Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 6

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 6



บรรยากาศรื่นเริงในงานเลี้ยงของบริษัทขายตรงพุ่งถึงขีดสุด เมื่อพิธีกรประกาศชื่อของนักขายที่ทำยอดได้สูงสุดประจำปี ธีระก็กระชับหูฟังซึ่งเชื่อมต่อกับวิทยุสื่อสารบนเอวเพื่อไม่ให้พลาดคิว

“เดี๋ยวพริตตี้จะเชิญคนที่ได้รางวัลขึ้นไปบนเวทีนะ พอพี่ให้สัญญาณแล้วตี้ก็ให้เขายิงเปเปอร์ชู้ตได้เลย”

“ครับ”

ธีระตั้งใจฟังสัญญาณขณะที่สายตาจับจ้องบนเวที เมื่อพนักงานขายที่ได้รางวัลขึ้นไปรับโล่ห์จากประธานบริษัท รุ่นพี่ของเขาก็ส่งเสียงมาตามวิทยุ เด็กหนุ่มจึงหันไปพยักหน้าให้ช่างเทคนิคกดรีโมทเปิดเครื่องยิงกระดาษพร้อมกับดนตรีที่เตรียมไว้

เสียงปรบมือดังเกรียวกราวพร้อมกับเสียงดนตรีและเศษกระดาษสีทองที่ถูกพ่นไปทั่วทั้งเวที ช่างภาพของงานกดชัตเตอร์ถี่รัวเพื่อถ่ายภาพการมอบโล่ห์ที่ระลึก ก่อนจะมีคนนำไมโครโฟนไปยื่นส่งให้ผู้ได้รับรางวัลเพื่อกล่าวคำขอบคุณ

ธีระเองก็ปรบมือไปด้วยอย่างโล่งใจ เนื่องจากหน้าที่ของเขาในอิเว้นท์แรกนี้คือการประสานงานกับทีมช่างเทคนิคเพื่อให้สเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็คต์ต่างๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่น เมื่อหมดคิวนี้จึงนับว่าหมดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เด็กหนุ่มมองไปทางด้านข้างเวทีก็เห็นพวกรุ่นพี่ชูนิ้วโป้งแล้วยิ้มให้ เขาจึงชูนิ้วโป้งแล้วยิ้มตอบ

“เก่งมาก”

ธีระสะดุ้งเมื่อมีมือตบลงบนแผ่นหลัง เมื่อหันไปก็เห็นกฤตภาสที่กำลังหมุนตัวเดินไปอีกทางพอดี จึงนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่มาถึงโรงแรมและเข้าสู่ช่วงเริ่มงานเลี้ยง อีกฝ่ายก็มาคอยประกบอยู่ข้างๆ เขาที่ด้านข้างเวทีร่วมกับพวกช่างเทคนิคซึ่งกำกับแสงและเสียงโดยตลอด ตอนแรกเขาก็กลัวว่าหากทำอะไรพลาดไปจะถูกดุเอา แต่พองานเลี้ยงเริ่มแล้วก็ลืมไปสนิทว่าใครบางคนยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังไม่ห่าง

เขาอาจไม่ค่อยได้พูดคุยกับกฤตภาสตั้งแต่มาฝึกงานก็จริง แต่การได้รับคำชมจากการร่วมจัดอิเว้นท์ครั้งแรกก็ทำให้เขาคิดว่าเริ่มชอบงานนี้มากขึ้น

“เฮ้ มีใครเห็นคุณกฤตมั่งมั้ย? สงสัยเขาจะลืมไอแพดไว้แน่ะ”

เมื่อการมอบรางวัลเสร็จสิ้นก็เท่ากับหมดภารกิจของทีมจัดอิเว้นท์ เพราะส่วนที่เหลือเป็นการกินเลี้ยงสังสรรค์ภายในของบรรดาพนักงานขายตรง ขณะที่ทีมงานของธีระสาละวนกับการเก็บอุปกรณ์บางส่วนเพื่อขนกลับบริษัท รุ่นพี่คนหนึ่งก็ถือไอแพดหุ้มหนังสีน้ำตาลแล้วเดินเข้ามาถาม

“เมื่อกี้ผมเห็นคุณกฤตเดินออกไปทางล็อบบี้ครับ เดี๋ยวผมเอาไปให้ก็ได้”

ธีระขันอาสาเพราะจำได้ว่าเห็นทิศทางที่กฤตภาสเดินออกไป อรรณพที่เก็บของอยู่ข้างๆ จึงหันมาตบไหล่

“ถ้างั้นตี้ไปรอที่ล็อบบี้เลยก็แล้วกัน อีกเดี๋ยวพวกพี่ก็คงเก็บของกันเสร็จแล้วล่ะ เดี๋ยวจะได้ช่วยลุงไกรขนขึ้นรถ”

ลุงไกรคือคนขับรถที่คอยขับรถรับส่งของระหว่างบริษัทกับสถานที่จัดงาน ธีระจึงพยักหน้าก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นสะพายและเดินถือไอแพดออกจากห้องจัดเลี้ยง

บริเวณล็อบบี้ของโรงแรมมีลักษณะโปร่งเพราะเสาที่ตั้งห่างกันและมีเพดานสูงถึงสามชั้น ธีระพบว่ามีพนักงานขายตรงบางส่วนที่ออกจากห้องจัดเลี้ยงมานั่งจับกลุ่มคุยกันตามโซฟา แต่เมื่องมองไปรอบๆ แล้วไม่เห็นกฤตภาสจึงตัดสินใจเดินเข้าไปดูที่บาร์ซึ่งอยู่อีกฟากของล็อบบี้ และพบว่าคนที่ตามหากำลังนั่งคุยกับหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ ถึงแม้ทั้งสองจะหันหลังให้เขา แต่ภาพที่ฝ่ายหญิงเอนซบไหล่ของกฤตภาสก็ทำให้คนที่เห็นประดักประเดิดขึ้นมา

แย่ล่ะสิ...เหมือนได้มาเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นเลย...

เด็กหนุ่มก้มลงมองไอแพดแล้วก็ตัดสินใจว่าออกไปรอที่ล็อบบี้น่าจะดีกว่า แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาก็ถูกเสียงทุ้มต่ำเรียกไว้เสียก่อน

"ตี้รึ มีอะไรหรือเปล่า?"

โดนเห็นจนได้...

ธีระได้แต่ผ่อนลมหายใจเพราะจะเดินหนีก็ไม่ได้แล้ว จึงเดินกลับเข้าไปหากฤตภาสพร้อมกับยื่นไอแพดให้ แต่คนเป็นเจ้าของเพียงเหลือบตาลงมองโดยไม่ยื่นมือออกมารับ

"พวกที่เหลือยังเก็บของกันไม่เสร็จล่ะสิ จะดื่มอะไรระหว่างรอก่อนมั้ย?"

