Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 41


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 41


รถราวิ่งสวนกันขวักไขว่บนท้องถนนในช่วงเย็นย่ำของวันทำงาน กฤตภาสเองก็เป็นคนหนึ่งที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยในชั่วโมงนี้เช่นกัน แต่เขาก็ไม่ได้หงุดหงิดเพราะไม่ได้รีบร้อนจะไปถึงจุดหมายสักเท่าไหร่

ชายหนุ่มใช้เวลาฝ่าการจราจรราวชั่วโมงเศษๆ ก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านชานเมือง เขาเลี้ยวเข้าไปแล้วก็ขับไปหยุดหน้ารั้วเหล็กบานใหญ่ที่คุ้นเคย หลังจากบีบแตรได้ครู่หนึ่งก็มีคนเปิดประตูให้ เขาจึงเลี้ยวรถเข้าไปจอดตรงบริเวณที่ว่างด้วยความเคยชิน

ไม่ได้มาที่นี่เสียนาน...

กฤตภาสก้าวลงจากรถและพยักหน้าทักทายแม่บ้านที่มาเปิดประตูให้ จากนั้นก็เดินเข้าไปในบ้านซึ่งคุณยายและแม่ของเขากำลังทานมื้อเย็นอยู่ที่ห้องอาหาร

"สวัสดีครับ"

ชายหนุ่มยกมือไหว้ทั้งสองก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้อาวุโสที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ คุณจิตรียกมือขึ้นกอดเขาแล้วก็เอ่ยทักอย่างเอ็นดู

"ไม่เจอกันนานนะลูก กินข้าวมาหรือยังจ๊ะ? ยายจะได้ให้เขาตั้งโต๊ะให้เราด้วย"

"ก็ดีครับ นี่ผมตรงมาจากออฟฟิศก็เลยยังไม่ได้กินอะไร"

"งั้นนั่งเลยลูก แม่น้อม ตักข้าวให้ตากฤตหน่อยซิ"

ผู้สูงวัยหันไปบอกแม่บ้านซึ่งยืนรออยู่ด้านข้าง จากนั้นก็หันมาถามเรื่องการงานของหลานชายอย่างใส่ใจ ตรงกันข้ามกับสมาชิกร่วมโต๊ะอีกคนที่เอาแต่ทานข้าวโดยไม่เจรจาพาทีเลยสักคำ

"ยายมุก ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมตากฤตมาหาทั้งทีถึงไม่ทักทายลูกเลยล่ะ?"

ผู้สูงวัยเห็นแม่แท้ๆ ของหลานชายเงียบผิดปกติก็หันไปถาม ฝ่ายหม่อมหลวงมุกตาภารวบช้อนส้อมแล้วก็เหลือบตาขึ้น นัยน์ตาที่สบกับกฤตภาสซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะฉายแววเย็นชา

กฤตภาสมองตอบด้วยแววตาไร้อารมณ์ไม่ต่างกัน

หางคิ้วของหม่อมหลวงมุกตาภากระตุก ทว่าหญิงวัยกลางคนเพียงยกผ้าขึ้นเช็ดมุมปาก จากนั้นก็ถอยเก้าอี้แล้วลุกขึ้น

"หนูอิ่มแล้วค่ะคุณแม่ กฤต ถ้ากินข้าวเสร็จแล้วตามไปเจอแม่ที่ห้องหนังสือด้วย"

ผู้อาวุโสมุ่นคิ้วขณะมองตามหลังบุตรสาวที่เดินไปจากห้องทานข้าว จากนั้นก็หันกลับมาหากฤตภาสด้วยแววตาที่ทอประกายห่วงใย

"กฤตทะเลาะกับแม่อีกแล้วเหรอลูก?"

