Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 42 (ครึ่งหลัง)


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 42 (ครึ่งหลัง)


"ตี้..."

กฤตภาสนึกโมโหที่เด็กหนุ่มยืนกรานจะไม่ฟังท่าเดียว แต่พอสังเกตเห็นใบหน้าเหยเกและปลายจมูกแดงช้ำ น้ำตาที่ฉ่ำรื้นบนแพขนตายาวก็ดับอารมณ์ของเขาให้มอดลง กระทั่งน้ำเสียงก็สุขุมเยือกเย็นตามไปด้วย

"อย่าเพิ่งไปไหน ฟังฉันอธิบายก่อน แล้วถ้ายังอยากจะไปค่อยไป"

"ไม่ฟัง! ไม่อยากฟังคำแก้ตัวอะไรทั้งนั้น!"

ถ้อยคำที่กฤตภาสใช้ทำให้ธีระเริ่มเอะใจว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง กระนั้นก็ยังไม่กล้าวางใจด้วยเกรงว่ามันจะเป็นเพียงลูกไม้เพื่อรั้งเขาไว้กับตัว ความน้อยใจทำให้พยายามออกแรงผลักคนตัวใหญ่กว่าออกจากประตูอีกหน

กฤตภาสไม่ปัดป้อง แต่ถือโอกาสรวบตัวเด็กหนุ่มแล้วอุ้มไปที่โซฟา เขาทำหูทวนลมกับเสียงร้องโวยวายขณะดึงธีระให้นั่งตักและกอดเอวไว้แน่น

"ไม่อยากฟังฉันก็ไม่ต้องฟัง ฟังคนอื่นแก้ตัวให้ก็แล้วกัน"

ธีระขมวดคิ้วมุ่น ยังไม่ทันจะเปิดปากก็เห็นชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มากดโทรออกด้วยสีหน้าไม่สื่ออารมณ์ รออยู่ไม่นานก็มีเสียงคนรับสายดังลอดลำโพงออกมาเบาๆ

"ฮัลโหล? มีอะไรวะไอ้คุณชาย?"

กฤตภาสเปิดสปีกเกอร์โฟนแล้ววางเครื่องลงบนโต๊ะ มือข้างที่ผละจากโทรศัพท์วกกลับมารัดเอวธีระไว้อย่างเดิม

"เหวิน ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อเย็นกูทำอะไรบ้างหลังเลิกงาน"

"จะมาถามกูทำไมวะ? เรื่องของตัวเองมึงก็ต้องรู้สิ"

"บอกให้เล่าก็เล่ามาเถอะน่า"

เสียงของกฤตภาสเริ่มแสดงความรำคาญ และอาจเพราะอย่างนั้น อ้อมแขนที่โอบอยู่รอบเอวธีระจึงกระชับขึ้นอีกนิดหน่อย

"เมื่อเย็นมึงก็ออกมากินข้าวกับกูกับมีนไง แล้วมึงก็เอาแต่อยากกลับคอนโดท่าเดียว มีนบอกว่าอยากไปดูห้องมึงบ้าง กูก็เลยขับรถพามีนตามไปเยี่ยมที่ห้อง อยู่คุยด้วยแป๊บนึงก็พากันกลับ"

"มีนลืมของเลยกลับมาเอาด้วย"

"เออใช่ๆ มีนลืมผ้าพันคอไว้ที่ห้องมึงก็เลยต้องกลับขึ้นไปเอา กูเลยลงไปวนรถมารอรับที่ชั้นล่าง"

"มึงไม่ได้เห็นว่ามีผู้หญิงคนอื่นอยู่ในห้องกูใช่มั้ย?"

"ผู้หญิงที่ไหน ไม่เคยเห็นมึงพาใครมาซักคนนอกจากน้องตี้ เอ๊ะ...หรือจะบอกว่าห้องมึงมีผี!?"

ยิ่งฟังบทสนทนาโต้ตอบและนัยน์ตาวาววับที่กำลังจ้องมอง ธีระก็เริ่มจับใจความได้ ใบหน้าเนียนร้อนซู่ด้วยความรู้สึกที่กลับกันเป็นหลังมือจากตอนที่เพิ่งเข้ามาในห้อง

"คำแก้ตัวเท่านี้พอหรือยัง?"

"ผม..."

เสียงของเด็กหนุ่มตะกุกตะกัก สมองประมวลผลช้าจนเฉื่อย ยังไม่ทันจะนึกคำตอบได้ก็มีเสียงสดใสของหญิงสาวดังขึ้น

"น้องตี้อยู่ด้วยเหรอคะ? ใช่จริงๆ ด้วย เมื่อกี้เดินสวนกันข้างล่างแต่เห็นว่ากำลังรีบก็เลยไม่ได้ทัก ไว้วันหลังพี่กฤตพาน้องตี้มากินข้าวด้วยกันนะคะ"

"ได้ ไว้ค่อยนัดกันอีกที ไอ้เหวิน ส่งน้องสาวกูให้ถึงที่ด้วยนะ ถ้าพาเถลไถลกูจะโทรฟ้องพ่อมีน"

"ให้มันน้อยๆ หน่อย กูเป็นสุภาพบุรุษนะโว้ย!"

ธีระได้ยินเสียงหัวเราะหวานใสผ่านลำโพงก่อนที่กฤตภาสจะกดวางสาย ทันทีที่สัญญาณถูกตัด ทั้งห้องก็เงียบกริบ

เป็นความเงียบที่ทำให้เขาอยากจะหามุมมืดๆ เพื่อวิ่งเข้าไปซุก แล้วก็ทำเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นอีกเลย

"ว่าไง?"

