โรงเรียนประถมสมัยก่อน สอนบ้าอะไรกันวะ ครูมันเป็นอะไรกัน
ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปสิ่งต่างๆ ในโลกย่อมเปลี่ยนแปลงตามโดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยทำให้เราสามารถเปรียบเทียบสิ่งที่เรารับรู้มากับคนอื่นได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น พอมาดูเรื่องราวที่เราเจอมามันก็ตลกดี เรื่องราวเลวร้ายในสมัยก่อนใช่ว่ามันจะเกิดกับเราคนเดียว มันเกิดกับทุกคน ที่น่าตกใจคือเรื่องราวเหล่านี้มันเกิดขึ้นสมัยเราอยู่ประถม ผมบังเอิญไปเจอไดอารี่ของโรงเรียนมันมีรูปพวกครูเลยนึกขึ้นได้ว่า ครูบางคนมันก็ทำระยำตำบอนไว้ไม่น้อยเหมือนกัน ยังไม่รวมถึงพวกบทเรียนพิศดารที่นึกขึ้นได้ พอนึกขึ้นได้ต้องร้องอุทานเลยว่า พระเจ้า!! สมัยก่อนเราเรียนห่าอะไรเนี่ยะ




"ลูกเสือสมัยก่อนเราเรียนรู้มาผิดๆ ตลอด"




งูกัดต้องขันชะเนาะ
เป็นเรื่องที่น่าจะถือว่าบ้าบอที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยเรียนมา การปฐมพยาบาลในวิชาลูกเสือ เน้นเรื่องงูกัดมาก ต้องดูดพิษออกใช้เชือด, ผ้า รัดเหนือแผลแล้วขันชะเนาะ พอมายุคนี้ต้องร้องเชี้ยยยยยยย ดังมาก เราเรียนอะไรไป!! เนื่องจากการทำแบบนั้นส่งผลให้เกิดเนื้อเน่าตายได้ ไม่รู้ตัดแขนตัดขาไปกี่คนแล้วเพราะขันชะเนาะจนเนื้อตาย แถมดูดพิษแบบนั้นเสี่ยงต่อการติดเชื้อด้วย สิ่งที่ควรทำคือ ควรรีบมาโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด และขยับส่วนที่ถูกกัดให้น้อยที่สุดก็เท่านั้น

สุดท้าย เมื่อมองมาที่สภาพสังคมโดยรวมไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน วิชาลูกเสือมันมีความสำคัญขนาดนั้นเลยหรือไม่เมื่อต้องเทียบกับรายจ่ายที่ผู้ปกครองต้องจ่ายไป โดยแลกกับความรู้ที่ผิด และไม่สามารถใช้งานได้จริง อย่างกรณีหลงป่าแล้วพยายามหาทางออกเอง ซึ่งในความเป็นจริงสิ่งที่ควรทำ คือพยายามหาทางส่งข้อความขอช่วยเหลือ (เช่นจุดไฟ ทำสัญลักษณ์ SOS) แล้วรอเจ้าหน้าที่ตามหา หรือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในความเป็นจริงก็ตรงข้ามกับที่เรียนมา เจ้าหน้าที่บอกไม่ควรเคลื่อนย้ายหากไม่จำเป็น



แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ไม่มีประโยชน์
อันนี้ผมโคตรแปลกใจเลยที่ครูสอนมาแบบนี้ หรือผลไม้ถ้าเสียให้ทิ้งไปทั้งลูกเลย ในส่วนแรกผมเดาว่าน่าจะเกิดมาจากการที่ครูไม่มีปัญญาซื้อแอปเปิ้ลทาน ต้องเข้าใจบริบทในส่วนนี้ก่อนว่า สมัยนั้นแอปเปิ้ลถือเป็นผลไม้ที่หาซื้อยาก และราคาแพง ต้องนำเข้าเพราะในประเทศไทยไม่สามารถผลิตเองได้ แถมราคาสูงถึง 15.- บาท/ผล ซึ่งแพงกว่าข้าวราดแกงที่ราคาแค่ 10.- บาทเท่านั้น นี่อาจเข้าสำนวนที่ว่าองุ่นเปรี้ยวก็เป็นได้ ครูไม่มีปัญญาซื้อกินเลยแกล้งพูดแบบนั้น

ในส่วนของผลไม้เสียควรทิ้งทั้งผล ข้อนี้ผมรู้สึกเห็นด้วยว่าควรทำแบบนั้นถ้าเรามีเงินเหลือกินเหลือใช้ แต่ทว่าในสภาพความเป็นจริงไม่มีใครทำหรอกครับ แม้แต่ในห้างสรรพสินค้าเราก็ยังเห็น "ผลไม้ตัดแต่ง" ตรงไหนเสียก็หันตรงนั้นทิ้งก็เท่านั้น หรือคุณจะเข้าไปในตลาดก็ได้ มีขายแบบนั้นเหมือนกัน ตัดแบ่งขายแล้วเอาแรปใสห่ออาหารห่อ ประเด็นสำคัญคือคุณมีเงินมากพอที่จะทำแบบนั้นหรือไม่? นี่เป็นประเด็นคำถามใหญ่สุดแล้วที่ต้องคิด นอกเสียจากว่าคุณมีงบซื้อผักผลไม้สัก 11 ล้านบาท อย่างนั้นจะทิ้งก็ทิ้งไปเถอะ



ด่าว่าโง่
อันนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก คุณไม่สามารถทำให้เด็กฉลาดได้จากการที่ด่าว่าเขาว่าโง่ ด่าว่าโง่แล้วเด็กจะฉลาดขึ้นมั้ย? ก็ไม่ ในเมื่อทราบแล้วทำไปทำไม เป็นไปได้ว่าครูคนนั้นไม่ทราบว่าการด่าเด็กว่าโง่ไม่สามารถทำให้เด็กฉลาดได้ ที่น่าสนใจกว่าถ้าหากฉลาดแล้วจะมาเรียนทำไมให้เปลืองเงิน

คำศัพท์ภาษาต่างประเทศบางคำความหมายเหมือนกัน แต่มันก็ต่างกัน มีทุกภาษาครับ แม้แต่ภาษาไทยก็เป็นแบบนั้น fireman, fire fighter, fire officer แน่นอนว่าความหมายมันไม่ตรงเป๊ะแบบเหมือนกัน 100% หรอก มันมีความแตกต่าง ก็อธิบายให้เด็กมันเข้าใจสิครับ ไม่ใช่พอเด็กตอบไม่ตรงกับที่ตัวเองรู้มาก็สรุปทันทีว่าโง่ แถมพูดเชิงดูถูกในคำศัพท์ที่เด็กพูดออกมา ครูประถมที่เคยเจอส่วนมากโลกแคบนะ บอกตรงๆ เลย แบบนี้เยอะ




"การ์ตูนความรู้เล่มนี้แหละ ที่ทำให้ผมสนใจเรื่องอวกาศ"




