Group Blog
 
All blogs
 

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 12

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 12


และแล้ววันศุกร์ก็มาถึง

ไม่รู้เพราะเมื่อคืนนอนดึกหรือใช้พลังงานในการสู้รบปรบมือกับกฤตภาสมากเกินไป ธีระจึงตื่นมาด้วยอาการเจ็บคอยิ่งกว่าเดิม ช่วงเช้าเขาแวะซื้อยาอมที่ร้านขายยาก่อนจะเดินทางไปทำงาน เมื่อถึงบริษัทก็ช่วยรุ่นพี่ทำงานจุกจิกแล้วแต่ว่าใครจะให้ช่วยทำอะไรตลอดทั้งวัน

วันนี้กฤตภาสมีนัดประชุมกับลูกค้าจึงไม่เข้าบริษัทตั้งแต่เช้า ซึ่งสำหรับธีระแล้วถือเป็นเรื่องดีเพราะยิ่งได้เจอฝ่ายนั้นน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งหายใจปลอดโปร่ง เขาถึงกับภาวนาว่าให้การประชุมยืดเยื้อติดพันจนค่ำมืดดึกดื่นเลยก็ยิ่งดี จะได้ไม่ต้องเจอกันแล้วเขาจะได้หนีกลับก่อน

น่าเสียดายที่นอกจากวันนี้โชคจะไม่เข้าข้างเขาในเรื่องสุขภาพ โชคก็ไม่เข้าข้างเขาในเรื่องผู้ชายเอาแต่ใจคนนั้นเหมือนกัน เพราะก่อนจะถึงเวลาเลิกงานเพียงชั่วโมงเดียว กฤตภาสก็กลับมาถึงบริษัทด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"เฮ้ยๆ คุณกฤตกลับมาแล้ว"

เสียงกระซิบกระซาบส่งต่อกันเป็นทอดๆ เมื่อเห็นกรรมการผู้จัดการเดินขึ้นบันไดมา สีหน้าของเจ้าตัวราวกับหอบความอึมครึมกลับมาเป็นของขวัญให้เหล่าพนักงาน จนกระทั่งร่างสูงใหญ่เดินหายเข้าห้องประจำตำแหน่งไปแล้ว ทุกคนถึงค่อยหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย

"เอ๊ะ? วันนี้คุณกฤตไปประชุมกับใครมานะ?"

"ก็ไอ้ลูกค้าที่เราเคยจัดงานให้เมื่อสามเดือนก่อนที่มันจะเบี้ยวไม่จ่ายเงิน แถมเงินยังตั้งเป็นหลักล้าน คุณกฤตถึงต้องไปทวงด้วยตัวเองไง"

เสียงกระซิบกระซาบกันระหว่างรุ่นพี่ดังมาเข้าหูธีระ เนื่องจากเขานั่งติดหน้าต่างจึงเห็นกฤตภาสเดินมาจากลานจอดรถด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับก่อนคนอื่นๆ เสียอีก แต่พอได้รู้สาเหตุแล้วแทนที่จะเห็นใจ เด็กหนุ่มกลับเป็นห่วงสวัสดิภาพของตัวเองมากกว่า

ถ้าหากผู้ชายคนนั้นอารมณ์เสียไม่เลิก...คืนนี้ความซวยจะไม่มาตกอยู่ที่เขาซึ่งต้องไปนอนด้วยหรือ...

เด็กหนุ่มคิดอย่างหวั่นใจ เหตุการณ์เมื่อคืนทำให้เขารู้ว่ากฤตภาส 'ใจร้าย' กว่าที่คิดได้ถ้าหากไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ดังนั้นยิ่งใกล้จะถึงเวลาเลิกงานเขาก็ยิ่งกระสับกระส่าย ขณะกำลังคิดว่าจะหลบเลี่ยงด้วยวิธีไหนก็มีคนโยนเผือกร้อนมาให้

"ตี้ พี่รบกวนเอาเอกสารนี่ไปให้คุณกฤตเซ็นหน่อยสิ เสร็จแล้วแฟกซ์ไปที่เบอร์นี้ได้เลย พอดีพี่มีนัดต้องรีบไป แต่ไอ้นี่ก็รีบเหมือนกันเพราะซัพพลายเออร์เร่งมา รบกวนหน่อยนะจ๊ะ"

ธีระมองหน้ารุ่นพี่สาวซึ่งมักไปทานมื้อเที่ยงด้วยกันแทบทุกวัน แล้วก็รู้ว่าคงปฏิเสธไม่ได้เพราะอีกฝ่ายก็เคยซื้อน้ำใจเขาไว้มาก จึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ แม้จะไม่อยากรับเลยสักนิด

"ได้ครับพี่กิฟท์"

รุ่นพี่สาวเอ่ยขอบคุณก่อนจะรีบหันไปฉวยกระเป๋าถือแล้วเดินออกไป เพราะขณะนั้นเหลืออีกไม่กี่นาทีก็จะเลิกงานแล้ว เพื่อนร่วมงานคนอื่นต่างก็เริ่มเก็บของเพื่อกลับบ้านบ้าง ต่างกับธีระที่ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ขณะเดินไปเคาะประตูห้องของกฤตภาสก่อนจะเปิดเข้าไป

เจ้าของห้องไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะ แต่ยืนกอดอกสูบบุหรี่อยู่ข้างหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย พอได้ยินเสียงเปิดประตูก็เพียงเหลือบตามามองโดยไม่ขยับตัว นัยน์ตาคมวาวดูดุดันจนเด็กหนุ่มเกือบจะก้าวถอย

แค่ทำหน้าเฉยๆ ก็ไม่อยากเข้าใกล้พอแล้ว นี่ยังจะมาทำหน้ายักษ์ใส่อีก เขาไม่ใช่ลูกค้าที่ตัวเองเพิ่งไปทวงเงินมานะ!

"คุณกฤตครับ พี่กิฟท์ขอให้ช่วยเซ็นไอ้นี่ให้ด้วยครับ ต้องรีบแฟกซ์ให้ซัพพลายเออร์วันนี้"

ธีระเอ่ยพลางวางเอกสารลงบนโต๊ะ แต่กฤตภาสกลับหันไปนอกหน้าต่างแล้วก็สูบบุหรี่ต่อราวกับไม่เห็นอะไร สองขาที่ยืนนิ่งไม่ขยับช่างดูไม่ต่างจากต้นไม้ที่ฝังรากแก้วลงในดิน

เด็กหนุ่มรู้สึกว่าเส้นเลือดบนขมับเต้นตุบ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะรุ่นพี่ขอร้อง ให้ฟ้าถล่มดินทลายเขาก็ไม่ย่างกรายเข้ามาในห้องนี้ด้วยความสมัครใจเด็ดขาด แต่ยังไม่ทันจะออกปากเร่งก็ถูกเจ้าของห้องเอ่ยตัดหน้า

"เธอนี่...ใครขอให้ทำอะไรก็ทำหรือไง?"

กฤตภาสอัดควันเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะเดินมานั่งลงที่โต๊ะ ปลายนิ้วแข็งแรงขยี้ก้นบุหรี่ลงกับที่เขี่ยโลหะทรงเหลี่ยม คำถามนั้นทำให้ธีระนึกโมโหเพราะรู้ว่ากำลังโดนหาเรื่อง

"ถ้ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรงผมก็ช่วยครับ อีกอย่างถ้าคุณไม่เซ็นผมก็ไม่เดือดร้อนหรอก ถึงยังไงนี่ก็บริษัทคุณ ถ้าอยากแกล้งลูกน้องให้ทำงานไม่ทันก็ตามสบาย"

เสียงช่วงท้ายประโยคของเขาแตกพร่าเพราะเจ็บคอจนต้องหันไปกระแอม ฝ่ายกฤตภาสเลิกคิ้วนิดหนึ่งขณะหยิบปากกาขึ้นมาถอดปลอกออก จากนั้นก็ตวัดชื่อเป็นภาษาอังกฤษลงในช่องที่ทำเครื่องหมายไว้ให้

"พูดอย่างกับตัวเองไม่ได้เป็นพนักงาน"

"ก็แค่เด็กฝึกงานที่ไม่ได้เงินเดือนหรือสวัสดิการ ผมไม่นับว่าตัวเองเป็นพนักงานหรอกครับ"

ธีระเอ่ยจบก็นิ่วหน้าพลางกลืนน้ำลาย ดูเหมือนอาการเจ็บคอของเขาจะแย่กว่าเดิมจึงรีบเดินเข้าไปหยิบเอกสารเพื่อจะได้รีบออกจากห้อง แต่กฤตภาสกลับดึงกระดาษแผ่นนั้นไปก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะได้สัมผัส พอเขามุ่นคิ้วพลางเหลือบตาขึ้นก็สบตาเข้ากับคนที่กำลังมองมาอยู่แล้ว

"บางทีฉันก็นึกสงสัยนะ ว่าเธอช่างต่อปากต่อคำแบบนี้กับทุกคนหรือเป็นแค่กับฉัน"

"นั่นน่ะ..."

ยังไม่ทันเค้นคำโต้ให้จบประโยค ความระคายคอก็ทำให้ธีระชะงักก่อนจะหันหนีไปไอโขลกใหญ่ เขารีบเอามือป้องปากพลางไออย่างแรงจนแสบทั้งคอและหน้าอกไปหมด ขณะกำลังคิดว่าควรถอยไปตั้งหลักนอกห้องก่อนดีกว่าเพราะน้ำตาเล็ดไปหมดแล้ว ร่างสูงใหญ่ก็ลุกมายืนข้างๆ พร้อมกับยื่นแก้วน้ำให้

ธีระเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายทั้งที่ยังเอามือป้องปาก แต่ก็เห็นเพียงใบหน้าเรียบเฉยจึงรับน้ำมาดื่มเพราะแสบคอจนแทบทนไม่ได้ เด็กหนุ่มพยายามสูดหายใจเข้าออกยาวๆ หลังกลืนน้ำทีละอึกๆ จนกระทั่งรู้สึกว่าอาการระคายคอทุเลาลง จึงค่อยยกหลังมือขึ้นปาดริมฝีปากพร้อมกับยื่นแก้วคืนด้วยความประดักประเดิด

น่าขายหน้าเป็นบ้า...

"...ขอบคุณครับ"

เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างเสียไม่ได้ ไม่ทันไรก็สะดุ้งเมื่อกฤตภาสโน้มตัวลงยันแขนทั้งสองบนขอบโต๊ะโดยกักเขาไว้ตรงกลาง ลมหายใจที่พ่นลงบนหน้าผากทำให้นัยน์ตากลมโตเหลือบขึ้นอย่างระแวง

"รู้รึเปล่าว่าทำไมฉันถึงไม่เคยยุ่งกับพนักงานในบริษัท?"

"ทำไมงั้นเหรอ...ในเมื่อคุณตั้งกฎแบบนั้นเองก็ต้องรู้เหตุผลอยู่แล้วสิ จะมาถามผมทำไม"

ธีระตอบขณะถอยหนีขึ้นนั่งบนโต๊ะเพราะอีกฝ่ายขยับตัวเข้าประชิด ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มมุมปากที่ไม่น่าไว้วางใจของคนถาม ลมหายใจของเขาก็ยิ่งติดขัดเพราะรู้สึกถึงเค้าลางที่ไม่ค่อยดี

"เหตุผลข้อแรก เพราะฉันไม่อยากให้พนักงานมัวแต่แข่งกันเรียกร้องความสนใจจนไม่เป็นอันทำงาน ส่วนเหตุผลข้อที่สอง เพราะฉันกลัวว่าเดี๋ยวจะตบะแตกในเวลางานซะเอง แต่ในเมื่อเธอไม่นับว่าตัวเองเป็นพนักงานที่นี่ แถมตอนนี้ก็นอกเวลางานแล้ว ดังนั้นก็ไม่ถือว่าฉันแหกกฎล่ะนะ"

เด็กหนุ่มเบิกตากว้างเมื่อกฤตภาสดันไหล่เขาให้หงายหลังลงบนโต๊ะ จากนั้นร่างสูงใหญ่ก็แทรกตัวเข้ามายืนกลางหว่างขาแล้วก้มลงมาผนึกริมฝีปากพร้อมกับสอดมือเข้ามาใต้เสื้อ ฝ่ามือหนาใหญ่ป่ายปัดไปทั่วผิวกายขณะที่ปลายลิ้นอุ่นยื่นเข้ามาไล้เพดานลิ้นจนธีระสำลักลมหายใจ แต่แล้วเสียงคนพูดคุยและเสียงฝีเท้าที่ดังลอดประตูเข้ามาก็ทำให้เขาตระหนักว่าด้านนอกยังมีเพื่อนร่วมงานเหลืออยู่ ความตระหนกเพราะกลัวใครจะเข้ามาเห็นทำให้เด็กหนุ่มรวบรวมกำลังแล้วผลักกฤตภาสออกเต็มแรง

ร่างสูงใหญ่เซถอยไปเล็กน้อย เปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มตะเกียกตะกายลงจากโต๊ะโดยมีเป้าหมายคือพุ่งไปที่ประตูห้องให้ไว้ที่สุด แต่ก็ยังช้ากว่ากฤตภาสที่ตั้งหลักได้แล้วและกระชากแขนเขากลับเข้าไปในอ้อมกอดอีกครั้ง

"ลืมเอกสารแล้วหรือไง? ไหนบอกว่าต้องรีบเอาไปส่งแฟกซ์?"

ผู้สูงวัยกว่าก้มลงกระซิบเสียงเบาก่อนจะไล้ปลายลิ้นบนติ่งหู สัมผัสนั้นทำให้ธีระขนลุกราวกับถูกไฟลวก เขาพยายามจะดันกฤตภาสออกแต่ก็สู้แรงที่โอบรัดไม่ไหว

"คุณก็ปล่อยผมสักทีสิ!"

ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเขาคงตะโกนใส่ไปแล้ว แต่นี่เป็นห้องในบริษัทที่หากทำอะไรเสียงดังเกินไปอาจเล็ดลอดถึงหูคนนอกห้องได้ เด็กหนุ่มจึงทำได้เพียงกดเสียงต่ำขณะตะคอกอีกฝ่ายด้วยใบหน้าร้อนฉ่า

"คืนนี้ฉันมีธุระเลยยังกลับไม่ได้ เอาคีย์การ์ดไปแล้วก็กลับไปรอที่ห้องซะ คืนนี้ฉันอาจจะกลับดึกหน่อย แต่ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ให้เธอเสียเวลามานอนเฉยๆ แน่"

ถ้าหากกฤตภาสเป็นกองไฟ ธีระก็คิดว่าตอนนี้เขาคงถูกเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่านไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะการกระทำอุกอาจไม่เกรงใจหรือคำพูดหน้าด้านชวนระคายหู คนคนนี้ก็ดูจะไม่สะทกสะท้านกับการแสดงออกของตัวเองสักนิด

"ไม่คิดบ้างรึไงว่าผมจะเอาคีย์การ์ดคุณแล้วหนีไปนอนที่อื่น?"

เด็กหนุ่มพยายามใช้ศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ตอบโต้เพื่อให้รู้ว่าเขาไม่เต็มใจ แต่กฤตภาสกลับแค่นยิ้มเยือกเย็น

"ฉันก็แค่แจ้งตำรวจว่าเธอขโมยทรัพย์สิน รับรองไม่เกินชั่วโมงก็หาตัวเจอแล้ว คืนนี้อยากนอนห้องฉันหรือฝากขังที่สถานีตำรวจล่ะ?"

กฤตภาสเอ่ยพลางหยิบคีย์การ์ดออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แต่กลับสอดมันเข้าไปในกระเป๋ากางเกงด้านหลังของธีระก่อนจะตบมือลงบนสะโพกเพรียวเบาๆ จากนั้นก็เหลือบตาขึ้นยิ้มยียวนให้จนเด็กหนุ่มอยากจะเอาปากกาทิ่มลูกตาคู่นั้นให้บอด

เวลาอยู่กับพวกผู้หญิงก็ใช้คำพูดคำจาแบบนี้รึไงกัน!?

"เอ้า"

ร่างสูงใหญ่ปล่อยมือจากเขาแล้วก็หันไปหยิบเอกสารบนโต๊ะมายื่นให้ ธีระจึงได้แต่เม้มปากอย่างข่มอารมณ์ขณะฉวยกระดาษมา แต่ยังไม่ทันก้าวไปถึงประตูก็ถูกสำทับไล่หลังจนอยากหันไปเขวี้ยงของใส่คนพูดซะให้ปากแตก จะได้เลิกพูดจากวนประสาทเขาเสียที

"เย็นนี้กินข้าวแล้วก็อาบน้ำรอซะให้เรียบร้อยล่ะ ตอนจะนอนก็ไม่ต้องใส่อะไรนะ เว้นว่าอยากจะให้ฉันเป็นคนถอดให้"

โอ๊ย! นี่เขาทำกรรมอะไรไว้ถึงต้องมาเจอกับคนโรคจิตพรรค์นี้นะ!!



++------++



หลังจากเก็บของและปิดคอมพิวเตอร์เรียบร้อย ธีระก็ติดรถรุ่นพี่มาลงที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพราะไม่อยากรีบตรงไปที่คอนโดของกฤตภาส หลังจากกินข้าวเย็นแล้วเขาก็ขึ้นไปที่ชั้นโรงภาพยนตร์เผื่อว่าจะมีหนังน่าสนใจให้ดูฆ่าเวลา แต่ปรากฏว่าเรื่องที่กำลังเข้าฉายนั้นมีแต่แนวสยองขวัญหรือไม่ก็รักโรแมนติกซึ่งไม่เข้ากับสภาพอารมณ์เขาสักเรื่อง สุดท้ายจึงตัดสินใจลงไปเดินเล่นที่แผนกเสื้อผ้าชายระหว่างรอเวลาห้างปิด

ปกติธีระไม่ค่อยซื้อเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้าเพราะหาแบบและไซส์ที่ถูกใจไม่ค่อยได้ อีกอย่างก็มีร้านที่ไปอุดหนุนประจำคือร้านของลูกพี่ลูกน้องที่ตลาดนัดจตุจักรในวันหยุดอยู่แล้ว แต่เพราะว่าลูกพี่ลูกน้องคนนั้นชอบถามโน่นนี่ซอกแซกจนเกินไปเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว หลังจากเลิกกับณรงค์แล้วเขาจึงไม่ได้แวะไปหามาเป็นเวลาหลายเดือน

เสื้อตัวนี้แบบคล้ายๆ กับที่พี่รงค์ชอบใส่เลย ถ้าหากซื้อแล้วส่งไปให้เป็นของขวัญ...จะถูกมองว่าเขายังพยายามจะตามตื๊อหรือเปล่านะ...

เด็กหนุ่มคิดขณะหยิบเสื้อตัวหนึ่งออกมาจากชั้นแขวน เสื้อตัวนั้นเป็นผ้ายืดเนื้อดีแขนสามส่วนแบบที่ณรงค์มักใส่เวลาไปทำงาน เขาพลิกดูไซส์แล้วก็เห็นว่าเป็นขนาดเดียวกับเสื้อที่ณรงค์ใส่ประจำจริงๆ จึงลองเอาไปยืนทาบตัวหน้าเสากลางร้านซึ่งติดกระจกเอาไว้

"ถ้าเสื้อตัวนั้นอาจไซส์ใหญ่ไปหน่อยนะครับ ถ้าสนใจเดี๋ยวผมไปหยิบไซส์เล็กมาให้"

"อ๋อ ไม่ต้องหรอกครับ ผมดูไปให้คนอื่นน่ะครับ"

ธีระหันไปยิ้มตอบพนักงานที่เดินเข้ามาแนะนำ ก่อนจะตัวแข็งทื่อเมื่อมองเลยไปเห็นใครคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน ใบหน้าหล่อคมแบบลูกครึ่งนั้นติดตรึงในความทรงจำจนเพียงแค่ได้เห็นแวบแรกก็จำได้ทันที

ผู้ชายคนที่มัดหัวใจของพี่รงค์จนปันใจให้เขาไม่ได้

ผู้ชายคนนั้นเดินเข้าร้านมากับหนุ่มลูกครึ่งอีกคนที่ตัวสูงกว่าเล็กน้อย ทั้งสองมัวพูดคุยกันจนไม่ได้สังเกตเห็นเขา ธีระจึงรีบเข้าไปหลบข้างชั้นเสื้อผ้าขณะรอให้ทั้งคู่เดินผ่านไป เมื่อลองยื่นหน้าออกมาอีกครั้งก็เห็นว่าสองคนนั้นกำลังยืนเลือกเสื้ออยู่ชั้นเยื้องๆ กันนี่เอง

อะไรกัน...พอลับหลังพี่รงค์ก็ออกมาเที่ยวกับผู้ชายคนอื่นเหรอ นี่เห็นพี่รงค์เป็นของเล่นหรือยังไง...

ธีระรู้ดีว่าถึงอย่างไรณรงค์ก็ไม่มีวันเห็นเขาเป็นคนสำคัญ จึงได้พยายามจะมองว่าฝ่ายนั้นเป็นพี่ชายตามที่เจ้าตัวเคยบอกตอนที่พบกันเป็นครั้งสุดท้าย แต่ถ้าหากว่าเจ้าหนุ่มลูกครึ่งนี่แอบมาคบคนอื่นลับหลังให้พี่รงค์เสียใจ เขาไม่มีวันยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปเฉยๆ แน่

เด็กหนุ่มหันไปแขวนเสื้อในมือกลับเข้าที่ จากนั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวตามสองหนุ่มลูกครึ่งที่เดินเลือกเสื้อผ้าไปเรื่อยๆ โดยระวังไม่ให้รู้ตัว ขณะที่เข้าไปใกล้พอที่จะแอบถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือจากมุมเฉียงด้านหลัง เสียงสนทนาเป็นภาษาอังกฤษก็ลอยผ่านอากาศมาเข้าหูของเขา

"Why don't you bring Narong with you so he can choose whatever he wants to wear himself?"

