Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 20


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 20


เมื่อล่วงเข้าวันใหม่ ธีระก็รีบออกจากบ้านเพื่อมาทำงานตั้งแต่เช้า เขารวบรวมเอกสารที่ต้องให้กฤตภาสเซ็นไว้ในแฟ้มเดียวกัน เมื่ออีกฝ่ายมาถึงก็รอเวลานิดหนึ่งจึงค่อยถือเข้าไปให้

"วันนี้บ่ายฉันมีประชุมข้างนอกใช่รึเปล่า?"

กฤตภาสถามขณะเปิดแฟ้มที่ธีระยื่นให้แล้วลงชื่อในเอกสารทีละชุด ส่วนคนถูกถามนั้นได้เช็คตารางประชุมของวันนั้นไว้แล้วจึงตอบได้ทันที

"ใช่ครับ ลูกค้าคอนเฟิร์มตอนบ่ายสามครึ่งถึงห้าโมงเย็น แล้วก็...เรื่องงานเช็คดาต้าเบสที่ผมทำค้างไว้น่ะครับคุณกฤต"

"หือ?"

คนที่นั่งอยู่เงยหน้าขึ้นมองเขาพลางมุ่นคิ้ว ธีระจึงเสมองไปทางตู้เก็บนามบัตรแล้วก็อ้างเหตุผลที่เตรียมไว้

"ผมว่าจะขอเอาไปทำที่โต๊ะตัวเองดีกว่าเพราะมีบางรายที่ต้องโทรไปเช็ค ถ้าหากทำในห้องนี้ก็คงไม่สะดวกเพราะตรงโต๊ะรับแขกไม่มีโทรศัพท์ แล้วผมก็ไม่อยากส่งเสียงรบกวนสมาธิคุณกฤตด้วย"

เด็กหนุ่มเหลือบกลับไปมองกฤตภาสที่กำลังจ้องเขานิ่ง แล้วก็แปลกใจเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า

"ก็ได้ ถ้างั้นก็ทำตามนั้น"

ชายหนุ่มเอ่ยจบก็หยิบรายงานออกจากแฟ้มมาพลิกอ่าน แต่เมื่อเห็นว่าธีระยังไม่ไปไหนก็เลิกคิ้ว "มีอะไรอีกรึเปล่า?"

"เปล่าครับ ไม่มี"

ทำไมเช้านี้ดูคุณกฤตแปลกๆ...

เด็กหนุ่มคิดพลางหยิบแฟ้มขึ้นมา เขาเดินไปหยิบกล่องนามบัตรบางส่วนออกจากตู้เพื่อเอาไปเทียบข้อมูลกับดาต้าเบสต่อ ก่อนจะเปิดประตูออกไปก็ยังชำเลืองมองกฤตภาสว่าจะแกล้งเรียกให้เขาทำอะไรเพิ่มเหมือนที่ชอบทำเป็นประจำไหม แต่ปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาสักแวบ

ท่าทางเช้านี้ต่างกับเมื่อเย็นวานลิบลับ หรือว่าเบื่อเขาแล้วหรือไง?

ความคิดฟุ้งซ่านนั้นไม่ต่างจากก๊อกน้ำที่พอหมุนเปิดก็ไหลพรั่งพรู เด็กหนุ่มย่นจมูกขณะเดินกลับไปที่โต๊ะ ก็ช่างปะไร ถ้าเบื่อเขาแล้วจริงๆ ก็ดี! ขอให้เป็นแบบนี้ไปได้ตลอดก็แล้วกัน!

ธีระคิดพลางพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ทำหน้าบึ้ง เขานั่งทำงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใกล้จะพักเที่ยง แต่พอจะลุกไปเข้าห้องน้ำก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะ พอหยิบหูฟังขึ้นรับสายก็พบว่าเป็นกฤตภาสที่โทรมา

"ครับคุณกฤต?"

"ส่งเมล์แจ้งทุกคนว่าบ่ายโมงครึ่งฉันขอประชุมเรื่องอิเว้นท์ที่กำลังจะจัด แล้วก็ให้หัวหน้าแต่ละแผนกเตรียมสรุปความคืบหน้าของทีมตัวเองให้ทุกคนฟังในที่ประชุมด้วย"

กฤตภาสเอ่ยเพียงแค่นั้นก็วางสายไป ธีระจึงต้องนั่งลงพิมพ์อีเมล์เรียกประชุมด่วนเพื่อให้ทุกคนรู้ตัวกันก่อน ไม่เช่นนั้นอาจมีคนที่เถลไถลซื้อของในตลาดจนกลับมาไม่ทันประชุมได้ พอนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงเขาก็ลงไปกินข้าวกับกลุ่มรุ่นพี่ที่สนิทกันเหมือนทุกที แต่ละคนต่างรีบจัดการอาหารของตัวเองเพราะต้องรีบกลับไปเตรียมข้อมูลสำหรับเข้าประชุม

"แปลกนะที่คุณกฤตเรียกประชุมด่วน ปกติต้องแจ้งให้ทุกคนรู้ตัวก่อนอย่างน้อยหนึ่งวันแท้ๆ แต่คงเพราะช่วงนี้แกยุ่งจนเพิ่งนึกได้ว่าใกล้จะถึงวันงานแล้วล่ะมั้ง"

อรรณพหันมาชวนธีระคุยขณะเดินกลับบริษัทด้วยกัน เด็กหนุ่มจึงพยักหน้าเห็นด้วย

"ตี้ก็ว่างั้นแหละพี่อาร์ท นี่หลังประชุมทีมเสร็จคุณกฤตก็ต้องไปประชุมที่บริษัทลูกค้าต่อ เดี๋ยวคงต้องเตือนว่าให้เผื่อเวลาเดินทางด้วย"

อรรณพหันมามองเขาแล้วก็ยิ้ม ธีระจึงเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

"มีอะไรเหรอครับ?"