คุณจิตรีอาจไม่ค่อยได้ใช้เวลากับบุตรสาวและหลานชายนักนับตั้งแต่ทั้งสองย้ายไปอยู่อังกฤษ กระนั้นเมื่อสองแม่ลูกกลับมาเยี่ยมทีไรก็มักแสดงความไม่ลงรอยทางความคิดอยู่บ่อยครั้ง แม้จะตระหนักว่ากฤตภาสค่อนข้างก้าวร้าวในบางโอกาส แต่นั่นก็เป็นผลมาจากการเลี้ยงดูที่เข้มงวดจนเกินพอดีของบุตรสาวเธอเองทั้งสิ้น

"เปล่าครับ แม่เขาคงงอนที่กลับมาคราวนี้ผมไม่ค่อยมาหาล่ะมั้ง"

ตอนนี้ยังไม่ได้ทะเลาะ แต่อีกสักประเดี๋ยวก็ไม่แน่ กฤตภาสตัดสินใจเก็บประโยคนั้นไว้เพราะไม่ต้องการให้คุณยายเป็นกังวล หากจะเทียบกันแล้วแล้วเขายังรู้สึกผูกพันกับคุณยายมากกว่าผู้ให้กำเนิดด้วยซ้ำ เพราะคุณจิตรีไม่เคยมาเจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตเขา นอกจากนั้นยังอ่อนโยนและใจเย็นราวสายน้ำ ดังนั้นแม้ว่าจะไม่เคยพบคุณตาเพราะฝ่ายนั้นเสียไปตั้งแต่ก่อนที่เขาจะจำความได้ กฤตภาสก็ค่อนข้างมั่นใจว่ามารดาคงได้รับสืบทอดความเคร่งครัดและหัวแข็งมาจากหม่อมราชวงศ์เศกศิริอย่างแน่นอน

"เฮ้อ...พวกเรานี่เฉไฉเก่งทั้งคู่เลยนะ ยังไงก็แม่ลูกกัน มีอะไรก็ควรจะคุยกันดีๆ ว่าแต่หน้ากฤตไปโดนอะไรมาน่ะลูก?"

เนื่องจากสายตาค่อนข้างฝ้าฟาง ผู้สูงวัยจึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าแก้มข้างหนึ่งของหลานชายเป็นรอยเขียวช้ำ กฤตภาสไม่อยากอธิบายให้ยืดยาวจึงยักไหล่

"ตอนปิดตู้วันก่อนไม่ทันระวัง ฝาตู้มันเลยเด้งมาโดนเข้าน่ะครับ"

"ตายจริง! เจ็บมากมั้ยลูก? ต้องหายาทาแล้วคราวหน้าคราวหลังก็ต้องระวังกว่านี้นะ เรายิ่งอยู่ตัวคนเดียว เกิดเป็นอะไรหนักหนาขึ้นมาล่ะแย่เลย จริงๆ น้า ยายบอกแล้วว่าให้มาอยู่กับยายก็ไม่เชื่อ"

เมื่อเห็นผู้สูงวัยเริ่มหว่านล้อมให้เขาย้ายมาอยู่ด้วยเหมือนทุกครั้ง กฤตภาสก็รีบขอตัวเพื่อไปหามารดาทันที ถึงแม้จะเคารพคุณยายแค่ไหนก็ตาม แต่หัวเด็ดตีนขาดเขาก็จะไม่ยอมสูญเสียอิสระจากการใช้ชีวิตตามลำพังเด็ดขาด

ชายหนุ่มเดินขึ้นไปยังชั้นสองอย่างคุ้นเคยเพราะตอนเด็กๆ มักจะกลับมาอยู่ที่นี่เวลาปิดเทอม เขาตรงไปยังห้องหนังสือที่อยู่ด้านในสุด หลังจากเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ามารดานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ

กฤตภาสปิดประตูแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมข้างผนัง หม่อมหลวงมุกตาภาจึงค่อยเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจอ่าน เพียงแค่พลิกดูฆ่าเวลาระหว่างรอก็เท่านั้น

"แม่อยากคุยกับผมเหรอครับ?"

ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักพลางยกขาขึ้นวางไขว้กันบนที่วางขา สีหน้าไม่อนาทรร้อนใจจุดไฟโทสะในแววตาของผู้ให้กำเนิดซึ่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายรู้สาเหตุที่เธอเรียกมาหา

"เรื่องที่งานเลี้ยงเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนนั่นคืออะไร?"

"เรื่องที่งานเลี้ยง? หมายถึงงานของสมาคมที่น้าวิเป็นกรรมการเหรอครับ?"

"นอกจากงานนั้นแล้วได้ไปงานอื่นรึเปล่าล่ะ?"

