Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 39


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 39



โรงพยาบาลในยามดึกมีคนมาใช้บริการบางตา หลังจากที่แพทย์ประจำวันตรวจอาการธีระแล้วก็ระบุว่ากระเพาะอักเสบเฉียบพลัน แต่เนื่องจากมีการอาเจียนและอ่อนเพลียจึงให้นอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการหนึ่งคืน ซึ่งกฤตภาสก็เห็นดีด้วย เพราะเขาไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ธีระเจ็บไข้ไม่สบายอยู่แล้วหรือเปล่า ดังนั้นให้อยู่ในการดูแลของแพทย์ย่อมดีที่สุด

“ก็ตามนี้แหละครับหม่าม้า ถ้าหากเพื่อนๆ ของตี้อยากมาเยี่ยมก็บอกให้มาวันพรุ่งนี้แล้วกัน เพราะกว่าจะมาถึงก็คงหมดเวลาเข้าเยี่ยมพอดี ฝากบอกน้าสุด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง แล้วการประมูลเป็นไงบ้างครับ เหรอ... ดีแล้วๆ อ๋อ... อีกสักพักก็คงกลับแหละครับ ผมจอดรถทิ้งไว้ที่โรงแรมด้วย”

หลังจากศุภวัฒน์วางสายแล้วก็หันมาหากฤตภาสที่กำลังยืนกอดอกพิงผนัง ชายหนุ่มจึงเปิดปากถามทันที

“งานเลี้ยงเป็นไงบ้าง?”

“เห็นว่าพิธีกรช่วยแก้ปัญหาให้ แล้วก็จัดการประมูลไปตามกำหนดการเดิมแล้ว ส่วนพวกเพื่อนๆ ของตี้คงมาเยี่ยมกันวันพรุ่งนี้ คืนนี้คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ”

ทั้งสองมองไปยังคนเจ็บซึ่งนอนอยู่บนเตียง ดูเหมือนธีระจะหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย ตลอดทางที่ออกจากโรงแรมมายังโรงพยาบาลนั้นกฤตภาสประคองเด็กหนุ่มเอาไว้ตลอดเวลา สีหน้าท่าทางกระวนกระวายเหมือนคนเจ็บคือตัวเองเป็นสิ่งที่ศุภวัฒน์ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น

“คืนนี้กูจะอยู่เฝ้าตี้ที่นี่”

กฤตภาสเอ่ยพลางเดินเข้าไปลูบผมที่ปรกบนหน้าผากของธีระ แม้ว่าแสงไฟในห้องจะสลัวก็ไม่อาจปิดบังความอ่อนโยนในแววตาของคนพูดได้ นายแพทย์หนุ่มจึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวกูกลับก่อนก็แล้วกัน ยังต้องกลับไปเอารถที่โรงแรมอีก”

ศุภวัฒน์เอ่ยแล้วก็ทำสัญญาณมือให้กฤตภาสออกไปคุยกันนอกห้อง ชายหนุ่มมุ่นคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะก้มลงมองคนที่หลับตาอีกครั้ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะตื่นก็ยอมเดินตามเพื่อนออกไปแต่โดยดี

“มีอะไร?”

“ไอ้จอมบอกว่าเท่าที่สอบถามอาการของตี้แล้วน่าจะกระเพาะอักเสบเพราะความเครียด กูก็ไม่อยากจะพูดแบบนี้หรอกนะ แต่กูคิดว่าเป็นไปได้สูงที่ตี้จะเครียดเพราะมึง”

จอมหรือจรัสพลคือนายแพทย์ที่อยู่เวรประจำโรงพยาบาลคืนนี้และยังเป็นรุ่นน้องสมัยเรียนของศุภวัฒน์ กฤตภาสฟังแล้วก็นิ่งไป

“ก็อาจจะเป็นไปได้”

คำตอบที่ได้ทำให้ศุภวัฒน์ผงะ เพราะปกติแล้วกฤตภาสไม่ใช่คนที่จะยอมรับข้อกล่าวหาที่ยังพิสูจน์ไม่ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ปฏิเสธ เขาจึงเพียงแค่ถอนหายใจ

“เอาเถอะ กูเองก็มีส่วนผิดเพราะเคยสัญญากับน้องตี้ไว้ว่าจะไม่บอกมึงเรื่องงานเลี้ยง สงสัยเขาคงจะโกรธกูเหมือนกัน ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ช่วยไม่ได้ ว่าแต่กูขออะไรสักอย่างได้ไหม?”

“หือ?”

