Group Blog
 
All blogs
 

เล่ห์ลวงใจ ตอนพิเศษ คั่นเวลา 1


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


เล่ห์ลวงใจ ตอนพิเศษคั่นเวลา 1: เสียงเพรียกของหัวใจในยามค่ำคืน



ธีระรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก

ใช่ว่าอากาศร้อนจนอึดอัดหรือหนาวจนนอนต่อไม่ได้ ความจริงแล้วอุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศออกจะเย็นสบายกำลังดีด้วยซ้ำ แล้วเขาก็ไม่ได้รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ จึงไม่มีเหตุผลเลยว่าทำไมปุบปับถึงได้ตื่นขึ้นมา

"อืม..."

เสียงครางต่ำในคอดังมาจากคนที่กำลังหลับ สายตาที่เริ่มชินกับความสลัวของธีระมองเห็นกฤตภาสซึ่งกำลังนอนตะแคงหันหลังให้ ลาดไหล่เปลือยเปล่าและแผ่นหลังกว้างปรากฏให้เห็นเป็นเงาตะคุ่มในความมืดสลัว

ถ้าหากความสัมพันธ์ของพวกเขาดีกว่านี้ ธีระคงไม่ลังเลที่จะกระถดตัวเข้าไปหาแล้วกอดเอวอีกฝ่ายเพื่อขอแบ่งปันไออุ่น บางทีกฤตภาสอาจบ่นงึมงำบ้างที่ถูกรบกวนการนอน แต่ก็คงยอมให้เขาอิงแอบเพื่อซึมซับอุณหภูมิร่างกายแต่โดยดี และพวกเขาก็คงหลับเคียงข้างกันเช่นนั้นไปจนถึงเช้า

น่าเสียดายที่มันคงเป็นภาพซึ่งไม่มีวันจะเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสองคน

เด็กหนุ่มค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เตียงยวบจนเกินไป เขายกมือขึ้นถูต้นแขนทั้งสองข้างก่อนจะลุกเดินออกไปยังห้องครัว แสงจันทร์ซึ่งส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องทำให้สามารถเดินไปหยิบแก้วมาเทน้ำดื่มได้โดยไม่สะดุดอะไร

ธีระดื่มน้ำจนหมดแก้วก่อนจะเดินไปที่หน้าต่าง ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามค่ำคืน เสียงของเข็มนาฬิกาในห้องนั่งเล่นดัง ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก ลอยมาเข้าหูอย่างชัดเจน เขายื่นมือไปดึงผ้าม่านเหนือกระจกหน้าต่างที่สูงตั้งแต่พื้นจรดเพดานออก เผยให้เห็นผืนฟ้าสีน้ำหมึกซึ่งมีดวงจันทร์ลอยเด่นและแต่งแต้มด้วยริ้วเมฆสีเทาประดุจลูกไม้ แสงจันทร์กระจ่างอาบไล้ลงมาบนร่างอันเปลือยเปล่าที่ยืนนิ่ง กระนั้นเขาก็ไม่ได้ใส่ใจว่าจะมีใครมองมาเห็นเพราะบริเวณโดยรอบคอนโดของกฤตภาสไม่มีอาคารที่สูงเท่า และเวลานี้ก็ผ่านเลยเที่ยงคืนมาเกินกว่าจะมีใครยังตื่นนอนกันอยู่อีก

เขายืนมองทิวทัศน์ของท้องฟ้ายามราตรีได้ครู่หนึ่งก็เดินกลับเข้าไปในห้อง ถึงแม้จะไม่รู้สึกง่วงสักเท่าไหร่ แต่วันรุ่งขึ้นเขายังต้องรับมือกับอารมณ์ที่แปรปรวนยากจะคาดเดาของกฤตภาส ดังนั้นยิ่งพักผ่อนเพื่อออมแรงให้ได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

เด็กหนุ่มก้าวกลับเข้าไปในห้องนอนอย่างเงียบเชียบ เงาของเขาทาบทับลงบนร่างของกฤตภาสที่พลิกตัวกลับมานอนหงายพลางหายใจอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้จะดูขัดกับบุคลิก แต่เวลานอนกฤตภาสมักหลับสนิทยาวจนถึงเช้า ถ้าหากไม่มีเสียงดังมากๆ หรือถูกปลุกจริงๆ ก็จะไม่ค่อยรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก ไม่เหมือนกับเขา...

นี่เขาช่างสังเกตผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ตอนไหนกันนะ...


'เนื้อคู่ของน้องจะเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ อายุมากกว่าหลายปีนะจ๊ะ แล้วก็...จะได้เจอกันเพราะเหตุอันไม่คาดฝัน หรือเจอกันในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ'


จู่ๆ คำพูดของหมอดูไพ่ทาโรต์ที่เขาเคยไปดูเล่นๆ ตอนที่ยังคบกับณรงค์ก็ดังขึ้นในหัว ตอนนั้นพวกเขายังเพิ่งเริ่มคบกันได้ไม่นาน แต่เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ธีระคบกับใครอย่างจริงจัง แถมอีกฝ่ายยังอายุมากกว่าหลายปี เขาจึงค่อนข้างตื่นเต้นกับประสบการณ์อันแปลกใหม่นี้ไม่น้อย


'อุ๊ย! ก็ตรงอยู่นะคุณเจ๊ ถ้าดูจากที่ที่แกเจอกับพี่เขาครั้งแรกน่ะ ใช่มั้ยตี้?'

สุเมธซึ่งไปด้วยกันทำท่าจีบปากจีบคอคุยกับหญิงวัยกลางคนซึ่งตั้งโต๊ะรับดูดวงอยู่ในตลาด ฝ่ายธีระเพียงแต่อมยิ้มโดยไม่ว่าอะไรเพื่อนที่เอ่ยกระเซ้า ความจริงแล้วคืนที่เขาได้เจอกับณรงค์นั้นก็เป็นสุเมธที่ยุให้เขาเดินเข้าไปชวนณรงค์คุยก่อนเสียด้วยซ้ำ

หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วแล้วเอียงคอ เธอมองธีระก่อนจะเบนสายตาลงพิจารณาไพ่ที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง จากนั้นก็ส่ายหน้า

'คนนี้ยังไม่ใช่ ถ้าตามหน้าไพ่นี่ล่ะก็ คนที่เป็นเนื้อคู่ของน้องยังไม่เคยได้เจอกันเลย'

'อ้าว?'

เด็กหนุ่มทั้งสองอุทานออกมาพร้อมกัน พวกเขาสบตากันก่อนที่ธีระจะเป็นฝ่ายถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ

'แต่เงื่อนไขอย่างอื่นตรงไม่ใช่เหรอครับ ที่พี่บอกว่าจะเป็นคนตัวสูง อายุมากกว่า'

'ใจเย็นๆ พี่ก็พูดตามที่อ่านจากไพ่น่ะจ้ะ บางทีคนที่เป็นเนื้อคู่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้อยู่ด้วยกันก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คนปัจจุบันของน้องเขามีชะตาผูกพันอยู่กับคนอื่น'



ธีระจำไม่ได้ว่าตนทำสีหน้าเช่นไรหลังได้ฟังประโยคสุดท้าย รู้แต่ว่าสุเมธพยายามช่วยเบนความสนใจเขาด้วยการขอให้หมอดูคนนั้นดูดวงของตัวเองต่อ พอทั้งคู่ดูดวงเสร็จและเดินจากมาแล้วถึงค่อยหันมาปลอบเขาว่าหมอดูคู่กับหมอเดา แต่ธีระก็ยังหวั่นไหวเพราะอดคิดไม่ได้ว่า 'คนอื่น' ที่ชะตาของณรงค์ถูกร้อยรัดไว้คู่กันนั้นน่าจะเป็นใคร

เวลาล่วงเลยมาหลายเดือนจนถึงบัดนี้ เขาได้ประจักษ์กับตัวเองแล้วว่าสิ่งที่หมอดูคนนั้นเคยพูดเกี่ยวกับณรงค์เป็นความจริง เพียงแต่ในส่วนที่เป็นเนื้อคู่ของเขาเองนั้น...ธีระก็สุดจะรู้ว่าคนในคำทำนายจะปรากฏตัวที่ไหนหรือเมื่อไหร่ และเขาก็ไม่คิดจะหวนกลับไปให้หมอดูคนนั้นทำนายซ้ำให้ต้องกระวนกระวายใจอีก

แต่ต่อให้จะพยายามไม่คิดแล้วก็ตาม ธีระก็อดจะนึกถึงคำทำนายเหล่านั้นไม่ได้เมื่อทอดสายตามองไปยังคนที่กำลังหลับไหลอยู่ตรงหน้าในยามนี้ ถ้าเป็นผู้ชายคนนี้ล่ะ...เป็นไปได้หรือเปล่าว่ากฤตภาสคือเนื้อคู่ของเขาที่หมอดูคนนั้นเคยพูดถึง? คนที่ขี้โกงและเอาแต่ใจสารพัด ใช้วิธีสกปรกเพื่อปรนเปรอตัวเองโดยไม่สนใจความรู้สึกของเขาเลยคนนี้น่ะเหรอ?

ไหล่ผอมสั่นเมื่อความคิดแล่นมาถึงตรงนี้ เขาเม้มปากแล้วเดินไปเอนหลังลงบนเตียงโดยพยายามไม่คิดอะไรต่อ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว ดังนั้นเขาควรจะหยุดคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้วก็นอนพักผ่อนเสียที

“ไปไหนมา?”

ธีระสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำถามอย่างงัวเงีย เขาเหลือบมองคนที่นอนตะแคงหันมาหาแล้วก็รีบพลิกตัวหนี เวลานี้สิ่งสุดท้ายที่เขาอยากทำก็คือการต่อปากต่อคำกับคนร่วมเตียง

"แค่ออกไปกินน้ำครับ ผมจะนอนต่อแล้ว"

"หืม...แต่เนื้อตัวเย็นขนาดนี้ ท่าจะไม่ได้แค่ออกไปกินน้ำอย่างเดียวล่ะมั้ง"

เด็กหนุ่มสะดุ้งอีกเมื่อจู่ๆ มือใหญ่ก็สอดมารอบเอว จากนั้นก็รั้งร่างเขาเข้าไปหาจนแผ่นหลังชนกับแผงอกกว้าง เขาพยายามทำเสียงฮึดฮัดเพื่อให้คนข้างหลังปล่อย ยิ่งถูกริมฝีปากอุ่นแนบลงมาตรงซอกคอ ธีระก็ยิ่งแสดงการขัดขืนมากขึ้น

"ไม่เอาน่า ฉันไม่ได้จะทำอะไรมากกว่านี้สักหน่อย แต่ถ้ายังดิ้นไม่หยุดฉันอาจจะ 'ตื่น' บ้างก็ได้นะ"

เสียงกระซิบข้างหูทำให้ธีระหยุดดิ้นทันที หัวใจของเขาเต้นถี่แรงราวกับรัวกลอง เด็กหนุ่มรู้ดีว่ากฤตภาสไม่ใช่คนที่ชอบขู่ใครเล่นๆ และหากตนยังไม่เลิกขัดขืนก็อาจทำให้อีกฝ่ายนึกสนุกจนอยากสานต่อให้ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าที่ควรก็ได้ เขาจึงทำได้เพียงหลับตาและเม้มปากแน่นขณะที่มือใหญ่ลูบไล้ผิวกายไปมา ส่วนริมฝีปากอุ่นก็พรมจูบไปทั่วคอและบ่าราวกับจงใจแกล้ง

"คุณกฤต...ขอผมนอนเถอะ ผมเหนื่อย"

ธีระต้องพยายามเต็มที่เพื่อบังคับเสียงไม่ให้สั่น เขารับรู้ได้ถึงลมหายใจของกฤตภาสบนต้นคอ เช่นเดียวกับความรู้สึกว่ากำลังถูกนัยน์ตาคมกริบจับจ้องราวจะมองให้ทะลุไปเห็นความคิดในหัวของเขา

เวลาคงไหลผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที แต่มันกลับดูเหมือนเนิ่นนานเหลือเกินกว่าธีระจะได้ยินคำตอบที่ทำให้ใจเขาสงบลงได้

"งั้นก็ตามใจ"

อ้อมแขนที่โอบกอดเมื่อครู่ผละไป เช่นเดียวกับไออุ่นที่จางหายเมื่อกฤตภาสพลิกตัวกลับไปอีกทาง ธีระค่อยๆ ระบายลมหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก พลันก็หัวใจกระตุกเมื่อได้ยินเพื่อนร่วมเตียงเอ่ยขึ้นเรียบๆ

"ถึงคืนนี้จะเลี่ยงได้ แต่พรุ่งนี้ฉันคงไม่ใจเย็นให้แบบนี้หรอกนะ"

พอสิ้นประโยคนั้นกฤตภาสก็ไม่เอ่ยอะไรอีก ไม่นานเด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอซึ่งบ่งบอกว่าอีกฝ่ายหลับแล้ว เขาได้แต่ดึงผ้าห่มขึ้นจนถึงต้นคอแล้วก็หลับตาแน่นเพื่อกันไม่ให้หยาดน้ำตาไหลริน รวมทั้งกัดริมฝีปากเพื่อสะกดเสียงสะอื้นไม่ให้หลุดผ่านลำคอออกมาด้วย



'เนื้อคู่ของน้องจะเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ อายุมากกว่าหลายปีนะจ๊ะ แล้วก็...จะได้เจอกันเพราะเหตุอันไม่คาดฝัน หรือเจอกันในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ'


ไม่มีทางหรอก... ยังไงคำทำนายนั่นก็ไม่มีทางจะหมายถึงกฤตภาสไปได้ เนื้อคู่ที่เขาเฝ้ารอต้องไม่ใช่คนใจดำที่ทำเหมือนชั่วชีวิตนี้ไม่คิดจะเปิดใจทำความรู้จักกับความรักแบบนี้แน่...



++---TBC---++



A/N: ไทม์ไลน์ของตอนนี้จะอยู่ราวๆ ช่วงที่ตากฤตเริ่มบังคับให้น้องตี้นอนด้วยช่วงแรกๆ ค่ะ เนื่องจากหลังเรากลับจากทริปญี่ปุ่นแล้วก็ยังไม่มีเวลาได้เขียนตอนใหม่แบบเต็มๆ เลย แต่เพื่อเอาใจคนอ่านที่ Bellbomb หายไปน้านนาน วันนี้ก็เลยมาลงตอนคั่นเวลาสั้นๆ ของน้องตี้กับตากฤตให้ก่อน อ่านแล้วอาจหวานปนขมนิดหน่อย (มีตรงไหนหวานละเนี่ย?) คงช่วยให้หายคิดถึงน้องตี้กันได้บ้างนะคะ (เพราะคงไม่มีใครคิดถึงตากฤตมั้ง?) แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าที่จะพยายามเข็นมาให้ไวๆ ค่า




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2556    
Last Update : 7 ธันวาคม 2556 19:19:44 น.
Counter : 1031 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 16


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 16


ภายในห้องอาหารบนตึกสูงของโรงแรมหรู กฤตภาสซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะริมกระจกหน้าต่างหยิบไวน์แดงขึ้นจิบช้าๆ ขณะทอดสายตามองลงไปยังทิวทัศน์ยามราตรีของเมืองหลวง ปริมาณของขบเคี้ยวที่ทางห้องอาหารนำมาเสิร์ฟเพื่อแกล้มไวน์ลดลงทุกที สวนทางกับความอยากบุหรี่ของเขาที่เพิ่มขึ้นจนชักจะหงุดหงิด

ผ่านเวลาที่นัดกันไว้มาเกือบชั่วโมงแล้ว แต่คนที่กำลังรอก็ยังไม่มา

เสียงดนตรีที่ทางห้องอาหารเปิดไว้ไม่ช่วยให้กฤตภาสอารมณ์เย็นได้มากนัก แต่เขาก็รู้ดีว่าคนที่ตนนัดไว้มักมีภารกิจรัดตัวเสมอ และโดยปกติก็ใช่ว่าจะรับนัดใครง่ายๆ หากไม่ได้ยื่นเรื่องผ่านเลขาฯ ไว้ล่วงหน้า แต่บังเอิญว่าสถานะของเขาที่พิเศษกว่าคนทั่วไป จึงสามารถลัดขั้นตอนนี้แล้วติดต่อกับเจ้าตัวได้โดยตรง

ขณะที่กำลังคิดว่าจะลุกออกไปสูบบุหรี่แล้วค่อยกลับมา คนที่กำลังรอก็ปรากฏตัวที่หน้าห้องอาหารในที่สุด หากเป็นคนอื่น คงจะรีบลุกเข้าไปกล่าวต้อนรับอย่างพินอบพิเทา แต่บังเอิญอีกเช่นกันที่กฤตภาสไม่เคยทำเช่นนั้นกับผู้ชายคนนี้

พนักงานของห้องอาหารนำชายสูงวัยแต่ดูกระฉับกระเฉงคนนั้นมาส่งถึงที่โต๊ะ กฤตภาสรอจนอีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วจึงค่อยยกมือไหว้พอเป็นพิธี

"หวัดดีครับพ่อ"

โกเมท จันทร์เรือง เจ้าของบริษัทธุรกิจการบันเทิงที่ใหญ่ในระดับแถวหน้าของประเทศ บิดาแท้ๆ ของกฤตภาสที่หย่าขาดจากมารดาของเขาตั้งแต่ชายหนุ่มยังเด็กยิ้มบางๆ ขณะยกมือรับไหว้

"โชคดีนะที่คืนนี้พ่อไม่มีธุระ แต่ตอนเห็นเมสเสจที่แกส่งมานัดก็ทำเอาตกใจเหมือนกัน มีเรื่องสำคัญอะไรหรือไง? อ้อ ขอจินเจอร์เอลครับ"

ชายสูงวัยหันไปบอกพนักงานที่ยืนรอก่อนจะหันกลับมาหากฤตภาส ส่วนชายหนุ่มก็รู้ดีว่าบิดามีนิสัยเหมือนเขา...เวลาทุกนาทีมีค่า และสำหรับคนกันเองแล้ว ‘ไม่ควรสิ้นเปลืองเวลา’ ไปกับการอ้อมค้อม

"ผมได้ยินว่าพ่อจะเทคโอเวอร์บริษัทพีเออาร์"

โกเมทเลิกคิ้ว เพราะสิ่งที่บุตรชายเอ่ยยังเป็นความลับภายในที่มีคนรู้ไม่ถึงหยิบมือ

"ไปรู้มาจากไหน?"

"แหล่งข่าวเป็นใครไม่สำคัญ ผมแค่อยากรู้ว่าจริงหรือเปล่า?"

ผู้สูงวัยระบายลมหายใจยาวขณะพนักงานนำเครื่องดื่มที่สั่งไว้มาเสิร์ฟ หลังจากคล้อยหลังพนักงานคนนั้นแล้วจึงค่อยอธิบาย

"ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนพูดคุย พ่อกับพวกกรรมการบริหารก็ต้องศึกษาข้อดีข้อเสียกันก่อนเหมือนกัน คงยังสรุปกันไม่ได้เร็วๆ นี้หรอก"

กฤตภาสหัวเราะหึ "คงยังสรุปกันไม่ได้เร็วๆ นี้ แต่พอแถลงข่าวอีกทีก็ปรากฏว่าพีเออาร์เป็นของพ่อไปแล้วสินะ"

"กฤต พ่อทำธุรกิจที่ต้องวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นก้าวที่ดีสำหรับองค์กรนะ แกก็เป็นผู้บริหาร เรื่องแบบนี้ก็ควรจะเข้าใจไม่ใช่รึไง?"

"ทั้งที่บริษัทนั้นเคยโกงเงินผม บีบให้ผมต้องลาออก แล้วตอนที่ผมเปิดบริษัทใหม่ๆ ก็มาคอยดิสเครดิตจนแทบจะไม่มีใครจ้างน่ะเหรอ? ถึงขนาดนี้แล้วพ่อก็ยังจะช่วย? ผมชักจะไม่แน่ใจแล้วสิว่าผมเป็นลูกของพ่อจริงๆ รึเปล่า"

"กฤต!!"

โกเมทขึ้นเสียงด้วยความโมโหจนลูกค้าที่อยู่โต๊ะใกล้ๆ หันมามองอย่างตกใจ เมื่อรู้ว่าตนเผลอแสดงอารมณ์ ผู้สูงวัยจึงพยายามควบคุมตนเองและลดเสียงลง

"อย่าพูดแบบนั้นให้พ่อได้ยินอีกนะ แกไม่ได้แค่กำลังดูถูกพ่อ แต่ดูถูกแม่แกเองด้วย"

"พฤติกรรมของพ่อทำให้ผมคิดว่าพ่อไม่สนใจความรู้สึกผมเลย แล้วจะไม่ให้ผมคิดแบบนั้นได้เหรอ?"

ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ยี่หระขณะจ้องตาบิดา หากจะมีใครที่กล้าหาเรื่องโกเมทอย่างซึ่งๆ หน้า บุตรชายของเขาก็เป็นคนเดียวที่ก้าวร้าวได้โดยไม่กลัวผลที่จะตามมาเช่นนี้

ความเงียบอันน่าอึดอัดดุจคลื่นใต้น้ำไหลเข้าโอบล้อมคนทั้งสอง อึดใจใหญ่ผู้อาวุโสจึงพยายามคลี่คลายสถานการณ์

"การจะไปเทคโอเวอร์บริษัทอื่นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่พ่อจะฟันธงเองได้ เอาเป็นว่ามันยังไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับตอนนี้ก็แล้วกัน"

กฤตภาสส่งเสียงหึพลางยกแก้วไวน์ที่เหลือขึ้นดื่ม นี่ถ้าไม่ใช่เพราะว่าน้องสาวของศุภวัฒน์ทำงานเป็นหนึ่งในผู้ช่วยเลขาฯ ของโกเมท ท่าทางเขาก็คงจะเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่องนี้ แต่กฤตภาสไม่คิดจะบอกให้ผู้เป็นพ่อรู้เพราะอาจกระทบกระเทือนการงานของน้องสาวเพื่อนได้

"จริงๆ นะ เรื่องก็ผ่านมานานแล้ว ตอนนี้กิจการของแกเองก็ไปได้ดี น่าจะลืมๆ เรื่องนี้ไปซะเพราะในอนาคตแกอาจต้องทำงานร่วมกับเขาก็ได้"

"บังเอิญผมเป็นพวกเจ็บแล้วจำ" กฤตภาสสวนขึ้นก่อนที่คู่สนทนาจะพูดจบ "การถูกดิสเครดิตเป็นปีกว่าจะได้ลืมตาอ้าปากไม่ใช่เรื่องที่ผมจะลืมง่ายๆ"

นัยน์ตาของกฤตภาสฉายประกายกร้าว โกเมทมองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ บุตรชายคนเดียวของเขาสืบทอดความเจ้าทิฐิมาจากอดีตภรรยามากเหลือเกิน และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่หลังจากหย่ากันแล้วเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้คลุกคลีหรืออบรมกฤตภาสด้วยตัวเองมากนัก เพราะนานทีปีหนแม่ของลูกถึงจะยอมปล่อยให้มาเยี่ยมสักครั้ง

"พ่อจะเอาไปคิดดูก็แล้วกัน"

"ขอบคุณครับ”

กฤตภาสกล่าวก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม โกเมทมองอากัปกิริยาของชายหนุ่มที่แม้จะสวมเพียงเสื้อยืดแขนยาวกับกางเกงยีนส์ กระนั้นก็ยังเปล่งรัศมีของผู้ที่ได้รับการอบรมจากชาติตระกูลที่ดีมากกว่านักธุรกิจในชุดสูทบางคนเสียอีก ภาพนั้นทำให้เขานึกถึงต้นแบบของบุตรชายซึ่งเป็นผู้ขัดเกลาบุคลิกอันยากจะเลียนแบบเช่นนี้ให้

ผู้ที่เคยทำให้เขาหลงใหลเพราะภาพลักษณ์อันดูสูงส่ง ท้าทายและยากจะเข้าหา...แต่น่าเสียดายที่มาบัดนี้เธอกลายเป็นเพียงภาพสีซีดหมองในความทรงจำ

“แม่เขาเป็นยังไงบ้างน่ะกฤต? ได้โทรคุยกันมั่งรึเปล่า?”

กฤตภาสซึ่งกำลังทอดสายตามองวิวด้านนอกเบนสายตากลับมามองบิดา เขารู้ดีว่าคำถามนั้นเป็นแค่การถามไถ่ประสาคนที่ช่วงหนึ่งของชีวิตเคยมีวาสนาร่วมกัน หาใช่การแสดงออกถึงการคะนึงหาหรืออยากรื้อฟื้นความหลังครั้งเก่าก่อนแต่อย่างใด ประสบการณ์สอนเขาให้รู้ว่าคนบางคนไม่ได้เกิดมาเพื่อร่วมทุกข์และสุขแม้จะได้ร่วมสร้างเลือดเนื้อเชื้อไขด้วยกันก็ตาม

“ช่วงนี้ไม่ค่อยได้คุยกันเพราะงานผมยุ่งมาก แม่เขาก็คงยุ่งๆ เหมือนกัน เวลาที่ลอนดอนมันก็ต่างกับที่นี่หลายชั่วโมงด้วย”

ชายหนุ่มหมุนฐานแก้วไวน์ที่ว่างเปล่าไปมา จากนั้นก็ยกนาฬิกาขึ้นดูแล้วตัดบท

“ดึกแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนดีกว่า ถ้าพ่อจะนั่งต่อก็ได้"

“ไม่ล่ะ ถ้าแกกลับพ่อก็กลับ งั้นเช็คบิลเลยก็แล้วกัน"

โกเมทเอ่ยพลางหันไปกวักมือเรียกพนักงาน กฤตภาสไม่ได้ห้ามเมื่อบิดาหยิบบัตรเครดิตออกมาส่งให้พนักงานก่อน หลังจ่ายค่าเครื่องดื่มแล้วทั้งสองก็เดินไปที่ลิฟต์ด้วยกัน ขณะที่กำลังรอให้ลิฟต์ลงไปถึงชั้นล็อบบี้ โกเมทก็เอ่ยถามขึ้นลอยๆ

"นี่ลูกก็อายุสามสิบกว่าแล้วนะกฤต ไม่มีใครที่คบหากันอยู่บ้างรึ?"

"แค่ทำงานอย่างเดียวก็เหนื่อยแล้ว ผมไม่อยากหาห่วงมาผูกคอ"

ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบขณะยืนกอดอกพิงผนังลิฟต์ โกเมทมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของบุตรชายที่ตอนนี้สูงกว่าเขาครึ่งช่วงศีรษะแล้วก็ส่ายหน้า ภายนอกแล้วกฤตภาสอาจดูสุขุมและเยือกเย็น แต่คนใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้ว่าเจ้าตัวเป็นคนอารมณ์ร้อน รวมถึงไม่อาจปล่อยวางความทรงจำในแง่ลบได้เพียงไร

บางที...สิ่งที่ผลักดันกฤตภาสให้มุ่งมั่นทำทุกอย่างให้สำเร็จในทุกวันนี้ก็มาจากพลังแง่ลบพวกนี้นั่นเอง และเขาเป็นห่วงเหลือเกินว่าวันหนึ่งนิสัยเช่นนี้จะกัดกร่อนบุตรชาย และพานทำให้คนอื่นหลีกลี้หนีหน้ากันไปหมด

"กฤต พ่อรู้ว่าแกยังไม่ลืมเรื่องสมัยก่อน แต่แกจะเอาชีวิตคู่ที่ล้มเหลวของพ่อกับแม่มาเป็นบรรทัดฐานให้ชีวิตของตัวเองไม่ได้นะ"

เนื่องจากเขาเองก็ทำงานในวงการบันเทิงที่อุดมด้วยเรื่องซุบซิบนินทา ข่าวของบุตรชายเวลาเปลี่ยนคู่ควงใหม่จึงเข้าหูอยู่เป็นประจำ แต่การที่เจ้าตัวไม่เคยเป็นข่าวกับใครได้นานก็ทำให้เขารู้ว่าคงไม่มีหวังจะได้รับขวัญว่าที่สะใภ้ในเร็ววัน

"ถึงล็อบบี้แล้วครับ สวัสดีครับพ่อ บอกให้ลุงจอมขับรถดีๆ ด้วย"

กฤตภาสเอ่ยพลางยกมือขึ้นไหว้บิดาเป็นเชิงตัดบท โกเมทจึงเพียงถอนใจแล้วยกมือขึ้นตบบ่าเขา กฤตภาสมองแผ่นหลังของบิดาที่เดินจากไปแล้วจึงค่อยกดปุ่มปิดประตูลิฟต์เพื่อลงไปยังชั้นใต้ดินต่อ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่กฤตภาสกำลังสตาร์ทรถ เมื่อเขาเหลือบดูชื่อคนที่โทรเข้ามาก็ได้แต่มุ่นคิ้ว เพราะเป็นชื่อเดียวกับคนที่ส่งเมสเสจหาเขาเมื่อตอนบ่าย

"ฮัลโหล?"

"กฤตคะ ทำอะไรอยู่? ทำไมเมื่อบ่ายไม่ตอบเมสเสจล่ะ?"

น้ำเสียงกระเง้ากระงอดทำให้กฤตภาสนึกรำคาญ บางทีอาจเป็นเพราะอารมณ์ที่ยังกรุ่นจากเรื่องที่คุยกับบิดายังตกค้างก็เป็นได้

"ตอนนั้นผมประชุมกับลูกน้องอยู่น่ะ เมื่อตอนเย็นก็มีนัดสำคัญ ขอโทษที"

"งั้นก็ช่างเถอะค่ะ ว่าแต่นี่เสร็จนัดหรือยังเอ่ย? นิกกี้ไม่ได้เจอคุณตั้งหลายอาทิตย์แล้วนะ"

เสียงอ่อนหวานทอดจังหวะอย่างยั่วยวน นี่ถ้าหากเป็นเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนหน้านี้ กฤตภาสคงไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วขับรถไปหาหญิงสาวถึงที่ห้อง แต่ตอนนี้นอกจากเขาจะไม่มีอารมณ์พิศวาสแล้ว ข้อตกลงที่ทำไว้กับใครคนหนึ่งก็ค้ำคออยู่เสียด้วย

"เอาไว้วันหลังแล้วกันนะนิกกี้ คืนนี้ผมเหนื่อยมาก เอาไว้ว่างเมื่อไหร่จะโทรหา"

กฤตภาสวางสายแล้วก็ขับรถออกจากลานจอด วูบหนึ่งที่ใจนึกอยากเบนรถออกนอกเส้นทางไปยังอพาร์ทเม้นท์ของธีระ แต่เมื่อดูนาฬิกาก็คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะกำลังนอนพักผ่อน หลังชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งจึงเพียงแต่ขับรถตรงกลับไปยังคอนโด

เอาเถอะ นานๆ ที เขาก็ 'ใจดี' เป็นเหมือนกัน ในเมื่อเด็กคนนั้นไม่สบายเพราะเขา ถ้าอย่างนั้นก็จะปล่อยให้พักฟื้นไปก่อนก็ได้ หวังว่าจะไม่ได้เป็นอะไรมากก็แล้วกัน...



++------++



วันใหม่เริ่มต้นขึ้นโดยที่กฤตภาสดำเนินชีวิตตามปกติ เขาอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ขับรถออกจากคอนโดแต่เช้าตรู่ แวะร้านกาแฟแถวใกล้ๆ บริษัทเพื่อทานมื้อเช้าและอ่านหนังสือพิมพ์ จากนั้นจึงค่อยขับรถต่อไปยังบริษัทเมื่อใกล้ถึงเวลาเริ่มงาน

พนักงานทุกคนพนมมือไหว้และกล่าวทักทายเมื่อเห็นเขา กฤตภาสเข้าไปในห้องประจำตำแหน่งแล้วก็เริ่มเช็คอีเมล์จากลูกค้าและตรวจงานที่ลูกน้องส่งมาให้ รวมถึงตรวจรายละเอียดของเอกสารต่างๆ ที่วีณานำใส่แฟ้มมาให้เซ็น เพียงเท่านี้ก็หมดเวลาไปหลายชั่วโมงแล้ว

ช่วงพักกลางวันเขาให้แม่บ้านซื้ออาหารมาให้กินในห้องก่อนจะเริ่มงานช่วงบ่าย เวลาผ่านไปจนประมาณสี่โมงเย็นก็มีเสียงเคาะประตูก่อนที่อรรณพจะเดินเข้ามา

"คุณกฤต ผมปรินท์แบบบูธที่ลูกค้าบอกว่าโอเคแล้วมาให้ดูครับ"

อรรณพเอ่ยพลางวางกระดาษขนาดเอสามลงบนโต๊ะของกฤตภาส ชายหนุ่มคลี่ดูแล้วก็พยักหน้า

"ดีมาก งั้นก็ส่งต่อให้ซัพพลายเออร์ได้เลย ถ้าเขาขอแก้โควทราคาก็เอามาให้ฉันเซ็นใหม่ก็แล้วกัน"

กฤตภาสยื่นแผ่นกระดาษคืนให้อรรณพ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังยืนทำท่ารีๆ รอๆ จึงถามขึ้น

"มีอะไรอีกหรือเปล่า?"

"เอ่อ...คือ...วันนี้ตี้ก็ไม่มาทำงานครับ"

กฤตภาสเลิกคิ้ว แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทางแปลกใจเพราะอาการของธีระเมื่อช่วงวันหยุดก็แย่มาก หากจะต้องลางานมากกว่าหนึ่งวันก็เป็นที่เข้าใจได้

"คงจะยังไม่หายล่ะมั้ง? ปกติแล้วคนเป็นหวัดจะลางาน 2-3 วันก็ไม่แปลกนี่"

"แต่ว่า...ผมส่งเมสเสจไปก็ไม่ตอบ โทรเข้ามือถือก็มีแต่สัญญาณว่าติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เช้าน่ะครับ ผมเลยชักจะเป็นห่วงว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า"

คราวนี้กฤตภาสตื่นตัวขึ้นเล็กน้อย คำว่า 'ติดต่อไม่ได้' นับเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ แต่ชายหนุ่มยังควบคุมการแสดงออกทางสีหน้าและออกความเห็นได้อย่างเยือกเย็น

"อาจจะแค่ลืมชาร์จแบตมือถือก็ได้ ลองโทรไปที่เบอร์ห้องดูก่อนสิ"

"อ๊ะ จริงด้วย! งั้นเดี๋ยวผมไปขอเบอร์จากฝ่ายบุคคลก่อน"

"ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันเข้าดูจากเครื่องนี้ให้ก็ได้"

กฤตภาสเอ่ยพลางขยับเม้าส์เพื่อเปิดหาไฟล์ที่ต้องการ ปกติแล้วข้อมูลที่เกี่ยวกับประวัติของพนักงานจะถูกเก็บไว้ในไดรฟ์พิเศษที่ต้องอาศัยพาสเวิร์ดจึงจะเข้าถึงได้ และทั้งบริษัทมีเพียงเขากับหัวหน้าฝ่ายบุคคลที่รู้พาสเวิร์ดนี้

"นี่ไงเบอร์ของอพาร์ทเม้นท์ ลองโทรดูซิ"

ชายหนุ่มหยิบกระดาษโน้ตมาจดหมายเลขโทรศัพท์พร้อมเลขห้องแล้วยื่นส่งให้อรรณพ เขามองดูลูกน้องของตนกดหมายเลขนั้นกับเครื่องโทรศัพท์แบบไร้สายบนโต๊ะของเขา แต่หลังอีกฝ่ายยกหูฟังขึ้นแนบหูได้ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้า

"ไม่มีคนรับสายเลยครับ"

"ถ้าโทรถามส่วนกลางล่ะ?"

อรรณพลองต่อสายหาโอเปอเรเตอร์ของอพาร์ทเม้นท์ แต่กฤตภาสฟังบทสนทนาของอีกฝ่ายรวมทั้งสีหน้าผิดหวังก็รู้ว่าไม่ได้คำตอบที่ต้องการ

"เขาบอกว่าไม่ทราบครับ ถ้ายังไงผมขอเบอร์นี่ไว้ก่อนนะครับคุณกฤต เผื่อจะลองโทรไปใหม่เพราะตอนนี้ตี้อาจอยู่ข้างนอกก็ได้"

"ตามสบาย ถ้าได้ผลยังไงก็มาบอกด้วยก็แล้วกัน"

ชายหนุ่มกำชับขณะมองอีกฝ่ายเดินออกจากห้อง ทว่าลางสังหรณ์บอกเขาว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ และอรรณพคงไม่มีทางติดต่อธีระได้แน่ๆ

ทั้งปิดโทรศัพท์มือถือ โทรเข้าห้องก็ไม่มีคนรับสาย คนที่อพาร์ทเม้นท์ก็บอกว่าไม่เห็น...แบบนี้มีสิทธิ์สูงว่าเจ้าตัวไม่ได้อยู่แถวนั้นแน่ๆ

สัญชาตญาณอันเฉียบคมทำให้เขาหันกลับไปมองประวัติของธีระอีกครั้ง นอกจากรายละเอียดทั่วไปที่พนักงานต้องกรอกอย่างเช่นวันเกิด ที่อยู่ วุฒิการศึกษา ทุกคนจะต้องให้หมายเลขติดต่อของที่บ้านและคนในครอบครัวด้วย ชายหนุ่มเลื่อนเมาส์ลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบข้อมูลที่ต้องการ จากนั้นก็หมุนปากกาในมือด้วยนัยน์ตาครุ่นคิด


“คุณกฤต...พอ...”

“ฉันรู้ว่าเธอยังไหว เด็กดี...ทนอีกนิด”

“ไม่เอาแล้ว...ฮือ...พอ...”



ภาพเหตุการณ์บนเตียงของเขาเมื่อไม่กี่คืนก่อนวาบขึ้นในหัวอย่างแจ่มชัด ตอนนั้นเขาหงุดหงิดกับข่าวที่ศุภวัฒน์นำมาบอกก็เลยไประบายอารมณ์กับธีระที่ไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย สำหรับเรื่องนี้เขายอมรับว่าตัวเองก็ผิด แต่พอรู้ว่าเด็กหนุ่มกำลังพยายามหนี กฤตภาสก็ชักจะหงุดหงิดขึ้นมาอีก

โอเค เขาไม่ดีเองที่ฝืนใจคนป่วยทั้งที่สภาพร่างกายไม่พร้อม แต่มันช่วยไม่ได้นี่ เด็กคนนั้นมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เวลาอยู่ใกล้แล้วเขาอดใจไม่ไหวทุกที

กฤตภาสจดหมายเลขติดต่อลงบนกระดาษโพสท์อิท จากนั้นก็ดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาแปะที่ขอบล่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขายังไม่ค่อยอยากปักใจนักว่าเด็กหนุ่มจะเลือกวิธีนี้ แต่ถ้าหากผ่านพรุ่งนี้ไปแล้วอรรณพยังติดต่อไม่ได้อีกล่ะก็ ถึงตอนนั้นจะมาว่าเขาล้ำเส้นไม่ได้ล่ะนะ...


++------++


"ตี้เอ๊ย ลุกมากินข้าวได้แล้วลูก"

เสียงตะโกนจากชั้นล่างของบ้านปลุกธีระให้ลุกขึ้นจากเตียงอย่างงัวเงีย เด็กหนุ่มเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วก็ค่อยๆ เดินลงบันได เขารู้สึกว่าตัวเบาขึ้นมากหลังจากที่ได้นอนพักอย่างเต็มอิ่มมาตั้งแต่วันจันทร์

"วันนี้มีอะไรมั่งอะแม่?"

"ข้าวต้มปลา แม่ไปซื้อปลามาเมื่อเช้านี้สดๆ เลย รีบมากินซะลูก จะได้กินยา"

มารดาของธีระตักข้าวต้มใส่ถ้วยแล้วก็ยกมาวางบนโต๊ะในครัวให้อย่างกระฉับกระเฉง จากนั้นก็เอามืออวบอูมมาทาบบนหน้าผากของเขา

"อืม ไข้ลดแล้วนี่ ตี้สบายตัวขึ้นมั่งมั้ยลูก? กินยาครบตามที่หมอให้มาใช่มั้ย?"

"อื้อ"

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับเพราะกำลังเคี้ยวข้าวต้มเต็มปาก แต่แล้วเสียง 'แว้' จากในห้องก็ทำให้แม่ของเขาต้องรีบผละไป ครู่หนึ่งก็อุ้มทารกเพศชายตัวน้อยแก้มยุ้ยน่าหยิกออกมา

"โอ๋ๆ น้องฟลุ๊คหิวนมเหรอคับลูก เอ้า กินนมก่อนนะ หม่ำๆ"

ธีระมองมารดาของเขาหยิบขวดนมจากตะกร้ามาป้อนให้ทารกน้อยที่ดูดนมอึ้กๆ จนเหมือนลืมหายใจ จากนั้นก็ตักข้าวต้มเข้าปากต่อ

"งี้แม่ก็ช่วยพี่หมูเลี้ยงหลานทุกวันเลยเหรอ?"

พี่หมูที่ธีระเอ่ยถึงเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาที่มารดาเคยรับมาเลี้ยงตั้งแต่ก่อนเขาจะเกิด จึงเหมือนเป็นพี่สาวของเขาไปด้วย และตอนนี้ก็แต่งงานแยกบ้านไปแล้วแต่ยังอยู่ในละแวกไม่ไกลกันนัก หลังจากคลอดลูกชายและครบกำหนดลาคลอดจึงมักพาลูกมาฝากแม่เขาเลี้ยงในตอนกลางวัน พอหลังเลิกงานก็มารับลูกกลับบ้านพร้อมกับสามี

"ช่าย ดีนะว่าร้านเครื่องเขียนของแม่งานไม่ยุ่งเลยช่วยเลี้ยงได้ จะว่าไปก็เลยทำให้นึกถึงตอนที่ตี้ยังตัวเล็กๆ อยู่เหมือนกันน้า หืม? น้องฟลุ๊คว่างั้นมั้ยลูก? หนูเหมือนน้าตี้มั้ยคับ?"

หลานชายตัวน้อยสงบลงหลังได้ดูดนม นัยน์ตากลมใสแจ๋วเหลือบมองมาทางธีระแม้ว่าจะยังฟังคำไม่ออก เขาจึงยิ้มพลางยื่นมือไปจับมือเล็กที่อยู่ในถุงมือเขย่าเบาๆ แต่แล้วอาการคันจมูกก็ทำให้ต้องรีบหันหนีไปจามอีกทาง

"ตายละ แม่ก็ลืมไปว่าตี้ยังไม่หายหวัด งั้นเดี๋ยวแม่พาน้องฟลุ๊คไปกินนมในห้องดีกว่า เดี๋ยวตี้กินข้าวเสร็จก็วางถ้วยไว้ในอ่างแล้วไปกินยานอนซะนะ จะได้หายไวๆ"

"ครับ"

เด็กหนุ่มหยิบทิชชู่มาสั่งน้ำมูกก่อนจะตักข้าวต้มกินต่อ เสียงของมารดาที่กำลังกล่อมหลานลอยมาจากในห้องแว่วๆ ทำให้เขารู้สึกอบอุ่น และคิดว่าดีจริงๆ ที่ตัดสินใจนั่งรถตู้กลับมาบ้านที่สุพรรณบุรีตั้งแต่เช้าวันอังคาร

วันนี้ก็วันพฤหัสเข้าไปแล้ว ป่านนี้ที่บริษัทคงรู้กันแล้วละมั้งว่าเราหายไปนานผิดปกติ ถ้าหากเปิดมือถือจะเจอกี่มิสคอลกันนะ...