"James. I asked you to come with me so you can help me choose his birthday present, if you don't want to help then get the hell out."

"Yeah right. I feel so honored to help my cousin pick a gift for his boyfriend."

"Shut the fuck up and tell me what you think about this color. He doesn't have any green shirt in his wardrobe."

บทสนทนาระหว่างทั้งสองเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงออสเตรเลียที่ค่อนข้างฟังยาก แต่ธีระก็จับใจความได้มากพอที่จะรู้ว่าเรื่องราวไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด ผู้ชายคนนี้ไม่ได้นอกใจณรงค์ และผู้ชายอีกคนที่มาด้วยกันก็เพียงแค่เป็นลูกพี่ลูกน้อง

นี่เขากำลังทำบ้าอะไรอยู่...

"ขอโทษนะครับ เดี๋ยวเสื้อมันจะยับนะครับ"

"อ๊ะ ขอโทษครับ"

ธีระเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขาเผลอขยำไหล่เสื้อสูทบนราวแขวนจนยู่ยี่เมื่อมีพนักงานเดินเข้ามาเตือน เสียงของทั้งคู่เรียกความสนใจจากหนุ่มลูกครึ่งทั้งสองให้หันมามอง ทันทีที่สบตากับเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนซึ่งหรี่ตามองเขาเหมือนคุ้นหน้า ธีระก็รีบหันหลังแล้ววิ่งออกไปจากร้านทันที

ไม่นะ... ผู้ชายคนนั้นคงจะจำเขาไม่ได้ใช่ไหม...

เด็กหนุ่มออกวิ่งผ่านร้านค้าซึ่งอยู่บนชั้นเดียวกันแล้วก็รีบเลี้ยวลงบันไดเลื่อน เขาหันไปมองด้านหลังเป็นระยะราวกับกลัวว่าหนุ่มลูกครึ่งคนนั้นจะตามมา แต่หลังจากที่หนีมาจนถึงชั้นล่างสุด ผลักคนที่ขวางทางไปก็หลายคนจนได้หลบเข้าไปในห้องน้ำชาย เด็กหนุ่มก็หายใจหอบพร้อมกับตระหนักได้ว่าเขาไม่มีเหตุผลที่ต้องวิ่งหนีเลยสักนิดเดียว

ในห้องน้ำว่างโล่งเพราะใกล้จะถึงเวลาที่ห้างปิดทำการ ธีระจึงเดินอย่างกะปลกกะเปลี้ยไปเปิดก๊อกน้ำเพื่อล้างหน้า หลังจากเอาน้ำเย็นลูบหน้าแรงๆ หลายๆ ครั้งแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองกระจก ภาพที่เห็นมีแต่แววตาซึ่งเต็มไปด้วยความละอายและอดสูที่จ้องมองเขากลับมา

ทำไมเมื่อกี้ถึงได้คิดบ้าๆ ถึงขั้นจะแอบถ่ายรูปสองคนนั้นแล้วส่งไปให้พี่รงค์ได้นะ ถึงชีวิตคู่ของพวกเขาจะไปได้ดีหรือระหองระแหงก็ไม่ใช่ธุระกงการของเขาไม่ใช่หรือไง...อยากให้พี่รงค์มองว่าเราลดตัวลงไปกลายเป็นพวกโรคจิตหรือยังไงกัน...

ความคิดนั้นทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มหนาวยะเยือก ธีระยังจำได้ดีถึงวันที่ณรงค์นัดพบเพื่อปรับความเข้าใจให้ตรงกันเรื่องสถานะของพวกเขา ตอนนั้นเขาแอบหลบพวกเพื่อนๆ ออกไปพบอีกฝ่ายตามนัดเพราะไม่อยากให้มาก่อกวนณรงค์ และเนื่องจากว่าเขาร้องไห้ไปก่อนหน้านั้นเป็นอาทิตย์ตั้งแต่ตอนที่เห็นจดหมายซึ่งณรงค์เขียนทิ้งไว้ให้ในเช้าวันสุดท้ายที่ยังเป็น 'คนรัก' กัน เขาจึงไม่เหลือน้ำตาจะหลั่งยามที่ได้เห็นหน้าเจ้าตัวอีก


"ไม่มีอะไรที่พี่จะทำแล้วชดเชยความผิดให้กับตี้ได้เลยนอกจากเป็นพี่ชายที่ดีให้ แต่ว่าตี้ยังต้องเติบโตไปทำความรู้จักคนอื่นอีกมาก และพี่รู้ว่าน้องชายคนนี้เข้มแข็งพอที่จะเดินต่อไปได้ถึงแม้จะไม่มีพี่"

"พี่รงค์...ตอนที่คบกัน...มีสักแวบไหมที่พี่รงค์ไม่ได้มองว่าตี้เป็นแค่น้องชาย?"

เด็กหนุ่มถามด้วยเสียงแหบโหย ขณะที่คนถูกถามหลุบตาลงมองมือสองข้างที่ประสานกันอยู่บนโต๊ะครู่หนึ่ง

"...ถึงตอนนี้คำตอบของพี่ก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว พี่อยากให้ตี้มองไปถึงอนาคตข้างหน้ามากกว่า อนาคตที่ตี้มีโอกาสที่จะมีความสุขมากกว่าตอนนี้"



ณรงค์ตอบก่อนจะยื่นมือมาลูบผมเขาเบาๆ และธีระก็รู้ดี...นั่นเป็นความอ่อนโยนที่มากที่สุดเท่าที่อีกฝ่ายจะมอบให้ได้ก่อนจากกัน จะไม่มีอ้อมกอด รอยจูบ หรือการกระทำที่มากกว่านั้นเพื่อปลอบโยนหลังจากถ้อยคำที่บอกชัดว่าชีวิตของพวกเขานับแต่นี้จะต่างคนต่างไป

ถึงแม้จะคิดว่าน้ำตาเหือดแห้งไปหมดแล้วตลอดหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ณรงค์จะนัดพบ แต่ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นจะสามารถเปิดทำนบน้ำตาของเขาให้ไหลทะลักอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีเพียงหยาดน้ำที่ไหลพรากโดยที่ธีระไม่ฟูมฟายหรือกรีดร้องเลยสักแอะเดียว

รักครั้งแรกของเขาจบแล้ว...จบลงที่บทสรุปว่าเขาคืออุบัติเหตุซึ่งบังเอิญจับพลัดจับผลูเข้าไปขวางเส้นทางรักของคนอื่น สุดท้ายจึงต้องถูกดีดออกมาในฐานะที่เป็นส่วนเกิน

ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าศันสนีย์กับสุเมธรู้ได้อย่างไรว่าเขานัดคุยกับณรงค์ที่ไหน แต่หลังจากที่พวกเขาคุยกันเสร็จและแยกย้ายกันเรียบร้อย เพื่อนทั้งสองก็เดินเข้ามาหาเขาพลางจูงกลับไปที่รถของศันสนีย์ ก่อนที่ทั้งคู่จะโอบกอดและลูบหลังไหล่เขาที่ก้มหน้าร้องไห้จนตัวโยนด้วยความเข้าอกเข้าใจ ไม่มีคำปรามาศว่าเขาโง่หรือด่าทอณรงค์ให้ได้ยิน มีเพียงถ้อยคำให้กำลังใจและขอให้เขาระบายความอัดอั้นตันใจออกมาเสียให้พอ

แล้วหลังจากนั้นเขาก็ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นอีกเลย...

เด็กหนุ่มก้าวออกมานอกห้างสรรพสินค้าขณะที่พายุฝนกำลังซัดกระหน่ำ กระแสลมโบยตีจนกิ่งไม้ลู่ลมไปในทิศเดียวกัน เสียงน้ำฝนเม็ดใหญ่ๆ ที่ร่วงกระทบพื้นแข่งกับเสียงฟ้าร้องเบื้องบนจนดังเสียดแก้วหู แต่เขาไม่อาจกลับเข้าไปหลบฝนในห้างได้เพราะเป็นเวลาปิดทำการแล้ว แถวผู้โดยสารที่ต่างพยายามโบกเรียกรถแท็กซี่อย่างไร้ผลก็ทำให้เขารู้ว่าตนคงไม่อาจไปไหนได้ด้วยวิธีนั้นเช่นเดียวกัน

เด็กหนุ่มหยีตาขึ้นมองสายฟ้าที่แลบเป็นสายคดเคี้ยวก่อนจะตามมาด้วยเสียงกัมปนาท ไม่นานเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ชุ่มน้ำฝนจนเปียกไปถึงผิวกาย เขารู้ดีว่าเสื้อผ้าที่อยู่ในกระเป๋าเป้ก็คงเปียกโชกไปหมดแล้วแต่หาได้ใส่ใจ เพราะความหนาวเหน็บในยามนี้ดูจะเป็นยาชาที่ดีที่สุดให้แก่ใจที่บอบช้ำจากความทรงจำครั้งเก่าก่อน

จริงสิ...ต้องไปห้องคุณกฤต...

ความคิดนั้นผุดขึ้นในสมองอันมึนชาราวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งถูกกู้ได้สำเร็จ เด็กหนุ่มหันหนีจากแถวของผู้คนนับร้อยที่กำลังยืนเบียดเสียดริมถนนเพื่อแย่งรถแท็กซี่ จากนั้นก็ออกเดินไปบนฟุตบาทเพื่อมุ่งสู่สถานที่ที่เขารู้ดีว่าจะช่วยให้ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ได้ชะงัดที่สุด



++--------++



ป่านนี้แล้วยังไม่มา...ไปติดฝนอยู่ที่ไหนนะ...

กฤตภาสคิดขณะนั่งมองพายุฝนซึ่งโหมกระหน่ำอยู่ด้านนอกจากภายในห้องนั่งเล่น เขาไม่ได้เปิดไฟสักดวงเพราะจู่ๆ ก็นึกอยากซึมซับความงามในความพิโรธของธรรมชาติ หลังจากกลับมาถึงห้องจึงเพียงแค่อาบน้ำแล้วก็หยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาใส่ จากนั้นก็เทวิสกี้ใส่แก้วมานั่งดื่มพลางชื่นชมการแสดงแสงเสียงของท้องฟ้าไปเรื่อย

ชายหนุ่มไม่คิดจะโทรศัพท์ตามธีระ เขาเดาได้ว่าเด็กหนุ่มคงเจตนาจะเล่นแง่เพื่อไม่มาที่ห้อง หรือไม่เช่นนั้นก็รั้งเวลาเพื่อมาให้ดึกที่สุด และบังเอิญที่พายุฝนซึ่งเทเป็นฟ้ารั่วก็เหมาะที่ฝ่ายนั้นจะใช้เป็นข้ออ้างพอดี เพราะขนาดเขาเองยังต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงกว่าจะขับรถกลับมาถึงคอนโด

มือใหญ่หยิบแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มก่อนจะหลับตาแล้วเอนพิงพนัก ความว้าวุ่นใจเมื่อช่วงบ่ายสงบลงหลังได้เจอเพื่อนซึ่งเป็นทนายความและมีเส้นสายที่จะช่วยให้เขาได้เงินค่าจ้างจากลูกค้าที่พยายามจะบิดพลิ้ว ถึงแม้ในการทำธุรกิจนั้นการรักษาหน้าของลูกค้าจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากลูกค้ารายนั้นเป็นลูกค้าชั้นเลว เขาก็มีวิธีจัดการในแบบของเขาเพื่อไม่ให้น้ำพักน้ำแรงที่ทุ่มไปต้องเสียเปล่าเช่นกัน

นัยน์ตาคมกริบปรือขึ้นเมื่อได้ยินเสียง 'ฟืด' เบาๆ เหมือนมีคนรูดคีย์การ์ดที่หน้าห้อง ตามมาด้วยเสียงเปิดและปิดบานประตู เขาได้ยินเสียงเฉอะแฉะจากรองเท้าชุ่มน้ำซึ่งถูกถอดออก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาในห้องโดยไม่เปิดไฟ

"ไม่กลัวเดินชนอะไรเข้าหรือไง? หรือไม่รู้ว่าสวิทช์ไฟอยู่ตรงไหน?"

กฤตภาสเอ่ยถามด้วยระดับเสียงที่ดังกว่าปกติเพื่อให้ดังกว่าเสียงฝน เขาได้ยินเสียงคล้ายกับคนอุทานด้วยความตกใจจึงหันไปทางนั้น สายฟ้าซึ่งสว่างวาบขึ้นเผยให้ทั้งสองมองเห็นกันและกันได้อย่างชัดเจนวูบหนึ่ง

"ผมน่าจะถามคุณมากกว่าว่าทำไมไม่เปิดไฟ มานั่งทำอะไรอยู่ได้ในห้องมืดๆ"

เสียงของคนถามเหนื่อยอ่อนและดูเหมือนฟันจะสั่นกระทบกัน ซึ่งไม่น่าแปลกใจหากพิจารณาจากสภาพเปียกปอนที่กฤตภาสได้เห็นเมื่อครู่ เขาหมุนแก้วให้ความเย็นจากน้ำแข็งกระจายทั่วแล้วกระดกวิสกี้ขึ้นดื่มจนหมด

"นานๆ ทีฉันก็นึกครึ้มอยากมองฟ้าแลบฟ้าร้องไปตามเรื่อง เธอนั่นแหละทำไมตัวเปียกได้ขนาดนั้น หรืออยากรีบมาหาฉันจนไม่นั่งแท็กซี่เลยหรือไง?"

ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนก่อนจะก้าวไปหาธีระ เนื่องจากเขานั่งในความมืดมานานพอสมควร สายตาจึงชินกับความมืดสลัวจนมองเห็นร่างของเด็กหนุ่มที่ยืนเป็นเงาตะคุ่มๆ อยู่กลางห้องนั่งเล่น เขาเดินเข้าไปแล้วก็ยกมือแนบบริเวณผิวแก้มเนียนลื่น และพบว่าสัมผัสที่ได้รับเย็นเฉียบจนเรียวคิ้วหนาขมวดมุ่น

ตัวเย็นขนาดนี้คงไม่ใช่ว่าเพิ่งจะตากฝนมาไม่นานแน่ เด็กคนนี้มาถึงนี่ด้วยวิธีไหนกัน

"เมื่อเย็นไปไหนมา?"

"ไปเดินเล่นในห้าง พอห้างปิดผมเลยออกมาก็เห็นว่าฝนตกหนักแล้ว จะเรียกแท็กซี่ก็คิวยาว เลยเดินฝ่าฝนไปลงรถไฟฟ้า แล้วก็โบกมอเตอร์ไซค์ให้มาส่งหน้าคอนโด"

ธีระตอบอย่างว่าง่ายผิดปกติ แต่กฤตภาสฟังแล้วกลับไม่สบอารมณ์ เพราะดูเหมือนคนพูดจะไม่ได้ตระหนักเลยว่าตัวเองทำเรื่องอันตรายเพียงใดที่นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ในสภาพอากาศเลวร้ายเช่นนี้

"ไปอาบน้ำซะ ฉันไม่อยากกอดคนเป็นหวัด"

กฤตภาสรู้ตั้งแต่เมื่อตอนเย็นแล้วว่าธีระไม่ค่อยสบาย แต่ก็ไม่ได้คาดว่าเด็กหนุ่มจะบ้าบิ่นถึงขั้นไม่ใส่ใจอาการของตัวเองแล้วตากฝนมาหา แต่พอจะเดินไปทางสวิทช์ไฟก็ชะงักเพราะถูกอ้อมแขนของคนตัวเล็กกว่ารั้งเอวไว้

ร่างสูงใหญ่หยุดการเคลื่อนไหวทันที ทุกครั้งจะมีแต่เขาที่เป็นฝ่ายเข้าหาและสัมผัสเด็กหนุ่มก่อนเสมอ นี่เป็นครั้งแรกที่ธีระเป็นฝ่ายเริ่ม ความแปลกใจทำให้กฤตภาสอึ้งไปอึดใจหนึ่ง

"เป็นอะไรไป?"

"อย่าเปิดไฟนะ"

คนพูดไถศีรษะไปมาบนแผ่นหลังเขาราวกับเด็กน้อยที่กำลังออดอ้อน แต่กฤตภาสรู้ว่าธีระไม่มีวันทำเช่นนี้กับเขาในสภาพอารมณ์ปกติแน่ จึงค่อยๆ ดึงอ้อมแขนที่โอบรอบเอวออกแล้วหมุนตัวกลับไปหา

"ทำไม?"

ฟ้าแลบปลาบอีกครั้ง เผยให้เห็นเสี้ยวหน้าของธีระซึ่งกำลังเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาเว้าวอน ภาพที่เห็นทำให้กฤตภาสขมวดคิ้วอีกครั้ง

"เธอ..."

ชายหนุ่มได้แปลกใจอีกคำรบเมื่ออ้อมแขนเย็นเฉียบโน้มลำคอเขาลงไปหา ขณะที่เจ้าตัวเขย่งเท้าขึ้นเพื่อจูบเขา สัมผัสของปลายลิ้นร้อนผ่าวซึ่งตัดกับริมฝีปากเย็นชืดเป็นเพียงสิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ร่างลวงของภูตพรายที่มากับสายฝน

"อย่าเปิดไฟ...แล้วคืนนี้ผมจะให้ทุกอย่างที่คุณต้องการ ผมขอร้อง"

คำขออันไม่เป็นเหตุเป็นผลทำให้กฤตภาสตามความคิดของเด็กหนุ่มไม่ทัน แต่เมื่อธีระเริ่มสอดมือเข้ามาใต้เสื้อคลุมอาบน้ำของเขาแล้วลูบไล้ไปมา ขณะเดียวกันก็พรมจูบไปตามซอกคอและแผ่นอก เขาก็ไม่คิดจะสืบสาวราวเรื่องอีกว่าอะไรทำให้เด็กหนุ่มแปลกไปในคืนนี้

"แน่ใจนะว่าทุกอย่าง แม้กระทั่ง...."

กฤตภาสก้มลงกระซิบคำพูดที่เหลือข้างหูของเด็กหนุ่ม ขณะเดียวกันก็ยกมือขึ้นปลดกระดุมบนเสื้อที่เปียกจนแนบเนื้อตัวให้ เขาได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของอีกฝ่ายหลังจากเอ่ยคำขอของตัวเองจบ แต่แล้วก็เห็นศีรษะที่ผงกให้ในความสลัว

"ได้...ขอแค่อย่าเปิดไฟก็พอแล้ว"

เสียงนั้นเบาและแหบพร่า กฤตภาสจึงแค่นยิ้มพลางถอดเสื้อผ้าที่เปียกโชกของธีระออกจนร่างกายที่เย็นเฉียบเปลือยเปล่า จากนั้นก็ช้อนตัวเด็กหนุ่มขึ้นอุ้มแล้วเดินเข้าไปในห้องนอน ธีระเบียดตัวเข้าหาเขาพร้อมกับยกสองแขนขึ้นมาโอบรอบคอราวกับจะขอแบ่งปันไออุ่น ท่าทางออดอ้อนนั้นทำให้กฤตภาสนึกเอ็นดูจนก้มลงไปแนบริมฝีปากบนเรือนผมที่เปียกชื้นทีหนึ่ง สายฟ้าภายนอกที่วาบขึ้นเป็นระยะสั้นๆ เผยให้เขาเห็นนัยน์ตากลมโตบนใบหน้าเนียนที่กำลังหลุบต่ำ

กฤตภาสวางเด็กหนุ่มบนเตียงก่อนจะขยับขึ้นนั่งแล้วเอนหลังพิงหมอน เขารั้งท้ายทอยธีระเข้ามาจูบพร้อมกับใช้ฝ่ามือลูบไล้ไปทั่วเพื่อให้ผิวกายที่เย็นชืดอบอุ่นขึ้น กระทั่งเริ่มรับรู้ได้ว่าคนในอ้อมแขนไม่หนาวสั่นเหมือนตอนแรกที่เข้ามาในห้องแล้ว ชายหนุ่มจึงค่อยๆ ดันไหล่ของเด็กหนุ่มที่นั่งคร่อมบนตักให้ถอยต่ำลงพลางแยกขาออกกว้าง

ลมหายใจซึ่งร้อนผ่าวและหนักหน่วงเป่ารดบนหน้าท้องของเขา ก่อนที่ปลายนิ้วเรียวจะค่อยช้อนความเป็นชายของเขาขึ้นและลูบไล้ไปมา จากนั้นสัมผัสอุ่นชื้นก็ตวัดไล้บนส่วนปลายก่อนที่โพรงปากอุ่นจะค่อยๆ ดูดกลืนความแข็งแกร่งเมื่อธีระขยับศีรษะขึ้นลงเป็นจังหวะ

กฤตภาสแหงนหน้าขึ้นหลับตาพลางดื่มด่ำกับกามารมณ์ที่เด็กหนุ่มมอบให้ ลมหายใจของเขากระชั้นถี่ขณะสอดมือข้างหนึ่งเข้าในเรือนผมหมาดชื้นของคนที่กำลังปรนเปรอเพศรสให้ตามที่ถูกขอ จนเมื่อธีระเร่งจังหวะเร็วและรับแก่นกายของเขาเข้าในช่องปากมากขึ้น สายฟ้าที่แลบเป็นช่วงก็ทำให้กฤตภาสได้เห็นภาพของเด็กหนุ่มที่กำลังก้มหัวปรนนิบัติแก่นกายของเขาจนอารมณ์ดิบพุ่งทะยานเกินจะทนไหว

มือใหญ่รั้งศีรษะธีระให้อยู่กับที่ขณะบังคับให้ดูดกลืนไอรักของเขาให้หมด กระทั่งรับรู้ได้ว่าไม่หลือหยาดหยดตกค้างอีกแล้วจึงค่อยผ่อนแรงที่กดคออีกฝ่ายไว้ เขามองเด็กหนุ่มลุกจากเตียงแล้วเดินหายไปในห้องน้ำพลางฟังเสียงเปิดก๊อกและบ้วนปากโดยไม่ได้ลุกตามไป กระทั่งเมื่ออีกฝ่ายเดินกลับมานั่งบนเตียง เขาจึงค่อยดันร่างเพรียวสมส่วนให้เอนหงายก่อนจะเป็นฝ่ายเข้าทาบทับบ้าง เขาไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มจงใจหรือไม่ แต่ท่วงท่าเร่าร้อนที่เจ้าตัวแสดงออกยามถูกล่วงล้ำก็ราวกับคำเชิญชวนให้เขาตักตวงความสุขได้ตามใจจนกว่าจะอิ่มหนำ และกฤตภาสก็พร้อมจะให้ตามที่ขอในเมื่อเขาทนอึดอัดยามค่ำคืนเพื่อรอวันนี้มาตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ

เขาไม่รู้หรอกว่าคืนนี้ธีระแปลกไปเพราะอะไร ในเมื่อการยอมตามใจอีกฝ่ายจะทำให้เขาได้กำไรขนาดนี้ เรื่องสาเหตุอะไรนั่นค่อยไปสืบหาเอาภายหลังก็ยังไม่สาย...