คราวนี้เป็นทีกฤตภาสแสดงความสงสัยบ้าง ศุภวัฒน์กอดอกมองคนตรงหน้าชั่วครู่ จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“กฤต กูรู้จักมึงมามากกว่าสามสิบปี กูรู้ว่ามึงไม่เคยเห็นใครสำคัญกว่าตัวเองหรอก แต่อย่างน้อยเหตุการณ์วันนี้ก็ทำให้รู้ว่ามึงเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว กูจะไม่ถามหรอกนะว่าเรื่องของมึงกับตี้เป็นมายังไง แต่จากสายตาคนนอกแล้วกูบอกได้อย่างมั่นใจเลยว่าเด็กคนนั้นชอบมึง ส่วนมึงเองก็ไม่เคยยึดติดกับใครได้ขนาดนี้เหมือนกัน แต่ถ้ามึงยังไม่ยอมพูดหรือแสดงออกตรงๆ ก็ไม่มีใครเข้าใจมึงได้หรอก การที่ตี้พยายามหนีขนาดนั้นแปลว่าคงพยายามจะตัดใจจากมึงให้ได้ ดังนั้นมึงก็ต้องทำอะไรให้เด็ดขาด ถ้าหากเขาสำคัญก็ต้องบอกให้เขารู้ กูขอโทษถ้าหากว่าสาระแนมากไปหน่อย แต่ขนาดกูมองจากสายตาคนนอกยังรู้สึกเหนื่อยแทนเลย ดังนั้นมึงอยากจะให้เขาอยู่ข้างตัวหรือตัดออกจากชีวิตก็ทำให้มันชัดเจนสักทีเถอะ ที่กูอยากขอก็เท่านี้แหละ”

กฤตภาสฟังคำขอที่เหมือนกับเทศนาของเพื่อนแล้วก็เพียงแต่เงียบ นัยน์ตาสีนิลทอประกายครุ่นคิดโดยไม่เอ่ยอะไร ความเงียบระหว่างพวกเขาดำเนินไปได้ไม่นานก็มีเสียงเล็กใสดังขัดขึ้น

“พี่กฤต มีนเอากระเป๋ามาให้แล้วค่ะ”

ทั้งสองหันไปทางต้นเสียงพร้อมกัน และเห็นเกล็ดมณีที่เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กในมือ มันเป็นกระเป๋าที่กฤตภาสมีติดรถไว้ตลอดเวลาเผื่อกรณีฉุกเฉินที่ต้องไปค้างนอกบ้าน

“ขอบใจมากนะมีน ขอโทษด้วยที่ต้องให้ลำบาก”

ตอนที่ธีระทรุดลงไประหว่างงานเลี้ยงและกฤตภาสอุ้มเด็กหนุ่มออกมานั้น นอกจากศุภวัฒน์ที่อาสาตามมาช่วยขับรถให้แล้วก็มีเกล็ดมณีอีกคนที่ขอตามมาเผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง และกฤตภาสก็ต้องรบกวนเธอจริงๆ ด้วยการขอให้ลงไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าในรถให้หลังจากที่ธีระยอมตกลงแอดมิทแล้ว

“แค่นี้ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ว่าแต่น้องตี้ไม่เป็นไรแล้วใช่มั้ยคะ?”

“หมอให้ยาไปแล้ว เมื่อกี้ก่อนออกมาก็เห็นหลับสนิทดี น่าจะไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ”

“ดีจัง ตอนเห็นน้องเขาล้มบนเวทีนั่นมีนตกใจแทบแย่”

เธอไม่ได้เสริมว่าที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่าคือการได้เห็นกฤตภาสพุ่งขึ้นเวทีไปอุ้มเด็กหนุ่มลงมาท่ามกลางสายตาของคนทั้งงาน ไม่แคล้วเรื่องนี้จะต้องได้เข้าหูแม่ของเจ้าตัวในภายหลังแน่นอน เธออยากรู้นักว่าพี่กฤตของเธอจะอธิบายเรื่องนี้เวลาโดนคุณป้าถามว่าอย่างไร

“งั้นเดี๋ยวกูกลับแล้วนะกฤต มึงเองก็จะได้พักผ่อนด้วย”

“อืม ขอบใจมาก”

“อ๊ะ งั้นมีนกลับด้วยแล้วกันค่ะ ถ้าพี่กฤตมีอะไรอยากให้ช่วยเหลืออีกก็โทรบอกได้นะคะ”

กฤตภาสพยักหน้าแล้วก็ถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย เกล็ดมณีจึงหันมายิ้มให้ศุภวัฒน์

“ไปกันเถอะค่ะ พี่เหวินก็จะเรียกแท็กซี่เหมือนกันใช่มั้ยคะ?”

“ใช่ครับ เอ่อ...”

“คะ?”

เกล็ดมณีหันไปถามขณะทั้งคู่เดินไปยังลิฟท์ด้วยกัน ศุภวัฒน์จึงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน

“น้องมีน...ไม่หึงไอ้กฤตบ้างเหรอครับ?”

เขายอมรับว่าแปลกใจกับท่าทางของหญิงสาวไม่น้อย เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องที่งานเลี้ยงเธอก็กุลีกุจออาสาตามพวกเขามาที่โรงพยาบาล ถ้าจะบอกว่าเพราะไม่อยากให้กฤตภาสที่กำลังคบหากันต้องอยู่ห่างสายตาก็เข้าใจได้ แต่นี่ตลอดทางเธอต้องเห็นแน่นอนว่าเพื่อนเขาเอาแต่กอดธีระด้วยท่าทางร้อนใจ ต่อให้เป็นคนที่ความรู้สึกช้าแค่ไหนก็ต้องรู้ว่าเพื่อนของเขาคิดอย่างไรกับคนในอ้อมแขน

“ตายละ นี่พี่กฤตไม่บอกกระทั่งกับเพื่อนสนิทเลยเหรอคะเนี่ย? เฮ้อ...สงสัยมีนจะหาเรื่องใส่ตัวซะแล้วสิ”

“เอ๋?”

