Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 36


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 36


กลิ่นหอมอบอวลของกาแฟคละเคล้ากับกลิ่นนมเนยฟุ้งมาจากห้องครัว กลิ่นนั้นลอยผ่านเข้ามาทางประตูห้องนอนที่เปิดแง้มไว้จนกฤตภาสรู้สึกตัวตื่น ชายหนุ่มปรือตาขึ้นอย่างช้าๆ และพบว่าภายในห้องถูกย้อมด้วยแสงสีส้มจางของยามเช้า เสียงการเคลื่อนไหวคล้ายใครบางคนกำลังอยู่ในครัวขับกล่อมให้เขาวางใจจนหลับตาลงอีกครั้ง แต่เพียงไม่กี่นาทีถัดมา เขาก็รับรู้ได้ว่าใครคนนั้นเดินเข้ามาในห้องนอน ร่างที่ไม่สูงใหญ่เหมือนเขาทรุดตัวลงนั่งจนขอบเตียงยวบลงนิดหนึ่ง เนื่องจากทิศนั้นเป็นทิศที่หันไปทางหน้าต่าง ร่างของอีกฝ่ายจึงบดบังแสงยามเช้าอันน้อยนิดจนเกิดเงาสลัวทาบบนหน้าของคนบนเตียง

สัมผัสจากปลายนิ้วที่ลูบบนผิวแก้มสากของเขาดึงมุมปากของกฤตภาสให้หยักขึ้น ชายหนุ่มสูดหายใจยาวอย่างพึงพอใจกับกลิ่นหอมหวานของนมเนยที่โชยเข้าจมูก กระทั่งเมื่อมือที่ลูบบนหน้าทำท่าจะผละจากไป เขาจึงยกมือหนาขึ้นกดทับฝ่ามือนั้นเอาไว้ ไม่ยอมให้เคลื่อนห่างจากใบหน้าของตัวเอง

“เช้าแล้วนะครับ”

“อืม รู้แล้ว”

“ผมทอดแพนเค้กกับไข่ดาวไว้ให้ กาแฟก็ชงเสร็จแล้วด้วย พี่กฤตจะลุกมากินเลยรึเปล่า?”

“ตอนนี้ยังไม่อยากกินแพนเค้ก อยากกินคนทำแพนเค้กมากกว่า”

เขายิ้มเจ้าเล่ห์ทั้งที่ไม่ยอมลืมตา แต่ขณะที่พยายามจะดึงร่างที่นั่งอยู่เข้าหาตัว อีกฝ่ายกลับหัวเราะเสียงใสแล้วชักมือออกจากฝ่ามือของเขา

“อยากกินก็ลุกตามมาเองสิ ถ้าช้าไม่รอนะบอกก่อน”

“เดี๋ยว! ตี้!!”

ภาพใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กหนุ่มหายวับไปในทันทีที่กฤตภาสผุดลุกขึ้นนั่ง ชายหนุ่มสูดหายใจแรงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นแล้วพบแต่ความว่างเปล่า ประตูห้องนอนปิดสนิท ไม่มีกลิ่นนมเนยหรือกาแฟอวลกรุ่นจากห้องครัว และคนที่มาปลุกเขาก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่เคยอยู่ตรงนั้น...ไม่เคยเข้ามายั่วยวนฉอเลาะ...ทำให้หัวใจเขาพองล้นไปด้วยความรู้สึกอันไม่คุ้นเคยเหมือนที่เพิ่งเห็นในฝันเลยสักนิด

‘พี่กฤต’ งั้นรึ...

กฤตภาสสูดหายใจลึกก่อนจะระบายออกมาแรงๆ เพื่อให้สมองโล่ง มุมปากเหยียดยิ้มหยันเมื่อนึกถึงสรรพนามที่ถูกเรียกในช่วงครึ่งหลับครึ่งตื่น ถึงแม้จะเคยได้ยินว่าความฝันเกิดจากจิตใต้สำนึกที่ต้องการจะปลดปล่อยความปรารถนาซึ่งถูกเก็บกดไว้ในยามที่รู้สึกตัว แต่สิ่งที่เขาได้สัมผัสชั่วเวลาสั้นๆ เมื่อครู่ช่างไม่ต่างจากการละเมอเพ้อพกเลยสักนิด

เด็กคนนั้นไม่เคยเรียกเขาว่าพี่ ยิ่งกว่านั้นก็ไม่เคยตื่นก่อนเพื่อลุกไปทำอาหารเช้าให้ อย่างมากที่สุดก็แค่เคยต้มบะหมี่ให้เขาในคืนที่กลับจากงานเลี้ยง ออกไปซื้ออาหารตามสั่งที่ตลาดในวันที่ไม่มีกับข้าวกับปลาในตู้เย็น นอกจากนั้น...ก็แค่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า...ช่วยเช็ดตัว...ช่วยเป็นธุระประสานงานที่บริษัทให้จนหัวหมุนระหว่างที่เขาพักฟื้นในโรงพยาบาลเท่านั้นเอง

ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้นเลย เพียงแต่ว่า...สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำให้เขามาก่อน และเหตุผลนี้ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ธีระแตกต่างจากคนอื่นที่เขาเคยคบหาไปแล้ว