"เพิ่งจะเป็นผู้ช่วยคุณกฤตได้อาทิตย์กว่าๆ เอง แต่ท่าทางตี้จะคุ้นแล้วสินะ ตอนที่ทำวันแรกๆ ยังบ่นให้พี่ได้ยินอยู่เลยนี่"

ธีระได้ฟังก็ยิ้มแหยๆ เพราะจริงอยู่ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนเขายังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกกับหน้าที่ใหม่ แต่พอผ่านมาหลายวันเข้าก็เริ่มจับทางได้ว่าควรลำดับสิ่งที่ต้องทำอย่างไรโดยไม่โทรไปรบกวนวีณาที่บ้าน

การประชุมเริ่มตอนบ่ายโมงครึ่งตามที่กฤตภาสนัดไว้ ชายหนุ่มเพียงแต่ให้ลูกน้องแต่ละทีมสรุปว่าเตรียมงานเรื่องอิเว้นท์เปิดตัวโน้ตบุ๊คไปถึงไหนแล้ว กระทั่งใกล้เวลาที่ควรจะออกไปประชุมกับลูกค้า ธีระซึ่งนั่งจดข้อสรุปการประชุมอยู่ข้างๆ จึงกระซิบเตือน

"คุณกฤตครับ ต้องไปประชุมข้างนอกแล้วครับ ถ้ารถติดจะไปถึงสาย"

กฤตภาสซึ่งกำลังนั่งฟังลูกน้องคนหนึ่งสรุปงานเพียงเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าแล้วลุกขึ้น

"งั้นพรุ่งนี้เช้าค่อยมาประชุมกันต่อ ใครที่ยังไม่ได้อะไรจากซัพพลายเออร์ก็รีบสรุปให้เสร็จไวๆ ส่วนที่ต้องจ่ายล่วงหน้าก็ไปขอเบิกกับทางบัญชีเอา เย็นนี้ฉันอาจไม่ได้กลับเข้าออฟฟิศแต่จะเช็คอีเมล์ตลอด ดังนั้นก่อนกลับบ้านก็ส่งรีพอร์ตมาทางอีเมล์ด้วย ถ้าเกิดติดขัดอะไรเร่งด่วนจริงๆ ก็โทรมา"

"ครับ/ค่ะ"

ทุกคนตอบรับก่อนจะค่อยๆ ทยอยกันเดินออกจากห้องประชุม ขณะที่ธีระกำลังเก็บสมุดโน้ตเพื่อจะเดินออกเหมือนกัน กฤตภาสก็รั้งแขนเขาเอาไว้

"เดี๋ยวเธอไปเก็บกระเป๋าซะแล้วไปประชุมกับฉันด้วย อีกห้านาทีลงไปหาฉันที่รถ"

"ห้ะ? เอ่อ...ก็ได้ครับ"

เด็กหนุ่มตอบรับอย่างงุนงง แต่ก็คิดว่าคงเพราะกฤตภาสอยากให้เขาไปช่วยเสริมข้อมูลถ้าหากจำเนื้อหาการประชุมเมื่อครู่ตกหล่นไป จึงรีบขึ้นไปเก็บกระเป๋าแล้วก็ลงไปหาอีกฝ่ายที่ลานจอดรถ

ธีระได้แปลกใจอีกครั้งเมื่อไปถึงบริษัทของลูกค้าแล้วพบว่าตนไม่จำเป็นต้องมาร่วมประชุมสักนิด เพราะนอกจากกฤตภาสจะจำทุกอย่างที่ลูกน้องรายงานได้อย่างไม่ตกหล่นแล้ว ประเด็นไหนที่เจ้าตัวเห็นว่าควรเสริมเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจก็สามารถกล่าวเองได้อย่างคล่องแคล่ว ความเป็นมืออาชีพและใจเย็นในการตอบคำถามของลูกค้าทำให้ธีระทึ่งได้เสมอเพราะมันช่างขัดแย้งกับนิสัยส่วนตัวยามที่เจ้าตัวอยู่กับเขาตามลำพังเหลือเกิน

เด็กหนุ่มกำมือแน่นเมื่อตระหนักว่าเผลอจ้องเจ้านายนานเกินไป เขาควรจะแยกแยะได้แล้วแท้ๆ ว่าความชื่นชมในวิธีการทำงานของกฤตภาสนั้นหาใช่เรื่องเดียวกับความหวั่นไหวที่ถูกทำให้รู้สึก

"ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แล้วเจอกันอีกทีใกล้ๆ วันงานนะครับคุณกฤต"

"ได้ครับคุณอิน ถ้าหากระหว่างนี้มีอะไรก็โทรติดต่อผมได้ตลอด"

หลังการประชุมสิ้นสุดลง อนุชิตซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดของลูกค้าก็เดินออกมาส่งกฤตภาสที่ลิฟต์ ส่วนธีระเพียงแต่เดินถือแฟ้มใส่เอกสารตามทั้งสองไปเงียบๆ เขาเคยได้ยินมาจากพวกรุ่นพี่ว่าลูกค้ารายนี้ค่อนข้างจะรับมือยาก ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงการเสนอความเห็นทั้งในและนอกที่ประชุมเสียเลยยกเว้นกฤตภาสจะบอกให้เขาพูด

"งานนี้โชคดีที่นิคกี้ตกลงมาเป็นพรีเซนเตอร์เพราะผมรู้จักผู้จัดการของเขา ว่าแต่คุณกฤตก็คงตื่นเต้นเหมือนกันสิครับนี่?"

คำถามนั้นทำให้ธีระเงยหน้าขึ้นมองคนที่เดินห่างไปข้างหน้าประมาณสองก้าว ถึงแม้น้ำเสียงของคนถามจะหยอกเย้าแต่กลับไม่ได้รับคำตอบ และเด็กหนุ่มก็สุดจะเดาว่ากฤตภาสกำลังทำสีหน้าเช่นไร

จริงด้วยสิ ถึงจะไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่าคบกันเป็นเรื่องเป็นราวแต่ก็เคยควงกันจนใครๆ ก็รู้ ถึงช่วงหลังนี้จะไม่มีรูปหรือข่าวซุบซิบของสองคนนี้เลยก็เถอะ แต่ที่คุณกฤตไม่ปฏิเสธก็แสดงว่ายังคบกันอยู่สินะ...