ดวงอาทิตย์เล็กกว่าโลก
ตั้งแต่เล็กๆ พ่อผมซื้อ หนังสือการ์ตูนความรู้ ของซีเอ็ดมาให้อ่าน มันอ่านสนุกนะเป็นปกแข็ง (เสียดายโดนปลวกกินไปหมดแล้ว) เล่มที่ผมชอบคือ ความลับในเอกภพ โลกของสุนัข บ้านผมซื้อไม่ครบหรอกแต่สองเล่มนี้เป็นสองเล่มที่อยู่ในความทรงจำ

ผมจำได้ว่าสักช่วง ป.3 เคยเถียงกับเพื่อนเรื่องดวงอาทิตย์ใหญ่กว่าโลก แต่เพื่อนมันดันบอกโลกใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ พร้อมท้าให้ไปถามครู เราก็มั่นใจเพราะเราเคยอ่านหนังสือมาหลายเล่ม ปรากฎว่าครูมันด่าเราโง่แล้วบอกว่า "โลกใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ ลองมองดวงอาทิตย์สิว่ามันเล็กแค่ไหน ไม่งั้นเราจะมองเห็นดวงอาทิตย์ทั้งดวงได้ไงถ้ามันใหญ่กว่าโลก" ตอนนั้นผมคิดในใจนะว่า "ถ้าพูดแบบนี้รถประจำทางก็เล็กกว่าตัวเราสินะ ไม่งั้นเราจะเห็นทั้งคันได้ไง" แต่เราตอบโต้ไม่ได้ครับ ขึ้นชื่อว่าครูมันมีพลังบางอย่างที่กดเราไว้ แต่พอนึกย้อนหลังกลับไปก็ได้แต่หัวเราะ ว่าครูคนนั้นมันไม่ไหวจริงๆ แม้แต่เรื่องพื้นฐานแค่นี้ก็ไม่ทราบ



มัดโต๊ะรวมกลุ่ม
เรื่องนี้โคตรบ้าเลยครับ ผมพยายามทำความเข้าใจครูสองคนนี้ด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน ครูหวัง (ชาย) สั่งให้นักเรียนนั่งโดยเอาโต๊ะหันรวมกันเป็นกลุ่ม จัดกลุ่มคละชายหญิงกันเบ็ดเสร็จ แต่ทว่าครูรัตน์ (หญิง) ไม่ยอมและต้องการให้นักเรียนนั่งแบบเดิม (ธรรมดาทั่วไป) ปัญหามันจึงเกิด สิ่งที่นักเรียนอย่างเราในสมัยนั้นทำได้ก็มีแค่ชั่วโมงไหนครูไม่ซีเรียสจัดโต๊ะแบบไหนอยู่แล้วก็จะปล่อยไป แต่ถ้าถึงชั่วโมงของครูประสาทแดกทั้งสองก็จัดโต๊ะตามแบบที่ครูประสาทแดกทั้งสองต้องการ เราทำได้แค่นั้น

ผมคาดว่าครูหวังอาจเคยดูสารคดีของต่างประเทศเลยคิดที่จะเอาแนวคิดนี้มาใช้ แต่ถ้าคุณคิดจะเอามาใช้คุณควรคุยกับครูด้วยกันเอง รวมไปถึงผู้อำนวยการโรงเรียนก่อนเพื่อหาข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร ไม่ใช่ดำเนินการเองแบบนี้ แล้วมันประสาทแดกถึงขั้นลงทุนซื้อลวดแล้วให้นักเรียนมัดโต๊ะด้วยลวด แล้วคนที่ซวยก็คือนักเรียนเพราะมันทำให้เกิดปัญหาต่อมา



โต๊ะไม่ตรง
สืบเนื่องจากปัญหาข้อที่ผ่านมา มันเลยเกิดปัญหาโต๊ะไม่ตรงโต๊ะเบี้ยว แล้วก็ต้องมานั่งจัดโต๊ะไปมา กว่าจะได้เรียน เครียดเหี้ยอะไรเรื่องแค่นี้ เอาเวลามาสอนให้เต็มคาบเรียนดีกว่ามั้ย ห่าเหวนรกแตกมาก โต๊ะเบี้ยวมันทำให้ครูประสาทแดกได้ขนาดนี้เลยหรือ




"เข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต จะซื้ออะไรดี"



ถามราคา หมู ไก่ น้ำมัน ซีอิ๊ว เพื่ออะไร?
ในส่วนนี้ผมข้องใจไม่น้อย ครูจะถามราคาสินค้าพวกนี้ไปทำไม คำตอบที่ได้รับคือ เพื่อเป็นการสำรวจดูว่านักเรียนช่วยเหลือพ่อแม่ซื้อของหรือไม่? เด็กมันจะช่วยหรือไม่ก็เรื่องของมันครับ อันที่จริงแนวคิดนี้ดีนะ แต่มันใช้ไม่ได้ทุกครอบครัวหรอก

ผมเคยโดนครูว่า ทำไมไม่เคยช่วยพ่อแม่ซื้อของ (เพราะไม่รู้ราคาของ) ผมต้องยอมรับว่าไม่เคยช่วยพ่อแม่ซื้อ เพราะปกติแล้วที่บ้านวางแผนการซื้อสินค้าเป็นอย่างดี หากมีของลดราคาจะมีการซื้อมากเป็นพิเศษ ที่สำคัญมีสต็อกพวกเครื่องปรุงไว้ และมีการตรวจเช็คตลอดเพื่อไม่ให้ขาด ขนาดก๊าซหุงต้มที่บ้านผมยังสำรองไว้ 1 ถังเลย ที่บ้านผมทำแบบนี้ตลอด ดังนั้นผมจึงไม่เคยเดินไปซื้อของพวกนี้เองเลย จะไปด้วยก็คือไปซื้อของด้วยกันในซุปเปอร์มาเก็ตก็เท่านั้น ต้องชื่นชมพ่อแม่เรานะว่าวางแผนมาดี และมันทำให้เรามีนิสัยแบบนี้ตอนไปเรียนที่จีน ซึ่งส่งผลให้เราประหยัดได้มาก

มันก็ตลกดีครับในบริบทที่ครูไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเลยเกี่ยวกับครอบครัวหนึ่งๆ ของนักเรียนเลย แต่กลับใช้บรรทัดฐานของตัวเองมาตัดสินครอบครัวของคนอื่น อย่างที่บอกจะว่าผมไม่เคยช่วยซื้อของผมก็ยอมรับ ด้วยอายุแค่นั้นพ่อแม่เราก็กลัวเราโดนหลอกแหละ ที่สำคัญผมไม่ค่อยได้ซื้อของตามร้านขายของชำด้วยล่ะครับ ก็ที่บ้านผมรอบคอบนี่ มันก็ช่วยไม่ได้




"ดอกเข็มที่แสดงถึงปัญญาอันเฉียบแหลม ไหว้ครูผมมักจะใช้ดอกเข็ม เพราะมันหาง่ายสุด"





พิธีไหว้
เรื่องนี้ผมถือว่าบ้าบอที่สุดอีกเรื่อง ในการไหว้ครูสิ่งที่นักเรียนจะต้องเตรียมไปคือ ธูป เทียน ดอกไม้ ซึ่งประเด็นหลักมันอยู่ที่ดอกไม้นี่แหละ ดอกไม้ที่กำหนดให้ใช้ในวันไหว้ครูมีดังนี้ (จะใช้ดอกอะไรก็ได้)