จริงอยู่ว่าจุดเริ่มต้นของพวกเขาสองคนช่างลักลั่นจนเข้าขั้นแปลกประหลาด เขาบังเอิญไปเห็นอีกฝ่ายในผับ บังเอิญนึกสนใจกับท่าทางเงื่องหงอยตอนนั่งเฝ้าโต๊ะคนเดียว บังเอิญเอะใจจนตามไปช่วยเมื่อถูกผู้ไม่หวังดีมอมยาจนเกิดความสัมพันธ์เลยเถิดชั่วข้ามคืน แต่ทั้งที่คิดว่าหลังจากนั้นคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว ความบังเอิญก็ชักนำเด็กคนนั้นให้กลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้ง ตอนนั้นกฤตภาสไม่ได้มองหาความสัมพันธ์ระยะยาว เขาคิดว่าถ้าหากธีระส่งสัญญาณแม้เพียงเล็กน้อยว่าสนใจเขาก่อนก็จะตอบสนองอย่างไม่คิดมากด้วยซ้ำ แต่เพราะอีกฝ่ายไม่เข้าหาแถมยังทำท่าหลบเลี่ยง ความรำคาญเรื่องหยุมหยิมอย่างการค่อยๆ พูดคุยทำความรู้จักทำให้เขาเลือกทางลัดด้วยการสร้างเงื่อนไขมามัดมือชกอย่างโหดร้าย จากนั้นเพราะถูกใจปฏิกิริยาท่าทางที่ได้รับเวลาเห็นธีระดื้อแพ่ง เขาจึงไม่เคยมองข้ามโอกาสที่จะแกล้งยั่วเด็กหนุ่มเพื่อความพอใจส่วนตัว ยิ่งได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น กฤตภาสก็ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าธีระพิเศษกว่าคนอื่นที่เขาเคยใกล้ชิดด้วย แต่บางทีอาจเป็นเพราะเขาเองที่ยินยอมให้ธีระเข้ามาใกล้มากพอที่จะสร้างความแตกต่างจนกระทั่งกลายเป็นคนพิเศษขึ้นมา

พิเศษถึงขั้นที่เขาวางใจจนปลดปล่อยด้านแย่ๆ ทุกด้านให้เห็น กล้าระเบิดอารมณ์ใส่เวลาที่หงุดหงิดไม่ได้อย่างใจ ไว้ใจให้เป็นคนเดียวนอกจากโกเมทกับศุภวัฒน์ที่ยอมให้รู้ว่าเขาถูกยิงแล้วยังให้มาคอยดูแลอยู่ใกล้ตัว ยินยอมเล่าเรื่องความบาดหมางในอดีตกับเพื่อนรักที่เก็บงำไว้คนเดียวมากว่าสิบปีให้ฟัง อนุญาตให้ได้ทำความคุ้นเคยกับเขาจนเด็กหนุ่มไม่ปฏิเสธไม่ว่าเขาจะบอกให้ทำอะไร และวางใจว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไปจนกว่าจะถึงวันใดก็ตามที่เขาหมดความสนใจในตัวอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง

แต่ยังไม่ทันมีวี่แววว่าวันนั้นจะมาถึง...ธีระก็เลือกตัดความสัมพันธ์แล้วเป็นฝ่ายเดินจากเขาไปก่อนอย่างเหนือความคาดหมาย นั่นเป็นครั้งแรกที่กฤตภาสได้รับรู้ว่ารสชาติฝาดเฝื่อนในคอเหมือนถูกกรอกน้ำกรดเป็นอย่างไร ได้รับรู้ความทุรนทุราย จิตใจร้อนรนไม่สงบ ไม่เป็นตัวของตัวเองจนแทบอยากทำลายทุกอย่างที่ขวางหูขวางตาเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งที่เคยคิดมาตลอดว่าการมอบความรู้สึกลึกซึ้งให้กับใครเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นพันธะผูกพันที่จะทำให้เขาสูญเสียการควบคุมตัวเอง และจะทำให้ก้าวไปสู่จุดแตกหักที่น่าสมเพชเหมือนของผู้ให้กำเนิดเข้าสักวัน

ทั้งที่เคยบอกตัวเองมาตลอดว่าเขาจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองมีความรู้สึกเช่นนี้เป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไม่มีวันถลำตัวลงไปในหลุมพรางที่ตนเป็นผู้ขุด แต่สุดท้าย...กฤตภาสก็ต้องยอมรับว่าเขาปฏิเสธความต้องการในใจของตัวเองไม่ได้

เขาอยากได้ธีระมาอยู่เคียงข้าง ไม่ใช่เพียงเพื่อสนองตัณหาที่ผุดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวตามสัญชาตญาณดิบเท่านั้น แต่เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถย้อนกลับไปสู่วันคืนที่คบกับใครเล่นๆ โดยไม่แยแสความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายได้อีกแล้ว


"แผลที่โดนยิงของคุณ...ยังเจ็บมากรึเปล่า?"


ภาพของธีระที่ช้อนนัยน์ตาฉ่ำชื้นขึ้นถามหลังได้รู้เรื่องในอดีตของเขายังติดตรึงในความทรงจำ ทั้งที่เด็กคนนั้นผ่านเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาพอสมควรแล้วยังถูกเขาซ้ำเติม แต่กลับยังเจ็บปวดไปกับเรื่องราวที่ได้ฟังและแสดงความห่วงใยออกมาอย่างจริงใจ บางทีหากเป็นคนอื่นที่ได้มาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็อาจแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจเหมือนกันก็ได้ แต่ไม่มีใครเคยได้แสดงออกเช่นนั้น เพราะธีระเป็นคนเดียวที่เขาเลือกจะเปิดเผยเรื่องครั้งเก่าให้ฟังอย่างที่ไม่เคยพูดกับใครมาก่อน

เขาเป็นคนเลือกเด็กหนุ่มจากหมู่คนมากมายที่แวดล้อมด้วยมือตัวเอง...แล้วตอนนี้ก็กำลังหงุดหงิดงุ่นง่านกับการที่ไม่รู้ว่าเด็กนั่นหนีหน้าไปหลบอยู่ที่ไหน อยากออกตามหาให้พบแล้วดึงตัวมากอดให้แน่นๆ จนมั่นใจว่าจะไม่มีวันจากเขาไปไหนได้อีกใจจะขาด หากการเอาแต่ครุ่นคิดถึงเด็กนั่นตลอดเวลายังไม่ใช่หลักฐานว่าธีระสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเขาเพียงไร กฤตภาสก็ไม่แน่ใจแล้วว่าในชั่ววินาทีนี้จะมีมนุษย์หน้าไหนบนโลกทำให้เขากระวนกระวายได้ถึงขนาดนี้อีก