นายแพทย์หนุ่มยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก หญิงสาวยื่นนิ้วไปกดลิฟท์แล้วก็หันมาย่นจมูกให้เขา

“พี่กฤตกับมีนไม่ได้กำลังคบกันจริงๆ หรอกค่ะ ที่ทำไปก็เพื่อตบตาคุณป้า เอ่อ...คุณแม่ของพี่กฤตน่ะค่ะ เพราะว่าครอบครัวของพวกเรารู้จักกัน แล้วคุณป้าเกิดนึกคึกอยากจับคู่มีนกับพี่กฤตขึ้นมา พี่กฤตเลยบอกว่าระหว่างที่คุณป้ายังไม่กลับอังกฤษก็แกล้งทำเป็นคบกันให้คุณป้าเห็นไปก่อน พี่กฤตจะได้สบายหูหน่อย เพราะถึงอีกฝ่ายไม่ใช่มีน เดี๋ยวคุณป้าก็คงหาคนอื่นมาให้อยู่ดี”

คำตอบอันเหนือความคาดหมายทำให้ศุภวัฒน์เลิกคิ้วสูง แต่เมื่อคิดตามแล้วก็รู้ว่าไม่แปลกเลยที่กฤตภาสจะขอให้หญิงสาวทำเช่นนั้น เขารู้จักแม่ของกฤตภาสมาตั้งแต่เด็ก และรู้ดีว่าเพื่อนของเขาชอบแหกสารพัดกฎเกณฑ์ที่ผู้เป็นแม่ตั้งให้ นี่คงกลัวว่าพอลูกชายยิ่งโตก็จะยิ่งกู่ไม่กลับ ถึงได้พยายามเสาะหาสะใภ้ที่ตัวเองถูกใจมาให้กระมัง

“แล้วน้องมีนก็ให้ความร่วมมือกับมันง่ายๆ เหรอครับ ไม่กลัวน้ามุกเขาจะเอาจริงบ้างเหรอ?”

“มีนก็ถามไปแล้วว่าทำแบบนี้จะดีเหรอ พี่กฤตบอกว่าพอคุณป้ากลับอังกฤษแล้วมีนค่อยบอกว่าทนความเจ้าชู้ของพี่กฤตไม่ไหว หลังจากนั้นค่อยให้ใครมาอ้างว่าเป็นแฟนใหม่ของมีนก็ได้ มีนเห็นว่าเป็นข่าวกับพี่กฤตก็ดีอย่างตรงที่พวกหนุ่มๆ จะได้ไม่กล้าเข้ามายุ่ง แต่จากท่าทางของพี่กฤตตอนอยู่ที่งานเมื่อกี้ มีนคิดว่าคงตบตาใครไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”

เกล็ดมณีเล่าเคล้าเสียงหัวเราะขณะที่ทั้งสองลงลิฟท์ไปด้วยกัน ท่าทางไม่ยี่หระของหญิงสาวทำให้ศุภวัฒน์พบว่าเธอเป็นคนร่าเริงและติดดินกว่าที่เห็นแวบแรกมาก ความรู้สึกสนใจทำให้เขาโพล่งขึ้นมาขณะประตูลิฟท์เปิดออกที่ชั้นหนึ่ง

“น้องมีนครับ ตั้งแต่อยู่ที่งานพี่ก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย นี่กะว่าพอกลับไปเอารถที่โรงแรมแล้วจะแวะหาร้านกินข้าวก่อนกลับบ้าน ถ้ายังไงน้องมีนไปกับพี่มั้ยครับ? เสร็จแล้วเดี๋ยวพี่ขับรถไปส่งให้ก็ได้”

หญิงสาวกะพริบตาปริบ เธอมองผิวหน้าที่มีสีชมพูซ่านนิดหน่อยบนผิวแก้มของคนชวน จากนั้นก็หัวเราะเสียงใสแล้วพยักหน้า

“เอาสิคะ มีนก็กำลังหิวข้าวอยู่เหมือนกัน”


++------++


กฤตภาสเดินกลับเข้ามาในห้องที่เปิดไว้เพียงโคมไฟสีส้มบริเวณหัวเตียง เขาเดินเข้าไปวางกระเป๋าลงบนโซฟาแล้วก็รูดซิปเพื่อหยิบเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์สำหรับผลัดเปลี่ยน เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พบว่าคนบนเตียงที่นึกว่าหลับไปแล้วกำลังลืมตามองเขาอยู่

ชายหนุ่มวางเสื้อกับกางเกงลงที่เดิมทันที จากนั้นก็ก้าวยาวๆ เข้าไปหา

“นอนไม่หลับเหรอ? ยังปวดท้องอยู่อีกหรือเปล่า?”