กฤตภาสถามพลางหันกลับไปหยิบแก้ววิสกี้บนเคาน์เตอร์ขึ้นดื่ม คำถามนั้นทำให้ธีระเผลอย่นจมูกโดยอัตโนมัติ เพราะตอนนี้เขาเข็ดขยาดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์รวมถึงบรรยากาศเช่นนี้ยิ่งกว่าอะไร

"ไม่ล่ะครับ เดี๋ยวผมออกไปรอขนของให้ลุงไกรที่หน้าล็อบบี้ดีกว่า"

"อื๋อ? พนักงานใหม่ของคุณกฤตเหรอคะ หน้าตาน่ารักเชียว"

หญิงสาวที่เมื่อครู่ยังซบไหล่กฤตภาสหันมามองธีระพลางยิ้มหวานให้ พอได้เห็นใบหน้าชัดๆ ธีระก็ถึงกับอึ้งเพราะเธอคือประธานบริษัทที่เพิ่งขึ้นมอบรางวัลในงานเลี้ยงนั่นเอง จากรูปลักษณ์แล้วเธอน่าจะอยู่ในวัยสี่สิบกลางๆ แม้จะยังดูสาวสะพรั่งกว่าอายุมาก นัยน์ตาสวยคมที่หยาดเยิ้มบอกให้รู้ว่าน่าจะกำลังเมา

"มาฝึกงานช่วงปิดเทอมน่ะครับคุณมณ เดี๋ยวผมคงต้องออกไปดูพวกเด็กๆ เก็บของกลับบริษัทก่อน เชิญคุณมณตามสบายครับ"

"อะไรกัน นานๆ จะได้เจอกันทั้งที ไม่อยู่ดื่มกับมณให้หมดแก้วก่อนเหรอคะ?"

หญิงสาวถามกฤตภาสด้วยนัยน์ตายั่วยวนจนธีระรู้สึกเหมือนตนอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่คาดไม่ถึงว่ากฤตภาสจะยกมือขึ้นโอบไหล่เขาแล้วดึงเข้าไปใกล้ตัว

"คืนนี้ไม่สะดวกจริงๆ ครับคุณมณ พอดีผมต้องขับรถไปส่งเด็กผมกลับบ้านอีก เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันครับ"

ธีระกะพริบตาปริบๆ กับคำที่ผู้สูงวัยกว่าใช้ หญิงสาวได้ฟังก็ชำเลืองมองมาทางเขาด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย ไม่ใช่ด้วยความอิจฉาหรือเป็นศัตรู แต่เหมือนกำลังมองอะไรที่น่าสนใจจนริมฝีปากซึ่งเคลือบสีหวานหยักยิ้ม

"เฮ้อ...น่าเสียดายที่มณไม่ใสปิ๊งแบบนี้แล้วซะด้วย ถ้างั้นตามสบายค่ะคุณกฤต ดูแลเด็กคุณให้กลับถึงบ้านดีๆ นะคะ"

"คุณมณก็อย่าดื่มเยอะเกินไปนะครับ กู๊ดไนท์ครับ"

บทสนทนาของทั้งสองทำให้ธีระรู้สึกว่าเรื่องชักจะไปกันใหญ่ เพราะเจ้านายของเขาดูจะตั้งใจใช้คำพูดกำกวมให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดเห็นๆ เมื่อโดนรั้งไหล่ให้เดินออกจากบาร์ด้วยกันจึงอดจะหันไปท้วงไม่ได้

"คุณกฤตครับ อยู่ดื่มเป็นเพื่อนคุณมณต่อก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมเรียกแท็กซี่กลับเองก็ได้"

ธีระรู้ว่ากฤตภาสคงมองเขาเป็นเพียงเด็กน้อยเมื่อเทียบกับพนักงานคนอื่นในบริษัท แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ชอบการถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหลบเลี่ยงผู้หญิงแบบนี้เลยจริงๆ

"ฉันไม่ยุ่งกับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรอก อีกอย่างถ้าฉันไปส่งนี่มันแย่นักรึไง?"

คำถามนั้นทำให้เด็กหนุ่มอึ้ง กฤตภาสปล่อยมือจากเขาแล้วก็ผละออกไปสูบบุหรี่ที่ด้านหน้าล็อบบี้ เด็กหนุ่มจึงได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ เพราะไม่รู้ว่าควรจะออกไปขอโทษดีหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ...ไอแพดยังอยู่กับเขาอยู่เลย

สงสัยคุณกฤตคงจะดื่มไปเยอะเหมือนกัน อย่าเพิ่งไปทำให้อารมณ์เสียตอนนี้ดีกว่า...

สุดท้ายธีระก็ตัดสินใจรอในล็อบบี้จนกระทั่งเพื่อนร่วมงานเข็นอุปกรณ์ออกมาจากห้องจัดเลี้ยง จากนั้นก็ช่วยกันขนทุกอย่างใส่รถปิ๊กอัพของลุงไกรที่มาจอดรอและยืนมองส่งแกขับรถออกไป

"พอจบงานแล้วหิวชิบเป๋งเลย มีใครอยากไปกินข้าวต้มโต้รุ่งด้วยกันก่อนมั้ย?"

อรรณพถามขณะยืนอยู่หน้าล็อบบี้โดยมีเพื่อนร่วมทีมอีกหลายคนยกมือว่าจะไปด้วย แต่พอหันมาหาธีระ เด็กหนุ่มก็ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มให้อย่างอ่อนเพลีย

"คืนนี้ขอตัวแล้วกันครับพี่อาร์ท ผมอยากกลับไปนอนมากกว่า ตาจะปิดอยู่แล้ว"

"ฮะๆ อิเว้นท์แรกด้วยนี่นะ ถ้างั้นก็ตามใจ งั้นเดี๋ยวพี่ให้ทางโรงแรมช่วยเรียกแท็กซี่ให้ก็แล้วกัน"

"ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันไปส่งเขาเอง"

ธีระไม่รู้ว่าคนที่ยืนสูบบุหรี่เงียบๆ เมื่อครู่เดินเข้ามายืนข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ดูเหมือนประโยคนั้นจะทำให้ทุกคนที่ได้ยินเหลือบตามองกันอย่างแปลกใจ ฝ่ายกฤตภาสพูดจบก็ไม่รอฟังคำตอบ แต่หมุนตัวกลับแล้วเดินไปทางลานจอดรถทันที

"เอ้อ...ถ้างั้นเดี๋ยวค่อยเจอกันวันจันทร์นะครับพี่ๆ สวัสดีครับ"

ธีระได้แต่หนีบไอแพดไว้ใต้รักแร้ขณะยกมือไหว้เพื่อนร่วมงาน จากนั้นก็รีบวิ่งตามกฤตภาสที่ก้าวยาวๆ อย่างไม่รอไปทางลานจอดรถ ทำให้ไม่ได้เห็นว่ารุ่นพี่คนหนึ่งยกมือขึ้นเกาศีรษะขณะหันกลับไปมองเพื่อนๆ ที่ต่างก็มีสีหน้างุนงงไม่แพ้กัน

"เอ๊ะ? ถ้ากูจำไม่ผิดนี่คอนโดคุณกฤตกับหอน้องตี้มันอยู่คนละทิศกันเลยไม่ใช่เหรอวะ?"