ตลอดชีวิตที่ผ่านมากฤตภาสไม่เคยขาดอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่เคยหายไปมีเพียงครอบครัวอันพร้อมหน้าซึ่งเขาทำใจได้ตั้งแต่รู้ความแล้วว่ามันไม่มีวันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่วันนี้เขาในวัยสามสิบสามกลับเพิ่งค้นพบช่องโหว่ในหัวใจของตัวเองเป็นครั้งแรก ความว่างโหวงจากการที่ธีระไม่อยู่ทำให้เขาว้าวุ่นจนแทบจะทนไม่ได้ และมีเพียงการตามชิ้นส่วนที่หายไปนั้นกลับมา ได้เห็นอีกฝ่ายในระยะที่เขาเอื้อมมือถึงจึงจะทำให้ใจสงบได้ในที่สุด

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบดึงความสนใจของกฤตภาสที่กำลังจะเดินเข้าห้องน้ำ ร่างสูงใหญ่เดินอ้อมปลายเตียงไปหยิบโทรศัทพ์ขึ้นมาดูหมายเลขของคนที่โทรเข้า แต่เมื่อเห็นชื่อถนัดตาว่าเป็นใคร เขาก็กลอกตาก่อนจะกดรับสายอย่างเสียไม่ได้

"ฮัลโหล?"

"กฤตเหรอ นี่แม่เองนะ ช่วงกลางวันนี้มีธุระไปไหนหรือเปล่า?"

"ยังไม่มีครับ" กฤตภาสเอ่ยไปแล้วถึงค่อยนึกได้ว่าไม่น่าตอบไปตามจริงเลย แต่ก็สายไปเสียแล้ว

"ถ้างั้นก็พอดีเลย แม่นัดหนูมีนเอาไว้ที่ร้านของคุณยายตอนเที่ยง เดี๋ยวออกมากินข้าวกับแม่หน่อยนะ คุณยายบ่นว่าคิดถึงลูกแน่ะ"

"...ก็ได้ครับ ถ้างั้นเจอกันตอนเที่ยง"

กฤตภาสตอบก่อนจะกดวางสาย บทสนทนาของเขากับหม่อมหลวงมุกตาภาเป็นเช่นนี้เสมอ กระชับ ตรงประเด็น ไม่มีการถามไถ่ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรให้มากความเพราะมักจะได้ยินผ่านคนรอบตัวอยู่แล้ว กระนั้นเขาก็ตระหนักดีว่าต่อให้ผู้เป็นแม่จะทำเหมือนมอบอิสระเสรีให้เขาในการใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม แต่หากพบกลเม็ดใดที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้เขาซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวยังอยู่ในโอวาทได้ก็จะไม่ลังเลที่จะนำมาใช้อย่างเด็ดขาด

กับหญิงสาวที่เพิ่งถูกอ้างชื่อก่อนจะวางสายนี่ก็เหมือนกัน...เป็นอีกความพยายามที่ฝ่ายนั้นตั้งใจจะยัดเยียดให้เพื่อความสบายใจว่าลูกชายจะไม่ไปคว้าใครก็ได้มาเป็นสะใภ้ กฤตภาสรู้ดีว่าหม่อมหลวงมุกตาภาทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งมาตลอดเวลาเห็นข่าวของเขาที่เปลี่ยนคู่ควงมาหลากหน้าหลายตา แต่ดูเหมือนข่าวล่าสุดกับธีระซึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนจะทำให้ผู้สูงวัยเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข ถึงได้ยอมออกหน้ามายุ่มย่ามกับชีวิตส่วนตัวเขาในที่สุด ทั้งที่เคยพร่ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีกมาตลอดว่าความรักไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืนแท้ๆ

เมื่อถึงเวลาเที่ยง กฤตภาสก็ขับรถออกจากคอนโดไปยังร้านอาหารริมแม่น้ำของคุณยายซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยพาธีระมาทานข้าว พนักงานเห็นเขาก็ยิ้มให้แล้วพาตรงขึ้นไปยังโต๊ะที่จองไว้บนชั้นสองทันที แต่เมื่อได้เห็นว่ามีหญิงสาวนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างเพียงคนเดียว ชายหนุ่มก็เลิกคิ้วดกหนาขึ้นเล็กน้อย

"อ๊ะ พี่กฤต สวัสดีค่ะ"

"สวัสดีครับ"

ร่างสูงใหญ่เดินตรงเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขาปรายตามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นเงาของหม่อมหลวงมุกตาภา นัยน์ตาสีนิลจึงเหลือบกลับไปยังหญิงสาวหน้าหวานที่นั่งอยู่อีกฝั่งเป็นเชิงถาม

"คุณป้าเพิ่งโทรมาบอกเมื่อกี้ค่ะว่าไม่ค่อยสบาย มีนก็ถามแล้วเหมือนกันว่าถ้าอย่างนั้นจะแคนเซิลนัดวันนี้ไปก่อนไหม แต่คุณป้าบอกว่าไม่อยากให้มีนเสียเที่ยวที่ออกมาจากบ้านแล้ว ขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้โทรบอกพี่กฤต"

"อ้อ..."

ชายหนุ่มลากเสียงรับรู้ในคอ แต่ไม่ประหลาดใจเลยสักนิดเดียวกับข้ออ้างที่แม่ของเขาใช้ ความจริงแล้วเขาอาจแปลกใจกว่านี้ด้วยซ้ำถ้าหากมาถึงร้านแล้วพบว่าฝ่ายนั้นนั่งรออยู่ด้วย

"ถ้าอย่างนั้นสั่งอาหารกันเลยก็แล้วกันนะคะ ขอโทษค่ะ ขอเมนูหน่อย"

มีน หรือ 'เกล็ดมณี' หันไปบอกกับพนักงานสาวที่ยืนรออยู่บริเวณนั้น กฤตภาสเพียงแต่ยกน้ำขึ้นจิบโดยไม่ปฏิเสธ เพราะถึงอย่างไรเขาก็หิวเพราะเมื่อเช้ากินแค่ขนมปังกับกาแฟ แล้วแม่ครัวที่ร้านของคุณยายก็บังเอิญทำข้าวผัดน้ำพริกลงเรือที่เขาชอบได้ถูกปากกว่าที่อื่นเสียด้วย