น้ำเสียงห่วงใยและฝ่ามือที่วางบนศีรษะอย่างอ่อนโยนทำให้ธีระรู้สึกเหมือนยังอยู่ในความฝัน แต่เมื่อมองเห็นคราบบนเสื้อของกฤตภาสก็รู้ว่านี่คือความจริง เพราะถ้าเป็นความฝันก็คงไม่เห็นรายละเอียดทุกอย่างซ้อนทับกับความเป็นจริงได้ถึงเพียงนี้ เขาจำได้แม้กระทั่งรสขมในคอ ณ ช่วงเวลานั้นด้วยซ้ำ

“ขอโทษที่อ้วกใส่นะครับ ตอนนั้นผมทนไม่ไหวจริงๆ”


“ตี้! เป็นอะไร? คลื่นไส้เหรอ? อย่าเอามือปิดปากสิ ถ้ากลัวรถจะเปื้อนก็หันมานี่ ไม่ต้องฝืน ปล่อยออกมาเลย”


ถึงแม้ว่าตอนอยู่ในรถจะปวดท้องมากจนแทบไม่อยากรับรู้อะไร แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความร้อนรนในน้ำเสียงของคนพูดซึ่งกอดเขาไว้แน่น ชั่วแวบหนึ่งที่เหลือบเห็นแววตาห่วงหาอย่างลึกซึ้งของคนที่พยายามจะยื้อมือที่อุดปาก ธีระก็ได้แต่ขย้อนสิ่งที่กระเพาะบีบรัดขึ้นมาลงบนเสื้อของอีกฝ่าย แต่เนื่องจากเขาไม่ได้กินอะไรเลยเมื่อตอนเย็น สิ่งที่อาเจียนออกมาจึงมีแต่เศษอาหารจากมื้อกลางวันผสมน้ำย่อยรสเปรี้ยวฝาดที่ทำให้แสบตาจนน้ำตารื้น และคนที่โดนอ้วกใส่ก็เพียงแต่ใช้ปลายนิ้วช่วยเช็ดคราบน้ำตาบนแพขนตาให้ และแนบริมฝีปากลงบนกระหม่อมของเขาอย่างปลอบโยนเท่านั้น

นั่นคือการกระทำของกฤตภาสจริงๆ น่ะหรือ หรือว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงจินตนาการจนเขาเชื่อเป็นตุเป็นตะไปเองกันแน่

“ไม่เป็นไร ก็แค่ทำเสื้อเลอะไปตัวนึง อีกอย่างนี่มันก็เสื้อของเธอเองนั่นแหละ”

“เสื้อของผม?”

ธีระมุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เขาเคยมีเสื้อตัวใหญ่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน กฤตภาสคงเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเขาจึงอธิบายอย่างใจเย็น

“เสื้อตัวนี้เป็นตัวที่ฉันให้เธอใส่กลับบ้านหลังจากคืนแรกที่มาค้างที่ห้องไง ตั้งแต่ตอนนั้นก็เท่ากับมันเป็นเสื้อของเธอแล้ว แต่เธอดันให้ใครก็ไม่รู้เอามาส่งคืนให้ บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่รับคืนของที่ให้คนอื่นไปแล้วหรอก เดี๋ยวพอซักเสร็จแล้วมันก็จะเป็นเสื้อของเธอเหมือนเดิม”

คำพูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน แล้วยังสายตาที่มองมานั่นอีก เพราะแสงไฟในห้องนี้สลัวเกินไปงั้นหรือ เขาถึงได้รู้สึกว่าแววตาของกฤตภาสต่างไปจากทุกที

มันดูคล้ายกับว่า...กำลังเว้าวอนให้เขารับเสื้อตัวนี้คืนก็ไม่ปาน

“แต่ผมไม่อยากได้”

เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงหนักก่อนจะตะแคงตัวไปอีกทาง การขยับตัวกะทันหันทำให้เขาเจ็บในช่องท้องจนต้องกัดฟัน แต่อย่างน้อยความเจ็บปวดก็ทุเลาลงจากตอนอยู่ที่งานเลี้ยงมากแล้ว

พอพูดถึงงานเลี้ยง...ธีระก็ฉุกนึกขึ้นได้ว่าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ต้องไปขอโทษแม่ของศันสนีย์และทุกๆ คนที่เดือดร้อนเพราะความไม่เป็นมืออาชีพของเขา แต่ตอนที่ศุภวัฒน์คุยโทรศัพท์อยู่ในห้องเมื่อครู่นั้นเขาไม่ได้หลับ จึงได้ยินเต็มสองหูว่างานเลี้ยงดำเนินต่อไปด้วยดีหลังจากที่เขาออกมา อย่างน้อยมันก็ช่วยบรรเทาความรู้สึกผิดในใจให้ลดทอนลงบ้าง

“แต่ฉันอยากให้ ไม่ใช่แค่เสื้อตัวนี้หรอกที่ฉันอยากให้เธอรับไว้ แต่ถ้าเธอไม่หันมาหา ฉันก็จะไม่บอกว่าอยากให้อะไร”

แล้วยังไงล่ะ...คิดว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ตัวเองอยากให้นั้นเขาอยากจะรับไว้นักหรือไง ธีระคิดโดยไม่หันกลับไปมอง ปล่อยให้คนที่อยากพูดแต่ไม่ได้รับโอกาสให้พูดได้อึดอัดซะบ้างก็สะใจดี