กฤตภาสถามพลางยิ้มขำ เขามองใบหน้าที่แดงเป็นลูกตำลึงของคนบนตักแล้วก็นึกอยากจะหยิกทำโทษ เสียแต่ว่าขอบตาแดงๆ ทำให้สงสารจนแกล้งไม่ลง

นี่เขาก็มีวันที่รู้สึกแบบนี้กับใครได้เหมือนกัน...ชายหนุ่มคิดแล้วก็อยากแค่นหัวเราะใส่ตัวเอง

"จำเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีข่าวของฉันกับผู้หญิงนอกวงการได้หรือเปล่า? นั่นคือมีน แต่ที่จริงเรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ ฉันก็เลยเอ็นดูเหมือนน้องสาว พอดีช่วงนี้มีนกลับมาเยี่ยมเมืองไทย ฉันก็เลยช่วยพาไปไหนมาไหนเท่านั้นเอง แต่ไอ้เหวินอาสามารับช่วงแทนแล้วตั้งแต่วันที่เธอเข้าโรงพยาบาล ยังมีตรงไหนไม่เคลียร์อีกมั้ย?"

"แล้ว...ทำไมเมื่อกี้คุณต้องถอดเสื้อด้วยล่ะ แล้วผมก็ไม่รู้เรื่องของคุณมีนมาก่อนนี่นา ก็เลย..."

ก็เลยตีขลุมว่าเขาพาผู้หญิงมาพลอดรักงั้นสิ กฤตภาสคิดขณะหรี่ตามองคนที่อ้อมแอ้มแก้ตัว จะโทษที่เจ้าตัวทึกทักไปเองก็คงไม่ได้เพราะประวัติเขาก็ชวนให้คิดไปทางนั้นจริงๆ แต่ทั้งที่เคยบอกไปตั้งแต่แรกว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนรู้จักห้องเขา แล้วนี่ยังออกปากสู่ขอกับพ่อแม่ของตัวเองไปจนโดนประเคนกำปั้นมาแล้ว ทำไมถึงยังไม่เลิกแคลงใจในตัวเขาสักทีนะ

"หลังจากมีนมาเอาผ้าพันคอที่ลืมไว้ ฉันกะจะอาบน้ำแล้วค่อยโทรถามเด็กบางคนว่ากลับถึงกรุงเทพฯ หรือยัง เพราะวันนี้รอทั้งวันก็ไม่เห็นโทรมา แต่ยังไม่ทันจะได้อาบ เด็กคนนั้นก็มากดออดเรียก แถมพอเห็นหน้าก็เอาแต่หาเรื่องฉันฉอดๆๆ จนกระทั่งเพิ่งจะได้คุยกันดีๆ เอาตอนนี้แหละ"

ตอนนี้กฤตภาสไม่ได้โอบเอวเด็กหนุ่มแล้วเพราะมั่นใจว่าไม่ลุกหนีแน่ เขาเพียงแต่ประสานมือไว้หลังศีรษะขณะมองใบหูแดงแปร๊ดของคนบนตักยิ้มๆ นัยน์ตาที่วิบวับอย่างล้อเลียนทำให้ธีระอยากจะมุดลงใต้โต๊ะด้วยความอาย

"คุณจะอาบน้ำไม่ใช่เหรอ ถ้างั้นก็ไปอาบซักทีสิ"

ธีระเริ่มคิดหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วน แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับตัว กฤตภาสก็ยื่นสองมือมาดึงชายเสื้อเขาออกจากกางเกง ปลายจมูกที่กดลงคลอเคลียบนขมับส่งกระแสบางอย่างแล่นตรงเข้าสู่หัวใจ กระตุ้นให้ก้อนเนื้อในอกเต้นไม่เป็นส่ำ

"คุณกฤต..."

"นึกยังไงถึงใส่เครื่องแบบมาหา? แต่ก็เอาเถอะ น่ารักดี"

อะไรนะ...เมื่อกี้คุณกฤตชมเขา? ร่างเพรียวสมส่วนก้มมองมือที่ยื่นมาปลดกระดุมเสื้อให้อย่างคล่องแคล่วด้วยแววตาล่องลอย แต่แล้วรอยนูนสีแดงที่ไขว้กันไปมาบนลำแขนแข็งแรงก็ทำให้นัยน์ตาอ่อนเชื่อมเบิกกว้าง

"คุณกฤต! นี่...เจ็บมากหรือเปล่า? ผมขอโทษ"

กฤตภาสเลิกคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าตกตื่นของคนบนตัก เมื่อครู่เขาไม่ทันได้สนใจตอนที่โดนข่วนเพราะมัวแต่พยายามกล่อมให้อีกฝ่ายฟังเหตุผล มาบัดนี้เมื่อคนทำสำนึกผิด แถมยังลูบปลายนิ้วลงมาบนแขนเขาอย่างเกร็งๆ ความรู้สึกแสบปนจั๊กจี้ก็กระตุ้นให้ในอกวาบหวามอย่างประหลาด

"ก็แค่แผลแมวข่วนนิดหน่อย ยังไงก็เคยโดนกัดมาแล้ว เทียบกันแล้วก็ไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก"

ไม่ต้องให้อีกฝ่ายเท้าความว่าเคยโดนกัดตั้งแต่ตอนไหน ธีระก็นึกถึงเหตุการณ์นั้นได้แทบจะทันที คนถูกเหน็บทำตาขุ่นใส่คนที่กำลังยิ้ม แต่แล้วไหล่ผอมก็งุ้มเข้าหากันเมื่อฝ่ามือใหญ่ลากไล้ลงบนแผ่นอก เสียงครางอู้อี้เล็ดลอดริมฝีปากเมื่อใบหูถูกขบเม้มอย่างมันเขี้ยว

"ว่าไง? ทำไมถึงใส่เครื่องแบบมา? จำได้ว่าเปิดเทอมวันพรุ่งนี้นี่?"