++---TBC---++



A/N: ตอนนี้ใครที่คิดถึงณรงค์กับไรอันคงได้กรี๊ดกันที่ได้เห็นสองคนนี้โผล่มากันคนละแว้บ (รวมถึงตาเจมส์อีกคน) ส่วนใครที่ไม่ชอบณรงค์ตั้งแต่เรื่องก่อน คาดว่ามาอ่านตอนนี้คงยิ่งรังเกียจเฮียเข้าไปใหญ่ (เขาก็เอาแต่ใจเพราะพิษรักจากไรอันล่ะนะ เอิ๊ก) จากตอนนี้ก็จะเข้าสู่จุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์ของตากฤตกับน้องตี้แล้วล่ะค่ะ มีซีนอารมณ์ที่เขียนไปต้องถอนหายใจเฮือกๆ ตามเลยทีเดียว ใน "แค่สบตา ก็รู้ว่ารัก" นึกว่าน้องภัทรเจ็บแล้วที่โดนทิ้ง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าน้องตี้จะขึ้นแท่นนายเอกสุดโศกอันดับหนึ่งของเราไปแล้วนะนี่ ยังไงฝากตามให้กำลังใจน้องตี้กันต่อไปนะคะ ขอบคุณทุกคอมเม้นต์ในตอนก่อนและสำหรับตอนนี้ด้วยค่ะ




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2556    
Last Update : 19 ตุลาคม 2556 20:46:29 น.
Counter : 10663 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 11

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 11


เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน พนักงานที่นำข้าวกล่องมาเองก็พากันเข้าไปนั่งทานในห้องครัวของบริษัท ส่วนอีกกลุ่มที่ไม่ได้ซื้ออะไรไว้ก็พากันเดินออกไปหาข้าวทานที่ตลาด ธีระก็เป็นคนหนึ่งที่ตามพวกพี่ๆ ออกไปข้างนอก

"แบบเวทีเป็นไงบ้างน่ะอาร์ท? เดี๋ยวเราต้องให้ลูกค้าดูแล้วก็ต้องรีบส่งให้ซัพพลายเออร์ทำอีกนะ"

"สักบ่ายสามบ่ายสี่จะส่งให้ก็แล้วกัน พอดีคุณกฤตคอมเม้นต์ว่าให้แก้อีกหน่อย"

ระหว่างที่แต่ละคนนั่งทานข้าวก็ถามไถ่กันเรื่องงานไปด้วย ส่วนธีระได้แต่นั่งตักก๋วยจั๊บน้ำใสทานไปเงียบๆ ด้วยความหิว ไม่นานรุ่นพี่คนหนึ่งก็หันมาถาม

"จริงสิ เดี๋ยวเย็นนี้เลิกงานแล้วตี้จะไปฟิตเนสกับพวกพี่ใช่มั้ย? เตรียมเสื้อผ้าสำหรับมาเปลี่ยนแล้วใช่ไหมจ๊ะ?"

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มแหย เพราะความจริงเขาเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างมาพร้อม แต่ตอนนี้กลับต้องมาคิดหาข้ออ้างให้แนบเนียนว่าทำไมจึงไม่สามารถไปด้วยได้แล้ว

"คือ...ผมรู้สึกเหมือนจะมีไข้น่ะครับพี่กิฟท์ เลยคิดว่าเย็นนี้กลับไปนอนเร็วหน่อยดีกว่า ขอโทษด้วยนะครับ พอจะชวนใครไปแทนได้ไหม"

แววตาของรุ่นพี่ทั้งโต๊ะมองมาที่ธีระเป็นตาเดียว ทำเอาเขารู้สึกผิดที่ไม่รักษาสัญญา พลันก็มีมือยื่นมาแตะหน้าผากจากฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ

"เอ...ตัวก็แค่อุ่นๆ ไม่ได้ร้อนมากนี่นา ไม่ได้มีน้ำมูกหรือเจ็บคอใช่ไหมตี้?"

ธีระกะพริบตามองรุ่นพี่ที่ยังทาบมือบนหน้าผาก แต่ก็ส่ายหน้าแล้วตอบตามตรง "ไม่ได้เป็นอะไรมากครับพี่อาร์ท แค่เมื่อยเนื้อตัวนิดหน่อย ถ้าได้กลับไปนอนเยอะๆ พรุ่งนี้ก็คงหาย"

"แหม...ห่วงน้องห่วงนุ่งจังนะคะพี่อาร์ทขาาาาา"

เสียงจากรุ่นพี่สาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่หัวโต๊ะแซวขึ้น เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากทุกคนที่กำลังทานมื้อเที่ยงด้วยกัน แต่อรรณพเพียงแค่ยักไหล่

"แหงสิ...น้องยังเด็กก็ต้องห่วง ยิ่งเป็นเด็กน่ารักด้วยก็ควรจะยิ่งห่วง"

คราวนี้เพื่อนร่วมโต๊ะบางคนเป่าปากวี้ดวิ้ว ส่วนธีระได้แต่ผสมโรงหัวเราะตาม เขาไม่คิดจะแย้งเพราะรู้ว่ามีแต่จะยิ่งทำให้โดนล้อหนักขึ้น การเป็นคนอายุน้อยที่สุดในวงสนทนา บางครั้งการจะเลี่ยงเป็นจุดสนใจที่ได้ผลที่สุดก็คือเออออห่อหมกตามเวลาโดนเย้าแหย่ไปซะ แล้วไม่นานทุกคนก็จะหันไปคุยเรื่องอื่นกันเอง

"จะว่าไป เห็นว่าลูกค้าจะใช้นิกกี้ในงานเปิดตัวสินค้าแทนคนที่ทางเราเสนอไปเหรอ?"

เสียงจากรุ่นพี่ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะอีกด้านถามขึ้น หญิงสาวซึ่งเป็นผู้ประสานงานกับลูกค้ารายนี้โดยตรงจึงพยักหน้า

"อื้อ เห็นว่ามีเส้นกับผู้จัดการของนิกกี้ก็เลยดึงมาได้ คิดอีกทีก็ดีเหมือนกัน ลดงานของทางเราไปอย่าง"

"เห? งั้นนี่ก็จะเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นคุณกฤตกับนิกกี้พร้อมกันน่ะสิ งี้คุณกฤตไม่ดี๊ด๊าแย่เหรอตอนได้ยินว่าแฟนจะมาเป็นพรีเซนเตอร์ในงานของลูกค้าน่ะ?"

"ไอ้บ้า แกเคยเห็นคุณกฤตทำท่าดี๊ด๊าไหมล่ะยะ? ตอนฉันบอกเขาก็แค่ทำหน้านิ่งๆ เฉยๆ แบบที่ชอบทำเวลาคุยงานนั่นแหละ"

ธีระเอาแต่นั่งฟังโดยไม่ออกความเห็น เขาเพียงทานก๋วยจั๊บไปจนหมดแล้วก็หยิบแก้วน้ำขึ้นดื่ม

อ้อ...สรุปว่าที่ผู้ชายคนนั้นทำหน้าดุตอนที่เขาเข้าไปหาก็เพราะรู้ว่าจะต้องร่วมงานกับแฟนตัวเองสินะ แล้วก็คงจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองพลาดที่ดันมาตกลงทำสัญญาบ้าๆ บอๆ กับเขาไว้ล่ะสิ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน...เผื่อว่าเรื่องระหว่างพวกเขาจะได้ไม่ต้องลากยาวไปจนกระทั่งหมดกำหนดสามเดือน

ธีระตระหนักว่าตนไม่ใช่คนดีนักที่ไม่นึกเห็นใจดาราสาวคนนั้นสักเท่าไหร่ เพราะเท่าที่เคยได้ยินจากกฤตภาสว่าไม่มีใครรู้จักหมายเลขห้องก็แสดงว่าเจ้าตัวไม่เคยให้ความสำคัญกับคนที่คบด้วยมากนักอยู่แล้ว และหากจะเทียบสถานะกันจริงๆ เธอคนนั้นก็ยังนับว่าโชคดีกว่าเขามาก เพราะไม่ได้คบกับกฤตภาสภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้องยอมทำตามคำสั่งของคนเอาแต่ใจนั่นแบบที่เขากำลังโดนอยู่ตอนนี้

"ตี้ พวกสาวๆ เขาจะเดินดูของในตลาดกันก่อน เราจะไปเดินเล่นกับเขาหรือจะกลับบริษัทกับพี่?"

"หา? เอ่อ..."

ธีระเงยหน้าขึ้นมองคนถาม แล้วจึงเพิ่งรู้ตัวว่ารุ่นพี่คนอื่นๆ ต่างแยกย้ายกันไปแล้ว ที่โต๊ะเหลือเพียงเขา อรรณพ แล้วก็รุ่นพี่อีกคนที่ตามมาทีหลังและเพิ่งจะเริ่มทานข้าวเท่านั้น

"งั้นผมกลับกับพี่อาร์ทเลยดีกว่าครับ"

"โอเค ถ้างั้นขอพี่ไปหาซื้อขนมไว้กินเล่นหน่อย ตะกี้กินข้าวแล้วยังไม่ค่อยอิ่มเลย"

เด็กหนุ่มพยักหน้าพลางเดินตามรุ่นพี่ไปยังรถเข็นขายขนมซึ่งกระจุกอยู่ที่มุมด้านหนึ่งของตลาด หลังจากได้ของกินเล่นกันคนละนิดละหน่อยจึงค่อยเดินเลียบถนนในซอยเพื่อกลับบริษัท

"พี่เพิ่งสังเกตเห็นว่าเรากินชานมไข่มุกแทบทุกวันเลยนะ ชอบเหรอ?"

อรรณพหันมาถามขณะทั้งสองเดินเข้าไปในซอยด้วยกัน ธีระเหลือบตาลงมองแก้วพลาสติกในมือแล้วก็ยิ้ม

"ปกติก็ไม่ค่อยกินครับพี่อาร์ท แต่เจ้านี้เขาทำไม่ค่อยหวานดี แถมชอบให้ไข่มุกเยอะด้วย"

"เราไปอ้อนเจ๊คนขายเขาไว้หรือเปล่าล่ะ สงสัยเห็นว่ามีหนุ่มน้อยชอบมาซื้อบ่อยๆ ก็เลยแถมให้หวังผลล่ะมั้ง"

"โอ๊ย ไม่ใช่หรอกพี่อาร์ท เขาคงเอ็นดูเพราะผมเคยบอกว่าจะมาฝึกงานแถวนี้แค่สามเดือนมากกว่า"

อรรณพฟังแล้วก็ยิ้ม "อืม...แต่ถ้าเรียนจบแล้วตี้ยังอยากทำงานที่นี่ก็มาสมัครได้นะ พี่ว่าคุณกฤตก็ชอบใจเราอยู่ เขาคงรับแบบไม่ต้องสัมภาษณ์เลยแหละ"

ประโยค 'พี่ว่าคุณกฤตก็ชอบใจเราอยู่' ทำเอาธีระใจกระตุกวูบ เขาพยายามสังเกตท่าทีของคู่สนทนาว่าที่พูดเช่นนี้เพราะรู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องของเขากับกฤตภาสหรือไม่ แต่ก็ไม่เห็นท่าทางผิดสังเกตจึงลองถามเพื่อหยั่งเชิง

"พี่อาร์ทคิดว่าคุณกฤตจะรับถ้าผมมาสมัครจริงเหรอครับ?"

คราวนี้คนถูกถามเอียงคออย่างใช้ความคิด "อืม...ปกติคุณกฤตไม่รับพนักงานใหม่ง่ายๆ หรอกนะ อย่างตี้อาจจะพิเศษหน่อยตรงที่เป็นเด็กฝึกงานแล้วไม่ได้รับเงินเดือน แต่เท่าที่เห็นก็ดูแกไว้ใจให้ช่วยพวกพี่ทำโน่นทำนี่ แสดงว่าก็คงจะชอบใจอยู่บ้างล่ะน่า"

ธีระฟังคำอธิบายแล้วก็ผ่อนลมหายใจโล่งอก เพราะนั่นหมายความว่ารุ่นพี่ของเขาเพียงแต่คาดเดาเอาเองโดยไม่ได้นึกโยงไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับกฤตภาส ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่รู้จะสู้หน้าอีกฝ่ายอย่างไรดี

"สงสัยเขาจะชอบใจเพราะได้แรงงานฟรีๆ มาใช้ตั้งสามเดือนมากกว่านะพี่อาร์ท"

"ฮ่าๆๆ ปากร้ายเหมือนกันนะเรา อย่าไปเผลอพูดให้คุณกฤตได้ยินเชียวล่ะ"

อรรณพหัวเราะพลางยื่นมือมายีผมเขาโดยที่ธีระก็หัวเราะตาม ขณะนั้นทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ถึงบริษัทแล้ว แต่เพราะมัวแต่คุยเล่นกัน จึงต่างก็ไม่รู้ว่ามีใครคนหนึ่งลอบสังเกตความสนิทสนมของทั้งคู่ผ่านหน้าต่างของห้องประจำตำแหน่งอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์


++------++


เมื่อนาฬิกาบอกเวลาหกโมงเย็น พนักงานหลายคนซึ่งไม่มีงานคั่งค้างก็ทยอยปิดคอมพิวเตอร์เพื่อกลับบ้าน ขณะที่กลุ่มรุ่นพี่ซึ่งค่อนข้างสนิทกันก็เดินมาบอกธีระให้รีบกลับไปนอนพักผ่อนไวๆ โดยที่เด็กหนุ่มก็ยิ้มและพยักหน้ารับแต่โดยดี

เขานั่งเล่นคอมพิวเตอร์ฆ่าเวลาอยู่ไม่นานก็มีข้อความเข้ามาที่มือถือ เมื่อเปิดอ่านดูก็อดไม่ได้ที่จะย่นจมูกแล้วปรายตาไปทางประตูห้องของคนที่ยังไม่เดินออกมา แต่ก็เพียงปิดคอมพิวเตอร์ หยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายแล้วก็เดินลงจากอาคารโดยไม่ลืมกล่าวลารุ่นพี่บางคนที่ยังนั่งทำงานก่อนจะออกไป

ธีระเดินออกจากอาคารแล้วก็อ้อมไปยังลานจอดรถมุงหลังคาด้านหลัง เขานั่งรอที่ม้านั่งใต้ต้นหูกวางพลางหยิบโทรศัพท์มาเปิดโปรแกรมแชทกับศันสนีย์ที่ยุโรปและสุเมธซึ่งกลับบ้านที่หาดใหญ่ เพื่อนทั้งสองคุยเล่นหยอกล้อกันไปมาพลางเล่าเหตุการณ์ที่เจอมาแต่ละวันให้เขารู้ ในขณะที่ธีระเพียงแต่ผสมโรงคุยเล่นไปด้วยโดยไม่เอ่ยถึงเรื่องส่วนตัวมากนัก เพราะเขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่บอกใครเรื่องกฤตภาสเด็ดขาด

เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงปลดล็อกประตูรถด้วยรีโมทคอนโทรลทำให้เด็กหนุ่มรีบพิมพ์ลาเพื่อนๆ เขาเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วก็ลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นกฤตภาสเดินมาที่รถ จากนั้นก็เพียงเดินไปเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารแล้วก้าวเข้าไปนั่งอย่างรู้หน้าที่ ทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกันจนกระทั่งรถแลนด์โรเวอร์สีดำแล่นออกมาสู่ถนนใหญ่ กฤตภาสซึ่งกำลังบังคับพวงมาลัยถึงค่อยถามขึ้น

"อุตส่าห์เมสเสจมาบอกว่าให้นั่งรอที่ล็อบบี้ข้างล่าง จะออกไปนั่งตากลมรอแถวลานจอดรถทำไมล่ะ?"

"ผมนั่งในตึกมาตั้งแต่เช้าแล้วครับ พอหมดเวลางานก็อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง"

เด็กหนุ่มตอบโดยไม่หันไปมองคนถาม แต่จากหางตาก็พอจะเห็นว่าคู่สนทนาเหยียดยิ้มมุมปาก เขาไม่อยากสนใจอีกก็เลยหันไปมองนอกหน้าต่างเสีย ในเมื่อเจ้าตัวบอกไว้เองว่าอยากกินอาหารญี่ปุ่น ถ้างั้นจะพาเขาไปไหนก็มีค่าเท่ากัน รีบพาไปกินให้เสร็จซะทีก็ดี เขาจะได้รีบๆ หาข้ออ้างแยกตัวกลับหอไปพักผ่อน

การจราจรที่ติดขัดยามเย็นบวกกับสายฝนที่ตกปรอยๆ ทำให้พวกเขาเสียเวลากับการเดินทางไปพอสมควร กว่าจะไปถึงที่หมายซึ่งตั้งอยู่ในซอยอันซับซ้อนกลางใจเมืองจึงเป็นเวลาเกือบจะสองทุ่ม และธีระก็หิวจนคิดว่าตอนนี้เขาสามารถกินข้าวคนเดียวหมดหม้อได้เสียด้วยซ้ำ

โชคดีว่าฝนหยุดตกแล้ว เด็กหนุ่มจึงเปิดประตูลงจากรถหลังจากกฤตภาสดับเครื่องเรียบร้อย แต่เมื่อมองไปยังอาคารที่อยู่ตรงหน้าก็ได้แต่นิ่งอึ้ง เพราะถึงแม้ตัวอาคารจะมองอย่างไรก็ญี่ปุ่นจ๋า ไม่ว่าจะหลังคา ประตูหรือต้นไม้ซึ่งล้วนราวกับถอดแบบมาจากหนังสือภาพ แต่เขามองอย่างไรก็เห็นว่ามันดูเหมือนบ้านคนอาศัยมากกว่าร้านอาหาร

"เป็นอะไรไป?"

กฤตภาสถามพลางเดินเข้ามาใกล้ ธีระจึงหันไปถามคนที่กำลังยิ้มมุมปากด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย

"เอ่อ...นี่ใช่ร้านอาหารแน่เหรอครับคุณกฤต?"

นอกจากเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูไม่เหมือนร้าน การที่รถของกฤตภาสเป็นยานพาหนะหนึ่งเดียวนอกจากจักรยานที่จอดพิงอยู่ข้างๆ ประตูก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนที่นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับต้อนรับลูกค้ามากเข้าไปใหญ่ แต่กฤตภาสกลับหัวเราะแล้วก็เดินนำเขาไปยังประตูหน้า

"ฉันไม่ทะเล่อทะล่าพามาบ้านใครก็ไม่รู้หรอกน่ะ ที่นี่เขาขายอาหารจริงๆ แต่เปิดเฉพาะวันที่เจ้าของอยากเปิดก็เท่านั้น"

เมื่อเลื่อนประตูกระจกเข้าไป ธีระก็พบกับชานด้านหน้าซึ่งเป็นที่สำหรับให้ถอดรองเท้าก่อนจะเดินขึ้นไปบนพื้นเสื่อญี่ปุ่นที่ยกสูงกว่าพื้นปูน ด้านหนึ่งของตัวบ้านมีเคาน์เตอร์ซึ่งเต็มไปด้วยขวดเหล้าสาเกวางเรียงราย ส่วนบริเวณกลางบ้านมีโต๊ะไม้เตี้ยๆ สำหรับรับแขกวางอยู่หกโต๊ะ เบาะที่นั่งซึ่งวางอยู่รอบแต่ละโต๊ะเป็นเบาะผ้าทรงกลม ความเรียบง่ายซึ่งไร้สิ่งประดับรุงรังทำให้ไม่รู้สึกว่าร้านคับแคบ

"อิรัชชัยมาเสะ สวัสดีครับคุณกฤต ไม่ได้มาซะนานเลย"

"สวัสดีครับคุณโหน่ง วันนี้ขอเซ็ทประจำวันสองชุดนะครับ พอดีพาเด็กมาด้วย น่าจะหิวแย่แล้ว"

ธีระหน้ามุ่ยทันทีที่ถูกพาดพิง แต่ก็พนมมือขึ้นไหว้เจ้าของร้านซึ่งท่าทางจะอายุมากกว่ากฤตภาสหลายปี ทั้งสองถูกนำไปนั่งที่โต๊ะก่อนที่เจ้าของร้านจะนำผ้าเย็นกับน้ำชามาเสิร์ฟให้

เสียงดนตรีซึ่งเป็นเสียงเครื่องสายแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ดังมาจากลำโพงด้วยระดับเสียงกำลังดี ธีระมองรอบตัวไปมาด้วยความรู้สึกสนใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วถามคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม

"ร้านนี้ไม่มีเมนูให้เหรอครับ?"