จู่ๆ เด็กหนุ่มก็รู้สึกราวกับมีเส้นใยที่มองไม่เห็นรัดรึงในอกจนอึดอัด เขาได้แต่ส่ายหน้าขณะพยายามปัดความรู้สึกมัวหมองอย่างไร้เหตุผลออกไป เพราะถึงอย่างไรชีวิตส่วนตัวของกฤตภาสก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องใส่ใจอยู่แล้ว ยิ่งอีกฝ่ายแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังมีความสัมพันธ์กับใครเป็นตัวเป็นตนสิยิ่งดี เขาจะได้มีเหตุผลในการปฏิเสธเวลาที่อีกฝ่ายพยายามจะล่อลวงให้เผลอ

"ว่าแต่นี่ครั้งแรกสินะครับที่ได้เจอเลขาฯ ใหม่ของคุณกฤต ถ้าไม่บอกผมคงนึกว่ายังเรียนอยู่ หน้าเด็กมากเลย"

อนุชิตหันมายิ้มให้ธีระขณะที่ทั้งสามยืนรอลิฟต์ เด็กหนุ่มจึงเพิ่งรู้ตัวว่าหัวข้อสนทนาเบนมาทางตนเสียแล้ว เขาหันมองไปทางกฤตภาสก็เห็นอีกฝ่ายมุ่นคิ้วขึ้นเล็กน้อย

"ก็ยังเรียนอยู่แหละครับคุณอิน แต่ช่วงนี้มาฝึกงานระหว่างปิดเทอม พอเลขาฯ ผมลาคลอดก็เลยให้เขามาเป็นผู้ช่วยแทนไปก่อน"

"อย่างนี้นี่เอง แล้วน้องชื่ออะไรนะครับ?"

ประโยคหลังนั้นคนถามหันมาหาเขาโดยตรง ธีระจึงต้องตอบเพื่อไม่ให้เสียมารยาท

"ตี้ครับ"

"ตี้เหรอ? วันที่จัดงานอิเว้นท์ก็คงจะมาด้วยสินะ?"

ธีระเหลือบมองกฤตภาสที่ยืนอยู่ข้างๆ และเห็นว่าอีกฝ่ายเพียงแต่หันไปมองตัวเลขบนแผงไฟเหนือลิฟต์ ท่าทางเฉยเมยนั้นทำให้เขาต้องหันมาตอบเอง

"แน่นอนครับ งานใหญ่แบบนี้ทีมงานต้องมาช่วยทุกคนอยู่แล้ว"

"ลิฟต์มาแล้ว พวกผมไม่รบกวนแล้วนะครับคุณอิน"

กฤตภาสเอ่ยพลางก้าวเข้าไปในลิฟต์ทันทีที่ประตูเปิด ธีระจึงรีบก้าวตามเพราะจับได้ว่าเจ้านายอารมณ์ไม่ค่อยดี ฝ่ายอนุชิตเพียงหัวเราะหึๆ แล้วก็โบกมือให้ทั้งสองขณะประตูลิฟต์ปิดลง

"งั้นเจอกันวันงานนะน้องตี้"

ธีระเพียงแต่ค้อมศีรษะและยิ้มตอบตามมารยาท กระทั่งประตูลิฟต์ปิดสนิทและลิฟต์เคลื่อนตัวลงชั้นล่าง กฤตภาสจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยากจะจับความรู้สึก

"หมอนั่นมีข่าวว่าชอบเปลี่ยนคู่ขาที่เป็นเด็กหนุ่มบ่อยๆ ระวังอย่าไปหลงเสน่ห์เข้าล่ะ"

เด็กหนุ่มเลิกคิ้วมองคนที่ไม่ได้หันมาสบตา เมื่อครู่นี้เขาตระหนักดีว่าน้ำเสียงและแววตาของอนุชิตยามที่ชวนคุยนั้นกรุ้มกริ่มเกินไปหน่อย แต่พอพิจารณาคำเตือนของกฤตภาสแล้วก็ได้แต่เบ้ปาก

"แล้วมันต่างอะไรกับที่ผมโดนอยู่ตอนนี้เหรอครับ?"

"ว่าไงนะ?"

ธีระรู้ตัวว่าเผลอพูดเสียงดังไปจึงหันหนี แต่นั่นยิ่งทำให้คนที่เห็นไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่

"อย่าเอาฉันไปเปรียบเทียบกับหมอนั่น หรือเพิ่งเจอเขาครั้งแรกก็หลงคารมแล้วรึไง?"

"คุณกฤต! ผมไม่รู้หรอกนะว่าวันนี้คุณกินรังแตนมาจากไหน แต่ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็อย่ามาลงกับผม!"

ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่างสุดพอดีเมื่อธีระเอ่ยจบ เด็กหนุ่มรีบเดินจ้ำออกจากลิฟต์ไปทางหน้าอาคาร แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูออกไปก็ถูกกฤตภาสคว้าข้อมือไว้

"จะไปไหน?"

"กลับบ้านครับ อีกเดี๋ยวก็จะหกโมงแล้ว หรือคุณจำเป็นต้องให้ผมกลับไปที่ออฟฟิศอีก?"

ธีระตระหนักดีว่ากำลังทำพฤติกรรมไม่สมเป็นลูกจ้าง แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ในเมื่อกฤตภาสก็ชอบทำให้เขาลืมสถานะของตัวเองอยู่บ่อยๆ และที่สำคัญ...เขาไม่ได้มีวุฒิภาวะสูงพอจะอดทนรับทุกอารมณ์โดยไม่โต้ตอบหรอกนะ!

กฤตภาสสบตาคนตัวเล็กกว่าด้วยแววตายากจะตีความหมาย แล้วก็เพียงแต่จูงมือเดินไปทางลานจอดรถโดยไม่พูดอะไร ธีระพยายามชักมือออกแต่กลายเป็นยิ่งกระตุ้นให้ถูกบีบมือแน่นขึ้น

"ฉันยังมีธุระอีกที่ ไปด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน"

"แต่ว่าตอนนี้..."

"จะหกโมงแล้ว ฉันรู้ ไปด้วยกันอีกแป๊บเดียว ไม่เสียเวลามากหรอกน่า"

กฤตภาสเอ่ยหลังทั้งคู่ขึ้นนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ยืดตัวมาคาดเข็มขัดนิรภัยให้ธีระราวกับทำให้เด็กที่ช่วยตัวเองไม่เป็น เด็กหนุ่มจึงได้แต่ทำหน้ามุ่ยและหันมองไปนอกหน้าต่างตลอดทาง แต่แล้วก็ต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่ออีกฝ่ายเลี้ยวรถเข้าโรงพยาบาลที่อยู่ห่างจากบริษัทของลูกค้ามาเพียงสิบนาที

"ลงมา"

"ทำไมผมต้องลงไปด้วยล่ะ? คุณจะตรวจสุขภาพหรือไปเยี่ยมใครก็เชิญไปคนเดียวสิ"

ธีระเกิดอาการอยากรวนอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อรถจอดสนิทในลานจอด ชั่วแวบหนึ่งที่เขาคิดว่าเห็นรอยยิ้มบนมุมปากของกฤตภาส แต่มันก็หายไปอย่างรวดเร็วจนเขาคิดว่าคงตาฝาดไปเอง

"วีร์เพิ่งคลอดลูกเมื่อคืนนี้ ฉันเลยพามาเยี่ยมเพราะเห็นว่าโรงพยาบาลอยู่ใกล้ออฟฟิศลูกค้า แต่ถ้าไม่อยากลงไปเยี่ยมก็ตามใจ"

"เอ๊ะ? พี่วีร์คลอดแล้ว?"