หญิงสาวเลือกอาหารในเมนูก่อนจะหันไปสั่งกับพนักงานอย่างคล่องแคล่ว ส่วนกฤตภาสนั้นไม่ต้องเปิดเมนูเพราะมาที่ร้านบ่อยจนรู้ว่ามีรายการอาหารอะไรบ้าง มื้อนั้นผ่านไปอย่างราบรื่นเพราะพวกเขาไม่ได้เพิ่งจะเจอกันเป็นครั้งแรก กระนั้นกฤตภาสก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงพอจะรู้ตัวอยู่เหมือนกันว่าแม่ของเขาตั้งใจจะจับคู่ให้พวกเขาสองคน เพียงแต่เขายังดูไม่ออกว่าเธอเห็นดีเห็นงามกับความเจ้ากี้เจ้าการของแม่เขาหรือเปล่า

กฤตภาสได้พบกับเกล็ดมณีในวันที่แม่ของเขาบินกลับมาจากอังกฤษเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นหม่อมหลวงมุกตาภาให้เหตุผลกับเขาทางโทรศัพท์ว่าอยากกลับมาร่วมงานเลี้ยงรุ่นและบังเอิญลูกสาวของเพื่อนซึ่งเพิ่งเรียนจบปริญญาโทก็อยากกลับมาเยี่ยมเมืองไทยพอดี จากนั้นก็บอกให้เขาเป็นคนไปรับทั้งคู่ที่สนามบิน ทันทีที่ได้พบหน้ากันและหม่อมหลวงมุกตาภาแนะนำหญิงสาวให้เขารู้จัก กฤตภาสก็รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้สูงวัยทันที

จะว่าไปแล้วเกล็ดมณีนับเป็นผู้หญิงที่สวยและฉลาด นอกจากนั้นยังมาจากตระกูลนักการทูตที่สืบทอดกันมาสองชั่วอายุคน เธอติดตามพ่อกับแม่ไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กจึงทำให้รู้จักถ่อมตัวแต่ก็ฉะฉานเวลาพูดคุย ทั้งการวางตัวและพื้นเพครอบครัวที่ถูกใจแม่ของเขาทำให้กฤตภาสไม่แปลกใจที่เธอจะถูกเล็งให้เป็นว่าที่ลูกสะใภ้ แม้ว่าดูจากบุคลิกแล้วกฤตภาสค่อนข้างมั่นใจว่าหากเป็นสิ่งใดที่เธอไม่เห็นด้วย เกล็ดมณีก็คงไม่ลังเลที่จะปฏิเสธ

“หลังจากมื้อเที่ยงนี้พี่กฤตว่างไหมคะ มีนกำลังคิดว่ามาอยู่เมืองไทยคราวนี้อาจจะหลายเดือน เลยอยากไปซื้อของเข้าคอนโดสักหน่อย”

เกล็ดมณีเอ่ยถามขณะที่กำลังทานของหวาน ฝ่ายกฤตภาสเพียงแต่เหลือบตาลงมองนาฬิกาข้อมือ ท่าทางที่บ่งบอกเป็นนัยว่าตนไม่มีเวลาทำให้หญิงสาวหัวเราะคิก

“พี่กฤตคะ ไม่ต้องระวังตัวกับมีนขนาดนั้นก็ได้ค่ะ”

ท่าทางของกฤตภาสทำให้หญิงสาวขำอย่างอดไม่ได้ เธอดูออกตั้งแต่ที่เขาจงใจมาสายกว่าเวลานัดร่วมครึ่งชั่วโมงแล้วว่าเจ้าตัวคงไม่ได้เต็มใจจะมาร่วมทานมื้อนี้นัก ยิ่งกิริยาท่าทางที่ดูไม่ได้เอาอกเอาใจเธอเป็นพิเศษยิ่งทำให้รู้ว่ากฤตภาสคงเพียงแค่ฆ่าเวลาเพื่อจะได้เอาไปตอบแม่ตัวเองได้ว่ายอมมากินข้าวเป็นเพื่อนเธอแล้วก็เท่านั้น

“ผมไม่...”

“พี่กฤต จำพิกเล็ตได้มั้ยคะ? ที่พี่กฤตเคยช่วยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ช่วงนึงตอนอยู่ที่อังกฤษน่ะค่ะ”

หัวข้อสนทนาที่เปลี่ยนไปปุบปับของเกล็ดมณีทำให้กฤตภาสมุ่นคิ้ว ความทรงจำแต่เก่าก่อนคล้ายถูกฝังลึกจนลืมเลือนไปนาน ทว่าเมื่อมีคนกระตุ้นก็ทำให้เขานึกคุ้นอยู่เลือนราง

“เหมือนจะเคยได้ยินชื่อมาก่อน”

“อะไรกัน” หญิงสาวขมวดคิ้วทำแก้มอูม ท่าทางกระเง้ากระงอดทำให้เธอดูอ่อนวัยลงราวกับเป็นสาวแรกรุ่น “คนที่ตั้งฉายานี้ให้ก็พี่กฤตเองนั่นแหละค่ะ ตกลงจำมีนไม่ได้จริงๆ ล่ะสิเนี่ย นี่พิกเล็ตที่พี่กฤตเคยเล่นด้วยตอนเด็กๆ ไง”

“หือ?”