"หือ? ไม่มีหรอก ร้านนี้เขาทำเมนูประจำวันแค่สองหรือสามอย่าง แล้วก็ไม่ได้เปิดทุกวันด้วย ถ้าอยากรู้ว่าเขาจะทำเมนูอะไรบ้างในวันนั้นก็ต้องโทรมาเช็คเอง"

ธีระรับฟังด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยรู้จักร้านอาหารที่นอกจากจะลักษณะเหมือนบ้านแล้วก็ยังเปิดปิดตามใจเจ้าของเช่นนี้เลย เด็กหนุ่มมองไปรอบตัวอีกครั้งเพื่อซึมซับบรรยากาศ แต่เพราะรู้สึกว่าถูกคนที่พามาจ้องมอง เขาเลยลุกหนีไปที่ชั้นหนังสือพลางทำทีเป็นเลือกนิตยสารมาพลิกดู ทั้งที่แต่ละเล่มเป็นภาษาญี่ปุ่นซึ่งอ่านไม่ออกทั้งสิ้น

"มาแล้วค่ะคุณกฤต"

เด็กหนุ่มหันกลับมาที่โต๊ะเมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงดังขึ้นจากด้านหลัง และเห็นหญิงสาวที่น่าจะอายุมากกว่ากฤตภาสเล็กน้อยกำลังวางอาหารซึ่งหน้าตาเหมือนกันสองชุดลงบนโต๊ะ เธอหันมายิ้มให้ธีระก่อนจะผายมือไปยังถาดอาหารเหล่านั้น

"ทานให้อร่อยนะคะ"

"อ๊ะ ครับ"

ธีระผงกศีรษะตอบเพราะกิริยาท่าทางรวมถึงสำเนียงของเธอบ่งบอกชัดว่าเป็นคนญี่ปุ่น เด็กหนุ่มเดินกลับมานั่งที่และพบว่ากฤตภาสกำลังจิบสาเกจากจอกแก้วรูปทรงผอมเรียว ผู้สูงวัยกว่าเห็นสายตาแสดงความสนใจของเขาจึงถามขึ้น

"อยากชิมมั้ย?"

"เอ่อ..."

ความจริงเขาเคยตั้งใจว่าชีวิตนี้จะไม่แตะต้องแอลกอฮอลล์อีกแล้ว แต่เพราะได้กลิ่นหอมๆ ของข้าวหมักที่โชยมา แถมกฤตภาสยังจิบด้วยท่าทางดูน่าอร่อย เขาเลยพยักหน้า

"ขอนิดเดียวก็พอครับ"

เด็กหนุ่มมองดูกฤตภาสเทของเหลวจากขวดแก้วที่แช่เย็นจนเป็นฝ้าลงในจอกที่เจ้าตัวเพิ่งดื่มหมด จากนั้นก็รับจอกแก้วนั้นมาดมก่อนจะหันด้านที่ยังไม่สัมผัสกับริมฝีปากของกฤตภาสขึ้นจิบ

"ขม..."

เด็กหนุ่มเบ้ปากพลางยื่นแก้วคืน สมัยที่ยังออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เขาจะชินกับเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่ผสมน้ำอัดลมจนหวานเสียมากกว่า เมื่อมาเจอรสชาติของเหล้าสาเกที่เป็นแอลกอฮอลล์บริสุทธิ์จึงไม่ถูกปากเท่าไหร่ ฝ่ายกฤตภาสเพียงหัวเราะแล้วก็รับจอกกลับไปดื่มเหล้าส่วนที่เหลือ

"ฉันว่ามันหวานขึ้นกว่าเมื่อกี้นะ"

ธีระรู้ว่ากฤตภาสจงใจดื่มตรงจุดเดียวกับที่ริมฝีปากของเขาจรดลงไปเมื่อครู่ จึงพยายามทำเป็นไม่สนใจแล้วก้มลงทานอาหารตรงหน้า เพราะรู้ว่าถึงต่อปากต่อคำอย่างไรก็สู้คนหน้าด้านหน้าทนไม่ไหวอยู่ดี

อาหารมื้อนั้นนับได้ว่าคนปรุงให้มาอย่างไม่หวงเครื่องสักนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวห่อไข่ ซุป สลัด เต้าหู้เย็น แล้วยังมีของแถมเป็นไอศกรีมพุดดิ้งที่ทางร้านทำเองอีก เมื่อบวกกับความหิวจึงทำให้ธีระจัดการอาหารหมดเกลี้ยงในเวลาเพียงไม่นาน

เมื่อทั้งคู่ลุกจากโต๊ะไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์หน้าทางเข้า เจ้าของร้านซึ่งเป็นคนต้อนรับพวกเขาก็เดินออกมาส่งถึงจุดที่กฤตภาสจอดรถ

"แล้ววันหลังมาอีกนะครับคุณกฤต โยโกะเขาดีใจที่เห็นคุณกฤตพาเพื่อนมาด้วยเป็นครั้งแรก เลยทำอาหารให้ซะเยอะเลย"

"เดี๋ยวถ้าจะมาอีกผมจะโทรมาแล้วกันครับ ฝากขอบคุณโยโกะซังด้วยครับคุณโหน่ง"

ธีระได้ยินบทสนทนาก็แปลกใจแต่ลอบเก็บคำถามไว้ เพราะการที่ทั้งสองรู้จักมักคุ้นกันขนาดนี้ก็แสดงว่ากฤตภาสคงมาอุดหนุนที่ร้านค่อนข้างบ่อย แต่ส่วนที่ทำให้เขาแปลกใจคือการได้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่เคยพาใครมาด้วยมากกว่า

หลังจากกฤตภาสขับรถห่างออกมา ธีระก็มองไปด้านหลังและเห็นว่าชายหนุ่มเจ้าของร้านกำลังเลื่อนประตูรั้วปิด จึงหันไปถามคนที่กำลังขับรถด้วยความสงสัย

"นี่เขารับแขกแค่วันละไม่กี่โต๊ะแล้วอยู่ได้เหรอครับ?"

เพราะตลอดเวลาที่พวกเขาทานอาหารนั้นธีระไม่เห็นลูกค้าคนอื่นเลย แถมนี่ยังไม่สี่ทุ่มดีก็ปิดร้านเสียแล้ว ถ้าเป็นร้านอาหารที่จำเป็นต้องนำเงินมาหมุนเวียนคงชักหน้าไม่ถึงหลังแน่

"คุณโหน่งกับโยโกะเขาแค่ทำร้านเป็นงานอดิเรก อีกอย่างถ้าวันไหนเปิดจริงๆ ก็มีคนมาต่อคิวยาวยันครัวปิดนั่นแหละ แต่วันนี้เขาเปิดให้ฉันโดยเฉพาะเพราะโทรมาบอกไว้ว่าอยากกินอาหารฝีมือโยโกะซังเฉยๆ"

คำอธิบายของกฤตภาสทำให้เด็กหนุ่มหันไปมองอีกฝ่ายเต็มตาด้วยความแปลกใจ เพราะการที่เจ้าของร้านอาหารถึงกับเปิดครัวให้เป็นพิเศษในวันที่ไม่ได้ต้อนรับแขกย่อมหมายความว่าจะต้องสนิทสนมหรือไม่ก็เกรงใจลูกค้าคนนั้นเป็นอย่างมาก และนั่นทำให้ธีระอดจะนึกหมั่นไส้ไม่ได้

ตกลงที่ชอบวางท่าบ้าอำนาจนี่คงทำจนติดเป็นนิสัยสินะ แต่ทำไมสองคนที่ร้านนั้นถึงดูเต็มใจให้บริการกันเหลือเกิน ไม่เห็นจะเหมือนเขาที่อยู่ในสภาพอิหลักอิเหลื่อ จะปฏิเสธก็ไม่ได้ แถมจะไปอุทธรณ์กับใครก็ไม่ได้เลยสักนิด

"ไหนๆ พรุ่งนี้ก็จะวันศุกร์แล้ว คืนนี้ก็ไปนอนคอนโดฉันเลยเป็นไง?"

จู่ๆ กฤตภาสก็ถามขึ้นหลังขับรถมาบนถนนได้สักพัก แต่ธีระมีคำตอบอยู่แล้วจึงสวนกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด

"ไม่เอาครับ ส่งผมลงแถวๆ นี้ก็ได้ เดี๋ยวผมเรียกแท็กซี่ต่อเอง"

เด็กหนุ่มตั้งใจไว้แล้วว่าจะพยายามใช้เวลากับกฤตภาสให้น้อยที่สุดจนกว่าจะหมดช่วงฝึกงาน แน่นอนว่าหากหลีกเลี่ยงการไปนอนด้วยได้ก็จะบ่ายเบี่ยงอย่างเต็มความสามารถ

ถึงแม้ว่าจะตกเป็นเบี้ยล่างในการทำสัญญาบ้าบอคอแตกนี้ เขาก็จะใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขที่ตัวเองตั้งไว้ให้มากที่สุด

"...เป็นเด็กที่ดื้อจังเลยน้า"

กฤตภาสเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยลอยๆ ฉับพลันคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยก็หักเลี้ยวรถเข้าในซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่งด้วยแรงกระชากจนยางล้อรถบดถนนเสียงแหลม อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของอีกฝ่ายทำให้เด็กหนุ่มนั่งหลังเกร็งติดพนัก สองมือจิกขอบเบาะแน่นด้วยความกลัวว่าคนขับจะพารถไปชนกำแพงบ้านใครในซอยอันคดเคี้ยวและมีเพียงแสงสลัวจากเสาไฟที่ติดๆ ดับๆ เข้า

เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีกนะ!!?

ธีระเกือบหัวทิ่มไปข้างหน้าเมื่อกฤตภาสเบรกรถกะทันหันก่อนจะชนเข้ากับทางตันตรงสุดซอย ลมหายใจของเด็กหนุ่มหอบรัวจากความระทึกที่ยังอบอวล แล้วก็ให้ตระหนกมากกว่าเดิมเมื่อจู่ๆ กฤตภาสก็ปลดเข็มขัดนิรภัยของทั้งคู่ออกแล้วหันมารั้งคอเขาเข้าไปหา

"อื้อ!!!"

ริมฝีปากที่ยังกรุ่นกลิ่นเหล้าญี่ปุ่นแนบลงมาบนริมฝีปากของเขาอย่างดุดัน ส่วนมืออีกข้างของกฤตภาสก็สอดเข้าใต้ชายเสื้อของเด็กหนุ่มแล้วตะโบมแผ่นอกเรียบตึงอย่างไม่ออมแรง มือที่กระชับท้ายทอยเอาไว้ทำให้ธีระหันหนีจากจูบอันแสนจะก้าวร้าวไม่ได้ ขณะเดียวกันพื้นที่อันจำกัดก็ทำให้เขาไม่อาจขัดขืนมากไปกว่าการพยายามทุบตีกฤตภาสเพื่อให้ปล่อย

"อ๊ะ!"

เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงเมื่อริมฝีปากถูกกัดพร้อมๆ กับที่ยอดอกด้านหนึ่งถูกบีบเต็มแรง มือที่กำลังพยายามผลักร่างสูงใหญ่อ่อนเปลี้ยลงทันที ไอร้อนผ่าวพุ่งขึ้นกบขอบตาทั้งสองข้างเพราะความเจ็บจนไม่ต่อต้านอีกเมื่อมือใหญ่ลูบไล้หน้าอกและแผ่นหลังของเขาอย่างหิวกระหาย

กฤตภาสรับรู้ได้ว่าร่างในอ้อมแขนหยุดดิ้นรนขัดขืนแล้ว จึงผ่อนแรงที่กำลังเล้าโลมผิวกายเนียนอุ่นลง ขณะเดียวกันก็ละริมฝีปากจากจูบแล้วไล้ปลายลิ้นไปบนผิวแก้มเนียนแทน ชายหนุ่มชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้นซึ่งเกาะอยู่บนแพขนตาที่กำลังไหวระริก จึงเลื่อนมือทั้งสองลงจับต้นแขนของธีระแล้วเพ่งมองคนที่กำลังหันหน้าหนีเขาภายใต้แสงสลัว

ธีระหลับตาแน่นและสูดน้ำมูกเมื่อกฤตภาสผละไป แต่ก็ไม่ได้พยายามเบี่ยงตัวหนีคนที่จับต้นแขนตัวเองไว้ เขาอยากให้อีกฝ่ายเห็นให้ชัดๆ ว่าเขาไม่เต็มใจที่ถูกทำแบบนี้ด้วยมากแค่ไหน แต่ไม่นานผู้สูงวัยกว่าก็เอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่ไม่แสดงความสำนึกผิดแม้แต่น้อย

"ฉันไม่ใช่คนความอดทนสูงนักหรอกนะ ทางที่ดีอย่าพยายามเล่นแง่ให้มากนักดีกว่า ถ้าหากบีบให้ฉันร้ายกว่านี้เธอจะได้ไม่คุ้มเสียซะเปล่าๆ"

เมื่อสิ่งที่ได้ยินหาใช่คำขอโทษ เด็กหนุ่มก็ดึงมือทั้งสองข้างออกจากการเกาะกุมด้วยความโมโห กฤตภาสมองใบหน้าเนียนใสที่ไม่มีคราบน้ำตาแต่ปลายจมูกกับขอบตาแดงเรื่อ แล้วก็หันไปหยิบกล่องทิชชู่จากเบาะหลังมายื่นให้

"สั่งน้ำมูกซะ แล้วก็เลิกดื้อได้แล้ว คืนนี้ฉันจะไปส่งที่หอให้ก่อน แต่ถึงยังไงสุดสัปดาห์นี้เธอก็ต้องมานอนกับฉัน"

น้ำเสียงที่เอ่ยยังมีแววออกคำสั่งอย่างไม่อ่อนข้อ ธีระจึงดึงกล่องทิชชู่มาถือพลางเหลือบมองผู้สูงวัยกว่าอย่างโกรธเคือง แต่เมื่อเม้มปากก็รู้สึกเจ็บจนเผลอส่งเสียงคราง กฤตภาสเห็นว่าเขายกปลายนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก จึงเปิดไฟในรถแล้วเชยคางเด็กหนุ่มขึ้น

"แผลก็ไม่ได้ใหญ่อะไรนี่ เลือดก็ไม่ได้ออกเยอะด้วย"

กฤตภาสเอ่ยหลังจากเอียงหน้าเขาไปมาเพื่อตรวจดูจนพอใจ ทำเอาธีระเดือดจนอยากจะยัดทิชชู่อุดปากคนพูดให้รู้แล้วรู้รอด

แล้วต้องให้แผลใหญ่แค่ไหนถึงค่อยรู้สึกเจ็บกัน!? เขาไม่ใช่เจ้าตัวนะที่โดนทุบหรือกัดก็ไม่สะดุ้งสะเทือน! ตอนนี้เด็กหนุ่มนึกเสียดายจริงๆ ที่เมื่ออาทิตย์ก่อนไม่วิ่งเข้าไปในครัวของกฤตภาสแล้วหยิบมีดมาจ้วงแทงเจ้าตัวซะให้พรุน เผื่อจะได้ส่งเข้าไปนอนโคม่าในโรงพยาบาลตลอดสามเดือนแล้วก็ไม่ต้องพบเจอกันอีกเลย

"อึ๊"

เด็กหนุ่มส่งเสียงอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ กฤตภาสก็โน้มหน้าลงมาหาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผู้สูงวัยกว่าใช้ปลายลิ้นเลียรอยกัดบนริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา ขณะเดียวกันก็ยื่นมือมาช่วยจัดเสื้อที่ยับย่นให้เข้าที่เข้าทาง แถมยังใช้ฝ่ามือลูบบนหน้าอกของเขาตรงที่โดนบีบเมื่อครู่ราวกับจะช่วยบรรเทาความเจ็บให้ด้วย

ความอ่อนโยนซึ่งเหนือความคาดหมายทำให้ธีระกะพริบตาปริบขณะมองกฤตภาสที่ถอยออกไป เมื่อร่างสูงใหญ่เหลือบตาขึ้นสบประสานกับเขาอีกครั้งก็ยิ้มมุมปาก

"น้ำมูกจะไหลเข้าปากแล้ว"

"อะ..."

กวนประสาท! เด็กหนุ่มได้แต่คิดพร้อมกับหันหนีไปสั่งน้ำมูก ความรู้สึกที่แล่นพล่านในอกยามนี้ผสมปนเปไปด้วยความอายและความอดสู ยิ่งได้อยู่ใกล้และใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น เขาก็ยิ่งดูไม่ออกเข้าไปทุกทีว่าความจริงแล้วกฤตภาสโหดร้ายหรือช่างเอาใจใส่กันแน่

ธีระกะพริบตาอีกครั้งเมื่อมือใหญ่อ้อมผ่านตัวเขาไปดึงสายเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้ ก่อนที่เจ้าตัวจะปิดไฟในรถแล้วหันไปคาดสายเข็มขัดให้ตัวเองบ้าง เด็กหนุ่มตัดสินใจไม่พูดอะไรขณะที่ผู้สูงวัยกว่าหันไปมองด้านหลังเพื่อกลับรถ

ทำไมแค่ในเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาที เขาถึงได้รู้สึกเหนื่อยมากขนาดนี้นะ...

เด็กหนุ่มคิดขณะมองทิชชู่ในมือซึ่งชื้นฉ่ำเพราะน้ำมูก โชคดีว่าขากลับนี้กฤตภาสไม่ได้ขับรถแรงหรือกระชาก เขาจึงไม่ค่อยอกสั่นขวัญหายเหมือนกับตอนที่เข้ามาในซอยนี้ใหม่ๆ

"นี่...รู้อะไรมั้ย? เขาว่ากันว่าซอยนี้ผีดุนะ"

ธีระสะดุ้งจากภวังค์แล้วเหลือบมองไปรอบรถทันที เขาสังหรณ์ใจไม่ดีตั้งแต่กฤตภาสเลี้ยวรถเข้ามาในซอยนี้แล้วเพราะมันทั้งเปลี่ยวทั้งมืด บ้านหลายหลังไม่เปิดไฟเลยสักดวง แถมรถราก็ไม่มีวิ่งสวนมาสักคัน ให้บรรยากาศประดุจหมู่บ้านร้างจนเขายิ่งขยับเข้าใกล้คนที่นั่งทางขวาโดยไม่รู้ตัว

กฤตภาสเหลือบมองคนที่กำลังทำท่าหวาดผวาแล้วก็อมยิ้ม เขานึกอยากยั่วมากขึ้นจึงเอ่ยต่อ "ที่ฉันเคยได้ยินมานะ บ้านหลังที่อยู่ท้ายซอยใกล้กับตรงที่ฉันจอดรถเมื่อกี้น่ะ เจ้าของเขา...."

"พอแล้วครับคุณกฤต! ถ้ายังเล่าอีกผมจะโกรธจริงๆ แล้วนะ!"

กฤตภาสเหลือบมองคนที่บอกว่า 'จะโกรธ' ซึ่งยื่นมือมาปิดปากเขาเอาไว้ ถึงแม้แสงไฟตามรายทางในซอยจะไม่สว่างนัก แต่เขาก็แน่ใจว่าผิวแก้มของธีระคงเป็นสีแดงก่ำอยู่แน่ๆ

ยังไม่หงอเสียทีเดียวสินะ...

"ก็ได้"

กฤตภาสกล่าวยิ้มๆ ขณะดึงมือของเด็กหนุ่มลงจากปากด้วยมือซ้าย ฝ่ายธีระได้แต่ภาวนาให้พวกเขาพ้นไปจากซอยน่าขนลุกนี่เสียที กระทั่งออกมาถึงถนนใหญ่ที่ไฟข้างทางสว่างจ้า เขาจึงค่อยถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก แล้วก็ให้ตระหนักว่าตัวเองจับมือกฤตภาสไว้แน่นเสียจนควรจะใช้คำว่าบีบ

เด็กหนุ่มรีบชักมือตัวเองออกทันทีราวกับถูกของร้อน แต่กฤตภาสก็ไม่ได้ฝืนยื้อเอาไว้ ทั้งคู่ไม่พูดอะไรกันอีกเลยจนกระทั่งรถแลนด์โรเวอร์สีดำแล่นมาถึงด้านหน้าอพาร์ทเม้นท์ของธีระ เด็กหนุ่มรีบปลดเข็มขัดนิรภัยทันทีที่รถจอดเพราะอยากอยู่คนเดียวจะแย่ พอกฤตภาสยื่นมือมารั้งแขนจึงหันไปตอกใส่อย่างหงุดหงิด

"ผมรู้ครับว่าพรุ่งนี้ผมต้องเตรียมเสื้อผ้าไปนอนห้องคุณ ผมไม่ลืมหรอก"

ธีระรีบออกตัวเพราะเดาได้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร แต่กฤตภาสกลับยิ้มแล้วส่ายหน้า

"เรื่องนั้นน่ะฉันรู้ว่าเธอไม่ลืมหรอก แค่จะเตือนว่าคืนนี้อยู่ที่ห้องคนเดียว...ระวังอะไรมันจะตามมาจากซอยนั้นด้วยล่ะ"

"คุณกฤต!! ปล่อยเลยนะ! จะกลับไปไหนก็รีบไปเดี๋ยวนี้เลย!!"

ธีระเขวี้ยงทิชชู่ชื้นๆ ที่ขยำไว้ในมือใส่กฤตภาสแล้วก็วิ่งออกจากรถ นี่ถ้าเขาเป็นผู้หญิงคงได้กรี๊ดใส่หูให้รู้แล้วรู้รอด รู้อยู่แล้วว่าเขากลัวผีก็ยังจะมาแกล้งกันอีก!

กฤตภาสหัวเราะเสียงดังขณะมองเด็กหนุ่มวิ่งหายเข้าไปในอพาร์ทเม้นท์ ใจหนึ่งก็นึกอยากแกล้งตามขึ้นไปถึงที่ห้อง แต่สุดท้ายก็หักห้ามใจเพราะคืนนี้แกล้งอีกฝ่ายไปมากพอแล้ว ถึงอย่างไรก็ควรเว้นพื้นที่ไว้ให้ได้กลับไปตั้งหลักบ้าง

เพราะถ้าข่มจนฝ่ายนั้นหมดกำลังใจที่จะโต้ตอบไปเลย เขาก็พานหมดสนุกกันพอดี...

