Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 38


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 38

ท้องฟ้ายามเย็นเป็นสีขมุกขมัวเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ ยิ่งความสลัวแผ่คลุมผืนฟ้า แสงจากหลอดไฟภายในโรงแรมซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงก็ยิ่งส่องสว่าง ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเริ่มงานอย่างเป็นทางการ แต่แขกเหรื่อก็ทยอยกันเดินทางมาก่อนเวลาพอสมควร เสียงพูดคุยทักทายดังจ้อกแจ้กไปทั่วบริเวณเพราะส่วนใหญ่ต่างก็รู้จักกันอยู่แล้ว

พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนต่างยิ้มรับแขกอย่างกระตือรือร้น ด้านพนักงานบริการก็คอยเดินเสิร์ฟเครื่องดื่มไม่ให้บกพร่อง เมื่อได้เห็นบรรยากาศอันคึกคักตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน สุพิชชาซึ่งเป็นแม่ของศันสนีย์และเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดการงานครั้งนี้ก็ยิ้มจนหน้าบาน หลังจากทักทายแขกเหรื่อบางส่วนแล้วก็ปลีกตัวไปดูความเรียบร้อยที่ห้องของเหล่านางแบบ

"เป็นไงบ้างจ๊ะหนุ่มๆ สาวๆ แต่งตัวกันเสร็จหรือยัง?"

สุพิชชาทักขึ้นหลังจากก้าวเข้ามาในห้องแต่งตัว ศันสนีย์ซึ่งแต่งหน้าทำผมพร้อมแล้วจึงเดินเข้าไปหาแล้วก็ยิ้มถาม

"เป็นไงบ้างคะแม่ คืนนี้หนูสวยมั้ย?"

"อืม สวยจ้ะ อยากให้ซันแต่งหน้าทำผมอย่างนี้บ่อยๆ จัง แม่จะได้มั่นใจหน่อยว่ามีลูกสาว"

"อ๊าย! แม่ก็!"

ศันสนีย์แกล้งทำเสียงขัดใจเพราะถูกกระเซ้าจนเพื่อนๆ หัวเราะ ธีระซึ่งนั่งอยู่ไม่ห่างนักก็ผสมโรงหัวเราะด้วยเช่นกัน เขาแต่งตัวเสร็จเป็นคนแรกๆ เพราะว่าเครื่องแต่งกายไม่ซับซ้อน เพียงแต่ต้องแต่งหน้าและเซ็ทผมนิดหน่อยเพื่อไม่ให้หมองเวลาขึ้นเวที

พวกเขามาถึงโรงแรมตั้งแต่ตอนบ่ายเพราะต้องซ้อมเดินแบบกับเวทีจริงให้ชิน หลังจากซ้อมเสร็จถึงค่อยทยอยเข้ามาแต่งตัวและทำผมที่ห้องนี้ ถึงแม้จะผ่านมาสามชั่วโมงแล้ว แต่บรรยากาศในห้องแต่งตัวก็ยังคงตื่นเต้นไม่แพ้ด้านนอก

"ถ้าหากว่าส่วนใหญ่แต่งตัวกันเสร็จแล้วก็ออกไปถ่ายรูปกับแขกหน่อยนะจ๊ะ จะได้โชว์เครื่องเพชรที่จะประมูลไปด้วยเลย ยังไงก็ระวังอย่าทำอะไรตกหายกันนะลูก"

สุพิชชาเอ่ยก่อนจะเดินกลับออกไปที่ด้านหน้างาน ศันสนีย์หันไปมองเพื่อนๆ แล้วจึงพยักหน้าเป็นเชิงว่าให้ออกไปพร้อมกัน แต่เมื่อเห็นธีระลุกขึ้นมาด้วยก็เลิกคิ้ว

"ไม่กินข้าวก่อนเหรอตี้? ตั้งแต่แกแต่งตัวเสร็จก็เอาแต่มานั่งดูพวกฉันแต่งหน้าทำผม ถ้าเริ่มงานเมื่อไหร่ก็จะไม่ได้กินอะไรอีกยาวเลยนะ"

"นั่นสิพี่ตี้ ครัวซองต์สักชิ้นก็ยังดีนะคะ พราวไปหยิบให้เอามั้ย?"

พราวภิรมย์ในชุดกระโปรงสีขาว ผมที่ยาวถึงสะโพกดัดเป็นลอนคลื่นบุ้ยคางไปทางถาดอาหารสำหรับทีมงานตรงมุมห้อง แต่ธีระเพียงแต่ส่ายหน้ายิ้มๆ

"ไม่ต้องหรอกครับน้องพราว เมื่อกลางวันพี่กินข้าวไปเยอะก็เลยยังอิ่มอยู่ เดี๋ยวไว้เสร็จงานแล้วค่อยกินทีเดียวดีกว่า"

เรื่องที่เขายังอิ่มข้าวกลางวันนั้นเป็นการพูดปดโดยแท้ แต่ธีระก็ไม่นึกอยากอาหารในเวลานี้เพราะรู้สึกตื่นเต้นจนกลัวว่าท้องไส้จะปั่นป่วน ศันสนีย์เอียงคอมองเพื่อนและเห็นว่าสีหน้าไม่อิดโรยจึงพยักหน้า

"เอางั้นก็ได้ ถ้างั้นออกไปถ่ายรูปกัน แต่ถ้าแกหิวก็แอบมากินอะไรก่อนนะ ยังมีเวลาอีกเกือบชั่วโมงกว่างานจะเริ่ม"

ธีระพยักหน้า เขาหันไปส่องกระจกอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเข็มกลัดที่ทำจากเพชรและทับทิมบนเสื้อ รวมทั้งแหวนทับทิมเม็ดโตบนนิ้วกระชับดี จากนั้นจึงค่อยเดินตามเพื่อนๆ ออกไปที่ด้านหน้าโถงจัดงาน เนื่องจากการเดินแบบคราวนี้มีเครื่องประดับราคาแพงบนตัวจึงทำให้เขากังวลว่าจะทำอะไรหล่นหรือเสียหาย โชคยังดีที่เขาต้องดูแลเครื่องประดับเพียงแค่สองชิ้นเท่านั้น ในขณะที่ศันสนีย์ซึ่งต้องเดินแบบปิดท้ายนั้นสวมเครื่องประดับรวมทั้งหมดมูลค่าเฉียดยี่สิบล้าน

ว่าแต่ทำไมช่วงนี้เราถึงถูกโฉลกกับทับทิมนักนะ ก่อนกลับจากน่านพี่ปิ๊กก็ให้สร้อยข้อมือทำจากลูกปัดทับทิมเหมือนกัน ถ้าหากคืนนี้ไม่ลืมจะลองโทรถามว่ามีความหมายยังไงดูดีกว่า...