++------++



"คุณกฤตครับ! รอด้วย!"

เด็กหนุ่มร้องเรียกเพราะอีกฝ่ายเล่นจ้ำพรวดๆ จนเขาเกรงจะคลาดกัน พอเจ้าตัวหยุดยืนรอจึงรีบสาวเท้าเร็วๆ พลางหายใจหอบเข้าไปหา

"คือว่า...คุณกฤตไม่ต้องไปส่งผมถึงหอก็ได้นะครับ แค่ให้ผมลงตรงไหนสักที่ที่เรียกแท็กซี่ง่ายๆ ก็พอแล้ว"

"ฉันจำได้ว่าเด็กฝึกงานไม่ได้เงินเดือนไม่ใช่เหรอ?"

"นั่นมัน..."

...ก็คุณเองไม่ใช่เหรอที่ตั้งกฎนั้นมา โชคดีอยู่หรอกที่บ้านเขาก็ไม่ได้ขัดสนจนดูแลค่าใช้จ่ายพวกนี้ไม่ได้

ธีระเผลอทำปากยื่นนิดหนึ่งโดยไม่รู้ตัว และที่ทำให้เขาแปลกใจคือได้เห็นริมฝีปากของกฤตภาสบิดขึ้นเหมือนจะยิ้ม แต่ยังไม่ทันแน่ใจว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า อีกฝ่ายก็ดึงไอแพดไปจากมือแล้วออกเดินต่อ

"ไม่เป็นไร ยังไงคืนนี้ฉันก็ไม่ได้รีบร้อนจะไปไหน แค่ขับรถไปส่งเด็กสักคนกลับบ้านน่ะไม่เป็นไรหรอก"

เอาอีกแล้ว...ตกลงนี่เห็นเขาเป็นเด็กจริงๆ ล่ะสิ ธีระได้แต่ทำหน้ามุ่ยขณะเดินตามไปที่รถ ครั้นจะเถียงก็ป่วยการในเมื่อเขาก็เด็กกว่ากฤตภาสมากจริงๆ

หลังจากขึ้นรถและคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย กฤตภาสก็นำรถแลนด์โรเวอร์สีดำคันใหญ่ออกสู่ท้องถนน ชายหนุ่มเปิดวิทยุให้มีเสียงดนตรีคลอ ธีระจึงค่อยโล่งอกที่ไม่ต้องนั่งในความเงียบ เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าจะชวนกฤตภาสคุยเรื่องอะไร

"คืนนี้เหนื่อยหรือเปล่า?"

จู่ๆ กฤตภาสก็ถามขึ้นขณะที่หยุดรถตามสัญญาณไฟแดง ธีระหันไปมองคนที่ปากถามแต่ไม่หันมามองเขาแล้วก็ส่ายหน้า

"ก็นิดหน่อยแต่สบายมากครับ อีกอย่างทุกคนก็ทำงานเต็มที่กันทั้งนั้น ผมเพิ่งเคยทำอะไรแบบนี้ก็เลยรู้สึกว่าสนุกดี"

เขานึกถึงงานมอบรองวัลที่เพิ่งจบไปแล้วก็ยิ้ม ความจริงแล้วหาใช่จะไม่มีความขลุกขลักเกิดขึ้นเสียทีเดียว แต่เพราะทุกคนร่วมกันหาวิธีแก้จึงทำให้งานออกมาราบรื่น ฝ่ายลูกค้าก็พอใจและแทบจะไม่รู้ว่ามีปัญหา

กฤตภาสเหลือบมองเสี้ยวหน้าของเด็กหนุ่มที่กำลังยิ้ม จากนั้นก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะทุยเบาๆ

"ถ้าสนุกก็ดีแล้ว"

มือข้างนั้นหดกลับก่อนที่ธีระจะทันมีปฏิกิริยา พอเขาเหลือบมองไปทางกฤตภาสอีกครั้งก็เห็นเจ้าตัวจดจ่อกับการขับรถเพราะสัญญาณไฟเปลี่ยนสี กระนั้นคำพูดเมื่อครู่ก็ทำให้เขารู้สึกถึงคลื่นของความอบอุ่นในใจ

หรือว่า...ความจริงแล้วคุณกฤตคงเป็นพวกพูดจาหวานๆ ไม่เป็นล่ะมั้ง ถ้างั้นเวลาอยู่กับพวกแฟนสาวๆ ก็เป็นแบบนี้ด้วยรึเปล่าเนี่ย...

จู่ๆ ความคิดนั้นก็ทำให้เด็กหนุ่มนึกขันจนต้องรีบหันหนีแล้วยกกำปั้นขึ้นอุดปาก ท่าทางของเขาคงทำให้กฤตภาสสงสัยจึงโดนถามเสียงดุนิดๆ

"เป็นอะไรไป?"

"อ๋อ...เปล่าครับ ไม่มีอะไร"

ธีระหันกลับมาทั้งที่ยังยิ้ม เขากลั้นหัวเราะได้สำเร็จก็จริงแต่ก็ไม่อาจห้ามรอยยิ้มได้ กฤตภาสจึงเพียงเบ้ปากแล้วส่งเสียงขึ้นจมูก ทำเอาเด็กหนุ่มอยากหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง

คุณกฤตนี่...จริงๆ ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคยคิดไว้นี่นะ...