ท่าทางดื้อแพ่งของคนบนเตียงทำให้กฤตภาสยิ้ม มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยันหรือยิ้มแบบกระหยิ่มใจที่เขาเคยชิน แต่เป็นยิ้มเอ็นดูอย่างที่ไม่ได้มอบให้ใครมานานมากแล้ว อย่างน้อยท่าทีแข็งขืนของธีระก็บ่งบอกให้รู้ว่าเด็กหนุ่มไม่ได้อ่อนแอ ยังมีแรงต่อปากต่อคำกับเขาไหวอยู่

เข็มนาฬิกาแขวนผนังชี้บอกว่าเป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่ง แต่กฤตภาสไม่รู้สึกอ่อนเพลียเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดเวลาตั้งแต่เห็นธีระล้มบนเวทีจนกระทั่งพาเจ้าตัวมาโรงพยาบาลนั้นเขาเครียดจนประสาทตื่นตัวไปหมด มาตอนนี้ที่เห็นว่าอาการของอีกฝ่ายไม่น่ากังวลแล้วถึงค่อยวางใจ กระนั้นก็ยังรู้สึกเป็นห่วง อยากคอยเฝ้าดูให้มั่นใจว่าคนเจ็บจะไม่มีอาการกำเริบขึ้นมาอีกอยู่ดี

เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อถึงได้ไม่ยอมหลับทั้งคืนตอนที่มาเฝ้าไข้ให้เขา

“แฟนคุณ...กลับไปแล้วเหรอ?”

เสียงของธีระที่ดังขึ้นหลังจากเงียบไปนานปลุกกฤตภาสจากภวังค์ เขามองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มราวกับอยากจะเห็นให้ทะลุไปถึงความคิด แต่ธีระก็ไม่ยอมพลิกตัวกลับมาและเพียงนอนรอคำตอบเงียบๆ

“เธอหมายถึงแฟนคนไหนล่ะ?”

คำตอบของกฤตภาสทำให้ธีระกำมือแน่นขึ้น พลันความเจ็บที่ท้องเหมือนจะเคลื่อนย้ายขึ้นมาบนอก เขาขบริมฝีปากขณะนึกค่อนแคะในใจ

ใช่สิ คนที่มีข่าวว่ากำลังคบกันอยู่อาจไม่ได้มีแค่ผู้หญิงคนเมื่อกี้ก็ได้ แต่ในเมื่อคนที่เพิ่งกลับไปมีอยู่คนเดียว แล้วยังจะมาย้อนถามอีกทำไมว่าหมายถึงคนไหน

“คนที่ติดรถมาโรงพยาบาลด้วย แล้วตอนนี้ก็กลับไปแล้วนั่นไง ไม่ต้องแกล้งทำเฉไฉหรอก ผมเห็นข่าวในทีวีแล้ว”

ธีระพยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบไร้อารมณ์ แต่ไม่รู้ทำไมท้ายประโยคถึงได้สะบัดเหมือนฉุนเฉียวอยู่ดี ทั้งที่เขาไม่มีสิทธิ์จะตัดพ้อเพราะตัวเองเลือกที่จะจากกฤตภาสมาเองแท้ๆ

คนด้านหลังเงียบไป ธีระเองก็พยายามไม่หันกลับไปมอง เขาไม่รู้ว่าตอนนี้กฤตภาสทำสีหน้าเช่นไรอยู่ แต่ไม่เห็นก็ดีแล้ว เพราะเขารู้ว่าถ้าได้สบตากัน ได้เห็นหน้ากันตรงๆ ความพยายามที่จะหักห้ามใจไม่ให้โหยหาอีกฝ่ายต้องพังครืนลงแน่นอน

เขารู้ดีว่าตัวเองเป็นคนอ่อนไหวง่าย แต่ขอเพียงแค่เวลาอยู่ต่อหน้ากฤตภาสเท่านั้น เขาไม่ต้องการจะถูกมองว่าเป็นเด็กไร้เดียงสาที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ มันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองน่าสมเพชจนเกินไป

เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างเมื่อจู่ๆ ร่างสูงใหญ่ก็โน้มตัวลงมากอดเขาจากด้านหลัง ปลายจมูกของอีกฝ่ายแนบอยู่บนขมับ เป่าลมหายใจอบอุ่นลงมาจนผิวบริเวณนั้นร้อนผ่าว กระทั่งใบหูที่ถูกริมฝีปากบางแนบชิดก็พานซึมซับอุณหภูมิจนร้อนตามไปด้วย

“หึงเหรอ?”