เด็กหนุ่มคิดพลาง เดินตามเพื่อนๆ ไปพลางจนมาถึงโถงด้านหน้าห้องจัดเลี้ยง บริเวณฉากหลังที่ทำไว้ให้แขกถ่ายรูปมีการแสดงร้องเพลงประสานเสียงจากนักเรียนของมูลนิธิที่ทางสมาคมเชิญมา เมื่อเด็กๆ ร้องเพลงจบก็ได้รับเสียงปรบมือจากบรรดาแขกเหรื่อที่ยืนชม จากนั้นทางสต๊าฟจึงพานักเรียนและคุณครูผู้ดูแลไปนั่งพักในห้องที่เตรียมไว้ แล้วจัดให้พวกนางแบบและนายแบบได้ออกไปโชว์ตัวเพื่อให้แขกร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแทน

เมื่อเหล่านางแบบและนายแบบไปยืนที่หน้าฉากก็ถูกช่างภาพและนักข่าวรุมถ่ายรูปทันที ธีระรู้สึกไม่ค่อยชินนักเพราะไม่เคยต้องออกงานในฐานะเป็นจุดสนใจมาก่อน ครั้นแล้วก็ให้นึกเสียดายที่บอกปัดความคิดของศันสนีย์ที่ว่าให้เขาใส่แว่นกันแดดเวลาเดินแบบ แต่หลังจากที่ได้ลองซ้อมกับเวทีจริงๆ เมื่อตอนบ่าย เขาก็มั่นใจว่าตัวเองคงได้ทำเรื่องขายหน้าแน่ถ้าหากใส่แว่นตาดำขึ้นไปบนเวทีจึงขอเปิดหน้าดีกว่า

ในหมู่นางแบบและนายแบบที่ถูกคัดตัวไว้สำหรับค่ำคืนนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าศันสนีย์เด่นที่สุดเนื่องจากเป็นลูกครึ่งที่โครงหน้าหวานคมสะดุดตา นอกจากนี้ยังเคยเล่นโฆษณาประปรายจึงทำให้มีคนจำได้บ้าง ดังนั้นหลังจากถ่ายรูปหมู่กันไปไม่นาน หญิงสาวก็กลายเป็นคนที่บรรดาแขกเหรื่ออยากถ่ายรูปด้วยมากที่สุดไปโดยปริยาย

"พี่ซันเนี่ยสวยจริงๆ นะ ตัวก็สูงด้วย พราวอยากหุ่นแบบนั้นบ้างจัง"

พราวภิรมย์ซึ่งบัดนี้ยืนอยู่วงนอกกับธีระเอ่ยพลางก้มลงมองตัวเอง เนื่องจากเธอเป็นคนค่อนข้างตัวเล็ก ถึงแม้จะสวมรองเท้าเสริมส้นแล้วก็ยังดูไม่ระหงอยู่นั่นเอง ธีระจึงได้แต่เอ่ยปลอบ

"แต่พี่กลับได้ยินซันชอบบ่นนะว่าหาเสื้อผ้าใส่ยาก รองเท้าน่ารักๆ ก็ไม่ค่อยจะมีไซส์ขาย หุ่นอย่างน้องพราวกำลังดีแล้วล่ะ"

อาจเพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้มีรูปร่างสูงใหญ่ ธีระจึงรู้สึกว่าพวกผู้หญิงที่ตัวเล็กนั้นดูน่าทะนุถนอมมากกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กระตุ้นเร้าเขาในเชิงชู้สาวก็ตาม

"ขอบคุณค่ะพี่ตี้ เฮ้อ! อยากให้งานเริ่มเร็วๆ จังเลย ว่าแต่คนเริ่มมากันเยอะแล้วนะ เดี๋ยวพราวไปเข้าห้องน้ำก่อนดีกว่า พี่ตี้จะไปด้วยมั้ยคะ?"

"ไม่ล่ะครับ เดี๋ยวพี่รอเพื่อนๆ อยู่ตรงนี้แหละ ไว้ค่อยเจอกันที่หลังเวทีเลยก็แล้วกัน"

"โอเคค่ะ งั้นพราวขอตัวก่อนนะ"

เด็กสาวเอ่ยจบก็เดินไปทางห้องน้ำซึ่งอยู่อีกฟากของห้องจัดงาน ธีระจึงเบนสายตากลับมายังด้านหน้าฉากถ่ายรูปที่เต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง แล้วก็สะดุ้งจนตัวโยนเมื่อถูกมือใหญ่ตบลงบนบ่า

"เป็นไงบ้าง?"

น้ำเสียงคุ้นหูค่อยทำให้ธีระระบายลมหายใจยาวอย่างโล่งใจ เขาหันไปพนมมือไหว้ผู้สูงวัยกว่าแล้วก็เอ่ยทัก

"สวัสดีครับหมอเหวิน"

"พอตี้แต่งตัวแบบนี้แล้วดูแปลกตาไปเลยแฮะ อืม...แต่ก็ดูดี"

ศุภวัฒน์กวาดตามองเขาขึ้นลงแล้วก็เอ่ยชมยิ้มๆ วันนี้นายแพทย์หนุ่มสวมชุดสูทสีดำเหมือนกับวันที่ไปร่วมงานเปิดตัวโน้ตบุ๊คที่กฤตภาสจัด แต่วันนี้ดูแตกต่างเพราะเสื้อตัวในเป็นเชิ้ตสีเทาอ่อนที่ไม่มีปกและไม่ผูกเนคไท

"ขอบคุณครับ คุณหมอเพิ่งมาเหรอครับ?"

"ก็รอให้เคลียร์งานที่คลินิกเสร็จก่อนน่ะ แล้วนี่พร้อมจะขึ้นเวทีมั้ย?"