ธีระคิดขณะเหลือบมองคนข้างตัว ถึงแม้กฤตภาสจะชอบแสดงท่าทีแข็งๆ หรือพูดจาห้วนๆ แต่ก็มีน้ำใจกับลูกน้อง วันนี้เขาได้ประสบด้วยตัวเองหลายเรื่องไม่ว่าจะตอนที่อีกฝ่ายเตือนวีณาให้หยุดงานไปเตรียมตัวเป็นคุณแม่ เรื่องที่เลี้ยงพิซซ่าพนักงานเมื่อกลางวัน หรือแม้แต่การออกตัวจะมาส่งเขาที่หอล้วนเป็นหลักฐานได้เป็นอย่างดี

พอนึกว่าอีกไม่นานจะได้กลับห้องไปพักผ่อน ธีระก็ผ่อนลมหายใจอย่างปลอดโปร่งและหันกลับมาทางถนน แต่แล้วก็เริ่มผิดสังเกตเพราะเส้นทางที่รถกำลังมุ่งหน้าไปนั้นช่างดูไม่คุ้นเคย เด็กหนุ่มจึงขมวดคิ้วแล้วหันไปมองคนที่นั่งทำหน้านิ่งอยู่หลังพวงมาลัย

"คุณกฤตครับ?"

"หือ?"

"เอ่อ...ทางนี้ไม่ใช่ทางไปหอผมนี่ครับ หรือกะจะไปขึ้นทางด่วนที่ไหน?"

เนื่องจากไม่เคยขับรถเองจึงทำให้ธีระไม่ชำนาญถนนสายต่างๆ ดีนัก แต่ก็พอจะเดาได้ว่านี่ไม่ใช่ทิศทางเดียวกับทางไปหอ ทว่าคนขับกลับตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่เห็นเรื่องผิดปกติ

"เปล่า ไปทางนี้แหละถูกแล้ว พอดีฉันลืมของบางอย่างไว้ที่คอนโด ขอแวะเข้าไปเอาแป๊บนึง"

"เอ๊ะ?"

ธีระขมวดคิ้วอย่างงุนงง ขณะที่กำลังคิดว่าจะขอให้อีกฝ่ายจอดรถที่ไหนสักที่เพื่อจะได้เรียกแท็กซี่กลับเอง ทิวทัศน์ของสองข้างทางที่รถแล่นผ่านก็เริ่มคุ้นตามากขึ้น

ห้างเมื่อกี้...ทำไมเหมือนเราเคยผ่านมาก่อนเลยล่ะ...

ธีระเหลียวกลับไปมองป้ายลดราคาที่ติดอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าด้วยความสะดุดใจ แต่เนื่องจากกฤตภาสขับรถค่อนข้างเร็ว บวกกับความมืดในยามวิกาลทำให้เขาไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เมื่อคนขับเลี้ยวรถเข้าไปยังคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งหลังจากผ่านห้างแห่งนั้นมาแล้ว ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ซีดเผือดลงทันที

ที่นี่...ไม่ใช่น่ะ...เขาคิดไปเองใช่ไหม...

ป้ายทางเข้าหรูหรานั้นมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์จนเขาแน่ใจว่าตนไม่มีทางจำผิด ฉับพลันเขาก็ฉุกนึกได้ถึงกลิ่นน้ำหอมของกฤตภาสที่ทำให้เขาสะกิดใจเมื่อตอนบ่าย บัดนี้เมื่อโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วมันช่างลงล็อคพอดิบพอดี

เด็กหนุ่มหาได้ตระหนักว่ายิ่งกฤตภาสขับรถผ่านเข้าไปในอาคารเพื่อจอดรถ เขาก็ยิ่งเบียดตัวลงกับเบาะมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะฝังตัวเข้าไปอยู่แล้ว เมื่อคนขับถอยรถเข้าจอดที่ชั้นใต้ดินและดับเครื่อง เขาก็นั่งนิ่งจนกระทั่งอีกฝ่ายเดินอ้อมมาเปิดประตูให้

เขาไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบตาไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างประตูในยามนี้

"ลงมาด้วยกันก่อน ยังไงพรุ่งนี้ก็วันเสาร์ ไม่ต้องรีบกลับหอหรอก"

ทำไมกัน...เขาอุตส่าห์ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นไปแล้วนี่นา...

ทั้งที่อากาศเย็นยังไหลเวียนในรถเพราะแอร์เพิ่งดับ แต่ธีระกลับรับรู้ได้ว่าเหงื่อออกจนเสื้อแนบติดแผ่นหลัง เขาสะดุ้งเมื่อกฤตภาสยื่นมือมาตรงหน้า เมื่อเด็กหนุ่มเหลือบตาขึ้นอย่างหวาดๆ แสงไฟอันสลัวของชั้นใต้ดินที่ส่องลงมาจากด้านหลังของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาจดจำโครงร่างนั้นได้ในทันที เพราะภาพนั้นซ้อนทับกับภาพในฝันซึ่งเคยทำให้เขาตกใจตื่นหลังจากค่ำคืนอันน่าอับอายหลายต่อหลายครั้ง

"ไม่!!!"

ธีระปัดมือออกและเบี่ยงตัวเพื่อกระโดดลงจากรถที่ค่อนข้างสูง แต่ยังไม่ทันจะได้วิ่งหนีก็ถูกรั้งเอวกลับไปปะทะกับร่างแกร่ง เขาพยายามจะดิ้นออกจากอ้อมแขนที่กอดรัดตัวเองไว้แน่นแต่ก็ไร้ผล

นี่มันฝันร้ายที่เขานึกว่าขุดหลุมฝังไปแล้วชัดๆ!

"ไม่เอานะ! ปล่อยผม! ปล่อยผมสิ!!"

"อย่าดิ้นนักได้มั้ย!?"

ธีระไม่ฟังและปัดป่ายแขนขาเป็นพัลวัน ปลายเล็บของเขาข่วนเข้าที่หน้าของกฤตภาสจนชายหนุ่มสบถ แต่ร่างสูงก็ไม่หยุดเดินจนกระทั่งเข้าไปในลิฟต์และกดชั้นที่ต้องการ จากนั้นก็จับเด็กหนุ่มที่พยายามจะดิ้นหนีให้หันมาหาแล้วรั้งท้ายทอยให้แหงนขึ้น

"อื้อ!!"

ธีระส่งเสียงขลุกขลักในคอเพราะริมฝีปากถูกบดเบียด แขนทั้งสองถูกจับรวบไว้ด้านหลังจึงไม่สามารถยกมือขึ้นผลักอีกฝ่ายได้ ขณะที่ยังตั้งตัวไม่ทันกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น กฤตภาสก็จับเขาขึ้นอุ้มพาดบ่าหลังจากประตูลิฟต์เปิดและเดินอย่างแน่วแน่ไปที่ห้อง เมื่อได้เห็นหมายเลขห้องซึ่งติดอยู่บนประตูถนัดตา หัวใจของธีระก็ราวจะร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ไม่ผิดจริงๆ ด้วย! นี่มันห้องที่เขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันนั้นชัดๆ!!

"คุณกฤต! ปล่อยผมเดี๋ยวนี้นะ!!"

