Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 25


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 25


ธีระไม่แน่ใจว่าศุภวัฒน์ใช้เวลาขับรถนานแค่ไหน รู้แต่ว่าเมื่อมือที่กุมมือของเขาผละไปหลังมาถึงคอนโดของกฤตภาส ไออุ่นที่หายไปก็ทำให้เขานึกอยากให้ระยะทางยืดยาวออกไปอีกหน่อย

มันช่างเป็นความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัยเอาเสียเลยจริงๆ

ดูเหมือนศุภวัฒน์จะคาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เพราะหลังจากดับเครื่องแล้วนายแพทย์หนุ่มก็เดินไปหยิบกล่องเครื่องมือแพทย์ออกจากท้ายรถ พอพวกเขาขึ้นลิฟท์ไปถึงที่ห้องก็ช่วยกันถอดเสื้อสูทให้กฤตภาสอย่างทุลักทุเล

"นี่ถ้าไม่ติดว่าสูทมึงเป็นของดีแอนด์จีนะ กูจะเอากรรไกรตัดให้รู้แล้วรู้รอด"

"เอาเลยแต่ซื้อใหม่ให้กูด้วย แค่นี้ขนหน้าแข้งคุณหมอคงไม่ร่วงหรอก"

ถึงแผลจะระบมแต่ก็ไม่มีผลกับวาจาเชือดเฉือนของกฤตภาส ศุภวัฒน์จึงได้แต่เหล่ตามองอย่างหมั่นไส้หลังจัดการถอดสูทเจ้าปัญหาออกได้สำเร็จ นายแพทย์หนุ่มถอดสูทของตนออกบ้างแล้วก็ม้วนแขนเสื้อขึ้น

"เดี๋ยวกูไปล้างมือก่อน ตี้ช่วยถอดเสื้อเชิ้ตให้มันที"

"ครับ"

ธีระหันกลับมาแล้วก็สูดหายใจเฮือกเมื่อเห็นรอยซึมเปื้อนสีแดงเป็นจุดๆ บนไหล่ซ้ายของกฤตภาส รอยนั้นไม่ได้ใหญ่นักหนา แต่ก็ยังตัดกับเนื้อผ้าสีครีมจนเขาหน้าซีด

"ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกน่า ดูทำหน้าเข้า"

กฤตภาสเอ่ยพลางยกมือขวาขึ้นปลดกระดุมเสื้อด้วยตัวเอง น้ำเสียงอันเย้าแหย่ช่วยให้ธีระตั้งสติได้ เขาเข้าไปช่วยปลดกระดุมที่เหลือก่อนจะค่อยๆ ร่นคอเสื้อลงตามแขนเพื่อให้กระเทือนคนเจ็บน้อยที่สุด

"ถึงไม่ได้เป็นอะไรมากแต่ผมก็ไม่ชอบเห็นเลือดอยู่ดีครับ คุณไม่น่าจะฝืนตัวเองแบบนั้นเลย"

"แล้วปล่อยให้เธอคว้ากระถางต้นไม้แถวนั้นมาฟาดหัวหมอนั่นน่ะเหรอ? ไม่ได้หรอก อีกอย่างฉันดูแล้วว่าแค่บิดแขนคงเป็นการสั่งสอนที่ดีพอ ไม่งั้นถ้าฉันลงมืออย่างที่อยากจะทำจริงๆ ไอ้คุณอินนั่นคงได้ไปลวนลามนางพยาบาลต่อในไอซียูแน่"

ธีระมุ่นคิ้วขณะที่ดึงเสื้อกฤตภาสออกจนพ้นจากตัว นัยน์ตาสีนิลที่จ้องมองมาอย่างยากจะอ่านความหมายทำให้เขารู้สึกราวกับมีน้ำเอ่อขึ้นท่วมปอด

"เอาล่ะๆ ถึงจะไม่อยากขัดจังหวะแต่หน้าที่หมอต้องมาก่อน ขอหมอดูแผลให้ไอ้คุณชายหน่อยนะตี้"

"เอ้อ...ครับ งั้นผมเอาเสื้อคุณกฤตไปซักก่อนนะครับ"

เด็กหนุ่มหน้าร้อนวูบเมื่อเห็นแววตาล้อเลียนของศุภวัฒน์ เขารีบหยิบเสื้อเชิ้ตของกฤตภาสไปใส่เครื่องซักผ้า จากนั้นก็เข้าครัวไปเทน้ำใส่แก้วสองใบแล้วยกออกมาที่ห้องนั่งเล่น ท่าทางที่ดูคุ้นเคยกับสถานที่เป็นอย่างดีทำให้นายแพทย์หนุ่มลอบยิ้มขณะก้มลงตรวจแผลของเพื่อน

"โชคดีว่าแค่เลือดซึมแต่แผลไม่ฉีก ทีหลังก็อย่าซ่าให้มากนักล่ะ มึงโชคดีที่กระสุนไม่ได้โดนกระดูกหรืออวัยวะสำคัญ แต่ถ้าบู๊มากๆ ระหว่างแผลยังไม่หายก็เสี่ยงอักเสบได้นะเว่ย"

"รู้แล้วน่าไอ้หมอ คิดว่ากูอยากเป็นคนทุพพลภาพรึไงกัน"

ธีระขัดจังหวะการปะทะคารมของทั้งสองด้วยการยื่นแก้วน้ำเย็นให้ ศุภวัฒน์รับแก้วไปแล้วก็ดื่มอึกเดียวหมดแก้ว ส่วนกฤตภาสดื่มเพียงครึ่งแก้วก็วางลงบนโต๊ะ

"กูทำความสะอาดแผลให้แล้ว เดี๋ยวมึงเช็ดตัวแล้วก็นอนพักผ่อนซะ ถ้ามีอะไรฉุกเฉินก็โทรมา ตี้ช่วยดูแลให้มันกินยาให้ตรงเวลาด้วยก็แล้วกัน หมอขอตัวกลับก่อนล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มทิ้งท้ายพลางหันไปหยิบเสื้อสูทของตัวเองและกล่องเครื่องมือแพทย์ ธีระจึงเดินตามไปเปิดประตูห้องให้ เขามองอีกฝ่ายก้มลงใส่รองเท้าแล้วก็ถามเสียงเบา

"แล้วคุณหมอ...ไม่อยู่เฝ้าคุณกฤตเหรอครับ?"