เมื่อวันที่เขากลับมาถึงบ้าน มารดาไม่ได้แปลกใจนักเพราะเขาโทรมาบอกไว้ก่อนแล้วว่าไม่สบายจึงลาหยุด แต่ก็ไม่ได้บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงว่าตั้งใจจะไม่กลับไปฝึกงานอีก มาตอนนี้ที่อาการป่วยค่อยยังชั่วขึ้น ธีระก็ชักไม่แน่ใจว่าควรจะบอกให้รู้ดีหรือไม่

เนื่องจากบิดาของเขาต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยๆ จึงไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่เขาก็รู้ว่าถ้าจู่ๆ โพล่งออกไปว่าอยากจะหยุดฝึกงานเพราะไม่ชอบก็คงโดนดุว่าไม่มีน้ำอดน้ำทนแน่ๆ แต่จะให้อ้างเหตุผลว่าเป็นเพราะรุ่นพี่แกล้งก็จะกลายเป็นการใส่ร้ายทุกคนที่ดีต่อเขา ครั้นจะให้บอกความจริงก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่...ธีระยิ่งคิดจึงยิ่งปวดหัวมากขึ้นทุกที

หรือว่าไม่ต้องพูดอะไรเลย พอหายดีแล้วก็กลับหอแล้วทำเหมือนยังไปฝึกงานดีนะ...

เด็กหนุ่มยิ้มออกเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จริงด้วยสิ แค่นี้ก็หมดเรื่องแล้ว ยังไงพ่อกับแม่ก็คงไม่โทรไปเช็คที่บริษัทหรอกว่าเขายังไปฝึกงานอยู่ไหม แล้วถ้าทำแบบนี้ก็จะได้ไม่ต้องเจอคุณกฤตอีกด้วย คิดยังไงก็มีแต่ข้อดีเห็นๆ

ธีระจิตใจปลอดโปร่งจนสามารถกินข้าวต้มได้หมดเกลี้ยง เขาหยิบยามากินก่อนจะล้างถ้วยแล้วร้องบอกมารดาว่าจะขึ้นไปนอนต่อ หลังจากเปิดพัดลมเพื่อให้อากาศในห้องไม่อบอ้าว เด็กหนุ่มก็เอนตัวลงบนเตียงแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมก่อนจะปิดตาลง

พอหาทางออกได้แล้วรู้สึกดีจัง หัวโล่งไปหมดเลย...

เด็กหนุ่มคิดพร้อมกับรอยยิ้มที่ติดอยู่บนริมฝีปาก เพียงไม่กี่นาทีถัดจากนั้นก็ผล็อยหลับไป เขาหลับสนิทจนไม่ได้ยินเสียงใดๆ จากชั้นล่าง ไม่ว่าจะเสียงหลานชายตัวน้อยที่ร้องไห้โยเย เสียงของมารดาที่ร้องเพลงกล่อม เสียงรถที่วิ่งผ่านบนถนน รวมไปถึงเสียงโทรศัพท์กลางบ้านที่นานๆ ครั้งจะมีคนโทรเข้าด้วย

ถ้าหากเป็นสถานการณ์ปกติที่เขาไม่นอนหลับระหว่างวัน ธีระก็คงจะเป็นคนที่รับสายด้วยตัวเองเพื่อไม่ให้รบกวนมารดาที่กำลังง่วนกับการเลี้ยงหลาน แต่เพราะว่าฤทธิ์ของยาที่ทำให้เขาง่วงงุนจนไม่มีสิ่งใดรบกวนห้วงนิทราได้ เขาจึงไม่มีโอกาสรู้เลยว่าคนที่โทรศัพท์เข้ามาที่บ้านในช่วงสายของวันนั้นคือใคร


++---TBC---++



A/N: และแล้วสาเหตุที่ตากฤตอารมณ์เสียจนไปพาลใส่น้องตี้ที่ไม่สบายก็เปิดเผย แต่ไม่รู้จะกู้ภาพพจน์ฮีกลับมาได้บ้างรึเปล่านะคะ ตอนนี้ก็เริ่มมีตัวละครโผล่ออกมาเยอะขึ้น รู้สึกว่าสเกลเรื่องเริ่มจะใหญ่กว่าที่วางไว้ตอนแรก 5555 สำหรับตอนต่อไปอาจจะมาลงช้าหน่อยเพราะว่าเดี๋ยวจะติดภารกิจไป ตปท.อีกแล้วค่ะ (แต่ไปส่วนตัว) ยังไงก็จะพยายามมาลงต่อให้ไวที่สุด ขอบคุณทุกคอมเม้นต์ล่วงหน้านะคะ




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2556 21:11:25 น.
Counter : 1108 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 15

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 15



RRRrrrr…….. RRRrrrr……..

เสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุดปลุกธีระให้รู้สึกตัวตื่น เด็กหนุ่มปรือตาขึ้นจากห้วงนิทราด้วยความงัวเงีย แล้วก็รู้สึกถึงความปวดเมื่อยตามแขนขาราวกับมีคนมาล่ามตรวนไว้จนขยับไม่ได้

เด็กหนุ่มนอนนิ่งมองเพดานด้วยนัยน์ตาเลื่อนลอย เสียงโทรศัพท์เงียบหายไปครู่หนึ่งจนเขาคิดว่าคนที่โทรมาคงวางสายแล้ว แต่พอจะปิดเปลือกตาเพื่อนอนต่อก็ได้ยินเสียงโทรเข้าอีกครั้ง

ใครโทรมานะ...มีธุระด่วนมากหรือไงกัน...

"อืมมม..."

ธีระครางเสียงต่ำในคอขณะพลิกตัวด้วยความลำบาก เขาพยายามมองหาว่าโทรศัพท์ของตัวเองอยู่ไหน จากนั้นก็ลุกไปที่โต๊ะเครื่องแป้งเมื่อได้ยินเสียงเครื่องดังมาจากทางนั้น

พี่อาร์ทนี่นา...จริงด้วยสิ...วันนี้วันจันทร์...

“...ฮัลโหล?”

เขายกโทรศัพท์ขึ้นกดรับด้วยเสียงที่แหบเหมือนในคอถูกกรุด้วยกระดาษทราย ปลายสายจึงส่งเสียงอย่างตกใจ

“อ้าว? ตี้ ไม่สบายเหรอ?”

“ครับพี่อาร์ท...ขอโทษด้วยนะครับ วันนี้ผมคงต้องลาป่วย”

อาการเวียนศีรษะทำให้เด็กหนุ่มต้องทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้แล้วฟุบหน้าลงบนโต๊ะ นัยน์ตาซึ่งหรื่ปรือมองเห็นนาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนเล็กบอกเวลาสิบโมงครึ่ง

“โอเค พอดีพี่เห็นว่าสายแล้วตี้ยังไม่มาก็เลยโทรถามดู ถ้าไม่สบายก็ไปนอนต่อเถอะ เดี๋ยวถ้าคุณกฤตหรือใครถามพี่จะบอกให้ว่าตี้ลาป่วย”

คุณกฤต...ผู้ชายคนนั้นน่ะเหรอ...ก็เพราะคุณกฤตนั่นแหละเขาถึงได้ลุกเดินแทบจะไม่ไหวอยู่นี่ไง

“ขอบคุณมากครับพี่อาร์ท”

ธีระไม่ได้บ่นออกไปตามที่คิด เขาเพียงแต่วางสายแล้วก็เอียงหน้าลงหนุนแขนที่วางประสานกันเพราะไม่อยากแม้จะเดินกลับไปที่เตียง แต่แล้วอาการระคายคอก็พลุ่งขึ้นจนต้องไอเพราะทนไม่ไหว

“แค่ก แค่กๆ”

ธีระยิ่งไอก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีก้อนหินในคอที่ดื้อดึงไม่ยอมจะออกมา จนกระทั่งเขาเจ็บหน้าอกและน้ำตาเล็ดไปหมดแล้ว ถึงต้องยอมตัดใจพยุงสังขารเข้าไปในครัวเพื่อหาน้ำดื่มในที่สุด

นับตั้งแต่สุดสัปดาห์แรกที่ได้มาอยู่ห้องนี้ กฤตภาสไม่เคยชี้บอกเขาเลยว่าอะไรอยู่ตรงไหน เวลาเขาถามหาบางสิ่งบางอย่างก็จะได้คำตอบเพียงว่า “อยู่ในครัวนั่นแหละ” เขาจึงชินกับการบริการตัวเองซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากเวลาอยู่ที่หอ เด็กหนุ่มเดินไปหยิบแก้วจากชั้นวางแล้วก็รองน้ำจากเครื่องกรองมาดื่ม พลันหางตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตที่แปะด้วยแม่เหล็กไว้หน้าตู้เย็น

'วันนี้นอนพักซะ ไม่ต้องไปออฟฟิศ'

ธีระแทบจะได้ยินน้ำเสียงของคนเขียนผ่านตัวหนังสือ เด็กหนุ่มจ้องมองลายมือที่คุ้นตามากขึ้นทุกที ก่อนจะดึงกระดาษแผ่นนั้นมาขยำแล้วทิ้งลงถังขยะ

น่าขำ...ทำไมใครต่อใครถึงชอบคุยกับเขาผ่านกระดาษนักนะ...พี่รงค์ก็คนนึงแล้วตอนที่บอกเลิกกัน...

เขาคิดพลางแค่นหัวเราะอย่างขื่นๆ จู่ๆ สองขาก็อ่อนแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ อาการบีบรัดของกระเพาะส่งสัญญาณกับเขาว่าร่างกายต้องการอาหาร แต่ความอ่อนเพลียก็ทำให้ไม่กระตือรือร้นที่จะเปิดตู้เย็นเพื่อสำรวจว่ามีอะไรที่พอจะกินได้บ้างเอาเสียเลย

อีกเดี๋ยวก็จะเที่ยงแล้ว...เขาควรจะหาข้าวกินหรือกลับไปนอนต่อดีนะ แต่ถ้าหากนอนต่อแล้วหลับยาว...เย็นนี้ก็ต้องเจอคุณกฤตอีกน่ะสิ...

ธีระตัวสั่นเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ภาพเหตุการณ์ที่ไม่อยากจดจำเมื่อคืนก่อนย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ทั้งที่เขาขอร้องให้หยุดก็แล้ว กระทั่งร้องไห้ก็แล้วเพราะสภาพร่างกายไม่พร้อม...แต่กฤตภาสก็ไม่ยอมฟัง ยังยืนกรานจะเรียกร้องเอาแต่ใจโดยไม่คำนึงถึงจิตใจของเขาเลยสักนิด

คนที่สนใจแต่ความสุขของตัวเองแบบนั้น...จะมีวันเข้าใจความรู้สึกคนอื่นได้หรือ...

ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยนึกกลัวกฤตภาส เขาเพียงแต่คิดว่าถ้าอดทนทำตามข้อตกลงจนหมดช่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ก็คงไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทำให้เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าทุกอย่างจะง่ายดายเหมือนที่เคยคิด

ก่อนอื่นต้องเก็บของออกไปจากห้องนี้...เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังก็แล้วกัน...

ธีระคิดขณะพยายามลุกขึ้น เขาเดินลากฝีเท้าอันหนักอึ้งกลับไปที่ห้องนอนโดยใช้มือยันผนังเพื่อพยุงตัวไปตลอดทาง หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็เก็บข้าวของทุกชิ้นที่นำติดตัวมาด้วยใส่ลงกระเป๋าเป้ เด็กหนุ่มกวาดตามองรอบตัวอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ลืมอะไร จากนั้นก็ออกจากห้องของกฤตภาสมาโดยไม่หันกลับไปมองด้านหลังอีกเลย


++------++


หลังจากผ่านพ้นมื้อกลางวันที่ต้องออกไปทานข้าวกับลูกค้า กฤตภาสก็กลับมาที่บริษัทเพื่อจัดการงานที่คั่งค้าง เมื่อถึงเวลาบ่ายคล้อยใกล้จะเลิกงาน เลขาฯ ของเขาก็เคาะประตูห้องแล้วยื่นหน้าเข้ามาถาม

“คุณกฤต ยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ?”

“ถ้าตอนนี้ก็ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ เข้ามาสิ"

กฤตภาสปิดแฟ้มที่กำลังอ่านแล้ววางบนมุมหนึ่งของโต๊ะ เขามองวีณาที่เดินเอามือหนึ่งลูบท้องซึ่งโป่งนูนไปมา อีกมือรองแผ่นหลังที่ต้องเดินแอ่นแล้วก้าวมานั่งลงบนเก้าอี้

"มีอะไรเหรอ หรือมีใครอยากนัดประชุมกับฉันอีก?"

ชายหนุ่มถามพลางเอนหลังพิงเก้าอี้มากขึ้น วีณานับได้ว่าเป็นพนักงานเก่าแก่เพราะทำงานกับเขามาตั้งแต่เปิดบริษัทใหม่ๆ กฤตภาสจึงค่อนข้างให้ความไว้วางใจและเอ็นดูเหมือนเป็นน้องสาวคนหนึ่ง

"เปล่าค่ะ มีแต่ลูกค้าที่คุณกฤตอยากนัดแต่วีร์ยังคอนเฟิร์มให้ไม่ได้สักที ก็เลยมีเรื่องจะมาขอคำปรึกษานี่แหละค่ะ"

"เรื่องอะไรล่ะ?"

กฤตภาสหยิบปากกาขึ้นมาหมุนบนนิ้วตามความเคยชิน เขาพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ หากพิจารณาจากการที่กำลังจะเป็นคุณแม่ในไม่ช้า

"ก็...ตอนนี้จะเข้าเดือนที่เก้าแล้ว วีร์เลยนึกได้ว่าต้องมาย้ำคุณกฤตอีกทีว่าต้นเดือนหน้าวีร์จะขอลาไปพักแล้วค่ะ เพราะแฟนกับที่บ้านเขาก็กลัวว่าถ้าเจ็บท้องตอนอยู่ที่ออฟฟิศจะลำบากเพื่อนร่วมงานด้วย"

"ไม่มีปัญหา ท้องแรกด้วยนี่ ได้อยู่ใกล้ๆ คนในครอบครัวก็น่าจะอุ่นใจกว่าอยู่แล้ว"

ชายหนุ่มวางปากกาแล้วยื่นมือไปหยิบถ้วยกาแฟที่เย็นชืดขึ้นจิบ น่าแปลกที่แวบหนึ่งเขานึกถึงเด็กหนุ่มที่ยังนอนซมอยู่บนเตียงตอนเขาออกมาทำงานเมื่อเช้า เวลาที่ไม่สบายแบบนี้ เด็กคนนั้นก็ยังต้องอยู่คนเดียวเพราะไม่มีใครในครอบครัวคอยดูแลเนื่องจากอยู่ต่างจังหวัดกัน

เย็นนี้เขาควรจะรีบกลับไปดูอาการสักหน่อยกระมัง...

"ขอบคุณค่ะคุณกฤต แต่วีร์ก็ยังห่วงงานอยู่ เลยจะมาปรึกษาว่าระหว่างที่วีร์ลาคลอดนี่จะให้น้องคนไหนมาทำหน้าที่แทนไปก่อนไหมคะ หรือจะจ้างพนักงานแบบชั่วคราวไปเลย? จะได้ให้ฝ่ายบุคคลรีบหาให้"

วีณาถามทั้งที่มือยังคงลูบหน้าท้องอย่างทะนุถนอม ซึ่งกฤตภาสชอบลูกน้องสาวคนนี้เพราะเธอไม่ได้เพียงทำหน้าที่ผู้ช่วยได้ดีเท่านั้น แต่ยังช่วยเขาออกความเห็นในเรื่องที่สำคัญต่อการทำงานได้อีกด้วย

"นั่นสินะ..."

กฤตภาสวางถ้วยกาแฟลง ยังไม่ทันตอบก็มีเสียงเคาะประตูก่อนที่อรรณพจะเดินเข้ามา

"อ้าว! ขอโทษครับ ผมไม่รู้ว่าพี่วีร์คุยกับคุณกฤตอยู่ งั้นเดี๋ยวผมเข้ามาใหม่ก็แล้วกัน"

"ไม่เป็นไรหรอกอาร์ท มีอะไรด่วนหรือเปล่า?"

กฤตภาสเอ่ยถามเรียบๆ เขาเจอกรณีที่ลูกน้องต้องการคุยกับเขาพร้อมกันเป็นเรื่องปกติ เพราะบางทีก็ติดขัดเรื่องงานจนต้องมาขอคำปรึกษาบ้าง บางทีก็โดนลูกค้าเร่งจนต้องรีบมาขอคำอนุมัติบ้าง บางทีก็มาขอลางานล่วงหน้าบ้าง จิปาถะเยอะแยะเต็มไปหมด

"วันนี้ตี้เขาลาป่วย ผมกับกิฟท์ก็เลยกะว่าเย็นนี้จะซื้อของไปเยี่ยมที่หอ ก็เลยจะมาขอคุณกฤตกลับเร็วกันหน่อยเพราะหอตี้เขาอยู่ไกลน่ะครับ"

ชายหนุ่มฟังแล้วก็มุ่นคิ้ว ทว่าน้ำเสียงที่ไถ่ถามกลับราบเรียบดุจเดิม

"เขาบอกว่าอยู่ที่หอเหรอ?"

"ใช่ครับ พอดีเมื่อตอนบ่ายผมส่งเมสเสจไปถามว่าไปเยี่ยมได้ไหม ตี้ก็บอกว่าไปหาที่หอได้เลยครับ"

กฤตภาสเงียบไป แต่ในอกมีกระแสของความไม่พอใจแล่นขึ้นเป็นริ้ว ทั้งที่เขาก็เพิ่งบอกไปเมื่อวานนี้แท้ๆ ว่าช่วงที่ยังไม่หายก็ยังไม่ต้องกลับหอ เด็กคนนี้อยากจะท้าทายเขาหรือไงกัน?

เสียงจากโทรศัพท์มือถือบ่งบอกว่ามีข้อความเข้า กฤตภาสจึงหยิบขึ้นมาเปิดอ่านว่ามาจากใคร เมื่ออ่านจบแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองอรรณพอีกครั้ง

"ถ้างั้นฉันร่วมสมทบทุนค่าของเยี่ยมไข้ก็แล้วกัน แต่ไม่ต้องบอกหรอกว่าฉันช่วย ถ้าเขารู้ว่าของเยี่ยมนี่มาจากพวกเธอคงจะดีใจกว่า"

กฤตภาสเอ่ยพลางหยิบธนบัตรใบละหนึ่งพันสามใบออกจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้อรรณพซึ่งกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง แต่เขาก็ไม่ได้ถามเซ้าซี้ขณะรับเงินไปจากมือเจ้านาย

"ขอบคุณครับคุณกฤต งั้นถ้าซื้อของแล้วเหลือเงินทอนผมจะมาคืนให้นะครับ"

"ไม่ต้อง ใช้ทั้งหมดนั่นได้เลย ถ้าเหลือก็เอาไปจ่ายค่าแท็กซี่ก็แล้วกัน"

อรรณพผงกศีรษะรับรู้ก่อนจะเดินออกไป ส่วนกฤตภาสยกมือขึ้นประสานตรงหน้าแล้วก็เหลือบตาลงอย่างครุ่นคิด เขาลืมไปสนิทว่าวีณายังนั่งอยู่ในห้องจนกระทั่งอีกฝ่ายทักขึ้น

"เอ่อ...คุณกฤตคะ?"

"หืม? อ้อ...เมื่อกี้คุยกันถึงไหนนะ?"

"เรื่องคนที่จะมาช่วยทำหน้าที่เลขาระหว่างที่วีร์ลาไปคลอดค่ะ ว่าจะโยกให้น้องคนไหนมาทำแทนไปก่อน หรือจะจ้างคนใหม่ระยะสั้นดี วีร์ยังไม่กะลาออกไปเป็นแม่บ้านถาวรหลังคลอดลูกนะคะ"

ประโยคล้อเล่นของหญิงสาวทำให้กฤตภาสอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย เขาเอนหลังพิงพนักแล้วก็แหงนหน้ามองเพดานครู่หนึ่ง

"ให้จ้างคนใหม่ตอนนี้คงไม่ทัน ถ้างั้นคงต้องดูว่ามีใครที่น่าจะพอทำหน้าที่เลขาไปก่อนได้บ้าง"

กฤตภาสเอ่ยพลางมองหน้าหญิงสาว เธอจึงพยักหน้าเข้าใจพลางถอยเก้าอี้เพื่อลุกขึ้น "ได้ค่ะ งั้นวีร์จะช่วยถามให้ว่าเวิร์คโหลดของแต่ละคนตอนนี้เป็นไงบ้าง แล้วเดี๋ยวจะมาเสนอให้คุณกฤตเลือกอีกทีนะคะ"

"ขอบใจมากวีร์"

กฤตภาสมองประตูห้องที่ปิดลงหลังจากวีณาเดินออกไป จากนั้นก็เดินไปเปิดหน้าต่างแล้วหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบ ร่างสูงใหญ่มองลงไปเห็นแผ่นหลังของอรรณพกับลูกน้องสาวอีกคนที่กำลังเดินออกจากอาคารไปทางถนน จากนั้นก็อัดควันเข้าปอดอึกใหญ่

วันนี้หนีกลับเพราะไม่อยากอยู่กับฉันสินะ...ก็ได้...ถ้าไม่อยากเจอกันขนาดนั้นก็ไม่ต้องเจอ...