เด็กหนุ่มกรีดร้องและออกแรงทั้งทุบและเตะคนที่อุ้มตัวเองอยู่ แต่ก็ทำเช่นนั้นได้ไม่นานเพราะถูกเหวี่ยงลงหงายหลังบนเตียงกว้างจนจุก

"ฉันจำได้ว่าคืนนั้นเธอไม่พูดอะไรทำนองนี้สักคำเลยนะ"

กฤตภาสโถมตัวลงคร่อมทับเด็กหนุ่มและจับยึดข้อมือทั้งสองไว้ พอถูกทักถึงเรื่องที่ผับเมื่อสามสัปดาห์ก่อน โลหิตก็ฉีดซ่านไปทั่วผิวหน้าของคนฟัง

"ผมโดนวางยา! ตอนนั้นผมบอกคุณไปแล้วแต่คุณก็ไม่ยอมฟัง!! แถมยัง...แถมยัง..."

ธีระพูดต่อไม่ออกเพราะมีแต่จะเข้าตัว ถึงแม้จะพยายามสะกดจิตตัวเองให้ลืมเรื่องในคืนนั้นสักเพียงไร แต่กลิ่นน้ำหอมและวิสกี้ที่อวลอยู่ในลมหายใจของกฤตภาสก็ราวจะปลุกความทรงจำที่เขาพยายามเก็บกดไว้ให้พรั่งพรูกลับมา ร่างสูงมองใบหน้าที่ซ่านไปด้วยสีกุหลาบเพราะความอายแล้วก็ยิ้มอย่างสมใจ

"ตอนนั้นฉันก็ได้แต่ฟังจากเธอข้างเดียว แล้วจะมั่นใจได้ยังไงล่ะว่าเธอโดนยาเข้าไปจริงๆ?"

ชายหนุ่มเอ่ยพลางฝังจมูกลงบนซอกคอของเด็กหนุ่ม เขาสูดกลิ่นอ่อนๆ ที่โหยหามานับตั้งแต่คืนนั้นอย่างหิวกระหาย ขณะเดียวกันก็กระตุกชายเสื้อของธีระให้หลุดจากขอบกางเกงก่อนจะสอดมือเข้าลูบแผ่นอกตึงเรียบ ปลายนิ้วที่คลึงเคล้าอย่างเชี่ยวชาญทำให้ธีระสำลักลมหายใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่าร่างกายกำลังอ่อนแรงอย่างไม่สมควรจะเป็น เขาก็พยายามดิ้นรนเพื่อให้เป็นอิสระอีกครั้ง

"เชื่อผมเถอะครับคุณกฤต คืนนั้นผมโดนวางยาจริงๆ ไม่อย่างนั้นผมไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นกับคนแปลกหน้าเด็ดขาด ช่วยลืมเรื่องทั้งหมดไปเถอะครับ"

เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงหอบ เขากลืนน้ำลายเมื่อกฤตภาสยันตัวขึ้นแล้วมองตาเขาตรงๆ แต่ขณะที่คิดว่าอีกฝ่ายคงกำลังพิจารณาคำขอของเขา ชายหนุ่มกลับก้มลงจูบเขาอีกราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เพิ่งพูดเลยสักคำ ป้านนิ้วหนาที่กดลงบนยอดอกแล้วคลึงไปมาปลุกเร้าความรู้สึกวาบหวามจนในหัวเริ่มคิดอะไรไม่ออก

บ้าเอ๊ยตี้...แค่เป็นผู้ชายด้วยกันก็พอแล้วรึไง สมควรแล้วที่พี่รงค์จะนึกว่าเราเคยนอนกับคนอื่นมาก่อนน่ะ...

ความคิดนั้นทำให้นัยน์ตากลมโตเหม่อลอยราวจิตใจโผบินไปที่อื่น กฤตภาสเห็นดังนั้นก็จับคางเรียวให้ตั้งใจมองตนด้วยความโมโห

"ตอนนี้อยู่กับฉัน ห้ามคิดถึงเรื่องอื่น"

คนถูกสั่งขมวดคิ้วอย่างงุนงง ธีระสับสนกับการกระทำของคนตรงหน้าเหลือเกิน ทั้งที่ตลอดสองสัปดาห์มานี้กฤตภาสไม่เคยแสดงท่าทีสนใจเขาเลยสักครั้ง แล้วทำไมจู่ๆ วันนี้ถึงต้องจงใจรื้อฟื้นเรื่องที่เขาอยากจะลืมด้วย?

"คุณกฤต...จะเรียกสาวๆ คนไหนมานอนด้วยก็ได้ไม่ใช่เหรอครับ? แล้วมาทำอย่างนี้กับผมทำไม?"

คำถามอย่างไร้เดียงสาพุ่งเข้าแทงใจของกฤตภาสอย่างจัง เขาเองก็หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไม หากจะบอกว่าเขาหลงใหลร่างกายของธีระ...ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคยพบคู่นอนที่เรือนร่างเย้ายวนใจกว่านี้ ยินยอมพร้อมใจที่จะเป็นของเขามากกว่านี้ และที่สำคัญก็ไม่เคยตั้งคำถามชวนปวดหัวกับเขาเช่นนี้ด้วย

เรื่องเดียวที่เขารู้ในตอนนี้มีแค่...เขาอยากได้เด็กคนนี้อีกก็เท่านั้น...

"บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลหรอก"

กฤตภาสรวบสองมือของธีระไว้เหนือศีรษะ จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างปลดกระดุมเสื้อตัวเองออกจนหมดแผง ภาพของแผ่นอกแกร่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้คนที่เห็นหน้าแดงและรีบเบือนหน้าหนี

"เธอรังเกียจฉันเหรอ?"

ชายหนุ่มถามพลางก้มลงจรดริมฝีปากบนผิวแก้มเนียนใส และนั่นทำให้ไหล่ของเด็กหนุ่มสั่นสะท้าน จะว่าเขารังเกียจกฤตภาสก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เขายอมรับว่าตั้งแต่เข้ามาฝึกงานที่บริษัท มีหลายครั้งที่สายตาของเขาลอบมองตามอีกฝ่ายด้วยความชื่นชมเหมือนเป็นไอดอลคนหนึ่ง แต่นั่นเป็นคนละเรื่องกับการอยากมีความสัมพันธ์ด้วย เมื่อได้รู้ความจริงว่าคนที่กอดเขาเมื่อตอนที่อารมณ์ปั่นป่วนเพราะฤทธิ์ยาครอบงำคือเจ้าตัว เขาจึงสับสนจนไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร

"ผมไม่ได้เกลียดคุณกฤต แต่ว่า...อ๊ะ"