"โอ้ย! แผลแค่นั้นมันไม่ตายง่ายๆ หรอก อีกอย่างหมอไม่อยากอยู่เป็นส่วนเกินด้วย ตี้แค่ช่วยระวังอย่าให้มันออกแรงทำอะไรเกินตัวก็พอ หมอไปละนะ"

ธีระมองแผ่นหลังของศุภวัฒน์ที่เดินจากไปจนกระทั่งลับหัวมุมอาคาร จากนั้นก็ปิดประตูแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น กฤตภาสยังคงนั่งอยู่บนโซฟาโดยสวมแค่กางเกงแสล็คตัวเดียว มือขวาลูบบนผ้าก๊อซที่ปิดแผลพร้อมกับสีหน้าครุ่นคิด เด็กหนุ่มหันไปดูนาฬิกาก็เห็นว่าดึกมากแล้ว จึงคิดว่าหากต้องทำอะไรก็รีบทำให้เสร็จๆ ไปจะดีกว่า


"คุณกฤต จะเปลี่ยนเสื้อผ้านอนเลยมั้ยครับ?"

คนถูกถามเหลือบตาขึ้นมองเขา จากนั้นก็ส่ายหน้า

"ฉันหิวข้าว ในตู้เย็นมีอะไรบ้าง?"

เด็กหนุ่มนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายคงแทบไม่ได้กินอะไรตอนอยู่ในงานเลี้ยง จึงเข้าครัวไปเปิดตู้เย็นและพบว่ามีแต่ไข่กับต้นหอมญี่ปุ่นเหี่ยวๆ ส่วนนมกับขนมปังหมดอายุแล้วเพราะกฤตภาสคงซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนจะเข้าโรงพยาบาล พอลองเปิดตู้เหนือศีรษะก็เจอบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแพ็คเหลืออยู่ครึ่งโหล ดูท่าคนหิวคงไม่มีทางเลือกมากนักในเวลานี้

"คุณกฤต กินมาม่าใส่ไข่ได้มั้ยครับ?"

"ได้ ตอนนี้มีอะไรก็ทำอันนั้นแหละ"

กฤตภาสส่งเสียงตอบมาจากห้องนั่งเล่น ธีระจึงหันไปหยิบหม้อมาใส่น้ำแล้วตั้งไฟ จากนั้นก็หั่นต้นหอมญี่ปุ่นใส่เมื่อน้ำเริ่มเดือด ตามด้วยเส้น เครื่องปรุงและไข่ไก่สองฟอง

"แล้วตัวเองไม่หิวรึไง ทำไมทำแค่นั้น?"

ธีระสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงในระยะประชิดจากด้านหลัง เขารีบปิดเตาแล้วก็หันไปหยิบชามที่วางอยู่บนตะแกรง

"ผมไม่หิว คุณกฤตกินนี่ก่อนดีกว่าครับจะได้กินยา"

เขาเทบะหมี่ใส่ชามแล้วก็วางลงบนโต๊ะพร้อมตะเกียบและช้อน กฤตภาสไม่ได้เซ้าซี้และเพียงแต่เดินไปนั่งกินมื้อดึกอย่างเงียบๆ ธีระถือโอกาสนั้นชงโอวัลตินมานั่งดื่มบ้าง เพราะถึงเมื่อเย็นจะกินข้าวไปนิดเดียวแต่ก็ไม่รู้สึกอยากอาหารจริงจังสักเท่าไหร่

กฤตภาสใช้เพียงมือขวาในการคีบเส้นบะหมี่เข้าปากและตักน้ำซุป ระหว่างที่ทั้งคู่ต่างกินและดื่มกันไปอย่างเงียบๆ โทรศัพท์มือถือของธีระก็ส่งเสียงดังจนเขาสะดุ้ง พอหยิบขึ้นดูจึงเห็นว่าอรรณพโทรมาหา

"พี่อาร์ท...จริงด้วยสิ ผมไม่ได้บอกใครไว้เลยก่อนจะออกมาจากที่งาน"

"รับสายสิ แล้วก็ถามด้วยว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง"

กฤตภาสเอ่ยพลางก้มลงตักบะหมี่กินต่อ ธีระจึงกดรับสายแล้วส่งเสียงทัก

"ครับพี่อาร์ท?"

"ตี้เหรอ ตอนนี้งานเลี้ยงจบแล้วนะ นี่กลับไปตอนไหนเนี่ย?"

"เอ่อ...ตอนใกล้ๆ งานเลี้ยงจะจบน่ะครับ พอดีตี้...ไม่ค่อยสบายเลยออกมาก่อน แล้วงานเป็นยังไงบ้างครับ?"

"ก็เรียบร้อยดีทุกอย่าง ผู้บริหารของลูกค้าก็แฮปปี้ดี เขายังถามหาคุณกฤตเพราะอยากขอบคุณแต่พี่โทรหาแล้วแกไม่รับก็เลยคิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยโทรใหม่ ยังไงวันจันทร์ตี้อย่าลืมเอาวอมาคืนด้วยนะ เดี๋ยวไอ้บุ้งจะหัวหมุนเอาที่ได้วอคืนไม่ครบ"

"โอเคครับ ขอโทษนะพี่อาร์ทที่ตี้ไม่ได้อยู่ช่วยเก็บงาน แล้วเจอกันวันจันทร์ครับ"

เด็กหนุ่มตัดสายแล้ววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ และเห็นว่ากฤตภาสจัดการบะหมี่หมดเกลี้ยงแล้ว

"อาร์ทว่าไงบ้าง?"