กฤตภาสเดินหนีโดยไม่ตอบ ธีระจึงได้แต่เดาะลิ้นพลางก้าวลงจากรถบ้าง เสียงล็อคประตูอัตโนมัติดังขึ้นเพราะเจ้าของรถกดรีโมททันทีที่ได้ยินเสียงปิดประตู ทำเอาเด็กหนุ่มนึกอยากวิ่งตามไปทุบหลังเพื่อระบายความโมโห

ผู้ชายคนนี้จะหยุดกวนประสาทเขาสักวันไม่ได้รึไงนะ!

ธีระจงใจเดินทิ้งระยะห่างพอสมควรจากกฤตภาสที่เดินนำเข้าสู่อาคารผู้ป่วย แต่พอเห็นเจ้าตัวเลี้ยวเข้าลิฟต์ก็รีบซอยเท้าตามเข้าไป ไม่มีใครชวนใครคุยเลยจนกระทั่งลิฟต์หยุดและกฤตภาสเดินนำออกไปยังห้องพักผู้ป่วยพิเศษ

"อ้าวคุณกฤต ตี้ด้วย? ตายจริง ขอบคุณมากค่ะที่อุตส่าห์มาเยี่ยม"

วีณาเอ่ยเมื่อเงยหน้าขึ้นจากเด็กทารกในอ้อมแขนและเห็นผู้มาเยือนทั้งสอง ฝ่ายกฤตภาสเปิดประตูค้างไว้ให้ธีระที่ก้าวตามเข้ามาพลางเอ่ยทักทาย

"ไม่มีของมาเยี่ยมนะวีร์เพราะเพิ่งเสร็จจากประชุมกับลูกค้าก็มาเลย ว่าแต่คิงไปไหนล่ะ?"

"พี่คิงไปรับพ่อกับแม่ของวีร์ที่ดอนเมืองค่ะ อีกสักพักก็น่าจะกลับมากันแล้ว"

ธีระยกมือไหว้ทักทายวีณาก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ ทารกน้อยที่รุ่นพี่สาวอุ้มอยู่นั้นหน้าตายับยู่ยี่และผิวแดงจัด แต่ก็พอจะเห็นว่าจมูกกับปากมีประพิมประพายคล้ายแม่

"ยินดีด้วยนะครับพี่วีร์ น้องเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงครับ?"

"ผู้ชายจ้ะ ทั้งปู่ย่าตายายตื่นเต้นกันใหญ่เพราะเป็นหลานคนแรกของทั้งสองบ้าน"

ถึงแม้ใบหน้าจะอิดโรยแต่วีณายังคงยิ้มสดใส เธอเล่าถึงสาเหตุที่คลอดเร็วกว่ากำหนดแต่โชคดีว่าทารกน้อยแข็งแรง จากนั้นก็ชวนคุยถึงเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ และงานที่กำลังจะจัด ตลอดเวลานั้นธีระตอบอยู่คนเดียวเพราะกฤตภาสเพียงแต่หยิบนิตยสารมานั่งอ่านเงียบๆ บนโซฟาโดยไม่เอ่ยแทรกสักประโยค

"อ๊ะ ขอโทษนะครับ ผมขอออกไปคุยโทรศัพท์แป๊บนึง"

ธีระขอตัวเมื่อโทรศัพท์ในกระเป๋าส่งเสียงดัง วีณาจึงค่อยหันไปหากฤตภาสที่นั่งไม่พูดไม่จามาเป็นนานบ้าง เธอเห็นแววตาสีนิลที่เหลือบขึ้นจากหน้านิตยสารแล้วมองตามหลังเด็กหนุ่มที่เดินออกไป จากนั้นก็ได้แต่ยิ้มจนตาเป็นประกายซุกซน

"เป็นไงบ้างคะคุณกฤต เลขาฯ ใหม่?"

กฤตภาสเบนสายตากลับไปทางคนถามโดยที่สีหน้ายังคงเรียบเฉย เขาไม่แสดงท่าทีตกใจเพราะรู้อยู่แล้วว่าวีณาฉลาดพอที่จะจับความไม่ชอบมาพากลระหว่างเขากับธีระได้ ในเมื่อหญิงสาวเคยเสนอชื่อพนักงานคนอื่นให้ทำหน้าที่เลขาฯ แทนแต่เขากลับจงใจระบุชื่อธีระ แถมวันนี้ทั้งสองยังมาเยี่ยมพวกเธอพร้อมกันแม้จะอ้างว่าเพราะมาประชุมแถวนี้ก็ตาม

"ก็ดี ยังทำงานไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่แต่ก็มีพัฒนาการขึ้นจากวันแรกๆ"

"โห แบบนี้ตี้เรียนจบเมื่อไหร่วีร์ไม่ตกกระป๋องเหรอคะเนี่ย?"

หญิงสาวหัวเราะคิกขณะลูบตัวทารกน้อยที่ถูกห่อผ้าจนแน่นในอ้อมแขน ทว่ากฤตภาสเพียงแต่ยักไหล่

"ฉันไม่มองไปไกลขนาดนั้นหรอก อย่างมากหมดช่วงฝึกงานนี้ก็คงโบกมือบ๊ายบายกันแล้ว"

ท่าทางไม่ยี่หระของคนพูดทำให้หญิงสาวเลิกคิ้ว เธอทำงานกับกฤตภาสมานานพอที่จะรู้ว่าเจ้านายของตนเกลียดการมีพันธะแค่ไหน แม้จะแปลกใจที่ครั้งนี้อีกฝ่ายแหกกฏของตัวเองทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการสนใจผู้ชายเป็นครั้งแรกหรือเรื่องที่ธีระเป็นพนักงานในสังกัดก็ตาม แต่เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ทำงานร่วมกับเด็กหนุ่มสั้นๆ เธอก็นึกสงสาร

"ตี้เป็นเด็กดีนะคะคุณกฤต"

"เห็นว่าเป็นแบบนั้นเหรอ?"