เด็กหนุ่มพูดไม่ทันจบก็ถูกประคองหน้าให้หันไปรับจูบ สัมผัสอันปลอบประโลมซึ่งต่างจากความก้าวร้าวดุดันเมื่อครู่ทำให้สมองของเขาสับสน ไออุ่นของฝ่ามือที่แนบบนแก้มทำให้เขารู้สึกราวกับตนได้รับการทะนุถนอม ขณะที่ความคิดมึนงงเพราะตามท่าทีที่เปลี่ยนไปของกฤตภาสไม่ทัน ร่างเพรียวก็สะดุ้งเมื่อฝ่ามือใหญ่อีกข้างเลื่อนลงใต้กางเกงและเคล้าคลึงแก่นกายให้อย่างอ่อนโยน

"เด็กดีนะ...ตี้"

เสียงกระซิบที่ตามมาหลังริมฝีปากอุ่นแนบบนขมับทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มหวั่นไหวอย่างรุนแรง มือข้างที่แนบแก้มของเขาเลื่อนลงลูบต้นแขนผ่านเสื้อเชิ้ตอย่างปลอบโยน และธีระก็รับรู้ได้ว่าความตั้งใจของตนกำลังถูกความอบอุ่นนั้นสั่นคลอนมากขึ้นทุกที

และที่น่าหวั่นใจก็คือ...ครั้งนี้เขาไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยากระตุ้นอีกแล้ว...

"คุณกฤต...อย่า...อื้ม"

ธีระถูกริมฝีปากที่แนบลงมาผนึกเสียงไว้ในคอ เขาไม่ได้อยากทำตัวปากอย่างใจอย่างเช่นนี้เลย แต่เพราะการรบเร้าอย่างไม่เปิดโอกาสให้รวบรวมความคิดของกฤตภาส ร่างกายของเด็กหนุ่มจึงพ่ายแพ้แก่การปรนเปรอที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าหากได้พบว่าคนที่เคยกอดเขาในคืนนั้นเป็นคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง ธีระอาจใจแข็งและพยายามใช้กำลังขัดขืนมากกว่านี้ แต่ว่านี่คือเจ้านายของเขา คนที่เขาทั้งชื่นชมแต่ก็ยำเกรงแม้จะเพิ่งได้ทำงานร่วมกันในเวลาไม่นาน จิตใจของเด็กหนุ่มจึงเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

ถ้าหากยอมให้คุณกฤตกอดคืนนี้...เขายังจะมีหน้ากลับไปฝึกงานที่บริษัทเดียวกันอยู่อีกหรือ...

ดูเหมือนกฤตภาสจะสัมผัสได้ถึงการต่อสู้กับจิตใจตัวเองของคนตรงหน้า จึงเลื่อนตัวขึ้นจูบหน้าผากของธีระก่อนจะเอ่ยอย่างใจเย็น

"ไม่ต้องคิดถึงเหตุผล ไม่ต้องคิดเรื่องอะไรทั้งนั้น ถามตัวเองว่ารังเกียจที่ถูกฉันทำแบบนี้จริงๆ หรือเปล่าก็พอ"

ประโยคนั้นทำให้นัยน์ตาที่ฉายแววสับสนหันกลับมามองคนพูดอีกครั้ง ใบหน้าที่ดูสะดุดตากำลังจ้องธีระด้วยนัยน์ตาลึกล้ำซึ่งอ่านไม่ออก ริมฝีปากบางเหยียดตรงหาได้หยักยิ้ม แต่น่าแปลกที่มันกลับทำให้ความคิดอันปั่นป่วนของเด็กหนุ่มสงบลง


“ถ้าคุณกฤตบอกว่าอยากได้อะไรก็ต้องได้ ทำใจหน่อยก็แล้วกัน”


เด็กหนุ่มหวนนึกถึงบทสนทนาของรุ่นพี่เมื่อหลายวันก่อน ตอนนั้นคนพูดเพียงแต่เอ่ยปลอบใจเพื่อนร่วมทีมอีกคนที่บ่นว่ากฤตภาสสั่งให้ทำงานที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นเขาก็เห็นใจและยังคิดว่าตนโชคดีที่ไม่ถูกบังคับให้ทำอะไรยากๆ แต่ดูเหมือนบัดนี้สถานการณ์ของเขาเองจะย่ำแย่ยิ่งกว่าเสียอีก

รสชาติของวิสกี้ที่ถูกป้อนผ่านปลายลิ้นครั้งแล้วครั้งเล่าคงเป็นเหตุให้วงจรความคิดของเขาระส่ำระสาย แต่ถ้าอีกฝ่ายคิดว่าจะตะล่อมเขาให้ตอบตกลงได้ง่ายดายเหมือนเป็นลูกไก่เซื่องๆ ล่ะก็...ถือว่ามองเขาผิดไปถนัด

"คุณกฤต...ถ้าหากยังไงก็จะกอดผมให้ได้ล่ะก็...ผมมีเงื่อนไข"

กฤตภาสขมวดคิ้วมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเด็กหนุ่มในอ้อมแขน แววตาแน่วแน่นั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นจากคู่นอนคนไหนมาก่อน จึงเงียบไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้

"ว่ามาสิ"

"ผมจะไม่ปฏิเสธคุณกฤตก็ได้ถ้ายังยืนยันว่าจะกอดผม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่ใช่พวกชอบสำส่อน ถ้าหากคุณกฤตอยากมีอะไรกับผมจริงๆ คุณกฤตต้องไปตรวจเลือดแล้วเอาผลมาให้ผมดูก่อน"

เงื่อนไขนั้นทำให้กฤตภาสถึงกับอึ้ง วูบแรกเขาเกือบหัวเราะเพราะนึกว่าเด็กหนุ่มพูดเล่น แต่เมื่อเห็นแววตาเอาจริงเอาจังก็ทำให้รู้ว่าคนพูดไม่ได้เล่นตลก

เด็กคนนี้...ดูเหมือนจะไม่ใช่พวกหัวอ่อนอย่างที่เขาเคยคิด...

จู่ๆ ความคิดนั้นก็ทำให้กฤตภาสอารมณ์ดีขึ้น เขาจ้องตาธีระที่ไม่ยอมหันหนีแล้วรอยหยักบนมุมปากก็ยิ่งกดลึก ร่างสูงยันตัวขึ้นนั่งและทิ้งระยะห่างจากเด็กหนุ่มอย่างจงใจ

"ถ้าทำตามเงื่อนไขที่เธอว่า หมายความว่าถ้าฉันอยากกอดเธอให้เร็วที่สุด ฉันก็ต้องรีบไปตรวจเลือดแล้วเอาผลมาให้เธอดูสินะ?"