ชายหนุ่มยืนสูบบุหรี่พลางทอดสายตามองทิวทัศน์ภายนอกอย่างเงียบๆ ความคิดคำนึงถึงเด็กหนุ่มที่รบกวนจิตใจทำให้นึกรำคาญตัวเอง เขาจึงเดินกลับไปที่โต๊ะแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาคนคุ้นเคย ในเมื่อธีระทำเขาเสียแผนสำหรับคืนนี้ไปแล้ว จะให้เขาปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปเฉยๆ ก็ใช่ที่

"Are you free tonight? Let me know if we can meet."


++------++


‘พวกพี่ถึงแล้ว นั่งรออยู่ข้างล่าง’

‘โอเคครับ กำลังลงไป’

ธีระพิมพ์ข้อความตอบทางโทรศัพท์ จากนั้นก็ลุกขึ้นจากเตียงแล้วคว้าเสื้อแจ็คเก็ตมาสวมทับเสื้อยืดก่อนจะเดินออกจากห้อง ลมเย็นๆ ที่พัดโชยมาทางระเบียงหอบไอชื้นของฝนมาด้วย เด็กหนุ่มจึงกระชับเสื้อคลุมเข้าหากันมากขึ้นขณะเดินไปที่ลิฟต์

พอฟ้ามืดทีไรฝนก็ทำท่าจะตกทุกที น่าเบื่อชะมัด...

เด็กหนุ่มคิดขณะใช้หลังมือถูจมูกที่คัดจนแทบหายใจไม่ออก หลังจากเขาลงลิฟต์มาถึงชั้นล่างก็พบว่ารุ่นพี่ทั้งสองนั่งรออยู่ที่ชุดเก้าอี้ม้าหินหน้าอพาร์ทเม้นท์ จึงรีบเปิดประตูแล้วเดินออกไปหา

"พี่กิฟท์ พี่อาร์ท หวัดดีครับ"

"หวัดดีตี้ เป็นไงบ้าง โหย...ท่าทางไม่สบายหนักเลยนะเนี่ย"

ธีระยิ้มจ๋อยๆ ขณะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่าง ก่อนจะขอโทษขอโพยด้วยเสียงแหบแห้ง

"ขอโทษด้วยนะครับที่ไม่สะดวกให้ขึ้นไปที่ห้อง ตอนนี้มันรกมากเลย ผมกลัวว่าเดี๋ยวจะติดหวัดกันด้วย"

"ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เห็นอาร์ทบอกว่าเสียงของตี้แย่มากพี่ก็เลยอยากมาเยี่ยม นี่ซื้อกระเพาะปลากับกระเช้าของฝากมาให้ด้วยนะ"

"โหย...ขอบคุณครับ ไม่น่าจะต้องลำบากกันเลย"

เด็กหนุ่มไหว้ขอบคุณก่อนจะรับกระเช้าไปวางข้างตัว เขางงนิดหน่อยว่าแค่เด็กฝึกงานคนหนึ่งเป็นหวัด พวกรุ่นพี่ก็จะพากันซื้อกระเช้าเยี่ยมไข้ที่เต็มไปด้วยอาหารบำรุงชุดใหญ่เช่นนี้มาให้กันเป็นเรื่องปกติหรือ

รุ่นพี่ทั้งสองได้ยินที่ธีระเอ่ยก็มองหน้ากัน แต่ในเมื่อโดนสั่งมาว่าไม่ต้องบอกว่าเงินค่ากระเช้ามาจากใคร จึงทำได้เพียงตอบแบบเลี่ยงๆ

"ไม่หรอกตี้ ช่วงนี้งานเรากำลังยุ่ง ขาดใครไปคนนึงก็ลำบาก ทุกคนเลยอยากให้ตี้หายไวๆ น่ะจ้ะ"

"ถ้าหากพรุ่งนี้ยังไม่ไหวก็ลาพักต่อได้นะตี้ เดี๋ยวพี่บอกคุณกฤตให้ เขาคงไม่ว่าอะไรหรอก"

ชื่อของกฤตภาสทำให้ไหล่ของธีระสั่นขึ้นมา ลมเย็นๆ ที่พัดมาวูบหนึ่งทำให้เขาคันจมูกจนต้องหันไปจามสองครั้งติดๆ กัน รุ่นพี่ทั้งสองจึงนึกว่าเขาคงหนาวเพราะพิษไข้

"ตายล่ะ มัวแต่ชวนคุยอย่างนี้น้องก็ไม่ได้พักสักทีสิอาร์ท งั้นเดี๋ยวพวกเรากลับกันก่อนดีกว่า ตี้จะได้ไปนอน"

"จริงด้วยสิ ตัวก็ยังร้อนอยู่เลย งั้นตะกร้านี่ให้พี่ช่วยยกไปส่งที่ห้องมั้ย?"

อรรณพถามหลังจากยื่นมือมาทาบบนหน้าผากเขา เด็กหนุ่มจึงส่ายหน้าและพยายามเค้นรอยยิ้มออกมาเพื่อให้ทั้งสองสบายใจ

"ไม่เป็นไรครับพี่อาร์ท แค่มาเยี่ยมกันก็ดีใจมากแล้ว ตะกร้านี่ผมถือเองไหวครับ"

"ถ้างั้นเดี๋ยวกินข้าวเย็นแล้วก็นอนเยอะๆ นะจ๊ะตี้ ถ้ามีอะไรจะให้พวกพี่ช่วยก็โทรมาได้เลยนะ"

"ได้ครับ ขอบคุณมากครับพี่กิฟท์"

ธีระโบกมือให้รุ่นพี่จนกระทั่งทั้งสองออกไปพ้นรั้วของอพาร์ทเม้นท์ จากนั้นก็เดินหิ้วตะกร้าเยี่ยมไข้อันหนักอึ้งกลับเข้าไปรอลิฟต์ เมื่อถึงห้องแล้วก็วางกระเช้านั้นลงก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง

ไม่อยากขยับตัวไปทำอะไรแล้ว...มื้อเย็นเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน...ไม่อยากอาบน้ำด้วย...

เด็กหนุ่มคิดพลางดึงผ้าห่มขึ้นจนถึงคอ พลันก็รู้สึกเจ็บบนหลังมือข้างขวาจึงใช้มือซ้ายลูบเบาๆ และพบว่ารอยถลอกซึ่งเกิดจากรอยเล็บของกฤตภาสตอนที่กำมือเขาเมื่อคืนนี้ยังไม่หายไป

ไม่ใช่แค่มือสิ บั้นเอวเขาที่ถูกบีบเสียแน่นเมื่อคืนก็ยังช้ำเป็นรอยนิ้วอยู่เลย นี่เขาทำกรรมอะไรไว้กับผู้ชายคนนั้นกันนะถึงต้องมาคอยรองรับอารมณ์แบบนี้ ต่อให้จะใช้คำพูดหวานหูมาโอ้โลมแค่ไหนระหว่างที่กำลังมีอะไรกัน มันก็ไม่ได้กลบเกลื่อนการกระทำป่าเถื่อนที่ฝืนใจคนป่วยในสายตาของเขาได้หรอก...

ธีระยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เขาพลิกตัวนอนตะแคงแล้วก็ดึงผ้าห่มคลุมโปงพลางหลับตาปี๋เผื่อว่าจะเลิกคิดถึงเรื่องนี้สักที แต่ปรากฏว่าผ่านไปหลายนาทีก็ยังไม่หลับไม่ว่าจะพลิกตัวสักกี่ครั้ง และเขาก็พบว่าต้นเหตุคือคนใจร้ายคนนั้นที่ทำให้เขาหยุดคิดถึงไม่ได้สักทีนั่นเอง

"ซาดิสต์! ป่าเถื่อน! ไม่มีหัวใจ! เกลียด! เกลียด! เกลียด! เกลียดคนพรรค์นี้ที่สุดเลย!!"

เด็กหนุ่มผุดลุกขึ้นนั่งแล้วก็เขวี้ยงทั้งหมอน หมอนข้าง ตุ๊กตา ผ้าห่ม รวมถึงอะไรก็ตามที่วางอยู่บนเตียงจนกระจัดกระจายทั่วห้อง ร่างผอมบางหอบหายใจจนตัวโยน ความโมโหทำให้ร่างกายที่ร้อนอยู่แล้วยิ่งรู้สึกร้อนมากขึ้นจนไม่รู้ว่าน้ำตาที่ซึมออกมานั้นเป็นเพราะพิษไข้หรือความโมโหกันแน่ เด็กหนุ่มเม้มปากแล้วก็ยิ่งเศร้ามากขึ้นเมื่อพบว่าตนเอาเรื่องอึดอัดขัดใจนี้ไปปรึกษากับใครไม่ได้เลย

"ฮึก..."

หยาดน้ำใสไหลจากหางตาอย่างสุดกลั้น ธีระพยายามแล้วที่จะห้ามตัวเองไม่ให้สะอื้น แต่สุดท้ายก็ฝืนอารมณ์ที่กำลังเอ่อท้นไม่ไหว ทั้งๆ ที่เขาเคยคิดว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นแล้วแท้ๆ ...จะไม่เสียน้ำตาให้ใครอีกแล้วแท้ๆ...แต่กฤตภาสกลับเป็นคนที่ทำให้ความมุ่งมั่นของเขาต้องกลับตาลปัตรไปโดยสิ้นเชิง ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหจนนึกอยากทุบอะไรให้พังเพื่อระบายอารมณ์

ดีแต่ใช้กำลังข่มขู่ให้คนอื่นทำตามที่ตัวเองต้องการ คอยดูก็แล้วกันว่าถ้าเขาดื้อขึ้นมาบ้างจะเป็นยังไง!!


++---TBC---++



A/N: เอาล่ะสิ น้องตี้เพิ่งจะทำใจยอมรับชะตากรรมที่โดนตากฤตยัดเยียดให้อยู่เมื่อไม่กี่ตอนนี่เอง แต่คุณชายเธอดันทำให้น้องฉุนขาดเสียแล้ว ตีตี้น้อยจะดื้อแบบไหนกันน้อ แล้วตากฤตส่งเมสเสจไปนัดเจอใคร? ต้องติดตามกันต่อไปนิ ^^





 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2556 22:46:35 น.
Counter : 1464 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 14

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 14


ธีระตื่นมาด้วยอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวและเวียนหัว เด็กหนุ่มปรือตาขึ้นและพบว่ามีแสงอาทิตย์ส่องลอดผ้าม่านเข้ามารางๆ ซึ่งหมายความว่าเข้าสู่วันใหม่แล้ว เขาค่อยๆ กลอกตาไปรอบตัวอย่างเชื่องช้า และพบว่ามีบางสิ่งแปลกไปจากทุกครั้งที่มาค้างที่นี่

ปกติเขาต้องตื่นมาเจอว่าคุณกฤตกอดเขาอยู่จนอึดอัด หรือไม่ก็กำลังพยายามลักหลับจนเขานอนต่อไม่ได้สิ แล้ววันนี้หายไปไหน...

เด็กหนุ่มพลิกตัวนอนตะแคง แล้วก็ให้ปวดกล้ามเนื้อบนบ่าจนต้องยกมือขึ้นบีบ แต่เมื่อปลายนิ้วสัมผัสโดนเสื้อยืดก็ต้องก้มลงมองตัวเองด้วยความแปลกใจ เพราะปกติแล้วกฤตภาสจะชอบบังคับเขาไม่ให้ใส่เสื้อผ้านอนในเมื่อยังไงก็ต้องโดนถอด แต่นี่นอกจากเขาจะใส่เสื้อผ้ามิดชิดแล้วก็ยังไม่ใช่เสื้อผ้าของตัวเองอีก จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเขายังอยู่ในห้องของฝ่ายนั้นหรือโดนลักพาตัวไปที่อื่นกันแน่

กี่โมงแล้วล่ะเนี่ย...สิบเอ็ดโมงครึ่ง...หรือว่าคุณกฤตออกไปข้างนอก?

ธีระคิดขณะยันตัวลุกขึ้นอย่างอ่อนแรง รสชาติฝาดเฝื่อนในคอทำให้รู้ว่าเมื่อคืนตนหลับไปโดยไม่แปรงฟัน จึงลุกเดินโซเซเข้าห้องน้ำไปทำธุระและแปรงฟันล้างหน้า เสียงฝีเท้าซึ่งดังมาจากทางห้องนั่งเล่นบ่งบอกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว จึงหันไปหยิบผ้าขนหนูมาซับน้ำบนหน้าแล้วก็เดินออกไปจากห้องนอน

“ตื่นแล้วเหรอ?”

กฤตภาสซึ่งกำลังนั่งดูข่าวโทรทัศน์บนโซฟาหันมาถาม นัยน์ตาคมวาวคู่นั้นมองสำรวจเขาขึ้นลงรอบหนึ่ง ธีระจึงตอบอย่างประดักประเดิดเพราะเพิ่งตระหนักได้ว่าเมื่อคืนนี้กฤตภาสคงช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้

“เอ่อ...ครับ”

เด็กหนุ่มรู้สึกวางตัวไม่ถูก เพราะทุกครั้งเขามักจะตื่นมาเจออีกฝ่ายยั่วโมโหอยู่บนเตียง เลยค่อนข้างชินกับการปะทะคารมกันตั้งแต่เช้ามากกว่าพูดคุยกันเฉยๆ แบบนี้

“งั้นก็พอดีเลย ไปชงกาแฟมาให้ฉันใหม่ที ใส่น้ำตาลแค่ช้อนเดียวพอนะ”

นั่นไง...เพิ่งจะแปลกใจได้ไม่ทันไรก็เข้าอีหรอบเดิมแล้ว คนเพิ่งตื่นปุ๊บก็ชี้นิ้วใช้งานปั๊บเลย คนบ้าอะไร

“...ก็ได้ครับ”

ธีระตอบด้วยใบหน้าที่มุ่ยหน่อยๆ ป่วยการจะพร่ำรำพันว่าเขายังเมาค้างแถมมีไข้อ่อนๆ ด้วย ที่เมื่อคืนนี้กฤตภาสมาเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นี่คงเป็นความกรุณาอย่างใหญ่หลวงแล้ว ถ้าหากเจ้าตัวลุกมาอุ้มเขาไปนั่งแล้วคอยพะเน้าพะนอสิคงจะน่าขนลุกกว่า

เด็กหนุ่มฉวยแก้วแล้วก็เดินลงส้นเข้าครัวโดยที่เจ้าของห้องหัวเราะในคอ แต่รอจนนานสองนานแล้วก็ยังไม่ได้กาแฟที่สั่ง กฤตภาสจึงลุกตามเข้าไปเพื่อพบว่าธีระกำลังนั่งดื่มโอวัลตินกับขนมปังอยู่ที่โต๊ะ ส่วนแก้วกาแฟอันว่างเปล่าวางอยู่หน้ากระติกน้ำร้อน

"ไหนล่ะกาแฟของฉัน?"

ชายหนุ่มกอดอกพิงกรอบประตูพลางเอ่ยถาม ฝ่ายคนที่นั่งอยู่เหลือบมองเขาด้วยหางตาแล้วก็หันไปฉีกขนมปังกินต่อ บ่งบอกเป็นนัยว่า 'อยากได้ก็รอไปก่อนสิ' อย่างไรอย่างนั้น

กฤตภาสแสร้งทำเป็นถอนหายใจพลางเดินไปชงกาแฟเอง ทว่ามุมปากกลับหยักยิ้มเมื่อหันหลังให้กับคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ ความจริงแล้วเมื่อกี้เขาแกล้งออกคำสั่งเพราะอยากรู้ว่าคนป่วยจะแสดงอาการออดอ้อนแบบที่ทำเมื่อคืนอีกหรือไม่ก็เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ผิดคาดเพราะธีระไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้เห็นจริงๆ ทั้งที่แค่จะเดินให้ตัวตรงก็ยังทำไม่ได้

หรือเพราะตอนนี้หายเมาแล้ว ก็เลยรู้แล้วว่าเขาไม่ใช่ 'พี่รงค์' ที่เคารพรักนักหนาคนนั้น ถึงได้ไม่อยากออดอ้อนออเซาะแบบตอนที่ไม่มีสติกัน...

พอคิดถึงตรงนี้กฤตภาสก็มุ่นคิ้ว จริงอยู่ว่าเขาไม่ชอบเวลาได้ยินชื่อคนอื่นจากปากเด็กหนุ่มระหว่างอยู่ด้วยกัน แต่เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็เหมือนไปกวนตะกอนในใจให้ลอยฟุ้ง เขาจึงปัดความคิดทิ้งแล้วหยิบแก้วกาแฟไปนั่งข้างๆ ธีระที่โต๊ะ

เอาเถอะ...ใช่ว่าเขาจำเป็นจะต้องขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพี่รงค์นั่น เพราะเท่าที่ฟังอีกฝ่ายเพ้อเมื่อคืนก็มากพอจะช่วยให้เขาคลายข้อสงสัยแล้ว อีกอย่างเขาก็ไม่อยากกลายเป็นนักจิตบำบัดด้วยการขอให้เด็กคนนี้เล่าความหลังสุดรันทดกับหมอนั่นให้ฟังหรอก

ธีระลอบมองคนข้างตัวซึ่งนั่งจิบกาแฟไป นัยน์ตาจดจ่อกับตัวเลขในตลาดหุ้นผ่านทางหน้าจอไอแพดไปโดยระวังไม่ให้โดนจับได้ เสี้ยวหน้าที่หันข้างให้เขานั้นมีไรเคราขึ้นเขียวเป็นปื้น ดูแล้วให้ภาพลักษณ์อันตรายแต่ก็ดึงดูดสายตา ซึ่งเขาไม่แปลกใจว่าทำไมรุ่นพี่ถึงเคยเล่าว่าเจ้านายคนนี้ได้ควงหญิงสาวในวงการมากหน้าหลายตานัก

ทั้งที่ฐานะการงานก็ดี รูปโฉมหรือก็มีพร้อม จะเข้าหาใครก็คงจะยากหาคนปฏิเสธ เขาจึงไม่เข้าใจเลยว่าคนคนนี้คิดอะไรตอนที่มาตั้งเงื่อนไขให้เขาต้องเป็นคู่ขาด้วยตั้งสามเดือน

เมื่อผู้สูงวัยกว่าพับฝาไอแพดในมือ ธีระก็รีบเบนสายตาลงและบิขนมปังส่งเข้าปาก ก่อนจะเหลือบตาขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินคำถาม

"จะไปหาหมอมั้ย?"

"เอ๊ะ?"

ธีระอุทานอย่างงุนงง แล้วดวงตากลมโตก็ยิ่งฉายแววประหลาดใจเมื่อกฤตภาสยื่นมือมาทาบบนหน้าผาก

"ตัวเธอร้อนยิ่งกว่าเมื่อคืนอีกนะ ไม่ไปหาหมอแล้วจะหายเองได้รึไง?"

กฤตภาสเอ่ยเรียบๆ หลังจากไล่หลังมือลงอังบนซอกคอของเขา แต่เด็กหนุ่มฟังไม่ออกว่าคู่สนทนาจะถามหรือจะดุกันแน่ จึงตัดบทพลางจับมือใหญ่ออกจากตัว

"เดี๋ยวคุณไปส่งผมลงแถวๆ หอก็ได้ หน้าปากซอยมีคลินิกอยู่ เดี๋ยวผมแวะหาหมอแล้วจะได้กลับเข้าห้องเลย"

คราวนี้กฤตภาสขมวดคิ้ว ร่างสูงใหญ่ยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มจนหมดแล้วก็ลุกขึ้น

"คงปล่อยให้กลับไม่ได้หรอก ระหว่างที่ยังไม่หายก็นอนห้องฉันนี่แหละ ไปเปลี่ยนชุดซะแล้วเดี๋ยวฉันจะพาไปหาหมอ"

"หา?"

ธีระครางเสียงสูงอย่างงุนงง แต่ดูเหมือนกฤตภาสจะไม่พอใจปฏิกิริยาตอบรับอันเชื่องช้า จึงเลื่อนเก้าอี้ที่เขานั่งออกแล้วก็ช้อนตัวเด็กหนุ่มขึ้นมาอุ้ม

ตัวร้อนยิ่งกว่าเมื่อคืนจริงๆ ด้วย เด็กนี่เป็นพวกไม่รู้ตัวเวลาป่วยหรือไงกัน?

"คุณกฤต! ผมเดินเองได้!"

ธีระร้องพลางตะเกียกตะกายจะลงยืน แต่กฤตภาสกลับอุ้มเขาเข้าไปในห้องนอนแล้วถึงค่อยปล่อยลงหน้าประตูห้องน้ำ

"ไม่ต้องอาบน้ำ แค่เช็ดเนื้อตัวหน่อยแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าก็พอแล้ว ถ้าใช้เวลานานกว่าสามนาทีฉันจะจับเธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเอง เร็วๆ เข้า ฉันไม่อยากไปรอคิวตรวจนาน"

เด็กหนุ่มยิ่งอ้าปากหวออย่างไม่อยากเชื่อว่าได้ยินอะไร พอเห็นท่าทางเป็นเบื้อใบ้ของเขา กฤตภาสก็เหลือบมองนาฬิกาที่แขวนบนผนัง

"ผ่านไปห้าวิแล้ว ถ้ายังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าก็ไปทั้งชุดนี้แล้วกัน"

ธีระปิดปากและทำหน้าเบ้ทันที เด็กหนุ่มหันไปหยิบเสื้อผ้าที่พาดบนราวแขวนแล้วก็กระโจนเข้าห้องน้ำอย่างเร่งรีบ เสียงสวบสาบซึ่งเล็ดลอดออกมาเรียกรอยยิ้มจากกฤตภาสขณะเดินไปเปิดตู้เพื่อเปลี่ยนชุดบ้าง

นานๆ ที...เป็นผู้ปกครองพาเด็กไปหาหมอก็น่าสนุกดีเหมือนกัน...