"ก็คงพอได้แหละครับ เมื่อบ่ายก็ซ้อมเดินไปตั้งหลายรอบแล้ว"

สีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งมุ่ยของเด็กหนุ่มบอกให้รู้ว่าโดนคำถามแทงใจดำ ศุภวัฒน์จึงหัวเราะพลางกวาดตามองไปรอบด้านอย่างแนบเนียน แต่เมื่อไม่เห็นคนที่คาดหวังก็ได้แต่ลอบแยกเขี้ยวในใจ

อะไรกันล่ะเนี่ย...อุตส่าห์ชี้โพรงให้ตั้งขนาดนี้แล้ว อย่าบอกนะว่าไอ้กฤตไม่มา...

“คุณหมอได้ลงชื่อเข้างานหรือยังครับ? เห็นว่ามีของที่ระลึกแจกให้ด้วยนะ”

“ของที่ระลึกเหรอ ของพรรค์นั้นถ้าหลังจบงานแล้วเหลือแม่เขาก็คงเอามาให้เองแหละเพราะว่าเหลือทุกปี...เปลี่ยนใจล่ะ หมอว่าหมอไปลงชื่อเอาของที่ระลึกดีกว่า เดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลังนะตี้”

จู่ๆ ศุภวัฒน์ที่หันมองไปทางอื่นก็หันมาบอกเขายิ้มๆ ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ธีระที่กำลังงุนงงมองตามก่อนจะเบนสายตากลับมาด้านหน้าอีกครั้ง แต่แล้วเมื่อสายตาประสานกับคนที่เดินตรงเข้ามาหาอย่างแน่วนิ่ง ทั้งมือและเท้าของเด็กหนุ่มก็เย็นเฉียบในทันที สมองพลันว่างเปล่า กระทั่งเสียงพูดคุยของผู้คนรอบตัวก็กลายเป็นเพียงเสียงอู้อี้ราวกับถูกกั้นไว้อีกโลก

ทำไม...ถึงได้มาอยู่ที่นี่...

ตรงกันข้ามกับความว้าวุ่นใจที่แสดงออกอย่างชัดเจนของธีระ ใบหน้าของกฤตภาสกลับเรียบเฉย มีเพียงนัยน์ตาที่หากใครได้จ้องนานพอจึงจะสังเกตได้ถึงพายุอารมณ์ที่กำลังซัดสาดอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายใน เขาตั้งใจจะรีบมางานเลี้ยงตั้งแต่ช่วงบ่ายแต่ติดปัญหาที่บริษัทจึงเพิ่งจะได้ปลีกตัวออกมา ตลอดเวลาที่บึ่งรถมายังโรงแรมก็ได้แต่กระวนกระวายว่าจะได้พบธีระจริงไหมมาตลอดทาง เขารู้ดีว่าศุภวัฒน์คงไม่โกหกตอนที่เอาบัตรเชิญเข้างานไปให้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่สามารถสงบใจลงจนกว่าจะได้เห็นธีระกับตาจริงๆ

...เสียที่ไหนกัน

กฤตภาสเป็นคนทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ ถึงแม้ในการทำงานจะค่อนข้างพิถีพิถันกับการวางแผนก็ตาม แต่นั่นเป็นเพราะเขามีลูกน้องในสังกัดซึ่งแต่ละคนก็ล้วนต่างความคิดและนิสัยใจคอ เขาจึงเสี่ยงด้วยการตัดสินใจทุกอย่างตามสัญชาตญาณไม่ได้หากไม่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลให้รัดกุม แต่สำหรับเรื่องส่วนตัวแล้วเขาให้อิสระกับตัวเองเต็มที่ด้วยการไม่ยึดติดแบบแผนใดๆ หรือคิดอะไรล่วงหน้าทั้งสิ้น

และก็เพราะอย่างนี้ เขาจึงไม่ได้จินตนาการไว้ก่อนเลยว่าเมื่อได้เจอธีระเข้าจริงๆ แล้วจะเกิดความรู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่ายิ่งเห็นเด็กนั่นเบิกตาโตมองเขา ความหงุดหงิดที่อีกฝ่ายแอบหนีไปก็ยี่งปรี่ขึ้นมาจนในหัวแทบจะระเบิด เช่นเดียวกับความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระแทกในอกซ้ำแล้วซ้ำเล่านับตั้งแต่วันที่ยอมรับว่าเด็กคนนี้มีอิทธิพลกับเขามากกว่าคนอื่นๆ

ธีระยืนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสมอตรึงไว้กับพื้น ทุกฝีก้าวที่พากฤตภาสใกล้เข้ามาทำให้เขายิ่งสังเกตรายละเอียดของอีกฝ่ายได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ค่ำคืนนี้ร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดสูทสีน้ำตาลโดยที่เสื้อตัวในเป็นคอวีสีขาว การแต่งกายโดยรวมดูลำลองกว่าแขกที่เดินอยู่ในงาน แต่ความแตกต่างนั้นยิ่งขับให้เจ้าตัวดูโดดเด่นท่ามกลางกระแสสีดำและสีเทา หรือว่าที่เลือกสวมชุดนี้มาจะเป็นเพราะจงใจ?

นัยน์ตาซึ่งมองเขาอย่างมุ่งมั่นเหมือนนายพรานมองเห็นเหยื่อที่ตามหาทำให้ใจของธีระยิ่งรัวแรง ขณะเดียวกันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมกฤตภาสถึงได้มางานเลี้ยงแบบนี้ทั้งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกสิ...ต่อให้มีเหตุผลอันสมควรที่จะต้องมางานนี้ก็ตามที เขาควรจะเอะใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่แสดงสีหน้าแปลกใจที่ได้เห็นเขา แถมยังตั้งใจก้าวเข้ามาหาราวกับนั่นคือจุดประสงค์หลักที่มางานนี้มากกว่า

ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็ถอนสายตาจากกฤตภาสแล้วหันไปทางที่ศุภวัฒน์เดินจากไปทันที นายแพทย์หนุ่มกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะลงทะเบียน เมื่อเห็นสายตาของเขาก็รีบยิ้มแล้วหันหนีเหมือนร้อนตัว เด็กหนุ่มจึงตระหนักทันทีว่าโดนคนที่ไว้ใจหักหลังเข้าให้แล้ว ใช่สิ...คนที่เพิ่งรู้จักกันอย่างเขาจะไปสำคัญกว่าเพื่อนที่โตมาด้วยกันได้อย่างไร