หญิงสาวทำสีหน้าครุ่นคิดเมื่อโดนย้อนถาม "วีร์ก็ไม่รู้หรอกค่ะว่านอกเวลางานเขาเป็นยังไง แต่ที่วีร์สัมผัสได้ตอนทำงานด้วยกันคือตี้เป็นคนที่จริงใจกับทุกคน วีร์ไม่อยากเห็นเด็กดีแบบนั้นต้องเสียใจเพราะโดนหลอกน่ะค่ะ"

ปากเก่งสมแล้วที่เอาไอ้คิงอยู่... กฤตภาสคิดถึงหนุ่มรุ่นน้องซึ่งเป็นสามีของวีณาแล้วก็หัวเราะในคอ เขาดันตัวลุกขึ้นพลางเหลือบดูนาฬิกา

"อีกเดี๋ยวคิงคงพาพ่อกับแม่เธอมาแล้วสิ ฝากบอกว่าวันหลังฉันจะนัดกินข้าวก็แล้วกัน ยังไงก็พักผ่อนเยอะๆ ล่ะ คืนนี้หรือพรุ่งนี้คงมีพวกที่ออฟฟิศทยอยมาเยี่ยมกันบ้างล่ะมั้ง"

"คุณกฤต เมื่อกี้วีร์พูดจริงนะคะ"

กฤตภาสเพียงแต่โบกมือแล้วก็เดินออกจากห้อง เขาเห็นธีระนั่งคุยโทรศัพท์อยู่แถวโซฟากลางโถงรับแขกจึงเดินเข้าไปใกล้ แล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของคนที่กำลังนั่งหันหลังให้เขา

"อ๋อ ถ้างั้นเวลาตี้ไปหาก็นอนเตียงพี่ปิ๊กก็ได้น่ะสิ ฮะๆ ถ้าขืนรอพ่อกับแม่ว่างคงไม่ได้ไปเยี่ยมสักที เอาไว้หยุดยาวเมื่อไหร่ตี้จะขึ้นไปหาก่อนก็แล้วกัน สัญญาแล้วนะว่าพี่ปิ๊กต้องพาตี้เที่ยวด้วย”

น้ำเสียงร่าเริงและสรรพนามแทนตัวอย่างสนิทสนมทำให้กฤตภาสหางคิ้วกระตุก เขาสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วก็จงใจส่งเสียงให้ดังเข้าไปในลำโพงของโทรศัพท์

"ตี้ กลับได้แล้ว เดี๋ยวฉันไปส่ง"

เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เมื่อหันหลังไปก็เห็นใบหน้าบอกบุญไม่รับของกฤตภาส จึงหันกลับมาคุยกับคู่สนทนาต่อให้จบ

"เดี๋ยวตี้ต้องไปแล้วล่ะพี่ปิ๊ก ไว้วันหลังค่อยคุยกันใหม่นะ แล้วก็ขอบคุณด้วยสำหรับกระเป๋า อื้อ...เดี๋ยวถ้าตี้จะไปหาจะโทรบอก ครับ...หวัดดีครับ"

ธีระเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วก็ลุกขึ้น เขาหันไปถามกฤตภาสอย่างไม่เข้าใจ

"จะกลับกันแล้วเหรอครับ? เพิ่งมาเยี่ยมพี่วีร์ได้แป๊บเดียวเอง"

"คืนนี้ฉันมีนัดต้องไปต่อ ถ้าเธออยากรอเจอครอบครัวของสองคนนั้นก็ตามสบาย ถ้าเลยสิบนาทีแล้วยังไม่ตามไปที่รถก็เรียกแท็กซี่กลับเองก็แล้วกัน"

แล้วเขาเคยบอกเมื่อไหร่กันว่าอยากให้ขับรถไปส่ง!? ธีระห่อปากมองคนที่เดินหนีไปที่ลิฟต์โดยไม่รอฟังคำโต้แย้ง แล้วก็ได้แต่รีบเดินไปลาวีณาเพราะถึงอย่างไรกระเป๋าของเขาก็อยู่ในรถของกฤตภาส

"ไงจ๊ะตี้ คุยโทรศัพท์เสร็จแล้วเหรอ?"

วีณาทักเมื่อเห็นเขาเดินกลับเข้ามาในห้อง ธีระจึงพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ

"เดี๋ยวตี้คงต้องกลับก่อนนะครับพี่วีร์ ยังไงฝากทักทายครอบครัวของพี่วีร์ด้วย พักผ่อนเยอะๆ นะครับจะได้มีแรงดูแลน้อง"

"ฮะๆๆ ได้จ้า เราก็กลับบ้านดีๆ ล่ะ เอ้อตี้...พี่ถามอะไรหน่อยสิ"

"ครับ?"

ธีระซึ่งกำลังจะเปิดประตูหันกลับมา วีณาเอียงคอมองรุ่นน้องอย่างสองจิตสองใจ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจถาม

"คุณกฤต...ดีกับตี้หรือเปล่าจ๊ะ?"

เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนจังหวะหัวใจสะดุด เขามองแววตาเป็นห่วงของคนถามแล้วก็สุดจะเดาว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องความความสัมพันธ์ของพวกเขาถึงระดับไหน จึงเพียงแค่ตัดบทไปอย่างรวบรัด

"ก็เป็นเจ้านายที่เรื่องมากไปบ้าง แต่รวมๆ แล้วก็เอาใจใส่ลูกน้องดีครับ"

วีณานั่งกลอกตาหลังจากเด็กหนุ่มเดินออกจากห้องไปแล้ว เจ้าตัวจงใจเน้นคำว่าเจ้านายกับลูกน้องเสียขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะกฤตภาสยังไม่ได้เริ่มเข้าหาในแบบที่เธอคิดไว้ ก็แปลว่าธีระคงยังไม่นึกอยากยอมรับกฤตภาสในแง่มุมที่ไม่เกี่ยวกับงานกระมัง

เอาเถอะ...ถึงอย่างไรเสียเธอก็นับเป็นคนนอกตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ถ้าหากความสัมพันธ์ของสองคนนั้นจะก้าวไปไกลกว่าจุดที่เป็นอยู่ตอนนี้หรือไม่...ก็คงต้องยกให้เป็นเรื่องของบุญและกรรมที่เคยทำร่วมกันไว้ก็แล้วกัน