1. ดอกเข็ม ที่เป็นตัวแทนของสติปัญญาอันแหลมคม
2. ดอกมะเขือ แทนความอ่อนน้อมถ่อมตน
3. หญ้าแพรก แทนสติปัญญาที่เจริญงอกงาม
4. ข้าวตอก แทนความรู้ที่แตกฉานอย่างเป็นระเบียบ

แต่ทว่าเมื่อนักเรียนไปไหว้ครู และมอบดอกไม้ให้ ครูกลับโยนดอกไม้ทั้ง 4 ชนิดที่กล่าวมาทิ้ง และเลือกที่จะเก็บดอกกุหลาบไว้ คำถามมันก็อยู่ตรงนี้ล่ะว่าทำไมครูถึงทำแบบนี้? ถ้าครูทำแบบนี้แล้วเราจะกำหนดดอกไม้ไว้ทำไม? ใช้ดอกอะไรก็ได้ไปเลยไม่ดีกว่าหรือ จะได้ไม่ลำบากผู้ปกครองด้วย ผมเปิดกว้างเรื่องนี้นะให้ครูเลือกได้เลยว่าจะเอายังไง แต่มันไม่สำคัญหรอก มันสำคัญที่นักเรียนอยากทำมั้ยมากกว่า




เพลงพระคุณที่สาม แท้จริงแล้วสอนให้ อกตัญญูพ่อแม่?
ประเด็นนี้ผมไม่เคยคิดมาก่อนจนกระทั่งมีคนมาตั้งคำถามถกเถียง และวิเคราะห์เพลงนี้ในเฟสบุ๊ค โดยรวมเนื้อเพลงนี้ถ้าไม่คิดอะไรมันก็ฟังดูดีครับ แต่พอมาถึงวรรคสุดท้ายที่ร้องว่า "บุญเคยทำมาตั้งแต่ปางใด เรายกให้ท่าน" ยกบุญให้ครูทั้งหมด? ทั้งที่ครูบางคนเหยียดหยามเรา ด่าพ่อแม่เรา? การทำแบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าอกตัญญูแล้วจะให้เรียกว่าอะไร

เราต้องไม่ลืมว่า พ่อแม่ที่เป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรา ต่อให้เราเป็นลูกเลี้ยงพวกท่านก็ทำหน้าที่ในส่วนหลัง ส่งเสียเราให้มีโอกาสได้ร่ำเรียน ถ้าหากว่าบุญมันยกให้กันได้ 1ea 2ea การที่เรายกบุญให้คนที่เหยียดหยามผู้มีพระคุณต่อเรา แทนที่จะยกให้คนที่มีบุญคุณต่อเรา มันสมควรแล้วหรือ? ถ้าเราไม่มีเงินเราจะสามารถเข้าไปเรียนได้หรือไม่? ถ้าคำตอบคือได้ อันนั้นล่ะถึงจะเรียกว่ามีบุญคุณอย่างแท้จริง แต่ถ้าได้รับสิ่งตอบแทนอันนี้ไม่น่าจะใช่แล้ว




พ่อไม่ไม่สั่งสอน
คือสมัยประถมผมเจอครูด่ากราด ด่าแบบเหมารวมแบบนี้บ่อยมากนะว่า "พ่อแม่ไม่สั่งสอน" บางเรื่องก็ต้องยอมรับนะว่าพ่อแม่เราก็ไม่เคยเตือนเราจริง แต่ที่แน่ๆ พ่อแม่ผมไม่เคยสอนให้ด่าพ่อแม่คนอื่นครับ คนอื่นจะเป็นอย่างไรถ้าจะด่า ด่าที่ตัวบุคคล อย่าไปด่าบุพการี นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ผมสอนมา




บ้าอำนาจเข้าขั้น
สิ่งที่น่ารังเกียจมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ ครูประถมบางคนมันบ้าอำนาจถึงขั้นพยายามสร้างอำนาจที่ไม่มี กำหนดกฎเกณฑ์อะไรก็ได้ สมัยประถมโรงเรียนที่ผมเรียนไม่ซีเรียสเรื่องทรงผม จะตัดอย่างไรก็ได้ ไว้ผมรองทรงได้ แต่มีครูที่ชื่อบรรเรศ (อันที่จริงไม่อยากเอ่ยชื่อหรอก แต่ไอ้เหี้ยนี่ผมรับไม่ได้ที่สุดแล้ว) ออกกฎบังคับให้ทุกคนชั้นป.5 ต้องตัดทรงนักเรียน แต่ไอ้บ้านี่ฉลาดอย่างหนึ่งตรงที่มันไม่กล้าที่จะเอากรรไกรมาไล่ตัดผมนักเรียน แต่ใช้วิธีไซโคนักเรียนทุกวัน ทุกครั้งที่เจอจนต้องยอม แน่นอนแหละผลที่ตามมามันกระทบเยอะ สุดท้ายไอ้เหี้ยบรรเรศก็หายไปจากโรงเรียน ผมคาดว่ามันน่าจะโดนไล่ออก แต่ทางผู้อำนวยการคงไม่อยากไล่ออกกลางเทอม เราเลยยังต้องเห็นหน้ามันไปจนจบเทอม เพราะปีต่อมามันก็ไม่อยู่แล้ว (น่าจะมีคนไปบอกผู้ปกครองแล้วผู้ปกครองเล่นแม่ง)

มาดูครูอีกคน ไอ้หมอนี่ชื่อสมบัติ สอน กพอ. ผมจำได้เลยไอ้เหี้ยนี่สอนๆ อยู่ ก็เรียกนักเรียนหลายคนออกมาหน้าห้อง แล้วเอากรรไกรไล่ตัดผมนักเรียน อ้างว่าผมยาวเจตนาอะไรมิอาจทราบได้ เนื่องจากโรงเรียนที่เรียนสามารถไว้ผมได้ นักเรียนก็กระเจิงสิครับ วิ่งหนีกัน มีคนที่ยอมโดนตัดก็โดนไปหลายฉับผมแหว่งไป ยังไม่รวมถึงพฤติกรรมเขวี้ยงของลงพื้น ซึ่งถึง ณ ปัจจุบันผมก็ไม่เข้าใจว่าเขาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร





"ไอ้สัตว์เมื่อวานเมียไม่ให้กูเข้าบ้าน กูขอระบายหน่อย"





บูลลี่นักเรียน
เป็นเรื่องน่าขำแต่ขำไม่ออกที่ครูประถมนี่แหละเป็นต้นเหตุแห่งการบูลลี่ "ไอ้เตี้ย" "ไอ้แว่น" "ไอ้บอด" เนี่ยะ คำแบบเนี่ยะที่หลุดออกมาจากปากครู คำพูดแบบนี้มันเหมือนประกาศิตในการอนุญาตว่าพูดแบบนี้ได้ ต้นเหตุของการบูลลี่กันเองของนักเรียนหลายครั้งมันก็มาจากครูนี่แหละ