กระแสความขุ่นเคืองพลุ่งขึ้นในอกของธีระ ทั้งที่เขาไม่คิดเลยว่าจะมีใครทำให้โกรธแบบนี้ได้อีกนอกจากกฤตภาส ความขุ่นเคืองนั้นช่วยฉุดรั้งสติของเขาคืนมา ทว่าเมื่อตั้งใจจะเดินหนีไปยังห้องแต่งตัว คนที่อยากอยู่ให้ห่างที่สุดให้วินาทีนี้กลับก้าวมาขวางอยู่ข้างหน้า

ระยะที่ประชิดกันอย่างไม่ให้ตั้งตัวนำพากลิ่นน้ำหอมอันคุ้นเคยให้ลอยมาแตะฆานประสาท ธีระอยากจะกลั้นหายใจแต่ก็ไม่ทัน กลิ่นนั้นดึงความทรงจำเก่าๆ ให้หวนคืนมาไปเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับตอกย้ำว่าเขาไม่เคยลืมช่วงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกฤตภาสเลยสักชั่วอึดใจ

ทำไม...ถึงต้องมาอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ด้วย รอให้เขาลืมเรื่องที่เคยเกิดขึ้น ลืมความรู้สึกที่ไม่ควรจะมีในหัวใจไปก่อนไม่ได้หรือไง...


++------++


“ไม่ได้เจอกันนานนะ”

นั่นเป็นประโยคแรกที่กฤตภาสเอ่ยผ่านริมฝีปาก กระทั่งหลุดประโยคนั้นออกไปแล้วถึงค่อยรู้สึกตัวว่ามันไร้สาระแค่ไหน นัยน์ตาสีนิลจับจ้องธีระที่เม้มปากแน่นและไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตา วินาทีนั้นเขานึกอยากจะอุ้มเด็กหนุ่มขึ้นพาดไหล่แล้วพาออกไปหาที่คุยกันตามลำพังใจจะขาด

"ผมมีธุระ ขอตัวก่อนนะครับ"

ธีระเอ่ยโดยที่ยังหลุบตาลงต่ำ ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าหนีก็ถูกรั้งแขนข้างหนึ่งไว้

"ยังไปไม่ได้ เรามีเรื่องต้องคุยกัน"

"ผมว่าเราเคยคุยกันจบไปแล้วนะครับ ไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องคุยกันอีกแล้ว"

"แน่ใจเหรอ นี่เธอคิดว่าฉันลบรูปพวกนั้นหมดแล้วจริงๆ หรือไง? คิดอะไรไร้เดียงสาไปหน่อยล่ะมั้ง”

น้ำเสียงตัดรอนของธีระทำให้กฤตภาสโมโหจนเผลอพูดตรงข้ามกับความในใจ ใบหน้าของอีกฝ่ายที่ซีดเผือดลงทันทีขณะตวัดสายตาขึ้นมองเขาทำให้ในอกของชายหนุ่มปวดแปลบ บ้าเอ๊ย...เขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนี้ แต่ทำไมเด็กนี่จะต้องพยายามหลบเขาเหมือนเป็นตัวน่าขยะแขยงที่แค่อยู่ใกล้ก็หายใจไม่ออกอย่างนั้นด้วย

"ตี้ ได้เวลาไปเตรียมตัวที่หลังเวทีกันแล้วนะแก อุ๊ยตายตาเถรหก!"

สุเมธผละจากการถ่ายรูปเพื่อมาตามธีระ แล้วก็ต้องทำตาโตแทบถลนเมื่อได้เห็นชัดๆ ว่าคนที่ยืนอยู่กับเพื่อนตัวเองคือใคร ธีระรีบอาศัยจังหวะนั้นบิดแขนตัวเองออกจากอุ้งมือของกฤตภาสทันที จากนั้นก็แทบจะวิ่งเข้าไปแอบอยู่หลังสุเมธที่ตัวใหญ่กว่ามาก เมื่อเห็นว่าตัวเองถูกใช้เป็นโล่ห์กำบังระหว่างเพื่อนสนิทกับผู้ชายที่ตัวใหญ่พอๆ กับเขาแต่กำลังทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่าคน สุเมธก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก

"อ่า...เอ่อ..."

"ไปกันเถอะเมธ เดี๋ยวคนอื่นจะรอ"

เด็กหนุ่มจับมือเพื่อนแล้วก็รีบจูงไปทางห้องด้านหลังเวที ทิ้งให้กฤตภาสยืนทำหน้าไม่พอใจอยู่กับที่คนเดียว นัยน์ตาสีนิลเพ่งมองมือของธีระที่กุมอยู่บนมือของสุเมธเขม็ง ฉับพลันก็รู้สึกอยากระบายอารมณ์ด้วยการทำลายข้าวของขึ้นมา

"ใจเย็นๆ ไว้ก่อนเว้ย มึงนี่นะ เล่นทำแบบนั้น ถ้ากูเป็นน้องตี้ก็คงไม่อยากคุยด้วยเหมือนกันแหละวะ"

ศุภวัฒน์เดินเข้ามาตบบ่าเพื่อนดังปุ เขาแอบขยับเข้ามาใกล้ทั้งคู่ตั้งแต่นาทีที่เห็นกฤตภาสจับแขนธีระแล้ว ถึงแม้จะรู้ดีว่าเพื่อนของเขาไม่ใช่คนไร้สมองถึงขั้นจะใช้กำลังหักหาญใคร แต่ไอ้ฝีปากที่เชือดเฉือนยิ่งกว่าคมมีดนั่นแหละที่น่าเป็นกังวลที่สุด

"มึงคิดว่ากูจะทำอะไรเขา?"

"จะไปรู้เหรอ? เมื่อกี้มึงตั้งใจจะทำอะไรหรือเปล่าล่ะ?"

นายแพทย์หนุ่มตอบพลางยักไหล่ ถึงแม้เมื่อครู่จะไม่ได้ยินว่ากฤตภาสพูดว่าอะไร แต่สีหน้าตกใจของธีระก่อนที่เพื่อนจะเข้ามาเรียกก็ทำให้เห็นแล้วอดสงสารไม่ได้

กฤตภาสเพียงแต่เบนสายตากลับไปยังทิศทางที่ธีระเดินจากไปจนกระทั่งลับหายไปตรงหัวมุม มือขวาของเขากำแน่นเข้าเหมือนจะพยายามกุมไออุ่นที่ได้จากการสัมผัสอีกฝ่ายเอาไว้ ตั้งแต่ชั่วแวบแรกที่ได้สบตากันอีกครั้ง เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองคิดถึงเด็กคนนั้นมากแค่ไหน และนั่นก็ทำให้เขายิ่งขัดใจที่พบว่าธีระมีปฏิกิริยาตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ทำไมกัน...หรือเด็กนั่นไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาบ้างเลยหรือไง...