เมื่อธีระออกจากลิฟต์แล้วก็รีบเดินไปยังอาคารจอดรถ เมื่อไปถึงก็พบว่ากฤตภาสยืนสูบบุหรี่รออยู่ แววตาราบเรียบดุจผิวน้ำนิ่งทำให้ยากจะเดาว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไร และเขาพบว่าวันนี้ตนถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้บ่อยเกินไปแล้ว

"นึกว่าอยากกลับเองซะอีก เอ้า ขึ้นรถ"

กฤตภาสเอ่ยพลางทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้นแล้วใช้ส้นเท้าขยี้ ธีระจึงเพียงแต่ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถโดยไม่โต้ตอบ วันนี้เขาเพลียเกินกว่าจะต่อปากต่อคำกับคนช่างหาเรื่องแล้ว ดังนั้นถ้าเงียบไว้จะได้รีบแยกกันเร็วๆ จะดีที่สุด

ทั้งสองไม่มองหน้าหรือคุยกันสักคำเมื่อกฤตภาสขับรถออกจากโรงพยาบาล จนกระทั่งมาถึงอพาร์ทเม้นท์ของธีระ เด็กหนุ่มก็เพียงหันมาไหว้ขอบคุณแล้วก้าวลงจากรถไปเงียบๆ ปล่อยให้คนขับมองตามแผ่นหลังของเขาจนหายลับเข้าไปในอาคารแต่กลับยังไม่ออกรถไปไหน


"วีร์ไม่อยากเห็นเด็กดีแบบนั้นต้องเสียใจเพราะโดนหลอกน่ะค่ะ"


กฤตภาสนึกถึงคำพูดของวีณาอีกครั้ง หญิงสาวทำงานกับเขามานานพอที่จะรู้ว่ากฤตภาสไม่ใช่คนที่ผูกตัวเองไว้กับใครได้นานตราบใดที่คู่กรณีเรียกร้องเกินขอบเขตที่เคยตกลงไว้ และเขาก็มองไม่เห็นประโยชน์ที่จะลงหลักปักฐานในเมื่อสุดท้ายแล้วทุกคนล้วนให้ความสำคัญกับตัวเองก่อนกันทั้งนั้น การที่เขายื่นข้อเสนอให้ธีระพร้อมด้วยเงื่อนไขและระยะเวลาชัดเจนจึงไม่ควรจะเรียกว่าการหลอก

เขาก็แค่...ใช้ความเป็นต่อทางประสบการณ์กับลูกเล่นนิดหน่อยให้ผลประโยชน์เอื้อมาทางเขามากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนั้นต้องกลายเป็นความรับผิดชอบของเขา เผลอๆ ธีระจะขอบคุณเขาด้วยซ้ำที่ช่วยให้ได้เรียนรู้ความจอมปลอมของความสัมพันธ์และการเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องเห็นผลประโยชน์ของตัวเองเป็นอันดับแรก เพราะเขาเองก็ขอบคุณผู้ให้กำเนิดอยู่เสมอที่ทำให้ได้ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เพื่อนร่วมรุ่นยังเพ้อฝันถึงเรื่องในนิทานกันเสียด้วยซ้ำ

กฤตภาสหรี่ตาลงพลางใช้ปลายนิ้วเคาะพวงมาลัย เขาเหลือบมองนาฬิกาแล้วก็พบว่าตนยังพอมีเวลาก่อนจะต้องไปพบใครบางคนตามที่นัดหมาย จึงตัดสินใจขับรถกลับคอนโดเพื่อไปพักผ่อนและทานมื้อเย็นก่อนค่อยกลับเข้าเมืองอีกครั้ง



++------++



บนถนนหน้าร้านกึ่งผับยามราตรีคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์และรถแท็กซี่ที่มาส่งผู้โดยสาร หลังจากเลี้ยวรถเข้าไปในลานและได้ที่จอดแล้วกฤตภาสก็ดับเครื่อง เขาเงยหน้าขึ้นมองป้ายไฟซึ่งสว่างไสวอยู่บนดาดฟ้าของร้าน จากนั้นก็ล็อกประตูรถแล้วเดินเข้าไปยังเคาน์เตอร์ที่มีพนักงานต้อนรับยืนอยู่

ชายหนุ่มแจ้งชื่อของผู้ที่นัดหมายเขาไว้ พนักงานจึงเดินนำเข้าไปยังโต๊ะที่อยู่โซนด้านนอกซึ่งค่อนข้างห่างจากโต๊ะอื่นๆ พอสมควร ที่โต๊ะตัวนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่แล้ว เมื่อเห็นกฤตภาสมาถึงก็ลุกขึ้นพลางยิ้มอ่อนๆ ให้

"ไม่ได้เจอกันนานนะกฤต นั่งสิ"

เสียงที่เอ่ยทักเขานุ่มนวลไม่ต่างจากโครงหน้าที่แม้จะคมสันแต่ก็ดูอ่อนโยน ทว่ากฤตภาสไม่ทักตอบขณะเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งด้วยใบหน้าเรียบเฉย

"ขอจิมบีมออนเดอะร็อคครับ"

ชายหนุ่มสั่งเครื่องดื่มกับบริกรแล้วก็หันกลับไปมองคนที่นัดเขาออกมา อีกฝ่ายยังคงประดับรอยยิ้มนุ่มนวลบนริมฝีปาก ส่วนมือทั้งสองข้างวางประสานกันอยู่บนโต๊ะ ท่าทีสุขุมอ่อนโยนนั้นขัดกันอย่างยิ่งกับเรือนร่างสูงใหญ่เทอะทะจนราวกับเก้าอี้จะรับน้ำหนักไม่ไหว

"หิวหรือเปล่า อยากกินอะไรก็สั่งได้เลยนะ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง"

"ไม่ล่ะ ฉันกินมาแล้ว"

กฤตภาสตอบเสียงเนือยพลางหยิบบุหรี่ขึ้นจุดสูบ หลังจากได้สูดควันเข้าปอดอึกหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นอย่างรวบรัด

"มีธุระอะไรก็ว่ามาเลย ฉันอยู่นานไม่ได้ พรุ่งนี้มีประชุมตั้งแต่เช้า"

"อ้อ...ไม่นานหรอก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง"