++------++


ธีระผิดคาดอีกครั้งที่กฤตภาสไม่ได้พาเขาไปโรงพยาบาล

เมื่อออกมานอกคอนโด ธีระถึงเพิ่งรู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาวมากกว่าเดิม โชคดีว่าเขาเลือกใส่เสื้อยืดแขนยาวออกมาเลยพอจะทนแอร์เย็นๆ ในรถของกฤตภาสได้ แต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพามาที่คลินิกซึ่งอยู่ในซอยที่ลึกและวกวนจนชวนให้เวียนหัว

คลินิกนั้นจัดว่าไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็ก ตัวอาคารชั้นเดียวดูสะอาดเอี่ยมด้วยสีขาวล้วนและกระจกใส เมื่อเข้าไปด้านในก็พบกับพนักงานต้อนรับซึ่งยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์พร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้ม แต่เมื่อเหลือบไปเห็นป้ายชื่อคลินิกถนัดตา ธีระก็รู้สึกเหมือนไข้จะขึ้นสูงกว่าเดิมเสียให้ได้

'คลินิกแพทย์ศุภวัฒน์ รักษาโรคเด็ก'

นี่เห็นเขาอายุห้าขวบรึไงกัน!

"เฮ้ๆ คนไม่สบายจะไปไหน? มาถึงที่แล้วก็ต้องให้หมอตรวจสิ"

กฤตภาสเอ่ยพลางหันมาคว้าต้นแขนเขาไว้ เด็กหนุ่มจึงหันไปถลึงตาใส่

นี่เขาอายุยี่สิบเอ็ดแล้วนะ! จะพาไปหาหมอทั้งทีก็พาไปหาหมอทั่วไปสิ!

"สวัสดีค่า...ไม่ทราบคนป่วยอยู่ไหนเอ่ย?"

หญิงสาวหน้ากลมท้วม สวมแว่นกรอบกลมหนาดูใจดีลุกขึ้นยืนพลางเอียงคอถามอย่างเป็นมิตร น้ำเสียงที่ใช้ราวกับกำลังพยายามหลอกล่อเด็กน้อยซึ่งกำลังเล่นซ่อนแอบ กฤตภาสจึงตอบยิ้มๆ โดยไม่ปล่อยมือที่ดึงแขนเด็กหนุ่มไว้

"เด็กคนนี้แหละครับ ผมโทรมานัดไว้แล้วเมื่อเช้า ชื่อธีระ พัฒนกิจน่ะครับ"

"เอ๊ะ? อ๋า..."

หญิงสาวกะพริบตาปริบขณะเบนสายตามาทางเจ้าของชื่อ แต่ก็ไม่เอ่ยอะไรอีกขณะก้มลงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาจากลิ้นชัก จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นยิ้มแย้มเสมือนไม่มีอะไรแปลก

"งั้นเดี๋ยวกรอกเอกสารสำหรับผู้ป่วยใหม่ก่อนนะคะ เสร็จแล้วเดี๋ยวพาไปให้คุณหมอตรวจค่ะ"

ไอ้เหวินรู้จักเลือกพนักงาน...

กฤตภาสยิ้มขณะเดินตามธีระและหญิงสาวไปทางห้องตรวจหลังจากกรอกเอกสารเสร็จ พนักงานต้อนรับสาวเอากระดาษใบนั้นเข้าไปวางบนโต๊ะให้คุณหมอแล้วก็หันมาเปิดประตูให้พวกเขา ฝ่ายนายแพทย์หนุ่มก้มลงอ่านชื่อในแผ่นกระดาษแล้วก็เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น พลันรอยยิ้มนั้นก็แข็งค้างไปเมื่อเห็นคนทั้งคู่

คุณหมอคงจะงงที่คนไข้โตป่านนี้แล้วยังจะมาตรวจที่คลินิกเด็กอีกล่ะสิ คุณกฤตนี่ก็เล่นพิเรนทร์ไม่เข้าเรื่อง...

ธีระคิด แต่แล้วก็ได้แปลกใจกับประโยคที่หลุดจากปากนายแพทย์ซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะ

"คุณชายกฤต? มึงมาทำอะไรที่นี่เนี่ย?"

ธีระกะพริบตาปริบขณะหันไปมองคนที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง ฝ่ายกฤตภาสเพียงยิ้มมุมปากแล้วก็ยกมือขึ้นวางบนไหล่ของเขา

"พาคนไข้มาให้ตรวจไง คุณหมอเหวินรีบๆ ตรวจเข้าสิ"

เด็กหนุ่มหันกลับไปมองชายหนุ่มในชุดกาวน์ซึ่งมีนัยน์ตาเรียวแบบคนเชื้อสายจีนอีกครั้ง ฝ่ายนั้นเหมือนค่อยรู้สึกตัวว่าตนอยู่ในหน้าที่ จึงรีบยิ้มแล้วผายมือให้เขานั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ โต๊ะ ส่วนกฤตภาสนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ปกติเอาไว้ให้ผู้ปกครองนั่ง

"คุณ...ธีระ มีอาการเป็นยังไงบ้างครับ?" นายแพทย์หนุ่มก้มลงอ่านชื่อของเขาอีกครั้งก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม ธีระจึงตอบไปตามตรงด้วยเสียงค่อนข้างแหบและเบา

"เอ่อ...มีไข้ แล้วก็ปวดเมื่อยเนื้อตัวครับ"

"เด็กนี่เริ่มไอตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้วก็ออกไปตากฝน ส่วนเมื่อวานนี้ก็ออกไปตากแดดทั้งวันก่อนจะกินเหล้าเยอะจนเมาค้าง"

ธีระหน้าแดงก่ำเมื่อคนข้างๆ ช่วยสาธยายอาการเพิ่มเติมให้อย่างเอื้อเฟื้อ เขาได้แต่นึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่กันตามลำพัง ไม่เช่นนั้นคงได้ยื่นมือไปหยิกคนพูดให้เนื้อเขียว

ศุภวัฒน์กลอกตามองคนทั้งคู่เร็วๆ สลับกัน ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

"ถ้างั้นอ้าปากให้หมอดูหน่อยนะครับ"

หมอหนุ่มวัดอัตราการเต้นหัวใจและอุณหภูมิของเขาด้วย จากนั้นก็สอบถามโรคประจำตัวและยาที่แพ้ก่อนจะเขียนใบสั่งยาให้

"เท่าที่ดูแล้วน่าจะเป็นหวัด ยังไงช่วงนี้อย่าออกไปตากแดดตากฝน พยายามนอนแต่หัวค่ำ ดื่มน้ำมากๆ แล้วก็กินยาตามที่หมอสั่ง ถ้าหากอีกสัปดาห์ยังไม่ดีขึ้นก็กลับมาหาหมออีกที มีอะไรอยากถามไหมครับ?"

เขาหันไปยิ้มขณะให้คำแนะนำกับเด็กหนุ่มที่นับได้ว่าหน้าตาน่ารักทีเดียว แล้วก็ให้เสียวสันหลังวูบเมื่อเห็นสายตาเขม่นของเพื่อนแวบๆ

"ไม่มีครับ ขอบคุณมากครับคุณหมอ"

ธีระยิ้มและพนมมือไหว้ขอบคุณ ศุภวัฒน์มองแล้วก็คิดว่าถ้าเป็นผู้ป่วยทั่วไปเขาคงยื่นมือไปลูบผมหรือตบบ่าไปแล้ว แต่เพราะเด็กคนนี้มากับกฤตภาส เขาจึงสังหรณ์ว่าถ้ายังอยากมาทำงานที่คลินิกได้อีกนานๆ ก็เก็บไม้เก็บมือไว้ดีกว่า

"งั้นเดี๋ยวเอาใบนี้ไปรับยาที่ด้านหน้าได้เลยครับ"

ธีระเดินออกจากห้องตรวจพร้อมกับกฤตภาสเพื่อไปรับยาจากพนักงานต้อนรับคนเดิม หลังจากเห็นบิลค่ายาแล้วเขาก็ล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมานับเงิน แต่กลับถูกกฤตภาสกดมือลงแล้วเอ่ยเรียบๆ

"เด็กที่ยังไม่มีเงินเดือนน่ะไม่ต้องจ่ายหรอก"

คนฟังได้ยินแล้วนึกอยากกระทืบเท้าโวยวายเสียให้ได้ที่วันนี้ถูกย้ำว่าเป็นเด็กๆ อยู่นั่น แต่ขืนทำแบบนั้นคงได้ดูเหมือนเด็กจริงๆ จึงทำได้เพียงข่มใจ เขามองกฤตภาสหยิบบัตรเครดิตออกมาจ่ายค่ายาให้ เมื่อเสร็จแล้วทั้งสองก็เดินออกมาจากคลินิกด้วยกันโดยธีระถือถุงยาเอง แต่ยังก้าวไปไม่ถึงที่รถก็ได้ยินเสียงร้องเรียกจากด้านหลัง

"เฮ้ยกฤต! รอแป๊บๆ!"

ชายหนุ่มหันกลับไปมองเพื่อนในชุดกาวน์ซึ่งสาวเท้าเร็วๆ ตามออกมา แล้วก็หันไปกดรีโมทเปิดประตูรถให้คนป่วย

"ไปนั่งรอในรถก่อน ฉันขอคุยกับเพื่อนเดี๋ยว"

ธีระเหลือบมองนายแพทย์หนุ่มแล้วก็เดินขึ้นไปนั่งบนรถโดยไม่เอ่ยอะไร ส่วนกฤตภาสเดินเอามือล้วงกระเป๋ากลับไปหาเพื่อนซึ่งยืนรออยู่หน้าคลินิก

"อะไรของมึง? จะทวงเงินค่าเหล้าเมื่อเดือนก่อนหรือไง? กูต้องจ่ายเท่าไหร่ล่ะ?"

"เออใช่! ถ้ามึงไม่ทักกูก็ลืมไปแล้วนะเนี่ย แต่เงินแค่นั้นช่างมันเถอะ กูแค่เพิ่งนึกขึ้นได้...ว่าเด็กนั่นใช่คนที่มึงนั่งมองที่ผับคืนนั้นรึเปล่าวะ?"

เขามัวแต่แปลกใจตอนที่กฤตภาสเดินเข้าไปในห้องตรวจพร้อมกับเด็กหนุ่มเมื่อครู่ แต่พอคล้อยหลังทั้งสองก็ให้นึกได้ว่าเคยเห็นหน้าธีระในคืนที่เพื่อนๆ นัดสังสรรค์กันเมื่อเดือนที่ผ่านมา

"ใช่ แล้วยังไง? นั่นน่ะยี่สิบเอ็ดแล้วนะ ไม่ใช่สิบเจ็ด"

"เออ...กูรู้ว่ามึงไม่ได้พรากผู้เยาว์ กูก็อ่านประวัติคนไข้นะเว่ย เพียงแต่...อะไรของมึงวะเนี่ย? กูตกข่าวอะไรไปรึเปล่า?"

กฤตภาสมองกลับไปทางรถของตัวเอง น่าเสียดายที่เขาติดฟิล์มกระจกไว้เข้มเกินไป จึงไม่รู้ว่าธีระกำลังมองมาทางพวกเขาอยู่หรือไม่

"ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่เขาบังเอิญมาฝึกงานที่บริษัทกูช่วงปิดเทอมนี้ แล้วตอนนี้ไม่สบายก็เลยพามาให้มึงตรวจเท่านั้นแหละ ไม่ดีรึไงที่พาลูกค้ามาให้"

ศุภวัฒน์ฟังแล้วก็ทำหน้าปั้นยาก "ลูกค้าเรอะ ถึงกูจะตรวจโรคทั่วไปได้แต่แกล้งพาน้องเขามาคลินิกเด็กแบบนี้ไม่ดีมั้ง ว่าแต่...พอเห็นหน้ามึงวันนี้กูเลยนึกถึงเรื่องที่ยายหวานเพิ่งเล่าให้ฟังได้ ก็เลยคิดว่าน่าจะบอกมึงสักหน่อย”

น้ำหวานคือชื่อเล่นของน้องสาวคนเดียวของศุภวัฒน์ กฤตภาสจึงเลิกคิ้วอย่างสงสัย "เรื่องอะไร?"

"เอ...จริงๆ มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของกูหรอกนะ เล่าไปอาจไม่ดีก็ได้"

"งั้นก็แปลว่าไม่ได้สำคัญอะไรมาก กูกลับล่ะ"

"เฮ้ยๆๆ!! แหม...พอคบเด็กล่ะกลายเป็นวัยรุ่นใจร้อนเลยนะไอ้คุณชาย ก็กูไม่รู้นี่หว่าว่ายายหวานต่อยไข่ใส่สีเอามันส์รึเปล่า เอาเป็นว่า...กูจะเล่าให้ฟังตามที่ได้ยินมาเป๊ะเลยก็แล้วกัน"

ศุภวัฒน์เอ่ยแล้วก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ขณะที่กฤตภาสเพียงแต่ยกมือขึ้นกอดอกแล้วรอฟังอย่างอดทน เพราะรู้ดีว่านอกจากเพื่อนที่คบกันมานานคนนี้จะเป็นหมอแล้วก็ยังพ่วงตำแหน่ง ‘เจ้ากรมข่าว’ อย่างชนิดที่น่าจะไปทำเป็นอาชีพเสริมด้วย

ธีระไม่รู้ว่าตัวเองนั่งรออยู่นานแค่ไหน แต่ขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับก็เห็นกฤตภาสก้าวเข้ามานั่งในรถ เขาจึงขยับนั่งตัวตรงขณะที่อีกฝ่ายถอยรถออกจากลานจอดและทิ้งคลินิกไว้เบื้องหลัง

กฤตภาสไม่ได้ชวนเขาพูดคุยสักคำ ใบหน้าที่บัดนี้ไรเคราเขียวชัดเจนขึ้นกว่าเดิมยังคงดูสงบ ทว่าธีระกลับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แปลกไปจากเมื่อเช้านี้

คุณหมอพูดอะไรกับคุณกฤตนะ คงไม่ใช่เรื่องของเราหรอกมั้ง...

ธีระคิดท่ามกลางความรู้สึกวิงเวียน เขาพยายามดึงแขนเสื้อให้ลงมาปิดถึงมือแล้วก็กอดอกเพื่อบรรเทาความหนาวจากแอร์ในรถ ไม่นานกฤตภาสก็เลี้ยวรถเข้าจอดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

"ลงไปกินข้าว"

ผู้สูงวัยกว่าเอ่ยเรียบๆ ขณะเปิดประตูลงจากรถ ธีระได้แต่มองตามอย่างงุนงงก่อนจะลงจากรถบ้าง เขารีบสาวเท้าตามกฤตภาสที่ก้าวยาวๆ ไปรออยู่หน้าทางเข้าร้านแล้ว แต่พอเดินมาถึงกลับโดนขมวดคิ้วใส่

"ยาที่ไอ้เหวินให้มาล่ะ?"

"เอ๊ะ?"

เด็กหนุ่มเงยหน้ามองคนที่กำลังทำหน้าดุอย่างไม่เข้าใจ กฤตภาสจึงพ่นลมหายใจแล้วเดินกลับไปที่รถ จากนั้นก็หยิบถุงใส่ยาที่ได้จากคลินิกแล้วเดินตรงเข้าไปในร้านโดยไม่พูดอะไรอีก แผ่นหลังของคนที่เดินนำลิ่วโดยไม่รอทำให้ธีระใจแป้ว

อารมณ์เสียอะไรมา...นี่เขาไม่สบายอยู่นะ...จะให้มีปฏิกิริยาตอบรับว่องไวเหมือนปกติได้ยังไงกัน...

ธีระคิดขณะเดินตามร่างสูงใหญ่อย่างช้าๆ เข้าไปด้านในห้องอาหาร เขาหยิบยาในถุงซึ่งกฤตภาสวางไว้บนโต๊ะขึ้นมาดูว่ามีอะไรบ้าง จากนั้นก็หยิบยาที่ต้องกินก่อนอาหารขึ้นมาใส่ปากเองโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายบอก

มื้ออาหารยามบ่ายนั้นผ่านไปอย่างอึมครึม ใช่ว่าพวกเขาจะมีเรื่องต้องพูดคุยกันมากอยู่แล้วเวลาทานข้าวแต่ละมื้อด้วยกัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ธีระสัมผัสได้ถึงรังสีของความไม่พอใจที่แผ่ออกมาจากตัวกฤตภาสอย่างเข้มข้น ความอึดอัดซึ่งมาพร้อมกับความไม่สบายตัวทำให้เขายิ่งทานอะไรไม่ลงมากขึ้นไปอีก

"กินแค่นั้นจะไปพอได้ยังไง หรือนอกจากเป็นหวัดแล้วยังอยากเป็นโรคกระเพาะเพิ่ม?"

กฤตภาสถามเสียงดุเมื่อเห็นธีระรวบช้อนส้อมทั้งที่กินข้าวไปไม่ถึงครึ่งจาน แต่เด็กหนุ่มส่ายหน้าขณะหยิบยาที่ต้องทานหลังอาหารออกมาเทใส่มือ

"ผมคงไม่ซวยซ้ำซ้อนขนาดนั้นหรอกครับ อีกอย่างผมเจ็บคอจนจะกลืนอะไรไม่ลงอยู่แล้ว"

เขาเอ่ยแล้วก็หยิบยาเข้าปากก่อนจะดื่มน้ำตาม ความรู้สึกเหมือนมีหนามในคอทำให้เด็กหนุ่มนิ่วหน้าแม้ขณะที่กลืนน้ำเปล่า ท่าทางของเขาคงทำให้กฤตภาสเริ่มตระหนักได้ว่ากำลังพาลกับคนป่วย ผู้สูงวัยกว่าจึงเบนความสนใจกลับไปที่อาหารตรงหน้าแล้วก็ไม่เอ่ยอะไรอีก

หลังจากทั้งสองทานมื้อแรกของวันอย่างเป็นกิจลักษณะเสร็จ นาฬิกาก็บอกเวลาบ่ายคล้อย กฤตภาสจ่ายเงินค่าอาหารแล้วก็เดินนำออกจากร้านโดยมีเด็กหนุ่มเดินตามไปอย่างอ่อนแรง

สายตาของธีระซึ่งทอดลงต่ำมองไปยังมือที่แกว่งอยู่ข้างกายของกฤตภาส แม้จะไม่ได้นึกพิศวาสอีกฝ่ายทั้งที่ถูกโอบกอดมาก็หลายครั้ง แต่เวลานี้เขากลับเกิดความคิดพิลึกพิลั่นว่าอยากสอดมือไปให้อีกฝ่ายจูงเดินเหลือเกิน เพราะเขารู้สึกว่าทั้งศีรษะและร่างกายหนักอึ้งจนอยากทิ้งตัวลงไปนั่งกับพื้นอยู่แล้ว

เด็กหนุ่มไม่ได้ทำตามที่คิดและเพียงแต่กัดฟันเดินตามไปจนถึงรถ ตอนที่กฤตภาสกดรีโมทปลดล็อกรถ เขาก็ยังรวบรวมเรี่ยวแรงเปิดประตูเพื่อก้าวขึ้นไปนั่งด้วยตัวเอง ถึงแม้จะต้องใช้ความพยายามถึงสองครั้งเพราะครั้งแรกนั้นมือลื่นก็ตาม

กฤตภาสสตาร์ทรถแล้วก็ขับออกมาจากลานจอดของร้านทันที ไอเย็นจากช่องแอร์ที่ลอยอวลทำให้ธีระเริ่มคัดจมูกจนหายใจลำบาก จึงถือวิสาสะยื่นมือไปปรับลดแอร์ลงด้วยตัวเอง

"หรี่แอร์ทำไม?"

นี่เพิ่งสังเกตว่าเขาอยู่ในรถด้วยหรือไง...ธีระนึกเหน็บแนมแต่ก็ตอบเสียงเบาไปตามตรง

"ผมหายใจไม่ออกครับ"

กฤตภาสเหลือบมองเด็กหนุ่มนิดหนึ่ง จากนั้นก็ปิดแอร์แล้วเปิดกระจกหน้าต่างลงราวหนึ่งในสี่ อากาศธรรมชาติซึ่งถ่ายเทเข้ามาในรถทำให้ธีระค่อยหายใจได้ปลอดโปร่งขึ้น

"...ขอบคุณครับ"

"อืม"

กฤตภาสตอบรับในคอเรียบๆ แต่ธีระก็ยังสัมผัสได้ถึงความขุ่นมัวของอารมณ์ที่อีกฝ่ายแผ่ออกมา จึงลองถามดูเพราะไม่ชอบบรรยากาศอึดอัดที่กำลังดำเนินอยู่เอาเสียเลย

"มีเรื่องอะไรเหรอครับคุณกฤต?"

"เรื่องอะไร? หมายความว่ายังไง?"

หากธีระไม่ได้ป่วยจนศีรษะหนักอึ้ง เขาอาจฉุกคิดได้แล้วว่าไม่ควรถามต่อ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้สมองของเขาไม่อาจคิดวิเคราะห์ได้ฉับไวเท่าไรนัก

"เมื่อเช้าคุณยังอารมณ์ดีๆ อยู่เลย แต่พอออกจากคลินิกมาก็อารมณ์เสียตลอด เป็นเพราะผมรึเปล่า? ถ้าหากผมไปทำอะไรให้ล่ะก็..."

"ฉันไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ" กฤตภาสตัดบทฉับ "เมื่อเช้าเป็นยังไงตอนนี้ก็เป็นยังงั้น ไม่ต้องห่วงหรอก ทีฉันยังไม่ถามเลยว่าทำไมเธอไม่เลิกเพ้อถึงพี่รงค์นั่นสักที"

เด็กหนุ่มหน้าซีดขณะหันไปมองกฤตภาสซึ่งกำลังบังคับรถด้วยท่าทีสงบนิ่ง เป็นไปได้อย่างไรกัน...เขาไม่เคยเล่าเรื่องของณรงค์ให้คนที่บริษัทรู้เลยนี่นา แล้วคุณกฤตไปได้ยินชื่อนี้มาจากไหน...