จะให้บอกได้ยังไงว่าอยากเห็นหน้าคุณกฤตตอนเห็นเขาใส่ชุดนักศึกษา น่าอายจะตายชัก... ธีระคิดแต่ก็ไม่ได้ขัดเมื่อถูกถอดเสื้อเชิ้ตออกจนพ้นตัว เขาเพียงกล่าวเตือนคนที่ก้มลงจัดการกางเกงต่อให้ด้วยเสียงแผ่วหวิว

"พรุ่งนี้ผมเรียนคาบแรกตั้งแต่แปดโมงครึ่งนะ"

กฤตภาสพ่นเสียงหึออกทางจมูก "จัดตารางยังไงถึงให้มีวิชาที่ต้องเรียนตั้งแต่เช้า ไม่ไหวเลย"

ธีระทำหน้าเบ้ขณะถูกเชยคางขึ้น แต่เมื่อได้มองสบนัยน์ตาสีนิลที่พราวประกายลึกซึ้ง คำยอกย้อนทั้งมวลก็ติดค้างอยู่ในคอ

นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่พวกเขามองตากันและกันโดยปราศจากความหวาดระแวงหรืออยากเอาชนะ

"ผมคิดถึงคุณกฤต"

ธีระเอ่ยเสียงแผ่วแต่หนักแน่น คำสารภาพอย่างจริงใจทำให้นัยน์ตาสีนิลทอประกายชวนมอง มุมปากได้รูปหยักโค้งขณะทาบแตะลงบนริมฝีปากรูปกระจับสีชมพู แต่เหมือนสัมผัสแผ่วพลิ้วนั้นจะไม่อาจชดเชยความคะนึงหาที่เก็บกดเอาไว้มาหลายวัน กฤตภาสจึงสูดกลิ่นหอมหวานคล้ายขนมปุยฝ้ายของเด็กหนุ่มเข้าเต็มปอด จากนั้นก็ก้มลงขบขย้ำเรียวปากอิ่มให้สมกับความต้องการที่อัดแน่นในใจ

"อืม..."

เสียงครางหวานหูส่งสัญญาณเปิดทาง เรือนร่างอุ่นที่ได้กกกอดอีกครั้งทำให้เขาตระหนักว่าตนปรารถนาในตัวของธีระมากแค่ไหน มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ใครอื่นสามารถให้การเติมเต็ม และนอกจากเด็กคนนี้...ก็คงจะไม่มีใครโหมไฟเสน่หาในตัวเขาให้โชติช่วงเช่นนี้ได้อีก

ธีระถูกดันให้เอนร่างลงบนโซฟา เขาไม่ท้วงที่คนด้านบนไม่ไปอาบน้ำอีกแล้ว ทำไมต้องทัดทานในเมื่อกฤตภาสแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าหิวกระหายในตัวเขา แววตาคมสะท้อนภาพของเขาด้วยความหลงใหลอย่างแจ่มชัด นี่ไม่ใช่หรือคือสิ่งที่เฝ้าคอยโหยหามาตลอด

ใครสักคนที่ทุ่มเทความรักและใส่ใจ เห็นเขาเป็นคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียว และยินดีมอบหัวใจให้โดยไม่เห็นว่าเป็นตัวแทนของใครอื่น

บนโซฟานุ่มกลางห้องนั่งเล่น เรือนร่างเปลือยเปล่าของชายหนุ่มทั้งสองพัวพันแนบสนิทจนแทบจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน เหงื่อที่ผุดพรายยามผิวต่อผิวเสียดสีเพิ่มความรู้สึกหวิวหวาม ความปั่นป่วนจากอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้าพวยพุ่งแล้วแตกพร่างไม่ต่างจากดอกไม้ไฟ กฤตภาสกอดธีระและผลักเขาลงสู่หุบเหวแห่งความสุขก่อนจะฉุดให้ล่องลอยกลับขึ้นสู่ที่สูงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละครั้งบ่งบอกถึงความเสน่หาอันเร่าร้อนกว่าครั้งก่อนหน้า แต่ละจูบสะท้อนอารมณ์พิศวาสที่ยิ่งมาก็ยิ่งล้ำลึก ราวกับว่าต่อให้ดื่มด่ำความหวานหอมจากร่างตรงหน้าเพียงใดก็ไม่มีวันอิ่มเอม

พวกเขามอบทุกอย่างที่ตัวเองมี และรับทุกสิ่งที่อีกฝ่ายปรนเปรอให้อย่างเต็มใจ มันเป็นการร่วมรักที่ทำให้ในอกของธีระคล้ายจะปริแตกด้วยความสุขที่ไหลบ่าอย่างไร้ปราการกีดกั้น หาใช่ความหวานเจือรสขมปร่าที่เคยสัมผัสในอดีต

ดวงจันทร์ลอยสูงบนผืนฟ้ากว่ากฤตภาสจะอุ้มร่างของเด็กหนุ่มที่อาบน้ำและเช็ดตัวแล้วออกมาที่เตียง ธีระปรือตาซึ่งหนักจนแทบปิดขึ้นมองคนที่นอนตะแคงและชันศอกขึ้นหนุนศีรษะอยู่ข้างๆ ดูท่ากฤตภาสจะอยากกลับไปทำเหมือนตอนที่พวกเขาเคยมีอะไรกันแรกๆ คือ 'ห้ามใส่เสื้อผ้าเวลานอน' กระมัง

"คุณกฤต...คืนนี้ผมค้างไม่ได้นะ"

มือที่ยื่นมาสางปลายผมให้หยุดชะงัก ทั้งที่อีกฝ่ายนอนหันหลังให้โคมไฟตั้งโต๊ะ ธีระก็ยังเห็นได้รางๆ ว่าคิ้วเข้มหนาขมวดมุ่น

"ทำไมถึงค้างไม่ได้?"