รอยยิ้มของคนพูดยังคงอยู่ทั้งที่นัยน์ตาเหลือบลงมองมือของตนที่วางประสานอยู่บนโต๊ะ กฤตภาสเลิกคิ้วขณะรอให้อีกฝ่ายเอ่ยธุระออกมา แต่กระทั่งพนักงานนำเหล้ามาเสิร์ฟให้แล้วก็ยังไม่ได้ยินอะไรจนชักจะหงุดหงิด

"เมฆ ตกลงว่าแกมีธุระอะไรกันแน่? ถ้าหากไม่พูดฉันจะกลับล่ะนะ"

น้ำเสียงเจือรำคาญดึงสายตาของเมฆหรือรุ่งภพให้เหลือบขึ้นมองกฤตภาส รอยยิ้มที่หายไปบอกเขาว่าอีกฝ่ายจะเข้าเรื่องเสียที แม้ว่าจะเดาได้ตั้งแต่ตอนที่คุยกันเมื่อคืนก่อนว่าน่าจะเกี่ยวกับอะไรก็ตาม

"ในฐานะที่เราเคยทำงานด้วยกันมาก่อน ฉันรู้ว่าแกคงพอจะได้ยินข่าวของบริษัทฉันมาบ้าง ถึงจะไม่ได้ติดตามเองก็คงได้ยินจากคนอื่น ที่ฉันพูดนี่ถูกไหม?"

กฤตภาสรู้ว่ารุ่งภพกำลังหยั่งเชิงว่าเขารู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องที่พ่อของเขาจะเทคโอเวอร์บริษัทของอีกฝ่ายแค่ไหน แต่ก็เพียงยักไหล่แล้วยกบุหรี่ขึ้นสูบโดยไม่ตอบ กระนั้นสีหน้าท่าทางไม่แปลกใจก็เพียงพอจะทำให้คนถามเหยียดยิ้ม

"ความจริงเรื่องที่บริษัทของเรากำลังจะเข้าร่วมกับคุณโกเมทไม่ถือเป็นความลับนักหนาเพราะคุยกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจู่ๆ เกิดอะไรขึ้น เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณโกเมทโทรมาบอกฉันว่าอยากขอเวลาคิดอีกหน่อยเพราะมีกรรมการในบอร์ดหลายคนไม่เห็นด้วย แปลกดีนะ...ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นมีใครพูดอะไรแท้ๆ"

แสดงว่าพ่อยังเห็นแก่เขาอยู่...กฤตภาสคิดขณะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มเพื่อปิดบังประกายพึงพอใจในแววตา

"แล้วไง? มาบอกฉันทำไม?"

"ฉันอยากให้คุณโกเมททบทวนเรื่องนี้ใหม่ บริษัทฉันมีโอกาสก้าวหน้าได้อีก เพียงแต่ตอนนี้เรามีปัญหานิดหน่อยก็เท่านั้น"

กฤตภาสฟังแล้วอยากจะพ่นหัวเราะ "นิดหน่อยที่ว่าคือเรื่องที่หมุนเงินไม่ทันจนต้องเลย์ออฟพนักงานไปเกือบครึ่งน่ะรึ? ขอโทษนะเมฆ เรื่องนี้มันเกินความสามารถของฉันที่จะช่วยพูดให้ แค่ทุกวันนี้ฉันปลดหนี้ที่กู้พ่อมาเปิดบริษัทได้ก็เก่งแล้ว"

"มันจะเกินความสามารถของแกได้ยังไง! นอกจากแกแล้วก็ไม่มีใครหรอกที่จะไปเป่าหูคุณโกเมทให้เปลี่ยนใจเรื่องนี้ได้น่ะ!!"

เสียงตะโกนของรุ่งภพทำให้ลูกค้าซึ่งนั่งอยู่ในบริเวณใกล้กันสะดุ้งอย่างตกใจ ทว่ากฤตภาสเพียงเอนหลังพิงพนักมากขึ้นด้วยท่าทางไม่ยี่หระ เขาพ่นควันออกจากปากช้าๆ ก่อนจะย้อนถามเสียงเรียบ

"แกมีหลักฐานไหมล่ะว่าพ่อเปลี่ยนใจเพราะฉัน? ถ้าเขาคำนวนแล้วว่าเงินที่จะเอาไปลงทุนกับบริษัทแกมันไม่คุ้มเท่าเอาไปทำอย่างอื่น นั่นก็เป็นวิจารณญาณของเขาคนเดียว ฉันไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปก้าวก่ายเลยสักนิด"

กฤตภาสเอ่ยจบก็ยกเหล้าขึ้นดื่มราวกับคอแห้งเสียเต็มประดา ท่าทางจองหองนั้นยิ่งโหมไฟให้ลุกในแววตาของคู่สนทนามากยิ่งขึ้น แต่รุ่งภพยังพยายามสงบจิตใจก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ

"เอาเถอะ...ก็จริงอย่างที่แกว่า เพราะถึงจะเป็นลูกแต่แกก็ไม่มีตำแหน่งอะไรในบอร์ดของคุณโกเมทนี่นา อย่าโกรธฉันเลยนะกฤต คนเราเวลาเครียดมันก็คิดฟุ้งซ่านไปได้ร้อยแปดนั่นแหละ"

ชายหนุ่มรู้ตัวว่ากำลังถูกประชดประชัน แต่กฤตภาสเพียงขยี้ก้นบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบนโต๊ะด้วยท่าทีดุจทองไม่รู้ร้อน เขาไม่ต้องการจะเสียเวลากับ 'เรื่องไม่เป็นเรื่อง' มากไปกว่านี้อีกแล้ว

"มีธุระแค่นี้ใช่ไหม? ถ้างั้นก็ไปคุยกับคนอื่นแทนเถอะ ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้เพราะแค่บริษัทของตัวเองก็ยุ่งพอแล้ว"

"กับเพื่อนเก่าที่แกเคยแย่งคู่หมั้นไป เรื่องแค่นี้แกก็ไม่คิดจะช่วยเหลือเลยงั้นรึ?"