ธีระฝืนกลืนน้ำลายลงคอที่ทั้งเจ็บและตีบตันก่อนจะถามเสียงโหย "คุณรู้เรื่องพี่รงค์ได้ยังไง?"

"หึ...ดูท่าจะเก็บหมอนั่นไว้ลึกสุดใจเลยสิถึงได้ไม่รู้ตัวว่าพร่ำเพ้อถึงบ่อยแค่ไหน ฉันได้ยินชื่อนี้ตั้งแต่ได้เธอครั้งแรกแล้ว แถมเมื่อคืนนี้ตอนเธอเมาก็เอาแต่เพ้อหาหมอนั่นเป็นชุด มาตู่เรียกฉันว่าพี่รงค์ๆ อยู่นั่น อยากรู้มั้ยว่าเธอละเมอเพ้อพกว่าอะไรบ้าง ฉันจะได้เล่าให้ฟังให้ครบทุกเม็ด"

"คุณกฤต! หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!!"

ความโกรธที่ผุดพลุ่งทำให้ธีระไม่สนใจว่ากฤตภาสกำลังขับรถ เด็กหนุ่มหันไปทุบตีไหล่หนาอย่างแรงด้วยความโกรธเกรี้ยว ถึงแม้จะไม่ถึงกับทำให้รู้สึกเจ็บ แต่ก็ทำให้คนขับเกือบบังคับรถไปเบียดชนรถที่วิ่งอยู่อีกเลนจนถูกบีบแตรเสียงดังไล่ สุดท้ายกฤตภาสจึงต้องเบี่ยงรถเข้าจอดข้างทางแล้วเปิดไฟฉุกเฉิน

"เธอนั่นแหละหยุดบ้าเดี๋ยวนี้! อยากให้รถชนตายกันทั้งคู่รึไง!!"

ร่างสูงใหญ่หันไปตวาดเสียงดังใส่จนธีระสะดุ้ง มือทั้งสองข้างที่เพิ่งรัวทุบอีกฝ่ายถูกมือใหญ่จับยึดเอาไว้ หยาดน้ำร้อนๆ ซึ่งกบขอบตาก็พลันไหลลงตามปราการที่อ่อนแอของร่างกายไปด้วย

"ก็คุณกฤต...ทำไมวันนี้ต้องใส่อารมณ์กับผม...ทำไมต้องเอาแต่พูดจาไม่ดีกับผมตลอด...ทั้งที่ผมยังไม่ได้ว่าอะไรคุณเลยสักคำ...คุณมันแย่ที่สุดเลย..."

เสียงสะอื้นที่มาพร้อมกับใบหน้าเหยเกทำให้กฤตภาสรู้สึกเหมือนโดนค้อนทุบหัว ถ้าหากไม่นับเมื่อคืนที่ธีระเมา นี่ก็เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เขาเห็นเด็กหนุ่มร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้า

"อย่าร้องไห้สิ เป็นลูกผู้ชายไม่ใช่รึไง"

"ผมจะร้องแล้วจะทำไม! คนนิสัยไม่ดี! เอาแต่ใจ! คนเขายังไม่ได้ทำอะไรให้ก็ยังมาดุมาว่า นึกว่าตัวเองโมโหเป็นคนเดียวงั้นเหรอ! ผมก็โมโหเป็นเหมือนกันนะ!"

ธีระพยายามยื้อมือทั้งสองข้างออกเพื่อจะทุบกฤตภาสอีก แต่คราวนี้ผู้สูงวัยกว่ารวบตัวเขาเข้าไปกอดไว้แน่น ไม่ว่าเด็กหนุ่มจะพยายามดิ้นรนยังไงก็ขยับตัวให้เป็นอิสระจากอ้อมแขนแกร่งไม่ได้ ท้ายที่สุดจึงได้แต่นั่งหอบหายใจจนตัวโยน

"ผมเกลียดคุณกฤต"

"เธอไม่ได้เกลียดฉันหรอก"

กฤตภาสเอ่ยพลางแนบริมฝีปากลงบนกระหม่อมชื้นเหงื่อของคนในอ้อมแขน เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาความมั่นใจมาจากไหน แต่ถ้าธีระเกลียดเขาจริงก็คงไม่ใส่ใจถามหรอกว่าทำไมเขาถึงอารมณ์แปลกไป เมื่อคิดได้เช่นนี้ หมอกสีดำที่รบกวนจิตใจก็ดูจะสลายไปเล็กน้อย

เสียงเคาะกระจกดึงความสนใจเขากลับไปด้านหลัง และพบว่ามีตำรวจยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับใบหน้าแสดงความสงสัย

"ไม่ทราบรถเสียหรือเปล่าครับ?"

ชายหนุ่มเพิ่งนึกได้ว่าตนจอดรถอยู่บริเวณข้างถนนที่ไม่ได้มีร้านค้าหรือผู้คนเดินผ่าน จึงเพียงยิ้มบางและตอบอย่างสุภาพ

"ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีผมทะเลาะกับแฟนนิดหน่อย แต่ตอนนี้ดีกันแล้วครับ"

ธีระฟังแล้วก็ยิ่งซุกหน้าเข้าหาอกกฤตภาสมากขึ้น ความจริงเขาเหลือบเห็นตั้งแต่ตอนได้ยินเสียงเคาะกระจกแล้วว่าคนข้างนอกเป็นใคร ความเขินอายทำให้ได้แต่พยายามก้มหน้าลงให้มากที่สุดเพราะไม่อยากให้ใครเห็นสภาพเขาตอนนี้

"ถ้างั้นก็แล้วไปครับ"

นายตำรวจคนนั้นขยับหมวกเล็กน้อยแล้วก็เดินกลับไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ไม่ห่าง จนกระทั่งมอเตอร์ไซค์คันนั้นขับจากไปแล้ว ธีระจึงค่อยดันตัวเองออกจากอ้อมแขนที่โอบรัดตนไว้

"นี่ครั้งที่สองแล้วนะ เลิกบอกใครต่อใครว่าผมเป็นแฟนคุณเสียทีเถอะ"

เด็กหนุ่มสูดน้ำมูกพลางใช้ปลายแขนเสื้อเช็ดน้ำตา กฤตภาสมองใบหน้าด้านข้างของธีระที่ไม่ได้แดงเพราะพิษไข้เท่านั้น แล้วก็หยิบกล่องทิชชู่จากเบาะหลังยื่นให้

"เป็นแฟนฉันไม่ดีเหรอ?"

"ไม่ดี ไม่เห็นจะมีข้อดีตรงไหนเลย"

เด็กหนุ่มหยิบกล่องทิชชู่ไปวางบนตักก่อนจะดึงแผ่นทิชชู่ออกมาสั่งน้ำมูก ส่วนกฤตภาสเพียงแต่หัวเราะหึแล้วก็ออกรถ ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันอีกตลอดทางจนกระทั่งกลับไปถึงคอนโด แม้แต่ตอนที่เข้าไปในลิฟต์ด้วยกันก็ยังไม่มีใครเอ่ยชวนใครคุย

ธีระรู้สึกเวียนหัวมากขึ้นเมื่อมาถึงที่ห้อง เขาเดินตามกฤตภาสที่เปิดประตูให้แล้วก็เดินตรงไปทิ้งตัวที่โซฟากลางห้องนั่งเล่น ศีรษะที่หนักอึ้งราวมีก้อนโลหะถ่วงทำให้เขานั่งตัวตรงไม่ไหว สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ค่อยๆ เอนตัวลงนอนและม่อยหลับไป จึงไม่ได้รู้ตัวว่าใครอีกคนกำลังยืนจุดบุหรี่สูบและมองเขาเงียบๆ ด้วยแววตาครุ่นคิด

เมื่อธีระปรือตาขึ้นมาอีกครั้งภายในห้องที่มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟ สิ่งแรกที่ผ่านเข้ามาในสายตาและการรับรู้ครึ่งหลับครึ่งตื่นคือลายสักรูปแมงป่องบนหัวไหล่กำยำ ภายใต้ไออุ่นที่โอบล้อมและเตียงหนานุ่มที่รองอยู่ข้างใต้ เขาค่อยๆ รับรู้ทีละน้อยว่าบนร่างกายไม่มีเสื้อผ้าติดอยู่เลยสักชิ้น

เด็กหนุ่มพยายามผงกศีรษะขึ้นอย่างอ่อนแรง เขาพยายามกะพริบตาถี่เพื่อขับไล่หมอกแห่งความง่วงงุนให้จางหาย และพบว่ากฤตภาสกำลังคลอเคลียยอดอกของเขาด้วยปลายลิ้นดุจผีเสื้อที่กำลังระเริงกับแหล่งน้ำหวาน

"คุณกฤต...จะทำอะไร..."

เสียงของธีระทั้งแผ่วทั้งแหบ เขาพยายามจะผลักไหล่หนาที่คร่อมทับตัวเองออกอย่างไร้ผล พลันริมฝีปากที่ครอบลงบนยอดอกแล้วดูดอย่างแรงก็ทำให้เด็กหนุ่มแอ่นอกจนแผ่นหลังลอยขึ้นจากเตียง

"เธอคงไม่ลืมนะว่าระหว่างวันหยุดฉันมีสิทธิ์ทำอะไร?"

กฤตภาสเอ่ยพลางเลื่อนมือลงเคล้าคลึงแก่นกายของธีระอย่างช้าๆ เด็กหนุ่มพยายามหุบขาหนีแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะคนเบื้องบนใช้ขาของตัวเองกันไว้ แถมกฤตภาสยังใช้มือซ้ายสอดสอดประสานกับมือขวาของเขาแล้วกดมันลงบนเตียง ส่งผลให้ธีระเหลือแขนซ้ายเพียงข้างเดียวที่เป็นอิสระ และมันมีประโยชน์เพียงแค่ใช้จิกลงบนต้นแขนแกร่งเพื่อระบายความรุ่มร้อนจากการถูกโลมเล้าเท่านั้น

"คุณกฤต...ผมไม่สบายอยู่นะ..."

ธีระเอ่ยทั้งที่เกลือกหน้าบนหมอนเพราะความเสียวซ่าน แม้จะรู้ดีว่าคำพูดของตนขัดแย้งกับการแสดงออกของร่างกายอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานที่กำลังแสดงตัวอยู่ในอุ้งมือซึ่งโอบกระชับ

"ฉันไม่เคยได้ยินใครบอกสักคนว่าห้ามมีเซ็กส์เวลาไม่สบาย ตัวร้อนๆ แบบนี้แหละทำให้มีอารมณ์ง่ายกว่าตั้งเยอะ"

ริมฝีปากอุ่นพรมจูบลงบนริมฝีปากและแก้มของเขา ลมหายใจผ่าวร้อนของกฤตภาสรดลงบนผิวหน้าของธีระ แต่บางทีนั่นอาจเป็นลมหายใจของเขาเองที่สะท้อนกลับมาก็เป็นได้

"ฮึ...อ๊ะ!"

เด็กหนุ่มกำมือขวาลงบนมือที่ถูกกฤตภาสกดไว้แน่น ขณะที่มือซ้ายก็จิกเล็บลงบนต้นแขนแกร่งมากขึ้นเมื่ออีกฝ่ายแทรกร่างเข้ามาระหว่างเรียวขาของเขา ร่างสูงใหญ่ขบฟันกับอุณหภูมิสูงจัดที่โอบรัดความแข็งแกร่งของตน แรงบีบของช่องทางเล็กแคบราวกับมีมนต์หลอมละลายความยับยั้งชั่งใจที่ยังหลงเหลือให้ปลิดปลิว

"สุดยอด..."

เสียงแหบต่ำริมหูจุดไอร้อนให้ลามเลียบนใบหน้าของธีระ มือที่เมื่อครู่จิกบนต้นแขนกฤตภาสเปลี่ยนเป็นกำขึ้นทุบทันที แต่แล้วการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายที่เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับเขามากขึ้นก็ทำให้มือข้างนั้นต้องเลื่อนลงทึ้งผ้าปูเตียงแทน

เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บ ความจริงแล้วกฤตภาสไม่ได้ทำรุนแรงกับเขาเลยสักนิด ทว่าความแกร่งร้อนที่แทรกเข้ามาลึกล้ำมากขึ้นก็ทำให้เด็กหนุ่มหอบหายใจแรงดุจคนขาดอากาศ

"อ๊ะ...อ๊ะ..."

จนกระทั่งร่างสูงใหญ่เป็นหนึ่งเดียวกับเขาโดยสมบูรณ์และเริ่มเคลื่อนไหวร่างกาย ธีระก็ไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้กรีดร้องครวญครางไปตามความหฤหรรษ์ที่เอ่อท้นได้อีกต่อไป ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปตามจังหวะกระแทกกระทั้นที่บางครั้งก็เนิบหน่วง แต่บางคราก็ดุดันและยั่วเย้า จวบจนพายุอารมณ์ที่พวยพุ่งโถมท่วมจากศีรษะจรดปลายเท้า นัยน์ตาของเด็กหนุ่มก็พร่าเบลอไปตามความอ่อนล้าที่ลามไปถึงปลายนิ้ว

“ฮึก...”

ธีระครางแผ่วเมื่อกฤตภาสถอยกายที่ยังรุ่มร้อนออกจากช่องทางที่ยังบีบรัด เขารู้ว่าอีกฝ่ายยังไปไม่ถึงปลายทางของการร่วมอภิรมย์ แต่ก็พยายามท้วงเมื่อถูกจับให้นอนคว่ำบนข้อศอกที่ชันขึ้น

“คุณกฤตครับ พอเถอะ...วันนี้ผมไม่ไหวจริงๆ...อื๊อออ”

เด็กหนุ่มยังเอ่ยไม่ทันจบประโยคก็รับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งที่สอดใส่เข้ามาอีกครั้ง ร่างเพรียวกระตุกเมื่อกฤตภาสสอดนิ้วเข้ามาในปากของเขา บังคับให้ต้องดูดดุนนิ้วนั้นและไม่อาจเอ่ยคำปฏิเสธได้อีก

“ไม่พอหรอก ยังไงก็ไม่พอ”

เสียงทุ้มพร่าจากเพลิงปรารถนากระซิบริมหู ก่อนที่ธีระจะสะดุ้งอีกครั้งเมื่อกฤตภาสก้มลงกัดต้นคอด้านหลังจนเขามั่นใจว่าพรุ่งนี้ต้องมีรอยฟันหลงเหลือแน่ ช่องทางอ่อนไหวเบื้องล่างบีบรัดผู้รุกรานที่โถมกายเข้าหาไม่หยุดหย่อนทั้งที่เขาเพลียจนแทบจะทรงตัวไม่ไหว

“อื๊อ...อื๊อ”

ราวกับรับรู้ว่าธีระไม่มีแรงแม้แต่จะยันกายขึ้นจากเตียง กฤตภาสจึงถอนนิ้วออกจากริมฝีปากของเด็กหนุ่ม จากนั้นก็ลุกขึ้นนั่งโดยรั้งเอวของคนในอ้อมแขนให้ซ้อนทับลงบนตัก

ท่านี้ยิ่งทำให้ธีระรับรู้ถึงอุณหภูมิอันผ่าวร้อนของกฤตภาสมากขึ้นกว่าเมื่อครู่ แผ่นอกตึงแน่นแนบชิดกับแผ่นหลังที่สั่นสะท้านของเขาขณะที่มือใหญ่จับเอวผอมเพรียวให้ขยับโยก

“คุณกฤต...พอ...”

หยาดน้ำตาไหลซึมจากหางตากลมโตอย่างห้ามไม่ได้ ซึ่งเป็นผลจากความเหนื่อยและเพลียจากไข้ที่ขึ้นสูง รวมกับความน้อยใจที่อีกฝ่ายไม่ฟังคำทัดทานของเขาเลย

“ฉันรู้ว่าเธอยังไหว เด็กดี...ทนอีกนิด”

“ไม่เอาแล้ว...ฮือ...พอ...”

เสียงร้องไห้ของเด็กหนุ่มขาดช่วงตามจังหวะการเคลื่อนไหวที่ร่างสูงใหญ่กำกับ กฤตภาสไล้ปลายลิ้นออกเลียหยาดน้ำตาที่ไหลปนเหงื่อบนผิวแก้มเนียน กระนั้นหยาดน้ำอุ่นก็ยังไหลลงจากหางตากลมโตไม่หยุด

ชายหนุ่มตระหนักดีว่าตอนนี้คนในอ้อมแขนไม่ได้รู้สึกถึงความสุขหรือมีอารมณ์ร่วมเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ภาพที่ธีระร้องไห้หน้าเหยเกบนตักของเขากลับยิ่งโหมกระพือไฟปรารถนาให้โชติช่วงจนไม่อาจหักห้ามตัวเองได้

ความเสียวซ่านที่เขาคุ้นเคยเริ่มปะทุดุจกิ่งไม้ที่ดีดตัวยามถูกเปลวเพลิงโลมเลีย แต่ละกิ่งส่งต่อไฟกันไปจนความร้อนรุ่มแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ชายหนุ่มจับร่างบนตักให้เร่งขยับตัวอย่างกระแทกกระทั้นเพราะรู้ว่าตนกำลังจะถึงที่หมายในไม่ช้า และแล้วท่ามกลางการบีบรัดอันร้อนระอุของช่องทางที่กระชับรอบแก่นกาย กฤตภาสก็คำรามเสียงพร่าเมื่อความหฤหรรษ์ที่เฝ้ารอโถมกระหน่ำลงมาในที่สุด

ธีระได้ยินเสียงของร่างสูงใหญ่ที่ดังข้างหู แต่มันกลับฟังดูเหมือนล่องลอยมาจากที่อันไกลแสนไกล อ้อมแขนแข็งแรงโอบกระชับเขาแนบแน่นทั้งที่ร่างกายของทั้งสองเหนียวเหนอะไปด้วยเหงื่อ ในม่านหมอกแห่งความอ่อนล้าที่ผูกมัดแขนขาจนเขาขยับตัวไม่ไหว เด็กหนุ่มคล้ายจะเห็นรอยสักรูปแมงป่องบนไหล่ขวาของกฤตภาสมีชีวิตขึ้นมา

ในห้วงสัมปชัญญะที่เลือนรางจนไม่มีอะไรให้ไขว่คว้าอีกต่อไป ความคิดสุดท้ายของธีระก่อนที่จะหมดสติอย่างสิ้นเชิง คือความสงสัยว่าเขาถูกแมงป่องตัวนี้พันธนาการจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองโดยสมบูรณ์ไปแล้วหรือยัง...



++---TBC---++


A/N: คาดว่าคะแนนที่ตากฤตได้จากตอนที่แล้วคงลดฮวบอีกครั้งในตอนนี้ ความติสท์ของคุณชายเธอนี่ทำเอาคนเขียนยังเหวอเลยค่ะ ส่วนน้องตี้คงยิ่งเหวอกว่าเพราะต้องรับมือกับอาการวัยทองของคุณชายด้วยตัวเอง เขียนไปก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ภูมิคุ้มกันตากฤตของน้องอัพเลเวลขึ้นเร็วๆ เฮ้อ




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2556    
Last Update : 31 ตุลาคม 2556 20:07:14 น.
Counter : 1968 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 13

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 13


ธีระนั่งดื่มชาใส่นมเงียบๆ หลังจากตักนั่นนิดนี่หน่อยมาทานจนอิ่ม ความจริงแล้วจะใช้คำว่าอิ่มก็คงไม่ถูกสักเท่าไหร่ ในเมื่อความรู้สึกของเขาตอนนี้คือพะอืดพะอมจนกลืนอะไรไม่ลงมากกว่า

เด็กหนุ่มเหลือบมองกฤตภาสซึ่งเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับจานอาหารที่เพิ่งไปตักมาจากเคาน์เตอร์ ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ในห้องอาหารแบบบุฟเฟต์นานาชาติของโรงแรมแห่งหนึ่งกลางใจเมือง เนื่องจากวันนี้กว่าจะพากันลุกจากเตียงได้ก็เกือบเที่ยง กฤตภาสจึงขับรถพามาที่นี่เพราะจะได้ไม่ต้องคิดมากว่าจะกินอะไร

พนักงานคนหนึ่งของห้องอาหารเดินผ่านมาพอดี ธีระจึงหันไปขอเติมน้ำชาแล้วก็เทนมกับน้ำตาลใส่ กฤตภาสเห็นเด็กหนุ่มไม่สนใจอาหารที่เหลือในจานอีกก็เลิกคิ้ว

“อิ่มแล้วรึ?”