หม่อมหลวงมุกตาภายังคงถามด้วยเสียงราบเรียบ แต่กฤตภาสรู้ดีว่าน้ำเสียงของคนพูดยิ่งเย็นแค่ไหน แปลว่าในใจก็ยิ่งเดือดดาลด้วยความโกรธเท่านั้น

"ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ ผมไปร่วมงานเพราะไอ้เหวินมาชวน ไม่เห็นจะมีอะไรแปลก"

"มันคงไม่แปลกหรอกถ้าลูกไม่ได้ไปแสดงตัวเป็นวีรบุรุษอยู่กลางงาน เด็กนั่นคือคนเดียวกับที่เคยลงข่าวด้วยเมื่อไม่นานนี้ใช่ไหม? รู้มั้ยว่าเพื่อนแม่กี่คนที่มาถามเรื่องนี้?"

ยิ่งพูดสีหน้าของหม่อมหลวงมุกตาภาก็ยิ่งเคร่งเครียด กฤตภาสนึกเสียดายที่คุณยายไม่ชอบให้มีกลิ่นบุหรี่ในบ้าน ไม่อย่างนั้นเขาคงควักออกมาจุดสูบเพื่อยั่วโมโหมารดาไปแล้ว

"ใช่ครับ คนเดียวกันนั่นแหละ ไม่ต้องห่วง ผมสู่ขอกับพ่อแม่เขาอย่างเป็นทางการแล้ว"

"ว่าไงนะ!?"

หม่อมหลวงมุกตาภาเบิกตากว้างเหมือนเห็นผี ใบหน้าประหลาดใจสุดขีดนั้นดูแล้วชวนหัวเราะเต็มทน แต่กฤตภาสเพียงแต่ยิ้มมุมปากและยักไหล่

"อย่างที่ผมบอก ผมสู่ขอกับพ่อแม่เขาไปแล้ว ดังนั้นแม่ไม่ต้องลำบากหาสะใภ้ให้ผมแล้วล่ะครับ"

หญิงวัยกลางคนยังมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ ครู่ใหญ่กว่าเจ้าตัวจะค่อยเปล่งเสียงได้

"แล้วหนูมีน..."

"มีนกับผมแค่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง แต่เราไม่ได้คิดอะไรกันมากกว่าพี่ชายน้องสาวเลย"

แถมท่าทางน้องสาวคนนี้จะเข้าตาเพื่อนสนิทไปแล้วด้วย เพราะวันถัดจากงานเลี้ยงนั้นศุภวัฒน์ก็โทรมาถามเขาทันทีว่าแกล้งคบกับเกล็ดมณีจริงหรือเปล่า จะได้มั่นใจว่าไม่ได้ตีท้ายครัวเพื่อน

หม่อมหลวงมุกตาภาสูดหายใจถี่รัวอย่างระงับอารมณ์ เธอพยายามแล้วที่จะไม่แสดงอาการเกรี้ยวกราดเหมือนคนเสียสติ แต่สีหน้าท่าทางของบุตรชายช่างท้าทายความอดทนที่เหลืออยู่น้อยนิดเต็มทน

"ที่ลูกไม่ยอมรับหนูมีน ที่พยายามต่อต้านทุกอย่างเพียงเพื่อเอาชนะแม่ใช่มั้ย? แล้วทำไมต้องเป็นเด็กคนนั้น!? กับแม่นางเอกละครก่อนหน้านี้ก็ยังดี ทำไมไม่รู้จักคบหาใครที่จะทำให้พ่อแม่ไม่อับอายเวลาแนะนำกับคนอื่นบ้าง! ถึงจะอยากประชดแม่ก็ไม่จำเป็นต้องไปคบเด็กผู้ชายที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าแบบนี้!!"

ชายหนุ่มหรี่ตาลง เขาใช้แววตาเย็นชาดั่งน้ำแข็งมองมารดาที่ลุกขึ้นยืนตะโกนใส่ แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายพบความผิดหวังในชีวิตคู่มาหลายครั้งจนไม่เชื่อในความรัก แต่เขาก็อดสมเพชไม่ได้ที่ผู้ให้กำเนิดยึดติดกับเรื่องหน้าตาทางสังคมจนไม่ทันคิดว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่มูลค่าที่คนรอบข้างตีกรอบให้

"อาจจะจริงที่ผมไม่มีวันยอมรับใครก็แล้วแต่ที่แม่พยายามจะยัดเยียดให้ แต่ผมยืนยันว่าผมไม่ได้เลือกตี้เพื่อประชดใครแน่นอน ผมรักเด็กคนนั้น ถ้าไม่ใช่เขาผมก็ไม่สนใจ"

กฤตภาสลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ประตู เพราะต่อให้อธิบายอะไรต่อไปในเวลานี้ก็เปล่าประโยชน์ แต่แล้วมือที่กำลังจะหมุนลูกบิดก็ชะงัก

"ถือว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่ ก็ดี...ถ้ายังไงก็จะคบเด็กคนนั้นให้ได้ล่ะก็ ต่อไปก็ไม่ต้องมาเรียกว่าเป็นแม่ลูกกันอีก!"

ร่างสูงใหญ่เพียงแค่หันกลับไปมองคนพูด แววตาของเขาไม่บ่งบอกว่าตระหนกตกใจหรือโมโห เพียงแค่ทอดสายตามองผู้ให้กำเนิดนิ่งๆ

เป็นความนิ่งที่กดดันให้แม้แต่คนที่กำลังเกรี้ยวกราดยังต้องอึดอัด

"ถ้าอยากทำอย่างนั้นก็ตามใจ แต่ผมคงเสียดายนะครับที่แม่จะตัดเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองทิ้งด้วยเหตุผลแค่นี้"

ใบหน้าที่ยังคงเค้าความสวยในวัยสาวของหม่อมหลวงมุกตาภาซีดเผือด กฤตภาสไม่เอ่ยอะไรอีกแล้วก็ก้าวออกจากห้อง เขาเดินลงบันไดไปชั้นล่างและพบว่าคุณจิตรียืนรออยู่ด้วยสีหน้าเป็นกังวล

"เดี๋ยวผมกลับก่อนนะครับคุณยาย วันหลังผมจะมาหาใหม่"

"กฤต...มีเรื่องอะไรกับแม่เขากันแน่น่ะลูก? เมื่อกี้ยายได้ยินเสียงตะโกน"

หญิงชรายกมือขึ้นลูบหน้าเขาอย่างห่วงใยโดยระวังไม่ให้โดนบริเวณที่ฟกช้ำ กฤตภาสจึงพยายามจะยิ้มปลอบ ขณะเดียวกันก็ตระหนักได้ว่าเมื่อครู่นี้แม่ของเขายังไม่เห็นสนใจจะถามว่าหน้าโดนอะไรมา

"ไม่มีอะไรซีเรียสครับคุณยาย อาจต้องให้เวลาแม่เขาสักหน่อย พอผ่านไปสักพักก็คงทำใจได้เองล่ะครับ"

เพราะถ้าทำใจไม่ได้ก็คงช่วยไม่ได้... กฤตภาสคิดพลางก้มลงหอมแก้มคุณยายก่อนจะเดินออกจากบ้าน ฝ่ายคุณจิตรีได้แต่ยืนมองส่งหลานชายด้วยใจหนักอึ้ง เธอตระหนักดีว่าทั้งลูกและหลานต่างขิงก็ราข่าก็แรง จึงได้แต่ภาวนาว่าขอให้ปมใดๆ ก็ตามที่เป็นชนวนความขัดแย้งนั้นคลี่คลายได้ในสักวัน เพราะตลอดชีวิตของเธอต้องทนเห็นความขัดแย้งที่ทำให้คนในครอบครัวไม่มีความสุขมามากเกินพอแล้ว

กฤตภาสขับรถฝ่าการจราจรจนกระทั่งกลับมาถึงคอนโด หลังจากอาบน้ำแล้วก็เดินออกไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง ร่างสูงเหยียดแขนทั้งสองออกยันราวระเบียงขณะมองไปยังแสงไฟจากอาคารบ้านเรือน ความตึงเครียดที่สั่งสมทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว

ต่อไปก็ไม่ต้องมาเรียกว่าเป็นแม่ลูกกันอีก...งั้นหรือ

ชายหนุ่มยกมือเสยผมที่ตกลงมาปรกตา เขารู้ดีว่าตัวเองไม่เข้าข่ายลูกกตัญญูที่ควรได้ถ้วยรางวัลมาแต่ไหนแต่ไร และต่อให้ไม่ค่อยสนิทกับมารดาก็จริง การได้ยินคำพูดตัดรอนเหล่านี้ก็ยังทำให้รู้สึกเหนื่อยหน่ายไม่น้อย ส่วนตัวเขาเองอาจไม่ได้รู้สึกสูญเสียอะไรมากนักหากถูกตัดแม่ตัดลูกด้วยเหตุผลที่ใจแคบเช่นนี้ แต่ธีระเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก เขาจึงกังวลมากกว่าว่าเด็กนั่นจะไม่สบายใจหากได้รู้เรื่องนี้เข้า

จริงสิ...เกือบลืมโทรหาไปเลย...