คราวนี้กฤตภาสเลิกคิ้วสูง เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ค่อยอยากเชื่ออยู่หน่อยๆ เมื่ออีกฝ่ายทักเรื่องในอดีตขึ้นมา เขาก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมีช่วงปิดเทอมฤดูร้อนตอนมัธยมต้นที่ติดตามแม่ไปเยี่ยมบ้านพักตากอากาศของเพื่อนที่ชานเมืองลอนดอน ที่นั่นเขาได้รู้จักเด็กหญิงที่อายุน้อยกว่าราวหกถึงเจ็ดปี ยายหนูคนนั้นตัวกลมป้อมแถมยังแขนขาสั้นยังกับลูกหมู แต่เพราะไม่มีเพื่อนเล่นวัยใกล้เคียงกันจึงทำให้ติดเขาแจ ตอนนั้นด้วยความเอ็นดูเขาก็เลยตั้งชื่อเล่นให้ว่าพิกเล็ต แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้พบกันอีกเพราะครอบครัวของอีกฝ่ายย้ายไปอยู่ออสเตรีย พอมองคนตรงหน้านานขึ้นเขาก็ยิ่งเห็นภาพซ้อนจนนัยน์ตาทอแววคุ้นเคยออกมารางๆ

“นึกออกแล้วใช่มั้ยคะ มีนควรจะดีใจใช่มั้ยที่ไม่ได้ตัวกลมๆ ป้อมๆ แบบตอนนั้นจนพี่กฤตถึงกับจำไม่ได้เนี่ย”

“ใช่ลูกหมูพิกเล็ตตัวนั้นจริงๆ ด้วย”

พอได้รู้ว่าอีกฝ่ายคือเพื่อนเล่นในวัยเยาว์ หาใช่คนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันได้ไม่นาน กำแพงในใจที่กฤตภาสก่อเอาไว้ก็ค่อยๆ เบาบางลง รอยยิ้มบนมุมปากของเขาค่อยแสดงความผ่อนคลายมากขึ้นตามไปด้วย

“แหงสิ ผ่านมาตั้งยี่สิบปีแล้วนี่นา ขืนยังอ้วนแบบนั้นอยู่มีหวังมีนขายไม่ออกแน่ๆ”

หญิงสาวแลบลิ้นให้เขา นัยน์ตาคู่สวยเปล่งประกายซุกซนนิดๆ คล้ายเด็กสาวมากกว่าหญิงสาว กฤตภาสเห็นแล้วก็เพียงแต่ยิ้ม เขาเป็นลูกชายคนเดียวที่ไม่เคยมีพี่น้อง ดังนั้นช่วงฤดูร้อนที่ได้ไปอยู่บ้านเดียวกันและต้องคอยเป็นเพื่อนเล่นกับแม่หนูจึงทำให้เขารู้สึกเหมือนได้น้องสาว แม้มาวันนี้จะได้เห็นว่าเด็กน้อยกลมป้อมคนนั้นเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวสวยสะพรั่งเต็มวัยแล้ว ความเอ็นดูของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นอื่น

“พี่กฤต อย่าหาว่ามีนโผงผางเลยนะ แต่คุณป้าอยากจะจับคู่พี่กฤตกับมีนใช่มั้ยคะ”

“มีนคิดว่ายังไงล่ะ? เห็นด้วยกับแม่พี่หรือเปล่า?”

ชายหนุ่มยิ้มบางๆ ขณะยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ความจริงแล้วเขาแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องดี เพราะถึงแม้ว่าตอนเด็กจะเคยเล่นหัวกันแบบพี่น้อง แต่กาลเวลาที่ผ่านไปก็ไม่ได้การันตีว่าอีกฝ่ายจะยังมองเขาแบบพี่ชายอยู่เช่นเดิม

เกล็ดมณีห่อปากแล้วพ่นลมออกมา “เฮ้อ มีนน่ะแค่อยากกลับมาเที่ยวเมืองไทยหลังไม่ได้กลับมานานก็เท่านั้นเอง พอคุณป้ารู้เข้าก็รีบบอกคุณแม่เลยว่าจะมาเป็นเพื่อนจะได้คอยดูแลมีนทั้งที่ไม่ต้องก็ได้ ที่จริงคุณป้าใจดีกับมีนมากเลยนะ แต่ความคิดที่ว่าอยากจับคู่ให้ลูกตัวเองเนี่ยมันคร่ำครึจนน่าจะถูกเก็บเข้าลิ้นชักได้แล้ว นี่ถ้าแม่ของมีนรู้ว่าคุณป้าคิดอะไรอยู่ก็คงไม่ค่อยชอบใจเหมือนกัน"

"ทำไมล่ะ? เพราะแม่มีนไม่ชอบพี่เหรอ?"

คราวนี้หญิงสาวทำหน้าปูเลี่ยนๆ "...ไม่ใช่หรอกค่ะ แต่ในฐานะที่พ่อแม่ของเรารู้จักกัน แม่มีนก็ต้องรู้ข่าวคราวพี่กฤตมาบ้างใช่มั้ยล่ะ อีกอย่างพี่กฤตเองก็ใช่ว่าจะไม่มีคนรู้จักเอาเสียเลยนี่นา เวลาลงข่าวทีไรพวกป้าๆ ที่อยู่ทางนี้ก็ถ่ายรูปแล้วส่งไปให้ดูทุกที ว่าแต่...ข่าวล่าสุดนั่นดูเหมือนจะเงียบไปแล้วสินะ ตกลงนั่นเป็นมายังไงเหรอคะ?"

หญิงสาวถามพลางยิ้มซุกซน ความตื่นเต้นสนใจที่ฉายชัดในแววตาทำให้กฤตภาสนึกอยากให้อีกฝ่ายกลับเป็นเด็กหญิงตัวกลมป้อมเหมือนเดิมจะได้อุ้มมาตีได้ถนัดหน่อย แต่เมื่อเด็กหญิงคนนั้นเติบโตจนเป็นสุภาพสตรีเช่นนี้แล้วก็คงได้แต่หักห้ามใจ

"พี่ขี้เกียจพูดมาก ได้เห็นได้อ่านอะไรมาก็เชื่อตามนั้นก็แล้วกัน นักข่าวเขาอุตส่าห์นั่งเทียนเขียนให้ทั้งที"

"อะไรกัน แค่นี้ก็บอกไม่ได้ ไม่สนุกเลย"

หญิงสาวทำท่างอนอีกจนกฤตภาสหัวเราะ แต่แล้วก็คล้ายจะคิดอะไรออก ชายหนุ่มยิ้มเย็นบนมุมปากก่อนจะค่อยโน้มตัวไปข้างหน้า เขามองสีหน้าของเกล็ดมณีที่เอียงคอมองอากัปกริยาที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเขาอย่างสนใจแล้วก็คิดว่าบางทีน้องสาวคนนี้อาจจะให้ความช่วยเหลือเขาได้

"เรื่องนั้นพี่อาจเล่าให้มีนฟังละเอียดไม่ได้ก็จริง แต่ไหนๆ ระหว่างที่มีนกลับมาเยี่ยมเมืองไทยนี่ก็คงว่าง พี่มีเรื่องอื่นที่น่าจะสนุกกว่าให้มีนช่วยก็แล้วกัน"



++------++



"เฮ! เฮ! บูม!!!!"