ไม่ใช่แค่วาจาการกระทำก็เช่นกัน ไอ้บรรเรศอีกแล้ว ให้นักเรียนที่ตัวสูงที่สุดในห้อง กับนักเรียนที่ตัวเล็กที่สุดในห้องออกมาหน้าชั้นแล้วให้ทำท่าชกกัน แน่นอนแหละคนที่ตัวสูงมันแขนยาวมันยันคนที่ตัวเล็กได้ แต่คนที่ตัวเล็กมันทำท่าชกไม่ถึงหรอก แล้วมันก็พูดว่า "แล้วจะต่อยกันได้มั้ย" สร้างความเฮฮาในห้อง แล้วมันก็ชอบเรียกให้คู่นี่ออกมาทำบ่อยด้วย ผมเห็นเพื่อนสองคนนี้ไม่ได้รู้สึกสนุกไปด้วยหรอก กลับกันผมเองรู้สึกไม่ดี เพราะเราก็ตัวไม่ใหญ่


มีเคสหนึ่งของไอ้ครูหวัง เพื่อนผมมันกระเป๋านักเรียนสีดำแต่กระเป๋ามันต่างจากของคนอื่น คือเป็นซิปรูดเปิดปิดจากด้านบน ในขณะที่คนอื่นเป็นกระเป๋านักเรียนทั่วไป มันก็บูลลี่เลยว่า "ไม่มีใครเขาใช้กันหรอก ปัญญาอ่อน ขึ้นมัธยมก็ไม่มีใครใช้กระเป๋าแบบเธอ" แต่เพื่อนผมมันก็ทนนะ โดนบูลลี่แบบทุกชั่วโมงที่เรียนกับมัน ก็ยังทน แต่จากประสบการณ์ของผมพอขึ้นเรียนระดับชั้นมัธยม ใช้กระเป๋าเป้ครับ จะล้อมั้ยว่าปัญญาอ่อนเหมือนเด็กอนุบาล เกินเยียวยาจริงๆ น่ะแหละสำหรับไอ้หวัง




ตีเหมาหมู่
เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นความทรงจำที่เหี้ยที่สุดแล้วในสมัยประถม มีครูจำนวนไม่น้อยที่ชอบตีทั้งห้องทั้งที่เราไม่ได้ทำผิดอะไร ในห้องคุยกันเสียงดังเลยต้องตีทั้งห้อง มันไม่ถูกต้องหรอกที่คนทำผิดไม่กี่คน แล้วทุกคนจะต้องมารับผิดด้วย ครูบางคนก็อ้างแบบถูสีข้างถลอกว่า "เพื่อนไม่เตือนเพื่อนเลยต้องโดนลงโทษไปด้วย" โถ เจ้าครูตัวน้อย พ่อแม่มันยังไม่ฟังเลย แล้วเราเป็นแค่เพื่อนมันจะฟังมั้ย?

เคยมีอดีตนายกคนหนึ่ง เขาพูดว่า "ตกลงวันนี้เราจะสร้างวัฒนธรรมให้คนที่ทำตามกติกา ต้องยอมพ่ายแพ้คนที่ไม่ทำตามกติกา เราจะยอมแบบนั้นมั้ยล่ะ?" ผมว่าเขาพูดผิด สิ่งนี้มันเป็นวัฒนธรรมของไทยมานานแล้ว ดูได้จากรากฐานการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถม คนที่ไม่ได้ทำผิดอะไรต้องมาโดนลงโทษ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แย่มากๆ เราไม่ควรมีวัฒนธรรมที่เลวร้ายแบบนี้

ไม่เว้นแม้แต่กรณีรอยแดงที่มือ มันมีเคสหนึ่งที่นักเรียนเอาตราปั้มมาปั้มมือเล่น คนที่เล่นสมควรโดนลงโทษ แต่มันมีคนที่ไหว้พระแล้วสีที่ใช้ย้อมธูปติดมือเป็นรอยแดงเพราะมือเปียกน้ำ สีของก้านธูปมันเลยติดที่มือ แต่ครูมันมักง่ายไง เห็นสีแดงๆ ปุ๊บตีทันทีไม่ฟังอะไรที่นักเรียนจะพูดเลย





"ถอดรองเท้าทุกคนยกเว้นครู แล้วก็จบที่รองเท้าหาย" ภาพจาก- ที่นี่





นักเรียนต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าห้อง
ประเด็นนี้ผมเคยคิดมาตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ชั้นประถมแล้วว่า ทำไมนักเรียนต้องถอดร้องเท้าก่อนเข้าห้องเรียน ในขณะที่ครูใส่รองเท้าเข้าห้องเรียนได้ คำตอบที่น่าสนใจคือ พื้นห้องจะได้ไม่สกปรก แต่ทว่ารองเท้าครูก็อาจสกปรกได้ แล้วใส่เข้าห้องห้องมันก็ย่อมสกปรก มันไม่สมเหตุสมผลเลย ในตอนนั้นเราก็ไม่สามารถตอบโต้อะไรกับครูได้ เราจะสอนเด็กยังไงในเมื่อผู้ใหญ่ไม่ทำตัวเป็นแบบอย่างให้เด็กดู และเรื่องสนุกอีกเรื่องที่ตามมาจากการถอดรองเท้าคือ รองเท้าหาย แล้วก็ปล่อยให้เกิดเรื่องซ้ำซากเรื่อยๆ โดยไม่คิดหาทางแก้ไข




กินข้าวพร้อมกัน + สวดบ้าบอก่อนกินข้าว
ขอบพระคุณ บลาๆๆ หรือแม้แต่ ข้าวทุกจานอาหารทุกอย่าง เป็นของมีค่า บลาๆๆ มันอะไรนักหนาที่ทุกคนจะต้องมาสวดพร้อมกัน แถมสวดเสียงไม่ดัง หรือไม่พร้อมกันต้องสวดใหม่จนกว่าครูจะพอใจอีก ให้มานั่งสวดแบบนี้มันไม่ได้ทำให้เด็กรู้สึกว่าอาหารมีค่าห่าเหวหรอก ผมเห็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองกินข้าวเหลือประจำ ผู้ใหญ่บางคนข้าวมื้อละเป็นหมื่น มันสงสารเด็กตาดำๆ มั้ยล่ะ? เท่านั้นยังไม่พอเวลาทานข้าวควรจะเป็นเวลาที่ได้ผ่อนคลาย ถ้าหากมีการพูดคุยกันเสียงดังหน่อย จะโดนสั่งให้ลุกออกไปยืนตากแดดเกือบครึ่งชั่วโมง สมัยนั้นอุญหภูมิ 30 องศาเซลเซียสก็ถือว่าร้อนแล้ว บางครั้งยังมีเด็กเป็นลม ผมคิดเล่นๆ ว่ายุคปัจจุบันถ้ามีครูโง่ที่ทำแบบนั้น นักเรียนได้เป็นฮีทสโตรกล้มพับกัน พวกเขาจะทำอย่างไร มีสิทธิ์ตายได้เลย แล้วก็คงจะจบด้วยคำว่า "รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ครูทำเพราะรัก" ไปแสดงความรักแบบนั้นกับพ่อแม่คุณเถอะ