"งานจบเรียบร้อยดี ลูกค้าก็แฮปปี้ครับ เห็นว่าถามหาคุณกฤตเพราะอยากขอบคุณด้วย"

กฤตภาสพยักหน้าอย่างไม่แปลกใจนัก เพราะเมื่อเย็นเขาผูกมิตรกับผู้บริหารระดับสูงที่เป็นเจ้านายของอนุชิตไว้แล้ว และรู้ด้วยว่าหากครั้งหน้าลูกค้าจะจ้างเขาอีกก็คงมาจากการตัดสินใจของผู้บริหารคนนี้

ธีระมองสีหน้าไม่ยินดียินร้ายของกฤตภาสพลางหมุนถ้วยโอวัลตินไปมา อดคิดไม่ได้ว่าค่ำคืนนี้ช่างมีเรื่องมาให้ขบคิดมากมายเหลือเกิน แต่เรื่องที่ติดใจเขาที่สุดกลับเป็นคำพูดของศุภวัฒน์ก่อนจะลากลับไปเมื่อตอนค่ำ


"อีกอย่างหมอไม่อยากอยู่เป็นส่วนเกินด้วย"


ธีระเคยผิดหวังจากการคิดเข้าข้างตัวเองมาแล้วตอนคบกับณรงค์ ตั้งแต่นั้นมาจึงพยายามหลีกเลี่ยงการทึกทักอะไรก็ตามที่ไม่ชัดเจนถึงแม้ว่าจะชวนให้คิดสักแค่ไหน แต่ประโยคสุดท้ายที่ได้ยินวันนี้มันสะกิดความอยากรู้อยากเห็นจนเขาต้องการคำตอบ

"คุณกฤตครับ ถามอะไรหน่อยได้ไหม?"

"ว่ามาสิ"

เจ้าตัวเปิดทางให้แล้ว งั้นเขาไม่เกรงใจล่ะนะ

"เอ่อ...คุณกฤต...กับหมอเหวิน...เป็นแฟนกัน...ใช่รึเปล่า?"

เด็กหนุ่มสะดุ้งเมื่อกฤตภาสหันไปพ่นน้ำที่เพิ่งดื่มอย่างกะทันหัน ชายหนุ่มไอเพราะสำลักจนหน้าแดงขณะดึงกระดาษทิชชู่ขึ้นซับปากกับจมูก

"แค่ก!...เธอ...ถามว่าฉันกับไอ้เหวินเป็นอะไรกันนะ?"

นัยน์ตาสีนิลวาววับยังกับมีไฟลุกทำให้ธีระนึกแหยง แต่ก็ยอมทวนคำถามให้แต่โดยดี

"ผมถามว่าคุณกฤตกับหมอเหวินเป็นแฟนกันรึเปล่า...ตกลงไม่ใช่เหรอครับ?"

"ไม่ใช่แหงอยู่แล้ว!! ฉันกับไอ้เหวินรู้จักกันตั้งแต่ก่อนเข้าอนุบาลเพราะว่าแม่เป็นเพื่อนกัน อีกอย่างแค่นึกว่าจะพิศวาสมันฉันก็จะอ้วกแล้ว! ใครเป็นคนพูดให้คิดอะไรน่าคลื่นไส้แบบนั้น ไอ้เหวินรึไง?"

"เปล่าครับ! หมอเหวินไม่ได้พูด ผมแค่...เข้าใจผิดเอง"

แถมท่าทางจะเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงเสียด้วยสิ เพราะดูท่าทางคนตอบคงไม่ได้ปฏิเสธเพราะเขินอายแน่ๆ สีหน้าถมึงทึงจนอย่างกับลมจะออกหูซะปานนั้น

แต่ว่า...แล้วทำไมเขาจะต้องโล่งใจด้วยล่ะ คุณกฤตยังมีนางแบบที่ชื่อนิคกี้นั่นอีกคนไม่ใช่หรือไง

ธีระคิดแล้วก็ให้หงุดหงิดเหมือนมีก้อนกรวดกลิ้งอยู่ในอก เขาลุกขึ้นหยิบชามอันว่างเปล่าของกฤตภาสมาซ้อนกับถ้วยโอวัลตินของตัวเองแล้วก็ตัดบท

"คุณกฤตอย่าลืมกินยานะครับ แล้วก็ไปเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้านอนได้แล้ว เดี๋ยวตอนออกไปผมจะล็อคประตูให้"

"เดี๋ยวสิ จู่ๆ เป็นอะไรขึ้นมา? แล้วจะทิ้งหน้าที่ดูแลกันไปเฉยๆ ตอนนี้น่ะเหรอ?"

"ก็เมื่อกี้คุณพูดเองว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก อีกอย่างแค่เช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้านี่ใช้แขนข้างเดียวคงไม่ลำบากนักหรอก ตอนนี้ผมเหนื่อยแล้ว ผมอยากกลับไปนอน"

เด็กหนุ่มนึกอยากรวนอย่างไม่มีเหตุผล เขาพยายามจะยื้อแขนออกจากมือกฤตภาสที่ยื่นมาจับไว้แน่นโดยไม่เงยหน้ามองเจ้าตัวเลย แต่นั่นกลับกระตุ้นให้อีกฝ่ายอารมณ์เสียมากขึ้น

"ถ้าง่วงก็นอนมันที่นี่แหละ ดึกดื่นป่านนี้แล้วจะกลับทำไม พรุ่งนี้วันเสาร์ก็ไม่ต้องไปทำงานสักหน่อย ตามมานี่"

"ไม่เอา! ปล่อยนะ! ผมจะกลับ!!"

"ไม่ให้กลับ! ถ้าคิดว่าจะหนีกลับก็ลองดูสิ! เธอไม่นอนที่นี่เดี๋ยวฉันตามไปนอนที่ห้องเธอก็ได้ อยากนอนที่ไหนก็เลือกเอา!"