เสียงร้องเพลงทำกิจกรรมของน้องปี 1 และเสียงรัวกลองดังไปทั่วบริเวณลานใต้ตึกคณะ ฝ่ายที่ต้องรับหน้าที่ดูแลน้องใหม่เหล่านี้หลักๆ ก็คือเด็กปีสอง สำหรับรุ่นพี่ปีสามกับปีสี่นั้นค่อนข้างลอยตัวและเพียงแต่มาคอยให้กำลังใจเท่านั้น ช่วงนี้บรรยากาศรอบมหาวิทยาลัยจึงสดใสชื่นมื่นเพราะมีแต่เด็กหน้าใหม่มาเข้าร่วมรับน้องก่อนเปิดเทอมเต็มไปหมด

ธีระที่กำลังจะเป็นรุ่นพี่ปีสี่ก็ติดตามเพื่อนๆ มาร่วมดูกิจกรรมรับน้องใหม่เช่นกัน นับจากวันที่เขากลับมาจากน่านพร้อมกับศันสนีย์และสุเมธก็ผ่านมาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว ตอนที่เขาต้องไปบอกลาปิยพลเพื่อกลับมาเตรียมตัวเข้าเรียนปีสี่ก็ใจหาย แต่ฝ่ายนั้นเพียงแต่ยิ้มและอวยพรให้เขาโชคดี นอกจากนั้นยังให้สร้อยข้อมือที่ร้อยจากเชือกหนังและหินทับทิมเป็นที่ระลึกมาอีกเส้นหนึ่ง

เด็กหนุ่มคิดถึงตรงนี้ก็ยกข้อมือข้างที่สวมสร้อยเส้นนั้นขึ้นมาดู หินทับทิมที่ถูกนำมาทำร้อยนั้นมีลักษณะเป็นลูกปัดกลมสีแดงก่ำและขุ่นเล็กน้อยเพราะไม่ผ่านการเจียระไน ตอนนั้นเขาถามญาติผู้พี่ไปว่าหินนี้มีความหมายอะไรหรือเปล่า แต่คนถูกถามเพียงแต่อมยิ้มแล้วก็ไม่ตอบ บอกแค่ว่ามันจะนำโชคในด้านที่เขาต้องการมาให้

"ตี้ เดี๋ยวเย็นนี้ไปกินข้าวที่บ้านฉันกันมั้ย? อีเมธก็จะไปด้วยนะ"

"หือ? เอาสิ ว่าแต่ไปกินข้าวบ้านซันบ่อยๆ นี่แม่ไม่ว่าบ้างเหรอ เหมือนพวกเราไปอาศัยกินฟรียังไงก็ไม่รู้"

"อู๊ย! คิดมากอะไรกัน ให้ฉันพาเพื่อนไปทั้งเอกแม่ยังไม่ว่าเลย ไปเถอะน่า ไหนๆ แกก็ว่างอยู่แล้วนี่"

"ก็ได้ ถ้างั้นรอให้รับน้องกันเสร็จก่อนก็แล้วกัน"

หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมรับน้องประจำวัน ศันสนีย์จึงค่อยขับรถพาเพื่อนทั้งสองไปทานมื้อเย็นที่บ้าน แม่ของศันสนีย์เป็นคนใจดีและไม่ถือตัวทั้งๆ ที่มีฐานะร่ำรวย นอกจากนั้นยังให้การต้อนรับเพื่อนฝูงของลูกสาวอย่างดีเสมอ ธีระเองก็รู้ว่าเพราะเพื่อนของเขาไม่อยากปล่อยให้ฟุ้งซ่านเพราะอยู่คนเดียวจึงชวนมาที่บ้านบ่อยๆ ทำให้เด็กหนุ่มอุ่นใจไม่น้อยกับมิตรภาพที่ได้รับ

"อร่อยมั้ยลูก วันนี้แม่ไปเดินตลาดเลือกปลามาทำกับข้าวเองเลยนะ"

"โหยคุณแม่ ฝีมือคุณแม่นี่ไปเปิดร้านอาหารได้เลย ถ้าเปิดแล้วหนูยินดีไปช่วยเป็นผู้จัดการให้เลยค่ะ"

สุเมธจีบปากจีบคอตอบเสียงหวานอย่างขัดแย้งกับรูปร่างบึกบึน เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากทั้งโต๊ะซึ่งมีกันเพียงสี่คนเนื่องจากพ่อของศันสนีย์ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจชาวต่างชาติต้องไปทานอาหารค่ำกับลูกค้า

"จริงสิ แม่คะ ที่เคยเกริ่นกับหนูไปวันก่อน แม่ว่าตี้น่าจะพอไหวมั้ยคะ?"

จู่ๆ ศันสนีย์ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันควัน เรียกสายตาสามคู่ที่โต๊ะทานอาหารให้หันมาจับจ้องเขาเป็นจุดเดียว ธีระซึ่งจับต้นชนปลายไม่ถูกจึงได้แต่กะพริบตาปริบๆ

"หือ? มีอะไรเหรอซัน?"

เด็กหนุ่มถามเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ แต่สุพิชชาซึ่งเป็นแม่ของศันสนีย์ประสานมือไว้ตรงหน้าแล้วก็เอียงคอมองเขาพลางยิ้มอย่างพิจารณา

"อืม ที่จริงก็เข้าทีนะ น้องตี้สนใจจะเดินแบบในงานของแม่มั้ยลูก?"