การสอนแบบโง่ๆ ที่ถึงวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไรก็คือ ให้เด็กนักเรียนกินข้าวใต้โต๊ะ เพื่ออะไร? มันเหมือนเป็นการสำเร็จความใคร่ทางอารมณ์ของครู ไม่เข้าใจว่าพวกเขาทำไปเพื่ออะไร





"ภาพนี้แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าไทยเป็นอย่างไร แต่ละที่ก็ท่องไม่เหมือนกัน แต่โคตรยาว"




สก๊อตจั๊มพ์ และบุดด้า
มันจะมีท่าทำโทษนักเรียนท่าหนึ่งที่เรียกว่า "สก๊อตจั๊มพ์" ผมเชื่อว่าเราน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง ผมได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกเมื่อสมัยประถม ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดให้เราๆ ท่านๆ อย่างมาก บ้างก็นึกว่าเป็นท่าออกกำลังกายที่มาจากสก็อตแลนด์ เลยเรียก สก๊อตจั๊มพ์ แต่ความจริงแล้ว มันมาจากคำว่า "สควอทจั๊มพ์" (squat jump) พูดง่ายๆ ครูอ่านผิดแล้วก็เอามาใช้แบบงูๆ ปลาๆ จนทำให้นักเรียนใช้ผิดกันไปหมด จะเห็นได้ว่าแม่พิมพ์ที่บิดเบี้ยวสิ่งที่พิมพ์ออกมาก็ย่อมบิดเบี้ยวตาม

อีกเรื่องที่น่าอับอายคือ บุดด้า (Buddha) "พระพุทธเจ้า" นี่แหละ ครูเล่นแรงนะถือว่าเหี้ยเลย มีครูเอาคำนี้มาเล่นมุกตลกเสื่อมๆ แบบ Dirty Jokes จนนักเรียนหลายคนเข้าใจผิด นึกว่าคำนี้หมายถึง อัดถั่วดำ เรื่องของเรื่องครูมันเล่าตลกเสื่อมๆ ให้ฟังว่า เปิดประตูเข้าไปในห้องเจอผู้ชายสองคนกำลังอัดถั่วดำ ถ้าภาษาอังกฤษ ชาวคริสต์จะอุทานว่า Oh my god!! แล้วถ้าชาวพุทธล่ะ? Buddha!! แม่งเลยเป็นที่มาของความเสื่อม เอาเข้าจริงผมไม่ขำเลยกับเรื่องเล่านี้




ทหารไทย
มีเรื่องตลกอันหนึ่ง ซึ่งผมฟังแล้วไม่เลยรู้สึกตลกเลย ไอ้ครูหวังอีกแล้ว เคยเล่าเรื่องตลกอันหนึ่งว่า ในยุคสงคราม มีทหารอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ 5 คน เครื่องกำลังบินอยู่แล้วเครื่องบินโดนยิงเสียหาย ต่อมานักบินบอกต้องการผู้เสียสละ 1 คนเพราะเครื่องรับน้ำหนักไม่ไหว ไม่งั้นเครื่องตกเราจะตายกันหมด ทหารชาวอเมริกันพูดด้วยความเข้มแข็ง "แด่มาตุภูมิ อับราฮัมจงเจริญ" จากนั้นก็กระโดดออกจากเครื่อง จากนั้นก็เกิดเหตุการแบบเดียวกับเมื่อสักครู่ ทหารเยอรมันพูดด้วยความเข้มแข็ง "เพื่อแผ่นดินข้า ชาวดอยช์จงเจริญ" จากนั้นก็กระโดดออกจากเครื่อง จากนั้นก็เกิดเหตุการแบบเดียวกับเมื่อสักครู่อีกครั้ง ทหารไทยออกมาพูดด้วยความมุ่งมั่น "เพื่อชาติ ศาสน์ บลาๆๆ" จากนั้นก็ถีบคนอีกชาติที่เหลือลงไป แล้วเครื่องบินก็ถึงที่หมายโดยปลอดภัย

มันไม่ตลกเลยสักนิด และเรื่องดังกล่าวมันแสดงให้เห็นถึงความเจ้าเล่ห์คบไม่ได้ของคนไทย แล้วก็ชอบเล่าเหลือเกินรีเพลย์เล่าซ้ำเป็น 10 รอบ ไม่ไหวจะเคลียร์กับไอ้หวังที่สุดแล้ว





สุดท้ายแล้วเรื่องบ้าๆ ความรู้ง่าวๆ สมัยประถมที่เกิดขึ้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าครูนี่แหละที่ยังผลให้เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น โทษใครไม่ได้เลย ถ้าจะปฏิรูปการศึกษาจุดสำคัญที่สุดที่ต้องปฏิรูปก็คือ ครูนี่แหละ





เอาเถอะเรื่องมันก็ผ่านไปแล้วก็แค่รู้สึกว่าครูประถมสมัยเรามันบ้าบอสิ้นดี แต่สมัยนี้กลับบ้าบอยิ่งกว่า สิ่งที่น่าห่วงในเรื่องการทำโทษโดยเฉพาะในระดับประถมคือ คนที่ทำผิดไม่ค่อยโดนลงโทษ ส่วนคนที่โดนทำโทษมักไม่ใช่คนผิด มันเลยกลายเป็นการปลูกฝังให้นักเรียน ต้องทำทุกวิถีทางไม่เว้นแม้แต่เรื่องแย่ๆ เพื่อเอาตัวรอดในสังคมที่โหดร้าย ก็หวังว่าในอนาคตครูจะตระหนักถึงเรื่องนี้ การละเมิดไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องถ้าคุณโดนบ้างก็คงรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ฝากให้คิดนะครับ แล้วก็อย่ามัวแต่เอาเวลาสอนหนังสือไปทำคอนเทนต์ เล่น Tiktok ล่ะ มันไม่โปร



Create Date : 30 พฤษภาคม 2567
Last Update : 30 พฤษภาคม 2567 22:24:46 น.
Counter : 494 Pageviews.

28 comments
(โหวต blog นี้) 
ถนนสายนี้มีตะพาบ กม.ที่ 355 "3 in 1" จันทราน็อคเทิร์น
(4 ก.ค. 2567 16:19:26 น.)
รีรันตอนที่1 สมาชิกหมายเลข 8225107
(3 ก.ค. 2567 09:17:36 น.)
»FFF#97« "อ้วนไม่กลัว...กลัวไม่อิ่ม" กรีกโยเกิร์ต nonnoiGiwGiw
(2 ก.ค. 2567 11:56:48 น.)
Everybodyslam 2024 The Kop Civil
(28 มิ.ย. 2567 13:59:27 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณสองแผ่นดิน, คุณกะว่าก๋า, คุณดอยสะเก็ด, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณหอมกร, คุณnonnoiGiwGiw, คุณกาปอมซ่า, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณNoppamas Bee, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณSweet_pills, คุณnewyorknurse, คุณkae+aoe, คุณtanjira, คุณThe Kop Civil, คุณสมาชิกหมายเลข 3902534

  
คำชี้แจง

บล็อกนี้อยู่ในหมวด
Education Blog ยินดีเปิดรับทุกความคิดเห็นของเพื่อนๆ ที่มีล็อคอิน เพื่อพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ และมีวุฒิภาวะ

แม้ท่านจะใช้ตรรกะวิบัติมาพูดคุย แต่เราจะไม่ใช้ตรรกะวิบัติกับท่านแน่นอน ไม่มีล็อคอินไปสมัครล็อคอินพันทิปมาพูดคุยกันได้ครับ

โดย: คุณต่อขอชี้แจง (toor36 ) วันที่: 30 พฤษภาคม 2567 เวลา:22:25:20 น.
  