ผู้ชายคนนี้! ถ้าไม่ได้เอาชนะแล้วจะนอนไม่หลับรึไงกัน!?

ธีระถูกจูงกึ่งลากไปจนถึงห้องนอนของกฤตภาส จากนั้นเจ้าของห้องก็หันไปล็อคประตูแล้วยืนบังไว้ทั้งตัว เด็กหนุ่มเชิดหน้าขึ้นมองคนตัวใหญ่กว่าแล้วก็กระทืบเท้าอย่างขัดใจ

"คุณกฤต! ให้ผมกลับหอเดี๋ยวนี้นะ!"

"ทำไมต้องอยากกลับขนาดนั้น!? อยู่กับฉันมันแย่นักรึไง!?"

ชีวิตผมแย่ลงทุกวันตั้งแต่เจอคุณนั่นแหละ!! ธีระนึกอยากจะตะโกนดังๆ ให้สาแก่ใจ แต่กลายเป็นว่าน้ำตาไหลพรากทั้งที่ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ

"อ๊ะ"

เด็กหนุ่มตกใจที่จู่ๆ ทำนบน้ำตาก็ทะลักอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ยิ่งได้เห็นสีหน้าประหลาดใจสุดขีดของกฤตภาสก็ยิ่งอายจนต้องรีบหนีเข้าห้องน้ำแล้วล็อคประตูแน่น

บ้าเอ๊ย! ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเข้มแข็งแต่ดันไปน้ำตาไหลต่อหน้าเขาทำไม! น่าขายหน้าที่สุด!!

กฤตภาสยืนทื่ออยู่กับที่อย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก ครู่หนึ่งก็เริ่มตระหนักว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรจากห้องน้ำเลย ความกังวลทำให้เขารีบเข้าไปตบประตูเสียงดัง

"ตี้ ทำอะไรอยู่ในนั้นน่ะ!"

ธีระสะดุ้งเมื่อถูกร้องถาม เด็กหนุ่มไม่แน่ใจว่าเจ้าของเสียงกำลังร้อนใจหรือรำคาญกันแน่ จึงตัดสินใจไม่ตอบแล้วก็เพียงทรุดตัวลงนั่งชันเข่าพิงผนัง

เอาเลย...อยากตบประตูให้มือแตกหรือประตูพังก็ตามใจ ยังไงก็ไม่ยอมเปิดออกไปหรอก!

เด็กหนุ่มหันไปดึงกระดาษทิชชู่มาเช็ดน้ำตาและน้ำมูก ถึงแม้จะตั้งใจว่าจะไม่ต่อปากต่อคำกับคนนอกห้องอีก แต่ประโยคคำถามถัดมาก็ทำให้เขาของขึ้นอีกจนได้

"นี่! ออกมาเถอะน่า คิดว่าจะนอนในห้องน้ำได้รึไง!?"

"ก็แล้วทำไมจะนอนไม่ได้! ในเมื่อคุณไม่ให้ผมกลับหอ งั้นผมจะนอนที่ไหนในนี้มันก็เรื่องของผม!!"

ธีระตอบอย่างฉุนเฉียวพลางปาก้อนทิชชู่แฉะๆ ไปที่ประตู ใจหนึ่งก็นึกอยากลุกขึ้นกวาดข้าวของในห้องน้ำให้แตกกระจายเพื่อระบายอารมณ์ แต่อีกใจก็เตือนว่าขืนทำอย่างนั้นคงถูกกฤตภาสใช้เป็นข้ออ้างให้ทำโน่นทำนี่อีกแน่ ทว่าเด็กหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่าการปฏิเสธอย่างแข็งขันของเขาทำให้คนหน้าห้องระบายลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก

ยังเถียงได้อยู่...แสดงว่าไม่ได้หมดอาลัยตายอยากหรือตั้งใจจะคิดสั้น...

กฤตภาสตระหนักดีว่าธีระเป็นคนเด็ดเดี่ยวเอาเรื่อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมให้อีกฝ่ายนอนในห้องน้ำทั้งคืนเพื่อพิสูจน์ความดื้อของตัวเองได้ อย่างน้อยการปราบเด็กดื้อที่แข็งแรงดีก็ทำให้เขารู้สึกสมน้ำสมเนื้อกว่าเด็กดื้อที่เป็นหวัดเป็นไหนๆ

แถมจากประสบการณ์ที่เคยผ่านมา เวลาเด็กคนนี้ไม่สบายจะยิ่งดื้อหนักกว่าปกติซะด้วยสิ

ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกปวดแผลที่โดนยิงเพราะยังไม่ได้กินยา แต่นั่นไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนนักหนาหากเทียบกับการพยายามกล่อมให้ธีระยอมออกจากห้องน้ำเสียที เขายกมือขึ้นลูบผ้าก๊อซที่ปิดแผลอีกครั้งพลางหรี่ตาลง

เสียง 'ตุบ' เบาๆ ที่หน้าประตูดึงความสนใจของธีระที่กำลังปูผ้าเช็ดตัวลงในอ่างให้หันไปมอง เขากำลังสำรวจว่าจะนอนมุมไหนถึงจะสบายตัวที่สุดเนื่องจากอ่างอาบน้ำที่นี่เป็นทรงสามเหลี่ยมไม่ใช่ทรงยาว แต่เพราะความคิดที่ผุดขึ้นมาว่าหรือกฤตภาสจะล้มเพราะความเจ็บทำให้เขาตัดสินใจลองส่งเสียงถาม

"คุณกฤต?"

"ยังนั่งอยู่นี่ ถ้าเธออยากนอนในนั้นฉันจะเฝ้าประตูให้"

กวนประสาท! ถ้าคิดว่าพูดแบบนี้แล้วเขาจะรู้สึกผิดก็ตามสบาย เชิญนั่งเฝ้าตรงนั้นให้หลังแข็งไปทั้งคืนเลย!!