"เดินแบบ?"

เด็กหนุ่มยิ่งเลิกคิ้วสูงอย่างไม่เข้าใจ ผู้สูงวัยจึงหัวเราะก่อนจะอธิบายอย่างใจเย็น

"คืองี้ เดี๋ยวสัปดาห์หน้าแม่จะจัดงานเดินแบบเครื่องเพชรการกุศลแล้วก็จัดประมูลหารายได้เข้ามูลนิธิที่เป็นกรรมการอยู่ ทีนี้ก็เลยอยากได้ลูกหลานเราเองนี่แหละมาเดินแบบ แม่เบื่องานที่ชอบจ้างนางแบบนายแบบแพงๆ มาเดินเต็มทนเพราะค่าตัวก็ไม่ใช่ว่าถูก โชคดีว่าเพื่อนๆ กรรมการหลายคนก็เห็นด้วย เท่าที่ส่งรูปคนรู้จักมาให้คัดเลือกตัวนี่ก็หน้าตาไม่แพ้พวกมืออาชีพเลยนะ พอดีวันก่อนแม่นั่งเลือกรูปอยู่แล้วซันก็มาเสนอว่าให้ตี้เดินด้วยมั้ยเพราะมีคอลเลคชั่นที่อยากได้พรีเซนเตอร์เป็นกลุ่มวัยรุ่นอยู่เหมือนกัน ตี้สนใจมั้ยลูก?"

"มาสิตี้ ฉันก็เดินด้วยนะ ถ้ามีเพื่อนเดินด้วยฉันจะได้ไม่เขินไง นี่อีเมธ แกก็มาเดินคู่ฉันด้วยสิ"

"ว้าย! ให้ฉันไปเดินด้วยเหรอ?"

"เออสิ! แกน่ะเวลาปิดปากแล้วทำหน้าขรึมๆ ก็พอจะแอ๊บแมนได้อยู่หรอก อีกอย่างหุ่นแกก็บึกยังกับกระสอบทรายขนาดนี้ ขึ้นเวทีน่าจะโอเค แม่ว่างั้นมั้ยคะ?"

"อืม ก็น่าสนใจดีนะ ซันคู่กับหนูเมธ ส่วนตี้เดี๋ยวให้เดินคู่กับลูกสาวคุณลาวรรณก็ได้ ลูกสาวแกเพิ่งจะ ม.5 รูปร่างน่าจะเข้าคู่กับน้องตี้ได้พอดี งั้นก็ตามนี้นะจ๊ะ"

ผู้สูงวัยยิ้มเยื้อนโดยไม่ปฏิเสธ การยอมรับอย่างง่ายดายทำให้ทั้งสุเมธและธีระอึ้งไปนิดหน่อย แต่ก็พอจะชินแล้วที่แม่ของศันสนีย์มักเห็นชอบและสนับสนุนการตัดสินใจของลูกสาว ดังนั้นทั้งคู่จึงเพียงหัวเราะแห้งๆ และไม่ได้เอ่ยขัด

เมื่อมื้อเย็นเสร็จสิ้นก็เป็นเวลาหัวค่ำแล้ว สุเมธกับธีระนั่งคุยเล่นกับศันสนีย์และแม่อีกเล็กน้อยก็พากันขอตัวกลับบ้าน เมื่อถึงห้องของตัวเอง ธีระก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความเหนื่อยอ่อน

งานเดินแบบของแม่ซันจัดสัปดาห์หน้า...ก็ก่อนวันเปิดเทอมพอดีเลยน่ะสิ

เขาอดจะนึกถึงคำสัญญาที่มอบให้เป็นมั่นเหมาะเมื่อเย็นไม่ได้ มาตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือเปล่าที่ตอบตกลงจะไปเดินแบบการกุศลให้ เขารู้ว่าหน้าตาตัวเองไม่ได้แย่ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ชื่นชอบการเป็นจุดสนใจของใครต่อใครมากนัก

มะรืนนี้จะนัดให้ไปฟิตติ้งชุดสำหรับเดินแบบ เอาเถอะ...คิดซะว่าหาค่าขนมก่อนเปิดเทอมก็แล้วกัน...

เด็กหนุ่มคิดพลางยืดแขนไปหยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์ ถึงแม้จะเหนื่อยแต่เขาก็ยังไม่ง่วงเท่าไหร่ ดังนั้นดูรายการโทรทัศน์ไปเรื่อยๆ กล่อมตัวเองอาจจะช่วยให้หลับไวขึ้นก็เป็นได้

ชั่วโมงนี้รายการทีวีมักฉายละครหรือไม่ก็ข่าวซุบซิบของคนในวงการบันเทิง ธีระกดเลื่อนรีโมทไปเรื่อยๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจดูอะไรเป็นพิเศษ แต่แล้วมือที่กำลังไล่กดปุ่มรีโมทก็ชะงักเมื่อเห็นภาพของใครบางคนในจอโทรทัศน์ แม้จะไม่ได้พบหรือได้ยินเสียงมาเป็นเดือนแล้วเพราะเขาเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ กระนั้นเพียงแค่เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยในจอก็ยังทำให้ลมหายใจติดขัด

คุณกฤต?