เผลอกดโหวตจากหน้าบล็อกหลัก(ไดอารี่) ขออภัยอย่างแรง
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 30 พฤษภาคม 2567 เวลา:23:15:48 น.
  
อรุณสวัสดิ์ครับน้องต่อ

พี่ก๋าอ่านมาเรื่อยๆ
ทบทวนความทรงจำไปด้วย
เออ...โชคดี มีไม่กี่ข้อเองที่เจอ 555

ตีทั้งห้องนี่เจอครั้งเดียว
เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วัน
กระทรวงก็ประกาศกฏการห้ามตีนักเรียน
ครูปกครองคนนี้ก็ไม่กล้าตีอีกเลยนะ
แกเป็นมือตีนักเรียนประจำโรงเรียน
มีไม้เรียวเหลาไว้เป็นกำมือใหญ่ๆเลย 5555

เรื่องงูนี่จริงครับ
สอนกันมาผิดๆ เพราะความรู้เราคงยังไม่พอ
หนังก็มีฉากแบบนี้เยอะมาก 5555

ครูต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครูจริงๆ

ในชีวิตจพี่ก๋าเจอครูไม่ดีแค่ไม่กี่คน
เจอครูดีมากกว่า
แล้วครูเหล่านั้นท่านก็ยังอยู่ในความทรงจำเสมอ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 พฤษภาคม 2567 เวลา:5:25:56 น.
  
คุณต่อ อย่าแบกโลกมากครูดีดีก็มีจ้า


โดย: หอมกร วันที่: 31 พฤษภาคม 2567 เวลา:6:56:09 น.
  
555+ อ่านแล้วรู้สึกได้ว่า เทคโนโลยีทำให้เรารู้จักโลกมากขึ้นจริงๆ นะ
สมัยก่อน เด็กๆ ได้แต่รับความรู้ จากครูที่สอนอย่างเดียว
สอนอย่างไรก็เข้าใจอย่างนั้น ไม่ได้ให้มีเปรียบเทียบอะไร
มาตอนนี้ ลองมาสอนผิดๆ สี เราหาความรู้ได้เองทั่วโลกจริงๆ

แต่พวกครูบ้าอำนาจเนี่ยะเราก็ไม่ชอบ
พวกที่ชอบด่าว่าโง่ เพื่อหวังให้นักเรียนขยันขึ้นเราก็ไม่ชอบ
แต่ก็มีครูบางคน ที่ชอบแบบขว้างแปรงลบกระดาน
ใส่นักเรียนที่ไม่ได้ตั้งใจฟังเค้าสอน ตอนนั้นเราก็ไม่ชอบมากนะ
แต่พอโตมาแล้วก็รู้สึกได้ว่า บางครั้งเค้าก็หวังดีจริงๆ
แต่นะ มาสมัยนี้ ถ้าทำแบบนั้น น่าจะโดนร้องเรียนไปนานละ

เรื่องการลงโทษ สมัยก่อนเราโดนแค่ปั่นจิ้งหรีด
กับเอาไม้กระตานตีจุ๊บ แบบทำมือจีบขึ้นฟ้าแล้ว
เอาไม้กระดานตี เวลาท่องศัพท์ผิดอะไรแบบนั้น
ก็ไม่ได้เคียดแค้นอะไรนะ กลับมานั่งนึกแล้วก็ตลกดี

โดย: nonnoiGiwGiw วันที่: 31 พฤษภาคม 2567 เวลา:15:39:47 น.
  
พูดถึงครูสมัยปฐม ปอมก็มีความทรงจำแย่ๆ

ครั้งหนึ่งครูเรียกให้ปอมตอบคำถาม แล้วครูบอกปอมตอบผิด

แล้วเรียกให้เพื่อนอีกคนตอบ ครูชมว่าดีมาก ปอมเลยถามครูว่า เมื่อเป็นคำตอบเดียวกัน ทำไมครูบอกว่าปอมผิด แต่เพื่อนถูกได้

คณุว่า ไม่จริง ปอมตอบ ปอมเลยบอกครูถามเพื่อนทุกคนได้ เพื่อนๆต่างบอกว่า เป็นคำตอบเดียวกัน ครูเลยตีมึน ทำไม่รู้ไม่ชี้

ถ้าปอมเป็นครู ปอมจะขอโทษ

สวัสดีวันฝนตกค่ะคุณต่อ
โดย: กาปอมซ่า วันที่: 31 พฤษภาคม 2567 เวลา:20:06:37 น.
  
จริงครับ
บางอย่างเราต้องทิ้งมันไปให้ได้จากชีวิตจริงๆครับ
เพื่อเริ่มต้นใหม่
เพื่อผ่านทุกข์ไปให้ได้

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 พฤษภาคม 2567 เวลา:22:30:00 น.
  
อรุณสวัสดิ์ครับน้องต่อ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 มิถุนายน 2567 เวลา:5:49:31 น.
  
เรื่องครู สอนตามวิชาที่เคยเรียน + จิตวิทยา
ให้เด็กสนใจ

...
ผมเคยถูกอาจารย์จาก มหาลัยในกรุงเทพไปสอน
ผมตอบไม่ได้ อ.เรียกไปทำที่กระดานเขียวก็ตอบ
ไม่ได้ อ.เลยจับหัวผมโขกปังใหญ่

มึนมาก และจำชื่อ อ.คนนั้นได้ดี แย่ ๆมาก ๆ
...

ผมยังคิดเลยว่า ร.ร.หรือวิทยาลัยน่าจะมีอาจารย์
แนะแนว ว่าเรียนวิชาเอกนี่้เก่ง จะได้ทำอาชีพ
..... ถ้าเก่ง แนวนี้จะไปมีอาชีพนี้ดีนะ

แต่ต้องใช้อาจารย์นี้เคย ทำงานอาชีพต่างๆ มา
เล่าให้เกิดประกายความคิด
คือเป็นอาจารย์พิเศษ

เด็กบางคนชอบประวัติศาสตร์ ก็ดีแต่ก็ควร
บอกว่า ถ้าเรียนสายนี้ รัฐคงต้องการคนทำ
งานน้อยมาก จบแล้วจะไปอย่างอื่นเหนือย

ปัจจุบัน ตลาดหรืออาชีพที่ บริษัทห้างร้าน
โรงงานต้องการสายไหนมากกว่ากัน...นี่ซิครับ
คุณต่อ
โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 1 มิถุนายน 2567 เวลา:6:56:20 น.
  
นึกถึงข่าวตอนนี้ค่ะ
ที่เด็กม.1
ให้เด็กรุ่นน้อวไปซื้อบุหรี่ให้
แต่เด็กไม่ไป
รุ่นพี่เอาโซ่ฟาด
และเอาบุหรี่จี้ตามตัวเด็ก
แต่โรงเรียนไม่อะไรเลย
ทั้งๆ ที่เหตุเกิดในโรงเรียน
ครูอ้างว่า
ไม่รู้ว่าเด็กมาโรงเรียน
โดย: Noppamas Bee วันที่: 1 มิถุนายน 2567 เวลา:9:41:13 น.
  
