป็นพ่อ ฝ่ายคุณชาญเพียงแต่หัวเราะหึหึเพราะรู้ว่าเจ้าลูกคนนี้คงไม่อยากให้มารดารู้ว่าพวกเขากำลังคุยกันเรื่องอะไร เพราะดีไม่ดีเพียงมาศอาจยิ่งคะยั้นคะยอลูกหากรู้ว่าเชษฐ์มีโอกาสได้ไปอยู่สำนักงานใหญ่ เนื่องจากใจคนเป็นแม่ก็ย่อมอยากให้เลือดเนื้อเชื้อไขย้ายไปอยู่ใกล้ตัวมากกว่าอยู่แล้ว เขายังจำได้ว่าตอนได้รับโทรศัพท์ว่าบุตรชายบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล ภรรยาร้องห่มร้องไห้อย่างเสียขวัญเพียงใด

เรื่องที่ต้องพูดเขาก็ได้พูดไปแล้วในฐานะพ่อและผู้ใหญ่ที่ผ่านน้ำร้อนมาก่อน หลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ที่เจ้าตัวจะต้องไปคิดชั่งน้ำหนักเอาเองว่าอะไรคือสิ่งที่ควรจะทำ หรือทางเลือกไหนที่ควรจะเลือกเพื่ออนาคตของตัวเอง ดังนั้นเขาคิดว่าหยุดบทสนทนาไว้ตรงนี้ก็เหมาะสมดี

"อืม ใช่ ขอโทษนะ คุณเลยต้องลำบากลุกจากเตียงมาตาม" ผู้สูงวัยเอ่ยพลางลุกขึ้นแล้วยื่นมือไปกุมมือของภรรยา ทำให้โดนคนที่เดินมาตามค้อนควัก

"พูดอะไรอย่างนั้นล่ะคะ ถ้าพรุ่งนี้เช้าคุณตื่นไม่ไหวมาศก็ตกเครื่องสิ"

ประโยคหยอกเย้าของผู้สูงวัยทำให้เชษฐ์ยิ้มออกมาได้ สิ่งหนึ่งที่เขาภูมิใจก็คือได้เติบโตมาในครอบครัวที่บิดาและมารดารักใคร่ห่วงใยกันด้วยดีมาตลอดอายุสามสิบกว่าปีของเขา

คุณชาญหันมาเอ่ยกับบุตรชายบ้าง "ถ้าอย่างนั้นแกก็ไปพักผ่อนเถอะไป ตัวเองเพิ่งออกจากโรงพยาบาลแท้ๆ แน่ใจแล้วรึว่าจะไม่โทรเรียกแท็กซี่ให้มารับพ่อกับแม่ตอนเช้าแทน?"

"เดี๋ยวขับรถไปส่งพ่อกับแม่ที่สนามบินแล้วผมก็กลับมานอนต่อได้ แค่นี้ไม่เป็นไรหรอกครับ ตอนอยู่โรงพยาบาลผมนอนเยอะเกินโควต้าแล้วด้วยซ้ำไป"

ชายหนุ่มเอ่ยติดตลกขณะเดินตามไปส่งผู้สูงวัยทั้งสองที่ห้องนอนชั้นล่าง ซึ่งเป็นห้องของทั้งคู่มาตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ที่บ้านนี้ ส่วนเขากับพี่ชายมีห้องนอนชั้นบนกันคนละห้อง

"ถ้างั้นก็ฝันดีนะจ๊ะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้ตอนเช้า"

คุณเพียงมาศหันมาโอบลูกชายแล้วเขย่งปลายเท้าขึ้นหอมแก้ม ซึ่งหญิงสูงวัยทำเช่นนี้กับลูกๆ มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก พอเข้าวัยรุ่นคู่แฝดก็เริ่มเขินและบ่ายเบี่ยงบ้าง แต่พออายุมากขึ้นและไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันมากอย่างเมื่อก่อน เวลาเจอกันเชษฐ์จะยอมให้มารดาปฏิบัติด้วยเหมือนสมัยยังเป็นเด็กแต่โดยดี

"ราตรีสวัสดิ์ครับ"