น้ำเสียงอันนุ่มนวลดังอยู่ข้างหูขณะที่มือใหญ่ลูบบนต้นแขนอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นที่โอบล้อมทำให้ธีระตัวสั่น น้ำเสียงที่กฤตภาสใช้ช่างแตกต่างจากเวลาที่เคยตั้งคำถามกับเขาในอดีตเหลือเกิน เพราะถ้าหากไม่ใช้น้ำเสียงเจือด้วยความโมโห ก็มักจะมีสำเนียงที่ยอกย้อนหรือกวนประสาทตลอดเวลา แทบจะไม่มีสักครั้งที่พวกเขาพูดคุยกันดีๆ ได้นานโดยไม่ทะเลาะกัน

ทว่าครั้งนี้...แม้น้ำเสียงของอีกฝ่ายจะบ่งบอกถึงความลำพองใจ แต่มันกลับให้ความรู้สึกอ่อนโยนคล้ายกับน้ำเสียงที่คนรักกันจริงๆ จะใช้เพื่อหยอกเย้ากัน และมันทำให้เขา...รู้สึกไม่คุ้นเคยจนทำตัวไม่ถูก

...อย่าลืมนะตี้ คุณกฤตก็แค่ไม่อยากยอมแพ้ ที่พยายามจะดึงเรากลับมาก็คงเพราะรู้สึกเสียหน้าที่เราเป็นคนตัดความสัมพันธ์ก่อนเท่านั้นเอง

จู่ๆ เสียงเตือนจากซอกหนึ่งในจิตใต้สำนึกก็ฉุดรั้งความลิงโลดที่แล่นขึ้นชั่ววูบเอาไว้ สติที่หวนคืนมาทำให้ใจของธีระกลับสู่ความเยือกเย็นอีกครั้ง

“ผมไม่กล้าหรอกครับ อีกอย่างผมก็ไม่มีสิทธิ์ด้วย คุณไปถามคำถามนี้กับคนที่เขาจะพูดว่าหึงคุณได้เต็มปากเต็มคำเถอะ”

“แต่ฉันจะดีใจมากกว่าถ้าคนที่หึงคือเธอนะ”

เมื่อเอ่ยประโยคนั้นจบ คนพูดก็ประทับริมฝีปากลงบนกระหม่อมของเด็กหนุ่ม ธีระปิดตาแน่นและดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงจนถึงไหล่ ฝ่ายกฤตภาสเห็นเช่นนั้นก็ไม่เอ่ยอะไรเพิ่ม เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเกินจะทนรับอะไรไหวแล้วในค่ำคืนนี้ จึงเพียงแค่ขยี้ผมเของด็กหนุ่มเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปหยิบเสื้อผ้าที่จะเปลี่ยนแล้วเดินเข้าห้องน้ำตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก

กระทั่งได้ยินเสียงปิดล็อคประตูและตามด้วยเสียงสายน้ำจากฝักบัว ธีระจึงได้ยอมลืมตาและปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา โพรงจมูกของเขาแสบร้อนเช่นเดียวกับขอบตาที่ร้อนผ่าว มือข้างหนึ่งกำผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วเกร็งเป็นสีขาว

ทำไม...จะพูดแบบนั้นให้ได้อะไรขึ้นมา...ล้อเล่นกับหัวใจเขาอย่างนี้มันสนุกมากนักหรือไงกัน...

ธีระพยายามทำใจนับตั้งแต่วินาทีที่ตระหนักว่าตนกำลังติดบ่วงแห่งความหลงใหลที่ยากจะถ่ายถอน ยิ่งรู้ตัวว่ากำลังจมดิ่งลงไปในห้วงเสน่หา เขาก็ยิ่งพยายามตะเกียกตะกายจะถีบตัวให้พ้นเหมือนปลาที่ต้องการจะดิ้นให้หลุดออกจากแห ทว่ากฤตภาสกลับไม่ยอมปล่อยมือจากเขา ยิ่งรู้ว่าเขาพยายามหนีก็ยิ่งเข้ามาใกล้ ยิ่งมาทำให้เขาสับสนไม่เลิกราว่าต้องการอะไรจากการทำเช่นนี้กันแน่

หากต้องการเพียงความสนุก ความสะใจที่เอาชนะเขาได้ ก็ปล่อยมือจากเขาเสียทีเถิด เพราะเขาแพ้ในเกมนี้นับตั้งแต่รู้ตัวว่าสูญเสียหัวใจให้กฤตภาสไปแล้ว...

ภายในห้องพักผู้ป่วยเงียบสงัดเมื่อกฤตภาสเดินออกมาจากห้องน้ำอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้พยายามส่งเสียงดังรบกวนการนอนของคนบนเตียง

ความจริงเขาอาบน้ำเสร็จได้พักใหญ่แล้ว แต่เพราะเดาได้จากท่าทีของธีระว่าอ่อนเพลียจากการพูดคุยกับเขาแค่ไหน และเขาไม่ต้องการจะเพิ่มความเครียดให้อาการแสบกระเพาะของคนเจ็บยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก จึงกะเวลาจนกระทั่งคิดว่าเด็กหนุ่มคงผล็อยหลับไปแล้วถึงค่อยออกมา

เขาเดินไปวางเสื้อผ้าชุดเก่าที่เปรอะเปื้อนอาเจียนบนโซฟา จากนั้นก็เลื่อนเก้าอี้มานั่งมองคนที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าอ่อนเยาว์ไม่แสดงออกว่ารับรู้การเคลื่อนไหวของเขา ท่าทางจะเหนื่อยจนหลับลึกเต็มที่

กฤตภาสเท้าคางบนแขนข้างหนึ่งขณะทอดสายตามองคนที่กำลังหลับใหล เขายกมืออีกข้างขึ้นลูบผมของธีระเบาๆ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มไม่ตื่นก็ก้มลงไปสูดกลิ่นหอมจากเรือนผมนิ่มเข้าจนเต็มปอด

เขาคิดถึงกลิ่นนี้...คิดถึงเด็กคนนี้เหลือเกิน...