"ผมบอกไปแล้วนี่ พรุ่งนี้ผมมีเรียนแต่เช้า แล้วคอนโดคุณกฤตก็อยู่คนละทิศกับมหา'ลัยผมด้วย"

"เดี๋ยวก่อน นี่เธอคิดจริงๆ เหรอว่ามาหาฉันคืนนี้แล้วยังจะได้กลับห้อง? ถ้าตอบว่าใช่ฉันจะได้จัดให้อีกยก"

พอโดนย้อนเข้าเด็กหนุ่มก็ย่นจมูก ก็เขาไม่นึกว่าจะถูกทำให้เพลียขนาดนี้นี่นา

"แต่ผมไม่ได้เตรียมชุดมาเปลี่ยน"

"ก็ชุดเครื่องแบบนั่นไง พรุ่งนี้ตื่นมารีดซะหน่อยก็ใส่ไปเรียนได้แล้ว หรือจะบอกว่าใส่ชุดนั้นมาทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะค้าง? แค่อยากใส่มาให้ฉันดูเฉยๆ?"

น้ำเสียงท้ายประโยคของกฤตภาสมีแววล้อเลียน เด็กหนุ่มมองใบหน้าคมคายที่กำลังยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วก็หน้าแดง ร่างเพรียวพลิกตัวหนีพลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง กิริยาซึ่งบ่งบอกชัดว่าเขินอายทำให้ผู้สูงวัยกว่าอึ้ง

เขาเดาถูก?? กฤตภาสไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจุดไต้ตำตอเข้าอย่างจัง ยิ่งเห็นการแสดงออกของคนตรงหน้าก็ทำให้ยิ่งยากจะข่มความอยากแกล้ง

"ใช่จริงๆ ด้วยสิ แล้วที่มาหาโดยไม่โทรมาก่อนก็เพราะอยากเซอร์ไพรส์สินะ"

"นอนกันดีกว่าครับคุณกฤต พรุ่งนี้ผมไม่อยากตื่นสาย"

คราวนี้ธีระยกผ้าขึ้นคลุมหัวให้รู้แล้วรู้รอด กระนั้นผ้านวมเย็นๆ ก็ไม่ช่วยดับไอร้อนบนผิวหน้าได้สักกี่มากน้อย ถ้ารู้ว่าจะโดนแซวแบบนี้เขาไม่ใส่ชุดนี้มาก็ดีหรอก!

"เฮ้ย!"

เด็กหนุ่มอุทานเมื่อจู่ๆ ก็ถูกกฤตภาสช้อนเอวให้พลิกตัวขึ้นไปนอนทับ อุณหภูมิที่ส่งผ่านมาทางผิวกายเรียบลื่นทำให้ใบหน้าที่ยังแดงระเรื่อเห่อร้อนจนแทบไหม้

"พี่กฤต"

"หือ?"

ธีระขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาบ่งบอกว่างุนงงกับหัวข้อสนทนาที่เปลี่ยนไปกะทันหัน

"ฉันคิดมานานแล้ว เวลาเธอเรียกฉันว่าคุณแล้วแทนตัวเองว่าผมมันฟังดูเป็นทางการเกินไป ไหนๆ ตอนนี้เราก็ไม่ใช่เจ้านายกับเด็กฝึกงาน เธอควรจะเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกฉันได้แล้ว"

"เอ๋? แต่ว่า..."

"แล้วก็แทนตัวเองว่า 'ตี้' แทน 'ผม' ด้วย ไหนลองพูดให้ฟังซิ"

กฤตภาสยกมือข้างหนึ่งหนุนไว้หลังท้ายทอย ส่วนอีกมือลูบบนบั้นเอวสอบเพรียวอย่างแผ่วเบา ธีระรู้สึกคล้ายตนเองตาลาย ราวกับสมองไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ได้ยินผ่านหูคือเสียงของกฤตภาสจริงๆ

"เอ่อ..."

"ถ้าไม่พูดคืนนี้ก็ไม่ต้องนอน พรุ่งนี้ก็แค่เปิดเทอมวันแรก ถึงไม่เข้าไปเช็คชื่อก็ไม่เป็นไรมั้ง?"

คิ้วของเด็กหนุ่มย่นเข้าหากันทันที นิสัยชอบมัดมือชกนี่ถึงผ่านไปนานแค่ไหนก็คงยากจะปรับตัวให้ชิน

"ถ้าตี้ไม่พูดแล้วพี่กฤตจะทำไมล่ะ?"

เขาหลุดปากด้วยความหมั่นไส้ แต่แล้วหัวใจก็กระตุกเมื่อเห็นรอยยิ้มบนมุมปากของกฤตภาส

นั่นไม่ใช่ยิ้มแรกที่อีกฝ่ายมอบให้ในวันนี้ มันอดทำให้เด็กหนุ่มภูมิใจไม่ได้ว่ารอยยิ้มนั้นเกิดขึ้นเพราะเขา แค่เขายอมเปลี่ยนมาใช้สรรพนามตามที่ถูกขอเท่านั้นเอง

"ก็ไม่ได้พูดยากสักหน่อยนี่นา หลังจากนี้ก็เรียกแบบนี้ให้ติดปากด้วยนะ"

"อื้อ"

ธีระยิ้มตอบพลางเอียงหน้าลงหนุนบ่ากว้าง นัยน์ตากลมโตเป็นประกายระยับเมื่อริมฝีปากอุ่นแนบลงบนกระหม่อม สิ่งเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงความฝัน แต่บัดนี้ฝันนั้นมีตัวตน มีหน้าตา มีชื่อให้เขาเรียกขานได้เต็มปาก

บางที...นี่อาจเป็นจังหวะดีที่เขาจะถามถึงเรื่องนั้นก็ได้...