หลังจากส่งทั้งคู่เข้าห้องนอนแล้ว ชายหนุ่มก็เดินล็อกประตูหน้าต่างในบ้านและปิดไฟก่อนจะขึ้นไปชั้นบน ตอนนี้ความกระตือรือร้นที่จะสานต่อเรื่องในห้องน้ำก่อนที่จะถูกขัดจังหวะดับมอดไปแล้ว อีกอย่างเขาเองก็ต้องพักผ่อนเพื่อตื่นมาขับรถไปส่งบิดากับมารดาไปสนามบินตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างอีกด้วย

ร่างสูงใหญ่ปิดไฟตรงโถงชั้นสองก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน เขาพบว่าภายในห้องมีเพียงโคมไฟหัวเตียงให้แสงสว่างอยู่ดวงเดียว ส่วนใครอีกคนที่นอนร่วมห้องกันได้นอนตะแคงหันหลังให้อยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว

"ภัทร? หลับแล้วเหรอ?"

มีเพียงความเงียบงันที่เขาได้รับแทนคำตอบ ชายหนุ่มจึงปิดประตูอย่างเบามือก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ หลังจากถอดแว่นออกพับวางบนโต๊ะข้างเตียง เขาก็เลิกชายผ้าห่มแล้วสอดตัวเข้าไปนอนซ้อนหลังร่างเพรียวโดยพยายามระวังไม่ปลุกให้ตื่น เสียงหายใจสม่ำเสมอบอกให้รู้ว่าภัทรน่าจะหลับสนิทมาได้พักใหญ่

เชษฐ์ปิดโคมไฟก่อนจะยกแขนขึ้นโอบกระชับคนที่นอนหันข้างให้ ปลายจมูกโด่งคลอเคลียเรือนผมนุ่มพลางสูดกลิ่นหอมอ่อนจางเข้าในปอด ตอนยังพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะนอนร่วมเตียงกันทุกคืนเหมือนตอนนี้ กระนั้นบรรยากาศก็ไม่ค่อยเป็นใจเพราะไหนภัทรจะคอยห่วงอาการของเขาจนไม่ยอมให้ทำอะไรมากกว่าจูบ ไหนจะหมอกับพยาบาลที่คอยเข้ามาตรวจวันละสองสามครั้ง ไหนจะพ่อแม่ของเขาเองและแขกคนอื่นที่มาเยี่ยมอีก ทำให้แม้จะได้อยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้มีเวลาส่วนตัวร่วมกันสักเท่าไหร่

แต่หลังจากนี้...เขาจะไม่ปล่อยให้เวลาที่เสียไปต้องสูญเปล่าอีกแล้ว

เสียงลมหายใจเป็นจังหวะกับไออุ่นของร่างในอ้อมแขนขับกล่อมให้เชษฐ์หลับก่อนจะทันรู้ตัวว่าตนเหน็ดเหนื่อยกับวันนี้แค่ไหน ความอ่อนเพลียทำให้เขาหลับสนิทโดยไม่ทันรู้สึกว่าร่างที่กอดมีการเคลื่อนขยับ ภัทรลืมตาขึ้นช้าๆ และยกแขนที่พาดบนเอวออกอย่างระมัดระวังเมื่อจับได้ว่าอีกฝ่ายหลับแล้ว จากนั้นร่างเพรียวก็ลุกขึ้นนั่งพลางเหลียวลงมองใบหน้าคมคายที่เห็นได้รางเลือนภายใต้แสงจันทร์ผ่านหน้าต่าง แววตาที่ปกติสุกใสทอประกายอ่อนล้าขณะชันเข่าขึ้นแล้วซบหน้าลงไปโดยไม่มีน้ำตาหลั่งออกมาสักหยดเดียว



++---TBC---++



A/N: มาแล้วค่า ตอนใหม่ที่ทุกคนรอคอย ที่ต้องปล่อยครึ่งแรกออกมาก่อนเพราะสัปดาห์นี้งานยุ่งมากๆๆ แต่ไม่อยากให้คนอ่านค้างจากเนื้อหาตอนก่อนกันนานๆ ก็เลยเอามาลงให้ก่อน ยิ่งใกล้จบก็ยิ่งรู้สึกใจหาย แต่ก็ดีใจที่เขียนมาได้ถึงขั้นนี้แล้ว ติดตามกันต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจบด้วยนะคะ ขอบคุณค่า




 

Create Date : 18 มีนาคม 2556    
Last Update : 18 มีนาคม 2556 11:07:05 น.
Counter : 1081 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.