ชายหนุ่มไล้ฝ่ามือไปตามผิวแก้ม ลำคอ กระทั่งถึงแผ่นหลังของคนบนเตียงไปมา ธีระขดตัวมากขึ้นนิดหนึ่งแต่ก็ไม่มีทีท่าจะตื่น ดูๆ ไปก็เหมือนลูกแมวที่กำลังพอใจกับการถูกลูบไล้ในยามที่ไม่รู้สึกตัว ท่าทางไร้การป้องกันเช่นนั้นดึงมุมปากของกฤตภาสให้ยกสูงขึ้น


“เราไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อความสุขในอนาคตแค่ไหน”

“สัญญาสิกฤต แกจะใช้ชีวิตข้างนอกนั่นแทนฉัน แกจะมีความสุขแทนฉัน”

“มึงอยากจะให้เขาอยู่ข้างตัวหรือตัดออกจากชีวิตก็ทำให้มันชัดเจนสักทีเถอะ”



คำแนะนำ ขอร้อง ตักเตือนจากเหล่าคนใกล้ชิดย้อนกลับมาหากฤตภาสอีกครั้งดั่งสายน้ำไหล ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนเชื่อฟังหรือจดจำคำพูดใครสักเท่าไหร่เพราะเติบโตมากับแม่ที่พยายามจะชี้นำความคิด ชายหนุ่มจึงชาชินกับการปล่อยให้คำพูดของคนอื่นเป็นเพียงลมปากที่เข้าหูซ้ายแล้วทะลุหูขวา แต่น่าแปลกที่ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่นาน เขากลับเก็บคำพูดทุกคำที่เกี่ยวกับตัวเขาและความสัมพันธ์ในอนาคตมาใส่ใจถึงขนาดนี้

และนั่นทำให้เขาได้ข้อสรุปกับตัวเองในที่สุด

ถ้าหากเขาไม่เชื่อในความรักเพราะเห็นตัวอย่างชีวิตคู่อันแหลกเหลวมาจากพ่อกับแม่ กฤตภาสก็คิดว่าเขาเชื่อมั่นในตัวเองได้ เชื่อมั่นในสัญชาตญาณที่ว่าธีระคือคนเดียวที่จะดับความร้อนรุ่มกระวนกระวายในใจได้ และเชื่อว่าตัวเองสามารถเป็นที่พึ่งพิงให้อีกฝ่ายตลอดไปได้เช่นกัน

ธีระรักเขา ต่อให้ศุภวัฒน์ไม่บอกเขาก็รู้ ความหวั่นไหวที่สะท้อนในดวงตากลมโตนับตั้งแต่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งคือหลักฐานอันชัดเจน กระทั่งท่าทีไม่ยอมรับตอนที่ถูกเขาถามว่าหึงล้วนตอกย้ำความมั่นใจนี้ เพียงแต่อีกฝ่ายยังหวาดหวั่น ไม่มั่นใจและไม่กล้าเชื่อว่าเขาจะรู้สึกอย่างเดียวกัน และกฤตภาสก็รู้ตัวดีว่าเขาเป็นคนที่ยากแก่การทำความเข้าใจจริงๆ ในเมื่อแต่ไหนแต่ไรเขายึดถือเรื่องการไม่เปิดเผยความในใจให้ใครระแคะระคายอยู่เสมอมา

แต่ตอนนี้อะไรบางอย่างในตัวเขาเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว และเขาก็ไม่ได้นึกรังเกียจความเปลี่ยนแปลงนี้ ถึงแม้มันจะแปลกใหม่และไม่คุ้นเคย แต่กฤตภาสคิดว่าเขารับตัวเองที่เป็นเช่นนี้ได้ หากมันจะแลกมาซึ่งการได้ตัวเด็กหนุ่มกลับมาอยู่เคียงข้างเหมือนที่เคยเป็น

นัยน์ตาสีนิลหรี่ลงขณะเลื่อนข้อนิ้วไปถึงริมฝีปากสีชมพู เขาก้มลงแนบริมฝีปากตนเองกับริมฝีปากที่แห้งผากนั้น ราวกับว่าจะตอกย้ำการตัดสินใจของตัวเอง เช่นเดียวกับการฝากตราประทับลงบนคนที่เขาเลือกแล้วว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะทำให้เป็นคนของเขาทั้งตัวและหัวใจให้ได้

ร่างสูงหยัดตัวขึ้นจากเก้าอี้ เขาเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือซึ่งวางอยู่บนโต๊ะมากดหาหมายเลขซึ่งไม่ได้โทรออกมานาน แม้จะรู้ดีว่าเวลานี้ดึกดื่นจนเสียมารยาทที่จะโทรไปหา แต่เขาก็ไม่ต้องการจะเสียเวลายื้อการตัดสินใจนี้ให้ยาวนานออกไปอีกแม้แต่นาทีเดียว