ชายหนุ่มทิ้งก้อนทิชชู่ไว้หน้ารถก่อนจะเข้าเกียร์เพื่อกลับไปพักผ่อน เหตุการณ์เมื่อช่วงค่ำทำให้เขารู้สึกว่าได้ทำความรู้จักธีระมากขึ้นอีกนิดหน่อย แต่ดูเหมือนเขาจะพลาดไปตรงที่ดันอารมณ์ร้อนเกินเหตุแล้วเผลอใช้กำลัง เพราะดูท่าหลังจากนี้ฝ่ายนั้นคงจะยิ่งระวังเขามากขึ้นเป็นแน่

กฤตภาสนึกถึงตรงนี้ก็เปรี้ยวปากอยากสูบบุหรี่ จึงหักเลี้ยวรถเข้าจอดข้างถนนก่อนจะหยิบบุหรี่มาคาบและจุดไฟแช็คขึ้นจ่อปลาย ชายหนุ่มเปิดกระจกรถก่อนจะสูดควันเข้าปอดแรงๆ อึกหนึ่ง นัยน์ตาคมเข้มเหม่อมองท้องถนนยามค่ำขณะนึกถึงภาพของธีระที่น้ำตาคลอเบ้าแต่ก็ยังพยายามกลั้นอย่างเต็มที่ไม่ให้ไหลต่อหน้าเขา แล้วก็ตระหนักได้ว่านอกจากสีหน้าที่แสดงความโมโหกับสับสน เขาก็แทบจะไม่เคยเห็นรอยยิ้มที่ฝ่ายนั้นมอบให้อย่างจริงใจเลยนอกจากวันแรกที่มาเริ่มฝึกงาน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเข้าใจยากหากพิจารณาจากการกลั่นแกล้งต่างๆ นานาที่เขามอบให้

สงสัยฝ่ายนั้นจะมองภาพลักษณ์เราว่าต่ำทรามจนกู่ไม่กลับแล้วกระมัง...

ชายหนุ่มละเลียดนิโคตินเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะเอนหลังพิงพนักแล้วหลับตาลง อยู่มาจนอายุปาเข้าไปสามสิบสาม...กฤตภาสเพิ่งจะได้รู้เป็นครั้งแรกว่าการพยายามทำให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งยิ้มให้ยามอยู่ด้วยกันช่างเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นบ้า



++---TBC---++



A/N: หลังจากเขียนแบบสั้นๆ มาหลายตอน พอมาเขียนเนื้อหาตอนไหนที่ยาวๆ แล้วรู้สึกว่าสูบพลังน่าดูเลยค่ะ (ตาลายเพราะอ่านทวนซ้ำหลายรอบ) ตอนนี้ก็จัดได้ว่าเป็นอีกตอนที่สองคนนี้ได้ทำความสนิทสนมกัน(?)เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย แต่กว่ากฤตภาสจะได้เห็นรอยยิ้มจากน้องตี้นี่คงยังอีกนานค่ะ เหอ เหอ เหอ




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2556    
Last Update : 14 ตุลาคม 2556 20:16:58 น.
Counter : 1147 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 10

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 10



เสียง 'ติ๊ง' เป็นสัญญาณว่ามีข้อความเข้ามาในมือถือ ธีระจึงพลิกตัวอย่างงัวเงียไปหยิบโทรศัพท์ออกจากแท่นชาร์จมาดู และพบว่าคนที่ส่งข้อความมาคือศันสนีย์ที่กำลังเดินทางไปเยี่ยมญาติๆ ที่ยุโรป

'Gooood morninggg. บนนี้หน้าวหนาว'

ถัดจากข้อความนั้นก็เป็นภาพของเพื่อนสาวในชุดสกีเต็มยศกำลังชูแขนบนเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ด้านหลังที่เห็นอยู่ไกลลิบก็เป็นแนวเทือกเขาซึ่งล้วนแต่ถูกห่อหุ้มด้วยหิมะสีขาวสะอาดตัดกับท้องฟ้าสีครามสดใสเช่นเดียวกัน

ธีระยิ้มก่อนจะพิมพ์ข้อความตอบทั้งที่ยังนอนอยู่บนเตียง 'วิวสวยจัง อยากหัดเล่นสกีบ้าง' หลังจากกดส่งข้อความไปแล้วก็เหยียดแขนบิดขี้เกียจก่อนจะค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้น

เจ็บคอจัง...

เด็กหนุ่มยกมือขึ้นลูบคอพลางนิ่วหน้า ก่อนจะหันไปหยิบกระติกน้ำที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาดื่ม เขาเหลือบมองไปทางนาฬิกาแขวนผนังก็เห็นว่าเป็นเวลาเจ็ดโมงแล้ว จึงรีบลุกไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปบริษัท

ผ่านมาจะอาทิตย์นึงแล้วเหรอเนี่ย...

ธีระคิดขณะแต่งตัวอย่างรีบๆ หลังอาบน้ำสระผมเสร็จ จากนั้นก็ปิดประตูล็อกห้องแล้วรีบลงจากอพาร์ทเม้นท์เพื่อนั่งรถเมล์ไปที่ท่ารถตู้ ทุกเช้าเขาจะต้องวุ่นวายกับการเดินทางหลายต่อเช่นนี้เพื่อไปฝึกงานเสมอ กระนั้นเด็กหนุ่มก็ยังยอมลำบากทั้งที่มีทางเลือกที่ดีกว่า


"หอเธออยู่ไกลขนาดนี้ ถ้าคืนไหนเหนื่อยก็ไปนอนห้องฉันก็ได้นะ"

"อย่าดีกว่าครับ ผมเกรงใจ"



นั่นเป็นบทสนทนาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตอนที่กฤตภาส 'ใจดี' ขับรถมาส่งเขาถึงอพาร์ทเม้นท์ตามที่บอกพวกเพื่อนร่วมงานไว้ตั้งแต่คืนวันศุกร์ ความจริงเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาพักที่ไหนเลยสักนิด แต่ก็จนใจเพราะถ้าไม่ยอมให้มาส่ง สงสัยว่าผู้ชายเอาแต่ใจคนนั้นคงไม่ยอมปล่อยให้ออกจากห้องแน่

ถึงแม้การเป็นเซ็กส์เฟรนด์โดยไม่เต็มใจจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่อย่างน้อยการเป็นเซ็กส์เฟรนด์ของกฤตภาสก็ไม่ได้เลวร้ายมากเท่าที่ธีระนึกหวั่น เพราะหลังจากทำข้อตกลงกัน ตอนแรกเขาก็เกรงว่าจะโดนบังคับให้ทำอะไรวิตถารที่รับไม่ได้ หรือขั้นหนักกว่านั้นคือถูกบังคับให้หลับนอนกับเพื่อนฝูงของเจ้าตัวเหมือนที่เคยได้ยินว่าพวกคนมีเงินชอบทำกันหรือเปล่า ถ้าหากจะโทษเขาที่จินตนาการบรรเจิด ก็คงต้องโทษสุเมธที่ดันชอบอ่านเรื่องเล่าพรรค์นี้ในอินเตอร์เน็ทแล้วเอามาเล่าให้เขากับศันสนีย์ฟังต่อบ่อยๆ จนเด็กหนุ่มแขยง แถมด้วยบุคลิกของกฤตภาสที่เดาใจยาก เขาจึงอดไม่ได้ที่จะออกปากถามขณะทั้งคู่อยู่ที่ห้องเมื่อคืนวันเสาร์ด้วยกัน และอีกฝ่ายเริ่มทำการ 'ทวงสิทธิ์' ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับเขาอีกครั้ง


"คุณกฤต...นี่เป็นข้อตกลงระหว่างเราแค่สองคนใช่ไหมครับ?"

"ใช่ ถามทำไม?"

กฤตภาสถามพลางผงกศีรษะขึ้นไล้ปลายลิ้นบนยอดอกจนธีระซึ่งนั่งคร่อมอยู่ด้านบนห่อไหล่และหอบเสียงหวิว ตอนนั้นเขาต้องพยายามยื้อสติไว้อย่างเต็มความสามารถเพื่อไม่ให้กระเจิดกระเจิงไปตามการปลุกเร้าอันช่ำชอง กระทั่งเมื่อพอจะตั้งตัวได้อีกครั้งจึงก้มลงถามเสียงพร่า

"หมายความว่า...คุณกฤตจะไม่บังคับให้ผมนอนกับคนอื่นใช่ไหม?"

วูบหนึ่งที่ปลายนิ้วและริมฝีปากซึ่งวนเวียนอยู่ตามร่างกายหยุดนิ่ง ก่อนที่กฤตภาสจะโน้มคอเขาให้จ้องตากับเจ้าตัวตรงๆ ในระยะห่างเพียงคืบ ระยะประชิดเช่นนั้นทำให้เขาเห็นประกายของความไม่พอใจที่สะท้อนในแววตาอย่างชัดเจน

"นี่เธอเห็นฉันเป็นคนยังไง?"

ยังจะมาถามอีก เอารูปถ่ายกับคลิปเสียงมาเป็นเงื่อนไขให้คนอื่นต้องยอมนอนด้วย แล้วคิดว่าเขาจะมองตัวเองว่าเป็นคนยังไงล่ะ?

ธีระไม่ได้เปล่งเสียงขณะที่ทาบมือทั้งสองบนไหล่หนาเพื่อทรงตัว แต่แววตาของเขากับริมฝีปากที่ยื่นขึ้นอย่างดื้อรั้นคงเพียงพอจะแทนคำตอบได้ กฤตภาสจึงแค่นหัวเราะก่อนจะเลื่อนมือลงกุมเนินเนื้อที่คร่อมอยู่บนหน้าขา จากนั้นก็บังคับให้เด็กหนุ่มต้องขยับโยกพร้อมไปกับการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวจนแทบสำลักลมหายใจ

ทั้งที่ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินมาก็ทำกันเป็นครั้งที่สามเข้าไปแล้ว...ใจคอจะไม่ปล่อยให้เขาได้พักผ่อนบ้างเลยหรือไงกัน?

"ฉันไม่ชอบเห็นคู่นอนของตัวเองหันไปเอาใจคนอื่นระหว่างที่มีอะไรกันหรอก แต่ถ้าพ้นสามเดือนไปแล้วเธอจะอยากทำอย่างนี้กับใครก็ไม่เกี่ยวกับฉัน"

กฤตภาสพูดจบก็รั้งคอเขาลงจูบราวกับรู้ว่าจะเถียง กระนั้นความโล่งอกจากคำพูดที่แสนจะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางก็ทำให้เขายอมขยับร่างกายไปตามการชี้นำของคนเบื้องล่าง และปล่อยกายใจให้จมดิ่งลงในห้วงหฤหรรษ์จนถึงปลายทางในที่สุด

หลังจากนั้น...เขาก็หมดสติเพราะความอ่อนเพลียจนไม่รู้สึกตัวอีกจนกระทั่งเช้าวันอาทิตย์ แถมทั้งๆ ที่เหนื่อยจนแทบลุกไม่ไหว แต่ผู้ชายใจดำคนนั้นก็ยังไม่ยอมปล่อยให้เขาได้ตื่นนอนโดยไม่รังแกจนสมใจก่อนอยู่ดี หรือผู้ชายอายุสามสิบกว่าจะกระหายหิวเพศสัมพันธ์แบบนี้กันทุกคน?



"น้องๆ สุดสายแล้ว"

ธีระสะดุ้งตื่นเมื่อคนขับรถตู้หันมาร้องบอก เมื่อมองไปด้านหน้าก็เห็นสถานีรถไฟฟ้าซึ่งเป็นสัญญาณว่ารถตู้มาถึงปลายทางแล้ว เขาจึงรีบกล่าวขอบคุณขณะลงจากรถไปด้วย แต่เนื่องจากเพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขณะที่กำลังฝันถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ใจเขาจึงยังไม่วายพะวงกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

ตอนแรกที่ตอบตกลงทำสัญญากับกฤตภาส เขาเชื่อว่าเวลาสามเดือนคงจะผ่านไปไวเพียงชั่วพริบตาเหมือนตอนที่เลิกกับณรงค์ใหม่ๆ แต่หลังจากได้ใช้เวลาด้วยกันเพียงไม่กี่วันเมื่อสัปดาห์ก่อน เขาก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองมองโลกในแง่ดีเกินไปหรือไม่...



++------++



"อะไรนะ? ทางลูกค้าบอกว่านิกกี้จะมาเป็นพรีเซนเตอร์ในงานเลี้ยงให้?"

กฤตภาสถามขึ้นหลังฟังลูกน้องคนหนึ่งรายงานความคืบหน้าการประชุมกับลูกค้าเมื่อช่วงเช้า ปกติแล้วสำหรับลูกค้ารายใหญ่หรือสำคัญมากๆ นอกจากครั้งแรกที่ไปนำเสนองาน หากตกลงเซ็นสัญญากันเรียบร้อยแล้วเขาก็จะมอบหมายให้ลูกน้องที่ค่อนข้างอาวุโสเป็นคนประสานงานแทนเพื่อจะได้มีเวลาไปดูแลโครงการอื่นต่อ

"ค่ะ พอดีลูกค้าบอกว่ามีคอนเนคชั่นกับผู้จัดการของคุณนิกกี้ แล้วโน้ตบุ๊คที่เราจะจัดงานเปิดตัวให้คราวนี้ก็ไม่ซ้ำซ้อนกับสินค้าอื่นที่คุณนิกกี้เป็นพรีเซนเตอร์อยู่แล้ว เธอเลยตอบตกลงว่าจะมาเป็นพรีเซนเตอร์ในงานเลี้ยงให้ค่ะ"

กฤตภาสหมุนปากกาในมืออย่างใช้ความคิดขณะที่อ่านรายงานการประชุม ครู่หนึ่งเขาก็เอนหลังพิงพนักแล้วยื่นแฟ้มคืนให้ลูกน้องสาว

"เอาเถอะ ถ้าเขาไม่อยากใช้คนที่เราเสนอชื่อให้ก็เป็นสิทธิ์ของเขา เดี๋ยวไปปรับโควเทชั่นให้ลูกค้าใหม่แล้วตัดค่าพรีเซนเตอร์ออกก็แล้วกัน แล้วก็ส่งมินิทให้ทุกคนในทีมรู้ด้วยว่าใครต้องทำอะไรเพิ่มบ้าง"

หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะรับแฟ้มงานแล้วเดินออกไป ฝ่ายกฤตภาสเอื้อมมือไปหยิบถ้วยกาแฟที่เริ่มเย็นชืดบนโต๊ะมาดื่ม นัยน์ตาคมปรายมองจอคอมพิวเตอร์ซึ่งมีอีเมล์ใหม่เข้ามาเป็นระยะ ทั้งอีเมล์จากลูกค้า อีเมล์แจ้งข่าวสารจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่เขาลงทะเบียนรับเอาไว้ แต่ส่วนมากจะเป็นอีเมล์โต้ตอบระหว่างลูกน้องที่เขาต้องคอยอ่านเพื่อรับทราบความคืบหน้าของแต่ละโปรเจ็กต์ เนื่องจากที่บริษัทมักต้องเตรียมจัดงานให้ลูกค้าหลายรายในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นประจำ

เขายังไม่อยากเจออรณิชช่วงนี้เท่าไหร่...

ปกติกฤตภาสจะไม่คบผู้หญิงหลายคนในเวลาเดียวกันเพื่อป้องกันเรื่องยุ่งยาก หากจะเลิกคบกับใครก็จะคุยกับอีกฝ่ายให้เข้าใจกันก่อนเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาแฟนเก่ามาราวีแฟนใหม่ ถึงแม้สำหรับเขาแล้วคำว่า 'แฟน' จะดูเป็นการยกย่องสถานะไปสักนิดในเมื่อเขาไม่เคยรู้สึกผูกพันทางใจกับพวกเธอเลยสักคน แต่กรณีของอรณิชนั้นจัดได้ว่าพิเศษกว่าคนอื่นอยู่เล็กน้อย

จริงอยู่ว่าเขาคบหาหญิงสาวมาได้พักใหญ่จนความตื่นเต้นในตัวเธอลดถอยไปหลายส่วน แต่ก็ยังไม่ถึงกับเบื่อจนอยากจะตัดขาด เพราะถึงอย่างไรอรณิชก็ดีกว่าอีกหลายคนตรงที่ไม่เคยพูดออกมาตรงๆ ว่าอยากให้เขาเดินหน้าเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ อีกอย่างคู่นอนที่รสนิยมนอกจากเรื่องบนเตียงพอจะเข้ากับเขาได้ก็เริ่มหายากเพราะหากไม่มีคนรักก็มักจะแต่งงานกันไปแล้ว เขาจึงไม่สะดวกใจที่จะบอกเธอว่าขอให้เลิกติดต่อกันสามเดือนเพราะว่าเพิ่งได้เจอของเล่นใหม่

กฤตภาสไม่ได้โง่เขลาเรื่องธรรมชาติของผู้หญิง เพราะต่อให้อรณิชรู้แล้วไม่แสดงท่าทีหึงหวงออกนอกหน้าอย่างไร แต่ความรู้สึกเสียหน้าที่เขาติดใจเด็กหนุ่มซึ่งอ่อนกว่าเป็นรอบก็คงเป็นแรงผลักดันที่น่ากลัวพอว่าเธอจะมาทำให้เขาหมดสนุกในช่วงสามเดือนนี้

"คุณกฤตครับ พี่อาร์ทฝากให้ผมเอานี่มาให้"

ธีระเคาะประตูก่อนจะก้าวเข้ามาในห้อง แล้วก็เห็นคนที่นั่งอยู่เหลือบตาขึ้นมองเขาทั้งที่ยังขมวดคิ้วมุ่น ทำเอาเขายืนเก้ๆ กังๆ ด้วยความเกร็งเพราะไม่อยากจะเดินเข้าไปใกล้

ไม่สิ...ต่อให้เจ้าตัวไม่ทำหน้าดุแบบนี้ เขาก็ไม่อยากเข้าใกล้ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ถึงแม้นั่นจะผ่านมาหลายวันแล้วก็เถอะ

"อะไรรึ?"

"แบบเวทีครับ แก้ไขตามที่ลูกค้าเคยคอมเม้นต์มาแล้ว แต่พี่อาร์ทอยากให้คุณกฤตดูก่อนว่าโอเคหรือยัง"

เด็กหนุ่มอธิบายขณะนำแผ่นกระดาษขนาดเอสามที่ปรินท์สี่สีทั้งสามแผ่นเข้าไปยื่นให้กฤตภาส แล้วก็อดบ่นในใจไม่ได้ว่าการเป็นเด็กฝึกงานนี่ก็แย่ตรงที่รุ่นพี่บอกให้ทำอะไรก็ต้องทำ ไม่เว้นแม้แต่งานเดินเอกสารที่ไม่ต้องใช้สมองเช่นนี้

"เดี๋ยว...นั่งลงก่อน จะได้เอาแบบนี่กลับไปให้รุ่นพี่เธอด้วย"

ธีระนึกอยากเดาะลิ้น เขาอุตส่าห์วางปรินท์เอาท์บนโต๊ะเสร็จก็รีบหันหลังเพื่อจะจ้ำหนีแล้วเชียว กลับโดนรั้งตัวไว้จนได้

สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ต้องเดินกลับไปเลื่อนเก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกฤตภาสแล้วนั่งลง แต่เพราะความพยายามหลีกเลี่ยงการสบตากับอีกฝ่าย ทำให้ไม่เห็นว่าคนที่มองมากำลังยิ้มขำกับสีหน้าไม่สบอารมณ์ของเขา

เรานี่ก็ท่าจะแปลก...เห็นเด็กคนนี้ทำหน้ามุ่ยแล้วดันอารมณ์ดีซะได้

กฤตภาสคิดพลางหยิบกระดาษทั้งสามแผ่นมาพลิกดู แต่ละแผ่นเป็นภาพสามมิติของแบบจำลองเวที ซุ้มทางเข้างาน บูธประชาสัมพันธ์และส่วนตกแต่งปลีกย่อยซึ่งต้องสร้างขึ้นใหม่ เขาหยิบปากกาจากที่เสียบแล้วก็วงไปตามจุดที่เห็นสมควรว่าต้องปรับแก้เพิ่มเติม ขณะเดียวกันก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

"เย็นนี้ฉันอยากกินอาหารญี่ปุ่น"

แล้วไง...ตัวเองอยากกินแล้วเกี่ยวอะไรกับเขา

ธีระคิดขณะเหลือบมองคนพูดซึ่งยังดูจดจ่อกับการทำเครื่องหมายและเขียนความเห็นกำกับจุดต่างๆ ในภาพที่ต้องการให้แก้ เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบ กฤตภาสจึงเงยหน้าขึ้นพลางเสียบปากกาลงกับปลอกสีเงิน

"ฉันอยากได้คนไปกินเป็นเพื่อน"

นี่มันวิธีชวนกินข้าวแบบไหนกัน? ธีระจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยต้องอ้อมค้อมขนาดนี้เวลาชวนเพื่อนไปร้านอาหาร แต่ในเมื่อคู่สนทนาไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ว่าขอให้เขาไปด้วย เขาจึงไม่ถือว่านั่นเป็นคำเชิญและตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แพ้กัน

"ถ้าคุณกฤตไม่อยากกินคนเดียวก็โทรชวนเพื่อนไปด้วยสิครับ พอดีเย็นนี้ผมกะว่าจะไปฟิตเนสกับพวกพี่อาร์ท เขาได้คูปองให้ไปลองเล่นฟรีมาพอดี"

เด็กหนุ่มเอ่ยพลางจ้องหน้ากฤตภาสตรงๆ ราวกับจะท้าทาย ใบหน้าเช่นนั้นทำให้คนที่เห็นนึกอยากกระชากอีกฝ่ายขึ้นมานั่งบนโต๊ะแล้วจูบแรงๆ ซะให้หายมันเขี้ยว

นับจากวันที่เขาได้กอดธีระจนสมอยาก เวลาก็ผ่านมาจนจะครบอีกสัปดาห์แล้ว เขารู้ว่าคนตรงหน้าพยายามหลบหลีกเขาในที่ทำงานตลอดเวลา พอถึงเวลาเลิกงานก็รีบหนีกลับก่อนที่เขาจะทันได้ออกมาตามแทบทุกวัน แต่เพราะเขาเห็นว่าวันธรรมดานั้นตัวเองก็ใช่จะมีเวลาเหลือเฟือสำหรับเกมวิ่งไล่จับจึงปล่อยไป

แต่ถึงอย่างไรพรุ่งนี้วันศุกร์ก็จะเวียนมาอีกครั้ง และเขาจะไม่ยอมให้เด็กนี่ได้กลับไปนอนพักผ่อนสบายๆ ที่หอแน่

"อยากไปออกกำลังมากกว่าไปกินข้าวกับฉันเหรอ?"