"อ้าว? ลูกกฤต? ตายจริง มาด้วยเหรอลูก?"

"หม่าม้า สวัสดีครับ"

เมื่อได้ยินเสียงทักของวิรดาซึ่งเป็นแม่ของศุภวัฒน์ กฤตภาสก็เก็บแววตาอันลึกล้ำเอาไว้แล้วหันไปไหว้ทักทายอย่างคุ้นเคย ผู้สูงวัยเข้ามาสวมกอดแล้วก็ลูบหลังไหล่เขาด้วยความเอ็นดู

"ดีใจจริงที่ลูกกฤตมาด้วย ตอนแรกหม่าม้าก็ชวนแม่ของเราแล้วนะแต่เขาบอกว่าขี้เกียจออกจากบ้าน อีกประเดี๋ยวงานจะเริ่มแล้วล่ะ เข้าไปข้างในกันสิลูก พวกนางแบบที่จะมาเดินแฟชั่นโชว์คืนนี้สวยๆ กันทั้งนั้นเลย"

"ได้ครับหม่าม้า เดี๋ยวพวกผมจะเข้าไป"

ชายหนุ่มยิ้มให้หญิงสูงวัยที่ผละไปทักทายแขกคนอื่น ศุภวัฒน์หันมามองรอยยิ้มที่แต้มอยู่บนริมฝีปากของเพื่อนแต่ไปไม่ถึงแววตาแล้วก็ส่ายหน้า

"เฮ้อ บางทีกูก็ไม่รู้จะอิจฉาหรือเห็นใจมึงดี"

"หมายความว่าไง?"

กฤตภาสมุ่นคิ้วขณะทั้งสองเดินเข้าไปในห้องจัดงานเลี้ยงด้วยกัน ศุภวัฒน์หันไปหยิบไวน์จากพนักงานเสิร์ฟมาสองแก้วโดยยื่นแก้วหนึ่งให้กฤตภาส จากนั้นก็ยกไวน์ของตัวเองขึ้นจิบก่อนจะขยายความ

"ก็มึงปั้นหน้าเก่งไงล่ะ เวลาอยู่ต่อหน้าคนที่มึงไม่ได้รู้สึกผูกพันด้วยล่ะก็จะแจกยิ้มให้ง่ายๆ ทุกที แต่กับคนที่มีความหมายจริงๆ ดันเอาแต่ทำหน้ายักษ์ใส่ ยิ่งท่าทีของมึงกำกวมแบบนี้ กูว่าที่น้องตี้จะพยายามหนีก็คงไม่แปลก"

แสงไฟในงานเริ่มสลัวลงเมื่อบรรดาแขกเหรื่อส่วนใหญ่ทยอยเข้ามาในห้องจัดงาน กฤตภาสฟังคำเตือนของศุภวัฒน์แล้วก็เพียงแต่ยกไวน์ขึ้นจิบเงียบๆ ทว่าในสมองกลับครุ่นคิด

เขาเป็นคนแบบนั้นหรือ? กฤตภาสรู้ตัวอยู่แล้วเรื่องที่เสแสร้งปั้นหน้าเก่งในเมื่อนั่นเป็นทักษะที่จำเป็นในการเข้าสังคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปกติแล้วเขาเป็นคนที่ชอบทำหน้าเหมือนโกรธเกลียดคนทั้งโลกเสียหน่อย เพิ่งจะมีระยะหลังนี่เองที่เขาเห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาง่ายไปหมด กระทั่งเรื่องที่เคยทำแล้วรื่นรมย์ก็ยังเปลี่ยนเป็นสะอิดสะเอียน ทั้งหมดนี้...ก็เพราะคนที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีอิทธิพลกับความรู้สึกของเขาเพียงคนเดียว

เสียงดนตรีดังขึ้นพร้อมกับที่สปอตไลท์ฉายส่องไปบนเวทีอันเป็นสัญญาณว่าใกล้เริ่มงาน โดยรอบเวทีมีเก้าอี้จำนวนหนึ่งตั้งไว้สำหรับบรรดากรรมการสมาคมและแขกชั้นผู้ใหญ่ ส่วนกฤตภาสกับศุภวัฒน์ยืนเยื้องไปทางด้านหลัง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะส่วนสูงของทั้งคู่ทำให้ค่อนข้างจะได้เปรียบอยู่แล้ว

"พี่กฤต?"

เสียงเรียกจากด้านข้างดึงความสนใจจากกฤตภาสและศุภวัฒน์ให้หันไปมองพร้อมกัน แม้ว่าแสงตรงบริเวณที่พวกเขายืนอยู่จะสลัวแต่ก็ไม่ได้มืดสนิท กฤตภาสจึงเอ่ยทักเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

"มีน? มาได้ยังไงน่ะ?"

"ลูกพี่ลูกน้องของมีนเป็นหนึ่งในนางแบบของงานคืนนี้น่ะค่ะ เขาให้บัตรเชิญแล้วมีนอยู่ว่างๆ ก็เลยมา ไม่นึกว่าพี่กฤตก็จะมางานแบบนี้ด้วย ดูไม่ค่อยเข้ากันเลยแฮะ"

หญิงสาวเอ่ยแล้วก็หัวเราะคิก กฤตภาสจึงแนะนำเกล็ดมณีกับศุภวัฒน์ให้รู้จักกัน จากนั้นพวกเขาทั้งสามก็หันความสนใจไปทางเวทีเช่นเดิม

พิธีกรชายหญิงเดินขึ้นเวทีเพื่อกล่าวทักทายแขกที่มาร่วมงาน จากนั้นก็เชิญหัวหน้าสมาคมขึ้นกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ตามด้วยการแสดงจากเด็กนักเรียนของมูลนิธิต่างๆ ที่ทางสมาคมจะบริจาคเงินหลังเสร็จสิ้นการประมูลให้ เมื่อการแสดงทั้งหมดจบลงก็ถึงเวลาของแฟชั่นโชว์เครื่องเพชรซึ่งเป็นไฮไลท์ของค่ำคืนนี้