"ผมให้เวลาถึงแปดโมงเช้าพรุ่งนี้เท่านั้น ถ้าเอาผลมาให้ผมได้ช้ากว่านั้นถือว่าโมฆะ และผมจะขอให้คุณกฤตห้ามมายุ่งกับผมอีกครับ"

ธีระตอบเสียงสะบัดขณะดันตัวขึ้นนั่งบ้าง สองมือจัดเสื้อที่ร่นขึ้นให้เรียบร้อยพลางจ้องคนตัวใหญ่กว่าอย่างระแวดระวัง ท่าทางเหมือนลูกแมวที่พยายามพองขนขู่ทำให้กฤตภาสยิ่งนึกสนุกมากขึ้น

เด็กเอ๋ยเด็ก กำลังคิดหาวิธีหนีอยู่สินะ...เดี๋ยวก็รู้...

"เธอเคยบริจาคเลือดบ้างหรือเปล่า?"

คำถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของกฤตภาสทำให้ธีระมุ่นคิ้วมากยิ่งขึ้น เพราะเขาตีความไม่ออกว่านั่นเกี่ยวกับเงื่อนไขที่เพิ่งยื่นไปตรงไหน

"ไม่เคย...แต่หลังจากที่พลาดคืนนั้นผมก็ไปตรวจเลือดมาแล้วและได้ผลว่าไม่เป็นอะไร ดังนั้นผมจะไม่ยอมเสี่ยงนอนกับใครที่อาจจะทำให้ผมต้องติดโรคเด็ดขาด"

กฤตภาสเลิกคิ้ว เขาจ้องหน้าธีระแล้วก็รู้ทันทีว่ากำลังโดนกระแนะกระแหนว่าเขาคงเที่ยวนอนกับผู้หญิงไม่เลือกหน้าจนมีแต่โรคไม่พึงประสงค์ แต่ในขณะเดียวกัน การได้รู้ว่าเด็กหนุ่มเอาใจใส่สุขภาพถึงขั้นไปตรวจเลือดเพื่อความสบายใจก็ทำให้เขามองธีระในมุมใหม่เช่นกัน

นอกจากเด็กคนนี้จะไม่โง่แล้ว...ยังไม่ใช่คนที่จะเที่ยวร่านสวาทกับใครไปทั่วอีกด้วย...

ความคิดนั้นทำให้เขาอารมณ์ดีจนแทบหลุดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ แต่ก็เพียงกระตุกยิ้มมุมปากขณะลุกขึ้นไปเปิดลิ้นชักโต๊ะที่มุมห้อง ท่าทางครึ้มอกครึ้มใจเหลือเกินนั้นทำให้ธีระได้แต่มองตามอย่างงุนงง ขณะเดียวกันสัญชาตญาณในการระวังตัวก็ยิ่งเข้มข้นเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายอาจไม่พอใจที่เขาอิดออดจนใช้อาวุธ

แต่สิ่งที่กฤตภาสหยิบออกมากลับเป็นเพียงซองจดหมายสีขาวซองหนึ่ง

ชายหนุ่มหยิบกระดาษที่พับในซองออกคลี่แล้วกวาดตาอ่านเร็วๆ หนึ่งรอบ ก่อนจะพับทบอย่างเดิมแล้วเดินกลับมาโยนลงตรงหน้าธีระพร้อมกับซอง เด็กหนุ่มมองกระดาษที่ลักษณะเหมือนจดหมายแล้วก็เหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ

"ปกติฉันจะบริจาคเลือดปีละสองสามครั้งแล้วแต่จะมีเวลา การบริจาคเลือดนี่ดีนะ...เพราะเขาจะส่งผลการตรวจเลือดมาให้เราถึงบ้านโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย"

เด็กหนุ่มมองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของคนพูดแล้วก็หัวใจกระตุก เขารีบหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว และพบว่าผลตรวจเลือดของกฤตภาสบ่งชี้ว่าเจ้าตัวปลอดภัยจากโรคติดต่อทุกชนิด

ที่สำคัญ...วันที่ส่งจดหมายซึ่งประทับอยู่บนซองก็เพิ่งจะผ่านมาไม่กี่วันเท่านั้นเอง...

"ฉันให้เวลาเธออาบน้ำระหว่างที่ฉันออกไปสูบบุหรี่ก็แล้วกัน แต่ถ้าฉันสูบเสร็จเร็วก็อาจตามเข้าไปอาบด้วยก็ได้ แล้วขัดสีฉวีวรรณให้ตัวหอมๆ เข้าไว้ล่ะ...ตี้"

กฤตภาสเชยคางเด็กหนุ่มขึ้นพลางลูบนิ้วโป้งบนริมฝีปากสีสดเบาๆ เขาเห็นประกายต่อต้านที่สะท้อนในดวงตากลมโต แต่ก็รู้ว่าตนถือไพ่เหนือกว่าแล้วขณะที่หยิบซองบุหรี่และไฟแช็คออกไปที่ระเบียง

ธีระยังนั่งอยู่ที่เดิมขณะมองกฤตภาสซึ่งกำลังจุดบุหรี่สูบอย่างสบายใจ แล้วก็นึกอยากเขกหัวตัวเองแรงๆ ที่ดันยื่นเงื่อนไขที่ทำให้กลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้ เพราะตอนนี้เท่ากับว่ากฤตภาสมีข้ออ้างในการขอมีอะไรกับเขาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว

ทำไมเขาถึงชอบขุดหลุมฝังตัวเองโง่ๆ อย่างนี้อยู่เรื่อยเลยนะ...

เด็กหนุ่มขยำกระดาษแผ่นนั้นเป็นก้อนกลมแล้วก็ปาไปที่มุมห้อง เขาได้แต่พยายามบังคับลมหายใจที่รัวแรงขณะเดินลงส้นเข้าห้องน้ำ ตอนแรกเขานึกว่าหากยื้อเวลาได้ถึงพรุ่งนี้เช้า อย่างน้อยเขาคงมีเวลาคิดหาวิธีหนีหรือบ่ายเบี่ยงที่จะทำให้ไม่ต้องทอดร่างให้อีกฝ่ายเชยชมได้ แต่เนื่องจากกฤตภาสดันมีผลตรวจเลือดมารองรับพอดี เขาจึงได้แต่ต้องกัดฟันยอมทำตามข้อตกลงที่เสนอไปเท่านั้น

ธีระปิดล็อคประตูห้องน้ำก่อนจะถอดเสื้อผ้าออกโยนลงตะกร้า การทำงานเมื่อช่วงค่ำบวกกับเหตุการณ์ตื่นเต้นเมื่อครู่ทำให้ร่างกายเขาเหนียวเหนอะไปด้วยเหงื่อ เมื่อได้ชำระล้างร่างกายจึงทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก ขณะเดียวกันก็ได้ระบายความเครียดออกไปชั่วระยะจนพอจะรวบรวมความคิดกลับมาได้อีกครั้ง