“อิ่มแล้วครับ”

ธีระตอบพลางยกชานมอุ่นๆ ขึ้นจิบโดยไม่สบตาคนถาม แต่กฤตภาสก็ไม่ได้เซ้าซี้ ผู้สูงวัยกว่าเพียงหยิบผ้าเช็ดปากมาวางบนตักแล้วก็เริ่มจัดการอาหารซึ่งตักมาเป็นจานที่สอง เปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มได้อยู่กับความคิดของตัวเองโดยไม่ถูกรบกวน

ธีระพบว่าบางสิ่งบางอย่างในตัวเขาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อคืนนี้

การได้พบคนรักของณรงค์โดยไม่คาดฝันทำให้เขารู้ว่าส่วนลึกในใจแอบหวังให้ชีวิตรักของทั้งสองล้มเหลวตลอดมา ความพอใจที่พุ่งขึ้นในอกวูบแรกที่เห็นหนุ่มลูกครึ่งคนนั้นอยู่กับผู้ชายอื่นทำให้เขาตระหนักถึงความดำมืดในใจตัวเอง ก่อนที่บทสนทนาซึ่งได้ยินถัดจากนั้นจะเปรียบดั่งขวานที่จามลงกลางแสกหน้า เพราะว่าแม้แต่ความพึงพอใจเล็กๆ นี้เขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รื่นรมย์

ความจริงที่ได้รับรู้ราวกับแสงอาทิตย์ที่สาดโชนเข้าสู่ดวงตาซึ่งเคยมืดบอด บัดนี้เขาตระหนักแล้วว่าไม่มีประโยชน์เลยที่จะผูกติดอยู่กับความทรงจำที่ผู้พ่ายแพ้คือตัวเองเพียงคนเดียว ทว่าการจะก้าวผ่านความรู้สึกหม่นหมองอีกครั้งโดยไม่มีเพื่อนๆ ให้ยึดเหนี่ยวนั้นยากเหลือเกิน และในชั่ววินาทีนั้นเองที่เงาร่างของใครคนหนึ่งกระจ่างขึ้นท่ามกลางเมฆหมอกซึ่งบดบังจิตใจจนไม่เห็นแสงส่องทาง

คนที่มีนิสัยชอบเอาแต่ใจ ใช้ความได้เปรียบต่างๆ นานาเพื่อหาความสุขจากเขาโดยไม่ใส่ใจความรู้สึกกันสักนิด แถมยังชอบทำให้โมโหจนไม่รู้จะรับมืออย่างไรอยู่บ่อยๆ ...นาทีนั้นกฤตภาสราวกับเป็นตัวช่วยที่สวรรค์จงใจส่งมาให้ในการผ่านบททดสอบนี้ของชีวิตก็ไม่ปาน

จะผิดอะไรถ้าเขาจะใช้ประโยชน์จากกฤตภาสบ้างระหว่างที่เพื่อนสนิทล้วนอยู่ห่างไกล อย่างน้อยการต้องรวบรวมสมาธิมารับมือกับอารมณ์ที่ชอบแปรปรวน รวมถึงการทอดกายให้อีกฝ่ายเชยชมก็ยังช่วยให้เขาหายเหงาได้ดีกว่าจมอยู่กับความเศร้าเพียงลำพัง ถึงแม้มันอาจเป็นทางออกที่แสนจะสิ้นคิดในสายตาคนอื่น แต่เขาตั้งใจแล้วว่าหลังจากจบระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เขาก็จะกลบฝังความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นให้หมดสิ้น ทำเสมือนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างปิดเทอมนี้เป็นเพียงหลุมดำในชีวิตที่ไม่มีคุณค่าควรแก่การระลึกถึง

กฤตภาสตักอาหารเข้าปากไปก็เหลือบมองคนที่นั่งเท้าคางมองออกไปนอกกระจกหน้าต่าง เขาสัมผัสได้ว่าธีระแปลกไปตั้งแต่เมื่อคืน เพราะนอกจากเด็กหนุ่มจะไม่ดื้อแพ่งไม่ว่าเขาจะบอกให้ทำอะไร การตอบสนองที่มอบให้ก็ยังยอดเยี่ยมกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แถมยังไม่มีการชักสีหน้าเวลาเขาไม่ปล่อยให้พักผ่อนหลังจากเสร็จแต่ละยกด้วย

แม้จะถูกใจปฏิกิริยาใหม่ของธีระยามที่ใกล้ชิดกัน กฤตภาสก็ยังไม่อาจฟันธงได้ว่าพอใจกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้สาเหตุนี้ แต่ก็ตัดสินใจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปก่อนเพราะรู้ว่าต่อให้ถามก็คงไม่ได้คำตอบ

“วันนี้อยากออกไปไหนบ้างหรือเปล่า?”

กฤตภาสถามขึ้นหลังจากทานอาหารอิ่มแล้ว คนที่เอาแต่นั่งทอดสายตามองไปข้างนอกจึงค่อยเบนสายตากลับมา วูบหนึ่งที่นัยน์ตากลมโตคู่นั้นไร้ประกายของความมีชีวิตชีวาเช่นทุกที

"ไม่มีหรอกครับ จะกลับกันเลยก็ได้"

ธีระตอบเสียงเบาเพราะเจ็บคอ ความจริงเขารู้สึกเวียนหัวและอยากล้มตัวลงนอนเสียด้วยซ้ำ ซึ่งอาจเป็นเพราะเมื่อคืนตากฝนแล้วยังได้พักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็เห็นว่าอาการยังไม่หนักจนทนไม่ไหวจึงไม่ปริปาก

"อยากกลับไปทำต่อแล้วเหรอ? ฉันนึกว่าเธอเหนื่อยแล้วซะอีก"

"ถ้าคุณมีน้ำยาทำต่อไหว ผมก็ไหว"

น้ำเสียงของคนตอบเข้มขึ้น กฤตภาสมองหัวคิ้วที่มุ่นเข้าหากันของธีระแล้วก็ยิ้มมุมปาก เพราะถึงอย่างไรเขาก็คิดว่าเวลาที่เด็กหนุ่มแสดงอารมณ์ไม่พอใจเช่นนี้มีเสน่ห์กว่าเวลาพยักหน้าแล้วตอบเออออเพื่อให้จบเรื่อง

"นี่ยังไม่บ่ายสอง ขืนรีบกลับไปอุดอู้อยู่แต่ในห้องก็น่าเสียดาย เอาอย่างนี้...เล่าให้ฟังหน่อยซิว่าปกติวันหยุดเธอทำอะไรบ้าง?"

กฤตภาสถามพลางยกกาแฟขึ้นจิบ นัยน์ตาสีนิลสบตากับธีระที่มองเขากลับด้วยแววตาสับสน เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่เขาชวนคุยเรื่องสัพเพเหระที่ไม่ใช่การชวนขึ้นเตียงหรือกวนโมโห

ธีระมองคนที่นั่งเท้าคางรอคำตอบอยู่อีกฟากของโต๊ะอย่างไม่เข้าใจ เขาก็อุตส่าห์จะทำตัวเป็นเซ็กส์เฟรนด์ที่ดี ตอบสนองให้ทุกลีลาอย่างที่ต้องการแล้ว ทำไมป่านนี้ยังจะมาพูดจาชวนให้คิดว่าอยากทำความรู้จักกันอยู่อีก

เด็กหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง แต่กฤตภาสก็ยังไม่ยอมชวนคุยเรื่องอื่น เขาจึงตอบไปกลางๆ อย่างเสียไม่ได้

"ก็เล่นเกม ดูหนัง ไปเดินซื้อของหรือกินข้าวกับเพื่อน คนวัยผมปกติทำอะไรกันผมก็ทำอย่างนั้นน่ะแหละ"

ผู้สูงวัยกว่าจับได้ว่าคนพูดจงใจเน้นคำว่า 'คนวัยผม' แต่เขากลับนึกขำมากกว่าโกรธ เพราะกฤตภาสชอบตัวเองในวัยสามสิบสามมากกว่าตอนอายุยี่สิบเอ็ดซึ่งยังมีข้อจำกัดให้ไม่สามารถทำสิ่งที่อยากทำได้หลายอย่าง

แต่ก็อย่างว่า...คงเร็วเกินไปที่จะให้เด็กหนุ่มอย่างธีระตระหนักถึงเรื่องนี้ทั้งที่ยังอายุเท่านี้

"เล่นเกมฉันคงต้องขอผ่าน ส่วนดูหนังฉันก็ชอบดูกับเครื่องเสียงที่ห้องมากกว่า ถ้างั้นก็เหลือแค่ไปเดินซื้อของ ปกติเธอไปเดินซื้อของที่ไหน?"

คราวนี้ธีระกะพริบตาปริบด้วยความงุนงงอย่างแท้จริง เพราะนี่มันเหมือนกับเขากำลังโดนชวนไปเที่ยวไม่มีผิด

"ว่าไง? ในห้างหรือในตลาด?"

กฤตภาสถามต่อพลางกวักมือเรียกพนักงานให้มาเติมกาแฟให้ ธีระได้แต่มองอีกฝ่ายที่ตักน้ำตาลมาคนใส่กาแฟจนละลายแล้วค่อยยกขึ้นดื่มเหมือนกำลังมองตัวประหลาด

"จริงๆ ก็ได้ทั้งสองที่ แต่ปกติผมจะซื้อเสื้อผ้าที่ตลาดมากกว่าเพราะของถูกแล้วก็มีให้เลือกเยอะกว่า แต่อย่างคุณคงไม่เหมาะจะไปเดินตลาดหรอกมั้ง"

ในที่สุดธีระก็ตอบพร้อมกับออกความเห็นตบท้าย กฤตภาสจึงเลิกคิ้วพลางยกมือขึ้นกอดอกแล้วพิงเก้าอี้ "อย่างฉัน? ไม่เหมาะจะไปเดินตลาดเพราะอะไร?"

ยังจะมาถาม! "เพราะเสื้อผ้าที่คุณใส่ติดป้ายแบรนด์เนมทั้งนั้น คุณชายอย่างคุณคงไม่เหมาะจะไปเดินตากเหงื่อเบียดคนในตลาดหรอก"

เขานึกว่าตอบแบบนี้กฤตภาสคงโมโหที่โดนดูถูกว่าเป็นผู้ดีตีนแดง ที่ไหนได้ คนถูกกล่าวหากลับหัวเราะเสียงดังเสียจนเขานึกว่าตนเผลอเล่าเรื่องขำขันแทนที่จะเป็นวาจาเหน็บแนม

"ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะสังเกตเสื้อผ้าฉันด้วย โอเคใช่ ฉันชอบของแบรนด์เพราะมันทนดี แต่จะบอกให้ว่าเสื้อหลายๆ ตัวในตู้ฉันน่ะมาจากตลาดมือสองตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ที่อังกฤษ ตอนนั้นฉันก็ต้องไปเดินคุ้ยหาของในตลาดแบบที่นักศึกษาคนอื่นเขาทำกันนั่นแหละ"

ธีระยังทำหน้าไม่เชื่อ กฤตภาสจึงยิ้มพลางเรียกพนักงานอีกครั้งเพื่อขอบิลมาเซ็น เมื่อเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นแล้วเดินนำออกไปนอกห้องอาหาร เด็กหนุ่มจึงได้แต่ก้าวตามพลางถามด้วยความสงสัย

"ตกลงนี่เราจะไปไหนครับ?"

กฤตภาสยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะดึงข้อศอกธีระให้เข้ามาใกล้ตัวเมื่อเด็กหนุ่มเกือบชนเข้ากับคนที่เดินสวนมาจากอีกด้าน "ไม่น่าถาม ก็ไปเดินตลาดกันน่ะสิ"


++------++



ถ้าหากจะมีที่ไหนที่ธีระคิดว่าจะได้ไปกับกฤตภาส ตลาดนัดจตุจักรก็ไม่ใช่สถานที่แรกๆ ที่เขาจะนึกถึงแน่

เด็กหนุ่มก้าวลงจากรถมายืนบนพื้นกรวดในลานจอดอย่างมึนงง เพราะยังไม่อาจทำความเข้าใจว่ากฤตภาสพาเขามาที่นี่เพียงเพราะนึกครึ้มหรือว่ามีแผนอื่น แต่ก็เพียงเก็บงำความสงสัยไว้ขณะเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในตลาด

"ปกติเธอเลือกซื้อเสื้อผ้าที่โซนไหน?"

อย่าบอกนะว่าที่ถามนี่เพื่อจะซื้อให้ เขาไม่ได้อยากได้สินน้ำใจแบบนั้นเลยสักนิดเดียว

ธีระคิดขณะมองไปรอบตัว เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดจึงทำให้มีคนมาเดินตลาดหนาแน่น สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเดินนำไปยังโครงการที่ไม่ได้ขายของที่เขาชอบ

"ผมไม่มีร้านประจำหรอก เวลามาก็เดินเล่นไปเรื่อยๆ เจอของถูกใจร้านไหนก็ซื้อจากร้านนั้น"

เด็กหนุ่มเอ่ยขณะพยายามเดินทิ้งช่วงจากอีกฝ่ายเล็กน้อย สาเหตุหนึ่งที่เขาไม่ค่อยอยากมาตลาดแห่งนี้กับกฤตภาสเพราะเกรงว่าจะเจอลูกพี่ลูกน้องจอมซักไซ้ซึ่งเปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ที่นี่ ส่วนอีกสาเหตุก็เพราะตลาดนี้พลุกพล่านเกินไป เขาเกรงว่าเดินๆ กันอยู่จะมีลูกน้องคนอื่นของกฤตภาสมาเห็นตอนพวกเขาอยู่ด้วยกัน และทีนี้ต่อให้เขาจะพยายามกุข้ออ้างอะไรขึ้นมาอธิบายก็คงไม่อาจแก้ตัวได้แน่

ธีระพากฤตภาสเดินลดเลี้ยวเข้าไปในโครงการที่ขายเฟอร์นิเจอร์ ของกระจุกกระจิก สัตว์เลี้ยง โดยใช้วิธีเดินเข้าซอยนั้นออกซอยนี้อย่างไม่มีจุดหมาย จุดประสงค์ก็คือเพื่อให้ฤตภาสทนอากาศร้อนๆ และคนเยอะๆ ไม่ได้จนพาเขาไปที่อื่นเสียที แต่ยิ่งเดินเขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังทรมานตัวเอง

"ตี้ เดี๋ยวก่อนซิ"

นั่นไง...เริ่มเบื่อแล้วสิท่า

"ครับ?"

ธีระหันกลับไปเมื่อกฤตภาสยื่นมือมาวางบนไหล่ อีกฝ่ายชี้นิ้วโป้งพลางพยักหน้าไปทางตรอกเล็กๆ ซึ่งแทรกตัวอยู่ระหว่างทางที่พวกเขากำลังเดินดูของ เด็กหนุ่มจึงขมวดคิ้วอย่างสงสัยแต่ก็เดินตามไปโดยดี

"ชานมไข่มุกสองแก้วครับ เธอก็เอาเหมือนกันใช่มั้ย?"

กฤตภาสสั่งคนขายซึ่งยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ก่อนจะหันมาถาม เด็กหนุ่มจึงอดคิดไม่ได้ว่าถ้าสั่งเสร็จแล้วก็ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากเขาซ้ำอีกก็ได้กระมัง

"...ขอบคุณครับ"

ธีระรับเครื่องดื่มในแก้วพลาสติกมาดูดพลางเหลือบตาขึ้นมองกฤตภาส เขาคิดว่าคงเป็นเรื่องบังเอิญที่อีกฝ่ายกระหายน้ำแล้วมองมาเห็นร้านนี้พอดี คงไม่ใช่เพราะรู้ว่าเขาชอบชานมไข่มุกถึงได้แวะซื้อแน่ๆ

กฤตภาสกำลังหันมองไปทางอื่นแต่ก็กำลังดูดชานมไข่มุกอยู่เหมือนกัน แว่นกันแดดซึ่งถูกถอดออกมาเสียบบนเสื้อยืดคอวีถ่วงผ้าลงจนเห็นเนินอกแกร่งได้รำไร ส่วนแขนเสื้อที่สั้นก็เผยให้เห็นส่วนหนึ่งของลายสักรูปแมงป่องที่ยาวลงมาเกือบถึงข้อศอกขวาได้ชัดเจน เขาคิดว่าเจ้าตัวคงจงใจปิดบังลายสักนี้ไว้จากพนักงานที่บริษัท เพราะปกติจะเห็นใส่แต่เสื้อที่แขนยาวถึงข้อศอกเวลาไปทำงานเสมอ

บริเวณต้นคอและเนินอกที่เปิดเปลือยต่อสายตานั้นมีรอยจ้ำและรอยข่วนเล็กๆ กระจายอยู่ประปราย ริ้วรอยเหล่านั้นไม่ได้ถึงกับเตะตาแต่ก็ยังเห็นได้ชัดถ้าตั้งใจมอง เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบที่หลังคอเพราะรู้ว่าตัวเองก็มีร่องรอยแบบเดียวกัน วันนี้เขาถึงได้จงใจ ใส่เสื้อคอโปโลแล้วยกปกเสื้อตั้งขึ้นเพื่อไม่ให้ใครได้เห็น

เมื่อคืนนี้พวกเขาทั้งคู่ก็บ้าพอกัน...

เด็กหนุ่มไพล่นึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา เขาจำไม่ได้ว่าถูกกฤตภาสกอดไปกี่ครั้งหรือใช้บริเวณไหนในห้องบ้าง รู้แต่หากยังมีเรี่ยวแรงก็จะตอบสนองโดยไม่อิดออดราวกับได้เสพยากระตุ้น จิตใจที่ถูกกระทบกระเทือนทำให้เขากระหายความรู้สึกที่จะมาช่วยอุดช่องว่างในใจ และหากนั่นจะหมายถึงการตกเป็นของเล่นให้กับผู้ชายคนนี้ตามที่เจ้าตัวต้องการ...เขาก็ยินดีจะไขว่คว้าฟางเส้นนี้เอาไว้

นับว่ากฤตภาสมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือสำหรับผู้ชายในวัยสามสิบกว่า เพราะระหว่างที่เขาหมดสติจากความความอ่อนเพลียเมื่อตอนเช้ามืด อีกฝ่ายก็ยังอุตส่าห์มีน้ำใจเอาเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มในกระเป๋าของเขาไปซักและอบในเครื่องให้ก่อนจะกลับมานอนจนกระทั่งตื่นมาพร้อมกันตอนเที่ยง ไม่เช่นนั้นวันนี้เขาก็คงไม่มีเสื้อผ้าจะใส่ออกมาเดินข้างนอกแน่ๆ

“เอาล่ะ พร้อมจะไปเดินต่อหรือยัง?”

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นและพบว่าอีกฝ่ายดูดชานมไข่มุกหมดและทิ้งแก้วไปแล้ว จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ยังไม่เบื่ออีกเหรอครับ?”

“ทำไมถึงคิดว่าฉันจะเบื่อล่ะ?”

“ก็...ผมไม่เห็นคุณแวะดูร้านไหนสักร้าน มีแต่เดินตามผมอย่างเดียว ทั้งที่อากาศก็ร้อน คนก็เบียด”

กฤตภาสเอาสองมือล้วงกระเป๋าแล้วแค่นยิ้ม “อ้าว ฉันก็นึกว่าเธอตั้งใจพามาซึมซับบรรยากาศซะอีก ไหนล่ะร้านที่ชอบไปซื้อของ? ถ้ายังไม่พาไปฉันก็จะเดินตามอยู่อย่างนี้แหละ ยังไงก็ไม่ได้รีบร้อนจะไปไหนนี่นา”

ธีระฟังออกว่ากฤตภาสรู้ทันแผนของเขาที่ตั้งใจพาเดินวนในอากาศร้อนๆ เพื่อให้เบื่อ แต่ในเมื่อคู่กรณีรู้ตัวเสียแล้วเช่นนี้ เขาก็หมดอารมณ์จะพาเดินต่อ

“ถ้างั้นกลับกันเลยดีกว่า ผมขี้เกียจดูของแล้ว”

ธีระเอ่ยจบก็หันไปทิ้งแก้วชานมใส่ถังขยะ กฤตภาสจึงขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยยิ้มๆ “อยากรีบกลับไปนอนกับฉันขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่ยักรู้นะว่าเธอติดใจฉันขนาดนี้”

เด็กหนุ่มเบ้ปากแล้วก็หันไปจ้ำหนีโดยไม่รอ ฝ่ายกฤตภาสได้แต่หัวเราะหึๆ เพราะรู้ดีว่าธีระไม่ได้รู้สึกอย่างที่เขาเพิ่งพูดสักนิด แต่กำลังใช้ประโยชน์จากการมีอะไรกับเขาเพื่อหลบหนีความรู้สึกบางอย่างมากกว่า

คิดว่าถ้ายอมทำตามที่ฉันต้องการบนเตียงแต่โดยดีแล้วจะผ่านสามเดือนนี้ไปได้ง่ายๆ สินะ ถ้างั้นก็ประเมินฉันต่ำไป...

กฤตภาสเร่งฝีเท้ายาวๆ เพียงไม่นานก็เดินขึ้นไปตีคู่กับธีระ ร่างสูงใหญ่วาดแขนพาดบนไหล่ของเด็กหนุ่มเสมือนว่าทั้งคู่สนิทสนมกันมาก ธีระเงยหน้าขึ้นเห็นรอยยิ้มยียวนของคนข้างกาย จึงสั่งหายใจแรงๆ และพยายามแกะมือที่โอบบนไหล่ออก

"ผมร้อน เหนียวเหงื่อด้วย อย่าเข้ามาใกล้นักได้มั้ย?"

แล้วผมก็ไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมกับกลิ่นบุหรี่บนตัวคุณด้วย...ธีระคิดแต่ไม่พูด เพราะมันเผยให้รู้ว่าเขาสังเกตรายละเอียดของอีกฝ่ายมากแค่ไหนนอกจากเรื่องที่รู้ว่าใส่แต่เสื้อผ้าแบรนด์เนม

"ทำไมเมื่อคืนไม่เห็นพูดอย่างนี้เลยล่ะ?"

กฤตภาสก้มลงมากระซิบข้างหู ทำเอาผิวหน้าของเด็กหนุ่มซ่านเป็นสีชมพูขึ้นมา เขาสงสัยจริงๆ ว่าถ้าผู้ชายคนนี้หยุดพาดพิงเรื่องบนเตียงแล้วจะอาหารไม่ย่อยหรืออย่างไร ถึงได้ไม่เลิกยั่วโมโหเขาด้วยเรื่องที่ไม่ควรพูดในที่แจ้งเสียที!

"คุณกฤต..."

"อ้าว? ตี้! ต๊ายตาย! ไม่เจอกันตั้งนาน!!"