ปกติเขาอาจชินกับการทำให้คนอื่นสับสนต่อการแสดงท่าทีอันคลุมเครือ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่กฤตภาสต้องการทำทุกอย่างให้ชัดเจน มันอาจจะเป็นก้าวแรกที่เขายอมเบี่ยงเบนออกจากวิถีที่เคยทำมาตลอดชีวิต แต่ ณ จุดนี้แล้วเขาหาได้สนใจ แค่การที่เขายอมรับว่าตกหลุมรักใครสักคนก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตสามสิบสามปีแล้ว ดังนั้นถ้าจะก้าวล้ำไปอีกสักขั้นหนึ่งจะเป็นไรเล่า ไม่ใช่ว่าธีระทำให้เขาเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้หรอกหรือ

นัยน์ตาคมสีนิลหันไปมองคนที่กำลังหลับขณะยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เขามองแผ่นอกที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจ แพขนตาที่ไหวระริก กระทั่งปลายนิ้วที่สั่นนิดๆ เหมือนเจ้าตัวกำลังละเมอ แล้วความรู้สึกหวงแหน อยากครอบครองก็ยิ่งเอ่อท้นจนแทบหายใจไม่ออก มันเป็นความอยากครอบครองที่ผสมปนเปไปกับความเห็นแก่ตัว อยากเห็นอีกฝ่ายมีความสุขและมีรอยยิ้มได้เพราะเขาเพียงคนเดียว

ถ้าหากสิ่งที่ธีระต้องการคือท่าทีที่ชัดเจน เขาก็จะทำให้ไม่ว่าเจ้าตัวจะยินดียอมรับหรือไม่ก็ตาม ช่วงเวลาที่เด็กหนุ่มไม่อยู่ได้ให้บทเรียนกับกฤตภาสแล้วว่าความว่างโหวงในใจสามารถทำให้คนอึดอัดทรมานได้แค่ไหน หากสิ่งที่เขากำลังคิดจะทำต่อจากนี้นับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เขาก็เต็มใจจะกระโจนลงสู่ความผิดพลาดนี้ มากกว่าจะยอมทนเห็นเด็กหนุ่มเดินออกจากชีวิตเขาไปเป็นครั้งที่สอง



++---TBC---++



A/N: อากาศเริ่มหนาวแล้ว รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ จิบชาหรือโกโก้อุ่นๆ ไป อ่านนิยายลุ้นเอาใจช่วยน้องตี้ไปก็ฟินดีนะเออ ^_^


Create Date : 13 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2557 14:29:02 น. 5 comments
Counter : 720 Pageviews.

 
จุดพลุๆ ลุงจ๋าลุง ลุงคิดได้แล้ววววว อยากบอกลุงคร้าาาา 55555 โอ้ยๆๆ เหนื่อยมากกลุ้นใจแทบขาด ดีใจกับลุงนะคะชัดเจนสักที ^____^ . ปูลู. ขอบคุณ คุณรินนะคะคุณเยี่ยมมากก


โดย: lek^lek IP: 27.55.211.234 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2557 เวลา:23:34:37 น.  

 
จุดพลุๆ ลุงจ๋าลุง ลุงคิดได้แล้ววววว อยากบอกลุงคร้าาาา 55555 โอ้ยๆๆ เหนื่อยมากกลุ้นใจแทบขาด ดีใจกับลุงนะคะชัดเจนสักที ^____^ . ปูลู. ขอบคุณ คุณรินนะคะคุณเยี่ยมมากก


โดย: lek^lek IP: 27.55.211.234 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2557 เวลา:23:48:18 น.  

 
จุดพลุๆ ลุงจ๋าลุง ลุงคิดได้แล้ววววว อยากบอกลุงคร้าาาา 55555 โอ้ยๆๆ เหนื่อยมากกลุ้นใจแทบขาด ดีใจกับลุงนะคะชัดเจนสักที ^____^ . ปูลู. ขอบคุณ คุณรินนะคะคุณเยี่ยมมากก


โดย: lek^lek IP: 27.55.211.234 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2557 เวลา:23:48:41 น.  

 
น้องตี้ ต้องเอาให้ชัวร์นะคะลูก อย่าเพิ่งไปตามใจคุณแก่ เอ้ย!คุณกฤตง่ายๆ
แต่ถ้ามั่นใจก็เอาเลยลูก (เอ๊ะ สรุปป้านี่จะเอายังไง 55)
ยังไงป้าก็เชียร์ให้หนูมีความสุขที่สุดค่ะ น้องตี้สู้ๆ อยากเห็นหนูยิ้มได้อย่างสบายใจซะที : )

เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะคะ รักษาสุขภาพเช่นกันค่า


โดย: SS IP: 94.23.252.21 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2557 เวลา:21:37:40 น.  

 
คุณ lek^lek ได้แต่หวังว่าสิ่งที่ลุงตั้งใจจะทำนั้นจะส่งผลดีต่อน้องตี้ค่า XD


*******************

คุณ SS ขอบคุณค่า ตอนนี้คงต้องจับตามองว่าคุณแก่กฤต (อุ๊บส์) จะทำอะไรต่อไปละ น้องตี้จะได้ตัดสินใจถูก หุหุหุ


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 1 ธันวาคม 2557 เวลา:17:01:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.