เมื่อคิดถึงตรงนี้มุมปากของกฤตภาสก็หยักขึ้น เขาขยี้ก้นบุหรี่กับดินในกระถางต้นไม้ จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาคนที่ต้องคุยกันทุกคืนนับตั้งแต่เจ้าตัวออกจากโรงพยาบาล


++------++


เสียงโทรศัพท์ดังลั่นปลุกธีระซึ่งผล็อยหลับอยู่บนเตียงให้สะดุ้งตื่น เด็กหนุ่มยื่นมือออกควานหาโทรศัพท์ที่หล่นอยู่บนพื้น เมื่อปรือตาขึ้นเห็นชื่อของคนที่โทรมาก็รีบกดรับสาย

"ครับคุณกฤต"

"นอนแล้วเหรอ? เสียงสะลึมสะลือเชียว"

"เมื่อกี้นอนอ่านการ์ตูนแล้วเผลอหลับไปน่ะครับ คุณกฤตเพิ่งเลิกงานเหรอ?"

ธีระถามพลางลุกขึ้นนั่งพิงหมอน ตั้งแต่เขาออกจากโรงพยาบาลแล้วกฤตภาสก็โทรมาหาทุกคืน แต่ปกติจะโทรมาประมาณสองทุ่มครึ่ง วันนี้กลับโทรมาตอนเกือบสี่ทุ่ม ตอนแรกเขานึกว่าเจ้าตัวคงติดงานหรือไปกินเลี้ยงจนไม่โทรมาแล้วเสียอีก

"พอดีเมื่อเย็นไปกินข้าวที่บ้านคุณยายน่ะ พอกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จถึงค่อยโทรมา แล้ววันนี้ได้ออกไปไหนบ้างหรือเปล่า?"

"เมื่อเช้าไปทำบุญที่วัดแล้วก็ไปช่วยพ่อกับแม่ซื้อของเข้าบ้านครับ แล้วตอนเย็นก็ไปกินข้าวที่บ้านพี่หมู ตอนนี้น้องฟลุ๊คเริ่มคลานได้แล้ว ผมเลยเล่นกับหลานอยู่นานเลย เพิ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อสองทุ่มนี่เอง"

ธีระพยายามกลั้นหาวพลางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้กฤตภาสฟัง ทั้งที่เพิ่งจะปรับความเข้าใจจนกลับมาคุยกันดีๆ ได้ไม่กี่วันเท่านั้นเอง เขากลับรู้สึกเหมือนการโทรคุยกันก่อนนอนเป็นกิจวัตรที่ละเลยไม่ได้ไปเสียแล้ว

หากมาคิดทบทวนดูดีๆ วันที่เขาออกจากโรงพยาบาลนั้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ธีระมีความสุขที่สุด ถึงแม้จะเจ็บป่วย แต่มันก็ทำให้เขาได้ตระหนักว่าตนมีครอบครัวที่รักและเป็นห่วง เพื่อนใหม่และเก่าที่คอยให้กำลังใจ นอกจากนั้น...ยังได้สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับจากคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมอบสิ่งนั้นให้อีกด้วย

ความจริงแล้ว...กระทั่งวันที่กลับมาถึงบ้านนั้นเขาก็ยังไม่อยากเชื่อว่าเหตุการณ์ในห้องพักผู้ป่วยเมื่อตอนเช้าเป็นความจริง ถ้าไม่ใช่เพราะคืนนั้นกฤตภาสโทรมาหา เขาก็คงยังนึกว่าตัวเองฝันไปแน่ๆ

"...มั้ย?"

"หือ? คุณกฤตว่าไงนะครับ?"

ธีระเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอใจลอยทั้งที่ถือโทรศัพท์คาหู กระทั่งกฤตภาสถามว่าอะไรก็ไม่ทันฟังจนต้องขอให้ถามใหม่

"ฉันถามว่าพรุ่งนี้จะกลับมากรุงเทพฯ แล้วใช่มั้ย?"

"ใช่ครับ เพราะมะรืนนี้ก็เปิดเทอมแล้ว จะให้นั่งรถตู้จากสุพรรณไปเข้าเรียนตั้งแต่วันเปิดเทอมคงไม่ไหว"

"พ่อจะขับรถมาส่งเหรอ?"

"เปล่าครับ คงแค่ไปส่งขึ้นรถตู้ ช่วงนี้พ่อผมต้องขับรถส่งของบ่อยๆ แค่นี้ก็ลางานเถ้าแก่มาคอยอยู่กับผมตั้งหลายวันแล้ว"

ธีระไม่แน่ใจว่าหูเฝื่อนหรือว่าได้ยินเสียง 'ฮึ' จากปลายสายจริงๆ เขาพยายามกลั้นหาวอีกแต่เสียงก็ยังเล็ดลอดไปถึงคู่สนทนาจนได้

"งั้นก็ช่างเถอะ เดี๋ยวกลับถึงกรุงเทพฯ ก็โทรมาบอกด้วยแล้วกัน แล้วก็ไปนอนได้แล้ว เอาแต่หาวหวอดๆ ยังกับไม่อยากคุยอย่างนั้นแหละ"

"ไม่ใช่ซักหน่อย ก็คุณกฤตโทรมาดึกเอง แล้วเมื่อเช้าผมก็โดนปลุกแต่เช้าด้วยนี่นา"

เด็กหนุ่มรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน แล้วก็หัวใจเต้นแรงเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากปลายสาย อดจะนึกหมั่นไส้คู่สนทนาไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอยากเห็นหน้าขึ้นมาติดหมัดด้วย

ทั้งที่ดึกขนาดนี้แต่ก็ยังโทรมาหา...แปลว่าเขาคงไม่ได้หลงตัวเองหรอกนะ...

"คุณกฤต นี่คิดถึงผมมากเลยใช่มั้ยครับ?"

เขาไม่ทันคิดอะไรก็เอ่ยปากถามไปแล้ว คำถามอันไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้กฤตภาสเป็นฝ่ายอึ้ง เพราะปกติแล้วจะมีแต่เขาที่เป็นฝ่ายเย้าแหย่ พอถูกรุกก่อนบ้างจึงตั้งตัวไม่ทัน

เด็กคนนี้...

"ถ้าไม่คิดถึงจะโทรหาทำไม เธอเคยเห็นฉันโทรคุยกับใครนานๆ นอกจากเรื่องงานไหมล่ะ?"

คำตอบที่ได้ทำให้คนที่รอฟังยิ้มกว้าง ธีระเหลือบมองกระจกบนโต๊ะแล้วก็ได้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยแต่กลับเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ยิ้มจนปวดแก้มแบบนี้มันผ่านมานานแค่ไหน

ไม่อยากเชื่อเลยว่าใบหน้าที่สะท้อนในกระจกตอนนี้จะเกิดจากกฤตภาส

"คุณกฤต ช่วยบอกว่าคิดถึงผมชัดๆ อีกทีได้มั้ย?"

"ไม่เอาหรอก พูดบ่อยๆ เฝือจะตาย"

"อะไรกัน ทีคำว่ารักยังเคยพูดได้เลยนี่นา"

"ไอ้นั่นถ้าพูดบ่อยๆ ก็เฝือเหมือนกัน อีกอย่างพูดผ่านโทรศัพท์ไปก็เท่านั้นแหละ เธอชอบให้ฉันพูดคำเลี่ยนๆ พวกนั้นทั้งที่ไม่เห็นหน้ากันแบบนี้น่ะเหรอ"

"คุณกฤต! จำไว้เลยนะ ผมนอนดีกว่า ไม่อยากคุยด้วยแล้ว"

ธีระชักฉุนขึ้นมา แต่กลับกลายเป็นว่าปลายสายหัวเราะชอบใจ

"เป็นเด็กเป็นเล็กรีบนอนไวๆ แหละดีแล้ว พรุ่งนี้ถึงกรุงเทพฯ แล้วก็อย่าลืมโทรมาบอกนะ เข้าใจมั้ย"