กฤตภาสถามพลางหมุนปากกาในมือไปด้วย ฝ่ายคนถูกถามเบ้ปากมากขึ้นนิดหนึ่ง

รู้อยู่แล้วยังจะมาถาม! มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วไม่ใช่รึไง!

"พอดีผมสัญญากับพี่อาร์ทไปแล้วครับ อีกอย่างพี่กิฟท์กับพี่เจก็จะไป เงื่อนไขของคูปองคือต้องไปกันสี่คน"

"ถ้างั้นถึงเธอไม่ไปสักคน พวกนั้นก็ชวนคนอื่นได้ใช่ไหมล่ะ?"

"แต่ผมสัญญากับพี่อาร์ทไปแล้วครับ"

คำก็พี่อาร์ท สองคำก็พี่อาร์ท กฤตภาสเริ่มจะรำคาญชื่อของลูกน้องคนนี้มากขึ้นทุกที

"งั้นเธอคงไม่ลืมนะว่าเราก็มีสัญญาของเราเหมือนกัน"

กฤตภาสเอ่ยพลางเสียบปากกาในมือลงในกล่องเครื่องเขียน จากนั้นนัยน์ตาสีนิลก็มองไหล่ของเด็กหนุ่มที่เกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติด้วยแววตาสะท้อนความพอใจกับไพ่ในมือ

"คุณเคยสัญญากับผมแล้วนะว่าจะไม่ให้คนอื่นที่ออฟฟิศรู้"

ธีระเอ่ยเสียงลอดไรฟัน แต่กฤตภาสกลับกลอกตาแล้วหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนหาอะไรบางอย่างบนหน้าจอ

"เหรอ ฉันชักจำไม่ได้แล้วสิว่าตอนนั้นพูดอะไรไปบ้าง แต่ที่แน่ๆ...รูปที่ฉันถ่ายไว้ตอนที่เธอ..."

"โอเค! ผมไปกินข้าวด้วยก็ได้! พอใจรึยัง!?"

ธีระหน้าแดงก่ำขณะลุกขึ้นตบมือทั้งสองข้างบนโต๊ะ เขาทนฟังกฤตภาสพูดให้จบไม่ได้เพราะมีแต่จะทำให้นึกไปถึงค่ำคืนแรกที่ปล่อยให้อีกฝ่ายมีโอกาสสร้างหลักฐานที่ได้ทำเรื่องแย่ๆ กับเขา แล้วก็ยิ่งโมโหขึ้นไปอีกเมื่อเห็นคู่สนทนาประสานมือบนโต๊ะพลางยิ้มมองเขาอย่างสมใจ

"งั้นเดี๋ยวตอนเย็นค่อยคุยกันว่าจะไปร้านไหนดี อย่าลืมเอาแบบนี่กลับไปให้พี่อาร์ทของเธอแก้ด้วยล่ะ"

เด็กหนุ่มเม้มปากแล้วก็คว้ากระดาษทั้งสามแผ่นมาไว้ในมือ ความจริงเขาอยากหยิบโทรศัพท์มือถือเจ้าปัญหานั่นมาเขวี้ยงทิ้งแต่ก็รู้ดีว่าเปล่าประโยชน์ เขาก้าวเร็วๆ ไปหยุดยืนหน้าประตูก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ พลางพยายามเตือนตัวเองให้ทำสีหน้าเป็นปกติ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่อยากให้พวกรุ่นพี่ระแคะระคายเด็ดขาดว่าความสัมพันธ์ของเด็กฝึกงานคนนี้กับกรรมการผู้จัดการมันก้าวกระโดดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

“อ้อ...ตี้ ฉันเกือบลืมไป”

มือที่กำลังจะยื่นไปหมุนลูกบิดชะงัก เขาได้แต่ส่งเสียงถามด้วยความอดทนโดยไม่หันกลับไปด้านหลัง

“คุณกฤตยังมีอะไรอีกเหรอครับ?”

“ฝากบอกแม่บ้านให้ทีว่าช่วยชงกาแฟแก้วใหม่มาให้ฉันด้วย แก้วนี้มันเย็นแล้ว”

ธีระได้ฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนเส้นเลือดบนขมับเต้นตุบ กับอีเรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้ โทรสั่งเอาเองไม่ได้รึไง!?

เด็กหนุ่มหมุนลูกบิดประตูแล้วก็ก้าวออกไปอย่างเร็วด้วยความโมโห ขณะที่กฤตภาสมองบานประตูที่ปิดลงแล้วก็ได้แต่หัวเราะจนต้องกุมท้อง น่าเสียดายที่เมื่อครู่เขาไม่ได้เห็นว่าคนที่เพิ่งเดินออกไปมีสีหน้าแบบไหน แต่ก็พอจะเดาได้ไม่ยากหากนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่โดนกัดไหล่จนเป็นแผลเมื่อวันหยุดที่ผ่านมา

ยิ่งยั่วก็ยิ่งสนุกจริงๆ...

กฤตภาสคิดขณะหยิบเอกสารบนโต๊ะมาเคาะให้เป็นระเบียบแล้ววางไว้บนมุมด้านหนึ่ง เขาต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ได้เจอกับธีระก็มีแต่เรื่องให้คลายเครียดไม่หยุดจนแทบจะรอเวลาที่ได้อยู่กันสองคนไม่ไหว เพราะไม่ว่าเขาจะพูดหรือทำอะไรก็จะได้รับปฏิกิริยาที่ไม่เคยเห็นจากคนอื่นที่เคยคบมาทั้งสิ้น และนั่นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาถูกใจเด็กคนนี้...มากพอจนไม่อยากให้มีอุปสรรคใดมาขัดขวางความสนุกในระยะเวลาสามเดือนที่ทำสัญญากันไว้

ชายหนุ่มได้แต่หวังกับตัวเองว่า จะไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายแทรกเข้ามาในระหว่างนี้จนทำให้เขาต้องเปลี่ยนความคิดไปเสียก่อนก็แล้วกัน...



++---TBC---++



A/N: มาลงตอนใหม่ให้ก่อนจะเริ่มสัปดาห์ใหม่ เพราะเดี๋ยวเราจะหายไปทั้งสัปดาห์เพื่อปฏิบัติภารกิจนอกประเทศค่ะ (แถวๆ ย่านที่เคยพาคุณเชษฐ์จากแค่สบตา ก็รู้ว่ารักไปหย่อนทิ้งไว้) จากเนื้อหาตอนนี้คงเดากันได้ว่าตากฤตกำลังสนุกกับการแกล้งน้องตี้สุดๆ มาช่วยกันภาวนาให้น้องไม่สติแตกเพราะตาลุงหื่นกันไปซะก่อนดีกว่าค่ะ ^^




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2556    
Last Update : 6 ตุลาคม 2556 16:49:03 น.
Counter : 1034 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 9

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 9


เมื่อกฤตภาสเดินออกมาจากห้องน้ำอีกครั้งในสภาพผมเปียกลู่และเหน็บผ้าขนหนูไว้รอบเอว เขาก็เห็นธีระซึ่งสวมเสื้อเชิ้ตกับกางเกงที่ใส่มาเมื่อคืนเรียบร้อยแล้ว เรือนผมที่หมาดชื้นถูกเสยลวกๆ จนเห็นผิวหน้าเนียนใส เด็กหนุ่มนั่งชันเข่าพิงขอบเตียงและทำอะไรบางอย่างกับโทรศัพท์มือถือของเขา ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปฉวยออกจากมือ

"เมื่อกี้ทำอะไร?"

"ลบรูปกับคลิปเสียง ไม่ต้องห่วง ผมไม่ยุ่งกับข้อมูลอย่างอื่นของคุณหรอก ผมไม่ต่ำขนาดนั้น"

เด็กหนุ่มจงใจเน้นคำว่า 'ต่ำ' ราวกับตั้งใจกระทบกระเทียบ แต่กฤตภาสไม่สนใจ เขาเดินไปหยิบผ้าขนหนูอีกผืนมาขยี้ผมที่เปียกพลางเปิดเช็คข้อมูลในโทรศัพท์ไปด้วย

"ไม่เป็นไร ถึงลบจากมือถือไปแล้วก็ยังอยู่ในอีเมล์ฉันอยู่ดี เธอลบไฟล์พวกนี้ออกก็แค่ทำให้เครื่องฉันเหลือพื้นที่เก็บข้อมูลเยอะขึ้นเท่านั้นแหละ"

ธีระเม้มปากพลางขมวดคิ้วมุ่น เขาหยัดตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปยืนหลังกฤตภาสที่กำลังเช็ดผมอยู่หน้ากระจก

"คุณกฤต ผมไม่ใช่ดารานางแบบที่คุณชอบควงด้วยนะ ถึงจะแบล็คเมล์ผมไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก ลบทุกอย่างทิ้งซะเถอะครับ ผมรับรองว่าหลังจากนี้จะไม่โผล่ไปที่บริษัทหรือเข้ามายุ่งกับคุณอีกแน่นอน"

หลังจากมีเวลาได้รวบรวมความคิดเมื่อครู่ ธีระก็คิดตกแล้วว่ากับกฤตภาสนั้นใช้วิธีโกรธเกรี้ยวใส่ก็มีแต่จะทำให้ประสาทเสียเองเปล่าๆ เพราะอีกฝ่ายไม่สะดุ้งสะเทือนไม่ว่าจะโดนทำอะไร แถมมีแต่เขาที่ยิ่งอาละวาดก็ยิ่งเหนื่อย ในเมื่อเป็นแบบนี้มิสู้เจรจากันอย่างคนมีอารยธรรมซะดีกว่า

"เธอคิดว่าฉันคบกับพวกนั้นเพราะอะไร? เพื่อจะได้อาศัยเกาะชื่อเสียงให้คนรู้จักงั้นเหรอ? ทำแบบนั้นไม่ได้ช่วยให้บริษัทฉันมีลูกค้าเยอะขึ้นหรอกนะ"

ธีระฟังแล้วก็อ้ำอึ้ง เพราะตอนที่ฟังจากรุ่นพี่ว่ากฤตภาสเคยควงดาราคนนั้นคนนี้ เขาก็หลงนึกว่านั่นคงเป็นเหตุผลที่เจ้าตัวเลือกคบกับคนในวงการนอกจากเรื่องรูปโฉมที่โดดเด่นกว่าคนทั่วไปอยู่เหมือนกัน

"ผมไม่อยากรู้รสนิยมของคุณตราบใดที่ไม่มายุ่งกับผม ผมแค่อยากให้คุณลบรูปกับคลิปเสียงเมื่อคืนทิ้ง ถ้าหากคุณเบื่อนางแบบพวกนั้นแล้วอยากลองนอนกับผู้ชาย ผมก็คิดว่ามีคนอื่นที่เต็มใจมากกว่าผมเยอะแยะ"

กฤตภาสไม่ตอบ เพียงแต่ขยี้ผมจนหมาดแล้วคล้องผ้าไว้รอบคอ จากนั้นก็หยิบหวีขึ้นมาหวีผมที่ยุ่งเหยิงพลางมองกระจกไปด้วยเหมือนไม่ได้ยินอะไร ธีระเริ่มมีน้ำโหจึงรั้งข้อมือที่ถือหวีเอาไว้

"คุณกฤต นี่ได้ยินที่ผมพูดบ้างรึเปล่า?"

"ได้ยินสิ แล้วตอนนี้ก็เริ่มหนวกหูเป็นบ้าเลย"

ธีระส่งเสียงอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ ก็ถูกรั้งเอวให้ขึ้นไปนั่งบนโต๊ะหน้ากระจก จากนั้นกฤตภาสก็เข้ามายืนแทรกกลางระหว่างขาและก้มลงจูบปิดปากเขาอย่างหนักหน่วง

"อื้อ!"

ธีระตกใจในวูบแรก แล้วก็ได้แต่หลับตาปี๋เมื่อเม้มปากไม่ทันปลายลิ้นของกฤตภาสที่สอดเข้ามา ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งประคองท้ายทอยของเขาไว้ไม่ให้หันหนี ส่วนมืออีกข้างก็สอดเข้าใต้เสื้อเชิ้ตที่ไม่ได้ยัดชายเข้าในกางเกงแล้วลูบแผ่นหลังเนียนขึ้นลง

บ้าเอ๊ย! ทำไมยังพูดกันไม่รู้เรื่องก็ชอบจู่โจมเขาแบบนี้อยู่เรื่อยเลยนะ!

ธีระนึกขัดใจร่างกายของตัวเองที่โอนอ่อนง่ายยามถูกสัมผัส ส่วนหนึ่งในใจเขาบอกให้ทุบตีกฤตภาสเพื่ออีกฝ่ายจะได้ปล่อย แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าเขาเพียงแต่จิกเล็บลงบนไหล่กว้างเท่านั้น

"เธอก็ดูจะไม่ได้เกลียดฉันนี่"

กฤตภาสเอ่ยในที่สุดหลังจากถอนริมฝีปากออก ทว่ามือทั้งสองข้างยังคงโอบกอดธีระที่นั่งบนโต๊ะเครื่องแป้งเอาไว้ ไออุ่นจากแผงอกเปลือยเปล่าที่ห้อมล้อมทำให้เด็กหนุ่มหน้าแดง

"กรุณาอย่าเหมาเอาเองครับ การไม่เกลียดกับการไม่อยากนอนด้วยมันเป็นคนละเรื่องกัน"

"เหรอ แต่ฉันดันชอบนอนกับเธอแฮะ..."

ชายหนุ่มเอ่ยพลางก้มลงไล้จมูกบนผิวแก้มที่ยังเย็นนิดๆ ทว่าคนฟังกลับรู้สึกอุ่นวาบบนผิวหน้าเพราะคำพูดประโยคนั้น

หรือว่า...หมายความว่ายังไง...คุณกฤตชอบเขางั้นหรือ...

เด็กหนุ่มใจเต้นโครมครามจนต้องรีบบอกตัวเองให้ใจเย็นๆ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาสองคนก็ยังรู้จักกันน้อยเหลือเกิน หากกฤตภาสยอมรับว่ามีใจให้เขาจริงๆ ธีระก็อยากให้ทั้งสองได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้ และเรียนรู้นิสัยกันไปตามลำดับขั้นตอนที่ควรจะเป็นมากกว่า เขาผ่านความสัมพันธ์แบบที่ก้าวกระโดดแล้วก็มีอันจบลงในเวลาอันแสนสั้นมาแล้ว และเขาไม่ต้องการเป็นเพียงเพื่อนแก้เหงาของใครอีก

แต่แล้วความหวั่นไหวที่ผุดขึ้นชั่ววูบก็มีอันถูกทำลายในนาทีถัดมา

"ปกติฉันเจอแต่พวกผู้หญิงอายุไล่ๆ กันที่คลิกกันง่าย พักนี้เวลามีเซ็กส์ด้วยก็เลยเหมือนแค่ทำสนองความอยากให้เสร็จๆ ไป เพิ่งมีเธอนี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่าเซ็กส์ค่อยกลับมาท้าทายเหมือนสมัยเป็นวัยรุ่นบ้าง"

ธีระกำมือทั้งสองข้างแน่นพลางบอกตัวเองให้ใจเย็น เขารอให้กฤตภาสซุกไซ้ใบหน้าเขาจนพอใจ กระทั่งอีกฝ่ายถอยออกและได้สบตากันจึงค่อยเอ่ยถาม

"ตกลงว่าสำหรับคุณ...การมีเซ็กส์กับผมมันแปลกใหม่ดี?"

"จะคิดอย่างนั้นก็ได้ แล้วฉันก็ไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับใครง่ายนักหรอก"

กฤตภาสตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ร่างสูงผละไปหยิบเสื้อกับกางเกงจากตู้เสื้อผ้ามาสวม ฝ่ายธีระได้แต่เหลือบตาลงมองพื้นขณะที่ความคิดปั่นป่วนราวถูกพายุถาโถมเข้าใส่

นี่หมายความว่าอะไรกัน? กฤตภาสกำลังจะขอให้เขาเป็นเพื่อนแบบที่มีผลประโยชน์ต่อกันงั้นน่ะหรือ? คนที่คบกันเพียงเพราะว่าลีลาบนเตียงเข้ากันได้ดี?

นี่เขาถูกมองว่ามีค่าแค่นั้น?

เท้าของกฤตภาสมาหยุดยืนบนจุดที่สายตาของเขากำลังจับจ้อง ก่อนที่มือใหญ่จะเชยคางของธีระให้เงยหน้าขึ้น นัยน์ตากลมโตฉายแววสับสนขณะสบประสานกับแววตาสีเข้มที่ทอดลงมอง

"ฉันไม่ได้ขอให้มานอนด้วยฟรีๆ หรอก ถ้าหากไม่พอใจจะให้ฉันช่วยออกค่าขนมระหว่างที่มาฝึกงานก็ได้ เพราะถึงยังไงเธอก็ทำงานได้ดี แล้วบริษัทฉันก็ยังต้องการคนช่วยงานอยู่"

เด็กหนุ่มรู้สึกว่าเลือดในกายเดือดปุดจนร้อนไปทั้งตัว เขาปัดมือใหญ่ที่เชยคางออกอย่างแรงด้วยความฉุนเฉียว

"ผมไม่ใช่ไอ้ตัว แล้วบ้านผมก็ไม่ได้จน ผมไม่อยากได้เงิน"

"งั้นก็แล้วไป ก็แค่สนุกด้วยกันเพื่อคลายเครียดตอนที่ว่างจากงาน ถ้าเธอตกลงซะฉันก็จะได้ไม่ต้องแชร์รูปกับคลิปเสียงไปให้คนอื่นด้วย มองยังไงก็วิน-วินใช่ไหมล่ะ? "

ธีระยิ่งฟังก็ยิ่งนึกอยากให้มีของมีคมหรือปืนอยู่ใกล้มือเหลือเกิน เพราะเขาคงจะหยิบมาใช้กับคนตรงหน้าอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย

"คุณกำลังขู่ผมให้ยอมมีอะไรกับคุณทั้งที่ไม่เต็มใจ"

"ไม่ได้ขู่เฉยๆ แต่ทำแน่ ได้ยินว่าตอนนี้เธอก็ว่างอยู่ ถ้างั้นถึงนอนกับฉันก็ไม่เสียหายตรงไหนนี่?"

เด็กหนุ่มรู้สึกว่ามือที่กำไว้กำลังสั่นระริกเพราะดีกรีความโกรธที่พุ่งขึ้นไม่หยุด ผู้ชายคนนี้แค่ถูกใจใครที่เขาไม่เต็มใจจะนอนด้วยก็ใช้วิธีสกปรกแบบนี้มาบีบงั้นหรือ?

"คุณรู้หรือเปล่าว่าการนอนกับคนที่ไม่ได้รักมันไม่มีวันจะมีความสุข ที่คุณไม่หยุดหาคู่นอนทุกวันนี้ก็เพราะยังไม่เจอคนที่ทำให้อยากหยุดสักทีไง แทนที่จะมาหาความสุขชั่วครั้งชั่วคราวกับผม สู้คุณไปหาใครสักคนที่รับนิสัยแย่ๆ ของคุณได้แล้วก็หยุดที่เธอคนนั้นคนเดียวไม่ดีกว่าเหรอ?"

กฤตภาสเลิกคิ้วเมื่อถูกสั่งสอนราวกับคนพูดไม่ได้อายุน้อยกว่าสิบสองปี ทว่านั่นก็ทำให้เขาได้เรียนรู้เพิ่มอีกอย่างว่าธีระไม่ได้มีความคิดไร้เดียงสาเหมือนหน้าตาเลย และมีแต่คนที่ผ่านเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างแรงมาแล้วเท่านั้นถึงจะออกปากได้อย่างมั่นใจขนาดนี้

น่าเสียดายที่เมื่อพูดกับเขาก็ไม่ต่างจากตักน้ำรดหัวตอสักเท่าไหร่

"ฉันไม่มีเวลาว่างขนาดนั้นหรอก อีกอย่างนะ ยิ่งเธอพยายามบ่ายเบี่ยงฉันก็ยิ่งอยากนอนกับเธอมากขึ้นเท่านั้นแหละ"

"นี่คุณ!!"

ธีระจนด้วยถ้อยคำที่จะยกมาโน้มน้าวต่อ ตกลงว่าสมองของผู้ชายคนนี้นอกจากเวลางานแล้วมีแต่เรื่องใต้สะดือหรือไงกัน ถึงแม้ตอนที่คบกับณรงค์จะมีบางเวลาที่ฝ่ายนั้นเรียกร้องจากเขาค่อนข้างเยอะไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยแสดงท่าทางว่าหื่นกระหายการมีเซ็กส์ทั้งที่ไม่ได้ขาดแคลนเช่นกฤตภาสเลยสักครั้ง

ชายหนุ่มมองสีหน้าของคนที่กำลังโกรธจนหน้าดำหน้าแดงแล้วก็ยิ้มมุมปาก เขาเลื่อนลิ้นชักหยิบบุหรี่กับไฟแช็คมาจุดก่อนจะอัดควันเข้าปอดอึกหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยหันกลับมาถามธีระที่ยังนั่งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

"สามเดือนเป็นไง?"

เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ความโมโหทำให้เขาหัวตื้อจนตามความคิดของกฤตภาสไม่ทัน

"สามเดือนอะไร?"

"ฉันยอมรับว่าถูกใจเธอ แต่ถ้านอนกันไปนานๆ เราอาจจะเบื่อกันก็ได้ ดังนั้นฉันเลยยื่นข้อเสนอว่าเราจะทำข้อตกลงกันแค่สามเดือนที่เธอมาฝึกงาน ถ้าพ้นช่วงนั้นไปแล้วฉันจะลบข้อมูลทุกอย่างจากอินบ็อกซ์ให้ เธอเองก็จะได้ไม่ต้องพะวงว่าจะถูกแบล็คเมล์หลังจากไม่ได้เจอกันแล้วด้วยไง แบบนี้ยุติธรรมดีใช่ไหมล่ะ?"

ยุติธรรมกับผีน่ะสิ! ฟังยังไงเขาก็ถูกข่มขู่ให้ต้องรับเงื่อนไขอยู่ชัดๆ!

ธีระยังไม่ทันจะเอ่ยสวน สายตาก็ดันตกต้องบนรอยเปื้อนที่ซึมขึ้นมาบนเสื้อเชิ้ตสีครีมของกฤตภาส รอยสีแดงเป็นจุดๆ บนหัวไหล่ทำให้เขาไม่สงสัยเลยว่ามันคือรอยเปื้อนจากอะไร

"คุณกฤต คุณเลือดออก"

ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดไปถนัดตา เพราะถึงอย่างไรแผลนั่นก็มาจากฝีมือเขา ส่วนกฤตภาสเพียงปรายตามองไหล่ตัวเองนิดหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ

"โดนกัดซะจมเขี้ยวแบบนั้นมันก็ต้องเลือดออกอยู่แล้วล่ะ เธอก็ไม่ยักเตือนไว้ก่อนว่าเป็นพวกชอบความรุนแรง เมื่อกี้ฉันเลยไม่ทันได้ระวังตัว"

น้ำเสียงนั้นมีสำเนียงล้อเลียนเจืออยู่ ธีระจึงขึงตามองคนที่กำลังอัดควันเข้าปอดอย่างหมั่นไส้ เขาคร้านจะนับแล้วว่าเช้านี้เขาโมโหกฤตภาสจนอยากทำร้ายร่างกายไปกี่ครั้ง

"กล่องยาอยู่ไหน? ถึงยังไงผมก็เป็นคนทำคุณมีแผล ผมจะทำแผลให้"

ถึงจะโมโหจนควันแทบออกหู แต่เด็กหนุ่มก็แยกแยะได้ว่าเรื่องนี้เขาก็ผิด ต่อให้นึกอยากให้กฤตภาสเลือดไหลออกมาเยอะๆ จนเป็นลมเป็นแล้งยังไงก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ

กฤตภาสเลิกคิ้วนิดหนึ่ง แต่ก็เพียงหันหลังแล้วเดินออกไปจากห้องนอน ธีระจึงลงจากโต๊ะเครื่องแป้งแล้วเดินตามเข้าไปในห้องนั่งเล่น ร่างสูงใหญ่เปิดตู้เหนือที่วางโทรทัศน์แล้วควานหาอยู่สักครู่ก็หยิบกล่องสีขาวมาส่งให้

“ตั้งแต่ได้มาก็ไม่เคยเปิดใช้ ยาหมดอายุหรือยังฉันก็ไม่รู้หรอกนะ”

กฤตภาสเอ่ยพลางหันไปพ่นควันบุหรี่อีกทางก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา ท่าทางที่บ่งบอกว่าจะไม่อำนวยความสะดวกให้มากกว่านี้ทำให้ธีระได้แต่พยายามสงบจิตใจ เขาตัดปัญหาด้วยการเข้าไปนั่งข้างๆ แล้วก็ช่วยปลดกระดุมและรั้งเสื้ออีกฝ่ายลงจากไหล่เพื่อจะได้ง่ายต่อการทำแผล

เด็กหนุ่มหยิบสำลีแผ่นออกจากถุงแล้วก็เทแอลกอฮอลล์ลงจนชุ่ม ตอนแรกเขาเพียงแค่เช็ดรอบๆ แผลตามวิธีทำความสะอาดที่ถูกต้อง แต่พอเห็นกฤตภาสยังเอาแต่สูบบุหรี่เลยจงใจกดสำลีแรงๆ จนแอลกอฮอลล์ซึมเข้าปากแผลเสียเลย คราวนี้เขาถึงค่อยสมใจที่ได้เห็นคนตัวใหญ่สะดุ้งและสูดปากบ้าง

“พยาบาลคนนี้มือหนักจังนะ”

“ผมนึกว่าคุณตายด้านแล้วก็เลยทดสอบดูเฉยๆ”

ธีระตอบพลางทำเป็นไม่แยแสกฤตภาสที่ก้มลงมาเป่าลมหายใจรดหน้าผาก เด็กหนุ่มใช้สำลีอีกแผ่นซับแอลกอฮอลล์จนแห้งจึงค่อยใส่ยาแล้วปิดพลาสเตอร์ทับ ท่าทางใจจดใจจ่อของเขาเปิดโอกาสให้กฤตภาสพิจารณาใบหน้าเนียนใสในระยะใกล้ได้อย่างเต็มที่

“ผมสงสัยมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ลายสักบนแขนคุณนี่มันรูปอะไร?”

คนถูกถามเลิกคิ้ว ชายหนุ่มอัดควันเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะหันไปขยี้ก้นกรองใส่ที่เขี่ยบุหรี่บนโต๊ะ “คิดว่าเป็นรูปอะไรล่ะ?”

ธีระเพ่งมองลวดลายตรงหน้าครู่หนึ่ง เมื่อคืนเขาเห็นรอยสักนี้ไม่ชัดจึงนึกว่าเป็นรูปงูหรือมังกร แต่เมื่อได้เห็นรายละเอียดทั้งหมดใต้แสงตอนกลางวันถึงค่อยดูออกว่าส่วนที่ดูเหมือนหัวนั้นแท้จริงแล้วคือหาง

“แมงป่องเหรอ?”

“ใช่ ตามราศีเกิดฉันเอง พอดีแพ้พนันเพื่อนสมัยเรียนก็เลยต้องไปสัก ไหนๆ แล้วก็เลยเลือกภาพที่เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับตัวฉันหน่อย”

คนราศีพิจิก...มิน่า...เซ็กส์จัด เจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจ...

“อะไรนะ?”

ธีระไม่รู้ตัวว่าเผลอพึมพำออกเสียงอีกแล้ว เขาเพียงแต่เก็บอุปกรณ์ทุกอย่างลงกล่องด้วยท่าทีไม่สนใจ

“เปล่า”

“ไม่ยักรู้ว่าเธอชอบเรื่องดูดวงด้วย”

มือของเด็กหนุ่มที่กำลังปิดกล่องปฐมพยาบาลชะงักเล็กน้อย แต่แล้วก็เพียงปิดล็อกต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ผมแค่จำของบางราศีได้ก็เท่านั้น”

ราศีพิจิก...ราศีเดียวกับหนุ่มลูกครึ่งคนนั้น...คนที่พี่รงค์ไม่เคยลืมสักชั่วขณะแม้กระทั่งเวลาที่โอบกอดเขาในอ้อมแขน ถึงแม้ระหว่างเวลาสั้นๆ ที่ได้คบกัน เขาจะเจ็บใจที่ตัวเองมาทีหลังจึงไม่อาจเอาชนะความทรงจำที่ณรงค์มีร่วมกับผู้ชายคนนั้นได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เขาก็ต้องยอมรับว่าต่อให้ได้พบกับณรงค์ก่อน...ก็ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายนั้นจะปักใจกับเขาอยู่ดี

ถ้าหากพรหมลิขิตมีจริง เขากับณรงค์ก็ไม่ได้ถูกกำหนดมาให้คู่กัน

“เธอนี่ใจลอยบ่อยจังเลยนะ”

เสียงที่กระซิบข้างหูดึงธีระออกจากภวังค์ เขาหันกลับไปมองกฤตภาสที่โน้มตัวเข้ามาหาจนแผงอกกว้างที่ยังไม่กลัดกระดุมเสื้อชนอยู่บนไหล่ แล้วก็ให้นึกขึ้นได้ถึงสาเหตุที่ตนมานั่งอยู่ตรงนี้

“คุณต้องการอะไรจากผมกันแน่?”

เด็กหนุ่มถามเสียงแข็ง เขาพยายามไม่เอนตัวหนีเพราะนั่นมีแต่จะแสดงความอ่อนแอเหมือนกำลังหงอ และเขาไม่อยากให้กฤตภาสได้ความพอใจจากท่าทีเช่นนั้น ถึงแม้จะอดเหลือบลงมองอย่างกังวลไม่ได้ว่าริมฝีปากคู่นั้นจะโน้มลงมาทาบทับริมฝีปากเขาอีกหรือเปล่า

“ก็ตามที่บอกไป เราทำสัญญาเป็นเซ็กส์เฟรนด์กันสามเดือน พอพ้นช่วงนั้นไปก็ถือว่าสัญญาสิ้นสุด ทั้งฉันและเธอไม่มีพันธะผูกมัดกันอีก ฉันจะยอมให้เธอเป็นคนลบไฟล์ทุกอย่างในอีเมล์ของฉันเอง”

ในที่สุดก็พูดออกมาจนได้ เซ็กส์เฟรนด์...ที่แท้เขาถูกมองว่ามีค่าแค่นี้...

ธีระแค่นหัวเราะ เขาเบี่ยงหน้าหนีกฤตภาสที่ก้มลงมาไซ้ปลายจมูกข้างใบหู แม้สัมผัสนั้นจะชวนให้รู้สึกวาบหวาม แต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์ร่วมตามเอาเสียเลย

“ผมควรภูมิใจสินะที่คุณประทับใจลีลาจนถึงกับต้องถ่ายรูปไว้ขู่ว่าจะแบล็คเมล์”

“อย่างน้อยฉันก็มีกำหนดเวลาให้ชัดเจนนะ ไม่ได้กะจะผูกมัดเธอไว้ตลอดไปสักหน่อย ถ้าไม่ชอบใจที่ฉันตั้งเงื่อนไขอยู่คนเดียว จะลองเสนอเงื่อนไขของเธอเองบ้างก็ได้ ถ้าหากรับได้ฉันจะพิจารณาดู”

แบบนั้นมันต่างกับการตั้งเงื่อนไขคนเดียวที่ไหนกัน สุดท้ายคนที่มีอำนาจต่อรองก็คือเจ้าตัวเท่านั้นไม่ใช่รึไง

ธีระคิดอย่างหงุดหงิดขณะที่กฤตภาสขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น ท่อนแขนแข็งแรงที่สอดมารอบเอวและปลายจมูกที่กดลงบนเรือนผมอย่างเรียกร้องความสนใจทำให้กระบวนความคิดของเขายุ่งเหยิงมากขึ้นทุกที

ชีวิตนี้เขาหนีคนที่ชอบใช้ประโยชน์จากร่างกายเขาไม่ได้เลยหรือไงกัน...

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วโดยไม่แสดงอาการต่อต้านหรือโอนอ่อน กฤตภาสมองใบหน้าเฉยเมยที่หันข้างให้เขาอย่างนึกสนุกว่าจะแกล้งทำเฉยได้นานแค่ไหน จากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งเชยคางเรียวให้หันมาหา

แววตาสองคู่สบประสานกันครู่หนึ่งโดยไม่มีใครยอมหลบตา ก่อนที่กฤตภาสจะเป็นฝ่ายโน้มใบหน้าลงไปเองโดยธีระไม่ได้หันหนี เด็กหนุ่มพริ้มตาลงเมื่อริมฝีปากอุ่นแนบลงสัมผัส วินาทีนั้นเขาก็ตัดสินใจได้ทันที

ยังไงก็จะใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งไม่ให้เขาปฏิเสธเลยใช่ไหม ก็ได้...สามเดือนมันจะสักแค่ไหนกัน...

ครั้งนี้กฤตภาสไม่ได้สอดปลายลิ้นเพื่อให้จูบลึกล้ำ เขาเพียงแนบริมฝีปากลงบนริมฝีปากของธีระอย่างอ้อยอิ่งก่อนจะผละออก จากนั้นก็ถามคนที่หลุบตาลงด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่แฝงแววคาดคั้นอยู่นัยๆ

“ว่าไง?”

ธีระเม้มปากขณะดึงมือกฤตภาสลงจากหน้า จากนั้นก็เหลือบตาขึ้นอย่างแน่วแน่ ในเมื่อบ่ายเบี่ยงไม่ได้เพราะถูกปิดโอกาสทุกประตู เขาก็ได้แต่ต้องสร้างเงื่อนไขเพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบจนเกินควร

อย่าให้เขารู้พาสเวิร์ดจนแฮกเข้าอีเมล์ได้ก่อนก็แล้วกัน...

“เอาล่ะ ถือว่าผมยอมรับกำหนดเวลาสามเดือน แต่ผมก็มีเงื่อนไขสองข้อที่ขอให้คุณกฤตยอมรับด้วย”

กฤตภาสเลิกคิ้ว แต่ก็พยักหน้าไปก่อนเพื่อแสดงความใจกว้าง “อะไรมั่งล่ะ?”

“ข้อหนึ่ง เมื่อคืนผมบอกไปแล้วว่าผมไม่ใช่คนสำส่อน ถ้าระหว่างสามเดือนนี้คุณอยากนอนกับผมก็ห้ามไปนอนกับคนอื่น ต่อให้ใช้เครื่องป้องกันก็ห้าม ถ้าผิดสัญญาเมื่อไหร่ต้องยกเลิกข้อตกลงทันที แล้วก็ต้องลบไฟล์ของผมทิ้งให้หมด”

ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า เงื่อนไขข้อนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไร พักหลังนี้เขาก็ไม่ได้คบหาใครอื่นนอกจากอรณิชซึ่งเขาเองก็เริ่มเบื่อแล้วด้วย

“ได้ ข้อนี้ฉันไม่มีปัญหา”

เชอะ! แล้วจะคอยดูว่าจะทนได้แค่ไหน พวกผู้ชายแท้ยังไงก็ต้องอยากกลับไปหาผู้หญิงอยู่วันยังค่ำ!

ธีระคิดอย่างหมั่นไส้ แต่ก็รีบบอกเงื่อนไขข้อที่สองต่อ

“ข้อสอง ห้ามบังคับกะเกณฑ์ให้ผมต้องมาอยู่ที่นี่ด้วยในช่วงสามเดือนนี้ ถึงยังไงผมก็ไม่อยากให้คนที่บริษัทสงสัยเรื่องผมกับคุณ การที่ผมยอมเป็นเซ็กส์เฟรนด์ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นเมียเก็บ ดังนั้นไม่ต้องมาเสนอเรื่องให้เงินหรือค่าตอบแทนอีก ไม่งั้นถือว่าข้อตกลงเป็นโมฆะเหมือนกัน”

คราวนี้กฤตภาสมุ่นคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจส่วนแรกของเงื่อนไข แต่เมื่อเห็นสีหน้าเอาจริงเอาจังของธีระก็ได้แต่เงียบ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องที่เขาสามารถปรับตามสถานการณ์ได้ในภายหลัง และที่สำคัญ...การไม่ปล่อยให้เด็กคนนี้เข้าใกล้เขามากเกินไปก็ดีเหมือนกัน

กฤตภาสยอมรับว่าเวลานี้เขาถูกใจธีระจริงๆ แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าเมื่อผ่านสามเดือนไปแล้วเขาจะไม่เบื่อ บางทีการให้อีกฝ่ายมีพื้นที่ส่วนตัวบ้างอาจดีกว่าสำหรับคนที่เกลียดการถูกผูกมัดอย่างเขาก็ได้

แล้วถ้าเลยกำหนดสามเดือนไปแล้วเขายังติดใจเด็กคนนี้อยู่...ค่อยไปคิดหาวิธียืดกำหนดเวลาก็ยังไม่สาย...

แน่นอนว่ากฤตภาสไม่ต้องการให้ธีระรู้ว่ากำลังคิดอะไร จึงแสร้งทำเป็นอิดออดก่อนจะยักไหล่เหมือนยอมอย่างเสียไม่ได้ “โอเค ตกลงว่าฉันรับเงื่อนไขของเธอทั้งสองข้อ คราวนี้คงไม่มีปัญหาแล้วนะ”

“ผมรู้ ไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่บิดพลิ้วให้คุณมีโอกาสส่งไฟล์พวกนั้นไปหาคนอื่นแน่”

กฤตภาสหัวเราะหึกับคำประชดพลางยื่นมือขวาออกไปข้างหน้า ธีระมองมือนั้นอย่างชั่งใจก่อนจะยอมยื่นมือไปจับตอบ แต่กลับถูกกระชากร่างเข้าไปจนปะทะกับแผงอกแกร่งโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

"บางทีพอใกล้หมดสามเดือนแล้วเธออาจจะอยากต่อสัญญาก็ได้นะ"

ร่างสูงใหญ่เอ่ยชิดริมฝีปากนุ่ม ฝ่ายธีระได้แต่ข่มความปั่นป่วนในใจแล้วตอบกลับด้วยเสียงที่พยายามกดให้นิ่ง

"ผมแทบรอวันที่ครบสามเดือนไม่ไหวแล้วล่ะครับ"

กฤตภาสหัวเราะก่อนจะก้มลงจูบริมฝีปากของธีระเร็วๆ อย่างมันเขี้ยว จากนั้นก็ลุกขึ้นพลางถอดเสื้อเชิ้ตที่ยังเกาะบนไหล่อย่างหมิ่นเหม่ออกโยนลงตะกร้า

"จริงๆ ก็อยากจะทำอะไรต่อมิอะไรมันซะตอนนี้หรอกนะ แต่เดี๋ยวไปหาอะไรกินก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันเปลี่ยนเสื้อใหม่ก่อนค่อยออกไป"

ธีระไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงแต่มองแผ่นหลังของกฤตภาสที่เดินหายเข้าไปในห้องนอน จากนั้นก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดจนต้องก้มหน้าลงแล้วเอาสองมือประคองศีรษะไว้

ทำไมจู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนเพิ่งได้ทำเรื่องผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตลงไปนะ...



++---TBC---++



A/N: แอบรู้สึกว่าน้องตี้ฝากแผลให้ตากฤตน้อยไปแฮะ (ไม่เป็นไร เรายังมีโอกาสอีกเยอะ กร๊ากกกก) สำหรับตอนนี้บางคนอาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของน้องตี้ ซึ่งมันก็เป็นการตัดสินใจของเด็กหนุ่มคนหนึ่งในสถานการณ์ที่ค่อนข้างจะจำกัดทางเลือกอยู่สักหน่อย ถ้าหากจะโทษที่น้องตัดสินใจแบบนี้ ก็โยนความผิดทั้งหมดให้ตากฤตคนเดียวไดัเลยค่ะ แบบว่าคนเขียนลำเอียงอย่างไม่อายฟ้าดินเลยน่ะ 5555++

มีเรื่องอยากแจ้งนิดหน่อยเกี่ยวกับการอัพเดทเรื่องนี้ เนื่องจากตอนก่อนๆ เราจะอัพเดทค่อนข้างถี่คือสัปดาห์ละสองครั้ง แต่หลังจากตอนนี้ไปอาจจะต้องทิ้งช่วงหน่อยคือสัปดาห์ละครั้งหรือสองสัปดาห์ครั้งค่ะ เนื่องจากงานที่บริษัทเริ่มยุ่งแล้ว ก็เลยอาจหาเวลาเขียนและตรวจทานได้น้อยกว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่ยังไงก็จะแวะเวียนมาอ่านคอมเม้นต์เป็นระยะ ดังนั้นอย่าเพิ่งทิ้งเรื่องนี้กันไปน้า แล้วพบกันใหม่ตอนที่สิบค่า




 

Create Date : 30 กันยายน 2556    
Last Update : 1 ตุลาคม 2556 16:11:16 น.
Counter : 1260 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 8

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 8


หนักจัง...

ธีระคิดอย่างงัวเงีย แพขนตาหนาพริ้มปรือก่อนที่นัยน์ตาดำขลับจะกวาดไปรอบตัวอย่างเชื่องช้า ไม่นานสายตาของเขาก็หยุดลงบนท่อนแขนเปลือยเปล่าที่พาดอยู่บนร่าง

ไม่ใช่สิ...น่าจะเรียกว่าท่อนแขนเปลือยเปล่าที่ 'รัด' ตัวเขาไว้มากกว่า แถมยังรัดเสียแน่นอย่างกับกลัวเขาจะดิ้นตกเตียงเสียอีกด้วย

สมองของเด็กหนุ่มเริ่มเป็นอิสระจากการหลับไหล เขาไม่ได้โวยวาย ไม่ได้ร้องแรกแหกกระเชอ ไม่แสดงอาการตื่นตูมตกใจใดๆ ทั้งสิ้นเพราะจำได้ทุกอย่างว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น เขาถึงกับเห็นมันในความฝันด้วยซ้ำ เพียงแต่ครั้งนี้ใบหน้าของคู่กรณีไม่ได้เป็นเพียงภาพพร่ามัวอีกต่อไป และสถานที่ก็ไม่ใช่มุมมืดของบันไดหนีไฟก็เท่านั้นเอง

นอกจากนั้น...สะโพกที่ยังระบมของเขาก็เป็นหลักฐานถึงเหตุการณ์เมื่อคืนเช่นกัน ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้วเขาไม่ได้ชอบการถูกทำแบบแรงๆ เลยสักนิด แต่คนทำก็ยังไม่สนใจ...เกลียดนักคนที่ไม่ฟังคนอื่นแบบนี้...