“เอาล่ะค่ะ ต่อไปจะเป็นการเดินแบบเพื่อประมูลเครื่องเพชรการกุศลที่ทุกท่านรอคอยนะคะ โดยเครื่องเพชรทุกชุดที่จัดแสดงในงานนี้มาจากบริษัทเดอร์บี้ เจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ และเราจะได้ชมการเดินแบบของนางแบบและนายแบบจนครบทุกชุดก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มทำการประมูลในตอนท้าย หากทุกท่านพร้อมแล้ว ขอเชิญรับชมแฟชั่นการกุศลชุดพิเศษได้เลยค่ะ”

เมื่อสิ้นเสียงประกาศ สปอตไลท์สีขาวที่ส่องไปยังพิธีกรทั้งสองก็หรี่ลง เปลี่ยนเป็นไฟหลากสีสันที่หมุนวนสลับกันบนเวทีพร้อมกับเสียงดนตรีที่เปลี่ยนไป สายตาทุกคู่ถูกดึงดูดไปยังกลางเวทีซึ่งเป็นจุดที่นางแบบและนายแบบคู่แรกจะเดินออกมาเป็นตาเดียว

ยิ่งความตื่นเต้นจากการรอคอยของคนด้านนอกพุ่งสูงมากขึ้นเท่าไหร่ ด้านหลังเวทีก็ยิ่งตื่นตัวไม่แพ้กัน ทีมผู้จัดงานช่วยกันเรียงแถวนางแบบและนายแบบแต่ละคู่ตามลำดับที่ได้ซักซ้อมกันไว้ เมื่อคู่แรกก้าวขึ้นไปบนเวทีโดยมีพิธีกรช่วยแนะนำ เสียงปรบมือก็ดังเกรียวกราวมาถึงหลังเวทีที่พวกธีระยืนอยู่

เนื่องจากการเดินแบบครั้งนี้ต้องเน้นให้แขกที่เข้าชมงานได้เห็นเครื่องประดับชัดๆ ดังนั้นนางแบบและนายแบบจึงรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเดินช้าๆ และพยายามอวดเครื่องประดับให้ได้เห็นกันโดยทั่ว ดังนั้นสำหรับธีระกับพราวภิรมย์ซึ่งอยู่ค่อนข้างกลางๆ ของการแสดงจึงยังพอมีเวลาให้เตรียมใจอีกนิด พราวภิรมย์ดูตื่นเต้นเพราะเด็กสาวยิ้มแย้มขณะที่คล้องแขนของเด็กหนุ่มแน่น ส่วนธีระกลับรู้สึกว่ามือเย็นแต่มีเม็ดเหงื่อผุดบนหน้าผาก

“แอร์ไม่เย็นเหรอคะน้อง แปลกจัง”

หนึ่งในช่างแต่งหน้าหยิบทิชชู่ออกมาช่วยซับเหงื่อให้ธีระและเติมแป้งฝุ่นให้ เด็กหนุ่มจึงพยักหน้าขอบคุณ ฝ่ายพราวภิรมย์หันมาสังเกตเขาแล้วก็เอ่ยทัก

“พี่ตี้ หน้าซีดๆ รึเปล่าคะ?”

“ไม่หรอกครับน้องพราว อาจเพราะเพิ่งเติมแป้งไปเมื่อกี้ก็เลยดูซีดล่ะมั้ง”

ธีระพยายามยิ้มเพื่อให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ สบายใจ มาถึงตอนนี้แล้วจะแสดงความอ่อนแอไม่ได้ ถึงแม้ว่าการได้พบกับกฤตภาสเมื่อครู่จะส่งผลกับเขามากกว่าที่คิดก็ตาม

“คิวต่อไปเตรียมพร้อมด้วยนะครับ”

สต๊าฟที่คอยดูแลคิวเดินเข้ามาบอกพวกเขาขณะที่คู่ซึ่งอยู่ด้านหน้าเดินออกไป จากมุมที่ธีระยืนอยู่นั้นสามารถเห็นบรรดาแขกที่นั่งบนเก้าอี้รอบฝั่งซ้ายของเวทีได้เพราะแสงสปอตไลท์นั้นสว่างไปถึงบริเวณข้างเวทีด้วย แต่ถัดจากเก้าอี้ที่มีเพียงสามแถวไปแล้วจะเห็นแต่เงาตะคุ่มของแขกที่ยืนดูอยู่รอบนอกเท่านั้น

คุณกฤตอยู่ข้างนอกนั่น ที่ไหนสักแห่งในห้องจัดงาน...รอดูเราอยู่...

อาการปวดมวนในท้องหวนกลับมาอีกครั้ง ธีระนิ่วหน้าและขบฟันแน่น มือทั้งสองข้างกำเกร็งจนแม้แต่พราวภิรมย์ก็ขมวดคิ้วตาม เด็กสาวเหลือบเห็นว่าคู่ที่เดินก่อนหน้ากำลังจะกลับมาและพวกเธอก็ต้องเดินสวนออกไปแล้ว จึงหันมากระซิบกับธีระเสียงเบา

“พี่ตี้ไหวมั้ยคะ?”

“...ไหวครับ”

ธีระกระซิบตอบด้วยเสียงเบายิ่งกว่า แต่แค่จะเปล่งคำตอบออกมาให้ได้ก็ยังต้องใช้เรี่ยวแรงในการเค้นเสียงอย่างมาก พราวภิรมย์จึงตบมือลงบนหลังมือเขาเบาๆ

“ถ้างั้นแข็งใจอีกนิดนะคะ ของรอบแรกนี่แป๊บเดียวก็เสร็จแล้วล่ะ แล้วเดี๋ยวกลับมาพราวจะบอกสต๊าฟว่าขอให้พี่ตี้ไปพัก ส่วนเครื่องเพชรที่ต้องประมูลก็ฝากให้นายแบบคนอื่นใส่ขึ้นไปแทนก็แล้วกัน”

เด็กหนุ่มพยักหน้า เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายพยายามเสนอทางช่วยอย่างเต็มที่แล้ว อีกอย่างเวลาที่ออกไปเดินแบบจริงๆ ของแต่ละคู่ก็เพียงแค่นาทีเศษเท่านั้น เวลาเพียงเท่านี้เขาน่าจะทนไหว

“ไปได้เลยครับ”