"ครับๆ คุณพ่อ ฝันดีนะครับ บ๊ายบาย"

เฮ้อ...เพิ่งจะเริ่มคุยหวานๆ กันได้ไม่เท่าไหร่ก็โดนทำให้เสียมู้ดทุกที กับคุณกฤตนี่คงหวังจะให้ปากหวานไม่ไหวละมั้ง

แต่ว่า...ทำไมเขาถึงยังยิ้มเหมือนคนบ้าอยู่อีกล่ะ ต๊องจริงๆ เลยตี้เอ๊ย...ไปแปรงฟันนอนดีกว่า

เด็กหนุ่มคิดพลางลุกขึ้นไปเปิดประตูเพื่อจะไปห้องน้ำ แต่เมื่อเห็นว่ามีคนยืนอยู่หลังประตูก็สะดุ้งโหยง

"เอ่อ...พ่อกับแม่มีอะไรกับตี้หรือเปล่า?"

ธีระถามเสียงตื่น เพราะปกติหลังสามทุ่มนั้นบ้านเขาก็เข้าห้องใครห้องมันแล้ว แต่นี่สี่ทุ่มกว่าแล้วพ่อกับแม่ยังมายืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร

อธิศหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอนโดยไม่เอ่ยอะไร ทว่ารอยย่นบนหน้าผากบ่งบอกความไม่พอใจชัดเจน ฝ่ายธาริณีได้แต่ถอนหายใจก่อนจะจูงธีระกลับเข้าไปในห้อง

"พอดีพ่อกับแม่เพิ่งสวดมนต์ที่ห้องพระเสร็จแล้วกำลังจะไปนอน เห็นห้องตี้ยังไม่ปิดไฟก็เลยว่าจะมาบอกว่าให้นอนได้แล้ว แต่พอดีได้ยินเสียงคุยโทรศัพท์เสียก่อน"

แม่ของเขานั่งลงบนเตียงแล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ ธีระเห็นแววตาของคนพูดก็หน้าแดง เพราะเท่ากับว่าที่เขาคุยกระเง้ากระงอดกับคุณกฤตเมื่อครู่...พ่อกับแม่ได้ยินทั้งหมด

"แม่...คือว่าตี้..."

"แม่ก็ไม่อยากพูดให้ตี้ไม่สบายใจหรอกนะ แต่พ่อเขาไม่ชอบคุณกฤตเอามากๆ ตี้ก็คงรู้ใช่ไหม?"

ธีระเงียบไป เขามองสีหน้าสงบเยือกเย็นของอีกฝ่ายแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่แค่พ่อหรอก แม่เขาก็ไม่ชอบกฤตภาสเหมือนกัน แต่ที่ไม่พูดก็เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจเขาเท่านั้นเอง

"สังคมของคุณกฤตต่างจากพวกเรามาก แถมเขาเองก็เป็นผู้ใหญ่กว่าตี้มากด้วย แล้วตี้เชื่อเหรอว่าเขาจะชอบตี้จริงๆ?"

หญิงวัยกลางคนไม่ถามว่าลูกชายชอบกฤตภาสจริงหรือเปล่า เพราะน้ำเสียงที่ได้ยินตอนคุยโทรศัพท์และสีหน้าตอนที่เปิดประตูออกมาก็บ่งบอกความในใจหมดแล้ว เพียงแต่เธอกลัวลูกจะถูกหลอกมากกว่า อายุยี่สิบเอ็ดอาจไม่ใช่เด็กแล้วก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็ยังอ่อนเดียงสาต่อโลกและคนที่มากประสบการณ์กว่าอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจ้าเล่ห์อย่างกฤตภาสที่เคยหลอกเธอได้สำเร็จมาแล้วเมื่อครั้งที่มาตามธีระกลับไปฝึกงาน

เด็กหนุ่มนั่งลงบนพื้นแล้วหนุนศีรษะลงบนตักมารดา เขาพยายามคิดเลือกคำพูดอย่างระมัดระวังเพราะรู้ว่าที่อีกฝ่ายเอ่ยเช่นนั้นก็เพราะเป็นห่วง

"ตี้...เข้าใจว่าทำไมพ่อไม่ชอบคุณกฤต ตอนแรกตี้ก็ไม่ชอบเขาเหมือนกัน คุณกฤตขี้แกล้งแถมเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องเอาให้ได้ เวลาพูดอะไรก็ไม่คิดถึงหัวอกคนอื่น"