น้ำเสียงแหบห้าวของคนพูดขัดกับคำที่เลือกใช้อย่างสิ้นเชิง และด้วยระดับเสียงที่ไม่ได้เบาจึงยิ่งดึงดูดให้คนที่เดินผ่านหันมามองอย่างสนใจ ทว่ากฤตภาสกลับสัมผัสได้ว่าไหล่ของเด็กหนุ่มแข็งทื่อ เมื่อเขามองไปทางต้นเสียงก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินตรงมาหาทั้งสองด้วยใบหน้าที่ออกอาการ 'กระดี๊กระด๊า' อย่างไม่ปกปิด

ไม่สิ...หากจะเรียกคนที่กำลังเดินมาว่าชายหนุ่มก็คงไม่ถูกใจเจ้าตัวนัก เพราะจากท่าทางการเดินเหินและคำพูดที่ใช้ เขาก็พอจะอนุมานเพศสภาพของคนตรงหน้าได้ว่าเป็น 'สาว' อย่างไม่ต้องถามซ้ำเสียมากกว่า

"...พี่ป๊อก หวัดดีครับ"

ธีระใจหายวูบตั้งแต่ได้ยินเสียงอันแสนคุ้นเคย แต่จะแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินก็ไม่ได้เพราะถูกตะโกนเรียกซะดังขนาดนี้ เขาจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ ขณะหันไปยกมือไหว้ลูกพี่ลูกน้องอย่างเก้ๆ กังๆ

"ไม่ได้เจอกันตั้งหลายเดือนแน่ะ! ไปทำอะไรมาถึงผอมอย่างนี้ล่ะ? นี่พี่เพิ่งกลับบ้านไปเมื่อเดือนก่อนยังบอกแม่ของตี้อยู่เลยว่าพักนี้ไม่ค่อยได้เจอกัน ไม่แวะไปร้านพี่หน่อยเหรอ? ช่วงนี้เสื้อแบบที่ตี้ชอบเพิ่งมาลงเพียบเลยนะ"

ญาติผู้พี่ทักทายยาวเหยียดจนธีระไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ความอึ้งทำให้เขาลืมกระทั่งมือของกฤตภาสที่โอบอยู่บนไหล่ ฝ่ายญาติผู้พี่เห็นเขาไม่ตอบก็ไม่ได้เร่ง แต่นัยน์ตาเหลือบมองกฤตภาสที่ยืนเสียชิดเจ้าตัวแล้วก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม

"ตายละ จะไม่แนะนำคนที่มาด้วยกันหน่อยเหรอตี้"

คำถามและรอยยิ้มมีเลศนัยของอีกฝ่ายดึงสติของธีระกลับมา เขาเหลือบมองกฤตภาสซึ่งกำลังยิ้มมุมปากเหมือนได้ดูละครฉากสนุกแล้วก็รีบตัดบท

"คุณกฤต เป็นเจ้านายที่บริษัทที่ตี้ไปฝึกงาน แต่เดี๋ยวเราจะกลับกันแล้วล่ะ"

"อ้าว? งั้นแปลว่าเลิกกับพี่คนที่เคยพามาก่อนหน้านี้แล้วเหรอ? อุ๊บ!"

ญาติผู้พี่ยกมือขึ้นปิดปากเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าไม่ควรถาม แต่ธีระหน้าเผือดสีทันทีเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจงใจ เขากำมือแน่นจนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ แต่กลับถูกมือที่โอบไหล่รั้งเข้าหาตัวมากขึ้นพร้อมกับที่กฤตภาสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้ม

"ทำไมแนะนำแฟนว่าเป็นเจ้านายล่ะ เดี๋ยวกลับไปต้องทำโทษซะแล้วเด็กคนนี้"

ธีระเลิกคิ้วสูงขณะที่กฤตภาสก้มลงจูบหน้าผาก แต่ผู้สูงวัยกว่าทำเป็นไม่เห็นหน้าตาเหลอหลาของเขาขณะหันไปบอกลาญาติผู้พี่

"ขอโทษนะครับคุณป๊อก วันนี้ตี้เขาไม่ค่อยสบายแต่ก็ยังดื้ออยากจะมาเดินเล่น แต่ตอนนี้เห็นทีจะต้องพากลับไปนอนแล้ว ไว้วันหลังผมจะให้เขาพาไปเยี่ยมที่ร้านนะครับ"

"อุ๊ยตาย! ได้สิคะ! โถตี้เอ๊ย ไม่สบายก็ไม่บอก! งั้นรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวคุณกฤตคงช่วยดูแลเราอย่างดีเองล่ะ"

ญาติผู้พี่ทำหน้าเห็นใจพลางยื่นมือมาตบไหล่ธีระเบาๆ แต่นัยน์ตากลับส่งยิ้มเป็นประกายพราวให้กับกฤตภาสซึ่งยิ้มบางๆ ตอบ ร่างสูงใหญ่เดินโอบไหล่เด็กหนุ่มออกมาจากตรอกนั้น จนกระทั่งใกล้จะไปถึงรถที่จอดไว้ คนถูกโอบก็ปัดมือเขาออกแล้ววิ่งไปที่ต้นไม้ซึ่งอยู่ริมลานจอด ร่างเพรียวเอามือหนึ่งยันลำต้นเอาไว้ก่อนจะโก่งคออาเจียนอย่างรุนแรง

กฤตภาสรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วรั้งเอวธีระเพื่อไม่ให้หน้าทิ่ม มือใหญ่อีกข้างช่วยลูบหลังขณะที่เด็กหนุ่มทำท่าเหมือนยังขย้อนออกมาไม่หมด ทว่าอาจเพราะมื้อกลางวันนั้นแทบไม่ได้กินอะไรนอกจากชานม สิ่งที่อาเจียนออกมาจึงมีแต่ของเหลวและน้ำย่อยซึ่งเหม็นเปรี้ยวจนเขาแสบคอ

"ออกมาหมดหรือยัง?"

กฤตภาสถามพลางยกมือเสยผมบนหน้าผากซึ่งชื้นไปด้วยเหงื่อให้ เด็กหนุ่มจึงพยักหน้าด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อนขณะยึดแขนเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ไหล่บางยังคงสั่นเพราะความหน้ามืดและอ่อนเพลีย กฤตภาสจึงสบถเสียงเบาเพราะดูท่าทางอีกฝ่ายจะโดนพิษจากอากาศร้อนเล่นงานเข้าให้แล้ว

"กลับกันเลยก็แล้วกัน สภาพเธอเป็นแบบนี้คงเดินเที่ยวต่อไม่ไหวหรอก อีกเดี๋ยวตลาดก็จะวายแล้วด้วย"

"ไม่เอา...อย่าเพิ่งกลับ"

คนฟังเลิกคิ้ว ตั้งแต่เมื่อช่วงกลางวันเขาก็ได้ยินเด็กหนุ่มรบเร้าว่าจะกลับห้องๆ ท่าเดียว มาตอนนี้ที่อาการไม่สบายเด่นชัดขึ้น คนป่วยดันไม่อยากกลับไปพักผ่อนไปเสียฉิบ

"ถ้างั้นจะไปไหน? ถ้าหิวก็ไปหาข้าวเย็นกินกันก่อนก็ได้ เสร็จแล้วเธอจะได้กลับไปนอน"

หากธีระมีสติเต็มร้อย เขาคงฉุกคิดได้ว่าอีกฝ่ายไม่เอ่ยถึงเรื่องบนเตียงเลยสักคำตั้งแต่ได้เห็นเขาอาเจียน แต่เพราะไม่มีสติจะคิดวิเคราะห์อะไรในขณะนั้น เขาจึงส่ายหน้าพลางพยายามคิดถึงสถานที่อื่นที่อยากไปมากกว่าห้องของกฤตภาส ครู่หนึ่งก็กลืนน้ำลายเพื่อลดอาการแสบคอแล้วเอ่ยเสียงโหย

"ผมมีร้านที่อยากไป พาผมไปที่นั่นหน่อย"



++------++



บนม่านราตรีที่ห่มคลุมทุกสรรพสิ่งในยามดึกสงัด ดวงจันทร์ซึ่งลอยสูงได้ทอแสงละมุนตาลงบนกลีบเมฆที่ลอยกระจัดกระจายบนท้องฟ้า ที่หน้าประตูห้องของคอนโดมิเนียมหรูกลางใจเมือง คีย์การ์ดถูกหยิบออกมารูดในช่องอ่านสัญญาณก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิด จากนั้นกฤตภาสก็ย่อตัวลงช้อนร่างของเด็กหนุ่มที่เมาจนแทบยืนไม่อยู่แล้วพาเดินเข้าไปในห้อง

ความคุ้นเคยบวกกับแสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างทำให้เขาสามารถอุ้มธีระไปถึงห้องนอนโดยไม่ชนอะไร จนกระทั่งวางเด็กหนุ่มลงบนเตียงแล้ว ร่างสูงใหญ่ถึงค่อยหันไปเปิดโคมไฟซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ

"อืม...ขอโค้กกับโซดาเพิ่มด้วย...น้ำแข็งอีกถัง..."

เสียงเพ้ออ้อแอ้ทำให้กฤตภาสเอามือยีผมของธีระพลางยิ้มอย่างหน่ายๆ เขาเข้าใจผิดมาตลอดตั้งแต่พบกันว่าเด็กคนนี้คงเป็นพวกแพ้แอลกอฮอลล์ ที่ไหนได้ วันนี้เจ้าตัวผสมเหล้าดื่มเองจนแทบหมดกลมคนเดียวโดยไม่รับรู้เลยว่ามีคนเดินมาเมียงมองด้วยแววตาสนอกสนใจตั้งกี่ราย แต่ติดที่โดนเขาซึ่งนั่งคุมเชิงจิบวิสกี้อยู่ข้างๆ ทำตาดุใส่ จึงไม่มีใครหน้าไหนหาญกล้าพอจะเข้ามาชวนคุย

กฤตภาสเข้าห้องน้ำไปล้างมือล้างหน้าให้สดชื่นขึ้น จากนั้นก็เอาผ้าขนหนูที่ชุบน้ำจนหมาดเดินกลับไปเช็ดหน้าให้ธีระที่ยังเหม่อมองเพดานด้วยนัยน์ตาเลื่อนลอย

"ทำไมร้านไม่เปิดไฟล่ะ? แล้วพาผมมานอนบนเตียงทำไม? ผมไม่ไปหาหมอฟันนะ ไม่ได้ฟันผุซักหน่อย"

"เด็กบ้านี่ เพิ่งรู้นะว่าเวลาเธอเมาแล้วจะพูดจาไม่รู้เรื่องขนาดนี้"

กฤตภาสทั้งขำทั้งอ่อนใจ เขาจับเด็กหนุ่มยกแขนขึ้นเพื่อจะได้ถอดเสื้อให้ จากนั้นก็เช็ดคราบเหงื่อไคลจากการไปตะลอนข้างนอกมาทั้งวันเพราะรู้ว่าคืนนี้คงไม่มีหวังจะพาธีระไปอาบน้ำ เมื่อจัดการท่อนบนเสร็จแล้วก็เช็ดตัวท่อนล่าง จากนั้นก็เปิดตู้หาเสื้อยืดกับกางเกงบ็อกเซอร์มาให้เด็กหนุ่มใส่แทนชุดนอน

จะว่าไป...เขายังไม่เคยดูแลใครขนาดนี้มาก่อนเลยตั้งแต่เกิดมา ขนาดรูมเมทสมัยเรียนที่อังกฤษไปกินเหล้าเมาจนอ้วกรดตัวเอง เขาก็ปล่อยให้หมอนั่นนอนจมกองอ้วกอยู่หน้าประตูห้องยันเช้าเสียด้วยซ้ำ

ธีระมองเพดานด้วยความรู้สึกวิงเวียนราวกับโลกหมุนย้อนทิศทาง ร่างกายก็สั่นเพราะแอลกอฮอลล์ซึ่งไหลวนในกระแสเลือดอย่างเข้มข้น เขาสับสนจนแยกแยะไม่ได้ว่าสถานที่ที่ตัวเองนอนอยู่คือที่ไหน แสงไฟที่สลัวในห้องยิ่งทำให้มองภาพคนที่กำลังช่วยแต่งตัวให้ไม่ชัด ความทรงจำสุดท้ายของเขาคือขอร้องให้กฤตภาสพาไปร้านเหล้าที่ไม่ได้ไปมาหลายเดือนเพราะเครียดจนทนไม่ไหว แต่ทำไมตอนนี้คนที่อยู่ข้างกายถึงได้อ่อนโยนขนาดนี้ ลูบผมกับแก้มเขาได้อย่างอบอุ่นเช่นนี้ หรือว่าคนใจร้ายคนนั้นเรียกพี่รงค์ให้มาช่วยเพราะเบื่อที่จะนั่งดูเขามอมเหล้าตัวเองกัน

จริงด้วยสิ...คุณกฤตคงรู้จักพี่รงค์ก็เลยโทรไปเรียกมา... ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ เลย...

สมองของเด็กหนุ่มเบลอเพราะแอลกอฮอลล์จนไม่อาจไตร่ตรองว่าจินตนาการของตนไร้สาระเพียงใด เขาเพียงแต่หรี่ตามองคนที่นั่งบังแสงจากโคมไฟ จากนั้นก็ยกมือขึ้นทาบบนมือใหญ่ที่กำลังวางอยู่บนแก้ม

มือที่ทั้งใหญ่แล้วก็อบอุ่นขนาดนี้...ไม่มีทางเป็นคนอื่นนอกจากพี่รงค์ได้แน่ๆ...

"พี่รงค์...พี่รงค์มาหาตี้เหรอ?"

กฤตภาสชะงักการเคลื่อนไหวทันที คิ้วดกหนาขมวดมุ่นเมื่อเห็นคนที่นอนอยู่มองเขาด้วยนัยน์ตาเชื่อมปรอยและริมฝีปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้ม แต่ก็ไม่ได้ชักมือหนีขณะที่เด็กหนุ่มยังคงเพ้อต่อ

"วันก่อน...ตี้เห็นผู้ชายคนนั้นด้วยล่ะ แฟนของพี่รงค์...ตอนแรกตี้นึกว่าเขานอกใจพี่รงค์...แต่ว่าไม่ใช่ ตี้เข้าใจผิดไปเอง...พี่รงค์...ตี้จะเป็นน้องชายที่ดีให้พี่รงค์ก็ยังเป็นไม่ได้เลย...พี่รงค์อย่าเกลียดตี้เลยนะ ตี้ขอโทษ...ตี้จะไม่แช่งให้พี่รงค์เลิกกับเขาอีกแล้ว...อย่าเกลียดตี้นะ..."

เด็กหนุ่มเริ่มพร่ำเพ้ออย่างไม่ได้สติขณะยื่นมือขึ้นลูบหน้าของกฤตภาส โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่ายิ่งเขาเอ่ยชื่อของชายอื่นมากเท่าไหร่ก็ยิ่งกระพือไฟในอกคนฟัง แต่แล้วหยาดน้ำที่รินไหลจากหางตาทั้งสองข้างก็สะกดให้กฤตภาสนั่งนิ่ง เขามองคนที่พยายามตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นนั่งทั้งที่แค่จะพยุงตัวให้ตรงยังทำไม่ได้ และปล่อยให้ร่างนั้นโน้มคอเขาลงไปกอดขณะกระซิบเสียงสั่นเครือชิดริมหู

"อย่าเกลียดตี้นะ...ฮึก...ตี้จะยอมเป็นแค่น้องชายก็ได้...แต่ขอร้องล่ะ อย่าเกลียดตี้..."

หยาดน้ำตาซึมลงบนต้นคอของกฤตภาส แต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกราวกับผิวแสบร้อนดั่งถูกไฟลวก ธีระกอดคอเขาแน่นพลางไถแก้มไปมาอยู่บนแผ่นอกราวกับเด็กน้อยที่อ้อนวอนการให้อภัย ท่าทางน่าสงสารทำให้คนที่ตอนแรกนึกอยากจับเด็กหนุ่มเขย่าให้หายเมาก่อนจะบอกว่าเขาไม่ใช่พี่รงค์อะไรนั่นต้องหยุดความคิดไว้ และสุดท้ายก็เพียงแต่สอดแขนโอบรอบเอวผอมแล้วลูบร่างที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติอย่างปลอบโยน

คนแบบไหนกันที่ทำให้เด็กคนนี้ฝังใจถึงขนาดนี้ได้...แล้วเด็กคนนี้เก็บเรื่องพวกนี้ไว้คนเดียวมานานแค่ไหนแล้ว...

ธีระรัดแขนรอบคอเขาแน่นขึ้นพร้อมกับส่งเสียงสะอื้นอยู่ในอ้อมกอด จนกระทั่งครู่ใหญ่ผ่านไป เสียงสะอื้นไห้และอาการสั่นเทาจึงค่อยๆ สงบลง เช่นเดียวกับแขนที่ตกลงข้างตัวซึ่งเป็นสัญญาณว่าเด็กหนุ่มผล็อยหลับ

กฤตภาสยังคงกอดธีระไม่ปล่อยจนกระทั่งแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่รู้สึกตัวแน่นอน เขาจึงค่อยจับร่างในอ้อมแขนให้เอนลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เอาผ้าขนหนูที่ยังชื้นช่วยเช็ดคราบน้ำตาและน้ำมูกให้ และช่วยเสยผมที่ชื้นเหงื่อจนแนบติดหน้าผากออกขณะมองแพขนตาที่ปิดสนิท

เธอยังโชคดีที่ตอนนี้ฉันอารมณ์ดี ไม่งั้นฉันปลุกขึ้นมาถามแน่ว่าไอ้พี่รงค์ที่พร่ำเพ้อหานักหนานี่มันใครกัน

กฤตภาสคิดพลางเอนตัวลงนอนตะแคงข้างๆ และชันศอกข้างหนึ่งขึ้น ร่างของเด็กหนุ่มกระตุกและคิ้วขมวดราวกับกำลังฝันร้าย เขาจึงใช้มืออีกข้างลูบหลังเบาๆ จนกระทั่งเห็นว่าเรียวคิ้วได้รูปเริ่มผ่อนคลายลง แต่ก็ไม่หยุดมือที่ลูบแผ่นหลังและเพ่งมองใบหน้าอ่อนเยาว์อย่างตั้งใจเป็นครั้งแรก

ธีระจัดได้ว่าเป็นคนหน้าตาน่ารักชนิดที่สาวๆ เห็นก็คงชอบ หนุ่มๆ หลายคนเห็นก็คงสนใจ แต่กฤตภาสผ่านคนที่รูปลักษณ์สะดุดตากว่านี้มามากเพราะสายงานที่ทำ ดังนั้นสำหรับเขาแล้วสิ่งที่ดึงดูดเกี่ยวกับธีระหลังได้รู้จักกันมากขึ้นจึงแทบจะไม่เกี่ยวกับหน้าตา แต่เป็นบุคลิกที่สุภาพอ่อนน้อมแต่ก็ดื้อ และแววตาที่บ่งบอกว่าต่อต้านเขาแม้แต่เวลาที่ร่างอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนจนชวนให้อยากปราบพยศต่างหาก

ที่ผ่านมากฤตภาสมีโอกาสหลายครั้งที่จะได้เห็นธีระในยามหลับไหล แต่กลับไม่เคยสังเกตเลยว่าเด็กหนุ่มมักขมวดคิ้วอยู่เสมอแม้อยู่ในห้วงนิทรา

"ฉันไม่ใช่พี่รงค์อะไรนั่น ดังนั้นตำแหน่งพี่ชายเธอคงต้องไปขอกับหมอนั่นเอาเอง แต่ถ้าจะขอร้องว่าไม่ให้เกลียดล่ะก็...เรื่องแค่นั้นฉันทำให้ได้"

ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะก้มลงจรดริมฝีปากบนเนินหน้าผากเกลี้ยงเกลา เขาลูบแผ่นหลังผอมบางอีกครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นแล้วดึงผ้าห่มให้ถึงไหล่ของธีระ จากนั้นก็หันไปถอดเสื้อผ้าก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำ กระแสน้ำเย็นที่หลั่งรินจากฝักบัวลงบนกล้ามเนื้อหาได้ช่วยดับความรุ่มร้อนที่รวมตัวกันแน่นอยู่ในอก และเขาไม่ชอบความรู้สึกอึดอัดดุจน้ำท่วมปอดเช่นนี้เลยแม้แต่นิดเดียว

เพิ่งจะเมื่อคืนที่ผ่านมา ธีระทำให้เขาแปลกใจกับท่าทีที่เป็นฝ่ายโอนอ่อนเข้าหาอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ไม่น่าเชื่อว่าถัดมาอีกเพียงคืนเดียว กฤตภาสจะรู้สึกราวกับอะไรบางอย่างในตัวก็กำลังถูกมือที่มองไม่เห็นสั่นคลอนเช่นกัน แต่ว่าสำหรับคนอย่างเขา...โลกคงต้องถล่มไปก่อนนั่นแหละถึงค่อยมานั่งคิดว่าความอึดอัดใจนี้มีสาเหตุจากอะไร



++---TBC---++



A/N: ไม่รู้ตอนนี้ช่วยให้ตากฤตกู้คะแนนคืนได้บ้างไหมนะคะ (เกรงว่าคงติดลบจนกู่ไม่กลับซะมากกว่า) น้องตี้ยังคงรับบทหนักเสมอต้นเสมอปลาย แต่เหมือนตอนนี้ทิศทางลมจะเปลี่ยนไป เราอาจเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงระหว่างคู่นี้มากขึ้น แต่ด้วยความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของตากฤต คนเขียนเลยไม่กล้ารับประกันค่ะว่าความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้จะดีหรือร้าย หุหุหุ




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2556    
Last Update : 26 ตุลาคม 2556 16:58:59 น.
Counter : 1237 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 27 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.