"เอาล่ะค่ะ รายนี้ก็นับว่าเป็นหนุ่มไฮโซที่ช่วงหลังมีข่าวบ่อยเชียวนะคะ คุณกฤตภาส ศิตานนท์นั่นเองค่ะ หลังจากไม่นานมานี้เพิ่งจะมีข่าวรักร้าวกับนางเอกสาวประจำช่องดังแถมมีภาพหลุดตอนกำลังสวีทกับหนุ่มน้อยลงหน้าหนังสือพิมพ์ ล่าสุดค่ะคุณขา เพิ่งมีนักข่าวตามไปเห็นว่าหนุ่มไฮโซรายนี้ไปทานข้าวกับสาวสวยแล้วยังจูงมือกันกระหนุงกระหนิงไปช้อปปิ้งของที่ร้านเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย แหม...ดูสีหน้าท่าทางของทั้งคู่แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าแอบมาเลือกซื้อของเข้าเรือนหอกันหรือเปล่า แต่ดูเหมือนฝ่ายหญิงจะไม่ใช่คนในวงการก็เลยยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ไว้มาติดตามกันต่อไปนะคะว่าเราจะได้เห็นข่าวดีของทายาทคนเดียวของเสี่ยโกเมทในเร็ววันนี้ไหม แต่ที่แน่ๆ จุ๊บจิ๊บเห็นคลิปนี้แล้วรู้สึกตาร้อนผ่าวๆ ยังไงก็ไม่รู้ค่ะ"

พิธีกรสาวพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดดุจนกแก้วนกขุนทอง สีหน้าท่าทางซึ่งบรรจงปั้นแต่งขณะบรรยายคลิปสั้นๆ ที่นักข่าวแอบถ่ายมานั้นออกรสชาติราวกับได้เห็นทุกอย่างด้วยตาตัวเอง แต่สิ่งที่ทำให้ธีระรู้สึกเหมือนในอกบิดเกลียวจนแทบหายใจไม่ออกกลับไม่ใช่ท่าทีของพิธีกรเพราะรู้อยู่แล้วว่าเธอจำเป็นต้องเติมไข่ใส่สีให้เกินจริงไว้ก่อนเพื่อเรียกความสนใจคนดู ทว่าเป็นภาพของชายหนุ่มและหญิงสาวในคลิปที่ยิ้มแย้มให้กันอย่างสนิทสนม นอกจากนั้นฝ่ายหญิงยังควงแขนของกฤตภาสราวกับมีอำนาจชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้นโดยไม่ต้องสนใจสายตาคนอื่นต่างหาก

ผ่านมาแค่เดือนเดียวเท่านั้นนับตั้งแต่เขาเลือกที่จะจากมา...แต่ดูเหมือนคุณกฤตคงลืมเขาและพบใครบางคนที่จะจูงมืออวดให้ใครๆ เห็นได้อย่างผ่าเผยแล้วสินะ...

ธีระมองภาพในจอด้วยความรู้สึกสับสน เขาควรจะดีใจ ควรจะโล่งอกและปล่อยวางในเมื่อเขาเคยตั้งใจว่าจะตัดขาดจากกฤตภาสให้ได้ ยิ่งสิ่งที่ได้เห็นตอนนี้ยิ่งหาใช่หลักฐานที่เพียงพอว่าเขาไม่ได้มีความสำคัญใดๆ เลยในใจอีกฝ่ายหรอกหรือ แล้วทำไมยังจะต้องรู้สึกผิดหวัง เสียดาย เจ็บแปลบในอกเหมือนหัวใจถูกบีบจนแทบแหลกแบบนี้อีกเล่า

ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรยึดติด ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองโหยหาอาวรณ์คนที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนของเขา แต่น่าเสียดายที่ชั่วขณะนี้ ในวินาทีที่เขานั่งมองภาพอันบาดตาที่ไหลผ่านสายตาไปเรื่อยๆ เด็กหนุ่มก็ได้แต่นั่งหน้าซีดเผือดเมื่อพบว่าตนกำลังลิ้มรสความแปร่งปร่าเช่นเดียวกับที่เคยสัมผัสในคืนที่ตระหนักว่าตนหลงรักคนที่ไม่มีวันจะมอบความรักตอบกลับมาอีกครั้ง



++---TBC---++





Create Date : 16 ตุลาคม 2557
Last Update : 18 ตุลาคม 2557 15:20:01 น. 5 comments
Counter : 597 Pageviews.

 
เมื่อไหร่จะได้เจอกัน
งานเดินแบบจะได้เจอกันไหมนะ


โดย: หมูมะนาว IP: 1.46.108.87 วันที่: 19 ตุลาคม 2557 เวลา:15:18:22 น.  

 
เปิดเรื่องมาอย่างสะใจแม่ๆหนูตี้
จบตอนคุณแม่ทั้งหลายโดนทำร้ายซะอย่างนั้น

สงสัยกับแผนของคุณกฤตจังค่ะ (แบบไม่ได้เรื่องสักอย่าง มีแผนที่ไรน้องตี้เสียใจทู๊กที 55+)

รอวันแฟชั่นโชว์นะคะ หนูตี้เปิดตัวตรงบันไดเป็นเจ้าหญิงเลยลูก ไม่ๆ เอาเป็นดูแลน้องหนูม.5ให้ดูน่ารักๆ แล้วพวกแม่้ๆเม้าท์ว่าเหมาะงั้นงี้่ได้คุณกฤตเต้นเล่นๆดีกว่า วะฮาฮ่า //สะใจ//


โดย: tea IP: 58.97.37.61 วันที่: 20 ตุลาคม 2557 เวลา:14:52:53 น.  

 
คุณหมูมะนาว นั่นสิคะ จะเจอกันไหมน้อ >v<


**********************

คุณ tea กร๊ากกกกกก ท่าทางจะมีแนวร่วมรอสะใจด้วยอีกเป็นพะเรอเลยค่ะ


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 20 ตุลาคม 2557 เวลา:17:20:59 น.  

 
พึ่งค้นพบนิยายเรื่องนี้ สนุกมากเลยคะ อ่าน36ตอนรวดจนดึกเลย ขออภัยที่ไม่ได้เม้นตั่งแต่ตอนเเรกนะคะ ลุ้นมากๆว่าหนูตี้กะคุณกฤตจะเจอกันอารมณ์ไหน


โดย: พึ่งได้อ่าน IP: 118.173.97.9 วันที่: 26 ตุลาคม 2557 เวลา:0:31:28 น.  

 
คุณพึ่งได้อ่าน ขอบคุณมากที่มาติดตามนะคะ ^^


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 27 ตุลาคม 2557 เวลา:20:39:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.