"คุณ...พี่กฤต"

"หืม?"

"รูปของตี้ พี่กฤตลบหมดแล้วจริงๆ ใช่มั้ย?"

ธีระถามแล้วก็กลั้นหายใจ เขากลัวกฤตภาสจะโกรธก็จริง แต่ก็ไม่อาจปล่อยทิ้งเรื่องนี้ไปเฉยๆ เพราะคำพูดของอีกฝ่ายเมื่อวันที่เขาขึ้นเดินแบบยังรบกวนจิตใจจนสลัดไม่หลุด

"คิดว่า...จะส่งรูปพวกนั้นให้คนอื่นดูเหรอ?"

เสียงของคนตอบสะดุดเล็กน้อย คงยังไม่ชินจะแทนตัวว่าพี่กับเขา แต่นั่นไม่สะกิดใจธีระเท่าน้ำเสียงที่ไม่บ่งบอกความรู้สึก

"ตี้ไม่ได้คิดอย่างนั้น ก็แค่อยากเคลียร์เรื่องนี้ให้ชัดเจน พวกเรา...ไม่ได้คบกันเพราะรูปพวกนั้นแล้วนี่นา"

ถ้าหากยังมีรูปพวกนั้นอยู่...ก็ไม่ต่างจากระเบิดเวลาในความสัมพันธ์ของพวกเขาเลยน่ะสิ เขาไม่ต้องการจะเริ่มนับถอยหลังทั้งที่เพิ่งรู้ว่าใจตรงกันหรอกนะ

กฤตภาสมองคนที่กำลังจ้องเขาด้วยแววตาวิตกกังวล ชายหนุ่มเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอื้อมหยิบโทรศัพท์บนหัวเตียงมายื่นส่งให้ จากนั้นก็เอ่ยด้วยเสียงเรียบๆ

"ในนั้นมีอัลบัมนึงที่มีแต่รูปของตี้ ถ้าดูแล้วอยากจะลบให้หมดก็ตามใจ"

ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมและฉวยซองบุหรี่ออกไปที่ระเบียง ธีระผุดลุกขึ้นนั่งพลางมองแผ่นหลังกว้างอย่างกระวนกระวาย แต่แล้วก็ตัดใจหันกลับมาหาโทรศัพท์ในมือ

อย่างน้อยกฤตภาสก็ยอมให้เขาดูรูปเพื่อตัดสินใจเอง ดังนั้นเขาย่อมมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะลบรูปพวกนั้นทิ้ง อะไรก็ตามที่สุ่มเสี่ยงว่าอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ในอนาคตของพวกเขาจะต้องถูกทำลายให้หมด มีแต่วิธีนี้เท่านั้นจึงจะขุดรากถอนโคนความตะขิดตะขวงใจได้อย่างเด็ดขาด

"อัลบัมนี้ไม่ใช่ อันนี้มีแต่รูปรถ ส่วนนี่..."

โชคดีที่กฤตภาสไม่ใช่คนถ่ายรูปพร่ำเพรื่อ นอกจากนั้นยังจัดประเภทของรูปอย่างเป็นระเบียบ ธีระจึงหาอัลบัมที่มีรูปถ่ายของตัวเองพบอย่างรวดเร็ว

แต่เพราะว่าเคยเห็นรูปพวกนั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะผ่านมาค่อนข้างนานพอสมควร แต่เขาก็จำได้ว่ารูปที่เคยเห็นนั้นต่างจากรูปที่กำลังดูอยู่อย่างสิ้นเชิง

รูปที่กฤตภาสเคยถ่ายในคืนแรกที่มีอะไรกันนั้นมีหลายสิบรูป แต่ละรูปล้วนแล้วแต่เปิดเผยไม่ได้เพราะเจ้าตัวจงใจถ่ายให้เห็นหน้าพวกเขาในรูปเดียวกัน แถมอิริยาบถต่างๆ ยังบ่งชัดว่ากำลังทำเรื่องไม่เหมาะสมกันอย่างไร้ข้อกังขา

ทว่ารูปถ่ายที่เห็นอยู่ตอนนี้กลับต่างออกไป นอกจากจำนวนรูปในอัลบัมจะมีแค่ไม่กี่รูปแล้ว แต่ละรูปยังเน้นถ่ายเฉพาะตอนที่เขานอนหลับโดยมีผ้าห่มคลุมถึงคางอย่างมิดชิด เป็นรูปที่ต่อให้ถูกเผยแพร่ก็คงไม่มีใครนำไปขยายประเด็น เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจแม้แต่นิดเดียว

"ดูแล้วยังอยากลบอยู่อีกมั้ย?"

ธีระหันไปตามเสียงเลื่อนเปิดประตูกระจก ร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านดูน่าเกรงขามด้วยแสงเงาจากโคมไฟ แต่แววตาที่ทอดมองมากลับอบอุ่นจนในอกของธีระสะท้าน

"พี่กฤตถ่ายรูปพวกนี้ตั้งแต่ตอนไหน?"

เพราะดูจากแสงและมุมแล้วรูปพวกนี้ไม่น่าจะถูกถ่ายในคืนเดียวกัน กฤตภาสยักไหล่ก่อนจะเดินมานั่งลงบนเตียง กลิ่นบุหรี่เมนทอลยังคงอวลรอบตัวอย่างเจือจาง แต่สำหรับธีระแล้วมันกลับช่วยให้ใจที่เต้นผิดจังหวะสงบลง

"ตั้งแต่คืนที่...ไปเดินตลาดแล้วตี้ไข้ขึ้นล่ะมั้ง ตอนนั้นไม่รู้ทำไมถึงอยากถ่ายรูปเก็บไว้ หลังจากนั้นพอตี้หลับก่อนเมื่อไหร่ก็จะถ่ายรูปเก็บไว้ตลอด แต่พอโดนยิงจนเข้าโรงพยาบาลก็ไม่ได้ถ่ายอีกเลย"

ถ้าอย่างนั้น...ก็ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะหนีกลับบ้านอีกน่ะสิ

"แล้วรูปที่เคยถ่ายก่อนหน้านั้นกับคลิปเสียงล่ะ?"