ธีระคิดว่าถ้าเขาต้องนอนอย่างไม่สบายตัวแล้วกฤตภาสก็ไม่ได้นอนเหมือนกันก็สมน้ำสมเนื้อดี เด็กหนุ่มคิดพลางก้าวลงในอ่างอย่างฉุนเฉียว หลังจากหามุมที่พอจะนอนแล้วไม่เมื่อยตัวจนเกินไปได้ก็หลับตาลง

ภายในห้องน้ำเงียบกริบยกเว้นเสียงจากเข็มนาฬิกาเหนือกระจก ธีระยกมือข้างหนึ่งขึ้นถูบนหัวไหล่เพราะรู้สึกหนาวและนอนไม่หลับ แล้วก็ได้แต่นึกสงสัยว่ากฤตภาสหนีเขาไปนอนบนเตียงนุ่มๆ หรือยัง

ทีตอนช่วยเราจากคุณอินล่ะไปว่าเขาว่ารังแกเด็ก แล้วที่ตัวเองทำนี่ไม่นับว่ารังแกเด็กเลยล่ะมั้ง...

"นี่"

เสียงเนิบๆ ลอดผ่านประตูเข้ามาจนธีระเผลอกลั้นหายใจ แต่ว่าก็ไม่ได้ส่งเสียงตอบให้กฤตภาสรู้ว่าเขายังตื่นอยู่

"ตกลงนอนในนั้นแล้วหลับได้จริงๆ เหรอ? เธอนี่จะเก่งเกินไปแล้วนะ"

ถึงน้ำเสียงจะไม่ได้แสดงอารมณ์ใดเป็นพิเศษแต่ธีระก็รู้ว่าคนพูดกำลังประชด เลยแลบลิ้นไปทางประตูพลางตะโกนตอบในใจ

แหงสิ! ใครเขาจะเป็นคุณชายติดสบายเหมือนคุณกันทุกคนล่ะ!!

เกิดความเงียบตามมาอีกครู่ใหญ่ แต่คราวนี้ธีระพบว่าตัวเองตาสว่างจนหลับไม่ลงจริงๆ ถึงแม้ทิฐิจะยังค้ำคอแค่ไหน แต่เขากลับพบว่าอยากให้กฤตภาสคุยกับเขามากกว่านี้

หรือคิดว่าเราน่าจะหลับจริงๆ ก็เลยลุกไปนอนแล้วนะ...

ธีระรู้ตัวว่ากำลังทำตัวขัดแย้งสิ้นดี ไม่อยากตอบเขาแต่ดันอยากให้เขาคุยด้วย แต่จะทำยังไงได้ เขาก็อยากรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองบ้างนี่นา

"ถ้าหลับไปแล้วก็ช่างเถอะ บางทีถ้าเธอไม่ได้ยินอาจจะดีกว่าก็ได้ เพราะเรื่องที่ฉันกำลังจะเล่าคงน่าเบื่อเกินไปสำหรับเด็กอย่างเธอ"

ประโยคสุดท้ายทำให้ธีระหูผึ่ง ไหนๆ เขาก็นอนไม่หลับแล้วเพราะพื้นอ่างน้ำช่างนอนไม่สบายเอาเสียเลย จึงลุกขึ้นมานั่งแล้วก็ใช้ผ้าขนหนูคลุมไหล่ไว้แทน

คุณกฤตจะเล่าเรื่องอะไรหรือ...จะเกี่ยวข้องกับสาเหตุที่โดนยิงที่เขาเคยถามแล้วไม่ยอมตอบหรือเปล่า...

"เมื่อสิบปีก่อน..."

กฤตภาสเกริ่นได้แค่นั้นก็เงียบไป เงียบนานเสียจนเด็กหนุ่มหน้ามุ่ยเพราะรู้สึกเหมือนโดนปลุกให้ตาสว่างขึ้นมาเปล่าๆ ปลี้ๆ

"อยากฟังต่อรึเปล่า?"

"ไม่อยากหรอก! คุณบอกเองนี่ว่าน่าเบื่อ!"

ธีระรีบยกมือปิดปากเมื่อรู้ตัวว่าหลงกล เสียงหัวเราะจากหน้าประตูทำให้เขายิ่งนึกหมั่นไส้เหลือกำลังจนอยากจะเปิดประตูออกไปทุบคนเจ็บสักที หนอยแน่ะ! ที่แท้ก็ลองเชิงว่าเขาตื่นอยู่รึเปล่า ทำไมถึงเป็นคนที่นิสัยเสียได้ขนาดนี้นะ!!

กฤตภาสเอ่ยกลั้วหัวเราะ "ไม่อยากฟังก็แย่สิ เพราะถ้าเธอไม่ฟังฉันก็ไม่รู้จะเปลืองน้ำลายทำไม ไหนเคยถามเองว่าทำไมฉันถึงโดนยิงไม่ใช่เหรอ?"

"ไหนตอนนั้นคุณบอกว่าเป็นเด็กเป็นเล็กไม่ต้องรู้ไงล่ะ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงอยากจะเล่าขึ้นมา?"

ไหนๆ ตอนนี้กฤตภาสก็รู้แล้วว่าเขายังไม่หลับ และถ้าต้องถูกความสงสัยกัดกินเขาก็คงตาสว่างยันพรุ่งนี้เช้าแน่ จึงตัดสินใจยอมสนทนากับคนหน้าห้องน้ำแต่โดยดี

"นั่นสินะ...บางทีเพราะมันกำลังจะกลายเป็นอดีตที่ไม่มีความหมายอีกแล้วล่ะมั้ง ถึงมีคนรู้เพิ่มขึ้นอีกสักคนก็คงไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่เธอจะไม่ออกมาฟังข้างนอกนี่จริงๆ น่ะ?"