ผมน่าจะโชคดีที่ไม่ค่อยเจออะไรแบบที่คุณต่อเล่าเท่าไหร่ แต่ก็มีบ้างครับ

อย่างเรื่องเรียนลูกเสือนี่ก็ไม่รู้จะเรียนไปทำไม ผมยังไม่ได้อะไรจากการเรียนนอกจาก ร้องเพลง โอ้เมื่อมีไฟไหไฟลุกขึ้นเจิดจ้าาาา

เรื่องความเขื่อผิดๆ วิธีผิดๆ ผมมองเป็นการเปลี่ยนแปลงทางความรู้อ่ะครับ อย่างเมื่อก่อนเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล แต่พอมีการพัฒนาทางความรู้ก็เปลี่ยนแปลงหักล้างกันไป

เรื่องคุณครู ผมโชคดีที่เจอคุณครูดีมาเยอะ จำได้แค่ครูอนุบาลดุมาก ไม่ชอบเลยดุเสียงดัง บอกไม่นอนจะขังห้องน้ำ เป็นความทรงจำไม่ดีของเด็กมาก แต่ผมไม่ติดอะไร เพราะคุณครูก็ดูแลผมดี ครูใหญ่ก็เอ็นดูผมมากน่าจะเพราะผมขาวๆ กลมตาเล็กๆ 5555

มาเจอครูประหลาดก็ตอน ม.ปลาย ครูเห่อการเป็รครูห้องคิงมา คาดหวังสูง โอ้อวด และดูถูกห้องอื่น พวกผมก็ไม่ชอบ ตแนนี้ผมโดนด่าด้วยนะครับเพราะเล่นดนตรี เป็นคนถือป้าย เป็นดรัมเมเยอร์ รร แทนที่จะภูมิใจด่าเอาอีกว่าเรียนห้องคิงใครให้เต้นกินรำกิน สุดท้ายครูคนอื่นส่งผมประกวดคิ้วท์บอยม.ปลาย สรุปชนะ ครูคนนั้นรีบมาขอถ่ายรูปเกาะแขนอะไรใหญ่ ผมก็เดินหนีไป รอถ่ายกับครูที่สนับสนุนเราตั้งแต่แรก

เรื่องบลูลี่ทีทุกที่ทุกยุค ผมไม่เคยโดนนะ

โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 1 มิถุนายน 2567 เวลา:10:36:13 น.
  
สวัสดี ยามดึกจ้ะ น้องต่อ
อ่านเรื่องราวของต่อเกี่ยวกับพฤติกรรมของครู
ที่ต่อเจอ แล้วภาษาที่เธอเรียกครูแล้ว บอกตรง ๆ
ว่า ครูมึนเลย เธอคงโชคไม่ดี เจอแต่ครูที่ไม่เข้า
นักเรียน แต่ครูโชคดี เจอครูที่เข้าใจเด็กและใส่
ใจเด็กดี ก็มีบ้างที่เจอแบบไม่น่ารัก แต่ครูก็ไม่
เคยโกรธอะไรมากมาย เพียงแต่คิดว่า ถ้าฉันเป็น
ครู ฉันจะไม่เอาแบบอย่างเขามาใช้กับเด็กแน่นอน จะไม่เก็บเขามาอยู่ในความรู้สึกให้เสีย
อารมณ์ เพราะไม่มีประโยชน์จ้ะ ต่อลืม ๆ สิ่งที่
ไม่ดีของบุคคลเหล่านั้นไปเลย จะทำให้เรามีความ
สุขมากกว่า จ้ะ
โหวดหมวด บันทึกประสบการณ์ชีวิต จ้ะ
โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 1 มิถุนายน 2567 เวลา:21:06:34 น.
  
พริบตาเดียว
ปัจจุบัน
ก็กลายเป็นอดีตได้ทันทีครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 มิถุนายน 2567 เวลา:22:44:57 น.
  
อรุณสวัสดิ์ครับน้องต่อ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 2 มิถุนายน 2567 เวลา:5:01:06 น.
  
อรุณสวัสดิ์ครับน้องต่อ

เมื่อวานพี่ก๋าไม่ได้เข้าบล็อกอีกเลย
หลังจากอัพบล็อกตอนเช้า
ไปนั่งคุยกับอาจารย์คามิน
ท่านเป็นศิลปินที่เก่งมากๆครับ
นั่งคุยกันนานเลย

หนึ่งในหัวข้อที่คุยกันคือเรื่องลูกนี่ล่ะครับ
มีหนังสั้นที่พูดถึงเด็กวัยรุ่นที่เรียนเก่งมาก
เรียนได้ที่ 1 ของ รร.
สุดท้ายสอบติดจุฬา
แต่ก็ฆ่าตัวตายครับ
เด็กบอกกับเพื่อนว่าเครียด
เรียนหนัก เบื่อ ไม่สนุก คิดถึงเพื่อน

มีครูบางคนชอบใช้อำนาจบังคับนักเรียน
เหมือนพ่อแม่ที่บังคับลูกให้เรียน
ทำให้ทำสิ่งต่างๆที่ตนเองต้องการ
โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตนทำ
มันทิ้งบาดแผลอะไรไว้บ้างในใจเด็กครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 มิถุนายน 2567 เวลา:6:16:04 น.
  
ใกล้ถึงช่วงไหว้ครูแล้วค่ะ ปกติมี้จะให้ซีเอาดอกไม้ไปให้ครูนะ ที่บ้านมีต้นเข็มแหระ แต่ล่าสุดย้ายโรงเรียนไปในเมือง เอาไปคนเดียว เสียความมั่นใจไปเลย จากนั้นไม่เอาไปอีกเลย 5555
โดย: kae+aoe วันที่: 3 มิถุนายน 2567 เวลา:8:48:12 น.
  
สิ่งที่น่ากลัวคือเวลามันมีความจริงวางอยู่
แต่ละคนก็เลือกเชื่อจากมุมที่ตัวเองเห็น
โดยไม่สนใจมุมอื่น
อันนี้น่ากลัวจริงๆครับ

ครูหลายคน
เจอยังไงมา
ก็ส่งต่อสิ่งนั้นตอนที่ตัวเองเป็นครูครับ
เขาไม่สนใจข้อมูล
สนใจแต่ความรู้สึกของตัวเอง

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 มิถุนายน 2567 เวลา:9:16:02 น.
  