"โดนลบหมดแล้วอย่างที่เคยบอก ต่อให้ตี้ไม่ได้ลบเองตั้งแต่แรก พี่ก็คงลบมันทิ้งไปนานแล้วล่ะ"

มือใหญ่ไล้ปลายนิ้วไปตามวงโค้งบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม นัยน์ตาถ่ายทอดความมุ่งมั่นที่จะได้ตัวเขามาเคียงข้างอย่างแน่วแน่ อกของธีระเต็มตื้นเพราะนี่คือสิ่งที่เคยคาดหวังว่าวันหนึ่งจะได้ครอบครอง เพียงแต่ไม่เคยคิดว่าคนที่ก้าวเข้ามาทำให้ความหวังลมๆ แล้งๆ ของเขากลายเป็นความจริงจะเป็นกฤตภาส ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดอยากหนีห่างให้ไกลที่สุดคนนี้

ทันใดนั้นหัวใจก็อุ่นวาบเมื่อตระหนักถึงความจริงบางอย่าง

"พี่กฤต รักตี้ตั้งแต่วันนั้นสินะ"

"ไม่รู้สิ อาจจะก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้ แต่แค่ยังไม่รู้สึกตัว"

กฤตภาสตอบโดยไม่หลบตา สัมผัสอ้อยอิ่งบนแก้มถ่ายทอดความอบอุ่นที่พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจ หยาดน้ำใสวาวรื้นบนขอบตาของเด็กหนุ่มอีกครั้ง

"ตี้ก็รักพี่กฤต...นานแล้วเหมือนกัน"

ธีระโผเข้ากอดคอของคนตรงหน้า ไออุ่นจากคนตัวใหญ่กว่าขับไล่ความเหน็บหนาวบนร่างให้มลายสิ้น อ้อมแขนที่โอบรัดตอบทำให้เด็กหนุ่มยิ้มและหันไปแนบริมฝีปากบนแก้มที่มีไรเคราสีเขียวจาง

ไม่มีเศษเสี้ยวของความไม่มั่นใจตกค้างในอกของเขาอีกแล้ว

"ต่อไปเวลาจะถ่ายรูปตี้ พี่กฤตต้องบอกก่อนแล้วก็เข้ามาถ่ายด้วยกันนะ ตี้ไม่อยากมีแต่รูปตัวเองในมือถือพี่กฤต อยากให้มีรูปคู่ของเราสองคนด้วย"

กฤตภาสเลิกคิ้ว ประกายซุกซนบนใบหน้าเปื้อนยิ้มที่แหงนเงยขึ้นมองมีฤทธิ์ราวกับโรคติดต่อ เพราะเขาห้ามริมฝีปากไม่ให้ยิ้มตามไม่ได้

"อยากแสดงความเป็นเจ้าของหรือไง?"

"ก็ตี้มีสิทธิ์แล้วนี่นา อ้อ! บอกก่อนนะว่าพี่กฤตเคยสัญญากับพ่อแม่ไว้แล้วว่าจะทำให้ตี้มีความสุข พ่อฝากบอกมาว่าถ้าผิดสัญญาจะไม่ให้พี่กฤตได้เข้าใกล้ตี้อีกเลย"

คนฟังคำรามในคออย่างหงุดหงิด คิ้วหนาขมวดมุ่นเพราะรู้ว่าพ่อแม่อีกฝ่ายไม่ยอมรับเขาง่ายๆ "ถ้าอย่างนั้นก็บอกไปได้เลยว่าไม่ต้องห่วง อ้อยเข้าปากช้างแล้วไม่คายออกง่ายๆ หรอก ไม่มีวันคายด้วย"

เด็กหนุ่มหัวเราะเมื่อริมฝีปากอุ่นซุกไซ้ลงมาบนซอกคอ แต่แล้วเสียงหัวเราะก็เปลี่ยนเป็นเสียงหายใจติดขัดเมื่อร่างสูงใหญ่ดันเขาให้เอนลงบนเตียง ใบหน้าเนียนร้อนผ่าวเมื่อสัมผัสได้ถึงความตื่นตัวที่กดทับอยู่เบื้องล่าง

นัยน์ตาสองคู่สอดประสานอย่างไม่มีใครหลบเลี่ยง สะเก็ดของไฟพิศวาสที่ลามเลียอย่างแช่มช้าแตกตัวพร่างพราย กลายเป็นกองเพลิงที่หอบม้วนทั้งสองเข้าสู่ใจกลางในที่สุด

พายุปรารถนาพัดโหมจนสติการรับรู้แทบเลอะเลือน ร่างที่ถูกตระกองกอดทำได้เพียงร้องครางขณะเกาะเกี่ยวร่างหนาที่ทรมานเขาแทบขาดใจด้วยความสุขสม กระทั่งความปั่นป่วนอันร้อนแรงแปรเป็นไออุ่นอ่อนหวานดุจพรายน้ำค้าง กฤตภาสจึงค่อยก้มลงมอบจุมพิตแก่คนในอ้อมแขน ริมฝีปากบางเผยอขึ้นกระซิบถ้อยคำที่ไม่เคยเอ่ยกับใคร เพราะมันถูกสงวนไว้ให้คนที่กุมหัวใจของเขาเพียงคนเดียว

คนที่ดึงดูดให้ชายหนุ่มหลงใหลเจียนจะคลั่ง แล้วผันแปรเป็นความผูกพันจนไม่อาจปล่อยมือคนนี้