"อยู่ในนี้ก็ได้ยินเสียงคุณเหมือนกัน เพราะงั้นผมจะฟังอยู่ในนี้แหละ อยากเล่าอะไรก็เชิญ"

กฤตภาสหัวเราะหึกับคำตอบยียวนที่ได้รับ แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้อีกขณะพยายามเรียบเรียงความทรงจำเพื่อถ่ายทอด เนื่องจากธีระเป็นคนแรกที่เขาจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังโดยที่เด็กหนุ่มไม่เคยรู้จักเขาในอดีตเลย ดังนั้นเท่ากับว่าข้อมูลที่เขากำลังจะเปิดเผยล้วนเป็นเรื่องใหม่สำหรับเจ้าตัวทั้งสิ้น

"ฉันจะพยายามเล่าอย่างย่อๆ ก็แล้วกัน เมื่อสิบกว่าปีก่อนหรือนานกว่านั้นนิดหน่อย ฉันมีเพื่อนคนไทยที่สนิทกันมากตอนเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศ เพื่อนคนนั้นชื่อเมฆ หมอนั่นฐานะไม่ค่อยดีเพราะว่าแม่คลอดแล้วก็เอาไปทิ้งให้ยายเลี้ยงตั้งแต่เกิด แต่โชคดีที่เรียนเก่งก็เลยชิงทุนไปเรียนเมืองนอกได้ พวกเราทำงานพิเศษที่ร้านอาหารเดียวกัน แล้วก็เคยคุยกันว่าถ้ากลับเมืองไทยเมื่อไหร่จะช่วยกันเปิดบริษัทของพวกเราเอง"

กฤตภาสนึกแปลกใจที่เขาสามารถนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างแจ่มชัด ทั้งๆ ที่ไม่เคยนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วหรือคิดจะเล่าให้ใครฟังเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อได้รำลึกถึงความหลังแล้วก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องเล่าเรื่องนี้ให้จบ

"ตอนนั้นมีนักเรียนไทยอีกคนมาสนิทกับพวกเรา เธอชื่อเนตร เป็นคนที่ฐานะทางบ้านดีมากเพราะพ่อทำงานธนาคาร ตอนแรกเนตรแสดงท่าทางสนใจฉันแต่ว่าฉันไม่ตอบรับ เธอก็เลยหันไปคบกับเมฆแทนเพราะหมอนั่นก็แอบชอบเธออยู่แล้ว

พอพวกเราเรียนจบโทก็กลับมาเมืองไทยและช่วยกันตั้งบริษัทตามที่คุยกันไว้ ตอนแรกมันเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงานแค่ห้าคน เนตรก็เลยไปขอยืมเงินพ่อมาเป็นทุนขยายบริษัททั้งที่ฉันไม่เห็นด้วยเพราะอยากลองทำทุกอย่างด้วยตัวเองมากกว่า ตอนนั้นฉันยังเลือดร้อนกว่านี้แล้วก็อีโก้สูงเกินไป"

เสียง 'ตุบ' เบาๆ จากอีกฝั่งของประตูทำให้กฤตภาสหยุดชะงัก เขาเหลือบตาลงมองช่องว่างใต้ประตูและพบว่ามีเงาที่บดบังแสงในห้องน้ำบางส่วน ซึ่งหมายความว่าธีระคงเดินมานั่งตรงนั้น ชายหนุ่มยิ้มมุมปากบางๆ ก่อนจะเล่าต่อ

"หลังจากนั้นบริษัทไปได้ดีและโตขึ้นเร็วมาก แล้วจู่ๆ แม่ของเมฆก็โผล่มาเพราะต้องการเงินไปใช้หนี้นอกระบบกับจ่ายค่ารักษาโรคมะเร็ง ถึงจะรู้ว่าแม่ทิ้งไปตั้งแต่เกิดแต่เมฆก็ยอมช่วยใช้หนี้ให้แล้วยังตามไปคอยดูแลที่บ้านด้วย ตอนนั้นเมฆกับเนตรหมั้นกันแล้ว แต่พอเห็นหมอนั่นเอาแต่สนใจแม่แถมยังยืมเงินจากพ่อเธอไปจ่ายค่ารักษา เธอก็เลยไม่พอใจแล้วประชดด้วยการมาขอนอนกับฉัน แต่พอฉันปฏิเสธก็ไปหาคนอื่นแทน"

เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดขึ้นทั้งสองฝั่งของประตูห้องน้ำ ธีระชันเข่าขึ้นกอดขณะเรียบเรียงเรื่องที่ได้ยินในหัว เขารู้ว่าถึงแม้กฤตภาสจะบอกว่าเรื่องนี้กำลังจะเป็นอดีตที่ไม่มีความหมาย แต่ ณ เวลาที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันสำหรับเจ้าตัว

"หลังจากนั้นล่ะครับ?"

กฤตภาสเงยหน้าขึ้นพลางถอนหายใจเบาๆ "คนที่เนตรมีความสัมพันธ์ด้วยเป็นนักการเมืองที่ถ้าฉันบอกชื่อเธอก็คงรู้จัก ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเธอไปคลุกคลีกับคนระดับนั้นได้ยังไง แต่ไม่กี่เดือนต่อมาเธอก็ท้องหลังจากที่แม่ของเมฆตายเพราะมะเร็ง ตอนนั้นหมอนั่นโกรธมากและเอาแต่คาดคั้นถามว่าใครเป็นพ่อของเด็ก เนตรคงกลัวว่าถ้าบอกความจริงแล้วเรื่องจะลุกลามจนเดือดร้อนพ่อที่ถือตำแหน่งใหญ่ในธนาคาร ก็เลยตัดสินใจโกหกไปว่าพ่อของเด็กคือฉันเพราะคิดว่าเมฆคงไม่ถือสาในเมื่อเป็นเพื่อนกัน แต่เธอคิดตื้นเกินไป เพราะวันนั้นเมฆถือปืนมาหาฉันที่บ้านแล้วก็ขู่ว่าจะยิงฉันที่เป็น 'เดนสังคม' พวกเราแย่งปืนกันไปมาโดยที่เนตรพยายามจะห้าม แต่โชคร้ายที่ปืนลั่น และคนที่โดนกระสุนก็คือเธอ"

เสียงเปิดประตูห้องน้ำเรียกให้กฤตภาสหันกลับไปมอง ธีระยืนอยู่ตรงนั้นด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ เด็กหนุ่มก้าวออกมานั่งพิงผนังข้างๆ เขาแล้วก็ถามโดยไม่หันมามอง

"แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?"