ความคิดเพิ่งวนมาถึงส่วนล่างไม่ทันไร ธีระก็เกร็งไหล่โดยอัตโนมัติเมื่อสัมผัสได้ว่าอะไรบางอย่างที่ดันสะโพกอยู่เริ่มออกอาการอย่างที่ผู้ชายมักเป็นในตอนเช้า ถึงจะรู้ว่ากฤตภาสคงยังไม่รู้สึกตัว สมองเขาก็คิดเร็วจี๋ว่าต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

เด็กหนุ่มค่อยๆ พลิกตัวอย่างระมัดระวัง วูบหนึ่งเขานึกอยากกัดท่อนแขนอีกฝ่ายให้จมเขี้ยวเผื่อจะสาแก่ใจที่มาบังคับเขาเมื่อคืน แต่คิดอีกทีก็ไม่อยากให้กฤตภาสได้มีข้ออ้างในการตั้งเงื่อนไขอื่นกับเขาอีก เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกเป็นครั้งที่สามเด็ดขาด

"จะรีบไปไหนล่ะ? เธอนี่ตื่นเช้าชะมัดเลยนะ"

ธีระสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็มีอ้อมแขนรั้งเขากลับลงไปบนเตียง เด็กหนุ่มชักสีหน้าใส่คนที่ดันตัวขึ้นคร่อมทับโดยกดข้อมือทั้งสองข้างของเขาไว้จนขยับหนีไม่ได้

"ผมไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อ ถ้าแฟนๆ ของคุณมาหาเดี๋ยวจะเป็นเรื่อง"

"ไม่มีใครมาหรอก ห้องฉันหมายเลขอะไรยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ"

เสียงกฤตภาสเกียจคร้านอย่างคนเพิ่งตื่น ไรเคราสีเขียวอ่อนเริ่มขึ้นให้เห็นเป็นแนวตามกรอบหน้าไปจนถึงคาง ธีระไม่ปฏิเสธว่าผู้ชายตรงหน้าเป็นคนรูปลักษณ์โดดเด่นและมีเสน่ห์ เพียงแต่เสน่ห์ที่ว่านั้นใช้กับเขาไม่ได้นับตั้งแต่วินาทีที่ถูกบีบให้นอนด้วยแล้ว

"ยังไงผมก็จะกลับ ถึงอยู่ต่อเราก็ไม่มีอะไรต้องคุยกัน"

"ถ้างั้นก็ไม่ต้องคุย ปกติฉันก็ไม่ค่อยชอบใช้ปากคุยสักเท่าไหร่"

คนพูดเอ่ยพลางก้มลงแนบริมฝีปากบนซอกคอของธีระ ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดลงบนผิวทำให้เด็กหนุ่มหน้าแดงซ่านอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก็พยายามหันหนีเมื่อผู้สูงวัยกว่าเลื่อนใบหน้าขึ้นมาเหมือนจะจูบ ริมฝีปากของกฤตภาสจึงเพียงถากผ่านผิวแก้ม

"ถ้างั้นก็ไปหาคนอื่นแทนเถอะ แล้วก็บอกทุกคนที่บริษัทด้วยว่าผมจะไม่ไปฝึกงานแล้ว"

กฤตภาสเลิกคิ้วแล้วยันตัวขึ้นอีกครั้ง เขามองเด็กหนุ่มที่ตะแคงหน้าไปอีกด้านราวกับเหม็นหน้าเขาเต็มประดา จากนั้นก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบไปบนผิวแก้ม

"...แค่นี้ก็จะหนีแล้วเหรอ?"

ธีระเม้มปากแน่น เขารู้สึกเหมือนกำลังโดนทดสอบความอดทนด้วยน้ำเสียงเฉื่อยเนือยเหมือนไม่ใส่ใจ แต่มือของกฤตภาสกลับไม่เลิกป้วนเปี้ยนบนตัวเสียที จึงใช้มือข้างที่ว่างดันอกอีกฝ่ายออกห่าง

"จะเรียกว่าหนีหรืออะไรก็ตามใจ ในเมื่อผมเลิกฝึกงานก็เท่ากับคุณไม่ใช่เจ้านายผมอีกแล้ว ลุกออกไปเดี๋ยวนี้!"

แววตาของกฤตภาสยังคงสงบนิ่งและมีร่องรอยเกียจคร้านไม่เปลี่ยน แต่ร่างสูงใหญ่กลับจงใจทิ้งน้ำหนักลงบนตัวธีระมากขึ้นจนเด็กหนุ่มแทบหายใจไม่ออก แถมยังแกล้งบดสะโพกลงกับหน้าขาของเขาอีกด้วย

"คุณกฤต!"

ธีระหน้าแดงก่ำทั้งจากความโกรธและอาย นี่ถ้าหากกฤตภาสไม่ใช่พวกชอบกวนประสาทอย่างร้ายกาจก็ต้องเป็นพวกสมองมีปัญหา เพราะไม่ว่าเขาจะขอให้ทำอะไรก็จงใจทำตรงข้ามไปเสียทุกอย่าง

พวกผู้บริหารชอบมีงานอดิเรกคือการปั่นหัวคนอื่นหรือไงกัน!?

"อย่าเพิ่งโมโหน่า ฉันมีอะไรสนุกๆ จะให้เธอดูก่อน"

ร่างสูงเหยียดแขนไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนหัวเตียงโดยไม่ลุกขึ้น ร่างของทั้งสองจึงยิ่งเสียดสีกันจนธีระได้แต่เม้มปากเพื่อกลั้นเสียงครางไม่ให้หลุดออกไป เมื่อกฤตภาสหดแขนกลับมาแล้วก็กดหาอะไรอยู่สักครู่ก่อนจะหันหน้าจอมาทางเด็กหนุ่ม

"ถ่ายได้ดีใช่ไหมล่ะ? กล้องมือถือสมัยนี้ขนาดถ่ายในที่แสงน้อยยังชัดเหมือนใช้กล้องจริงเลยนะ"

ธีระแทบไม่ได้ยินช่วงท้ายประโยค สองตาของเขาเบิกกว้างขณะจับจ้องรูปที่ปรากฏบนหน้าจอ และราวกับกลัวว่ารูปเดียวจะไม่หนำใจ กฤตภาสยังแสดงความใจดีด้วยการเลื่อนรูปต่อไปให้เขาดูได้ถนัดตา

ต่อจากภาพแรกก็เป็นภาพที่สอง จากนั้นก็ภาพที่สาม ภาพที่สี่ ภาพที่ห้า ...ขณะที่ธีระยังไม่หายช็อก กฤตภาสก็ย่อหน้าจอให้รูปเหล่านั้นเรียงกันเป็นรูปขนาดเล็ก เด็กหนุ่มจึงได้เห็นว่าตนถูกถ่ายรูปตอนที่หลับเอาไว้เป็นอัลบั้ม!

และที่เลวร้ายที่สุด...นอกจากรูปภาพเหล่านั้นจะไม่สมควรให้ใครเห็นแล้ว กฤตภาสยังจงใจเอาตัวเองเข้ามาในรูปหลายรูปเพื่อสื่อว่าทั้งสองกำลังทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างชัดเจนอีกด้วย

"คุณ..."

เด็กหนุ่มพูดอะไรไม่ออก รู้แต่ว่าเลือดในกายทุกหยดไหลขึ้นไปรวมกันบนหัวจนหูอื้อตาลาย สีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขาจุดรอยยิ้มบนมุมปากของคนที่กำลังจ้องมอง

"เมื่อคืนนี้กว่าจะถอดเสื้อคลุมออกจากตัวเธอได้ก็ลำบากอยู่ล่ะนะ แต่สงสัยเธอคงจะเหนื่อยจริงๆ เพราะไม่ว่าจะถูกจับให้นอนท่าไหนก็ไม่ตื่นขึ้นมาโวยวายเลยสักแอะ”

เพียะ!!!

เสียงฝ่ามือกระทบผิวหน้าดังก้องในห้องที่เงียบสงัด ธีระรู้สึกถึงความแสบร้อนกลางฝ่ามือหลังฟาดออกไปบนใบหน้าของกฤตภาสเต็มแรง เขาไม่สงสัยเลยว่าคนโดนตบจนหน้าหันคงเจ็บแสบยิ่งกว่า เพราะไม่ช้ารอยแดงรูปฝ่ามือก็ค่อยๆ เห่อขึ้นบนซีกหน้าด้านที่เด็กหนุ่มเพิ่งตวัดมือใส่

ธีระหอบหายใจแรงจนตัวโยน อารมณ์เดือดดาลทำให้เขาไม่สนใจแล้วว่าคนตรงหน้าเป็นใคร เขาลืมนึกไปถึงกระทั่งว่าหากอีกฝ่ายไม่พอใจจนใช้กำลังตอบโต้ เขาจะถูกทำอะไรบ้างหรือจะเอาแรงที่ไหนไปสู้ไหว

ทว่าคนที่โดนตบกลับเพียงแค่นหัวเราะ กฤตภาสค่อยๆ เบนหน้ากลับมาพร้อมกับนัยน์ตาลึกล้ำ แต่รอยหยักบนมุมปากกดลึกกว่าเดิมราวกำลังสาแก่ใจนักหนา

“คลิปเสียงก็มีนะ”

เด็กหนุ่มเบิกตาโตมากยิ่งขึ้น เขาจับจ้องกฤตภาสที่กดหาอะไรบางอย่างในมือถืออีกครั้ง จากนั้นก็ได้ยินเสียงอันบาดหูของบทสนทนาเมื่อคืนซึ่งทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง

"คุณกฤตผิดสัญญา เมื่อกี้ยังบอกอยู่เลยว่าจะค่อยเป็นค่อยไป"

"ขอโทษก็แล้วกัน ต่อจากนี้จะไม่ทำแรง"

เสียงที่ตามมาหลังจากนั้นเป็นเสียงครวญครางของเขาเอง ไม่นับเสียงอันน่าอายจากการการเสียดสีของผิวเนื้อหลังจากกฤตภาสบอกว่าอยู่ในตัวเขาแล้ว ยิ่งได้ฟังหลักฐานของเหตุการณ์เมื่อคืนมากขึ้น นัยน์ตาของเด็กหนุ่มก็ยิ่งจ้องมองกฤตภาสราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกันกับเขา

ทำไมกัน...เพื่ออะไร...

"แบตฉันใกล้จะหมดแล้ว ฟังแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ถ้าอยากฟังเต็มๆ เดี๋ยวจะเปิดให้ฟังทีหลัง"

กฤตภาสเอ่ยก่อนจะลุกขึ้นเพื่อหยิบสายชาร์จมาเสียบโทรศัพท์ ฝ่ายธีระได้แต่มองท่วงท่าเป็นธรรมชาติของอีกฝ่ายเหมือนไม่ได้เพิ่งทำอะไรผิดแปลกแล้วก็ถามเสียงแห้ง

“...คุณกฤต ผมไปทำอะไรให้คุณกฤตตั้งแต่ตอนไหน? ทำไมถึงต้องทำแบบนี้กับผมด้วย?”

ธีระสับสนไปหมดกับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญ ที่ผ่านมาเขาอาจไม่ใช่เด็กดีที่อยู่ในลู่ในทางนัก แต่ก็มั่นใจว่าไม่เคยไปทำร้ายหรือก่อกรรมทำเข็ญกับใคร แล้วทำไมชีวิตเขาถึงต้องมาเจอกับผู้ชายคนนี้?

"เธอไม่ได้ทำอะไรหรอก ฉันก็แค่ถ่ายรูปพวกนี้ไว้เล่นๆ เหมือนเวลาเราเจอเรื่องอะไรที่ประทับใจก็อยากเก็บภาพไว้ไง แต่ถ้าในอนาคตฉันดูคนเดียวจนเบื่อก็อาจนึกอยากแชร์ให้คนอื่นดูบ้างก็ได้"

กฤตภาสเอ่ยราวกับรูปที่ถ่ายไว้เป็นรูปทิวทัศน์ภูเขาหรือท้องทะเลทั่วไป แต่เด็กหนุ่มรู้ดี...นั่นเป็นคำขู่

ถ้าหากไฟล์ภาพและเสียงเหล่านั้นหลุดออกไปถึงมือคนอื่น...เขาก็ไม่กล้าเดาแล้วว่าจะพบเจอกับเรื่องเลวร้ายอย่างไรบ้าง ไม่แน่มันอาจส่งผลต่ออนาคตของเขาหลังเรียนจบเลยก็ได้ แต่ทั้งที่รู้อย่างนั้น...กฤตภาสก็ยังจะทำหลักฐานพวกนี้เก็บไว้อีก...

เท้าไวเท่าความคิด ร่างเพรียวตวัดขาลงจากเตียงแล้วก็ผลักกฤตภาสออกก่อนจะดึงโทรศัพท์ออกจากสายชาร์จ แต่ยังไม่ทันจะได้หมุนตัวไปทางหน้าต่างก็ถูกรวบทั้งเอวและมือข้างที่กำโทรศัพท์ไว้แน่น

"จะทำอะไร?"

กฤตภาสถามเสียงเครียดขณะที่รัดเอวของธีระจากด้านหลัง ส่วนเด็กหนุ่มได้แต่พยายามดิ้นและถีบขาเป็นพัลวันเพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระ

"ไม่ถามก็น่าจะรู้! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!!"

ธีระไม่สนใจว่าร่างเปลือยของทั้งคู่กำลังเสียดสีกันจากการพยายามดิ้นรน แต่ดูเหมือนกฤตภาสก็หาได้ใส่ใจเช่นกัน

"เสียโทรศัพท์ไปสักเครื่องน่ะฉันไม่เสียดายหรอก แต่พอดีว่าข้อมูลอย่างอื่นในเครื่องมันมูลค่าสูงกว่านั้นมาก ดังนั้นคงยอมให้เธอเขวี้ยงทิ้งง่ายๆ ไม่ได้หรอกนะ พ่อหนู"

ยิ่งโดนตอกย้ำว่าคนพูดเห็นเขาเป็นเด็ก ธีระก็ยิ่งเลือดขึ้นหน้า เขาหมุนตัวหันกลับไปหากฤตภาสแล้วเขวี้ยงโทรศัพท์ในมือเข้าใส่ฝาผนัง จากนั้นก็กัดหัวไหล่ข้างที่มีรอยสักของกฤตภาสเต็มแรง

"ฮึ่ม!"

กฤตภาสคำรามด้วยคิดไม่ถึงว่าจะถูกทำร้ายร่างกายเป็นหนที่สอง แต่ชายหนุ่มไม่ได้พยายามผลักไสหรือดิ้นหนี สองแขนแข็งแรงรวบเอวของเด็กหนุ่มแล้วพาเดินกึ่งลากเข้าไปในห้องน้ำ จากนั้นก็หมุนฝักบัวให้น้ำเย็นจัดหลั่งลงบนร่างของทั้งคู่จนธีระสะดุ้ง

"ปล่อยนะ!!"

เด็กหนุ่มร้องตะโกนพลางทุบไหล่ของกฤตภาสเพื่อให้ตนเองเป็นอิสระ ในปากเขาได้กลิ่นคาวเลือดจากแผลที่เพิ่งฝากไว้บนไหล่หนาก่อนที่สายน้ำจะชะกลิ่นนั้นออกไป แต่นอกจากกฤตภาสจะไม่ปล่อยแล้วก็ยังจงใจรัดเอวเขาแน่นกว่าเดิมเหมือนไม่สะทกสะท้านกับสายน้ำเย็นเลยสักนิด

"หายบ้ามั่งรึยัง!? แล้วก็จะบอกให้รู้นะ ไฟล์ภาพและเสียงพวกนั้นฉันส่งเข้าอีเมล์ส่วนตัวไปหมดแล้ว ต่อให้มือถือพังหรือถูกขโมยฉันก็ยังส่งอีเมล์หาใครต่อใครได้สบายมาก อย่าพยายามทำเรื่องที่เปลืองแรงเปล่าดีกว่า"

ธีระหรี่ตาสู้กระแสน้ำพลางถลึงตามองอีกฝ่ายด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ไม่นานก็เริ่มรู้ตัวว่าทนความหนาวจากสายน้ำที่รดหลั่งลงมาไม่ไหว นอกจากนี้เขายังรู้สึกเหนื่อยจากการระเบิดอารมณ์ตั้งแต่เช้าจนเรี่ยวแรงลดต่ำลงทุกที

เขาไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้คนคนนี้เห็นเลยสักนิด...แต่จะให้ฝืนต่อไปอีกก็ไม่ไหวแล้ว

"...คุณกฤต ผมหนาว"

เสียงของธีระสั่นน้อยๆ เช่นเดียวกับมือที่หยุดทุบและเพียงกำไว้เฉยๆ ริมฝีปากสีสดเริ่มซีดจนคนเห็นสังเกตได้ กระนั้นกฤตภาสก็ไม่ได้ปิดน้ำในทันที เขาเพียงแต่ออกแรงกระชับวงแขนมากขึ้นแล้วถามเสียงเข้ม

"สัญญาว่าจะเลิกอาละวาดได้หรือยัง?"

เด็กหนุ่มเม้มปากแน่นอย่างดื้อรั้น แต่ก็จนใจที่กล้ามเนื้อเริ่มชาจากความหนาวจนไม่มีแรงแม้แต่จะยกแขนผลักอีกฝ่าย จึงได้แต่ก้มหน้าลงแล้วผงกศีรษะช้าๆ อย่างไม่เต็มใจ

กฤตภาสเห็นดังนั้นถึงค่อยระบายลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ชายหนุ่มไม่ได้พาคนในอ้อมแขนออกจากห้องน้ำทันที เพียงแต่ปรับอุณหภูมิน้ำให้อุ่นขึ้นแล้วกดสบู่เหลวออกมาลูบไปบนเนื้อตัวของธีระ เด็กหนุ่มได้แต่กะพริบตาปริบขณะมองคนที่กำลังลูบร่างกายเขาแรงๆ เหมือนจะสร้างความอบอุ่นให้ด้วยแววตาไม่เข้าใจ เมื่อช่วยล้างฟองสบู่ออกให้หมดแล้ว ร่างสูงใหญ่ก็หยิบผ้าขนหนูมาพันรอบกายของเขาอย่างแน่นหนา

"ออกไปเช็ดตัวใส่เสื้อผ้าซะ แล้วก็ไม่ต้องคิดเรื่องจะทำลายโทรศัพท์ฉันหรือหนีอีก ไม่อย่างนั้นแค่ฉันโทรหาตำรวจว่าเธอขโมยของและทำร้ายร่างกาย รับรองได้ว่าชีวิตเธอหลังจากนี้ไม่มีความสุขแน่"

ธีระได้แต่มองคนตัวใหญ่กว่าอย่างโกรธเคือง แต่ก็รู้ดีว่ากฤตภาสมีหลักฐานยืนยันหากแจ้งความจริงๆ ไม่ว่าจะรอยนิ้วมือบนหน้าหรือรอยฟันที่เขากัดหัวไหล่ จึงได้แต่สะบัดหน้าหนีแล้วเดินลงส้นออกไปจากห้องน้ำ

เมื่อคล้อยหลังเด็กหนุ่ม กฤตภาสถึงค่อยผ่อนลมหายใจแล้วหันมาอาบน้ำสระผมบ้างเพราะไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายเลยตั้งแต่เมื่อคืน ชายหนุ่มสูดปากเสียงเบาเมื่อลูบสบู่ไปบนไหล่แล้วรู้สึกแสบ พอก้มมองก็เห็นเห็นเลือดสีแดงซึมออกมาตามรอยฟันและเขี้ยวที่เจาะจนเป็นรูเล็กๆ ทว่าเขาเพียงมองรอยแผลเหล่านั้นนิ่ง จากนั้นก็หลุดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

ไม่นึกว่าเด็กนั่นจะทั้งกล้าตบและกัดเขา คนที่ดูสุภาพและได้รับการเอ็นดูจากใครๆ ไปทั่วอย่างนั้น พอฟิวส์ขาดแล้วกลับอารมณ์ร้ายเหลือคาด แต่น่าแปลกที่เขาไม่รู้สึกโกรธแถมยังสนุกอีกด้วย

ดูท่าทาง...เขาจะยิ่งอยากเห็นเด็กคนนี้ฟิวส์ขาดเพราะเขามากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้วสิ...



++---TBC---++



A/N: เนื้อหาตอนนี้อาจดำเนินไปช้าๆ เนิบๆ หน่อยนะคะ เพราะอยากเน้นให้กฤตภาสกับน้องตี้ได้ทำความคุ้นเคยกันมากขึ้นหลังจากที่รวบรัดตัดความจาก A ไป Z ตั้งแต่เริ่มเรื่อง ความจริงแล้วน้องตี้ไม่ได้เป็นคนชอบความรุนแรง แต่พอมาเจอตัวพ่ออย่างกฤตภาสแล้วคงอดไม่ไหวจริงๆ ซึ่งเรื่องที่คุณชายกฤตจะทำให้น้องตี้หมั่นไส้ยังไม่หมดแค่นี้แน่ ต้องคอยติดตามกันต่อไปค่ะ

ปล. ชอบเวลาอ่านคอมเม้นต์แล้วได้เห็นความคิดอันหลากหลายที่คนอ่านมีต่อสองคนนี้จัง ความสุขอย่างหนึ่งของคนเขียนคือได้รับรู้เสียงสะท้อนกลับมาจากคนอ่าน ดังนั้นถ้าชอบหรือไม่ชอบ แค่พิมพ์บอกไว้แบบสั้นๆ ก็ขอบคุณมากแล้วค่ะ ^^




 

Create Date : 25 กันยายน 2556    
Last Update : 27 กันยายน 2556 10:08:32 น.
Counter : 1119 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.