สต๊าฟหันมาบอกพวกเขาเมื่อคู่ก่อนหน้าใกล้จะกลับมาถึงทางเข้า ธีระจึงสูดหายใจลึกแล้วยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม จากนั้นก็เดินควงคู่พราวภิรมย์ออกไปบนเวที

แสงสว่างจากสปอตไลท์และแฟลชจากกล้องถ่ายรูปทำให้เด็กหนุ่มตาแทบพร่า เขาได้ยินเสียงพิธีกรทั้งสองแนะนำคู่ของเขารวมถึงเครื่องประดับที่แต่ละคนสวมใส่ แต่กลับทำความเข้าใจไม่ได้เลยว่าทั้งสองคนพูดอะไรเพราะในหูอื้อไปหมด เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าต้องออกเดินถ้าไม่ใช่เพราะพราวภิรมย์ช่วยก้าวนำและกระทุ้งแขนเขาเบาๆ เพื่อให้รู้สึกตัว

ธีระหันไปยิ้มให้พราวภิรมย์อย่างขอบคุณ ขณะเดียวกันเด็กสาวก็หันมายิ้มตอบอย่างให้กำลังใจ ถึงแม้จะยังรู้สึกพะอืดพะอมเพราะอาการปวดท้อง แต่พอรู้ว่าคนที่เดินแบบด้วยกันกำลังพยายามช่วยเขาอยู่ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาก

ไม่เป็นไรหรอกตี้ ดูสิ สุดปลายเวทีก็อีกแค่ไม่กี่ก้าวเอง แค่นี้เราต้องทนได้...

สายตาของกฤตภาสจับจ้องธีระนับตั้งแต่วินาทีที่ก้าวขึ้นมายืนบนเวที เสื้อผ้าที่เด็กหนุ่มสวมนั้นเข้ากับบุคลิกได้เป็นอย่างดีทั้งรูปแบบและสีสัน เครื่องประดับที่มีน้อยชิ้นแต่ก็โดดเด่นช่วยเพิ่มความสง่าให้กับชุดที่สวมจนดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ไหนยังจะใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่มองอย่างไรก็สะดุดตา เมื่อใบหน้านั้นยิ้ม ต่อให้แสงสปอตไลท์มืดกว่านี้ก็คงยังสร้างความสดใสให้กับเวทีได้

ชายหนุ่มกำมือแน่นเมื่อตระหนักได้ว่ารอยยิ้มบนใบหน้านั้นไม่ได้ส่งให้เฉพาะเขาแต่เป็นแขกทุกคน เมื่อธีระอยู่ใต้แสงไฟแล้วเด็กหนุ่มก็กลายเป็นจุดรวมความสนใจได้อย่างไม่ยากเย็นเลย เมื่อคิดว่าตอนนี้สายตาทุกคู่ล้วนแต่กำลังจ้องคนบนเวทีเป็นตาเดียว เขาก็รู้สึกเหมือนเลือดในกายเดือดพล่าน ในใจกระวนกระวายจนแทบอยากจะกระโดดขึ้นไปแสดงความเป็นเจ้าของเด็กคนนั้นต่อหน้าทุกคนให้รู้แล้วรู้รอด นานแค่ไหนแล้วที่เขาได้แต่คิดถึงเรือนร่างอบอุ่นที่เคยอยู่ในอ้อมกอด ริมฝีปากได้รูปสีชมพูอ่อนที่บทจะส่งเสียงครางก็ยั่วยวนจนใจกระตุก บทจะตีฝีปากยอกย้อนก็ทำให้เขาโมโหจนลมแทบจุกอกได้รอมร่อคนนี้

แต่เขาคิดไปเองหรือ...ทำไมยิ่งเด็กนั่นเดินออกมาหน้าเวทีมากเท่าไหร่ ริมฝีปากและใบหน้าก็ยิ่งดูซีดเซียวกว่าตอนที่เจอเขาเมื่อช่วงเย็นเข้าไปทุกที

“เฮ้ยกฤต มึงว่าน้องตี้หน้าซีดๆ หรือเปล่าวะ?”

ศุภวัฒน์เอียงคอเข้าไปกระซิบข้างหูเพื่อน เมื่อไม่ได้คำตอบก็หันไปมอง และได้เห็นว่าคนข้างๆ กำลังยืนเพ่งคนบนเวทีเขม็ง สีหน้าท่าทางถมึงทึงจนดูเหมือนถ้าใครไปโดนตัวเข้าตอนนี้อาจโดนหันมาบีบคอก็ได้ เขาจึงได้แต่กลืนน้ำลายแล้วหันกลับไปมองทางเวทีต่อ

ตามลำดับคิวที่ซ้อมกันไว้เมื่อตอนบ่าย เมื่อเดินไปหยุดตรงกลางเวทีแล้วจะต้องเลี้ยวไปทางด้านซ้าย จากนั้นก็เดินเลี้ยวไปทางขวาเพื่อให้แขกในงานได้ชื่นชมเสื้อผ้าและเครื่องประดับได้อย่างชัดเจน จากนั้นจึงค่อยเดินย้อนกลับเข้าไปทางด้านหลังเวทีเพื่อให้นางแบบและนายแบบคู่ถัดไปได้ออกมา

เนื่องจากถูกสปอตไลท์ส่องหน้าเต็มๆ เด็กหนุ่มจึงไม่ได้สนใจมองหน้าแขกในงานที่นั่งและยืนอยู่รอบเวทีมากนัก เขาคิดเพียงแค่ว่าต้องประคองตัวเองไว้จนกว่าจะกลับเข้าไปหลังเวทีให้ได้ แต่แล้วเมื่อกำลังจะพาพราวภิรมย์เดินเลี้ยวจากปีกเวทีด้านซ้ายไปอีกด้าน สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่หลังเก้าอี้แถวสุดท้ายพอดี

คุณกฤต...

นัยน์ตาวาววามที่จ้องราวจะดูดกลืนเขาเข้าไปทำให้ธีระสะท้านเยือก หัวใจพลันเต้นรัวจนดังก้องกลบเสียงดนตรีที่ดังจากลำโพง ความตระหนกและสับสนพาดผ่านนัยน์ตากลมโตอย่างรวดเร็ว กระทั่งถูกมือเล็กที่คล้องแขนอยู่กระตุกเอาไว้ เขาจึงค่อยได้สติและพาพราวภิรมย์เดินเลี้ยวไปอีกฟากของเวทีก่อนที่จะเผลอแสดงสีหน้าน่าหัวเราะออกไป

น่าขำ...จะมองเขาด้วยสายตาอย่างนั้นทำไมกัน ไม่ใช่ว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คือคู่ควงคนล่าสุดหรอกหรือ...