"หลังจากนั้น...พวกเรารีบพาเนตรส่งโรงพยาบาลเพราะเธอเสียเลือดมาก ผลจากอาการช็อคทำให้เธอแท้งลูก ตั้งแต่นั้นสภาพจิตใจเนตรก็ไม่ปกติจนพ่อต้องรับตัวกลับไปดูแลที่บ้านและไม่ยอมให้เมฆติดต่อเธออีกเด็ดขาด ส่วนฉันที่รู้ว่าพ่อเด็กเป็นใครก็ได้แต่น้ำท่วมปากเพราะถึงบอกไปมันก็ไม่สำคัญอีกแล้ว ฉันโดนตราหน้าว่าเป็นพ่อของเด็ก ส่วนเนตรก็ไม่ยอมพูดความจริง ฉันเลยตัดสินใจแยกตัวออกมาเปิดบริษัทของตัวเองด้วยการกู้เงินจากพ่อ แต่เมฆก็ไม่เลิกโกรธแค้นและพยายามตามมารังควานจนช่วงแรกๆ บริษัทของฉันแทบไม่มีลูกค้าเลย เพิ่งจะเมื่อสามสี่ปีมานี่แหละที่หมอนั่นเงียบหายไปเพราะวุ่นกับบริษัทที่กำลังจะเจ๊ง แต่ดูเหมือนเมฆมันจะโชคร้ายไม่สิ้นสุด เพราะไม่กี่วันก่อนแม่บ้านที่คอยดูแลเนตรไม่ทันระวังจนเนตรหยิบมีดไปฆ่าตัวตาย และวันถัดจากนั้นเมฆก็เรียกฉันออกไปคุยที่ผับ เหตุการณ์ต่อจากนั้น...ฉันคงไม่ต้องเล่าเธอก็คงรู้อยู่แล้ว"

ธีระยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาพลางพยักหน้า ในที่สุดเขาก็ได้รู้คำตอบถึงเรื่องที่เคยสงสัยเสียที...นี่เองคือสาเหตุที่กฤตภาสโดนยิง รวมถึงที่มาที่ไปที่เจ้าตัวรังเกียจการสานสัมพันธ์กับผู้หญิงที่มีพันธะแล้วนักหนา

"แล้วตอนนี้เพื่อนคุณอยู่ที่ไหนล่ะครับ? เขาจะตามมาทำร้ายคุณอีกหรือเปล่า?"

เด็กหนุ่มนึกกังวลแทนกฤตภาสทันที เพราะแรงพยาบาทของคนชื่อเมฆช่างรุนแรงเหลือเกิน ถ้าหากรู้ว่าเป้าหมายของตัวเองไม่ตายก็คงจะอยากตามมาทำภารกิจที่คั่งค้างให้สำเร็จแน่

"ถึงอยากทำก็หมดสิทธิ์เพราะตอนนี้หมอนั่นถูกควบคุมตัวแล้วโทษฐานพยายามฆ่าถึงสองครั้ง ส่วนศพของเนตรก็เพิ่งทำพิธีฌาปนกิจไปเมื่อบ่ายวันนี้เพราะทางครอบครัวไม่อยากปล่อยเรื่องไว้นาน ที่เมื่อตอนเย็นฉันไปงานเปิดตัวของลูกค้าสายก็เพราะให้ไอ้เหวินพาไปร่วมพิธีศพก่อนนี่แหละ"

กฤตภาสเลิกคิ้วเมื่อจู่ๆ ธีระก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้อง แต่เพียงชั่วอึดใจก็เดินกลับมาพร้อมกับน้ำและยาที่เขาต้องกินหลังอาหาร เขามองสีหน้าของเด็กหนุ่มที่เอาแต่ก้มหน้าลงต่ำโดยไม่สบตาแล้วก็เพียงแต่รับยากับแก้วน้ำมาจากมือ

"ขอบใจ"

ชายหนุ่มกินยาแล้วก็ดื่มน้ำก่อนจะวางแก้วลงข้างตัว ส่วนธีระนั่งคุกเข่าลงทางด้านซ้ายของเขาแล้วก็ยกมือขึ้นแตะบริเวณที่ใกล้กับแผลอย่างแผ่วเบา

"แผลที่โดนยิงของคุณ...ยังเจ็บมากรึเปล่า?"

"ก็เจ็บแต่ไม่ถึงกับทนไม่ได้ โชคดีว่ากระสุนแค่ถากไป ไม่งั้นก็คงลำบากเหมือนกัน"

ธีระเหลือบตาขึ้นสบตากับกฤตภาสแล้วก็หลุบตาลงอีกครั้ง น้ำตาระลอกใหม่ไหลลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ กฤตภาสยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาให้แล้วก็ถามด้วยน้ำเสียงไม่บ่งบอกความรู้สึก

"ร้องไห้ทำไม?"

"ผม...ไม่รู้"

เด็กหนุ่มพยายามยกมือขึ้นปาดน้ำตาซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร พลันมือนั้นก็หยุดชะงักเมื่อกฤตภาสโน้มคอเขาเข้าไปหาแล้วแนบริมฝีปากลงบนขมับ สัมผัสอันบางเบาดุจปีกผีเสื้อกลับมีน้ำหนักกดทับใจเขาจนแทบหายใจไม่ออก

"คุณ...มันบ้า ทั้งที่ถ้าบอกความจริงไปตั้งแต่แรก ตอนนี้คุณก็คงไม่บาดเจ็บ แล้วก็ไม่ต้องเสียเพื่อนคุณไปทั้งคู่แบบนี้หรอก"

"มาพูดตอนนี้มันก็ใช่ แต่คนเราต่างก็เคยทำผิดพลาดกันได้ทั้งนั้นใช่ไหมล่ะ?"