นับวันยิ่งดูเลวร้ายลงทุกวันๆ เร็วๆ นี้ก็ไล่ตัดผมเด็ก ครูประถมมักชอบปกครองเด็กด้วยความกลัว เพราะเด็กมันสู้ไม่ได้ ยิ่งถ้าบ้านไหนพ่อแม่เชื่อแต่ครูตีซ้ำลูกมีโอกาสที่เด็กจะออกนอกลู่นอกทางสูง

อ่านแล้วหลายๆ เรื่องอ่านแล้วไม่เข้าใจจริงๆ เขาจะทำไปทำไม แต่จะว่าไปสมัยก่อนเราก็ไม่ทันได้ฉุกคิดเหมือนกัน พอมานึกถึงตอนนี้แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า ส่ายให้ให้กับความล่าสมเพชที่มันยังคงอยู่และส่งต่อรุ่นสู่รุ่นในเรื่องแย่ๆ

ขอแปะลิงค์ไว้หน่อย ปีนี้อย่าให้เห็นนะว่าครูคนไหนเก็บดอกกุหลาบกลับบ้านในวันไหว้ครู

https://twitter.com/MatichonOnline/status/1785583614589378852
โดย: โลกคู่ขนาน (สมาชิกหมายเลข 7115969 ) วันที่: 3 มิถุนายน 2567 เวลา:12:34:31 น.
  
โห มาอ่านเรื่องวันนี้ ขอหน่อยเหอะ
อ่ายเชี่ย ไปแดกดีหมีที่ไหนมาวะไม่เคยเห็นคุณต่อ เวอร์ชั่นนี้เลย
เย็นได้เย็น เบาได้เบา

ตอนเด็กไม่เคยเจอครูด่าโง่ หรือบูลลี่เด็ก
แอบกระซิบหน่อย รร.อะไรคะเนี่ย
(น่าเอาตีนยัดปากครูเชี่ยแบบนี้
อารมณ์ได้ เจ๊เย็นเล่นบท ทำถึงมั้ยคะ 555)

พูดที่จริง ไม่มีลูกเต้าให้ไปเรียนเจอครูพวกนี้ ก็ดีไปอย่าง ไม่ ปสด ไปด้วย
ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป โหสิให้ครูด้วย
เมียครูคงไม่ให้เข้าบ้านจริงแหละ
ก็ครูคงไปแดกเหล้ากับเพื่อนนานจัด

โอย ถ้าเย็น เจอครูแบบนี้ ขอบอก
ครูไม่เหลือแน่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอา
โคตรเหง้าสักหลาด เย็นไม่ยอมให้มาทำแบบนี้หรือมาเป็นครูหรอก ได้ตายกันไปข้างนึงแน่ๆ ขนาดเรียนพละให้ยืนตากแดดนาน เย็นไปฟ้องแม่ยังไปจัดการ ครูถูกทำทัณฑ์บนด้วย อยู่ที่ผู้บริหารล้วนๆเลย

ว่าแต่คุณต่อ เย็นไว้ค่ะเดี๋ยวหัวใจวาย
เดี๋ยวนี้ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน มีคุณพ่อคุณแม่ดีมีการวางแผนมันก็ดีอย่างมาก แต่ตอนเด็กเย็นก็ไปซื้อของชำประจำแหละ ยังมีแฟซ่าผงแบบซองใช้เลย ห้างสรรพสินค้าเพิ่งมามีตอนโตไม่กี่สิบปีนี้เองค่ะ

อะไรไม่ดีมันผ่านไปแล้ว อย่าไปเสียอารมณ์กับมัน ทำเฉพาะหน้าเรา และตัวเราให้ดี หรือคนในขอบข่ายของเรา แค่นี้ก็ช่วยสังคมได้มากโขแล้วค่ะ
โดย: mcayenne94 วันที่: 3 มิถุนายน 2567 เวลา:18:46:54 น.
  
ขอบคุณจ้าคุณต่อ

โดย: หอมกร วันที่: 3 มิถุนายน 2567 เวลา:19:19:26 น.
  
ขอบคุณครับคุณต่อ
โดย: ปัญญา Dh วันที่: 3 มิถุนายน 2567 เวลา:21:08:20 น.
  
อรุณสวัสดิ์ครับน้องต่อ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 มิถุนายน 2567 เวลา:5:20:43 น.
  
ผมค่อนข้างโชคดีมากเหมือนกันครับ ที่ไม่ค่อยเจอเหตุการณ์แบบนี้ มีนิดหน่อยแต่ก็ไม่หนักเท่านี้ครับ
โดย: The Kop Civil วันที่: 4 มิถุนายน 2567 เวลา:16:05:04 น.
  
ใช่ครับ

เมื่อก่อนขยะที่ร้าน
พี่ก๋ายกให้ยามไปขาย
เดือนนึงได้เป็นพันเลยครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 มิถุนายน 2567 เวลา:22:39:53 น.
  
อรุณสวัสดิ์ครับน้องต่อ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 5 มิถุนายน 2567 เวลา:5:14:36 น.
  
จากบล๊อก

ไอ่สติตอนเมานี่มีครบเลยครับ แต่ผมเป็นสายเต้น บางทีมือถือมันก็ตกจากกระเป๋ากางเกง กระเป๋าเสื้อ มันก็แตกเอาครับ 55555
ถ้าตกช่องลิฟต์นี่ขิตแบบไม่ต้องเก็บซากเลยครับ 555555 ผมจะระวังมาก ๆ เลยครับ ช่องลิฟต์ ช่องช่อระบายน้ำเนี้ย

ถึงยังไม่มีโครงการซื้อรถไฟฟ้า ถ้าสนใจอยากได้ข้อมูล ผมยินดีแชร์มาก ๆ ครับ
จริงๆ รถเดิมขับดีมากครับ มันก็ไม่ได้ไปไหนนะ ยังรักเหมือนเดิม แต่แม่ย่านางโกรธมากที่นอกใจ
ไหนจะอยู่ๆ แอร์ไม่เย็น อยู่ๆ บลูทูชเชื่อมไม่ได้ อยู่ๆ เพลงไม่ดัง 5555 ลูกช้างขอโทษครับ!
ตอนนี้หายโกรธแล้วครับ รักกันเหมือนเดิมแล้ว

ยินดีมากครับ เรื่องการต่อใบขับขี่
รู้ขั้นตอนอะไรไปก่อนมันดีกว่าไม่รู้ ไม่งั้นอาจจะยาวเลยก็ได้
น่าแปลกที่คนเยอะนะครับช่วงนี้ น่าจะเป็นสาขาฮิต ผมนี่ขับหาสาขาไกลปืนเที่ยงเลย

เรื่องจอห์นนี่ เดปป์นี่เพิ่งรู้เลยครับ มันน่าตลกนะครับ
ผมก็ทำเหมือนพี่เดปป์นะ เดินหนีเลย แล้วยังไง ทุกวันนี้ผมก็เป็นวิศวกรไหม
หรือผมจะเป็นอะไรมันก็เรื่องของผม ครูที่ดีมีหน้าที่สนับสนุน ไม่ใช่ตัดสิน
อ้อ คุณครูที่สนับสนุนผมเป็นคุณครูคอมฯ อีกคนเป็นคุณครูเคมีวัยรุ่นที่จบจุฬาด้วยครับ
โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 5 มิถุนายน 2567 เวลา:17:25:18 น.
  
ใช่เลยครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 5 มิถุนายน 2567 เวลา:21:29:44 น.
  
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาครับ
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 6 มิถุนายน 2567 เวลา:0:08:52 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Toor36.BlogGang.com

toor36
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 81 คน [?]

บทความทั้งหมด