ธีระได้ยินเสียงสูดหายใจลึกจึงเงยหน้าขึ้น พอเห็นมารดามุ่นคิ้วถึงคิดได้ ตายล่ะ ทำไมเขาดันนึกได้แต่คุณสมบัติแย่ๆ ของคุณกฤตล่ะเนี่ย

"แต่คุณกฤตไม่ใช่คนเลว ถึงจะเจ้าเล่ห์ไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่คนโกหกหลอกลวง ตี้รู้ว่าพูดไปพ่อกับแม่อาจไม่เชื่อ แต่ตี้คิดว่า...เขาจริงใจตอนที่บอกว่าจะขอพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำให้ตี้มีความสุข"

เด็กหนุ่มเอ่ยไปก็รู้สึกร้อนที่ผิวหน้า เพราะนอกจากเขาจะกำลังปกป้องกฤตภาสแล้วก็ยังดูเหมือนหลงตัวเองด้วย แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาสัมผัสได้จริงๆ จากการที่คลุกคลีกับเจ้าตัวมานี่นา

ถึงจะชอบทำเหมือนตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่กฤตภาสไม่เคยหลอกลวงเขาด้านความรู้สึก ดังนั้นเมื่อได้ยินคำว่ารัก สำหรับเขามันจึงมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด

ธาริณีมองลูกชายคนเดียวที่เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ผิวหน้าของเด็กหนุ่มแดงซ่านขณะที่นัยน์ตากลมโตหลุบต่ำราวกับกลัวจะโดนดุ ครั้งหนึ่งเธอเคยปลื้มใจเวลามีคนชมว่าลูกชายหน้าตาน่าเอ็นดู แต่คงเพราะหน้าตาแบบนี้กระมังที่ดึงดูดคนอย่างกฤตภาสเข้าหา และตอนนี้ก็ขโมยหัวใจของลูกไปจนสายเกินกว่าจะเรียกกลับเสียแล้ว

"ถ้าตี้พูดอย่างนั้น...แม่ก็คงพูดอะไรไม่ได้แล้ว"

ธาริณีเอ่ยก่อนจะลุกขึ้น ธีระใจหายจนต้องรีบเข้าไปรั้งแขนอีกฝ่ายไว้

"แม่..."

"ไม่เป็นไรหรอกตี้ แม่ไม่ได้จะห้าม ถ้าลูกเชื่อใจคุณกฤตแม่ก็คงทำได้แค่หวังว่าเขาจะรักษาคำพูด แต่พ่อเขาคงทำใจยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายๆ ยังไงก็เข้าใจพ่อเขาด้วยแล้วกันนะ"

หญิงวัยกลางคนบีบมือลูกชายเบาๆ ก่อนจะเดินออกจากห้อง ธีระมองประตูที่ปิดลงก่อนจะนั่งแปะลงกับพื้น เขารู้ดีและเข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่ชอบกฤตภาส แต่ว่า ณ นาทีนี้ เขาถลำตัวมาไกลเกินกว่าจะตัดกฤตภาสออกจากชีวิตได้แล้ว

เมื่อครู่นี้เขาพูดว่ากฤตภาสเอาแต่ใจ แต่เขาเองก็ไม่ต่างกันเลย มันอาจเป็นความยึดติดแบบเด็กๆ แต่ความเป็นเด็กนี่แหละที่ทำให้เขาลืมยาก ทำให้ความทรงจำของเขายังแจ่มชัดว่าต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่ากฤตภาสจะยอมรับว่าเขาเป็นคนสำคัญ เขาหวงแหนความรักที่ได้มาอย่างยากเย็นนี้ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะทำให้พ่อกับแม่ไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่อาจยอมสูญเสียกฤตภาสได้จริงๆ



++---TBC--++



A/N: ในที่สุดก็เข็นตอนใหม่ออกมาได้รับปีใหม่พอดี ขอให้นักอ่านทุกคนมีความสุขมากๆ ตลอดทั้งปี 2558/2015 นี้เลยนะคะ


Create Date : 16 ธันวาคม 2557
Last Update : 1 มกราคม 2558 0:27:26 น. 0 comments
Counter : 571 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 27 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.