แขนข้างที่โอบรอบแผ่นหลังของเขากระชับแน่นขึ้น และธีระพบว่าเขาพูดอะไรไม่ออกเพราะรู้สึกแสบร้อนรอบดวงตา จึงเพียงแต่ซบหน้าลงกับอกอีกฝ่ายเงียบๆ แล้วก็ปล่อยให้หยาดน้ำหลั่งรินโดยไม่พยายามกลั้นอีกต่อไป

คำว่าคนเราต่างก็เคยทำผิดพลาดช่างเป็นจุดไต้ตำตอเหลือเกิน มันทำให้เขานึกถึงตัวเองในอดีตที่เคยแกว่งเท้าหาเสี้ยนด้วยการเข้าไปพัวพันกับคนมีเจ้าของและคิดเข้าข้างตัวเองว่าสักวันคงจะได้รับความรักตอบถ้าพยายามมากพอ แต่ทั้งที่ผ่านบทเรียนอันแสนจะเจ็บปวดมาแล้ว เขากลับพบว่าตัวเองก็ยังคงโง่งมและไม่ได้เรียนรู้ที่จะกลับตัวใหม่เลยแม้แต่นิดเดียว

การที่เขารู้สึกเจ็บหัวใจกับเรื่องในอดีตของกฤตภาส และเผลอคิดไปชั่ววูบว่าถ้าตนได้คอยอยู่เคียงข้างในเวลาที่เจ้าตัวลำบากเพื่อคอยแบ่งเบาความทุกข์ใจ บางทีตอนนี้เขาอาจถูกเห็นค่ามากกว่าการเป็นดอกไม้ข้างทางให้ดอมดม ความคิดแบบนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับตอนที่เขาหลงงมงายกับความอ่อนโยนของณรงค์เลยไม่ใช่หรือ เพราะความคิดเข้าข้างตัวเองที่ใครๆ ก็โหยหากันนี่แหละที่นำมาซึ่งความเจ็บช้ำ เพราะยิ่งโหยหามากเท่าไหร่ สิ่งที่ได้กลับมาก็มีแต่จะไม่เคยเพียงพอ

การที่เขาเริ่มคิดเข้าข้างตัวเองแบบนี้กับผู้ชายที่กำลังกอดเขาก็เช่นกัน...มันอาจจะเป็นก้าวแรกของความผิดพลาดที่ทำให้ต้องเสียใจไปตลอดชีวิตก็เป็นได้ แต่ธีระพบว่ายิ่งพยายามจะสร้างเกราะขึ้นมาปกป้องตัวเองจากกฤตภาสมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งถูกแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นฉุดรั้งหัวใจให้ดำดิ่งจนยากจะต้านทานกระแสนั้นมากขึ้นทุกที



++---TBC---++



A/N: ในที่สุดตากฤตก็ยอมเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองให้น้องตี้ได้รับรู้เพิ่มขึ้น แต่ตานี้ยังมีเยื่ออีกหลายชั้นไม่แพ้หัวหอมค่ะ ไม่รู้จะทำน้องตี้เสียน้ำตาอีกรึเปล่านะเนี่ย (ชะอุ้ย ไม่ได้เผลอสปอยล์ชิมิ) แล้วมาติดตามเรื่องราวของสองคนนี้ใหม่ในตอนต่อไปนะคะ :D




Create Date : 20 เมษายน 2557
Last Update : 27 เมษายน 2557 17:16:08 น. 5 comments
Counter : 760 Pageviews.

 
ขอบคุณคร้าบบบบ..... คุณริน มาตอนกำลังคิดถึงเลยน่ะ
น่ารักนะรำลึกอดีตกันหน้าห้องน้ำ นึกว่าจะจบบนเตียงซะแระ นี่แสดงว่าคุณกฤตอินกะปม หรือไม่ก้อไม่ไหวสุดๆ ไม่งั้นน้องตี้โดนพิพากษาแน่


โดย: JIRA IP: 124.121.92.212 วันที่: 27 เมษายน 2557 เวลา:19:51:54 น.  

 
คุณ JIRA นานน้านทีตากฤตจะยอมพูดจากับน้องตี้ยาวๆ โดยไม่หื่นใส่ค่ะ แต่ถ้าไม่เจ็บแผลก็ไม่แน่ใจในสวัสดิภาพของน้องตี้เหมือนกันนะเนี่ย 5555


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 28 เมษายน 2557 เวลา:20:14:44 น.  

 
คุณกฤษเปลี่ยนไป
ทำไมดูใจเย็นขึ้น เป็นคนดีเชียว พ่อคนน่าสงสาร

//แต่เค้าไม่ลืมที่คุณกฤษแกล้งน้องตี้ตอนต้นเรื่องหรอกนะ 55+//

อยากจะเชียร์น้องตี้ให้เอาคืน แต่ดูน้องตี้จะเป็นคนดีเกินไปนะ คงไม่กล้าแกล้งคุณกฤษอีกแน่ๆ

ปล.ชอบแผนพูดให้อยากแล้วเงียบไปของเฮียมากเลย น่้าร้ากกกกก


โดย: tea IP: 116.68.159.61 วันที่: 20 พฤษภาคม 2557 เวลา:16:27:17 น.  

 
คุณ Tea มาดูกันค่ะว่าตานี่จะดีได้นานแค่ไหน วะฮะฮ่า เรื่องเจ้าเล่ห์นี่เฮียถนัดนัก


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 22 พฤษภาคม 2557 เวลา:23:56:35 น.  

 
เกิดอะไรขึ้นกับลุงกฤต มานั่งเล่านิทานก่อนนอนให้น้องตี้ฟังซะยาวเชียว ช่างหาวิธีล่อให้น้องออกจากห้องน้ำได้แปลกมาก


โดย: จุ๋ม IP: 61.90.70.64 วันที่: 15 กรกฎาคม 2557 เวลา:13:53:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.