น้ำเสียงเยียบเย็นของคนถามทำให้กฤตภาสหรี่ตาลง เขาหยิบธนบัตรสีม่วงวางลงบนโต๊ะแล้วก็ลุกขึ้นเต็มความสูง

"ฉันบอกไปแล้วว่าพ่อจะตัดสินใจยังไงไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะก้าวก่าย ถ้ายังอยากดิ้นรนต่อก็ไปขอร้องคนอื่นเถอะ"

กฤตภาสเอ่ยจบก็เดินออกมาโดยไม่หันกลับไปมองด้านหลังอีก อารมณ์ที่ถูกกวนให้ขุ่นจากบทสนทนาเมื่อครู่ทำให้นึกอยากสูบบุหรี่อีกมวน แต่ยังไม่ทันจะได้ล้วงกระเป๋าเพื่อหยิบซองบุหรี่ออกมา เสียง 'เปรี้ยง!' ที่ดังขึ้นพร้อมกับแรงกระแทกที่พุ่งเข้าหาไหล่ด้านซ้ายก็ทำให้ร่างสูงล้มคะมำไปข้างหน้า

"ว้าย! ตำรวจ! ใครเรียกตำรวจเร็ว!!"

เสียงกรีดร้องของลูกค้าในร้านดังแทรกเข้าหูที่อื้ออึงของกฤตภาสราวกับลอยมาจากที่แสนไกล ในวูบแรกเขายังไม่อาจเชื่อมโยงเสียงกรีดร้องนั้นกับอาการหนึบชาบนไหล่ด้านซ้ายได้ทันที แต่แล้วเมื่อพยายามยันตัวลุกขึ้นก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ของดินปืนและเห็นเลือดที่ไหลโซมลงบนแขน พริบตานั้นเขาถึงรู้ตัวว่าถูกยิง

"บัดซบ..."

เสียงหวอของรถตำรวจดังใกล้เข้ามาเนื่องจากมีการลาดตระเวณย่านนี้เป็นประจำ กฤตภาสรับรู้ได้ว่าความชาเริ่มแปรเป็นความแสบร้อนบริเวณที่ถูกเจาะด้วยลูกกระสุน ชายหนุ่มพยายามลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลโดยมีผู้คนในร้านเข้ามาช่วยประคอง เมื่อเขาหันกลับไปทางรุ่งภพก็พบว่าอีกฝ่ายโดนคนช่วยกันรั้งแขนไว้โดยมีปืนตกอยู่บนพื้น ใบหน้าที่จ้องเขากลับนองไปด้วยน้ำตาและแววตาอาฆาตแค้น

"แก! เพราะแกเนตรถึงได้ฆ่าตัวตาย! แล้วตอนนี้บริษัทฉันก็กำลังจะล้มละลายเพราะแก! ไอ้ฆาตกร!!"

น้ำเสียงโกรธเกรี้ยวยังตะโกนด่าทอเขาไม่หยุดแม้หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแยกตัวไป ฝ่ายกฤตภาสเสียเลือดไปมากจนรู้สึกหนาว เขาถูกประคองตัวไปยังรถพยาบาลและถูกจับให้เอนหลังลงบนเตียง เสียงเอะอะโวยวายรอบตัวทำให้สติที่กำลังจะหลุดลอยยิ่งเลอะเลือน น่าแปลกที่วินาทีนั้นเขากลับนึกถึงภาพของใครคนหนึ่งก่อนที่สติสัมปชัญญะจะเลือนรางจนไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป

ถ้าหากเขาตายไปตอนนี้...เด็กนั่นจะดีใจรึเปล่านะ...



++---TBC---++



A/N: เนื้อหาส่วนใหญ่ของตอนนี้จะเรื่อยๆ มาเรียงๆ จนดูเหมือนไม่มีอะไร แต่คนเขียนนี่ใช้เวลาในการขัดเกลานานกว่าที่คิดไปเยอะทีเดียว แถมมีตัวละครและประเด็นใหม่มาให้ติดตามกันอีกว่าตากฤตไปทำอะไรไว้ ก็หวังว่าจะยาวจุใจแฟนๆ ที่รออ่านทุกคนนะคะ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ล่วงหน้าด้วยค่า




Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2557 19:24:01 น. 8 comments
Counter : 811 Pageviews.

 
หลายมุม หลายรสมากเลยค่ะน่าติดตามสมการรอคอย ยาวม้าวกกกก
แต่แอบน้อยใจแทนน้องตี้เวลามีอะไรในใจคุณกฤตไม่พลาดที่จะมาลงกับน้องตี้เล้ย แล้วแอบนึกถึงเขาตลอดแม้ตอนเจ็บตัวนี่ยังไม่เริ่มผูกพันธะกับไอ้เด็กแสบอีกเหรอ
แน่ใจนะว่าเปิดเทอมจะบ๊ายบาย


โดย: JIRA IP: 182.52.23.116 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:21:44:03 น.  

 
คุณ JIRA มีแววว่าถึงเปิดเทอมไปน้องตี้ก็จะยังโดนตามรังควานนะคะนี่ >< ตาพระเอกของเราก็ดันนิสัยเสีย ชอบแสดงอารมณ์ด้านไม่ดีใส่คนที่ตัวเองสนใจอยู่เรื่อย ต้องโดนจับดัดนิสัยแรงๆ มั่งละ


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:19:32:48 น.  

 
คุณรินทร์ พระเอกเจ็บตัวแล้ใครจะเฝ้าไข้ล่ะ น้องตี้ไม่ต้องแอบมองนิคกี้ดูแลคุณกฤตเหรอ ช้ำใจซ้ำซาก


โดย: JIRA IP: 115.87.40.177 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:20:47:39 น.  

 
คุณ JIRA น้องตี้อาจไม่ช้ำใจก็ได้นะคะ รอดูกันต่อไป คึคึคึ


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:10:47:40 น.  

 
ว้าววว.....มีลุ้นเฟ้ย คนอ่านคิดไปไกลแล้ว


โดย: JIRA IP: 182.52.23.116 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:20:17:48 น.  

 
คุณ JIRA อิอิอิ รอตอนต่อไปนี้ดนึงนะคะ พอดีวีคนี้งานเยอะมาก+จะไป ตจว.ช่วงเสาร์อาทิตย์ด้วยน่ะค่ะ ><


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:23:36:42 น.  

 
ตากฤตยังคิดไม่ได้ ถูกเตือนขนาดนั้นยังแถไปอีก เชอะ แล้วจะมาโกรธน้องตี้คุยโทรศัพท์ทำไม


โดย: joom IP: 49.230.180.226 วันที่: 15 เมษายน 2557 เวลา:7:38:47 น.  

 
พี่จุ๋ม ตากฤตนี่เป็นพวกกระบวนความคิดแปลกค่ะ เข้าใจยากเหลือเกิ๊นนนน


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 16 เมษายน 2557 เวลา:18:33:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.