"ห้ามหนีไปไหนอีกนะ"

"ต่อให้พี่กฤตเบื่อ ตี้ก็ไม่มีวันยอมไปไหนอีกแล้วล่ะ"

ไม่มีวันไปไหนอย่างแน่นอน ธีระยิ้มขณะทาบมือลงตรงจุดที่หัวใจใต้แผ่นอกหนากำลังเต้น เพราะรู้ว่าที่ตรงนี้...มั่นคงพอที่จะปกป้องความสุขให้เขาได้

เมื่อมองย้อนไปยังวันคืนที่ล่วงผ่าน ความบังเอิญทั้งมวลคล้ายเกิดขึ้นดุจพรหมบันดาลไว้ หากกฤตภาสไม่ได้เข้ามาช่วยในคืนที่ธีระถูกวางยา หากพวกเขาแยกจากโดยไม่ได้กลับมาพบกันใหม่ บางทีเด็กหนุ่มก็คงไม่อาจลืมความหลังที่ถูกใช้เป็นตัวแทนของใครบางคน และกฤตภาสก็คงหลงระเริงกับชีวิตที่ไร้ความรักเรื่อยไป

ไม่มีใครบอกได้ว่าเส้นทางความรักที่เพิ่งบรรจบสายนี้จะราบรื่น แม้การตอบรับคนอารมณ์รุนแรงอย่างกฤตภาสอาจเป็นการตัดสินใจที่ผลีผลาม กระนั้นธีระก็ยินดีวางเดิมพัน เพราะได้ประจักษ์แล้วว่าพวกเขาล้วนยึดติดกับความรู้สึกของตัวเองไม่ต่างกันเลย และมีแต่คนเช่นนี้เท่านั้นจึงจะโอบกอดความรักทั้งหมดของเขาได้ เช่นเดียวกับที่สามารถถมช่องว่างในใจจนไม่อาจเปิดให้ใครอื่นล่วงล้ำ ไม่ว่าจะในอนาคตที่ยาวนานอีกเพียงไรก็ตาม

จบสิ้นกันทีกับเล่ห์ที่คอยลวงหัวใจตลอดมา...


++---END---++



A/N: สวัสดีทุกคนที่ติดตามเล่ห์ลวงใจมาตั้งแต่แรก และที่เพิ่งมาอ่านรวบยอดด้วยนะคะ

ในที่สุดก็ได้พิมพ์คำว่า End เสียที ตอนที่เริ่มเขียนเรื่องนี้เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2556 เราคิดว่า “คราวนี้วางพล็อตไว้ทั้งหมดตั้งแต่ต้น สักสิบตอนก็คงจบมั้ง” ไปๆ มาๆ พอเริ่มเข้าตอนยี่สิบกว่าๆ ก็เริ่มเหงื่อตก เอาละสิ...สงสัยต้องทะลุสามสิบตอนแหงม พอขึ้นตอนที่สามสิบกลางๆ ก็เหงื่อแตกอีกรอบ แย่แระ...นี่จะต้องขึ้นหลักสี่สิบให้ได้ใช่ไหม ยังดีนะที่สุดท้ายก็จบลงได้ที่ตอน 42 ไม่งั้นถ้าทะลุไปถึงตอนที่ห้าสิบจริงๆ เกรงจะไม่มีใครตามอ่าน 555+

สำหรับที่มาของเล่ห์ลวงใจนี้ ก็เพราะมีเสียงเรียกร้องกันเยอะว่าอยากอ่านเรื่องที่น้องตี้ซึ่งโผล่มาแว้บๆ ใน “ยินดีที่ได้รู้จัก...รัก” ได้เป็นตัวเอกบ้าง ตอนที่กำลังจะเริ่มเขียนก็เกร็งพอควรเพราะความจริงแล้วมีคนชอบและชังน้องตี้แบบครึ่งต่อครึ่ง เลยได้แต่ฝากความหวังไว้ที่พระเอกซึ่งเป็นแบดบอยคนแรกในบรรดานิยายของ Bellbomb และจากคอมเม้นต์ของนักอ่านก็ช่วยให้ใจชื้นว่าเราจับมวยถูกคู่ คนที่เคยหมั่นไส้น้องตี้ก็พากันมาหมั่นไส้ตากฤตแทน ทำให้เขียนเรื่องนี้ได้เร็วเป็นประวัติการณ์ทั้งที่เนื้อหายาวที่สุดในบรรดานิยายที่เคยเขียน (ถึงจะปาไปปีครึ่งกว่าจะเขียนจบ แต่ก็นับว่าเร็วแล้วจริงๆ นะ)

สำหรับเรื่องนี้ นับเป็นนิยายที่เราได้คอมเม้นต์ออนไลน์เยอะที่สุด บางคอมเม้นต์ก็แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวละครและการตัดสินใจของเขา ขณะที่บางคนก็มีรีเควสต์ว่าอยากให้เขียนอะไรลงในเนื้อเรื่อง ซึ่งบางรีเควสต์ก็ตรงกับที่เราตั้งใจจะเขียนอยู่แล้ว ขณะที่บางรีเควสต์ไม่ตรงกับที่เราวางพล็อตไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สนใจความเห็นของนักอ่านนะคะ เพียงแต่ในฐานะผู้รังสรรค์เรื่องนี้ขึ้นมา เราเชื่อว่านิยายแต่ละเรื่องมีจุดเหมาะสมในตัวเอง เช่นว่าควรจะจบเมื่อไหร่ เหตุการณ์ไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ และเชื่อมั่นในทุกตัวอักษรที่เขียนว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในการสื่อสารกับคนอ่าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยินดีรับฟังทุกข้อติชมในเชิงสร้างสรรค์ค่ะ เพราะคิดเสมอว่าตราบใดที่ไม่เลิกเขียนนิยาย ก็เท่ากับเรายังมีพื้นที่ให้พัฒนาตัวเองได้เสมอ