เนื่องจากจุดที่กฤตภาสยืนอยู่นั้นคือบริเวณสุดขอบที่แสงไฟบนเวทีจะส่องถึง เขาจึงเห็นได้เต็มตาว่าด้านขวาของเจ้าตัวมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยยืนอยู่ไม่ห่าง ใบหน้าที่สะดุดตานั้นทำให้เขาเห็นเพียงแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่าเธอคือคนที่กำลังเป็นข่าวกับกฤตภาสในช่วงนี้

คนที่กฤตภาสสามารถพาไปแนะนำกับใครต่อใครได้มากกว่าเขา...

จู่ๆ ธีระก็รู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน ไม่แน่ใจว่าตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ไม่เข้าใจว่าทำไมกฤตภาสจะต้องมาแสดงท่าทางเหมือนยังมีเยื่อใยกับเขาทั้งที่ตัวเองกลับควงคนใกล้ชิดมางานนี้ และยิ่งไม่เข้าใจตัวเองยิ่งกว่า...ว่าทำไมจนถึงขั้นนี้แล้วก็ยังไม่สามารถจะหักห้ามใจจากคนใจร้าย นิสัยโลเลที่มีแต่จะตอกย้ำว่าเขาเกิดมาพร้อมกับความอับโชคได้อีก

คนที่ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันจะให้สิ่งที่เขาต้องการที่สุดได้เป็นอันขาด...

“ว้าย! พี่ตี้!!”

“ตี้!!!”

เสียงร้องอย่างตกใจของพราวภิรมย์และเสียงตะโกนอันคุ้นหูลอยมากระทบโสตของธีระพร้อมกัน เขาก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่เพียงว่าขณะที่กำลังหมุนตัวเพื่อจะพาพราวภิรมย์เดินกลับไปหลังเวที จู่ๆ ภาพเบื้องหน้าก็กลายเป็นความเลือนรางสีเทาเข้ม ขาทั้งสองอ่อนยวบไร้น้ำหนักจนเขาพุ่งตัวหน้าทิ่มไปด้านหน้า ความเจ็บแปลบที่พุ่งขึ้นจากช่องท้องราวกับมีใครเอามีดมาแทงทำให้เขากัดฟันแทบแหลกเพราะเกือบจะทนความเจ็บไม่ไหว

เสียงอื้ออึงหลายเสียงทั้งที่คุ้นเคยและไม่คุ้นดังอยู่รอบกาย เขาได้ยินเสียงคล้ายพิธีกรกำลังบอกให้แขกทุกคนใจเย็นๆ พลันเงาของผู้คนที่เข้ามารุมล้อมก็หายไปเมื่อใครคนหนึ่งช้อนตัวเขาขึ้นอุ้ม อากาศที่ถ่ายเทสะดวกทำให้หายใจง่ายขึ้นเล็กน้อย ทว่าความเจ็บบวกกับแสงสปอตไลท์ที่ส่องแยงตาก็ทำให้ฝืนปรือตาขึ้นได้เพียงนิดเดียว

ท่ามกลางความชุลมุนที่ไหลผ่านประสาทการรับรู้ซึ่งจวนเจียนจะหลุดลอย สิ่งเดียวที่มืออันอ่อนแรงพอจะยึดเหนี่ยวได้มีเพียงเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลของคนตรงหน้า กลิ่นน้ำหอมอ่อนจางอันแสนคุ้นเคย และนัยน์ตาคมสีนิลวาวที่กำลังมองเขาอย่างร้อนรนขณะพาออกจากห้องจัดเลี้ยงเท่านั้นเอง


++---TBC---++



 




Create Date : 01 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2557 13:45:39 น. 5 comments
Counter : 982 Pageviews.

 
โอกาสน้องตี้ในการเอาคืนคุณกฤตกำลังจะมาถึงแล้ว


โดย: sai IP: 1.46.208.37 วันที่: 13 พฤศจิกายน 2557 เวลา:15:06:59 น.  

 
ในที่สุดก็เจอกันแล้ววว^^


โดย: หมูมะนาว IP: 171.96.178.244 วันที่: 13 พฤศจิกายน 2557 เวลา:21:25:46 น.  

 
คุณ sai ในที่สุดเนาะ ^^

*******************

คุณหมูมะนาว ในเรื่องไม่เจอกันเดือนเดียว แต่ด้วยสปีดคนเขียนเลยทำให้รู้สึกเหมือนไม่เจอกันนานม้ากกกกค่ะ


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 14 พฤศจิกายน 2557 เวลา:9:37:10 น.  

 
น้องตี้ของป้า ถึงกับเป็นลมเป็นแล้งเลยหรือลูก...
อยากขอบคุณคุณ bellbomb สำหรับนิยายดีๆอย่างนี้นะคะ แอบอ่านมาสองเรื่องแล้วแต่ไม่ได้แสดงตัวเลย
ขอออกมาให้กำลังใจผู้แต่งสักเล็กน้อย
เรื่องน้องตี้อ่านแล้วหน่วงๆแต่ก็เต็มอิ่มในอารมณ์อย่างไรบรรยายไม่ถูกค่ะ ชอบมากทีเดียว

ปล.คิดถึงคุณรักจังค่ะ อยากให้มาแผลงฤทธิ์ช่วยตี้จัง เฮ้อ ป้าก็มโนไปวันๆค่ะ ตามประสาแม่ยกคุณรักออิอิ ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆทั้งสองเรื่องนะคะ


โดย: SS IP: 94.23.252.21 วันที่: 21 พฤศจิกายน 2557 เวลา:12:26:38 น.  

 
คุณ SS ยินดีที่ได้รู้จักและขอบคุณมากที่ติดตามอ่านนะคะ ดีใจที่ได้รู้ว่ามีแฟนคลับไรอันเพิ่ม ^^ สำหรับเรื่องของน้องตี้นี่ก็เข้าโค้งสุดท้ายเต็มที่แล้วล่ะค่ะ ให้กำลังใจกันต่อไปนะคะ


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 22 พฤศจิกายน 2557 เวลา:12:50:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.