คนบ้าอะไร...ชอบเอาชนะแม้กระทั่งกับเด็กที่อ่อนกว่าเป็นรอบ...ส่วนเขาเองก็บ้าเหมือนกันที่ดันเสนออะไรแบบนั้นไปโดยไม่ทันคิด

สายน้ำหลั่งไหลลงบนตัวของเด็กหนุ่มขณะที่เขาได้แต่ยืนนิ่ง ใจหนึ่งเขานึกโมโห แต่อีกใจกลับปลงคล้ายยอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดด้วยความรู้สึกเหมือนถูกโชคชะตากลั่นแกล้ง ไม่เช่นนั้นทำไมเขาจะต้องวนกลับมาเจอผู้ชายที่เคยกอดตัวเองโดยไม่ตั้งใจด้วยเล่า

เด็กหนุ่มนึกถึงศันสนีย์กับสุเมธซึ่งชวนเขาออกไปเที่ยวที่ผับในคืนนั้น แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าหากเพื่อนทั้งสองได้รู้ว่าพวกตนเป็นต้นเหตุให้เขาต้องมาเจอสถานการณ์เช่นนี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ความคิดนั้นก็สะดุดลงเมื่อมีเสียงเคาะประตู

"อาบน้ำเสร็จรึยัง? ในนั้นไม่มีประตูลับให้โผล่ไปที่อื่นหรอกนะ"

ธีระฟังแล้วก็รู้สึกว่าเลือดฉีดซ่านขึ้นบนผิวหน้า แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอายหรือโกรธมากกว่า เพราะเมื่อครู่ก็มีอยู่แวบหนึ่งที่เขานึกอยากให้ในห้องน้ำมีหน้าต่างบานใหญ่ๆ จะได้ปีนหนีออกไปอยู่เหมือนกัน แต่นั่นคงเป็นเรื่องที่เกิดได้แค่ในหนังหรือการ์ตูน เพราะช่องระบายลมของที่นี่อยู่สูงและเล็กจนแค่จะยืดแขนออกไปก็ยังทำไม่ได้

"ยังไม่เสร็จครับ ผมกำลัง 'ขัดสีฉวีวรรณ' ตามที่คุณกฤตสั่งอยู่"

เขาตอบด้วยหางเสียงติดจะสะบัดเล็กน้อย และได้รับคำตอบเป็นเสียงหัวเราะตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ถอยออกไป จึงได้แต่เม้มปากและคิดว่ายังไงก็รีบทำให้มันจบๆ ไปก็แล้วกัน กฤตภาสคงแค่สนใจเขาขึ้นมาเพราะดันกลับมาเจอกันอย่างเหนือความคาดหมาย หลังจากนี้ก็คงจะไม่มีครั้งที่สามอีกแล้ว

ธีระรู้ดีว่ากำลังทำเรื่องบ้าระห่ำที่ยอมให้อีกฝ่ายมัดมือชก แต่จะเป็นไรไป...เขายังมีอะไรให้เสียอีกในเมื่อครั้งแรกเขาก็มอบให้คนอื่นไปแล้ว และไม่มีวันที่คนคนนั้นจะย้อนกลับมาหาเขาอีกแล้วด้วย

ความหงุดหงิดของเด็กหนุ่มมอดลงเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขายื่นมือออกไปปิดฝักบัวก่อนจะหยิบผ้าขนหนูมาซับน้ำบนร่างกาย ขณะเดียวกันก็พยายามปลุกปลอบหัวใจที่กำลังแหว่งวิ่นจากความรู้สึกเหมือนกำลังเฉือนมีดทำร้ายตัวเอง

ไม่เป็นไรนะตี้ ถ้าหากจะต้องมีอะไรกับผู้ชายที่ไม่ได้มีใจให้เขาเลยอีกสักครั้ง ก็ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน...


++---TBC---++



A/N: ขอกำลังใจให้น้องตี้และคนเขียนกันหน่อยนะค้า การเขียนพระเอกแบบกฤตภาสนี่ทำเอาอยากสติแตกตามน้องตี้ไปด้วยเลย




Create Date : 19 กันยายน 2556
Last Update : 20 กันยายน 2556 17:50:43 น. 5 comments
Counter : 1117 Pageviews.

 
ตามมาจากFB ค่ะ (แอบอ่านในที่ทำงาน อ่านในนี้ง่ายกว่า 55+)

เริ่มอ่านแต่แรกมาถึงตอนนี้ เราว่าคุณกฤตเหมือนปี๊ปรวิตเหมือนกันนะคะ

บางฉากมันใช่มาก ภาพคุณเจนภพโผล่ออกมาเลย

เริ่มสงสารน้องตี้เล็กๆแล้ว หวังว่าเรื่องนี้น้องตี้จะมีโอกาศแก้แค้นใหเตัวเองนะคะ


โดย: tipsy tee C IP: 58.97.37.61 วันที่: 11 ตุลาคม 2556 เวลา:16:40:26 น.  

 
คุณ tipsy tee C ขอบคุณมากที่ติดตามมาอ่านค่า ไม่เคยได้ดูแรงเงาเลยนึกไม่ค่อยออกว่าพี่ปิ๊บร้ายแค่ไหน (แต่ได้เสียงลือเสียงเล่าอ้างมาหนาหู 555) สำหรับเรื่องในอนาคตของน้องตี้กับตากฤตนี่ต้องเอาใจช่วยน้องตี้ลูกเดียวเลยค่ะ เพราะยังต้องเจอความร้าย + กวนประสาทของตากฤตอีกเยอะเลย


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 12 ตุลาคม 2556 เวลา:15:04:25 น.  

 
ตากฤตนี่เจ้าเล่อ่ะ พาน้องมาคอนโดเลย
ตี้กลายเป็นลูกแกะสมบูรณ์แบบด้วยตัวเอง ฮือ~~


โดย: จุ๋ม IP: 49.230.133.229 วันที่: 14 ตุลาคม 2556 เวลา:0:21:14 น.  

 
น้องตี้ไม่ได้เต็มจายยยย ฮือออออ


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 14 ตุลาคม 2556 เวลา:20:02:29 น.  

 


คุณชายกฤต อยากระลึกความหลังกับน้องตี้ พาน้องมาคอนโดเลย อย่าทำอะไรรุนแรงกับน้องน่ะ


โดย: ภัทร IP: 110.169.249.230 วันที่: 29 ตุลาคม 2556 เวลา:16:38:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 27 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.