นานๆ ทีจะเขียนทอล์คยาวๆ เนื่องจากว่านี่เป็นตอนจบแล้ว ต้องขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งที่คอยให้กำลังใจและทำให้เราเข็นเรื่องนี้ออกมาได้สำเร็จ หลังจากนี้คงทิ้งช่วงพอสมควรกว่าจะเขียนเรื่องใหม่ออกมาให้ติดตาม แต่ถ้าคิดถึงก็เข้าไปทักทายที่แฟนเพจได้ แล้วก็รับรองว่าเล่ห์ลวงใจจะมีการรวมเล่มทั้งแบบตีพิมพ์และอีบุ๊ค ดังนั้นท่านไหนที่สนใจแต่ยังไม่ได้ลงอีเมลเพื่อรับข่าวสารไว้ ก็ไปทิ้งอีเมลไว้ที่ http://goo.gl/forms/sD3fkPr5Wx ได้เลยนะคะ หรือจะรอประกาศเปิดจองอย่างเป็นทางการก็ได้ สำหรับตอนพิเศษอื่นๆ ก็จะเขียนเพิ่มให้ในฉบับรวมเล่มเหมือนกัน 

สุดท้ายก่อนจากกันไป...มาเม้นต์ตอนจบให้ตากฤตกับน้องตี้เยอะๆ นะคะ จะรออ่านน้า


Create Date : 10 มกราคม 2558
Last Update : 20 มกราคม 2558 20:43:07 น. 6 comments
Counter : 737 Pageviews.

 
อร๊ายยยยจบซะแล้ว จบแบบหวานเวอร์^^
เรื่องนี้สนุกชอบ
สรุปน้องตี้คงไม่ได้ไปเรียนแน่^^


โดย: หมูมะนาว IP: 171.96.177.12 วันที่: 20 มกราคม 2558 เวลา:14:21:56 น.  

 
คุณหมูมะนาว ฮ่าๆๆ ให้น้องตี้ไปเช็คชื่อสักหน่อยก็ยังดีนะค้า


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 20 มกราคม 2558 เวลา:20:36:00 น.  

 
ว้ายยยย จบแล้วเหรอคะ เสียดายอะ
คุณกฤณเพิ่งง้อไปได้ไม่เท่าไหร่เอง

น้องตี้ยังงอนไม่เท่าตอนที่โดนทำร้ายเลย ชริ แล้วยังมีแกล้งน้องตี้ให้เขินอีก

ใช่สิ หล่อไม่ผิดนิ //หมั่นไส้

แต่ตอนนี้เขินจริงอะไรจริง ถึงจะรู้สึกว่าห้วนๆไปหน่อยก็ตาม น่าจะยืดให้หวานๆกว่านี้ได้อีกนะคะ

รอตอนพิเศษ 55+


โดย: tea IP: 58.97.37.61 วันที่: 21 มกราคม 2558 เวลา:16:14:12 น.  

 
คุณ tea จบแล้วค่ะ คนเขียนไม่ไหวแล้ว XD

ก่อนหน้านี้ที่น้องตี้น้อยใจจนหนีไปหาพี่ปิ๊ก เพราะว่าตากฤตพูดจาทำนองว่าไม่ได้รักน่ะค่ะ พอกลับมาเจอกันแล้วตาลุงเปลี่ยนไป ใจน้อยๆ อันอ่อนไหวของน้องตี้เลยยกโทษให้ง่ายๆ แต่ถ้าน้องตี้ไม่ยกโทษให้ ลุงก็คงได้ค้างอยู่บนคานไปอีกนาน ดังนั้นคงต้องบอกว่าน้องตี้ช่วยตาลุงมากกว่า กร๊ากกก


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 21 มกราคม 2558 เวลา:20:53:33 น.  

 
ว้าย เข้ามาอีกทีเรื่องนี้จบแล้วเหรอคะนี่
เป็นความตกใจนิดๆเพราะอยากทรมานลุง แต่ก็ต้องสงสารน้องตี้ (ฮึ้ย!ลุงเจ็บ น้องตี้ก็เจ็บ ขอหมั่นไส้ลุงด้วยคน)
ตอนจบนี้อ่านแล้วแฮปปี้ค่ะ บวกรู้สึกหวิวๆนิดๆกับฉากรัก มันหวานซาบซ่านมากค่ะ แฮปปี้แล้วนะคะลูกตี้ เรียนจบแล้วก็มาเป็นคุณนายคอยบงการลุงกฤตนะลูก เอาให้หลงไปไม่เป็นเลยค่า
รออ่านตอนพิเศษนะค้า ขอฝากความคิดถึงถึงคุณรักด้วยค่ะ


โดย: SS IP: 125.25.25.231 วันที่: 27 มกราคม 2558 เวลา:20:20:12 น.  

 
คุณ SS สารภาพว่าคนเขียนเองยังตกใจนิดๆ ตอนรู้ว่านี่จะเป็นตอนจบค่ะ แต่คิดว่าจังหวะเหมาะสมแล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกันไปเรื่อยๆ ต้องบอกว่าตากฤตโชคดีมากที่น้องตี้ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น หลังจากนี้ลุงแกก็คงต้องเอาใจแฟนเด็กให้เต็มที่ ชดเชยที่เคยทำร้ายจิตใจไว้เยอะ น้องตี้จะได้กำไรและดอกเบี้ยคืนเต็มๆ ละทีนี้

ปล. จะรับฝากความคิดถึงไปบอกไรอันให้นะค้า


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 28 มกราคม 2558 เวลา:14:45:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.